ที่มา thaifreenews
โดย padgotohell
คนตาไม่ดีจะเห็นลำบากมั้ย บางคนอ่านหนังสือไม่ออกจำได้แต่โลโก้ จะเห็นมั้ย
ถ้านี่เป็นของจริงก็อีกความเลวของอำมาตย์
3 ก.ค. ต้องรณรงค์อย่าคิดอะไรมากมาย (หมายถึงเพ่งดูโลโก้) เขาคูหากาเบอร์ 1 The One and Only!!!
| | |
| | |
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา thaifreenews
โดย padgotohell
| | |
| | |
ที่มา ประชาไท
สุรพศ ทวีศักดิ์
อ่าน บทความของรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมโต้ “วาด รวี” กับ “ปราบดา หยุ่น” ที่มีการอ้าง “หลักกาลามสูตร” ด้วย และบทความเปิดผนึก “จากใจนายกฯอภิสิทธิ์ถึงประชาชน” แล้ว สะท้อนให้เห็นปัญหาวิธีคิดของพุทธแบบไทย และประชาธิปไตยแบบไทยอย่างชัดเจน
ปัญหา ที่ว่าคือ วิธีคิดที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง เหตุผล และหลักการ พูดสั้นๆว่า “แถ” นั่นเอง เราจึงเป็นได้แต่ “พุทธแถ” และ “ประชาธิปไตยแถ” เท่านั้นเอง
ยกตัวอย่าง “พุทธแถ” นะครับ (เอาแค่ตัวอย่างบางตอน) เช่น กรณีที่คณะสงฆ์ไทยไม่อนุญาต/ไม่ยอมรับการบวชภิกษุณี และไม่รับรองสถานะของภิกษุณีที่บวชมาจากนิกายอื่น โดยอ้างพระธรรมวินัย “ตามตัวอักษร” อย่างเคร่งครัดว่า “การบวชภิกษุณีต้องประกอบพิธีบวชในสงฆ์สองฝ่ายคือฝ่ายภิกษุณีสงฆ์และฝ่าย ภิกษุสงฆ์” เมื่อภิกษุณีสงฆ์สายเถรวาทไม่มีแล้ว ย่อมไม่สามารถบวชภิกษุณีได้ จะไปทำพิธีบวชในนิกายมหายาน สงฆ์ไทยก็ไม่ยอมรับ ด้วยเหตุผลหลักๆ คือไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัยที่เป็น “ลายลักษณ์อักษร”
แต่ถามว่า ปัจจุบันพระสงฆ์ไทยรับเงินได้หรือไม่ ตอบว่ารับได้ (มีบัญชีเงินฝากส่วนตัว มีรถเบนซ์ ฯลฯ ส่วนตัวได้ด้วย) ถามว่าเป็นไปตามพระวินัยที่เป็น “ลายลักษณ์อักษร” ไหม ไม่ครับ เพราะวินัยหรือศีลของพระ 1 ใน 227 ข้อ บัญญัติว่า “ห้ามภิกษุรับเงินและทอง” หรือกำหนดว่าเงินและทองเป็น “วัตถุอนามาส” คือเป็นของต้องห้ามสำหรับพระสงฆ์ผู้มุ่งละกิเลสแสวงอิสรภาพทางจิตวิญญาณ
เมื่อ พระวินัยที่เป็นลายลักอักษรบัญญัติไว้เช่นนั้น ทำไมพระสงฆ์ปัจจุบันจึงรับเงินได้ และชาวพุทธก็นิยมถวายเงินเสมือนว่าไม่มีวินัยห้ามไว้เลย ก็เพราะพระสงฆ์ (สังคมไทยด้วย) อ้างเหตุผลว่า วินัยข้อนี้บัญญัติในสมัยเมื่อกว่า 2,500 ปีแล้ว สมัยนั้นเงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของการดำรงชีวิตประจำวัน แต่ทุกวันนี้จะทำอะไรต้องใช้เงิน พระเรียนหนังสือ เดินทาง ไม่สบายไปหาหมอ ฯลฯ ก็ต้องใช้เงิน ฉะนั้น การที่พระต้องรับเงินถือว่าเป็นการอนุโลมตามยุคสมัย
อ้าวแล้วถ้า วินัยที่เป็นลายลักษณ์อักษร “ห้ามพระรับเงินและทอง” ถูกละเว้นการปฏิบัติได้โดยอ้างยุคสมัย ทำไมการบวชภิกษุณีจึงอ้างความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยไม่ได้ ไม่ยอมแม้กระทั่งการเปิดช่องทางที่เป็นไปได้ เช่น ไปทำพิธีบวชภิกษุณีในโบสถ์ภิกษุณีนิกายอื่น แล้วมาทำพิธีในโบสถ์พระสงฆ์ไทย เป็นต้น
หรือเงื่อนไขการบวชภิกษุณีที่เรียกว่า “ครุธรรม 8” ซึ่งเป็น “กฎเหล็ก” ของความไม่เสมอภาคระหว่างเพศ เช่น กำหนดว่าภิกษุณีแม้บวชมานานร้อยพรรษาก็ต้องเคารพกราบไหว้ภิกษุที่เพิ่งบวช เพียงวันเดียว หรือภิกษุณีต้องฟังคำสั่งสอนจากพระสงฆ์เท่านั้นจะสอนพระสงฆ์ไม่ได้ เป็นต้น รู้ทั้งรู้ว่า “กฎเหล็กนี้” บัญญัติขึ้นในบริบททางวัฒนธรรมที่ยึดถือความไม่เสมอภาคทางเพศยุคโบราณ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ทำไมคณะสงฆ์ไทยไม่ยอมเปลี่ยน
ถ้าพุทธศาสนายอม ให้สตรีบวชภิกษุณี เพราะยอมรับว่าสตรีกับบุรุษมีความสามารถบรรลุธรรมได้เท่าเทียมกัน แต่ที่ต้องมี “ครุธรรม 8” เพราะต้องอนุโลมตามวัฒนธรรมของสมัยนั้น และถ้าการอนุโลมตามวัฒนธรรมทางสังคมในบริบทของยุคสมัยเป็นสิ่งที่พุทธศาสนา ยอมรับได้และเคยปฏิบัติมา ถามว่าเหตุใดพุทธศาสนาแบบไทยจึงไม่ยอมรับการบวชภิกษุณีโดยยอมรับวัฒนธรรม ร่วมสมัยที่ก้าวหน้ากว่าคือ สิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี เป็นต้น
คณะสงฆ์ ไทยก็มักจะตอบว่า “ไม่สามารถแก้สิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้แล้ว” แล้วการปฏิบัติที่เป็นอยู่นี้ การรับเงินก็ดี การมีสมณศักดิ์ (ศักดินาพระ) ก็ดี ฯลฯ ไม่ใช่การแก้สิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้อย่างไรไม่ทราบ นี่มันเป็นการแก้เชิง “เนื้อหา” อย่างสำคัญเลยทีเดียว ทำให้พุทธศาสนาเชิงเนื้อหาหรือเชิงวิถีชีวิตตรงกันข้ามกับพุทธแบบสมัย พุทธกาลอย่างสิ้นเชิง
(ที่จริงผมอยากเสนอเพิ่มว่า พระสงฆ์ควร “เสียภาษี” เพราะตามพระวินัยพระสงฆ์ไม่มีสิทธิรับเงินตั้งแต่ต้น แต่ทุกวันนี้พระสงฆ์มีบัญชีเงินฝากส่วนตัว มีเงินเดือนจากงบฯแผ่นดินในตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยสงฆ์ เงินค่าตำแหน่ง ผศ.,รศ.,ศ. ตำแหน่งบริหาร ฯลฯ)
แล้วปัญหาพุทธแบบไทยที่ว่ามา นี้มันเกี่ยวกับปัญหาประชาธิปไตยแบบ ไทยอย่างไร มันเกี่ยวตรงที่มันเป็นวิธีคิดแบบเดียวกัน คือ “แถ” เหมือนกันไงครับ !
รัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรมแถว่า “ไม่มีการใช้ ม.112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง มีแต่คนพยายามทำผิด ม.112 มากขึ้น” (ใครจะ “พยายาม” ทำผิดวะ) นี่คือความไม่ซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง และความไม่ซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริงนี้ก็แสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์ต่อเหตุผล และหลักการ
เพราะในเชิงเหตุผลและหลักการ ม.112 ที่อิงเหตุผลและหลักการในการจำกัดเสรีภาพวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ และอ้างสถานะพิเศษของพระมหากษัตริย์เหนือประชาชนผู้เจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้น ย่อมขัดแย้งต่อเหตุผลและหลักการประชาธิปไตย คือหลักเสรีภาพและความเสอมภาคโดยพื้นฐานเลยทีเดียว
คนเป็นถึง รัฐมนตรีออกมาเขียนบทความเปิดผนึกแบบนั้น ถ้าไม่เรียกว่าแถ ก็ต้องบอกว่ามีความรู้เรื่องประชาธิปไตยสู้คนขับแท็กซี่ ป้า ลุง ชาวบ้านธรรมดาๆ (ที่ไปทวงถามความรับผิดชอบกับนายกฯอภิสิทธิ์เรื่อง 92 ศพ) ไม่ได้
วิธีคิดที่แบบแถสุดๆ ไม่เคารพข้อเท็จจริง แหตุผล หลักการ บนพื้นฐานประชาธิปไตยไงครับที่เป็นอุปสรรคต่อ “วัฒนธรรมทางปัญญา” แล้วยังปล่อยขี้เท่อว่า “อีก 20 ปี วาด รวี กับปราบดา หยุ่น อาจเขียนจดหมายเปิดผนึกขอโทษ ผมจะรอ” (ฮา)
ส่วนบทความของนายกฯ อภิสิทธิ์ผมวิจารณ์ไปแล้ว สรุปว่าท่วงทำนองการแถของรัฐมนตรีวัฒนธรรม (ผู้สูงอายุกว่าคุณวาด รวี และปราบดา หยุ่น) ก็เจริญรอยตามท่านนายกฯ นั่นเอง
ข้อเสนอของผม (เดี๋ยวหาว่า “ดีแต่ติ”) คือ ถ้าชาวพุทธต้องการแก้ปัญหาพุทธศาสนาแบบไทยกันจริงๆ และสังคมไทยต้องการแก้ปัญหาประชาธิปไตยแบบไทยกันจริงๆ เราต้องรู้ทันวิธีคิดแบบแถ หรือวัฒนธรรมการอ้างเหตุผลแบบแถเข้าอ้างตัวเอง เพื่อประโยชน์ของตัวเอง โดยไม่ซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง เหตุผล หลักการ
เรา ต้องไม่ชื่นชม “จอมแถ” ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ นักปราชญ์ราชบัณฑิต ปัญญาชน นักวิชาการ นักการเมืองที่พูดเก่ง ฯลฯ หรือใครก็ตามที่ชอบแถเพื่อหลบเลี่ยงเบี่ยงประเด็น ไม่มีความกล้าหาญเผชิญกับ “ประเด็นปัญหาที่แท้จริง” และข้อเท็จจริง เหตุผล หลักการบนพื้นฐานของพุทธศาสนาและประชาธิปไตยที่แท้จริงกันตรงๆ
และ เราต้องสร้างวัฒนธรรมการคิดแบบพุทธแบบประชาธิปไตยกันจริงๆ คือวัฒนธรรมการคิดที่ซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง เหตุผล หลักการ บนพื้นฐานความเป็นพุทธและความเป็นประชาธิปไตยที่ยืนยันเสรีภาพ ความเสมอภาค และกติกาที่เป็นธรรมในการอยู่ร่วมกัน
ที่มา Thai E-News
13 มิถุนายน 2554
งาน ของกลุ่มนัก วิชาการด้านนิติศาสตร์ที่รวมตัวกันในนามกลุ่มนิฎิราษฎร์ เป็นงานที่ควรอ่านอย่างยิ่ง เป็นความพยายามของนักวิชาการรุ่นใหม่ที่พยายามนำเสนอตัวบทกฎหมายที่เป็นอยู่ หรือควรจะเป็นตามหลักนิติศาสตร์มากกว่า "กฎหมู่" ตามแต่ว่าใครคือผู้กุมอำนาจการเมือง
| |
| - ๑ - “กฎหมาย” วัฒนธรรม การเมืองไทยในทุกวันนี้ มักอ้าง “กฎหมาย” กันเป็นสรณะ หากต้องการเสริมสร้างความชอบธรรมให้แก่การกระทำของตน ก็ต้องอ้างกฎหมาย เช่นกัน หากต้องการทำลายความชอบธรรมของการกระทำของศัตรู ก็ต้องอ้างว่าการกระทำนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย การเถลิงอำนาจของ “กฎหมาย” เป็นส่วนหนึ่งของชัยชนะอุดมการณ์ประชาธิปไตย-เสรีนิยม-นิติรัฐ เมื่อประเทศไทยอยู่ในสังคมโลก จึงไม่อาจตกขบวน “นิติรัฐ-ประชาธิปไตย” ได้1 เรา จึงพบเห็นบุคคลจำนวนมากหยิบยกคำใหญ่ๆโตๆ จำพวก “นิติรัฐ” “นิติธรรม” “เคารพกฎหมาย” “กฎหมายเป็นใหญ่” “ปกครองโดยกฎหมาย” “ศาลตัดสินแล้วเป็นที่สุด ทุกคนต้องยอมรับ” เพื่ออ้าง "กฎหมาย-กระบวนการยุติธรรม-คำพิพากษา" ไว้อุดปากฝ่ายตรงข้าม และสร้างความชอบธรรมให้ฝ่าย ตนเอง โดยจงใจไม่พูดถึงที่มาอันอุบาทว์ของ “กฎหมาย” ปัจจัยรอบด้านของ "กฎหมาย" เนื้อหาของ “กฎหมาย” ไม่อนาทรร้อนใจต่อการใช้กฎหมายแบบเสมอภาค การ แสดงออกของคนจำนวนมากว่าไม่ยอมรับกระบวนการทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากคณะรัฐ ประหาร ไม่ใช่เรื่อง “การเมือง” มารังแก “กฎหมาย” ไม่ใช่เรื่อง “กฎหมู่” อยู่เหนือกฎหมาย แต่เป็นเรื่องที่คนจำนวนมากต้องการ “โต้” ว่าสิ่งที่พวกท่านอ้างว่าเป็น “กฎหมาย” นั้น เป็น “กฎหมาย” จริงหรือ? หรือมันเป็น “กฎหมู่” ที่ใส่เสื้อผ้า “กฎหมาย? “กฎหมู่” หาก เชื่อว่าในประเทศไทยนี้มี “กฎหมู่” จริง “กฎหมู่” ก็คงมิได้มีเพียงแต่ “กฎหมู่ชินวัตร” เท่านั้น ยังมีกฎหมู่อีกหลายตระกูล “กฎหมู่” ของบางตระกูลได้ทำลายระบอบประชาธิปไตย “กฎหมู่” ของบางตระกูลได้ตัดตอนบอนไซไม่ให้ประชาธิปไตยตามอุดมการณ์ของคณะราษฎร ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ได้เจริญเติบโตงอกงามในสังคมไทย และ “กฎหมู่” อีกหลายประเภทอาจสร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างมหาศาล รัฐประหารเพื่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็น “กฎหมู่” หรือไม่? คณะรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แล้วประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๔๙ เป็น “กฎหมู่” หรือไม่? คณะ รัฐประหารรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและ ความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของตนเองและการกระทำต่อเนื่อง ตามมาตรา ๓๖ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙ 2 เป็น “กฎหมู่” หรือไม่? คณะรัฐประหารนิรโทษกรรมตนเองและพรรคพวกตามมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙3 เป็น “กฎหมู่” หรือไม่? คณะรัฐประหารออกประกาศ คปค ฉบับที่ ๒๗ ข้อ ๓4 เป็น “กฎหมู่” หรือไม่? “กฎหมาย” ที่เกิดจากน้ำมือของคณะรัฐประหาร เป็น “กฎหมู่” หรือไม่? ที่มาและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เป็น “กฎหมู่” หรือไม่? มาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐5 เป็น “กฎหมู่” หรือไม่? กระบวนการใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือจนนำมาสู่การยุบพรรคการเมืองหลายพรรค ตัดสิทธินักการเมืองหลายคน เป็น “กฎหมู่” หรือไม่? คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เกิดขึ้นจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารเป็น “กฎหมู่” หรือไม่? ขบวนการ “ตลก ภิวัตน์” เป็น “กฎหมู่” หรือไม่? สาธุชนพึงพิจารณาได้เอง ข้าพเจ้า เห็นว่า ด้วยความสามารถและความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ มนุษย์จึงไม่ควรมีความจำที่สั้นจนเกินไปนัก มนุษย์ผู้มีเหตุมีผลต้องตระหนักรู้ได้ถึงเหตุการณ์ที่กฎหมายถูกนำไปใช้อย่าง บิดเบี้ยว ทั้งการตราตัวบทกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับนิติรัฐ-ประชาธิปไตย ทั้งการใช้และการตีความกฎหมายขององค์กรผู้มีอำนาจไปในทิศทางที่ไม่สนับสนุน นิติรัฐ-ประชาธิปไตย และก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรม ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙ การ พิจารณาให้ความเห็นในเชิงคุณค่าต่อเรื่อง ใดก็ตาม โปรดพิจารณาให้สม่ำเสมอและเป็นมาตรฐานเดียวกันด้วย มิใช่ติดตั้งสวิตช์ตัดไฟ พร้อมเปิด-ปิดได้ตามสถานการณ์ เรื่องหนึ่งเปิดสวิตช์ “นิติรัฐ” เต็มที่ พออีกเรื่องหนึ่ง กลับปิดสวิตช์ “นิติรัฐ” ทิ้งเสีย น่าเสียดาย ถ้าคนเหล่านี้ “ขยันขันแข็ง” กับการต้านรัฐประหาร ต้านรัฐประหารได้สักเสี้ยวหนึ่ง ต้านกระบวนการทางกฎหมายที่บิดเบี้ยวมาตั้งแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙ ได้สักครึ่งหนึ่งของสิ่งที่พวกเขากำลังกระเหี้ยนกระหือรือกระทำกันอยู่... ก็คงดี ข้าพเจ้าเห็นว่าบุคคลเหล่านี้ควร กลับมาทบทวน ตั้งสติ ลดอัตตา และแอมบิชันส่วนตนลงเสียบ้าง มิใช่ตั้งคำตอบไว้ในใจ ฝังลงไปในสมอง ลึกเข้าไปในจิตสำนึกว่ามันผิด มันโกง มันชั่ว ข้าขออาสาเข้ามาจัดการมันเอง เมื่อจัดการมันแล้ว ได้ผลสำเร็จมาบางส่วน ก็จะตามราวีมันต่อ เพื่อสนองตอบจิตสำนึกของตน เพื่อขับเน้นว่าสิ่งที่ข้าคิดนั้นมันถูก สิ่งที่ข้าทำนั้นมันดี เมื่อข้าอาสาเข้ามาทำงานนี้แล้ว ผลงานที่ข้าร่วมรังสรรค์ขึ้นต้องเดินหน้าไปให้ถึงจุดหมาย วิธีคิดแบบนี้มีแต่พาไปสู่อันตราย ข้าพเจ้าเป็นคนไม่สันทัดเรื่องพระเรื่องศาสนา แต่ครั้งนี้ขอยืมคำพระมาใช้บ้าง : “ปล่อยวาง” คำ พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.๑/๒๕๕๓ เรื่อง ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๓ ต่อคำ พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.๑/๒๕๕๓ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “คดียึดทรัพย์ทักษิณ” นั้น คณะนิติราษฎร์เมื่อครั้งยังเป็นกลุ่ม ๕ อาจารย์ได้ออกแถลงการณ์ ทั้งฉบับเต็ม (http://www.enlightened-jurists.com/directory/74/Tk.html) และฉบับย่อ (http://www.enlightened-jurists.com/directory/75/concise.html) แสดงความไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าว ตั้งแต่ต้นกำเนิดของคดีซึ่งมีที่มาจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙, ข้อสงสัยในความเป็นกลางของ คตส.ในฐานะเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ไต่สวน, เนื้อหาของคดีเกี่ยวกับข้อกล่าวหาทั้ง ๕ กรณีว่าเป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทในเครือ, การเชื่อมโยงข้อกล่าวหาทั้ง ๕ กรณีว่าเป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งนายก รัฐมนตรี ตลอดจนผลลัพธ์ของคดีที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นของแผ่นดิน ข้าพเจ้าจึงไม่ขอกล่าวซ้ำอีก ภาย หลังศาลฎีกาฯได้พิพากษาให้ยึดทรัพย์ คำพิพากษานี้ไม่ได้ส่งผลสะเทือนถึงจำนวนเงิน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ เท่านั้น แต่ยังเกิดผลข้างเคียงทางการเมืองตามมาอีกด้วย บุคคลจำนวนหนึ่งพยายามนำแต่ละท่อน แต่ละส่วน แต่ละวรรค แต่ละตอนของคำพิพากษานี้มาขยายผล ก็เพียงเพื่อต้องการจะเอากันให้ตาย จะไล่บี้ให้ไม่เหลือที่เดิน จะต้อนเขาให้จนมุมจนไม่อาจผยองได้อีก โดยอ้างว่าที่กระทำไปนั้น พวกตนไม่ได้คิดแก้แค้น ไม่ได้คิดร้าย แต่ต้องทำตาม “นิติรัฐ” ข้าพเจ้าเห็นว่า คำพิพากษาฉบับนี้มีจุดกำเนิด มาจากความไม่ปกติ การนำคำพิพากษานี้มาใช้เป็นบรรทัดฐาน นำเนื้อความในคำพิพากษามาใช้บางท่อนบางตอนเพื่อประโยชน์ในการจัดการศัตรู ทางการเมือง จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ด้วยความเคารพต่อศาลฯ ข้าพเจ้าเห็นว่าหากต้องการนำคำพิพากษานี้มาใช้ คงใช้ได้แต่เพียงการศึกษาและวิจารณ์ถึงความไม่ถูกต้องตามหลักวิชา เกี่ยวกับคำพิพากษานี้ นายแก้วสรร อติโพธิ ได้ปกป้องการกระทำของ คตส. ในแง่ที่มาของ คตส. ว่า
ข้าพเจ้า ขออนุญาตให้ความเห็นว่า กระบวนการยุติธรรมสำคัญทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการสืบสวนสอบสวนอันเป็นต้นธาร จนถึงคำพิพากษาที่เป็นปลายธาร ดังที่ปรากฏในแถลงการณ์ของพวกเราว่า :
ข้าพเจ้าเห็นว่า บางครั้งการประเมินเชิงคุณค่าเรื่องความยุติธรรมอาจไม่ได้ยากจนเกินไป หากเพียงเราลองสมมติว่าถ้าตนเองถูกกระทำอย่างนั้นบ้าง ยังจะว่าเป็นความยุติธรรม ยังจะว่าเป็นกฎหมายอีกหรือไม่7 หาก ยังไม่เห็นภาพ ก็ลองสมมติดูว่า คณะรัฐประหารได้ตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อสอบสวนคดีของ นายแก้วสรรฯ กรรมการแต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่ไม่ชอบนายแก้วสรรฯทั้งสิ้น แม้คณะรัฐประหารจะกำหนดว่าเมื่อคณะกรรมการชุดนี้สอบสวนแล้วเสร็จให้ส่ง เรื่องไปยังศาลเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไปก็ตาม ถามว่านายแก้วสรรฯยังคิดว่ายุติธรรมหรือไม่ หรืออีกสักตัวอย่าง เอาให้แคบเข้าไปอีกสักหน่อย นายแก้วสรรฯถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยซึ่งประกอบไปด้วยกรรมการที่เคย ทะเลาะเบาะแว้งกับนายแก้วสรรฯ ไม่ชอบนายแก้วสรรฯ มีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์กับนายแก้วสรรฯชัดเจน เช่นนี้ นายแก้วสรรฯจะว่ากระบวนการสอบสวนทางวินัยนี้มีความเป็นกลางและจะมอบความ ยุติธรรมให้นายแก้วสรรฯได้หรือไม่? อนึ่ง ข้าพเจ้าขอสารภาพว่าเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๓ ข้าพเจ้าได้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ด้วยการไปลงคะแนนเสียงให้นายแก้วสรร อติโพธิ ผู้สมัครหมายเลข ๓๕ (ข้าพเจ้าจำได้แม่นยำ เพราะเป็นการใช้สิทธิครั้งแรกในชีวิตของข้าพเจ้า) นอกจากนั้นข้าพเจ้ายังเชิญชวนให้สมาชิกในครอบครัวของข้าพเจ้าไปลงคะแนนให้ นายแก้วสรรฯอีกด้วย ที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ มิใช่หมายมาลำเลิกบุญคุณแต่ประการใด เมื่อข้าพเจ้าลงคะแนน ข้าพเจ้าได้พินิจพิเคราะห์อย่างถ้วนถี่และได้ลงคะแนนไปตามจิตสำนึกของ ข้าพเจ้า และเมื่อครั้งนายแก้วสรรฯ เป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ได้ทำประโยชน์อยู่หลายประการ ข้าพเจ้าจึงมิได้รู้สึกว่าการลงคะแนนของข้าพเจ้าเป็น “บุญ” แล้วต่อมาข้าพเจ้ารู้สึก “บาป” จึงต้องเขียนประกาศนิติราษฎร์ฉบับนี้เพื่อ “ล้างบาป” ข้าพเจ้าเพียงแต่อ่านความเห็นและเห็นการกระทำของนายแก้วสรรฯ ณ เวลานี้ แล้วไม่เห็นด้วย จึงเขียนแย้ง ก็เท่านั้นเอง - ๒ - ใน ห้วงเวลานี้ ประเด็น “นิรโทษกรรม” เริ่มปรากฏเป็นข้อถกเถียงในสังคมไทย ข้าพเจ้าเห็นว่าการนิรโทษกรรมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นั้น นอกจากจะไม่ชัดเจนว่าใคร เหตุการณ์ใด ที่นับรวมอยู่ในขอบเขตของการนิรโทษกรรมแล้ว การนิรโทษกรรมยังไม่ถูกต้องตามหลักวิชาอีกด้วย เพราะ การนิรโทษกรรม คือ มีการกระทำที่เป็นความผิดแล้วมีการตรากฎหมายในภายหลังเพื่อกำหนดว่าการกระทำ นั้นไม่เป็นความผิดแล้ว ในเมื่อเดินหน้าเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ การกระทำใดที่ถือเป็นความผิดอันเนื่องมาจาก “กฎหมาย” ของคณะรัฐประหาร ไม่ควรถือว่าเป็นความผิด เมื่อไม่เป็นความผิด ย่อมไม่มีอะไรให้นิรโทษ ในขณะเดียวกันผู้เสียหายจากการกระทำความผิดของอำนาจรัฐตลอดช่วงเวลาเกือบ ๕ ปี พวกเขาต้องได้รับการเยียวยา ถ้าไม่นิรโทษกรรม แล้วเราควรทำอย่างไร? ความ คิดหนึ่งที่ยังมิเคยปรากฏในการถกเถียง แต่ในหมู่ผู้ก่อตั้งคณะนิติราษฎร์เริ่มหยิบยกมาสนทนากัน คือ การประกาศให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และ “ผลิตผล” ของคณะรัฐประหาร เป็นการกระทำที่เป็นโมฆะ หรือเป็นการกระทำที่ไม่เคยปรากฏขึ้น แน่นอน อาจมีคนโต้แย้งโดยหยิบยกหลักความมั่นคงแห่งนิติฐานะมาใช้อ้างว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาจากรัฐประหาร ๑๙ กันยา มีจำนวนมาก มีผลทางกฎหมายผูกพันบุคคลหลายคน หากประกาศให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และ “ผลิตผล” ของคณะรัฐประหารเสมือนว่าไม่เคยเกิดขึ้นเลยแล้วล่ะก็ ย่อมส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่กระทบคนจำนวนมากและก่อให้เกิดความเสียหาย มหาศาล อีกทั้งในความเป็นจริงแล้ว คงไม่อาจลบล้างเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วได้ครบถ้วน ความข้อนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า หากเรื่องใดไม่อาจเยียวยาย้อนหลังให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้จริง หรือหากเรื่องใดพิจารณาแล้วว่าสมควรให้มีผลดำรงอยู่ในระบบกฎหมายต่อไป ก็สามารถกำหนดความสมบูรณ์ให้แก่เรื่องนั้นๆได้เป็นรายกรณี แต่หลักใหญ่ใจความ คือ ต้องประกาศให้เป็นสัญลักษณ์ว่า “รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙” ไม่ถูกต้อง ไม่ควรให้ดำรงอยู่ต่อไปในระบบกฎหมาย แล้ว การประกาศให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และ “ผลิตผล” ของคณะรัฐประหาร เป็นการกระทำที่เป็นโมฆะหรือเป็นการกระทำที่ไม่เคยปรากฏขึ้น สมควรทำเมื่อไร? และด้วยวิธีใด? ข้าพเจ้าเห็นว่า เรื่องจังหวะเวลาย่อมขึ้นกับบริบททางการเมืองเป็นสำคัญ ส่วนเรื่องวิธีการทำนั้น หากต้องการความชอบธรรมทางประชาธิปไตยสูง ก็อาจจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นด้วยกับการประกาศเช่นว่านี้หรือไม่ หากต้องการความชอบธรรมทางประชาธิปไตยสูงขึ้นไปอีก ก็อาจจัดให้มีการออกเสียงลงประชามติ ๒ รอบ รอบแรก เป็นการออกเสียงลงประชามติว่าเห็นสมควรให้จัดให้มีการออกเสียงลงประชามตินี้ หรือไม่ หากเสียงข้างมากเห็นด้วย ก็จัดการออกเสียงลงประชามติรอบที่สองว่า เห็นด้วยกับการประกาศเช่นว่านี้หรือไม่ ส่วนรูปแบบของประกาศนั้น ถ้าต้องการตัดปัญหาเรื่องลำดับชั้นทางกฎหมาย ก็ควรทำในรูปของรัฐธรรมนูญ ใน ส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ประชาชน ตลอด ๕ ปีที่ผ่านมา (เช่น ผู้เสียหายจากการชุมนุมของทั้งสองข้าง และการสลายการชุมนุมของทั้งสองข้าง) รัฐบาลต้องชดใช้เยียวยาจ่ายค่าชดเชยในเบื้องต้นไปก่อน โดยไม่ต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นถือเป็นความผิดตามองค์ประกอบเรื่องละเมิด หรือไม่ ทั้งนี้ ตามหลักการเรื่อง ความรับผิดของรัฐในการกระทำที่ปราศจากความผิด (La responsabilité sans faute) นั่นเอง ในส่วนความผิดอาญา ก็ต้องสืบสอบสวนนำผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาดำเนินคดี เมื่อไรก็ตามที่ทั้งสังคมต้องการ “ให้อภัย” เพื่อยุติความขัดแย้งและเดินหน้าไปสู่ความปรองดองได้ ไม่ต้องระแวงซึ่งกันและกันว่าจะโดนเอาคืน เมื่อนั้นแหละ จึงค่อยมาตรากฎหมาย “นิรโทษกรรม” นอกจากนี้ยังมีเทคนิคอันหนึ่งที่อาจนำมาใช้ได้อย่างดียิ่ง คือ การประกาศยอมรับว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดทางอาญา แต่ขาดอายุความไปแล้ว แม้สองวิธีนี้จะได้ผลลัพธ์เหมือนกัน แต่ทั้งสองวิธีก็มีความแตกต่างโดยพื้นฐานอยู่ กล่าวคือ นิรโทษกรรม เป็นการยอมรับว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดอีกต่อไปแล้ว แต่การขาดอายุความ ยืนยันว่าการกระทำนั้นยังคงเป็นความผิดอยู่ตลอดไป เพียงแต่ดำเนินคดีไม่ได้เพราะขาดอายุความ พูดง่ายๆ คือ อันแรก ลบล้างความผิด อันหลัง ความผิดยังอยู่แต่ทำอะไรไม่ได้ ข้าพเจ้า เห็นว่า การพูดกันเรื่องนิรโทษกรรมโดยกลุ่มบุคคลที่ออกมารณรงค์ในชื่อ คนท. ณ เวลานี้ จึงผิดฝาผิดตัวอย่างยิ่ง เรื่องนิรโทษกรรมนั้น ต้องไม่ใช่นิรโทษกรรมต่อคดีต่างๆที่เป็นผลต่อเนื่องจากรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙ ต้องไม่ใช่นิรโทษกรรมต่อคดีต่างๆที่เป็นเจตจำนงของคณะรัฐประหาร เพราะ คดีเหล่านั้นเริ่มต้นจากคณะรัฐประหารซึ่งเป็นสิ่งผิด คดีเหล่านั้นจึงไม่มีผล ความผิดในสมัยรัฐประหาร ไม่ถือเป็นความผิดในสมัยประชาธิปไตย เมื่อไม่ผิด ก็ไม่ต้องนิรโทษ ตรงกันข้าม ถ้าหากจะมีนิรโทษกรรม นั่นคือในทางนิตินโยบายพิจารณาแล้วว่า เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ก็ต้อง “ให้อภัย” โดยการประกาศว่าการกระทำของรัฐและบุคคลต่างๆในการสลายการชุมนุมเมื่อ ๑๐ เมษา และ ๑๙ พ.ค. ๕๓ เป็นความผิด แต่ “ให้อภัย” จึงนิรโทษกรรมให้ - ๓ - ประกาศ นิติราษฎร์ ฉบับที่ ๒๔ นี้ ข้าพเจ้าขอแนะนำนวนิยายเล่มหนึ่ง คือ La Chute ของ Albert Camus (ภาคภาษาไทยในชื่อ “มนุษย์สองหน้า” แปลโดย ตุลจันทร์)8 นวนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ Jean-Baptiste Clamence ผู้ประกอบอาชีพทนายความประจำปารีส แต่เขาเรียกตนเองว่า “ผู้พิพากษา-ผู้สำนึกผิด" ข้าพเจ้าเห็น ว่า เสน่ห์ของงานชิ้นนี้มีอยู่ ๒ ประการ ผู้เขียนใช้เทคนิควิธีการให้ Jean-Baptiste Clamence เล่าเรื่องแบบพูดอยู่คนเดียวตลอดเล่ม ประการหนึ่ง และการเสียดสี เหน็บแนม กระชากหน้ากากศีลธรรมจอมปลอมของมนุษย์โดยผ่านการเล่าเรื่องตนเองของ Jean-Baptiste Clamence อีกประการหนึ่ง ข้าพเจ้าชอบหลายประโยค หลายวรรค หลายตอนมาก หากนำมากล่าวไว้ทั้งหมด เกรงว่าจะเกือบหมดทั้งเล่มเป็นแน่ จึงขอยกบางส่วนเป็นตัวอย่าง ดังนี้...
การกลับมาอ่าน La Chute อีกครั้งในห้วง พ.ศ.นี้ ภาพของ Jean-Baptiste Clamence ทำให้ข้าพเจ้าหวนคำนึงถึง: - บรรดาผู้ทรงศีลธรรม-คุณธรรม-จริยธรรมที่มีอยู่ทั่วไปหมดในสังคมไทย แต่ศีลธรรม-คุณธรรม-จริยธรรมเช่นว่านั้นต้องใช้อย่างเข้มงวดต่อบุคคลอื่น และไม่ใช้หรือใช้อย่างผ่อนปรนต่อตนเอง, - บรรดาผู้ที่อ้างว่าตนกำลังทำความดี และ “หลงดี” จนสามารถทำอะไรก็ได้ เพราะที่ทำไปก็เพื่อ “ความดี”, - บรรดาคน “ดัดจริต” ที่นิยมเข้าวัดวาอาราม นิยมทำบุญสุนทาน นิยมนั่งสมาธิ-เดินจงกรม-ถือศีล-กินเจ แต่ไม่อนาทรร้อนใจ (หรืออาจถึงขั้นสนับสนุน) ต่อการสังหารหมู่กลางกรุงเทพมหานครเมื่อ ๑๐ เมษายน และ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓, - บรรดาคนที่มีทีท่าเห็นอกเห็นใจคนจน-ชาวนา-ชาวไร่-กรรมกร-คนพิการ-ผู้ด้อย โอกาส และช่วยเหลือพวกเขาเหล่านี้ในลักษณะ “สงเคราะห์” แต่ไม่สนับสนุนให้พวกเขาได้มีสิทธิ มีโอกาส ได้รับความเสมอภาค เพราะ การสงเคราะห์นั้นทำให้ตนยังคงรักษาสถานะเป็น “เทวดา” เป็น “นักบุญ” เป็น “นางฟ้า” และยังช่วย “สำเร็จความใคร่ความดี” แก่ตนเองได้อีกด้วย, - บรรดาคนที่อ้างเหตุผล-ความจำเป็นของการกระทำของตนเองได้ในทุกเรื่อง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำนั้น, บรรดาคนที่ “แถ-กะล่อน-ปลิ้นปล้อน” หลอกทุกคน ทุกวัน ทุกเวลา จนกลายมาเป็นหลอกตนเองว่าเรื่องที่หลอกคนอื่นเป็นเรื่องจริ ข้าพเจ้า เห็นว่า บรรดาบุคคลที่มีลักษณะทั้งหลายเหล่านี้ คือ “มนุษย์สองหน้า” แบบ Jean-Baptiste Clamenceและนวนิยายเล่มนี้ อาจช่วยเตือนใจให้เราลองส่องกระจกพิจารณาตนเองดูว่า บางที Jean-Baptiste Clamence อาจผสมปนเปอยู่ในตัวเรา ข้าพเจ้า ขอแนะนำเอกสารอีกหนึ่งชิ้นที่ปรากฏใน เว็บไซต์ของพวกเรา คือ ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐาน หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการพระองค์ ในภาคภาษาฝรั่งเศส การแปลอย่างครบถ้วนทั้งในแง่ความหมายและความสละสลวยในครั้งนี้ เป็นผลงานของ ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้งคณะนิติราษฎร์ และเร็วๆนี้จะมีข้อเสนอภาคภาษาเยอรมันตามมา ประกาศนิติราษฎร์ฉบับนี้เผยแพร่ในช่วงบรรยากาศของการเลือกตั้ง ข้าพเจ้าจึงขออนุญาตแสดงความเห็นต่อการเลือกตั้งครั้งนี้สักเล็กน้อย แน่ นอน การเลือกตั้งไม่ใช่วิธีการเดียวในการนำประเทศไทยออกจากวิกฤตความขัดแย้งและ เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการปรองดอง หากปรารถนาให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ก็ยังมีภาระที่ต้องทำอีกมากมายหลายประการ เช่น การปฏิรูประบบกฎหมาย การปฏิรูปกองทัพ การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้ทันสมัยสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย การพิจารณาสอบสวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่าใครเป็นผู้ฆ่าและสั่งฆ่า เป็นต้น ถึง กระนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ก็มิใช่ไม่มีความหมายเอาเสียเลย ข้าพเจ้าเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีของบุคคลที่ต้องการ แสดงออกว่า ไม่เอารัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙ ไม่เอาคณะรัฐประหาร ไม่เอารัฐธรรมนูญ ๕๐ ไม่เอาขบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” ไม่เอาอำนาจนอกระบบ ไม่เอาการสังหารหมู่กลางมหานครเมื่อ ๑๐ เมษาและ ๑๙ พฤษภา ๕๓ เราสามารถแสดงออกอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมต่อการไม่เห็นด้วยกับเรื่องดัง กล่าวได้ด้วยการไม่ลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง-สนับสนุน-ได้ ประโยชน์จากเรื่องเหล่านี้ ผลการเลือกตั้งอันแสดงให้เห็นเด่นชัด ย่อมเป็นสัญญาณส่งไปถึง “ทุกคน-ทุกชั้น” ในสังคมนี้ว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้คิดอย่างไร ผล การเลือกตั้งอันเป็นที่ประจักษ์ชัดอย่าง ยิ่ง ย่อมกระตุ้นเตือนให้บุคคลบางกลุ่มได้ฉุกคิดบ้างว่า หากปรารถนาให้สังคมนี้เดินหน้าต่อไปข้างหน้าได้ ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ก็ต้องนำผลการเลือกตั้งนี้ไปพิจารณาหาทางปรับปรุงตัวเองบ้าง แต่ หากพวกเขาไม่สังเกตเห็นสัญญาณที่สะท้อน ผ่านผลการเลือกตั้ง ยังคงดึงดันคิดใช้วิธีแบบเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้าพเจ้าก็ขอนำวรรคทองของอันโตนิโอ กรัมชี่ใน Prison Notebooks มาพูดแทนว่า :
-------------------------------------------------------------------------- เชิงอรรถ 1. โปรด ดู ปิยบุตร แสงกนกกุล, “กฎหมาย” กับ “อุดมการณ์”, วารสารฟ้าเดียวกัน, ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๑ มกราคม-มีนาคม ๒๕๕๔; “การปรับเปลี่ยนลักษณะของกฎหมายในยุคหลังสมัยใหม่”, วารสารฟ้าเดียวกัน, ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๔ ตุลาคม – ธันวาคม ๒๕๕๒; “ผลกระทบและข้อวิจารณ์ต่อวาทกรรม "นิติรัฐ", ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๒; “อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ กับการแทรกแซงการเมืองในนามของกฎหมาย”, ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑; ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๔, www.enlightened-jurists.com/blog/8/Fourth-Enlightened-Statement.html 2. มาตรา ๓๖ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ “บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ได้ประกาศหรือสั่งในระหว่างวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปใดและไม่ว่าจะประกาศหรือสั่งให้มีผลบังคับในทาง นิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ให้มีผลใช้บังคับต่อไปและให้ถือว่าประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้นไม่ว่าการปฏิบัติตามประกาศหรือคำ สั่งนั้นจะกระทำก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นประกาศหรือคำสั่ง หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 3. มาตรา ๓๗ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ “บรรดาการกระทำทั้งหลายซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครอง แผ่นดิน เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ ของหัวหน้าและคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมตลอดทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าวหรือของผู้ ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะปฏิรูป การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันได้กระทำไป เพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการรวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่าง อื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดย สิ้นเชิง” 4. ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ ข้อ ๓ “ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอื่นที่ทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใดเพราะเหตุกระทำการต้องห้าม ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น มีกำหนดห้าปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง” 5. มาตรา ๓๐๙ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ “บรรดาการใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้” 7. ความคิดทำนองนี้ปรากฏอยู่ในงานหลายชิ้นของ Paul Ricœur โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Paul Ricœur, Soi-même comme un autre, Seuil, 1990 งานชิ้นนี้ Ricœur กลับไปหาจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ของ Kant, จินตภาพเรื่อง "Veil of Ignorance" (ม่านแห่งความเขลา) ของ John Rawls (โปรดดูประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๑๙) และจริยศาสตร์เรื่องความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันตามกฎทอง (Golden Rule) ของ Hillel ว่า “จงปฏิบัติต่อผู้อื่นดังที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อตนเอง” และ “จงอย่าปฏิบัติต่อผู้อื่นดังที่ตนไม่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อตนเอง” 8. อัลแบร์ กามู, มนุษย์สองหน้า, แปลโดย ตุลจันทร์, สำนักพิมพ์สามัญชน, ๒๕๔๓. 9. หน้า ๕๗-๕๘. 10. หน้า ๘๔. 11. หน้า ๘๗. 12. หน้า ๑๑๕. | |
ที่มา Thai E-News
"อย่าให้พวกเผาเมืองยึดประเทศไทย"
by Kanok Ratwongsakul on Sunday, 12 June 2011 at 12:26
กลับ มาแล้วพี่น้อง กลับเข้าบ้านตัวเองได้แล้วครับ ไม่ใช่ทำกุญแจหาย แต่ถูกผู้ไม่หวังดียึดกุญแจไป ดีที่มีแขกรับเชิญที่ช่อง 9 เขาช่วยกู้คืนมาได้ ผมขอบคุณมากครับ (เขาไม่ประสงค์ออกนาม) จะไปเปิดเพจใหม่ก็เสียดายข้อมูลที่เพจนี้
บ้านผมหรือบ้านคุณหากถูก ยึด ก็เดือดร้อนมากแล้ว แต่ยังไม่เท่า "บ้านเมืองของเรา" ถูกยึด! สงกรานต์ปี 2552 มีคนทำลายการประชุมอาเซียน แขกเหรื่อผู้นำระดับประเทศ ต้องรีบเผ่นหนีแทบไม่ทัน ผู้บริหารประเทศเราช่วยอะไรเขาไม่ได้ เพราะตัวเราเองก็แทบเอาตัวไม่รอด นายกฯ กับรองนายกคุมความมั่นคง..ถูกไล่ทุบรถอย่างถ่อยเถื่อน เลขานายกฯ ถูกทุบและลากตัวออกมาอย่างไม่น่าเชื่อว่า คนชาติเดียวกันจะทำได้
หลัง จากนั้น..แกนนำหลายคนไม่ถูกคุมตัว บ้างมีเอกสิทธิ์ ส.ส.คุ้มครอง บ้างได้รับการประกันตัว สงกรานต์ปี 2553 คนหน้าเดิมหวนกลับมาก่อเหตุซ้ำที่รุนแรงกว่าปี 52 อย่างไม่น่าเชื่อ!
เขา เกณฑ์คนต่างจังหวัด อ้างว่ามาเรียกร้องประชาธิปไตย อ้างว่าต่อสู้เผด็จการ ทั้งที่หลังเผด็จการ ปี 49 มีนายกฯ เป็นคนของเขาถึง 2 คน พวกเขาทำไมไม่รู้สึกว่าต้องเรียกร้องประชาธิปไตย..ทำไมไม่ออกมาต่อสู้กับ ทหารหรืออำมาตย์ พอคนที่ 3 ขึ้นมาเป็นนายกฯ จาก ส.ส.ชุดเดียวกันโหวตในสภาแท้ๆ พวกนี้ไม่ยอมรับ
ต่อสู้ตาม ระบอบแพ้ในสภาแล้ว จึงออกมายึดถนน ยึดสี่แยก โจมตีองคมนตรี มีบางคนจาบจ้วงสถาบันบนเวทีชุมนุม ประจวบเหมาะกับมีเว็บไซด์ลบหลู่สถาบันมากมาย มีใบปลิวอ่านผวนคำกลับมาก็เห็นชัดเจนว่า ด่าทอสถาบันรุนแรง! ชายชุดดำฆ่าทหาร! ลอบยิงเอ็ม 79 ฆ่าตำรวจ ประชาชน
ไม่น่าเชื่อว่า 2 เหตุการณ์ทำลายชาติ ใน 2 ปีที่ผ่านมา กำลังผ่านไปเหมือนเกิดอัคคีภัยธรรมดาๆ ลำพังแค่แกนนำราว 20 คนที่ยุให้คนเผาบ้านเผาเมือง..กำลังจะได้เป็น ส.ส. ก็ยากจะทำใจแล้ว แต่นี่..เรากำลังจะได้รัฐบาล ได้นายกฯ ที่รู้ทั้งรู้ว่า เขาทำเพื่อคนๆ เดียว เพื่อคนในตระกูลเดียวเท่านั้น?!?
ไม่น่าเชื่อว่า 2 เหตุการณ์ทำลายชาติ ใน 2 ปีที่ผ่านมา กำลังผ่านไปเหมือนเกิดอัคคีภัยธรรมดาๆ ลำพังแค่แกนนำราว 20 คนที่ยุให้คนเผาบ้านเผาเมือง..กำลังจะได้เป็น ส.ส. ก็ยากจะทำใจแล้ว แต่นี่..เรากำลังจะได้รัฐบาล ได้นายกฯ ที่รู้ทั้งรู้ว่า เขาทำเพื่อคนๆเดียว เพื่อคนในตระกูลเดียวเท่านั้น?!?
พวกเรา..จะไม่ช่วยพระสยามเทวาธิราชคุ้มครองประเทศไทยแล้วหรือครับ?

ผิดจากนี้กูให้เหยียบ-การ นำเสนอ เล่าข่าวด้วยความอคติ ลำเอียง ยืนเคียงเผด็จการ ขายวิญญาณให้ปีศาจ ขาดการตรวจสอบรอบด้าน พิพากษาชี้นำทำลายความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตย ไร้ความเป็นวิชาชีพ หากผิดจากนี้ก็ไม่ใช่เรา
หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ ใช้นามปากกาว่า"รัก ในหลวงห่วงลูกหลาน"ได้เขียนเจาะลึกวงในแวดวงสื่อมวลชนแบบรายตัว อย่างถึงรากถึงโคน และมีรสชาติความมันส์ในสไตล์ดิบเถื่อนฮาร์ดคอร์ ซึ่งไทยอีนิวส์เคยนำเสนอเผยแพร่ไปแล้วครั้งหนึ่ง การนำมาเสนออีกครั้งเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของข่าวเจาะเชิงสืบสวนประเด็นNBC-เนชั่นปั่นหุ้นจอง ที่นำเสนออย่างเกาะติดในขณะนี้

อัน นี้ผมแทรกหน่อยนึง คนข่าวรุ่นลุงรุ่นพ่อนี่ไม่ใช่ทำข่าว2-3ปีมาเป็นบก.ได้นะ เริ่มต้นก็ต้องเป็นนักข่าวตระเวณก่อน ไปตามโรงพัก ไปตามที่มีเรื่องปล้นจี้กัน แล้วค่อยไปทำข่าวกระทรวง มือดีก็ไปทำข่าวกรมตำรวจ เจ๋งขึ้นมาก็สภา ทำเนียบ สายทหารอะไรงี้
อยู่ จนโชกโชนเป็น10ปี ชักแก่ถึงได้ประจำกองบก. แล้วไม่ใช่เป็นบก.หรือบรรณาธิการเลยนะ มึงก็ต้องไปเริ่มที่ตรวจปรู๊ฟก่อน แล้วมาเป็นรีไรเตอร์(คือเรียบเรียงข่าวที่ไอ้พวกนักข่าวสนามส่งเข้ามา แล้วเอามายำ หรือรับข่าวทางโทรศัพท์จากนักข่าวสนามแล้วเรียบเรียง) ฝีมือดีหน่อยก็มาเป็นหัวหน้าข่าว ขยับขึ้นเป็นผู้ช่วยบก. เป็นบก. สุดท้ายแก่ได้ที่ไปหาข่าวเองไม่ไหว เป็นบก.ก็ชักหูตาลาย ก็ไปเป็นคอลัมนิสต์...แล้วอย่านึกว่าเป็นลุงแก่ๆประจำโรงพิมพ์นะ ไอ้พวกคอลัมนิสต์นี่ตัวมีอิทธิฤทธิ์เลยนะสัดด....นักการเมืองใครไปใครมาเป็น รัฐบาล ต้องขอกินข้าวมาซูฮกไอ้พวก18อรหันต์นี่หมด ไม่งั้นเจอรุม
ที นี้ยุคหลังสื่อต้องเบ่งให้ตัวพอง ทำแค่หนังสือพิมพ์ไม่พอ มันก็แตกหน่อเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน เข้าไปทำวิทยุ ไปทำทีวีสารพัดที่เรียกว่าmulti-media มันไม่มีคนพอใช้ จะทำไงดี ก็ต้องเอาไอ้พวกวิ่งข่าวสนามนี่แหละมาเป็นมะม่วงบ่มแก๊ส คือลากมาประจำกองบก.หรือออกทีวีแม่งเลย



คุณๆสังเกตกันไหม แก๊งเด็กนรกเนชั่นนี่จะมีความเหมือนๆกันอยู่2-3อย่างคือ
1.ไม่ได้เป็นนักข่าวสนามมาก่อน(ยก เว้นไอ้เผือก-สรยุทธ มีประสบการณ์ข่าวสนามมาบ้าง2-3ปี) อย่างไอ้หนกนี่เป็นดีเจจัดรายการเพลงอัสนี-วสันต์ อ้อมสุนิสา พี่เบิร์ดมา ไอ้ฮุย-ธีระนี่เด็กยกฉากแบกกล้องชงกาแฟ โทรสายต่อแขก จอมขวัญก็มาจากแปลข่าวต่างประเทศก๊อกๆแก๊กๆ อันนี้มันก็ทำให้พื้นไม่แน่น โดยเฉพาะหากมึงต้องมาว่าด้วยเรื่องข่าวการบ้านการเมือง คือพวกมึงไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ มันก็เลยฟ่ามๆ
2.ไม่ได้เป็นactivistหรือเด็กกิจกรรมมาก่อน ซึ่ง อันนี้จะ ต่างจากหลายๆค่าย อย่างผู้จัดการ มติชน อาทิตย์ของชัชรินทร์ แนวหน้า ไทยรัฐ เดลินิวส์ INN บางกอกโพสต์ ไทยโพสต์ เขาจะเลือกเด็กActivistมาก่อน ข้อดีคือไอ้พวกนี้มันกระฉับกระเฉงลุยงาน ข้อเสียคือไอ้พวกนี้มันมีชุดความคิดบล็อกในหัวมาแล้ว พูดง่ายๆว่าปกครองยาก ล้างสมองก็ยาก เพราะเด็กมันแก่แดด หยุ่นเอาอย่างแก๊งเด็กนรกที่ไม่ใช่Activistมาทำงานก็สบายยังงี้ คือพวกนี้มันเด็กว่าง่าย เอาอะไรใส่หัวให้มัน มันก็รับไว บอกให้มึงศรัทธาใคร เกลียดใคร ให้พวกมันไปกัดใครแทน มันก็ทำถวายชีวิต...
จะ ต่างจากพวกเด็กกิจกรรมมหาลัย ไอ้พวกนี้ไม่ได้ทำงานให้ใครเพราะมันศรัทธา แต่มันจะซักจะถามจะสงสัย และมีกรอบแนวคิดชนิดหนึ่งว่า ที่มันต้องทำลงไปนั้น เป็นประโยชน์หรือผลเสียแก่บ้านเมืองส่วนรวม...คนอย่างนี้ไม่ได้เกิด ที่Nation คือมันก็เป็นเวรกรรมของหยุ่น คือตอนมันหนุ่มๆมันไปทำกับเจ้านายเก่าไว้มาก หักเขาไปทั่ว แก่ตัวมามันเลยหาเด็กๆโนเกี๊ยะหัวอ่อนมาใช้ดีกว่า เอาอะไรยัดใส่กบาลมันก็รับหมด จะให้มันเป็นม้าใช้ ส่งไปกัดใคร มันเหมือนหุ่นยนต์พิฆาต ไม่ต้องเคยถามว่า ที่เราทำๆนี่มันไม่เหี้ยหรือครับพี่ บ้านเมืองเสียหายนะพี่...ไม่มี!
3.ทั้งหมดนี่เป็นคนกรุงเทพฯ สเป็คตี๋หมวยถูกจริตคนกรุงเทพฯ ถึงหยุ่นจะเป็นคนสงขลาบ้าสะตอ แต่พอจะหาเด็กออกหน้าจอนี่เห็นไหม ไม่มีเลยที่เป็นเด็กสะตอ จะต่างจากค่ายอื่นๆ หากคุณๆว่างไปเดินเล่นใต้ถุนสภา หรือรังนกกระจอกทำเนียบนี่ ก็ต้องคิดไว้ก่อนว่าภาษาทองแดงถือเป็นภาษาราชการของนักข่าว ส่วนภาษากลางนี่เอาไว้ใช้ถามแหล่งข่าวก็พอ พวกมันคุยกันเองก็สะตอแตกทั้งนั้น...
เด็กกรุงเทพฯไม่พอ ต้องมีเชื้อด้วย คือต้องกากี่นั้งทั้งไอ้เผือก ไอ้หนก ไอ้ฮุย จอมขวัญอะไรพวกนี้กากี่นั้งหมด เพราะมันต้องทำรายการเอาใจคนดูชาวกรุง แล้วก็คนเมือง ซึ่งเป็นกากี่นั้งด้วยกัน ส่วนพวกทองแดง หรือออกลาวนี่หยุ่นก็มีไว้มั่งเป็นไม้ประดับไว้ออกข่าวภูมิภาคอะไรกัน ไป...ไม่เคยมีใครดูพวกมันหรอก
4.ไอ้พวกนี้ต้องแสดงออกทางสีหน้าท่าทางกวนตีนกันทุกตัว อัน นี้มันก็ไม่ได้เป็นมาแต่เกิดนะ พ่อหยุ่นสอนมัน พ่อหยุ่นบอกว่าการทำรายการทีวีมันต้องมีภาษากายแบบรายการทีวีฝรั่ง พวกมึงจะมานั่งทื่อมะลื่อนี่ไม่ได้ เอาให้คนดูเห็นๆว่าพวกมึงเกลียดโกรธ บูชาๆคนที่มึงสัมภาษณ์ หรือกำลังพูดถึงให้เห็นตำตาเลย
ดังนั้นเวลาแก๊งเด็กนรกนี่ออกหน้าจอมันก็ทำตามพ่อหยุ่นมันฝังใส่กบาลมานั่นแหละ...
เดี๋ยวไปว่าต่อแต่ละตัว อันนี้ถือว่าแทรกมุก ให้รู้จักแบ็คกราวนด์ตัวละครพอสังเขป


นอมินีของกนก-ลักขณา รัตน์วงศ์สกุล อดีตเลขานุการผู้บริหารเครือNATION ภรรยาของกนก รัตน์วงศ์สกุล ตอนนี้เป็นกรรมการบริหารบริษัทเนชั่นบรอดแคสติ้ง จำกัด(มหาชน)-NBCหุ้นน้องใหม่ที่กำลังเปิดขายในตอนนี้ และจะเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นMAIในวันที่11พ.ย.นี้ ขณะที่"เมีย"เป็นกรรมการบริหารบริษัทนั้น กนกซึ่งเป็น"สามี"สวมบทคนเล่าข่าวของเนชั่นได้โหมโฆษณาผ่านทางทีวีและวิทยุ เนชั่นเกินจริงให้คนซื้อแล้วจะ"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง" ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และขัดแย้งทางผลประโยชน์ มีโทษจำคุก 2 ปี ที่สำคัญคือ"น่าเกลียด"!(อ่านรายละเอียดข่าวนี้ คลิ้่กที่นี่)



สงขลาคอนเน็คชั่น-พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เคยเชียร์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไว้ว่า เป็นโชคดีของคนไทยที่ได้อภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งความจริงก็คงใช่ โดยเฉพาะคนไทย ชาวสงขลาบ้านเดียวกับเปรมที่ชื่อว่าสุทธิชัย หยุ่น
รายงาน ข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน(investigative news)ชุด"เปิดโปงเนชั่นปั่นหุ้นจองNBC" เดินทางมาถึงตอนสุดท้ายในวันนี้ หากให้ว่ากันตามตรงแบบปลงๆก็คงต้อง"ชี้ลงไปให้ชัดๆ"ว่า เราไม่ได้หวังว่าจะพึ่งพาก.ล.ต.หรือกระบวนการยุติธรรมประเทศนี้ได้หรอก แต่ผู้อ่านทุกท่านนั่นเองที่จะช่วยกันใช้พลังทางสังคมกดดันให้เกิดความ ยุติธรรมทางสังคมได้ เราไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆหากท่านผู้อ่านจะเผยแพร่ข่าวชิ้นนี้ออกไปให้มากที่ สุด เป้าหมายสำคัญอันดับแรกคือเพื่อน หรือครอบครัว หรือคนที่ท่านรู้จักที่เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย และสาธารณชนชาวไทยที่เสียหายร่วมกันจากพฤติการณ์ของเนชั่นกับรัฐบาลนาย อภิสิทธิ์ และเปรมผู้มีเงาทอดทมึนอยู่ฉากหลัง

"ถ้ากล้าถาม ก็กล้าตอบ และยืนยันว่าไม่มีแน่นอน เอ้า...พูดตรง ๆ เลยว่า แค่หอมแก้ม เพราะผมเคารพรักท่าน ท่านก็เหมือนพ่อ ผมรักท่านเหมือนพ่อ ท่านเป็นผู้มีพระคุณ...6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบป๋า...มีคนพยายามกีดกันไม่ให้พบ..."

ไอ้ผู้ใหญ่ที่ว่าคือหยุ่นเนชั่น แล้ว ก็พี่มา นิจ สุขสมจิตร ผู้อาวุโสจากไทยรัฐ ทำตัวเป็นขาใหญ่เรียกไอ้ภัทระ ไอ้เอ๋ เจ๊หยัดมา แล้วก็เรียกเด็กนักข่าวสนามพวกต่อต้านมากินข้าวเกี่ยเซี้ยกันที่รอยัลพรินเซ ส ตรงหลานหลวง ฝ่ายนักข่าวสนามก็ยื่นคำขาดให้ถอนตัว ส่วนไอ้ภัทระก็โน้มน้าวว่าให้พวกกูเป็นเหอะน้ะนะๆๆ
แล้วก็มันจะเหลือเรอะ เพราะคนที่บอกว่าเป็นกรรมการกลางอย่างหยุ่นเนชั่นก็ รู้อยู่ว่ามันเกลียดเหลี่ยมเป็นขี้ แล้วปฏิวัติคราว19กันยาฯนี่บังก็แค่นอมินีของป๋าเปรม คนสงขลาบ้านเดียวกับหยุ่น เรื่องอะไรจะไปขัดใจป๋า หยุ่นแม่งก็โน้มน้าวโน่นนี่สารพัด สรุปฟันธงว่าพวกมึงนายก3สมาคมเป็นเลย...เชี่ยมั๊ยหละสัดด

-ภัทระ คำพิทักษ์ จากโพสต์ทูเดย์ เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ
-ตัวแทนสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีบัญญัติ ทัศนียเวศ เป็นประธานสภา
-ตัวแทนของสมาคมนักข่าวโทรทัศน์วิทยุ มีสมชาย แสวงการ เป็นนายก
"ผมเคลียร์พวกสื่อกบฎจบแล้วครับป๋า..."



ทางโลก+ทางธรรม-สุทธิ ชัย หยุ่น แสดงตนว่าหันมาสมาทานทางธรรม โดยมีบทบาทใกล้ชิดพระว.วชิรเมธี เจ้าของวาทะ"ฆ่าเวลาบาปไม่น้อยกว่าฆ่าคน" และพระติช นัท ฮันท์ สงฆ์เวียดนามที่กำลังเดินทางเยือนไทยในช่วงนี้ ส่วนทางโลกนั้นเขาแสดงบทบาทโดยเปิดเผยว่าเป็นอริกับทักษิณ ชินวัตรและเครือข่าย และเลือกข้างพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รวมทั้งสมุนบริวารอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอย่างแนบแน่น
"จึง รุ่งเรืองกิจ"โอดครวญเสียท่า ถูกประธานเนชั่นหว่านล้อมให้เข้ามาซื้อหุ้นเนชั่นมัลติมีเดีย(NMG) หลังเกี่ยวดองผ่านการแต่งงานหวังเป็นทองแผ่นเดียวกัน จากนั้นโดนตลบหลังโชว์ผลขาดทุนอ่วม แถมขายตึกNATION TOWERทิ้ง จนไม่เหลืออะไรมีค่าแล้ว ตอนนี้ขาดทุนทางบัญชี50%ติดแหง็กบนดอย พ้นทุนเมื่อไหร่ขอขายทิ้งสาปส่ง เผยของดีๆมีกำไรยักย้ายไปให้NBCบริษัทลูกหมด สุดท้ายบริษัทแม่ทำสิ่งพิมพ์กำลังกลายเป็นอดีต ส่วนอนาคตคือเนชั่นทีวี

สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่NMG:บริษัท ไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของสมพร: เราเข้ามาซื้อหุ้นNMGเพราะพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ไม่ใช่เพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร ไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลย ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ
บริษัทแม่เนชั่นกำลังทรุด แต่เนชั่นทีวีคืออนาคตของสุทธิชัย หยุ่น?
ขายตึกเนชั่นหวังฟัน1,380ล้าน แต่จบที่ราคา955ล้าน
อ่านซีรีส์สุดมันส์ทั้งชุด ลากไส้วงการสื่อทุกขด:
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51