WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 13, 2011

ถ้าบัตรนี้เป็นของจริง ทำไมโลโกเพื่อไทยทำเล็กขนาดนั้นเลยเหรอ

ที่มา thaifreenews

โดย padgotohell

พรรคอื่นใส่แค่โลโก้ อีกช่องเป็นชื่อพรรค แต่ของเพื่อไทยพรรคเดียวใส่ทั้งชื่อทั้งโลโก้ในช่องเดียวกันและบีบให้เล็กมากๆ
คนตาไม่ดีจะเห็นลำบากมั้ย บางคนอ่านหนังสือไม่ออกจำได้แต่โลโก้ จะเห็นมั้ย
ถ้านี่เป็นของจริงก็อีกความเลวของอำมาตย์
3 ก.ค. ต้องรณรงค์อย่าคิดอะไรมากมาย (หมายถึงเพ่งดูโลโก้) เขาคูหากาเบอร์ 1 The One and Only!!!


พุทธแถ/ประชาธิปไตยแถ

ที่มา ประชาไท

อ่าน บทความของรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมโต้ “วาด รวี” กับ “ปราบดา หยุ่น” ที่มีการอ้าง “หลักกาลามสูตร” ด้วย และบทความเปิดผนึก “จากใจนายกฯอภิสิทธิ์ถึงประชาชน” แล้ว สะท้อนให้เห็นปัญหาวิธีคิดของพุทธแบบไทย และประชาธิปไตยแบบไทยอย่างชัดเจน

ปัญหา ที่ว่าคือ วิธีคิดที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง เหตุผล และหลักการ พูดสั้นๆว่า “แถ” นั่นเอง เราจึงเป็นได้แต่ “พุทธแถ” และ “ประชาธิปไตยแถ” เท่านั้นเอง

ยกตัวอย่าง “พุทธแถ” นะครับ (เอาแค่ตัวอย่างบางตอน) เช่น กรณีที่คณะสงฆ์ไทยไม่อนุญาต/ไม่ยอมรับการบวชภิกษุณี และไม่รับรองสถานะของภิกษุณีที่บวชมาจากนิกายอื่น โดยอ้างพระธรรมวินัย “ตามตัวอักษร” อย่างเคร่งครัดว่า “การบวชภิกษุณีต้องประกอบพิธีบวชในสงฆ์สองฝ่ายคือฝ่ายภิกษุณีสงฆ์และฝ่าย ภิกษุสงฆ์” เมื่อภิกษุณีสงฆ์สายเถรวาทไม่มีแล้ว ย่อมไม่สามารถบวชภิกษุณีได้ จะไปทำพิธีบวชในนิกายมหายาน สงฆ์ไทยก็ไม่ยอมรับ ด้วยเหตุผลหลักๆ คือไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัยที่เป็น “ลายลักษณ์อักษร”

แต่ถามว่า ปัจจุบันพระสงฆ์ไทยรับเงินได้หรือไม่ ตอบว่ารับได้ (มีบัญชีเงินฝากส่วนตัว มีรถเบนซ์ ฯลฯ ส่วนตัวได้ด้วย) ถามว่าเป็นไปตามพระวินัยที่เป็น “ลายลักษณ์อักษร” ไหม ไม่ครับ เพราะวินัยหรือศีลของพระ 1 ใน 227 ข้อ บัญญัติว่า “ห้ามภิกษุรับเงินและทอง” หรือกำหนดว่าเงินและทองเป็น “วัตถุอนามาส” คือเป็นของต้องห้ามสำหรับพระสงฆ์ผู้มุ่งละกิเลสแสวงอิสรภาพทางจิตวิญญาณ

เมื่อ พระวินัยที่เป็นลายลักอักษรบัญญัติไว้เช่นนั้น ทำไมพระสงฆ์ปัจจุบันจึงรับเงินได้ และชาวพุทธก็นิยมถวายเงินเสมือนว่าไม่มีวินัยห้ามไว้เลย ก็เพราะพระสงฆ์ (สังคมไทยด้วย) อ้างเหตุผลว่า วินัยข้อนี้บัญญัติในสมัยเมื่อกว่า 2,500 ปีแล้ว สมัยนั้นเงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของการดำรงชีวิตประจำวัน แต่ทุกวันนี้จะทำอะไรต้องใช้เงิน พระเรียนหนังสือ เดินทาง ไม่สบายไปหาหมอ ฯลฯ ก็ต้องใช้เงิน ฉะนั้น การที่พระต้องรับเงินถือว่าเป็นการอนุโลมตามยุคสมัย

อ้าวแล้วถ้า วินัยที่เป็นลายลักษณ์อักษร “ห้ามพระรับเงินและทอง” ถูกละเว้นการปฏิบัติได้โดยอ้างยุคสมัย ทำไมการบวชภิกษุณีจึงอ้างความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยไม่ได้ ไม่ยอมแม้กระทั่งการเปิดช่องทางที่เป็นไปได้ เช่น ไปทำพิธีบวชภิกษุณีในโบสถ์ภิกษุณีนิกายอื่น แล้วมาทำพิธีในโบสถ์พระสงฆ์ไทย เป็นต้น

หรือเงื่อนไขการบวชภิกษุณีที่เรียกว่า “ครุธรรม 8” ซึ่งเป็น “กฎเหล็ก” ของความไม่เสมอภาคระหว่างเพศ เช่น กำหนดว่าภิกษุณีแม้บวชมานานร้อยพรรษาก็ต้องเคารพกราบไหว้ภิกษุที่เพิ่งบวช เพียงวันเดียว หรือภิกษุณีต้องฟังคำสั่งสอนจากพระสงฆ์เท่านั้นจะสอนพระสงฆ์ไม่ได้ เป็นต้น รู้ทั้งรู้ว่า “กฎเหล็กนี้” บัญญัติขึ้นในบริบททางวัฒนธรรมที่ยึดถือความไม่เสมอภาคทางเพศยุคโบราณ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ทำไมคณะสงฆ์ไทยไม่ยอมเปลี่ยน

ถ้าพุทธศาสนายอม ให้สตรีบวชภิกษุณี เพราะยอมรับว่าสตรีกับบุรุษมีความสามารถบรรลุธรรมได้เท่าเทียมกัน แต่ที่ต้องมี “ครุธรรม 8” เพราะต้องอนุโลมตามวัฒนธรรมของสมัยนั้น และถ้าการอนุโลมตามวัฒนธรรมทางสังคมในบริบทของยุคสมัยเป็นสิ่งที่พุทธศาสนา ยอมรับได้และเคยปฏิบัติมา ถามว่าเหตุใดพุทธศาสนาแบบไทยจึงไม่ยอมรับการบวชภิกษุณีโดยยอมรับวัฒนธรรม ร่วมสมัยที่ก้าวหน้ากว่าคือ สิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี เป็นต้น

คณะสงฆ์ ไทยก็มักจะตอบว่า “ไม่สามารถแก้สิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้แล้ว” แล้วการปฏิบัติที่เป็นอยู่นี้ การรับเงินก็ดี การมีสมณศักดิ์ (ศักดินาพระ) ก็ดี ฯลฯ ไม่ใช่การแก้สิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้อย่างไรไม่ทราบ นี่มันเป็นการแก้เชิง “เนื้อหา” อย่างสำคัญเลยทีเดียว ทำให้พุทธศาสนาเชิงเนื้อหาหรือเชิงวิถีชีวิตตรงกันข้ามกับพุทธแบบสมัย พุทธกาลอย่างสิ้นเชิง

(ที่จริงผมอยากเสนอเพิ่มว่า พระสงฆ์ควร “เสียภาษี” เพราะตามพระวินัยพระสงฆ์ไม่มีสิทธิรับเงินตั้งแต่ต้น แต่ทุกวันนี้พระสงฆ์มีบัญชีเงินฝากส่วนตัว มีเงินเดือนจากงบฯแผ่นดินในตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยสงฆ์ เงินค่าตำแหน่ง ผศ.,รศ.,ศ. ตำแหน่งบริหาร ฯลฯ)

แล้วปัญหาพุทธแบบไทยที่ว่ามา นี้มันเกี่ยวกับปัญหาประชาธิปไตยแบบ ไทยอย่างไร มันเกี่ยวตรงที่มันเป็นวิธีคิดแบบเดียวกัน คือ “แถ” เหมือนกันไงครับ !

รัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรมแถว่า “ไม่มีการใช้ ม.112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง มีแต่คนพยายามทำผิด ม.112 มากขึ้น” (ใครจะ “พยายาม” ทำผิดวะ) นี่คือความไม่ซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง และความไม่ซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริงนี้ก็แสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์ต่อเหตุผล และหลักการ

เพราะในเชิงเหตุผลและหลักการ ม.112 ที่อิงเหตุผลและหลักการในการจำกัดเสรีภาพวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ และอ้างสถานะพิเศษของพระมหากษัตริย์เหนือประชาชนผู้เจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้น ย่อมขัดแย้งต่อเหตุผลและหลักการประชาธิปไตย คือหลักเสรีภาพและความเสอมภาคโดยพื้นฐานเลยทีเดียว

คนเป็นถึง รัฐมนตรีออกมาเขียนบทความเปิดผนึกแบบนั้น ถ้าไม่เรียกว่าแถ ก็ต้องบอกว่ามีความรู้เรื่องประชาธิปไตยสู้คนขับแท็กซี่ ป้า ลุง ชาวบ้านธรรมดาๆ (ที่ไปทวงถามความรับผิดชอบกับนายกฯอภิสิทธิ์เรื่อง 92 ศพ) ไม่ได้

วิธีคิดที่แบบแถสุดๆ ไม่เคารพข้อเท็จจริง แหตุผล หลักการ บนพื้นฐานประชาธิปไตยไงครับที่เป็นอุปสรรคต่อ “วัฒนธรรมทางปัญญา” แล้วยังปล่อยขี้เท่อว่า “อีก 20 ปี วาด รวี กับปราบดา หยุ่น อาจเขียนจดหมายเปิดผนึกขอโทษ ผมจะรอ” (ฮา)

ส่วนบทความของนายกฯ อภิสิทธิ์ผมวิจารณ์ไปแล้ว สรุปว่าท่วงทำนองการแถของรัฐมนตรีวัฒนธรรม (ผู้สูงอายุกว่าคุณวาด รวี และปราบดา หยุ่น) ก็เจริญรอยตามท่านนายกฯ นั่นเอง

ข้อเสนอของผม (เดี๋ยวหาว่า “ดีแต่ติ”) คือ ถ้าชาวพุทธต้องการแก้ปัญหาพุทธศาสนาแบบไทยกันจริงๆ และสังคมไทยต้องการแก้ปัญหาประชาธิปไตยแบบไทยกันจริงๆ เราต้องรู้ทันวิธีคิดแบบแถ หรือวัฒนธรรมการอ้างเหตุผลแบบแถเข้าอ้างตัวเอง เพื่อประโยชน์ของตัวเอง โดยไม่ซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง เหตุผล หลักการ

เรา ต้องไม่ชื่นชม “จอมแถ” ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ นักปราชญ์ราชบัณฑิต ปัญญาชน นักวิชาการ นักการเมืองที่พูดเก่ง ฯลฯ หรือใครก็ตามที่ชอบแถเพื่อหลบเลี่ยงเบี่ยงประเด็น ไม่มีความกล้าหาญเผชิญกับ “ประเด็นปัญหาที่แท้จริง” และข้อเท็จจริง เหตุผล หลักการบนพื้นฐานของพุทธศาสนาและประชาธิปไตยที่แท้จริงกันตรงๆ

และ เราต้องสร้างวัฒนธรรมการคิดแบบพุทธแบบประชาธิปไตยกันจริงๆ คือวัฒนธรรมการคิดที่ซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง เหตุผล หลักการ บนพื้นฐานความเป็นพุทธและความเป็นประชาธิปไตยที่ยืนยันเสรีภาพ ความเสมอภาค และกติกาที่เป็นธรรมในการอยู่ร่วมกัน

นิติราษฎร์ ฉบับที่ ๒๔ (ปิยบุตร แสงกนกกุล)

ที่มา Thai E-News

13 มิถุนายน 2554

งาน ของกลุ่มนัก วิชาการด้านนิติศาสตร์ที่รวมตัวกันในนามกลุ่มนิฎิราษฎร์ เป็นงานที่ควรอ่านอย่างยิ่ง เป็นความพยายามของนักวิชาการรุ่นใหม่ที่พยายามนำเสนอตัวบทกฎหมายที่เป็นอยู่ หรือควรจะเป็นตามหลักนิติศาสตร์มากกว่า "กฎหมู่" ตามแต่ว่าใครคือผู้กุมอำนาจการเมือง

โดย ปิยบุตร แสงกนกกุล

ที่มา นิติราษฎร์

“J’apprenais du moins que je n’étais du côté des coupables, des accusés, que dans la mesure exacte où leur faute ne me causait aucun dommage. Leur culpabilité me rendait éloquent parce que je n’en étais pas la victime. Quand j’étais menacé, je ne devenais pas seulement un juge à mon tour, mais plus encore : un maître irascible qui voulait, hors de toute loi, assommer le délinquant et le mettre à genoux.”

“... การที่โดดเข้าไปช่วยเหลือจำเลยนั้นก็เพราะอาชญากรรมของเขาไม่เป็นภัยต่อ สวัสดิการของผม ผมแก้คดีของเขาด้วยอรรถาธิบายอันไพเราะจับใจ เพราะผมไม่ได้เป็นผู้รับเคราะห์จากการกระทำของเขา ทว่าเมื่อใดก็ตามที่เขาอาจเป็นอันตรายต่อผม เมื่อนั้นผมจะจัดการพิพากษาเขาทันที ยิ่งกว่านั้นก็พร้อมจะกลายเป็นคนคลั่งอำนาจ กฎหมายว่าอะไร กูไม่ฟัง จำจะต้องลงโทษมันให้ได้”

Albert Camus, La Chute, Gallimard, 1956, p.66.

สำนวนแปลโดย ตุลจันทร์ ใน อัลแบร์ กามู, มนุษย์สองหน้า, สำนักพิมพ์สามัญชน, ๒๕๔๓, หน้า ๖๘.

- ๑ -

“กฎหมาย”

วัฒนธรรม การเมืองไทยในทุกวันนี้ มักอ้าง “กฎหมาย” กันเป็นสรณะ หากต้องการเสริมสร้างความชอบธรรมให้แก่การกระทำของตน ก็ต้องอ้างกฎหมาย เช่นกัน หากต้องการทำลายความชอบธรรมของการกระทำของศัตรู ก็ต้องอ้างว่าการกระทำนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย การเถลิงอำนาจของ “กฎหมาย” เป็นส่วนหนึ่งของชัยชนะอุดมการณ์ประชาธิปไตย-เสรีนิยม-นิติรัฐ เมื่อประเทศไทยอยู่ในสังคมโลก จึงไม่อาจตกขบวน “นิติรัฐ-ประชาธิปไตย” ได้1

เรา จึงพบเห็นบุคคลจำนวนมากหยิบยกคำใหญ่ๆโตๆ จำพวก “นิติรัฐ” “นิติธรรม” “เคารพกฎหมาย” “กฎหมายเป็นใหญ่” “ปกครองโดยกฎหมาย” “ศาลตัดสินแล้วเป็นที่สุด ทุกคนต้องยอมรับ” เพื่ออ้าง "กฎหมาย-กระบวนการยุติธรรม-คำพิพากษา" ไว้อุดปากฝ่ายตรงข้าม และสร้างความชอบธรรมให้ฝ่าย ตนเอง โดยจงใจไม่พูดถึงที่มาอันอุบาทว์ของ “กฎหมาย” ปัจจัยรอบด้านของ "กฎหมาย" เนื้อหาของ “กฎหมาย” ไม่อนาทรร้อนใจต่อการใช้กฎหมายแบบเสมอภาค

การ แสดงออกของคนจำนวนมากว่าไม่ยอมรับกระบวนการทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากคณะรัฐ ประหาร ไม่ใช่เรื่อง “การเมือง” มารังแก “กฎหมาย” ไม่ใช่เรื่อง “กฎหมู่” อยู่เหนือกฎหมาย แต่เป็นเรื่องที่คนจำนวนมากต้องการ “โต้” ว่าสิ่งที่พวกท่านอ้างว่าเป็น “กฎหมาย” นั้น เป็น “กฎหมาย” จริงหรือ? หรือมันเป็น “กฎหมู่” ที่ใส่เสื้อผ้า “กฎหมาย?

“กฎหมู่”

หาก เชื่อว่าในประเทศไทยนี้มี “กฎหมู่” จริง “กฎหมู่” ก็คงมิได้มีเพียงแต่ “กฎหมู่ชินวัตร” เท่านั้น ยังมีกฎหมู่อีกหลายตระกูล “กฎหมู่” ของบางตระกูลได้ทำลายระบอบประชาธิปไตย “กฎหมู่” ของบางตระกูลได้ตัดตอนบอนไซไม่ให้ประชาธิปไตยตามอุดมการณ์ของคณะราษฎร ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ได้เจริญเติบโตงอกงามในสังคมไทย และ “กฎหมู่” อีกหลายประเภทอาจสร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างมหาศาล

รัฐประหารเพื่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

คณะรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แล้วประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๔๙ เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

คณะ รัฐประหารรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและ ความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของตนเองและการกระทำต่อเนื่อง ตามมาตรา ๓๖ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙ 2 เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

คณะรัฐประหารนิรโทษกรรมตนเองและพรรคพวกตามมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙3 เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

คณะรัฐประหารออกประกาศ คปค ฉบับที่ ๒๗ ข้อ ๓4 เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

“กฎหมาย” ที่เกิดจากน้ำมือของคณะรัฐประหาร เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

ที่มาและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

มาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐5 เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

กระบวนการใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือจนนำมาสู่การยุบพรรคการเมืองหลายพรรค ตัดสิทธินักการเมืองหลายคน เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เกิดขึ้นจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารเป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

ขบวนการ “ตลก ภิวัตน์” เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

สาธุชนพึงพิจารณาได้เอง

ข้าพเจ้า เห็นว่า ด้วยความสามารถและความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ มนุษย์จึงไม่ควรมีความจำที่สั้นจนเกินไปนัก มนุษย์ผู้มีเหตุมีผลต้องตระหนักรู้ได้ถึงเหตุการณ์ที่กฎหมายถูกนำไปใช้อย่าง บิดเบี้ยว ทั้งการตราตัวบทกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับนิติรัฐ-ประชาธิปไตย ทั้งการใช้และการตีความกฎหมายขององค์กรผู้มีอำนาจไปในทิศทางที่ไม่สนับสนุน นิติรัฐ-ประชาธิปไตย และก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรม ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙

การ พิจารณาให้ความเห็นในเชิงคุณค่าต่อเรื่อง ใดก็ตาม โปรดพิจารณาให้สม่ำเสมอและเป็นมาตรฐานเดียวกันด้วย มิใช่ติดตั้งสวิตช์ตัดไฟ พร้อมเปิด-ปิดได้ตามสถานการณ์ เรื่องหนึ่งเปิดสวิตช์ “นิติรัฐ” เต็มที่ พออีกเรื่องหนึ่ง กลับปิดสวิตช์ “นิติรัฐ” ทิ้งเสีย

น่าเสียดาย ถ้าคนเหล่านี้ “ขยันขันแข็ง” กับการต้านรัฐประหาร ต้านรัฐประหารได้สักเสี้ยวหนึ่ง ต้านกระบวนการทางกฎหมายที่บิดเบี้ยวมาตั้งแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙ ได้สักครึ่งหนึ่งของสิ่งที่พวกเขากำลังกระเหี้ยนกระหือรือกระทำกันอยู่... ก็คงดี

ข้าพเจ้าเห็นว่าบุคคลเหล่านี้ควร กลับมาทบทวน ตั้งสติ ลดอัตตา และแอมบิชันส่วนตนลงเสียบ้าง มิใช่ตั้งคำตอบไว้ในใจ ฝังลงไปในสมอง ลึกเข้าไปในจิตสำนึกว่ามันผิด มันโกง มันชั่ว ข้าขออาสาเข้ามาจัดการมันเอง เมื่อจัดการมันแล้ว ได้ผลสำเร็จมาบางส่วน ก็จะตามราวีมันต่อ เพื่อสนองตอบจิตสำนึกของตน เพื่อขับเน้นว่าสิ่งที่ข้าคิดนั้นมันถูก สิ่งที่ข้าทำนั้นมันดี เมื่อข้าอาสาเข้ามาทำงานนี้แล้ว ผลงานที่ข้าร่วมรังสรรค์ขึ้นต้องเดินหน้าไปให้ถึงจุดหมาย วิธีคิดแบบนี้มีแต่พาไปสู่อันตราย ข้าพเจ้าเป็นคนไม่สันทัดเรื่องพระเรื่องศาสนา แต่ครั้งนี้ขอยืมคำพระมาใช้บ้าง : “ปล่อยวาง”

คำ พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.๑/๒๕๕๓ เรื่อง ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๓

ต่อคำ พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.๑/๒๕๕๓ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “คดียึดทรัพย์ทักษิณ” นั้น คณะนิติราษฎร์เมื่อครั้งยังเป็นกลุ่ม ๕ อาจารย์ได้ออกแถลงการณ์ ทั้งฉบับเต็ม (http://www.enlightened-jurists.com/directory/74/Tk.html) และฉบับย่อ (http://www.enlightened-jurists.com/directory/75/concise.html) แสดงความไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าว ตั้งแต่ต้นกำเนิดของคดีซึ่งมีที่มาจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙, ข้อสงสัยในความเป็นกลางของ คตส.ในฐานะเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ไต่สวน, เนื้อหาของคดีเกี่ยวกับข้อกล่าวหาทั้ง ๕ กรณีว่าเป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทในเครือ, การเชื่อมโยงข้อกล่าวหาทั้ง ๕ กรณีว่าเป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งนายก รัฐมนตรี ตลอดจนผลลัพธ์ของคดีที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นของแผ่นดิน ข้าพเจ้าจึงไม่ขอกล่าวซ้ำอีก

ภาย หลังศาลฎีกาฯได้พิพากษาให้ยึดทรัพย์ คำพิพากษานี้ไม่ได้ส่งผลสะเทือนถึงจำนวนเงิน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ เท่านั้น แต่ยังเกิดผลข้างเคียงทางการเมืองตามมาอีกด้วย บุคคลจำนวนหนึ่งพยายามนำแต่ละท่อน แต่ละส่วน แต่ละวรรค แต่ละตอนของคำพิพากษานี้มาขยายผล ก็เพียงเพื่อต้องการจะเอากันให้ตาย จะไล่บี้ให้ไม่เหลือที่เดิน จะต้อนเขาให้จนมุมจนไม่อาจผยองได้อีก โดยอ้างว่าที่กระทำไปนั้น พวกตนไม่ได้คิดแก้แค้น ไม่ได้คิดร้าย แต่ต้องทำตาม “นิติรัฐ”

ข้าพเจ้าเห็นว่า คำพิพากษาฉบับนี้มีจุดกำเนิด มาจากความไม่ปกติ การนำคำพิพากษานี้มาใช้เป็นบรรทัดฐาน นำเนื้อความในคำพิพากษามาใช้บางท่อนบางตอนเพื่อประโยชน์ในการจัดการศัตรู ทางการเมือง จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ด้วยความเคารพต่อศาลฯ ข้าพเจ้าเห็นว่าหากต้องการนำคำพิพากษานี้มาใช้ คงใช้ได้แต่เพียงการศึกษาและวิจารณ์ถึงความไม่ถูกต้องตามหลักวิชา

เกี่ยวกับคำพิพากษานี้ นายแก้วสรร อติโพธิ ได้ปกป้องการกระทำของ คตส. ในแง่ที่มาของ คตส. ว่า

“ถาม ว่ากระบวนการดำเนินคดีของคตส.ตรงไหนที่ไม่ถูกต้อง ส่วนที่บอกว่าคตส.ตั้งโดยคมช. ถามว่าคตส.เอากระบวนการไหนมากล่าวโทษทักษิณ คมช.ไม่ได้เขียนอำนาจอะไรเป็นพิเศษเขาให้เราใช้อำนาจตามกระบวนการกฎหมายปกติ และมีมาตรฐานไม่เคยขัดรัฐธรรมนูญ พอขึ้นศาลคมช.ก็ไม่ได้เขียนอำนาจ การพิจารณาคดีของศาลใหม่ เป็นการพิจารณาแบบเดียวกับคดีของนายรักเกียรติ เป็นมาตรฐานเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่า คตส.ตั้งโดยมาตรฐานเดียวกับป.ป.ช. และคดีที่คตส.เข้าไปตรวจสอบก็ไม่ใช่คดีใหม่ มีอยู่แล้วที่ปปช. สตง. เราเอาคดีนี้มาแล้วก็ใช้อำนาจกำหมายตามปกติ มันจึงไม่ใช่เหตุผลที่จะมาบอกว่ากระบวนการดำเนินคดีไม่ชอบ ทางฝ่ายนักกฎหมาย ทักษิณก็บอกว่าทฤษฎีต้นไม้พิษผล ก็ต้องเป็นพิษ ตรงนี้ไปจำใครมาก็ไม่รู้ เพราะทฤษฎีตรงนี้มาจากศาลสูงของสหรัฐว่าหากกระบวนการดำเนินคดีใดเป็นไปโดยมิ ชอบ เช่นเอาหลักฐานจากการลักลอบดักฟังโทรศัพท์จำเลย มาลงโทษจำเลย ศาลทั่วไปในสากลก็จะชี้ว่าทำไม่ได้ และผลผลิตที่ได้คือคำพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ก็จะต้องถูกปฏิเสธตามไปด้วย ซึ่งสภาพความไม่ชอบด้วยกระบวนการเช่นนี้ หาได้เกิดขึ้นในคดี คตส.เลย”6

ข้าพเจ้า ขออนุญาตให้ความเห็นว่า กระบวนการยุติธรรมสำคัญทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการสืบสวนสอบสวนอันเป็นต้นธาร จนถึงคำพิพากษาที่เป็นปลายธาร ดังที่ปรากฏในแถลงการณ์ของพวกเราว่า :

“๑.๔. หลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (Right to fair trial) และหลักการว่าด้วยกระบวนการทางกฎหมายที่ดี (Due process of law) ถือเป็นหลักการพื้นฐานในนิติรัฐ-ประชาธิปไตย เมื่อกระบวนการทางกฎหมายไม่ถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการนั้นก็ย่อมไม่ถูกต้องไปด้วย จริงอยู่ อาจกล่าวกันว่ากระบวนการยุติธรรมในคดีนี้ ไม่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นในชั้นของ คตส. แต่ยังต้องดำเนินต่อไปยังชั้นอัยการสูงสุด และสุดท้ายเป็นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ทำหน้าที่ พิพากษา กระบวนการเหล่านี้อาจมีบางท่านถือว่าให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาโต้แย้งคัดค้านได้เต็มที่ และการพิจารณาคดีโดยศาลฎีกาฯซึ่งจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มีความเป็นกลางและอิสระ ก็เป็นหลักประกันแก่ผู้ถูกกล่าวหาว่าจะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมแล้ว

๑. ๕. ถึงกระนั้น คณาจารย์ทั้งห้าก็ยังเห็นว่า ต้นธารของกระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เริ่มต้นจากรัฐประหาร ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นที่มาของการแต่งตั้ง คตส. เป็นที่มาของการให้อำนาจมากมายในการตรวจสอบทรัพย์สินแก่ คตส. เป็นที่มาของการแต่งตั้งบุคคลไปดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อ คปค.ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และการรัฐประหารก็เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดทางอาญา มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และเป็นสิ่งแปลกปลอมในรัฐเสรีประชาธิปไตย ประกอบกับพิจารณาทางความเป็นจริงก็เห็นว่าคดีที่ คตส.เลือกขึ้นมาพิจารณาก็ล้วนแล้วแต่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ย่อมชี้ให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เริ่มต้นจากความไม่ชอบด้วย กฎหมาย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายดุจกัน

๑. ๖ หากแม้นยอมเชื่อกันตามประเพณีของระบบกฎหมายไทยที่ว่า เมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เมื่อนั้นคณะรัฐประหารก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจออกรัฐธรรมนูญใหม่หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า ตลอดจนการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมายได้ คณาจารย์ทั้งห้าก็ยังคงเห็นว่า เมื่อรัฐประหารเกิดขึ้นแล้ว และคณะรัฐประหารได้ให้กำเนิดผลิตผลทางกฎหมายจำนวนมาก จนกระทั่งวันหนึ่งมีการจัดตั้งระบบกฎหมายชุดใหม่ผ่านการจัดให้มีรัฐธรรมนูญ องค์กรผู้ใช้บังคับกฎหมายทั้งหลาย ก็ต้องพิจารณาใช้และตีความผลิตผลทางกฎหมายของคณะรัฐประหารเสียใหม่ให้เป็นไป ในทางที่เป็นธรรม คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าองค์กรผู้บังคับใช้กฎหมายทั้งปวงควรจะต้องปฏิเสธ รัฐประหารและผลผลิตของคณะรัฐประหารด้วยการไม่นำประกาศ คปค.มาใช้บังคับและไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมที่ริเริ่มจากคณะรัฐประหาร

๒. ความเป็นกลางขององค์กรที่ทำหน้าที่ไต่สวน

๒. ๑ หลักความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ถือเป็นหลักกฎหมายทั่วไปในกฎหมายมหาชน เพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีเป็นธรรม คู่กรณีต้องได้รับการประกันว่าเรื่องของตนจะถูกพิจารณาโดยบุคคลที่มีความ เป็นกลาง หากพบว่ามีบุคคลที่ไม่เป็นกลางในการพิจารณาเรื่องใด บุคคลนั้นต้องถอนตัวออกจากการพิจารณา และคำสั่งที่เกิดจากการพิจารณาโดยบุคคลที่ไม่เป็นกลางย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย

๒. ๒ ความไม่เป็นกลางปรากฏได้ใน ๒ ลักษณะ (๑) ความไม่เป็นกลางทางภาวะวิสัย คือ ลักษณะซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นกลางจากภายนอก แม้บุคคลนั้นจะมีใจที่เป็นกลางเพียงใดก็ตาม หากสภาพภายนอกเป็นเหตุให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจไม่เป็นกลาง ก็ถือได้ว่าบุคคลนั้นไม่เป็นกลาง เช่น เป็นคู่กรณีเสียเอง เป็นคู่สมรส เป็นบุตร เป็นพี่น้อง เป็นญาติ (๒) ความไม่เป็นกลางทางอัตวิสัย คือ ลักษณะความไม่เป็นกลางโดยตัวของมันเอง ซึ่งเกิดจากจิตใจ ทัศนคติ ความเชื่อส่วนบุคคล พฤติกรรม รสนิยม หรือการกระทำของบุคคลนั้น เช่น ความลำเอียง ความโกรธ ความโลภ มีผลประโยชน์ขัดกัน มีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อคู่กรณีอย่างประจักษ์ชัด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ความไม่เป็นกลางนี้มิใช่เกิดจากเพียงเหตุระแวงหรือคาดเดาเอาเอง แต่ต้องเป็นเหตุที่แสดงให้เห็นประจักษ์ชัดและมีสภาพร้ายแรงเพียงพอที่จะเห็น ได้ว่าอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลางได้

๒. ๓ หลักความเป็นกลางในระบบกฎหมายของนานาอารยประเทศ เรียกร้องอย่างเคร่งครัดทั้งกับเจ้าหน้าที่และผู้พิพากษา คำพิพากษาศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปและศาลภายในวางหลักไว้ว่า บุคคลที่มีทัศนคติหรือเคยแสดงความคิดเห็นไปในทางที่เป็นปฏิปักษ์ในเรื่อง หนึ่ง ต่อมาบุคคลนั้นมีโอกาสพิจารณาเรื่องทำนองเดียวกัน เช่นนี้ย่อมถือว่าบุคคลนั้นมีสภาพ “ไม่เป็นกลาง” ในการพิจารณาเรื่องนั้น เช่น เจ้าหน้าที่หรือผู้พิพากษาเคยแสดงความเห็นไปในทางเหยียดผิว ต่อมามีโอกาสพิจารณาเรื่องหรือคดีที่จำเลยเป็นคนผิวสี (คำวินิจฉัยศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป CEDH 23 avril 1986, Remli c/ France) หรือ เจ้าหน้าที่หรือผู้พิพากษาได้ให้ความเห็นผ่านทางสื่อสาธารณะว่าคู่กรณีหรือ จำเลยมีความผิด ต่อมาเจ้าหน้าที่หรือผู้พิพากษามีโอกาสพิจารณาเรื่องนั้น (คำวินิจฉัยศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป CEDH 28 novembre 2002, Lavents c/ Lettonie) หรือนายกเทศมนตรีเคยให้ความเห็นไว้ว่าตำแหน่งเลขานุการประจำเทศบาลไม่เหมาะ กับเพศหญิง ต่อมานายกเทศมนตรีได้เป็นประธานกรรมการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่ง เลขานุการประจำเทศบาล (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดฝรั่งเศส CE 9 novembre 1966, Commune de Clohars-Carnoët c/ Demoiselle Podeur) เป็นต้น

คำ วินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปที่อาจนำมาเทียบเคียงได้อีกกรณีหนึ่ง คือ คำวินิจฉัยในคดี Incal c/ Turquie, 9 juin 1988 และ Ergin c/ Turquie, 4 mai 2006 ซึ่งวางหลักไว้ว่า พลเรือนต้องถูกดำเนินคดีอาญาในศาลทหารพิเศษซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาซึ่ง แต่งตั้งโดยทหารเอง ศาลลักษณะนี้ย่อมไม่เป็นกลางและไม่เป็นอิสระ

จะ เห็นได้ว่า หลักความเป็นกลางเป็นหลักการที่นานาอารยประเทศให้ความสำคัญและเคร่งครัดมาก เพราะกระบวนการยุติธรรมไม่ได้สำคัญที่ “อำนาจ” ที่บังคับการให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปเท่านั้น แต่กระบวนการยุติธรรมต้องสร้างความมั่นใจให้แก่คู่กรณีและสาธารณชนว่าพวกเขา จะได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการดังกล่าว สมดังคำกล่าวของ Lord Hewart (๑๘๗๐-๑๙๔๓) ผู้พิพากษาอังกฤษว่า “ความยุติธรรมต้องไม่เพียงถูกมอบให้ แต่ความยุติธรรมต้องถูกมองเห็นว่ามอบให้”

๒. ๔ ในคดีนี้ ผู้ถูกกล่าวหาคัดค้านอนุกรรมการไต่สวน (นายกล้านรงค์ จันทิก, นายบรรเจิด สิงคะเนติ, นายแก้วสรร อติโพธิ) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความไม่เป็นกลางทางอัตวิสัยว่าอนุกรรมการไต่สวนเป็น ปฏิปักษ์ต่อผู้ถูกกล่าวหาทำให้การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนไม่ชอบด้วย กฎหมาย แต่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนทั้งสามคนชอบด้วยกฎหมาย แล้ว การให้เหตุผลของศาลในกรณีนี้ไม่ได้แสดงให้เห็นโดยละเอียดว่าอนุกรรมการ ไต่สวนทั้ง ๓ คน ปราศจากความไม่เป็นกลางอย่างไร ศาลฎีกาฯเพียงแต่อธิบายยกถ้อยคำพรรณนาโดยนำบทบัญญัติมาตรา ๔๖ ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และข้อ ๑๑ ของระเบียบ ป.ป.ช.ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ.๒๕๔๗ มาไล่เรียงทีละข้อว่า “บุคคลที่ต้องห้ามมิให้เป็นอนุกรรมการไต่สวน... ได้แก่ บุคคลผู้รู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหามาก่อน หรือมีส่วนได้เสียในเรื่องที่กล่าวหา หรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา” และศาลก็แปลความ-ยกตัวอย่างว่า “การรู้เห็นเหตุการณ์จำกัดเฉพาะการเป็นผู้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องโดยตรงใน เหตุการณ์หรือพฤติการณ์ที่กล่าวหานั้น เช่น การมีส่วนร่วมในการดำเนินการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาด้านโทรคมนาคมต่างๆที่มีการกล่าวหาในคดีนี้ เป็นต้น” จากนั้นศาลก็นำพฤติกรรม-การกระทำของอนุกรรมการทั้งสามซึ่งถูกสงสัยว่าอาจจะ ไม่เป็นกลางมาเทียบ แล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของนายกล้านรงค์ “เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย” “เป็นการแสดงออกโดยใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ” “เป็นการดำเนินการโดยใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ” การกระทำของนายบรรเจิด “เป็นการแสดงออกในฐานะนักวิชาการและประชาชน” และ “เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย” การกระทำของนายแก้วสรรเป็นการ “แสดงความคิดเห็นทางวิชาการ และเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความชอบธรรมตามสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญ รับรอง ไม่มีเหตุโกรธเคืองเป็นการส่วนตัวกับผู้ถูกกล่าวหา ทั้งไม่มีส่วนรู้เห็นเหตุกาณ์โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องที่มีการกล่าวหา”

๒. ๕ คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า การกระทำใดจะถือว่าไม่เป็นกลางทางอัตวิสัยหรือไม่ ต้องพิจารณาจากลักษณะและเนื้อหาของการกระทำนั้นเป็นรายกรณีไป การกระทำของบุคคลหนึ่งในอดีตซึ่งถูกสงสัยว่าจะส่งผลต่อความไม่เป็นกลางของ บุคคลนั้นในการปฏิบัติหน้าที่ แม้การกระทำในอดีตนั้นจะเป็นการกระทำตามกฎหมาย หรือเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ปราศจากข้อสงสัยในเรื่องความเป็นกลาง จะเห็นได้ว่าศาลไม่ได้ยกเหตุผลหรืออธิบายให้เห็นชัดเลยว่าการกระทำของบุคคล ทั้งสามมีความเป็นกลางหรือไม่ ศาลเพียงแต่บอกว่า “เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย” “เป็นการแสดงออกโดยใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ” “เป็นการดำเนินการโดยใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ” “เป็นการแสดงออกในฐานะนักวิชาการและประชาชน” “เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย” “เป็นการแสดงความเห็นทางวิชาการ วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความชอบธรรม ไม่มีเหตุโกรธเคืองเป็นการส่วนตัว ไม่มีส่วนรู้เห็นเหตุกาณ์โดยตรง” เหตุผลเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าพฤติกรรมหรือการกระทำเหล่านี้จะไม่ได้ แสดงถึง “ความไม่เป็นกลาง” ของบุคคลทั้งสาม ตรงกันข้าม สมมติว่าหากพิจารณาโดยเนื้อแท้แล้วการกระทำนั้นยังคงมีสภาพร้ายแรงเพียง พอที่จะเห็นได้ว่าอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลางได้ อย่างไรเสียก็คือ “ ความไม่เป็นกลาง” แม้การกระทำนั้นจะเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการก็ตาม

๒. ๖ เป็นที่ทราบกันดีว่า คตส. แต่งตั้งโดย คปค. ภายหลังจากที่ คปค.รัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณฯ ในครั้งแรก คปค. แต่งตั้ง คตส. (ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๓) โดยมีนายสวัสดิ์ โชติพานิช เป็นประธาน และกรรมการอีก ๗ คน ประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งตามหน่วยงานต่างๆ หกวันให้หลัง คปค. กลับออกประกาศยกเลิก คตส. ชุดดังกล่าว และแต่งตั้ง คตส. ชุดใหม่ โดยกำหนดชื่อตัวบุคคลเป็นกรรมการ คตส. รวม ๑๒ คน (ตามประกาศ คปค ฉบับที่ ๓๐) เมื่อพิจารณาถึงรายชื่อกรรมการแต่ละคน ก็ชวนให้สงสัยว่าเหตุใด คปค.ต้องยกเลิก คตส.ชุดเดิม (ซึ่งกำหนดจากตำแหน่ง) และตั้ง ๑๒ คนนี้ (กำหนดเป็นบุคคลเฉพาะเจาะจง) เป็น คตส. ชุดใหม่ เมื่อ คตส. กำเนิดจากการแต่งตั้งของ คปค. และ คปค.เป็นผู้ก่อการรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะที่ คตส. เลือกพิจารณาตรวจสอบเฉพาะเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ความข้อนี้ย่อมเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยถึงความไม่เป็นกลางของ คตส. ต่อการพิจารณาเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ฯได้

๒.๗. เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมและทัศนคติของคตส.และอนุกรรมการไต่สวนทั้งสามคน ในแง่การให้ความเห็นเป็นปฏิปักษ์กับพ.ต.ท.ทักษิณฯหลายครั้งทั้งก่อนและ ระหว่างดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ คตส. การร่วมชุมนุมและขึ้นเวทีอภิปรายกับกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณฯ การอภิปรายและเขียนบทความวิจารณ์การดำเนินนโยบายของพ.ต.ท.ทักษิณ (ใน ๕ กรณีตามคำร้องในคดีนี้) ไปในทางไม่เห็นด้วยและเห็นว่าน่าจะส่อทุจริตและใช้อำนาจโดยมิชอบ (ตัวอย่างรูปธรรม คือ เอกสารความยาว ๓๒ หน้าในชื่อ “หยุดระบอบทักษิณ” ที่นายแก้วสรร อติโพธิ เป็นหนึ่งในผู้จัดทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวข้อที่ ๓ “ระบอบทักษิณ โกงกินชาติบ้านเมือง”) การจัดงานเลี้ยงอำลาเนื่องในโอกาส คตส.หมดวาระ โดยจัดทำชื่อรายการอาหารล้อเลียนนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าข้อเท็จจริงเหล่านี้ควรที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบ ด้วย”

ข้าพเจ้าเห็นว่า บางครั้งการประเมินเชิงคุณค่าเรื่องความยุติธรรมอาจไม่ได้ยากจนเกินไป หากเพียงเราลองสมมติว่าถ้าตนเองถูกกระทำอย่างนั้นบ้าง ยังจะว่าเป็นความยุติธรรม ยังจะว่าเป็นกฎหมายอีกหรือไม่7

หาก ยังไม่เห็นภาพ ก็ลองสมมติดูว่า คณะรัฐประหารได้ตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อสอบสวนคดีของ นายแก้วสรรฯ กรรมการแต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่ไม่ชอบนายแก้วสรรฯทั้งสิ้น แม้คณะรัฐประหารจะกำหนดว่าเมื่อคณะกรรมการชุดนี้สอบสวนแล้วเสร็จให้ส่ง เรื่องไปยังศาลเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไปก็ตาม ถามว่านายแก้วสรรฯยังคิดว่ายุติธรรมหรือไม่ หรืออีกสักตัวอย่าง เอาให้แคบเข้าไปอีกสักหน่อย นายแก้วสรรฯถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยซึ่งประกอบไปด้วยกรรมการที่เคย ทะเลาะเบาะแว้งกับนายแก้วสรรฯ ไม่ชอบนายแก้วสรรฯ มีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์กับนายแก้วสรรฯชัดเจน เช่นนี้ นายแก้วสรรฯจะว่ากระบวนการสอบสวนทางวินัยนี้มีความเป็นกลางและจะมอบความ ยุติธรรมให้นายแก้วสรรฯได้หรือไม่?

อนึ่ง ข้าพเจ้าขอสารภาพว่าเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๓ ข้าพเจ้าได้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ด้วยการไปลงคะแนนเสียงให้นายแก้วสรร อติโพธิ ผู้สมัครหมายเลข ๓๕ (ข้าพเจ้าจำได้แม่นยำ เพราะเป็นการใช้สิทธิครั้งแรกในชีวิตของข้าพเจ้า) นอกจากนั้นข้าพเจ้ายังเชิญชวนให้สมาชิกในครอบครัวของข้าพเจ้าไปลงคะแนนให้ นายแก้วสรรฯอีกด้วย ที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ มิใช่หมายมาลำเลิกบุญคุณแต่ประการใด เมื่อข้าพเจ้าลงคะแนน ข้าพเจ้าได้พินิจพิเคราะห์อย่างถ้วนถี่และได้ลงคะแนนไปตามจิตสำนึกของ ข้าพเจ้า และเมื่อครั้งนายแก้วสรรฯ เป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ได้ทำประโยชน์อยู่หลายประการ ข้าพเจ้าจึงมิได้รู้สึกว่าการลงคะแนนของข้าพเจ้าเป็น “บุญ” แล้วต่อมาข้าพเจ้ารู้สึก “บาป” จึงต้องเขียนประกาศนิติราษฎร์ฉบับนี้เพื่อ “ล้างบาป” ข้าพเจ้าเพียงแต่อ่านความเห็นและเห็นการกระทำของนายแก้วสรรฯ ณ เวลานี้ แล้วไม่เห็นด้วย จึงเขียนแย้ง ก็เท่านั้นเอง

- ๒ -

ใน ห้วงเวลานี้ ประเด็น “นิรโทษกรรม” เริ่มปรากฏเป็นข้อถกเถียงในสังคมไทย ข้าพเจ้าเห็นว่าการนิรโทษกรรมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นั้น นอกจากจะไม่ชัดเจนว่าใคร เหตุการณ์ใด ที่นับรวมอยู่ในขอบเขตของการนิรโทษกรรมแล้ว การนิรโทษกรรมยังไม่ถูกต้องตามหลักวิชาอีกด้วย เพราะ การนิรโทษกรรม คือ มีการกระทำที่เป็นความผิดแล้วมีการตรากฎหมายในภายหลังเพื่อกำหนดว่าการกระทำ นั้นไม่เป็นความผิดแล้ว ในเมื่อเดินหน้าเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ การกระทำใดที่ถือเป็นความผิดอันเนื่องมาจาก “กฎหมาย” ของคณะรัฐประหาร ไม่ควรถือว่าเป็นความผิด เมื่อไม่เป็นความผิด ย่อมไม่มีอะไรให้นิรโทษ ในขณะเดียวกันผู้เสียหายจากการกระทำความผิดของอำนาจรัฐตลอดช่วงเวลาเกือบ ๕ ปี พวกเขาต้องได้รับการเยียวยา

ถ้าไม่นิรโทษกรรม แล้วเราควรทำอย่างไร?

ความ คิดหนึ่งที่ยังมิเคยปรากฏในการถกเถียง แต่ในหมู่ผู้ก่อตั้งคณะนิติราษฎร์เริ่มหยิบยกมาสนทนากัน คือ การประกาศให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และ “ผลิตผล” ของคณะรัฐประหาร เป็นการกระทำที่เป็นโมฆะ หรือเป็นการกระทำที่ไม่เคยปรากฏขึ้น แน่นอน อาจมีคนโต้แย้งโดยหยิบยกหลักความมั่นคงแห่งนิติฐานะมาใช้อ้างว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาจากรัฐประหาร ๑๙ กันยา มีจำนวนมาก มีผลทางกฎหมายผูกพันบุคคลหลายคน หากประกาศให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และ “ผลิตผล” ของคณะรัฐประหารเสมือนว่าไม่เคยเกิดขึ้นเลยแล้วล่ะก็ ย่อมส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่กระทบคนจำนวนมากและก่อให้เกิดความเสียหาย มหาศาล อีกทั้งในความเป็นจริงแล้ว คงไม่อาจลบล้างเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วได้ครบถ้วน ความข้อนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า หากเรื่องใดไม่อาจเยียวยาย้อนหลังให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้จริง หรือหากเรื่องใดพิจารณาแล้วว่าสมควรให้มีผลดำรงอยู่ในระบบกฎหมายต่อไป ก็สามารถกำหนดความสมบูรณ์ให้แก่เรื่องนั้นๆได้เป็นรายกรณี แต่หลักใหญ่ใจความ คือ ต้องประกาศให้เป็นสัญลักษณ์ว่า “รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙” ไม่ถูกต้อง ไม่ควรให้ดำรงอยู่ต่อไปในระบบกฎหมาย

แล้ว การประกาศให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และ “ผลิตผล” ของคณะรัฐประหาร เป็นการกระทำที่เป็นโมฆะหรือเป็นการกระทำที่ไม่เคยปรากฏขึ้น สมควรทำเมื่อไร? และด้วยวิธีใด? ข้าพเจ้าเห็นว่า เรื่องจังหวะเวลาย่อมขึ้นกับบริบททางการเมืองเป็นสำคัญ ส่วนเรื่องวิธีการทำนั้น หากต้องการความชอบธรรมทางประชาธิปไตยสูง ก็อาจจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นด้วยกับการประกาศเช่นว่านี้หรือไม่ หากต้องการความชอบธรรมทางประชาธิปไตยสูงขึ้นไปอีก ก็อาจจัดให้มีการออกเสียงลงประชามติ ๒ รอบ รอบแรก เป็นการออกเสียงลงประชามติว่าเห็นสมควรให้จัดให้มีการออกเสียงลงประชามตินี้ หรือไม่ หากเสียงข้างมากเห็นด้วย ก็จัดการออกเสียงลงประชามติรอบที่สองว่า เห็นด้วยกับการประกาศเช่นว่านี้หรือไม่ ส่วนรูปแบบของประกาศนั้น ถ้าต้องการตัดปัญหาเรื่องลำดับชั้นทางกฎหมาย ก็ควรทำในรูปของรัฐธรรมนูญ

ใน ส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ประชาชน ตลอด ๕ ปีที่ผ่านมา (เช่น ผู้เสียหายจากการชุมนุมของทั้งสองข้าง และการสลายการชุมนุมของทั้งสองข้าง) รัฐบาลต้องชดใช้เยียวยาจ่ายค่าชดเชยในเบื้องต้นไปก่อน โดยไม่ต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นถือเป็นความผิดตามองค์ประกอบเรื่องละเมิด หรือไม่ ทั้งนี้ ตามหลักการเรื่อง ความรับผิดของรัฐในการกระทำที่ปราศจากความผิด (La responsabilité sans faute) นั่นเอง

ในส่วนความผิดอาญา ก็ต้องสืบสอบสวนนำผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาดำเนินคดี เมื่อไรก็ตามที่ทั้งสังคมต้องการ “ให้อภัย” เพื่อยุติความขัดแย้งและเดินหน้าไปสู่ความปรองดองได้ ไม่ต้องระแวงซึ่งกันและกันว่าจะโดนเอาคืน เมื่อนั้นแหละ จึงค่อยมาตรากฎหมาย “นิรโทษกรรม” นอกจากนี้ยังมีเทคนิคอันหนึ่งที่อาจนำมาใช้ได้อย่างดียิ่ง คือ การประกาศยอมรับว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดทางอาญา แต่ขาดอายุความไปแล้ว แม้สองวิธีนี้จะได้ผลลัพธ์เหมือนกัน แต่ทั้งสองวิธีก็มีความแตกต่างโดยพื้นฐานอยู่ กล่าวคือ นิรโทษกรรม เป็นการยอมรับว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดอีกต่อไปแล้ว แต่การขาดอายุความ ยืนยันว่าการกระทำนั้นยังคงเป็นความผิดอยู่ตลอดไป เพียงแต่ดำเนินคดีไม่ได้เพราะขาดอายุความ พูดง่ายๆ คือ อันแรก ลบล้างความผิด อันหลัง ความผิดยังอยู่แต่ทำอะไรไม่ได้

ข้าพเจ้า เห็นว่า การพูดกันเรื่องนิรโทษกรรมโดยกลุ่มบุคคลที่ออกมารณรงค์ในชื่อ คนท. ณ เวลานี้ จึงผิดฝาผิดตัวอย่างยิ่ง เรื่องนิรโทษกรรมนั้น ต้องไม่ใช่นิรโทษกรรมต่อคดีต่างๆที่เป็นผลต่อเนื่องจากรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙ ต้องไม่ใช่นิรโทษกรรมต่อคดีต่างๆที่เป็นเจตจำนงของคณะรัฐประหาร เพราะ คดีเหล่านั้นเริ่มต้นจากคณะรัฐประหารซึ่งเป็นสิ่งผิด คดีเหล่านั้นจึงไม่มีผล ความผิดในสมัยรัฐประหาร ไม่ถือเป็นความผิดในสมัยประชาธิปไตย เมื่อไม่ผิด ก็ไม่ต้องนิรโทษ ตรงกันข้าม ถ้าหากจะมีนิรโทษกรรม นั่นคือในทางนิตินโยบายพิจารณาแล้วว่า เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ก็ต้อง “ให้อภัย” โดยการประกาศว่าการกระทำของรัฐและบุคคลต่างๆในการสลายการชุมนุมเมื่อ ๑๐ เมษา และ ๑๙ พ.ค. ๕๓ เป็นความผิด แต่ “ให้อภัย” จึงนิรโทษกรรมให้

- ๓ -

ประกาศ นิติราษฎร์ ฉบับที่ ๒๔ นี้ ข้าพเจ้าขอแนะนำนวนิยายเล่มหนึ่ง คือ La Chute ของ Albert Camus (ภาคภาษาไทยในชื่อ “มนุษย์สองหน้า” แปลโดย ตุลจันทร์)8 นวนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ Jean-Baptiste Clamence ผู้ประกอบอาชีพทนายความประจำปารีส แต่เขาเรียกตนเองว่า “ผู้พิพากษา-ผู้สำนึกผิด"

ข้าพเจ้าเห็น ว่า เสน่ห์ของงานชิ้นนี้มีอยู่ ๒ ประการ ผู้เขียนใช้เทคนิควิธีการให้ Jean-Baptiste Clamence เล่าเรื่องแบบพูดอยู่คนเดียวตลอดเล่ม ประการหนึ่ง และการเสียดสี เหน็บแนม กระชากหน้ากากศีลธรรมจอมปลอมของมนุษย์โดยผ่านการเล่าเรื่องตนเองของ Jean-Baptiste Clamence อีกประการหนึ่ง ข้าพเจ้าชอบหลายประโยค หลายวรรค หลายตอนมาก หากนำมากล่าวไว้ทั้งหมด เกรงว่าจะเกือบหมดทั้งเล่มเป็นแน่ จึงขอยกบางส่วนเป็นตัวอย่าง ดังนี้...

“... ผมตระหนักดีว่าคนเราไม่อาจอยู่ได้โดยไม่เป็นนายเหนือใครๆ มนุษย์เราทั้งมวลล้วนปรารถนาข้าทาสดุจเดียวกับต้องการอากาศบริสุทธิ์ และอำนาจบังคับบัญชาก็มิใช่อะไรอื่น หากแต่คือลมหายใจ คุณเห็นด้วยกับผมไหมล่ะ แม้กระทั่งมนุษย์ที่อัตคัดขัดสนที่สุดก็ต้องหายใจเหมือนกัน อย่างน้อยๆก็มีลูกมีเมียอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชา หรือถ้ายังไม่แต่งงาน ก็อาจมีสุนัขเลี้ยงไว้ในครอบครองสักตัว สำคัญอยู่ที่ว่า ต้องมีใครสักคนหนึ่งที่เถียงเราไม่ได้ คุณจำได้ไหม ผู้ใหญ่เคยสั่งสอนว่า “บุตรที่ดีย่อมไม่โต้เถียงบิดา” ผมว่าชอบกลนะครับ ถ้าไม่โต้เถียงกับคนที่เรารักในโลกนี้แล้วจะให้ไปเถียงกับใครที่ไหนเล่า แต่เมื่อพิจารณาอีกแง่หนึ่งก็เป็นคำสั่งสอนที่น่ารับฟัง เนื่องจากถ้าไม่กำหนดให้ใครเป็นผู้พูดคำสุดท้ายแล้วก็เห็นจะถกเถียงกันไป ไม่รู้จักจบ ต่างคนต่างมีเหตุผล โต้กันไปตอบกันมาไม่สิ้นสุด สู้ใช้อำนาจไม่ได้ อำนาจตัดสินชี้ขาดได้รวดเร็วทันใจ ในที่สุดทวีปยุโรปของเราก็มองเห็นปรัชญาข้อนี้แล้วนะคุณ เดี๋ยวนี้เราไม่พูดกันแล้วว่า “นี่คือความคิดของข้าพเจ้า ท่านเห็นด้วยหรือไม่ประการใด” ปัจจุบันเราออกแถลงการณ์กันเลยว่า “นี่คือสัจจะ จงรู้ไว้เถิด จะอภิปรายกันก็เชิญ แต่อีกไม่นานท่านก็จะได้เห็นเองจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าข้าพเจ้าพูดถูก”9

“... สมัยนี้คนชอบพิพากษากันไม่ย่อหย่อนไปกว่าชอบร่วมประเวณี ต่างกันก็แค่ตรงที่ว่า ในการพิพากษานั้น ไม่ต้องกลัวว่าจะหย่อนสมรรถภาพ”10

“... มีหนทางปกป้องตนเองเหลืออยู่ทางเดียวเท่านั้น คือต้องรีบพิพากษาคนอื่นเสียก่อนที่เขาจะพิพากษาคุณ จะทำไงได้ล่ะครับ ในเมื่อธรรมชาติของเราทั้งหลายต่างก็คิดว่าตนเองล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วย กันทั้งนั้น มันเป็นสำนึกที่ยังอยู่ในสัญชาตญาณของเรา ลึกกว่าและเหนือกว่าสำนึกด้านใดทั้งสิ้น และในอันที่จะพิทักษ์รักษาสามัญสำนึกนี้เอาไว้ เราจึงทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำ เช่น ถ้าจำเป็นต้องปรักปรำมนุษย์ทั่วทั้งโลก รวมจนถึงสวรรค์ด้วยก็ได้ เราก็จะทำเช่นนั้นโดยไม่รอช้า”11

“... ใครคนหนึ่งเคยบอกว่ามนุษย์เราแบ่งกันได้สามประเภท ประเภทหนึ่งชอบที่จะไม่มีอะไรต้องปิดบัง เพื่อว่าจะได้ไม่ต้องโกหก อีกพวกหนึ่งตรงกันข้าม ชอบโกหกมากกว่าที่จะไม่มีอะไรต้องปิดบังเลย ส่วนประเภทสุดท้ายเอาทั้งนั้น โกหกก็ชอบ ปิดบังก็ชอบ”12

การกลับมาอ่าน La Chute อีกครั้งในห้วง พ.ศ.นี้ ภาพของ Jean-Baptiste Clamence ทำให้ข้าพเจ้าหวนคำนึงถึง:

- บรรดาผู้ทรงศีลธรรม-คุณธรรม-จริยธรรมที่มีอยู่ทั่วไปหมดในสังคมไทย แต่ศีลธรรม-คุณธรรม-จริยธรรมเช่นว่านั้นต้องใช้อย่างเข้มงวดต่อบุคคลอื่น และไม่ใช้หรือใช้อย่างผ่อนปรนต่อตนเอง,

- บรรดาผู้ที่อ้างว่าตนกำลังทำความดี และ “หลงดี” จนสามารถทำอะไรก็ได้ เพราะที่ทำไปก็เพื่อ “ความดี”,

- บรรดาคน “ดัดจริต” ที่นิยมเข้าวัดวาอาราม นิยมทำบุญสุนทาน นิยมนั่งสมาธิ-เดินจงกรม-ถือศีล-กินเจ แต่ไม่อนาทรร้อนใจ (หรืออาจถึงขั้นสนับสนุน) ต่อการสังหารหมู่กลางกรุงเทพมหานครเมื่อ ๑๐ เมษายน และ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓,

- บรรดาคนที่มีทีท่าเห็นอกเห็นใจคนจน-ชาวนา-ชาวไร่-กรรมกร-คนพิการ-ผู้ด้อย โอกาส และช่วยเหลือพวกเขาเหล่านี้ในลักษณะ “สงเคราะห์” แต่ไม่สนับสนุนให้พวกเขาได้มีสิทธิ มีโอกาส ได้รับความเสมอภาค เพราะ การสงเคราะห์นั้นทำให้ตนยังคงรักษาสถานะเป็น “เทวดา” เป็น “นักบุญ” เป็น “นางฟ้า” และยังช่วย “สำเร็จความใคร่ความดี” แก่ตนเองได้อีกด้วย,

- บรรดาคนที่อ้างเหตุผล-ความจำเป็นของการกระทำของตนเองได้ในทุกเรื่อง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำนั้น, บรรดาคนที่ “แถ-กะล่อน-ปลิ้นปล้อน” หลอกทุกคน ทุกวัน ทุกเวลา จนกลายมาเป็นหลอกตนเองว่าเรื่องที่หลอกคนอื่นเป็นเรื่องจริ

ข้าพเจ้า เห็นว่า บรรดาบุคคลที่มีลักษณะทั้งหลายเหล่านี้ คือ “มนุษย์สองหน้า” แบบ Jean-Baptiste Clamenceและนวนิยายเล่มนี้ อาจช่วยเตือนใจให้เราลองส่องกระจกพิจารณาตนเองดูว่า บางที Jean-Baptiste Clamence อาจผสมปนเปอยู่ในตัวเรา

ข้าพเจ้า ขอแนะนำเอกสารอีกหนึ่งชิ้นที่ปรากฏใน เว็บไซต์ของพวกเรา คือ ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐาน หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการพระองค์ ในภาคภาษาฝรั่งเศส การแปลอย่างครบถ้วนทั้งในแง่ความหมายและความสละสลวยในครั้งนี้ เป็นผลงานของ ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้งคณะนิติราษฎร์ และเร็วๆนี้จะมีข้อเสนอภาคภาษาเยอรมันตามมา

ประกาศนิติราษฎร์ฉบับนี้เผยแพร่ในช่วงบรรยากาศของการเลือกตั้ง ข้าพเจ้าจึงขออนุญาตแสดงความเห็นต่อการเลือกตั้งครั้งนี้สักเล็กน้อย

แน่ นอน การเลือกตั้งไม่ใช่วิธีการเดียวในการนำประเทศไทยออกจากวิกฤตความขัดแย้งและ เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการปรองดอง หากปรารถนาให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ก็ยังมีภาระที่ต้องทำอีกมากมายหลายประการ เช่น การปฏิรูประบบกฎหมาย การปฏิรูปกองทัพ การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้ทันสมัยสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย การพิจารณาสอบสวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่าใครเป็นผู้ฆ่าและสั่งฆ่า เป็นต้น

ถึง กระนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ก็มิใช่ไม่มีความหมายเอาเสียเลย ข้าพเจ้าเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีของบุคคลที่ต้องการ แสดงออกว่า ไม่เอารัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙ ไม่เอาคณะรัฐประหาร ไม่เอารัฐธรรมนูญ ๕๐ ไม่เอาขบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” ไม่เอาอำนาจนอกระบบ ไม่เอาการสังหารหมู่กลางมหานครเมื่อ ๑๐ เมษาและ ๑๙ พฤษภา ๕๓ เราสามารถแสดงออกอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมต่อการไม่เห็นด้วยกับเรื่องดัง กล่าวได้ด้วยการไม่ลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง-สนับสนุน-ได้ ประโยชน์จากเรื่องเหล่านี้

ผลการเลือกตั้งอันแสดงให้เห็นเด่นชัด ย่อมเป็นสัญญาณส่งไปถึง “ทุกคน-ทุกชั้น” ในสังคมนี้ว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้คิดอย่างไร

ผล การเลือกตั้งอันเป็นที่ประจักษ์ชัดอย่าง ยิ่ง ย่อมกระตุ้นเตือนให้บุคคลบางกลุ่มได้ฉุกคิดบ้างว่า หากปรารถนาให้สังคมนี้เดินหน้าต่อไปข้างหน้าได้ ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ก็ต้องนำผลการเลือกตั้งนี้ไปพิจารณาหาทางปรับปรุงตัวเองบ้าง

แต่ หากพวกเขาไม่สังเกตเห็นสัญญาณที่สะท้อน ผ่านผลการเลือกตั้ง ยังคงดึงดันคิดใช้วิธีแบบเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้าพเจ้าก็ขอนำวรรคทองของอันโตนิโอ กรัมชี่ใน Prison Notebooks มาพูดแทนว่า :

"The crisis consists precisely in the fact that the old is dying and the new cannot be born; in this interregnum a great variety of morbid symptoms appear".

--------------------------------------------------------------------------

เชิงอรรถ

1. โปรด ดู ปิยบุตร แสงกนกกุล, “กฎหมาย” กับ “อุดมการณ์”, วารสารฟ้าเดียวกัน, ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๑ มกราคม-มีนาคม ๒๕๕๔; “การปรับเปลี่ยนลักษณะของกฎหมายในยุคหลังสมัยใหม่”, วารสารฟ้าเดียวกัน, ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๔ ตุลาคม – ธันวาคม ๒๕๕๒; “ผลกระทบและข้อวิจารณ์ต่อวาทกรรม "นิติรัฐ", ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๒; “อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ กับการแทรกแซงการเมืองในนามของกฎหมาย”, ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑; ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๔, www.enlightened-jurists.com/blog/8/Fourth-Enlightened-Statement.html

2. มาตรา ๓๖ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ “บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ได้ประกาศหรือสั่งในระหว่างวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปใดและไม่ว่าจะประกาศหรือสั่งให้มีผลบังคับในทาง นิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ให้มีผลใช้บังคับต่อไปและให้ถือว่าประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้นไม่ว่าการปฏิบัติตามประกาศหรือคำ สั่งนั้นจะกระทำก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นประกาศหรือคำสั่ง หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

3. มาตรา ๓๗ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ “บรรดาการกระทำทั้งหลายซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครอง แผ่นดิน เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ ของหัวหน้าและคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมตลอดทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าวหรือของผู้ ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะปฏิรูป การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันได้กระทำไป เพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการรวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่าง อื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดย สิ้นเชิง”

4. ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ ข้อ ๓ “ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอื่นที่ทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใดเพราะเหตุกระทำการต้องห้าม ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น มีกำหนดห้าปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง”

5. มาตรา ๓๐๙ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ “บรรดาการใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้”

6. http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20110607/394275/แก้วสรร:อย่าเอาการเมืองมารังแกกฎหมาย.html

7. ความคิดทำนองนี้ปรากฏอยู่ในงานหลายชิ้นของ Paul Ricœur โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Paul Ricœur, Soi-même comme un autre, Seuil, 1990 งานชิ้นนี้ Ricœur กลับไปหาจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ของ Kant, จินตภาพเรื่อง "Veil of Ignorance" (ม่านแห่งความเขลา) ของ John Rawls (โปรดดูประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๑๙) และจริยศาสตร์เรื่องความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันตามกฎทอง (Golden Rule) ของ Hillel ว่า “จงปฏิบัติต่อผู้อื่นดังที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อตนเอง” และ “จงอย่าปฏิบัติต่อผู้อื่นดังที่ตนไม่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อตนเอง”

8. อัลแบร์ กามู, มนุษย์สองหน้า, แปลโดย ตุลจันทร์, สำนักพิมพ์สามัญชน, ๒๕๔๓.

9. หน้า ๕๗-๕๘.

10. หน้า ๘๔.

11. หน้า ๘๗.

12. หน้า ๑๑๕.

หึหึ!หนกเอ๊ยเก็บหางให้มันมิดๆหน่อย

ที่มา Thai E-News




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 มิถุนายน 2554

นายก นก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรรรายการโทรทัศน์เครือเนชั่น ซึ่งใช้เวทีสื่อสาธารณะแสดงอคติเลือกข้างทางการเมือง และชี้นำประชาชนมาโดยตลอด ได้โพสต์เผยแพร่บันทึกในเฟซบุค " Kanok Ratwongsakul" ตั้งชื่อหัวข้อว่า "อย่าให้พวกเผาเมืองยึดประเทศไทย" โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้


"อย่าให้พวกเผาเมืองยึดประเทศไทย"
by Kanok Ratwongsakul on Sunday, 12 June 2011 at 12:26

กลับ มาแล้วพี่น้อง กลับเข้าบ้านตัวเองได้แล้วครับ ไม่ใช่ทำกุญแจหาย แต่ถูกผู้ไม่หวังดียึดกุญแจไป ดีที่มีแขกรับเชิญที่ช่อง 9 เขาช่วยกู้คืนมาได้ ผมขอบคุณมากครับ (เขาไม่ประสงค์ออกนาม) จะไปเปิดเพจใหม่ก็เสียดายข้อมูลที่เพจนี้

บ้านผมหรือบ้านคุณหากถูก ยึด ก็เดือดร้อนมากแล้ว แต่ยังไม่เท่า "บ้านเมืองของเรา" ถูกยึด! สงกรานต์ปี 2552 มีคนทำลายการประชุมอาเซียน แขกเหรื่อผู้นำระดับประเทศ ต้องรีบเผ่นหนีแทบไม่ทัน ผู้บริหารประเทศเราช่วยอะไรเขาไม่ได้ เพราะตัวเราเองก็แทบเอาตัวไม่รอด นายกฯ กับรองนายกคุมความมั่นคง..ถูกไล่ทุบรถอย่างถ่อยเถื่อน เลขานายกฯ ถูกทุบและลากตัวออกมาอย่างไม่น่าเชื่อว่า คนชาติเดียวกันจะทำได้

หลัง จากนั้น..แกนนำหลายคนไม่ถูกคุมตัว บ้างมีเอกสิทธิ์ ส.ส.คุ้มครอง บ้างได้รับการประกันตัว สงกรานต์ปี 2553 คนหน้าเดิมหวนกลับมาก่อเหตุซ้ำที่รุนแรงกว่าปี 52 อย่างไม่น่าเชื่อ!

เขา เกณฑ์คนต่างจังหวัด อ้างว่ามาเรียกร้องประชาธิปไตย อ้างว่าต่อสู้เผด็จการ ทั้งที่หลังเผด็จการ ปี 49 มีนายกฯ เป็นคนของเขาถึง 2 คน พวกเขาทำไมไม่รู้สึกว่าต้องเรียกร้องประชาธิปไตย..ทำไมไม่ออกมาต่อสู้กับ ทหารหรืออำมาตย์ พอคนที่ 3 ขึ้นมาเป็นนายกฯ จาก ส.ส.ชุดเดียวกันโหวตในสภาแท้ๆ พวกนี้ไม่ยอมรับ

ต่อสู้ตาม ระบอบแพ้ในสภาแล้ว จึงออกมายึดถนน ยึดสี่แยก โจมตีองคมนตรี มีบางคนจาบจ้วงสถาบันบนเวทีชุมนุม ประจวบเหมาะกับมีเว็บไซด์ลบหลู่สถาบันมากมาย มีใบปลิวอ่านผวนคำกลับมาก็เห็นชัดเจนว่า ด่าทอสถาบันรุนแรง! ชายชุดดำฆ่าทหาร! ลอบยิงเอ็ม 79 ฆ่าตำรวจ ประชาชน

ไม่น่าเชื่อว่า 2 เหตุการณ์ทำลายชาติ ใน 2 ปีที่ผ่านมา กำลังผ่านไปเหมือนเกิดอัคคีภัยธรรมดาๆ ลำพังแค่แกนนำราว 20 คนที่ยุให้คนเผาบ้านเผาเมือง..กำลังจะได้เป็น ส.ส. ก็ยากจะทำใจแล้ว แต่นี่..เรากำลังจะได้รัฐบาล ได้นายกฯ ที่รู้ทั้งรู้ว่า เขาทำเพื่อคนๆ เดียว เพื่อคนในตระกูลเดียวเท่านั้น?!?

ไม่น่าเชื่อว่า 2 เหตุการณ์ทำลายชาติ ใน 2 ปีที่ผ่านมา กำลังผ่านไปเหมือนเกิดอัคคีภัยธรรมดาๆ ลำพังแค่แกนนำราว 20 คนที่ยุให้คนเผาบ้านเผาเมือง..กำลังจะได้เป็น ส.ส. ก็ยากจะทำใจแล้ว แต่นี่..เรากำลังจะได้รัฐบาล ได้นายกฯ ที่รู้ทั้งรู้ว่า เขาทำเพื่อคนๆเดียว เพื่อคนในตระกูลเดียวเท่านั้น?!?

พวกเรา..จะไม่ช่วยพระสยามเทวาธิราชคุ้มครองประเทศไทยแล้วหรือครับ?

*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:สันดานเด็กนรกเครือเนชั่น

ผิดจากนี้กูให้เหยียบ-การ นำเสนอ เล่าข่าวด้วยความอคติ ลำเอียง ยืนเคียงเผด็จการ ขายวิญญาณให้ปีศาจ ขาดการตรวจสอบรอบด้าน พิพากษาชี้นำทำลายความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตย ไร้ความเป็นวิชาชีพ หากผิดจากนี้ก็ไม่ใช่เรา


โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
เผยแพร่เมื่อ 3 พฤศจิกายน 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ ใช้นามปากกาว่า"รัก ในหลวงห่วงลูกหลาน"ได้เขียนเจาะลึกวงในแวดวงสื่อมวลชนแบบรายตัว อย่างถึงรากถึงโคน และมีรสชาติความมันส์ในสไตล์ดิบเถื่อนฮาร์ดคอร์ ซึ่งไทยอีนิวส์เคยนำเสนอเผยแพร่ไปแล้วครั้งหนึ่ง การนำมาเสนออีกครั้งเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของข่าวเจาะเชิงสืบสวนประเด็นNBC-เนชั่นปั่นหุ้นจอง ที่นำเสนออย่างเกาะติดในขณะนี้


สรยุทธ-กนก-ธีระ:หุ่นยนต์พิฆาตค่ายเนชั่น

ใน3-4ตัว นี่ว่าไปแล้ว สรยุทธ์น่าเห็นใจมันนะ ชั่วดีถี่ห่างมันก็ยังพยายามจะบอกว่ามันคือมืออาชีพ แต่อีก2ตัวนั่นมันเบ๊หยุ่นเขาหนะ เบ๊ก็ต้องอ่านว่าเบ๊แปลว่าเบ๊ จะให้มันทำเหี้ยอะไรมากกว่านี้ก็คงลำบาก

สรยุทธ์นี่ว่าไปแล้ว อย่างน้อยมันก็ยังมีพื้นฐานเป็นคนข่าวมามั่ง อย่างน้อยก็ไปหาข่าวใต้ถุนสภาปี2ปี ไปทำข่าวรังนกกระจอกอยู่ปี2ปี ก่อนจะมาเล่าข่าวได้ อย่างน้อยมันก็ร่ำเรียนมา หรือเคยอยู่งานสนามมามั่ง แต่อีก2ตัวนี่แม่งไม่มีพื้นฐานงานข่าวสนามมาเลยซักนิด

อัน นี้ผมแทรกหน่อยนึง คนข่าวรุ่นลุงรุ่นพ่อนี่ไม่ใช่ทำข่าว2-3ปีมาเป็นบก.ได้นะ เริ่มต้นก็ต้องเป็นนักข่าวตระเวณก่อน ไปตามโรงพัก ไปตามที่มีเรื่องปล้นจี้กัน แล้วค่อยไปทำข่าวกระทรวง มือดีก็ไปทำข่าวกรมตำรวจ เจ๋งขึ้นมาก็สภา ทำเนียบ สายทหารอะไรงี้

อยู่ จนโชกโชนเป็น10ปี ชักแก่ถึงได้ประจำกองบก. แล้วไม่ใช่เป็นบก.หรือบรรณาธิการเลยนะ มึงก็ต้องไปเริ่มที่ตรวจปรู๊ฟก่อน แล้วมาเป็นรีไรเตอร์(คือเรียบเรียงข่าวที่ไอ้พวกนักข่าวสนามส่งเข้ามา แล้วเอามายำ หรือรับข่าวทางโทรศัพท์จากนักข่าวสนามแล้วเรียบเรียง) ฝีมือดีหน่อยก็มาเป็นหัวหน้าข่าว ขยับขึ้นเป็นผู้ช่วยบก. เป็นบก. สุดท้ายแก่ได้ที่ไปหาข่าวเองไม่ไหว เป็นบก.ก็ชักหูตาลาย ก็ไปเป็นคอลัมนิสต์...แล้วอย่านึกว่าเป็นลุงแก่ๆประจำโรงพิมพ์นะ ไอ้พวกคอลัมนิสต์นี่ตัวมีอิทธิฤทธิ์เลยนะสัดด....นักการเมืองใครไปใครมาเป็น รัฐบาล ต้องขอกินข้าวมาซูฮกไอ้พวก18อรหันต์นี่หมด ไม่งั้นเจอรุม

ที นี้ยุคหลังสื่อต้องเบ่งให้ตัวพอง ทำแค่หนังสือพิมพ์ไม่พอ มันก็แตกหน่อเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน เข้าไปทำวิทยุ ไปทำทีวีสารพัดที่เรียกว่าmulti-media มันไม่มีคนพอใช้ จะทำไงดี ก็ต้องเอาไอ้พวกวิ่งข่าวสนามนี่แหละมาเป็นมะม่วงบ่มแก๊ส คือลากมาประจำกองบก.หรือออกทีวีแม่งเลย



สรยุทธ์ เขาก็มาเกิดในสถานการณ์ยังงี้ คือตอนนั้นหยุ่นไปได้สัมปทานITVแล้วออกหนังสือพิมพ์หัวสีคมชัดลึกมาแข่งไทย รัฐ เดลินิวส์ อยากจะโฆษณาแฝง ก็ไปมีรายการคมชัดลึกทางITV แรกๆหยุ่นก็ทำเอง แต่มันเป็นนายทุนมัวออกทีวีไม่ไหว เพราะเดี๋ยวต้องนัดป๋า นัดทหาร ตำรวจม นักการเมืองพอ่ค้ากินข้าวเย็น business talk ก็เลยบอก เฮ้ย!ไอ้เผือก(ชื่อเล่นสรยุทธ์) เอ็งมาทำทีวีคู่พี่หน่อยวะ คมชัดลึกนะ

ไอ้ เผือกก็ไปไม่ค่อยเป็นตอนแรก ตื่นกล้องก็ตื่นกล้อง หน้าตาแม่งก็ออกตี๋ๆ หยุ่นก็บอกเอางี้ให้ช่างแต่งหน้าทำผมเอ็งนี่ หวีเรียบแปล้ขึ้นไปข้างบน น้ำมันชโลมหน่อย เอ็งก็ออกมาดูแก่แล้ว แว่นก็หาหนาๆหน่อย ดูแล้วแม่งมีภูมิ

ไอ้ เผือกก็เลยมีlookอย่างที่ว่า แต่ก็เงอะๆงะๆตื่นกล้อง แล้วก็ต้องเดินแนวทางกับหยุ่นคือทำสีหน้าท่าทางมือไม้ให้แม่งดูเครียด คนดูก็ดูไปจะหงิกแดกตามมันไป...หยุ่นก็บอกไอ้เผือกท่าจะไม่รอดแล้วเว้ย คนดูบอกดูมึงแล้วไม่บันเทิง รายการทีวีที่ดีแม่งต้องบันเทิง มึงลดความเครียดลงหน่อยซิวะ

ไอ้เผือกก็ไปไม่ค่อยเป็น ไอ้เชี่ยก็กูเห็นพี่หยุ่นออกแนวเครียดๆ"นะกรั๊บๆ พูดมาฟันธงให้ชัดๆเลยกรั๊บ"กูก็เอาอย่างมั่ง ทำไมคนดูชอบพี่หยุ่น มาดูกูเสือกบ่นเครียด...สรุปคือตอนแรกไอ้เผือกก็ไม่ได้แจ้งเกิดเปรี้ยงปร้าง นะ คือมันก็พยายามจะเป็นสุทธิชัยหยุ่น2 แล้วใครมันจะไปก๊อปปี้ใครได้

หยุ่น เลยแก้ปัญหาให้ว่า เอางี้ลดโทนจากเครียดๆวิเคราะห์การเมืองแบบฮาร์ดคอร์นี่ลงมาให้มันดูบันเทิง ให้entertainคนดูหน่อย เอาเป็นแบบnews talkแล้วกัน หยิบข่าวมาพูดแล้วแสดงความเห็นหยอกมุกอะไรเข้าไป..ไอ้เผือกบอกพี่ผมเล่นไม่ เป็น เอาไงดี

หยุ่นก็เลยไปลากเอากนกนี่มาเป็นตัวชงมุกให้ไอ้เผือก เป็นคนตบ ไอ้หนกชง ไอ้เผือกตบหน้าเน็ต...คนดูก็ชอบเพราะมันแปลกใหม่ อันนี้คือรายการเก็บตกจากเนชั่น แต่มาแจ้งเกิดนี่ทางNation channelคือTTVของลุงไกรวัฒน์นะ คนดูก็จำกัดเขตกรุงเทพฯปริมณฑล

ไอ้ หนกนี่จบวารสาร ธรรมศาสตร์ เอกหนังสือพิมพ์ แต่จบมาแม่งไม่มีแวว เคยไปเป็นเด็กฝึกงานที่เนชั่น เขาก็ไม่เอาหนกทำงาน มันก็ไปสมัครที่ไหนเขาก็ไม่เอา ก็เลยไปเป็นดีเจจัดเพลงทางวิทยุ พวกเพลงป๊อบทั้งหลาย แล้วก็เอาข่าวนู่นนี่มาพูดหน่อยพอกล้อมแกล้ม ก็เงียบๆไม่ดัง หลังๆมาก็มาสมัครทำเป็นดีเจจัดข่าวกับหยุ่น

หยุ่น เห็นว่าเสียงไอ้หนกออกแนวFMก็ให้มันจัด เพราะเนชั่นก็ขยายงานไปสารพัดอย่างที่ว่าไปแล้ว ต่อมาก็เลยลากมันมาเป็นตัวชงให้ไอ้เผือกทางเนชั่นแชนัล แต่ชงไปชงมายังไงไม่รู้ ด้วยความที่ไอ้หนกมันไม่มีพื้นฐานเป็นนักข่าวสนามมาเลย มันก็ออกทะเลอยู่เรื่อย ไอ้เผือกตอนแรกก็เริ่มหงุดหงิด ก็กัดแม่งกลางจอ

กัด ทีงี้เหวอะ...กะจะเอาให้ตายคาจอ เพราะไอ้เผือกติดนิสัยลูกพี่หยุ่นมา กูเอาใครมาออกทีวีนี่ขอกรูทำตัวเป็นนักฆ่าหน้าจอต้อนแม่งจนกระดาน หรือกัดมันเลือดสาดออกจอ สะใจคนดูซาดิสม์

แต่ไอ้เรื่องที่ไอ้เผือก กัดไอ้หนกเหวอะ กลายเป็นเรื่องคนดูทีวีเนชั่นเสือกชอบเว้ยเฮ้ย...ไอ้คนดูแม่งก็ซาดิสม์ได้ เรื่องเหมือนกัน จากที่เริ่มมาจะเป็นตัวชง ไอ้หนกเลยกลายเป็นตัวลูกไล่ให้เผือกกัด...คนดูก็ออกแนวสงสารเห็นใจมัน เห็นตัวเล็กๆเตี้ยๆเท่าลูกหมา เสียงก็FMหน้ามันก็ออกทางหนูไม่รู้ประจำ คนก็เอ็นดู ก็เลยกลายเป็นรายการบันเทิงชนิดหนึ่งขึ้นมา...

กัดกันไป กัดกันมาจนดังได้ที่ ก็ไปเข้าตามิ่งขวัญตอนนั้นมาปลุกปั้นแดนสนธยาช่อง9ให้เป็นโมเดิร์นไนน์ มิ่งขวัญก็ช็อปตัวสรยุทธไปทำรายการคล้ายๆคมชัดลึกเดิม รอบค่ำ4ทุ่ม

ตอน บินหนีจากเนชั่นไปอยู่ช่อง9ทำรายการ"ถึงลูกถึงเมีย” เอ๊ย ถึงลูกถึงคนนี่ ไอ้เผือกก็เป็นเผือกnew lookแล้ว คือไม่ใช่ไอ้ตี๋หน้าจืด เสยผมเรียบแปล้ ยกมือไม้พูดจาทีคนดูหงิกแดก เพราะเครียดกับมันอย่างตะก่อนแล้ว

ไอ้เผือกรู้แล้วว่า การทำทีวี แม้จะเป็นเรื่องจริงจังอย่างเล่าข่าว มันก็ต้องEntertainคนดูด้วย

ที่ สำคัญต้องจับประเด็นที่ผู้คนสนใจ หรือที่วงการเรียกว่าhuman interesting พูดง่ายๆคือหากเทียบการทำหนังสือพิมพ์ ก็ไม่ใช่ภาษาอังกฤษแบบNation หรืออย่างกรุงเทพธุรกิจ มติชน มันต้องจับกลุ่มเป้าหมายใหญ่แบบบ้านๆอย่างไทยรัฐ เดลินิวส์

คนที่เอา มาสัมภาษณ์ก็ไม่จำเป็นต้องผูกไท ใส่สูท อย่างพวกท่านปลัด อธิบดี รัฐมนตรี นายกฯห่าเหว แต่ต้องหาคนสนุกๆมีสีสันอย่างชูวิทย์อ่าง หมอพรทิพย์พุดเดิ้ล เจ๊เจ้าของบ้านสีดำ ยายไฮพังเขื่อน หรือผู้การวิสุทธ์มือปราบน้องแน็ตอะไรประมาณนี้....ไอ้เผือกก็เลยดังระเบิด ด้วยเรื่องบ้านๆ การมงการเมืองนี่ก็นานๆที แต่ขออย่าง กูต้องไม่หาศัตรูแบบหยุ่นทำ

หยุ่นก็แค้นตาแม้น กูอุตส่าห์ปั้นมา ไอ้เผือกหนีไปแจ้งเกิดรวยซะแล้ว ก็ดันไอ้หนกขึ้นเป็นเบอร์1ของเก็บตกเนชั่น แล้วก็หาคู่หูมาให้ หาใครก็ไม่ได้ เลยเหล่ไปเจอเด็กที่เคยยกกล้องแบกกล้อง ต่อมาให้เป็นผู้ช่วยโปรดิวเซอร์(คือตำแหน่งขี้ข้าสารพัดในรายการทีวีหนะแหละ เช่น โทรนัดแขกมาออกรายการ ยกน้ำเสิร์ฟแขก เตรียมออกรายการ ประสานกล้อง ช่างทำหน้าทำผม ชงกาแฟให้คนดำเนินรายการ"

"เฮ้ย!ไอ้ฮุย พี่จะให้เอ็งออกกล้องมึงสนมั๊ย"หยุ่นพูดขึ้นในวันหนึ่ง หลังจากเหล่หาใครไม่เจอว่าจะเอาใครมาเป็นลูกไล่ให้ไอ้หนก

ไอ้ฮุยที่ว่านี้ มีชื่อจริงตามสำเนาทะเบียนบ้านว่า ธีระ ธัญไพบูลย์


คุณๆสังเกตกันไหม แก๊งเด็กนรกเนชั่นนี่จะมีความเหมือนๆกันอยู่2-3อย่างคือ

1.ไม่ได้เป็นนักข่าวสนามมาก่อน(ยก เว้นไอ้เผือก-สรยุทธ มีประสบการณ์ข่าวสนามมาบ้าง2-3ปี) อย่างไอ้หนกนี่เป็นดีเจจัดรายการเพลงอัสนี-วสันต์ อ้อมสุนิสา พี่เบิร์ดมา ไอ้ฮุย-ธีระนี่เด็กยกฉากแบกกล้องชงกาแฟ โทรสายต่อแขก จอมขวัญก็มาจากแปลข่าวต่างประเทศก๊อกๆแก๊กๆ อันนี้มันก็ทำให้พื้นไม่แน่น โดยเฉพาะหากมึงต้องมาว่าด้วยเรื่องข่าวการบ้านการเมือง คือพวกมึงไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ มันก็เลยฟ่ามๆ

2.ไม่ได้เป็นactivistหรือเด็กกิจกรรมมาก่อน ซึ่ง อันนี้จะ ต่างจากหลายๆค่าย อย่างผู้จัดการ มติชน อาทิตย์ของชัชรินทร์ แนวหน้า ไทยรัฐ เดลินิวส์ INN บางกอกโพสต์ ไทยโพสต์ เขาจะเลือกเด็กActivistมาก่อน ข้อดีคือไอ้พวกนี้มันกระฉับกระเฉงลุยงาน ข้อเสียคือไอ้พวกนี้มันมีชุดความคิดบล็อกในหัวมาแล้ว พูดง่ายๆว่าปกครองยาก ล้างสมองก็ยาก เพราะเด็กมันแก่แดด หยุ่นเอาอย่างแก๊งเด็กนรกที่ไม่ใช่Activistมาทำงานก็สบายยังงี้ คือพวกนี้มันเด็กว่าง่าย เอาอะไรใส่หัวให้มัน มันก็รับไว บอกให้มึงศรัทธาใคร เกลียดใคร ให้พวกมันไปกัดใครแทน มันก็ทำถวายชีวิต...

จะ ต่างจากพวกเด็กกิจกรรมมหาลัย ไอ้พวกนี้ไม่ได้ทำงานให้ใครเพราะมันศรัทธา แต่มันจะซักจะถามจะสงสัย และมีกรอบแนวคิดชนิดหนึ่งว่า ที่มันต้องทำลงไปนั้น เป็นประโยชน์หรือผลเสียแก่บ้านเมืองส่วนรวม...คนอย่างนี้ไม่ได้เกิด ที่Nation คือมันก็เป็นเวรกรรมของหยุ่น คือตอนมันหนุ่มๆมันไปทำกับเจ้านายเก่าไว้มาก หักเขาไปทั่ว แก่ตัวมามันเลยหาเด็กๆโนเกี๊ยะหัวอ่อนมาใช้ดีกว่า เอาอะไรยัดใส่กบาลมันก็รับหมด จะให้มันเป็นม้าใช้ ส่งไปกัดใคร มันเหมือนหุ่นยนต์พิฆาต ไม่ต้องเคยถามว่า ที่เราทำๆนี่มันไม่เหี้ยหรือครับพี่ บ้านเมืองเสียหายนะพี่...ไม่มี!

3.ทั้งหมดนี่เป็นคนกรุงเทพฯ สเป็คตี๋หมวยถูกจริตคนกรุงเทพฯ ถึงหยุ่นจะเป็นคนสงขลาบ้าสะตอ แต่พอจะหาเด็กออกหน้าจอนี่เห็นไหม ไม่มีเลยที่เป็นเด็กสะตอ จะต่างจากค่ายอื่นๆ หากคุณๆว่างไปเดินเล่นใต้ถุนสภา หรือรังนกกระจอกทำเนียบนี่ ก็ต้องคิดไว้ก่อนว่าภาษาทองแดงถือเป็นภาษาราชการของนักข่าว ส่วนภาษากลางนี่เอาไว้ใช้ถามแหล่งข่าวก็พอ พวกมันคุยกันเองก็สะตอแตกทั้งนั้น...

เด็กกรุงเทพฯไม่พอ ต้องมีเชื้อด้วย คือต้องกากี่นั้งทั้งไอ้เผือก ไอ้หนก ไอ้ฮุย จอมขวัญอะไรพวกนี้กากี่นั้งหมด เพราะมันต้องทำรายการเอาใจคนดูชาวกรุง แล้วก็คนเมือง ซึ่งเป็นกากี่นั้งด้วยกัน ส่วนพวกทองแดง หรือออกลาวนี่หยุ่นก็มีไว้มั่งเป็นไม้ประดับไว้ออกข่าวภูมิภาคอะไรกัน ไป...ไม่เคยมีใครดูพวกมันหรอก

4.ไอ้พวกนี้ต้องแสดงออกทางสีหน้าท่าทางกวนตีนกันทุกตัว อัน นี้มันก็ไม่ได้เป็นมาแต่เกิดนะ พ่อหยุ่นสอนมัน พ่อหยุ่นบอกว่าการทำรายการทีวีมันต้องมีภาษากายแบบรายการทีวีฝรั่ง พวกมึงจะมานั่งทื่อมะลื่อนี่ไม่ได้ เอาให้คนดูเห็นๆว่าพวกมึงเกลียดโกรธ บูชาๆคนที่มึงสัมภาษณ์ หรือกำลังพูดถึงให้เห็นตำตาเลย

ดังนั้นเวลาแก๊งเด็กนรกนี่ออกหน้าจอมันก็ทำตามพ่อหยุ่นมันฝังใส่กบาลมานั่นแหละ...

เดี๋ยวไปว่าต่อแต่ละตัว อันนี้ถือว่าแทรกมุก ให้รู้จักแบ็คกราวนด์ตัวละครพอสังเขป



พื้น ฐานไอ้ฮุยนี่ก็ไม่ได้เป็นนักข่าวสนามมาเหมือนไอ้หนก ความคิดความอ่านการเมืองก็ไม่มีห่าอะไรเลย ก็เหมือนเด็กทั่วๆไปที่เกิดแล้วรู้ความสมัยป๋าเป็นนายกฯ คือวันๆก็โดนกรอกหูกรอกตาด้วยเรื่องซาบซึ้งน้ำตาไหลพราก

ไอ้ฮุยนี่ เป็นเอามากถึงขั้นเมียมันจะคลอดวันที่14ธันวานะ แล้วมันนี่ได้ชื่อว่าเป็นคนกลัวมอสระเอียชนิดได้โล่กับเขาคนหนึ่ง ยังอุตส่าห์พาเมียไปผ่าลูกออกก่อนกำหนด คุณๆเดาไม่ผิดหรอกมันผ่าออกตอนวันที่5ธันวาคมพอดี๊พอดี

เพราะงั้น เวลาไอ้ฮุยเล่าข่าวว่าไอ้เหลี่ยมจะล้มล้าง หรืออีเพ็ญจะจับอาวุธลุยถั่วล้มล้าง หรือไอ้พวกเสื้อแดงหมิ่นอะไรต่างๆนี่ มันก็เลยจะออกมาธรรมชาติมากๆ อันนี้พ่อหยุ่นไม่ต้องล้างสมองมา มันเป็นงี้มาแต่เกิด

แล้วเพราะความฟ่ามของไอ้ฮุย ไอ้หนก จอมขวัญที่ว่ามันไม่มีพื้นฐานงานข่าวสนามมาก่อนหนึ่งหละ แล้วก็ไม่เคยผ่านการเป็นเด็กแอ๊คทิวิสต์ในมหาลัยมาด้วยหละ ไอ้สิ่งที่เรียกว่าconceptual frameworkของมันเรื่องของกิจการบ้านเมือง เรื่องในเชิงidealisticsอะไรทั้งหลายแหล่เพื่อประเทศชาติบ้านเมือง เพื่อสังคมส่วนรวม เพื่อคนด้อยโอกาสคนยากคนจนนี่เลยไม่ต้องมี มันมองไปเจอเสื้อแดงมากันเป็นแสนหลายแสนนี่ ที่มันคิดคือสามแสนคน หัวห้าร้อย คุณกันแล้ว ไอ้เหลี่ยมต้องควักเท่าไหร่วะ?....ขี้ชัดๆนะในหัวไอ้พวกเหี้ยนี่

การ ทำรายการทางเนชั่นมันก็เลยออกมาอย่างเห็นๆ แม่งจะแสดงภูมิปัญญาอะไรได้เพื่อประเทศชาติบ้านเกิด คุณคิดเหรอว่างาช้างมันจะงอกออกมาจากปากหมาเน่าๆอย่างไอ้เหี้ยสองตัวนี่

ไอ้ หนกก็นะ ตอนแรกทำรายการไอ้เผือก เป็นลูกไล่ไอ้เผือกออกแนวหงิมๆคนก็เอ็นดูสงสารมัน มันก็เอาใหญ่อ้อนแฟนๆว่า ผมเป็นคนจีนก็จริงแต่ยากจนอนาถา ตอนเด็กมีแฟนอยู่คน มีปัญญาแค่ซื้อแอ็ปเปิ้ลให้กิ๊กกินลูกเดียว จากนั้นก็พลัดพรากจากกัน...พอมามีหนังแฟนฉันเข้าโรงดังบึ้ม ไอ้นี่ก็เข้าไปเขียนประกาศในห้องเฉลิมไทย เวบไซต์พันทิป สะดีดสะดิ้งบอกอยากพาแฟนฉันสมัยเด็กไปตีตั๋วดูหนังรำลึกความหลังกัน....ไอ้ ดอก!ลูกผัวเค๊ามีมันคิดมั่งมั๊ย


นอมินีของกนก-ลักขณา รัตน์วงศ์สกุล อดีตเลขานุการผู้บริหารเครือNATION ภรรยาของกนก รัตน์วงศ์สกุล ตอนนี้เป็นกรรมการบริหารบริษัทเนชั่นบรอดแคสติ้ง จำกัด(มหาชน)-NBCหุ้นน้องใหม่ที่กำลังเปิดขายในตอนนี้ และจะเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นMAIในวันที่11พ.ย.นี้ ขณะที่"เมีย"เป็นกรรมการบริหารบริษัทนั้น กนกซึ่งเป็น"สามี"สวมบทคนเล่าข่าวของเนชั่นได้โหมโฆษณาผ่านทางทีวีและวิทยุ เนชั่นเกินจริงให้คนซื้อแล้วจะ"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง" ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และขัดแย้งทางผลประโยชน์ มีโทษจำคุก 2 ปี ที่สำคัญคือ"น่าเกลียด"!(อ่านรายละเอียดข่าวนี้ คลิ้่กที่นี่)


ไอ้ พวกเฉลิมไทยก็สะดีดสะดิ้งตอแหลลุ้นไปกับไอ้เหี้ยหนกกันยกใหญ่ ติดตามกันเหมือนละครน้ำเน่าหลังข่าวพระราชสำนัก เอาไปเอามาไอ้หนกต้องเอาจริงเพราะแรงยุของพวกสะดีดสะดิ้งปัญญาสะตึในเหลิ มไทย ผู้หญิงเขาไม่ยอมออกมา ไอ้ห่ารากนี่เอารถไปตามเขาถึงบ้าน ลากเมียเขาออกมา...ผัวเขาก็นั่งกัดฟันกรอดๆรออยู่ที่บ้าน ไอ้เชี่ย แฟนฉันก็จริง แต่อีนี่มันเมียกูนะสัดดด...!

ส่วนเมียไอ้หนกก็เรื่อง รัยจะปล่อยแม่งไปแหววกับแฟนฉันสองต่อสอง แฟนฉันก็ใช่ แต่ไอ้หนกนี่ผัวกูนะอีดอก มันก็เลยไปนั่งคั่นกลาง...คนทั้งโรงก็ดูไปฮากันไป ส่วนไอ้หนกกับเมียพร้อมกิ๊กนี่นั่งหายใจฟืดฟาดๆๆ กว่าจะจบเรื่องได้ ลงท้ายไอ้เจี๊ยบอีน้อยหน่าไม่แฮปปี้เอ็นดิ้งยังไง

ไอ้หนกกับเมียมัน รวมทั้งแฟนฉันและผัวเขา ก็แทบจะบ้านแตกฉันนั้น...

กลับ มาฝั่งไอ้เผือกมั่ง ตอนนี้ต้องใช้คำว่าเสี่ยนำหน้าแล้ว เพราะรายการถึงลูกถึงเมียฮิตระเบิด เจ๊มิ่งก็เลยจะเปิดรายการใหม่ให้เป็นเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ ไอ้เผือกเลยต้องไปทาบไอ้หนกมาเป็นลูกไล่ที่ช่อง9 ไอ้หนกเลยได้อาศัยเกาะไอ้เผือกดัง เพราะมันทำตัวน่าเอ็นดูให้ไอ้เผือกสับโขกเล่นเป็นที่บันเทิงของคนดู

ไอ้ เผือกก็สร้างวีรกรรมไว้เยอะที่ช่อง9อย่างรู้ๆกัน เรื่องเงินๆทองๆทั้งนั้น ทั้งอมเงินค่าโคดสะนา100กว่าล้าน ทั้งเรื่องให้คนดูส่งSMSมารายการแล้วแทนที่มันจะแบ่งให้ช่อง9เขา ไอ้ห่ารากนี่อมซะเอง ไหนจะเรื่องtry in หรือโคดสะนาแฝงเวลาเชิญแขกเชิญใครมาออกรายการที่พอจะมีตังค์ไถได้

แต่ คุณงามความดีมันก็มากคือมันสร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้วงการเยอะมาก แล้วก็ให้ผมพูดตรงๆนะ มันสลัดเงาของหยุ่นได้พอสมควร คือไม่ต้องเป็นขี้ตีนรับใช้เป็นหุ่นยนต์พิฆาตให้หยุ่น ดังนั้นพวกเสื้อแดงอาจจะไม่ถูกใจมัน แต่อย่าลืมว่าไอ้พวกเสื้อเหลืองก็ด่ามันยับ หาว่ามันเป็นคนของระบอบทักษิณ...ผมว่ามันก็ตรงไปตรงมา อย่างตอนไอ้พวกเหี้ยเหลืองยึดสนามบิน มันก็เล่นตรงๆว่า80ลำนะเว้ยเฮ้ย พวกมึงยึดเขาไว้ มันก็กดดันให้เหี้ยเหลืองปล่อยเครื่องบินตัวประกันได้ พวกมุสลิมก็ได้ไปเมกกะห์ก็เพราะมันออกแรง ไม่งั้นก็แห้งตายอยู่สุวรรณภูมิ....

ไอ้เผือกนี่อย่างน้อยมันก็มี พื้นฐานนักข่าวสนามมา มันมีconceptualของมัน ถึงใครจะด่าว่าออกดัดจริต แต่การที่มันเน้นเรื่อง”สามัคคีประเทศไทย รักในหลวง บลาบลาบลา”…ผมก็ว่ามันไม่ได้เหี้ยเหมือนไอ้หนก ไอ้ฮุยที่มีแต่”คอนเซ็ปชั่ว”ลูกเดียวนะ ว่ามั๊ยสัดดด?

ว่า กันตรงๆคือมันก็คือ”พ่อค้า”คนหนึ่งแหละ มันถือตำรากากี่นั้งว่า”กินขี้หมาดีกว่าค้าความ”มันไม่อยากหาศัตรู จะได้ทำมาหาแดกไปได้เรื่อยๆ แสดงออกว่ากรูเดินสายกลาง ไม่เข้าใครออกใคร

แต่ อย่ามีลูกหลุดถึงตีนกูนะ อย่างรถแก๊สดินแดงตอนสงกรานต์ มันก็ต้องตามน้ำว่า”ก็นี่แหละครับ!”ซักหน่อย....ไอ้เรื่องจะเหี้ยก็คือว่า การที่จะสืบเสาะหาข้อเท็จจริงนี่เสือกไม่ทำ ว่ากันไปตามกระแส ไม่รู้แม่งจริงไม่จริง มันก็ตามน้ำไปก่อน..”ก็นี่แหละครับ คุณผู้ชมครับ”...มึงก็ทำการบ้านหน่อยซีว้าไอ้เผือก....อย่าเสือกมักง่าย มึงมักง่ายก็ต้องโดนกูด่า ...ก็นี่แหละครับ

หลัง รัฐประหาร19กันยา เจ๊มิ่งไป ไอ้เผือกก็หลุดช่อง9 ไปประจำช่อง3มันก็ไม่เดือดร้อนหรอก ก็ยังเป็นเสี่ยเหมือนเดิม จะเดือดร้อนหน่อยก็ไอ้เตี้ยหนกนี่เสือกด่าไล่หลังเพื่อนว่า”กูทำงานกับคนโกง ไม่ได้”

..อ้าว!ไอ้เตี้ยนี่ออกลายเนรคุณเพื่อน มาได้เกิดช่อง9ก็ไอ้เผือกลากมา ไม่งั้นก็แคระตายอยู่ช่องเนชั่น พอเพื่อนล้มไอ้เตี้ยโดดข้ามไม่พอ แม่งขอตื้บฟรี1ดอก ไอ้สัดดด

พอ หลัง19กันยาก็อย่างที่เห็นคือไอ้หนกคนเดียวไม่พอ ไอ้ฮุยตามมาด้วย จอมขวัญตามมาติด หยุ่นตัวพ่อก็มาโผล่ เล่นแม่งเป็นลูกระนาด3 5 7 9 NBT ส่วนTPBSนี่ให้หย่องแดกเรียบ เพราะมันมีข้อตกลงกับปีศาจอย่างที่ผมว่ามาก่อนๆนี้

บางทีหาเรื่อง เล่นไม่เจอ ไอ้ฮุยก็มามุกด้านๆเลย บอกได้ฟอร์เวิร์ดเมล์จากทางบ้าน(ก็ไอ้พวกเหี้ยเหลืองนะแหละ)บอกวันนี้ให้ใส่ เสื้อเหลืองทั้งประเทศนะ เพราะหมอผีเขมรเล่นของสะกดเมืองไทยให้ยกเขาพระวิหารให้มัน....ขอเชิญชวน ประชาชนไทยนะ
ครับทั้งชาติแค่รวมใจใส่เสื้อเหลืองแก้เคล็ด วันนี้เห็นมั๊ยผมยังใส่เสื้อเหลืองออกทีวีเลย

วีณา รัตน์ แซ่เล้านั่งจัดคู่ด้วยอายก็อาย ทุเรศก็ทุเรศเลยแขวะไอ้ฮุยว่าเธอนี่ก็เป็นเอามากนะ จะเล่นของไปถึงไหน เมืองไทยก็มีพระสยามเทวธิราชปกป้องคุ้มครองอยู่แล้ว ไอ้ฮุยนี่มีเคืองออกหน้าจอให้เห็น พอพักโคดสะนากลับมามันก็แก้ตัวดิบๆเลยว่า หันไปเล่นมุมว่ากูนี่ไม่ได้บ้าไสยศาสตร์เว้ย กูนี่ก็วิทยาศาสตร์เหมือนกัน

ว่า แล้วไอ้ฮุยก็เล่าข่าวว่า นอกจากเรื่องไสยดำมนต์เขมรแล้วเนี่ย พอดีวันนี้เกิดสุริยุปราคาด้วย แล้วก็เล่าว่าอันนี้เป็นปรากฎการณ์ทางวิทยาศาสตร์นะ โลกบังดวงจันทร์บังอาทิตย์กี่องศาฟิลิปดาห่าเหวยาวเลย วีณารัตน์ แซ่เล้าได้ทีแขวะว่า”อ่า ไปดูสุริยุปราคานี่ไม่ต้องใส่เสื้อเหลืองดูหรอกนะ...”

ไอ้ฮุยเสือกไม่ขำ รายการจบพอดี วีณารัตน์ แซ่เล้าโดนไอ้ฮุยตบคว่ำหรือเปล่า ข่าวไม่ได้แจ้ง

*****
สาวสัมพันธ์โฉ่หยุ่น+เปรม+มาร์ค


สงขลาคอนเน็คชั่น-พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เคยเชียร์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไว้ว่า เป็นโชคดีของคนไทยที่ได้อภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งความจริงก็คงใช่ โดยเฉพาะคนไทย ชาวสงขลาบ้านเดียวกับเปรมที่ชื่อว่าสุทธิชัย หยุ่น


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 พฤศจิกายน 2552

รายงาน ข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน(investigative news)ชุด"เปิดโปงเนชั่นปั่นหุ้นจองNBC" เดินทางมาถึงตอนสุดท้ายในวันนี้ หากให้ว่ากันตามตรงแบบปลงๆก็คงต้อง"ชี้ลงไปให้ชัดๆ"ว่า เราไม่ได้หวังว่าจะพึ่งพาก.ล.ต.หรือกระบวนการยุติธรรมประเทศนี้ได้หรอก แต่ผู้อ่านทุกท่านนั่นเองที่จะช่วยกันใช้พลังทางสังคมกดดันให้เกิดความ ยุติธรรมทางสังคมได้ เราไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆหากท่านผู้อ่านจะเผยแพร่ข่าวชิ้นนี้ออกไปให้มากที่ สุด เป้าหมายสำคัญอันดับแรกคือเพื่อน หรือครอบครัว หรือคนที่ท่านรู้จักที่เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย และสาธารณชนชาวไทยที่เสียหายร่วมกันจากพฤติการณ์ของเนชั่นกับรัฐบาลนาย อภิสิทธิ์ และเปรมผู้มีเงาทอดทมึนอยู่ฉากหลัง


องครักษ์พิทักษ์เปรม ล่าสุดแก้ต่างให้กรณีสัมพันธ์ล้ำลึกหนุ่มเสก

กล่าว กันว่าคนปักษ์ใต้นั้นรักพวกรักพ้องในปริมาณและคุณภาพที่สูงกว่าคนใน ภูมิภาคอื่นๆ และว่ากันอีกว่าในบรรดาคนปักษ์ใต้ที่รักพวกรักพ้องมากนั้น คนสงขลารักพวกพ้องมากสุดๆ และในบรรดาคนสงขลาที่รักพวกพ้องสุดๆนั้น คนที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์นั้น เป็นที่สุดของที่สุดในด้านนี้

ใน วิชาชีพนักสื่อสารมวลชนนั้น สุทธิชัยมักสั่งสอนคนข่าวเครือเนชั่นว่า คนที่เป็น"บุคคลสาธารณะ"นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจ สอบ โดยไม่มีข้อยกเว้น...แต่สุทธิชัยก็มักยกเว้นให้พลเอกเปรมเสมอ

ไม่เพียงยกเว้นให้ แต่ในทุกโอกาสที่อำนวยให้ สุทธิชัยจะทำหน้าที่เป็นองครักษ์ให้พลเอกเปรมโดยตลอดเช่นกัน

ซึ่งก็รวมทั้ง"ข่าวร่ำลือ"มานานหลายทศวรรษเรื่องความสัมพันธ์อันไม่ธรรมดาของ"เปรมVSหนุ่มเสก"

เมื่อไวๆนี้สุทธิชัย หยุ่นเพิ่งเขียนลงบล็อกของเขา เมื่อ 30 พฤษภาคม 2552 เพื่อแก้ต่างให้กับเปรม โดยยกบทสัมภาษณ์ที่ไทยโพสต์ตีพิมพ์สัมภาษณ์"หนุ่มเสก"เสกสรร ชัยเจริญ ที่ตกเป็นขี้ปากของคนมาตลอดว่าสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ"ป๋าเปรม"

เปิดใจ เป็นครั้งแรกเมื่อ "หนุ่มเสก" หรือ "เสกสรร ชัยเจริญ" อดีตนักร้องชื่อดังเปิดเผยให้ "ไทยโพสต์" ทราบถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ "ป๋า" พลเอกเปรม ติณสูลานนท์...6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบ "ป๋า" ทรมานใจ และรักเหมือนพ่อ

ตอนหนึ่งของคำให้สัมภาษณ์ที่ "หนุ่มเสก" บอกอนุญาตให้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ตีพิมพ์คือ

"ถ้ากล้าถาม ก็กล้าตอบ และยืนยันว่าไม่มีแน่นอน เอ้า...พูดตรง ๆ เลยว่า แค่หอมแก้ม เพราะผมเคารพรักท่าน ท่านก็เหมือนพ่อ ผมรักท่านเหมือนพ่อ ท่านเป็นผู้มีพระคุณ...6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบป๋า...มีคนพยายามกีดกันไม่ให้พบ..."

เชิดชูครูเปรมเอาใจเต็มพิกัด


อาจจะเป็นเพราะมีหนังสือเกี่ยวกับพลเอกเปรมในทำนองเชิดชูยกย่องไปเยอะแล้ว สุทธิชัยก็เลยพิมพ์หนังสือ"ครูเคล้า คชาฉัตร ครูของรัฐบุรุษ"ที่พลเอกเปรมบอกว่ารักเคารพเหมือนพ่อเพื่อเอาอกเอาใจเปรม

หนังสือ เล่มนี้จัดพิมพ์ในนามของสำนักพิมพ์เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด มหาชน ของสุทธิชัย ซึ่งนับเป็นกรณีพิเศษ เพราะปกติสุทธิชัยมีสำนักพิมพ์อยู่แล้วคือสำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์ แต่คราวนี้พิมพ์ในนามบริษัทมหาชนเสียเลย

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกและวางขายในเดือนตุลาคม 2549 พูดง่ายๆว่าหลังรัฐประหารยึดอำนาจ19กันยายน 2549เพียงไม่กี่วัน

พลเอกเปรม ได้เขียนคำนิยม ในหนังสือ "ครูเคล้า คชาฉัตร ครูของรัฐบุรุษ "ตอนหนึ่งไว้ ว่า....."สำหรับผม ครูเคล้าเป็นมากกว่าครู ครูเคล้าเป็น "ทั้งครูและพ่อผมในเวลาเดียวกัน"

"ครา ใดที่ครูเคล้ามองผม ผมจะมองเห็นแววตาแห่งความรัก ความเมตตาความห่วงอาทรของครูเคล้าเสมอ คราใดที่สั่งสอนผม ผมจะได้ยินคำสั่งสอนที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี ห่วงใย และบริสุทธิ์ เหมือนพ่อสั่งสอนลูก ผมจึงรักครูเคล้ามาก และจากสายตาและคำพูด ผมรู้ว่า ครูเคล้าก็รักผมมาก"

ครูเคล้าเป็นครูประจำโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา บ้านเกิดเปรม ซึ่งเปรมบอกว่า เป็น"ครูผู้มีส่วนสำคัญสำหรับชีวิตผม ทำให้ผมเป็นผมจนถึงทุกวันนี้"

หลัง รัฐประหาร19กันยายน2549 สุทธิชัยหยุ่นได้เวลาเข้าไปทำรายการทางฟรีทีวีแทบทุกช่องคือ 3 5 9 11 ส่วนTPBSเทพชัย หย่อง น้องชายเข้าไปทำ และกลายเป็น"จุดเด่น"สำคัญให้เขานำมาเป็นข้อมูลชี้ชวนขายหุ้นจองNBCในช่วง นี้

ไม่มีใบเสร็จ ไม่มีหลักฐานใดๆว่าเปรมเป็นผู้ดลบันดาลรายการฟรีทีวีต่างๆให้สุทธิชัยเนชั่น หรือไม่ เพราะเรื่องอย่างนี้ไม่ต้องมีหลักฐานใด แต่คนที่ยังมี"สามัญสำนึก"ไม่บกพร่องก็เชื่อมโยง และสรุปฟันธงไม่ยากนัก

เป็นขาใหญ่วงการสื่อเคลียร์ให้นักข่าวสยบรัฐประหาร19กันยา

ไอ้ผู้ใหญ่ที่ว่าคือหยุ่นเนชั่น แล้ว ก็พี่มา นิจ สุขสมจิตร ผู้อาวุโสจากไทยรัฐ ทำตัวเป็นขาใหญ่เรียกไอ้ภัทระ ไอ้เอ๋ เจ๊หยัดมา แล้วก็เรียกเด็กนักข่าวสนามพวกต่อต้านมากินข้าวเกี่ยเซี้ยกันที่รอยัลพรินเซ ส ตรงหลานหลวง ฝ่ายนักข่าวสนามก็ยื่นคำขาดให้ถอนตัว ส่วนไอ้ภัทระก็โน้มน้าวว่าให้พวกกูเป็นเหอะน้ะนะๆๆ

แล้วก็มันจะเหลือเรอะ เพราะคนที่บอกว่าเป็นกรรมการกลางอย่างหยุ่นเนชั่นก็ รู้อยู่ว่ามันเกลียดเหลี่ยมเป็นขี้ แล้วปฏิวัติคราว19กันยาฯนี่บังก็แค่นอมินีของป๋าเปรม คนสงขลาบ้านเดียวกับหยุ่น เรื่องอะไรจะไปขัดใจป๋า หยุ่นแม่งก็โน้มน้าวโน่นนี่สารพัด สรุปฟันธงว่าพวกมึงนายก3สมาคมเป็นเลย...เชี่ยมั๊ยหละสัดด


หลัง เกิดการรัฐประหาร19กันยายนใหม่ๆ ทางเปรมและคณะรัฐประหารอยากตอบแทนสื่อที่ช่วยกันโค่นล้มทักษิณ จึงยื่นข้อเสนอให้ตัวแทนสมาคมสื่อ3สมาคมเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิจิบัญญัติแห่ง ชาติ(สนช.)

ตัวแทนสมาคมสื่อตอนนั้นมี

-ภัทระ คำพิทักษ์ จากโพสต์ทูเดย์ เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ
-ตัวแทนสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีบัญญัติ ทัศนียเวศ เป็นประธานสภา
-ตัวแทนของสมาคมนักข่าวโทรทัศน์วิทยุ มีสมชาย แสวงการ เป็นนายก

เรื่อง ไม่ได้ง่ายนัก เพราะนักข่าวภาคสนาม53คน ส่วนใหญ่เป็นนักข่าวสายประจำรัฐสภา และเป็นคนข่าวค่ายเนชั่นซะเยอะ แสดงความไม่เห็นด้วย ทั้งล่ารายชื่อคัดค้านอยากให้ตัวแทนสมาคมถอนตัว เพราะไม่อยากให้เกิดconflict of interst หรือเป็นภาพน่าเกลียดว่าสื่อโค่นทักษิณสำเร็จแล้วมารับรางวัลจากคณะรัฐ ประหาร

ผู้ใช้นามแฝง"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"เขียนถึงฉากตอนนี้ในบท ความชุด"ลากไส้ สื่อเห้"อันลือลั่นของเขาไว้ว่า...คือโดยปกติอาชีพสื่อนี่ไม่เคยนะครับที่จะ ร่วมมือกับฝ่ายอำนาจฝ่ายการเมืองกันแบบนี้ ยิ่งเป็นตัวแทนสื่อแล้วแม่งน่าเกลียด ก็ถึงขั้นที่ว่ามีการเขียนในข้อกำหนดว่าห้ามนักข่าวไปดำรงตำแหน่งการเมือง

แต่ ไอ้เหี้ยนายกสมาคมนักข่าวนี่เสือกหน้าด้านอยากเป็นขึ้นมา แต่จะเป็นคนเดียวแม่งก็จะน่าเกลียด เลยทำฟอร์มว่าขอไปปรึกษาพรรคพวกหน่อยนะท่านบัง เสร็จก็มาล็อบบี้นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ คือไอ้เอ๋สมชาย แล้วก็เจ๊หยัดตอนนั้นเจ๊เป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์ ไอ้เหี้ยนี่ก็ไปโน้มน้าวว่า ตอนทักษิณนี่พวกเราโดน"คุกคามสื่อ"เยอะ มาตอนคมช.ปฏิวัติก็บอกให้พวกเราใช้วิจารณญาณห้ามออกข่าวเหลี่ยมเด็ดขาด หากใครฝืนออกบังมันจะมาใช้วิจารณญาณแทนพวกเราคือสั่งปิดหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ

นี่บังเขาก็มีไมตรีเชิญไปเป็นสนช. ก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เข้าไปปกป้องไม่ให้คุกคามสื่อ เพราะมันมีกฎหมายเยอะแยะ อย่างน้อยพวกเราก็จะได้ท้วงหากกฎหมายไหนออกมาคุกคามสื่อ....(ดูมันตอแหล!)

เจ๊ หยัด(บัญญัติ ทัศนียเวช)วงการรุ่นหลังเขาเรียกป้าหยัด แต่ผมเรียกเจ๊หยัดก็บอกว่าชั้นไม่เอาด้วยหรอก สื่อที่ไหนเคยไปเป็นตำแหน่งการเมืองแบบนี้ มันมีconflict of interest เธอว่าไงเอ๋?(หันมาถามสมชาย นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์) ไอ้เอ๋แม่งแสบครับ แทนที่จะค้านเหมือนเจ๊หยัด ดันข้างๆคูๆเข้าข้างไอ้ภัทระ เลยเสร็จโจร...

เจ๊หยัดก็ตกกระไดพลอยโจร คือหากจะเป็นก็ต้องเป็นทั้ง3สมาคม หากเจ๊หยัดถอน ไอ้2ตัวนั่นอดแดกไปด้วย แกก็ไม่อยากมีปัญหากับเด็กรุ่นหลัง ก็เอาวะเป็นก็เป็น แต่อย่าทำให้น่าเกลียดก็แล้ว ต้องอธิบายสังคมให้ได้

สรุปแม่งก็กลับ ไปหาบังว่า บังครับที่บังเชิญผมเป็นสนช.นี่ "ผมขอสาม" เพราะพวกผมสมาคมสื่อมี3สมาคมไปไหนไปด้วย ถ้าคนหนึ่งไม่ไป มันก็ไปด้วยกันไม่ได้ บังก็กัดฟันยกให้สามต้องไปตัดโควต้าเด็กเส้นเด็กฝากลงเพียบ เพราะถ้าได้ใจสื่อ ต่อไปอะไรมันก็โล่ง ทำชั่วก็ผ่อนเบา ทำดีแม่งก็ตีปี๊บเชียร์ ปากกาอยู่ในมือพวกมัน...

แต่เรื่องก็ไม่หวานคอเหี้ยซะทีเดียวหรอก...

ความ ที่มันกระสันก็ดันไปปล่อยข่าวไปทั่วว่า กูจะได้เป็นสนช.กินเงินเดือนแสนสองโว้ย เรื่องมันก็หึ่งออกไป พวกนักข่าวสนามแถวใต้ถุนสภาก็เฮ้ย!นายกสมาคมกูเหี้ยแล้วมั๊ยสัดด ดันมารับใช้ทหารที่ปฏิวัติเข้าไปนั่งในสภาซะเอง แล้วงี้สื่อก็โดนด่าสิว่าตกลงพวกมึงจะเป็นเหี้ยอะไรแน่ระหว่างสื่อกับนักการ เมือง จะเป็นสื่อหรือเป็นเบ๊คณะปฏิวัติ.....

ไอ้พวกนี้ก็รวมหัวกัน เขียนหนังสือหางว่าวส่งไปต่อต้านว่า พวกกรูไม่เห็นด้วยที่นายกสมาคมจะไปเป็นสนช. ให้พวกมึงถอนตัวก่อนจะเสียหายวงการ

ไอ้ภัทระก็นะ คนมันเงี่ยนได้ที่หงี่เต็มพิกัด ก็วิ่งหาผู้ใหญ่ในวงการสื่อ เพราะมันเป็นนายกสมาคม แต่เด็กนักข่าวในสนามก่อกบฎเข้าให้แล้ว(ก็มันเหี้ย เขาก็ต้องก่อกบฎ)

ไอ้ผู้ใหญ่ที่ว่าคือหยุ่นเนชั่น แล้ว ก็พี่มานิจ สุขสมจิตร ผู้อาวุโสจากไทยรัฐ ทำตัวเป็นขาใหญ่เรียกไอ้ภัทระ ไอ้เอ๋ เจ๊หยัดมา แล้วก็เรียกเด็กนักข่าวสนามมากินข้าวเกี่ยเซี้ยกันที่รอยัลพรินเซส ตรงหลานหลวง ฝ่ายนักข่าวสนามก็ยื่นคำขาดให้ถอนตัว ส่วนไอ้ภัทระก็โน้มน้าวว่าให้พวกกูเป็นเหอะน้ะนะๆๆ

แล้วก็มันจะเหลือ เรอะ เพราะคนที่บอกว่าเป็นกรรมการกลางอย่างหยุ่นเนชั่นก็รู้อยู่ว่ามันเกลียด เหลี่ยมเป็นขี้ แล้วปฏิวัติคราว19กันยาฯนี่บังก็แค่นอมินีของป๋าเปรม คนสงขลาบ้านเดียวกับหยุ่น เรื่องอะไรจะไปขัดใจป๋า หยุ่นแม่งก็โน้มน้าวโน่นนี่สารพัด สรุปฟันธงว่าพวกมึงนายก3สมาคมเป็นเลย...เชี่ยมั๊ยหละสัดด

ไอ้พวกนัก ข่าวสนามก็ใบ้แดก เพราะไอ้พวกที่ลงชื่อในบัญชีหางว่าวต่อต้านในงานนี้นี่..ก็ลูกน้องกินเงิน เดือนหยุ่นซะเยอะ มันก็ไปไม่ถูก เลยบอกงั้นเอางี้ ให้พวกนายกสมาคม3ตัวนี่ลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมสื่อซะ แล้วก็จะไปเป็นอะไรก็ไป หากไม่ลาออกแล้วถ่างขาควบ2เก้าอี้นี่อย่าเลย พวกกูอายหมามัน....

สรุปพวกนายก3สมาคมยอมลาออกจากตำแหน่งสมาคมสื่อ ไปเป็นสนช.เงินเดือนคนละแสนสอง สุทธิชัยก็คาบข่าวไปบอกใครบางคนว่า
"ผมเคลียร์พวกสื่อกบฎจบแล้วครับป๋า..."


เปรมกับสื่อโล้นโยนมุกรับมุกกันสนุก ปากมันภาษีกลายเป็นค่าโฆษณา เชิดชูเผด็จการระรานเสื้อแดง

นอก จากเปรมจะประเคนฟรีทีวีให้หยุ่นเป็นรางวัล และเป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายเผด็จการ คอยระรานดิสเครดิตกระทืบฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว ก็ยังมีลูกเล่นมีน้ำจิ้มมีชุดใหญ่ประเคนให้หยุ่นตามมาอีกเพียบ

ก็ อย่างเช่นโทรทัศน์เนชั่นแชนัลของนายสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพลเอกเปรมมักจะคว้าสิทธิ์การถ่ายทอดสด รายการที่อภิสิทธิ์ไปเกาะโพเดียมพูดทุกนัด ยังกับหวยล็อกไว้ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ถ่ายทอดสดฟรี แต่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งแน่นอนว่าคนจ่ายคือรัฐบาลอภิสิทธิ์(แน่นอนอีกทีคือมาจากภาษีประชาชน) หลายครั้งทางเนชั่นก็เป็นคนครีเอตeventพวกนี้ขึ้นมากับมือ

จะบอกว่า น้ำขึ้นให้รีบตักก็ได้ แต่เอาให้ตรงกว่าก็คือทำเหมือนตายอดตายอยากมานาน พอโค่นรัฐบาลประชาชนเลือกตั้งมาได้ และเอาพวกตัวเองขึ้นได้ ก็มูมมามสวาปามกันเต็มพิกัด จนเข้าข่ายน่าเกลียด พรรคพวกวงการสื่อ และพวกเอเยนซี่ร้องเซ็งกันเป็นแถว เพราะยุคนี้อะไรๆก็ต้องประเคนให้เนชั่น...

โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีจริงๆ

***********
ไม่อยากตกเป็นเหยื่ออย่าหลงเชื่อสื่อโล้น มิฉะนั้นอาจเป็นเช่น"รุ่งเรืองกิจ"


ทางโลก+ทางธรรม-สุทธิ ชัย หยุ่น แสดงตนว่าหันมาสมาทานทางธรรม โดยมีบทบาทใกล้ชิดพระว.วชิรเมธี เจ้าของวาทะ"ฆ่าเวลาบาปไม่น้อยกว่าฆ่าคน" และพระติช นัท ฮันท์ สงฆ์เวียดนามที่กำลังเดินทางเยือนไทยในช่วงนี้ ส่วนทางโลกนั้นเขาแสดงบทบาทโดยเปิดเผยว่าเป็นอริกับทักษิณ ชินวัตรและเครือข่าย และเลือกข้างพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รวมทั้งสมุนบริวารอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอย่างแนบแน่น


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
เผยแพร่ครั้งแรก 13 ตุลาคม 2553

"สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ"สาปส่งขายหุ้นเนชั่นยอมขาดทุน200ล.ขายทิ้ง โอดโดนหลอกมาติดดอย

นาง สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)-NMG และประธานกรรมการกลุ่มบริษัท ไทยซัมมิท เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ขายหุ้นเนชั่นฯ ซึ่งถืออยู่ 29.44 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 17.87% ของทุนจดทะเบียน ในราคาหุ้นละ 9 บาท หรือคิดเป็นเงินประมาณ 260 ล้านบาท โดยเป็นการขายผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นางสมพรกล่าวว่า ขาดทุนจากการขายหุ้นครั้งนี้มากกว่า 200 ล้านบาท หากเทียบกับราคาหุ้นที่เข้าซื้อครั้งแรกเมื่อตอนเข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัทแห่งนี้ประมาณปี 2546 ที่ระดับ 11.50-17.50 บาท หรือซื้อมาประมาณ 500 ล้านบาท

ประธานกลุ่มไทยซัมมิทกล่าวว่า เข้ามาถือหุ้นของบริษัท เนชั่นฯเพราะได้รับการชักชวนจากผู้บริหารของกลุ่มเนชั่นให้เข้ามาซื้อโดย บอกว่าผลประกอบการดีจะมีปันผล แต่ปรากฏว่าได้เงินปันผลเพียง 10 ล้านบาท ในปี 2547 เพียงปีเดียว และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่ได้รับเงินปันผลอีกเลย จึงตัดสินใจขายหุ้นเพื่อนำเงินไปลงทุนอย่างอื่นที่ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า กว่า

นายเสริมสิน สมะลาภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แนเชอรัลพาร์ค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เขาและกลุ่มเข้าชื้อหุ้น NMG หรือ เนชั่น จาก นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ จำนวน 17.8 % ว่า เป้าหมายของกลุ่ม ต้องการลงทุน เนื่องจากมองว่าธุรกิจสื่อ มีอนาคตสดใส และเนชั่นเป็นกลุ่มธุรกิจสื่อที่มีความหลากหลายทั้งด้านเนื้อหา และช่องทาง อีกทั้งเป็นสถาบันสื่อ ที่ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ และจัดโครงสร้างธุรกิจเช่นเดียวกับ บรรษัทข่าวระดับโลกอย่างนิวส์คอร์ปของนายรูเพิร์ต เมอร์ด็อก

เปิดปูมเนชั่นหักเหลี่ยมจึงรุ่งเรืองกิจ NBCที่มั่นใหม่หยุ่น

ก่อน หน้านั้นคนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่านักการเมืองเครือข่ายทักษิณ ชินวัตรเข้าไปพยายามเทกโอเวอร์เนชั่นจากนายสุทธิชัย หยุ่น เพื่อครอบงำกิจการ เพราะไม่พอใจที่เนชั่นมักโจมตีทักษิณตลอดเวลา แต่เมื่อปีที่แล้วไทยอีนิวส์ได้เปิดเผยเบื้องหลังการเข้าซื้อกิจการของนาง สมพร จึงรุ่งเรืองกิจว่า ความจริงถูกกลุ่มนายสุทธิชัยชักชวนเข้าไปเอง โดยอาศัยความมสัมพันธ์ทางการแต่งงานของ2ฝ่าย อ้างว่าผลประกอบการดีมีปันผลสม่ำเสมอ แต่พอเข้าไปซื้อแล้วก็ต้องผิดหวัง เพราะได้ปันผลหนเดียว ผลดำเนินงานแย่ลงต่อเนื่อง กลุ่มสุทธิชัยยังขายตึกเนชั่นทิ้ง และปล่อยให้กิจการแย่ลง ราคาหุ้นร่วงต่ำ ขณะที่ได้ไปตั้งบริษัทย่อยในเครือขึ้นใหม่ชื่อNBC และยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปที่บริษัทใหม่แทนNMG

ไทยอีนิวส์เปิดเผยเรื่องนี้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2552 ดังรายละเอียดต่อไปนี้

"จึง รุ่งเรืองกิจ"โอดครวญเสียท่า ถูกประธานเนชั่นหว่านล้อมให้เข้ามาซื้อหุ้นเนชั่นมัลติมีเดีย(NMG) หลังเกี่ยวดองผ่านการแต่งงานหวังเป็นทองแผ่นเดียวกัน จากนั้นโดนตลบหลังโชว์ผลขาดทุนอ่วม แถมขายตึกNATION TOWERทิ้ง จนไม่เหลืออะไรมีค่าแล้ว ตอนนี้ขาดทุนทางบัญชี50%ติดแหง็กบนดอย พ้นทุนเมื่อไหร่ขอขายทิ้งสาปส่ง เผยของดีๆมีกำไรยักย้ายไปให้NBCบริษัทลูกหมด สุดท้ายบริษัทแม่ทำสิ่งพิมพ์กำลังกลายเป็นอดีต ส่วนอนาคตคือเนชั่นทีวี


สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่NMG:บริษัท ไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น


นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของสมพร: เราเข้ามาซื้อหุ้นNMGเพราะพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ไม่ใช่เพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร ไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลย ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ


บริษัทแม่เนชั่นกำลังทรุด แต่เนชั่นทีวีคืออนาคตของสุทธิชัย หยุ่น?


ผู้ ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของธุรกิจสื่อสารมวลชนเคยตกตลึงเมื่อเครือเนชั่น ของสุทธิชัย หยุ่น ประกาศขายตึกเนชั่นที่บางนาเพื่อชำระหนี้ ถึงกับทำให้นายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นขมิ้นกับปูนกับสื่อถึงกับ"โพล่ง"ออกมาในช่วงเขาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า"เนชั่นขายตึกใช้หนี้ กำลังล้มละลายแล้วหรือ?" ต่อมามีสื่อบางฉบับลงข่าวทำนองว่าเนชั่นมีฐานะกิจการสั่นคลอน ซึ่งในที่สุดก็ต้องลงแก้ไขข่าวในที่สุด เพราะเนชั่นมีการดำเนินการตามกฎหมาย และต้องลงข่าวแก้ไขว่าฐานะกิจการยังมั่นคงแข็งแรงดี

จากการตรวจสอบ ของไทยอีนิวส์พบว่า ก็น่าให้นายสมัคร หรือสื่อบางฉบับตั้งข้อสงสัยทำนองนั้นได้ เพราะเวลาไล่เลี่ยกันนั้นหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้ขายตึกออกมาชำระหนี้ และดูเหมือนฐานะกิจการจะไม่มั่นคงดังแต่ก่อน เพราะเมื่อเดือนมิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา ฐานเศรษฐกิจถึงกับต้องปลดพนักงานออกชุดใหญ่ 60 คน สะท้อนถึงฐานะกิจการได้ดี

เนชั่นก็มีการเปิดโอกาสให้พนักงานเกษียณ โดยสมัครใจเช่นกัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นปลดชุดใหญ่แบบฐานเศรษฐกิจ เนชั่นพยายามหาเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการทุกทาง แม้แต่พาทัวร์ไปไหว้แดนพุทธภูมิที่อินเดีย จัดกิจกรรมสอนคนที่อยากเป็นนักข่าวแล้วเก็บเงินค่าอบรม หรือประเภทที่ว่าหาได้ทางไหนก็ต้องเอา แม้เป็นเงินเล็กเงินน้อย อย่างขายวีซีดีสุทธิชัยไปเที่ยวต้นแม่น้ำโขง เป็นอาทิ

สิ่งที่ทำให้ เนชั่นต่างจากฐานเศรษฐกิจก็คือ"เส้นสาย"และการแทงข้างทางการ เมืองที่ชัดเจนและเนชั่นอยู่ข้างชนะในที่สุด ผลจึงปรากฎว่าหลังรัฐประหาร19กันยา เนชั่นได้เข้าไปทำรายการฟรีทีวีแทบทุกช่อง คือ 3 5 9 11 (ไม่นับTPBSที่เทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่น เข้าไปบริหารเต็มตัว) เพราะการเอื้อเฟื้อต่างตอบแทนจากผู้มีอำนาจทางการเมือง รวมไปถึงงบการโฆษณาจากรัฐบาลที่ทุ่มเทมาให้ รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ(event)ที่ค่ายเนชั่นแทบจะผูกขาดเหมาจัด และถ่ายทอดสดผ่านทีวีเนชั่น แล้วเก็บเงินจากรัฐบาลเป็นกอบเป็นกำ

แต่จุดสำคัญของเรื่องนี้คือ ผลประโยชน์นั้นตกกับบริษัท เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCที่เนชั่นตั้งขึ้นมาใหม่ และนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดMAI เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2552 ไม่ได้่ตกเป็นผลประโยชน์ของบริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือNMG บริษัทแม่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทร้พย์มาก่อนแต่อย่างใด

NBC จึงเป็นเสมือน"ฟูกนิ่มๆ"สำหรับ สุทธิชัย หยุ่น ส่วนNMGนั้น มีกตระกูล"จึงรุ่งเรืองกิจ"มหาเศรษฐีแบกรับภาระไว้ด้วยความอ่วมอรทัย ชนิดที่กลืนก็ไม่เข้า คายก็ไม่ออก ได้แต่กลอกตา

พนักงานเนชั่นราย หนึ่งที่ขอสงวนนามได้ยินดีเปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า ยอดขายสิ่งพิมพ์ในเครือตกหนักมากในช่วง 4 ปีมานี้ ทั้งหนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษTHE NATION หนังสือพิมพ์คมชัดลึก กรุงเทพธุรกิจ และเนชั่นรายสัปดาห์ โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน เนื่องจากคนใน2ภาคดังกล่าวมองว่าเครือเนชั่นเลือกที่จะเอียงข้างฝ่ายอำมาตย์ และรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีอคติต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และผู้สนับสนุนทักษิณ รวมทั้งพวกเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง

"ยอดขายแย่ มาก ขนกลับมากองพะเนินตลอด พนักงานเนชั่นขวัญกำลังใจตกต่ำมาก ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงคิวตัวเองต้องโดนบีบออก ขนาดบริษัทขายตึกที่บางนาแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้สภาพการณ์ดีขึ้นเลย"พนักงานเน ชั่นกล่าว

ขณะนี้เนชั่นต้องหารายได้ทุกทาง เช่น การจัดทัวร์ไปเที่ยวไหว้พระตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดีย การจัดโครงการสอนอบรมนักข่าวเพื่อหารายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการ แต่ที่ได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆคือการจัดอีเว้นต์ให้กับรัฐบาลชุดนี้ และโฆษณาผ่านรายการที่รัฐบาลให้เวลาไปทำทางฟรีทีวีช่องต่างๆหลังรัฐ ประหาร19กันยา แต่เนชั่นไปบันทึกลงบัญชีเป็นกำไรของNBCที่เป็นบริษัทลูก ส่วนNMGที่เป็นบริษัทแม่แสดงผลขาดทุน

ขายตึกเนชั่นหวังฟัน1,380ล้าน แต่จบที่ราคา955ล้าน


เมื่อ วันที่ 2 5มกราคม 2551 วงการสื่อก็ตกตลึง เมื่อนายธนะชัย สันติชัยกูล กรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)-NMG เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 23 มกราคม มีมติอนุมัติขายสินทรัพย์ของบริษัทรวมมูลค่า 1,379.75 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย ที่ดิน 4 ไร่ 3 งาน 72 ตร.ว. พร้อมอาคารสำนักงานใหญ่ พื้นที่รวม 14,212 ตารางเมตร และพื้นที่สำนักงานอาคารเนชั่นทาวเวอร์ ซึ่งเป็นห้องชุดจำนวน 191 ห้องชุด พื้นที่รวม 44,950.32 ตารางเมตร ในอาคารชุดชื่อ อาคารชุดเนชั่นทาวเวอร์

นายธนะชัยกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการขายสินทรัพย์ดังกล่าว เพื่อการปรับปรุง process ในการดำเนินงาน และเพื่อนำเงินที่ได้รับไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้สินและลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น

ต่อมา NMG แจ้งว่า ได้ลงนามในสัญญาจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัท ในส่วนที่เป็นอาคารสำนักงานใหญ่ (พร้อมด้วยที่ดินที่อาคารตั้งอยู่) และพื้นที่สำนักงานซึ่งเป็นห้องชุดในอาคารเนชั่น ทาวเวอร์แล้ว โดยขายให้กับบริษัท ช.ชนะอนันตพาณิชย์ จำกัดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 คาดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 30 เมษายน 2551 มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน 955 ล้านบาท ชำระเงินงวดเดียวในวันโอนกรรมสิทธิ์

การขายตึกครั้งนี้เน ชั่นขายถูกกว่่าที่ตั้งไว้ถึง 425 ล้านบาททีเดียว สำหรับบริษัทช.ชนะอนันต์ เป็นกิจการในเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ปรากฎการณ์ครั้งนี้ทำให้วงการสื่อมองว่าเนชั่นน่าจะถูกกดราคาลงมาก เพราะ"ร้อนเงิน"

ขายตึกแล้วแต่NMGอาการหนักกว่าเก่าขาดทุนเพิ่ม แต่บริษัทลูกทำทีวีรวยขึ้่น

ผู้ บริหารNMGบอกว่าหลังขายตึกแล้ว ในงวดปี2552น่าจะพลิกมาเป็นกำไร แต่เรื่องจริงคือครึ่งแรกปี2552นี้ขาดทุนหนักกว่าเก่า ในงวด6เดือนแรกปีนี้ บริษัทแจ้งผลขาดทุนสุทธิ 111 ล้านบาทจากปีก่อนกำไรสุทธิื1.11ล้านบาท

NMGแจ้ง ว่า สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2552 มีขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนภาษีเงินได้ ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิและอื่นๆจำนวน 68.22 ล้านบาท หากรวมภาษีเงินได้ 16.17 ล้านบาท ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิ 25.03 ล้านบาท และรายการตั้งค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยของสินค้าคงเหลือ 1.51 ล้านบาท ผลประกอบการสำหรับ 6 เดือนแรกของปี2552 จะแสดงเป็นขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานของบริษัทมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

ราย ได้จากการขายและบริการในช่วง 6 เดือนแรก 2552 ลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อย ละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33 นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 35

สุทธิชัยเจอฟูกนิ่มNBCรองรับ แต่"จึงรุ่งเรืองกิจ"ติดดอยบ่นอุบ

คน ทั่วไปมักเข้าใจว่าสุทธิชัยถือหุ้นใหญ่NMG แต่ความจริงเป็นสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งไทยซัมมิต ออโตพาร์ต บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นพี่สะไภ้ของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

คนมักเข้าใจผิดอีกว่า ทักษิณ ชินวิตร เป็นแบ็คให้สุริยะกับพวกจึงรุ่งเรืองกิจ เข้ามาซื้อNMGเพื่อเทกโอเวอร์กิจการเนชั่น เพราะหมั่นไส้ที่ถูกเนชั่นตามล้างตามราวี

สรุปคือผิดทั้ง 2 เรื่อง

นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง NMG กล่าวเปิดเผยว่า กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเข้าไปซื้อหุ้นเนชั่นตั้งแต่ปี 2546 ด้วยเงินลงทุนหลายร้อยล้านบาท และปัจจุบันถือหุ้นประมาณ 20% นั้น หากราคาหุ้นเนชั่นขึ้นมาถึงต้นทุนที่ราคา 10 บาทต้นๆ ก็พร้อมจะขายทิ้ง

สาเหตุ ที่ตัดสินใจอยากขายหุ้นเนชั่นทิ้ง นางสมพร กล่าวว่า แม้บริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น แต่บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ทั้งนี้กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเป็นเพียงผู้ถือหุ้น ไม่มีส่วนร่วมบริหารแต่อย่างใด

“ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น” นางสมพร กล่าว

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของนางสมพร และหลานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดทักษิณคนหนึ่ง และเขาเป็นผู้ถือหุ้นเนชั่นมัลติมีเดียอยู่ด้วย เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารสารคดี ถึงเบื้องหลังการเข้าไปซื้อหุ้นNMGว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ คือพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ผมคิดว่าไม่มีอะไรซับซ้อน คือไม่มีเหตุผลเชิงธุรกิจ คุณแม่ไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นเนชั่นเพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร และตั้งแต่วันที่ซื้อจนถึงวันนี้ มันไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลยว่าจะซื้อเพื่อทำกำไร หรือเพื่อเข้าไปยึดครอง

"คืออย่างนี้ครับ ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ ผมคิดว่าด้วยความเป็นสื่อ อย่างแรกที่สุดคุณจะต้องมีภาพลักษณ์อะไรบางอย่างในการที่จะเข้าไปบริหารสื่อ ได้ และเรารู้อยู่แล้วว่าด้วยภาพลักษณ์ด้วยนามสกุลของเรา เราไม่สามารถเข้าไปได้ เราไม่ได้คิดว่าจะซื้อเพื่อเข้าไปยึดครอง ทั้งหมดนั้นเป็นความเข้าใจผิดของคนอื่น"
********

อ่านซีรีส์สุดมันส์ทั้งชุด ลากไส้วงการสื่อทุกขด:

-Investigative News:เปิดโปงสื่อโล้นNATIONช็อตต่อช็อต


-ร้องกลต.ฟันกนกคุก2ปีลูกพี่หยุ่นโดนด้วย ซี้ปึ๊กมาร์คเย้ยกฎหมายปั่นหุ้นเนชั่นกลางอากาศ
-ใครทุบหุ้นยังไม่แน่ แต่คนปั่นหุ้นคาหนังคาเขา มันเป็น"พวกเรา"-มาร์คว่าไง?!
-กนกปั่นหุ้นคุก2ปีไม่พอ กฎหมายชี้ต้องโดนเฉดหัวด้วย รู้แกวส่งเมียเป็นนอมินี จี้กลต.เร่งฟัน
-เอาอีกแล้วสื่อโล้นกระบอกเสียงมาร์ค ไม่กลัวเสือกระดาษกลต. ตีปี๊บขายหุ้นผิดกม.โจ่งครึ่ม
-ไม่รู้จะรวยหรือซวยเละ หุ้นใหม่เนชั่นเสกพ้วงเดียว จากเน่าๆเอาล้างน้ำเข้าตลาดหุ้นเฉยเลย!
-จำนนหลักฐานเนชั่นจ๋อย หยุดแล้วโฆษณาขายหุ้น สาวลึกเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาดขายแมงเม่า
-เบื้องหลังโชคมหาศาลของเนชั่น มันคืออาชญากรรมย่ำยีชาติและประชาธิปไตย
-ลากไส้สื่อโล้น:ผิดจากนี้กรูให้เหยียบ!
-เนชั่นเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาด เตือนแมงเม่าจองซื้อต้องระวัง ปัจจัยเสี่ยงการเมืองพลิกขั้ว
-กลต.เงื้อฟันเนชั่นปั่นหุ้นจอง กนกหายซ่าคุก2ปี
-สื่อโล้นเย้ยกฎหมายซ้ำซาก เอาอีกแล้วขึ้นป้ายหราออกทีวีขายหุ้นจอง ไม่หวั่นเสือกระดาษกลต.
-โบรกฯคุกคามสื่อ!เตือนแมงเม่าอย่าซื้อหุ้นจองNBC
-แฉ'เวชชาชีวะ'สมคบสื่อโล้นงาบผลประโยชน์ชาติ
-ทิ้งเนชั่นหักเหลี่ยมจึงรุ่งเรืองกิจ NBCที่มั่นใหม่หยุ่น
-ลากไส้แก๊งเด็กนรกNATION
-เดินหน้าเปิดโปงสื่อโล้น อย่าปล่อยเนชั่นลอยนวล
-ปิดฝาโลงเนชั่น เปิดสัมพันธ์แก๊งหยุ่นเปรมมาร์ค

-อ่านรวมฮิต"ลากไส้สื่อเห้"โดยคลิ้กดาวน์โหลดที่นี่http://www.4shared.com/file/108373645/c6fbb65d/Bad_Media_Series-.html