WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 14, 2011

โสภณ พรโชคชัย: เสียงส่วนใหญ่คือความถูกต้อง

ที่มา ประชาไท

ในระบอบประชาธิปไตย เสียงส่วนใหญ่คือความถูกต้อง คือเสียงสวรรค์ แต่พวกเผด็จการทรราชพยายามบิดเบือนสัจธรรมข้อนี้อยู่ เสมอ เรามายืนยันความถูกต้องกันเถิด

เสียงส่วนใหญ่คือสัจธรรม หรือสัจธรรมยืนอยู่ข้างคนส่วนใหญ่ การตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ย่อมไม่ผิดพลาด ย่อมถูกต้องเสมอ ในกรณีของผู้เขียนซึ่งประกอบอาชีพเป็นผู้ประเมินค่า ทรัพย์สินนั้น วิธีการประเมินค่าทรัพย์สินสำคัญวิธีหนึ่งก็คือ การเปรียบเทียบตลาด (Market Comparison Approach) ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินต้องหาข้อมูลให้เพียงพอ ซึ่งเมื่อหาพบแล้ว เราก็จะทราบได้ว่าในตลาดมีระดับราคาที่เรียกว่า “ช่วงชั้นราคาตลาด” (Zone of Market Prices) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ “หั่งเส็ง” หรือ “หั่งเช้ง” ที่คนส่วนใหญ่ซื้อบ้านในราคาตลาด (Market Prices) ราคานั้นก็จะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง (Market Value) ของทรัพย์สินที่เราประเมินซึ่งอาจแตกต่างไปบ้างตามลักษณะเฉพาะของทรัพย์สิน

พฤติกรรมตลาด (Market Behavior หรือ Market Practices) ในท้องตลาด เป็นผู้กำหนดราคาตลาด ซึ่งสะท้อนจากความเป็นไปได้ทั้งทางกายภาพ ตลาด การเงิน และกฎหมาย เช่น ในท้องถิ่นหนึ่ง ๆ ที่ดินที่เป็นที่นากับที่ดินที่เป็นสวนยางพารา หรือที่ดินที่มีระบบชลประทานกับที่ดินที่ไม่มี หรือที่ดินที่ถือครองเป็นโฉนดกับที่เป็น สปก.4-01 ย่อมมีราคาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนตามพฤติกรรมตลาด อย่างไรก็ตามในตลาดที่ ไม่สมบูรณ์ (Imperfect Market) กลไกตลาดอาจถูกบิดเบือนไปได้ในบางขณะสั้น ๆ แต่ไมใช่ตลอดไป

อาจกล่าวได้ว่าเมื่อมีตลาด ก็จะมีราคา เพราะตลาดเป็นแหล่งสังเคราะห์อุปสงค์และอุปทานให้ออกมาเป็นราคาตลาด ถ้าเรา ไม่ฟังเสียงตลาดหรือคนส่วนใหญ่ เราก็จะไม่สามารถทราบราคาที่แท้จริงได้

มีตัวอย่างว่า ครั้งหนึ่งก้อนหินจากดวงจันทร์ถูกขโมยหายไปจากองค์การนาซา ปรากฏว่าหินก้อน นี้มีราคา 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่มีราคาเช่นนี้ก็เพราะมีพฤติกรรมตลาดที่แน่ชัดที่ผ่านการ ซื้อขายมาหลายต่อหลายครั้งในตลาด จนสามารถทราบได้นั่นเอง นักวิทยาศาสตร์ประเทศอื่นคงไม่สามารถไปดวงจันทร์ได้โดยง่าย แต่ก็อยากได้หินมาทดลองทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นจึงมีระบบตลาดของหินดวงจันทร์เกิดขึ้น นี่แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมตลาดเป็นตัวกำหนดมูลค่าทรัพย์สิน

อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงอาจมีข้อมูลที่สูงหรือต่ำผิดปกติ (Outliers) อยู่บ้าง ซึ่งย่อมเป็นความผิดพลาด (Errors) ที่อธิบายได้ หรือยังอธิบายไม่ได้ อันเป็นผลมาจากการจดบันทึกหรือเก็บข้อมูลมีความคลาดเคลื่อน มีตัวแปรพิเศษ หรือกลุ่มตัวอย่างแตกต่างไปจากกลุ่มส่วนใหญ่จริง เช่น จากการเก็บข้อมูลในจำนวนที่เพียงพอพบว่า ปกติบ้านแบบเดียวกันในย่านนี้ มีราคา 1 ล้านบาท บวก/ลบ 10% แต่มีบางคนซื้อเพียง 5 แสนบาท เพราะเป็นบ้านเก่าที่ทรุดโทรม หรือมีคนฆ่าตัวตายในบ้าน คนเลยกลัว ในทางตรงกันข้าม บางคนก็อาจซื้อในราคา 2 ล้านบาท เพราะจำเป็นต้องซื้อหรือเพราะความไม่รู้ เป็นต้น เราจึงต้องร่อนเอาข้อมูล Outliers เหล่านี้ออกก่อนการวิเคราะห์และประมวลผล ไม่เช่นนั้นก็จะถือเป็นข้อมูลขยะ ถ้าเราเอาขยะเข้ามาวิเคราะห์ เราก็จะได้ขยะออกมา (Garbage In, Garbage Out).

ในพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าไม่ให้สาวกยึดมั่นในพระพุทธองค์ แต่ให้ยึดมั่นในพระธรรมวินัยเป็นศาสดาแทนหลังพระองค์ปรินิพพาน ในสมัย พุทธกาลและหลังจากนั้นมาอีกนับร้อย ๆ ปี ก็ไม่มีการสร้างพระพุทธรูป แม้แต่พระวินัยบางข้อ ถ้าที่ประชุมสงฆ์เห็นควรละเว้นแก้ไข พระองค์ก็อนุญาตให้ทำได้ นี่แสดงว่าพระพุทธองค์ยอมรับปัญญา และความเป็นอิสระของคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังปฏิเสธการแบ่ง ชั้นวรรณะ เห็นคนเท่าเทียมกัน ทรงบวชจัณฑาลเป็นพระสงฆ์ จึงนับว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งประชาธิปไตย และจึงถูกทำลายหรือไม่ก็ถูกควบคุมให้อยู่ใต้อาณัติของวรรณะพราหมณ์และวรรณะ กษัตริย์เรื่อยมา

บางคนอ้างผิด ๆ ว่าเสียงส่วนใหญ่ก็ตัดสินใจผิดพลาดได้ เช่น กรณีการเถลิงอำนาจของนาซี เยอรมนี โดยอ้างว่าฮิตเลอร์ก็มาจากการเลือกตั้ง แต่ในความเป็นจริงก็คือ การเลือกตั้งในปี 2476 ดังกล่าว นาซีไม่ได้ชนะด้วยเสียงส่วนใหญ่ นาซีได้คะแนนเสียงเพียง 44% เท่านั้น ทั้งนี้ยังเป็นการเลือกตั้งสกปรก รวมทั้งการทำลายคู่แข่งของฮิตเลอร์ และแม้นาซีจะชนะการเลือกตั้งใน 33 จาก 35 เขตเลือกตั้ง ก็เป็นการชนะด้วยเสียงที่ได้มากที่สุดแต่ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่อยู่ดี โดยสรุป แล้วในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เป็นเรื่องของปุถุชน ทุกคนรู้เท่าทันกัน เสียงส่วนใหญ่ย่อมถูกต้องเสมอ ไม่มีใครโง่กว่าใคร เราจึงเชื่อมั่นในเสียงส่วนใหญ่ได้

อย่างไรก็ตาม “กฎทุกกฎย่อมมีข้อยกเว้น” เช่น เสียงส่วนใหญ่ของโจรย่อมใช้ไม่ได้ เพราะในความเป็นจริง โจรก็ยังเป็นคนส่วนน้อยในสังคม ในเชิงเทคนิควิทยาการ เช่น การสร้างจรวดไปดวงจันทร์ เราจะถือเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้ เราต้องถามผู้รู้ หรือเรื่องความเชื่อแต่เดิมว่าโลกแบน ถ้าให้ประชาชนผู้ไม่ รู้วิทยาการออกเสียงในสมัยโบราณว่าโลกกลมหรือแบน ส่วนใหญ่ก็ต้องออกเสียงว่า โลกแบน เป็นต้น

ด้วยข้อยกเว้นเหล่านี้ พวกเผด็จการทรราชจึงนำมาบิดเบือน สร้างความสับสนด้วยการอุปโลกน์ตนเป็นผู้นำ เป็นผู้รู้ เป็นอภิชนเหนือคนอื่น และข่มว่ามหาชนเป็นคนโง่ ถูก “ฟาดหัวด้วยเงิน” ได้โดยง่าย ไร้สามารถ ขาดศักยภาพในการตัดสินใจ จำเป็นต้องมีผู้ยิ่งใหญ่ที่สวรรค์ส่งมาเพื่อนำทางให้อยู่เสมอ ๆ การบิดเบือนเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อให้ท้ายพวกเผด็จการทรราชมาทำการรัฐ ประหาร แล้วมาควบคุมประชาชน แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ก็มาโกงกิน ดังเช่นที่เห็นตั้งแต่สมัยสฤษดิ์ สามทรราช รสช. หรืออาจรวม คมช. ด้วยก็ได้ มีใครเชื่อบ้างว่ารัฐบาลสุรยุทธ์และรัฐมนตรีเหล่านั้นใสสะอาดกว่า ยุคอื่น ในยุคเผด็จการทรราชมักมีการโกงกินมากกว่าพวกนักการเมืองพลเรือน เพราะขาดการตรวจสอบและเพราะมักอ้างตนมีคุณธรรมเหนือผู้อื่น

เผด็จการทรราชยังใช้อำนาจเขียนประวัติศาสตร์บิดเบือนต่าง ๆ นานา เช่น เมื่อจะโค่นล้มรัฐบาล ป. พิบูลสงคราม ก็กล่าวหาว่ารัฐบาลดังกล่าวโกงเลือกตั้ง ทั้งที่การโกงกันเพียงบางส่วนจาก ทั้งสองฝ่าย และอาจเป็นการสร้างสถานการณ์การโกงเพื่อก่อรัฐประหาร ในสมัย 6 ตุลาคม ก็หาว่านักศึกษาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเพื่อตอกย้ำความชอบธรรมของคณะรัฐประหาร ก็จัดแสดงนิทรรศการอาวุธในธรรมศาสตร์ที่สนามไชย ซึ่งผู้เขียนในฐานะนักศึกษาผู้ร่วมชุมนุมคนหนึ่งเชื่อว่าไม่เคยมีอาวุธ สงครามเช่นนั้น หาไม่ตำรวจ ทหารและกลุ่มฝ่ายขวาที่บุกเข้าไปคงต้องเสียชีวิตกันมากมายไปแล้ว

ประชาชนมักถูกมองว่าเป็นแค่ “ฝุ่นเมือง” หรือ “ปุถุชน” (บุคคลผู้มีกิเลสหนา) แต่ในความเป็นจริง ปุถุชนหรือสามัญชนนี่แหละคือเจ้าของประเทศตัวจริง ไม่ว่าชนชั้นปกครองจาก ชาติใด ราชวงศ์ใด หรือลัทธิใดมาครอบครอง สามัญชนก็ยังอยู่สร้างชาติ รักษาความเป็นชาติ เช่นที่เห็นได้ในประวัติศาสตร์จีน เกาหลี หรือล่าสุดในสมัยสงครามเวียดนามที่มีเพียงประชาชนระดับบนที่มีฐานะและโอกาส ที่ดีกว่าที่หลบหนีออกนอกประเทศเพื่อความอยู่รอดส่วนตัว ดังนั้นเราจึงต้องตระหนักถึงคุณค่าของมวลมหาประชาชน ดังบทกวีที่ว่า

“ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป
เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”

หมายเหตุ: ผู้เขียน เขียนบทความนี้ขึ้นเพื่อแสดงคารวะถึงเกียรติศักดิ์ของสามัญชนที่มักถูกมอง ข้าม หยามหมิ่น ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาที่จะให้บทความนี้เป็นผลบวกหรือลบต่อการเมืองฝ่ายใด และที่ผ่านมาและจากนี้ไป ผู้เขียนก็ไม่ได้คิดไปรับใช้การเมืองฝ่ายใด

ณัฐวุฒิขอแรงร่วมใจกาเพื่อไทยเบอร์1ชนะถล่มไปเลย ตัดปัญหามาร์คผสมพันธุ์เนวินไม่อายดินฟ้า

ที่มา Thai E-News

เสื้อแดงคนนี้เทใจให้เบอร์1-คน เสื้อแดงรายนี้ถ่ายรูปคู่กับสาวน้อยรายหนึ่งคือน้องอุ๋งอิ๋ง (ชื่อสมมุติ) ลงในทวิตเตอร์ปรากฎวันที่ 12 มิถุนายน 2554 ไม่ปรากฎชัดเจนว่าสถานที่ใด โดยเสื้อของเขามีหมายเลข 1 เด่นเป็นสง่า เชื่อได้ว่าน่าจะเป็นกองเชียร์พรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ดีคำบรรยายภาพบอกว่า"เดินเล่นกัน2คนพ่อลูกค่ะ ฮิฮิฮิ" จึงเชื่อได้ว่าเสื้อแดงรายนี้ไม่ได้ตั้งใจจะถ่ายภาพนี้เพื่อเป็นการ"ทำ กิจกรรมการเมือง"แต่ประการใด กกต.โปรดทราบ

ที่มา เวบไซต์นปช.แดงทั้งแผ่นดิน


ณัฐวุฒิ อัด มาร์ค ตั้งเงื่อนไขหมาหมู่ วอนชาวบ้านเลือก เพื่อไทย ให้ถล่มทลายเพื่อสั่งสอนเกมไร้สำนึก



นาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนเห็นข่าวที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์รวมกับพรรคภูมิใจไทยแล้วได้มากกว่าพรรคเพื่อไทย แล้วพรรคเพื่อไทยจะว่าอย่างไรแล้วก็อนาถใจยิ่งนัก เพื่อให้ได้เป็นรัฐบาล คุณไม่ต้องสนใจมารยาทและความสง่างามทางการเมืองเลยหรือ ไม่รู้หรือว่าเขาแข่งกัน 1 ต่อ 1 ไม่มีใครรับเงื่อนไขหมาหมู่แบบนี้หรอก ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์จะประกาศรวมพรรคกับพรรคภูมิใจไทยให้ชัดเจนก็ว่ามา ทั้งนี้ ตกลงแล้วอุดมการณ์ของทั้ง 2 พรรคเป็นหนึ่งเดียวกันใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กับนายเนวิน ชิดชอบ มีจุดยืนเดียวกันใช่หรือไม่ แต่พรรคเพื่อไทยไม่เอา นายเนวิน

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า อยากถามว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เสียงเป็นที่ 1 แต่น้อยกว่าทั้ง 2 พรรครวมกันคุณก็จะเป็นรัฐบาลอย่างนั้นหรือ ถ้านายอภิสิทธิ์ ไม่อายตนก็ขออายแทน อย่างไรก็ตาม เพื่อตัดปัญหาทั้งหมดนั้น ขอให้ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยให้ถล่มทลายหรือให้เกินครึ่งจะได้ไม่มีเกมไร้ สำนึกแบบนี้เกิดขึ้น

"พรรคเล็ก-พรรคกลาง" คึก จัดคิว-แต่งตัว จองเก้าอี้ รมต. ส่งแกนนำพรรค 2 พรรคใหญ่

สื่อ มวลชนกระแสหลักนำเสนอข่าวจากแกนนำอดีตพรรคร่วมรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ได้มีการเตรียมจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ของพรรคตัวเองไว้หมดแล้ว โดยได้มีการพูดคุยทาบทามกันแบบหลวม ๆ กับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทยว่า หากเข้าร่วมรัฐบาล ต้องการที่จะรับผิดชอบและดูแลกระทรวงใด

"หากพรรคเพื่อไทย ได้ ส.ส. มาเป็นอันดับหนึ่ง พรรคที่จะเชิญเข้าร่วมรัฐบาล คือ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน โดยพรรคชาติไทยพัฒนา ในสัดส่วนของนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ขอโควต้าเก้าอี้ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงกีฬา และการท่องเที่ยว พร้อมทั้งขอโค้วต้ากระทรวงพาณิชย์เพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาสินค้าทางการเกษตร ทั้งระบบ" แหล่งข่าวรายนี้ ระบุ

สำหรับ โควต้าในส่วนของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา หากไม่ได้เสนอชื่อเป็นนายกฯ ก็จะขอสละสิทธิ์ตำแหน่งรัฐมนตรี ให้กับลูกชาย คือนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ และขอเก้าอี้รมว.คมนาคม ให้กับนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์

ขณะที่ โควต้าของพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ได้มีการขอโควต้า รมว.พลังงาน ให้กับ น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรค และขอกระทรวงไอซีที ให้กับกลุ่มของว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี รวมทั้งขอเก้าอี้เพิ่มเติม ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ให้กับนายกรพจน์ อัศวินวิจิตร หัวหน้าทีมเศรษกิจของพรรค รวมถึงขอเก้าอี้รมช. คลัง หรือ รมช.คมนาคม ด้วย

แหล่งข่าวรายเดิม ยังเปิดเผยด้วยว่า ในกรณีที่พรรคเพื่อไทย จัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะดำเนินการตั้งรัฐบาลแข่งทันที โดยจะเชิญพรรคภูมิใทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคมาตภูมิ และพรรคกิจสังคม ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิมเข้าร่วม โดยพรรคประชาธิปัตย์ มีเงื่อนไขว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องเว้นไว้ให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่านั้น และขอดูแลในกระทรวงหลัก ได้แก่ รองนายกฯด้านความมั่นคง กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข

สำหรับ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ยังคงยื่นโควต้าเดิม ที่เสนอให้แกนนำพรรคเพื่อไทยพิจารณา ส่วนพรรคภูมิใจไทย ได้เสนอขอโควต้ากระทรวงเกรดเอเกือบทั้งหมด ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ

ขณะที่ พรรคกิจสังคม ของนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคกิจสังคม ยังคงเป็นโควต้าเดิม คือ รมว.ทรัพยากรฯ และพรรคมาตุภูมิ ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่จะต้องเข้ามาเบียดแทรกในส่วนของกระทรวงด้านความมั่นคง อย่าง กระทรวงกลาโหม เป็นต้น

ขาเชียร์เพื่อไทยโวยบัตรเลือกตั้งชื่อพท.ตัวเล็กเท่ามด
กองเชียร์เพื่อไทยเบอร์1ได้พากันแสดงความเห็นกว้างขวางตามเว็บบอร์ด และสื่อโซเชียล เน็ตเวิร์คว่า นี่เป็นตัวอย่างบัตรเลือกตั้งที่จะมาให้เรากาเลือกเบอร์หรือพรรคที่ชอบลงไป ขอให้ทำความคุ้นเคยกับมันให้ดีๆละ แต่ที่น่าสังเกตก็คือทำไมกกต.ถึงไม่พิมพ์Logoของพรรคเพื่อไทยแบบเต็มๆช่อง น่าจะพิมพ์โดยที่ไม่เอาตัวอักษรชื่อพรรคมาต่อท้ายอัดลงไปให้มันดูเล็กจนแทบ มองไม่เห็นแบบนี้

จะท้วงก็ไม่ได้ เพราะมันต้องเปลี่ยนPlateการพิมพ์ใหม่สิ้นเปลืองงบอีก แถมกกต.ก็คงจะบอกปัดความรับผิดชอบไปว่า ก็พรรคเพื่อไทยเสนอLogoแบบนี้ออกมาเอง ทั้งๆที่พรรคนี้เขามีLogoให้ใช้กันหลายแบบ แต่กกต.กลับเลือกเอาLogoแบบนี้มาใช้พิมพ์ลงในช่องLogoในบัตรเลือกตั้งเพราะ อะไรกัน

อยู่มหาสารคามดีๆ...แต่กลับไปมีชื่อใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าอยู่ที่สุราษฏร์ "เกือบยกหมู่บ้าน"

นาย ชาญชัย เรืองสุวรรณ อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ 1 ต.กุดรัง อ.กุดรัง จ.มหาสารคาม แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่านายชาญชัย ได้มาร้องเรียนกับศูนย์ต่อต้านการทุจริตของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากอยู่ดีๆ ก็มีชื่อไปปรากฏว่าจะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตที่ จ.สุราษฎร์ธานี ทั้งที่ไม่เคยลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตแต่อย่างใด จึงได้มาร้องเรียนและขอให้พรรคช่วยตรวจสอบ ซึ่งพรรคได้มอบหมายให้ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคไปดำเนินการตรวจสอบ และรายงานให้พรรคทราบต่อไป เพราะน่าตกใจมาก

เนื่อง จากไม่ใช่เฉพาะนายชาญชัยคนเดียวเท่านั้น แต่มีรายชื่อคนในหมู่บ้านถึง 30 คนที่ถูกหมายเหตุว่าต้องไปเลือกตั้งล่วงหน้าที่ จ.สุราษฎร์ธานี เหตุการณ์อย่างนี้ทำให้พรรครู้สึกกังวลว่าหมู่บ้านทั่วประเทศจะมีกรณีอย่าง นี้เกิดขึ้น โดยที่ชาวบ้านไม่รู้มาก่อน ซึ่งถ้าเกิดขึ้นกับหลายหมู่บ้านก็แสดงว่าอาจจะมีแนวโน้มไปในทางทุจริตได้ ซึ่งพรรคจะติดตามต่อไป

เพื่อไทยบุรีรัมย์ โวยคู่แข่งแจกเงิน-ย้ายชื่อ

วัน ที่ 13 มิ.ย.2554 ที่พรรคเพื่อไทย(พท.) เวลา 14.00 น. ศูนย์ต่อต้านการทุจริตการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย นำโดย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะที่ปรึกษาศูนย์ฯ และพล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก ประธานศูนย์ฯ ได้ร่วมกันแถลงข่าว

โดยพล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยใน จ.บุรีรัมย์ ได้เข้ายื่นคำร้องต่อ กกต.เพื่อขอให้สืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยกรณีพบการกระทำที่อาจเข้าข่ายเป็น ความผิดฐานซื้อเสียงเลือกตั้ง ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.พ.ศ.2550 มาตรา 53 (1) และมาตรา 137 ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4-5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีประชาชนแจ้งเบาะแส พร้อมนำภาพและเสียงบันทึกเหตุการณ์ที่มีการเรียกประชุมแกนนำหมู่บ้านของผู้ สมัคร ส.ส.ในเขตเลือกตั้งหนึ่งของ จ.บุรีรัมย์

โดยในภาพและเสียง ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.มีการเรียกประชุมแกนนำหมู่บ้านที่วัดแห่งหนึ่ง และหลังประชุมเสร็จมีการให้เงินแกนนำบางคน ส่วนวันที่ 5 มิ.ย. มีการเรียกประชุมที่โกดังแห่งหนึ่ง เสร็จแล้วก็มีทีมงานซึ่งเป็น ส.จ.ในพื้นที่คอยแจกเงินคนละ 200-300 บาท โดยผู้ที่นำรถยนต์มาจะได้เพิ่มคนละ 500 บาท ส่วนรถจักรยานยนต์ได้เพิ่มคนละ 100 บาท

พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า ข้อมูลทั้งหมด ทางพรรคได้ส่งให้ กกต.กลาง และนำพยานบุคคลเข้าให้ถ้อยคำไปแล้วเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ซึ่งจากข้อมูลที่ส่งให้กับ กกต.นั้น พรรคเห็นว่าน่าจะเพียงพอที่ กกต.จะพิจารณาได้เสร็จก่อนวันเลือกตั้ง เพราะมีหลักฐานค่อนข้างชัดเจน แต่ผลคำวินิจฉัยจะออกมาเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกกต.เราคงไป ชี้นำไม่ได้ อย่างไรก็ตามคงบอกไม่ได้ว่าข้อมูลที่ได้รับเป็นของผู้สมัครพรรคใด และเขตใด

ศาลเมินกติการะหว่างประเทศ/ใบรับรองแพทย์ ขังยาวไม่ให้ประกันคนอเมริกันเชื้อสายไทยเหยื่อ112

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 มิถุนายน 2554


เวบไซต์สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ นำเสนอข่าวเรื่อง ศาลเมินกติการะหว่างประเทศ/ใบรับรองแพทย์ : ขังยาวนายเลอพงษ์ ผู้ต้องหาหมิ่น ม.๑๑๒

โดย รายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน เวลา 14.00 น. ทนายความและญาตินายเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสัญชาติไทย-อเมริกันได้ยื่นคำร้องขอประกัน ตัวต่อศาลอาญา โดยในคำร้องระบุอ้าง ”กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๓๙ ข้อ ๙. ที่บัญญัติว่า

“บุคคล ใดที่ถูกจับกุมหรือควบคุมตัวในข้อหาทางอาญา จะต้องถูกนำตัวโดยพลันไปยังศาลหรือเจ้าหน้าที่อื่นที่มีอำนาจตามกฎหมายที่ จะจะใช้อำนาจทางตุลาการ และจะต้องมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีภายในเวลาอันสมควร หรือได้รับการปล่อยตัวไป มิ ให้ถือเป็นหลักทั่วไปว่าจะต้องควบคุมบุคคลที่รอการพิจารณาคดี แต่ในการปล่อยตัวอาจกำหนดให้มีการประกันว่าจะมาปรากฏตัวในการพิจารณาคดี ในขั้นตอนอื่นของกระบวนพิจารณา และจะมาปรากฏตัวเพื่อการบังคับตามคำพิพากษา เมื่อถึงวาระนั้น

และได้อ้างเหตุอาการความดันโลหิตสูง และเป็นโรคเกาต์ ซึ่งมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและจากแพทย์ผู้มีความเชียว ชาญ ซึ่งทางญาติหวังว่าจะได้รับความเมตตาจากศาล

ต่อมาเวลา 16.30 น.ศาล ลงชื่อนายกมล คำเพ็ญ ผู้พิพากษา ได้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่าศาลเคยให้เหตุผลไว้โดยชัดแจ้งแล้ว
"พิเคราะห์ แล้วเห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดี และลักษณะการกระทำนำมาซึ่งความเสื่อเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เทิดทูนและเคารพสักการะ ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดต้าน ซึ่งเชื่อว่าหากปล่อยชั่วคราว ผู้ต้องหาจะไปยุ่งเยหยิงกับพยานหลักฐาน กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรให้ปล่อยตัวชั่วคราว ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งศาลให้ผู้ต้องหาและผู้ขอประกันทราบ "


ทั้ง นี้นายอานนท์ นำภา ทนายความ และญาติผู้ต้องหาเห็นว่า คำสั่งศาลอาญานั้น ยังไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้สิทธิการได้รับการปล่อยตัวชั่ว คราวเพื่อคุ้มครองผู้ต้องหา หรือจำเลยเอาไว้ ทั้งยังไม่สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศ และมิได้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมแต่อย่างใด เนื่องจากผู้ต้องหาเองก็มีอาการป่วย ซึ่งทนายความและญาติจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลอาญาต่อศาลอุทธรณ์ภายใน 15 วัน ต่อไป
เวบ ไซต์ สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์เผยแพร่เอกสารคำกล่าวหาของDSI กล่าวหาว่าเลอพงษ์ หรือโจ กอร์ดอน เป็นเจ้าของนามแฝงนายสิน แซ่จิ้ว ผู้แปลหนังสือต้องห้ามTHE KING NEVER SMILESออกเผยแพร่ตามเวบไซต์

ทั้ง นี้ นายอานนท์ นำภา ทนายความผู้ต้องหา ได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราวนายเลอพงษ์ หรือ โจ กอร์ดอน โดยญาติยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัวในวงเงินเกือบ 2 ล้านบาท โดยคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราวมีรายละเอียดดังนี้

ข้อ ๑. คดีนี้ ศาลได้มีคำสั่งให้ควบคุมตัวผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนเป็นเวลากว่า ๒๐ วันแล้ว โดยพนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอฝากขังผผู้ต้องหาเป็นครั้งที่ ๒ อ้างว่าคดีอยู่ระหว่างการสอบพยานและตรวจสอบคอมพิวเตอร์ รายละเอียดปรากฏตามคำร้องขอฝากขังครั้งที่ ๒ ในสำนวนของศาล

ผู้ต้อง หาขอเรียนยืนยันว่า ผู้ต้องหาไม่ได้กระทำความผิดตามที่พนักงานสอบสวนได้กล่าวหาแต่อย่างใด ผู้ต้องหาประสงค์ยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างสอบสวนและระหว่างพิจารณา

ด้วยข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่จะกล่าวต่อไปนี้

๑.๑ ผู้ต้องหาขอเรียนว่าเป็นการควบคุมตัวผู้ร้องระหว่างการพิจารณา กระทบต่อสิทธิ เสรีภาพในชีวิตและร่างกายโดยตรงของผู้ต้องหาและไม่เป็นประโยชน์ใดๆต่อการ พิจารณาคดี

ตามหลักการในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๓๙ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า “ในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือผู้ต้องหาไม่มีความผิด”และมาตรา ๓๙ วรรคสามซึ่งบัญญัติว่า “ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนผู้กระทำความผิดมิได้” ประกอบกับมาตรา ๔๐(๗) ซึ่งบัญญัติว่า “ในคดีอาญาผู้ต้องหาหรือผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี ที่ถูกต้อง รวดเร็วและเป็นธรรม โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ การตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความและการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

ซึ่งสอดคล้องกับ “กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๓๙” ข้อ ๙ ที่บัญญัติว่า

“๑. บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกาย บุคคลจะถูกจับกุมหรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้ บุคคลจะถูกลิดรอนเสรีภาพของตนมิได้ ยกเว้นโดยเหตุและโดยเป็นไปตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

๒. ในขณะจับกุม บุคคลใดที่ถูกจับกุมจะต้องได้รับแจ้งถึงเหตุผลในการจับกุม และจะต้อง
ได้รับแจ้งถึงข้อหาที่ถูกจับกุมโดยพลัน

๓. บุคคลใดที่ถูกจับกุมหรือควบคุมตัวในข้อหาทางอาญา จะต้องถูกนำตัวโดยพลันไปยังศาลหรือเจ้าหน้าที่อื่นที่มีอำนาจตามกฎหมายที่ จะจะใช้อำนาจทางตุลาการ และจะต้องมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีภายในเวลา อันสมควร หรือได้รับการปล่อยตัวไป มิให้ถือเป็นหลักทั่วไปว่าจะต้องควบคุมบุคคลที่รอการพิจารณาคดี แต่ในการปล่อยตัวอาจกำหนดให้มีการประกันว่าจะมาปรากฏตัวในการพิจารณาคดี ในขั้นตอนอื่นของกระบวนพิจารณา และจะมาปรากฏตัวเพื่อการบังคับตามคำพิพากษา เมื่อถึงวาระนั้น

๔. บุคคลใดที่ถูกลิดรอนเสรีภาพโดยการจับกุมหรือการควบคุม มีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อให้ตัดสินโดยไม่ชักช้าถึงความชอบด้วยกฎหมายของ การควบคุมผู้นั้น และหากการควบคุมไม่ชอบด้วย กฎหมาย” รายละเอียดปรากฏตาม สำเนากติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข ๑

ผู้ ต้องหาขอเรียนต่อศาลว่า จากหลักกฎหมายทั้งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และตามหลักกฎหมายหมายระหว่างประเทศ ล้วนแต่มีเจตน์จำนงค์เพื่อมุ่งที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหา หรือจำเลย อันเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของพลเมืองในสังคมที่ประชาธิปไตย และเป็นหัวใจในการคุ้มครองสิทิเสรีภาพของประชาชนที่รัฐปกครองด้วยระบบ “นิติรัฐ” อย่างประเทศไทย

ผู้ต้องหาขอเรียนต่อศาลว่า การขังผู้ต้องหาในระหว่างสอบสวนในเรือนจำซึ่งเป็นสถานที่คุมขังนักโทษอื่นๆ ทั้งที่ต้องคำพิพากษาแล้ว และต้องขังระหว่างพิจารณา โดยให้อยู่ร่วมกันและอยู่ในสภาวะเดียวกันย่อมเสมือนหนึ่งว่า ผู้ต้องหาได้ถูกพิพากษาว่ากระทำความผิดไปแล้ว ซึ่งการกระทำดังกล่าวย่อมขัดกับสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศฯ อันเป็นการริดรอนสิทธิของผู้ต้องหาอย่างร้ายแรง และเป็นการละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ และหลักกติการะหว่างประเทศ ซึ่งนานาอารยะประเทศหาได้ทำกันไม่ ผู้ต้องหาขอศาลได้โปรดมีคำสั่งเพื่อยืนยันหลักการและหลักกฎหมายข้างต้นเพื่อ ให้ความยุติธรรมแก่ผู้ต้องหาด้วย

ผู้ต้องหาขอเรียนว่าแม้คดีนี้ เป็นคดีเป็นการกระทำความผิดต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นเรื่องร้ายแรงต่อความรู้สึกของ ประชาชนชาวไทย แต่ผู้ต้องหาขอยืนยันว่าผู้ต้องหามิได้กระทำผิดตามที่กล่าวหา และจากพฤติการณ์หากผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำความผิดจริง ไฉนเลยผู้ต้องหาจะเดินทางกลับมาในราชอาณาจักรเพื่อให้ถูกดำเนินคดี

นับ แต่ผู้ต้องหาถูกขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ผู้ต้องหาได้รับทุกขเวทนาเป็นอย่างมาก ซึ่งโดยข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่ได้เป็นพฤติการณ์ที่ทำให้ต้องตัดหรือแยกผู้ ร้องออกจากสังคม หากนำเอาความรู้สึกของประชาชนต่อข้อหาดังกล่าวมาพิจารณาประกอบและสันนิษฐาน ว่าผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำความผิด และจะหลบหนีโดยผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์ของผู้ต้องหาที่แสดงให้ศาลเชื่อหรือ เกรงว่าผู้ร้องจะหลบหนี ย่อมเป็นการพิจารณาสภาพแห่งข้อหาและอาศัยความรู้สึกของสังคมมากกว่าพิจารณา จากพฤติการณ์ที่

แท้จริงของผู้ต้องหา การพิจารณาดังกล่าวย่อมไม่เป็นไปตามหลักการแห่งกฎหมาย และอาจเกิดบรรทัดฐานทางกฎหมายที่ผิดเพี้ยนอันเป็นอันตรายต่อสังคมต่อไป

ผู้ต้องหาขอเรียนต่อศาลว่า แม้ผู้ต้องหาต้องหาคดี ร้ายแรงต่อความ รู้สึกของประชาชน แต่ขณะที่ผู้ต้องหาคดีมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญาหลายรายที่ได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว เช่น คดีนายสุวลักษณ์ ศิวลักษ์ คดีนายสนธิ ลิ้มทองกุล หรือคดีนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท บุคคลดังกล่าวล้วนมีชื่อเสียงน่าเชื่อถือ ผู้ต้องหาจึงเห็นว่าการปล่อยตัวชั่วคราวควรเป็นไปตามหลักแห่งกฎหมายและ พฤติการณ์ของผู้ต้องหา และแม้ผู้ต้องหาไม่ได้เป็นผู้มีชื่อเสียงน่าเชื่อถือในสังคม แต่ในฐานะพลเมืองของประเทศคนหนึ่ง ผู้ต้องหาย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

ผู้ต้อง หาขอเรียนต่อศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีความละเอียดอ่อน และอ่อนไหวอันเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมทั้งใน และต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดบรรทัดฐานอันผิดเพี้ยนในระบบกฎหมายไทยว่าในคดีหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพ ม.๑๑๒ เป็นคดีที่ต้องจำคุกทุกคดี อันเป็นการทำให้ข้อกฎหมายเรื่องการสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาบริสุทธิ ตลอดจนสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง

ผู้ต้องหาขอศาลได้โปรดมีคำสั่งไปตามตัวบทกฎหมายเพื่อความยุติธรรมแก่ผู้ต้องหาด้วย

๑.๒ ผู้ต้องหาขอเรียนต่อศาลว่า ปัจจุบันผู้ต้องหาป่วยเป็นโรคเครียด ปวดศีรษะ มีอาการความดันโลหิตสูง และเป็นโรคเกาต์ ซึ่งมีความจำเป้นต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและจากแพทย์ผู้มีความเชียว ชาญ รายละเอียดปรากฏตามใบรับรองแพทย์ โรงพยาบาลเดอะโกลเดนเกท เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข ๒

ขอ ศาลได้โปรดเห็นแก่หลักมนุษยธรรม ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนและระหว่างพิจารณาเพื่อให้ผู้ต้องหา ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ด้วย

ข้อ ๒. ด้วยข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่ผู้ต้องหาได้นำเรียนต่อศาล ผู้ต้องหาจึงเรียนมาเพื่อขอรับการปล่อยตัวชั่วคราว และได้วางหลักทรัพย์ฌเป็นที่ดินจำนวน ๒ แปลง มูลค่า ๑,๙๗๓,๐๐๐ บาท ตามกฎหมายแล้ว ขอศาลได้โปรดปล่อยตัวชั่วคราว เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ และหากศาลเกรงว่าผู้ร้องจะหลบหนี ศาลก็สามารถกำหนดเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ต้องหา ผู้ต้องหาสัญญาว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนดในการปล่อยตัวชั่วคราวของศาลอย่างเคร่งครัด

ผู้ ต้องหาขอเรียนต่อศาลว่าศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่จะมีบทบาทในการบังคับใช้ กำหมายเพื่อคุมครองสิทธิเสรีภาพ และสิทธิในการต่อสู้คดีของผู้ต้องหา เพื่อมนุษยธรรมและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่ผู้ร้อง ขอศาลได้โปรดอนุญาต

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

-นิธิ เอียวศรีวงศ์: ความจงรักภักดีอย่างล้นเกิน

-คลิป8-1นักเขียนชื่อดังร่วมกันอ่านจดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักเขียนทั่วประเทศ ว่าด้วยมาตรา 112

นิธิ เอียวศรีวงศ์: ความจงรักภักดีอย่างล้นเกิน

ที่มา Thai E-News

การ แสดงความจงรักภักดีมักเป็นดาบสองคมเสมอ ด้านหนึ่งก็ส่งเสริมพระบารมีให้ประจักษ์ แต่อีกด้านหนึ่งอาจก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อพระมหากษัตริย์แรง ขึ้น แสดงแค่ไหนจึงจะพอดีและงดงาม จึงเป็นสิ่งที่ผู้จงรักภักดีด้วยความจริงใจต้องไตร่ตรองพิจารณาอย่างรอบคอบ ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่แยกไม่ออกระหว่างความจงรักภักดี กับอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัว มักจะแสดงออกจนเลยเส้นของความพอดีและงดงาม เพราะความพอดีและงดงามมักจะไม่ช่วยผลักดันอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัว



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์13 มิถุนายน 2554
ที่มา มติชน

คอน สแตนติน ฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ มีความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระนารายณ์อย่างจริงใจหรือไม่? คงไม่มีใครตอบได้ แต่การกระทำในนามของความจงรักภักดีของเขา ล้วนให้อำนาจและประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่เขาอย่างมากทั้งสิ้น

การ นำกองทหารฝรั่งเศสเข้ามาในราชอาณาจักร ก็เพื่อสร้างกองกำลังทันสมัยไว้ปกป้องคุ้มครองตัวเขาเอง แต่เขาโน้มน้าวให้พระเจ้าแผ่นดินเห็นด้วย โดยอ้างภยันตรายจากต่างชาติ และต่อต้านแผนกบฏของขุนนาง เช่นเดียวกับการหลอกลวงกษัตริย์ฝรั่งเศสให้หลงเชื่อว่า พระมหากษัตริย์อยุธยากำลังจะเปลี่ยนศาสนา จนกษัตริย์ฝรั่งเศสส่งบาทหลวงผู้รับสารภาพบาปประจำพระองค์มาเพื่อทำพิธีรับ ศีลจุ่มให้สมเด็จพระนารายณ์ ก็ฝีมือของฟอลคอนอีกเช่นกัน

เขา อาจทำด้วยความจงรักภักดีก็ได้ เพราะตัวเขาเองแสดงตนว่ามีศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อศาสนาคาทอลิก (หลังจากได้เปลี่ยนศาสนามา 2 ครั้งแล้ว) จึงต้องการให้ผู้ที่เขาจงรักภักดีได้รับพระเมตตาจากพระเจ้าองค์เดียวกัน นอกจากนี้หากไม่มีเรื่องอันกษัตริย์ฝรั่งเศสจะถือเป็นเกียรติยศยิ่งใหญ่ คือกลับใจกษัตริย์ในแดน "กึ่งอารยะ" ของเอเชียได้ หลุยส์ก็อาจไม่ส่งทหารมาประจำที่อยุธยา ก็สัมพันธ์เชื่อมโยงกับอำนาจและผลประโยชน์ของฟอลคอนเอง

การ กระทำในนามของความจงรักภักดีเหล่านี้ เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ศัตรูของสมเด็จพระนารายณ์ ประสบความสำเร็จในการโค่นล้มพระนารายณ์ลงในที่สุด

หลักฐาน ของบาทหลวงฝรั่งเศสรูปหนึ่ง ที่ได้เห็นเหตุการณ์ที่ลพบุรีในวันเกิดจลาจลรายงานว่า ประชาชนพากันออกมาชุมนุม (หลักฐานใช้คำว่า "เดินขบวน" ซึ่งคงไม่มีการจัดองค์กรถึงขนาดนั้น) เพราะพระสงฆ์ยุยงปลุกปั่นให้ออกมาปกป้องพุทธศาสนา เนื่องจากพระเจ้าแผ่นดินกำลังจะเปลี่ยนศาสนาเป็นคาทอลิก การจลาจลในปลายรัชกาลเปิดโอกาสให้พระเพทราชา สามารถใช้สถานการณ์ความวุ่นวายนี้ยึดอำนาจจากสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งใกล้จะสวรรคตบนพระแท่นบรรทมได้สำเร็จ

ฟอลคอนจงรักภักดีต่อสมเด็จพระนารายณ์อย่างผิดๆ หรือฟอลคอนไม่เคยจงรักภักดีต่อใครเลย นอกจากตัวเขาเองกันแน่? คงไม่มีใครตอบได้
แต่ การแสดงความจงรักภักดีมักเป็นดาบสองคมเสมอ ด้านหนึ่งก็ส่งเสริมพระบารมีให้ประจักษ์ แต่อีกด้านหนึ่งอาจก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อพระมหากษัตริย์แรง ขึ้น แสดงแค่ไหนจึงจะพอดีและงดงาม จึงเป็นสิ่งที่ผู้จงรักภักดีด้วยความจริงใจต้องไตร่ตรองพิจารณาอย่างรอบคอบ ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่แยกไม่ออกระหว่างความจงรักภักดี กับอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัว มักจะแสดงออกจนเลยเส้นของความพอดีและงดงาม เพราะความพอดีและงดงามมักจะไม่ช่วยผลักดันอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัว
ในแง่หนึ่ง คำสารภาพของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ในคดีที่อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ฟ้องหมิ่นประมาทนั้นน่าตกใจ

โฆษก ผอฉ.ยอมรับว่า ผังล้มเจ้าที่แจกจ่ายสื่อมวลชนในระหว่างการชุมนุมของเสื้อแดงนั้น ไม่ได้ระบุว่าบุคคลที่มีชื่ออยู่ในขบวนการล้มเจ้า เพียงแต่แสดงความสัมพันธ์ของบุคคลต่างๆ (ซึ่งบางคนอาจต้องคดีละเมิดสถาบันอย่างใดอย่างหนึ่ง) นับตั้งแต่ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ ไปจนถึงความสัมพันธ์อื่น

น่า ตกใจอย่างแรกก็คือ เป็นครั้งแรกที่รัฐไทยยอมรับอย่างไม่อายว่า ประเทศนี้ถือว่า ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ซึ่งหลายกรณีเราเลือกไม่ได้ เช่น พ่อ-ลูก, ครู-ศิษย์, แพทย์-คนไข้, ผู้บังคับบัญชา-ผู้ใต้บังคับบัญชา, กองทัพบก-โฆษกกองทัพบก ฯลฯ อาจเป็นอาชญากรรมได้ หากคู่ความสัมพันธ์กระทำผิดกฎหมาย ฝรั่งเรียกว่า guilt by association
ใน ฐานะคนไม่เคยเรียนกฎหมาย ขออนุญาตได้อธิบายปัญหาของระบบกฎหมายที่ถือว่าความสัมพันธ์เป็นความผิดไว้ หน่อยว่า ความผิดประเภทนี้เป็นความผิดที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าสัมพันธ์กับใคร อย่างไร จึงจะถือได้ว่าเป็นความผิด ดังนั้นรัฐจึงสามารถกล่าวโทษใครก็ได้ที่รัฐไม่ชอบหน้า ว่ามีความสัมพันธ์ผิด (ไม่ใช่มีการกระทำที่ผิด)

กฎหมายหรือแบบปฏิบัติอย่างนี้มี อันตรายอย่างยิ่งต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล เพราะให้อำนาจรัฐไว้อย่างไร้ขีดจำกัด จึงไม่มีใครกล้าใช้สิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้อีกเลย เช่นเดียวกับเรื่องห้ามใช้กฎหมายย้อนหลัง เพราะให้ใช้ย้อนหลังได้ ก็ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่ตัวทำนั้นผิดหรือไม่ ถึงไม่ผิดกฎหมายในตอนทำ แต่รัฐก็อาจออกกฎหมายมาเอาผิดในภายหลังได้ สิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยก็ไร้ความหมาย

ผมอยากเห็นนักเรียนกฎหมาย, ครูสอนกฎหมาย, และคนที่ใช้กฎหมายในกระบวนการยุติธรรมทุกระดับ วินิจฉัยกฎหมายโดยหลักสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย อย่างคนที่ไม่เคยเรียนกฎหมายเช่นผมบ้าง แทนที่จะใช้ "ความยุติธรรม" ลอยๆ เป็นหลักในการวินิจฉัยอย่างเดียว

อันที่จริง รัฐและสังคมไทยยอมรับความผิดจากความสัมพันธ์มานานแล้ว ทั้งในสมัยโบราณและในปัจจุบัน แต่ไม่กล้ารับอย่างไม่อายถึงเพียงนี้

นี่ เป็นความรุนแรงอีกชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในการต่อสู้ที่รุนแรงของทุกฝ่ายใน สังคมไทย นั่นคือการปฏิเสธ "กติกาอารยะ" (civility) อย่างเปิดเผย... รุนแรง ไม่น้อยกว่าการยึดสี่แยกราชประสงค์ แต่ให้ผลร้ายแรงที่ยาวนานกว่า เพราะ "ตึก" (the establishment) ทุกตึกถูกเผาลงราพณาสูรหมด

ที่น่า ตกใจอย่างที่สองก็คล้ายกับอย่างแรก "ผังล้มเจ้า" เมื่อตอนประกาศเปิดเผยครั้งนั้น ไม่ได้ระบุเงื่อนไขที่มาสารภาพกันในภายหลัง และเมื่อวิเคราะห์จากเงื่อนไขของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ก็เห็นได้ชัดว่ามุ่งประโยชน์ที่จะแย่งชิงมวลชน โดยนำภัยคุกคามสถาบันพระมหากษัตริย์ (ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าไม่มีอยู่จริง หรือถึงมีอยู่ก็ไม่ได้อยู่ในลักษณะที่แสดงด้วย "ผังล้มเจ้า") ออกมาโฆษณา เป็นการ "ใช้" สถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาลและกองทัพ อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องปิดบังอำพรางเลย

จะว่าเป็นครั้งแรกก็ได้ ที่กล้าบอกกันตรงๆ เลยว่า "ใช้" สถาบันพระมหากษัตริย์ในการต่อสู้กันทางการเมืองใน อีกแง่หนึ่ง คำสารภาพก็ไม่น่าตกใจอะไรนัก เพราะการ "ไล่ล่า" (persecute) ทั้งทางกฎหมายและนอกกฎหมาย เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับบุคคลที่รัฐเห็นเป็นปฏิปักษ์ เกิดขึ้นเกือบเป็นปรกติธรรมดาในเมืองไทย ถึงไม่ประกาศออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ก็รู้ๆ กันอยู่ ส่วนการ "ใช้" สถาบันพระมหากษัตริย์เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัวนั้น นอกจากฟอลคอนแล้ว ก็ทำกันเป็นปรกติสืบมาจนถึงปัจจุบัน

อย่าว่าอื่นไกลเลย คุณทักษิณ ชินวัตรเอง ซึ่งบัดนี้ไปมีชื่ออยู่ใน "ผังล้มเจ้า" ด้วย ในสมัยเป็นนายกฯ ก็อ้างความจงรักภักดีไม่ขาดปาก ไม่ต่างอะไรจาก คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะใน ปัจจุบัน หากปฏิปักษ์ของคนเหล่านี้ยึดอำนาจได้เมื่อไร ข้ออ้างหนึ่งที่ใช้กันอยู่เสมอก็คือ "หมิ่นเหม่" ถึงจะแสดงความจงรักภักดีให้ล้นเกินขีดที่พอดีและพองามแค่ไหน ก็ "หมิ่นเหม่" ได้ทั้งนั้น

การแสดงความจงรักภักดี กลายเป็นความชอบธรรมเพียงประการเดียวที่จะถืออำนาจ หรือยึดอำนาจ ทำอะไรก็ได้หมดโดยไม่ต้องแสวงหาความชอบธรรมใดๆ แม้แต่สังหารหมู่คนกลางถนนเป็นร้อยก็ยังมีความชอบธรรมอยู่ เพราะแสดงความจงรักภักดี ฉีกรัฐธรรมนูญด้วยกำลังที่มาจากภาษีประชาชนก็ยังชอบธรรม เพราะได้แสดงความจงรักภักดี

การแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ อย่างล้นเกินพอดีและพองาม กลายเป็นใบอนุญาตให้ไม่ต้องยึดถือความชอบธรรมจากแหล่งอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง, ความสุจริตโปร่งใส, ความมีประสิทธิภาพ, ความมีสัจจะ, การใช้งบประมาณที่ตรวจสอบไม่ได้, การเที่ยวข่มขู่คุกคามปรปักษ์, การละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ฯลฯ
ผล ที่เกิดแก่สถาบันพระมหากษัตริย์คืออะไร ในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา มีคดี "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ทั้งที่ศาลตัดสินแล้ว, อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี, หรือถูกจับกุมและอยู่ระหว่างกระบวนการทำคดี, และหนีคดี รวมกันทั้งหมดเกือบ 500 คดี ในขณะที่ประเทศไทยก่อนหน้านี้เคยมีคดีประเภทนี้เพียงปีละไม่เกิน 10 ราย
และใน 500 คดีนี้ ผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหา, จำเลย, หรือนักโทษ ประกอบด้วยคนไทยหลายสาขาอาชีพและสถานภาพ มีตั้งแต่ทหารในราชการ, ชาวบ้านอายุกว่า 60 ปี, ผู้หญิงนักเคลื่อนไหว, ผู้หญิงชาวบ้านธรรมดา, นักวิชาการที่มีชื่อเสียง, นักการเมือง และผู้คนอีกนับไม่ถ้วน

หากทุกคนมีญาติมิตรที่อาทรต่อชะตากรรมของเขา เพียง 4 คน ก็หมายความว่ามีผู้เดือดร้อนร่วม 2,000 คน รวมคนอื่นที่อาทรต่อผู้ตกทุกข์ได้ยากซึ่งอาจไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันเลย, คนที่ยืนยันหลักการสิทธิและความเสมอภาค นับตั้งแต่อย่างเข้มข้นโดยไม่ยกเว้นใคร ไปจนถึงที่ยอมยกเว้นแต่ต้องด้วยเหตุผล คนที่เห็นภยันตรายจากความจงรักภักดีที่ล้นเกินอันจะเกิดต่อสถาบันเอง และคนที่เห็นภยันตรายต่อสังคมโดยรวม คนที่ไม่สนใจอะไรเลย นอกจากอาย ฯลฯ รวมกันทั้งหมดแล้วเป็นล้านหรือหลายล้าน

ถ้า คดีเหล่านี้เกิดขึ้นโดย ไม่ได้มุ่งจะขจัดคู่อริทางการเมืองของตน ก็ชี้ให้เห็นว่า ทรรศนะของคนไทยที่มีต่อสถาบันฯ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ถ้าคดีเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของผู้บังคับใช้กฎหมาย ก็แสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจรัฐกำลังจงรักภักดี เพื่อ "ใช้" สถาบันฯ ปกป้องผลประโยชน์ตนเองอย่างหน้ามืดตามัว


ผม เชื่อว่า คนที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างจริงใจ โดยไม่หวังอำนาจหรือผลประโยชน์จากสถาบันฯ นั้นมีอยู่จริง จะมีมากน้อยแค่ไหนผมประเมินไม่ถูก

ที่ผมอยากทราบก็คือ ท่านเหล่านั้นไม่สะดุ้งสะเทือนต่อสภาวะที่เกิดขึ้นจากความจงรักภักดีอย่างล้นเกินซึ่งเกิดขึ้นในขณะนี้บ้างเลยหรือ

กระแสคนไทยในUSA ปชป.อ่วม'แดง-เหลือง' บอยคอต

ที่มา Thai E-News


คน ไทยในอเมริกามีแบ่งสีแน่ แต่เรื่องส่วนรวม ทำบุญ ยังร่วมมือได้ ร้านอาหารไม่ทุบหม้อข้าว ไม่ประกาศตัวสีชัด จับกระแสได้ทั้งเหลือง,แดง ถล่มปชป.

โดย ปกรณ์ พึ่งเนตร
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

ขณะ ที่ประเทศไทยกำลังมีกระแสความสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งใหม่กัน อย่างคึกโครม คนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างแดนโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาก็มีความตื่นตัวไม่น้อย เหมือนกัน

แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยแสดงตัวเพื่อลงทะเบียนการขอใช้ สิทธิเลือกตั้งนอกราช อาณาจักร โดยยอดการลงทะเบียนนับถึงสิ้นเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนปิดรับลงทะเบียนมีไม่ถึง 10%

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มที่มีบทบาทสูงและมีผลต่อการเลือกตั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นในวัน ที่ 3 ก.ค.จึงเป็นกลุ่มที่รวมตัวกันแสดงออกทางการเมืองอย่างชัดแจ้งเท่านั้น ซึ่งหลักๆ ก็แบ่งเป็น 2 สีเหมือนในประเทศไทย กล่าวคือ “กลุ่มเสื้อแดง” กับ “กลุ่มเสื้อเหลือง” และมีบ้างที่ประกาศตัวเป็น “เสื้อหลากสี” คือไม่เอาทั้งเหลืองและแดง

ในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา กลุ่มคนเสื้อแดงมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองบ่อยครั้งกว่า โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงต้นปีเป็นต้นมา แกนนำเสื้อแดงได้เดินสายพบปะผู้สนับสนุนในเมืองใหญ่ตามรัฐต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา ทั้งนครนิวยอรค์ รัฐนิวยอร์ค นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ และนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย

อย่างไรก็ดี ที่นครนิวยอร์ค แกนนำชุมชนคนไทยส่วนใหญ่เป็นผู้สนับสนุนกลุ่มเสื้อเหลือง ทำให้แกนนำเสื้อแดง นำโดย นายสุนัย จุลพงศธร อดีต ส.ส.นครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย เดินสายปราศรัยย่อยๆ เฉพาะตามร้านอาหารที่เป็นแนวร่วมของคนเสื้อแดงเท่านั้น ไม่มีการจองโรงแรมหรือห้องประชุมขนาดใหญ่เพื่อเปิดปราศรัยอย่างเป็นทางการ
ต่าง กับที่นครชิคาโกและลอสแอนเจลิส ซึ่งมีแกนนำสายพิราบอย่าง นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไปร่วมปราศรัยด้วย โดยที่แอลเอมีการเปิดโรงแรมระดับ 4 ดาวเพื่อจัดประชุมแกนนำเสื้อแดงทั่วสหรัฐเมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และมีการออก ปฏิญญาแอลเอ” เป็นข้อเรียกร้องทางการเมืองในนาม “คนเสื้อแดงอเมริกา” หรือ “Red USA” ด้วย

ท่า ทีของคนเสื้อแดงในสหรัฐชัดเจนว่าให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในการเลือก ตั้งที่จะมีขึ้น โดยส่วนใหญ่ยังต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับเมืองไทย เพราะมองว่าถูกกลั่นแกล้ง และชื่นชอบในฝีไม้ลายมือการบริหารประเทศ ทั้งยังเรียกร้องให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นความผิดว่าฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามที่มีกระแสในประเทศไทยด้วย

ส่วน กลุ่มเสื้อเหลืองนั้น คนไทยที่ให้การสนับสนุนมีกระจายอยู่ทั่วไปตามเมืองใหญ่ๆ แต่เนื่องจากความขัดแย้งภายในของแกนนำเสื้อเหลืองในประเทศไทย ทำให้ระยะหลังกลุ่มเสื้อเหลืองในอเมริกาค่อนข้างห่างเหินจากการทำกิจกรรม ร่วมกัน

แต่กระนั้น คนเสื้อเหลืองซึ่งมีจำนวนไม่น้อยก็ยังคงติดตามข่าวสารผ่านสถานีโทรทัศน์เอ เอสทีวี และนัดพูดคุยกันตามร้านอาหารที่เป็นแหล่งรวมของคนที่มีความคิดเห็นทางการ เมืองตรงกันอยู่เป็นนิตย์ โดยส่วนใหญ่เท่าที่สอบถามจะมีความรู้สึกต่อต้านพรรคประชาธิปัตย์ เพราะไม่พอใจการแก้ไขปัญหาเรื่องชายแดนด้านปราสาทพระวิหาร และข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา

"เราผิดหวังกับพรรคประชาธิปัตย์มาก และการเลือกตั้งครั้งนี้คงจะโนโหวต" ประโยคนี้เสื้อเหลืองในอเมริกาหลายคนพูดตรงกัน

อย่าง ไรก็ตาม สำหรับคนไทยกลุ่มใหญ่ทั้งที่เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนและประกอบอาชีพในสหรัฐ อเมริกานั้น โดยมากมักไม่แสดงตัวลงทะเบียนการขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร โดยยอดผู้ลงทะเบียนทั่วสหรัฐมีทั้งสิ้นเพียง 14,500 ราย เฉพาะที่นครลอสแอนเจลิส 8,348 ราย แม้จะเพิ่มขึ้นกว่าการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2550 ถึงราว 96% แต่ก็ยังนับว่าน้อยมากหากเทียบกับจำนวนคนไทยในอเมริกาที่ประเมินว่าน่าจะมี ถึงราว 2-3 แสนคน
นาย พิริยะ เข็มพล กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ค กล่าวว่า ประชากรคนไทยทั้ง 13 รัฐในเขตนิวอิงแลนด์ (ฝั่งตะวันออกของอเมริกา) ซึ่งมีนครนิวยอร์คเป็นศูนย์กลางมีอยู่ประมาณ 15,000 คน ที่ผ่านมาแม้นายกรัฐมนตรีจะประกาศยุบสภา และทางสถานกงสุลจะพยายามทุกวิถีทาง ทั้งส่งอีเมล์ เฟซบุ๊ค ออกประกาศผ่านสื่อ และรณรงค์ตามงานต่างๆ โดยเฉพาะงานวัดซึ่งเป็นแหล่งรวมคนไทยแล้ว แต่อัตราการลงทะเบียนยังน้อยมาก

"ใน นิวยอร์คมีวัดไทยอยู่ 9 วัด เราก็ไปทุกวัด แต่สัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดลงทะเบียนมีคนส่งแบบฟอร์มกลับมาแค่ 1,200 คน แม้จะเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วซึ่งมีเพียง 700-800 คน แต่หากคิดจากสัดส่วนจำนวนประชากรก็ยังน้อยอยู่ ขั้นตอนหลังจากนี้คือทางสถานกงสุลจะส่งบัตรเลือกตั้งไปให้ จากนั้นผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็จะลงคะแนนแล้วส่งกลับมาระหว่างวันที่ 12-26 มิ.ย.ซึ่งเมื่อถึงขั้นตอนนั้นคาดว่าจะหายไปอีกส่วนหนึ่ง เราคาดเอาไว้สูงสุดแค่ 1,000 รายเท่านั้น"

นายพิริยะ กล่าวอีกว่า สาเหตุที่คนไทยในอเมริกาไม่ค่อยสนใจใช้สิทธิเลือกตั้งมีหลายเหตุผล เท่าที่ประมวลได้คือ 1.คนไทยในอเมริกามักทำงานกลางคืน หรือทำงานไม่เป็นเวลา หลายคนทำงานมากกว่า 1 จ๊อบ จึงไม่ค่อยมีเวลาตรวจสอบไปรษณีย์หรืออีเมล์ที่ทางสถานกงสุลส่งไป

2.ไม่ มีสื่อที่เป็นสื่อกลางของคนไทยทั่วอเมริกาแล้ว ผิดกับสมัยก่อนที่เคยมี “ไอพีทีวี” ซึ่งมีฐานอยู่ที่แอลเอ มีจานดาวเทียมรับสัญญาณโทรทัศน์จากเมืองไทยได้สดๆ สามารถกระจายข่าวสารและประชาสัมพันธ์ได้ง่าย แต่ปัจจุบันไม่มี

3.คน ไทยไม่อยากเปิดเผยตัวตน เพราะการขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรต้องลงทะเบียนเป็นลายลักษณ์อักษร คนไทยจำนวนมากทำงานไม่ค่อยถูกกฎหมาย (ไม่มีใบอนุญาตทำงาน) ซึ่งจริงๆ สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ทางสถานกงสุลไม่ได้ตรวจสอบ แต่คนไทยอาจจะกลัว เนื่องจากในแบบฟอร์มต้องกรอกที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และหมายเลขพาสปอร์ต

4.คน ไทยในต่างแดนอาจไม่เล็งเห็นประโยชน์ของการเลือกตั้ง เพราะ ส.ส.ไม่ได้เป็นตัวแทนของเขาจริงๆ จึงน่าจะมี ส.ส.สำหรับคนไทยโพ้นทะเล มีหน้าที่ช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ ถ้าทำได้น่าจะมีคนสนใจเลือกตั้งเยอะขึ้น

นอกจากนั้นการลงคะแนนยังส่ง ผลน้อยต่อผลแพ้ชนะในภาพรวมของการเลือกตั้ง เพราะแต่ละคนมีสิทธิเลือกในเขตที่ตนเองมีภูมิลำเนาอยู่ เสียงของคนไทยในต่างแดนจึงไม่ได้เป็นกลุ่มก้อน เช่น จ.กาฬสินธุ์ อาจจะมีแค่คนเดียว ก็ได้แค่ 1 เสียง ไม่มีผลต่อการแพ้ชนะเลย ทำให้ความกระตือรือล้นลดลง คนที่จะลงคะแนนต้องศรัทธาระบบอย่างมาก

ส่วน ปัญหาคนไทยในอเมริกาแตกแยกแบ่งสีนั้น กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ค กล่าวว่า ที่นิวยอร์คก็มีแบ่งเป็นสีเหลืองกับสีแดงเหมือนกัน แต่เรื่องส่วนรวมยังพอร่วมไม้ร่วมมือกันได้อยู่ งานวัด งานสมาคมยังพอจัดร่วมกันได้ วัดไทยในสหรัฐส่วนใหญ่ก็ไม่มีแบ่งสีแบ่งข้าง ไม่มีการจูงการเมืองเข้าวัด ก็เลยเป็นศูนย์กลางของคนไทยทุกกลุ่มได้เหมือนปกติ

"สำหรับ นิวยอร์ค ดีกรีความขัดแย้งยังน้อยกว่าที่อื่น อาจเป็นเพราะที่นี่เป็นเมืองธุรกิจ ไม่มีใครอยากทุบหม้อข้าวตัวเอง ร้านอาหารก็ไม่มีร้านไหนประกาศตัวว่าเป็นแดงหรือเหลืองชัดเจน เพราะถ้าประกาศก็ไม่มีใครไปกิน ตามร้านอาหารไทยก็ไม่ค่อยมีเปิดเอเอสทีวีหรือทีวีเสื้อแดงมากนัก ก็ถือว่ายังเป็นบรรยากาศที่พออยู่ร่วมกันได้ตามสมควร" กงสุลใหญ่ พิริยะ กล่าวทิ้งท้าย

******
รายงานเกี่ยวเนื่อง:


-รายงานจากเสื้อแดงUSA:การเลือกตั้ง นอกประเทศไทย ในประเทศสหรัฐอเมริกา

ตอน นี้ สมาคมแพทย์ไทย (สมุนอำมาตย์ตัวใหญ่) ก็พยายามส่งอีเมล์ให้กับกลุ่มเก่าๆ ให้ทำการโหวดโน คือ ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของพวกนั้น แต่คงไม่ทราบว่า อย่างน้อยครึ่งหนึ่งในลิสต์ที่เขาส่งนั้น กลายเป็นเสื้อแดงกันหมดแล้ว.... แถมตั้งใจจะเลือกพรรคเพื่อไทย อย่างถล่มทลายด้วย ผมคิดว่า พวกโหวดโน นั้น สวรรค์ ส่งมาให้แท้ๆ แบบส้มหล่นเลย เพราะพวกนี้ ส่วนใหญ่ เคยเลือก ปชป มาทั้งสิ้น...

-ปฏิญญาสมัชชาประชาชนเสื้อแดงในอเมริกา:เจตนารมณ์และข้อเรียกร้องประชาธิปไตยแท้จริง
-เสื้อแดงยุโรปชูไพร่อินเตอร์กาเบอร์1 จ้องจับโกงเลือกตั้ง-กดดันอำมาตย์เลิกฝืนมติประชาชนไทย

รูปทักษิณล่าสุดกับลูกสาวคนเล็ก

คลิป8-1นักเขียนชื่อดังร่วมกันอ่านจดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักเขียนทั่วประเทศ ว่าด้วยมาตรา 112

ทึ่มา Thai E-News

แถลงข่าวเรื่อง จดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักเข� from duhlagalaladum on Vimeo.


โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาไท

หมายเหตุไทยอีนิวส์:คณะนักเขียนที่มีชื่อเสียงจำนวน 8 ลบ 1 คน ได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักเขียนทั่วประเทศ ว่าด้วย มาตรา 112' เมื่อคืนวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา (มีรายงานว่า มีนักเขียนสตรีรายหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก จำต้องถอนตัวออกจากรายชื่อผู้ริเริ่มก่อการ จึงกลายเป็น 8 ลบ 1)ต่อมาคณะนักเขียนผู้ก่อการชุดนี้ได้เปิดแถลงข่าวขึ้น ดังในคลิปข้างต้นนี้

คณะนักเขียนผู้ริเริ่มก่อการแจ้งว่า จะปิดลงชื่อในคืนวันที่ 24 มิถุนายน 2554 นี้ โดยจะมีการออกแถลงการณ์ปิดการลงชื่อ ณ เวลา 23.00 น. และเจ้าภาพทุกคนจะออนไลน์พร้อมกันที่กระทู้แถลงปิดการลงชื่อดังกล่าว พร้อมกับแสดงความเห็นกันคนละเล็กละน้อย จึงขอเรียนเชิญผู้ลงชื่อทุกท่านที่ต้องการแสดงความเห็นในวาระดังกล่าวนี้ โดยท่านต้องสมัครสมาชิกเว็บไซต์ไทยโพเอ็ทโซไซตีนี้ก่อน จึงจะสามารถโพสต์ความเห็นได้ (http://www.thaipoetsociety.com/index.php?action=register) จึงเรียนมาล่วงหน้าเพื่อให้ท่านที่ต้องการแสดงความเห็นเตรียมสมัครสมาชิกไว้ก่อน

สำหรับรายละเอียดการแถลงข่าวตามคลิปนี้มีนักเขียนที่ร่วมแถลง คือ

บินหลา สันกาลาคีรี
ปราบดา หยุ่น
ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง
ซะการีย์ยา อมตยา
กิตติพล สรัคคานนท์
วรพจน์ พันธุ์พงศ์
วาด รวี

โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ในคืนวันที่ 19 พฤษภาคม พ. ศ. 2554 ที่ผ่านมา พวกเราทั้งแปดลบหนึ่งนักเขียนในที่นี้ ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักเขียนด้วยกัน เรื่องขอเชิญร่วมลงชื่อในการเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 และยุติการใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในการปิดกั้นการแสดงออกและแสดง ความคิดเห็นทางการเมือง (อ่านจดหมายได้ที่ http://www.thaipoetsociety.com/index.php?topic=3668.0)

นับจากวันที่จดหมายได้กระจายออกไปถึงเพื่อนนักเขียนทั่วประเทศ จนถึงวันนี้ วันที่ 7 มิถุยายน พ. ศ. 2554 มีผู้ลงชื่อเห็นด้วยกับเนื้อความในจดหมายเป็นจำนวน 320 คน เป็นรายชื่อนักเขียนที่หลากหลายทั้งอายุ สถานะ และแขนงงาน มีทั้งนักเขียนอาวุโส นักเขียนรุ่นใหม่ มีทั้งนักเขียนผู้เป็นศิลปินแห่งชาติ นักเขียนและกวีผู้มีชื่อเสียงในระดับกว้าง นักเขียนรางวัล เช่น รางวัลศรีบูรพา รางวัลศิลปาธร รางวัลซีไรต์ รางวัลรพีพร มีทั้งคอลัมนิสต์ยอดนิยม บรรณาธิการผู้มีอิทธิพลต่อวงการวรรณกรรม นักเขียนสารคดีคุณภาพ นักวิจารณ์ นักแปล รวมถึงนักเขียนบล็อก เขียนโฆษณา เขียนเนื้อเพลง เขียนการ์ตูน เขียนข่าว และอื่นๆ โดยท่านสามารถเข้าไปอ่านรายชื่อทั้งหมดได้ด้วยตนเองตามลิงก์ของเว็บไซต์ที่ ปรากฏบนจอขณะนี้

ในรายชื่อนักเขียน 320 คน ประกอบไปด้วยผู้มีความเชื่อและศรัทธาที่หลากหลายแตกต่าง บ้างถึงขั้นยืนอยู่คนละขั้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทัศนะทางการเมือง มีทั้งนักเขียนที่เรียกตัวเองว่าเป็นคนหลากสี เป็นสลิ่ม เป็นคนสีส้ม สีรุ้ง สีดำ สีขาว สีแดงระเรื่อ สีแดง ไปจนถึงสีชมพู

นอกจากนักเขียนที่ร่วมลงชื่อ ยังมีเพื่อนนักเขียนอีกจำนวนมากที่ให้การสนับสนุนในรูปแบบอื่นๆ หรือแสดงทัศนะเห็นด้วยกับพวกเราเป็นการส่วนตัว แต่ไม่สามารถร่วมลงชื่อ ด้วยเหตุผลต่างๆกัน พวกเราเคารพเหตุผลของเพื่อนนักเขียนทุกท่านที่ไม่อาจแสดงตัว ทว่าเหตุผลสำคัญเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เพื่อนนักเขียนไม่อาจลงชื่อ เป็นเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นในจดหมายและยิ่งตอกย้ำให้เราเชื่อมั่นว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาสั่นคลอนเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นอย่าง ปฏิเสธไม่ได้

เหตุผลนั้นคือความกลัว

แม้ว่าพวกเราในที่นี้จะเป็นผู้ร่างจดหมายเปิดผนึกขึ้น แต่เนื้อความและข้อเรียกร้องในจดหมายมิได้สะท้อนตัวตนเชิงปัจเจกของพวกเรา แต่ละคนในด้านอื่นแต่อย่างไร อีกทั้งมิอาจแสดงทัศนะและอัตลักษณ์ส่วนบุคคลในมิติที่ข้ามเลยขอบเขตของเนื้อ ความในจดหมาย พวกเรามิใช่กลุ่มก้อนที่ต้องการเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือระดมแนวร่วมเชิง อุดมการณ์ พวกเราปราศจากผลประโยชน์ส่วนตัวและไม่มีเจตนาแอบแฝงใดๆ นอกเหนือไปจากการเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น และความเป็นธรรม อันเป็นปัจจัยสำคัญขั้นพื้นฐานที่ประชาชนในสังคมประชาธิปไตยพึงได้รับ และเป็นหัวใจของการทำงานเขียน ซึ่งผูกพันเกี่ยวข้องกับพวกเราและนักเขียนผู้ร่วมลงชื่อทั้งหมดโดยตรง

คงไม่เกินเลยความจริง หากจะสรุปในเบื้องต้นจากเสียงตอบรับของเพื่อนนักเขียนท่ัวประเทศว่า กฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นประเด็นที่นักเขียนไทยจำนวนไม่น้อยเห็นว่ามีปัญหาและถึงเวลาแล้วที่ต้อง ทบทวนแก้ไข เพื่อนำสังคมไทยไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่ให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและ แสดงความคิดเห็นกับประชาชนอย่างเป็นธรรม ทั่วถึง และแท้จริง

นับตั้งแต่วันที่จดหมายเปิดผนึกได้รับการเผยแพร่ต่อสาธารณะ มีสื่อมวลชนและกลุ่มคนจำนวนหนึ่งตั้งคำถามกับเจตนารมณ์ของพวกเราและเพื่อน นักเขียนที่ร่วมลงชื่ออย่างค่อนข้างคึกคัก โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์ ท่าทีในการตั้งคำถามมีทั้งการโต้แย้งแสดงทัศนะอย่างมีเหตุผล ไปจนถึงด่าทออย่างหยาบคายและใส่ร้ายบิดเบือนข้อเรียกร้องของเราโดยสิ้นเชิง หากบุคคลประเภทหลังนี้มีความเข้าใจภาษาไทยและได้อ่านจดหมายเปิดผนึกอย่าง ละเอียด ย่อมจะพบว่ามิได้มีข้อความใดถูกเขียนขึ้นด้วยถ้อยคำหรือความคิดเชิงลบหลู่ดู หมิ่น หวังร้ายต่อบุคคลหรือสถาบันใดทั้งสิ้น อีกทั้งยังระบุไว้ชัดเจนหนักแน่นว่า ข้อเรียกร้องของพวกเราเป็นข้อเรียกร้องต้องการเสรีภาพในการแสดงออกและแสดง ความคิดเห็น และความเป็นธรรม ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

สำหรับสื่อมวลชนและกลุ่มคนที่ออกมาโต้แย้งข้อความในจดหมายของพวกเราด้วยความ เห็นที่ว่ากฎหมายมาตรา 112 ไม่เคยสร้างปัญหา ไม่เคยสร้างความไม่เป็นธรรม และไม่เคยตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใคร ดูเหมือนพวกท่านจะพยายามเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ หรือเพิกเฉยต่อสิ่งที่มีข้อมูลหลักฐาน เป็นที่ถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวาง และเป็นหัวข้อในการเสวนาทางวิชาการ ทั้งในสถาบันการศึกษาและในสื่อกระแสหลักสืบเนื่องมาเป็นเวลานาน กระทั่งนักการเมืองและบุคคลชั้นปกครองของประเทศหลายกลุ่มหลายฝ่าย รวมทั้งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ก็ได้เคยแสดงความเห็นในที่สาธารณะไว้อย่างชัดเจน ว่ากฎหมายมาตรานี้มีปัญหาและสมควรได้รับการทบทวนแก้ไข

สำหรับเพื่อนนักเขียนบางกลุ่มบางท่าน ที่มีความเคลือบแคลงใจในเจตนาของพวกเราผู้ร่างจดหมาย ขอให้สบายใจได้ว่าไม่มีพวกเราคนใดคิดนำการตอบรับของเพื่อนนักเขียนไปใช้ เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม เราขอยืนยันอีกครั้งว่าจดหมายเปิดผนึกของเรามิได้เป็นตัวแทนทางความคิด ความเชื่อ และทัศนะทางการเมืองด้านอื่นๆของพวกเราแต่ละคนไปเสียทั้งหมด เราเชื่อว่าเพื่อนนักเขียนมีวุฒิภาวะเพียงพอในการแยกแยะเรื่องส่วนตัวออกจาก ข้อเรียกร้องเพื่อส่วนรวม และมีความหนักแน่นในตัวเองเพียงพอจะไม่หวั่นไหวไปกับข้อกล่าวหาเหมารวมที่ ไม่สร้างสรรค์ และมีแต่จะนำมาซึ่งความแตกแยกร้าวฉานระหว่างผู้มีความต้องการเดียวกัน นั่นคือเสรีภาพ ความเป็นธรรม และประชาธิปไตย

เรามิใช่คนกลุ่มแรกที่นำเสนอปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายมาตรา 112 กระทั่งในแวดวงนักเขียนก็มีผู้รณรงค์เรื่องนี้มาก่อนและยังเคลื่อนไหวอยู่ใน ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เสียงตอบรับจากเพื่อนนักเขียนในครั้งนี้ถือเป็นอีกสัญญาณสำคัญที่ บ่งบอกอย่างเป็นรูปธรรมแล้วว่า มีความเป็นห่วงกังวลกับบรรยากาศในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นในสังคมไทย และการคุกคาม ข่มขู่ การก่อให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นในสังคมด้วยกฎหมายมาตรา 112 โดยคนบางกลุ่มนั้น มีอยู่จริงอย่างไม่ต้องสงสัย

ในฐานะนักเขียนต่างสายต่างแขนง ไม่ใช่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยตรง สิ่งที่เราทำได้คือแสดงพลังเสียง และเราเชื่อว่าเสียงตอบรับอย่างกว้างขวางจากเพื่อนนักเขียนในครั้งนี้มีพลัง เพียงพอในการเรียกร้องให้สังคมนำกฎหมายมาตรา 112 มาทบทวนอย่างเปิดเผยและจริงจัง

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสัญญาณเสียงของเราและเพื่อนนักเขียนจะดังไปถึง นักการเมืองและบุคคลในระดับชั้นปกครองทุกฝ่าย และส่งผลให้พวกท่านตระหนักว่า ไม่อาจรีรออีกต่อไปที่จะนำกฎหมายมาตรา 112 มาไตร่ตรอง ทบทวน และแก้ไขเพื่อส่วนรวม และเพื่อส่งเสริมให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เข้มแข็ง มีสำนึกประชาธิปไตย และมีความสามัคคี ด้วยเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น

มิใช่ด้วยอำนาจมืดและความหวาดกลัว

ด้วยความเคารพและขอบคุณ



บินหลา สันกาลาคีรี
ปราบดา หยุ่น
ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง
ซะการีย์ยา อมตยา
กิตติพล สรัคคานนท์
วรพจน์ พันธุ์พงศ์
วาด รวี

7 มิถุนายน 2554

*********

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:วิวาทะกรณีม.112 ระหว่าง "รมว.นิพิฏฐ์" กับนักเขียน "วาด รวี - ปราบดา หยุ่น"

พรุ่งนี้ยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์ที่3จังหวัดชายแดนใต้ (14 มิย.54)

ที่มา Thai E-News


โดย ปาแด งา มูกอ
13 มิถุนายน 2554

นาย วิม รุ่งวัฒนะจินดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า พรุ่งนี้ (14 มิ.ย.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย จะลงพื้นที่หาเสียงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย ยะลา ปัตตานี นราธิวาส โดยเดินทางเช้า-เย็นกลับ ด้วยเครื่องบินเหมาลำพร้อมคณะสื่อมวลชน

ส่วนกำหนดการจะลงพื้นที่ใด บ้าง กำลังจัดคิวอยู่และขอเป็นหมายลับเพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย อย่างไรก็ตามพรรคไม่ได้หวังจะได้ที่นั่งมาก นอกจากในจ.ยะลา ที่เคยมีอดีต ส.ส. และครั้งนี้ก็ลงสมัคร

น.ส .ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ว่า วันที่ 14 มิ.ย.จะลงพื้นที่ปราศรัย 3 จังหวัดใต้ แบบเช้าไปเย็นกลับ เพื่อไปขอโอกาสกับพี่น้องใน 3 จังหวัดภาคใต้ ส่วนรายละเอียดจะลงไปจุดใดบ้างนั้น จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ภาพ ที่คุณยิ่งลักษณ์ คลุมฮิญาบ ในการหาเสียงตามสิ่อต่างๆ ได้สร้างความฮือฮาและประทับใจในหมู่สตรีชาวไทยมุสลิมในพื้นที่สามจังหวัดชาย แดนภาคใต้เป็นอย่างมาก

มีการพูดไปถึงความละม้ายคล้ายคลึง เบนาซีร์ บุตโต หญิงเหล็กแห่งปากีสถานไปโน่นนนเลย


ขณะ นี้เสียงเพรียกแห่งสันติภาพ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กำลังรอคอย และรอให้คุณยิ่งลักษณ์มาเป็นผู้นำไปสู่ความสงบสุขที่แท้จริงในสามจังหวัดชาย แดนใต้ สตรีเหล่านั้นเขาเชื่อเช่นนั้นจริงๆ ผมไม่ได้มดเท็จแต่ประการใด

“สิ่ง ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก็ต้องมีหน้าที่ของผู้ที่มีความรับ ผิดชอบ เขาจะรับไปเพราะเขารู้ว่าเขามีหน้าที่ที่จะต้องทำอย่างไร เพราะว่าเรื่องเกิดขึ้นในสังคม

คนเดียวหรือสิบคนคงจะทำอะไรไม่ได้ มาก แต่คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบที่เป็นผู้ที่ดูแลเกี่ยวกับกิจการของมุสลิมใน ประเทศไทยเขาต้องรับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้

ถ้าเขารับไปเป็นธุระเขา ก็รักษาเกียรติของมุสลิมะฮฺและรักษาศาสนาของอัลลอฮฺ ให้อยู่ในประเทศไทยได้อย่างปลอดภัยและสะอาดบริสุทธิ์ ในทำนองเดียวกันเราก็ต้องช่วยกันเพื่อที่ให้บทบัญญัตินี้เป็นที่รู้จักของ มุสลิมของเรา

ในเหตุในผล ในข้อบัญญัติ เพื่อที่จะให้เขาทำด้วยความสมัครใจ ด้วยการมีอีหม่านและหวังว่าอัลลอฮฺ นั้นจะตอบแทน หวังว่าอัลลอฮฺ จะปกปักษ์รักษาเขา”(การคลุมฮิญาบ)

ก็ ขอเป็นกำลังใจให้คุณยิ่งลักษณ์ จงประสบโชคดีในดินแดนมิคสัญญีชายแดนใต้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผมเชื่อว่าพลังสตรีไทยมุสลิมในพื้นที่แห่งนี้ จะเป็นตัวช่วยและอยู่เคียงข้างในการแก้ไขปัญหาไฟใต้ร่วมกับคุณยิ่งลักษณ์ อย่างมีประสิทธิภาพและทรงพลังมากที่สุด

ขอฝากแนะนำฝ่ายประชาสัมพันธ์ คุณยิ่งลักษณ์ กรุณาศึกษาและดูแลการคลุมฮิญาบ ให้กับคุณยิ่งลักษณ์เป็นกรณีพิเศษ ถ้าหากคุณยิ่งลักษณ์และคณะเดินทางมาปรากฏตัวในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

ความ ประทับใจ ความศรัทธาของบรรดาสตรีไทยมุสลิมจะเพิ่มเป็นแสนเท่า และเมื่อถึงวันเลือกตั้งที่ 3 กรกฎา เราจะได้เห็นความถล่มทลายของคะแนนเสียง สำหรับหญิงเหล็กแห่งสยาม คนนี้.......

Monday, June 13, 2011

ก.ล.ต.ออกแถลงการณ์แจงกรณี 'ยิ่งลักษณ์'

ที่มา Voice TV

ก.ล.ต.ออกแถลงการณ์แจงกรณี 'ยิ่งลักษณ์'

ก.ล.ต.ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณี "ยิ่งลักษณ์" ถือครองหุ้นบริษัทชิน คอร์ป ยันดำเนินการตามขอบเขตอำนาจหน้าที่แล้ว

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจง กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย กรณีถือครองหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ดังนี้ ตามที่ปรากฏข่าวการเคลื่อนไหวของเครือข่ายพลเมืองคัดค้านนิรโทษกรรม คอรัปชั่นทักษิณ (คนท.) ที่เรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ก.ล.ต. ให้ดำเนินการกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้เป็นไปตามผลของคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียดแล้ว ขอเรียนว่า ก.ล.ต. ได้ดำเนินการในเรื่องที่อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่แล้ว ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ก.ล.ต. มี 2 ประเด็น คือ
1. ประเด็นที่สืบเนื่องจากการที่ศาลฎีกาฯ ได้วินิจฉัยว่า การถือหุ้นในบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของบุคคล 4 ราย (ซึ่งรวมถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) และของบริษัทแอมเพิลริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด เป็นการถือหุ้นแทน พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร (ชินวัตร) ดังนั้น บุคคลที่ถือหุ้นแทนดังกล่าว จะถือว่ามีการรายงานการซื้อขายหลักทรัพย์อันเป็นเท็จหรือไม่ และ
2. ประเด็นที่สืบเนื่องจากนางสาวยิ่งลักษณ์ได้ชี้แจงต่อ ก.ล.ต. เมื่อเดือนมีนาคม 2549 ว่าครอบครัวชินวัตรไม่มีความเกี่ยวข้องกับกองทุน 2 แห่ง หรือเกี่ยวข้องกับบริษัทวินมาร์ค จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเอสซี แอสเสท จำกัด (มหาชน) และบริษัทชิน คอร์ปฯ ด้วย แต่ปรากฏจากผลการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบหลักฐานที่แสดงว่าเจ้าของที่แท้จริงคือ พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดังนั้น คำชี้แจงดังกล่าวจะถือว่าเข้าข่ายมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 หรือไม่
ประเด็นที่ 1 กรณีการรายงานการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปฯ เป็นกรณีที่ พ.ต.ท. ทักษิณได้รายงานการขายหุ้นให้แก่บุคคลทั้ง 4 ราย และบริษัทแอมเพิลริชฯ ในปี 2543 ซึ่งศาลได้วินิจฉัยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ว่าไม่ใช่การขายจริง ในเรื่องนี้ ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษ พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2553 (ข่าว ก.ล.ต. ฉบับที่ 24/2553) ในข้อหาว่าไม่รายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ตามมาตรา 246 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ซึ่งได้ครอบคลุมถึงการรายงานอันเป็นเท็จทั้งในปี 2543 - 2544 และการขายในปี 2549 ด้วย
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้รับหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษลงวันที่ 21 ตุลาคม 2553 แจ้งว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมานในกรณีการรายงานการถือหลักทรัพย์อันเป็นเท็จในปี 2543 และต่อมาพนักงานอัยการก็มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องบุคคลทั้งสองในกรณีดังกล่าว แล้วเช่นกัน และในประเด็นที่ว่านางสาวยิ่งลักษณ์ซึ่งศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่าถือหุ้นแทน พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน จะมีหน้าที่ประการใดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ หรือไม่นั้น เนื่องจากนางสาวยิ่งลักษณ์มีจำนวนหุ้นที่เกี่ยวข้องต่ำกว่าร้อยละ 5 จึงไม่มีหน้าที่ต้องยื่นรายงานใด ๆ ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว
ทั้งนี้ การกล่าวโทษดังกล่าว ก.ล.ต. ดำเนินการภายหลังจากที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ โดย ก.ล.ต. ก็ได้ส่งพยานหลักฐานทั้งหมดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษและคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปแล้ว ดังนั้น สำหรับด้าน ก.ล.ต. จึงถือได้ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติหลัก ทรัพย์ฯ ครบถ้วนแล้ว
ประเด็นที่ 2 กรณีที่นางสาวยิ่งลักษณ์ชี้แจงว่า ครอบครัวชินวัตรไม่เกี่ยวข้องกับการถือหุ้นในกองทุน 2 แห่ง และบริษัทวินมาร์ค โดยขัดต่อพยานหลักฐานที่ ก.ล.ต. ได้จากการตรวจสอบนั้น ก.ล.ต. ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เนื่องจาก
(ก) ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 238 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ที่ครอบคลุมเฉพาะการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ โดยเจตนาให้ผู้อื่นสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน หรือเกี่ยวกับราคาซื้อขายหลักทรัพย์ แต่ข้อเท็จจริงกรณีนี้เป็นเรื่องเฉพาะที่เกี่ยวกับการถือหุ้น มิใช่ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับบริษัทหรือราคาซื้อขาย จึงไม่เข้าลักษณะความผิดที่กฎหมายหลักทรัพย์กำหนดไว้
(ข) การชี้แจงดังกล่าวเกิดขึ้นในขั้นตอนทั่วไปที่ ก.ล.ต. สอบถามมิใช่การชี้แจงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ หลักทรัพย์ฯ จึงไม่ใช่ความผิดที่ก.ล.ต. จะใช้อำนาจกฎหมายดำเนินการได้ตามมาตรา 302 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ
อนึ่ง กรณีเกี่ยวกับการปกปิดโครงสร้างการถือหุ้นในบริษัทเอสซี แอสเสทฯ ตามประเด็นที่ 2 ก.ล.ต. ได้รวบรวบข้อมูลหลักฐานทั้งในและต่างประเทศ และส่งเรื่องไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2550 โดยมีการประสานความร่วมมือต่อเนื่องมาจนกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีความเห็นควร สั่งฟ้องบริษัทและนางบุษบา ดามาพงศ์ ในฐานะกรรมการบริษัทที่ร่วมลงนามในแบบดังกล่าวในความผิดฐานเปิดเผยข้อมูล เป็นเท็จในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ตามมาตรา 278 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ และเห็นควรสั่งฟ้อง พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ในความผิดเกี่ยวกับรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ และการไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทเอสซี แอสเสทฯ ตามมาตรา 246 และ 247 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ในปัจจุบันคดีนี้ได้ยุติแล้วโดยพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องบุคคล ทุกรายดังกล่าว
ด้วยข้อเท็จจริงข้างต้น ก.ล.ต. จึงเห็นว่าได้ดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำพิพากษาศาลฎีกาฯ หรือการถือหุ้นของครอบครัวชินวัตรในบริษัทชิน คอร์ปฯ และบริษัทเอสซี แอสเสทฯ ตามอำนาจหน้าที่แล้ว และได้รายงานการดำเนินการให้คณะกรรมการ ก.ล.ต. ทราบในการประชุม เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2553 ด้วยแล้ว อย่างไรก็ดี หากปรากฏว่าข้อมูลใดใหม่ ก.ล.ต. ก็พร้อมจะพิจารณาเรื่องเหล่านี้อีกครั้ง และจะแจ้งดำเนินการในเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. เพื่อทราบในการประชุมครั้งต่อไปด้วย

ขุมทรัพย์นักการเมือง

ที่มา มติชน



ประสงค์ วิสุทธ์


ณ ริมคลองประปา มติชนรายวัน

เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ได้รับเชิญให้ไปเสวนาเรื่อง ขุมทรัพย์พรรคการเมืองŽ ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

ใน การเสวนาผมยังยืนยันว่า ในการเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ไม่มีพรรคการเมืองหลักชูนโยบายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือ คอร์รัปชั่นในการหาเสียงเลย เพียงแต่อ้างว่า มีการเขียนไว้ในนโยบาย (แบบซุกๆ) แต่นโยบายดังกล่าวก็ไม่เป็นรูปธรรมหรือแสดงให้เห็นเจตจำนงว่า เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้

ทั้งๆ ที่การคอร์รัปชั่นก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง


ไม่ ว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะมีนโยบายลด แลก (คะแนนเสียง) แจก แถมมากแค่ไหน แต่การทุจริตจะทำให้ผลของนโยบายเหล่านี้ซึ่งใช้งบประมาณแผ่นดิน นอกจากจะไม่ถึงมือชาวบ้านแล้ว ยังเป็นช่องทางในการผันเงินเข้ากระเป๋าของนักการเมืองและพรรคพวกบริวารอีก ด้วย

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เห็นแหล่งทุนสำคัญของนักการเมืองชัดขึ้น จึงขอแบ่งขุมทรัพย์นักการเมืองออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

หนึ่ง งบประมาณแผ่นดินและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ แม้การทุจริตจากโครงการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจจะเป็น การทุจริตที่เก่าแก่ที่สุด แต่ก็เป็นแหล่งทุนที่ใหญ่ที่สุดของนักการเมืองมาตลอดจนถึงปัจจุบัน


ใน แต่ละปีงบประมาณแผ่นดินมีมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท ดังนั้น งบลงทุนเพียงปีละ 20% ก็เกือบ 5 แสนล้านบาท หากงบลงทุนเหล่านี้รั่วไหล 20% จะเป็นเงินกว่า 1 แสนล้าน ยังไม่นับรวมงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจอีกปีละหลายแสนล้านบาท


ที่ น่าสนใจคือโครงการยกระดับราคาพืชผลซึ่งในแต่ละปีใช้เงินหลายหมื่น ล้านบาท มีการแสวงหาผลประโยชน์ทุกขั้นตอนโดยเฉพาะโครงการจำนำราคาพืชผลเกษตรซึ่งพ่อ ค้าเป็นหัวคะแนนหรือเครือข่ายนักการเมืองได้รับผลประโยชน์เต็มๆ ตั้งแต่เริ่มรับจำนำ การรับฝากสินค้า การนำสินค้าไปหมุนเวียนหาประโยชน์ และการประมูลหรือซื้อสินค้าในสต๊อคของรัฐที่มีหลักฐานชัดเจนว่า นักการเมืองในรัฐบาลและคนใกล้ชิดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตั้งบริษัท เข้าประมูลเอง ทั้งข้าว และมันสำปะหลัง

แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ไม่กล้าปลดรัฐมนตรีรายดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง

เมื่อ เป็นขุมทรัพย์สำคัญ จึงไม่น่าแปลกอะไรที่นักการเมืองกระเหี้ยนกระหือรือในการนำเสนอและเร่งรีบ ผลักดันโครงการขนาดใหญ่มูลค่าหลายหมื่นหลายแสนล้านบาทโดยไม่มีการศึกษา โครงการอย่างรอบคอบ


สอง ตลาดทุน-ตลาดเงิน ตัวอย่างที่ดีที่สุดในการแสวงหาผลประโยชน์จากตลาดหุ้นหรือตลาดทุนคือ คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มูลค่ากว่า 46,000 ล้านบาท ฐานร่ำรวยผิดปกติ ที่แม้จะมีคำโต้แย้งจากนักวิชาการด้านกฎหมายบางคนว่า พฤติการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ถึงขนาดหรือหลักฐานไม่เพียงพอที่จะยึดทรัพย์ได้


แต่ ถ้าใครติดตามข้อมูลหลักฐานและพฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณมาตลอดประกอบกับคำพิพากษาแล้วจะเห็นร่องรอยอย่างชัดเจนว่า มีการแสวงหาผลประโยชน์


จากบริษัทในตลาดหุ้นในรูปแบบต่างๆ ก่อนหน้านี้ ในช่วงราวปี 2536-2538 นักการเมืองกลุ่ม 16 ก็ร่วมกับนายราเกซ สักเสนา แสวงหาผลประโยชน์จากบริษัทตลาดหุ้นโดยใช้สินเชื่อของธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์ การ (บีบีซี) จนทำให้บีบีซีเจ๊งและเสียหายนับแสนล้านบาท

นอก จากนั้นในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณเรืองอำนาจก็มีบางคนในครอบครัวชินวัตรเข้าไปกว้านซื้อหุ้นอยู่ เสมอ รวมถึงกรณีการฉ้อโกงบริษัท ปิคนิคฯซึ่งเกี่ยวพันกับนักการเมืองในรัฐบาลทักษิณอีกด้วย

จึง ไม่แปลกอะไรที่ในช่วงรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช นักการเมืองจึงพยายามเข้ายึดทั้งตลาดทุนและตลาดเงินโดยส่งคนเข้าไปเป็น กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรรมการตลาดหลักทรัพย์และกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย

แต่ แผนการยึดธนาคารแห่งประเทศไทยล้มเหลวเพราะถูกเปิดโปงโดยสื่อมวลชน และมีการร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ทำให้นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีคลังสมัยนั้นถูกดำเนินคดีซึ่งสำนวนอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการ

สาม การผูกขาดสัมปทานรัฐ แน่นอนว่า ผลประโยชน์มหาศาลที่ได้จากสัมปทานรัฐที่ใหญ่ที่สุดคือสัมปทานโทรคมนาคมซึ่งส่งผลให้ครอบครัวชินวัตรร่ำรวยมหาศาล

เคย มีใครสำรวจบ้างมั้ยว่า ครอบครัวชินวัตรและญาติพี่น้องที่มีบริษัทในเครือเกือบร้อยบริษัท มีกี่บริษัทที่ไม่ได้ทำธุรกิจผูกขาดด้านโทรคมนาคมที่ประสบความสำเร็จ?

นอก จากนั้น ยังมีสัมปทานขนาดใหญ่อื่น เช่น รถไฟฟ้า ธุรกิจพลังงาน ที่แม้จะเป็นของรัฐวิสาหกิจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นักการเมืองเข้าไปแทรกแซงเพื่อหาผลประโยชน์ตลอดเวลา


ตราบใดที่ ยังไม่สามารถทำให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เป็นไปอย่างเปิดเผยโปร่งใส และการแข่งขันของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรมแล้ว


นักการเมืองก็ยังคงสามารถแสวงหาผลประโยชน์จากขุมทรัพย์เหล่านี้ได้อีกนาน

นิติราษฎร์ฉบับที่ 24 จดหมายจาก "ปิยบุตร แสงกนกกุล" ถึง "แก้วสรร อติโพธิ" วิพากษ์กฎหมายหรือกฎหมู่ ?

ที่มา มติชน





ากเว็บ นิติราษฎร์

............................................................................................................

“J’apprenais du moins que je n’étais du côté des coupables, des accusés, que dans la mesure exacte où leur faute ne me causait aucun dommage. Leur culpabilité me rendait éloquent parce que je n’en étais pas la victime. Quand j’étais menacé, je ne devenais pas seulement un juge à mon tour, mais plus encore : un maître irascible qui voulait, hors de toute loi, assommer le délinquant et le mettre à genoux.”

“... การที่โดดเข้าไปช่วยเหลือจำเลยนั้นก็เพราะอาชญากรรมของเขาไม่เป็นภัยต่อ สวัสดิการของผม ผมแก้คดีของเขาด้วยอรรถาธิบายอันไพเราะจับใจ เพราะผมไม่ได้เป็นผู้รับเคราะห์จากการกระทำของเขา ทว่าเมื่อใดก็ตามที่เขาอาจเป็นอันตรายต่อผม เมื่อนั้นผมจะจัดการพิพากษาเขาทันที ยิ่งกว่านั้นก็พร้อมจะกลายเป็นคนคลั่งอำนาจ กฎหมายว่าอะไร กูไม่ฟัง จำจะต้องลงโทษมันให้ได้”

Albert Camus, La Chute, Gallimard, 1956, p.66.

สำนวนแปลโดย ตุลจันทร์ ใน อัลแบร์ กามู, มนุษย์สองหน้า, สำนักพิมพ์สามัญชน, ๒๕๔๓, หน้า ๖๘.
.......................................................................................................
- ๑ -

“กฎหมาย”

วัฒนธรรม การเมืองไทยในทุกวันนี้ มักอ้าง “กฎหมาย” กันเป็นสรณะ หากต้องการเสริมสร้างความชอบธรรมให้แก่การกระทำของตน ก็ต้องอ้างกฎหมาย เช่นกัน หากต้องการทำลายความชอบธรรมของการกระทำของศัตรู ก็ต้องอ้างว่าการกระทำนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย การเถลิงอำนาจของ “กฎหมาย” เป็นส่วนหนึ่งของชัยชนะอุดมการณ์ประชาธิปไตย-เสรีนิยม-นิติรัฐ เมื่อประเทศไทยอยู่ในสังคมโลก จึงไม่อาจตกขบวน “นิติรัฐ-ประชาธิปไตย” ได้ 1

เรา จึงพบเห็นบุคคลจำนวนมากหยิบยกคำใหญ่ๆโตๆจำพวก “นิติรัฐ” “นิติธรรม” “เคารพกฎหมาย” “กฎหมายเป็นใหญ่” “ปกครองโดยกฎหมาย” “ศาลตัดสินแล้วเป็นที่สุด ทุกคนต้องยอมรับ” เพื่ออ้าง "กฎหมาย-กระบวนการยุติธรรม-คำพิพากษา" ไว้อุดปากฝ่ายตรงข้าม และสร้างความชอบธรรมให้ฝ่าย ตนเอง โดยจงใจไม่พูดถึงที่มาอันอุบาทว์ของ “กฎหมาย” ปัจจัยรอบด้านของ "กฎหมาย" เนื้อหาของ “กฎหมาย” ไม่อนาทรร้อนใจต่อการใช้กฎหมายแบบเสมอภาค

การแสดงออกของคน จำนวนมากว่าไม่ยอมรับกระบวนการทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจาก คณะรัฐประหาร ไม่ใช่เรื่อง “การเมือง” มารังแก “กฎหมาย” ไม่ใช่เรื่อง “กฎหมู่” อยู่เหนือกฎหมาย แต่เป็นเรื่องที่คนจำนวนมากต้องการ “โต้” ว่าสิ่งที่พวกท่านอ้างว่าเป็น “กฎหมาย” นั้น เป็น “กฎหมาย” จริงหรือ? หรือมันเป็น “กฎหมู่” ที่ใส่เสื้อผ้า “กฎหมาย?

“กฎหมู่”

หาก เชื่อว่าในประเทศไทยนี้มี “กฎหมู่” จริง “กฎหมู่” ก็คงมิได้มีเพียงแต่ “กฎหมู่ชินวัตร” เท่านั้น ยังมีกฎหมู่อีกหลายตระกูล “กฎหมู่” ของบางตระกูลได้ทำลายระบอบประชาธิปไตย “กฎหมู่” ของบางตระกูลได้ตัดตอนบอนไซไม่ให้ประชาธิปไตยตามอุดมการณ์ของคณะราษฎร ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ได้เจริญเติบโตงอกงามในสังคมไทย และ “กฎหมู่” อีกหลายประเภทอาจสร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างมหาศาล

รัฐประหารเพื่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

คณะรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แล้วประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๔๙ เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

คณะ รัฐประหารรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและความชอบด้วยกฎหมายของการ กระทำของตนเองและการกระทำต่อเนื่อง ตามมาตรา ๓๖ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙ 2 เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

คณะรัฐประหารนิรโทษกรรมตนเองและพรรคพวกตามมาตรา๓๗ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙3 เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

คณะรัฐประหารออกประกาศ คปค ฉบับที่ ๒๗ ข้อ ๓4 เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

“กฎหมาย” ที่เกิดจากน้ำมือของคณะรัฐประหาร เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

ที่มาและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

มาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐5 เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

กระบวนการใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือจนนำมาสู่การยุบพรรคการเมืองหลายพรรค ตัดสิทธินักการเมืองหลายคน เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เกิดขึ้นจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารเป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

ขบวนการ “ตลก ภิวัตน์” เป็น “กฎหมู่” หรือไม่?

สาธุชนพึงพิจารณาได้เอง

ข้าพเจ้า เห็นว่า ด้วยความสามารถและความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ มนุษย์จึงไม่ควรมีความจำที่สั้นจนเกินไปนัก มนุษย์ผู้มีเหตุมีผลต้องตระหนักรู้ได้ถึงเหตุการณ์ที่กฎหมายถูกนำไปใช้อย่าง บิดเบี้ยว ทั้งการตราตัวบทกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับนิติรัฐ-ประชาธิปไตย ทั้งการใช้และการตีความกฎหมายขององค์กรผู้มีอำนาจไปในทิศทางที่ไม่สนับสนุน นิติรัฐ-ประชาธิปไตย และก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรม ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙

การ พิจารณาให้ความเห็นในเชิงคุณค่าต่อเรื่องใดก็ตาม โปรดพิจารณาให้สม่ำเสมอและเป็นมาตรฐานเดียวกันด้วย มิใช่ติดตั้งสวิตช์ตัดไฟ พร้อมเปิด-ปิดได้ตามสถานการณ์ เรื่องหนึ่งเปิดสวิตช์ “นิติรัฐ” เต็มที่ พออีกเรื่องหนึ่ง กลับปิดสวิตช์ “นิติรัฐ” ทิ้งเสีย

น่า เสียดาย ถ้าคนเหล่านี้ “ขยันขันแข็ง” กับการต้านรัฐประหาร ต้านรัฐประหารได้สักเสี้ยวหนึ่ง ต้านกระบวนการทางกฎหมายที่บิดเบี้ยวมาตั้งแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙ ได้สักครึ่งหนึ่งของสิ่งที่พวกเขากำลังกระเหี้ยนกระหือรือกระทำกันอยู่... ก็คงดี

ข้าพเจ้าเห็นว่าบุคคลเหล่านี้ควรกลับมาทบท วน ตั้งสติ ลดอัตตา และแอมบิชันส่วนตนลงเสียบ้าง มิใช่ตั้งคำตอบไว้ในใจ ฝังลงไปในสมอง ลึกเข้าไปในจิตสำนึกว่ามันผิด มันโกง มันชั่ว ข้าขออาสาเข้ามาจัดการมันเอง เมื่อจัดการมันแล้ว ได้ผลสำเร็จมาบางส่วน ก็จะตามราวีมันต่อ เพื่อสนองตอบจิตสำนึกของตน เพื่อขับเน้นว่าสิ่งที่ข้าคิดนั้นมันถูก สิ่งที่ข้าทำนั้นมันดี เมื่อข้าอาสาเข้ามาทำงานนี้แล้ว ผลงานที่ข้าร่วมรังสรรค์ขึ้นต้องเดินหน้าไปให้ถึงจุดหมาย วิธีคิดแบบนี้มีแต่พาไปสู่อันตราย ข้าพเจ้าเป็นคนไม่สันทัดเรื่องพระเรื่องศาสนา แต่ครั้งนี้ขอยืมคำพระมาใช้บ้าง : “ปล่อยวาง”

คำ พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.๑/๒๕๕๓ เรื่อง ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๓

ต่อคำพิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.๑/๒๕๕๓ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “คดียึดทรัพย์ทักษิณ” นั้น คณะนิติราษฎร์เมื่อครั้งยังเป็นกลุ่ม ๕ อาจารย์ได้ออกแถลงการณ์ ทั้งฉบับเต็ม (http://www.enlightened-jurists.com/directory/74/Tk.html) และฉบับย่อ (http://www.enlightened-jurists.com/directory/75/concise.html) แสดงความไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าว ตั้งแต่ต้นกำเนิดของคดีซึ่งมีที่มาจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙, ข้อสงสัยในความเป็นกลางของ คตส.ในฐานะเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ไต่สวน, เนื้อหาของคดีเกี่ยวกับข้อกล่าวหาทั้ง ๕ กรณีว่าเป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทในเครือ, การเชื่อมโยงข้อกล่าวหาทั้ง ๕ กรณีว่าเป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งนายก รัฐมนตรี ตลอดจนผลลัพธ์ของคดีที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นของแผ่นดิน ข้าพเจ้าจึงไม่ขอกล่าวซ้ำอีก

ภาย หลังศาลฎีกาฯได้พิพากษาให้ยึดทรัพย์ คำพิพากษานี้ไม่ได้ส่งผลสะเทือนถึงจำนวนเงิน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ เท่านั้น แต่ยังเกิดผลข้างเคียงทางการเมืองตามมาอีกด้วย บุคคลจำนวนหนึ่งพยายามนำแต่ละท่อน แต่ละส่วน แต่ละวรรค แต่ละตอนของคำพิพากษานี้มาขยายผล ก็เพียงเพื่อต้องการจะเอากันให้ตาย จะไล่บี้ให้ไม่เหลือที่เดิน จะต้อนเขาให้จนมุมจนไม่อาจผยองได้อีก โดยอ้างว่าที่กระทำไปนั้น พวกตนไม่ได้คิดแก้แค้น ไม่ได้คิดร้าย แต่ต้องทำตาม “นิติรัฐ”

ข้าพเจ้าเห็นว่าคำพิพากษา ฉบับนี้มีจุดกำเนิดมาจากความไม่ปกติ การนำคำพิพากษานี้มาใช้เป็นบรรทัดฐาน นำเนื้อความในคำพิพากษามาใช้บางท่อนบางตอนเพื่อประโยชน์ในการจัดการศัตรูทาง การเมือง จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ด้วยความเคารพต่อศาลฯ ข้าพเจ้าเห็นว่าหากต้องการนำคำพิพากษานี้มาใช้ คงใช้ได้แต่เพียงการศึกษาและวิจารณ์ถึงความไม่ถูกต้องตามหลักวิชา

เกี่ยวกับคำพิพากษานี้ นายแก้วสรร อติโพธิ ได้ปกป้องการกระทำของ คตส. ในแง่ที่มาของ คตส. ว่า

“ถาม ว่ากระบวนการดำเนินคดีของ คตส.ตรงไหนที่ไม่ถูกต้อง ส่วนที่บอกว่าคตส.ตั้งโดยคมช. ถามว่าคตส.เอากระบวนการไหนมากล่าวโทษทักษิณ คมช.ไม่ได้เขียนอำนาจอะไรเป็นพิเศษเขาให้เราใช้อำนาจตามกระบวนการกฎหมายปกติ และมีมาตรฐานไม่เคยขัดรัฐธรรมนูญ พอขึ้นศาลคมช.ก็ไม่ได้เขียนอำนาจ การพิจารณาคดีของศาลใหม่ เป็นการพิจารณาแบบเดียวกับคดีของนายรักเกียรติ เป็นมาตรฐานเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่า คตส.ตั้งโดยมาตรฐานเดียวกับป.ป.ช. และคดีที่คตส.เข้าไปตรวจสอบก็ไม่ใช่คดีใหม่ มีอยู่แล้วที่ปปช. สตง. เราเอาคดีนี้มาแล้วก็ใช้อำนาจกำหมายตามปกติ มันจึงไม่ใช่เหตุผลที่จะมาบอกว่ากระบวนการดำเนินคดีไม่ชอบ ทางฝ่ายนักกฎหมายทักษิณก็บอกว่าทฤษฎีต้นไม้พิษผล ก็ต้องเป็นพิษ ตรงนี้ไปจำใครมาก็ไม่รู้ เพราะทฤษฎีตรงนี้มาจากศาลสูงของสหรัฐว่าหากกระบวนการดำเนินคดีใดเป็นไปโดยมิ ชอบ เช่นเอาหลักฐานจากการลักลอบดักฟังโทรศัพท์จำเลย มาลงโทษจำเลย ศาลทั่วไปในสากลก็จะชี้ว่าทำไม่ได้ และผลผลิตที่ได้คือคำพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ก็จะต้องถูกปฏิเสธตามไปด้วย ซึ่งสภาพความไม่ชอบด้วยกระบวนการเช่นนี้ หาได้เกิดขึ้นในคดี คตส.เลย”6

ข้าพเจ้า ขออนุญาตให้ความเห็นว่า กระบวนการยุติธรรมสำคัญทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการสืบสวนสอบสวนอันเป็นต้นธาร จนถึงคำพิพากษาที่เป็นปลายธาร ดังที่ปรากฏในแถลงการณ์ของพวกเราว่า :

.............................................................................................................

“๑.๔. หลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (Right to fair trial) และหลักการว่าด้วยกระบวนการทางกฎหมายที่ดี (Due process of law) ถือเป็นหลักการพื้นฐานในนิติรัฐ-ประชาธิปไตย เมื่อกระบวนการทางกฎหมายไม่ถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการนั้นก็ย่อมไม่ถูกต้องไปด้วย จริงอยู่ อาจกล่าวกันว่ากระบวนการยุติธรรมในคดีนี้ ไม่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นในชั้นของ คตส. แต่ยังต้องดำเนินต่อไปยังชั้นอัยการสูงสุด และสุดท้ายเป็นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ทำหน้าที่ พิพากษา กระบวนการเหล่านี้อาจมีบางท่านถือว่าให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาโต้แย้งคัดค้านได้เต็มที่ และการพิจารณาคดีโดยศาลฎีกาฯซึ่งจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มีความเป็นกลางและอิสระ ก็เป็นหลักประกันแก่ผู้ถูกกล่าวหาว่าจะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมแล้ว

๑. ๕. ถึงกระนั้น คณาจารย์ทั้งห้าก็ยังเห็นว่า ต้นธารของกระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เริ่มต้นจากรัฐประหาร ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นที่มาของการแต่งตั้ง คตส. เป็นที่มาของการให้อำนาจมากมายในการตรวจสอบทรัพย์สินแก่ คตส. เป็นที่มาของการแต่งตั้งบุคคลไปดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อ คปค.ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และการรัฐประหารก็เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดทางอาญา มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และเป็นสิ่งแปลกปลอมในรัฐเสรีประชาธิปไตย ประกอบกับพิจารณาทางความเป็นจริงก็เห็นว่าคดีที่ คตส.เลือกขึ้นมาพิจารณาก็ล้วนแล้วแต่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ย่อมชี้ให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เริ่มต้นจากความไม่ชอบด้วย กฎหมาย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายดุจกัน

๑. ๖ หากแม้นยอมเชื่อกันตามประเพณีของระบบกฎหมายไทยที่ว่า เมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เมื่อนั้นคณะรัฐประหารก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจออกรัฐธรรมนูญใหม่หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า ตลอดจนการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมายได้ คณาจารย์ทั้งห้าก็ยังคงเห็นว่า เมื่อรัฐประหารเกิดขึ้นแล้ว และคณะรัฐประหารได้ให้กำเนิดผลิตผลทางกฎหมายจำนวนมาก จนกระทั่งวันหนึ่งมีการจัดตั้งระบบกฎหมายชุดใหม่ผ่านการจัดให้มีรัฐธรรมนูญ องค์กรผู้ใช้บังคับกฎหมายทั้งหลาย ก็ต้องพิจารณาใช้และตีความผลิตผลทางกฎหมายของคณะรัฐประหารเสียใหม่ให้เป็นไป ในทางที่เป็นธรรม คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าองค์กรผู้บังคับใช้กฎหมายทั้งปวงควรจะต้องปฏิเสธรัฐ ประหารและผลผลิตของคณะรัฐประหารด้วยการไม่นำประกาศ คปค.มาใช้บังคับและไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมที่ริเริ่มจากคณะรัฐประหาร

๒. ความเป็นกลางขององค์กรที่ทำหน้าที่ไต่สวน

๒. ๑ หลักความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ถือเป็นหลักกฎหมายทั่วไปในกฎหมายมหาชน เพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีเป็นธรรม คู่กรณีต้องได้รับการประกันว่าเรื่องของตนจะถูกพิจารณาโดยบุคคลที่มีความ เป็นกลาง หากพบว่ามีบุคคลที่ไม่เป็นกลางในการพิจารณาเรื่องใด บุคคลนั้นต้องถอนตัวออกจากการพิจารณา และคำสั่งที่เกิดจากการพิจารณาโดยบุคคลที่ไม่เป็นกลางย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย

๒. ๒ ความไม่เป็นกลางปรากฏได้ใน ๒ ลักษณะ (๑) ความไม่เป็นกลางทางภาวะวิสัย คือ ลักษณะซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นกลางจากภายนอก แม้บุคคลนั้นจะมีใจที่เป็นกลางเพียงใดก็ตาม หากสภาพภายนอกเป็นเหตุให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจไม่เป็นกลาง ก็ถือได้ว่าบุคคลนั้นไม่เป็นกลาง เช่น เป็นคู่กรณีเสียเอง เป็นคู่สมรส เป็นบุตร เป็นพี่น้อง เป็นญาติ (๒) ความไม่เป็นกลางทางอัตวิสัย คือ ลักษณะความไม่เป็นกลางโดยตัวของมันเอง ซึ่งเกิดจากจิตใจ ทัศนคติ ความเชื่อส่วนบุคคล พฤติกรรม รสนิยม หรือการกระทำของบุคคลนั้น เช่น ความลำเอียง ความโกรธ ความโลภ มีผลประโยชน์ขัดกัน มีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อคู่กรณีอย่างประจักษ์ชัด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ความไม่เป็นกลางนี้มิใช่เกิดจากเพียงเหตุระแวงหรือคาดเดาเอาเอง แต่ต้องเป็นเหตุที่แสดงให้เห็นประจักษ์ชัดและมีสภาพร้ายแรงเพียงพอที่จะเห็น ได้ว่าอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลางได้

๒. ๓ หลักความเป็นกลางในระบบกฎหมายของนานาอารยประเทศ เรียกร้องอย่างเคร่งครัดทั้งกับเจ้าหน้าที่และผู้พิพากษา คำพิพากษาศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปและศาลภายในวางหลักไว้ว่า บุคคลที่มีทัศนคติหรือเคยแสดงความคิดเห็นไปในทางที่เป็นปฏิปักษ์ในเรื่อง หนึ่ง ต่อมาบุคคลนั้นมีโอกาสพิจารณาเรื่องทำนองเดียวกัน เช่นนี้ย่อมถือว่าบุคคลนั้นมีสภาพ “ไม่เป็นกลาง” ในการพิจารณาเรื่องนั้น เช่น เจ้าหน้าที่หรือผู้พิพากษาเคยแสดงความเห็นไปในทางเหยียดผิว ต่อมามีโอกาสพิจารณาเรื่องหรือคดีที่จำเลยเป็นคนผิวสี (คำวินิจฉัยศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป CEDH 23 avril 1986, Remli c/ France) หรือ เจ้าหน้าที่หรือผู้พิพากษาได้ให้ความเห็นผ่านทางสื่อสาธารณะว่าคู่กรณีหรือ จำเลยมีความผิด ต่อมาเจ้าหน้าที่หรือผู้พิพากษามีโอกาสพิจารณาเรื่องนั้น (คำวินิจฉัยศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป CEDH 28 novembre 2002, Lavents c/ Lettonie) หรือนายกเทศมนตรีเคยให้ความเห็นไว้ว่าตำแหน่งเลขานุการประจำเทศบาลไม่เหมาะ กับเพศหญิง ต่อมานายกเทศมนตรีได้เป็นประธานกรรมการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่ง เลขานุการประจำเทศบาล (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดฝรั่งเศส CE 9 novembre 1966, Commune de Clohars-Carnoët c/ Demoiselle Podeur) เป็นต้น

คำ วินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชน ยุโรปที่อาจนำมาเทียบเคียงได้อีกกรณีหนึ่ง คือ คำวินิจฉัยในคดี Incal c/ Turquie, 9 juin 1988 และ Ergin c/ Turquie, 4 mai 2006 ซึ่งวางหลักไว้ว่า พลเรือนต้องถูกดำเนินคดีอาญาในศาลทหารพิเศษซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาซึ่ง แต่งตั้งโดยทหารเอง ศาลลักษณะนี้ย่อมไม่เป็นกลางและไม่เป็นอิสระ

จะ เห็นได้ว่า หลักความเป็นกลางเป็นหลักการที่นานาอารยประเทศให้ความสำคัญและเคร่งครัดมาก เพราะกระบวนการยุติธรรมไม่ได้สำคัญที่ “อำนาจ” ที่บังคับการให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปเท่านั้น แต่กระบวนการยุติธรรมต้องสร้างความมั่นใจให้แก่คู่กรณีและสาธารณชนว่าพวกเขา จะได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการดังกล่าว สมดังคำกล่าวของ Lord Hewart (๑๘๗๐-๑๙๔๓) ผู้พิพากษาอังกฤษว่า “ความยุติธรรมต้องไม่เพียงถูกมอบให้ แต่ความยุติธรรมต้องถูกมองเห็นว่ามอบให้”

๒. ๔ ในคดีนี้ ผู้ถูกกล่าวหาคัดค้านอนุกรรมการไต่สวน (นายกล้านรงค์ จันทิก, นายบรรเจิด สิงคะเนติ, นายแก้วสรร อติโพธิ) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความไม่เป็นกลางทางอัตวิสัยว่าอนุกรรมการไต่สวนเป็น ปฏิปักษ์ต่อผู้ถูกกล่าวหาทำให้การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนไม่ชอบด้วย กฎหมาย แต่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนทั้งสามคนชอบด้วยกฎหมาย แล้ว การให้เหตุผลของศาลในกรณีนี้ไม่ได้แสดงให้เห็นโดยละเอียดว่าอนุกรรมการไต่ สวนทั้ง ๓ คน ปราศจากความไม่เป็นกลางอย่างไร ศาลฎีกาฯเพียงแต่อธิบายยกถ้อยคำพรรณนาโดยนำบทบัญญัติมาตรา ๔๖ ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และข้อ ๑๑ ของระเบียบ ป.ป.ช.ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ.๒๕๔๗ มาไล่เรียงทีละข้อว่า “บุคคลที่ต้องห้ามมิให้เป็นอนุกรรมการไต่สวน... ได้แก่ บุคคลผู้รู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหามาก่อน หรือมีส่วนได้เสียในเรื่องที่กล่าวหา หรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา” และศาลก็แปลความ-ยกตัวอย่างว่า “การรู้เห็นเหตุการณ์จำกัดเฉพาะการเป็นผู้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องโดยตรงใน เหตุการณ์หรือพฤติการณ์ที่กล่าวหานั้น เช่น การมีส่วนร่วมในการดำเนินการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาด้านโทรคมนาคมต่างๆที่มีการกล่าวหาในคดีนี้ เป็นต้น” จากนั้นศาลก็นำพฤติกรรม-การกระทำของอนุกรรมการทั้งสามซึ่งถูกสงสัยว่าอาจจะ ไม่เป็นกลางมาเทียบ แล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของนายกล้านรงค์ “เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย” “เป็นการแสดงออกโดยใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ” “เป็นการดำเนินการโดยใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ” การกระทำของนายบรรเจิด “เป็นการแสดงออกในฐานะนักวิชาการและประชาชน” และ “เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย” การกระทำของนายแก้วสรรเป็นการ “แสดงความคิดเห็นทางวิชาการ และเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความชอบธรรมตามสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญ รับรอง ไม่มีเหตุโกรธเคืองเป็นการส่วนตัวกับผู้ถูกกล่าวหา ทั้งไม่มีส่วนรู้เห็นเหตุกาณ์โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องที่มีการกล่าวหา”

๒. ๕ คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า การกระทำใดจะถือว่าไม่เป็นกลางทางอัตวิสัยหรือไม่ ต้องพิจารณาจากลักษณะและเนื้อหาของการกระทำนั้นเป็นรายกรณีไป การกระทำของบุคคลหนึ่งในอดีตซึ่งถูกสงสัยว่าจะส่งผลต่อความไม่เป็นกลางของ บุคคลนั้นในการปฏิบัติหน้าที่ แม้การกระทำในอดีตนั้นจะเป็นการกระทำตามกฎหมาย หรือเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ปราศจากข้อสงสัยในเรื่องความเป็นกลาง จะเห็นได้ว่าศาลไม่ได้ยกเหตุผลหรืออธิบายให้เห็นชัดเลยว่าการกระทำของบุคคล ทั้งสามมีความเป็นกลางหรือไม่ ศาลเพียงแต่บอกว่า “เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย” “เป็นการแสดงออกโดยใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ” “เป็นการดำเนินการโดยใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ” “เป็นการแสดงออกในฐานะนักวิชาการและประชาชน” “เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย” “เป็นการแสดงความเห็นทางวิชาการ วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความชอบธรรม ไม่มีเหตุโกรธเคืองเป็นการส่วนตัว ไม่มีส่วนรู้เห็นเหตุกาณ์โดยตรง” เหตุผลเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าพฤติกรรมหรือการกระทำเหล่านี้จะไม่ได้ แสดงถึง “ความไม่เป็นกลาง” ของบุคคลทั้งสาม ตรงกันข้าม สมมติว่าหากพิจารณาโดยเนื้อแท้แล้วการกระทำนั้นยังคงมีสภาพร้ายแรงเพียงพอ ที่จะเห็นได้ว่าอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลางได้ อย่างไรเสียก็คือ “ ความไม่เป็นกลาง” แม้การกระทำนั้นจะเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการก็ตาม

๒. ๖ เป็นที่ทราบกันดีว่า คตส. แต่งตั้งโดย คปค. ภายหลังจากที่ คปค.รัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณฯ ในครั้งแรก คปค. แต่งตั้ง คตส. (ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๓) โดยมีนายสวัสดิ์ โชติพานิช เป็นประธาน และกรรมการอีก ๗ คน ประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งตามหน่วยงานต่างๆ หกวันให้หลัง คปค. กลับออกประกาศยกเลิก คตส. ชุดดังกล่าว และแต่งตั้ง คตส. ชุดใหม่ โดยกำหนดชื่อตัวบุคคลเป็นกรรมการ คตส. รวม ๑๒ คน (ตามประกาศ คปค ฉบับที่ ๓๐) เมื่อพิจารณาถึงรายชื่อกรรมการแต่ละคน ก็ชวนให้สงสัยว่าเหตุใด คปค.ต้องยกเลิก คตส.ชุดเดิม (ซึ่งกำหนดจากตำแหน่ง) และตั้ง ๑๒ คนนี้ (กำหนดเป็นบุคคลเฉพาะเจาะจง) เป็น คตส. ชุดใหม่ เมื่อ คตส. กำเนิดจากการแต่งตั้งของ คปค. และ คปค.เป็นผู้ก่อการรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะที่ คตส. เลือกพิจารณาตรวจสอบเฉพาะเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ความข้อนี้ย่อมเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยถึงความไม่เป็นกลางของ คตส. ต่อการพิจารณาเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ฯได้

๒.๗. เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมและทัศนคติของคตส.และอนุกรรมการไต่สวนทั้งสามคน ในแง่การให้ความเห็นเป็นปฏิปักษ์กับพ.ต.ท.ทักษิณฯหลายครั้งทั้งก่อนและ ระหว่างดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ คตส. การร่วมชุมนุมและขึ้นเวทีอภิปรายกับกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณฯ การอภิปรายและเขียนบทความวิจารณ์การดำเนินนโยบายของพ.ต.ท.ทักษิณ (ใน ๕ กรณีตามคำร้องในคดีนี้) ไปในทางไม่เห็นด้วยและเห็นว่าน่าจะส่อทุจริตและใช้อำนาจโดยมิชอบ (ตัวอย่างรูปธรรม คือ เอกสารความยาว ๓๒ หน้าในชื่อ “หยุดระบอบทักษิณ” ที่นายแก้วสรร อติโพธิ เป็นหนึ่งในผู้จัดทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวข้อที่ ๓ “ระบอบทักษิณ โกงกินชาติบ้านเมือง”) การจัดงานเลี้ยงอำลาเนื่องในโอกาส คตส.หมดวาระ โดยจัดทำชื่อรายการอาหารล้อเลียนนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าข้อเท็จจริงเหล่านี้ควรที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบ ด้วย”

..................................................................................................................

ข้าพเจ้า เห็นว่า บางครั้งการประเมินเชิงคุณค่าเรื่องความยุติธรรมอาจไม่ได้ยากจนเกินไป หากเพียงเราลองสมมติว่าถ้าตนเองถูกกระทำอย่างนั้นบ้าง ยังจะว่าเป็นความยุติธรรม ยังจะว่าเป็นกฎหมายอีกหรือไม่ 7

หาก ยังไม่เห็นภาพ ก็ลองสมมติดูว่า คณะรัฐประหารได้ตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อสอบสวนคดีของ นายแก้วสรรฯ กรรมการแต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่ไม่ชอบนายแก้วสรรฯทั้งสิ้น แม้คณะรัฐประหารจะกำหนดว่าเมื่อคณะกรรมการชุดนี้สอบสวนแล้วเสร็จให้ส่ง เรื่องไปยังศาลเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไปก็ตาม ถามว่านายแก้วสรรฯยังคิดว่ายุติธรรมหรือไม่ หรืออีกสักตัวอย่าง เอาให้แคบเข้าไปอีกสักหน่อย นายแก้วสรรฯถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยซึ่งประกอบไปด้วยกรรมการที่เคย ทะเลาะเบาะแว้งกับนายแก้วสรรฯ ไม่ชอบนายแก้วสรรฯ มีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์กับนายแก้วสรรฯชัดเจน เช่นนี้ นายแก้วสรรฯจะว่ากระบวนการสอบสวนทางวินัยนี้มีความเป็นกลางและจะมอบความ ยุติธรรมให้นายแก้วสรรฯได้หรือไม่?

อนึ่ง ข้าพเจ้าขอสารภาพว่าเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๓ ข้าพเจ้าได้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ด้วยการไปลงคะแนนเสียงให้นายแก้วสรร อติโพธิ ผู้สมัครหมายเลข ๓๕ (ข้าพเจ้าจำได้แม่นยำ เพราะเป็นการใช้สิทธิครั้งแรกในชีวิตของข้าพเจ้า) นอกจากนั้นข้าพเจ้ายังเชิญชวนให้สมาชิกในครอบครัวของข้าพเจ้าไปลงคะแนนให้ นายแก้วสรรฯอีกด้วย ที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ มิใช่หมายมาลำเลิกบุญคุณแต่ประการใด เมื่อข้าพเจ้าลงคะแนน ข้าพเจ้าได้พินิจพิเคราะห์อย่างถ้วนถี่และได้ลงคะแนนไปตามจิตสำนึกของ ข้าพเจ้า และเมื่อครั้งนายแก้วสรรฯ เป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ได้ทำประโยชน์อยู่หลายประการ ข้าพเจ้าจึงมิได้รู้สึกว่าการลงคะแนนของข้าพเจ้าเป็น “บุญ” แล้วต่อมาข้าพเจ้ารู้สึก “บาป” จึงต้องเขียนประกาศนิติราษฎร์ฉบับนี้เพื่อ “ล้างบาป” ข้าพเจ้าเพียงแต่อ่านความเห็นและเห็นการกระทำของนายแก้วสรรฯ ณ เวลานี้ แล้วไม่เห็นด้วย จึงเขียนแย้ง ก็เท่านั้นเอง

- ๒ -

ใน ห้วงเวลานี้ ประเด็น “นิรโทษกรรม” เริ่มปรากฏเป็นข้อถกเถียงในสังคมไทย ข้าพเจ้าเห็นว่าการนิรโทษกรรมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นั้น นอกจากจะไม่ชัดเจนว่าใคร เหตุการณ์ใด ที่นับรวมอยู่ในขอบเขตของการนิรโทษกรรมแล้ว การนิรโทษกรรมยังไม่ถูกต้องตามหลักวิชาอีกด้วย เพราะ การนิรโทษกรรม คือ มีการกระทำที่เป็นความผิดแล้วมีการตรากฎหมายในภายหลังเพื่อกำหนดว่าการกระทำ นั้นไม่เป็นความผิดแล้ว ในเมื่อเดินหน้าเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ การกระทำใดที่ถือเป็นความผิดอันเนื่องมาจาก “กฎหมาย” ของคณะรัฐประหาร ไม่ควรถือว่าเป็นความผิด เมื่อไม่เป็นความผิด ย่อมไม่มีอะไรให้นิรโทษ ในขณะเดียวกันผู้เสียหายจากการกระทำความผิดของอำนาจรัฐตลอดช่วงเวลาเกือบ ๕ ปี พวกเขาต้องได้รับการเยียวยา

ถ้าไม่นิรโทษกรรม แล้วเราควรทำอย่างไร?

ความ คิดหนึ่งที่ยังมิเคยปรากฏในการถกเถียง แต่ในหมู่ผู้ก่อตั้งคณะนิติราษฎร์เริ่มหยิบยกมาสนทนากัน คือ การประกาศให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และ “ผลิตผล” ของคณะรัฐประหาร เป็นการกระทำที่เป็นโมฆะ หรือเป็นการกระทำที่ไม่เคยปรากฏขึ้น แน่นอน อาจมีคนโต้แย้งโดยหยิบยกหลักความมั่นคงแห่งนิติฐานะมาใช้อ้างว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาจากรัฐประหาร ๑๙ กันยา มีจำนวนมาก มีผลทางกฎหมายผูกพันบุคคลหลายคน หากประกาศให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และ “ผลิตผล” ของคณะรัฐประหารเสมือนว่าไม่เคยเกิดขึ้นเลยแล้วล่ะก็ ย่อมส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่กระทบคนจำนวนมากและก่อให้เกิดความเสีย หายมหาศาล อีกทั้งในความเป็นจริงแล้ว คงไม่อาจลบล้างเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วได้ครบถ้วน ความข้อนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า หากเรื่องใดไม่อาจเยียวยาย้อนหลังให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้จริง หรือหากเรื่องใดพิจารณาแล้วว่าสมควรให้มีผลดำรงอยู่ในระบบกฎหมายต่อไป ก็สามารถกำหนดความสมบูรณ์ให้แก่เรื่องนั้นๆได้เป็นรายกรณี แต่หลักใหญ่ใจความ คือ ต้องประกาศให้เป็นสัญลักษณ์ว่า “รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙” ไม่ถูกต้อง ไม่ควรให้ดำรงอยู่ต่อไปในระบบกฎหมาย

( อ่านต่อ ที่นี่ )