WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 14, 2011

กนกล้อฟรีโยนขี้ทีมงานด่าแดงกูเปล่าทำ ลูกลิ้มเห็นหมาเน่าลอยมาถลาใส่เติมโหวตNOลามแดกลูกหยุ่น

ที่มา Thai E-News






แถลงข่าวเรื่อง จดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักเข� from duhlagalaladum on Vimeo.


แม้แต่คุณปราบดา หยุ่น ลูกเจ้านายคุณกนกยังเอาด้วยไปลงชื่อให้แก้ไขมาตรา 112 กะเขาด้วยเลยครับ อันนี้กลับทำให้ผมช็อคมากกว่าว่าเกิดอะไรกับคนที่มีการศึกษาขนาดนี้ เกิดอะไรกับคุณคุ่นที่ผมเคยรู้จักเขา-จิตตนาถ ลิ้มทองกุล

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 มิถุนายน 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ลูกชายนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำสูงสุดของพันธมิตรฯ กลุ่มเคลื่อนไหวการเมืองอนุรักษ์นิยมล้าหลังขวาจัด ได้เขียนบทความต่อไปนี้ในเวบไซต์ASTVผู้จัดการ สื่อกระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของพันธมิตร โดยมีเนื้อหาตำหนิว่าทำไมนายกนก รัตน์วงศ์สกุล เพิ่งมาเดือดร้อนตอนพรรคประชาธิปัตย์ที่นายกนกและเครือเนชั่นถือหางอยู่ มีคะแนนนิยมเป็นรองพรรคเพื่อไทย และได้กล่าวพาดพิงถึงนายปราบดา หยุ่น ลูกชายนายสุทธิชัย หยุ่น ดังรายละเอียดต่อไปนี้

ถึงคุณกนกที่เคารพรัก จาก จิตตนาถ ลิ้มทองกุล

ถึงคุณกนกที่เคารพรักครับ ผมไม่ได้รู้จักคุณกนกเป็นการส่วนตัว แต่ก็มีโอกาสดูคุณกนก ผ่านทางจอทีวีบ้าง และอ่านข้อเขียนของคุณในบางโอกาส
โดยเฉพาะข้อเขียนชิ้นนี้ในแฟนเพจของคุณรู้สึก ดีใจมากครับที่เห็นว่าอย่างน้อยเมืองไทยก็ยังมีสื่อมวลชนค่ายอื่นนอกจากค่าย เอเอสทีวีที่ผมสังกัดอยู่กล้าที่จะพูดอะไรตรงไปตรงมากับเขาบ้าง

ในฐานะที่ทำสื่อด้วยกันจึงอยากจะแชร์ความรู้สึกและขอเพิ่มมุมมองส่วนตัว เพื่อแลกเปลี่ยนกันนะครับเผื่อคุณกนกจะได้มีโอกาสผ่านตาข้อเขียนของผม

สิ่งที่คุณกนกกำลังตระหนักและตระหนกนั้นผมเห็นด้วยทุกอย่างครับ แต่ผมรู้สึกว่าคุณกนกอาจจะรู้สึกหรือพูดออกมาช้าไปสักหน่อยเมื่อเทียบกับ สิ่งที่สื่อเอเอสทีวีได้นำเสนอถึงเรื่องเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมามาเป็นเวลา นานแล้ว

ถ้าคุณกนกรู้สึกตัวเร็วกว่านี้อีกสักนิด เราคงจะได้เป็นแนวร่วมกันเตือนท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ รองนายกฯ เทพเทือก รมว.กลาโหม ประวิตร คณะกรรมการปรองดองทั้งหลายแหล่ รวมไปถึงแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ ให้หูตาสว่างได้ทัน เพื่อที่จะใช้ระบบนิติรัฐจัดการกับขบวนการเผาบ้านเผาเมืองพวกนี้ เพราะหลักฐานทุกอย่างชัดเจนมัดแน่นจนดิ้นไม่หลุดอยู่แล้ว

แต่เพราะคุณกนกรู้สึกตัวช้าไป จึงไม่มีใครช่วยกระตุ้นท่านนายกร่วมกับสื่อเล็กๆ อย่างพวกผม เสียงเราคงไม่ดังพอ เพราะเราไม่ได้ออกอากาศในช่องฟรีทีวีเหมือนรายการในเครือเนชั่นที่คุณกนก ดำเนินรายการอยู่ ดังนั้นคนเหล่านั้นจึงได้รับการช่วยเหลืออย่างไม่เป็นทางการจากกลุ่มคนดัง กล่าวให้พาเหรดกันออกมาเตรียมตัวเป็นว่าที่ ส.ส. และ รมต.สีแดงอย่างที่คุณรับไม่ได้หากมันกำลังจะกลายเป็นเรื่องจริง

ผมเข้าใจครับที่สื่อมวลชนอย่างคุณจะหงุดหงิดว่านี่มันอะไรกัน คนส่วนใหญ่จำเรื่องเผาเมืองเท่ากับเหตุการณ์ไฟไหม้ธรรมดา แถมไปจำประเด็นเสื้อแดงตาย 91 ศพมากกว่ากองกำลังติดอาวุธที่สังหารเจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชนที่โดนลูกหลง คนต้องอพยพหนีจาก รพ.จุฬาฯ

ถ้าอย่างนั้นแล้วที่ผ่านมาเครือเนชั่น หรือช่องหอยม่วงของรัฐมัวแต่ไปวิเคราะห์ข่าวอะไรอยู่ครับ หรือว่าตอนนั้นเทน้ำหนักไปที่ข่าวปรองดอง ปล่อยให้ทางเอเอสทีวีของทางผมพูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องอยู่ค่ายเดียว

อันที่จริงที่คุณกนกวิตกยังน้อยนะครับ เรายังไม่ได้พูดถึงประเด็นของขบวนการล้มเจ้าที่เป็นเนื้อเดียวกับกลุ่มคน เหล่านี้ที่กำลังเติบโตและปลูกฝังแนวคิดนี้ให้ลุกลามไปเรื่อยๆ เห็นไหมครับกรณี “หมู่บ้านแดง” ที่เป็นข่าว หรือแม้แต่คุณปราบดา หยุ่น ลูกเจ้านายคุณยังเอาด้วยไปลงชื่อให้แก้ไขมาตรา 112 กะเขาด้วยเลยครับ อันนี้กลับทำให้ผมช็อคมากกว่าว่าเกิดอะไรกับคนที่มีการศึกษาขนาดนี้ เกิดอะไรกับคุณคุ่นที่ผมเคยรู้จักเขา

ก็นั่นละครับอย่างที่บอกผมรู้สึกมาก่อนคุณกนกนานมาก และก็ได้เคยคิดอย่างคุณกนกมาแล้วว่านี่เราจะยอมให้คนเผาเมืองเข้ามาครอง ประเทศจริงหรือ ซึ่งผมเข้าใจว่าคุณกนกคงหวังจะปลุกพลังเงียบให้ตื่น เพื่อพลิกผลโพลเลือกตั้งไม่ให้ฝันร้ายกลายเป็นจริง

ผมถามคุณกนกต่อนะครับว่า ที่ผ่านมาสองปีสี่เดือน พรรคประชาธิปัตย์ที่คุณกนกและเครือเนชั่นสนับสนุนมี โอกาสเป็นรัฐบาล ได้บริหารประเทศมานานขนาดนั้น มีหลายเหตุการณ์เป็นตัวช่วยให้สยบฝั่งโน้นอยู่ แต่ทำไมเท่าที่เอเอสทีวีของผมเห็นกลับไปประกันความชอบธรรมให้เขา ไปทำให้เขาแข็งแรงขึ้นละครับ ขนาดเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินท่านยังต้องทรงขอความเป็นธรรมให้กับท่านบ้างเลยจาก ขบวนการล้มเจ้าที่ใส่ร้ายท่านรายวันเลย

คำถามคือแล้วกลับมาเป็นรัฐบาลอีกจะมีประโยชน์อะไรครับ ประชาชนตาดำๆหาเช้ากินค่ำกลับยิ่งจะโดนทอดทิ้ง ข้าวของยิ่งแพง คอร์รัปชั่นยิ่งหนักกว่าสมัยทักษิณเสียอีก แล้วจะยิ่งไม่ผลักประชาชนไปอยู่อีกฝั่งเข้าไปใหญ่หรือครับ

เพราะผมรู้ปัญหามาก่อนและตระหนักอย่างที่คุณตระหนักมาก่อน จึงรู้ว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ระบบการเมืองแบบทุนนิยมประชาธิปไตยที่ใครที ทุนมากก็ซื้อเสียงได้มาก อยู่ที่พรรคการเมืองที่เห็นแก่พรรคมากกว่าประเทศชาติ โดยเฉพาะนักการเมืองที่เข้ามาปู้ยี่ปู้ยำประเทศชาติครับ สิ่งที่คุณกลัวและผมไม่ชอบจะไม่มีวันหมดถ้าเมืองไทยไม่มีการปฎิรูปการ เมืองอย่างจริงจังภายใต้การตื่นตัวและกดดันจากประชาชนอย่างคุณและผมครับ

คุณอยากให้พลังเงียบโหวตให้เสือด้วยความที่คุณกลัวจระเข้เกลียดจระเข้เพื่อ ให้เสือที่แย่ไม่แพ้กันเข้ามางาบแทนเหรอครับ เพราะยังไงๆ คุณก็ไม่ชอบจระเข้ต่อให้เสือโหดร้ายพอกันแต่คุณเลือกจะยอมเป็นอาหารของเสือ มากกว่า

คุณอาจจะเถียงว่าไม่ได้เขียนอย่างนั้นแต่ก็เหมือนเป็นนัยๆ ผมว่าถ้าเราไม่อยากให้สิ่งที่คุณรับไม่ได้เกิดขึ้นก็โหวตโนสิครับ เสียงของเราจะไปให้เขาทำไม ถ้าวันหนึ่งเขาเปลี่ยนเป็นคนที่จะเป็นตัวแทนเราได้จริงๆแล้วนั่นเราค่อยให้ เขาได้ไม่เสียดาย

คุณกนกครับ ถ้าพรรคแมลงสาปชนะเลือกตั้งหรือเป็นฝ่ายตั้งรัฐบาล อย่างที่คุณกระตุ้นให้คนเทเสียง พรรคปูแดงก็ต้องบอกว่าโกงแน่ ผมฟันธงว่ามีการเผาเมืองอีกรอบแน่ครับ คราวนี้ทหารก็เอาไม่อยู่ แต่ถ้าโหวตโนเยอะๆ ไม่ว่าใครจะชนะนักการเมืองไม่กล้าซ่าหรอกครับ เพราะเขารู้ว่าประชาชนเอาจริง และในที่สุดทุกคนก็ต้องถูกเข้าคอร์สปฏิรูปการเมืองเป็นไฟต์บังคับครับ และนั่นย่อมร่วมไปถึงคนที่ถูกตัดสิทธิ์ทั้งหลายต้องรับโทษและพรรคการเมือง นั้นๆ ต้องโดนยุบด้วยหากพบว่าเกี่ยวข้องกันจริง

ท้ายสุดที่ผมเขียนแลกเปลี่ยนกับคุณเพราะผมเห็นว่าอย่างน้อยคุณก็มีความกล้า มากกว่าสื่อคนอื่นๆ และเริ่มมีดวงตาเห็นธรรมครับ ถึงแม้จะเป็นธรรมชั้นเริ่มแรก พระพุทธองค์สอนให้เราดับทุกข์ที่เหตุแห่งทุกข์ไม่ใช่หรือครับ ดังนั้นเราต้องแก้ให้ตรงปัญหา

มันคงจะดีมากถ้าคุณจะช่วยให้ความรู้กับคนไทยให้เลิกพายเรืออยู่ในอ่างเสียที ครับ ซึ่งต้องเริ่มจากตัวคุณก่อน เทน้ำเน่าในอ่างทิ้งเสีย ต่อเรือใหม่ ออกไปหาปลาในทะเลสีครามกันดีกว่าไหมครับ แรกๆอาจรู้สึกแปลกๆ แต่แล้วมันก็จะดีเองครับ ดีกว่าวนอยู่ในน้ำเน่า และกลัวอะไรที่ไม่ควรจะกลัวแบบนี้ คุณทักษิณเคยมีอำนาจกว่านี้ยังโดนล้มมาแล้วเลย ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้นเสมอใช่ไหมครับคุณกนก

ปล. ไม่ต้องรีบลบข้อความในแฟนเพจก็ได้นะครับ ถ้าเราใช้ธรรมนำหน้าแล้วจะต้องกลัวเสียงครหาทำไม

*********
หนกอย่างแมนลบทิ้งแล้ว บอกทีมงานเขียนด่า ผมเปล่า

เพจที่นายกนกเขียนด่าเสื้อแดงสาดเสียทีเสีย และต่อมาได้ลบทิ้ง

มีผู้เขียนสอบถามนนายกนก ซึ่งนายกนกมาเขียนตอบอ้างว่า เขาไม่ได้เขียนข้อความดังกล่าว แต่เป็น"ทีมงาน"เขียน พอรู้ก็ได้ลบออกแล้ว แต่ไม่ทันการณ์ เพราะเวบผู้จัดการคัดลอกไปลงซะก่อน และเวบผู้จัดการก็ไม่ได้หวังดีกับเขา(ก่อนหน้านี้กนกไปแขวะพันธมิตรเรื่อง โหวตNO เลยโดนพันธมิตรอัดกลับหนักพักหนึ่ง)

ชาวบ้านไม่ได้ต้องการนโยบายที่สวยหรู แต่ต้องการผลงานที่ทำ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



พอ ดีตอนนี้มีการแข่งขันกันออกนโยบายของแต่ละพรรคจำนวนมาก แบบแจกแถมกันอย่างเต็มที่ ที่เคยด่าพรรคไทยรักไทยไว้เรื่อง ประชานิยม ก็ไม่มีใครสนใจแล้ว แข่งกันว่าใครจะออกนโยบายแจกได้มากกว่ากัน

อัน ที่จริงในทางทฤษฎี่ทางการเมืองที่มีการค้นคว้ากันในวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง นั้น มีข้อสรุปว่า "ประชาชนนั้นให้คุณค่า ผลของนโยบายที่พรรคการเมืองประกาศมากกว่านโยบายที่สวยหรูแต่ไม่มีผลทางการ ปฎิบัติอแต่อย่างใด

จริงๆ แล้วนโยบายจะสวยหรูอย่างไรไม่มีใครแคร์ แต่เขาดูที่ผลกันมากกว่า ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือ ความสามารถของนายกรัฐมนตรี ที่จะนำรัฐบาลและมีความสามารถในการบริหารมากกว่า

เรื่องนี้พิสูจน์ชัดเจนในการเมืองไทยคือ คนไทยให้ความเชื่อมั่น ท่านายกฯทักษิณมาก เพราะ "ผลงานที่ได้ทำตามนโยบาย" ที่ส่ง
ผล กระทบทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขั้นมากกว่า คนไม่สนใจว่าคุณจะมาแก้ตัวว่าทำไม่ได้อย่างไร ทำไมทำไม่ได้ เขาสนใจว่า คุณทำให้ชีวิต เขาดีขึ้นหรือไม่ในช่วงที่คุณบริหารมา

ดังนั้นไม่ต้อง ไปสนใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะออกนนโยบายสวยหรูอะไรมา เพราะไม่มีใครเชื่อว่านายมาร์กมันจะทำได้ อย่างมากมันก็มาแก้ตัวอีกว่า ทำไมทำไม่ได้ หรือเถียงกับชาวบ้านที่มาร้องเรียนว่า "เรียนฟรีแล้ว" ทั้งๆ คนที่มาร้องเรียนเขายังจ่ายตังให้ลูกเรียนอยู่ (ไม่รู้มันจะบ้าเถียงกับขาวบ้านไปทำไม เขาพูดแสดงว่าการปฎิบัติของคุณมีปัญหา นักบริหารที้ดีต้องรับไปแก้ไข)
ตรงนี้คุณปูได้เปรียบมาร์คมาก เพราะเคยบริหารธุรกิจประสบความสำเร็จมา ทำให้เชื่อได้ว่าจะสามารถบริหารนโยบายที่ประกาศมาได้อย่างได้ผล

"ยิ่งลักษณ์"หาเสียงยะลา ชาวมุสลิมเรียก"ยามีล่ะห์"

ที่มา เนชั่นท้นข่าว

14 มิย. 2554 13:05 น.

มุสลิมยะลาเรียกยิ่งลักษณ์ ว่า ยามีล่ะห์ แปลว่าหญิงงาม ขณะลงพื้นที่หาเสียง ท่ามกลางประชาชนต้อนรับจำนวนมาก
เมื่อเวลา 11.10 น. ที่บ้านศรียะลา ซึ่งเป็นบ้านพักของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ไสเกื้อ นายนิติภูมิ เนาวรัตน์ นายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และคณะ ได้เดินทางมาพบปะบรรดาประชาชนชาวจังหวัดยะลา เพื่อปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.เพื่อไทยของ จ.ยะลา ทั้งสามเขต โดยมีพี่น้องประชาชน ทั้งชาวไทยพุทธ และไทยมุสลิมเข้าร่วมรับฟังการปราศรัยกว่า 3 พันคน
โดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งอยู่ในชุดเสื้อแจ็คเก็ตสีขาวของพรรค สวมผ้าคลุมผมสีแดง เป็นการแต่งกายเหมือนสตรีชาวไทยมุสลิม ที่สร้างความปราบปลื้มให้กับสตรีชาวไทยมุสลิมในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากถือว่าเป็นการให้เกียรติของชาวมุสลิม ซึ่งสตรีชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ ต่างเรียกนางสาวยิ่งลักษณ์ว่า ยามีล่ะห์ ซึ่งเป็นภาษาอาหรับ แปลว่า หญิงงาม
จากนั้นนางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ขึ้นปราศรัยโดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที มีเนื้อหาหลักๆเน้นนโยบายของพรรคเกี่ยวกับการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามแนวความคิด เขตปกครองท้องถิ่นพิเศษ ที่จะต้องให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ นอกจากนั้นยังได้พูดถึงนโยบายประกันราคาข้าว เพิ่มโควตาให้พี่น้องชาวไทยมุสลิม เดินทางไปประกอบพิธิฮัจญ์ เพิ่มเบี้ยยังชีพให้กับคนชรา สนับสนุนคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา ให้กับเยาวชนที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนของรัฐฟรี รวมทั้งนโยบายการปรองดอง ไม่แก้ปัญหาความขัดแย้งของประชาชนด้วยความรุนแรง
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปิดเผยภายหลังปราศรัยกับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดยะลาว่า จากปัญหาที่ผ่านมายังเป็นปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน ส่วนหนึ่งเราต้องเชื่อก่อนว่าพี่น้องในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย จะต้องพยายามลดการใช้กำลัง ใช้ความรุนแรง เปลี่ยนจากการใช้ความรุนแรง มาเป็นการส่งเสริมทางด้านการศึกษา ส่งเสริมเศรษฐกิจ วัฒนธรรมต่างๆ รวมทั้งจะต้องมีผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ ความต้องการของพี่น้องในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาหารือกัน
“ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ก็ได้รับการต้อนรับจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างอบอุ่น ตนเองมีความประทับใจตั้งแต่ลงเครื่องที่สนามบิน ก็ได้พบความสวยงามทั้งทางใบหน้า รอยยิ้มที่มอบให้ รวมทั้งวัฒนธรรมอันดีงามที่ได้รับในครั้งนี้ ” นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าว
ผู้สมัคร ส.ส.บัญชี รายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย ยังกล่าวอีกว่า กรณีมีข่าวออกมาว่า ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยบางท่านในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั้น ไปมีส่วนร่วมกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่นั้นตนเองก็เชื่อว่าผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคฯ ในพื้นที่ทุกท่าน ก็มีเจตนาที่จะเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาค ใต้ คงจะไม่ไปมีส่วนร่วมแต่อย่างใด ก็คงจะต้องขอให้โอกาสกับพรรคเพื่อไทยด้วย

เพื่อไทยเปิดตัว"เฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์"ถ่ายทอดสดหาเสียง

ที่มา มติชน

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 14 มิถุนายน นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมนายโอฬาร ไชยประวัติ และนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ร่วมเปิดเทคโนโลยีการหาเสียงแบบถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์พรรคเพื่อไทย (www.ptp.or.th) ทวิตเตอร์ (www.twitter.com) และเฟซบุ๊ก (www.facebook.com) ที่จะมีทีมงานของพรรคเพื่อไทย คอยรายงานความเคลื่อนไหวและให้คำตอบที่ประชาชนได้สอบถามมายังพรรคเพื่อไทย โดยในระหว่างการทำพิธีเปิด นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พิธีกรสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ที่มีนายพานทองแท้ ชินวัตร เป็นผู้ถือหุ้น ได้ทวีตข้อความมาสอบถามนโยบายพรรคเพื่อไทยด้วย

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่พรรคไว้เป็นทีมงานในการมอนิเตอร์ เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเข้าเวร แต่ในด้านของการถ่ายทอดสดนั้น พรรคเพื่อไทยได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่สถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวีใน ด้านเทคนิคการถ่ายทอดสด ที่จะใช้ในการถ่ายทอดสดงานเสวนาของพรรคและบรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงของ แกนนำพรรคด้วย

ยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์ฮิญาบแดงพรึ้บชายแดนใต้กรี๊ดรับ

ที่มา Thai E-News

ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร เดินทางด้วยเครื่องบินไปพบพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในภาพนี้พบพี่น้องชาวนราธิวาส โดยพี่น้องสตรีมุสลิมที่คลุมฮิญาบแดงมาต้อนรับได้คลุมฮิญาบแดงให้ และได้รับการจุมพิต+สวมกอดจากเด็กชาวมุสลิม และสตรีมุสลิมอย่างชื่นใจ เมื่อ 14 มิ.ย.

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพ พรรคเพื่อไทย และ สำนักข่าวต่างประเทศ
14 มิถุนายน 2554



ยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์ที่3จังหวัดชายแดนใต้-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คลุมฮิญาบแดงได้รับการต้อนรับจากพี่น้อง3จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งคลุมฮิญาบแดงมาต้อนรับอบอุ่น เสียงกรี๊ดลั่นไม่แพ้ภาคอื่นๆ





“ยิ่งลักษณ์” ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วยผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตหาเสียง เผยได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบชาวมุสลิมที่อบอุ่น

สำนัก ข่าวกรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ( 14 มิ.ย.54 ) ที่บริเวณท่าอากาศยานนราธิวาส ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของพรรคเพื่อไทย พร้อมกลุ่มแกนนำและพลังมวลชนที่ชื่นชอบพรรคเพื่อไทยกว่า 500 คน ได้ร่วมให้การต้อนรับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย ซึ่งเดินทางมาช่วยผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หาเสียงและชูนโยบายพรรคที่จะมอบ ให้กับประชาชนในพื้นที่

ซึ่งการเดินทางลงพื้นที่ของนางสาวยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร ครั้งนี้ได้เดินทางมาด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ โดยมีนายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ นายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ นายนิติภูมิ นวรัตน์ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และคณะผู้ติดตามของพรรคเพื่อไทยอีกกว่า 50 คน เดินทางมาด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางมาถึงจังหวัดนราธิวาสได้สวมผ้าฮีญาบสีแดงซึ่งเป็นผ้าคลุมหัวของพี่ น้องน้องชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ เพื่อให้กลบกลืนกับกลุ่มสตรีที่มาให้การต้อนรับ ทำให้กลุ่มที่มาให้การต้อนรับต่างขอเพื่อถ่ายรูปด้วยกันเป็นจำนวนมาก

นาง สาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเดินทางลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสนี้ถือเป็นครั้งแรก ซึ่งเมื่อเดินทางมาถึงได้สัมผัสวิถีชีวิตของพี่น้องชาวไทยมุสลิม ที่มีวัฒนธรรมและให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ส่วนนโยบายของพรรคที่จะมาชี้แจงให้กับพี่น้องในพื้นที่นั้นทางพรรคได้เตรียมมามากมาย

ด้าน นายภูวเดช เจ๊อูเซ็ง ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต พรรคเพื่อไทย ในเขตที่ 1 จังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในวันนี้จะมีการชูนโนบายของพรรคในภาพรวมรวมถึงนนโยบายที่จะเข้ามาดูแลพี่ น้องชาวไทยมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย โดยเฉพาะการสนับสนุนการจัดตั้งรัฐปัตตานี โดยการตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษเหมือนเมืองพัทยา เพื่อให้คนในพื้นที่บริหารจัดการพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ประจำถิ่น ซึ่งจะเป็นการนำไปสู่การสร้างความสันติสุขให้กลับคืนมาในพื้นที่

นาย ภูวเดช เจ๊อูเซ็ง ได้กล่าวถึงการลงหาเสียงในหลายพื้นที่ของ อ.เมือง และ อ.ตากใบ ด้วยว่ากระแสตอบรับพรรคเพื่อไทยมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะการตอบรับนโยบายการจัดตั้งรัฐปัตตานี

“สุเทพ” เชื่อ “ยิ่งลักษณ์” ลงใต้ไม่ได้คะแนน

สำนัก ข่าวไทย รายงานว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง กรณีที่นางสาวยิ่งลักษณ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่หาเสียงที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่รู้สึกกังวลว่า ประชาชนจะเทคะแนนให้ เพราะไม่คิดว่าง่ายเช่นนั้น การสร้างภาพเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การได้คะแนนเป็นอีกเรื่อง

"ธัญญ์วาริน" จิกกัด "คำ ผกา" ฟัดเหวี่ยง รัฐไทยไร้พื้นที่ทางเพศ "จริง" หรือ "ตอแหล"

ที่มา มติชน





กลุ่ม วิจัยความขัดแย้งและพหุวัฒนธรรมนิยม ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จัดการเสวนาชวนถกเรื่องการเล่าเรื่องในสังคมพหุวัฒนธรรม ในหัวข้อชื่อ "พื้นที่" กับการเล่าเรื่องเพศในสังคมไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา โดยมีวิทยากร 2 ท่าน คือ "ลักขณา ปันวิชัย" หรือ "คำ ผกา" และ "ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์" ผู้กำกับจากภาพยนตร์เรื่อง Insects in the Backyard โดยมี ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ ทำหน้าที่ดำเนินการเสวนา

"หน้าตา"ของพื้นที่ทางเพศของไทย


ธัญญ์วาริน ไม่รู้สึกว่าเรื่องเพศเป็นสิ่งที่น่าอายเพราะเราสามารถพบเห็นสิ่งเหล่านี้ จากรอบตัว เพิ่งรู้สึกว่าเรื่องเพศเป็นสิ่งที่พูดยากขึ้นเมื่อตอนถูกแบนหนัง เพราะถูกพิจารณาว่าเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมอันดีและผิดกฎหมาย ขณะที่โสเภณีซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายกลับพบเห็นอยู่ได้ทั่วไป


ในความเห็นส่วนตัวเห็นว่า รัฐไทยเป็นรัฐ "ตอแหล" ทุกคนมีเสรีภาพทางเพศกันอย่างมาก แต่กลับเอามาพูดถึงในพื้นที่สาธารณะไม่ได้

ด้าน คำ ผกา เห็นว่าลำพังเรื่องเพศเองไม่เป็นปัญหา จนกว่ามันจะถูกนำไปเกี่ยวพันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเช่น รัฐหรือศาสนา การเมืองกับเรื่องเพศเป็นสิ่งเกี่ยวข้องกัน ทุกวันนี้เราทราบดีว่ารัฐแบบไหนที่เปิดพื้นที่ให้กับการถกเถียงพูดคุยและ แข่งขันกันระหว่างค่านิยมทางเพศ ซึ่งแท้จริงแล้วคือรัฐที่เป็นประชาธิปไตยและเสรีนิยม และรัฐที่เป็นรัฐฆราวาส ที่จะไม่เอาเรื่องศาสนามาเป็นกฎหมายและตัดสินลงโทษคนที่มีพฤติกรรมผิดแผกจาก คนทั่วไป

ปัญหาเรื่องเพศในประเทศไทยคือ ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่มีเพศสัมพันธ์กัน ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศ ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่อ่านหนังสือโป๊ ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่ดูหนังโป๊ ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่มีโสเภณี คนไทยทำทุกอย่างเท่าที่จินตนาการของมนุษย์จะนำพาเราไปสู่การร่วมเพศทุกรูป แบบ แต่ปัญหาก็คือ เราพูดถึงมันได้มากแค่ไหน อย่างไร

สิ่ง ที่ถูกนำมาพูดมากที่สุดในสังคมไทยก็คือ "อัตลักษณ์" ของความเป็นไทย เพราะฉะนั้นเพศและอัตลักษณ์ของความเป็นไทยจะถูกนำมาใช้คู่กันอยู่เสมอ เราอาจจะไม่ได้พูดถึงศาสนาพุทธมาก เราอาจจะไม่พูดถึงการใช้กฎหมายของรัฐมากเท่ากับการใช้อัตลักษณ์ของความเป็น ไทยเข้าไปกำกับและควบคุมเรื่องเพศ ทั้งนี้ตนเองไม่ได้เรียกร้องให้สังคมไทยเป็นสังคมฟรีเซ็กซ์ เราทุกคนที่อยู่ในสังคมนี้ เราอยากมีชีวิตทางเพศที่เกี่ยวกับสังคมที่เราสังกัดอยู่อย่างไรต่างหาก นี่เป็นเรื่องที่เราในฐานะพลเมืองจะต้องเข้าไปตัดสินว่า เราอยากให้สังคมมีกรอบกติกาทางเพศอย่างไร เราจะกำหนดให้รัฐมีอำนาจเพียงใดในการเข้ามาก้าวก่ายชีวิตที่เป็นพื้นที่ส่วน ตัวของพลเมือง

วัฒนธรรม "มือถือสาก ปากถือศีล"

คำ ผกา เห็นว่าไม่ใช่เฉพาะสังคมไทยที่เป็นสังคมแบบ "มือถือสาก ปากถือศีล" หลายชาติต้องการนำตนเองให้พ้นไปจากการถูกชาวตะวันตกกล่าวหาว่าเป็นคนป่า เถื่อนหรือไร้อารยธรรม โดยการปรับวัฒนธรรมให้อยู่บนฐานความเชื่อแบบ "ผัวเดียวเมียเดียว" หรือ "รักต่างเพศ" ทุกวันนี้ที่เรามีความเป็นตะวันตกอย่างเต็มที่ เราเริ่มใส่เสื้อผ้ารัดกุม เราสำรวมกายวาจาใจเรื่องเพศ เรามีมารยาทในระดับหนึ่งว่าเราควรพูดถึงเรื่องเพศได้เพียงใด เราจะพูดถึงอวัยวะเพศของเราด้วยศัพท์ในระดับ สูง กลาง หรือต่ำ เราจะพูดถึงชีวิตทางเพศของเราได้แบบใด ซึ่งเกี่ยวพันกับมารยาทที่คนทั้งหลายพึงมี

เพราะฉะนั้น หากว่าเราต้องการมีเสรีทางเพศ เราจะนำวัฒนธรรมที่ผู้หญิงในยุคโบราณไม่ใส่เสื้อกลับมาหรือไม่ ปัญหาที่เรากำลังจะเผชิญอยู่ในขณะนี้ เช่น การแบนหนัง ส่วนตัวเชื่อว่าสังคมต้องมีการเซ็นเซอร์หรือจัดเรตติ้งหนัง แต่ลักษณะของสังคมไทยคือ แทนที่เราจะมีชุดของเหตุผลของการแบนหรือการจัดเรตติ้งที่เราเข้าใจได้ แต่กลับมี "เรต ห" ซึ่งเราตั้งคำถามว่าใช้เหตุผลอะไรในการกำหนดว่าหนังเรื่องใดห้ามฉายโดยสิ้น เชิง อีกทั้งเหตุผลที่ถูกนำมาใช้อยู่เสมอก็คือ "กระทบกระเทือนต่อความเป็นไทย" ซึ่งเราจำเป็นต้องตั้งคำถามว่า ความเป็นไทยคือ การหมอบ คลาน ไม่ใส่เสื้อ การมีภรรยาหลายคน ซึ่งคือความเป็นไทยที่เรา "ไม่ต้องการ" อีกแล้วในยุคปัจจุบัน เราจะนำกลับมาด้วยหรือไม่ แล้วความเป็นไทยคืออะไรสำหรับกระทรวงวัฒนธรรมฯ

ใน ขณะเดียวกันกับความขัดแย้งเรื่องระบบ "โซตัส" ทางเฟซบุ๊ค ในขณะนี้ กระทรวงวัฒนธรรมซึ่งกำลังเดือดร้อนเรื่อง "เรยา" "สาวโชว์หน้าอก" เหตุใดจึงไม่เดือดร้อนกับเรื่องสิทธิมนุษยชนในมหาวิทยาลัย ซึ่งการรับน้องกลายเป็นวัฒนธรรมของนิสิตนักศึกษาในทุกมหาวิทยาลัย ซึ่งทำให้สงสัยว่า อะไรคือคำว่า "วัฒนธรรม" ในสายตาของกระทรวงฯ ขอบข่ายงานอยู่ที่ใด

ธัญญ์วาริน กล่าวว่าคนในกระทรวงวัฒนธรรามเองยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าคำว่าวัฒนธรรมคืออะไร เขาไม่ทราบว่าการรับน้องที่เกิดขึ้นทุกปีคือวัฒนธรรม เพราะเขายังคิดว่า "วัฒนธรรมไทย" ก็คือวัฒนธรรมไทยสมัยก่อน เขาไม่ทราบว่าการที่คนมาอยู่ร่วมกันจำนวนหนึ่งเรียกว่าวัฒนธรรมได้เช่นกัน วัฒนธรรมคือการทำงานเกี่ยวกับมนุษย์ กระทรวงก็ต้องทำงานเกี่ยวกับมนุษย์ แต่เขาเองยังไม่ทราบว่ามนุษย์อยู่กันอย่างไร หรือมนุษย์คืออะไร

คำ ผกา เห็นว่าถ้าเราไปดูในรายละเอียดเราจะพบว่า กระทรวงวัฒนธรรมหรือว่ารัฐมีหลักเกณฑ์ของตนเอง ซึ่งเราจะต้องเข้าไปดูว่าเหตุใดมันจึงมีอยู่ และเหตุใดสามัญสำนึกของรัฐไทยเมื่อกล่าวถึง "ศาสนา" เหตุใดจึงจินตนาการได้เฉพาะ "พุทธศาสนา "เท่านั้น ไม่สามารถจินตนาการได้ถึงศาสนาอื่นๆ ซึ่งแสดงว่าสังคมไทยกำลังให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากกว่ากัน ซึ่งเป็นอุดมการณ์ที่ตกผลึกซึ่งแท้จริงแอบแฝงอยู่ในส่วนลึกของจิตใจเราทุกคน หากเราคิดว่าศาสนาพุทธมีเฉพาะเท่าที่เรารู้เห็นเราก็จะรู้สึกว่าสิ่งที่ กระทรวงวัฒนธรรมกระทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แต่เราไม่ได้คิดต่อว่าทำไมหนังหรือศิลปะประเภทอื่นๆ ซึ่งมีหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ หรือหยิบเอามุมมองต่างๆในชีวิตประจำวันมานำเสนอเพื่อให้คนอื่นเก็บไปคิดและ ตัดสิน

และแท้จริงแล้วเรื่อง เพศด้วยตัวของมันเองไม่ใช่ ปัญหาหรือเป็นเรื่องใหญ่ ตราบใดที่เรื่องเพศไปสอดคล้องกับอุดมการณ์หลักที่รัฐอยากเห็น ที่ผู้ปกครองอยากให้เป็น เช่นสังคมไทยไม่มีปัญหากับการมีอยู่ของ "กะเทย" หากว่ากะเทยคนนั้น เรียบร้อย น่ารัก พูดเพราะ บริสุทธิ์ เป็นลูกกตัญญู เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี เป็นกะเทยที่มีเศรษฐกิจพอเพียง เป็นกะเทยที่รักชาวนา เป็นกะเทยที่รักรากเง้าของสังคมไทย โดยการทำหนังรักความเป็นไทย กะเทยคนนั้นจะต้องได้รับการยกย่องว่าเป็นกะเทยดีเด่นอย่างแน่นอน

ก่อนที่ ธัญญ์วาริน จะสรุปในประเด็นนี้ว่า คนเรามักเลือกที่จะให้สังคมสงบเรียบร้อยโดยการเลือกเอาอวัยวะเป็นเป็นตัว กำหนดบทบาทของสังคม ใครที่มีอวัยวะเพศชาย ก็ต้องเป็นเพศชาย ใครที่มีอวัยวะเพศหญิงก็ต้องเป็นเพศหญิง และมีหน้าที่ทางสังคมตามนั้น เหมือนเป็นการ "ใส่เครื่องแบบ" ที่กำหนดหน้าที่ตามชุดที่เราใส่ตั้งแต่กำเนิด

ข่มขืนด้วยความรัก=ความรุนแรง

คำ ผกา ระบุว่าการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ที่สุด ซึ่งเกิดจากความเป็นหญิงและความเป็นชายถูกแบ่งขั้วออกจากกันชัดเจน ผู้หญิงที่ดีจะต้องอ่อนโยน นุ่มนวล รู้จักเอาอกเอาใจ ดังนั้นผู้หญิงจึงถูกสอนให้จำยอม ถ้าจะถูกผู้ชายตกตีบ้าง แต่ถ้าหากเรามีน้ำอดน้ำทนสามีก็จะเห็นความดีของเรา ส่วนตัวเชื่อว่ามีผู้หญิงที่มีความอดทนต่อการถูกทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ ค่อนข้างมาก นอกจากนั้นยังมีการทำร้ายด้วยอุดมการณ์เกิดขึ้นก่อน หรือการถูกทำร้ายด้วยความรัก หรือการเอาคำว่ารักมาบังหน้า ซึ่งไม่ใช่เฉพาะระหว่างสามีและภรรยาเท่านั้น มันยังเป็นความรักระหว่างพ่อ แม่ และลูกด้วย อาทิการใช้ความรักมาต่อรองเพื่อให้ได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมา

สังคม ไทยเป็นสังคมที่ไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อเราพูดถึงเรื่องเพศ หญิง-ชาย หรือการใช้อำนาจ ก็จะเต็มไปด้วยความลักลั่น ย้อนแย้ง และไม่สามารถตีความสิ่งที่เราเห็นได้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า ผู้หญิงที่โดนทำร้ายในครอบครัวมากที่สุดคือผู้หญิงชนชั้นกลาง เพราะฉะนั้นการที่สังคมให้มาตรฐานความงามอย่างหนึ่งมาให้แก่ผู้หญิงทั่วไป มาตรฐานความงามบางอย่าง เช่น ความขาวหรือความผอมยังเป็นการลดทอนความแข็งแรงทางกายภาพของผู้หญิงและ ศักยภาพในการใช้ร่างกายเพื่อปกป้องตนเองในระดับหนึ่งอีกด้วย

ธัญญ์วาริน แสดงความเห็นว่าการ ใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ แต่การใช้ความรักบังคับให้กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นสิ่งที่รุนแรงกว่า ผู้หญิง หรือเด็กๆหรือประชาชน ที่โดนสามี หรือพ่อแม่ หรือคนอื่นๆ "ข่มขืนด้วยความรัก" และทุกคนเองก็ไม่ทราบว่าตนเองกำลังโดนข่มขืนอย่างไม่จบสิ้่น และพยายามทำให้รัฐข่มขืนตนเองบ่อยๆ เพราะว่าตนเองคิดเองไม่เป็น จึงพยายามเรียกร้องและส่งเสริมให้การข่มขืนเหล่านั้นดำเนินต่อไป หรือพูดง่ายๆว่าเราโดนทำความรุนแรงทางเพศโดยที่ไม่รู้ตัว และชอบที่จะทำอยู่เรื่อยๆ และยังสนับสนุนมันอีกต่างหาก

ยิ่งปิด ยิ่งอยากเปิด และความเป็นไทยแบบลืมหูลืมตา

ธัญญ์วาริน เปิดเผยว่าการโดนแบนภาพยนตร์ทำให้ตนเองมีพื้นที่ในสื่อ มีคนอยากฟังความคิดและความรู้สึกส่วนบุคคล อย่างน้อยที่สุดก็ได้มีสิทธิในการพูดถึงหรือแสดงความคิดเห็นของคนทำและคนที่ รับ หรือสิทธิของความเป็นมนุษย์ที่จะไม่ยอมรับความคิดในการนำเครื่องเพศมาตัดสิน คนใดคนหนึ่งทั้งชีวิต ไม่นำเอาอวัยวะเพศมาเป็นสิ่งสำคัญของทั้งชีวิต แต่มองว่าเป็นเพียงอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่นเดียวกับปากและมือ เพราะยิ่งเราปกปิดมันเท่าไหร่ มันจะกลายเป็นสิ่งที่อยู่เหนือชีวิตและประเทศชาติบ้านเมือง

ขณะที่ คำ ผกา เสนอว่าสำหรับสังคมไทย สิ่งแรกที่จะต้องมารื้อกันใหม่ไม่ใช่เรื่องเพศ แต่คือ "ความเป็นไทย" ที่เราเข้าใจว่ามันคืออะไรกันแน่ ประเทศไทยมีขึ้นตั้งแต่เมื่อใด รัฐไทยมีขึ้นตั้งแต่เมื่อใด จริยธรรม วัฒนธรรมไทยถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร ยกตัวอย่างเช่นการไหว้ การใช้สรรพนามแทนตนเองว่าคุณ ผม ท่าน เพิ่งมีมาเมื่อสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไม่ใช่สิ่งที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ แต่เหตุใดคนไทยเมื่อพูดถึงวัฒนธรรมไทยจึงต้องย้อนกลับไปไกลถึงสมัยหลายร้อย ปีก่อน และนำไปผสมปนเปว่าความเป็นไทยจะต้องดีงาม ประณีต ละเอียดอ่อน ผู้หญิงไทยจะต้องอ่อนช้อย มีคุณสมบัติที่ดี และทำให้คุณสมบัติที่ดีต่างๆ ถูกสร้างตามกันมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา และหลงประเด็น

จำเป็น หรือไม่ที่ความเป็นไทยจะต้องไม่เหมือนคนอื่น จำเป็นหรือไม่ที่ความเป็นไทยคือการนุ่งผ้าไทยมาทำงาน ขณะที่ชาวญี่ปุ่นกลับไม่สูญเสียความเป็นญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่ผู้ชายใส่สูทมาทำงานหรือผู้หญิงใส่ชุดทำงานตามแบบสากลนิยม ขณะที่ผู้หญิงไทยกลับใส่รองเท้าแตะเดินกันในสำนักงานกันอย่างเอิกเกริกทั้งๆ ที่กำลังใส่ชุดไทย

ความ เป็นไทยคือการที่เราอยากอยู่บนโลกที่ร่วมสมัย เราเองต้องพิจารณาว่าโลกหรือการเมืองของโลกเปลี่ยนไปอย่างไร อุดมคติของสังคมอื่นๆ เปลี่ยนไปอย่างไร แล้วความเป็นไทยของเราจะเป็นความเป็นไทยที่ให้ความสำคัญกับมรดกสมัยโบราณ หรือเราจะให้ความสำคัญกับปรัชญาที่เป็นสากล เช่นหลักการว่าด้วยสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค เราจะสมาทานสิ่งเหล่านี้ให้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในวัฒนธรรมไทยได้หรือไม่ เราจะเอาความเป็นประชาธิปไตยที่เป็นประชาธิปไตยแบบสากล ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบไทย ๆที่กระทรวงวัฒนธรรมนำมาปฏิบัติอยู่หรือไม่

และ ถ้าเราสมาทานหลักการว่าด้วยสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคได้ เรื่องอื่นๆ ก็จะตามมาเองโดยอัตโนมัติ ประเด็นเรื่องเรตติ้งภาพยนตร์ ศิลปะ วรรณกรรม เรื่องเพศที่สาม หรืออื่นๆก็จะตามมาขนานใหญ่

เซ็กซ์: สินค้าเฉพาะถิ่น

คำ ผกา แสดงความเห็นว่าสินค้าทางเพศในแต่ละสังคมมีมูลค่าและจุดขายที่ไม่เหมือนกัน เพราะแรงปรารถนาของเราที่ถูกห่อตัวขึ้นมาด้วยปัจจัยเฉพาะของแต่ละสังคม ก็จะก่อความปรารถนาต่อเรื่องเพศต่างกัน เช่น สังคมที่เปิดมากๆ การที่ผู้หญิงใส่เสื้อผ้าแบบมิดชิดก็อาจทำให้คนนั้นดูมีเสน่ห์ได้ ขณะที่สังคมไทยซึ่งเป็นสังคมที่พยายามปิดเรื่องเพศ อาจจะชอบสิ่งที่มีการเปิดเผยมากๆก็ได้

ด้าน ธัญญ์วาริน เสนอว่าเซ็กซ์ถูกทำให้เป็นสินค้ามานานแล้ว เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่เป็นปกติและเกิดขึ้นตลอดเวลา ทั้งการมีโสเภณี หนังสือปลุกใจเสือป่า ภาพยนตร์วับๆ แวมๆ ไม่ได้มองว่าการมีโซเชียล เน็ตเวิร์ค ต่างๆ ทำให้เซ็กซ์เป็นสินค้า ยิ่งกว่านั้น เซ็กซ์ในสมัยนี้ถูกทำให้เข้าถึงง่ายขึ้น มีความชัดเจนขึ้น ตรงไปตรงมา และปราศจากการซ่อนเร้น

"เกย์ชนชั้นกลาง" และ "เกย์กรีดยาง"


ธัญญ์วาริน ระบุว่าตนเองไม่เคยต้องการเรียกร้องสิทธิเพื่อขอ "พื้นที่" ทางเพศใดๆ เพราะนั่นจะเท่าเป็นการตอกย้ำว่าเรา "ไม่เหมือน" คนอื่น สิ่งที่เราต้องทำคือการละลายความคิดเรื่องการแบ่งสองเพศ เมื่อละลายความเชื่อเหล่านั้นได้ คนเราก็จะเคารพกันที่สิทธิและเสรีภาพความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่การตัดสินว่าเรามีอวัยวะเพศแบบใด อย่างที่เป็นกันอยู่ตอนนี้ กรณีที่การหาเสียงที่ชูว่า "นายกหญิงคนแรกของประเทศ" นี่ก็ถือเป็นการนำเรื่องอวัยวะเพศเพศขึ้นมาวัดกัน และกรณีที่กลุ่มรักร่วมเพศออกมาเรียกร้อง ก็แสดงว่าเขาไม่ได้เป็นมนุษย์คนหนึ่ง แต่เพื่อแสดงว่า "ฉันมีเพศเช่นนี้ กรุณาเคารพที่ฉันเป็นเพศแบบนี้" ก็เท่ากับเป็นการเอากรอบของคำว่า "กะเทย" มาครอบตนเองอีกชั้นหนึ่ง และเท่ากับว่าเป็นการประกาศตัวว่าตนเองต่างจากคนอื่น


ส่วน คำ ผกา ชี้ว่าเราจะไม่มีวันรู้ว่าจุดยืนของเราคืออะไร จนกว่าเราจะรู้ว่า "คู่ต่อสู้" ของเราคือใคร และถือว่าเป็นหน้าที่ของเราที่อยู่ในฐานะ "ผู้ชม" ที่เราจะเปิดรับให้เข้าใจในหลายภาษา นอกจากภาษาการต่อสู้ของเกย์ เลสเบี้ยน หรือคนชั้นกลาง เราต้องได้ยินภาษาของคนที่พูดภาษาอื่น หรือชนชั้นอื่นด้วย หรือเขามีวิธีการท้าทายกับคู่ต่อสู้ หรืออำนาจที่เขาเผชิญอยู่อย่างไร

เพราะแน่นอนว่าปัญหาเกย์ ที่กรีดยางย่อมมีปัญหาคนละแบบกับที่เกย์ที่เป็น ชนชั้นกลางเรียกร้อง ขึ้นอยู่กับว่าใครมีวาระใดแอบแฝงในการเรียกร้องหรือไม่อย่างไร อีกทั้งความหลากหลายของกลุ่มรักร่วมเพศที่ไม่ได้มีแต่ตุ๊ด เกย์ กระเทย เลสเบี้ยน ทอม ดี้ แต่ยังมีกลุ่มข้ามเพศ เลสเบี้ยนในกลุ่มเกย์ เกย์ในกลุ่มเลสเบี้ยน ซึ่งต่างก็มีวาระหรือประเด็นของตนเองแอบแฝงอยู่แน่นอน



"ยิ่งลักษณ์"อ้อนคนแดนสะตอเปิดทางพท. ชู 3 จว.ชายแดนใต้เป็นเขตปกครองพิเศษเหมือนพัทยา

ที่มา มติชน

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์จะกวาดที่นั่งในภาคตั้งทั้ง 53 เขตว่า ภาคใต้ไม่ใช่ฐานเสียงใหญ่ของพรรคเพื่อไทย แต่พรรคเพื่อไทยเป็นคนไทยเหมือนกัน จึงขอโอกาสจากพี่น้องประชาชนชาวใต้ให้พรรคเพื่อไทยเข้าไปเรียนเสนอนโยบายและ ไปให้กำลังพี่น้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้บ้าง


เมื่อ ถามว่า ประเมินว่าในภาคใต้พรรคเพื่อไทยจะได้กี่ที่นั่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ยังไม่ได้มอง เพราะวันนี้ไปให้กำลังใจมากกว่าและดูว่าพี่น้องมีความเป็นอยู่อย่างไรและจะ ทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติสุข

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวก่อนออกเดินทางหาเสียงให้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ว่าจะสนับสนุน เป็นเขตปกครองพิเศษเหมือนเช่นเมืองพัทยา ส่วนตัวไม่ได้ตั้งเป้าว่าในพื้นที่จะได้ ส.ส.จำนวนกี่ที่นั่ง แต่ต้องการลงพื้นที่เพื่อเสนอนโยบายมากกว่า และอยากไปให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่

นปช.ตั้ง"กกต.แดง"คุมเลือกตั้ง "พระแดง"แจงเหตุร่วมชุมนุม ห่วงอำนาจนอกระบบแทรก แนะยึดเสียงส่วนใหญ่

ที่มา มติชน

เมื่อ วันที่ 13 มิถุนายน ที่ห้องประชุมตักสิลาคอนเวนชั่น โรงแรมตักสิลา อ.เมือง จ.มหาสารคาม กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช.จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ตรวจสอบการเลือกตั้ง 2554 โดยมีแกนนำ นปช.และแนวร่วมคนเสื้อแดงที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบการเลือกตั้ง จาก 9 จังหวัดภาคอีสานตอนล่าง ได้แก่ กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ยโสธร อุบลราชธานี อำนาจเจริญ และมหาสารคาม เข้าร่วมประชุมกว่า 350 คน


นางธิดากล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นความต่อเนื่องจากการต่อสู้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้น ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมดูแลตรวจสอบการเลือกตั้งทุกขั้นตอนให้เป็นไป อย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม ให้ประชาชนตัดสินใจได้อย่างอิสระว่า ต้องการให้ใครหรือพรรคการเมืองไหนเข้ามาบริหารประเทศ


"ภารกิจแรก ของแกนนำ นปช.และแนวร่วมคนเสื้อแดงของแต่ละจังหวัด คือการเข้าไปมีส่วนร่วมสังเกตการณ์และตรวจสอบการเลือกตั้งล่วงหน้า ในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ โดยจะเน้นตรวจสอบเป็นพิเศษในเขตเลือกตั้งที่มีคนขึ้นทะเบียนเลือกตั้งล่วง หน้าจำนวนมาก หรือจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรม สถานศึกษา มหาวิทยาลัย และหน่วยทหาร เพราะเกรงว่าจะมีการสวมสิทธิเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีการตั้ง นปช.หน่วย นปช.เขต และ นปช.จังหวัด หรือเรียกว่า กกต.แดงคอยตรวจสอบ โดยการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 กรกฎาคม จะมีแนวร่วมคนเสื้อแดงอยู่ประจำทุกหน่วยเลือกตั้ง หากพบความผิดสังเกตหรือพบเห็นการทุจริต จะต้องรายงานต่อแกนนำระดับภูมิภาค และรายงานต่อมายังแกนนำ นปช.ส่วนกลางทันที" นางธิดากล่าว


ขณะ ที่นายสุรพศ ทวีศักดิ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) ศูนย์การศึกษาหัวหิน ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดงปี 2553 มีพระสงฆ์จำนวนมากออกมาร่วมชุมนุม ขึ้นเวทีปราศรัย แสดงความเห็นทางการเมืองผ่านสื่อและเวทีเสวนาต่างๆ จึงได้สัมภาษณ์พระครูปลัดสุวัฒนจริยคุณ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ซึ่งเป็น 1 ใน 10 รูป ที่ถูก "แบล๊คลิสต์" โดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ และพระครูสุวิธานพัฒนบัณฑิต รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ผู้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงของพระสงฆ์ "กลุ่มสังฆสามัคคี"


พระคุณปลัดสุวัฒนจริยคุณให้ความเห็นเกี่ยว กับสถานการณ์การเมืองที่ ผ่านมาและขณะนี้ว่า มองภาพใหญ่ว่ามันเป็นปัญหาบ้านเมือง ซึ่งก็มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย แต่ 4-5 ปีมานี้ปัญหาการเมืองทำให้เกิดปัญหาบ้านเมือง คือทำให้เห็นชัดว่าบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีความเป็นธรรม เป็นเหตุผลว่าทำไมพระสงฆ์จึงต้องออกมาชุมนุมกับคนเสื้อแดง พระไม่ได้มาชุมนุมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตัวบุคคลหรือพรรคการเมือง แต่มาชุมนุมเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย มีความเป็นธรรม


พระคุณปลัดสุวัฒนจริยคุณยังกล่าวถึงการเลือกตั้ง ครั้งนี้ว่า เป็นการเลือกตั้งในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ชัดเจนมาก ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องการเลือกตั้งเมื่อปี 2553 และถูกสลายการชุมนุม ตาย 91 บาดเจ็บร่วม 2,000 คน ตอนนี้เขาได้สิทธิเลือกตั้งแล้ว เขาก็คิดว่านี่คือก้าวสำคัญที่จะมีก้าวต่อๆ ไปในการแก้รัฐธรรมนูญ หรือวางระบบต่างๆ ทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมมากขึ้น


"แต่ ว่าความเป็นประชาธิปไตยและความเป็นธรรมเฉพาะหน้าคือ ต้องให้พรรคการเมืองที่ได้เสียงมากอันดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลก่อน ถ้ามีการเล่นแร่แปรธาตุ มีอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซงการจัดตั้งรัฐบาล อาตมาคิดว่าปัญหามันไม่จบ ถ้าพวกเขาไม่เคารพเสียงของประชาชนส่วนใหญ่" พระคุณปลัดสุวัฒนจริยคุณ กล่าว


เมื่อถามว่า ตามรัฐธรรมนูญก็เปิดให้พรรคที่มีเสียงรองลงไปแข่งขันตั้งรัฐบาลได้ ถ้าเสียงส่วนใหญ่ในสภาสนับสนุน ถือว่ามีความชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาลหรือไม่ พระคุณปลัดสุวัฒนจริยคุณกล่าวว่า ในเมื่อเป็นการเลือกตั้งในสภาพความขัดแย้ง ถ้าไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนที่ลงคะแนน จะเกิดความปรองดองได้ไหม ถึงวันนี้สังคมน่าจะมีบทเรียนได้แล้วว่า การไม่เคารพเสียงประชาชนมันทำให้สังคมประเทศชาติเสียโอกาสการพัฒนาด้านต่างๆ ไปมากขนาดไหน บ้านเมืองเสียหายมากขนาดไหน ดังนั้นต้องยึดกติกาการตัดสินด้วยเสียงส่วนใหญ่ และเคารพเสียงส่วนน้อย บ้านเมืองจึงจะเดินต่อไปได้


ขณะที่พระครูสุวิธานพัฒนบัณฑิตให้ ความเห็นต่อคำถามที่ว่าการเลือก ตั้งครั้งนี้ อาจแค่แก้ปัญหาการเมือง ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาบ้านเมือง ว่า ขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะเลือกอย่างไร เลือกพรรคที่เชื่อว่าจะสามารถควบคุม ตรวจสอบ ให้แก้ปัญหาบ้านเมืองได้หรือไม่ แต่ปัญหาการเมืองกับปัญหาบ้านเมืองมันก็ปนๆ กันอยู่ ถ้าคำตอบของการแก้ปัญหาเป็นไปเพื่อความเป็นประชาธิปไตยและทำให้สังคมเป็น ธรรม ไม่มีสองมาตรฐาน ก็เท่ากับทำให้บ้านเมืองดีขึ้น


"การเลือก ตั้งเพียงอย่างเดียวมันอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาทุกอย่างก็จริง แต่สังคมประชาธิปไตยมันปฏิเสธการเลือกตั้งไม่ได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันการเลือกตั้งและการเคารพเสียงส่วนใหญ่ของ ประชาชนเท่านั้นที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความปรองดองและการแก้ปัญหาบ้านเมือง ที่ยากๆ ต่อไป" พระครูสุวิธานพัฒนบัณฑิตกล่าว

ไม่ได้อยู่ที่มาร์ค

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



การหาเสียงเลือกตั้งดำเนินไปอย่างเข้มข้น

ระหว่างทางดูเหมือนจะมีปัญหาที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แก้ไม่ตกอยู่หลายอย่าง

นอกจากคำถาม 'ใครสั่งฆ่า 91 ศพ' เข้าใจว่าอีกสิ่งหนึ่งที่นายอภิสิทธิ์อยากหลีกหนีไปให้ไกลทุกครั้งเวลาเดินหาเสียง ก็คือป้าย 'ดีแต่พูด'

3 คำห้วน สั้น แต่ได้ใจความ

เพราะ ไม่ว่าจะหาเสียงอย่างไร ด้วยการชูนโยบายสานต่อเรียนฟรี เบี้ยผู้สูงอายุ การประกันราคาพืชผล ฯลฯ หรือนโยบายใหม่ๆ เช่น การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ไฟฟ้าฟรีถาวร ฯลฯ

เมื่อปะทะเข้ากับป้าย 'ดีแต่พูด' ทุกอย่างก็ไร้ความหมาย

ล่าสุดยังเกิดปัญหาที่ตัวนายอภิสิทธิ์เองก็คงไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นเรื่องบานปลาย คือข้อเขียนเปิดใจผ่าน 'เฟซบุ๊ก'

ที่สร้างความไม่พอใจให้กับ นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลที่มีประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ


นายชุมพลเห็นว่าบางประโยคเปิดใจของนายอภิสิทธิ์ เป็นการไม่ให้เกียรติพรรคร่วม

"บอกไปได้อย่างไรว่าที่เลือกพรรคร่วมรัฐบาลเข้ามาเพราะว่าไม่มีตัวเลือก"

แต่จุดที่ทำให้เรื่องบานปลายจริงๆ คือ

"ไม่ ใช่พรรคชาติไทยพัฒนาอยากจะร่วมรัฐบาล ถ้าไม่ถูกบีบบังคับก็ไม่ร่วมแน่ เราถูกบีบด้วยพลังที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็ต้องมาร่วม"

การที่ชาติไทยพัฒนาเป็นหนึ่งในพรรคร่วม คำให้สัมภาษณ์ของนายชุมพลจึงเป็นคำให้การต่อประชาชนในฐานะประจักษ์พยาน

ยืนยัน 'พลังพิเศษ' ที่อยู่เบื้องหลังการกำหนดโฉม หน้าการเมืองไทยนั้น มีอยู่จริง

ตัดฉากกลับมายังนายอภิสิทธิ์ กรณีที่ตั้งข้อสงสัยเอากับพรรคเพื่อไทยว่า

ทำไม ในเมื่อคาดการณ์ว่าจะได้รับเลือกตั้ง 270 ที่นั่ง แล้วยังจะเรียกร้องว่าพรรคอันดับ 1 ต้องจัด ตั้งรัฐบาล เพราะถ้าได้เกิน 250 เสียงก็เป็นรัฐบาลได้แล้ว

ถ้าคิดตามสูตรคณิตศาสตร์ทางการเมือง แน่นอนว่าน่าจะเป็นตามที่นายอภิสิทธิ์กล่าว

กระนั้น ก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าความพ่ายแพ้ครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงประชาธิปัตย์เท่านั้น แต่ยังหมายถึง 'พลังพิเศษ' ที่อยู่เบื้องหลังประชาธิปัตย์ ทั้งในรูปของ 'มือ' ที่มองเห็นและมองไม่เห็น ต้องแพ้ไปด้วย

ข้อสำคัญจึงไม่ได้อยู่ตรงนายอภิสิทธิ์ยอมรับผลเลือกตั้งได้หรือไม่

แต่อยู่ที่ 'มือ' เหล่านั้นต่างหาก ว่าจะยอมรับ ได้หรือไม่

ความต่างระหว่างอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกับอับราฮัม ลินคอล์น

ที่มา ประชาไท

ภาพ ขณะที่ประธานาธิบดีลินคอล์นปราศรัยเมื่อปี ค.ศ.1865 ถือได้ว่าความสำเร็จของการเป็นผู้นำของประธานาธิบดีท่านนี้คือการนำพาประเทศ สหรัฐอเมริกาให้ผ่านพ้นจากความบอบช้ำอย่างหนักจากสงครามกลางเมือง ไปสู่ความสมานฉันท์ของคนในชาติอย่างแท้จริง และเป็นบทบาทฐานนำไปสู่ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมในที่สุด

ในบทความ จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ 3 "ผมถูกยัดเยียดข้อหาฆ่าประชาชน” นั้น จากที่เคยออกปากว่าจะหาทางปรองดอง และปล่อยให้เพียง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เป็นคนป่าวประกาศว่าแดงเผาบ้านเผาเมือง ส่วนอธิบดีดีเอสไอก็มีหน้าที่จับคนที่เห็นต่างเข้าคุก บัดนี้ นายอภิสิทธิ์ คงเห็นว่าไม่ได้ผล เขาจึงลงมือเล่นบทบาทสร้างความชั่วร้ายให้ขั้วการเมืองอีกขั้วหนึ่งด้วยตน เอง

เขากล่าวหาว่ากลุ่มคนเสื้อแดงพยายามยั่วยุเพื่อทำลายบ้านเมือง และเมื่อ “ไม่ประสบความสำเร็จมาคราวนี้ปิดจุดอ่อนคราวที่แล้วด้วยการเพิ่มกองกำลังติด อาวุธ...มีการตั้งกองทัพประชาชนซึ่งสื่อมวลชนเรียกขานว่า "กองทัพแดง"”

เขา ยังบรรยายถึงพฤติการณ์ที่สมควรประณามของ “กองทัพแดง” ว่า “....มีการยั่วยุด้วยการยิง M 79 ในสถานที่ต่าง ๆและมีการเคลื่อนมวลชนไปหลายสถานที่ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก และยังมีการใช้มวลชนกดดันทหารที่อยู่ในที่ตั้ง...”

ที่เลวร้ายกว่า นั้นคือการเรียกขานการสังหารหมู่ที่สี่แยกคอกวัวว่าเป็น “สงครามเต็มรูปแบบ” โดยบอกว่า “จากนั้นสงครามเต็มรูปแบบก็เกิดขึ้นที่สี่แยกคอกวัวหลังคำประกาศบนเวทีราช ประสงค์ของนายอริสมันต์ไม่นาน มีชายชุดดำแฝงตัวอยู่ในที่ชุมนุมใช้คนเสื้อแดงที่บริสุทธิ์เป็นเกราะกำบัง โจมตีทหารจนเกิดการสูญเสียชีวิตทั้งทหารและประชาชน” ซึ่งล้วนเป็นข้อพิสูจน์ที่หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเองยังไม่กล้าสรุปเช่น นั้น แม้จะใช้เวลาสืบสวนสอบสวนมาเนิ่นนาน

การพยายามสร้างความชั่ว ร้ายให้ฝ่ายตรงข้าม การพยายามยุยงให้เกิดความเกลียดชังต่ออีกฝ่ายหนึ่ง (vilification) ดูเหมือนจะเป็นยุทธวิธีของหมาจนตรอก มากกว่าจะเป็นวิธีการอันเหมาะสมสำหรับนักการเมืองที่ประกาศตนเองว่าจะหาทาง สร้างความสมานฉันท์ขึ้นมาในสังคมที่แตกแยกให้ได้ น่าเสียดายที่นายอภิสิทธิ์เคยประกาศว่า เขาจะเป็นนายกฯของคนทั้งประเทศ แต่เมื่อผลการสำรวจความเห็นล่าสุดที่ระบุว่า คะแนนเสียงของตนเป็นรองพรรคคู่แข่งอย่างมาก เขาจึงงัดไม้ตายเช่นนี้ออกมาเพื่อตัดคะแนนเสียงพรรคตรงข้ามเผยให้เห็นธาตุ แท้ว่า อันที่จริงแล้วเขาไม่เคยคิดจะเป็นนายกฯ ของคนทั้งประเทศเลย หากแต่ของคนบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากนโยบายของพรรคการเมืองเขาเท่านั้นเอง

เมื่อ วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม ค.ศ.1865 หรือ 150 กว่าปีก่อน ทั้งๆที่ฝนตกก่อนหน้านั้นนานนับสัปดาห์ บ้านเมืองเต็มไปด้วยน้ำและโคลน คนอเมริกันต่างพร้อมใจกันยืนตากฝนแช่น้ำเพื่อรอฟังคำแถลงในวาระการขึ้นดำรง ตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีครั้งที่สองของ นายอับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ที่หน้ารัฐสภาซึ่งในขณะนั้นยังอยู่ที่รัฐเพ็นซิลเวเนีย

ใน วันนั้น ประชาชนชาวอเมริกันเพิ่งจะผ่านสงครามกลางเมือง (American Civil War) ที่ยืดเยื้อถึงห้าปี และเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึงกว่าครึ่งล้าน เป็นสงครามแบ่งแยกประเทศระหว่างฝ่ายเหนือและใต้ แต่ต่างจากนายอภิสิทธิ์ที่เลือกเป็นผู้นำของคนเพียงบางกลุ่ม และทำหน้าที่เพียงตอกลิ่มบาดแผลให้ร้าวลึกยิ่งขึ้น ประธานาธิบดีลินคอล์นเลือกที่จะเป็นผู้นำประเทศของ “ประชาชนอเมริกัน” ทุกหมู่เหล่า โดยไม่ได้เลือกว่าจะเป็นฝ่ายเหนือหรือฝ่ายใต้

ใน ย่อหน้าสุดท้ายของคำแถลงของเขาฟังแล้วไพเราะจับใจ หวังว่าจะเป็นอนุสติเตือนนายอภิสิทธิ์ว่า ถ้าเขาต้องการเป็นผู้นำของคนทั้งประเทศอย่างแท้จริง เขาควรจะเริ่มจากการบ่มเพาะความให้อภัยในจิตใจของตนเอง ละเว้นการกล่าวโทษคนที่คิดตรงข้ามกับตน ข้อความที่ประธานาธิบดีลินคอล์นกล่าวมีดังนี้

“ขอให้เรา ละเว้นจิตประทุษร้ายต่อผู้ใด ขอให้เราแผ่เมตตาแด่ทุกคน ขอให้เชื่อมั่นในพระวจนะที่ชี้ทางอันชอบให้กับเรา ขอให้เราต่างพยายามดำเนินงานที่มีอยู่ให้ลุล่วง ช่วยสมานบาดแผลของประเทศชาติ ช่วยอุ้มชูดูแลผู้ที่มีส่วนร่วมในการสู้รบ ช่วยกันเยียวยาภรรยาม่ายและลูกกำพร้าของพวกเขา ช่วยกันทำสิ่งทั้งปวงอันจะนำเราไปสู่สันติภาพที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับ พวกเราทั้งหลาย และสำหรับประชาชาติทั้งปวง”

“With malice toward none, with charity for all, with firmness in the right as God gives us to see the right, let us strive on to finish the work we are in, to bind up the nation's wounds, to care for him who shall have borne the battle and for his widow and his orphan, to do all which may achieve and cherish a just and lasting peace among ourselves and with all nations.”

ที่มา:http://www.bartleby.com/124/pres32.html