WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 15, 2011

ลุยชายแดนใต้ ปูจัดหนัก เขตปกครองพิเศษ

ที่มา ข่าวสด




ลุยใต้ - น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สวมใส่ผ้าฮิญาบสีแดง ท่าม กลางหญิงและเด็กชาวไทย-มุสลิม ระหว่างลงพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ หาเสียงชูนโยบายเขตปกครองพิเศษ ฟื้นสัมพันธ์กับซาอุฯ และเพิ่มโควตาฮัจญ์

"พิชัย"สวนกรณ์ทำหุ้นตก

ที่ พรรคเพื่อไทย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมช.คลัง ในฐานะคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าการที่หุ้นตกและนักลงทุนต่างประเทศเทขาย เกิดจากกังวลว่าเพื่อไทยมีโอกาสสูงชนะเลือกตั้งและเป็นแกนนำรัฐบาล ถือเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและทำให้นักลงทุนไทยและคนไทยสับสนเหมือนที่เคย ออกมาบอกเรื่องซื้อดาวเทียมไทยคมแล้วไม่มีการซื้อขายจริง

อดีตรม ช.คลัง กล่าวอีกว่า คนในตลาดหลัก ทรัพย์ทราบกันดีว่าสถานการณ์ขณะนี้เป็นเพียงการปล่อยข่าวเพื่อปั่นหุ้นเท่า นั้น ปัญหาหุ้นตก เกิดจากการเทขายหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรป ส่วนหนึ่งเกิดจากความกังวลอัตราเงินเฟ้อในตลาดที่เกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศไทยที่รัฐบาลไม่สามารถคุมราคาสินค้าแพงได้ ทำให้นักลงทุนต่างประเทศเทขายหุ้นออก เพื่อเฝ้าดูสถานการณ์

นายพิชัย กล่าวว่า ความจริงนักลงทุนต่างประเทศทราบดีอยู่แล้วว่าเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจจาก คนไทย สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนัก เช่น บลูมเบิร์ก รายงานเรื่องนี้ว่านโยบายเศรษฐกิจของเพื่อไทยเหนือกว่าประชาธิปัตย์ นักลงทุนต่างประเทศมั่นใจ จึงอยากให้นายกรณ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชน อย่าทำให้สับสนเหมือนที่บอกว่าดัชนีหลักทรัพย์จะขึ้นถึง 1,700 จุด ซึ่งรมว.คลังไม่ควรพูด ถ้าเป็นประเทศอื่น รมว.คลังต้องลาออกไปแล้ว และถ้ารัฐบาลบริหารประเทศได้ดีตามที่พูด ป่านนี้คงไม่ต้องกังวลว่าพรรคฝ่ายค้านจะได้รับความนิยมมากกว่า พรรคจะส่งตัวแทนเข้าให้ความรู้และความเข้าใจกับกลุ่มนักลงทุนต่างชาติราย ใหญ่เร็วๆ นี้ เพื่อให้เห็นภาพว่าหากพรรคเข้ามาบริหารประเทศ จะเจริญก้าวหน้าและเป็นผู้นำอาเซียนได้ เชื่อว่าเมื่อตลาดโลกหยุดผันผวน นักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทย เพราะปัจจัยพื้นฐานดี อีกทั้งเพื่อไทยจะตรวจสอบการปั่นหุ้นที่เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้อย่างจริงจัง เพื่อนำคนผิดมาลงโทษ เพื่อไม่ให้นำข้อมูลภายในมาใช้หาประโยชน์ได้อีก

"ปู"ชู3จว.ใต้เหมือนกทม.-พัทยา

วัน เดียวกันเวลา 07.30 น.ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส. บัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปหาเสียง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ตนจะไปให้กำลังใจพี่น้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในฐานะคนไทยด้วย และจะนำนโยบายของพรรคไปเสนอให้รับทราบ พรรคเห็นด้วยที่อยากเห็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองท้องถิ่นพิเศษ ลักษณะคล้ายกับกทม.หรือพัทยา แต่รายละเอียดต้องหารือกับส่วนราชการรวมทั้งพี่น้องในพื้นที่ก่อน ที่สำคัญพรรคจะไม่เน้นเรื่องความรุนแรง โดยใช้วิธีพูดคุยและส่งเสริมและพัฒนา

ฟื้นสัมพันธ์ซาอุฯ-เพิ่มโควตาฮัจญ์

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนั้นยังมีโครงการที่จะนำเสนอ เช่น โครงการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย เพื่อเพิ่มโควตาประชาชนที่จะไปประกอบพิธีฮัจญ์มากขึ้น ยกเลิกค่ามัดจำ รวมทั้งจัดหาสถานที่พักในต่างประเทศ นโยบายส่งเสริมอาหารฮาลาล ถือเป็นจุดขายของพื้นที่ในการส่งออก และโครงการพัฒนาลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อมระหว่างอันดามันและอ่าวไทย ทั้งขนส่งทางถนนและรถไฟ และขนส่งน้ำมัน จะทำให้เศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่างดีขึ้นกว่าเดิมมาก

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายสุเทพ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศกวาดส.ส.ภาคใต้ทั้งหมด น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ภาคใต้ไม่ใช่ฐานเสียงใหญ่ของเพื่อไทย แต่เพื่อไทยเป็นคนไทยเหมือนกัน จึงขอโอกาสจากประชาชนชาวใต้ให้เพื่อ ไทยเข้าไปเสนอนโยบายและไปให้กำลังใจพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนบ้าง เมื่อถามว่าประเมินว่าเพื่อไทยจะได้กี่ที่นั่งในภาคใต้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้มอง วันนี้ไปให้กำลังใจมากกว่า และดูว่าพี่น้องมีความเป็นอยู่อย่างไร จะทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติสุข

เมื่อถามว่าพกของดีติด ตัวไปด้วยเพื่อความปลอดภัยหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "ไม่มี แต่ได้พรจากพระเมื่อวาน ส่วนพระนั้นห้อยคอปกติอยู่แล้ว"

เล่นการเมืองต้องใจกว้าง

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางโดยเครื่องบินเช่าเหมาลำ จากดอนเมือง ไปลงสนามบินบ้านทอน จ.นราธิวาส น.ส.ยิ่งลักษณ์ใช้เวลาว่างพูดคุยกับสื่อมวลชนถึงกระแสโจมตีทางการเมืองใน ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งว่า กระแสกดดันต่างๆ ไม่ได้ทำให้ตนเหน็ด เหนื่อยอะไรเลย และไม่มีอะไรทำให้เหนื่อยใจเท่ากับที่สิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณโดนกระทำ

ผู้ สื่อข่าวถามว่ากองทัพเกรงว่าหากเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะทำให้กองทัพตกที่นั่งลำบาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "ไม่มีอะไรแย่กว่าเหตุ การณ์ที่เกิดขึ้นมาตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ปูใจกว้างพอ การเมืองหลังจากนี้ต้องใจกว้าง ไม่อย่างนั้นปัญหาไม่จบ อย่าไปกลัวเลย ให้เขาทำงานไป ใครมีงานอะไรก็ทำตามหน้าที่ของใครของมัน"

เมื่อถามว่าที่ผ่านมาเรื่องอะไรทำให้หนักใจมากที่สุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ทุกเรื่อง

น้ำตาซึมถูกถามถึง"ทักษิณ"

ต่อ ข้อถามว่ารู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่ชาย น.ส.ยิ่งลักษณ์นิ่งเงียบไม่ตอบคำถาม ผู้สื่อข่าวถามว่าตอนที่พ.ต.ท.ทักษิณมีโอกาสกลับประเทศไทย หลังเลือกตั้งปี 2550 แล้วก้มกราบแผ่นดินที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อลงจากเครื่องบิน พ.ต.ท.ทักษิณพูดอะไรกับครอบครัวเป็นประโยคแรก น.ส.ยิ่งลักษณ์ นิ่งเงียบเริ่มมีน้ำตาซึม แล้วพูดตัดบททันทีว่า "ไม่เอาแล้ว ไม่คุยเรื่องนี้แล้วดีกว่า" และขอตัวออกจากวงสนทนาทันที

ถึงนราธิวาสสวมฮิญาบแดง

เวลา 10.00 น.คณะของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ประกอบด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และคณะติดตามอีกกว่า 50 คนมาถึงสนามบินนรา ธิวาส โดยมีผู้สมัครส.ส.เขตและกลุ่มมวลชนมารอต้อนรับกว่า 500 คน เมื่อมาถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์สวมผ้าฮิญาบสีแดง ซึ่งเป็นผ้าคลุมศีรษะของพี่น้องชาวไทยมุสลิมในพื้นที่

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ กล่าวว่า มานราธิวาสเป็นครั้งแรก เมื่อมาถึงได้สัมผัสวิถีชีวิตของพี่น้องชาวไทยมุสลิม ที่มีวัฒนธรรมมากและให้การต้อนรับอบอุ่น พรรคเตรียมนโยบายมาชี้แจงจำนวนมาก จากนั้นเดินทางด้วยรถยนต์ต่อไปยังบ้านของนายอับดุลเราะห์มาน อับดุลสมัด อดีตประธานสมาพันธ์คณะกรรมการอิสลาม 14 จังหวัดภาคใต้ และอดีตประธานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.นราธิวาส ตั้งอยู่บ้านบลูกาสนอ ม.4 ต.ตะปอเยาะ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส เพื่อเข้าคารวะผู้นำศาสนา จากนั้นไปที่สาขาพรรคเพื่อไทย ถ.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา ปราศรัยหาเสียงกับชาวยะลา

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า มั่นใจว่าผู้สมัครในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะได้รับโอกาสจากประชาชน เพราะนโยบายดีและทำได้จริง พรรคจะเคารพการตัดสินใจของประชาชน

กลุ่มแม่บ้านอยากได้นายกฯหญิง

นาย ดาโต๊ะสุธิพันธ์ ศรีริกานนท์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 นราธิวาส พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า พรรคชูนโยบายหลักไว้หลายข้อ อาทิ สร้าง ที่พักให้ผู้เดินทางไปแสวงบุญที่เมืองเมกกะทุนการศึกษา กองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร 3 ปี รวมทั้งโครงการบ้านหลังแรกให้กับผู้ยากจน ทั้งหมดทำได้และสร้างความหวังให้กับประชาชน ขณะเดียวกันเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่เกิดขึ้นเพราะเยาวชนมีความรู้น้อย ไม่มีงานทำ หากเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจะสะสางโดยการนิรโทษกรรม

"น.ส.ยิ่ง ลักษณ์เป็นนายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มแม่บ้านมุสลิมต้องการ เพราะน.ส.ยิ่งลักษณ์มีภาวะผู้นำที่เก่งรอบตัว การกล้าลงพื้นที่ครั้งนี้ มีผลต่อคะแนนเสียงของผู้สมัครมาก อาจนำลิ่วพรรคคู่แข่งแบบลอยลำเลยก็ได้" นายดาโต๊ะสุธิพันธ์ กล่าว

ปลื้มให้เกียรติสตรีมุสลิม

ต่อ มาเวลา 11.10 น. ที่บ้านศรียะลาของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาผู้แทนฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์พบปะประชาชนและปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัครส.ส.ทั้ง 3 เขตของยะลา โดยมีประชาชนฟังปราศรัยกว่า 3,000 คน โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ในชุดเสื้อแจ๊กเกตสีขาวของพรรค สวมผ้าฮิญาบสีแดง สร้างความปลาบปลื้มให้กับสตรีชาวมุสลิมในพื้นที่อย่างมาก เพราะถือเป็นการให้เกียรติซึ่งต่างเรียก น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า ยามีล่ะห์ แปลเป็นไทยว่า สวยงาม

น.ส.ยิ่งลักษณ์ปราศรัยนาน 15 นาที เน้นนโยบายแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามแนวคิด เขตปกครองท้องถิ่นพิเศษ ให้ประชาชนพื้นที่มีส่วนร่วมตัดสินใจ นโยบายประกันราคาข้าว เพิ่มโควตาชาวไทยมุสลิมไปประกอบ พิธีฮัจญ์ เพิ่มเบี้ยยังชีพคนชรา สนับสนุนคอม พิวเตอร์ขนาดพกพาให้เยาวชนฟรี รวมทั้งนโยบายปรองดอง ไม่แก้ปัญหาด้วยความรุนแรง

จากนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ว่า ความไม่สงบในพื้นที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน เราต้องเชื่อก่อนว่าพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย ต้องพยายามลดการใช้กำลัง ใช้ความรุนแรง เปลี่ยนจากการใช้ความรุนแรงมาส่งเสริมการศึกษา เศรษฐกิจ วัฒน ธรรมต่างๆ รวมทั้งต้องมีผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจความต้องการของคนในพื้นที่มาหารือ กัน การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับการต้อนรับจากประชาชนอย่างอบอุ่น ตนประทับใจตั้งแต่ลงเครื่องบิน ได้พบความสวยงามทั้งทางใบหน้า รอยยิ้มที่มอบให้ รวมทั้งวัฒนธรรมอันดีงามที่ได้รับ

โพลพท.-อีสานได้เกิน100

ที่ พรรคเพื่อไทย นายพายัพ ชินวัตร ประธานภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โพลของพรรคพบว่าภาคอีสานกระแสดีมาก อย่างน้อยจะได้ 100 ที่นั่งขึ้น จากเป้าทั้งหมด 126 ที่นั่ง โดยเฉพาะจ.บุรีรัมย์ คะแนนนำภูมิใจไทยเกือบทุกเขต เฉลี่ยมีฐานอยู่เขตละประมาณ 2 หมื่นคะแนน เนื่องจากพรรคคัดตัวผู้สมัครอย่างดี ช่วงโค้งสุดท้ายจะเพิ่มคะแนนให้มากกว่านี้โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์จะลงพื้นที่ถี่ขึ้นควบคู่กับเปิดนโยบายใหม่

"เชื่อว่าเราชนะแน่ ผมเป็นนักมวย ถ้าไม่มาทุบตายคาเวที ผมก็ไม่ยอมเหมือนกัน" ประธานภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย กล่าว


อ่านรายละเอียดทั้งหมด คลิ้กข่าวสด

ภาพคุณปู ยิ่งลักษณ์ อีสาน 15/06/54

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

พบพี่น้องตลาดใหญ่ จ.อุบล ตามข่าวบอกว่ามารอตั้งแต่ตี 4 ชื่นใจจริงๆ
ภาพปราศรัย อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี

พี่น้องฟังปราศรัย อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี


อากาศร้อนแค่ไหนก็เบียดเสียดรอฟัง
ปราศรัยหน้าที่ว่าการ อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 15/06/54 จับตา..กลโกงเลือกตั้ง

ที่มา blablabla



ภาพถ่ายของฉัน

วิชามาร สารพัด งัดออกสู้
หวังเป็นผู้ กำชัย ในคราวนี้
ด้วยเล่ห์กล สามานย์ สันดานมี
พวกอัปรีย์ รวมหัว อันชั่วทราม....

จับตาดู พวกอุบาทว์ อำนาจมืด
เผยกำพืด บัดซบ กลบคำถาม
มันแฝงตัว ทำทุเรศ ทุกเขตคาม
ต้องไล่ล่า มาประณาม ตามลากคอ....

วิชามาร สารพัด งัดโพลหลอก
พวกปลิ้นปลอก เรื่องระยำ ทำหัวหมอ
พวกทาสเงิน จัญไร ใจสอพลอ
อย่ารีรอ ช่ายตามล่า มาประจาน....

วิชามาร เจ้าหน้าที่ รี่จัดฉาก
น้อยเป็นมาก คะแนนลับ ที่ขับขาน
ล้วนแต่เรื่อง ชั่วช้า แสนสามานย์
สืบสันดาน ความอุบาทว์ อำนาจคน....

รวมพลัง รวมใจ ให้เป็นหนึ่ง
จุดหมายซึ่ง แรงกล้า อย่าสับสน
เลือกสิ่งงาม ตามฝัน ในบันดล
ให้ท่วมท้น ทั่วถิ่น แผ่นดินไทย....

อำนาจจริง ที่ถือ ในมือท่าน
ช่วยสืบสาน นำพา ฟ้าสดใส
คิดให้ดี 3 กรกฎา จะกาใคร
เลือกแบบไหน ได้แบบนั้น สิทธิ์ท่านเอง....

๓ บลา / ๑๕ มิ.ย.๕๔

เขตปกครองพิเศษในภาคใต้ คือการแก้ปัญหาที่ถูกจุด

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

ผมเห็นด้วยกับหนังสือพิมพ์ข่าวสดที่พาดหัวทำนองว่า “ยิ่งลักษณ์จัดหนัก ประกาศจัดเขตปกครองพิเศษในสามจังหวัดภาคใต้” ถือว่านี่เป็นการจัดหนักของจริงและน่าจะเป็นก้าวสำคัญในการปกครองระบอบประชาธิปไตย

เพราะ ตลอดเวลาที่ผ่านมาร้อยกว่าปีเราติดอยู่กับระบบบริหารราชการแผ่นดินแบบรวบ อำนาจที่พัฒนามาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ ๕ โดยกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เน้นว่าเป็นราชอาณาจักรอันเดียวกันและแบ่งแยกมิได้ เมื่อมีการเรียกร้องให้กระจายอำนาจก็อ้างว่าจะกระจายแล้วด้วยการมี อบจ. แต่ผู้ว่า ฯ ยังคงคุมอำนาจอื่น ๆ ในด้านการปกครองไว้ทั้งหมด ในขณะที่ความเป็นจริงแล้ว ก่อนหน้านั้น หัวเมืองต่าง ๆ ก็มีอิสระในการปกครองตนเองมาตลอด

การ ตั้งผู้ว่า ฯ ไปคุมทั่วนั้นเป็นวิถีทางของระบอบอมาตยาธิปไตยที่ชัดเจนที่สุด ผู้ว่าไม่ได้สนใจประชาชนในจังหวัดเพราะอยู่กันจังหวัดละไม่นาน มุ่งแต่หาโอกาสในการจะได้ย้ายไปอยู่จังหวัดที่มีผลประโยชน์มาก ผู้ว่า ฯ เองก็ใช้อิทธิพลหาผลประโยชน์กันหลายวิธี ที่เห็นชัด ๆ ก็คือที่ดินดี ๆ ในจังหวัดใหญ่ ๆ เจ้าของคือผู้ว่า ฯ เพราะระบบที่ให้ผู้ว่า ฯ เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดด้านพลเรือนในจังหวัด

ระยะหลังนี้ขยายอำนาจ ให้ท้องถิ่นมากขึ้น ก็มีคำพูดทำนองกล่าวหา อบต.เพื่อพยายามให้ระบบท้องถิ่นน่ารังเกียจ แต่ไม่พยายามพูดในสิ่งที่ดีของระบบ อบต. ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนมากมาย เช่น เมื่อก่อนกว่าจะมีถนนลาดยางหรือน้ำประปาเข้าหมู่บ้านก็ต้องรอเป็นชาติ แต่เดี๋ยวนี้ระบบ อบต.ทำให้ทุกอย่างรวดเร็วเป็นจริงได้ทันตาเห็น เพราะเจ้าของพื้นที่เขารู้ดีว่าต้องการอะไรเนื่องจากเห็นปัญหาตำตาอยู่ทุก วัน

การบ ริหาร กทม.และพัทยา ในฐานะเขตปกครองพิเศษก็ยิ่งเห็นชัดเจนถึงคุณภาพที่เหนือกว่าระบอบดั้งเดิม ที่เป็นวิถีทางแบบอมาตยาธิปไตยเต็มรูปแบบ

ผมสนับ สนุนอย่างยิ่งในการให้ตั้งเขตปกครองพิเศษในสามจังหวัดภาคใต้ อยากบอกว่าในทางอุดมการณ์นั้นพื้นที่เหล่านั้นภาคภูมิใจกับมาตุภูมิของเขา มาก เพราะเคยเป็นรัฐเอกราชที่เจริญมาก่อน แต่เป็นรัฐที่มีศาสนาต่างจากส่วนอื่นของประเทศ การเป็นเขตปกครองพิเศษของพวกเขาคือการทำให้อุดมการณ์เอกราชลดความเข้มข้นลง เพราะแม้เขาจะอยู่ในประเทศหนึ่งแต่เขาก็ปกครองตนเองได้

หลาย ท่านบอกว่าถ้าอย่างนั้นอีกหน่อยนครศรีธรรมราช เชียงใหม่ อีสาน ฯลฯก็จะขอตั้งเป็นเขตปกครองตนเองบ้างละสิ ผมขอเรียนว่าก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร

เชียงใหม่เคยขอให้ออกกฎหมาย “เชียงใหม่มหานคร” มา แล้ว แต่รัฐบาลนี้ก็ยังส่งผู้ว่าประเภทปลายอ้อปลายแขมของกรมดำรงไปปกครอง และยิ่งทำให้ประชาชนเขาไม่พอใจมากขึ้นอีก เขตปกครองที่ประชาชนในท้องที่มีอิสระในการดูแลพื้นที่ของตัวเองเท่านั้น ที่จะทำให้เอกภาพของประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น นี่ไม่ใช่สมัยที่จะส่งกำลังทหารไปปราบกบฏหัวเมืองแบบที่ชนชั้นสูงของไทยยัง คิดกันอยู่อีกแล้วนะครับ

ลืมตารับความจริงกันบ้าง มันพ้นยุคต่อต้่านการล่าเมืองขึ้นที่ไทยต้องเป็นรัฐเดี่ยวห้ามมีิอิสระในการปกครองท้องถิ่่นของตนเองกันแล้ว

ปัญหา ประเทศไทยวันนี้ต้องแก้ด้วยระบอบการปกครองที่คิดถึงประโยชน์สุขของประชาชน ส่วนใหญ่ ไม่ใช่ชนชั้นสูงและอำมาตย์ไม่กี่คนเท่านั้นแบบที่ผ่านมาเป็นร้อยปี


Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



เรื่อง การปกครองนี้ทั่วโลกมันก็มีแค่สองแบบคือ รวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง กับ กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นต่างๆ ปกครองกันเอง ซึ่งแต่ละแบบมันก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน สมัยที่กำลังรวบรัฐชาติใหม่ ๆ อาจมีความจำเป็นที่ต้องให้ส่วนกลางส่งคนไปปกครอง เพื่อความเป็นเอกภาพ อาณาจักรเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ยุคที่รวมชาติ เป้าประสงค์ของการปกครองก็ควรเป็นแบบนั้น

แต่เมื่อชาติมีความมั่นคง แล้ว การรวบอำนาจปกครองไว้ที่ส่วนกลาง จะทำให้การปกครองขาดประสิทธิภาพไปอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่สามารถที่จะตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของประชาชนได้ การรวบอำนาจนำไปสู่การคอรัปชั่นและระบบอำมาตย์ต่างๆ ที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ ที่ตัวเองปกครอง และไม่จำเป็นต้องบริการประชาชนให้ดีพอ เพราะอนาคตของตัวเองไม่ได้ขึ้นกับประชาชน

นอกจากนี้ในศตวรรษที่ 21 ในภาวะทีโลกกำลังรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในทางมหภาค ความต้องการที่จะรักษา “อัตลักษณ์” ของคนในแต่ละท้องถิ่นต่างๆ ก็มีมากขึ้น ดังนั้นหลายๆ ประเทศแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยการยอมให้มี “เขตปกครองตนเองอิสระ หรือ Autonomous Area ซึ่งอาจแปลเป็นไทยให้ได้ใจความว่า “แคว้น” ก็ได้ เพราะในสมัยโบราณแคว้นต่างๆ ที่รวมกันเป็นอาณาจักร ก็มีอิสระภายในของตนในระดับหนึ่งเช่นกัน

ผมเห็นด้วยกับการให้ 3 จังหวัดภาคใต้เป็น” เขตปกครองพิเศษ” เรื่องภายในท้องถิ่นเขาก็ให้เขาว่ากันเอง ไม่ต้องไปกลัวว่าเขาจะแยกเป็นเอกราช เพราะแนวโน้มของโลกในระดับ “ภูมิภาค” นั้นจะรวมตัวกันเป็น “สหภาพ” ทางการค้า การเมือง เช่น สหภาพยุโรปเป็นต้น ดังนั้นในอนาคตนั้นในแง่ “ท้องถิ่นเขาก็อยากมีอิสระ” แต่ในระดับมหาภาคเขาก็มีแนวโน้มที่จะรวมกลุ่มกันเพื่อสร้าอำนาจต่อรองทาง เศรษฐกิจและการเมือง

สรุปแล้วแนวคิดเรื่อง “เขตปกครองพิเศษ” จะเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาความแตกต่างกันทางวัฒนธรรมได้อย่างดี

ทหารมาแล้ว!!! "ประยุทธ์" ส่งสัญญาณเดือดก่อนเลือกตั้ง ขู่จัดการเสื้อแดง คาดโทษ "ทักษิณ-ใจ

ที่มา thaifreenews

โดย Palrak


ทหารมาแล้ว!!! "ประยุทธ์" ส่งสัญญาณเดือดก่อนเลือกตั้ง ขู่จัดการเสื้อแดง คาดโทษ "ทักษิณ-ใจ-จักรภพ" ส่อเค้าลางสงครามกลางเมือง!

http://www.go6tv.com/2011/06/blog-post_15.html




"ณัฐวุฒิ" โพสต์เฟซบุ๊กโต้ "จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ": "เวลาพูดสบตาประชาชนบ้างนะครับ"

ที่มา มติชน



นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และ แกนนำนปช. ได้โพสต์ข้อความจำนวน 13 ข้อความ 13 ประเด็น ผ่านทางเฟซบุ๊ก "นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" เพื่อตอบโต้บทความ "จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ 3" ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ถูกนำมาเผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊กเช่นกันเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาดังนี้


1.คุณ อภิสิทธิ์บอกว่าความรุนแรงเริ่มตั้งแต่ ปี 2552 ที่มีการล้มประชุมอาเซียน โดยจงใจไม่กล่าวถึงกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินที่มาดักทำร้ายคนเสื้อแดงระหว่าง ทางกลับจากการยื่นหนังสือรอบแรก คนพวกนั้นเป็นชายฉกรรจ์ผมสั้นเกรียนมีทั้งปืน มืด และไม้เป็นอาวุธ มีคนบาดเจ็บหลายราย และปรากฏข้อมูลว่ากลุ่มคนดังกล่าวบัญชาการโดยผู้มีอิทธิพลในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งปรากฏตัวพร้อมนายสุเทพในคืนก่อนเกิดเหตุ ความรุนแรงเริ่มต้นตรงนี้ครับ


2.สรุป เหตุการณ์ว่าชาวบ้านนางเลิ้ง 2 คนเสียชีวิตเพราะตกเป็นเหยื่อของการชุมนุม ถามว่าผ่านมากว่า 2 ปีคดีนี้คืบหน้าไปถึงไหน ได้ตัวคนทำความผิดหรือยัง ถ้ายัง คุณอภิสิทธิ์สรุปได้อย่างไรว่าพวกเขาเป็นเหยื่อของการชุมนุม ทำไมไม่พูดความจริงด้วยว่ามีคนเสื้อแดง 2 คนกลายเป็นศพถูกมัดมือไพล่หลังลอยน้ำจ้าพระยา คดีนี้ผลการสืบสวนเป็นอย่างไร


3.มี การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความจริงเรื่อง นี้แต่เหตุใดจึงไม่รายงานผลต่อประชาชน คุณอภิสิทธิ์จงใจปกปิดความจริงอยู่ใช่หรือไม่ ผมเชื่อว่าถ้ามีการเปิดเผยความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในเหตุการณ์สงกรานต์ เลือดปี 2552 น่าจะมีส่วนช่วยอย่างสำคัญที่จะป้องกันเหตุสูญเสียครั้งใหญ่ในปีต่อมา แต่คุณอภิสิทธิ์ไม่ยอมพูดความจริง แล้วจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร


4.การ บอกว่าเหตุการณ์ปี 2553 เริ่มจากการตัดสินยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณแสดงว่าคุณอภิสิทธิ์ยังคงเวียนว่าย ตายเกิดอยู่กับการวาดภาพปีศาจใส่ฝ่ายตรงข้ามเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ผมยืนยันว่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่การขับไล่รัฐบาลทักษิณจนถึงคุณอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องเดียวกัน การยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณไม่ มี ผลใดๆ เลยต่อการต่อสู้ในปี 2553 การทำลายประชาธิปไตยและระบบยุติธรรมซ้ำแล้วซ้ำล่าต่างหากเป็นสาเหตุที่แท้ จริง


5.การเทียบ เคียงคดีซุกหุ้นกับคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่ออธิบายว่าถ้าตัดสินได้ประโยชน์พอใจถ้าไม่ก็คือสองมาตรฐานเป็นตรรกะหน้า ไม่อาย เพราะคดีซุกหุ้นเริ่มก่อนพ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯ มีกระบวนการตามระบบปกติจนถึงวันตัดสิน แต่คดียึดทรัพย์เกิดหลังรัฐประหารโดยตั้งต้นจากคตส.ซึ่งรวมเอาคนเกลียด ทักษิณมาเป็นกรรมการ คุณอภิสิทธิ์แยกแยะคำว่าเผด็จการกับประชาธิปไตยเป็นไหมครับ


6.การ อ้างว่าพยายามอย่างที่สุดเพื่อหลีก เลี่ยงความรุนแรงในปี 2553 เป็นคำพูดเอาแต่ได้ เพราะข้อเรียกร้องของประชาชนคือการยุบสภาซึ่งคุณอภิสิทธิ์ไม่มีความชอบธรรม จะดำรงตำแหน่งนายกฯ ตั้งแต่ต้น คำยืนยันของคุณชุมพล ศิลปอาชา เรื่องพลังที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือใบเสร็จเรื่องนี้ การอ้างว่าอยู่เพื่อแก้ปัญหาวันนี้ก็ชัดแล้วว่าทุกปัญหาร้ายแรงกว่าเก่า ยอมรับเถิดว่าการฆ่าไม่สามารถทำให้ชนะได้


7.ผม ยืนยันว่า นปช.ไม่มีกองกำลังติดอาวุธถ้าคุณอภิสิทธิ์บอกว่ามี ผมอยากเห็นหน้าคนพวกนี้ว่าเป็นใคร ใช่คนที่ถูกยิงตายมือเปล่ากลางถนนไหมหรือรัฐบาลจับเอาไปขังไว้ที่ไหน การ ที่คนเสื้อแดงไม่เรียกร้องให้ยุบสภาอีกหลังเหตุการณ์เพราะเขารู้แล้วว่าไร้ ประโยชน์ คุณอภิสิทธิ์ยึดติดกับอำนาจยิ่งกว่าชีวิตประชาชน จะเรียกร้องอย่างไรก็คงไม่เป็นผล และที่สำคัญคือประชาชนยังไม่อยากตายครับ


8.เหตุการณ์ 10 เม.ย.ไม่ใช่การสลายการชุมนุมตามหลักสากล มีที่ไหนบ้างใช้เฮลิคอปเตอร์โยนแก๊สน้ำตาลงกลางเวทีที่มีทั้งผู้หญิงและคน แก่จำนวนมาก มีคนถูกยิงตายรายแรกราว 16.00-17.00 น. ข่าวช่อง tpbs เขาสัมภาษณ์หมอคนหนึ่งซึ่งบอกมาตามนั้น ไม่ใช่การขอคืนพื้นที่แต่เป็นการปราบปรามประชาชน ข่าวรายงานว่านายทหารใหญ่ให้สัมภาษณ์ว่าต้องให้จบในคืนนั้นไม่มีตรงไหน อธิบายว่าคุณอภิสิทธิ์พยายามยุติปฏิบัติการ


9.จน เหตุการณ์บานปลายเอาไม่อยู่จึงมีการเจรจา ระหว่างผมกับคุณกอร์ปศักดิ์ ซึ่งเราพร้อมจะให้ความร่วมมือในการยุติความรุนแรงในทันที มีคนตายทั้งทหารและประชาชน 20 กว่าชีวิต ผมเสียใจกับทุกครอบครัว ปัญหาคือเราบอกได้ว่าคนตายคนไหนเป็นทหารแต่ไม่มีใครระบุได้ว่าใครคือชายชุด ดำ ใครคือผู้ก่อการร้าย เพราะทุกคนที่ตายไม่มีอาวุธและมีหลักแหล่งครอบครัวชัดเจน ทุกคนมีญาติพี่น้องมาร่ำไห้ที่เวที จนถึงวันนี้ยังไม่มีคำอธิบายจากรัฐบาล


10.คุณ อภิสิทธิ์บอกว่าช็อคกับสิ่งที่ เกิดขึ้นและในคืนนั้นไม่อาจหลับตาลงได้แม้แต่นาทีเดียว แล้วรู้ไหมครับว่าทุกชีวิตที่ตายไม่มีใครตาหลับเลยจนถึงวันนี้ เพราะเขาไม่มีทางเข้าใจว่าทำไมต้องตาย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากระสุนสไนเปอร์เหล่านั้นมาจากทางทิศไหนและตายไปแล้ว ดวงวิญญาณก็ยังมองไม่เห็นความยุติธรรมจะปรากฏแต่อย่างใด หลังจากเหตุการณ์นั้นทุกวันที่นอนหลับคุณอภิสิทธิ์ฝันเห็นพี่น้องผมที่ตาย บ้างไหมครับ


11.ผม เป็นแกนนำคนเสื้อแดงเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นผมไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ ขณะนี้ผมเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายถ้าผิดจริงโทษสูงสุดคือประหารชีวิต ผมยินดีต่อสู้คดีโดยไม่มีเงื่อนไข คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ คิดว่าต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้บ้างไหม มีทหารออกมาอาวุธครบมือแล้ว ประชาชนถูกยิงตายกลางเมืองหลวงเกือบ 100 ศพ คุณอภิสิทธิ์ทำได้แค่อยู่ต่ออีกเกือบปีแล้วยุบสภามาชวนประชาชนเดินหน้าต่อไปเท่านั้นหรือ


12.คุณ อภิสิทธิ์ปฏิเสธตลอดมาว่าไม่ได้ทำไม่ รู้ไม่เห็น ถ้าเป็นเมื่อหลายปีก่อนผมอาจจะเชื่อ แต่พอเห็นคุณปฏิเสธเรื่องร่วมมือกับพันธมิตร เรื่องอำนาจพิเศษตั้งรัฐบาล เรื่องความสัมพันธ์พิเศษกับศาลรัฐธรรมนูญอย่างหน้าตาเฉย ยอมรับว่าผมไม่กล้าเชื่ออะไรคุณอีกเลย คุณเชื่อที่ตัวเองพูดไหม ยังจำสิ่งที่พูดไว้กับนายกฯ สมชาย เมื่อ 9 ต.ค. 50 หลังเหตุการณ์พันธมิตรบุกสภาได้บ้างไหมครับ


‎13.คุณอภิสิทธิ์บอกว่าจะเขียนอีกผมก็จะร่วมเขียนด้วยอีก อยาก บอกคุณอภิสิทธิ์ว่าบางทีการพูดความจริงอาจทำให้ตัวเองเจ็บปวดแต่ถ้าเราเป็น ผู้นำแล้วไม่พูดความจริงจะทำให้ประชาชนเจ็บปวด เวลาพูดสบตาประชาชนบ้างนะครับ ประชาชนจงเจริญ

ประจักษ์ ก้องกีรติ: ความรุนแรงก่อนเลือกตั้ง ไม่น่ากลัวเท่าการใช้อำนาจทำลายเจตนารมณ์ประชาชน [วิดีโอคลิป]

ที่มา ประชาไท

** ดูวิดีโอคลิปด้านท้ายบทความ **

14 มิ.ย.54 ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อภิปรายในการเสวนาหัวข้อ “ยิ่งกว่าจำนวน: รัฐศาสตร์การเลือกตั้งไทยในสภาวะไม่แน่นอน” โดยเขาเสนอประเด็นเรื่องความรุนแรงในการเลือกตั้งของไทย โดยใช้ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของตนเอง เรื่องความรุนแรงในการเลือกตั้ง โดยย้อนไปตั้งแต่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบเป็นต้นมา รวมถึงการเก็บข้อมูลจากการมอนิเตอร์หรือเฝ้าระวังการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า รูปแบบของความรุนแรงและระดับความรุนแรงเปลี่ยนไปหรือไม่ อย่างไร โดยจะมอนิเตอร์ไปจนถึงสองสัปดาห์หลังการเลือกตั้ง โดยมุ่งศึกษาความรุนแรงเชิงกายภาพ

ความรุนแรงในการเลือกตั้ง: มือปืน รถถังและการประท้วง
ประจักษ์ กล่าวว่า มือปืน รถถัง และการประท้วง ทั้งสามคำมีความหมายสะท้อนรูปแบบความรุนแรงแตกต่างกัน การมีการเลือกตั้งและมีความรุนแรงเกิดขึ้นไม่ใช่ปรากฏการณ์ในประเทศไทยเท่า นั้น แต่เป็นปรากฏการณ์ทั่วโลก การเลือกตั้งปกติที่เป็นสถาบันการเมืองที่เอาไว้ใช้สืบทอดอำนาจทางการเมือง โดยสันติ หลายครั้งกลับเกิดความรุนแรงและเป็นชนวนความรุนแรงเสียเอง เป็นความรุนแรงที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และนักสังเกตการณ์ทั่วโลกรวมถึงยู เอ็นจับตาเรื่องนี้เป็นพิเศษ และจัดประเภทให้เป็นความรุนแรงที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะถ้าอยากให้ประชาธิปไตยมีเสถียรภาพและยั่งยืน ต้องทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมและปราศจากความรุนแรงให้ได้เสียก่อน

การเลือกตั้งไม่ได้มีแค่การซื้อเสียง แต่ความรุนแรงเป็นปัญหาใหญ่ ประเทศที่มีความเสี่ยงต่อความรุนแรง คือ

1.ประเทศ ที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านขนานใหญ่ และสังคมไทยก็เปลี่ยนผ่านขนานใหญ่เช่นกัน จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงในการเลือกตั้ง
2.ประเทศที่มีประชาธิปไตยอ่อนแอหรือเปราะบาง เช่นศรีลังกา ฟิลิปปินส์ รวมถึงประเทศไทย
3. ประเทศที่เพิ่งผ่านพ้นสงครามกลางเมือง คนในสังคมยังบาดหมาง ต่อสู้กันจนบาดเจ็บล้มตาย มีความเป็นปฏิปักษ์

สังคม ไทยมีความเสี่ยงมากเพราะเข้าข่ายทั้งสามประเภท อาจจะไม่ถึงขั้นสงครามกลางเมืองอย่างที่เห็นในอิรัก อัฟกานิสถาน เคนยา แต่เราก็มีการปะทะกันจนเสียเลือดเสียเนื้อ เป็นความรุนแรงที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ การเลือกตั้งหนึ่งปีหลังผ่านความขัดแย้ง ปัญหาของเราจึงเป็นยิ่งกว่าหลายประเทศ เพราะความขัดแย้งยังไม่จบด้วย ไม่มีการลงนามสันติภาพสงบศึก ทั้งสองฝ่ายยังเผชิญหน้า ไม่คลี่คลายความจริง ไม่มีการจัดการความยุติธรรมประเทศกลุ่มเสี่ยงทั้งหลาย เกือบทั้งหมดเป็นประเทศในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เช่น เลบานอน กัมพูชา โคลัมเบีย อิหร่าน ไอวอรี่โคสต์ อัฟกานิสถาน เราจะไม่พบสถานกาณณ์แบบนี้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาที่ต้องมาประท้วงหรือมีรูปแบบนอกกติกา ไม่ว่าในอังกฤษ สหรัฐอเมริกา หรือกลุ่มยุโรป ประเทศไทยอยู่ในลิสต์กลุ่มเสี่ยง ที่มีปัญหาความรุนแรงในการเลือกตั้ง

ความรุนแรงคืออะไร
ประจักษ์ กล่าวต่อถึงความหมายของความรุนแรงว่าการข่มขู่ คุกคาม ใช้กำลังหรืออำนาจบังคับก็ถือเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง เช่นกรณีซิมบับเว ไม่สามารถเลือกตั้งได้โดยอิสระ เพราะทหารแทรกแซงและบังคับให้เลือกให้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี ทหารไม่ต้องมาสังหาร หรือใช้ความรุนแรง ส่วนฟิลิปปินส์จัดการเลือกตั้งแต่ละครั้งผู้เสียชีวิตประมาณ 140-150 คน การเลือกตั้งที่ผ่านมามีเหตุการณ์สังหารหมู่ด้วยซ้ำ มีนักข่าวตายไปยี่สิบกว่าคน

ในกรณีของไทยดีกว่าประเทศอื่นๆ จำนวนมาก เพราะผู้เลือกตั้งไม่เคยตกเป็นเป้าหมายความรุนแรง นักข่าวก็ไม่ใช่เป้าหมายของความรุนแรง ที่อิหร่าน ในปี 2009 เกิดความรุนแรงเพราะผู้สนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายค้านเขาเชื่อว่ามีการโกงการ เลือกตั้งแน่ๆ จึงออกมาชุมนุมประท้วงอย่างสงบในตอนแรก จนกระทั่งรัฐบาลส่งกองทัพและเจ้าหน้าที่รัฐมาปราบปราม เกิดการปะทะขึ้นจึงบานปลายไปเป็นการจลาจลและความรุนแรง แต่ความรุนแรงไม่ได้เริ่มจากผู้ชุมนุม เป็นความรุนแรงหลังการเลือกตั้ง กรณีปากีสถานมีความรุนแรงปี 2007 เบนาซีร์ บุตโต เป็นนักการเมืองหญิงที่ได้รับความนิยม ถูกวางระเบิดรถหาเสียง และความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้การจัดการเลือกตั้งเลื่อนออกไปหลายเดือน และเมื่อถึงวันเลือกตั้ง มีคนออกมาใช้สิทธิน้อยมาก

เหล่านี้เป็นบทเรียนที่ชี้ใหเห็นว่าความรุนแรงก่อนการเลือกตั้งมีผลกระทบต่อการเลือกตั้ง

นิยามความรุนแรงในการเลือกตั้ง
ประจักษ์ อ้างคำนิยามความรุนแรงในการเลือกตั้งว่าหมายถึง“การใช้หรือขู่ว่าใช้กำลัง บังคับ การข่มขู่หรือการใช้ความรุนแรงทางกายภาพเพื่อมุ่งหมายที่จะส่งผลกระทบต่อ กระบวนการเลือกตั้ง หรือการกระทำใดๆ ข้างต้นที่เกิดขึ้นในบริบทของการแข่งขัยชิงชัยในการเลือกตั้งเมื่อความ รุนแรงถูกใช้เพื่อส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง อาจจะเป็นการใช้ความรุนแรงเพื่อมีอิทธิพลต่อ กระบวนการเลือกตั้ง เช่น ความพยายามทำให้ผลการเลือกตั้งล่าช้าออกไป และความรุนแรงส่งผลต่อผลการเลือกตั้ง ซึ่งหมาวถึงกรณีที่ใช้ความรุนแรงเพื่อเอาชนะการแข่งขันการเลือกตั้งเพื่อตำ แหนงทางการเมืองที่มีความเข้มข้นสูสีกัน หรือเพื่อเอาชนะในการลงประชามติในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง”(Sick 2008, 5-6, Fisher 2002)

สำหรับควารุนแรงมีตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งและหลังการ เลือกตั้ง ระหว่างนับคะแนน ก็อาจจะมีการประท้วง และการประกาศผลแล้ว ก็อาจจะมีการประท้วงอีกเช่นกัน “ที่ผ่านมาของไทย ยังไม่เคยต้องประสบปัญหาความรุนแรงหลังการเลือกตั้ง มีบ้างในการให้ใบเหลืองใบแดง ที่ผ่านมาไม่มีปัญหาเพราะทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้ง แม้จะมีการประท้วงค่อนข้างสงบ เกิดขึ้นวันสองวันแล้วกสลายตัวไป ยังไม่เคยมีปัญหา ปัญหาคือก่อนการเลือกตั้ง แต่มาครั้งนี้หลายคน ทั้ง กกต., สื่อมวลชน ทหาร บอกว่าเราต้องเฝ้าระวังจับตาดูหลังการเลือกตั้ง เพราะมีการเมืองที่คุกรุ่น และมีมวลชนที่เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นฝักเป็นฝ่าย มีกลุ่มการเมืองชัดเจนของแต่ละพรรค หลายฝ่ายจึงเป็นห่วงว่าหลังการเลือกตังจะไม่สงบ ผมก็เห็นด้วย และเห็นว่าต้องเฝ้าระวัง และประมาทไม่ได้ แต่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด”

ประเภทของความรุนแรงของการเลือกตั้ง
ประจักษ์ กล่าวว่า เรื่องความรุนแรงของการเลือกตั้งนั้นส่วนใหญ่เข้าใจแบบแคบๆ คือ ยิงกัน ซึ่งเป็นความรุนแรงประเภทเดียว แต่จริงๆ แล้วอาจแบ่งความรุนแรงได้ 3 ประเภท

1. ความรุนแรงเพื่อเอาชนะการแข่งขันในการเลือกตั้ง (ระหว่างคู่แข่ง นักการเมือง หัวคะแนน โดยลอบสังหาร) ความรุนแรงของไทยเกิดขึ้นเยอะที่สุดระหว่างรณรงค์หาเสียง

2. ความรุนแรงเพื่อล้มผลการเลือกตั้ง หรือแทรกแซงการเลือกตั้ง (กองทัพ อำนาจรัฐ รัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์)

กระทำ โดยผู้มีอำนาจรัฐโดยเฉพาะกองทัพ รูปแบบคือ การรัฐประหาร หรือใช้อำนาจอื่นๆ เช่น อำนาจตุลาการมาแทรกแซงผลการเลือกตั้งให้เบี่ยงเบน บิดเบี้ยวใปจากเจตนารมณ์ของประชาชน เช่น ปี 2549 เป็นความรุนแรงในการเลือกตั้งด้วย คือเป็นการรัฐประหารก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งไม่นาน หรือในหลายประเทศ เลือกตั้งเสร็จแล้ว ผลการเลือกตั้งออกมาปรากฏว่าฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐไม่พอใจก็มีการรัฐประหารล้ทผล การเลือกตั้งนั้น เพราะเป็นการใช้อำนาจไปบิดเบือนไปล้มการแสดงเจตนารมณ์ของประชาชน

3. ความรุนแรงเพื่อประท้วงผลการเลือกตั้ง เช่นกรณี อิหร่าน

“ผม สรุปว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในไทยยังป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่งเป็นหลัก คือยิงกันระหว่างนักการเมืองที่แข่งขันกัน แต่อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และมาถึงวันนี้รุนแรงน้อยกว่าที่คิด เพราะตอนแรกคนบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เดิมพันสูงจะมีการฆ่ากันแหกกราน มีมือปืนออกมาเพ่นพ่าน แต่ปรากฏว่ารุนแรงน้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมายุคประชาธิปไตยครึ่งใบ มีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยรวมแล้วตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา จนถึงปี 2548 มีความรุนแรงเกิดขึ้นรวมแล้วประมาณ 400 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตที่ราว 180 คน จากการเลือกตั้งทั้งหมด 13 ครั้ง แต่ละครั้งมีผู้เสียชีวิตประมาณ 10-20 คน ซึ่งถือว่าเป็นความรุนแรงที่จำกัด”

ประจักษ์กล่าวว่า จนถึงวันนี้ความรุนแรงประเภทแรกเกิดขึ้นน้อยมาก ต้องขอบคุณ กกต. ตำรวจและสื่อมวลชน สามองค์กรนี้มีบทบาทป้องปรามความรุนแรงได้มาก ต้องนับถือว่าเอาจริงเอาจังมากและเตรียมการก่อนการยุบสภา มีมาตรการหลายอย่างที่เป็นมารตรการเชิงรุก ประกบกดดันมือปืนไม่ให้มีการทำงาน มีการเผยแพร่รายชื่อและภาพให้สื่อมวลชน และยังร่วมมือกับ กกต. ผ่านโครงการที่เรียกว่าการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์ เรียกหัวคะแนนมาตกลงกันตำรวจแบ่งพื้นที่ออกเป็นพื้นที่สีขาว คือไม่มีเหตุรุนแรง ไม่เสี่ยงต่อความรุนแรง พื้นที่สีเหลือง มีจุดต้องระวัง พื้นที่สีส้ม และพื้นที่สีแดง คือแข่งขันกันดุเดือดแล้วอาจจะมีความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น สมุทรปราการ แต่ถึงวันนี้พื้นที่สีแดงมี 6-7 เขต และจากการทำงานของตำรวจหลายพื้นที่ที่เคยแดง ก็เปลี่ยนมาเป็นส้มหรือเหลือง

นอก จากนี้สื่อมวลชนยังให้ความสำคัญมาก เกาะติดตลอด รายงานแบบปัจจุบันทันด่วน และติดตามความคืบหน้าด้วย บางกรณีทำให้คนตกอกตกใจด้วยซ้ำ

“ในความ รุนแรงประเภทแรกผมจัดเป็นโซนสีเหลือง คือไม่รุนแรงถึงขั้นที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ เราไม่ได้ประสบปัญหาที่ร้าบแรงขนาดนั้น แต่เป็นความรุนแรงระดับที่ควบคุมได้”

“ประเภทที่สอง ผมคิดว่าน่ากลัวกว่า คือความรุนแรงที่ล้มผลการเลือกตั้ง โดยกองทัพหรืออำนาจพิเศษ หรืออำนาจที่เข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งครั้งนี้ และหากมีการใช้ก็จะนำปสู่คงวามรุนแรง”

“ประเภทที่สาม คือการประท้วงผลการเลือกตั้ง อยู่ดีๆ คนจะมาประท้วงผลการเลือกตั้ง โดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ จะขาดความชอบธรรม เพราะสังคมไทยหมดความอดทนกับบรรยากาศที่มีการชุมนุมประท้วงวุ่นวาย แต่การชุมนุมประท้วงมันจะเกิดต่อเมื่อมีเงื่อนไข คือ เมื่อมีการใช้อำนาจบางอย่างเข้ามาแทรกแซงผลการเลือกตั้งทำให้มันไม่เป็นไป ตามเจตนารมณ์ของประชาช นความรุนแรงประเภทที่สามจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีความรุนแรงประเภทที่สอง จุดที่เราจะต้องช่วยกันป้องกันทั้งสังคมโดยทั่วไปและสื่อมวลชน คือต้องเฝ้าระวสังไม่ให้มีความรุนแรงประเภทที่สองเกิดขึ้น”

“อย่าไปตกใจเกินเหตุกับการประท้วงหลังการเลือกตั้ง ถ้าไม่มีอะไรก็เป็นการใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบ”

ประจักษ์ กล่าวสรุปว่า ความรุนแรงก่อนการเลือกตั้งของไทยไม่น่ากลัวอย่างที่คิดตราบเท่าที่ไม่มีการ ใช้อำนาจรัฐมาบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนในการเลือกตั้ง เขากล่าวด้วยว่า การเลือกตั้งของไทยครั้งล่าสุดมีประชาชนไปใช้สิทธิถึง 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ แม้แต่ในสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนว่า ประชาชนไทยไม่ได้ปฏิเสธการเลือกตั้ง

สำหรับพื้นที่เสี่ยงต่อความ รุนแรงคือ พื้นที่ที่ไม่ใครผูกขาด มีการแข่งขันและขัดแย้งสูง จังหวัดที่มีซุ้มมือปืนเยอะอาจจะไม่มีความรุนแรงเสมอไป เพราะเขาส่งออกไปทำงานนอกพื้นที่ จังหวัดที่มีความรุนแรงคือจังหวัดที่มีความขัดแย้งเยอะๆ สำหรับสามจังหวัดชายแดนใต้ ไม่ได้รุนแรงมากกว่าจังหวัดอื่นๆ

ภูมิภาคที่รุนแรงที่สุดคือ กลาง ใต้ และตะวันออก โดยจังหวัดที่มีความรุนแรงและความเสี่ยงต่อความรุนแรงมีดังนี้

เหนือ: แพร่ เชียงราย (เชียงใหม่)
ตะวันตก: กาญจนบุรี ราชบุรี
อีสาน: โคราช บุรีรัมย์
กลาง: ลพบุรี พิจิตร นครปฐม นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ สระบุรี กรุงเทพฯ
ตะวันออก: ปราจีนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา
ใต้: นครศรีธรรมราช นราธิวาส ยะลา พัทลุง สงขลา

“ผม ไม่นับการทำลายป้าย มีทุกจังหวัด เอาเฉพาะจังหวัดที่ถึงขั้นลงไม้ลงมือในการยิงหรือปาระเบิด หรือชกต่อยกันทะเลาะวิวาท จนถึงวันนี้มีเหตุการณ์ 24 เหตุการณ์ เสียชีวิต 8 ราย เจ็บ 9 ราย ซึ่งบางกรณีก็อาจจะเป็นเรื่องส่วนตัว” ประจักษ์ให้ข้อมูลความรุนแรงจากการเลือกตั้งครั้งนี้

“ความรุนแรงจาก การเลือกตั้งครั้งนี้ น่ากลัวน้อยกว่าความรุนแรงจากการล้มผลการเลือกตั้ง ถ้าไม่มีอำนาจพิเศษเข้ามาแทรกแซง ผมเชื่อว่าจะไม่มีการประท้วง และอยากเชิญชวนสังคมไทยว่าอย่าปฏิเสธการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งจะเป็นประตูไปสู่การแก้ไขปัญหาโดยสันติ ถ้าใครไปปิดประตูบานนี้ ผมคิดว่าคนนั้นจต้องรับผิดชอบในการทำให้เกิดความรุนแรงในสังคมไทย ก่อนที่จะเกิด Failed State มันจะเกิด Failed Election ก่อน”ประจักษ์กล่าว



“ยิ่งลักษณ์” ลงชายแดนใต้ ชูเขตปกครองพิเศษเหมือน กทม.

ที่มา ประชาไท

เมื่อ วันที่ 14 มิถุนายน 2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อช่วยผู้สมัครแบบแบ่งเขต เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 10.00 น. เดินทางถึงบริเวณท่าอากาศยานนราธิวาส ผู้สมัครของพรรคและประชาชนกว่า 500 คนมาต้อนรับ โดยมีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ นายนิติภูมิ นวรัตน์ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และคณะติดตามอีกกว่า 50 คนเดินทางมาด้วย

“ยิ่งลักษณ์” ลงชายแดนใต้ ชูเขตปกครองพิเศษเหมือน กทม.

หลัง จาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางมาถึง ได้สวมฮิญาบสีแดง (ผ้าคลุมศีรษะสตรีมุสลิม) และพบปะกับประชาชนในพื้นที่ โดยไม่มีการปราศรัยแต่อย่างใด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์สื่อเพียงสั้นๆ ว่า ตนมั่นใจว่าผู้สมัครในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และพรรคเพื่อไทยจะได้รับ เสียงจากประชาชนค่อนข้างมาก เพราะนโยบายดีและทำได้จริง และจะเคารพการตัดสินใจของประชาชน

จากนั้นเดินทางไปที่บ้านพักของนาย อับดุลเร๊าะห์มาน อับดุลสมัด อดีตประธานสมาพันธ์คณะกรรมการอิสลาม 14 จังหวัดภาคใต้ อดีตประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาสและเป็นผู้สมัครปาร์ตี้ ลิสต์ลำดับที่ 76 ที่บ้านบลูกาสนอ หมู่ที่ 4 ตำบลตะปอเยาะ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส

จากนั้นได้เดินทางไปที่ที่ทำการสาขาพรรคเพื่อไทย ถนนสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยยังสวมฮิญาบสีแดง พบปะประชาชนทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิม พร้อมขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียง

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ขึ้นเวทีหาเสียง ชูนโยบายของพรรคเพื่อไทย หลายข้อ เช่น การสร้างที่พักให้ผู้เดินทางไปแสวงบุญที่เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ทุนการศึกษา กองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร 3 ปี รวมทั้งโครงการบ้านหลังแรกในชีวิตให้กับผู้ยากจน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า เห็นด้วยกับการยกระดับการพัฒนาในพื้นที่เป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบ พิเศษ เช่นเดียวกับ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา พร้อมทั้งการส่งเสริม และการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มากกว่าการใช้ความรุนแรงในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังเน้นด้านภาษา และผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลส่งออก และโครงการแลนด์บริจส์ ที่จะเป็นอุตสาหกรรมสร้างงานสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาค ใต้ตอนล่าง

จากนั้นได้เดินทางต่อไปที่โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว จังหวัดปัตตานี เพื่อช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครของพรรคและขึ้นเวทีปราศรัยว่า เป็นครั้งแรกที่เดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้ หากได้เป็นรัฐบาลจะยกระดับ 3 จังหวัดภาคใต้เป็นพื้นที่ปกครองพิเศษเหมือนกรุงเทพฯและพัทยา เรื่องการศึกษาในโรงเรียนจะเปิดเรียนวิชามลายู จัดรูปแบบของโรงเรียนประจำเพื่อความปลอดภัยของครูและนักเรียน

นอกจาก นี้ จะให้ 3 จังหวัดภาคใต้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจมีสะพานเชื่อมอันดามันกับอ่าวไทย เพื่อจะมีถนน รถไฟ และน้ำมัน ต่อไปจะมีเงินสะพัดในพื้นที่ภาคใต้ พรรคเพื่อไทยจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับซาอุดีอาระเบีย เพื่อให้ชาวมุสลิมได้ประกอบพิธีฮัจญ์ และจะเพิ่มจาก 12,000 คน เป็น 20,000 คน และจัดให้มีที่พักอย่างสมศักดิ์ เช่นเดียวกับอาหารฮาลาลก็จะให้พื้นที่ 3 จังหวัดเป็นศูนย์การผลิตอาหารฮาลาล ส่งออกทั่วโลก

“ดิฉันขอกล่าว ด้วยความจริงใจตั้งใจที่จะเข้ามาทำงานในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเราเชื่อว่าเราคุยกันได้ และเราเชื่อว่า การปรองดองของประเทศนั้นคือ การปรองดองของคนทั้งประเทศ ดิฉันเข้าใจกับการสูญเสียสามีและลูก ดังนั้น ดิฉันไม่อยากเห็นความสูญเสียนี้เกิดขึ้นอีกกับคนไทยทั้งประเทศ ย้ำอีกครั้งว่า พรรคเพื่อไทยแสดงความจริงใจจึงขอโอกาสพรรคเพื่อไทยเข้ามาแก้ปัญหาให้ประชาชน ด้วย” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว

เรียบเรียงจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

จากใจประชาชนถึงนายกฯ อภิสิทธิ์ : ‘เหตุผลของการฆ่าประชาชน’

ที่มา ประชาไท

“คืน วันนั้นจนถึงวันรุ่งขึ้น (10-11 เมษา 53) เป็นคืนที่ผมไม่อาจหลับตาลงได้แม้แต่นาทีเดียว เป็นวันที่ผมสลดใจมากที่สุดในช่วงที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี”

บางข้อความ “จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ 3” ซึ่งในฐานะประชาชนคนหนึ่งผมอยากตอบว่า คืนเดียวกันนี้ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่นอนไม่หลับแม้แต่นาทีเดียว ไม่ใช่เพียงเพราะว่าพวกเขา “สลดใจมากที่สุด” ทว่าพวกเขาเจ็บปวดมากที่สุด เสียใจมากที่สุด เจ็บแค้นมากที่สุดที่สมาชิกครอบครัว ญาติมิตรของพวกเขาที่ออกมาร้องขอ “การเลือกตั้ง” ต้องถูกฆ่าตายด้วยน้ำมือของเจ้าหน้าที่รัฐที่เลี้ยงชีพด้วยเงินภาษีของพวก เขา เพียงเพื่อรักษาอำนาจของนักการเมืองที่อ้างว่าเป็นผู้แทนปวงชน เป็นนากยกฯ ของคนทั้งประเทศ

อ่านบทความของคุณอภิสิทธิ์มาแล้ว 3 ตอนแล้ว ผมพยายามที่จะหาว่า มีบ้างไหมที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่าตนเอง “มีส่วนผิดอยู่บ้าง” กับปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงที่เป็นมา ปรากฏว่าผมพบเพียงข้อความว่า “ถ้าผมจะมีความผิดก็คงมีแค่ประการเดียวคือ ผมเป็นนายกฯในระบบสภาคนแรกหลังปี 2550 ที่คุณทักษิณสั่งไม่ได้”

คุณ อภิสิทธ์ครับ นอกจากคุณจะพูด “จากใจ” ว่า (ในฐานะนายกฯ ผู้รับผิดชอบการสลายการชุมนุมที่มีคนบาดเจ็บร่วม 2,000 ตาย 91 ศพ) คุณมีความผิดเพียงแค่นั้นแล้ว บทความตอนที่ 3 นี้ คุณกำลังอ้างเหตุผลต่างๆ นานาเพื่อยืนยัน “ความชอบธรรมของการฆ่าประชาชน”

ไม่ว่าคุณจะพยายาม บอกว่าตัวเองเป็นคนดีขนาดไหน รับผิดชอบต่อบ้านเมืองขนาดไหน ยอมสละตัวเองเพื่อกู้วิกฤตของบ้านเมืองขนาดไหน ต้องการนำพาสังคมสู่ความปรองดองขนาดไหน นั่นมันเป็นเพียง “คำพูดที่สวยงาม” เท่านั้นครับ

เหมือนกับที่คุณพยายามใช้คำพูดที่สวยงามว่า “ขอคืนพื้นที่” “กระชับพื้นที่” “คืนความสุขให้คนกรุงเทพฯ” “คืนความสงบให้บ้านเมือง” แต่ความหมายตรงๆ ของคำเหล่านี้คือการสลายการชุมนุม คือการล้อมปราบประชาชนด้วย “กระสุนจริง” ด้วยสไนเปอร์ และความหมายรวบยอดของมันก็คือ “การฆ่าประชาชน” ครับ เพราะประจักษ์พยานคือ 91 ศพ

ต่อให้มีชายชุดดำก็ไม่มีใครเชื่อว่า ทั้งหมดนั้นเป็นฝีมือของชายชุดดำ และแม้เป็นฝีมือของชายชุดดำบางส่วน หากคุณไม่สั่งสลายการชุมนุมด้วยวิธีผิดหลักสากลเช่นนั้น การปะทะนองเลือดก็ไม่เกิดขึ้น (แล้วคุณไม่ “รู้สึก” ว่าคุณมีส่วนผิดสักนิดบ้างเลยจริงๆ หรือครับ!)

หากคุณยืนยัน ว่าคุณไม่มีส่วนผิดเลย ก็หมายความว่าข้ออ้างต่างๆ ที่คุณยกมาต่อไปนี้คือ “เหตุผล” ที่ยืนยัน “ความชอบธรรม” ในการฆ่าประชาชนใช้ไหมครับ

1. คุณพยายามอ้างว่า ปัญหามาจากคุณทักษิณเป็นคนก่อตั้งแต่แรกจนมาถึงถูกศาลตัดสินยึดทรัพย์ แล้วเขาวีดิโอลิงค์มาว่า "วันนี้ การเมืองตอนนี้ดุมาก ใจดำมาก แต่ขอผมเป็นเหยื่อการเมืองคนสุดท้าย ถ้าเมื่อไรประเทศได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง และมีระบบถ่วงดุลอย่างเหมาะสมคงจะไม่มีเหยื่ออย่างผมอีกเพราะวันนี้ดุลทั้ง หมดไปอยู่อำมาตย์ที่สามารถกดปุ่มสั่งการให้ระบบหนึ่งมีอำนาจเหนืออีกระบบ หนึ่งอย่างง่ายดาย"

แล้วคุณอภิสิทธิ์ก็บอกต่อไปว่า “ผม ทราบทันทีว่าประเทศชาติกำลังตกอยู่ในอันตราย ประชาชนอยู่ในภาวะหวาดผวากลัวจะเกิดเหตุรุนแรง คำประกาศ "แดงทั้งแผ่นดิน” การเทเลือดหน้าบ้านทำให้ผมเป็นห่วงชาติบ้านเมืองว่ากำลังอยู่ในภาวะเสี่ยง ที่จะเป็นทะเลเลือดแดงฉานทั้งแผ่นดิน”

คุณฟัง “ความหมาย” ของคำพูดข้างบนก็ “ทราบทันที” เลยหรือครับว่า ประเทศกำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย ประชาชนอยู่ในภาวะหวาดผวา...

แต่ ว่าที่มาของ “ภาวะอันตราย” “ภาวะหวาดผวา” คือทักษิณจริงๆ หรือครับ 91 ศพ คนที่รู้ดีไปหมดอย่างคุณ (ที่มีกลไกลพิสูจน์ “ข้อเท็จจริง” อยู่ในมือมากที่สุด) บอกประชาชนได้ไหมว่า ตายเพราะทักษิณกี่ศพ ตายเพราะคุณกี่ศพ! (ฮันแน่... อย่าบอกนะว่าไม่มีใครตายเพราะคุณ)

2. คุณบอกว่า “ผม พยายามอย่างที่ สุดในการประนีประนอมบนหลักกฎหมายและความถูกต้องพวกเขาเรียกร้องให้ผมยุบสภา ทันที ผมก็ไปนั่งเจรจาคุยกับแกนนำเสื้อแดงสองวัน 6 ชั่วโมง เสนอทางออกด้วยการยุบสภาในช่วงปลายปี ไม่ใช่เพราะต้องการถ่วงเวลาอยู่ในอำนาจให้นานที่สุดแต่ต้องการให้เศรษฐกิจ มั่นคง การเมืองมาตกลงเรื่องกติกาให้ชัดและไม่ให้เป็นแบบอย่างให้เกิดการเรียกร้อง โดยใช้มวลชนกดดันไม่จบไม่สิ้น”

พูดให้ดูดีไปเถอะครับ แต่ความหมายตรงๆ ของข้อความนี้คือ “ขืนยุบตอนนี้กูแพ้เลือกตั้งแน่ๆ” เพราะถึงคุณอยู่มาจนบัดนี้ เศรษฐกิจก็ไม่ได้มั่นคงขึ้น กติกาที่ตกลงกันใหม่ด้วยการลดจำนวน ส.ส.เขต เขาก็รู้กันทั้งประเทศว่า พวกคุณแก้กติกานี้เพื่อผลประโยชน์ของพรรคตัวเอง

3. คุณอภิสิทธิ์บอกว่า “ความแตกต่างในการเคลื่อนไหวปี 2553 คือ การเก็บเกี่ยวบทเรียนจากปี 2552 ที่การยั่วยุไม่ประสบความสำเร็จ มาคราวนี้ปิดจุดอ่อนคราวที่แล้วด้วยการเพิ่มกองกำลังติดอาวุธซึ่งคนที่ยืน ยันเรื่องนี้ไม่ใช่มีแค่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง เพียงคนเดียว แต่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดงก็เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนในทำนองเดียวกัน และก่อนเกิดเหตุรุนแรง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ประสานเสียงกับเสธ.แดงหลังพบคุณทักษิณที่ดูไบว่า จะมีการตั้งกองทัพประชาชน ซึ่งสื่อมวลชนเรียกขานว่า "กองทัพแดง"

อ้าว! ถ้าคุณรู้หมดแบบนี้ และคุณก็เป็นถึงนายกรัฐมนตรี ทำไมคุณไม่จัดการกับคนที่คุณเอ่ยชื่อ และ “กองทัพแดง” ตามกฎหมายเล่าครับ 91 ศพ กับบาดเจ็บอีกร่วม 2,000 เป็นผู้ก่อการร้ายใน “กองทัพแดง” กี่ศพ/กี่คนครับ คนรู้ดีอย่างคุณ บอกได้ไหมครับ แล้ว เสธ.แดง เนี่ย ต่อให้เขาเป็นอย่างที่คุณว่าจริง เขาก็ไม่ควร “ถูกสั่งเก็บ” ใช่ไหมครับ !

4. นี่คือบทสรุปที่คุณอภิสิทธิ์เชื่อมั่นว่า ตนเองมีความชอบธรรม “แต่ เพราะความเข้มแข็งของสังคมไทยที่รับทราบข้อเท็จจริงว่า ความสูญเสียไม่ได้เกิดจากการก่ออาชญากรรมโดยรัฐ เพราะผมแสดงให้เห็นมาโดยตลอดที่จะใช้การเจรจาแก้ปัญหาจนถูกกล่าวหาว่าเป็นคน ขี้ขลาดกลัวคนเสื้อแดง อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีกองกำลังติดอาวุธจริงในกลุ่มคนเสื้อแดงทำ ให้สังคมให้โอกาสผมทำงานต่อ”

พูดตรงๆ เลยนะ ถ้าคุณอภิสิทธิ์บอกไม่ได้ว่า 91 ศพ มีกองกำลังติดอาวุธอยู่กี่ศพ เราก็สรุปได้ว่า ข้ออ้างทั้งหลายทั้งปวงของคุณที่ว่ามาก็คือสิ่งที่คุณเชื่อว่า คือ “เหตุผล” ของ “ความชอบธรรมในการฆ่าประชาชน”

หรือที่คุณคิดว่า คุณมีความชอบธรรมที่จะอยู่ในอำนาจมาจนบัดนี้ เพราะคุณมี “เหตุผลอันสมควร” ว่า คุณมีความชอบธรรมในการฆ่าประชาชนนั่นเอง!

รัฐศาสตร์ มธ.เปิดโครงการวิจัย “ออกแบบประเทศไทยใหม่” “สมศักดิ์” จี้ไม่อภิปรายเรื่องสถาบัน

ที่มา ประชาไท

14 มิ.ย. 54 – เมื่อเวลา 13.00 น. ณ ห้อง 103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดงานเสนอเค้าโครง โครงการวิจัย “ออกแบบประเทศไทยใหม่” (Redesigning Thailand) พร้อมทั้งแนะนำศูนย์ดิเรก ชัยนาม โดยมีคณาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจากหลายสาขาวิชามานำเสนอหัวข้อเค้าโครงวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวกับการ ปฏิรูปสถาบันและประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการเมืองไทย

รศ.ดร.ศิริ พร วัชชวัลคุ คณบดีคณะรัฐศาสตร์กล่าวถึงโครงการ “ออกแบบประเทศไทย” ว่า เป็นโครงการวิจัยขนาดใหญ่ มีระยะเวลาดำเนินการ 3-5 ปี โดยมีจุดประสงค์เพื่อผลิตองค์ความรู้ในการรองรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยและในระดับภูมิภาค เพื่อนำไปผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางนโยบายสาธารณะต่อไป

ทั้ง นี้ มีโครงการบางส่วนที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วในระยะเบื้องต้น เช่น โครงการการออกแบบระบบการเลือกตั้งโดยใช้องค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และคณิตศาสตร์ โดยอรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ โครงการศึกษาการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิเสรีภาพจากการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยวรรณภา ติระสังขะ รวมถึงโครงการออกแบบพื้นที่ชายแดนแม่สอด โดยเดชา ตั้งสีฟ้า และโครงการอื่นๆ ในประเด็นความสัมพันธ์ไทย-อาเซียน และผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล เป็นต้น

หลังจากนั้นสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้เสนอความคิดเห็นในวงเสวนาว่า ตนมองว่าในการพูดเรื่องการออกแบบและเปลี่ยนแปลงประเทศไทย จำเป็นต้องพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางในความขัดแย้งของการเมืองไทยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยง ที่จะอภิปรายได้

“ถ้าไม่ต้องการให้โครงการวิจัยแบบนี้เข้าท่าหรือดู เท่แต่หัวข้อ โดยเฉพาะถ้าพูดถึงเรื่องจุดมุ่งหมายที่ว่าด้วยเรื่องการออกแบบสถาบัน และการรองรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ต้อง ‘redesign’ คือสถานะและอำนาจสถาบันกษัตริย์” สมศักดิ์กล่าว

“ต่อให้ไม่เห็นด้วย หรือไม่ยอมรับว่า [เรื่องสถาบันกษัตริย์] เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่ไม่มีทางเถียงได้เลยว่า เรื่องนี้สำคัญไม่น้อยกว่าหัวข้อที่กล่าวมาแน่นอน...โดยเฉพาะบริบทที่เกิด ขึ้นในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คือ เรื่องที่ว่าเราจะจัดตำแหน่งแห่งที่ และอำนาจของสถาบันกษัตริย์ในการเมืองไทยอย่างไร หัวข้อที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชายแดน เรื่องอัตลักษณ์ ล้วนได้รับผลกระทบจากหัวข้อนี้ทั้งสิ้น”

“คณะรัฐศาสตร์อันดับหนึ่ง ของประเทศไทย และทำหัวข้อวิจัยที่ใหญ่และทะเยอทะยานขนาดนี้ แต่หัวข้อที่สำคัญ ในการ Redesign Institution กลับไม่มีการพูดเรื่องการรีดีไซน์สถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ เป็นเรื่องที่วิปริตมากๆ จนเกือบจะ Surreal “ สมศักดิ์ แสดงความเห็น

ต่อ ประเด็นดังกล่าว คณบดี คณะรัฐศาสตร์ มธ. ได้ชี้แจงว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงโครงการนำร่องเท่านั้น และชี้ว่านอกจากโครงการ 7 โครงการดังกล่าวที่ได้นำเสนอไป จะมีงานวิจัยในประเด็นอื่นด้วยในอนาคต เช่น ด้านวิกฤติการณ์การอาหาร สิ่งแวดล้อม และด้านกองทัพ

อย่างไรก็ตาม สมศักดิ์อภิปรายต่อไปว่า “ในหัวข้อแบบนี้ ไม่มีเหตุผลโดยสิ้นเชิงที่บอกตัวเองว่าจะไม่พูด (เรื่องสถาบันกษัตริย์) ได้ นอกจากจะเอาความเคารพตัวเองไปเก็บใส่กระเป๋า โดยเฉพาะเมื่อทุกคนรู้ว่าระยะเวลาข้างหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัชกาล และมีความสำคัญแค่ไหน”

“การที่ปัญญาชนทางด้านรัฐศาสตร์ชั้นหนึ่งของ ประเทศ Straight face ขึ้นมาพูดเรื่องการออกแบบสถาบันของไทย และไม่พูดเรื่องสถาบันกษัตริย์แม้แต่คำเดียว มันยิ่งกว่า surreal และ absurd ลองถามตัวเองว่า มีเหตุผลจริงๆหรือ” สมศักดิ์ตั้งคำถาม