WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 15, 2011

‘ปู’ปัดดีเบต‘มาร์ค’เชื่อปชช.อยากฟังนโยบายในพื้นที่

ที่มา ข่าวสด





เมื่อ วันที่ 15 มิ.ย. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายพายัพ ชินวัตร ประธานภาคอีสาน นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ เดินทางถึงสนามบินจ.อุบลราชธานี เพื่อพบปะประชาชนและปราศรัยรณรงค์หาเสียง 4 จังหวัดภาคอีสาน อุบลราชธานี มุกดาหาร ยโสธร และอำนาจเจริญ ระหว่างวันที่ 15-16 มิ.ย.

เมื่อถามถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ตอบรับองค์กรกลางในการดีเบต น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า คงต้องขอดูความพร้อมและแผนในการลงพื้นที่หาเสียงล่วงหน้าอีกครั้ง ส่วนที่มีการมองว่า พรรคเพื่อไทยอาจเสียเปรียบหากไม่เข้าร่วมการดีเบตนั้น หากดูจากผลโพลที่ผ่านมาจะเห็นว่า ประชาชนอยากเห็นพรรคเพื่อไทยชี้แจงนโยบายและแสดงความคิดเห็นในการลงพื้นที่ มากกว่า

เผย"อดีตทูตสหรัฐ"ทำนาย"ยิ่งลักษณ์"2 ปีก่อน จะมีอนาคตที่สดใส ได้จับมือ"นายกฯไทยคนต่อไป"

ที่มา มติชน






นายอีริค จอห์น

สำนัก ข่าวเอพีได้เปิดเผยบันทึกเอกสารของสถานทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทย เมื่อปี 2009 ซึ่งขณะนั้น นายอีริค จี. จอห์น ดำรงตำแหน่งเป็นทูตสหรัฐประจำเมืองไทย และได้สรุปว่า น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้นำไทย ที่ต้องลี้ภัย จะมีอนาคตที่สดใส แม้ว่าจะยังคงมีชื่อเสียงน้อยและอยู่ในเงาปัญหาต่างๆ ของพี่ชาย โดยนายอีริค มองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีความสุขุมในการเจรจาหารือกับเขามากกว่าในช่วงก่อนที่เคยพบกัน โดยเธอสามารถพูดได้อย่างเชื่อมั่นเกี่ยวกับปฎิบัติการ, ยุทธศาสตร์ และเป้าหมาย ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งขณะนั้นเธอยังไม่มีตำแหน่งผู้นำใด ๆ ภายในพรรคเลย โดยที่ปรึกษาของทักษิณบางรายยังเคยพูดตลกกับนายอีริคว่า เขากำลังมีปฏิสัมพันธ์กับ "นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย"

รายงาน ระบุว่า การประเมินการณ์ดังกล่าวของนายอีริค จี. จอห์น เป็นหนึ่งในบันทึกเอกสารของสถานทูตสหรัฐเกี่ยวกับเมืองไทย 2,000 ชิ้นที่รั่วไปถึงมือวิกีลีกส์ และถูกเผยแพร่ให้แก่สำนักข่าวเอพี โดยปัจจุบัน ยิ่งลักษณ์ ได้กลายผู้สมัคร ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่ออันดับหนึ่งของพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 ก.ค.โดยเธอมีภาษีดีที่จะได้เป็น "นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย"

โดย ในบันทึกเอกสารชิ้นหนึ่งที่นายอีริค จี. จอห์น ระบุไว้ว่า ในวันที่ 23 พ.ย.2009 เขาได้พบปะกับนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของพรรคเพื่อไทย และมีโอกาสได้หารือกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งฝ่ายหลังบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เป็นบุคคลที่ดื้อรั้น แต่เป็นคนประเภทสนใจในเนื้อหา และเป็นนักธุรกิจที่แท้จริง และเขาต้องการให้รัฐบาลไทย "ทำข้อตกลงกับเขา" โดยนายนพดล ยังได้กล่าวถึงกรณีทรัพย์สินมูลค่า 2,300 ล้านบาทของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ถูกอายัดไว้หลังเหตุการณ์รัฐประหาร

"ยิ่ง ลักษณ์ดูเหมือนจะสุขุมรอบคอบมากกว่าในอดีต ที่เคยพูดคุยกับเธอ เธอพูดด้วยความเชื่อมั่นเกี่ยวกับปฎิบัติการของพรรคเพื่อไทย ยุทธศาสตร์ และเป้าหมาย และพึ่งพานายนพดล ซึ่งขณะนั้นได้เดินทางไปทุกหนแห่งพร้อมกับเธอน้อยลง และในขณะที่เห็นได้ชัดว่า การเมืองไม่ได้เป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับเธอเหมือนอย่างพี่ชาย แต่มีบางรายคิดว่า เธออาจมี ′อนาคตที่สดใสกับพรรคเพื่อไทย′ และในขณะกำลังเดินทางออกจากสถานทูต นายนพดลได้กล่าวติดตลกกับนายอีริคว่า ′คุณเพิ่งจับมือกับนายกรัฐมนตรีไทยคนต่อไป′"

นอก จากนี้ เอกสารดังกล่าวยังระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้กล่าวว่า อาจมีบางคนเข้ามาคุมพรรคเพื่อไทยอย่างง่าย ๆ และกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเมืองไทย ซึ่งก่อนหน้านั้นสองเดือน คนสนิทบางรายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในพรรคเพื่อไทย เองยังดูถูกว่าเธอไม่น่ามีโอกาสเช่นนั้น

บันทึกเอกสาร เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2009 ซึ่งเซ็นโดยนายจอห์น ยังระบุด้วยว่า นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีไทย ได้บอกกับสถานทูตว่า เขาไม่ได้มองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะมีบทบาทใหญ่ในพรรคเพื่อไทย และว่า พ.ต.ท.ทักษิณเอง ยังไม่ได้ต้องการจะให้เธอมีชื่อเสียงในพรรค และทักษิณได้มุ่งที่จะหาทางเล่นการเมืองด้วยตัวเองมากกว่า

จาตุรนต์ : คำโต้แย้งต่อคำพูดอภิสิทธิ์ ฉบับที่ 3

ที่มา ประชาไท

สวัสดีครับทุกท่าน

วันนี้มีเวลาเล็กน้อยครับ คงต้องเลือกพูดเพียงบางเรื่อง ใครมีประเด็นจะฝากก็เชิญนะครับ

อ่าน ข่าวนสพ.ฉบับใหญ่ๆ ข่าวการเมืองมักเป็นข่าวการให้ความเห็นของปชป.มากกว่าพรรคอื่นๆ อาจเป็นเพราะพรรคนี้ถนัดแสดงความเห็นอยู่แล้วด้วย

เนื้อหาส่วนใหญ่ที่พรรคปชป.พูดเกือบทั้งหมดจะเป็นการโจมตี หรือโต้ตอบประเด็นการเมือง และมีบ้างที่เป็นการพูดถึงนโยบายแต่ก็เพียงสั้นๆ

ใน เวลาที่มีเพียงเล็กน้อยนี้ จะขอวิจารณ์เฟซบุ๊ค "มาร์ค" ภาค 3 สักหน่อย เห็นว่าเป็นประเด็นที่คุณอภิสิทธิ์ตั้งใจอธิบายเอาจริงเอาจังทีเดียว

คุณ อภิสิทธิ์เน้นมากเรื่อง "ผมไม่ได้สั่งฆ่า 91 ศพ" โดยลำดับเหตุการณ์เพื่อจะแสดงให้เห็นว่ามีคนวางแผนอย่างเป็นขั้นตอนที่จะยัด เหยียดให้ตนเป็น "ฆาตกรสั่งฆ่าประชาชน"

เรื่องการเจรจาออกทีวีแล้ว ไม่ลงตัว ไม่สามารถหาข้อยุติได้นั้น ใครพูดอะไรอย่างไรและทำไมจึงตกลงกันไม่ได้ คนส่วนใหญ่ที่ดูอยู่ในวันนั้นคงจำได้

โดยสรุปคือช่วงเวลายังต่างกัน มาก และเมื่อตกลงกันยังไม่ได้การเคลื่อนไหวเรียกร้องก็ดำเนินต่อไปซึ่งก็ยังไม่ มีการเสียชีวิตจนกระทั่งวันที่ 10 เม.ย.

คุณอภิสิทธิ์พูดถึง เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.โดยไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และบังเอิญผมอยู่ในเหตุการณ์บางตอนของวันนั้นด้วย ผมจะชี้ว่าไม่ตรงอย่างไร

คุณอภิสิทธิ์ยอกว่ามีการขอคืนพื้นที่ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่บ่ายจนถึงหกโมงเย็นไม่มีการสูญเสีย

คุณ อภิสิทธิ์บอกว่าเมื่อเริ่มมืดก็เริ่มมีการเจรจาให้สองฝ่ายอยู่กับที่ แต่ไม่เป็นผล จึงมีการสั่งให้ถอนกำลังกลับ จากนั้นสงครามเต็มรูปแบบก็เกิดขึ้น

คุณอภิสิทธิ์บอกว่าหลังคำประกาศของอริสมันต์ไม่นาน..ชายชุดดำแฝงตัว...โจมตีทหารจนเกิดการสูญเสียชีวิตทั้งทหารและประชาชน....

คุณ อภิสิทธิ์บอกว่าตนและผู้นำเหล่าทัพ..เกิดอาการช็อคและว่าวันนั้นเป็น วันที่ตนสลดใจมากที่สุดในช่วงที่เป็นนายกฯ..ย้ำว่ามีกองกำลังติดอาวุธ...

ที่ คุณอภิสิทธิ์ชี้แจงคลาดเคลื่อนก็คือตั้งแต่ช่วงกลางวันรัฐบาลและศอ ฉ.ประกาศขอคืนพื้นที่และประกาศว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในเวลาหกโมงเย็น

ใกล้ ถึงหกโมงเย็นก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดปฏิบัติการ ยังคงเดินหน้าไปเรื่อย ช่วงนั้นไปถึงเวทีที่ผ่านฟ้าและขึ้นเวทีปราศรัยเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการขอ คืนพื้นที่ไว้ก่อน

ผมพูดกับคุณอภิสิทธิ์และคุณอนุพงษ์ว่ากำลังจะมืด อย่างไรก็ไม่มีทางยึดพื้นที่คืนได้ก่อนมืด เพราะฉะนั้นขอให้ยุติและถอนกำลังออกไปก่อน วันรุ่งขึ้นค่อยว่ากันใหม่

ระหว่าง นั้นไม่มีวี่แววว่ารัฐบาลจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ถอยอย่างที่คุณ อภิสิทธิ์พูดในเฟซบุ๊ค เพราะมีเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่ตลอดและสถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นๆ

ผม พูดไปจนหกโมงกว่าก็ได้รับโน้ตจากหลังเวทีว่ามีคนถูกยิงเสียชีวิตแล้ว หนึ่งคน ซึ่งผมก็ยังพูดต่อไปเพื่อย้ำว่าหากไม่ยุติ ยิ่งมืดมากจะยิ่งอันตราย

ผม พูดจบ ตอนจะลงเวทีก็ยังถูกแก๊สน้ำตาที่โปรยลงมาจากฮ.ที่วนเวียนอยู่ แสดงว่าระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ละความพยายามที่จะสลายการชุมนุม

หลัง จากนั้นเพียงครู่เดียวก็ทราบว่ามีคนถูกยิงเสียชีวิตอีกหลายคน ซึ่งต่อมาก็มีการนำศพมาแสดงว่ามีการเสียชีวิตจริง ขณะนั้นยังไม่มีการโจมตีของคนชุดดำ

เวลาผ่านไปอีกเป็นชั่วโมง จนมีคนเสียชีวิตไปหลายคนแล้ว จึงมีการติดต่อเจรจาระหว่างตัวแทนของรัฐบาลกับนปช.โดยรัฐบาลขอให้ผมเป็นคนกลาง

ฝ่าย รัฐบาลถามผมว่าจะช่วยพูดกับนปช.ได้หรือไม่ ผมบอกไปว่าจะพยายามและว่าจะต้องรีบยุติมิฉะนั้นจะเสียหายมาก รัฐบาลบอกว่าจะหยุดแต่ขอให้นปช.พูดก่อน

ต่อมาหลังจากประสานไปมาทั้ง สองฝ่ายก็ประกาศหยุด แต่หลังจากนั้นฝ่ายรัฐบาลก็ติดต่อมาอีกว่ามีพวกที่โจมตีเจ้าหน้าที่ด้วย อาวุธหนัก ขอให้ผมช่วยพูด?

ผมบอกไปว่าผมไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ไม่รู้จะพูดกับใคร ได้แต่แนะนำว่าให้เจ้าหน้าที่ถอยออกไปจากบริเวณที่ชุมนุมก่อน ประชาชนจะได้ไม่เสียหาย

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ถอยไปและการปะทะก็สิ้นสุด

มีผู้เสียชีวิต 20กว่าคนซึ่งถือว่าร้ายแรงมาก

ประเด็นคือถ้ายุติการขอคืนพื้นที่เสียก่อนมืดก็คงไม่สูญเสียอย่างนั้น ที่ไม่ยุติเพราะรัฐบาลต้องการยึดพื้นที่คืนให้ได้จริงๆ

การที่คุณอภิสิทธิ์โยนเรื่องทั้งหมดไปที่คนชุดดำจึงไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่อาจกลบเกลื่อนความผิดของรัฐบาลและศอฉ.ได้

เฉพาะ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เมย.ก็เกินพอที่ทำให้คุณอภิสิทธิ์หมดความชอบธรรมแล้วส่วนความเสียหายหลังจาก นั้นก็ย่อมไม่พ้นความรับผิดชอบของรัฐบาล

เหตุการณ์หลัง 10 เมย.ผมจะไม่ขอวิจารณ์ในตอนนี้เพราะคุณอภิสิทธิ์พูดมาถึงวันที่10 เมย. เท่านั้น ก็ขอวิจารณ์แค่วันที่10 เมย.ซึ่งผมคิดว่าก็หนักแล้ว

ศาลไม่ให้ประกันตัว2ผู้ต้องขังเสื้อแดงอุบลฯ

ที่มา ประชาไท

ศาล จังหวัดอุบลราชธานียืนกรานไม่ให้ประกันตัว 2 ผู้ต้องขังคดีการเมืองเสื้อแดง แม้จะ “จับผิดตัว” หรือ “เส้นเลือดในสมองตีบ-อัมพฤกษ์ครึ่งซีก” เพราะเครียดก็ตาม ฟากทนายความเตรียมยื่นอุทธรณ์เพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราวอีกครั้ง

ความ คืบหน้าของ 21 ผู้ต้องขังคดีการเมืองเสื้อแดงอุบลราชธานีล่าสุด เช้าวันที่ 15 มิถุนายน 2554 นายเกตุปัญญา วงศีล ที่ปรึกษาทนายความและนายวัฒนา จันทศิลป์ ทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว 2 ผู้ต้องขังคดีการเมืองเสื้อแดงอุบลราชธานี คือ นายธนูศิลป์ ธนูทอง จำเลยที่ 14 และนายคำพลอย นะมี จำเลยที่ 20 ในคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีโดยเหตุได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม2553 ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี

การยื่นคำร้องปล่อยตัวชั่วคราวแก่จำเลยทั้ง 2 คนนั้น ผู้ร้องได้ยกเอาเหตุผลเรื่อง “การจับผิดตัว” ในกรณีนายธนูศิลป์ ซึ่งพ.ต.อ.ไอยศูรย์ สิงหนาท รอง ผบก.ตร.ภ.เมืองอุบลราชธานีเคยให้ข้อมูลกับคณะกรรมการการประชุมของคณะกรรมการ อิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554 ว่า กรณีของนายธนูศิลป์นั้นเป็นการจับผิดตัว
ส่วน กรณีนายคำพลอยนั้น อ้างเหตุอาการเจ็บป่วยด้วยอาการเส้นเสื้อในสมองตีบเพราะเครียดจนเป็นเหตุให้ เป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีกจนต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานีตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2554 จนถึงวันที่ 14 มิถุนายนจนอาการทุเลาจึงถูกส่งตัวเข้าควบคุมที่เรือนจำกลางจังหวัด อุบลราชธานี โดยแพทย์ได้วินิจฉัยอาการว่า เส้นเลือดในสมองตีบ แขนขาไม่มีเรี่ยวแรง
ต่อมานายสันติ สงห้อง ผู้พิพากษา ได้วินิจฉัยคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวว่า “พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ 14 ที่ว่า เป็นการจับผิดตัวนั้น เพราะศาลต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก ส่วนจำเลยที่ 20 นั้น การที่แพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลมาพักรักษาตัวได้นั้น เชื่อได้ว่า อาการคงจะดีขึ้นและภายหลังหากอาการถึงขั้นที่จะไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลอีก ทางเรือนจำมีหน้าที่ดำเนินการให้อยู่แล้ว อีกทั้งทางเรือนจำมีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์คอยดูแลอยู่ด้วย หรือไม่อีกทางหนึ่งสามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้ดังเช่นที่ผ่านมา จึงยังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้ผู้ขอและจำเลยทราบโดยเร็ว”
หลังจากรับทราบคำวินิจฉัยของศาล นางปรารถนา นะมี ภรรยาของนายคำพลอยได้ร้องไห้ออกมา ส่วนนายเกตุปัญญา ที่ปรึกษาทนายความเปิดเผยว่า จะเร่งอุทธรณ์คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวให้กับผู้ต้องขังทั้งสองคนในเร็ววัน และกล่าวว่า ไม่มีทางที่พวกเขาจะหลบหนี เพราะในขั้นตอนจับกุมพวกเขาก็ไม่ได้หลบหนี เพราะเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตัวเองและหลักฐานตามข้อกล่าวหาก็ไม่ได้ ชัดเจน ที่สำคัญ นี่เป็นคดีการเมืองไม่ใช่คดีอาญา

ผบ.ทบ.ขอให้ประชาชนเลือกคนที่ทำให้บ้านเมือง-สถาบันปลอดภัย

ที่มา ประชาไท

ถ้า ปล่อยให้การเลือกตั้งเป็นแบบเดิมจะได้อะไรแบบเดิมๆ คนที่มาเลือกตั้งให้ใช้สติมีเหตุผล รู้จักคิดว่าจะเลือกอย่างไรให้บ้านเมืองปลอดภัย สถาบันปลอดภัย ได้คนดีมาบริหาร อย่าให้ใครมาดูถูกว่าถูกชักจูงง่าย อัดถ้านักการเมืองกิริยาไม่เหมาะสมจะเลือกเข้าไปทำไม ต้องเลือกคนดี สุภาพ ตั้งใจทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง



ประยุทธ์ออกทีวีช่อง 5 ช่อง 7 ยันกองทัพมีภารกิจสำคัญ

เมื่อวานนี้ (14 มิ.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวชี้แจง “บทบาทของกองทัพต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน” ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และช่อง 7

โดย พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า ภารกิจหลักของกองทัพบกในสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ความเข้าใจทั้งในและนอกกองทัพ ตนคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าจากสถานการณ์ภายนอกได้เข้ากดดันกองทัพหลายเรื่องด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง การทหาร หรือแม้กระทั่งจัดตั้งรัฐบาล หรือการทำงานตามพันธกิจต่างๆ ของกองทัพก็ได้ถูกกล่าวไปในทางที่จะทำให้เกิดความไม่เข้าใจขึ้นได้ในกองทัพ ด้วยกัน หน้าที่โดยตรงในการรักษาอธิปไตยตามแนวชายแดน ซึ่งมี 7 กองกำลังในการดูแลโดยปฏิบัติร่วมกันระหว่างทหารหลัก ทหารพราน และตำรวจตระเวนชายแดน ภารกิจอื่นๆ คือ การจัดระเบียบพื้นที่ตามแนวชายแดน การรักษาความมั่นคงภายใน การรักษาสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นพันธกิจ 4 ประการ ที่กองทัพบกได้ดำเนินการอยู่

กองทัพบกรักษาสิ่งแวดล้อม ตามที่ในหลวง-ราชินีรับสั่ง

ปัจจุบัน สถานการณ์ภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ มีมากหลายประการ กองทัพบกจำเป็นที่จะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเกี่ยวข้อง เช่น การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงรับสั่งมาเป็นเวลา 30 ปีแล้วในการรักษาสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมเป็นหลัก และต้องพึ่งพาน้ำ ซึ่งมาจากฝนที่เกิดมาจากป่า หากเราไม่รักษาสิ่งเหล่านั้นไว้ ก็จะเกิดภัยพิบัติตามมาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยมีผลมาจากไม่รักษาสภาพแวดล้อมที่เกิดความสมดุลทางธรรมชาติ สิ่งที่กองทัพบกทำอยู่ทุกวันนี้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในเรื่องการดูแลพื้นที่ป่า จัดกำลังเข้าไปดูพิสูจน์ทราบ รวมถึงการป้องกัน และปราบปรามเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่โดยตรง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้มีการจัดตั้งโครงการต่างๆ ขึ้นมา เช่น โครงการพลิกผืนป่าด้วยพระบารมี โครงการดับไฟฟ้าด้วยพระบารมี โครงการ 8,400 คูคลองสนองพระปณิธาน ปัจจุบันมีโครงการปลูกต้นไม้ สร้างฝาย ขยายคูคลอง สนองพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งได้เปิดโครงการไปเมื่อเร็วๆ นี้ จะเห็นว่ากองทัพพยายามเข้าไปดูแลมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เราก็จะทำแต่เพียงผู้เดียวไม่ได้ โดยมีแนวคิดว่าจะทำอย่างไรให้ 3 ส่วน มาพบกันในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐคือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ส่วนทหารก็มีหน้าที่ประสานงาน และส่วนสุด ท้ายคือประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่จะเข้าไปดูแลในการพิทักษ์ปกป้อง หากมารวมกันก็จะทำให้ภารกิจต่างๆ สำเร็จได้ด้วยดี

กองทัพบกส่งทหารลงไปแก้ปัญหายาเสพย์ติดด้วย ลั่นประชาชนพอใจผลงาน

ส่วนเรื่องการป้องกันยาเสพติดมีอยู่หลายทีมงาน ทั้งศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก โดยมีทั้ง 7 กองกำลังตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกันของรัฐบาล เรามีอยู่ 5 รั้วที่เข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้มีการลักลอบนำสิ่งของผิดกฎหมายเข้ามา ที่ผ่านมาเราได้มีการจับกุมมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีการร่วมมือกันระหว่างพลเรือน ตำรวจ และทหาร แต่ปัจจุบันจากการพิสูจน์ทราบของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปรามยาเสพติด (ปปส.) ที่รับผิดชอบโดยตรง ก็ได้ หารือมาว่าปัจจุบันว่าทำมีการแพร่หลายของยาเสพติดในพื้นที่ตอนในมากขึ้น มีการจับกุมมากขึ้น จึงได้มาสำรวจดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น โดยปริมาณยาเสพติดที่แพร่ หลายในประเทศประมาณ 35% ส่วนที่เหลือก็อยู่บริเวณรอบนอกที่รอจะเข้ามาในพิ้นที่ตอนใน ดังนั้นเมื่อส่วนหนึ่งมีการเข้ามา เราจึงจะต้องมีกองกำลัง หรือมีการทำงานร่วมกันของชุดปฏิบัติการพิเศษ หรือ 315 ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง ป.ป.ส. ทหาร และ ตำรวจ โดยเป็นการริเริ่มของรัฐบาล และ ป.ป.ส.

เดิมมีการพูด คุยกันตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า จะทำอย่างไรให้ลดการแพร่ระบาด 35% ที่ว่า ที่แพร่ระบาดในพื้นที่ กทม. ชุมชมต่างๆ เกือบ 2,000 แห่ง และ ปริมณฑล โดยเรามีฐานข้อมูล และลงไปดูว่าจะทำวิธีใดที่เร็วที่สุดให้ซื้อขายกันไม่ได้ ถ้าซื้อขายกันไม่ได้อย่างอื่นก็จะเบาลงบ้าง ในส่วนการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน คือ การบำบัดรักษา โดยมีอยู่ 2 อย่าง คือราชการ หรือสังคมตัวเอง โดยจะต้องใช้เวลา สถานที่ เราก็มามองว่าเร็วที่สุดเพื่อสนองต่อประชาชนว่าจะทำให้ยาเสพติด หมดไปจากชุมนุม เนื่องจากมีสิ่งของหาย มีการทุจริตผิดกฎหมายมากขึ้น ก็มาจากสาเหตุดังกล่าว เราจึงได้ลงไปช่วย แต่เรียนว่าทั้งหมดภายใต้การดูแลควบคุมเป็น ของตำรวจ และ ป.ป.ส. เป็นหลัก ทหารไปเพิ่มเท่านั้นเนื่องจากกำลังมีไม่เพียงพอ จึงได้ขอทหารลงไปช่วย และทหารลงไปก็ได้มีการอบรม และแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายโดยทาง ป.ป.ส. เป็นผู้แต่งตั้ง ดังนั้นทุกคนไปทำงานมีอำนาจตามกฎหมาย เราไม่ได้ลงไปปราบปราม แต่ลงไปทำหน้าที่จัดทำฐานข้อมูล ระบบ การป้องกันให้เข้มแข็งกับสังคม” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การที่ลงไปทำงานในครั้งนี้เป็นผลดีมากกว่าผลเสีย และได้รับการตอบสนองจากประชาชน ว่าเขาพอใจกับผลงานที่ทหารลงไปปฏิบัติ การทำ หน้าที่ของทหารทำอย่างนิ่มนวล และลงไปพบปะพูดคุยไปทำความรู้จักกัน และขอร้องว่าหากพบใครกระทำผิดกฎหมายก็แจ้งให้เจ้าหน้าที่ได้รับทราบ ไม่เคยไปข่มขู่ ใครทั้งสิ้น และไม่เคยไปดูว่าพื้นใดเป็นหัวคะแนนนั้นคะแนนนี้ ไม่ได้สนใจเรื่องนี้ แต่สนใจว่าจะทำอย่างไรให้ปัญหายาเสพติดหมดไปจากชุมชนดังกล่าว และจะทำ อย่างไรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล เราไม่ต้องการที่จะไปต่อต้าน หรืออะไรต่างๆ ทำอะไรก็ทำไป แต่ท่านอย่าทำผิดกฎหมายเท่านั้นเอง ตนขอร้องแค่นั้น

ลั่นสนับสนุนเลือกตั้ง แต่ประชาชนถูกชักจูงโดยกลุ่มคนบางประเภท

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 3 ก.ค.นี้ว่า เราจะสนับสนุนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ อยากให้ประเทศชาติผ่านพ้นห้วงเวลาที่ไม่สงบสุขไปได้ด้วยดี สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือ เรื่องสื่อ ตนเรียนว่าสื่อเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ประชาชนได้รับรู้ความเป็นไปมาของบ้าน เมือง เป็นฐานันดรหนึ่งที่สำคัญ แต่ตนเรียนว่าปัจจุบันนั้นมีผลกระทบมากกับสังคม และประชาชน เพราะว่าประชาชนถูกชักจูงไปโดยกลุ่มคนบางประเภท บางจำพวกที่ไม่ได้ปรารถนาดี หรือคิดว่าปรารถนาดีก็ตาม แต่สิ่งที่กลับมาทำให้เกิดผลตอบสนองย้อนกลับมาทำให้กองทัพมีปัญหากับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย การ ดูแล ดังนั้นสื่อจะต้องช่วยเรา และช่วยประเทศชาติให้ผ่านพ้นเวลาวิกฤตนี้ไปให้ได้

อัดทีวีดาวเทียมทำให้เกิดความแตกแยก ถ้าต้องการให้ประเทศไปได้ ต้องหยุดได้แล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเราจะมีสื่อในระบบ และนอกระบบ สื่อในระบบจะเห็นได้จากทั่วไปสื่อสิ่งพิมพ์ โฆษณาทีวี ส่วนอีกสื่อหนึ่งที่รับจากดาวเทียมที่ออกอากาศอยู่ทุกวันนี้ทำให้เกิดการแตก แยกกันหรือเปล่า แต่ตนก็ไม่แน่ใจตรงนี้ แต่ถ้าเราต้องการให้ประเทศชาติไปได้ และปรองดอง คิดว่าสื่อทั้งสองฝ่ายจะต้องเลิก หยุดได้แล้ว วันเวลาที่ผ่านมา สื่อบางสื่อทำให้เกิดเหตุต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น ตนไม่ได้บอกว่าอันไหนถูกหรือผิด แต่ตนถามว่าความควรหรือไม่ควร เหมาะสมหรือไม่ เหมาะสม ถ้าต่างฝ่ายต่างบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกันและไม่เอื้อประโยชน์ให้ใครก็ไม่น่าจะ มาออกอากาศในตอนนี้ และที่ผ่านมาก็ทำให้ประชาชนเป็นสองฝักสองฝ่าย ตน คิดว่าวันนี้ต้องไม่มีฝักฝ่ายกันได้แล้ว ฉะนั้นอย่ามาบอกว่าตนเป็นทหาร มาห้ามสื่อ มีอำนาจบาตรใหญ่ไม่ใช่ แต่เป็นความคิดส่วนตัวในฐานะประชาชน เรื่องนี้ทางคณะ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องมาดูแลหรือเปล่าตนไม่รู้

การ ออกมาพูดทุกวันนี้ ผมพยายามฟังบ้างไม่ฟังบ้าง บางวันเวลาก็ไม่ค่อยเป็นธรรมกับผมเท่าไหร่ ไม่เป็นธรรมกับกองทัพ แต่ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรทั้งสิ้น หรือยอมรับ แต่ผมไม่ได้ให้ความสนใจมากกว่า แต่ประชาชนอีกระดับหนึ่งส่วนหนึ่งเขาฟังอยู่ ผมยกตัวอย่างว่าเคยได้รับโทรศัพท์จากต่างประเทศโทรมาหาผม และตำหนิผม ในฐานะที่เป็นผู้บัญชาการทหารบก ในการปกป้องดินแดนไม่ได้ เรื่องของการทำร้ายประชาชน ผมพยายามอธิบายแต่ก็ไม่เข้าใจ และบอกว่าฟังมาจากสื่อที่ผมระบุ 2-3 สื่อที่ว่านี้ เขาคิดว่าเป็นแบบนี้ ผมถือว่าอันตราย เพราะมันไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่ต่างประเทศด้วย และเราคิดว่าเราจะอยู่กันแบบนี้ต่อไปหรือ ฉะนั้นสังคมจะต้องมาดู และลงความเห็นว่าจะปล่อยให้มีสื่อแบบนี้ต่อไปหรือไม่ทั้งสื่อ ผมรู้ผมพูดวันนี้ก็จะต้องมีใครมาโจมตีผมแน่นอน แต่ก็ไม่เป็นไรผมยอมอยู่แล้ว ไม่เป็นไร ผมเรียนตรงนี้และก็อย่าย้อนกลับไปอีก 6 เดือนนี้ กับก่อนหน้านี้มันคนละเรื่อง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ขอร้องประชาชน 60 ล้าน เรื่องสำคัญคือรักษากฎกติกาบ้านเมือง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทั้งหมดยืนหยัดด้วยกฎหมายใครผิดก็ว่าไปตามผิด กฎหมายเปิดโอกาสให้ต่อสู้ได้อยู่แล้วตามกระบวนการยุติธรรม ใครมีโทษมากโทษน้อย ก็สู้กันไป แก้กันไป แต่ท่านบอกว่ากลไกไม่ถูก ผมว่าไม่ได้ เพราะการดำเนินการกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดไม่ว่าจะตั้งอะไรมาก็จะต้องเข้า สู่กระบวนการยุติธรรม เราไปแตะต้อง หรือละเมิดไม่ได้ก็ต้องใช้ตามหลักฐานพยานต่างๆ ที่มีอยู่ใครผิด ใครถูกก็สู้กันไป ละเมิดไม่ได้ ขอร้องประชาชนทั้งหมด คนไทย 60 กว่า ล้าน เรื่องสำคัญก็คือการรักษากฎกติกาของบ้านเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เอาละผมจะไม่พูดว่ามันจะยังไง แต่ผมพูดในฐานะเราเป็นเจ้าหน้าที่ เราเสียใจที่มีประชาชนผู้บริสุทธิ์ มีทั้งเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ เสียชีวิต มันไม่ควรจะเกิดแม้แต่เพียงคนเดียว คนเดียวก็ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะเป็นคนไทยด้วยกัน แต่ถามว่าทำไมมันเกิดขึ้น ท่านต้องย้อนกลับไปดู เอาละเราจะไม่พูดว่ามันเพราะอะไร แต่ผมถามว่ามันควรเกิดขึ้นอีกได้ไหม มันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้อีกแล้ว ต้องว่ากันไปตามผิดตามถูก ที่ผ่านมาใครผิดใครถูก ไปว่าตามกฎหมายดีกว่า ถ้าเราเถียงกันไปเถียงกันมา ถ้าโยนกันไปกันมาไม่ได้

การเลือกตั้งคือเลือกคนดี มีคุณธรรม คือรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี

สิ่ง สำคัญนี้ก็คือการแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองด้วยการออกมาเลือกตั้งเป็น สิ่งสำคัญ แล้วก็เลือกคนดีเข้ามา คนดีผมบอกแล้วว่า การที่มีคุณธรรมสำคัญ การที่คนทุกคนต้องมีคุณธรรม คือตัวของตัวเองมีคุณธรรม รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี รู้อะไรถูก รู้อะไรผิด แล้วไม่ไปทำมัน นี่แหละมีคุณธรรม และสร้างจริยธรรมของท่านขึ้นมาในองค์กรของท่าน อย่างของผมก็ในกองทัพบกต้องมีคนดีๆ เยอะๆ แล้วช่วยกันประคับประคองสร้างวัฒนธรรมที่ดีในองค์กรให้เกิดขึ้น

นี่ คือสิ่งที่อยากขอร้องประชาชนว่า เราเสียใจ เราไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก ทั้งคู่น่ะ ไมว่ากี่คนก็ตาม ทั้งทหารเจ้าหน้าที่ ก็ต้องดูแลกันไป

เมื่อกี้ เรียนไปแล้วว่า ทหารเรานั้นจะทำหน้าที่เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นทหารของประชาชนอย่างแท้จริง ก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศชาติผ่านพ้นวันเวลาที่ไม่เรียบร้อยไปให้ได้ ด้วยวิธีการอันถูกต้อง อันชอบธรรม ตามกฎหมาย”

มีคนทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์มากขึ้น แบบไม่ปกติ จึงต้องออกมาพูด

ใน ช่วงนี้ จากการติดตามของฝ่ายความมั่นคงเห็นว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับสถาบัน มากขึ้น ผมเรียนว่า อันที่จริงแล้วเรื่องนี้ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่า เรื่องสถาบันเราจะให้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ในเรื่องการดำเนินการตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในเรื่องนักวิชาการในเรื่องเกี่ยวกับสถาบัน คิดว่า มีมานานแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2475 ก็มีเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ผมเรียนว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับสถาบันด้วยว่า ท่านก็ทรงทำทุกอย่าง อยู่ภายใต้กฎหมาย อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา

ใน วิธีการตามปกติของประเทศที่เป็นประชาธิปไตย แน่นอนต้องมีคนกลุ่มหนึ่งต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ต้องอะไรต่างๆ แต่มันเป็นวิธีการตามปกติ แต่วันนี้ไม่ปกติ ที่ผมจำเป็นต้องออกมาพูด หรือทหารต้องออกมาเคลื่อนไหวบ้าง อะไรบ้าง ต้องมาทำความเข้าใจกับประชาชน ไม่ใช่ว่าทหารจะเป็นผู้ที่ผูกขาดความจงรักภักดี ไม่ใช่ แต่ในฐานะที่ทหารเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง แล้วเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่ต้องพิทักษ์ปกป้องการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

อัดคนทำผิดเป็นกลุ่มซึ่ง ไม่ปกติ” และ “อยู่ต่างประเทศ”

สถาบัน ทรงมีคุณประโยชน์ต่อแผ่นดิน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นประเทศทุกวันนี้เพราะสถาบันพระมหา กษัตริย์ รวบรวมผืนแผ่นดินผืนนี้ให้กับลูกหลานคนไทยทุกคนมาจนถึงทุกวันนี้ พระองค์ไม่เคยลงไปเกี่ยวข้องในเรื่องใดๆ ก็ตามที่ไม่ใช่พระราชกิจของพระองค์ท่าน ผมเรียนง่ายๆ ว่า ท่านดูแลแต่ทุกข์สุขของประชาชนโดยตลอด

ถึงวันนี้พระองค์ทรงมีพระชนม์พรรษามากขึ้น ท่านทรงทำพระราชกรณียกิจมากว่า 60 ปี วันนี้พระองค์ท่านน่าจะทรงพักผ่อนด้วยความสบายพระราชหฤทัย และเฝ้าทอดพระเนตรเห็นความก้าวหน้าของประเทศไทย เห็นความมั่นคง ยั่งยืน ความสุขของประชาชน แต่ผมก็เสียใจ ที่มีคนบางกลุ่มซึ่งไม่ปกติ เพราะในการกระทำผิดกฎหมายเรื่องนี้มีมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงนี้ ช่วงเลือกตั้ง มีมากขึ้น แล้วก็มีมากขึ้นโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับกลุ่มคนที่อยู่ต่างประเทศ ทั้งสิ้น ที่อยู่ต่างประเทศผมไม่ได้พูดถึงระดับอื่นๆ ผมพูดถึงเอาแค่ง่ายๆ นายใจ (อึ๊งภากรณ์) ใช่ไหม อันนี้ นายจักรภพ (เพ็ญแข) ผมพูดได้ เพราะมันผิดกฎหมายอยู่แล้ว คนผิดกฎหมายผมไม่กลัวที่จะพูดน่ะ แล้วพยายามทำให้สถาบันเสียหาย แล้วเกี่ยวพันยึดโยงกับคนอีกหลายกลุ่ม ผมถือว่าเรายอมไม่ได้

พระองค์ท่านดูแลประชาชนมาหลายสิบปี แต่เด็กรุ่นหลังอาจไม่เข้าใจ

คำ ว่า ยอมไม่ได้ คือยอมให้คนทำผิดกฎหมายไม่ได้ เราจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นประชาชนทุกคนก็ต้องออกมาช่วยกัน ช่วยกัน ไม่ใช่ปกป้องในสิ่งที่ไม่ควรจะต้องทำ ปกป้องในสิ่งเป็นความผิด ไม่ใช่ ต้องช่วยกันดูแลพระองค์ท่าน เพราะพระองค์ท่านดูแลพวกเรากันมา ถ้าเป็นผมก็ 56-56 ปีเข้าไปแล้ว คนอื่นๆ ก็คงใกล้เคียงกันแหละมากกว่านี้ด้วยซ้ำ เพราะบางคนก็อายุมากกว่าผม แต่เด็กรุ่นหลังอาจจะไม่เข้าใจ อาจจะไม่ทันเท่าไหร่

อัดพวกแก้กฎหมายอาญา ม.112 “ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่อง”

แต่ ท่านไม่เคยเรียกร้องความเข้าใจจากใคร ท่านไม่เคยมาตอบคำถามใครได้ เพราะสิ่งกล่าวอ้างทั้งหมดผมดูแล้วมันไม่เป็นธรรม ไม่สุภาพด้วยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่สังคมต้องดูว่า เกิดจากที่ไหนอย่างไร แล้วมันเกี่ยวพันกับเรื่องอะไร ทำไมถึงมากขึ้นในตอนนี้ ไม่ว่าจะเว็บไซต์ เฟซบุ๊ค หรือว่าสื่อสิ่งพิมพ์ โฆษณา ทั้งหมดน่ะมันระดมกันขึ้นมาในช่วงนี้มาก มันควรจะเกิดขึ้นไหมในช่วงเลือกตั้ง ผมถามมันควรจะเกิดขึ้นไหม แม้กระทั่งก่อนหน้านี้ก็ตาม ไม่ควรเกิดขึ้น แล้วก็สถาบันไม่เคยสั่งให้ใครทำโน่นทำนี่ ไม่เคย มีแต่ท่านมาช่วยเสริมว่าทำอย่างไรประชาชนจะมีความสุขอย่างยั่งยืน ท่านทำแค่นั้นแหละ เพราะฉะนั้นอยากให้ความเป็นธรรมกับสถาบันด้วย ไม่อยากให้คนไปละเมิดท่าน

กฎหมายมาตรา 112 อะไรที่ว่าก็มีคนจะมาล้มเลิกอะไรกันต่างๆ ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่อง ถ้าสถาบันท่านอยู่ของท่านดีๆ อยู่แล้ว แล้วท่านไม่ไปยุ่งกับสถาบัน ก็คือ ไม่ไปละเมิดหรือว่ากล่าวในสิ่งที่ไม่ถูกตามต้อง ผมถามว่าท่านจะถูกดำเนินคดีหรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้วท่านก็เคยรับสั่งว่าท่านประสงค์ไม่ให้ดำเนินคดี แต่สิ่งที่ท่านทรงพระเมตตากลับกลายเป็นว่าทำให้คนเหล่านี้ได้ใจหรือเปล่าผม ไม่แน่ใจนะว่า เออยังไงก็ไม่โดน ก็เลยละเมิดมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคนดีส่วนใหญ่เขายอมได้ไหม ก็ไม่ยอม เมื่อไม่ยอม พอเจ้าหน้าที่ทำงานก็ถูกดดันไปว่าทำไมเจ้าหน้าที่ไม่ทำงาน พอเจ้าหน้าที่ทำงานก็ถูกยกระดับมาว่าเออ อย่างนั้นต้องต่อต้านมาตรา 112 ผมถามว่ากลไกต่างๆ เกิดขึ้นอย่างไร เพราะใคร แล้วมันต้องแก้ด้วยอย่างไร ก็ฝากคำถามนี้ให้สังคมไปแก้ละกัน ช่วยกัน

ขอให้ประชาชนไปเลือกตั้งให้มากๆ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

เรื่อง สุดท้ายที่อยากฝากไว้คือ การเลือกตั้ง ความร่วมมือของประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกพวกทุกฝ่ายนะ ช่วยกันไปเลือกตั้งเถอะครับ ผมทราบว่ายอดมีประมาณสัก 30-40 ล้าน ที่จะต้องออกมาเลือกตั้ง ตามที่มีสิทธิเลือกตั้ง ออกมาให้มากๆ แล้วเลือกตั้งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าท่านปล่อยให้การเลือกตั้งเป็นเหมือนเดิม คือกลุ่มที่มาเลือกก็เลือกเหมือนเดิม กลุ่มที่ไม่เคยเลือกก็ไม่เคยเลือกเหมือนเดิม เราก็ได้อะไรแบบเดิมๆ ตลอด เพราะฉะนั้นอยากฝากให้ทุกคนออกมาเลือกตั้ง ใช้สติมีเหตุผล รู้จักคิดว่า ว่าจะเลือกอย่างไร ทำอย่างไรบ้านเมืองปลอดภัย ทำอย่างไรสถาบันจึงจะปลอดภัย ทำอย่างไรคนดีจึงจะได้มาบริหารชาติบ้านเมือง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องคิดนะครับ อยากให้ประชาชน อย่าให้คนเขาดูถูก ดูถูกว่าท่านชักจูงง่าย ชักจูงไปไหนก็ได้ ไปเลือกใครท่านก็ไปเลือก โดยไม่ได้ดูว่าคนนั้นดีหรือไม่ มีคุณธรรมหรือไม่ เขาทำผิดกฎหมายหรือไม่ กิริยาที่นักการเมืองบางท่านใช้ไม่เหมาะสม แล้วจะเลือกเขาเข้าไปทำไม เลือกคนที่ดี คนที่สุภาพ ตั้งใจทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองเข้าไปทำงานแล้วกัน

ป้าย"ดีแต่พูด" โผล่รับอภิสิทธิ์ตลอดทาง

ที่มา ข่าวสด











เมื่อ วันที่ 14 มิ.ย. ในช่วงเย็นถึงหัวค่ำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผอ.เลือกตั้งกทม. พรรคประชาธิปัตย์ เดินสายหาเสียงในเขตกรุงเทพฯ โดยเเวลา 17.00 น. มีกำหนดปราศรัยหน้าตลาดโชคชัย 4 ปรากฏว่ามีคนเสื้อแดงประมาณ 30 คนกระจายกันอยู่ฝั่งตรงข้าม พร้อมกับตะโกนเบอร์ 1 ชูนิ้วสัญลักษณ์เบอร์ 1 พร้อมกับชูป้ายดีแต่พูด ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนนายอภิสิทธิ์กว่า 100 คน ตะโกนเบอร์ 10 ซึ่งต่างฝ่ายต่างตะโกนใส่กันไปมา ท่ามกลางตำรวจสน.โชคชัยกว่า 100 นายควบคุมดูแล

ระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ขึ้นไปบนรถแห่เตรียมปราศรัย มีรถแห่ของนายสิงห์ทอง บัวชุม ผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทย แล่นผ่านมา ผู้สนับสนุนเพื่อไทยและคนเสื้อแดงพากันโห่ร้องต้อนรับ ไม่มีเหตุการณ์ วุ่นวายใดๆ


จากนั้นนายอภิสิทธิ์ขึ้นรถแห่ไปตามถนนโชคชัย 4 ถนนนาคนิวาส ถนนสุคนธสวัสดิ์ ถนนเกษตรนวมินทร์ เข้าซอยเสนานิคม 1 แล้วย้อนกลับถนนโชคชัย 4 ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 20 นาที ปรากฏว่าตลอดเส้นทางมีผู้สนับสนุนเพื่อไทยและคนเสื้อแดงออกมาชูสัญลักษณ์ เบอร์ 1 ให้ขบวนหาเสียงของนายอภิสิทธิ์ตลอดทาง โดยเฉพาะบรรดารถโดยสาร 4 ล้อเล็ก พ่อค้าแม่ค้า ชาวบ้าน ต่างถือป้ายที่เขียนกันสดๆ ว่า "ดีแต่พูด"� ออกมาชูใส่นายอภิสิทธิ์ นอกจากนี้หน้าปากซอยผู้ใหญ่อ้วน ถนนนาคนิวาส 33 ซึ่งมีตลาดนัดมีพ่อค้าชายวัยกลางคนนำผ้ากันเปื้อนสีแดง เขียนข้อความ �กูเพิ่งมา อย่าเพิ่งยิง� โบกสะบัดไปมา


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดเส้นทางนายอภิสิทธิ์เจอคนเสื้อแดงจำนวนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ตำรวจต้องจัดกำลังดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ โดยมีจักรยานยนต์ตำรวจตามประกบรถหาเสียงของนายอภิสิทธิ์ถึง 14 คัน และตามจุดชุมชนจะมีตำรวจนอกเครื่องแบบคอยเคลียร์พื้นที่ล่วงหน้า


เวลา 18.30 น.นายอภิสิทธิ์ขึ้นขบวนแห่มาซอยลาดพร้าว 54 ช่วยผู้สมัครหาเสียงย่านห้วยขวาง ตลอดเส้นทางหาเสียงของนายอภิสิทธิ์มีรถจักรยานยนต์ขับตามตะโกนด่าตลอดทาง แม้นายอภิสิทธิ์จะขึ้นรถแห่มาย่านห้วยขวาง ก็ยังเจอคนเสื้อแดงชูป้ายใส่หน้า รวมทั้งคุณยายคนหนึ่งพยายามชูป้ายดีแต่พูด แต่ตำรวจรีบบล็อกไว้เช่นเดียวกับวินมอเตอร์ไซค์ก็ถูกตำรวจบล็อกไว้


เวลา 18.50 น.นายอภิสิทธิ์ปราศรัยบริเวณสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินห้วยขวาง ขอโอกาสประชาชนกลับมาบริหารประเทศ และเน้นนโยบายทำประโยชน์กับคนทุกกลุ่มทุกสี จากนั้นเดินเท้าไปยังถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ได้รับความสนใจจากร้านค้าต่างๆ แต่มีบางร้านไม่ต้อนรับ ตลอดจนเส้นทางผ่านต้องมีตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบมาคอยดูแลอารักขาคนๆ เดียว

ยิ่งลักษณ์เห็นด้วยกับผบ.ทบ. ไม่ควรดึงสถาบันยุ่งเกี่ยวการเมือง

ที่มา ข่าวสด









เมื่อ เวลา 09.30 น. วันที่ 15 มิ.ย. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินสายหาเสียงที่จังหวัดอุบลราชธานี ถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านโทรทัศน์ถึงการที่มีกลุ่มบุคคลพยายามดึงสถาบันลง มายุ่งเกี่ยวกับการเมืองว่า ส่วนตัวไม่ทราบว่าจะมีนัยสำคัญอะไรหรือไม่ แต่ในภาพรวมที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ก็ออกมาให้กำลังใจและให้กองทัพวางตัวเป็นกลาง ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดี สำหรับพรรคเพื่อไทยก็มีความเห็นเช่นเดียวกันว่า ไม่ควรที่จะดึงสถาบันเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอยู่แล้ว

เมื่อถาม ว่า ผบ.ทบ.ได้ระบุว่าพาดพิงอดีตสมาชิกพรรคได้ดึงและกล่าวโจมตีสถาบัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า คงไม่เกี่ยวกันและเรื่องนี้ประชาชนจะเป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจเอง ไม่อยากให้มองว่า การออกมาในลักษณะนี้จะเป็นการสกัดกั้นพรรคเพื่อไทย ส่วนกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง สามารถเดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมาได้นั้น ตนคงไม่เข้าไปก้าวล่วงและยังเชื่อว่า คงจะมีการโอกาสได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงหลังการเลือกตั้ง

วันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อไทย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้าพบผบ.ทบ.ว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เราไม่อยากเห็นสังคมไทยเป็นอย่างนั้นเพราะไม่ต้องการประชาธิปไตยภายใน ค่ายทหาร ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยบอกแล้วว่าไม่ต้องการมีปัญหากับใคร ไม่ได้มาแก้แค้นแต่จะมาแก้ไข

เมื่อถามว่าปรากฎการณ์ดังกล่าวถือเป็นสัญญาณที่พรรคเพื่อไทยต้องรับมือ อะไรหรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า โพลเราออกมาดีเกินไป ก็เป็นผลสะท้อนทำให้หลายฝ่ายที่คิดว่าจะแพ้ต้องหาทางเอาชนะเรา เป็นธรรมดา ถ้าเล่นกันตามกติกาไม่กลัว อย่าชกใต้เข็มขัด ส่วนกรรมการก็ต้องเป็นกลางอย่าตัดสินเข้าข้างคนแพ้ก็แล้วกัน

ผบ.ทบ.โต้เลิก ม.112 ไม่ใช่เรื่อง ปลุกประชาชนไปเลือก"คนดี"

ที่มา มติชน

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 14 มิถุนายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์พิเศษทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ในรายการ "เจาะประเด็น" ว่า กองทัพจะสนับสนุนการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ อยากให้ประเทศชาติผ่านพ้นห้วงเวลาที่ไม่สงบสุขไปได้ด้วยดี สื่อเป็นสิ่งสำคัญทำให้ประชาชนรับรู้ความเป็นไปของบ้านเมือง แต่ปัจจุบันสื่อมีผลกระทบมากต่อสังคมและประชาชน เพราะถูกชักจูงไปกับกลุ่มคนบางกลุ่ม จำพวกที่ไม่ปรารถนาดี ทำให้เกิดผลตอบสนองย้อนกลับมา ทำให้กองทัพมีปัญหากับประชาชน เช่น ฉก.ปส.315 ดังนั้นสื่อต้องช่วยประเทศชาติให้ผ่านพ้นเวลาวิกฤตนี้ให้ได้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเรามีสื่อที่ไม่อยู่ในระบบ ที่รับจากดาวเทียมออกอากาศทุกวันนี้ ทำให้เกิดความแตกแยกหรือเปล่า ตนไม่แน่ใจ ตนไม่ได้บอกอันไหนถูก อันไหนผิด แต่ถ้าต่างฝ่ายบอกไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่เอื้อประโยชน์ให้ใคร ก็ไม่น่ามาออกอากาศ ที่ผ่านมาทำให้ประชาชนแบ่งเป็น 2 ฝ่ายมาโดยตลอด วันนี้ต้องไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

"อย่า กล่าวหาว่าผมเป็นทหารแล้วมาห้ามสื่อ มีอำนาจบาตรใหญ่ ขอบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นความคิดส่วนตัวในฐานะเป็นประชาชน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรออกมาดูแล ผมเคยได้รับโทรศัพท์จากต่างประเทศตำหนิผมในฐานะ ผบ.ทบ. ทำหน้าที่ปกป้องดินแดนไม่ได้ หรือทำร้ายประชาชน ผมพยายามอธิบาย แต่ท่านก็ไม่เข้าใจ โดยเขาบอกฟังจาก 2 สื่อดังกล่าว และเขาคิดว่าเป็นแบบนั้น เรื่องนี้อันตราย เพราะไม่ใช่แค่ในประเทศ รวมถึงต่างประเทศด้วย ดังนั้นสังคมต้องลงความเห็นว่าจะปล่อยให้มี 2 สื่อดังกล่าวหรือไม่ ผมรู้ว่าพูดวันนี้ ต้องมีใครมาโจมตีผมแน่ แต่ไม่เป็นไรผมยอมอยู่แล้ว" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ผบ.ทบ.กล่าว ว่า ฝ่ายความมั่นคงพบว่าขณะนี้มีการทำผิดกฎหมายเรื่องสถาบันมากขึ้น ต้องให้ความเป็นธรรมกับสถาบันด้วย พระองค์ท่านทรงทำทุกอย่างอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2475 ในวิธีการตามปกติตามประชาธิปไตย แน่นอนมีกลุ่มคนอยู่กลุ่มหนึ่งต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องเป็นวิธีการตามปกติ แต่วันนี้ไม่ปกติ ตนจึงจำเป็นต้องออกมาพูด หรือทหารต้องออกมาเคลื่อนไหวบ้าง ไม่ใช่ว่าทหารเป็นพวกที่ผูกขาดความจงรักภักดี แต่ในฐานะที่ทหารเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องพิทักษ์ปกป้องการปกครองอันเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุข สถาบันทรงมีคุณประโยชน์ต่อแผ่นดิน พระองค์ไม่เคยลงไปเกี่ยวข้องในเรื่องใดๆ ก็ตามที่ไม่ใช่พระราชกรณียกิจของท่าน

"ผมเสียใจตรงที่มีกลุ่มคน บางกลุ่มซึ่งไม่ปกติ กระทำผิดเรื่องนี้มีมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้ง โดยคนกลุ่มหนึ่งที่เกี่ยวข้องกลุ่มคนที่อยู่ต่างประเทศ เช่น นายใจ อึ๊งภากรณ์ นายจักรภพ เพ็ญแข ผมพูดได้ ผมไม่กลัวที่จะพูด เพราะเขาทำผิดกฎหมายหลายฉบับ และพยายามทำให้สถาบันเสียหาย ซึ่งเกี่ยวพันยึดโยงคนอีกกลุ่ม ผมถือว่าเรายอมไม่ได้ ดังนั้นต้องออกมาช่วยกันดูแลพระองค์ท่าน เพราะพระองค์ท่านไม่เคยขอความเข้าใจจากใครได้ พระองค์ท่านไม่เคยมาตอบคำถามใครได้ แต่สิ่งที่กล่าวอ้างทั้งหมด ผมดูแล้วไม่เป็นธรรมและไม่สุภาพ สังคมต้องไปดูว่าเกิดจากที่ไหน อย่างไร เกี่ยวพันเรื่องใด ทำไมถึงมากขึ้นในตอนนี้ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก สื่อสิ่งพิมพ์โฆษณา ทั้งหมดระดมขึ้นมาช่วงเลือกตั้ง ผมถามว่าควรจะเกิดขึ้นหรือไม่ในช่วงนี้ แม้กระทั่งก่อนหน้านี้ก็ตาม เพราะสถาบันไม่เคยลงมาสั่งให้ใครทำโน้นทำนี่" ผบ.ทบ.กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา จะมีคนไปล้มเลิก ตนคิดว่าไม่ใช่เรื่อง ถ้าสถาบันอยู่ดีๆ และไม่ไปยุ่งกับสถาบัน ไม่ละเมิดว่ากล่าว ท่านจะถูกดำเนินคดีหรือไม่ พระองค์ท่านเคยรับสั่งมาแล้วว่าไม่ประสงค์ให้มีการดำเนินคดี แต่สิ่งที่ท่านทรงเมตตากับกลายเป็นว่าทำให้คนเหล่านี้ได้ใจหรือไม่ ทำอย่างไรก็ไม่โดน ทำให้ละเมิดมากขึ้นเรื่อยๆ พอคนดีไม่ยอม เจ้าหน้าที่ก็ถูกกดดันทำไมไม่ทำงาน พอเจ้าหน้าที่ทำงานก็ถูกต่อต้าน มาตรา 112 และกลไกต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพราะใคร ฝากคำถามนี้ให้สังคมไปช่วยกันแก้

ผบ.ทบ.กล่าวทิ้งท้ายว่า อยาก ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากๆ อย่าให้คนเขาดูถูกว่าถูกชักจูงง่าย ชักจูงไปเลือกก็เลือก ไม่ดูว่าคนนั้นดีหรือไม่ดี มีคุณธรรมหรือไม่ อยากให้ดูกิริยานักการเมืองบางคนไม่เหมาะสม ท่านจะเลือกเขาไปทำไม เลือกคนดีๆ คนที่สุภาพเรียบร้อยตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง

เมื่อตัวแทน "เหลือง-แดง" ตอบโจทย์เรื่อง "ปรองดอง" จากมุมมองของประชาชนผู้สูญเสีย

ที่มา มติชน



ชมคลิป

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน รายการตอบโจทย์ เลือกตั้ง ′54 ทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ซึ่งมีนายภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้เชิญ นายณัทพัช อัคฮาด น้องชาย น.ส.กมลเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 และนายประพันธ์ หลิ่มเกลื้อ วิทยากรกระบวนการกลุ่มคนต้นฝัน ซึ่งทำหน้าที่เยียวยาผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ได้ รับความสูญเสีย มาร่วมรายการ


ทั้งคู่ได้พูดถึงประเด็น "การ ปรองดอง" ในมุมมองของประชาชนผู้สูญเสีย ทั้งฝ่าย "เสื้อเหลือง" และ "เสื้อแดง", ประเด็น "นิรโทษกรรม", กระบวนการเยียวยาของภาครัฐ, ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลชุดใหม่


รวมทั้งประเด็นสำคัญ คือ คน เสื้อเหลืองมองความทุกข์ของคนเสื้อแดงอย่างไร? คนเสื้อแดงมองความทุกข์ของคนเสื้อเหลืองอย่างไร? และสุดท้าย ทั้งสองสีเรียกร้องในสิ่งเดียวกันหรือไม่?


ชมคลิปการสนทนาดังกล่าวได้นับจากนี้





พังเพราะเฟซบุ๊ก

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ในสถานการณ์ที่กระแสความนิยมตกเป็นรองพรรค เพื่อไทย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงทำทุกวิธีทางเพื่อกระตุ้นคะแนนเสียง

ล่าสุดเผยแพร่บทความผ่านเฟซบุ๊กจากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ ตอนที่ 3

เนื้อหาก็ชี้แจงเหตุการณ์กระชับพื้นที่ม็อบเสื้อแดงเดือนเม.ย.-พ.ค.53

พยายามบอกว่า "มีคนวางแผนเป็นขั้นตอนที่จะยัดเยียดให้ผมเป็นฆาตกรสั่งฆ่าประชาชน"

โดยสรุปว่าเหตุการณ์ที่สี่แยกคอกวัวเมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นคดี 91 ศพ

เป็นฝีมือของกองกำลัง "ชุดดำ"

บันทึกของนายอภิสิทธิ์ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่

เพราะยังคงโยนความผิดให้คนชุดดำ

ไม่พูดถึงสไนเปอร์บนตึกสูงที่ลั่นกระสุนสังหารประชาชน 91 ศพบาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคน

ที่สำคัญนายอภิสิทธิ์ไม่เคยขอโทษ

ไม่เคยสำนึกว่าหากวันนั้นไม่มีคำสั่งเคลื่อนรถถังและอาวุธหนักเข้าไปประจันหน้ากับฝูงชนจะไม่เกิดความสูญเสียขึ้นเลย

ความจริงนายอภิสิทธิ์อาจคิดว่าการเขียนบันทึกในเฟซบุ๊ก

จะกระตุ้นคนในสังคมออนไลน์ออกมาเทคะแนนเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์

แต่ลืมไปว่ามันเหมือนเป็นดาบ 2 คม

เพราะเหตุผลที่นายอภิสิทธิ์กล่าวอ้าง คงสร้างความชอบอกชอบใจให้บรรดากองเชียร์เท่านั้น

แต่ลืมไปว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อย (ไม่ใช่เฉพาะคนเสื้อแดง)

ยังรู้สึกได้ว่าปัญหาทั้งหมดรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ต้องมีส่วนรับผิดชอบ

หากย้อนกลับไปดูบันทึกจากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ ตอนที่ 1-2 ก็มีเนื้อหาคล้ายๆ กัน

นายอภิสิทธิ์เขียนทำนองว่าพายเรือให้โจรนั่งบ้าง เลือกพรรคร่วมเข้ามาเป็นเพราะไม่มีตัวเลือกบ้าง

พยายยามอธิบายว่าจำใจต้องทำ เพราะต้องการให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า

พูดแบบชาวบ้านก็คือ เอาดีใส่ตัว

จนถูก นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาแฉหมดเปลือก

ระบุในการตั้งรัฐบาลครั้งที่แล้วโดน "พลังที่เลี่ยงไม่ได้" บีบให้ร่วมรัฐบาล

เฉลยเงื่อนงำการตั้งรัฐบาลครั้งที่แล้วให้คนทั้งบ้านทั้งเมืองได้รับรู้

การันตีว่ามี "อำนาจพิเศษ" หรือ "มือที่มองไม่เห็น" อยู่เบื้องหลังจริงๆ

บันทึกในเฟซบุ๊กที่นายอภิสิทธิ์หวังจะใช้เป็นเครื่องมือหาคะแนน

กลายเป็นหอกย้อนกลับทิ่มแทงตัวเองในที่สุด