WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, June 16, 2011

ภาพคุณปู ยิ่งลักษณ์ อีสาน 15/06/54

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน
บรรยากาศปราศรัย อ.ตระการพืชผล

อ.คำชะอี มุกดาหาร
ปราศรัย อ.คำชะอี มุกดาหาร

อ.เมือง มุกดาหาร

เวทีปราศรัย อ.อำนาจเจริญครับ
พี่น้องมารอต้อนรับที่ สนามบินอุบล ตอนเช้า


ขณะนี้ปราศรัยที่ อ.พิบูลมังสาหาร อุบลครับ


พบพี่น้องตลาดใหญ่ จ.อุบล ตามข่าวบอกว่ามารอตั้งแต่ตี 4 ชื่นใจจริงๆ
ภาพปราศรัย อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี

พี่น้องฟังปราศรัย อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี


อากาศร้อนแค่ไหนก็เบียดเสียดรอฟัง
ปราศรัยหน้าที่ว่าการ อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังไม่รับดีเบต

ที่มา Voice TV


ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังไม่ตอบรับดีเบตองค์กรกลาง เผยขอดูโปรแกรมการหาเสียงก่อน เชื่อไม่ดีเบต ก็ไม่เสียเปรียบ เพราะประชาชนต้องรับฟังในพื้นที่

Voice News ประจำวันที่ 15 มิ.ย. 54 (19.00 น.)-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังไม่รับดีเบต
-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังไม่รับดีเบต
-6 พรรคการเมืองเสนอทางออกดับไฟใต้
-นักวิชาการโต้อภิสิทธิ์ เหตุสลายชุมนุม
-วิกิลีคส์เผยเอกสารทูตสหรัฐ ฯ


ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังไม่รับดีเบต
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังไม่ตอบรับดีเบตองค์กรกลาง เผยขอดูโปรแกรมการหาเสียงก่อน เชื่อไม่ดีเบต ก็ไม่เสียเปรียบ เพราะประชาชนต้องรับฟังในพื้นที่


6 พรรคการเมืองเสนอทางออกดับไฟใต้
6 พรรคการเมือง ร่วมเสวนานโยบายดับปัญหาไฟใต้ แต่ละพรรคชูนโยบายหลากหลาย เพื่อไทยยืนยันยุบศอ.บต. ส่วนมาตุภูมิ เสนอองค์กรใหญ่กว่า ศอ.บต.

นักวิชาการโต้อภิสิทธิ์ เหตุสลายชุมนุม
คณะนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี โต้เฟซบุ๊กเปิดใจอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขัดแย้งกับคำให้การของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะเหตุสลายการชุมนุม

วิกิลีคส์เผยเอกสารทูตสหรัฐ ฯ
วิกิลีคส์ เผยเอกสารลับมุมมองเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยเมื่อ 2 ปีก่อน ลงความเห็นยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีแววทางการเมือง

ชำนาญ จันทร์เรือง: ต้องออกไปเลือกตั้ง เพื่อยับยั้งอำนาจที่ไม่พึงประสงค์

ที่มา ประชาไท

ท่าม กลางฝุ่นควันของการรณรงค์เลือกตั้งที่คลุ้งตลบไปทั่วทุกหัวระแหงของ เมืองไทยในขณะนี้ ใครที่ไม่พูดถึงการเลือกตั้งก็จะกลายเป็นคนตกยุคตกสมัยไปในทันที หัวข้อที่สนทนากันก็แล้วแต่ว่าจะอยู่ในวงสนทนาของกลุ่มชนใด บ้างก็ Vote No บ้างก็ No Vote บ้างก็ Vote Yes บ้างก็ Vote Now บ้างก็เชียร์เบอร์ 1 บ้างก็เชียร์เบอร์ 10 ฯลฯ บ้างก็บอกไม่ชอบเพื่อไทยและไม่พอใจประชาธิปัตย์แต่ไม่อยาก Vote No เพราะกลัวจะเข้าทางพันธมิตรฯ ก็ยังเลยไม่ตัดสินใจ

แต่จากข้อความที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะโพสต์ลงในเฟซบุ๊กด้วยการไปเปิดประเด็นพาดพิงถึงนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญเพื่อบอกเล่าเหตุการณ์เมื่อตอนยุบพรรคพลัง ประชาชน จนเหตุการณ์บานปลายทำให้นายชุมพล ศิลปอาชา ในฐานะคนสำคัญของพรรคชาติไทยที่ถูกยุบตามไปด้วย เลยต้องออกมาเปิดข้อมูลสำคัญในการพลิกขั้วการจัดตั้งรัฐบาลให้นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ โดยบอกว่ามี “พลังที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” มาบีบบังคับ จนต้องมีการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

ที่ สำคัญก็คือการที่นายพสิษฐ์ออกมาขยายความการพบปะกับนายอภิสิทธิ์ใน ครั้งนั้นที่ยังเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านและคดียุบพรรคพลังประชาชนกำลังเข้า ด้ายเข้าเข็ม โดยนายพิสิษฐ์บอกกับนายอภิสิทธิ์ว่าศาลรัฐธรรมนูญคงไม่มีทางอื่นนอกจากยุบ พรรคพลังประชาชนตามผลของคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับพรรคประชาธิปัตย์

ซึ่งนายอภิสิทธิ์บอกนาย พสิษฐ์ว่ายุบพรรคเดียวก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะพรรคที่เหลือก็คงจับมือกับขั้วเดิม ซึ่งนายพสิษฐ์ได้ฟังดังนั้นก็ขอตัวลากลับ โดยกล่าวว่า “แล้วจะรีบนำความของท่านไปบอกผู้ใหญ่” (ข่าวสด/คอลัมน์ชกไม่มีมุม 13 มิ.ย. 2554)

เราไม่รู้ว่าใครพูดจริง ใครพูดเท็จ แต่ที่แน่ๆทำให้เรารู้ว่าการเมืองไทยนั้นคำว่า “พลังที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงใด้” นั้นมีอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็น “พลังพิเศษ” “พลังทหาร” “พลังอำมาตย์” “พลังตุลาการ” หรือ “พลังนายทุน” ฯลฯ ที่คอยบงการ ชี้ชะตาการเมืองไทย จนทำให้วิวัฒนาการของการเมืองไทยนั้นบิดเบี้ยว และนำความยุ่งยากและความแตกแยกมาจนถึงปัจจุบัน

จริง อยู่การเลือกตั้งมิใช่เป็นทั้งหมดของประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้ง จริงอยู่การเลือกตั้งมิใช่ยาวิเศษที่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งหรือความ แตกแยกของสังคมได้ในพริบตา แต่ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเป็นประตูที่สำคัญที่จะสามารถทำให้ปัญหาความขัด แย้งเบาบางลงยิ่งกว่าการแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหา ด้วยความรุนแรงหรือการรัฐประหารซึ่งยังทำให้ปัญหาค้างคามาจนถึงปัจจุบัน

ผม ไม่เชื่อว่าพลังที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ทั้งหลายนั้นจะสามารถแก้ไขปัญหา ความแตกแยกได้ดีกว่าการเลือกตั้ง เพราะประวัติศาสตร์การเมืองของได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพลังของประชาชนที่ เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงนั้นเองจะเป็นผู้ตัดสินว่าเขาจะเลือก อนาคตของเขาอย่างไร

เขาอาจจะเลือกเพื่อไทย เขาอาจจะเลือกประชาธิปัตย์ เขาอาจจะเลือกภูมิใจไทย เขาอาจจะเลือกชาติไทยพัฒนา เขาอาจะเลือกพรรคของคุณชูวิทย์ ฯลฯ เขาอาจจะ Vote No หรือ เขาอาจจะ No Vote หรืออาจจะตั้งใจออกไปเลือกตั้งแล้วไม่กาในช่องใดใดเลยเพื่อทำให้เป็นบัตร เสีย ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิทธิของประชาชนผู้เป็นเจ้าของสิทธิ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาเลือกที่จะใช้การเลือกตั้งเป็นการแสดงเจตจำนงของเขาใน การแก้ไขปัญหาการเมือง

ยิ่งจำนวนของผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งหรือ เปอร์เซ็นต์สูงมากเท่าใดยิ่ง จะทำให้ผู้ที่คิดแหกกฎกติกาของการแก้ปัญหาตามวิถีทางประชาธิปไตยคิดหนัก ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงทั้งทางอ้อมหรือทางตรง ซึ่งก็คือการออกมายึดอำนาจและโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องคิดหนัก ถึงความตื่นตัวของประชาชนที่ออกมาแสดงเจตจำนงของเขา

หมดยุคสมัยที่ คนที่ถือตัวเองว่ามีการศึกษา ฐานะ หรือมีอาวุธอยู่ในมือที่คิดว่าบ้านเมืองนี้เป็นของกลุ่มชนของเขาเท่านั้น ประชาชนที่เหลือล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ด้อยการศึกษา เสียงหรือคะแนนที่ได้มาล้วนแล้วมาจากการซื้อสิทธิขายเสียงทั้งนั้น บ้านเมืองจะต้องอยู่อุ้งมือของพวกเขาทั้งนั้น เพราะคนอื่นล้วนแล้วแต่มีจิตสำนึกทางการเมืองต่ำทั้งนั้น

ประเทศไทย สมัยนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วครับ ชนชั้นหลงยุคทั้งหลายว่างๆลองเดินไปคุยกับแม่ค้า/พ่อค้าในตลาด แท็กซี่ คนประกอบอาชีพรับจ้าง แม่บ้าน คนใช้ ฯลฯ เดี๋ยวนี้เขาไม่คุยกันแล้วเรื่องละครน้ำเน่าหรือถึงจะคุยกันก็น้อยลง แต่ประเด็นที่พวกเขาคุยกันนั้นล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นการเมือง ทั้งการเมืองในระบบและการเมืองนอกระบบที่ไม่ปรากฏในสื่อกระแสหลักหรือแม้ กระทั่งในสื่อออนไลน์

จริงอยู่การซื้อสิทธิขายเสียงก็คงยังมีอยู่จะ มากบ้างน้อยบ้างก็แล้วแต่ โอกาสของการซื้อเสียงขายเสียงจะเอื้ออำนวย แต่ผมไม่เชื่อว่าคนที่จ่ายมากกว่าจะได้คะแนนมากกว่าคนที่จ่ายน้อยกว่าเสมอไป และผมก็ไม่เชื่อว่าคนที่ตนเองและครอบครัวที่ไม่เคยทำอะไรให้แกสังคมเลยตั้ง หน้าตั้งตามาซื้อเสียงอย่างเดียวจะได้รับการเลือกตั้ง แต่ถึงอย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าคนที่มาจากการซื้อเสียงจะชั่วดีถี่ห่างอย่างไร เขาก็เป็นคนที่ประชาชนเลือกแล้ว มิใช่คนที่มาจากการแต่งตั้งหรือใช้ภาษาสวยๆว่า “สรรหา” จากบรรดาเหล่าเทวดาและคุณพ่อ/คุณแม่รู้ดีทั้งหลาย และผลจากการลงคะแนนของเขาก็ย่อมอยู่ในความรับผิดชอบของเขาที่ได้ตัดสินใจไป แล้ว และไปแก้ตัวด้วยการตรวจสอบถอดถอนหรือการเลือกตั้งครั้งต่อไปหากเกิดความผิด พลาดในการตัดสินใจที่เกิดขึ้น

อย่าลืมว่า “ประชาชนเป็นอย่างไร ผู้แทนไทยก็เป็นอย่างนั้น” ไม่ว่าคุณจะเป็นคนวิเศษวิโสมาจากไหน ในเมื่อคุณอยู่ในสังคมที่คนส่วนใหญ่เป็นอย่างไร คุณอยู่ในสังคมที่คนส่วนใหญ่ตัดสินใจอย่างไร คุณต้องพร้อมที่จะรับผลของการตัดสินใจนั้น หากคุณต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามความประสงค์ของคุณ คุณก็ต้องเสนอแนวความคิดให้คนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ตัดสินใจ มิใช่อาศัยช่องทางลัดนอกเหนือจากวิถีทางของระบบประชาธิปไตยดังเช่นที่ผ่านๆ มานี้ ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงหรือใช้กำลังฉีกรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดแล้ว ตั้งคณะกรรมการมาดำเนินการเอาผิดคนอื่นด้วยการอ้างว่ายอมไม่ได้ที่ปล่อยให้ คนอื่นทำผิดกฎหมาย(แต่ตัวกูพวกกูฉีกกฎหมายไม่เป็นไร)

ผมเบื่อเต็มที แล้วกับการที่บางคนบางกลุ่มออกมาพร่ำสอนให้ประชาชนทำอย่าง นั้น ทำอย่างนี้ มิหนำซ้ำวันดีคืนดีก็ออกมาชี้หน้าผู้คนผ่านทางสื่อมวลชนราวกับว่าประชาชน เป็นข้าทาสบริวารของเขา ทั้งที่กินเงินเดือนจากภาษีอากรของประชาชนอยู่แท้ๆ

ถึง เวลาแล้วที่เราจะต้องออกมาแสดงพลังด้วยการออกไปเลือกตั้งให้มากที่ที่ สุด เพื่อให้อำนาจนอกระบบทั้งหลายได้สำนึกว่าอย่าฝืนเจตจำนงของประชาชนในการ แก้ไขปัญหาตามวิถีทางประชาธิปไตยอย่างเด็ดขาด

ประวัติศาสตร์ การเมืองของโลกได้ให้บทเรียนอย่างเด่นชัดว่า ผู้ใดที่ฝ่าฝืนเจตจำนงของประชาชน ผู้นั้นจะไม่สามารถยืนอยู่ในสังคมนั้นได้ จะต้องถูกกวาดตกเวทีไปในที่สุด

------------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 15 มิถุนายน 2554

รายงาน: Politics of Poll – บทเรียนความคลาดเคลื่อนของ “โพลล์” ก่อนเลือกตั้ง

ที่มา ประชาไท

โพลล์ ไม่ได้ทำมาเล่นๆ แต่บางครั้งก็ผิดพลาดได้ ..วิเคราะห์บทเรียนความคลาดเคลื่อนของ “โพลล์” ก่อนการเลือกตั้ง 2550 สาเหตุ-ปัจจัย และสมมติฐานว่าด้วยการสร้างโพลล์ให้เป็นเครื่องชี้นำนั้นอาจจะเป็นผลร้ายต่อ “สำนักวิชาการ” ที่โพลล์เหล่านั้นสังกัดอยู่ และหากโพลล์ก่อนการเลือกตั้งปี 2554 นี้จะ “แม่นยำขึ้น” มีปัจจัยใดบ้าง

0 0 0
ประเด็น การโจมตีเรื่องการจัดทำและเผยแพร่ผลโพลล์ ถูกกล่าวขวัญถึงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อผลโพลล์ก่อนการเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่เป็นใจให้กับคนที่เชียร์พรรคประ ชาธิปัตย์และฝ่ายอนุรักษ์นิยม นั่นคือโพลล์หลายสำนักได้ประเมินว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้
ซึ่ง การออกมาโจมตีในครั้งนี้ก็มีน้ำหนักพอสมควร เมื่อย้อนไปดูการทำโพลล์ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2550 ที่โพลล์ส่วนใหญ่ได้คาดการณ์ผิดอย่างล็อคถล่มว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสามารถเอาชนะพรรคพลังประชาชนได้ แต่ผลการเลือกตั้งกลับออกมาตรงกันข้าม
ในการเลือก ตั้งครั้งนี้เราจะได้เห็นสิ่งนอกเหนือจากการที่พรรคการเมือง ขับเคี่ยวอย่างดุเดือดเพื่อไปถึงเป้าหมายสูงสุดในวันเลือกตั้ง นั่นก็คือการแข่งขันกันของสำนักโพลล์ต่างๆ ที่พยายามขับเคี่ยวเพื่อ “รักษา” ความเป็นโพลล์คุณภาพ และ “แก้หน้า” จากการทำนายที่ผิดพลาดครั้งใหญ่เมื่อการเลือกตั้งในปี 2550
บทเรียนความคลาดเคลื่อนของ “โพลล์” ก่อนการเลือกตั้ง 2550
และ ดังที่ได้เคยนำเสนอไปแล้วว่า ในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วในปี 2550 มีโพลล์ที่ทำการสำรวจและเผยแพร่โดยมีการระบุชื่อหัวหน้าพรรคการเมืองหรือ พรรคการเมืองที่เกี่ยวโยงกับการเลือกตั้ง ในเรื่องของความคาดหวังว่าใครจะได้เป็นนายกฯ หรือเป็นพรรครัฐบาล จำนวน 12 โพลล์ (ดูเพิ่มเติม : Politics of Poll : ดู “โพลล์” ก่อนการเลือกตั้ง 2550)
รามคำแหงโพลล์: ภาพลักษณ์นักการเมืองไทยในสายตาประชาชน (30 ส.ค. 2550)
กรุงเทพโพลล์: ทิศทางการเมืองไทย หลังกำหนดวันเลือกตั้ง (4 ก.ย. 2550)
กรุงเทพโพลล์: การเลือกตั้งครั้งใหม่ในสายตาเยาวชน (19 ก.ย. 2550)
สวนดุสิตโพลล์: ผู้สมัคร ส.ส.” แบบไหน “พรรคการเมือง” แบบใด ที่ “คนไทย” อยากเลือก (22 ต.ค. 2550)
รามคำแหงโพลล์: ความเชื่อเรื่องตัวเลขกับความรู้ด้านการเลือกตั้ง (12 พ.ย. 2550)
สวนดุสิตโพลล์: ความนิยมต่อพรรคการเมือง ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (12 พ.ย. 2550)
ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์: คนกรุงเทพฯ กว่าครึ่งยกให้อภิสิทธิ์เป็นนายก และเกินครึ่งคิดว่านายกอาจจะไม่ใช่หัวหน้าพรรคก็ได้ (13 พ.ย. 2550)
กรุงเทพโพลล์: คนไทยกับการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม (สำรวจครั้งที่ 1) (22 พ.ย. 2550)
เอแบคโพลล์: สำรวจความตื่นตัวในการใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนและบทบาทของแกนนำชุมชนในการเลือกตั้ง 2550 (6 ธ.ค. 2550)
เอ แบคโพลล์: ศึกษาความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนใจเลือกพรรคการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และการเปลี่ยนแปลงในผลแพ้ชนะของการเลือกตั้ง 2550 (11 ธ.ค. 2550)
กรุงเทพโพลล์: คนไทยกับการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม (สำรวจครั้งที่ 2) (13 ธ.ค. 2550)
ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์: การเมืองไทยอยากได้ใครเป็นนายก (13 ธ.ค. 2550)

โดย มี 9 โพลล์ชี้เป็นผลบวกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่ง และอีก 2 โพลล์ชี้เป็นผลบวกว่าพรรคพลังประชาชนจะได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่ง ส่วนอีกหนึ่งโพลล์เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนใจเลือกพรรคการ เมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงในผลแพ้ชนะของการเลือกตั้ง 2550 โดยโพลล์ที่คาดการณ์ได้ถูกต้อง 2 โพลล์นั้นมี
สวนดุสิตโพลล์ (เผยแพร่เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2550) ระหว่างวันที่ 1-10 พฤศจิกายน 2550 ทำการสุ่มตัวอย่างประชาชนผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 4,410 คน (กทม. 1,217 คน 27.60% ตจว. 3,193 คน 72.40%)
เอแบคโพลล์ (เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2550) ทำการสำรวจ 20 พฤศจิกายน - 5 ธันวาคม 2550 ทำการสุ่มตัวอย่างประชาชนผู้มี สิทธิเลือกตั้งใน 33 จังหวัดของประเทศ และแกนนำ อบต./อบจ. ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ” ครั้งนี้ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากตัวอย่าง ประชาชนจำนวน 7,589 ตัวอย่าง และแกนนำชุมชนจำนวนทั้งสิ้น 2,109 ตัวอย่าง รวมทั้งสิ้น 9,698 ตัวอย่าง
ทั้งนี้สามารถสรุปสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของ “โพลล์” ก่อนการเลือกตั้ง 2550 ได้ดังนี้
จำนวนการสุ่มตัวอย่าง
เมื่อ นำสองโพลล์ที่คาดการณ์ได้ถูกต้องเทียบกับโพลล์อื่นๆ พบว่าปัจจัยที่ทำให้โพลล์นี้คาดการณ์แม่นยำมากกว่าก็คือการกระจายการสุ่ม ตัวอย่างมากกว่าโพลล์อื่นที่มีการกระจายการสุ่มตัวอย่างไม่ถึง 2, 000 ชุด (โพลล์ที่คาดการณ์ได้ถูกต้องมีการกระจายถึง 4,410 ชุด และ 9,698 ชุด)
ขาดการสำรวจอย่างต่อเนื่อง-สม่ำเสมอ
นอก จากนี้ยังพบว่าในขณะนั้นยังขาดการทำโพลล์อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งระยะเวลา 4 เดือน (30 สิงหาคม – 13 ธันวาคม 2550) มีโพลล์ที่ระบุชื่อหัวหน้าพรรคการเมืองหรือพรรคการเมืองที่เกี่ยวโยงกับการ คาดการณ์ผลการเลือกตั้งเพียง 12 โพลล์
สมมติฐานเรื่องการประเมินผิดพลาดเนื่องจากบรรยากาศทางการเมืองในขณะนั้น
1. สมมติที่ว่าการกระจายตัวอย่างให้ผู้กรอกโพลล์ ผู้กรอกโพลล์นั้นอาจให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงเนื่องจากสถานการณ์ ทางการเมืองที่พึ่งเกิดการรัฐประหาร มีความเกรงกลัวต่ออำนาจรัฐในการให้ข้อมูลแก่หน่วยงานต่างๆ ที่มีการลงรายละเอียดสูง (เช่น โพลล์ หรือแบบสอบทางจากฝ่ายความมั่นคง เป็นต้น) แต่การลงคะแนนเลือกตั้งที่เป็นการลงคะแนนลับในคูหาอาจจะตัดสินใจอีกแบบ
2. สมมติฐานที่ว่าการกระจายตัวอย่างให้ผู้กรอกโพลล์ ผู้กรอกโพลล์นั้นอาจจะเล่นบทบาทผู้ประเมินความเป็นไปได้ทางการเมืองว่าจะมี แนวโน้มไปทางไหน (และโพลล์ของสำนัก ที่ผิดพลาดที่กระจายแบบสอบถามได้น้อย อาจจะเลือกผู้ทำโพลล์แบบนี้ ที่ภาษาชาวบ้านเรียก “คอการเมือง” หรือ “เซียนการเมือง” ) โดย “คอการเมือง” หรือ “เซียนการเมือง” ได้ประเมินภาพรวมจากผลการลงประชามติรับรัฐธรรมนูญปี 2550 และอำนาจรัฐในมือ คมช. ในตอนนั้นที่ดูเหมือนว่าจะมีประโยชน์แก่ฝั่งพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าพรรค พลังประชาชน
สมมติฐานเรื่องความพยายามชี้นำด้วยผลโพลล์
การ เผยแพร่โพลล์อาจจะเป็นเครื่องจูงใจให้ผู้รับรู้สารมีอารมณ์ร่วมไปใน ทางใดทางหนึ่งเช่นเดียวกับการเผยแพร่ข่าวสารโดยทั่วๆ ไปเกี่ยวกับพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้ง (เรียกคะแนนสงสารให้กับพรรคการเมืองที่ผลโพลล์ไม่ค่อยดี หรือสร้างความมั่นใจให้คนลงคะแนนพรรคที่น่าจะชนะการเลือกตั้ง – เป็นไปได้ทั้งสองทาง)
ส่วนการพยายามชี้นำอย่างเป็นระบบตามทฤษฏีสมคบคิดนั้น (เมคโพลล์เข้าข้างพรรคการเมืองที่ตนเองเชียร์และเผยแพร่ต่อสาธารณชน) เชื่อว่าพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง หน่วยงานความมั่นคงต่างๆ อาจจะทำไว้สองชุด คือผลโพลล์ที่เป็นจริงที่ใช้สำหรับประเมินและวางแผนกลยุทธ์ การเลือกตั้ง และผลโพลล์หลอกที่นำมาข่มคู่แข่งหรือชี้นำประชาชน
ทั้ง นี้ประเด็นนี้ถูกนำมาโจมตีการทำโพลล์เกือบทุกครั้งแม้แต่ในการ เลือกตั้งปี 2550 ซึ่งถึงแม้ในขณะนั้น สื่อ สำนักวิชาการต่างๆ มีทัศนคติที่ไม่สู้จะดีนักต่อพรรคพลังประชาชน (เอ แบคโพลล์หนึ่งในสองสำนักโพลล์ที่คาดการณ์ถูกว่าพรรคพลังประชาชนจะชนะเลือก ตั้ง ก็เคยถูกฝ่ายคนที่นิยมชมชอบพรรคพลังประชาชนโจมตีหลายครั้งเช่นกันก่อนการ เลือกตั้งปี 2550)
แต่ สมมติฐานนี้อาจจะไม่มีน้ำหนักเท่าไรนัก เพราะว่าอาจจะเป็นผลร้ายต่อ “สำนักวิชาการ” ที่โพลล์เหล่านั้นสังกัดอยู่ และไม่คุ้มค่าต่อการใช้โพลล์เป็นเครื่องมือของฝ่ายใดๆ “ในระยะยาว” ที่การทำโพลล์ยังจะสามารถใช้เป็นเครื่องมือสำคัญทั้งในภาคธุรกิจ และภาคการเมือง สถาปนาเป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญอีกแขนงเช่นเดียวกับประเทศประชาธิปไตยที่ พัฒนาแล้ว

Bottom Line
ปัจจัย ง่ายๆ ของโพลล์ที่จะทำนายผลการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2554 นี้ได้อย่างแม่นยำ จะต้องมีการกระจายการสุ่มตัวอย่างไปสู่กลุ่มประชาชนที่หลากหลาย (ระวังพวกเซียนการเมือง) และต้องทำการสำรวจอย่างต่อเนื่อง-สม่ำเสมอ เป็นระยะๆ และสำหรับคนอ่านโพลล์ นอกจากการดูผลโพลล์เพียงอย่างเดียวแล้ว ภาคผนวกที่แสดงถึงวิธีการระเบียบวิธีวิจัยก็สำคัญเป็นอย่างยิ่งในการประเมิน ความน่าเชื่อถือของโพลล์นั้นๆ

เสวนา: ประชันนโยบายจัดการปัญหาไฟใต้

ที่มา ประชาไท

6 พรรคการเมืองประชันนโยบายแก้ปัญหาภาคใต้ เห็นต่างรูปแบบเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม/กระจายอำนาจ หมอแว เสนอ เอาทหารกลับกรมกอง แล้วให้ชาวบ้านดูแลกันเอง ประหยัดงบประมาณ หลังที่ผ่านมาพิสูจน์แล้ว ทหารอยู่ในพื้นที่ไม่ช่วยให้ปลอดภัยขึ้น

วัน ที่ 15 มิ.ย. 2554 ที่ห้องประชุมจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ชั้น 4 อาคารประชาธิปก-รำไพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Siam Intelligence Unit ร่วมกับ มูลนิธิสันติชน และ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ Deep South Watch ได้ร่วมกันจัดงานเสวนาวิชาการ หัวข้อ “รัฐบาลใหม่กับแนวทางแก้ปัญหาไฟใต้” โดย ตัวแทนจาก 6 พรรคการเมือง คือ นายถาวร เสนเนียม จากประชาธิปัตย์ น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ จากพรรคแทนคุณแผ่นดิน นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ พรรคมาตุภูมิ พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ พรรคเพื่อไทย และนายมูฮำมัดซูลอัน ลามะทา จากพรรคชาติไทยพัฒนา

ประชาธิปัตย์: ตั้ง ศอ.บต. เปิดโอกาสประชาชนมีส่วนร่วม-ทยอยเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินในพื้นที่ที่มีความพร้อม
นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และในฐานะผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 จังหวัด สงขลา ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคฯ เสนอให้จัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ เพราะปัญหาเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนที่อยากมีส่วนร่วมในการบริหาร จัดการ

ทั้งนี้ นายถาวร เสนอให้ทยอยเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ที่มีความพร้อม ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลประชาธิปัตย์ได้ริเริ่มพื้นที่นำร่องไปบ้างแล้ว

นาย ถาวร กล่าวว่า การยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้น เป็นสิ่งที่ประชาธิปัตย์ต้องการดำเนินการ แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มทยอยจากพื้นที่ที่มีความพร้อม ประชาสังคมในพื้นที่มีความพร้อม และที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วในพื้นที่ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ซึ่งยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปแล้ว และไม่มีเหตุความไม่สงบเกิดขึ้นประมาณเกือบ 1 ปีแล้ว

“ถ้า ผมรับผิดชอบ จะยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินใน อ. กะบัง อ. เบตง จ. ยะลา, อ. แม่ลาน และอ. สุคีริน จ. ปัตตานี และตั้งแต่ยกเลิก พ.ร.ก. ที่ อ.แม่ลาน ก็ไม่มีเหตุระเบิดเกิดขึ้น”

นอกจากนี้นายถาวร ยังเสนออีกว่า ต้องถอนกำลังทหารตั้งแต่รองแม่ทัพลงมา โดยให้มีการจัดตั้งกองกำลังประจำถิ่น หรือ อาสาสมัครประจำถิ่น เพราะคนที่มาจากต่างถิ่น จะไม่รู้ประเพณีวัฒนธรรม

เรื่องกองกำลัง ทหาร หลายต่อหลายคนพยายามต่อต้านทหาร แต่ทหารก็มีส่วนรดีเยอะมาก แต่ทหารต้องมีเอกภาพในเชิงวินัยและยุทธวิธี ต้องมีเอกภพคือแม่ทัพสี่คนเดียวรับผิดชอบ”

ในเรื่องการเข้าถึงกระบวน การยุติธรรม นายถาวรแสดงความเห็นด้วยว่า กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือการปฏิเสธความยุติธรรม ซึ่งต้องแก้ไข และเสนอแนวทางเปิดโอกาสให้ผู้หลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์แม้แต่กรณีการวาง ระเบิดหรือเผาโรงเรียนต้องได้เข้าถึงการฝึกอบรม และเห็นว่าปัญหาความยุติธรรมในพื้นที่นั้น ส่วนหนึ่งมีปัญหาเพราะโยงอำนาจให้ฝ่ายตุลาการ ควรเปลี่ยนมาให้นักการเมืองแก้ไข

ส่วนการเจรจานั้น เป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่เมื่อรัฐบาลทำไม่ต้องบอกทุกเรื่อง ไม่เช่นนั้นฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะออกมาต่อต้าน เขากล่าวในตอนท้ายของการเสวนาว่า “พรรคการเมืองที่จะตั้งรัฐบาลก็มีอยู่แค่ 2 พรรคเท่านั้น คือพรรคเพื่อไทย กับพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสองพรรคเข้าไปมีอำนาจแล้ว ขอให้ทำตามที่พูดแล้วพี่น้องประชาชนจะเชื่อถือพวกเรานักการเมืองมากขึ้น”

มาตุภูมิ เสนอ ตั้งทบวง ดูแลสามจังหวัด รัฐมนตรีเป็นคนในพื้นที่ แก้ปัญหาอย่างเป็นองค์รวม
อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ รอง หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ระบุว่าการกระจายอำนาจอาจไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะมีกรณีของการกระจายอำนาจในมินดาเนา ฟิลิปปินส์ ซึ่งกระจายอำนาจแล้ว ไม่สามารถแก้ปัญหาความรุนแรงได้ อย่างไรก็ตามที่สามจังหวัดชายแดนใต้ต้องมีการปกครองพิเศษ คือการปกครองทีแตกต่างจากที่อื่น

โดยเขากล่าวว่า การดำเนินการแก้ไฟใต้ต้อง อยู่บนฐานของความจริงใจ มีความเป็นไปได้ และประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

นาย อารีเพ็ญกล่าวถึงกรณีที่มีการลงพื้นที่ปราศรัยของพรรคการเมืองเรื่อง การปกครองพิเศษเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่สมัยที่พรรคการเมืองนั้นรัฐบาลกลับปฏิเสธที่จะดำเนินการ ตอนที่มีอำนาจ คิดอย่างหนึ่ง แต่พอมีอำนาจทำอีกอย่างหนึ่ง เหมือนแนวทางประชานิยม

ทั้ง นี้ พรรคมาตุภูมิไม่มีความคิดเรื่องนี้ แต่ต้องแก้ที่ระบบ สิ่งที่พรรคมาตุภูมิ จะทำ คือ ต้องประกาศให้มีการพูดคุยกัน ซึ่งอาจจะไม่ใช่การเจรจา เพราะทหารไม่ยอม

“ประเด็นความยุติธรรมและ ความรุนแรงในพื้นที่ ไม่มีประเทศไหนที่จะแก้ปัญหาโดยไม่พูดคุย บานเราถือเรื่องศักดิ์ศรี ยังมีการพูดว่า ไม่อยากคุยกบโจร แบบนี้แก้ปัญหาไม่ได้”

เขากล่าวด้วยว่า เมื่อจะต้องเจรจาก็ต้องต้องเอาตัวจริงมาพูดคุย หมายถึงเอาคนที่เกี่ยวข้อง มีอำนาจตัดสินใจ และนำไปปฏิบัติได้จริง เพราะที่ผ่านมาเคยเกิดกรณีที่ฝ่ายรัฐอ้างว่าเจรจากับผู้นำในพื้นที่สาม จังหวัด แต่ข้อเท็จจริงคือไปชักชวนพ่อค้าขายปลามาพูดคุย ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับการตัดสินใจในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ถ้าประกาศชักชวนให้มาพูดคุยกันแล้วแต่ไม่มีใครพูดคุยเลย พรรคมาตุภูมิจะทำตามความต้องการของประชาชนมีสี่เรื่อง คือ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความยุติธรรม คุณภาพชีวิตที่ดี และดำเนินชีวิตตามวิถีอิสลามและธำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์

แต่ปัจจัยที่จะ ทำให้สี่เรื่องใหญ่บรรลุ คือ นโยบาย คน และงบประมาณ ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมา มีการดำเนินการหลายประทรวง หายนโยบาย สั่งการไม่ได้ งบประมาณกระจัดกระจาย ไม่เป็นเอกภาพ ดังนั้นต้องทำให้เกิดความเป็นเอกภาพ ด้วยเหตุนี้ พรรคมาตุภูมิจึงเสนอให้ตั้งทบวงเพื่อดูแลภารกิจในสามจังหวัดกับสี่อำเภอ อย่างเป็นองค์รวม โดยรัฐมนตรีอาจจะต้องเป็นคนในพื้นที่ โดยเขาเชื่อว่าการนำเสนอให้แก้ปัญหาโดยตั้งทบวงขึ้นจัดการปัญหาภาคใต้เป็น การพบกันครึ่งทางระหว่างคนที่คิดแบบล้าหลังว่าการกระจายอำนาจจะทำให้เกิดการ แบ่งแยก

พรรคความหวังใหม่: กระจายอำนาจ เลือกผู้ว่าฯ มหานครปัตตานี
ศ.พล.โท. ดร. สมชาย วิรุฬผล จากพรรคความหวังใหม่ กล่าวว่าควรเริ่มจากดำเนินแนวทางแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีจะทำอย่างไร เพราะถ้าไม่สามารถสร้างความสงบสันติสุขให้เกิดขึ้นได้ ปัญหาอื่นๆ ก็แก้ไม่ได้

ตัวแทนพรรคความหวังใหม่กล่าวถึงการการกระจายอำนาจว่า จริงๆ แล้วรูปแบบของการปกครองระบบประชาธิปไตยนั้น ประกอบด้วยส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก ส่วนอื่นๆ เป็นแค่รูปแบการถ่ายโอนอำนาจมาเท่านั้น การกระจายอำนาจจริงๆ คือส่วนกลางต้องลดบทบาทของตัวเองให้น้อยที่สุด เหลือแค่บทบาทหลัก คือ ทหาร คลัง และต่างประเทศ

"มีการสำรวจและยืนยันได้ โดยมูลนิธิเอเชีย พบว่าเจ็ดสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ของประชาชนไทยอยากให้มีการเลือกตั้งผู้ว่า ราชการจังหวัด เพราะไม่ว่าจะเป็นรูปแบบกระทรวง ทบวง อะไรก็ตาม ก็เป็นการทำงานจากส่วนกลางทั้งนั้น เพราฉะนั้นไม่ใช่แค่ตั้งทบวงแล้วลอยไว้ การกระจายอำนาจต้องให้ท้องถิ่นนั้นมีอำนาจในการจัดการปัญหาของตนเอง ซึ่งไม่ใช่แค่ภาคใต้ แต่รวมถึงภาคอื่นๆ เช่น จ. เชียงใหม่ ประชาชนก็อยากได้มหานครเชียงใหม่ การที่พล.เอกชวลิต ยงใจยุทธ เคยเสนอเรื่องมหานครปัตตานีนั้น เป็นข้อเสนอที่สะท้อนมาจากความต้องการของประชาชน คือการกระจายอำนาจ"

“การ สร้างมหานครปัตตานี ไม่ใช่นครรัฐ เป็นการสร้างรูปแบบการปกครองคล้ายกรุงเทพฯ ซึ่งภาคอื่นๆ ก็นำไปใช้ได้ คนกรุงเทพฯ เลือกผู้ว่าฯ ได้ ทำไมคนที่อื่นเลือกไม่ได้ ถ้าไม่ได้ ก็แปลว่าสิทธิไม่เท่าเทียมกัน”

อย่างไรก็ตามเขากล่าวด้วยว่าปัญหาภาค ใต้ไม่ใช่แค่เรื่องกระจายอำนาจแต่ เพียงอย่างเดียว แต่มีปัญหาสะสม ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ ศาสนา ปัญหายาเสพติด และเสพติดงบประมาณ ถ้ายังดำเนินการกันแบบเดิมต่อไปเรื่อยๆ ความรุนแรงจะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะดำเนินนโยบายผิดพลาดมาโดยตลอด และสิงที่้ต้องทำก่อนการกระจายอำนาจก็คือการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นใน พื้นที่

“ต้องยุติความขัดแย้งให้ได้ และสร้างความสงบสันติให้ได้ และต้องมีการเจรจาถ้าไม่เจรจามันก็ไม่มีทางแก้ปัญหา เลิกดถูถูกประชาชนเสียที เรามีประชาธิปไตยมาแปดสิบกว่าปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ส่วนกลางมากำกับดูแล เวลานี้ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย มีแค่สองประเทศคือไทยกับฝรั่งเศสเท่านั้นที่ยังแบ่งการปกครองเป็นส่วนกลาง กับภูมิภาค แต่ฝรั่งเศสยกเลิกอำนาจส่วนกลางในการกำกับดูแลพื้นที่แล้ว”

พรรคเพื่อไทย: เสนอเขตปกครองพิเศษเหมือนกรุงเทพฯ
พล.ต.ท. ฉลอง สมใจ ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มีคณะทำงานที่มีทหารตำรวจและประชาชนในสามจังหวัดภาคใต้ ติดตามสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนใต้อยู่ตลอด แนวทางแก้ไขคือ การน้อมนำเอาพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเอยู่หัวมาใช้ในการดำเนินงาน คือ เข้าถึง เขาใจ พัฒนา และจากการทำงานในพื้นที่พบว่าสิ่งที่ประชาชนในสามจังหวัดต้องการ คือ หนึ่ง ต้องการอยู่ภายนใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ไม่แบ่งแยกดินแดน แก้ปัญหาโดยสันติวิธี

สอง ขอสิทธิดูแลตัวเองภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ

สาม รักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์ ภาษา วัฒนธรรม

พรรค เพื่อไทยจึงกำหนดนโยบายการกระจายอำนาจสี่ท้องถิ่น ในลักษณะคล้ายกรุงเทพฯ เป็นเขตปกครองพิเศษ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วแต่ว่าประชาชนในสามจังหวัดต้องการอย่างไร เพราะประชาชนในนะลาก็ไม่อยากมารวมเป็นมหานครปัตตานี อยากจะแยกไปเป็นนครยะลา ประชาชนใน จ. นราธิวาส ก็อาจจะต้องการให้มีการปกครองนครนราธิวาส อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยก็ได้เตรียมร่างกฎหมายไว้รองรับแล้ว

แต่ แม้ว่าจะมีการนำเสนอแนวทางการดูแลสามจังหวัดชายแดนใต้ แต่ถ้ายังมีสถานการณ์เกิดขึ้นรายวัน ซึ่งขณะนี้เจ็บและตายไปแล้วกว่าหมื่นคน โดยยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ จะกระจายอำนาจอย่างไรก็ทำไม่ได้ เพราะยังยิงกันอยู่รบกันอยู่

ส่วนการแก้ปัญหารายวัน พรรคเพื่อไทยมีวิธีและได้ทดลองทำมาแล้ว คือ มีพื้นที่สันติสุขนำร่องให้เกิดสันติสุข คือ อ. กะพ้อ อ. รามัญ และ อ. รือเสาะ ซึ่งขณะนี้ครบ 1 เดือนแล้ว ไม่มีเหตุการณ์ความไม่สงบ ทำให้เห็นว่าเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ซึ่งการจัดสัมมนาองค์กรสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ ทำให้ทางพรรคคิดจะใช้โมเดลนี้ในการแก้ปัญหา ทั้งนี้การพูดคุยกับกลุ่มองค์กรร้อยกว่าองค์กรในพื้นที่สามจังหวัดนั้น ต้องพูดคุยกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่หน้าเลือกตั้งทีก็ลงพื้นที่คุยทีหนึ่ง

พรรคแทนคุณแผ่นดิน: เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เลิกนโยบายนิคมอุตสาหกรรม
น.พ. แวมาฮาดี แวดาโอ๊ะ หรือหมอแว จากพรรคแทนคุณแผ่นดิน กล่าวว่าสิ่งที่น่าหนักใจคือเริ่มมีการพูดคุยกับพรรคเล็กเพื่อให้เข้าร่วม รัฐบาล แต่หนักใจว่าจะร่วมรัฐบาลกับใครดี เพราะทั้งสองพรรคต่างล้มเหวในการแก้ปัญหาภาคใต้ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย หมดสิทธิที่จะแก้ปัญหาภาคใต้ เพราะสีแดงของพรรคเพื่อไทย คือคราบเลือดจากตากใบ

น.พ.แวมาฮาดี กล่าวว่า รัฐบาลต้องให้ของขวัญกับคนสามจังหวัดโดยยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยทหารที่เหลืออยู่ในพื้นที่ต้องกลับเข้าไปอยู่ในกรมกอง และเสนอยกนโยบายเลิกนิคมอุตสาหกรรมแห่งความมั่นคง ที่อ้างความมั่นคงเพื่อผลประโยชน์ ทั้งที่เป็นผลประโยชน์ของทหาร ตำรวจ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของคนในพื้นที่

นอกจากนี้ยังเสนอหลักพึ่งตนเอง โดยมุสลิมมีหลักคำสอนที่ว่า พระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ใดของชุมชนใดเว้นแต่เขาต้องเปลี่ยนแปลงตน เอง ดังนั้น ประชาชนต้องมีอำนาจในการจัดการพื้นที่ ไม่มีเหตุผลใดที่จะคงไว้ซึ่งการปกครองส่วนภูมิภาค

น.พ.แวมาฮาดี วิจารณ์ว่า แนวทางจัดตั้ง ศอ.บต. ยังไม่เข้าหลักเกณฑ์การพึ่งตนเอง

“เราไม่อาจะเห็นด้วยกับทบวง และไม่เห็นด้วยกับปชป. เรื่องศอ.บต. เพราะเป็นตัวแทนของราชการส่วนกลาง”

ทั้ง นี้ เขาเสนอในช่วงท้ายของการเสวนาว่า การยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน อาจจะไม่ได้รับประกันความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงประชาชนในพื้นที่ แต่ถ้ามองมุมกลับกัน การมีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีทหารอยู่เต็มพื้นที่ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ปลอดภัยและล้มเหลวเช่นกัน รวมถึงใช้งบประมาณเป็นจำนวนหลายหมื่นล้านบาท เขาเสนอให้ชาวบ้านดูแลกันเอง โดยผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้รับผิดชอบหลัก พร้อมกับมีอาสาสมัครประมาณ 30 คนต่อหนึ่งหมู่บ้าน โดยคาดว่าโมเดลนี้ จะใช้งบประมาณเพียง 6,000 ล้านบาท เท่านั้น

เขากล่าวย้ำว่า ถ้าหากแนวทางที่เขาเสนอไม่ประสบความสำเร็จ ก็เพียงแต่เสมอตัวเมื่อเทียบกับความล้มเหลวของการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและมีทหารอยู่ในพื้นที่มายาวนานกว่า 6-7 ปี

ชาติไทยพัฒนา: คนไทยต้องยอมรับประวัติศาสตร์
นายมูฮำมัด ซูลฮัน ลามะทา ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ระบุว่า นโยบายของพรรคจะรวม 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ จังหวัดสงขลาบางพื้นที่ และ อยากเพิ่มอำนาจในการวางนโยบายและวางงบประมาณแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งบางโครงการที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และ จะผลักดันภารกิจกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้สมบูรณ์อย่างเร็ว และ มากที่สุด นายมูฮำมัดซูลฮัน กล่าวทิ้งท้ายว่า คนไทยทุกคนต้องยอมรับในเรื่องประวัติศาสตร์ให้ได้

เนื้อหาบางส่วนจากเว็บไซต์ Thai PBS

สนนท. ออกแถลงการณ์คัดค้านระบบการรับน้องเผด็จการ

ที่มา Thai E-News



โดย สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
15 มิถุนายน 2554


แถลงการณ์สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
“สนับสนุนการรับน้องอย่างสร้างสรรค์ คัดค้านระบบเผด็จการอำนาจนิยม”

สืบ เนื่องมาจากนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการรับน้องเพื่อให้อยู่บนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษย ชน แต่กลับถูกตอบรับด้วยระบบอำนาจนิยมที่มหาวิทยาลัยคุ้มครอง บังคับให้ต้องเชื่อฟังคำสั่งและการเกณฑ์นิสิตปีหนึ่งให้เข้าร่วมกิจกรรมโดย ปราศจาก ซึ่งความสมัครใจของเหล่านิสิตดังกล่าว ทั้งหมดทั้งปวงเป็นเพียงคำกล่าวอ้างตามแบบแผนประเพณีที่สืบทอดการปฏิบัติจาก รุ่นสู่รุ่นมาเป็นเหตุผลเท่านั้น

สถาบันการศึกษาเป็นแหล่งบ่มเพาะ ปัญญาชนให้มีความรู้ หรือเป็นเพียง “คอกขังทางปัญญา คิดอยู่ในกรอบเท่านั้น” ไม่กล้าแม้กระทั่งที่จะตั้งคำถามต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งแนวคิดนี้เป็นหน่ออ่อนของระบบเผด็จการและลัทธิยอมจำนนที่จะสร้างความคิด แบบ “ห้ามถามห้ามสงสัย ทำตามคำสั่งได้อย่างเดียว” มิหนำซ้ำ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ออกมาแสดงทัศนะว่า “มหาวิทยาลัยของเราไม่มีระบบโซตัส” และดูหมิ่นนิสิต ว่าเป็นพวกร้อนวิชา เอนเอียงไปในทางสนันสนุนพฤติกรรมการรับน้องแบบอำนาจนิยม ซึ่งในความเป็นจริงกลุ่มนิสิตที่ออกมาเรียกร้องล้วนเป็นกลุ่มคนที่ตระหนักใน สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคล ตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมหาวิทยาลัยควรยอมรับในการแสดงความคิดเห็น และให้ความสำคัญกับนิสิตกลุ่มนี้ด้วย

ถึงวันนี้เราต้องตระหนักถึงการ รับน้องที่สร้างสรรค์อย่างจริงจัง ให้ศักดิ์ศรีความเป็นคนเท่าเทียมกัน ไม่เพียงแต่มหาวิทยาลัยมหาสารคามเท่านั้น การรับน้องของสถาบันการศึกษาต่างๆทั่วประเทศก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย จะเห็นได้จากการปรากฏตามหน้าสื่อต่างๆ เพียงเพราะมายาคติ “รักและเชิดชูสถาบันฯ เคารพรุ่นพี่ ต้องสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” จนเกิดการบาดเจ็บหรือแม้กระทั่งเสียชีวิตก็หลายครั้ง ซึ่งไม่แตกต่างอะไรกับลัทธิชาตินิยม แต่มหาวิทยาลัยก็ยังคงจัดให้มีกิจกรรมที่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ จนถึงปัจจุบัน

ดังนั้นสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)ซึ่ง มีจุดยืนที่ชัดเจน ในการคัดค้านระบบเผด็จการอำนาจนิยมที่ปลูกฝังและครอบงำในระบบการศึกษาไทยมา อย่างยาวนาน สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)จึงมีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

  1. ขอ ให้กระทรวงศึกษาธิการดูแลการรับน้องในมหาวิทยาลัยอย่างจริงจังหากพบว่ามีการ ละเมิดสิทธิ์ขั้นพื้นฐานให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยว ข้องกับผู้รับผิดชอบทั้งหมด
  2. สนับสนุนการปฏิรูปรับน้องอย่างสร้าง สรรค์ในมหาวิทยาลัยและขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดูแลการรับน้อง ให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  3. ให้พี่ น้องนิสิตนักศึกษาทุกมหาวิทยาลัยตระหนักต่อสิทธิและเสรีภาพของตนเองและผู้ อื่นหากพบเห็นกิจกรรมการรับน้องที่เป็นการละเมิดสิทธิทั้ง ร่างกายและจิตใจ ออกมาเคลื่อนไหวด้วยวิธีการต่างๆเช่น การชูป้ายต่อต้าน ยื่นหนังสือต่ออธิการบดีตลอดจนรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ต่อสังคม

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)

15 มิถุนายน 2554




ข่าวที่เกี่ยวเนื่อง
กว่า 350 คน ลงชื่อต้านระบบรับน้องเผด็จการในมหาวิทยาลัย

วิเคราะห์นโยบายที่เกี่ยวกับการเกษตรของพรรคการเมือง และข้อเสนอทางนโยบาย

ที่มา Thai E-News

ภาพจากสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

ถ้า NGOs จำนวนมากร่วมทั้งมูลนิธีชีววิถี ไม่เสียเครดิตสังคม เนื่องจากการเข้าร่วมขบวนการล้มประชาธิปไตยในปี 2549 ข้อเสนอของมูลนิธิชีววิถีเกี่ยวกับนโยบายการเกษตรครั้งนี้ ถือว่าแหลมคมและมุ่งหน้าสู่ทิศทางแห่งการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนที่เกษตรกร และพรรคการเมืองควรนำไปพิจารณา

ไทยอีนิวส์ ขอนำเสนอบทวิเคราะห์นโยบายและข้อเสนอการเกษตรขององค์กรหนึ่งที่ติดตามเรื่องวิถีทุนกับการเกษตรพาณิชย์มาอย่างยาวนาน


โดย มูลนิธิชีววิถี
15 มิถุนายน 2554
ที่มา ประชาไท

นโยบายของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ เป็นนโยบายประชานิยมที่มุ่งจูงใจเกษตรกรให้ลงคะแนนให้ แต่อย่างไรก็ตามก็มีความแตกต่างอยู่บ้างระหว่างระบบการสนับสนุนเกษตรกรของ พรรคการเมืองต่างๆและจำนวนเงินที่ใช้ในการสนับสนุน
ในการ พิจารณานโยบายการเกษตรของพรรคการเมือง มีประเด็นที่มีความสำคัญที่ควรพิจารณา 4 เรื่อง ได้แก่ หนึ่งนโยบายเกี่ยวกับการแก้ปัญหาที่ดิน สองนโยบายการสนับสนุนราคาสินค้าเกษตร สามนโยบายการชลประทาน และสี่เรื่องการปรับโครงสร้างการเกษตรเพื่อรับมือกับปัญหาวิกฤตอาหาร พลังงานและสิ่งแวดล้อม


1. พรรคประชาธิปัตย์
พรรค ประชาธิปัตย์มีจุดแข็งเรื่องนโยบายประกันรายได้ ซึ่งดีกว่านโยบายประกันราคาหรือรับจำนำซึ่งเข้าไปแทรกแซงระบบตลาดและนำไปสู่ การคอรัปชั่นและเงินมักจะร่วงหล่นไม่ถึงมือเกษตรกรอย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญก็ คือการประกันรายได้ซึ่งมีวงเงินถึง 56,000 ล้านบาทนั้น มิได้นำไปสู่การปรับโครงสร้างการเกษตร และการลดต้นทุนการผลิต พูดง่ายๆก็คือจำนวนเงินที่สนับสนุนการเกษตรในที่สุดจะไหลไปสู่นายทุนบริษัท ปุ๋ย สารเคมีการเกษตร และเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทหลายแห่งที่จะได้ประโยชน์เป็นพวกที่เคยซื้อโต๊ะสนับสนุนเงินให้กับ พรรคการเมืองต่างๆนั่นเอง

นโยบายเกี่ยวกับการแก้ปัญหา ที่ดินของประชาธิปัตย์ดูเป็นรูปธรรมและ ชัดเจนกว่าหลายพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโฉนดที่ดินในที่ดินของรัฐ ซึ่งมีเป้าหมายว่าจะดำเนินการให้ได้ประมาณ 250,000 ราย การดำเนินการดังกล่าวของพรรคนี้อาจทำให้แก้ปัญหาที่ดินของเกษตรกรได้ประมาณ 10% ของเกษตรกรที่มีปัญหาที่ดินในปัจจุบัน แต่คำถามสำคัญก็คือ เมื่อประชาธิปัตย์ดำรงตำแหน่งรัฐบาลนั้นทำไมโฉนดชุมชนจึงทำได้แค่พื้นที่ เดียวคือคลองโยง นครปฐมเท่านั้น

นโยบาย การหาเสียงของประชาธิปัตย์จึงไม่ได้นำไปสู่การปรับ โครงสร้างคือการปฏิรูปที่ดินเลย แม้แต่เรื่องกฎหมายภาษีที่ดินที่ถูกนำเสนอโดยพรรคนี้ก็มีปัญหาขัดแย้งกันเอง ภายใน เพราะคนที่ลุกขึ้นมาค้านก็คือคนในประชาธิปัตย์เองและมิได้มีการนำกฎหมายนี้ เข้าไปสู่การพิจารณาของรัฐสภาในสมัยที่พรรคยังเป็นรัฐบาล

2. พรรคเพื่อไทย

พรรค เพื่อไทยควรจะมีนโยบายการเกษตรที่เกี่ยวกับเกษตรกรที่ดีกว่า ประชาธิปัตย์ แต่กลับแย่กว่า ทั้งๆที่มีฐานเสียงที่เป็นเกษตรกรและประชาชนในท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก และการที่ใกล้ชิดกับขบวนการคนเสื้อแดง พรรคนี้ควรจะมีนโยบายที่นำไปสู่การปรับโครงสร้างการเกษตรและปัญหาที่ดินและ การขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคมแต่กลับละเลยเรื่องสำคัญที่ควรทำไปแทบทั้งหมด

การ กลับไปหานโยบายรับจำนำนโยบายนี้จะทำลายกลไกการตลาด เปิดช่องให้มีการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์ และเปิดช่องให้มีการคอรัปชั่นเพิ่มขึ้นไปอีก ส่วนนโยบายการพักชำระหนี้สำหรับผู้ที่มีหนี้ไม่เกินห้าแสนบาท ไม่น้อยกว่า 3 ปี และสำหรับผู้ที่มีหนี้เกินห้าแสนแต่ไม่เกินหนึ่งล้านให้ปรับโครงสร้างหนี้ อาจบรรเทาปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้ชั่วระยะเวลาสั้นๆแต่ไม่ใช่การแก้ปัญหา โครงสร้างการผลิตทางการเกษตรเลย ที่สำคัญนโยบายบัตรเครดิตเกษตรกรของพรรคนี้จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาหนี้สินชาวนา เพิ่มขึ้นไปอีก โดยเฉพาะยิ่งการกำหนดให้นำเงินกู้ไปซื้อปุ๋ยและสารเคมีการเกษตร เพราะในที่สุดแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มบริษัทปุ๋ย สารเคมีการเกษตร และบริษัทเมล็ดพันธุ์ที่ยักษ์ใหญ่และบรรษัทข้ามชาติ

นโยบาย การผันน้ำจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ปัญหาชลประทานของ พรรคเพื่อไทยสะท้อนความอับจนของแนวความคิดการชลประทานของประเทศไทยที่ไม่ได้ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศแต่กลับพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้านหายใจ

อย่าง ไรก็ตาม นโยบายที่พรรคเพื่อไทยพูดควรได้รับคำชมคือนโยบายการส่งเสริมการการใช้ ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและ ชุมชนท้องถิ่นต่างๆ อย่างเป็นธรรมและสมดุลรวมถึงการให้ความสำคัญกับการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อ สร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งประชาชนควรจับตาดูว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร หากพรรคเพื่อไทยสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

3.พรรคภูมิใจไทย
ข้อ เสนอเกทับพรรคร่วมรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยโดยเพิ่มเงินประกันรายได้ ถึงข้าวเปลือกตันละ 20,000 นั้น แม้จะสร้างความพอใจต่อชาวนา แต่จะเกิดปัญหาระยะยาวเพราะมุ่งแต่หาเสียงเพราะนโยบายประเภทนี้ไม่ทำให้ เกษตรกรได้พัฒนาตนเองและไม่ได้นำไปสู่การปรับโครงสร้างการผลิตทางการเกษตร เลย อีกทั้งทำให้ประเทศต้องแบกรับภาระงบประมาณเกินความจำเป็น

ข้อ เด่นของพรรคภูมิใจไทยคือนโยบายเรื่องชลประทาน ซึ่งเน้นที่การจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็กโดยไม่ต้องสร้างเขื่อน ฝาย หรืออ่างเก็บน้ำขึ้นมาใหม่ ปัญหาคือว่าโครงการเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติแค่ไหน เพราะที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยซึ่งมีบทบาทในการบริหารกระทรวงเกษตรก็มิได้ให้ความสำคัญกับ เรื่องนี้เลย เมื่อเปรียบเทียบการบทบาทในการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า รถเมล์ และการสร้างถนนปลอดฝุ่น เป็นต้น

พรรค ภูมิใจไทยยังคงส่งเสริมการขยายพื้นที่การปลูกยางออกไปในภาคเหนือ และอีสานแต่สิ่งที่พรรคการเมืองต่างๆต้องคิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบก็คือการส่ง เสริมการปลูกยางตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจะเผชิญกับความผันผวนทางการตลาด เพราะปริมาณการผลิตยางที่เพิ่มขึ้นของหลายประเทศทั่วโลกจะเกินความต้องการ ของตลาดในอีก 7-10 ปีข้างหน้า อีกทั้งต้องรับมือกับการผันผวนของราคาอันเกิดจากปัญหาความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการปลูกพืชเศรษฐกิจ/พืชทดแทนน้ำมัน กับความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งแทบไม่ปรากฎอยู่ในนโยบายพรรคการเมืองทุกพรรครวมถึงพรรคภูมิใจไทยด้วย

4. พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรค นี้เป็นพรรคเดียวที่กล่าวถึงนโยบายการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่ง แวดล้อม แต่ยังน่ากังขาว่าจะทำได้เพียงใดเพราะในขณะที่พรรคมีรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ยังไม่ปรากฎว่าได้ดำเนินการเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืนแต่ประการใด มิหนำซ้ำยังปล่อยให้มีการผ่อนผันการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้แก่บริษัท สารเคมีการเกษตรสามารถขายต่อได้อีก 2 ปี ทั้งๆที่ควรดำเนินการให้มีการขึ้นทะเบียนสารเคมีใหม่ให้แล้วเสร็จตามระยะ เวลาที่กฎหมายกำหนด

พรรคนี้มีความพยายามที่จะผลักดัน นโยบายการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม แต่ก็ทำได้เพียงแค่อักษรในกระดาษเหมือนนโยบายภาษีที่ดินของประชาธิปัตย์ เพราะไม่สามารถขับเคลื่อนให้ผ่านสภาได้สำเร็จ

5. พรรคการเมืองอื่นๆ
พรรค กิจสังคมผลักดันนโยบายชลประทานระบบท่อ ซึ่งใช้งบประมาณมหาศาล โครงการชลประทานในลักษณะนี้เป็นระบบชลประทานรวมศูนย์ไร้ประสิทธิภาพ และเท่าที่ผ่านมา โครงการทดลองชลประทานระบบท่อถูกทิ้งร้างเป็นอนุสาวรีย์ เพราะมีปัญหามากมาย ทั้งท่อแตก ท่อตัน น้ำไม่พอ และขาดการดูแล เป็นโครงการขายฝันที่ไม่น่าสนับสนุน

พรรคชาติไทยพัฒนา เพื่อแผ่นดินที่มีนโยบายนำโครงการจำนำข้าวกลับมาใช้ ใหม่ นโยบายนี้จะทำให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย

พรรค รักษ์สันติมีนโยบายที่ดีในการสร้างข้อกำหนดและข้อจำกัดการลงทุน ทางการเกษตรต่างชาติเพื่อประโยชน์เกษตรกรไทย แต่นโยบายการโซนนิ่งทางการเกษตรที่เสนอโดยพรรคนี้นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะหากทำแบบรวมศูนย์จะสร้างผลกระทบทางลบมากกว่า

ข้อเสนอนโยบายเกษตรของมูลนิธิชีววิถี
ข้อ เสนอทั้งหมดอยู่ภายใต้ฐานคิดของการลดความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม ในระบบการผลิตทางการเกษตร อีกทั้งปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนเกษตรกรและภาคเกษตรเพื่อนำไป สู่การปรับโครงสร้างเพื่อรับมือกับวิกฤติอาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อมซึ่งได้เกิดขึ้นแล้วและมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

1.ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปที่ดินและการจัดสรรที่ดินแก่เกษตรกร
ให้ มีการจัดซื้อที่ดินจากเอกชนเพื่อนำมาจัดสรรแก่เกษตรกรที่ไม่มี ที่ดินทำกิน โดยควบคู่กับการมีนโยบายภาษีที่ดินก้าวหน้า และการจำกัดขนาดการถือครองที่ดินของผู้ประกอบการรายใหญ่ส่งเสริมการนำโฉนด ชุมชนมาใช้อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายการดำเนินการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรได้ทั้งหมดอย่าง น้อย 1 ล้านรายในระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า หรือปีละ 250,000 ราย

2.การประกันรายได้แก่เกษตรกรเพื่อการปรับโครงสร้างการเกษตร
สนับ สนุนนโยบายประกันรายได้ของเกษตรกรและการพักชำระหนี้ โดยให้มีการกำหนดเกณฑ์ประกันรายได้ของเกษตรกรที่ทำเกษตรกรรมยั่งยืนและ เกษตรกรรมอินทรีย์ต้องมีส่วนต่างมากกว่าเกษตรกรทั่วไป 25% พักชำระหนี้ทันทีให้กับเกษตรกรที่เปลี่ยนจากเกษตรทั่วไปมาเป็นเกษตรกรรม ยั่งยืน พร้อมเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 5-10 ปี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ต้องปล่อยสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ย ต่ำแก่เกษตรกรที่ประสงค์จะปรับโครงสร้างการเกษตรมาเป็นเกษตรยั่งยืน (Green Credit) อย่างน้อยให้ได้ 25% ของยอดการปล่อยสินเชื่อทั้งหมด

3.ส่งเสริมระบบชลประทานในไร่นาและการจัดการน้ำขนาดเล็กโดยชุมชน
จัด สรรงบประมาณต่อปีเทียบเท่ากับงบประมาณการก่อสร้างรถไฟฟ้า 1 สาย (ประมาณ 50,000 – 60,000 ล้านบาท) เพื่อส่งเสริมการจัดหาแหล่งน้ำในไร่นาของเกษตรกร ในรูปสระเก็บน้ำ บ่อบาดาล ฯลฯ และสนับสนุนการดำเนินการของชุมชนหรือกลุ่มชุมชนในการจัดระบบชลประทานของ ตนเอง และมีการบริหารน้ำเป็นของตนเอง

การลงทุนด้านการชล ประทานถือเป็นการ “ลงทุน” ที่คุ้มค่า เพราะทำให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำในการจัดการชลประทานที่มักให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมือง มากกว่าชนบท อย่างไรก็ตามการลงทุนด้านชลประทานต้องควบคู่ไปกับการปฏิรูปที่ดินด้วย เพราะมิฉะนั้นงบประมาณด้านชลประทานจะกลายเป็นการสนับสนุนเจ้าของที่ดินราย ใหญ่และกลุ่มทุนทางการเกษตรที่ถือครองที่ดินไว้ในมือเป็นจำนวนมาก

4.กำหนดนโยบายความมั่นคงทางอาหารและการพึ่งพาตนเองทางอาหารให้เป็นวาระของประเทศ
ยก ระดับการพึ่งพาตนเองทางอาหารของครอบครัวเกษตรกรและชุมชนให้เพิ่มขึ้น กำหนดนโยบายความมั่นคงทางอาหารโดยกำหนดให้ “การผลิตอาหารต้องมาก่อนการผลิตพืชพลังงาน” (Food First Policy) สนับสนุนให้เกิดวิสาหกิจชุมชนในการผลิตเมล็ดพันธุ์ พ่อแม่พันธุ์สัตว์เลี้ยง ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ การผลิตอาหารสัตว์ เพื่อลดการผูกขาดของบริษัทขนาดใหญ่ทางการเกษตร รวมถึงมาตรการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติที่เกิดจากความแปรปรวนของภูมิอากาศ และการระบาดของโรคแมลง

ลดปัญหาสารเคมีและสาร พิษตกค้างในอาหารและการเกษตรลงโดยการลด ปริมาณการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้ได้ครึ่งหนึ่ง ให้มีพื้นที่การผลิตแบบอินทรีย์ให้ได้อย่างน้อย 50% ในอีกสิบปีข้างหน้า พร้อมๆกับการพัฒนาระบบตลาดในท้องถิ่น ตลาดเกษตรกร หุ้นส่วนการผลิตระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค (Community Supported Agriculture) และความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างเกษตรกรกับกรรมกร โดยการขายผลผลิตอาหารจากกลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจท้องถิ่นให้กับสหภาพแรงงาน หรือสหกรณ์ของผู้ใช้แรงงานในเขตอุตสาหกรรมในราคาที่ยุติธรรม

จรรยาบอด!เวบลิ้มยังนับว่าเป็นสื่ออยู่อีกมั้ย? เปิดหลักฐานมัดตัดฉับภาพยิ่งลักษณ์-อริสมันต์ยัดชู้สาว

ที่มา Thai E-News


ภาพต้นฉบับ-ยิ่ง ลักษณ์กำลังหัวร่อขัดเขิน เมื่ออริสมันต์ พงษ์เรืองรอง เข้ามาดึงตัวให้ลุกขึ้นไปร้องเพลงบนเวที ฉลองชัยชนะของพรรคพลังประชาชนเมื่อ 2 ปีก่อน ท่ามกลางแขกในงานจำนวนมากปรบมือเชียร์ให้ขึ้นไปร้อง รวมทั้งกบ-สุวนันท์ คงยิ่ง ดาราชื่อดังภรรยาของบรู๊ค-ดนุพร และนพดล ปัทมะ(ซ้ายสุดในภาพ)
ภาพที่ASTVผู้จัดการนำเสนอ-ภาพ ที่ผู้จัดการนำเสนอได้ตัดกบ-สุวนันท์ นพดล ปัทมะ และคนในงานออกไปทั้งหมด เพื่อสื่อให้เห็นว่ายิ่งลักษณ์ กำลังเคลิบเคลิ้มในอ้อมกอดของกับอริสมันต์

เรา ประเมินว่า ที่เวบไซต์ผู้จัดการนำเสนอภาพข่าวอย่างนี้ได้ หากไม่เพราะดูถูกดูแคลนว่าผู้อ่านของตนคงไม่รู้ทัน ก็เพราะASTVผู้จัดการ ได้หมดสภาพความเป็นสื่อไปนานแล้ว ที่เราเห็นอยู่ในทุกวันนี้คือกระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของสนธิลิ้ม ผู้นำสูงสุดพันธมิตรเหลือง กลุ่มเคลื่อนไหวการเมืองอนุรักษ์นิยมล้าหลังขวาจัด

และบรรดาผู้เสพสารจากเวบไซต์นี้อย่างละเมอเพ้อคลั่งไปตามการโฆษณาชวนเชื่อนั้น ก็คือสาวกลัทธิหนึ่งที่มีสนธิลิ้มเป็นเจ้าศาสดา


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 มิถุนายน 2554

เวบไซต์ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของพันธมิตรฯได้นำเสนอข่าวพาดหัวว่า ภาพ “กี้ร์” ประคอง “ปู” ว่อนเน็ต พบถ่ายเมื่อ 2 ปีก่อน จากนั้นได้รายงานว่า

สะพัด ทั่วบีบี-โซเชียลมีเดีย ภาพคู่ “ปู-ยิ่งลักษณ์” ยืนให้ “กี้ร์-อริสมันต์” แกนนำแดงคอยประคอง ตรวจสอบพบเป็นภาพจากงานคาวบอยไนท์ พรรคเพื่อไทย ในรีสอร์ตหรูเขาใหญ่ หลังจบสัมมนาเมื่อ 2 ปีก่อน

ASTVผู้จัดการ รายงานว่า วันนี้ (15 มิ.ย.) ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก และเครือข่ายของผู้ใช้โทรศัพท์แบล็กเบอรี่ (บีบี) ได้มีการเผยแพร่และส่งต่อภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย (พท.) คู่กับ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ที่หลบหนีคดีก่อการร้ายไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ ภาพดังกล่าวเป็นอิริยาบถของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในลักษณะยืนตรง แหงนคอ และมีสีหน้ายิ้มแย้ม คล้ายกับอาการเคลิ้ม โดยมีนายอริสมันต์ คอยเอามือประคองตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ เอาไว้ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ นายอริสมันต์ อย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม ในการโพสต์ภาพดังกล่าวไม่มีการระบุว่า ถูกถ่ายไว้เมื่อใด แต่จากการตรวจสอบของผู้สื่อข่าวในเบื้องต้น พบว่า เป็นภาพถ่ายในงานสัมมนา ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ในหัวข้อ เพื่อไทย...ผูกพัน ร้อยประสบการณ์” ที่โรงแรมกรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-3 ก.พ.2552 ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจบการสัมมนาพรรคได้จัดงานเลี้ยง ภายใต้ชื่อ “คาวบอย ไนท์ ปาร์ตี้” มีแกนนำพรรค อาทิ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ประธานที่ปรึกษาพรรค ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรค พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

จากนั้นเวบไซต์ASTVผู้ จัดการได้เปิดฟรีปล่อยผีให้สาวกเข้ามาเขียนโขกสับยิ่ง ลักษณ์กับอริสมันต์อย่างม้นมือ และเขียนไปในลักษณะว่ามีความสัมพันธ์ชู้สาว ไม่เหมาะกับจะเป็นนายกรัฐมนตรี


ทางด้านผู้สนับสนุนยิ่งลักษณ์ได้เผยแพร่ภาพฉบับเต็มดังกล่าวผ่านทางเฟซบุ๊คของนายอริสมันต์โดยระบุดังนี้

"เวปผู้จัดการถ่อยตัดต่อภาพคุณยิ่งลักษณ์ ภาพเต็มๆอันนี้ครับ

รูป เก่าเป็นงานเลี้ยงฉลองที่พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งที่เขาใหญ่ โฆษกบนเวทีได้ประกาศว่า"ขอเชิญคุณปูออกมาร้องเพลงเพื่อเป็นเกียรติกับพวกเรา ด้วยครับ แขกผู้มีเกียรติครับปรบมือให้คุณปูด้วยครับ ปฏิเสธไม่ได้นะครับคุณปู นิดนึงครับ" จังหวะนั้นคุณกี้ร์ก็เข้าไปดึงคุณปูให้ลุกขึ้นมา ในที่สุดคุณปูต้องลุกขึ้นมาอย่างเสีรยไม่ได้ แล้วเสียงปรบมือเชียร์ก็ดังกว่าเดิม

ดูภาพเต็มประกอบการพิจารณา แล้วจะเห็นว่ามีคนปรบมือเชียร์ให้ออกมาร้องเพลง จะเห็นคุณกบสุวนันท์ดีใจที่คุณยิ่งลักษณ์จะออกมาร้องเพลงด้วย"

****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ลูกลิ้มเห็นหมาเน่าลอยมาถลาใส่เติมโหวตNOลามแดกลูกหยุ่น กนกล้อฟรีโยนขี้ทีมงานด่าแดง-กูเปล่าทำ

0 มาตรฐาน

ที่มา Thai E-News





รัฐทหาร-หนังสือลับลงชื่อพันเอกราชันย์ หาญนาวี สัสดีจังหวัดสมุทรสาคร หน่วยงานทางทหารที่มีหน้าที่เกณฑ์ทหาร ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ได้ทำหนังสือถึงผอ.เลือกตั้งประจำจังหวัด อ้างหน่วยเหนือขอรายชื่อหัวคะแนนและผู้สนับสนุนพรรคการเมืองต่างๆ คาดว่าจะทำอย่างนี้ทุกจังหวัดทั่วประเทศ (จากกระดานสนทนาIF) ขณะที่ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาข่มขู่ประชาชนให้เลือกพรรคที่ประยุทธ์เห็นว่าเป็นคนดี ปลอดภัยต่อชาติและสถาบันฯ
โดย หรี่ฟุน
15 มิถุนายน 2554

ผมล่ะเซ็งกับองค์กรอิสระ ศูนย์มาตรฐานของประเทศไทยนี้จริงๆ

วันๆพวกคุณทำประโยชน์อะไรให้กับบ้านกับเมืองบ้าง ทั้งที่รู้ว่าตัวเอง มันได้หมดความชอบธรรม หมดความไว้วางใจจากประชาชนส่วนใหญ่ไปแล้ว

พวกคุณมิใช่สัญลักษณ์ของความเป็นธรรมในสังคมไทย มิใช่สัญลักษณ์ของความเป็นคนดี มีคุณธรรม ในสังคมไทย

ผม ไม่เข้าใจที่อยู่ดีๆ นายสุทธิพลฯ เลขา กกต. ที่โผล่ออกมาให้สัมภาษณ์ ถึงการกระทำผิดเกี่ยวกับกฏหมายเลือกตั้ง ก็ไม่รู้ว่าจะออกมากำหราบ หรือเชลียร์ หัวหน้าพรรคการเมือง กันแน่

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าววันที่ 13 มิถุนายน กรณี ผู้ที่ไปแสดงออกคัดค้านการหาเสียงของหัวหน้าพรรคการเมือง ว่า อาจเข้าข่ายกระทำผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 53(5) ซึ่งบัญญัติว่า
ห้าม มิให้ผู้สมัคร หรือ ผู้ใดกระทำการ อย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัครอื่น หรือพรรคการเมืองใด หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ด้วยวิธีการหลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด

ทีนี้หากนำเอาฐานความผิดของ มาตรา 53(5) มาเปรียบเทียบกับการที่สาวกสันติอโศก ใส่เสื้อสีแดง มีภาพคุณยิ่งลักษณ์ปรากฏบนเสื้อ ออกมาคัดค้านก่อความวุ่นวายกับการหาเสียงของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกจับผิดภายหลังว่า มันเป็นการจัดฉาก เพื่อทำลายชื่อเสียงของมวลชนคนเสื้อแดง

เหตุการณ์นี้ กกต.มีการวินิจฉัยหรือวิเคราะห์ในข้อเท็จจริงหรือไม่อย่างไร มีการวางแนวทางเกี่ยวกับการจัดฉากในลักษณะเช่นนี้หรือไม่อย่างไร หรือว่า ทำเป็นหนูไม่รู้ เรื่องแบบนี้ที่พรรคการเมืองบางพรรคเชี่ยวชาญที่สุด

รวม ถึงการสำรอกของเทพเทือก เลขาธิการพรรค ปชป. ที่ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อในแต่ละครั้ง นั้น ขอถาม เลขา กกต. 0 มาตรฐาน หน่อยว่า เข้าข่ายฐานความผิดในมาตรา 53(5) หรือไม่อย่างไร เดี๋ยวยกตัวอย่างบางตอนให้ดู เผื่อจะหนูไม่รู้...

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้สัมภาษณ์เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า อะไรที่ทำให้มั่นใจว่า ปชป.จะชนะ พท. นายสุเทพกล่าวว่า มั่นใจว่าประชาชนไม่มีวันลืมว่า พท.กับคนเสื้อแดงกับกองกำลังติดอาวุธได้ทำร้ายประเทศชาติ และสร้างความเสียหายกับบ้านเมือง ฆ่าคน เผาบ้านเผาเมืองมา

เมื่อ ถามว่า พท.โจมตีว่า ปชป.เป็นรัฐบาลมา 2 ปีทำงานไม่เป็น นายสุเทพกล่าวว่า 2 ปีของ ปชป.ทำดีกว่าที่ พท.เคยทำ เช่นการแก้ปัญหายาเสพติดที่ ปชป.ไม่เคยสั่งให้ฆ่าใครแม้แต่คนเดียว แต่สามารถจับกุมดำเนินคดีมากกว่ายุคที่ พท.ทำ

เมื่อ ถามว่า ยังมีประเด็นเรื่องการฆ่าผู้ชุมนุมที่ชาวบ้านยังติดใจ นายสุเทพกล่าวว่า สำหรับชาวบ้านที่ลืมเหตุการณ์ไปแล้ว เขาก็ไปบิดเบือนได้ แต่สำหรับประชาชนที่เห็นภาพในทีวีและหนังสือพิมพ์คงจะจำได้อยู่ โดยเฉพาะคน กทม.ที่น่าจะจำฝันร้ายได้ เพราะกว่า 2 เดือนที่เกิดเหตุในปี 2553 ตนเห็นพวกนี้บิดเบือนมาก ดังนั้น จะหาโอกาสนำข้อมูลมาชี้แจง

ส่วน กรณีพ.ต.ท.ทักษิณระบุว่า จะกลับมาในเดือนพฤศจิกายน นายสุเทพกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาเดือนนี้ สัปดาห์นี้ก็ได้ ไม่มีใครห้ามไม่ให้กลับบ้าน เพียงแต่ พ.ต.ท.ทักษิณทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาล จึงพยายามที่จะตั้งความหวังให้สมุนบริวารไปทำต่างๆ นานา เพื่อยึดอำนาจรัฐ มาออกกฎหมายพิเศษลบล้างความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเราคงยอมไม่ได้

อีก ตัวอย่างบางตอน เมื่อ 14 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวถามว่า การลงพื้นที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยในวันนี้กังวลว่าประชาชนจะเทใจให้พรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ตนไม่คิดว่าจะง่ายขนาดนั้น การสร้างภาพมันเป็นอีกเรื่อง การหาคะแนนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตนคิดว่าประชาชนในพื้นที่คงไม่ลืมว่าช่วงที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯได้ทำร้ายคนในพื้นที่อย่างไรบ้าง ฉะนั้นตนเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่ได้รับคะแนนสนับสนุนจากประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

อีก ตัวอย่างหมาดๆเรื่องที่"เหล่"ประยุทธ์เอาทีวีช่องทหารมาพูด แอบอ้างสถาบันเบื้องสูง แล้วพูดสกัดพรรคนั้นพรรคนี้ว่าไม่หวังดี แล้วเชียร์เลือกคนดีๆ(ในมุมมองของเหล่)ทั้งที่ กกต. มีมติ ห้ามอ้างหรือพาดพิงสถาบัน ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ไม่ใช่เหรอครับ ...หรือกฎนี้ใช้ไม่ได้กับเหล่ เราะเหล่ใหญ่คับแข้งคับขา จนกกต.ก็เกรงใจเหล่



ขอแนะนำ เลขา กกต.ให้ไปใส่ใจดูแลการเลือกตั้งที่จะมาถึงดีกว่า ไม่ว่าในเรื่องของบัตรเกินเป็นล้านๆใบ หีบบัตรเลือกตั้ง ที่ไม่รู้ว่าคราวนี้ไอ้ห้อยอยู่เบื้องหลังการสั่งทำหรือเปล่า การใช้สิทธิก่อนวันเลือกตั้ง สถานที่เก็บหีบบัตร ส่วนเรื่องจัดฉากให้คนออกมาป่วนไอ้หนูมาร์ค เวลาไปหาเสียง แผนนี้มันใช้ไม่ได้แล้ว ปล่อยตามยถากรรมมันไปเถอะ เวรกรรมมันกระชั้นไอ้หนูมาร์คเข้ามาทุกทีๆแล้ว
แปะไว้ข้างฝา 3 กรกฎาเจอกัน-พูดอะไรไว้ก็ทำด้วยนะ อย่าไปโทษดินฟ้าอากาศ หรือนึกอะไรไม่ออกก็โยนให้"ชายชุดดำ"ในภายหลัง ได้ต่ำกว่า 170 ออก



แล้ว ที่มาร์คให้สัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์เอาไปพาดหัวว่าได้เสียงต่ำกว่า 170 คนจะออกนั้น อย่าทำเป็นลืมขึ้นมาซะหละ ไม่ใช่แพ้รุ่ยขึ้นมาแล้วดันไปอ้างว่า"ชายชุดดำ"จี้กบาลให้พูด มันชักจะแป้กแล้วนะมุกชายชุดดำเนี่ย

ถึงเวลาจนตรอกแล้ว มาร์ค เอ๊ย...

Wednesday, June 15, 2011

วิกิลีกส์ปูดทูตสหรัฐฯสวมบทอะแซหวุ่นกี้ขอดูตัวยิ่งลักษณ์ ทำนาย2ปีล่วงหน้าอนาคตเป็นนายกฯหญิง

ที่มา Thai E-News

อะแซหวุ่นกี้ขอดูตัว-AP รายงาน ภาพข่าวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรว่า วิกิลีกส์นำเสนอรายงานลับของทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้เคยพบยิ่งลักษณ์และว่าเธอมีอนาคตที่สดใส "สุขุมรอบคอบมากกว่าในอดีตที่เคยพูดคุยกับผม เธอพูดด้วยความเชื่อมั่นเกี่ยวกับปฎิบัติการของพรรคเพื่อไทย ยุทธศาสตร์ และเป้าหมาย"

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชนออนไลน์
15 มิถุนายน 2554

มติชนออนไลน์ได้แปลรายงานข่าวของ สำนักข่าว AP ซึ่ง ได้เปิดเผยบันทึกเอกสารของสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย เมื่อปี 2009 หรือ พ.ศ.2552 ซึ่งขณะนั้น นายอีริค จอห์น ดำรงตำแหน่งเป็นทูตสหรัฐประจำเมืองไทย และได้สรุปว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้นำไทย ที่ต้องลี้ภัย จะมีอนาคตที่สดใส ("bright future" )แม้ว่าจะยังคงมีชื่อเสียงน้อยและอยู่ในเงาปัญหาต่างๆ ของพี่ชาย

โดย นายอีริค มองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีความสุขุมนิ่งในการเจรจาหารือกับเขามากกว่าในช่วงก่อนที่เคยพบกัน โดยเธอสามารถพูดได้อย่างเชื่อมั่นเกี่ยวกับปฎิบัติการ,ยุทธศาสตร์ และเป้าหมาย ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งขณะนั้นเธอยังไม่มีตำแหน่งผู้นำใด ๆ ภายในพรรคเลย โดยที่ปรึกษาของทักษิณบางรายยังเคยพูดติดตลกกับนายอีริคว่า เขากำลังเกี่ยวพันกับ"นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย "

รายงานระบุว่า การประเมินการณ์ดังกล่าวของนายอีริค จอห์น เป็นหนึ่งในบันทึกเอกสารของสถานทูตสหรัฐเกี่ยวกับเมืองไทย 2,000 ชิ้นที่รั่วไปถึงมือวิกีลีกส์ และถูกเผยแพร่ให้แก่สำนักข่าวเอพี โดยปัจจุบัน ยิ่งลักษณ์ ได้กลายเป็นเคนดิเดทอันดับหนึ่งของพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 ก.ค.โดยเธอมีภาษีดีที่จะได้เป็น"นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย"

โดย ในบันทึกเอกสารชิ้นหนึ่งที่นายอีริค จอห์น ระบุไว้ว่า ในวันที่ 23 พ.ย.2009 เขาได้พบปะกับนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของพรรคเพื่อไทย และมีโอกาสได้หารือกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งฝ่ายหลังบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เป็นบุคคลที่ดื้อรั้น แต่เป็นคนประเภทสนใจในเนื้อหา และเป็นนักธุรกิจที่แท้จริง และเขาต้องการให้รัฐบาล"ทำข้อตกลงกับเขา"โดยนายนพดล ยังได้กล่าวถึงกรณีทรัพย์สินมูลค่า 2,300 ล้านเหรียญฯของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ถูกอายัดไว้หลังเหตุการณ์รัฐประหาร

"ยิ่งลักษณ์ดูเหมือนจะสุขุม รอบคอบมากกว่าในอดีตที่เคยพูดคุยกับเธอา เธอพูดด้วยความเชื่อมั่นเกี่ยวกับปฎิบัติการของพรรคเพื่อไทย ยุทธศาสตร์ และเป้าหมาย และพึ่งพานายนพดล ซึ่งขณะนั้นได้เดินทางไปทุกหนแห่งพร้อมกับเธอน้อยลง และในขณะที่เห็นได้ชัดว่า การเมืองไม่ได้เป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับเธอเหมือนอย่างพี่ชาย แต่มีบางรายคิดว่า เธออาจมี"อนาคตที่สดใสกับพรรคเพื่อไทย"และในขณะกำลังออกจากสถานทูต นายนพดลได้กล่าวติดตลกกับนายอีริคว่า"คุณเพิ่งจับมือกับนายกรัฐมนตรีไทยคน ต่อไป "

นอกจากนี้ ยังระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้กล่าวว่า อาจมีบางคนเข้ามาคุมพรรคอย่างง่าย ๆ และกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเมืองไทย ซึ่งก่อนหน้านั้น สองเดือน คนสนิทบางรายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในพรรคเพื่อไทย เองยังดูถูกว่าเธอไม่น่ามีโอกาสเช่นนั้น

บันทึกเอกสารเมื่อวันที่ 9 ก.ย.2009 ซึ่งเซ็นโดยนายจอห์น ยังระบุด้วยว่า นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีไทย ได้บอกกับสถานทูตว่า เขาไม่ได้มองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะมีบทบาทใหญ่ในพรรคเพื่อไทย และว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เอง ยังไม่ได้ต้องการจะให้เธอมีชื่อเสียงในพรรค และทักษิณได้มุ่งที่จะหาทางเล่นการเมืองด้วยตัวเองมากกว่า






ดูข่าวเต็ม (ภาษาอังกฤษ) ได้ที่ AP, US envoy in 2009 forecast rise of Thaksin's sister