WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 17, 2011

ยุกติ มุกดาวิจิตร: เงินไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดการเลือกตั้ง: มานุษยวิทยาการเมืองของ 'การซื้อเสียง'

ที่มา ประชาไท

(เสนอ ครั้งแรกวันที่ 15 มิถุนายน 2554 ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอบคุณ ดร.วสันต์ ปัญญาแก้วและคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เชิญผู้เขียนไปบรรยาย)[1]

ปรากฏการณ์ ทางการเมืองที่เรียกกันจนติดปากว่า “การซื้อเสียง” หรือ “การขายเสียง” หลายสิบปีที่ผ่านมา "โรคร้อยเอ็ด" (เกิดขึ้นในปี 2524) “ระบาด” และหลอกหลอนสังคมไทยมาโดยตลอด การสำรวจการใช้เงินในช่วงการเลือกตั้ง และการเบิกจ่ายธนบัตรขนาดในละร้อยในช่วงเลือกตั้งแต่ละครั้ง ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการซื้อเสียง ผลที่สุดคือภาพนักการเมืองที่กลายเป็น "สัตว์" หิวเงิน (ในสำนวนของพรรคการเมืองที่ไม่ส่งสัตว์สักตัวลงเลือกตั้ง) หิ้วถุงเงินไปในชนบท ลงทุนเลือกตั้งเพื่อไปถอนทุนคืนในสภา
แต่ มีใครจะสงสัยบ้างหรือไม่ว่า ประวัติศาสตร์ “การซื้อเสียง” ในสังคมไทยเป็นอย่างไร เมื่อสังคมประชาธิปไตยไทยผ่านการเรียกร้องสิทธิทางการเมืองมากี่ยุคกี่สมัย แล้ว ผ่านเหตุการณ์พฤษภาคม 35 และพฤษภาคม 53 มาแล้ว ผ่านการกระจายอำนาจทางการเมืองมาแล้ว ผ่านการเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองมาแล้ว การซื้อเสียงจะยังทำให้นักเลือกตั้งได้รับเลือกกันมาอย่างง่ายๆอย่างนั้น หรือ นอกเหนือจาก “กกต.” และที่กำลังจะมี “กกต. แดง” แล้ว ผู้ออกเสียงเลือกตั้ง หรือชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นเอง มีกลไกทางสังคมอย่างไรหรือไม่ที่กำกับการหว่านเงินของนักเลือกตั้ง เงินสามารถกำกับผลของการเลือกตั้งได้มากน้อยแค่ไหน เงื่อนไขใดที่เงินซื้อเวียงล้มเหลว เงื่อนไขใดที่เงินซื้อเสียงสำเร็จ
มานุษยวิทยาว่าด้วยระบอบประชาธิปไตย
แม้ ว่านักมานุษยวิทยาในปัจจุบันจำนวนมากจะก้าวเข้ามาศึกษาสังคม สมัยใหม่อย่างเต็มที่ แต่ในการศึกษาด้านมานุษยวิทยาการเมือง การศึกษาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในเชิงมานุษยวิทยาายังนับว่าเพิ่งจะ เริ่มต้น ข้อสรุปใหญ่ๆของการศึกษาพัฒนาการประชาธิปไตยในสังคมต่างๆ ในทางมานุษยวิทยาพบว่า ประชาธิปไตยในแต่ละท้องถิ่นมีพัฒนาการที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะในสังคมตะวันตกหรือในสังคมนอกตะวันตก หากแต่การศึกษาในแนวทางนี้ไม่ ได้หมายความว่า ความหลากหลายของประชาธิปไตยจะทำให้เราต้องมีท่าทีที่สัมพัทธ์จนอาจจะไม่รู้ ร้อนรู้หนาวกับการละเมิดสิทธิ์ทางการเมืองของผู้คนในประเทศต่างๆ หากแต่เป็นการทำความเข้าใจว่า วิถีทางการเมือง อุดมการณ์ทางการเมืองที่เรียกกันว่า “ประชาธิปไตย” นั้น มีความแตกต่างกันอย่างไรในแต่ละประเทศ แต่ละถิ่นมีกระบวนการต่อสู้ทางการเมืองอย่างไรเพื่อให้ได้มาซึ่งหรือเพื่อ บั่นทอนซึ่งประชาธิปไตย มีเงื่อนไขทางสังคมและเงื่อนไขเฉพาะทางวัฒนธรรมใดบ้าง ที่อาจจะเป็นอุปสรรคหรือเป็นแรงส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยใน สังคมต่างๆ
ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การศึกษาแนวนี้ไม่ได้มองว่า “ประชาธิปไตยแบบตะวันตก” คือประชาธิปไตยแบบในอุดมคติที่ใฝ่ฝันกัน กล่าวคือ แม้ในประเทศตะวันตกเอง ก็ใฝ่ฝันที่จะให้ประเทศเขาเป็นประชาธิปไตยมากกว่าที่เป็นอยู่จริงในประเทศ เขา ในแง่นี้ ประชาธิปไตยจึงเป็นอุดมการณ์สากลที่คนในโลกยุคปัจจุบันใฝ่ฝันหา ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก
การศึกษาวัฒนธรรม ประชาธิปไตยแนวทางหนึ่งที่นักมานุษยวิทยาทำกันมาก ได้แก่การพิจารณาว่า ประชาธิปไตยถูกให้ความหมายแตกต่างกันออกไปอย่างไรในแต่ละสังคม เป็นการหาความหมายของประชาธิปไตยที่นิยามโดยคนในสังคมต่างๆ เนื่องจากเงื่อนไขของพัฒนาการทางการเมืองและวัฒนธรรมของแต่ละสังคมแตกต่าง กันออกไป สังคมต่างๆ จึงให้ความหมายประชาธิปไตยแตกต่างกัน (กรณีบูกานดาศึกษาโดย Karlström 1996; กรณีโยรูบางานของ Apter 1987; กรณีเซเนกัลศึกษาโดย Schaffer 1997 เป็นต้น)
อย่างไรก็ดี การศึกษาแนวนี้มีข้อจำกัดหลายประการ
ประการ แรก การศึกษาแนวนี้มักมองว่า ประชาธิปไตยที่ถูกนำไปใช้ในประเทศนอกตะวันตกแตกต่างจากประชาธิปไตยต้นฉบับ ดั้งเดิม การศึกษาแนวนี้จึงทึกทักเอาว่า ประชาธิปไตยในโลกตะวันตกก้าวหน้ากว่า และยึดตามแบบฉบับที่ถูกต้องของประชาธิปไตย (Michelutti 2007)
ประการ ที่สอง การศึกษาแนวนี้อาจทำให้เราเห็นแต่เพียงว่า จะพัฒนาประชาธิปไตยให้เข้าใกล้ต้นแบบได้อย่างไร ทั้งๆที่กระบวนการประชาธิปไตยอาจจะไม่ได้ถูกใช้เพื่อเป็นเป้าหมายทางการ เมืองที่จะต้องพัฒนาให้แต่ละสังคมกลายไปเป็นสังคมในอุดมคติแบบต้นแบบ ประชาธิปไตยเสมอไป
ประการที่สาม การศึกษาแนวนี้จึงไม่ได้ทำให้เราเข้าใจประชาธิปไตยที่เป็นปฏิบัติการจริงๆ ในโลกตะวันตก ว่าแท้จริงแล้วในโลกตะวันตกมีประชาธิปไตยแบบใด
แต่ ในปัจจุบันการศึกษาประชาธิปไตยไม่ได้มุ่งที่จะพิจารณาภายใต้กรอบ ของกระบวนการทำให้ทันสมัยโดยมีประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการอีกต่อ ไป หากแต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ กลุ่มสังคมในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศในโลกตะวันตกหรือประเทศที่เกิดใหม่หลังยุคอาณานิคม ต่างอาศัย “กระบวนการสร้างประชาธิปไตย” ในการต่อรองอำนาจ ในการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกันอย่างไร ประชาธิปไตยจึงถูกมองว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อรองอำนาจ ไม่ใช่เป็นเป้าหมายที่สมบูรณ์ในตัวเอง หรือเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วแต่อย่างใด (Paley 2002)
ตัวอย่างที่น่าสนใจเช่น ในตุรกี ประชาธิปไตยถูกชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งใช้เพื่อแสดงให้รัฐยอมรับการมีอยู่ของ ชุมชน มากกว่าเพียงการมีส่วนร่วมทางการเมือง ประชาธิปไตยที่นั่นจึงเป็น “การเมืองของการแสดงตน” (politics of presence) มากกว่าการเมืองของการนำเสนอตัวแทนของตนเอง (Brink-Danan 2009) หรือในอินเดีย การต่อสู้เพื่อมีส่วนมีเสียงทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็นมากกว่าการมี ส่วนร่วมทางการเมือง แต่เป็นการแสดงถึงพลังทางการเมืองของคนกลุ่มที่เติบโตขึ้นมาใหม่ ที่ต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเก่า (Michelutti 2007) ส่วนในประเทศเพื่อนบ้านในอาเชี่ยนอย่างฟิลิปปินส์ การตื่นตัวทางการเมืองของชนชั้นล่าง เพื่อต่อสู้กับระบอบมาร์กอส วางอยู่บนความรู้สึกถึงความแตกต่างทางชนชั้น ความน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ถึงที่สุดแล้ว เมื่อความเปลี่ยนแปลงผ่านไป พวกเขาก็ต้องกลับไปอยู่ในพื้นที่ทางสังคมและการเมืองลักษณะเดิม ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการที่ดูเป็นประชาธิปไตย ในที่สุดแล้วไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนในประเทศที่ “เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น” เลย (Pinches 1992)
ยิ่ง กว่านั้น กรณีศึกษาจากประเทศตะวันตกเองก็ชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ในประเทศที่เรายึดมั่นกันว่าเป็นตันแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย อย่างสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปตะวันตก ก็ใช่ว่ารูปแบบทางการเมืองแบบประชาธิปไตยจะนำมาซึ่งวัฒนธรรมการเมืองแบบ ประชาธิปไตยไม่ ทั้งนี้เนื่องจากเงื่อนไขทางสังคมของสังคม “ตะวันตก” เองก็มีความแตกต่างกัน และในหลายๆกรณีชี้ให้เห็นว่า ประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการต่อสู้ทางการเมืองของกลุ่มคน มากกว่าเป็นการตัดสินใจทางการเมืองของปัจเจกเพื่อนโยบายของรัฐที่สนองต่อ อุดมการณ์ของปัจเจกชน (กรณีที่น่าสนใจได้แก่ในสหรัฐอเมริกา ดู Clark 1984) นอกจากนั้น การจัดการเลือกตั้งเองอาจจะไม่ได้เป็นหลักประกันของการค้นหาตัวแทนทางการ เมือง เท่ากับเป็นหลักประกันให้กับ “ความเป็นประชาธิปไตย” อย่างเที่ยงตรง เทคนิคการจัดการสิ่งต่างๆในคูหาเลือกตั้งจึงแสดงให้เห็นถึงการควบคุมการ กระทำต่างๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการเลือกตั้ง (Coles 2004)
ใน แง่นี้ การศึกษาวัฒนธรรมประชาธิปไตยในประเทศไทยจึงอาจต้องตั้งคำถามใหม่ กล่าวคือ แทนที่จะมองว่าประชาธิปไตยที่ผ่านมาของประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแบบต้นฉบับ หรือเข้าใกล้ต้นแบบหรือยัง ซึ่งเป็นแนวการศึกษาแบบทฤษฎีการพัฒนาแบบเก่า ที่ล้าหลังเนื่องจากอาศัยกรอบของวัฒนธรรมอุดมคติของตะวันตกเป็นศูนย์กลาง การศึกษาในระยะหลังกลับมาเน้นการให้ความหมายเฉพาะต่อประชาธิปไตยของสังคม ต่างๆ และที่ร่วมสมัยกว่านั้นคือ การพิจารณาว่าประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือในการต่อสู่เชิงอำนาจของคนกลุ่ม ต่างๆในสังคมอย่างไร
หากพิจารณาเฉพาะในเรื่องของ การซื้อเสียง เราจึงต้องพิจารณาว่า สังคมการเมืองไทยมีเงื่อนไขเชิงโครงสร้างและเงื่อนไขทางวัฒนธรรมอย่างไรที่ ก่อให้เกิดการซื้อเสียงขึ้นมา เราจะเข้าใจการซื้อเสียงจากเงื่อนไขเหล่านี้ได้อย่างไร หากประเทศไทยไม่ได้ต่างจากหลายๆประเทศที่ “เงื่อนไขเชิงสังคม” (collective conditions ไม่ว่าจะนิยามตามชาติพันธ์ุ ถิ่นกำเนิด ภาษาพูด สายตระกูล พรรคพวก เครือญาติก็ตาม) มีบทบาทสำคัญในกระบวนการทางการเมือง “หน่วยของผู้ลงคะแนน” จึงอาจจะไม่ใช่ปัจเจกชนโดดๆ และ “เงินซื้อเสียง” จึงมีความหมายลึกซึ้ง
ทวิลักษณ์การเมืองไทย
ใน สองทศวรรษที่ผ่านมา ทฤษฎี "ทวิลักษณ์การเมืองไทย" (อันมี "สองนคราประชาธิปไตย" ของเอนก เหล่าธรรมทัศน์เป็นตัวอย่่างที่สำคัญ) ถือได้ว่าเป็นแนวคิดหลักที่วางกรอบความเข้าใจประชาธิปไตยและกำหนดแนวทางการ เข้าใจการเลือกตั้งให้สังคมไทยมายาวนาน กรอบใหญ่ของทฤษฎีทวิลักษณ์การเมืองไทยคือการแบ่งสังคมไทยเป็นสองส่วน
ส่วน ที่หนึ่งคือเขตเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพฯ ถูกมองว่ามีแนวคิดประชาธิปไตยแบบก้าวหน้า มีพื้นฐานสังคมแบบปัจเจกชนนิยม พฤติกรรมการเมืองและการเลือกตั้งของคนเมืองถูกมองว่าวางอยู่บนหลักเหตุผล คำนึงถึงนโยบายคือผลประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตนเฉพาะหน้า
ส่วน ในเขตชนบท คนเหล่านี้ถูกมองว่ายากจน พวกเขาพึ่งตนเองไม่ได้ จึงจมปลักอยู่ในเครือข่ายของระบบอุปถัมภ์ พึ่งพิงผู้มีอิทธิพลเรื่อยไป ต้องยอมแลกคะแนนเสียงกับการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจและการเมืองจากผู้มีอิทธิพล ที่หากไม่อุปถัมภ์นักการเมือง ก็กลายมาเป็นนักการเมืองเสียเอง
ภาพ ตรงข้ามระหว่างนักประชาธิปไตยในเมือง ที่มีประวัติศาสตร์อันโรแมนติกของขบวนการนักศึกษาและปัญญาชน ที่เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างบริสุทธิ์ใจ ขัดแย้งตรงข้ามกับชาวบ้านที่ถูกซื้อเสียง ถ้าไม่ถูกชักจูงให้ชักแถวมาสนับสนุนนักเลือกตั้ง ก็ถูกจ้างมาเลือกตั้ง จ้างมาชุมนุม หรือไม่ก็เสพติดประชานิยมจนงอมแงม
แต่ คำถามแย้ง (ที่เอนก เหล่าธรรมทัศน์เองก็สงสัย) คือ หากคนกรุงเทพฯ รักสิทธิการเลือกตั้งและประชาธิปไตยขนาดนั้น ทำไมคนกรุงเทพฯ จำนวนมากจึงสนับสนุนการรัฐประหารระบอบประชาธิปไตยโดยทหาร ในปี 2534 และปี 2549 ส่วนในชนบทนั้นเล่า ทุกวันนี้ภาพการพึ่งพิงในสังคมชนบทเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ การกระจายอำนาจในชนบทก่อให้เกิดกระบวนการทางการเมืองใหม่ๆ อย่างไร เงินมีอิทธิพลแค่ไหนหรือมีอิทธิพลอย่างไรกันแน่ในการเลือกตั้ง การตัดสินใจเลือกตั้งมีรายละเอียดปลีกย่อยอย่างไรบ้าง
“การซื้อเสียง” ในพลวัตทางการเมือง
หาก การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยคือการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ มีอำนาจกับประชาชน ว่าให้ประชาชนสามารถตรวจสอบ กำกับนักการเมืองได้ผ่านอำนาจของการเลือกหรือไม่เลือก “การซื้อเสียง” จึงกลับขั้วความสัมพันธ์เชิงอำนาจนี้ แทนที่ผู้ลงคะแนนจะเป็นผู้มีอำนาจ ผู้รับการเลือกตั้งกลับมีอำนาจในการกำหนดผลของการเลือกตั้ง
แต่ เหตุใด “อำนาจอธิปไตย” จึงราคาถูก หรือมีค่าเพียง 200, 300 หรืออย่างดี 500 บาท ชาวบ้านเห็นว่าอำนาจประชาธิปไตยมีค่าเพียงนั้นจริงหรือ หรือเพราะเงื่อนไขกลไกใดในระบอบประชาธิปไตยไทย ที่ทำให้อำนาจอธิปไตยราคาถูกเพียงนั้น
ผู้เขียน เห็นว่า แทนที่จะเป็นความมักง่ายอยากได้โภคทรัพย์เฉพาะหน้าของชาวบ้าน การซื้อเสียงเกิดจากการที่ชนชั้นนำในสังคมไทยจงใจบิดเบือนบั่นทอนกระบวนการ ประชาธิปไตยต่างหาก กล่าวคือ
ประการแรก ผู้เขียนคิดว่า ในอดีตที่ผ่านมา ชาวบ้านเข้าใจดีว่าคะแนนเสียงของตนไม่เท่ากับอำนาจในการมีส่วนตัดสินใจเชิง นโยบาย หากชาวบ้านคิดว่า ในเมื่อ “เลือกไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา” “เลือกไม่เลือกก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงอะไรกับชาวบ้าน” ดังนั้นการรับเงินแล้วไปลงคะแนนเสียงให้ยังจะได้ประโยชน์มากกว่า ในแง่นี้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีประชาธิปไตยตามรูปแบบ คือมีการเลือกตั้ง แต่เจ้าของอำนาจก็ไม่สามารถแสดงอำนาจของเขาผ่านการเลือกตั้งได้ ชาวบ้านมองไม่เห็นว่าจะได้อะไรจากการเลือกตั้ง การหว่านเงินจึงเป็นเพียงการจูงใจให้คนที่ตัดสินใจไปแล้วว่าจะ “โหวตโน” หรือเลือกที่จะไม่เลือก ต้องออกมาเลือกตั้งเท่านั้นเอง
ประการ ที่สอง เหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือเหตุผลเชิงโครงสร้าง การเมืองไทยหลังอำนาจเผด็จการสฤษดิ์ ถนอม ประภาส มีการเลือกตั้งเพียงไม่กี่ครั้ง เมื่อมีรัฐธรรมนูญหลัง 14 ตุลา 16 แล้ว การเมืองไทยก็ตกอยู่ในอำนาจแทรกแซงของทหารสืบต่อมาอีกกว่า 20 ปี ในสมัยสุดท้ายของการเป็นนายกรัฐมนตรีของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นรู้กันดีว่า แม้ว่าพรรคการเมืองใหญ่ในสมัยนั้นคือพรรคประชาธิปัตย์จะได้รับการเลือกตั้ง อย่างล้นหลาม และสามารถจัดตั้งรัฐบาลตลอดจนให้หัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่ในที่สุดนักการเมืองก็ต้องยอมถอยให้กับอำนาจนอกระบบ การต่อสู้ให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งในทศวรรษต่อมาจนถึงพฤษภา 35 จึงมีความหมายสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากในสองทศวรรษก่อนหน้านั้น การเลือกตั้งเป็นเพียงองค์ประกอบที่จำเป็น แต่ไม่มีความหมายแต่อย่างใดต่อกระบวนการพัฒนาทางการเมืองของไทย และดังนั้น “โรคร้อยเอ็ด” จึงเป็นเพียงอาการของโรค มากกว่าจะเป็นตัวต้นเหตุแห่งโรคอย่างแท้จริง
ประการ ที่สาม ยุคที่ผ่านมาอยู่ในยุคที่ การเลือกตั้งในระบอบรัฐสภาจึงแทบจะไม่มีความหมายสำหรับประชาชน เนื่องจากการเมืองไม่ได้ให้โภคผลอย่างใดแก่ชาวบ้าน จากการสัมภาษณ์ชาวบ้านในหลายพื้นที่ ว่าสามารถจดจำนโยบายใดที่มีประโยชน์ต่อชาวบ้านในทศวรรษ 2510-2530 ได้หรือไม่ ชาวบ้านจำนโยบายที่นักการเมืองหาเสียงแล้วส่งผลดีกับพวกเขาได้อย่างจำกัด มีเพียงนโยบายเงินผันของพรรคกิจสังคมสมัยมรว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์เท่านั้นที่จับใจชาวบ้าน
ความทรงจำของชาว บ้านดังกล่าวไม่ใช่ไม่มีมูล ในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ เรารู้กันดีว่ารัฐไทยภายใต้กรอบกำหนดที่ใหญ่กว่านโยบายของรัฐบาลที่ผลัด เวียนเปลี่ยนวนกันไปมานั้น ได้กำหนด “ชะตา” ให้ประเทศเอาไว้แล้ว ชะตาที่ว่าคือกรอบของการพัฒนาประเทศไปในทิศทางหนึ่งที่ไม่สามารถหันหลังได้ นั่นคือการพัฒนาไปเป็นประเทศอุตสาหกรรม เดินหน้าเข้าสู่ทุนนิยมสมัยใหม่ด้วยการถ่ายโอนทรัพยากรจากชนบทสู่เมือง หากจะไม่ถึงกับทำลายก็จะมุ่งให้ผู้คนทิ้งชนบท หันหลังให้ชนบทสู่เมือง ทิ้งภาคการเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรม กลายเป็นแรงงานรับจ้าง ภายใต้กรอบกำหนดชะตาของชาวบ้านเช่นนี้ ไม่ว่านักการเมืองจะผลัดเปลี่ยนวนเวียนกันมาเท่าใด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนชีวิตให้ชาวบ้านดีขึ้นมาได้
ฉะนั้น ความล้มเหลวของการเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ที่ความไม่รู้ ความไม่พร้อม หรือการตกอยู่ใต้อิทธิพลท้องถิ่นของชาวบ้าน แต่ที่ผ่านมาหลายสิบปีที่มีการเลือกตั้งในประเทศไทย ความไม่พร้อมของชนชั้นนำ ความไม่พร้อมของอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตยอย่างทหาร ข้าราชการ และอาจจะรวมถึงสถาบันกษัตริย์ต่างหาก ที่ยังไม่เอื้อให้การเลือกตั้งกลายเป็นเครื่องมือในแสดงอำนาจอธิปไตยของชาว บ้านได้อย่างเต็มที่
ดังนั้นเงินที่ชาวบ้านรับไปลง คะแนนจึงไม่ใช่ “เงินซื้อเสียง” ไม่ใช่เงินที่ชาวบ้านรับเพื่อการขายอำนาจอธิปไตย แต่เป็น “เงินชดเชยค่าเสียโอกาส” ค่าเสียเวลาทำมาหากินของชาวบ้าน ก็เท่านั้นเอง
ชนชั้นใหม่กับเศรษฐกิจไทยหลังทศวรรษ 2530
อย่าง ไรก็ดี ในกระบวนการของการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองในสามทศวรรษที่ผ่านมา ก่อให้เกิดการแข่งขันทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ดึงดูดคนออกมาจากท้องถิ่น ตลอดจนการเกษตรเชิงพานิชย์ ที่ไม่เพียงสร้างความเสี่ยง แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ๆให้ชาวบ้าน และการเติบโตของเขตเมืองในจังหวัดต่างๆ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมและความสัมพันธ์ เชิงอำนาจในท้องถิ่นหลายๆ ประการ ดังนี้้
(1) ในทศวรรษ 2540-50 การผูกขาดอำนาจนำทางเศรษฐกิจและที่ต่อเนื่องมาคืออำนาจนำทางการเมืองเป็น สิ่งที่ทำได้ยากมากขึ้น ในหลายๆ พื้นที่ที่ผู้เขียนไปเก็บข้อมูล พบการเปลี่ยนแปลงของเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น และจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ปัจจุบัน เราเห็นได้ชัดว่าบรรดา “พ่อเลี้ยง” “แม่เลี้ยง” บรรดา “เสี่ย” ต่างๆ ล้วนห่างหายไปจากพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าเจ้าพ่อจะยังไม่หมดไปโดยสิ้นเชิง แต่นั่นขึ้นกับเงื่อนไขในท้องถิ่น เช่นโครงสร้างของธุรกิจที่เอื้อต่อการผูกขาดอย่างธุรกิจผิดกฎหมายตามชายแดน
(2) การเคลื่อนย้ายแรงงานของคนในชนบทมาสู่เมือง ไม่ได้แยกขาดพื้นที่เมืองออกจากชนบท ไม่ใช่ว่าการเคลื่อนย้ายในปัจจุบันนี้จะเป็นภาพการเคลื่อนย้ายแรงงานแบบตาม ฤดูกาล แต่การเข้ามาใช้แรงงานในเมืองของคนจากชนบทจำนวนมาก ทำให้คนเหล่านี้กลายเป็น “คนเมืองที่มีรากในชนบท” คนเหล่านี้เชื่อมโยงเมืองกับชนบท ผลก็คือ พื้นที่ทางการเมืองของพวกเขากว้างขึ้น คนเหล่านี้มีบทบาททางการเมืองในส่วนกลางมากขึ้น แต่ด้วยพื้นฐานความเป็นคนชนบท คนต่างจังหวัดของเขา ทำให้ “วาระทางการเมือง” ของคนเมืองที่มีรากในชนบทเหล่านี้ แตกต่างจากคนเมืองที่ไม่มีรากในชนบท
(3) การเกษตรพานิชย์ (ในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้) และกึ่งพึ่งตนเองกึ่งเกษตรพานิชย์ (ในภาคอีสาน) ทั้งเพิ่มความเสี่ยงและเปิดโอกาสให้มีการขูดรีดอย่างใหม่ๆ ในสังคมเกษตร แต่อย่างไรก็ดี โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ก็ได้สร้าง “ความมั่นคง” ในระดับหนึ่งให้กับผู้คนในท้องถิ่นชนบท ที่เห็นได้ชัดคือ การทำสวนยางในอีสานใต้ การทำไร่พืชผลต่างๆ หมุนเวียนไปตามราคาพืชผลในอีสานตอนกลาง และการทำเกษตรพันธสัญญาในภาคเหนือ โอกาสใหม่ๆ เหล่านี้ทำให้ชาวบ้านมี “ความหวัง” ใหม่ๆกับชีวิตทางการเกษตร แม้ว่ามูลค่าจากการผลิตการเกษตรจะต่ำมากเมื่อเทียบกับรายได้จากการรับจ้าง แต่ผู้เขียนอยากตั้งเป็นสมมุติฐานที่ต้องการการพิสูจน์ต่อไปว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมอขงไทยยังไม่สามารถดูดซับแรงงานได้ดี โอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจการเกษตรเหล่านี้ ประกอบกับการปลูกข้าวเพื่อบริโภคในครัวเรือนในบางถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอีสาน ได้หล่อเลี้ยงให้คนยังอยู่ในภาคการเกษตรได้
(4) การตั้งกองทุนให้ชาวบ้านสามารถบริหารจัดการเองได้ตั้งแต่ก่อนนโยบายกองทุน หมู่บ้านของไทยรักไทย ได้แก่กองทุน Social Investment Project ช่วยแบกรับความเสี่ยงของชุมชน หรือกระทั่งช่วยสะสมทุนให้หมู่บ้าน ดังที่ผู้เขียนสำรวจพบว่าบางหมู่บ้านในอีสานประสบความสำเร็จในการบริหารกอง ทุน จนมีสินทรัพย์และกำไรต่อปีนับล้าน จากการทำธุรกิจของหมู่บ้านเอง ทุนในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่สังคมชนบทสามารถ “พึ่งตนเอง” ในการแข่งขันในเศรษฐกิจทุนนิยมได้มากขึ้น
(5) การเติบโตของเขตเมืองในจังหวัดต่างๆ ได้สร้าง “ชนชั้นกลางกลุ่มใหม่” ขึ้นมาในสังคมไทย คนเหล่านี้อาจจะมีรากในชนบท แต่ชีวิตประจำวันเขาไม่ได้ต้องพึ่งพิงเครือข่ายในท้องถิ่นอีกต่อไป คนเหล่านี้เป็น “เสรีชน” เป็นปัจเจกชนในเมือง ที่ประกอบอาชีพอิสระบ้าง รับจ้างบ้าง เป็นเจ้าของกิจการขนาดย่อมบ้าง ใหญ่บ้าง แม้ว่าฐานทางเศรษฐกิจของคนเหล่านี้จะไม่กว้างเท่าปัจเจกชนในกรุงเทพฯ ไม่มีรายได้มากเท่าคนกรุงเทพฯ แต่ในทางการเมือง พวกเขามีความเป็นตัวของตัวเอง ตัดสินใจทางการเมืองอย่างอิสระ และรวมกลุ่มทางการเมืองทำกิจกรรมอย่างแข็งขันโดยอิสระ ในแง่วิถีชีวิต คนเหล่านี้แทบจะไม่แตกต่างจากคนเมืองระดับกลางถึงล่างในกรุงเทพฯ ที่ชอบเดินห้างวันหยุด ไปทำบุญที่วัดในวันเกิด ไปเที่ยวตากอากาศในต่างจังหวัดในวันหยุด ชอบกินข้าวนอกบ้านเมื่อมีโอกาส นิยมของ “แบรนด์เนม” คอยดูแลเสื้อผ้าหน้าผม ช่างแต่งตัว ดูแล้วไม่แตกต่างอะไรกับคนกรุงเทพฯ
นี่ยังไม่นับ ว่ายังมีชาวบ้านที่รู้สึกถึงผลเชิงบวกเชิงนโยบายของนโยบาย พรรคไทยรักไทยต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา คนเหล่านี้ทั้งหมดรวมกันอาจจะเรียกได้ว่าเป็น “ชนชั้นใหม่” ที่เกิดและเติบโตขึ้นมาจากความเปลี่ยนแปลงอย่างใหม่ คนเหล่านี้จำนวนหนึ่งรวมตัวกันเป็นแนวร่วม “แนวนอน” ผ่านสื่อกลางที่สำคัญคือวิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม สื่ออินเทอร์เน็ต สื่อดิจิทัล และการชุมนุมทางการเมือง
ที่สำคัญคือ ชนช้ันใหม่เหล่านี้ไม่ได้มองการเมืองแบบเดิมอีกต่อไป พวกเขาเป็นพลเมืองผู้ตื่นตัวทางการเมือง พวกเขาจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง ไม่ว่าพวกเขาจะมีแนวโน้มเอียงทางการเมืองแบบ “เหลือง” “แดง” หรือ “ฟ้า” กับ “น้ำเงิน” ก็ตาม
การเมืองของชนชั้นใหม่
ความ เปลี่ยนแปลงที่เกิดพร้อมกันกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจข้างต้น คือความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การที่รัฐธรรมนูญ 2540 ได้ออกแบบให้พรรคการเมืองหนึ่งสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และมีผู้นำดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อย่างเต็มภาคภูมิ ทำให้พรรคการเมืองสามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้จริง พรรคการเมือง (และนักการเมือง) สามารถกำหนดทิศทางของประเทศได้มากขึ้น
แต่ ที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านและให้ ผู้ใหญ่อยู่ตามวาระ การเกิดขึ้นมาขององค์กรการบริหารส่วนท้องถิ่น ได้แก่ อบต. อบท. และสจ. ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีสองประการสำคัญคือ (1) ชาวบ้านมีความคุ้นเคยกับการเลือกตั้ง เพราะในรอบหนึ่งปีชาวบ้านเหล่านี้มีโอกาสเลือกคนไปทำหน้าที่แทนเขาได้มาก ขึ้น (2) ประชาธิปไตยในระดับของการเมืองท้องถิ่นเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ เนื่องจากมีงบประมาณเป็นของตนเองให้บริหารเพื่อท้องถิ่น
ดัง นั้นชาวบ้านจึงหวงแหนสิทธิ์เลือกตั้ง ต่อคำถามที่ว่า “หากให้คนเลือกตั้งต้องจบปริญญาตรีจะว่าอย่างไรกัน” ชาวบ้านที่อุบลราชธานีที่ผู้เขียนสัมภาษณ์ถามสวนกลับมาทันทีว่า “แล้วคนจบปริญญาตรีทุกวันนี้ไปเลือกตั้งหรือเปล่า พวกผมที่ไม่ได้เรียนปริญญาตรีต่างหากที่ไปเลือกตั้ง”
ใน อีกพื้นที่ศึกษาหนึ่ง ชาวบ้านได้เล่าถึงกระบวนการถอดถอนผู้ใหญ่บ้านคนเก่าผ่านประชามติของหมู่บ้าน และชาวบ้านจัดหาผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ ก็อยู่ในมือของชาวบ้านเองทั้งสิ้น กระทั่งเคยมีนายอำเภอจากต่างจังหวัดคนหนึ่ง มาดุว่าการแต่งกายไม่เรียบร้อยในสายตาข้าราชการของเจ้าหน้าที่คนนั้น ผลคือชาวบ้านไม่พอใจ ทำเรื่องร้องเรียนถึงระดับจังหวัด จนกระทั่งนายอำเภอคนนั้นต้องมาขอโทษ ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวว่า “ฉันไปพูดกับเขาเลยว่า มาว่าคนที่ชาวบ้านเลือกตั้งมาได้ยังไง”
มี การศึกษาของนักรัฐศาสตร์จำนวนหนึ่งให้ข้อมูลสอดคล้องกับที่ผู้เขียน พบว่า กระบวนการทางการเมืองในท้องถิ่นไม่ใช่เป็นกระบวนการของเครือข่ายผู้มี อิทธิพลที่จะหมุนเวียนกันเข้ามาหาผลประโยชน์ส่วนตนหรือเพื่อพวกพ้อง (เท่านั้น) แต่นักการเมืองท้องถิ่นอ่างสอบต. สอบท. หรือแม้แต่ผู้ใหญ่บ้าน หากแต่เป็นกระบวนการที่มีความเป็นองค์กรสมัยใหม่ และมีความเป็นประชาธิปไตย เช่น มีการสำรวจความต้องการของคนในชุมชน มีการกำหนดกรอบแผนงานจากชาวบ้าน มีพัฒนาการของการจัดเก็บภาษี เนื่องจากชาวบ้านเห็นแล้วงบประมาณถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์ของเขา
กระบวน การทางการเมืองใหม่ๆเหล่านี้ หล่อหลอมให้ชาวบ้านเรียนรู้ประชาธิปไตยในระดับชีวิตประจำวันของเขาเอง การถกเถียงการทางเมืองระดับท้องถิ่นมีอยู่สม่ำเสมอ เรียกได้ว่า “ประชาธิปไตย” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของชาวบ้าน
อย่าง ไรก็ดี การที่ชาวบ้านตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าชาวบ้านจะต้องกลายไปเป็นปัจเจกชนผู้เป็นอิสระจากเครือข่าย ทางสังคมและการเมืองใดๆ ทั้งมวล หากแต่เราจะต้องวิเคราะห์ดูว่า เงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่กว้างกว่าเครือข่ายทางสังคมและการเมืองในท้องถิ่น ได้เปิดโอกาสให้ชาวบ้านมีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้นหรือไม่ ด้วยเหตุที่เงื่อนไขนั้นทำให้ชาวบ้านรับรู้และได้รับดอกผลของการแสดงสิทธิ์ และเสียงของตนเองต่างหาก ที่ทำให้ประชาธิปไตยในข่ายใยของชุมชนสามารถประกันสิทธิเสรีภาพของชาวบ้านได้ ไม่ใช่ว่าชาวบ้านรู้จักหรือไม่รู้จักสิทธิ์ทางการเมืองของตนเองหรือไม่
ทำความเข้าใจ “เงินซื้อเสียง”
ทุก กันนี้มีคนสองกลุ่มที่ไม่ไปเลือกตั้ง กลุ่มหนึ่งคือคนในเมือง โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ อีกกลุ่มหนึ่งคือคนที่ถูกจัดว่าอยู่ “ชายขอบ” ของสังคมการเมือง สำหรับคนกรุงเทพฯ การเลือกตั้งไม่ได้ใีความหมายใดๆ ต่อพวกเขามากนัก ไม่ว่าพวกเขาจะไปคูหาหรือไม่ไป ชีวิตพวกเขาก็ยังคงมั่นคง สุขสบาย มีสวัสดิการครบครัน มีเลินเดือน เปลี่ยนงานได้ตามใจชอบ กินข้าวนอกบ้านได้ทุกวัน รัฐบาลจะมีนโยบายอะไรหรือไม่ ไม่ทำให้เขาตื่นตระหนกได้เท่ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตล่ม หรือคำทำนายน้ำท่วมโลก ส่วนคนชายขอบของสังคมการเมือง พวกเขาแม้อาจจะมีสิทธิ์ แต่ไม่มีเสียง พวกเขาไม่ได้ถูกสดับตรับฟัง บางกลุ่มจึงต้องตีฆ้องร้องป่าวด้วยการก่อวินาศกรรม จึงจะได้รับการเหลียวแลจากสังคม
แต่กลุ่มคนที่เป็น เดือดเป็นร้อนกับการเลือกตั้งอย่างน้อยตั้งแต่ทศวรรษ 2530 เป็นต้นมาคือ กลุ่มคนช้ันกลางระดับล่าง ที่เสียงของพวกเขามีความหมายมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
แล้ว เราจะเข้าใจเงินซื้อเสียงหรือการซื้อเสียงในปัจจุบันได้อย่างไร ในเมื่อโครงสร้างทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปแล้ว โครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทำไมยังคงมีการซื้อเสียงอยู่ แล้วการซื้อเสียงนั้น จะขัดกับการที่ผู้เขียนสรุปไว้ว่า ชนชั้นใหม่เป็นผู้ตื่นตัวทางการเมืองหรือไม่
การจะ เข้าใจการซื้อเสียง ต้องเข้าใจ “วิถีประชาธิปไตยในชุมชน” อันเป็นเสรีนิยมที่วางอยู่บนพื้นฐานของทุนทางวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น ผู้เขียนขอยกตัวอย่างรูปแบบต่างๆ ของการให้ความหมายต่อเงิน “ซื้อเสียง” และความเชื่อมโยงกันระหว่างเงินซื้อเสียงกับวิถีประชาธิปไตยชุมชนกรณีต่างๆ ดังนี้
(1) “เงินคือสินน้ำใจ” ชาวอีสานหลายพื้นที่ ซึ่งอาจจะเป็นตัวแทนของอีสานส่วนมาก ตั้งหน้าตั้งตารอเงินจากหัวคะแนนของผู้สมัคร เนื่องจากชาวบ้านถือว่าเงินแจกเป็น “สินน้ำใจ” ที่คนมีแก่กันการที่เขาได้เงินจึงเป็นเหมือนการได้รับการยอมรับ การเห็นความสำคัญของพวกเขา กระนั้นก็ตาม ไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่เข้าใจ ไม่สนใจนโยบายของผู้สมัคร ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะรอเงิน แต่เงินที่เขารอก็มักจะเป็นเงินที่พวกเขาคิดว่าเขาควรจะต้องได้รับ เนื่องจากเขาอยู่ในเครือข่ายเดียวกันกับผู้สมัครที่จะเอาเงินมาให้เขาอยู่ แล้ว ในแง่นี้ เงินที่ผู้สมัครให้แก่ผู้ลวคพแนนจึงเป็นการแลกเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ หาใช่การซื้อเสียงไม่
(2) “ยิงกระสุนให้ถูกเป้า” วิธีแจกเงินของหัวคะแนนก็บอกให้รู้ได้เหมือนกันว่า เงินอย่างเดียวไม่ทำให้คนได้รับเลือกตั้ง เนื่องจากหัวคะแนนจะต้องรู้ว่าควรจะแจกใคร ใครที่มีแนวโน้มที่จะไปเลือกเขามากที่สุด เขาจึงแจก หากรู้แน่ๆว่าใครจะไม่เลือก เขาก็จะไม่แจก ฉะนั้นคนในพื้นที่มักจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า คะแนนเสียงน่าจะออกมาเช่นไร ใครเลือกใคร ไม่ใช่ว่าอำนาจของเงินซื้อเสียงจะเข้าไป “ซื้อเสียง” ได้จริงๆ
(3) “ชุมชนคือผู้ออกเสียงเลือกตั้ง” การเลือกตั้งไม่ได้จำเป็นต้องมีหน่วยของการตัดสินใจเป็นปัจเจก การแบ่งคนในครอบครัวไปลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครสองคนที่มาให้เงินที่บ้าน เป็นลักษณะหนึ่งของการตัดสินใจในระดับครอบครัวและเครือญาติ การลงคะแนนในระดับชุมชน ในการเลือกตั้งในท้องถิ่น ที่มีการต่อรองกันสูงเนื่องจากผลประโยชน์ใกล้ตัว ทำให้ชาวบ้านบางแห่งรวมตัวกัน ต่อรองว่าหากทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้ชุมชน พวกเขาจะเทคะแนนเสียงให้ นั่นคือการมีข้อแลกเปลี่ยนเชิงนโยบายกับคะแนนเสียง
(4) “เงินซื้อไม่ได้” ชาวบ้านที่ผู้เขียนสัมภาษณ์บางพื้นที่ยืนยันว่าเงินซื้อไม่ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องหมายความว่า ชาวบ้านตัดสินใจอย่างเป็นปัจเจก แต่อาจเป็นเพราะชาวบ้านยืนยันความเป็นอิสระของกลุ่มการเมืองในชุมชน กับกลุ่มการเมืองจากภายนอก เช่นกรณีที่จะมีคน “เลือกเพื่อไทย แต่ไม่ได้เป็นเสื้อแดง” การตัดสินใจทางการเมืองในท้องถิ่นอาจแยกขาดเป็นอิสระจากการเคลื่อนไหวทางการ เมืองระดับประเทศ การรวมตัวเป็นชุมชนทางการเมืองของคนในชนบทไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อเดียวกัน กับการรวมตัว “แนวนอน” ของเสรีชนในเขตเมืองในต่างจังหวัด อย่างไรก็ตาม บางทีพวกเขาเป็นแนวร่วมกันได้ ในแง่นี้การปลุกกระแสของคนเสื้อแดงจึงไม่จำเป็นต้องเป็นผลดีต่อการเลือกต้ง ในชุมชนหลายๆ แห่งเสมอไป เนื่องจากคำว่า “พี่น้องเสื้อแดง” มีนัยทางการเมืองและสังคมวิทยาที่ลึกซึ้ง และแยกแยะกลุ่มคนที่มีใจให้กับ “คนเสื้อแดง” แตกต่างกัน
(5) “การเลือกตั้งมีค่าด้อยกว่าสายใยในชุมชน” แม้ว่าคูหาจะเป็นเทคโนโลยีแห่งอำนาจที่อ้างว่าสามารถสร้างการตัดสินใจอย่าง เป็นปัจเจกได้ แต่ข่ายใยทางสังคมที่ผู้คนพกพามาเลือกตั้งด้วย ทำให้คนจำนวนมากไม่สามารถเลือกโดยไม่คำนึงถึงความผูกพันที่เขามีกับครอบครัว เครือญาติ พรรคพวก ชุมชนได้ ในแง่นี้ เพื่อรักษาสายใยทางสังคม ซึ่งมีค่ามากกว่าการลงคะแนนเสียงในระดับชุมชน ชาวบ้านบางคนจึง “เลือก” ที่จะไม่ไปเลือกตั้ง ด้วยการหลบหน้าไปจากหมู่บ้านในวันเลือกตั้ง
ประชาธิปไตย ชุมชนไม่จำเป็นต้องวางอยู่บนการตัดสินใจของปัจเจกเสมอไป แต่การตัดสินใจของ “ชุมชน” ที่หมายถึงได้ตั้งแต่ครอบครัว เครือญาติ พรรคพวก เครือข่ายทางการเมือง “ชุมชนแนวนอนแบบคนเสื้อแดง” ไปจนถึงเครือข่ายทางการเมืองระดับชาติ มีส่วนต่อการลงคะแนนของปัจเจก
อย่าง ไรก็ดี เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้นช่วยวางเงื่อนไขให้การตัดสินใจของ เครือข่ายย่อยๆเหล่านี้เป็นอิสระจากกันมากขึ้น ทำให้ประชาธิปไตยในชุมชนไม่จำเป็นต้องเป็นปัจเจกชนนิยม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหน่วยเชิงสังคมเหล่านี้จะถูกครอบงำโดยเบ็ดเสร็จจาก อำนาจอิทธิพลในท้องถิ่น
สรุป
การ ซื้อเสียงที่ผ่านมาในอดีต เกิดขึ้นในบริบททางการเมืองที่ชนชั้นนำยังหวงอำนาจ การกระจายอำนาจยังไม่เกิดขึ้น ทำให้อำนาจอธิปไตยของชาวบ้านมีราคาถูก แต่เมื่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองเปลี่ยนไป ชาวบ้านตระหนักถึงอำนาจอธิปไตยของตนเองมากขึ้น การตัดสินใจทางการเมืองในกระบวนการเลือกตั้งจึงมีความหมายขึ้น การต่อสู้ทางการเมืองเพื่อเรียกร้องสิทธิเลือกตั้ง เพื่อเรียกร้องอำนาจของการกำหนดชะตาของประเทศ เพื่อเรียกร้องให้นักการเมืองที่เป็นตัวแทนของชาวบ้านมีอำนาจจัดตั้งรัฐบาล ด้วตนเอง เพื่อให้การเลือกตั้งของเขาแสดงถึงความต้องการผู้นำทางการเมืองในแบบที่เขา ต้องการ จึงมีส่วนทำให้การเลือกตั้งมีค่ามากขึ้น
เมื่อ เงื่อนไขทางเศรษฐกิจและการเมืองเปลี่ยนไป เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับท้องถิ่นและชนชั้นใหม่ทั้งในเมืองและชนบทมาก ขึ้น การใช้เงินเพื่อชักจูงให้คนมาเลือกตั้งจึงมีความสลับซับซ้อน เนื่องจากการเลือกตั้งมีความหมายมากขึ้น และการเลือกตั้งมักเป็การตัดสินใจทางการเมืองของกลุ่ม ของชุมชน เป็น “วิถีประชาธิปไตยในชุมชน” หรือเสรีนิยมที่วางอยู่บนพื้นฐานของทุนทางวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น
ประชาธิปไตยในประเทศไหนๆ ก็ไม่ได้เป็นอิสระจากทุนทางสังคมและวัฒนธรรมดั้งเดิมของสังคมนั้นๆ
วิถี ประชาธิปไตยชุมชนอาศัยทุนทางวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน มาเป็นหน่วยของการต่อสู้ทางการเมืองในชุมชนประชาธิปไตย ทั้งในระดับเล็กๆในหมู่บ้าน ในตำบล จนถึงระดับใหญ่ๆ ระดับชาติทั้งสิ้น ประชาธิปไตยของชาวบ้านในประเทศไทยปัจจุบันจึงไม่ได้แตกต่างไปจากประชาธิปไตย ในประเทศต่างๆ หลายประเทศทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศ “ตะวันตก” และประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ต่างก็วางอยู่บนเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง
หาก เราไม่เฟ้อฝันที่จะมุ่งสร้างสังคมของปัจเจกชนที่เปลือยเปล่าปราศจาก พันธนาการทางสังคมใดๆ แล้วจึงค่อยให้คนเหล่านั้นเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง เราก็ต้องยอมรับการตัดสินใจทางการเมืองที่อยู่ภายใต้โยงใยทางสังคมในชุมชน ท้องถิ่น ในการรวมตัวแนวนอน ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้อุดมการณ์และข้อเรียกร้องทางการเมืองที่ชน ชั้นนำไม่คุ้นเคยหรือไม่อยากให้เกิดการปรับเปลี่ยน
เอกสารอ้างอิง
Apter, Andrew
1987 Things Fell Apart? Yoruba Responses to the 1983 Elections in Ondo State, Nigeria. The Journal of Modern African Studies 25(3):489-503.
Brink-Danan, Marcy
2009 “I vote, therefore I am:” Rituals of Democracy and the Turkish Chief Rabbi. PoLAR: Political and Legal Anthropology Review 32(1):5-27.
Clark, Terry Nichols
1994 Clientelism, U.S.A.: The Dynamics of Change. In Democracy, Clientelism and Civil Society. L. Roniger and A. Gunes-Ayata, eds. Pp. 121-144. Boulder, Colorado: Lynne Rienner Publishers.
Coles, Kimberley A.
2004 Election Day: The Construction of Democracy through Technique. Cultural Anthropology 19(4):551-80.
Karlström, Mikael
1996 Imagining Democracy: Political Culture and Democratisation in Buganda. Africa: Journal of the International African Institute 66(4):485-505.
Michelutti, Lucia
2007 The Vernacularization of Democracy: Political Participation and Popular Politics in North India. Journal of the Royal Anthropological Institute 13(3): 639-656.
Paley, Julia
2002 Toward an Anthropology of Democracy. Annual Review of Anthropology 31:469–96.
Pinches, Michael
1992 The Working Class Experience of Shame, Inequality, and People Power in Tatalon, Manila. In From Marcos to Aquino: Local Perspectives on Political Transtion in the Philippines. B.J. Kerkvliet and R.B. Mojares., eds. Pp. 166-186. Honolulu, Hawaii: University of Hawaii Press.
Schaffer, Frederic C.
1997 Political Concepts and the Study of Democracy: The Case of Demokaraasi in Senegal. PoLAR: Political and Legal Anthropology Review 20(1):40-49.
Zappala, Gianni
1998 “Clientelism, Political Culture and Ethnic Politics in Australia”. Australian Journal of Political Science 33(3): 381-397.


[1] บทความชิ้นนี้เป็นผลส่วนหนึ่งของการ “ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย” ซึ่งสำรวจความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสังคมไทยในปัจจุบัน งานวิจัยเสนอเบื้องต้นว่า การเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทยในช่วงสองถึงสามทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ความขัดแย้งในปัจจุบันยืดเยื้อ และไม่สามารถทำความเข้าใจได้ด้วยกรอบความเข้าใจการเมืองไทยแบบเดิมอีกต่อไป เนื่องจากแกนกลางของผู้กระทำการในกระบวนการของความเปลี่ยนแปลงนี้อยู่ใน กลุ่มชนชั้นกลางระดับล่าง คนในต่างจังหวัด และคนในชนบท ความสนใจของงานวิชาการที่ศึกษาสังคมไทยในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องหันไปสู่การ ศึกษาชนบทกันอีกครั้งหนึ่ง ด้วยทุนวิจัยของสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เขียนร่วมกับอภิชาต สถิตนิรามัย, นิติ ภวัครพันธ์ุ, วรรณวิภางค์ มานะโชติพงษ์, ประภาส ปิ่นตบแต่ง, ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, เวียงรัฐ เนติโพธิ์, จักรกริช สังขมณี และอนุสรณ์ อุณโณ เก็บข้อมูลทั้งในพื้นที่เฉพาะ และเปรียบเทียบข้ามพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจความขัดแย้งทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยดัง กล่าว

มายาคติ:ไม่มีการซื้อเสียงที่ปักษ์ใต้?

ที่มา Thai E-News



หร๊อย-บรรยากาศหาเสียงด้วยสำเนียงทองแดงขนานแท้ของพรรคเพื่อไทย VS ประชาธิปัตย์

โดย ฉันทนา ซ้องสกุล

ใน รอบสองทศวรรษที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน แวดวงนักวิชาการและสื่อมวลชน มักมีข้อสรุปกันว่า “การเลือกตั้งมีการซื้อเสียงกันในภาคอีสาน ภาคเหนือ หรือคนอีสานคนเหนือ โง่ ถูกซื้อ ขายเสียง” ต่างจากคนใต้รู้จัก”ประชาธิปไตย ไม่ขายเสียง”

ปัจจุบันก็ยังสรุปกันเช่นนั้น

เป็นความคิดที่ไม่เคยสำรวจ ไม่เคยทำการศึกษาวิจัยกันอย่างจริงๆจังๆ เป็นการเหมารวมแบบง่ายๆ หรืออาจจะ มีอคติอยู่ในใจ

ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปสังเกตการณ์ และสนทนากับคนเหนือ คนอีสาน คนใต้ บางคนบางกลุ่ม

กลับพบว่า ภาคอีสาน และภาคเหนือ ตอนนี้ใครที่อยากจะเป็นหัวคะแนนพรรคอื่นๆที่มิใช่พรรคเพื่อไทย หายาก และคิดหนัก

เนื่อง เพราะว่า คนเหนือ คนอีสาน จำนวนมาก ตั้งใจเลือกพรรคเพื่อไทย แม้ไม่มีใครจ่ายเงินให้ ขณะที่พรรคอื่นๆ ที่จ่ายเงิน หัวคะแนนก็ไม่มั่นใจจะได้ตามเป้าที่จ่ายหรือไม่ ? จะมีการรับเงินแต่ไม่เลือกหรือไม่?

และถ้าไม่ได้ตามเป้า ที่มีการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้งระดับหมู่บ้าน สามารถรับรู้ได้ง่าย จะถูกคนจ่ายเงินตามเก็บเช็คบิลล์ทีหลังหรือไม่ ? จึงหาหัวคะแนนใจถึงยากมากขึ้น

ในทางกลับกัน คนใต้จำนวนมากส่วนใหญ่ก็ว่าได้ ยังหลงไหลเป็นปลื้มกับพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องเพราะ เป็น”พรรคคนใต้” “ยังไงคนใต้ต้องรักพรรคของคนใต้”ไว้ก่อน

แต่ การเลือกตั้งในครั้งนี้ จากนโยบาย “ชั่งไข่ไก่” เข้าคิวซื้อ”น้ำมันปาล์ม” ที่คนใต้เองก็รู้ว่า ใครเจ้าของสวนปาล์มขนาดใหญ่ ใครเจ้าของโรงงานน้ำมันปาล์ม เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร ? หรือไม่?

ที่สำคัญมากๆ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใต้ที่ผ่านมา เกิดการเปรียบเทียบกับการแก้ไขปัญหาสีนามิ สมัยรัฐบาลทักษิณ เปรียบเทียบกับสรยุทธิ์ ข่อง 3 เห็นการแก้ไขปัญหาที่เชื่องช้า เห็นการประท้วงการไม่จ่ายเงินของชาวนครศรีธรรมราชช่วงน้ำท่วมครั้งก่อน



สิ่งเหล่านี้ ทำให้ ปักษ์ใต้ไม่เหมือนเดิม ในการเลือกตั้งครั้งนี้

และ มีผู้ลงสมัครหลายคน ที่เป็นทายาทนักการเมืองใหญ่โตบางพื้นที่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ส่งลงสมัครเลือกตั้ง โดยที่คนเลือกไม่พึงพอใจ "เสาไฟฟ้า"เสมือนดูถูกกคนเลือก จึงอาจมีคะแนนสั่งสอนกันบ้าง

ประเภทยังเลือกพรรค แต่ไม่เอาตัวบุคคล

หรือบางคนบางกลุ่ม ทำใจเลือกตัวบุคคล แต่ไปเลือกพรรคอื่น ประเภทยังไม่ตัดใจจากได้ รักเผื่อเลือกก็มีให้เห็น

นอก จากนี้แล้ว ยังพบว่า มีคู่แข่งบางพื้นที่ ตัวบุคคลลงสมัครเป็นที่นิยมของคนเลือก แต่ไม่สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ แถมมีเงินค่าน้ำชากาแฟ พันสองพันบาทก็มีขึ้นแล้ว

คนภาคใต้ประเภทเบื่อ ไม่มาเลือกตั้งก็มีให้เห็น ประเภทนั่งจดจ่อกับเอเอสทีวีคงโหวตโนตามพันธมิตรก็คงมีพอสมควร
คนใต้ที่ชัดเจนเลือกพรรคฝ่ายประชาธิปไตยก็นับวันปริมาณมากขึ้น

แต่ ก็มิใช่ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ชนะในพื้นที่ภาคใต้ และพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องการให้คนมาลงคะแนนมากๆด้วย ไม่ใช่ชนะอยู่แล้วไม่ต้องไปลงคะแนน นอนตีพุงอยู่ที่บ้านก็ได้ เพื่อจะได้เป็นสง่าราศีให้กับพรรค

ส่วนจำเป็นต้องซื้อเสียงหรือไม่ ? ราคาแพงไหม ? คิดรายหัวหรือรายครอบครัว ? ต้องมีค่ารถมาแพงๆมาลงคะแนนหรือไม่? มิอาจรับรู้ได้

รอ การศึกษาวิจัยจากนักวิชาการ รอการพิสูจน์จากสื่อมวลชน อย่างจริงๆจรังๆ และควรเลือกพื้นที่จังหวัดตรังด้วย เนื่องเพราะ เป็นพื้นที่ของอดีตนายกรมต. ชวน หลีกภัย นายกรมต.ที่ยังเช่าบ้านเขาอยู่ ผู้ไม่เคยซื้อเสียงเลยในชีวิตนักการเมือง

คนอื่นซื้อให้หรือไม่? ก็มิอาจรู้ได้

เพียงแต่อยากบอกว่า “ไม่มีการซื้อเสียงที่ปักษ์ใต้ อาจเป็นมายาคติ” ก็ได้

ถ้าตราบใดนักวิชาการ สื่อมวลชน นั่งเทียนคิดเขียนกันอยู่ในห้องแอร์ และมีคำตอบกันอยู่แล้ว

แต่ผู้เขียนก็มิได้หมายความว่า คนขายเสียง จะเป็นคนไม่ดี ตามที่นักวิชาการ สื่อมวลชน บางคนวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่
เพราะบางแง่มุม

บางครั้ง การเลือกด้วย การได้สตางค์ด้วย ก็อาจเป็นการเริ่มต้นการต่อรองเบื้องต้นของคนเลือกด้วย มิใช่หรือ?


******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:เบอร์1พาเหรดที่ปักษ์ใต้กลางดงปชป.+Vote NO เสาไฟฟ้าไม่แบเบอร์นครมีสิทธิ์พลิกฉุนกินน้ำใต้ศอกชวน


-คนใต้อดีตเสื้อเหลืองสารภาพบาป:กว่าจะรู้เดียงสา

จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ(4):ตาย 91 ศพ 2000 ผู้บาดเจ็บ 0 ความรับผิดชอบ...ไม่มีใครสั่งฆ่า!

ที่มา Thai E-News





91ศพ 2,000 ผู้บาดเจ็บ 0 คำขอโทษ-ในบันทึกฉบับนี้นาย อภิสิทธิ์กล่าวถึงชายชุดดำ 4 ครั้ง กลุ่มติดอาวุธ 3 ครั้ง ว่าเป็นผู้รับผิดชอบต่อการเสียชีวิต 91 ศพ ไม่มีตอนใดที่กล่าวว่า เป็นฝีมือของทหารใต้คำสั่งการของเขา และเขาก็ไม่ได้สั่งฆ่า ส่วนคลิปวิดิโอข้างบนเป็นการเปิดซักฟอกเรื่อง 91 ศพ ต่ออภิสิทธิ์แบบตัวต่อตัวจากหญิงชาวบ้าน ซึ่งอ้างว่าเคยให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 มิถุนายน 2554


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เขียนบันทึก จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ 4ลงในเฟซบุ๊คของเขาเผยแพร่เมื่อเวลา 19.07 น.วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


91 ศพสังเวยความต้องการใคร (ภาค 2)

หลังจากสังคมได้รับรู้เรื่องเหตุการณ์ 10 เมษา และปรากฏการณ์ชายชุดดำ ปัญหาการชุมนุมก็ยังไม่ยุติ

ตรง กันข้ามมีการใช้ความรุนแรงอย่างต่อเนื่องกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นการยิง M79 ที่สถานีรถไฟฟ้า BTS ที่ศาลาแดง การสูญเสียของเจ้าหน้าที่ที่ถนนพระราม 4 เป็นปรากฏการณ์ที่ตรงกันข้ามกับปี 2551

วันนั้นมีแต่ M79 ยิงใส่ผู้ชุมนุมฝ่ายพันธมิตร

แต่ปี ’53 M79 ออกมาจากพื้นที่ชุมนุมยิงใส่ชาวสีลม ข่มขู่ประชาชนทั่วไป

โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่หลายคนไม่อยากจำ แต่ลืมไม่ลง คือ การบุกโรงพยาบาลจุฬาฯ จนต้องมีการย้ายคนไข้ ไม่เว้นแม้แต่สมเด็จพระสังฆราช

ทุก ท่านคงนึกออกว่า แรงกดดันที่มาที่ ศอฉ. ให้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมจะรุนแรงแค่ไหน ผมแบกรับอย่างต่อเนื่อง แต่อดทนเพื่อหาแนวทางสันติ

จนต้นเดือนพฤษภาคม ผมจึงเสนอแผนปรองดองที่พูดถึงการแก้ปัญหาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องของผู้ชุมนุมในทุกเรื่อง

โดยเฉพาะหากยกเลิกการชุมนุมก็จะจัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน ผมถูกก่นด่าว่าอย่างรุนแรงจากคนที่สนับสนุนผม

แต่ผมต้องการเห็นบ้านเมืองสงบทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ข้อเสนอทั้งหมดไม่ได้คะแนนจากชาวเสื้อแดง แต่เสียคะแนนจากฝ่ายสนับสนุนผม

ข้อเสนอผมเป็นเหตุเป็นผลขนาดที่แกนนำบนเวทีต้องตอบรับแต่ขอเวลาที่จะตัดสินใจในการสลายการชุมนุม

ระหว่าง นั้นผมก็ให้คุณกอร์ปศักดิ์ประสานงานตลอด แต่เจรจาอย่างไรก็ไม่เป็นผล ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มขอคืนพื้นที่บริเวณโรงพยาบาลจุฬาฯ ฯลฯ

สิ่งที่ผมสังหรณ์ใจไม่ผิดก็คือ แผนปรองดองทั้งหมดมีจุดอ่อนจุดเดียว คือ ไม่มีการนิรโทษกรรมให้คุณทักษิณ

แม้ แกนนำหลายคนก็เริ่มอยากจะให้แผนนี้เป็นทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่าย การเจรจาคืบหน้าไปจนถึงจุดที่ว่าจะช่วยกันดูแลให้พี่น้องคนเสื้อแดงที่มา ชุมนุมกลับบ้านได้อย่างไร เช่น ประสานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

แต่สุด ท้าย การเจรจาก็ล้มเหลว เพราะไม่ได้รับไฟเขียวจากนายใหญ่ ฝ่ายเจรจาของผู้ชุมนุม ที่แปลกใจหรือผิดหวังตั้งแต่ 10 เม.ย.ว่ามีคนตายแล้วแต่รัฐบาลยังอยู่ได้ มองว่า หากไม่มีการนิรโทษกรรม คุณทักษิณก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร จึงไม่ต้องการให้คลี่คลาย เพราะไม่ได้รับชัยชนะ แม้แต่ก่อนสลาย เราพยายามจะเจรจาให้ส่งผู้ชุมนุมกลับบ้านก่อนมอบตัว แต่ถูกปฏิเสธ

ในที่สุด เวลาผ่านไป 10 วันก็ชัดเจนว่า จะไม่มีการเลิกการชุมนุม

ศอฉ. จึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องรักษากฎหมายโดยการ “กระชับพื้นที่”

ไม่ได้เข้าไปสลายการชุมนุม แต่ตั้งด่านปิดล้อมเพื่อให้คนออกจากพื้นที่ชุมนุม ไม่ให้คนเข้า เพียงแต่ต้องใช้อาวุธจริงเพื่อป้องกันตนเองและป้องกัน M79

ความ สูญเสียระหว่างวันที่ 14-18 พ.ค. ไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่มีใครสั่งฆ่าประชาชน แต่มีกลุ่มคนติดอาวุธโจมตีด่าน ทำให้เกิดการปะทะกัน โดย ศอฉ.ได้เตือนประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มอาสาสมัคร และสื่อมวลชนให้ระวังตัวว่าจะเป็นเป้าของการยั่วยุให้ปะทะ และชายชุดดำซึ่งอยู่ที่ตึกชีวาทัย (ถ.ราชปรารภ) และบริเวณใต้ทางด่วน ถ.พระราม 4

หลายคนเคยเห็นภาพที่ทำได้กระทั่งเอาเด็กมาเป็นโล่มนุษย์

จนในที่สุด ศอฉ. จำเป็นต้องตัดสินใจเข้ายึดพื้นที่บริเวณสวนลุมฯ ซึ่งเป็นที่ซ่องสุมของอาวุธและชายชุดดำในเช้าวันที่ 19 พ.ค. แต่ไม่ได้เข้าไปในพื้นที่ชุมนุม จนแกนนำยอมสลายเอง ซึ่งหากไม่ทำเช่นนั้น ความสูญเสียก็จะมีต่อไปไม่รู้จบ

แต่ แล้วปัญหาก็ไม่ได้จบไปกับการสลายการชุมนุมและการมอบตัวของแกนนำ ซึ่งก็เป็นไปตามคำประกาศครั้งสุดท้ายของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่พูดบนเวทีก่อนสลายการชุมนุมว่า

“การชุมนุมยุติลงแล้ว แต่การต่อสู้ของเรายังไม่จบ”

จากนั้นไม่ถึงชั่วโมง กรุงเทพฯ ก็กลายเป็นทะเลเพลิงเหมือนกับที่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง เคยปลุกระดมเอาไว้

เป็น สถานการณ์ที่พี่น้องจำนวนมากที่ติดตามจากการถ่ายทอดสดของทีวีแทบทุกช่อง อาจถึงขั้นหลั่งน้ำตาที่ต้องมาเห็นภาพคนไทยฆ่ากันเอง และยังต้องสลดหดหู่กับภาพคนไทยเผาเมืองหลวงของเรา เพราะถูกปลุกปั่นยุยงด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จอีกด้วย

เหตุการณ์ที่สะเทือนใจคนไทยอย่างมากก็คือ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นที่วัดปทุมฯ

ที่ จริงเมื่อมีข้อเสนอให้ประกาศเป็นเขตอภัยทาน ผมให้คุณกอร์ปศักดิ์ประสานไปว่า ไม่อยากให้ทำ เพราะควรอำนวยความสะดวกให้คนกลับบ้านมากกว่า

ที่สำคัญ ผมบอกว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะให้มีแต่ผู้หญิง เด็ก คนแก่เข้าไปในพื้นที่ ผมรู้ว่าต้องมีคนติดอาวุธเข้าไปด้วย ซึ่งต่อมาก็มีการพบอาวุธที่ถูกนำไปซ่อนในที่นั้น ผมเคยถามด้วยซ้ำว่า หากมีการยิงกัน ปะทะกันจนเกิดความสูญเสีย ใครจะรับผิดชอบ

แม้ ในวันที่ 19 เอง ก็ยังมีคนจากอีสานที่รับจ้างทำบ้องไฟกับเพื่อน ๆ แต่สุดท้ายไม่ได้รับค่าจ้าง หลบหนีเข้าไปอยู่ในวัดปทุมฯ ซึ่งต่อมาได้พยายามหนีกับเพื่อน ๆ ออกจากประตูวัดด้านใกล้แยกอังรีดูนังต์ แต่เพื่อนที่วิ่งนำหน้าถูกกลุ่มชายชุดดำใส่หมวกไหมพรม 5-6 คน ยิงจนเสียชีวิตและลากศพไปเผาบริเวณที่บังเกอร์หน้าวัด เขาจึงวิ่งย้อนกลับไปหลบหนีออกด้านหลังวัด ในที่สุดชายคนนี้ได้ให้ปากคำที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ ในฐานะพยานผู้เห็นเหตุการณ์การกระทำอันโหดร้ายของกลุ่มชายชุดดำ

หลัง กระชับพื้นที่วันที่ 19 พ.ค. ศอฉ. จึงไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปบริเวณนั้น แต่ก็เจอกับปัญหาเผาเซ็นทรัลเวิลด์ สยามสแควร์ ไม่นับการเผาช่อง 3 และศาลากลางในหลายจังหวัด

ซึ่งทุกแห่งมีการใช้กลุ่มติดอาวุธยิงสกัด กั้นรถดับเพลิง จนเจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปคุ้มครอง ผมเองยังได้รับการติดต่อจากนักข่าวต่างประเทศที่ถูกยิงบริเวณวัดให้เข้าไป ช่วย ซึ่งรถพยาบาลกว่าจะเข้าไปได้ก็ต้องมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองด้วยความยากลำบาก

ผม ไม่สามารถฟันธงได้หรอกครับว่า 6 ศพที่วัดปทุมฯ เป็นฝีมือใคร แต่ผมถามว่า มีเหตุผลอะไรที่เจ้าหน้าที่จะจงใจไล่ยิงประชาชนเมื่อการชุมนุมสิ้นสุดแล้ว ผมเชื่อว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นอาจเป็นผลของการปะทะหรือการฉวยโอกาสของ กลุ่มติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ ซึ่งผมหวังว่าคณะกรรมการฯ และหน่วยงานจะให้ความจริงกับเราต่อไป

เมื่อเหตุการณ์ คลี่คลายลง คนใกล้ชิดผมจำนวนไม่น้อยแนะนำให้ผมยุบสภา ลาออก หรือเว้นวรรคทางการเมือง เพื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ ไม่ต้องมีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย พวกเขาบอกผมว่า นับจากนี้ไปชีวิตผมไม่มีทางปลอดภัย แต่ถ้ายอมแพ้ให้คุณทักษิณได้ในสิ่งที่ต้องการทุกอย่างก็จะจบ

แต่ผม ไม่คิดว่าจบหรอกครับ ผมว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นหายนะครั้งใหม่ของชาติมากกว่า และที่ผมตัดสินใจมุ่งมั่นแก้ปัญหาต่อไป ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าชีวิตถูกคุกคามได้ทุกเมื่อ ไม่ใช่เพราะยึดติดกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เพราะผมตระหนักถึงหน้าที่ของตัวเองว่าต้องใช้อำนาจที่มีต่อสู้เพื่อรักษา บ้านเมืองของเรา

ในช่วงเวลานั้น ผมได้รับกำลังใจจากประชาชนจำนวนมากที่ส่งข้อความมายังโทรศัพท์มือถือของผม เป็นแรงใจให้ผมมีความเข้มแข็งยืนหยัดต่อสู้เพื่อนำบ้านเมืองของเรากลับสู่ ความสงบให้ได้

แม้จะอยู่ในอารมณ์เศร้าสะเทือนใจต่อสถานการณ์ที่เกิด ขี้น แต่ผมก็รู้ดีว่ามีหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี เป็นนักการเมืองที่อาสาตัวมารับใช้พี่น้องประชาชน ผมท้อไม่ได้ และผมไม่มีสิทธิ์ถอยเพราะถ้าทำอย่างนั้นก็เท่ากับว่า ผมทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชนที่ให้โอกาสผมได้เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยมา ยาวนานเกือบ 20 ปี

“อย่าใจเสีย อย่ายุบสภา อย่าลาออก ท่านนายกฯทำดีที่สุดแล้ว”

“หลัง ควันไฟจบบ้านเมืองก็สงบด้วย สิ่งปลูกสร้างเราซ่อมแซมใหม่ได้ หน้าที่ต่อไปคือนำประเทศผ่านวิกฤติครั้งนี้ให้ได้ ท่านนายกฯ ยังมีหน้าที่สู้ต่อเพื่อบ้านเมืองของเรา เชื่อมั่นว่าท่านทำได้”

และ ข้อความอีกมากมายที่ส่งมาให้กำลังใจ เป็นเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจที่อ่อนล้าของผมให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง มันสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวระหว่างผมซึ่งเป็นผู้บริหารประเทศกับ ประชาชนภายใต้การดูแลของผม

ช่วงที่เปลวเพลิงยังลุกโชติช่วงที่ เซ็นทรัลเวิลด์ ผู้บริหารของเซ็นทรัลเวิลด์ท่านหนึ่งโทรศัพท์มาหาผม แต่ในขณะนั้นผมกำลังอยู่ในที่ประชุมเพื่อร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคลี่ คลายสถานการณ์ดับไฟกลางเมืองให้ได้ เพราะมีปฏิบัติการของคนชุดดำลอบยิงเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปดับเพลิง จน ทำให้การดับเพลิงเป็นไปด้วยความยากลำบาก อีกทั้งเมื่อสามารถดับไฟได้แล้วก็ยังมีความพยายามเผาใหม่หลายรอบ ทำให้เซ็นทรัลเวิลด์เกือบมอดเป็นเถ้าถ่าน แต่ในที่สุดเราคนไทยก็ผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกันจนได้

เมื่อ สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ผมโทรศัพท์กลับไปยังผู้บริหารเซ็นทรัลเวิลด์ ยอมรับเลยครับว่า ระหว่างกดหมายเลขโทรศัพท์ผมนึกประหวั่นในใจเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่าจะพบกับปฏิกิริยาเช่นไรจากบุคคลที่ถือเป็นผู้สูญเสีย แต่ผมหนีความรับผิดชอบไม่ได้ ไม่ว่าจะถูกต่อว่าแค่ไหน ผมรู้ดีว่าเป็นสิ่งที่ต้องน้อมรับ เพราะแม้จะพยายามอย่างเต็มที่ให้ความสูญเสียทั้งร่างกายและทรัพย์สินเกิด ขึ้นน้อยที่สุด แต่ก็รู้ดีว่า การจลาจลครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อทั้งภาพลักษณ์ของประเทศและ เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างรุนแรง

ผมต้องขอขอบคุณผู้บริหารเซ็นทรัลเวิลด์ท่านนั้น ปลายสายที่พูดกับผมคำแรกแตกต่างไปจากที่ผมคิดไว้มากนั

“ก่อนอื่นต้องบอกว่า นายกรัฐมนตรีตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ที่โทรมาเพียงแค่ต้องการแจ้งถึงสภาพโครงสร้างอาคาร...”

เรา พูดคุยกันถึงการดูแลอาคารไม่ให้ทรุดตัวลงจากเปลวเพลิงครั้งนี้ ขณะเดียวกันผมก็คิดล่วงหน้าไปถึงการเยียวยาทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุ เผาบ้านเผาเมืองดังกล่าว ควบคู่ไปกับการจัดการตามกฎหมายกับคนที่ทำชาติย่อยยับ มิใช่เพราะโกรธแค้นแต่ผมยืนยันเสมอว่า บ้านเมืองต้องปกครองโดยหลักนิติรัฐ ใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมตัดสินความถูกผิด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับสถานการณ์ความขัดแย้งในบ้านเมืองที่ขยายวงกว้าง มากขึ้นทุกที

หน้าที่สมานบาดแผลแผ่นดินยังเป็นสิ่งที่ผมมุ่งมั่นเดิน หน้าต่อ แม้จะรู้ว่าการอยู่ตรงกลางระหว่างคนสองสี คือ ทั้งสีเหลืองและสีแดง จะทำให้ผมไม่ได้รับคะแนนนิยมจากสองฝ่ายนี้เลย แต่ผมเห็นว่าการสลายสีให้ประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคนไม่ใช่ตกเป็นเบี้ยล่าง มวลชนสีใดสีหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ที่ผมต้องทำให้ลุล่วง

เมื่อ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมทั้งคณะกรรมการของ อ.คณิต นำเสนอข้อมูลกับผมว่า มีคนเสื้อแดงจำนวนมากที่ไม่ได้รับการดูแลตามสิทธิทางกฎหมาย ผมก็ให้กระทรวงยุติธรรมเข้าไปช่วยเหลือดูแลในเรื่องการประกันตัวตามสิทธิที่ เขาพึงมี เพราะเป็นหน้าที่รัฐบาลในการดูแลประชาชนทุกคนไม่ว่าเขาจะเรียกตัวเองว่าสี อะไรก็ตาม ส่วนการจะให้ประกันตัวหรือไม่นับเป็นดุลพินิจของศาล

นอก จากนั้น ครม.ยังมีมติเพื่อตอกย้ำว่า รัฐบาลพร้อมให้ความเป็นธรรมในการดูแลสิทธิของพี่น้องเสื้อแดงที่ไม่มีทนาย ความคอยดูแลเหมือนบรรดาแกนนำ

ผู้รู้ครับว่า ทำอย่างนี้คนเสื้อแดงก็ไม่ได้เกลียดผมน้อยลง บางคนออกจากคุกได้เพราะกระทรวงยุติธรรมเข้าไปช่วยดำเนินการให้ก็ยังด่าผม อยู่ดี

ขณะที่คนบางกลุ่มก็ประณามการกระทำของผมว่า เป็นการเกี๊ยะเซี๊ยะกับคนเสื้อแดง ปล่อยคนเผาเมืองออกจากคุก ทั้ง ๆ ที่อำนาจในการประกันตัวนั้นเป็นดุลพินิจของศาลโดยแท้ และดีเอสไอซึ่งเป็นผู้ดูแลคดีก็ยังมีการคัดค้านการประกันตัวแกนนำบางคนที่ เห็นว่า หากออกจากกรงขังไปอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของบ้านเมือง ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นใด ๆ ทั้งสิ้น

ผมถาม ง่าย ๆ ครับว่า ถ้าผมต้องการเอาใจฐานเสียงของตัวเองที่ต้องการเห็นความเด็ดขาดในการแก้ปัญหา กับคนเสื้อแดง ผมก็เพียงอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องเข้าไปดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น ปล่อยผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ถูกแกนนำทอดทิ้งให้ติดคุกโดยไม่มีใครเหลียวแล ต้องรับชะตากรรมกินข้าวแดงต่อไปก็ได้ และผมก็ไม่ต้องโดนประณามว่ากลัวคนเสื้อแดง แต่จะได้ใจคนกลุ่มอื่นแทน

แต่ ผมทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะผมได้ยืนยันมาตั้งแต่ต้นหลังรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า ผมจะเป็นนายกฯ ของคนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะสนับสนุนผมหรือไม่สนับสนุนผมก็ตาม

การอยู่ ท่ามกลางระหว่างสี ทำให้ผมเปรอะเปื้อนไปด้วยการสาดสีใส่โคลน แต่ผมก็รับสภาพด้วยความอดทนอดกลั้น เพราะรู้ดีว่าการสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างการเมืองสุดโต่งนั้นไม่ ใช่เรื่องง่าย แต่ผมยังไม่ละความพยายามที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในประเทศให้จงได้ ไม่ใช่ความปรองดองในหมู่นักการเมืองด้วยกัน แต่ต้องปรองดองบนความถูกต้อง ไม่ให้หลักการของประเทศเสียหาย

วันนี้หลังเหตุการณ์ผ่านไปหนึ่งปี ยังคงมีกระบวนการที่ตั้งธงว่า ผมเป็นฆาตกร

ลองเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่ตากใบ กรือเซะ และการฆ่าตัดตอน 2,000 กว่าศพ ดูสิครับ

แล้วท่านจะเข้าใจความแตกต่างระหว่างการสั่งฆ่าประชาชนกับการรักษากฎหมาย

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง


-สูตรสำเร็จชายชุดดำแป้กมาร์คเหวอเจอชาวบ้านดวลเดือด เหยื่อคุกแฉโดนกับตัวที่แท้ทะเหี้ย..มคือMIB

-ปริศนาไขกระจ่างชายชุดดำคือใคร? ฮิวแมนไรต์ว็อท์ชแฉทหารฆ่าเสื้อแดงลอยนวลเหนือกฎหมาย

แบ รด อดัมส์ แห่งฮิวแมนไรท์วอทช์ล่าวว่า "แกนนำ นปช. ถูกตั้งข้อหาว่าก่ออาชญากรรมร้ายแรงไปแล้ว แต่ถึงแม้รัฐบาลจะให้สัญญาว่าจะเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงด้วย จนถึงขณะนี้ยังไม่มีทหาร หรือตำรวจซักนายที่ถูกดำเนินคดี"..เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลอยู่ เหนือกฎหมาย "สภาพเช่นนี้เน้นให้เกิดความเข้าใจในหมู่ประชาชนไทยว่า ตาชั่งของกระบวนการยุติธรรมนั้นไม่เป็นกลาง"

"เห็น ชัดๆ ว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลยิงผู้ชุมนุมประท้วง ส่วนกองกำลังติดอาวุธก็ยิงทหาร แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครที่ต้องรับผิด" "คนที่ถูกสังหาร และได้รับบาดเจ็บสมควรจะได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้ รัฐบาลควรจะรับรองว่าผู้ที่ใช้ความรุนแรง และละเมิดสิทธิมนุษยชนจากทั้งสองฝ่ายต้องถูกสอบสวน และดำเนินคดีลงโทษ"
(จากรายงานฮิวแมนไรท์วอทช์เรื่อง:ความล้มเหลวในการเอาผิดเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลตอกย้ำปัญหาการปล่อยให้คนผิดลอยนวล )

-นักข่าวสนามเนชั่น:คำขอโทษ จากนายกฯอภิสิทธิ์

92 ศพ

2,000 ผู้บาดเจ็บ

162 คดีภายใต้การควบคุมของดีเอสไอ

31 ผู้เสียชีวิตที่ถูกยิงศีรษะ

0 คำขอโทษจากนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

-365วันคนเจ็บยังถูกใส่ร้าย คนตายยังถูกกล่าวหา ...คน "สั่ง" ยังลอยหน้า คน "ฆ่า" ยังลอยนวล !!

-เช็กบัญชีมือฆ่าหมู่10เมษา-19พฤษภา ใครเป็นมือสไนเปอร์ ใครเหี้ย..มสังหารหมู่วัดปทุม ใครเผาCTW?

-เฟซบุ๊คร้อนฉ่าณัฐวุฒิดวลเดือดมาร์ค91ศพ

กิจกรรม รำลึก 13 เดือนวีรชนราชประสงค์ 9 โมงเช้า นปช.ทำบุญพระ999รูปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ส่วนกลุ่มราษฎรใหม่ จัดรำลึกที่ป้ายราชปะสงค์ 17.00-22.00 น.

พ.อ.สรรเสริญปล่อย"ไก่อู"อ้างพระราชนิพนธ์ร.6 "เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง" แท้จริงเป็นกลอน"นเรศ นโรปกรณ์"

ที่มา Thai E-News

มีการแซวกันว่าถ้าเป็น "คนเสื้อแดง" อ้างกลอนบทนี้ว่าเป็นพระราชนิพนธ์ของ ร. 6 เขาอาจเจอมาตรา 112...

ที่มา มติชนออนไลน์

หลัง จาก พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวยืนยันว่า "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรีไม่ได้เข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์จะออกรายการพิเศษทางช่อง 5 และช่อง 7

นอกเหนือจากปฏิเสธข่าวนั้นแล้ว เสธ.ไก่อู ยังชี้แจงเพิ่มเติมถึงเนื้อหาที่พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ด้วย โดยพยายามจะย้ำว่าทหารมีเจตนารมณ์ยึดมั่นในอุดมการณ์รับใช้ประเทศชาติ

และเพื่อเพิ่ม "น้ำหนัก" ของการแถลงข่าว เขาจึงยกบทกลอนบทหนึ่งขึ้นมา

เสธ.ไก่อู ยืนยันด้วยเสียงหนักแน่นและมั่นใจว่าเป็น "พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6"


“ผมมีคำกลอน 1 กลอน ซึ่งไม่ได้ต้องการจะเอาใจใคร ผมจำได้ว่าเราเคยได้รับการสอนสั่งมาตั้งแต่เป็นสมัยนักเรียน ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 ความว่า

เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง ฤๅจะมุ่งมาศึกษา
เพียงเพื่อปริญญา เอาตัวรอดกระนั้นฤๅ
แท้จริงเจ้าควรคิด จงตั้งจิตและยึดถือ
รับใช้ชาติไทยคือ ปลายทางเราที่เล่าเรียน...

….ทุกคนที่เป็นทหารยึดมั่นใจเจตนารมณ์อันนี้มาโดยตลอด"

ฟังดูหนักแน่นและน่าเชื่อถือ
แต่สำหรับนักกิจกรรมนักศึกษารุ่นเก่า ฟังบทกวีเสริมความรักชาติของพ.อ.สรรเสริญแล้ว.อึ้ง
ก่อนจะ...ยิ้ม
แล้ว...หัวเราะ

เพราะ พ.อ.สรรเสริญ ปล่อย "ไก่อู" ตัวใหญ่

มีการแซวกันว่าถ้าเป็น "คนเสื้อแดง" อ้างกลอนบทนี้ว่าเป็นพระราชนิพนธ์ของ ร. 6 เขาอาจเจอมาตรา 112
.................


เพราะ "เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง....." ไม่ใช่พระราชนิพนธ์ ของรัชกาลที่ 6 บทกวีนี้คุ้นเคยกันดีในหมู่นักกิจกรรมรุ่นก่อน 14 ตุลาคม 2516 ยาวนานมาถึงรุ่นเดือนพฤษภาคม 2535


"นเรศ นโรปกรณ์" แต่งกลอนบทนี้เมื่อก่อนปี 2500 ซึ่งเป็นยุค "สายลมแสงแดด"


นัก ศึกษาสมัยนั้นไม่สนใจเรื่องราวทางสังคม ทั้งที่ประเทศชาติเป็นเผด็จการ "นเรศ" จึงแต่งกวีบทนี้ขึ้นมาเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกของนักศึกษา

และเนื้อหาที่ถูกต้องก็คือ


"เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง หรือจะมุ่งมาศึกษา
เพียงเพื่อปริญญา เอาตัวรอดเท่านั้นฤๅ
แท้ควรสหายคิด และตั้งจิตร่วมยึดถือ
รับใช้ประชาคือ ปลายทางเราที่เล่าเรียน"


สังเกตุคำว่า "แท้ควรสหายคิด" และ "รับใช้ประชา" ไม่ใช่ "แท้จริงเจ้าควรคิด" และ "รับใช้ชาติไทย" ตามสำนวนของเสธ.ไก่อู

การใช้คำว่า "สหาย" และ "รับใช้ประชา" เพราะนี่คือบทกวีของ "ฝ่ายซ้าย"

"นเรศ" เขียนกวีบทนี้ขึ้นมาตอนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ต่อมาเมื่อรัฐบาลจอมพล.ป.พิบูลสงคราม กวาดล้างทางการเมืองครั้งใหญ่ "นเรศ" ก็ถูกจับในข้อหากบฎและกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์

ข้อหาฮิตในยุคเผด็จการ ซึ่งกำลังย้อนกลับมาฮิตอีกครั้งในวันนี้

กวีบทนี้ว่ากันว่าเป็นแรงบันดาลใจทำให้ "วิทยากร เชียงกูล" เขียน "เพลงเถื่อนสถาบัน" ในหนังสือ "ฉันจึงมาหาความหมาย" เมื่อปี 2511

และมีวรรคทองที่ส่งผลสะเทือนทางความคิดอย่างรุนแรง


"ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึงมาหาความหมาย
ฉันหวังเก็บอะไรไปมากกมาย
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว"


เป็นบทกวีที่กระตุ้นความคิดของนักศึกษาในยุคสมัยนั้น

จาก จุดเล็กๆ จุดแรกของบทกวี "เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง..." มาเชื่อมต่อกับจุดต่อมา "ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง..." จนกลายเป็น "สึนามิทางประชาธิปไตย"

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516


โค่นล้มเผด็จการทหาร จอมพลถนอม กิตติขจร

Thursday, June 16, 2011

กูเกิ้ล เปิดให้บริการค้นหาด้วยภาพแล้ว มาดูกันเลยว่าจะใช้อย่างไร

ที่มา มติชน

ชมคลิป



เมื่อภาพ 1 ภาพมากกว่าคำบรรยาย 1000 คำ ฟังก์ชันกับการค้นหาข้อมูลด้วยรูป

เพียงคุณเลือกการค้นหาแบบรูปภาพ และเลือกรูปที่ต้องการค้นหา เพียงเท่านี้

คุณจะได้ข้อมูลที่ต้อง



อุบัติเหตุเกิดขึ้นทุกเมื่อ แม้ขณะในกีฬา เรือที่กำลังแข่งพลิกคว่ำ ทำเอาลุ้นกันตัวโกร่ง



เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากชายหนุ่มคนหนึ่งบุกมาชิงตัวเจ้าบ่าวกลางงาน

วิวาห์ ทำเอาเจ้าสาวต้องวิ่งตามกันเหนื่อย



ภาพตีลูกขั้นเทพของ แอนดี้ เมอเรย์ระหว่างการแข่งกับ

วิลฟรีด ซองก้าในรายการแข่งขัน Aegon Queen′s 2011 Final

‘ปู’ยันภาพหลุด‘กี้ร์’แค่มุมกล้อง เมินถูกทำลายความน่าเชื่อถือ

ที่มา ข่าวสด







เมื่อ วันที่ 16 มิ.ย. ที่จ.มุกดาหาร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้ส.ส. 270 ที่นั่งและควรจับมือกับพรรคขนาดเล็กจัดตั้งรัฐบาลน่าจะดีกว่าพรรคขนาดกลาง ว่า น่าจะเป็นเพียงการประเมินของพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ส่วนตัวเห็นว่าขณะนี้เหลือเวลา 2 สัปดาห์ก่อนจะถึงวันลงคะแนนเลือกตั้ง ดังนั้นยังไม่อยากประเมินอะไรล่วงหน้า สำหรับตนเข้าใจว่าพ.ต.ท.ทักษิณ คงอยากเห็นหลายพรรคมาร่วมกันทำงาน แต่พรรคเพื่อไทยมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลจะดึงพรรคใดมาร่วมด้วยนั้นก็ต้องดูว่า มีอุดมการณ์และเห็นชอบต่อนโยบายที่หาเสียงเป็นสัญญาประชาคมกับประชาชนไว้ หรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นพรรคเพื่อไทยก็ยินดี แต่ตอนนี้ยังไม่มีการพูดคุยกับพรรคใดเป็นพิเศษต้องรอให้ทราบผลการเลือกตั้ง เสียก่อน

เมื่อถามถึงกรณีภาพถ่ายกับนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดงที่เผยแพร่ในสื่ออินเตอร์เน็ต น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ กล่าวว่า ตนได้เห็นภาพนั้นแล้ว ความจริงไม่มีอะไร เป็นเรื่องของมุมกล้องและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทราบดีว่าข้อเท็จจริงคืออะไร ตนไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์

เมื่อถามว่าเป็นกระบวนการทำลายความน่าเชื่อถือหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตนเสนอเข้ามาทำงานรับใช้ประชาชน ดังนั้นก็จะอดทน อดกลั้นพร้อมทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่ก็อย่างที่บอกว่าอยากให้มีการต่อสู้ภายใต้กติกาที่เป็นธรรมตนเชื่อวาพี่ น้องประชาชนมีวิจารณญาณ ส่วนตัวไม่อยากจะวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นฝีมือของกลุ่มใด แต่ประเด็นที่อยากพูดคือจะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้นซึ่งประชาชนอยากเห็นเรื่องนี้มากกว่า

มันหน้าที่อะไรของ ผบ.ทบ. ???

ที่มา thaifreenews

โดย NuDang



ผมต้องฟัง ผบ.ทบ. ด้วยหรือ

คำว่า คนดี ..... ผมตัดสิน ด้วยสมอง ของผมเอง

บังเอิญผมอายุเกิน 18 ปี สามารถ นึกคิด ตัดสินใจเองได้

คนดี เขาไม่เอากระบอกปลายปืน มายิงประชาชน ของเขาหรอก

นอกจาก ทหารเลวๆ เท่านั้น ที่ทำแบบนั้น.......ใช่ไหมครับ


Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



ต้อง ขอบคุณเขานะครับเพราะเขาสามารถทำให้เพื่อนผมที่เป็นพวกเสื้อขาว เปลี่ยนมาลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทย ผลงานทันตาเห็นนะครับ กับการออกทีวีของประยุทธ

Re:

โดย ice angel

รายการตื่นเถิดประเทศไทย เสนอข่าววันนี้ฟังแล้ว
คนที่ไม่อยากไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งชักอยากออกไปใช้สิทธิ์
เพื่อฟันกันไปข้างหนึ่งซะแล้ว หุหุ
คิดไปคิดมามันชักสนุกแหะกับการทำกระแสการเลือกตั้งแบบนี้

คนดีของประยุทธ์คือ เลือกคนดีเพื่อปกป้องสถาบัน
โพสทูเดย์พาดหัวข้อข่าว โหวตเพื่อพ่อ
ไทยโพสต์ พาดหัวข้อข่าว เลือกเพื่อสถาบัน



Re:

โดย dured

ก็ ปากอย่างนี้ ทัศนคติอย่างนี้ ....จากที่เคยสงสัยและไม่เห็นด้วยกลายเป็นตาสว่าง เมื่อรวมกับมาร์ค / สุเทพ / ไก่อู / หมอตุลย์ / แก้วสรร ทำให้แดงเต็มเมืองไง ยอมรับได้แล้วว่าแนวคิดที่ใช้ล้มเหลว ยิ่งกดก็ยิ่งเกิด ไม่มีวันหมดหรอก ตราบใดที่ยังไม่มีความยุติธรรม

.... ความกลัวทำให้เสื่อม .....

คนไม่เชื่อหลายพัน อาจบอกว่าโง่ได้
คนไม่เชื่อหลายหมื่น อาจบอกว่าจ้างได้
คนไม่เชื่อหลายแสน อาจบอกว่าจัดตั้งได้
คนไม่เชื่อหลายล้าน เลิกคิดหาเรื่องกลับไปทบทวนตัวเองเถิด

อย่า คิดว่าจะฝืนกระแสประชาชนได้ เพราะในประวัติศาสตร์ไม่มีใครทำได้ แม้แต่อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่อย่างอิหร่าน รัสเซีย จีน กงล้อประวัติศาสตร์หมุนมาให้เห็นเสมอ

กฎหมายที่ร่างจากคณะรัฐประหาร พิจารณาโดยคณะบุคคลที่ตั้งจากคณะรัฐประหาร จะมาอ้างว่าเป็นความถูกต้องยุติธรรมไม่ได้หรอก... ผมคือหนึ่งในหลายล้านที่ไม่ยอมรับการกดขี่แบบนี้ เพราะสิ่งที่พวกคุณทำได้แสดงให้เห็นธาตุแท้แล้วว่าทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ ตัวเอง ดูได้ดีจากผลงานของรัฐบาลหุ่นที่ดีแต่พูด ส่งเสริมแต่พวกพ้องและกองทัพเอาเงินภาษีไปใช้ล้างผลาญ ทำได้ถึงขนาดสั่งฆ่าประชาชนและใส่ร้ายประชาชนเพื่อรักษาประโยชน์ตัวเอง

แผ่น ดินนี้เป็นของประชาชน ไม่มีใครมีสิทธิ์มากกว่าใคร ไม่มีใครมีสิทธิ์มาอ้างว่าตัวเองฉลาดกว่า รวยกว่าจึงมีสิทธิ์กำหนดให้คนอื่นต้องทำอย่างโน้น เชื่ออย่างนี้ ทำอย่างน้ัน ถ้าสิ่งที่คิดถูกจริง ดีจริง ยุติธรรมจริง ต้องถามตัวเองแล้วละว่าทำไมแดงถึงเพิ่มได้ทุกวัน ยิ่งใส่ร้ายเท่าไรคนยิ่งเห็นความจริงมากเท่านั้น

ของดีไม่ต้องโม้ ไม่ต้องโฆษณาหรอก คนรู้เองเชื่อเองได้

.... เสื้อแดง เป็นเพียงสัญญลักษณ์ ของการเริ่มต้นของประชาธิปไตยที่แท้จริงจากจิตวิญญาณของคน ไม่ต้องจ้าง ไม่ต้องชวน กูมาเอง กูเลือกเอง กูคิดเอง ......

พรรคเพื่อไทยเป็นเพียงตัวแทน... ของเสื้อแดงเท่านั้น เพื่อนำไปให้ถึงฝั่งฝันของประชาธิปไตยและความยุติธรรมในสังคม

อ่านรายละเอียดทั้งหมด คลิ้กthaifreenews

เรื่องบัตรเลือกตั้งชักเป็นเรื่องแล้วครับ..ในช่องหมายเลข1 ตัวหนังสือเล็กเกินจนมองไม่รู้เ

ที่มา thaifreenews

โดย ควาย.ไท

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554 เวลา 16:32:56 น.

นาย ปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนว่า ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้ เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้าของคนไทยในต่างประเทศ ซึ่งได้รับการร้องเรียนจากคนไทยในต่างแดนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าว่า ในบัตรเลือกตั้งทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อมีความผิดปกติอย่างมาก ในช่องที่เป็นโลโก้พรรคของเบอร์ 1 พท. ซึ่งจะเป็นคำว่า "พท.พรรคเพื่อไทย" นั้น โลโก้มีขนาดเล็กมาก เรียกได้ว่าเล็กกว่ามด จนทำให้คนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าสับสน ซึ่งฝ่ายกฎหมายของพรรคได้โทรศัพท์ไปสอบถามกับทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือก ตั้ง (กกต.) ก็มีเจ้าหน้าที่ กกต.แจ้งกลับมาว่า ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว เพราะบัตรเลือกตั้งทั้งหมดได้จัดพิมพ์ไปแล้ว และไม่สามารถรับผิดชอบอะไรได้ เนื่องจากโลโก้พรรคเพื่อไทยมีขนาดใหญ่ ตัวหนังสือหลายตัว จึงต้องย่อให้เล็กลง เพราะบัตรเลือกตั้งถูกออกแบบให้เรียงตามยาว ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายทำหนังสือถึง กกต. เพื่อแจ้งความผิดปกติของการจัดทำบัตรเลือกตั้ง และขอให้ กกต.ได้แก้ไข พท.ประเมินอยู่แล้วว่า กกต.คงจะไม่จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งใหม่ จึงจะขอไปด้วยว่าให้ กกต.อนุญาตให้ พท.จัดทำบัตรเลือกตั้งตัวอย่างขึ้นมาเพื่อใช้ในการชี้แจงกับประชาชน

ที่มา มติชน

++++++++++++++++++++++++++++++++++++








***********************************************
มาช่วยใส่รูปให้ที่ข้อความแรกเลย เพราะนี่เป้นเรื่องสำคัญมากๆ

Re:

โดย padgotohell

แนะนำเผยแพร่รูปนี้เลยครับ กระจายกันเยอะๆ

เสวนา: เจาะใจปาร์ตี้ลิสต์หญิง

ที่มา ประชาไท

ปาร์ตี้ ลิสต์หญิงพรรคเล็ก ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ทางการเมือง ตัวแทนพรรคมาตุภูมิระบุต้องส่งเสริมกันและเปิดโอกาสกันให้ผู้หญิงมากกว่านี้ ไม่ใช่การเอาเรื่องส่วนตัวของนักการเมืองหญิงมาโจมตี นักวิชาการสตรีศึกษาระบุสัดส่วนผู้หญิงลงเลือกตั้งยังต่ำผกผันกับจำนวนผู้มี สิทธิที่เป็นเพศหญิงสูงกว่าชายถึง 1.5 ล้านคน

วันที่ 16 มิถุนายน 2554 เวลา 12.30-16.30 น ที่สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา (A.U.A.) เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย คณะกรรมการเครือข่ายพลังสตรีเพื่อการปฏิรูปประเทศ และโครงการสตรีและเยาวชนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมจัดเสวนา "เจาะใจ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์หญิงอันดับแรกของพรรค"

รศ. มาลี พฤกษ์พงศาวลี ประธานโครงการสตรีศึกษามธ. กล่าวเปิดงานว่า สังคมไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับบทบาทผู้หญิงมากเท่าที่ควร การจัดเสวนาครั้งนี้จึงจัดถึ้นเพื่อให้ข้อมูลข่าสารที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ ทำภารกิจด้านผู้หญิง ซึ่งที่ผ่านมา นโยบายไม่ต่อเนื่องและการทำความเข้าใจอย่างลึกซคึ้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ยัง ลุ่มๆ ดอนๆ และขาดวิ่น จริงๆ แล้วความรู้ความเข้าใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ การเมืองเข้มแข็ง

ทั้งนี้ในสังคมไทยยังมีความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสของ ผู้หญิงในการเข้าไป เป็นตัวแทนประชาชน ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงพื้นฐาน ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า มีประชากรผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 1.2 ล้านคน และผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นหญิงมากกว่าชาย 1.5 ล้านคน ขณะที่จำนวนตัวแทนผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งกลับมีน้อยกว่าผู้ชาย

ตัว แทนพรรคที่มาร่วมการเสวนาประกอบด้วย สุวิภา คุณกิตติ จาก ปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 2 ของพรรคกิจสังคม รศ.ดร.ชรินทร์รัตน์ พุทธปวน พรรครักษ์สันติ, สุวันนี ไวสีแสง พรรคการเมืองใหม่ และจิรรัชวัลคุ์ ทรงสุวรรณวิภา จากพรรคมาตุภูมิ

ดร. สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล จากเครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉม ให้ข้อมูว่า ปีนี้มู้สมัคร 3,832 โดยมีผู้หญิงแค่ 18 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น คือประมาณ 725 คนเท่านั้น ขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้ว ต้องมีสัดส่วนผู้หญิง 30 % ขึ้นไป หรือเกือบเท่าเทียมกัน คือ 60-40แต่เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ ผู้หญิงมีสัดส่วนผู้สมัครเพียง 16 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจจะอนุมานได้ว่าผู้หญิงสนใจเข้าสู่พื้นที่ทางการเมืองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้สมัครสส. หญิงกับชายยังห่างกันมาก

สุวิภา คุณกิตติ จากพรรคกิจสังคม ยอมรับว่าสัดส่วนสส. หญิงในพรรคกิจสังคมยยังน้อยมีเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นปัญหาจากการที่ผู้หญิงในสังคมไทยไม่ค่อยมาทำงานการเมือง อย่างไรก็ตาม พรรคกิจสังคมให้ความสำคัญเรื่องความเท่าเทียมระหว่างหญิงและชาย โดยนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเป็นคนผลักดันให้งกองทุนหมู่บ้านต้องมีคณะกรรมการหญิงและชายใน สัดส่วนที่เท่าเทียมกัน

ดร.ชรินรัตน์ พุทธปวน จากพรรคการเมืองใหม่กล่าวว่า สัดส่วนผู้สมัครบัญรายชื่อมีทั้งสิ้น 64 มีผู้หญิง10 คน คิดเป็รสัดส่วน 1:6

สุ วันนี ไวสีแสงจากพรรคการเมืองใหม่ล่าวว่ามีผู้หญิง 9 คน จากปาร์ตี้ลิสต์ 24 คน คิดเป็น 1 ต่อ 3 โดยหัวหน้าพรรคคือสมศักดิ์ โกศัยสุขทำงานเรียกร้องสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด

จิรรัชวัลคุ์ ทรงสุวรรณวิภา กล่าวว่าปาร์ตี้ลิสต์พรรคมาตุภูมิมีจำนวน 40 คน เพราะเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็ก มีผู้หญิง 3 คน คือตนเองอยู่ลำดับที่ 11 โดยระบุว่า เหตุผลที่ส่งผู้หญิงเป็นปาร์ตี้ลิสต์น้อยไม่ใช่ว่าไม่เห็นความสำคัญของ ผู้หญิง แต่มีปัจจัยหลายๆ อย่างที่ทำให้ผู้หญิงไม่กล้าตัดสินใจเข้ามาเล่นการเมือง ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเห็นบทบาทผู้ชายมากกว่า แต่เมื่อโลกพัฒนาไปมากแล้ว ควรเปิดโอกาสและให้บทบาทแกผู้หญิงมากขึ้น

“เรื่องการเมือง ไม่เกี่ยวกับผู้หญิงหรือชาย แต่เกี่ยวกับใครก็ได้ ที่มีจิตอาสา ที่ต้องการเข้ามารับใช้ประเทศ ไม่อยากให้เอาเพศมาแบ่งชี้วัด เพราะนโยบายหรือกฎหมายที่ออกมาควรเอื้ออำนวยทั้งหญิงและชาย ข้อสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ผู้หญิงมาสู่การเมืองมากขึ้น ซึ่งต้องส่งเสริมกันและเปิดโอกาสกันให้มากกว่านี้ ไม่ใช่การเอาเรื่องส่วนตัวของนักการเมืองหญิงมาโจมตี ทำให้ผู้หญิงไม่กล้ามาลงการเมืองเพราะกลัวจะถูกแฉ และขุดคุ้ยประวัติเพราะการทำแบบนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง” จิรรัชวัลคุ์ กล่าว

ในด้านนโยบายนั้น ดร. ชรินรัตน์กล่าว่าสิ่งแรกที่พรรครักษ์สันติอยากทำคือ ให้การศึกษาเด็ก และพัฒนาการสาธารณสุข เน้นการส่งเสริมสุขภาพ เน้นการป้องกัน เพราะค่าใช้จ่ายต่ำกว่า รวมถึงจะพยายามผลักดันให้ผู้หญิงทำงานการเมืองให้มากขึ้น โดยกล่าวว่า สวีเดนมีผู้หญิงเข้ามาทำงานการเมืองมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้การเมืองดีขึ้นมาก

สุวิภา คุณกิตติ กล่าวว่า นโยบายของพรรคกิจสังคมเน้นเรื่องปัญหาสังคม สภาพเศรษฐกิจ สาธารณสุข ปัญหาปากท้อง เพราะรากฐานของการมปีระเทศที่ดี ก็ต้องพัฒนามาจากระดับย่อย นอกจากนี้ต้องแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันระวห่างหญิงและชาย ซึ่งเป็นผลมาจากการศึกษา เพราะผู้หญิงข้าถึงโอกาสการศึกษาน้อยกว่าผู้ชาย

ใน ส่วนของการผลักดันให้ผู้หญิงทำงานการเมือง ต้องอาศัยความสนใจของแต่ละคน แต่ก็ต้องผลักดันตั้งแต่การศึกษาให้คนสนใจการเมืองมากขึ้น คนรุ่นใหม่ก็จะมีความตั้งใจมาบริหารการเมือง

จีรรัชวัลคุ์ แห่งพรรคมาตุภูมิกล่าวว่า วาระแห่งชาติที่อยากทำคือ การแก้ปัญหาความเหลื่อทล้ำทางสังคม ซึ่งอาจจะมองว่ากว้าง แต่จะแก้ปัญหาอย่างไรทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการศึกษา พรรคมีนโยบายอยากให้ประเทศไทยเป็นครัวโลก เพราะทุกวันนี้ไทยส่งผลผลิตไปต่างประเทศจำนวนมากอยู่แล้ว และเพิ่มเป้าหมายไปยังตะวันออกกลางมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันไม่มีตลาดเพราะมีปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะซาอุดิอารเบีย เพราะมีคดีต่อกันอยู่

ทั้งนี้หัวหน้าพรรค คือ พล.อ. สนธิ บุณยรัตกลิน เป็นชาวไทยมุสลิม มีความสัมพันธ์อันดีกับซาอุดิอาระเบีย มีเป้าหมายสร้างความสัมพันธ์ให้ดีอย่างเดิม ทำแล้วจะสามารถเปิดตลาดการเกษตร และแรงงาน เพราะตอนนี้ไทยมีปัญหาการว่างงานอยู่มาก ถ้าผลักดันแรงงานไปทางตะวันออกกลางได้ก็จะเป็นแนวทางแก้ปัญหา เพราะก่อนที่ยังมีความสัมพัฯดี มีแรงงานไทยกว่าสีถึงห้าแสนล้าน

สุ วันนี ตัวแทนพรรคการเมืองใหม่ ระบุว่าปัญหาที่เป็นวาระแห่งชาติ คือคอร์รัปชั่น “ถ้าดิฉันเข้าไปในสภา จะจัดการเรื่องคอร์รัปชั่น เราจะมีผู้หญิงที่เป็นฝ่ายตรวจสอบบัญชี แล้วมาพิจารณากลั่นกรองว่าใครบ้าง เมื่อเขาไม่มีคำตอบให้เราได้ เราต้องยึดทรัพย์สินกลับมา เอาทรัพย์สินไปช่วยเหลือประชาชนที่ยากจนที่สุด ซึ่งคนที่ยากจนที่สุดคือผู้หญิงที่มีภาระต้องเลี้ยงลูก

ตัวแทนพรรค การเมืองใหม่กล่าวด้วยว่า ผู้หญิงคือมือที่สร้างโลก ต้องมองไปข้างหน้า แต่ต้องอ่อนน้อม ไม่แข็งกระด้าง อะไรที่เรายอมได้ เราก็ยอม แต่อะไรที่เรายนอมไม่ได้เราจะไม่ยอม ปัจจุบันผู้หญิงชานเท่าเทียมกัน ต้องแบ่งบทบาทในครอบครัวให้เท่าเทียมกัน

กลุ่มสหภาพฯ ตะวันออกหนุนพรรคการเมืองใหม่ เป็นปากเสียงคนงานในสภา

ที่มา ประชาไท

กลุ่ม สหภาพแรงงานภาคตะวันออกประกาศจุดยืนสนับสนุน “พรรคการเมืองใหม่” หมายเลข 20 เนื่องจากมีแนวนโยบายสอดคล้อง เข้าหลักเกณฑ์ของคนงานและคนยากคนจน และมีผู้สมัครที่เป็นตัวแทนคนงานและคนยากคนจนที่แท้จริง

16 มิ.ย. 54 - กลุ่มสหภาพแรงงานภาคตะวันออกเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 54 ที่ผ่านมาคณะกรรมการกลุ่มสหภาพแรงงานภาคตะวันออกได้ร่วมกันพิจารณาถึงจุดยืน ทางการเมือง โดยพิจารณาถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและตัวแทนที่เป็นสายเลือดแรง งานหรือคนยากคนจนที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาของคนงานและคนยากคนจนอย่าง ต่อเนื่อง

โดยในที่ประชุมมีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง และที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่วมกันที่จะประกาศจุดยืนสนับสนุน “พรรคการเมืองใหม่” หมายเลข 20 เนื่องจากมีแนวนโยบายสอดคล้อง เข้าหลักเกณฑ์ของคนงานและคนยากคนจน และมีผู้สมัครที่เป็นตัวแทนคนงานและคนยากคนจนที่แท้จริง กลุ่มสหภาพแรงงานภาคตะวันออกจึงขอแถลงการณ์จุดยืนทางการเมือง โดยเลือก “พรรคการเมืองใหม่ เบอร์ 20” เข้าไปเป็นตัวแทนในสภา

โดยกลุ่มสหภาพฯ ภาคตะวันออกได้ออกแถลงการขอความร่วมมือมายังสมาชิกและพี่น้องคนงาน คนยากคนจน ให้การสนับสนุนตามมติของคณะกรรมการ

AttachmentSize
20110616-Eastern Labour Union Group.pdf166.33 KB