WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 20, 2011

สถาบันกษัตริย์ไทย ไม่เคยถูก“ใช้”เป็นเครื่องมือทางการเมือง (แต่เพียงฝ่ายเดียว)

ที่มา Thai E-News


โดย ธนาพล อิ๋วสกุล

ระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงประมุขนั้น มีความละเอียดอ่อน สิ่งที่ต้องเข้าใจก็คือว่า จะอนุรักษ์สถาบันดังกล่าวเพื่อประโยชน์ของราษฎรส่วนใหญ่ไว้ได้อย่างไร การรักษาสถาบันนี้ไว้นั้น จะต้องมีผู้กล้าหาญทางจริยธรรม ปัญหาที่ทุกคนเผชิญคือมาตรา 112 มาตรานี้เกิดขึ้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งบ้านเมืองเป็นเผด็จการมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น มาตรา 112 เป็นมาตราซึ่งทำร้ายสถาบันยิ่งกว่าเป็นการอุดหนุนสถาบัน
สุลักษณ์ ศิวรักษ์,ข่าวมติชนออนไลน์กรรมการสิทธิฯ จัดเสวนาการจัดการความรุนแรงในสังคมไทย กรณีม. 112 ส.ศิวรักษ์-สมศักดิ์-วรเจตน์ เข้าร่วม

ผู้ สื่อข่าวจากไฟแนนเชียล ไทมส์ถามเรื่องกฎหมาย“หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หรือกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่าควรมีการปฏิรูปหรือไม่ อานันท์ตอบว่าการดำรงอยู่ของกฎหมายไม่ได้เป็นปัญหา แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการบังคับใช้ และเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้ เนื่องจากใครก็ได้มีสิทธิกล่าวโทษ ซึ่งเปิดโอกาสให้คนใช้ประโยชน์จากตัวกฎหมายและสถาบันกษัตริย์เพื่อผล ประโยชน์ของตนเอง หากแก้ปัญหาดังกล่าวได้ก็คงจะลดปัญหาที่เกิดขึ้น
-'อานันท์' แจงนักข่าวตปท. ม.112 มีปัญหาที่การบังคับใช้


"ผัง ล้มเจ้า" เมื่อตอนประกาศเปิดเผยครั้งนั้น ไม่ได้ระบุเงื่อนไขที่มาสารภาพกันในภายหลัง และเมื่อวิเคราะห์จากเงื่อนไขของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ก็เห็นได้ชัดว่ามุ่งประโยชน์ที่จะแย่งชิงมวลชน โดยนำภัยคุกคามสถาบันพระมหากษัตริย์ (ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าไม่มีอยู่จริง หรือถึงมีอยู่ก็ไม่ได้อยู่ในลักษณะที่แสดงด้วย "ผังล้มเจ้า") ออกมาโฆษณา เป็นการ "ใช้" สถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาลและกองทัพ อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องปิดบังอำพรางเลย

จะว่าเป็นครั้งแรกก็ได้ ที่กล้าบอกกันตรงๆ เลยว่า "ใช้" สถาบันพระมหากษัตริย์ในการต่อสู้กันทางการเมือง
-นิธิ เอียวศรีวงศ์ “ความจงรักภักดีอย่างล้นเกิน”

ใน ฐานะประชาชนชาวไทยผู้มีความเป็นห่วงและกังวลต่อสภาวการณ์บ้าน เมืองภายใต้บรรยากาศของความหวาดกลัว และในฐานะนักเขียนไทยผู้หวงแหนเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น เราต้องการเรียกร้องให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยเร็วที่สุด และสนับสนุนการนำแนวทางที่ปัญญาชนบางกลุ่มบางท่าน (เช่น กลุ่มนิติราษฎร์ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และกลุ่มอื่นๆ) ได้เสนอแนะไว้ในหลายวาระ ขึ้นมาพิจารณาประกอบกัน เพื่อนำไปสู่บทสรุปที่เป็นธรรมและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมไทย

นอก จากนี้ เราต้องการเรียกร้องให้ผู้ใช้สถาบันกษัตริย์เป็นข้ออ้างในการแสดงบทบาทและ วางอำนาจทางการเมือง เช่น ทหาร ได้ยุติพฤติกรรมดังกล่าว และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง หากความสงบสุข ความสามัคคี และความเป็นธรรม คือสิ่งที่ท่านต้องการให้เกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์ใจ
,จดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักเขียนไทย เรื่อง ขอเชิญร่วมลงชื่อเรียกร้องแก้ไข ม.112

ปฏิกิริยา ไม่เห็นด้วยต่อการ “ใช้” สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นถี่ขึ้น และจากผู้คนที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ซึ่งไปในทิศทางเดียวกับการที่มีผู้โดนคดี “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” เล่นงานที่มากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

เดวิด สเตร็คฟัส นัก วิชาการที่ศึกษาเรื่อง “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในเวลา 5 ปีหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีผู้ถูกกล่าวหา ถูกจับกุม ดำเนินคดี และพิพากษานั้นมีมากกว่า 500 ราย ซึ่งก่อนหน้านั้นมีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสู่กระบวนการยุติธรรมไม่ถึงปีละ 10 คดี ด้วยซ้ำ

สำหรับผู้เขียนแล้วแม้จะเห็นด้วยว่ากฎหมายอาญามาตรา 112 นั้นมีปัญหาทั้งในแง่อุดมการณ์ บทบัญญัติ และการบังคับใช้ แต่การโยนปัญหาทั้งหมดว่าเป็นเพียงการ “ใช้” สถาบันกษัตริย์ไทย เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้นผู้เขียนไม่เห็นด้วย ในความเห็นของผู้เขียนสถาบันกษัตริย์ไทยนั้นมิได้เป็นสถาบันที่มีลักษณะ “ถูกกระทำ” แต่ฝ่ายเดียว

แม้ว่าในหลักการทางรัฐธรรมนูญของประเทศ ประชาธิปไตยจะถือว่าพระมหากษัตริย์จะ อยู่ในสถานะ “The king can do no wrong” คือพระมหากษัตริย์ไม่อาจทำผิดได้ เพราะพระมหากษัตริย์ไม่มีอำนาจที่จะกระทำผิด เนื่องจากการกระทำใด ๆ ของพระมหากษัตริย์ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการทุกครั้ง

แต่ สำหรับประเทศไทยแล้ว บ่อยครั้งที่พระมหากษัตริย์ ได้กระทำด้วยตนเอง ดังจะเห็นได้จาก ประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็น “ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร” เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 (ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ หน้า 1 เล่ม 74 ตอนที่ 76 16 กันยายน 2500) ในครั้งนั้นก็ไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นั่นหมายความว่า พระมหากษัตริย์ ได้แต่งตั้งหัวหน้าคณะรัฐประหารที่ล้มล้างรัฐบาลจอมพล.ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 (แน่นอนว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรก แต่การรัฐประหารก็มิใช่ทางแก้ไขที่ถูกต้อง)

ในงานศึกษาของทักษ์ เฉลิมเตียรณ เกี่ยวกับบทบาทและความคิดทางการเมืองของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้กล่าวไว้ถึงเหตุการณ์สำคัญในตอนนี้ว่า

วัน ที่ 17 กันยายน 2500 จอมพลสฤษดิ์ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์สยามนิกรว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้รักษาพระนครและมีอำนาจหน้าที่ออกคำสั่งได้ตามกฎหมาย เพราะเป็นพระบรมราชโองการ” หลังจากนั้นทั้งสฤษดิ์ และถนอม กิตติขจรได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกราบบังคมทูลให้ทรงทราบถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งบังคับให้ตนต้องกระทำเช่นนั้น และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงทราบและก็ได้ทรงให้การสนับสนุน จอมพลสฤษดิ์ได้กล่าวกับหนังสือพิมพ์ว่าตนได้เก็บพระบรมราชโองการต้นฉบับไว้ ในตู้นิรภัยของตน และสามารถทำสำเนาแจกเพื่อให้หนังสือพิมพ์พอใจเกี่ยวกับการรับรองอำนาจอันชอบ ธรรมของตน
ทักษ์ เฉลิมเตียรณการเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2548. หน้า 165)


คำถามก็คือ

จอม พลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ “ใช้” สถาบันกษัตริย์เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนในการเป็นเผด็จการต่อ เนื่องมา 6 ปี จนตายคาเก้าอี้ในปี 2506 ใช่หรือไม่ ?

.................................

กันยายน 2519 , 1 เดือนก่อนการสังหารหมู่ 6 ตุลา ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดที่ จอมพลถนอม กิตติขจร 1 ใน 3 ทรราช ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้บวชเป็น“เณรถนอม” เพื่อเข้าพิธีอุปสมบทที่วัดบวรนิเวศ

ขบวนการนักศึกษาได้เริ่มต้น ประท้วงให้นำฆาตกรมาลงโทษ ขณะเดียวกันฝ่ายขวาก็ได้โจมตีนักศึกษาว่าจ้องล้มล้างพุทธศาสนา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ที่ฝ่ายขวาใช้เล่นงานขบวนการนักศึกษา

วันที่ 21 กันยายน 2519 เวลา 21.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี เสด็จไปที่วัดบวรนิเวศเพื่อสนทนาธรรมกับพระญาณสังวร ซึ่งเคยเป็นพระพี่เลี้ยงเมื่อพระองค์ทรงผนวช ในระหว่างการเยือน คุณหญิงเกนหลง สนิทวงศ์ นางสนองพระโอษฐ์ ได้แถลงว่า สมเด็จพระราชินีให้มาบอกว่า ได้ทราบว่าจะมีคนใจร้ายจะมาเผาวัดบวรนิเวศ จึงทรงมีความห่วงใยอย่างมาก “ขอให้ประชาชนช่วยกันดูแลป้องกัน อย่าให้ผู้ใจร้ายมาทำลายวัด”

วันที่ 24 กันยายน 2519 นายสมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงว่า“การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จวัดบวรฯกลางดึก แสดงให้เห็นว่า พระองค์ต้องการให้พระถนอม อยู่ในประเทศต่อไป”

ในคืน วันนั้น ขบวนการนักศึกษาได้ออกติดโปสเตอร์ต่อต้านจอมพลถนอมทั่วประเทศ ปรากฏว่านิสิตจุฬาลงกรณ์ที่ออกติดโปสเตอร์ถูกชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่งดักทำร้าย และนำเอาโปสเตอร์ที่จะติดนั้นไปทำลาย

นอกจากนี้ นายชุมพร ทุมไมย และ นายวิชัย เกษศรีพงศา พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นครปฐม และเป็นสมาชิกแนวร่วมประชาชน ได้ออกติดโปสเตอร์ต่อต้านจอมพลถนอม ถูกคนร้ายฆาตกรรมแล้วนำไปแขวนคอที่ประตูทางเข้าที่ดินจัดสรรบริเวณหมู่บ้าน 2 ตำบลพระประโทน ()

ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีการเคลื่อนไหว ของนักศึกษาเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม จนนำมาสู่การ “งดสอบ” ของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 4 ตุลาคม 2519 และมีการแสดงละครล้อเลียนการบวชของ“เณรถนอม” จนนำไปสู่การฆาตกรรม 2 พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นครปฐม

นี่เป็นชนวนให้เกิดการ “ป้ายสี” นักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าจงใจแสดงละคร “หมิ่นองค์รัชทายาท” และเป็นเหตุของการสังหารหมู่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และการรัฐประหารในตอนเย็นวันเดียวกัน

คำถามก็คือ

คุณหญิงเกนหลง สนิทวงศ์ “ใช้” สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือในการใส่ร้ายนักศึกษาด้วยตัวเอง ใช่หรือไม่ ?

นาย สมัคร สุนทรเวช “ใช้” สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือในการให้ความชอบธรรมกับการบวชของ จอมพลถนอม กิตติขจร เพื่อความชอบธรรมในการล้อมปราบในเวลาต่อมา ใช่หรือไม่ ?

............................

30 ปีต่อมา ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2549 พลอ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้ออกเดินสายไปยัง 3 เหล่าทัพ เพื่อปลุกทหารให้แข็งข้อกับรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ข้อมูลนี้นำมาจากเกษียร เตชะพีระ รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 กับการเมืองไทย (ตอนที่ 2)

14 กรกฎาคม 2549 พลเอกเปรม ในเครื่องแบบนายพลทหารม้าสวมหมวกเบเร่ต์ดำ ก็ได้นำคณะอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่คนสนิทใต้บังคับบัญชา อาทิ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ, พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นต้น ไปบรรยายพิเศษแก่นักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 1 - 4 และข้าราชการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ณ หอประชุม รร.จปร.

"..... จะเล่าให้ฟังอย่างนี้ก็แล้วกัน เปรียบเทียบคนที่เป็นทหารม้าถึงจะรู้เรื่องม้าดีและเรื่องการแข่งม้า การแข่งม้า ม้าจะมีคอก มีเจ้าของคอก คอกหนึ่งมีม้าหลายตัว 5 ตัว 10 ตัว 20 ตัวก็ได้ เจ้าของคอกก็เป็นเจ้าของม้า เวลาจะไปแข่ง เขาก็ไปเอาเด็กที่เราเรียกว่าจ๊อกกี้หรือเด็กขี่ม้า ไปจ้างให้เขามาขี่ม้า เขาจะขี่ม้า พอเสร็จจากการขี่ม้า เขาก็กลับไปทำงานอย่างอื่น วันนี้เขาขี่ม้าคอกนี้ พรุ่งนี้เขาขี่ม้าอีกคอกหนึ่ง เขาไม่ได้เป็นเจ้าของม้าหรอก เขาเป็นคนขี่.....

"รัฐบาลก็เหมือนกับ จ๊อกกี้ คือเข้ามาดูแลทหาร แต่ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหารคือชาติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลเข้ามาดูแลกำหนดใช้พวกเราตามที่ประกาศนโยบายไว้ต่อรัฐสภา เด็กขี่ม้าบางคนก็ขี่ดีขี่เก่ง บางคนก็ขี่ไม่ดีขี่ไม่เก่ง รัฐบาลก็เหมือนกัน รัฐบาลบางรัฐบาลก็ทำงานดีทำงานเก่ง บางรัฐบาลก็ทำงานไม่ดีหรือไม่เก่งก็มี นี่เป็นเรื่องจริง"

"พล.อ. เปรม ปลูกจิตสำนึก นายร้อย จปร. เป็นทหารของชาติ ทหารของพระเจ้าอยู่หัว",มติชนรายวัน, 15 ก.ค. 2549, น. 2.

28 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 พลเรือเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในเครื่องแบบนายพลทหารเรือก็ได้ไปบรรยายพิเศษหัวข้อ "การเสริมสร้างการเป็นผู้นำ ด้วยหลักคุณธรรม ความพอเพียง และความเสียสละ" ให้แก่นักเรียนนายเรือ ณ โรงเรียนนายเรือ จ.สมุทรปราการ โดยกล่าวสรุปเรื่อง คนดี/คนไม่ดีในแง่คุณธรรมจริยธรรมว่า:

"คนดีนั้นต้อง มีคุณธรรมและจริยธรรม คนไม่ดีไม่มี และจะทำให้คนดี จะต้องทำให้เขามีคุณธรรมและจริยธรรม คนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับคนอื่นๆ ไม่ว่าจะโดยเป็นข้าราชการ เป็นอะไรก็ตาม และก็เป็นผู้บังคับบัญชา คนเป็นผู้กำหนดแนวทางให้กับหน่วยนั้นองค์กรนั้น ถ้าไม่มีคุณธรรมและจริยธรรม ทุกอย่างก็ล้มเหลวหมด จะมีการโกง การกิน การเห็นแก่พรรคพวก การเห็นแก่ญาติพี่น้อง การเห็นแก่ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะว่าเขาไม่มีคุณธรรมและไม่มีจริยธรรม"

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์, "บทบรรยายพิเศษในหัวข้อการเสริมสร้างการเป็นผู้นำด้วยหลักคุณธรรม ความพอเพียง และความเสียสละของ พลเรือเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ณ โรงเรียนนายเรือ เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๙", นาวิกศาสตร์, ๙๐: ๒ (ก.พ. ๒๕๕๐),www.navy.mi.th/navic/document/ 900202a.html.

31 สิงหาคม 2549 พลอากาศเอกเปรม ติณสูลานนท์ในเครื่องแบบนายพลทหารอากาศได้ไปบรรยายพิเศษเรื่อง "ตามรอยพระยุคลบาทกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศของทหารอาชีพ" ที่อาคารรณนภากาศ โรงเรียนนายเรืออากาศ เขตสายไหม กรุงเทพฯ โดยเกริ่นว่า จากการบรรยายตามสถานศึกษาของทหารหลายสถาบัน บางคนชอบ บางคนไม่ชอบ วันนี้จะพูดอย่างตรงไปตรงมาในฐานะที่เป็นครอบครัวและเป็นญาติกัน จะชอบหรือไม่ชอบก็ได้ จากนั้นได้กล่าวบางตอนเกี่ยวกับคนไม่ดี แต่มีเงินซึ่งจะถูกพระสยามเทวาธิราชสาปแช่งว่า:

"ผมยก พระบรมราโชวาทให้ฟัง เพื่อให้เข้าใจว่าเราต้องส่งเสริมคนดี และรังเกียจคนไม่ดี การส่งเสริมคนดีอาจทำได้ง่ายกว่าการรังเกียจคนไม่ดี เพราะวัฒนธรรมไทยอาจเป็นอุปสรรคต่อการรังเกียจคนไม่ดี เรามักจะนับถือผู้หลักผู้ใหญ่ คนมีเงิน ในส่วนของผู้หลักผู้ใหญ่น่าจะพอยอมรับได้ว่าเป็นผู้ใหญ่ก็ยกมือไหว้ แต่คนมีเงินจะต้องดูให้ดีว่าเขามีเงินมาได้อย่างไร มาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่ หรือว่ามาด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวง เราควรจะต้องแยกแยะให้ได้ว่าใครที่เราควรจะเคารพนับถือ ใครคือคนที่เราควรจะต้องถอยห่างออกไป หากเราไม่ทำอย่างนั้น ถ้าเรายังเคารพนับถือคนที่ไม่ดี แต่เขามีสตางค์ มีเงิน เราก็กลายเป็นคนมีส่วนร่วมโดยทางอ้อม ในการที่ไปยกย่องนับถือคนไม่ดี.....

"ชาติ บ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใครก็ตามแม้เพียงแต่คิดจะยึดถือเป็นของตนเอง หรือของพรรคพวกของตนเอง เพื่อประโยชน์อันไม่ชอบธรรมต่อตนเอง หรือต่อพรรคพวกของตนเอง จะพบกับความหายนะในที่สุด พระสยามเทวาธิราชจะปกป้องคุ้มครองคนดีของชาติบ้านเมืองเสมอ และจะสาปแช่งคนไม่ดีให้มีอันต้องตกทุกข์ได้ยากแสนสาหัสตลอดชีวิต ผมเชื่อในสิ่งเหล่านี้ ผมเชื่อว่าชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผมเชื่อว่าพระสยามเทวาธิราชมีความศักดิ์สิทธิ์ มีบารมีจริงๆ ที่จะคุ้มครองคนดีและสาปแช่งคนไม่ดี....."
"'เปรม' ย้ำสำนึกทหารอาชีพ ให้ถอยห่าง 'คนไม่ดีแต่มีเงิน'", มติชนรายวัน, 1 ก.ย. 2549, น. 2.

อย่างที่รับทราบ คืออีก 1-2 เดือนต่อมาก็เกิดรัฐประหาร 19 กันยา

ทั้ง ๆ ที่ การทำรัฐประหารเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ที่ระบุว่า

"ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ

(1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ

(2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ

(3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต"

และ เราต้องไม่ลืมว่า พล.อ.เปรม ในฐานะประธานองคมนตรีที่ มาตรา 12 ของรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดที่กำหนดที่มาว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเลือก” และมีหน้าที่ “ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ ทรงปรึกษา”

คำถามก็คือ

พลอ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี “ใช้” สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือในการปลุกทหารให้มาทำการรัฐประหารนานร่วมเดือน โดยไม่มีใครมาห้ามปราม นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องใช่หรือไม่ ?

.....................



คำ ถามของผู้เขียนก็คือ คนอย่าง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คุณหญิงเกนหลง สนิทวงศ์ นายสมัคร สุนทรเวช หรือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สามารถ“ใช้” สถาบันกษัตริย์ได้ตามอำเภอใจอย่างนั้นหรือ

ผู้เขียนคิดว่า สถาบันกษัตริย์ไทย มิได้ล่องลอยอยู่ในสุญญากาศที่ใครจะ “ใช้” เป็นเครื่องมือทางการเมืองก็ได้

ข้อมูล ที่ยกมาข้างต้นเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ต่อให้ “จริง”ที่ว่ามีการ “ใช้”สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ที่ “ใช้” นั้นจะต้องมีความชอบธรรมไม่ทางใดทางหนึ่งด้วย

ดังนั้นผู้ เขียนจึงเห็นว่า การพูดเพียงว่าหยุด “ใช้” สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้นไม่เพียงพอ เพราะปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์นั้นมิ ใช่เป็นการ “ใช้/ไม่ใช้” เป็นเครื่องมือทางการเมือง

แต่เป็นเรื่องของการ “อนุญาต/ไม่อนุญาต” ให้“ใช้” สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง

PLANKINGราชประสงค์ก่อนมาร์คย่ำกองเลือดหาเสียง

ที่มา Thai E-News

คำปราศรัยหน้าศพ

คำปราศรัยหน้าศพ มิกลบผิด
สารภาพบาปชีวิต มิเลือนหาย
ยืนเอาหลังพิงฝาสู้ท้าทาย
หมากรุกตาสุดท้ายใกล้จะจน

ฆาตกรร้อยศพจวนจบแล้ว
จะมายืนเข้าแถวกลางถนน
พูดโกหกบอกผีวีรชน
โทษเสื้อแดงเป็นคนเผาบ้านเมือง

โอม..อิทธิฤทธิ์ วิญญาณ อันศักดิ์สิทธิ์
อาชญากรอำมหิตไอ้หน้าเหลือง
ราชประสงค์เหยียบแดนให้แค้นเคือง
มาเยาะเย้ยหาเรื่องคนสิ้นลม

สาปให้มันแพ้พ่ายและวายวอด
ม้วยมอดลับลาอย่างสาสม
จุดธูปอธิษฐานสาบานพนม
มือก้มกราบศักดิ์สิทธิ์ทุกสิ่ง วิงวอนเอย.

กวีศรีประชา

โดมิโน่แพลงค์กิ้งรำลึกวีรชนราชประสงค์

คน เสื้อแดงพากันจัดกิจกรรมDOMINO RED PLANKINGSที่แยกราชประสงค์ ล้อเลียนเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ราชประสงค์ ก่อนที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะมาย่ำกองเลือดปราศรัยที่จุดนี้ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้(ภาพ:รอยเตอร์)

ข่าวเสื้อแดงแพลงกิ้ง-สาวกเวบลิ้มไม่ใช่คนสะใจพ่อบก.ลายจุดเสียชีวิต

มติชนออนไลน์ รายงาน ว่า ที่บริเวณ สี่แยกราชประสงค์ เมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. วันที่ 19 มิ.ย. กลุ่มคนเสื้อแดง รวมถึงสมาชิกกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ประมาณ 300 คน ได้เดินทางมารวมตัวกันจัดกิจกรรมทำท่าสัญลักษณ์แพลงกิ้งหรือแกล้งตายในหลายๆ จุดบริเวณแยกราชประสงค์ พร้อมกับมีการจำลองเหตุการณ์รำลึกถึงผู้เสียชีวิตเมื่อครั้งเหตุการณ์สลาย การชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา พร้อมกับมีการกล่าวโจมตีรัฐบาลถึงการสลายม็อบ รวมถึงไม่ได้ออกมาชี้แจงเหตุสลาย และการที่เสื้อแดงถูกกล่าวหาว่าเผาบ้านเผาเมือง ท่ามกลางจนท.ครึ่งกองร้อยกระจายอยู่ตามจุดต่าง

ทั้งนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงได้ทำท่าแพลงกิ้ง หรือท่าแกล้งตาย เรียงแถวกันมาตั้งแต่แยกเกษรพลาซ่า ไปสิ้นสุดแยกราชประสงค์ พร้อมถือบัตรโหวต รวมถึงแปะป้ายข้อความสัญลักษณ์เชิงการเมืองต่างๆ ไว้บนหลัง รวมถึงมีการใช้เสียงปืนเอ็ม 16 เป็นสัญลักษณ์การเริ่มต้นทำแพลงกิ้ง จากนั้นก็ได้ไปทำกิจกรรมย่อยบนเวทีเล็กๆ ข้างฟุตบาธ โดยมิได้มีการปิดจราจรโดยรอบแต่อย่างใด ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวนี้สิ้นสุดไปเมื่อเวลาประมาณ เกือบ 19.00 น.

อย่าง ไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมบัติ บุญงามองนงค์ หรือบก.ลายจุด แกนนำกลุ่ม มิได้มาร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วยแต่อย่างใด เนื่องจากบิดาเสียชีวิตกะทันหัน

ขณะที่เวบไซต์ASTVผู้จัดการนำ เสนอข่าวพ่อของบก.ลายจุดเสียชีวิต โดยระบุว่า มื่อผู้สื่อข่าวโทรศัพท์ไปสอบถามนายสมบัติ ได้คำตอบเพียงสั้นๆ ก่อนวางสายว่า ทราบข่าวที่บิดาเสียชีวิตแล้ว ตนไม่ติดใจเรื่องสาเหตุการตายแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม อยากให้เรื่องนี้เป็นเพียงเหตุการณ์ภายในครอบครัว ไม่ได้อยากเป็นข่าว ต่อจากนี้คงประสานให้ตำรวจและแพทย์ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

อนึ่ง วันนี้เป็นวันเดียวกับที่ "บก.ลายจุด" หรือ นายสมบัติได้นัดกลุ่มคนเสื้อแดงและสมาชิกกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงมารวมตัวกัน จัดกิจกรรมทำท่าสัญลักษณ์แพลงกิงหรือแกล้งตายในหลายๆ จุดบริเวณแยกราชประสงค์ โดยเริ่มกิจกรรมตั้งแต่เวลา 16.30น. ที่ผ่านมา โดยอ้างว่าเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตเมื่อครั้งเหตุการณ์สลายการชุมนุม บริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553

จากนั้นได้ปล่อยให้ผู้อ่านเขียนด่าสาปแช่งบก.ลายจุดและผู้วายชนม์ไปต่างๆนานาในท้ายข่าวนี้



ทำบุญ13เดือนวีรชนราชประสงค์
นปช.แดง ทั้งแผ่นดินทำบุญพระ999รูปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อุทิศแด่วีรชนราชประสงค์ในรโอกาสครบรอบ 13 เดือน เหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยการตักบาตรอาหารแห้งหากเป็นบะหมี่สำเร็จรูป ก็แบรนด์ไหนก็ได้ ยกเว้นมาม่า ซึ่งคนเสื้อแดงถือว่าสนับสนุนเผด็จการอำมาตย์(ภาพข่าว:AP)

ใครสั่งฆ่าประชาชน

ที่มา Thai E-News



ใครสั่งฆ่าประชาชน คนเขาถาม
พ่อรูปงาม อภิสิทธิ์ คิดไฉน
ก่อนกาบัตรลงคะแนน ยังแค้นใจ
คุณใช่ไหม สั่งฆ่า ประชาชน.

Sunday, June 19, 2011

เมื่อ ยิ่งลักษณ์ พูดถึง บิ๊กตู่ ป๋าเปรม สนธิ และอริสมันต์

ที่มา มติชน



ชั่วโมงนี้ โพลจริง โพลลวง ชี้นำกระแสไปแล้วว่าพรรคเพื่อไทย มาแรง ชนะพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งในระบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์

สุดสัปดาห์นี้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"ปาร์ตี้ลิสต์ เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ แทบลอยด์ ไทยโพสต์ ดังนี้


ใน ความขัดแย้งตลอด 5 ปีที่ผ่านมา คนในครอบครัวชินวัตรย่อมรู้ดีว่า เรื่องนี้ไม่ได้จบเพียงแค่การจะมี dialogue ของประชาชน 2 ฝ่าย หรือพรรคการเมือง 2 ขั้ว แต่ต้องเจรจากับอำนาจชนชั้นนำ ซึ่งไม่รู้ว่าจะยอมเจรจาด้วยไหม

"ดิฉันก็ต้องพยายาม อย่างที่เรียนว่าเราเป็นผู้หญิง เราเป็นคนใหม่ เราสามารถที่จะเปิดเข้าไปหาก่อนได้ เราก็ไม่มีทิฐิ ดิฉันเคยพูดว่ามีเจตนารมณ์ ที่อยากทำงานในลักษณะว่าวันนี้ถ้าเราเอาโจทย์ใหญ่ของประเทศเป็นที่ตั้ง ผ่านไป 4-5 ปี ประเทศชาติไม่ได้เดินไปไหน สิ่งที่เราต้องทำคือ ทำอย่างไรให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ฉะนั้นทุกคนต้องช่วยกัน คือมองก้าวข้ามความขัดแย้งที่ผ่านมา และตั้งต้นว่าเราจะให้ประเทศเดินไปที่ไหน และเราก็ช่วยกันพัฒนาให้เดินไปสู่จุดนั้นให้ได้ อันนี้ก็ต้องช่วยกัน เรียนว่าดิฉันจะทำหน้าที่นี้ในการที่จะเข้าไปหาและพูดคุย พร้อมน้อมรับกับคำแนะนำ"

แต่พอส่งสัญญาณออกไปว่าพร้อมเจรจา พล.อ.ประยุทธ์ก็ปฏิเสธ

"ก็เชื่อว่าช่วงนี้เป็นช่วงเลือกตั้งด้วย ท่านก็คงอยากจะวางตัวเป็นกลาง ก็เข้าใจในบทบาทของท่าน แต่ดิฉันเองเราก็แสดงเจตนารมณ์ ก็เชื่อว่าวันหนึ่งหลังจากจบการเลือกตั้งแล้วก็คงได้พบกับท่านอยู่แล้ว"

หลังเลือกตั้งหากได้เป็นนายกฯ จะเข้าพบ พล.อ.เปรมไหม

"มี ความคิดค่ะ ถ้าท่านกรุณา ขอใช้คำว่าไปขอคำปรึกษาดีกว่า เพราะเราเป็นผู้น้อย ก็อย่างที่เรียนว่าเราต้องเข้าไปดูว่าในบ้านเมืองของเรานั้นมีผู้ใหญ่ท่าน ไหนบ้างที่เราจะต้องขอรับคำปรึกษา"

ลิสต์รายชื่อแล้วหรือยังว่าต้องเดินสายเจรจากับใครบ้าง

"ยัง ไม่อยากบอกรายชื่อ เพราะเราต้องเข้าไปทำงานด้วยกันหลายๆ ส่วน อาจจะมีคนแนะนำ ผู้ที่มีความรู้มาให้คำแนะนำก่อน ถ้าพูดไปกับ public แล้วจะทำให้เข้าไปพูดลำบาก"

คนไทยกลุ่มหนึ่งกลัวว่าหากเปลี่ยนดุลอำนาจ-พรรคเพื่อไทยเข้ามาแล้วจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหญ่ของประเทศและแก้แค้น

"ดิฉันประกาศเจตนารมณ์ไปแล้วว่าไม่คิดแก้แค้น แต่คิดแก้ไข ถ้าเราก้าวข้ามซะ ไม่แก้แค้น เราทำหน้าที่ของเราในวันข้างหน้าให้ดีที่สุด นี่คือสิ่งที่เราจะให้โอกาสในการทำงานกับทุกท่าน"

ปัญหา ของผู้นำที่ไม่เจนการ เมือง คือยังขาดบารมีที่คนจะยอมรับ เพราะนักการเมืองเก่าๆ ล้วนแต่เขี้ยวลากดิน แม้แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ยังเจอเนวินเขย่าอยู่เรื่อย

"ในแง่ของการทำงานก็เชื่อว่าอย่าไปตั้งโจทย์ว่าเราต้องมีบารมี แต่เราต้องตั้งโจทย์ว่าวันนี้ถ้าเป็นรัฐบาลทุกคนทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร ดังนั้นตั้งเป้าหมายร่วมกันก่อนว่าจะทำอะไรให้กับพี่น้องประชาชน และทุกคนต้องเดินไปจุดมุ่งหมายตรงนั้น ถ้าไม่ใช้จุดมุ่งหมายของประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ได้มองว่าจะต้องมีบารมี วันนี้เราเชื่อว่าทุกท่านมีเจตนาเดียวกัน เพราะฉะนั้นก็เชื่อมั่นว่าจะคุยกันได้ ดิฉันเองก็ผ่านงานบริหารมาเยอะ ก็คิดว่าในความเป็นนักบริหารนั้นเชื่อว่าจะคุยกับทุกพรรคการเมืองได้".

สคริปต์ ดีไม่มีหลุด สำหรับคนที่ไม่เคยผ่านงานการเมืองมาก่อน เมื่อต้องเจอกับกลยุทธ์เตะตัดขาสารพัด ต้องถือว่ายิ่งลักษณ์รับมือได้ดี และหลายคนก็ให้ผ่านเมื่อได้ฟังเธอตอบคำถามนักข่าวหรือปราศรัย แต่ถ้าฟังให้ดีทุกอย่างล้วนผ่านการกลั่นกรองมาแล้วเกือบทุก wording จากทีมปั้นมืออาชีพ ซึ่งมี จาตุรนต์ (ฉายแสง) คุมทีม ซึ่งนี่อาจจะเป็นเหตุผลของการปฏิเสธการดีเบต

"ดิฉัน เองก็ทำงานด้วยตัวเองด้วยนะคะ ไม่อยากให้มองแบบนั้น ในพรรคเพื่อไทยมีทีมงานเยอะและมีผู้ที่มีประสบการณ์ด้วย และในวันนั้นเองถ้าเราได้เป็นรัฐบาล เราก็สามารถเชิญที่ปรึกษาที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะเรื่องมาให้คำปรึกษาได้ อีก สมมติเราเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นวิศวกร แต่เรารู้ว่าเราจะหาวิศวกรที่ดีที่สุดในการสร้างบ้านให้ออกมาได้อย่างไร เราหา interior ทำบ้านให้สวยงามได้อย่างไร เราใช้การบริหารงานและการบริหารคนให้ดี"

แม้ ว่ายิ่งลักษณ์จะเป็น ปาร์ตี้ลิสเบอร์ 1 และลงหาเสียงดึงเรตติงอยู่ทุกวัน แต่ในพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงก็ยังรอฟังเสียงทักษิณที่อยู่นอกประเทศ

"ท่านทักษิณเองท่านเคยทำงานให้กับประเทศเยอะ ต้องเรียนว่าจากไป 4-5 ปีทุกคนก็ยังคิดถึง ดังนั้นก็เป็นธรรมดาที่จะพูดถึงท่าน แต่วันนี้เองด้วยกลไกของพรรค และดิฉันเองก็มีทีมงานให้คำปรึกษา มีความเป็นตัวของตัวเอง เราตัดสินใจเองค่ะ"

ภาพนี้คงสลัดออกไปไม่ได้ง่ายๆ

"เพราะ ดิฉันเป็นน้อง อย่างไรก็ยังคงเป็นน้อง ทำไมเราต้องปิดกั้นสิ่งที่ดีๆ เราน่าจะนำสิ่งที่ดีๆ ประสบการณ์ที่ท่านเคยประสบมา อะไรบ้างที่ท่านทำแล้วสร้างความสำเร็จให้กับประเทศ ก็คงต้องเอาตรงนั้นมาใช้ แต่ในขณะเดียวกันการทำงานนั้น เราก็ต้องฟังข้อมูลจากภาคพื้นสนามก่อนว่าปัญหาอยู่ที่ไหน และเราในฐานะที่เป็นผู้นำองค์กรผู้นำพรรค เราก็ต้องตัดสินใจเอง"

วางเส้นแบ่งไหมว่า ทักษิณจะเข้ามามีอิทธิพลได้ระดับไหน

"จริงๆ แล้วท่านไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวเลย ท่านเพียงแต่ว่าเคยมีประสบการณ์บริหารเท่านั้นเอง ฉะนั้นพรรคเราเองเรามีกลไก เราทำงานของเราเอง และเราก็ตัดสินใจเอง"

แต่ยิ่งทักษิณบอกว่า "same way of thinking, same DNA" ก็ยิ่งทำให้ทุกคนเห็นว่าโคลนนิงกันชัดเจน

"อย่างที่ท่านเคยบอกว่าดิฉันเป็นโคลนนิง เพราะเราเป็นพี่น้องกัน เราคิดเหมือนกัน ดิฉันเองก็ทำงานในบริษัทมาตั้งแต่ตำแหน่งเล็กสุด ไปจนถึงตำแหน่งสูงสุดในองค์กร ก็เรียนรู้วิธีการและวิสัยทัศน์ของท่านในการทำงานธุรกิจ ประกอบกับที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคยได้ติดตามการทำงานของท่านใกล้ชิดก็จะเรียนรู้ตรงนี้ได้มากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าคำว่าโคลนนิงนั้น เราจะตัดสินใจเองไม่ได้ เพราะดิฉันเองก็ผ่านการทำงานด้านบริหารมา 20 กว่าปี บริหารองค์กรไซส์ขนาดใหญ่ที่มีพนักงานเกือบหมื่นชีวิต เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ถ้าที่ผ่านมาบริหารโดยไม่ได้เป็นตัวของตัวเองนั้น ผู้ถือหุ้นคงไม่สามารถให้ดิฉันอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ ก็ต้องขอโอกาสขอความกรุณาในการเปิดใจรับกับคนที่มาใหม่ ซึ่งมีความตั้งใจและความทุ่มเทอยากจะทำงานรับใช้ประเทศอย่างแท้จริง"

ถึง อย่างไร เมื่อดูแบ็กกราวด์ยิ่งลักษณ์แล้ว เธอเองก็คงไม่เคยคิดฝันที่เข้ามาสู่เส้นทางการเมือง ครั้งนี้เรียกว่าเป็น accident ก็คงไม่ผิดนัก และหากภารกิจบรรลุผล เดาว่าเธอคงถอยกลับไปอยู่ในจุดที่เคยยืน

"อย่า เพิ่งบอกอนาคตดิฉันอย่างนั้นสิคะ เหตุผลที่ตัดสินใจเข้ามาก็อย่างที่เคยเรียนว่า เราเองเราก็ผ่านมาพบกับพี่น้องประชาชน 4-5 ปี ทุกคนก็เฝ้าคิดถึงและก็ฝากความหวังว่า เมื่อไหร่ทางครอบครัวจะเข้ามาทำงานทางการเมือง เพื่อที่จะทำให้พี่น้องมีความกินดีอยู่ดี ประกอบกับก็เคยไปให้กำลังใจ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ทุกคนก็สนับสนุนก็เลยคิดว่า เอ๊ะ-เราเองวันนี้เราทำงานอยู่บริษัท เรามีความพร้อมระดับหนึ่ง ทำไมเราไม่เสียสละตัวเองเข้ามาทำงานให้ประเทศชาติ และอีกอย่างเราคิดว่าตัวดิฉันเองเป็นหนี้ประชาชน เพราะทุกคนให้ความรักและเอ็นดูเสมอมา ก็เลยเป็นเหตุของการตัดสินใจเข้ามาทำงาน"

เตรียมใจรับไหมว่าการเมืองน่ากลัว

"การเมืองเป็นสิ่งที่ท้าทาย ถามว่าน่ากลัวหรือเปล่า คิดว่าไม่เป็นอย่างนั้น เพราะเชื่อว่าตราบใดที่เราเป็นคนไทยด้วยกัน เราก็ต้องมีความรักความเมตตาซึ่งกันและกัน และเราเองเราก็ต้องทำหน้าที่ในการแสดงความจริงใจให้กับพี่น้องประชาชน การก้าวมาสู่การทำงานการเมืองนี้ เราก็ต้องยอมรับในเรื่องของการถูกตรวจสอบ ยอมรับในแง่ของความกดดันทางการเมือง และเชื่อว่าดิฉันเองมีความอดทนที่จะรับกับแรงเสียดทานนั้นได้"

แรง เสียดทานที่นักการเมืองหญิง ต้องเจอคือเรื่องส่วนตัว ยิ่งลักษณ์ก็เจอมาแล้วตั้งแต่ประเด็นไม่จดทะเบียนสมรส จนมาถึงภาพคู่กับอริสมันต์

"เราพร้อมรับการตรวจสอบ แต่ขอให้อยู่บนกติกาและมารยาทที่เป็นธรรม ต้องขอจากทุกส่วนว่าการทำงานการเมือง อยากเห็นการเมืองที่สร้างสรรค์ เราเสียเวลากับการเล่นการเมือง แต่จริงๆ แล้วเราต้องทำงานการเมืองเพื่อบริหารประเทศ เพื่อที่จะทำอย่างไรให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้า ทำอย่างไรให้ประชาชนมีความสุขมากกว่า

“ชวน” บุกขอนแก่น เจอกองเชียร์ เสื้อแดงโห่ไล่

ที่มา มติชน







ผู้ สื่อข่าว มติชน ประจำจังหวัดขอนแก่น รายงานว่า วันที่ 19 มิ.ย.54 นายชวน หลีกภัย ประธานพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย ดร.กนก วงศ์ตระหง่าน ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ และคณะได้เดินทางไปช่วยผู้สมัคร สส.เขต 1 ขอนแก่น นายสุนทร ลีซีทวน หาเสียง ที่ตลาดสดเทศบาล 1 ตลาดโบ้เบ้ ขอนแก่น จากนั้นเวลาประมาณ 07.00 น.ได้เข้าไปหาเสียงกับพ่อค้าแม่ค้าที่ ตลาดบางลำภู จ.ขอนแก่น

ใน ระหว่างที่เดินหาเสียงได้ประมาณ 30 นาที โดยกลุ่มพ่อค้า แม่ค้า ที่ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์ต่างมารุมล้อมขอถ่ายภาพ ขอลายเซ็น นำผ้าขาวม้ามาผูกเอวให้และมอบดอกไม้ให้กับนายชวน หลีกภัย ซึ่งนายชวน ได้กล่าวขอบคุณคนขอนแก่นที่ได้ส่งกำลังใจให้เมื่อครั้งแม่ถ้วนเสียชีวิต วันนี้ตนเดินทางขอคะแนนกับคนขอนแก่นมาให้ทั้งผู้สมัครเบอร์ 10 เขต 1 และมาขอให้ตนเองด้วย

ขณะที่กลุ่มพ่อค้า-แม่ค้า ที่ชื่นชอบพรรคเพื่อไทย นำป้าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และป้ายกล่องกระดาษเขียนคำว่า “กูพึ่งมาอย่าพึ่งยิง” มาชูพร้อมส่งเสียงโห่ไล่นายชวน หลีกภัยและคณะ ทำให้ผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ไม่พอใจพากันตะโกนด่าว่าคนถือป้ายด้วยถ้อย คำหยาบคาย เช่น “คนเสื้อแดงสมองหมา ทำได้อย่างไร” “หมาจะเกิดชิงหมาเกิด” จนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาคอยรักษาความปลอดภัยต้องเข้ามากันเอาตัวออกไป ซึ่งคนนำทางต้องเดินนำนายชวน ให้หลบไปทางอื่น หลังจากนั้นนายชวน ได้ขึ้นรถยนต์แห่ขบวนหาเสียงไปตามถนนรอบตัวเมืองขอนแก่น ก่อนที่จะเดินทางไปสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และพระแม่ธรณี

"เสื้อแดง"รวมพล"แพลงกิ้งหมู่"รอบแยกราชประสงค์ รำลึกสลายม็อบ

ที่มา มติชน



ที่ บริเวณ สี่แยกราชประสงค์ เมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. วันที่ 19 มิ.ย. กลุ่มคนเสื้อแดง รวมถึงสมาชิกกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง นำโดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่ม หรือบก.ลายจุด ได้เดินทางมารวมตัวกันจัดกิจกรรมทำท่าสัญลักษณ์แพลงกิ้งหรือแกล้งตายในหลายๆ จุดบริเวณแยกราชประสงค์ พร้อมกับมีการจำลองเหตุการณ์รำลึกถึงผู้เสียชีวิตเมื่อครั้งเหตุการณ์สลาย การชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา พร้อมกับมีการกล่าวโจมตีรัฐบาลถึงการสลายม็อบ รวมถึงไม่ได้ออกมาชี้แจงเหตุสลาย และการที่เสื้อแดงถูกกล่าวหาว่าเผาบ้านเผาเมือง ท่ามกลางจนท.ครึ่งกองร้อยกระจายอยู่ตามจุดต่าง


ทั้ง นี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงได้ทยอยกันมาร่วมกิจกรรมดังกล่าว อยู่เรื่อยๆ ขณะที่การจราจรยังเคลื่อนตัวได้ดี ใกล้ๆมีเวทีเล็กและเครื่องขยายเสียงเปิดเพลงอยู่ ตลอดเวลา

ใกล้โค้งท้าย คิวแทรกอื้อ!

ที่มา ข่าวสด



เหตุการณ์มือปืนตามมาบุกยิงนายก อบจ. ลพบุรี หัวคะแนนพรรคภูมิใจไทย เสียชีวิตกลางกรุง

คือ สัญญาณบ่งชี้ชัดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเดิมพันประเทศครั้งใหญ่ที่ แต่ละพรรคการเมืองพร้อมต่อสู้เอาชนะกันทุกรูปแบบโดยไม่เลือกวิธีใช้

ตั้งแต่การตั้งเวทีปราศรัยหาเสียง เดินยกมือไหว้ขอคะแนนชาวบ้านแบบตรงไปตรงมา

ไป จนถึงการส่งมือปืนไปเช็กบิลหัวคะแนนฝ่ายคู่แข่ง ถึงจะโบร่ำโบราณและเสี่ยงต่อกฎหมาย แต่ก็เป็นวิธีที่ได้ผล ทำให้บรรดาหัวคะแนนหวาดกลัวไม่กล้าออกเดินหาเสียง ทำให้พรรคพ่ายแพ้ไปในที่สุด

ในขณะที่การเลือกตั้งยิ่งเดินหน้าเข้าใกล้วันที่ 3 ก.ค.มากเท่าไหร่ บรรยากาศก็ยิ่งดุเดือดเลือดพล่านมากขึ้นเท่านั้น

แล้วก็ยังเป็นพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ "นายหญิงคนใหม่"น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยังเป็นฝ่ายครองกระแสเหนียวแน่น

ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เป็นฝ่ายเหนือกว่าพรรคประชาธิปัตย์ของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ทั้ง ที่มีฐานะเป็นรัฐบาลรักษาการหลังอยู่ในอำนาจเต็มมา 2 ปีครึ่ง แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่สามารถนำเอาข้อได้เปรียบตรงนี้มาใช้ประโยชน์ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

ยิ่งไปกว่านั้นเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนเม.ย.-พ .ค.2553 ที่มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ และบาดเจ็บเกือบ 2,000 คน ได้กลายเป็น "ตราบาป" ของรัฐบาลอภิสิทธิ์

ซึ่งมาผลิดอกออกผลในช่วงหาเสียงเลือก ตั้ง เมื่อมีคนจำนวนหนึ่งออกมายืนชูป้ายทวง ถามคดี 91 ศพ ไม่ว่านายอภิสิทธิ์จะไปหาเสียงในพื้นที่ไหนๆ ก็ยากจะหลบหลีกพ้น

การชี้แจงผ่านสื่อเฟซบุ๊กเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว 2 ตอนติดต่อกัน ด้วยการพยายามโยนทุกสิ่งทุกอย่างไปให้ "ทักษิณ" และ "คนชุดดำ"

นอกจากไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ยังก่อให้เกิดผลลบต่อพรรคและตัวนายอภิสิทธิ์มากขึ้นด้วย

เพราะยิ่งมีการมองว่าบิดเบือนมากเท่าไหร่ ยิ่งมีคนพร้อมออกมาเปิดเผยเรื่องราวความจริงเพื่อหักล้างมากขึ้นเท่านั้น

ถึง ประชาชนคนไทยทั้งประเทศต่างแสดงอารมณ์ร่วม ต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเข็มทิศนำทางประเทศชาติออกจากวังวนความ ขัดแย้งที่เป็นมาหลายปี

แต่ล่าสุดกลับมีสัญญาณแทรกซ้อน บ่งชี้ถึง "ความไม่ปกติ" ของการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ที่อาจนำพาประเทศกลับไปสู่วงจรความปั่นป่วนวุ่นวายอีกระลอก

โดย ทุกอย่างเกิดขึ้นสอดรับกับกระแส "ยิ่งลักษณ์" ที่พุ่งแรงนับตั้งแต่ออกจากจุดสตาร์ต ผ่านโค้งแรกจนกระทั่งมาถึงช่วงก่อนเข้าโค้งสุดท้าย สวนทางกับกระแส "อภิสิทธิ์" ที่ตกรูดจนมาอยู่ในโซนอันตราย

กระทั่งเกิดเสียงวิพากษ์ วิจารณ์กันว่า ถ้าหากไม่มีขบวนการ "มือ-เท้าที่มองไม่เห็น" ออกมาเตะตัดขาฝ่ายตรงข้ามให้ล้มคว่ำในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่เส้นชัย

ก็ยากที่นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์จะทำคะแนนไล่กวดได้ทัน

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าโครงสร้างอำนาจรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นโครงสร้างที่มีความสลับซับซ้อน

ดัง นั้น ความพ่ายแพ้ของพรรคประชาธิปัตย์จึงไม่ได้หมายความถึงความพ่ายแพ้ของนาย อภิสิทธิ์คนเดียวโดดๆ ที่จะรับผิดชอบด้วยการลาออกจากเก้าอี้หัวหน้าพรรค

แต่ ยังหมายถึงบรรดา "มือ" ต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึง "กองกำลังทราบฝ่าย" ที่เคยหนุนหลังรัฐบาลอภิสิทธิ์ จะต้องพ่ายแพ้ไปด้วย

กลุ่มอำนาจเหล่านั้นจะยอมรับได้หรือไม่หากพรรคเพื่อไทยชนะแล้วได้เข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

เพราะอาจเสี่ยงต่อการถูกเช็กบิลขนานใหญ่ ต่อให้น.ส.ยิ่งลักษณ์จะท่องคาถาปรองดอง "ไม่แก้แค้น แต่จะแก้ไข" ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม

จึงไม่น่าแปลกใจหากขบวนการ "หักก้ามปู" จะโผล่พรึบขึ้นมาในช่วงนี้

ทั้ง แบบเปิดเผยอย่างกรณี "แก้วสรร-หมอตุลย์" และแบบที่ไม่เปิดเผยอย่างกรณีรูปถ่าย "อริสมันต์-ยิ่งลักษณ์" ที่มีการนำมาเผยแพร่ทางสื่ออินเตอร์เน็ต เป็นต้น

นอกจากขบวนการแบบเปิดเผยและไม่เปิดเผยแล้ว

ยังมีในรูปแบบคลุมเครือที่ต้องตีความกันยกใหญ่ เช่น ท่าทีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ที่ล่าสุดได้ประกาศผ่านโฆษกกอ.รมน.ว่า

ของดให้สัมภาษณ์ 2 สัปดาห์ก่อนถึงวันเลือกตั้ง เพราะไม่ต้องการให้มีคนนำเอาคำพูดตนเองไปขยายใช้ประโยชน์ในทางการเมือง

อย่าง ไรก็ตามการประกาศรูดซิปปากของพล.อ.ประยุทธ์ เกิดขึ้นภายหลังการออกมาเปิดใจทางรายการโทรทัศน์ ถึงจุดยืนของกองทัพในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง

ถึงจะเป็นการเปิดใจแบบเป็นกลางๆ สนับสนุนให้ประชาชนเลือกคนดีมีคุณธรรม เพื่อให้บ้านเมืองและสถาบันอยู่รอดปลอดภัย

แต่เป็นเพราะภาพลักษณ์เดิมๆ ของ กองทัพ ที่ติดตัวมาตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย.49 มาจนเหตุการณ์เดือนเม.ย.-พ.ค.53

จึง ทำให้มีการนำคำพูดของพล.อ.ประยุทธ์บางช่วงบางตอนมาขยายผลว่าเป็นการส่งซิก ต่อต้านพรรคเพื่อไทย รวมทั้งกรณีการกำหนดยุทธการ 315 ปราบปรามยาเสพติด ก็ถูกตีความเป็นการจงใจสกัดกั้นผู้สมัครพรรคเพื่อไทย

ทั้ง 2 กรณีได้รับการปฏิเสธจากกองทัพ

แต่ บังเอิญมีข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ พร้อมหลักฐานเอกสารตีตราลับ ด่วนมาก ลงวันที่ 3 มิ.ย.54 ทหารสัสดีจังหวัดสมุทร สาคร ทำถึงผอ.กต.สมุทรสาคร ขอรายชื่อหัวคะแนนผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขต

เลยทำให้สังคมยังกังขากับจุดยืนกองทัพ ว่าได้วางตัวเป็นกลางอย่างที่ผบ.ทบ.กล่าวไว้จริงหรือไม่

แต่ที่ถูกจับตาเป็นประเด็นมากที่สุดในตอนนี้

คือกรณีจู่ๆ 5 เสือ กกต. ก็บินเงียบไปดูงานต่างประเทศพร้อมกันถึง 4 คน

ตั้งแต่ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ นายประพันธ์ นัยโกวิท นายวิสุทธิ์ โพธิแท่น นางสดศรี สัตยธรรม เหลือเพียงนาย สมชัย จึงประเสริฐ นั่งเฝ้าสำนักงานคนเดียว

จนหลายคนเป็นห่วงว่าอาจเป็นเงื่อนไขใหญ่ทำให้การเลือกตั้งสะดุด

เพราะเมื่อลองมาแล้วหลายวิธีก็ยังสกัดกั้นกระแสความแรงของฝ่ายตรงข้ามไม่อยู่ ขณะที่ระฆังบอกเวลาหมดยกใกล้ดังเข้ามาทุกที

เหลือวิธีเดียวคือ "ล้มเวที" มันเสียเลย..อย่างนั้นรึเปล่า!??

ปากว่าตาขยิบความเป็นกลางของกองทัพ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ประยุทธ์ย่อมตระหนักดีว่า ไม่ว่าท่านจะระบุออกมาหรือไม่ว่า “คนบางกลุ่ม” คือใคร?

ผู้ที่ได้ยินได้ฟังก็สามารถคิดได้เองว่า
ผบ.ทบ. กำลังเชื่อมโยงให้เข้าใจไปถึงคนกลุ่มไหน และพรรคการเมืองพรรคใด

ใช่คนกลุ่มเดียวกับที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พยายามร้องป่าวประกาศว่า
เป็น “พวกเผาบ้านเผาเมือง” ที่ไม่เคยจับตัวคนร้ายมาได้แม้แต่คนเดียวหรือไม่?

หรือเป็นเพียงการพูดหวังให้เกิดผลกระทบกับคนกลุ่มนั้นและพรรคนั้นที่กำลังมาแรงแซงหน้าใช่หรือไม่?

การเปิดเผยข้อมูลในลักษณะนี้ถือว่ามีความเป็นกลางและมีความชอบธรรมต่อทุกฝ่ายหรือไม่?

หาก “ความเป็นกลาง” หมายถึง กองทัพจะไม่ข้องแวะกับการเมืองในทุกกรณี

หาก “ความเป็นธรรม” หมายถึง การปฏิบัติต่อทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียมกัน

หาก “ความเป็นกลาง” หมายถึง การไม่ทำอะไรที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรทางการเมือง

หาก “ความเป็นธรรม” หมายถึง การกล่าวหาหรือให้ร้ายใครโดยไม่มีพยานหลักฐานจะไม่เกิดขึ้นอีก

อาจไม่ใช่หน้าที่ของ ผบ.ทบ. เลยด้วยซ้ำที่จะออกมาบอกว่า
“การแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองด้วยการเลือกตั้งเป็นสิ่งสำคัญ และต้องเลือกคนดี”

ประชาชนเขารู้กันตั้งนานแล้ว มีแต่บางคนบางพวกเท่านั้นที่ทำเป็นหลับหูหลับตามองข้ามหัวประชาชน

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความและที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของ นปช. กล่าวถึง
กรณีการออกสื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ไว้อย่างน่าคิดต่อว่า

“ผมรู้สึกเสียใจจริงๆที่ได้ยินคำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์
ผมอยากให้พี่น้องชาวไทยเข้าใจว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยเลยในคำพูดของท่าน
การปฏิบัติที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงนั้นจะเสียเวลาเอ่ยคำขอโทษที่อ้างว่าเสียใจไปทำไม
อีกครั้งหนึ่งแล้วที่ท่านทำนอกเหนือหน้าที่ของทหาร
เพราะการเมืองและการทหารถือเป็นคนละเรื่องกัน
ท่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะลงมาสร้างความปั่นป่วนในการเลือกตั้งครั้งสำคัญนี้
ผมยอมรับไม่ได้จริงๆ นี่ไม่ใช่หน้าที่ของทหาร
สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ทำได้ในตอนนี้คือ
หยุดพูดพาดพิง ผมอยากให้ท่านสนใจแต่เรื่องของหน้าที่ทหาร”


สื่อจำนวนหนึ่งพยายามมองโลกในแง่ดีว่า
ผบ.ทบ. ออกมายืนยันถึง “ความเป็นกลาง” ของกองทัพ
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี หาก “ความเป็นกลางของกองทัพ”
จะหมายถึงการไม่เข้ามายุ่งกับการเมืองอีกต่อไป
ปล่อยให้กระบวนการประชาธิปไตยดำเนินไป
ตามความต้องการของประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศตัวจริง

หยุดพุ่งเป้าไปที่การโจมตีพรรคการเมืองฝ่ายประชาชนอย่างออกนอกหน้า

หยุดใส่ร้ายกล่าวหาประชาชนโดยไม่มีพยานหลักฐาน

แค่นั้น.. “ความเป็นธรรม” ก็จะกลับคืนสู่สังคมไทย ไม่ใช่เพราะคำพูดพร่ำเพรื่อของ ผบ.ทบ.


http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=54134

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



กอง ทัพนั้นไม่เป็นกลางอยู่แล้ว พวกเราก็่น่าจะรู้กันดีตั้งนานแล้ว ผมจึงไม่แปลกใจหากกองทัพมันจะเอียงทำอะไรทุเรศ หากพวกมันไม่ทำนั้นซิแปลก

แต่ เมื่อดูในภาพรวมทั้งหมด กองทัพออก action น้อยกว่าที่คาดเอาไว้ (ผมหมายถึงองค์กรกองทัพโดยรวม) มีแต่หน่วย 315 แฝงเข้าไปในชุมเชนอ้างเรื่องยาเสพติด แต่เมื่อเทียบกับกิจกรรมทั้งประเทศแล้ว มีน้อยมาก เข้าไปในพื้นที่กี่ชุมชนก็ไม่ทราบ ไม่ได้ยินข่าว แต่จากข่าวที่ไม่ดังมาก น่าจะไม่ถึง 1% ไม่มีผลกระทบต่อภาพรวมการเลือกตั้งเท่าใดนัก

แต่เมื่อเราดูประยุทธ์นั้นออก แอ็กอาร์ทมาก (คือออกอยู่ 2 คนกับไอ้ เสธ. ไก่อู) แต่กองทัพโดยรวมแทบจะเหมือนนิ่ง

ผม ตีความจากที่เห็นทั้งหมดว่ากองทัพโดยรวมประยุทธก็คุมบังเหียนได้ไม่สมบูรณ์ และประยุทธ์นั้นทำงานไม่เป็น ไม่รู้จะรบกับสิ่งที่ตัวคิดว่าเป็นภัยคุกคามนี้ได้อย่างไร ก็เลยออกมาขู่ตามนิสัย แต่จะลุยอย่างไรกับการเลือกตั้ง มันยังไม่รู้เลย

และที่สำคัญมีแค่ประยุทธ์บ้าอยู่คนเดียว หน่วยอื่นๆ กลไกอื่นๆ ดูเหมือนจะไม่ค่อยขยับอะไร

ดู ในภาพรวม สื่อบางสื่อก็เป็นกลางมากขึ้นแม้แต่ไทยรัฐและมติชน ให้พื้นที่ข่าวเสื้อแดงมากขึ้น (แม้โทรทัศน์ยังเป็นของพวกอำมาตย์อยู่) เนชั่นก็ปฎิบัติกับเพื่อไทยดีขึ้น เป็นกลางขึ้น

ส่วนราขการอื่น ๆ ไม่ได้ขยับอะไรเลย โดยเฉพาะตำรวจกับมหาดไทย

เรียกว่าในระดับพื้นที่จริงๆ นั้นแทบจะ "ปลอดจากปฎิบัติการของอำมาตย์" ก็ว่าได้

เป็นสัญญาณว่า "นายอาจทิ้งลูกน้อง" หรือ "นายไม่อยู่ในวิสัยที่มาควบคุมแล้ว"

ผมคิดว่าอย่างหลังมากกว่า

"สมบัติ" แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์ ไม่ไปร่วม "แพลงกิ้งหมู่" ที่ราชประสงค์ เหตุสูญเสียบิดาไปเมื่อเช้า

ที่มา มติชน


ผู้ สื่อข่าวรายงานกิจกรรมของเพื่อนกลุ่มประกายไฟ ที่ร่วมทำ "แพลงกิ้ง" ที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ว่า นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ไม่ได้เดินทางมาร่วมทำกิจกรรมแพลงกิ้งที่ สี่แยกราชประสงค์ร่วมกับคนเสื้อแดง เนื่องจากบิดาเสียชีวิตเมื่อเช้าวันเดียวกัน จึงยกเลิกการเดินทางไปร่วมกิจกรรม แต่กิจกรรรมดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป

นาย สมบัติ ให้สัมภาษณ์ว่า นายประสงค์ บุญงามอนงค์ บิดา เสียชีวิตเมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 19 มิถุนายน จึงไม่ได้เดินทางไปร่วมทำกิจกรรมรำลึกในเหตุการณ์ 19 พฤษภา 53 กับคนเสื้อแดง แต่ไม่ได้ยกเลิกกิจกรรมเพราะยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่เข้าร่วม และกิจกรรมจะเดินหน้าไปได้


สำหรับกิจกรรมของเพื่อนกลุ่มประกาย ไฟ ที่ร่วมทำแพลงกิ้งที่สี่แยกราชประสงค์ มีขั้นตอนและวิธีการ ที่เรียกว่า Flash Mob : โดมิโน่ Planking หมู่ "กี่ล้มกว่าจะได้เลือก เราไม่ลืม 3 กรกฎา เข้าคูหาไปเลือกตั้ง "สำหรับเรา Planking ไม่ได้มาล้อเลียนท่าคนตาย แต่เรามารำลึกให้คนไม่ลืมว่าที่นี่มีคนตาย" เวลา 17.00 น เป็นต้นไป ที่บริเวณ ป้าย 4 แยกราชประสงค์

คลิป "ยิ่งลักษณ์" ไม่มีปัญหา หาก ปชป.หาเสียงบนกองเลือด รปส.

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon




เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย
ให้กับผู้สื่อข่าวก่อนขึ้นเครื่องไปหาเสียงที่จ.พิษณุโลกว่า
การที่พรรคประชาธิปัตย์จะเปิดปราศรัยที่ราชประสงค์ในวันที่ 23 มิ.ย.นั้น
คงเป็นกลยุทธ์ของแต่ละพรรคการเมืองและเป็นสิทธิ์ที่จะทำได้
แต่ตนคงไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยว
ทั้งนี้อยากขอให้พรรคประชาธิปัตย์หาเสียงที่เป็นอย่างสร้างสรรค์มากกว่า
และไม่ควรพูดจาพาดพิงกันไปมา ที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งกัน
ซึ่งกรณีนี้ตนไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว


http://www.go6tv.com/2011/06/blog-post_1030.html