ที่มา มติชน ส่วน นโยบายที่จะทำให้ราคาข้าวมีราคาสูงถึง ตันละ 15,000 บาท และจะเพิ่มเงินกองทุนอีกหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นนโยบายโดนใจ และเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านในพื้นที่ ทั้งนี้บรรยากาศการหาเสียงของผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทย จ.พิจิตร ทั้ง 3 เขต ในวันนี้เป็นไปอย่างคึกคัก
วัน ที่20มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออันดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นเวทีปราศรัยเพื่อช่วยนายพงษ์ศักดิ์ เหลืองวิจิตร ผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 จ.พิจิตร บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอโพธิ์ประทับช้าง และหาเสียงช่วย นายนาวิน บุญเสรฐ ผู้สมัคร ส.ส. จ.พิจิตรเขต 3 ตรงหน้าที่ว่าการอำเภอโพทะเล โดยการขึ้นเวทีปราศรัยของน.ส.ยิ่งลักษณ์ทั้ง 2 แห่ง มีประชาชนและกองเชียร์เสื้อแดงราว 5 หมื่นคน มาต้อนรับและให้กำลังใจ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, June 20, 2011
"ยิ่งลักษณ์" ปราศรัยที่พิจิตร ปชช.ราว 5 หมื่นคนร่วมฟัง ดันกระแสนิยมนำโด่ง
ภาพนี้ตัดต่อรึเปล่า ปราศรัยวงเวียนใหญ่ เพื่อไทย/ประชาธิปัตย์
ที่มา thaifreenews
โดย แมวอ้วนอ้วน
เอ้....เป็นภาพตัดต่ออ่ะป่าวว้า...
ตอบ...เป็นภาพตัดต่อแน่นอนครับ
1.โดยนำภาพจริงๆ 2 ภาพมาตัดต่อวางคู่กันเพื่อที่จะได้เทียบได้เห็นกันจะๆ
2.ตัดต่อใส่ โลโก้ของพรรคทั้ง 2 พรรคเข้าไปที่ด้านขวามือครับ
เครดิตภาพ คุณbird eye view
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
กระแสพรรคประชาธิปัตย์ใน กทม. คงจมทะเลไปแล้ว ตอนนี้ทำอย่างไรกระแสก็ไม่ขึ้นแล้ว
ใน ทฤษฎีการเมืองนั้นเขาบอกว่า "ประชาชนสนใจ ผลลัพท์ของนโยบายที่เป็นจริงมากกว่า นโยบายที่สวยหรู แต่ไม่มีหลักประกันอะไรว่าจะทำได้ หรือมีความเป็นไปได้ ดังนั้นในทางทฤษฎีเขาจึงสรุปว่า ความเป็นผู้นำ (Leadership) และ ฝีมือบริหาร (management) ของผู้นำจะเป็นปัจจัยหลักที่ประชาชนใช้ตัดสินใจในการเลือกตั้ง"
ทั้ง สองประการนี้คุณปูได้เปรียบที่ภาพออกมามีความเป็นผู้นำ (โชคดีที่คุณปูเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่ หากเป็นน้องสาวทักษิณธรรมดาคงไม่สามารถสรังความนิยมได้) รวมทั้งภาพของการทำงานที่มีผลสัมฤทธิ์ให้คนเห็น
ส่วนอภิสิทธิ์นั้นมี เพียงโวหาร ซึ่งหากพูดตรงๆคือ "นโยบายที่สวยหรู" แต่ผลสัมฤทธิ์หรือฝีมือการบริหารไม่มี ไม่เคยมีนโยบายใดที่เห็นผลได้ ดังนั้น ยิ่งอภิสิทธิ์แสดงโวหารที่สวยหรูมากเท่าใด ก็ยิ่งเน้นจุดอ่อนของตัวเองให้เด่นขึ้น (แต่ก่อนอาจเป็นจุดแข็ง แต่หลังจากโดนยกป้าย "ดีแต่พูด" มันก็กลายเป็นจุดอ่อนทันที)
ปธ.ทีดีอาร์ไอชี้"เจ๊ปู"รู้ตัวเสียเปรียบ เลี่ยงเวทีดีเบต
ที่มา มติชน
นาย นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ว่า มีข้อเสนอ 2 ข้อคือ 1.ต้องให้ทุกพรรคพูดความจริงกับประชาชน เพราะที่เห็นมีแต่นโยบายลดแลกแจกแถม และคำถามคือ จะเอาเงินมาจากไหนเชื่อว่าจะต้องมีการกู้เงินแน่นอน ไม่ใช่เป็นภาระภาษีของประชาชน ดังนั้นจึงขอให้พูดตรงๆ กับประชาชนว่าจะรับผิดชอบอย่างไร ที่สำคัญต้องไม่ทำให้ประชาชนเสียคน 2.อยากเห็นนโยบายระยะยาว เพราะมีความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางในระยะ ยาว ขณะที่ประเทศในภูมิภาคอย่างประเทศเกาหลี ไต้หวัน และสิงคโปร์ได้ก้าวพ้นประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปแล้ว ส่วนจีนก็มีแผนพัฒนาแรงงานในประเทศแล้ว แต่ประเทศไทยนั้นจนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นนโยบายพรรคการเมืองไหนมุ่งไปสู่ทิศ ทางนั้น มีแต่นโยบายหาเสียงระยะสั้นกับประชาชน
"ประเทศไทยกำลังเข้า สู่ยุคขาดแคลนแรงงาน สังเกตได้จากอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรไทยชะลอตัวลง ขณะที่นโยบายพรรคการเมืองมีแต่ปรับขึ้นค่าจ้าง และมาตรการลดภาษี ไม่เห็นมีนโยบายพัฒนาทักษะแรงงานและการเพิ่มผลิตภาพภาคธุรกิจ เพราะนโยบายค่าจ้างและมาตรการลดภาษีความจริงเป็นเพียงเครื่องมือเสริมเท่า นั้น" นายนิพนธ์กล่าว และว่า ส่วนกรณีที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย อาจไม่ขึ้นเวทีดีเบตเองนั้น มองว่าเป็นเรื่องกลยุทธ์ทางการเมือง เพราะเขาคงรู้ตัวว่าอาจจะเสียเปรียบจึงต้องเลือกตัวแทนดีเบต การเมืองไทยก็เป็นแบบนี้
ถึงเวลาแก้ไข ม. 112: ข้อเรียกร้องต่อบรรดาพรรคการเมือง
ที่มา ประชาไท
"...ด้วย ความตระหนักถึงประเด็นปัญหาที่รายล้อมการใช้กฎหมายมาตรา 112 พวกเราเชื่อว่าท่ามกลางวิกฤติการเมืองไทยในขณะนี้ หนทางเดียวที่จะสร้างความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ พร้อม ๆ ไปกับสร้างหลักประกันให้กับสิทธิเสรีภาพของประชาชนและระบอบประชาธิปไตยของ สังคมไทยก็คือ จะต้องมีการแก้ไขมาตรา 112"
เครือข่ายสันติประชาธรรม
(ร่วมลงชื่อได้ที่ http://www.ipetitions.com/petition/santiprachadham_june2011/)
0 0 0
ข้อเรียกร้องต่อบรรดาพรรคการเมือง
ถึงเวลาแก้ไขมาตรา 112 (กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ)
ใน วาระที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งสำคัญในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2554 นี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนจำนวนมากไม่เพียงต้องการรู้ว่าบรรดาพรรคการ เมืองใหญ่ๆ มีนโยบายที่จะสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชนอย่างไร แต่ยังจับตามองว่าพวกท่านแนวทางอะไรในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และหลักการประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและรุนแรงนับตั้งแต่การรัฐ ประหารเมื่อปีพ.ศ.2549 เป็นต้นมา
มาตรา 112 กับการละเมิดสิทธิเสรีภาพ
เป็น ที่ทราบกันดีว่านับตั้งแต่การรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 วิธีการหนึ่งที่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางเพื่อกดปราบผู้ที่มีความคิดเห็นทาง การเมืองที่แตกต่างก็คือ การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือมาตรา 112 โดยมักใช้ควบคู่ไปกับ พ.ร.บ.การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ. 2550 ดังจะเห็นได้ว่าสถิติผู้ถูกจับกุมและต้องโทษด้วยมาตรา 112 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน กล่าวคือ ในขณะที่ระหว่างปี พ.ศ. 2520-2535 การฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเฉลี่ยเพียงปีละ 10 ราย และลดลงเรื่อยมานับจากปีพ.ศ. 2543 แต่หลังการรัฐประหารจนถึงปี พ.ศ. 2552 มีการยื่นฟ้องคดีหมิ่นฯถึง 396 ราย นอกจากนี้ ภายใต้การทำงานของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เชื่อได้ว่าตัวเลขผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ จะมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
เป็นที่ชัดเจนว่าข้อความหลวม ๆ ของมาตรา 112 ที่ว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งสามปีถึงสิบห้าปี" ได้ถูกผู้ที่ยึดกุมอำนาจรัฐและกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ใช้เพื่อทำลายความชอบธรรมของกลุ่มการเมืองที่อยู่ตรงข้าม สถาบันกษัตริย์ถูกอ้างครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ การเมืองของคนบางกลุ่ม “ความจงรักภักดี” กลายมาเป็นอาวุธสำหรับข่มขู่คุกคามและสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชนด้วย กัน ตัวอย่างล่าสุดที่ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมดังกล่าวได้ดีก็คือ คำให้การในศาลของพันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด ถึงกำเนิดของ “แผนผังล้มเจ้า” ของ ศอฉ. ว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงเรื่องที่ศอฉ. คิดขึ้นเองแบบทันทีทันใดโดยยังไม่มีข้อยืนยันว่า รายชื่อคนจำนวนมากที่ปรากฎในแผนผัง คือคนที่คิด "ล้มเจ้า" หรือ "ล้มล้างสถาบันกษัตริย์" จริงๆ แต่เราก็ได้ประจักษ์กันแล้วว่า แผนการณ์ที่ถูกคิดขึ้นแบบทันทีทันใดนี้ กลายมาเป็นข้ออ้างสำคัญเพื่อใช้ปราบปรามการชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือน เมษายนและพฤษภาคม พ.ศ. 2553 ในที่สุด ข้อหาไม่จงรักภักดียังนำไปสู่การตามปิดสถานีวิทยุชุมชุนนับร้อยแห่ง และเว็บไซต์อีกนับหมื่นแห่ง โดยที่เหตุผลที่แท้จริงอาจเป็นเพราะพวกเขากล้าวิพากษ์วิจารณ์ผู้ยึดกุมอำนาจ รัฐอย่างรุนแรง และพวกเขาสนับสนุนหรือเห็นใจการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง
ความ อ่อนไหวของข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาและครอบ ครัวของพวกเขาต้องประสบกับการกดดันจากสังคมรอบด้าน ซ้ำร้ายพวกเขามักประสบกับการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่คำนึงถึงหลักการพื้นฐาน ของสิทธิพลเมืองอีกด้วย เช่น การตีความตามอำเภอใจ, ไม่อนุญาตให้ประกันตน แม้ว่าบางคนจะสูงวัยและมีโรคประจำตัว, ไต่สวนด้วยวิธีปิดลับ, ห้ามสื่อมวลชนรายงานข่าว ฯลฯ ประการสำคัญ สื่อมวลชนเกือบทั้งหมดก็เลือกที่จะปิดหูปิดตาทั้งของตนเองและของประชาชนใน เรื่องนี้ จนทำให้การตรวจสอบและคัดคานอำนาจอันล้นฟ้าของกระบวนการยุติธรรมในคดีหมิ่น พระบรมเดชานุภาพเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย
ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่พวกเขากระทำนั้นเป็นเพียงแค่แสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง หากพวกเขาผิด ก็ผิดเพราะ “คิดต่าง” เท่านั้น แต่อำนาจรัฐกลับกระทำต่อพวกเขาประหนึ่งอาชญากรร้ายแรง ผู้ต้องหาเหล่านี้จึงมักถูกลงโทษขั้นสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนดไว้ หลายคนถูกกลั่นแกล้งและทำร้ายจากทั้งผู้คุมและผู้ต้องขังในคุก จนเกิดความเครียด ต้องการฆ่าตัวตาย
การปิดกั้น ข่มขู่ คุกคาม และละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วยมาตรา 112 ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้สถานการณ์สิทธิเสรีภาพของประเทศไทยตกต่ำอย่าง ถึงที่สุด กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2553 องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders) เขยิบประเทศไทยจากอันดับที่ 59 (ของปี 2547) ลงไปที่อันดับที่ 153 จากจำนวน 178 ประเทศ ส่วนในปี พ.ศ.2554 องค์กรฟรีดอมเฮ้าส์ เปลี่ยนสถานะของไทยจาก “กึ่งเสรี” เป็น “ไม่เสรี” ส่งผลให้ไทยอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับเกาหลีเหนือ พม่า จีน คิวบา โซมาเลีย อัฟกานิสถาน อิหร่านและอีก 63 ประเทศทั่วโลก
การเคลื่อนไหวของกลุ่มต่าง ๆ
ด้วย ความตระหนักต่อสภาวการณ์ดังกล่าวข้างต้น ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา ได้มีความพยายามเรียกร้องและรณรงค์ให้รัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากมาตรา 112 และหาทางแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ โดยเป็นการผลักดันทั้งในระดับกลุ่ม เช่น นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์, กลุ่มเครือข่ายสันติประชาธรรม, กลุ่มมาตรา 112:การรณรงค์เพื่อการตื่นรู้, กลุ่มนักเขียนอิสระ, ฯลฯ และทั้งในระดับปัจเจกชน โดยผ่านการเขียนและอภิปรายในที่ต่าง ๆ ของศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์, ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล, ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นต้น นอกจากนี้ มาตรา 112 ยังกลายเป็นประเด็นที่ประชาคมโลกให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552 นักวิชาการชั้นนำทั่วโลกกว่า 50 คนได้ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายหมิ่นฯ
นอกเหนือจากปัญหาการละเมิด สิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วยมาตรา 112 ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว กลุ่มบุคคลและปัจเจกบุคคลข้างต้นยังได้ท้าทายให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตอบคำ ถามสำคัญดังต่อไปนี้
- อะไรคือบทบาทและพระราชอำนาจที่แท้จริงและที่ควรจะเป็นของสถาบันพระมหากษัตริย์?
- อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับหลักการเสรีประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน?
- การแก้ปัญหาที่มุ่งไปที่การจับกุมปราบปรามและลงโทษเป็นหลัก จะนำมาซึ่งความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ได้จริงหรือ?
- เจ้าหน้าที่รัฐและระบบตุลาการของไทยปฏิบัติต่อผู้ต้องหาในคดีนี้อย่างโปร่ง ใสและคำนึงถึงหลักการสิทธิและเสรีภาพตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเพียงใด?
- กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบันหรือไม่อย่างไร? ควรมีการปรับปรุงการใช้กฎหมายนี้อย่างไร?
- การวิจารณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์จำเป็นต้องเท่ากับการมุ่งทำลายสถาบันจริง หรือ? เราจะมองว่าการวิจารณ์นำไปสู่การปรับตัวของสถาบันกษัตริย์เพื่อให้สอดคล้อง กับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมือง และนำไปสู่ความมั่นคงของสถาบันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?
- หากไม่มีกฎหมายหมิ่นฯแล้ว สถาบันพระมหากษัตริย์ควรได้รับการปกป้องคุ้มครองในลักษณะใด และด้วยกฎหมายใด?
ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าปัญหาอันรุนแรงของมาตรา 112 ได้ปลุกเร้าให้ผู้คนกลุ่มต่างๆ ไม่สามารถนิ่งเฉยดูดายได้อีกต่อไป เราเชื่อว่าแนวโน้มว่ากระแสเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112 จะมาจากกลุ่มที่หลากหลายและเสียงดังมากขึ้นเรื่อย ๆ ฉะนั้น บรรดานักการเมือง อันเป็นตัวแทนของประชาชน ย่อมต้องไม่เพิกเฉยดูดาย หรือหลอกตัวเองต่อไปว่ามาตรา 112ไม่ใช่ปัญหาแต่ประการใด พวกเรา ประชาชนที่ลงนามในท้ายจดหมายฉบับนี้ จึงขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองทั้งหลายประกาศนโยบายที่เป็นรูปธรรมต่อมาตรา 112 เพื่อเป็นปัจจัยในการตัดสินใจลงคะแนนเสียงของประชาชนต่อไป
ท้าย นี้ ด้วยความตระหนักถึงประเด็นปัญหาที่รายล้อมการใช้กฎหมายมาตรา 112 พวกเราเชื่อว่าท่ามกลางวิกฤติการเมืองไทยในขณะนี้ หนทางเดียวที่จะสร้างความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ พร้อม ๆ ไปกับสร้างหลักประกันให้กับสิทธิเสรีภาพของประชาชนและระบอบประชาธิปไตยของ สังคมไทยก็คือ จะต้องมีการแก้ไขมาตรา 112
เครือข่ายสันติประชาธรรม
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ธงชัย วินิจจะกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นิติ ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เกษม เพ็ญภินันท์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ศรีประภา เพชรมีศรี ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
David Streckfuss, The CIEE Research and Development Institute, Khon Kaen University
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการอิสระ
.....
หมายเหตุ: ท่านที่สนใจสามารถร่วมลงชื่อออนไลน์ได้ในลิงค์ด้านล่างนี้ครับ (โดยกรอกข้อมูลตรงแบบฟอร์มท้ายแถลงการณ์)
http://www.ipetitions.com/petition/santiprachadham_june2011/
จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ 5
ที่มา ประชาไท
เผยแพร่ครั้งแรกใน
แฟนเพจ "Abhisit Vejjajiva", 16 มิ.ย. 54
หมาย เหตุ - เมื่อเวลา 17.36 น. วันนี้ (19 มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ ได้เขียนบทความ "จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ 5" โดยเขียนติดต่อกันเป็นตอนที่ 5 และได้เผยแพร่ลงในแฟนเพจ "Abhisit Vejjajiva" ของตน
โดย ชี้ว่า "ดีแต่พูด" เป็นวาทกรรมที่ฝ่ายตรงข้ามสร้างขึ้น โดยอภิสิทธิ์กล่าวหาว่าเกิดจากการให้คนเสื้อแดงไปชูป้ายที่งานวันแรงงานที่ องค์กรเอกชนจัดขึ้น เพื่อให้ ส.ส.เพื่อไทยเอาไปขยายผล
อย่าง ไรก็ตาม การชูป้ายในงานดังกล่าวไม่ใช่วันแรงงาน แต่เป็นการจัดงานเนื่องในวันสตรีสากล โดยจัดล่วงหน้าวันจริงคือวันที่ 6 มีนาคม และคนที่ชูป้ายคือ น.ส.จิตรา คชเดช แกนนำคนงานผลิตชุดชั้นใน Try Arm ที่ถูกบริษัทบอดี้ แฟชั่น ผู้ผลิตสินค้าไทรอัมพ์เลิกจ้างและฟ้อง น.ส.จิตรา และแกนนำสหภาพหลายคดี
นอก จากนี้นาย อภิสิทธิ์ยังยืนยันว่าที่ผ่านมานโยบายหลายด้านที่เขาประกาศสามารถทำได้จริง หลายเรื่อง ขณะที่นายอภิสิทธิ์ยังย้อนถามว่า ถ้าดีแต่พูด แปลว่า พูดแล้วทำไม่ได้ จะถือว่าโครงการ Elite Card ค้าปลีกเข้มแข็ง วัวล้านตัว เข้าข่ายไหม เหมือนกับเรื่องจะขึ้นค่าแรง 300 บาท โดยไม่สนว่าธุรกิจจะอยู่ได้ไหม หรือจะใช้เงินซื้อคอมพิวเตอร์แจกเด็กคนละเครื่องโดยไม่ขึ้นภาษี ไม่กู้เพิ่ม
นาย อภิสิทธิ์ ทิ้งท้ายในบทความด้วยว่า "และถ้าหากว่า ดีแต่พูด แปลว่า พูดแล้วไม่ทำ ใครล่ะที่หลอกพี่น้องเสื้อแดงว่า ให้มาชุมนุมเยอะ ๆ เสียงปืนดังขึ้นเมื่อไหร่จะมายืนแถวหน้า แต่กลับไปช้อปปิ้งอยู่ปารีส แต่ก็มีหลายคนที่ผมเสียดายว่า ไม่ดีแต่พูด แต่ทำจริง พวกที่ประกาศล่วงหน้าให้มา “เผา” ไงครับ"
สำหรับบทความทั้งหมดมีดังนี้
000
จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ 5
by Abhisit Vejjajiva on Sunday, 19 June 2011 at 17:36
นอกจากเรื่อง 91 ศพแล้ว วาทกรรมที่ฝ่ายตรงข้ามผมสร้างขึ้นเพื่อเป็นกระแสก็คือ “ดีแต่พูด”
ผม เข้าใจดีว่านี่คือกลยุทธของฝ่ายตรงข้าม เพราะนอกจากจะพยายามปิดกั้นไม่ให้ผมลงพื้นที่ในหลายพื้นที่แล้ว ก็ไม่ต้องการให้ผมสื่อสารกับประชาชน หาทางลดความเชื่อถือของการให้ความจริงและการใช้เหตุผลของผม อธิบายถึงปัญหา แนวคิด นโยบาย และผลงานของรัฐบาล
กระบวนการนี้เริ่มจากการให้คนเสื้อแดงไปชูป้ายที่งานวันแรงงานที่องค์กรเอกชนจัดขึ้น
เพื่อ ให้ ส.ส.เพื่อไทยเอาไปขยายผลในสภาและการสร้างกระแส ผมเองก็หวังว่าผู้เกี่ยวข้องและประชาชนจะมองทะลุกลยุทธ์นี้ และมองเห็นความเป็นจริง เพราะที่จริงวันที่เขาเชิญผมไปร่วมงานก็เพราะรัฐบาลนี้ “ทำจริง” ในเรื่องแรงงานมาตลอด 2 ปีกว่า ทั้งเพิ่มสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสังคม เปิดโอกาสให้แรงงานนอกระบบเข้ามาสู่ประกันสังคม แก้กฎกระทรวงให้รับคนพิการเข้าทำงานมากขึ้น รวมทั้งเตรียมปฏิรูประบบประกันสังคมและค่าจ้างที่มีการเพิ่มขึ้นไปแล้ว และจะขึ้นต่อไป รวมไปถึงการประกาศค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานเป็นครั้งแรก
ผม เขียนเรื่องนี้ระหว่างเดินทางกลับจากอินโดนีเซีย เพราะไทยได้รับความไว้วางใจจาก World Economic Forum ให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม WEF ในเอเชียตะวันออกในปีหน้าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ถือ เป็นรูปธรรมในการฟื้นความเชื่อมั่นของประเทศ หลังจากสภาวะรัฐล้มเหลว เมื่อผมเข้ามา และหลังจากที่มีคนทำลายภาพลักษณ์ของประเทศด้วยการล้มประชุมอาเซียนและเผา บ้านเผาเมือง ระหว่างที่เดินทางมาครั้งนี้ ผู้นำทั้งภาคธุรกิจและการเมืองต่างยอมรับถึงความสำเร็จของการบริหารเศรษฐกิจ ไทยในเวลา 2 ปี
เปลี่ยนการหดตัวทางเศรษฐกิจมาเป็นการขยายตัวเกือบ 8% สูงเป็นอันดับที่ 2 ของอาเซียน
เปลี่ยนการส่งออก ท่องเที่ยวที่ติดลบ เป็นการส่งออกและท่องเที่ยวที่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์
ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมาได้โดยคนไม่ตกงานเป็นล้าน แต่ตอนนี้อัตราการว่างงานไม่ถึง 1% ต่ำที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง
รักษาเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ในประเทศเพื่อนบ้านบางแห่งขึ้นไปเกือบ 30%
ไม่ ได้สร้างภาระหนี้ในประเทศ ตรงกันข้ามกับวาทกรรมว่า “เก่งแต่กู้” เพราะหนี้สาธารณะ / รายได้ประเทศ กำลังลดลงมาอยู่ระดับต่ำกว่า 40% ต่ำกว่าปลายรัฐบาลทักษิณด้วยซ้ำ
ถ้าไม่ต้องทำงาน ดีแต่พูด แล้วทำสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตผมคงสบายกว่านี้มาก
ผมยังแปลกใจว่า ถ้าคำว่าดีแต่พูด แปลว่า พูดแล้วไม่ทำ คนที่มากล่าวหาผมกล้าดีอย่างไร
บริหาร ประเทศมา 6 ปี ไม่เคยสนใจเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แต่ภายใน 99 วัน นับตั้งแต่ผมทำงาน ผมให้เบี้ยยังชีพไปถึงผู้สูงอายุถ้วนหน้า
บริหาร ประเทศมา 6 ปี ไม่เอาจริงเรื่องเรียนฟรี แต่ภายใน 99 วัน ผมมีเงินส่งถึงมือผู้ปกครองเป็นค่าเครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และตำราเรียน
บริหารประเทศมา 6 ปี ไม่ให้ค่าตอบแทน อสม. แต่ผมมาดำเนินการใน 99 วัน
ทั้ง ๆ ที่นโยบายเหล่านี้นักการเมืองแทบทุกพรรค “พูด” มาช้านาน
แต่ถ้าดีแต่พูด แปลว่า พูดแล้วทำไม่ได้
โครงการ Elite Card (ที่ว่าจะหาเงิน 1 ล้านล้านบาท) ค้าปลีกเข้มแข็ง SPV วัวล้านตัว ฯลฯ ที่ล้มเหลว เข้าข่ายไหม
เหมือน กับที่พูดว่าจะขึ้นค่าแรง 300 บาททันทีทั่วประเทศ ไม่สนใจว่าธุรกิจจะอยู่ได้ไหม หรือจะใช้เงินเป็นแสนล้านเพื่อซื้อคอมพิวเตอร์แจกเด็กคนละเครื่องโดยไม่ขึ้น ภาษี ไม่กู้เพิ่ม
หวังว่าประเทศนี้จะไม่ต้องพิสูจน์ว่า “ดีแต่พูด” แน่นอน
และถ้าหากว่า ดีแต่พูด แปลว่า พูดแล้วไม่ทำ
ใครล่ะที่หลอกพี่น้องเสื้อแดงว่า ให้มาชุมนุมเยอะ ๆ เสียงปืนดังขึ้นเมื่อไหร่จะมายืนแถวหน้า แต่กลับไปช้อปปิ้งอยู่ปารีส
แต่ก็มีหลายคนที่ผมเสียดายว่า ไม่ดีแต่พูด แต่ทำจริง
พวกที่ประกาศล่วงหน้าให้มา “เผา” ไงครับ
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: โต้ รายงานประจำปี 2553 ของ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ที่มา ประชาไท
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ออกรายงานประจำปี 2553 (ดาวน์โหลดได้ที่นี่) โดยที่ในรายงานฉบับดังกล่าวมี “บทส่งท้าย” ซึ่งเป็นการเขียนขึ้นเพื่อตอบโต้รายงานของนิตยสาร “ฟอร์บ” ที่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยเฉพาะ (ดู “บทส่งท้าย” นี้ได้จาก มติชนออนไลน์) เป็นที่ทราบกันดีว่า “ฟอร์บ” วางข้อสรุปของตนอยู่บนการคำนวนมูลค่า “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ประเภทต่างๆที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินฯ “บทส่งท้าย” ของรายงานประจำปีของสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้โต้แย้ง ประเด็นสำคัญนี้ ดังนี้
ทรัพย์สิน ส่วนพระมหา กษัตริย์ เป็นทรัพย์สินของรัฐและของแผ่นดิน ซึ่งมีรัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการเป็นผู้รับ ผิดชอบ โดยสำนักงานฯ เป็นผู้ดูแล
ข้อความนี้ ไม่เป็นความจริง ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ กล่าวคือ “รัฐบาล” หาได้ “เป็นผู้รับผิดชอบ” ต่อทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด รัฐบาลไม่ว่าชุดไหนๆ ก็ไม่มีอำนาจในการควบคุมดูแล จัดการ เกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และสำนักงาน ทรัพย์สินฯ ไม่เคยอยู่ในความ “รับผิดชอบ” ของรัฐบาล หรือรัฐสภาที่ควบคุมรัฐบาล เลย และนี่เป็นเรื่องที่รู้กันดี ทั้งในวงการธุรกิจ ในวงการรัฐบาล และที่แน่ๆ ในสำนักงานทรัพย์สินฯเอง การเขียน “บทส่งท้าย” เช่นนี้ เป็นการบิดเบือนความจริง เพื่อโต้แย้ง “ฟอร์บ” ว่า แท้จริงแล้ว ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (รวมทั้งมูลค่าดอกผลต่างๆ) อยู่ในความควบคุมของรัฐบาล เป็นทรัพย์สินของรัฐที่รัฐบาลดูแล เหมือนทรัพย์สินของรัฐอื่นๆ จึงไม่อาจนำมาใช้เป็นการคำนวน “ความร่ำรวย” ของพระมหากษัตริย์ไทยแบบที่ “ฟอร์บ” ทำได้ พูดแบบภาษาชาวบ้านคือ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” แท้จริงแล้ว “อยู่ในมือ” ของรัฐบาล ไม่ใช่ของสถาบันกษัตริย์
ตัวบทกฎหมาย
ขอให้เราเริ่มที่ตัวบทกฎหมาย พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491 กำหนดไว้ดังนี้
มาตรา 4 ทวิ ให้ตั้งสำนักงานขึ้นสำนักงานหนึ่งเรียกว่า “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” มีหน้าที่ปฏิบัติการตามความในมาตรา 5 วรรคสอง
ให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็นนิติบุคคล
มาตรา 4 ตรี ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่า 4 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้ง และในจำนวนนี้จะได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระ มหากษัตริย์ 1 คน
ให้คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีอำนาจหน้าที่ดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ผู้ อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วน พระมหากษัตริย์ มีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มอบหมาย และมีอำนาจลงชื่อ เป็นสำคัญผูกพันสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
มาตรา 5 . . .ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์บรรดาที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภค ให้อยู่ในความดูแลรักษาของสำนักพระราชวัง
ทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์นอกจาก ที่กล่าวในวรรคก่อนให้อยู่ในความดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ของสำนักงาน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ก่อนอื่น ขอให้สังเกตว่า “อำนาจหน้าที่” ของ “คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” กำหนดไว้ (มาตรา 4 ตรี วรรคสอง) เพียงหลวมๆว่า “ดูแลโดยทั่วไป” ซึ่ง “กิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ไม่ใช่ ดูแลหรือมีอำนาจในการควบคุมตัดสินใจเกี่ยวกับตัว ทรัพย์สินส่วน พระมหากษัตริย์หรือดอกผลกำไรจากตัวทรัพย์สินนั้นเอง ในความเป็นจริง คณะกรรมการนี้ อย่างมากก็มีลักษณะเป็นเพียง advisory board หรือ คณะกรรมการที่ปรึกษา ให้กับสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทแท้จริงในการดำเนินการเกี่ยวกับตัวทรัพย์สินส่วน พระมหากษัตริย์ (โดยเฉพาะคือตัวผู้อำนวยการสำนักงานฯ ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งเอง) ยิ่งกว่านั้น คณะกรรมการ ที่ว่านี้ มี “คนของรัฐบาล” คือ รมต.คลัง เป็นประธานโดยตำแหน่งเป็นเพียงคนเดียว กรรมการที่เหลืออีก 4 คน (รวมทั้ง ผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพย์สินฯ) ล้วนแต่แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์
ดังที่จะเล่าต่อไปข้างล่าง ในการพิจารณาสถานะสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งมีตัวแทนของสำนักงานทรัพย์สินฯเองเข้าร่วมด้วย แทบไม่มีการกล่าวถึง “คณะกรรมการทรัพย์สินฯ” เลย แม้แต่ในแง่บทบาทต่อการดำเนินงานของสำนักงานทรัพย์สินฯ ที่สำคัญ การมีอยู่ของคณะกรรมการฯนี้ ไม่มีความหมายใดๆต่อการที่จะตัดสินว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ หรือตัวทรัพย์สินฯเอง ขึ้นต่อหรืออยู่ในกำกับหรือความรับผิดชอบของรัฐบาลหรือไม่ และข้อสรุปของการพิจารณาทุกครั้งคือ สำนักงานทรัพย์สินฯ และตัวทรัพย์สินฯที่สำนักงานฯดำเนินการดูแล ไม่ได้ขึ้นต่อหรืออยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลเลย แต่ขึ้นต่อองค์พระมหากษัตริย์ พูดง่ายๆคือ การมี “คณะกรรมการ” ที่มี รมต.คลัง เป็นประธานโดยตำแหน่งดังกล่าว ไม่ได้ทำให้สำนักงานทรัพย์สินฯ อยู่ในความรับผิดชอบหรือกำกับดูแลของรัฐบาลแต่อย่างใดเลย
ดัง นั้น การที่ “บทส่งท้าย” ในรายงานประจำปี 2553 ของสำนักงานทรัพย์สินฯ กล่าวถึงการมีอยู่ของคณะกรรมการทรัพย์สินฯที่มี รมต.คลังเป็นประธานโดยตำแหน่ง เพื่ออ้างว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มี “รัฐบาล...เป็นผู้รับผิดชอบ” นั้น จึงเป็นการจงใจบิดเบือนความจริง
ใน ทางตรงข้าม กฎหมายได้ระบุไว้ชัดเจน ถึงความมีอำนาจสิทธิ์ขาดในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และผลประโยชน์ที่ได้ จากทรัพย์สินฯนั้น ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเลย ดังนี้
มาตรา 6 รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กล่าวในมาตรา 5 วรรคสองนั้น จะจ่ายได้ก็แต่เฉพาะในประเภทรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน และรายจ่ายในการพระราชกุศล เหล่านี้เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น
รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ ....
นั่นคือผล ประโยชน์ทั้งหมดที่ได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (หลังการหัก “ต้นทุน” ในการดำเนินงาน) พระมหากษัตริย์จะทรงจำหน่ายใช้สอย ในทางใดๆก็ได้ “ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ” นั่นหมายรวมถึงว่า จะทรงจำหน่ายใช้สอยในกรณีที่จะตีความว่าเป็น “ส่วนพระองค์” ก็ได้ กฎหมายให้อำนาจสิทธิ์ขาด ไม่มีข้อห้ามเลยแม้แต่น้อย (อันที่จริง แม้แต่พวก “ต้นทุน” ในการดำเนินงาน ที่กำหนดในวรรคแรก ก็ต้อง “ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น”)
นี่ คือการ “เบลอ” “เส้นแบ่ง” ระหว่าง “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” กับ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ที่เกิดขึ้นจากกฎหมายปี 2491 ที่เป็นผลงานของรัฐบาลนิยมเจ้า (royalist) พรรคประชาธิปัตย์ ที่ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหารโค่นคณะราษฎรในปี 2490 (กฎหมายทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ฉบับที่ออกโดยคณะราษฎร ในปี 2479 รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทั้งหมด แม้แต่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ก็ยังอยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวังที่รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมได้จริง)
การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา
ตัว บทกฎหมายนี้ได้สร้างปัญหามาโดยตลอด เพราะโดยสามัญสำนึก “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” สมควรเป็น ทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งตามหลักการปกครองประชาธิปไตยและรัฐสมัยใหม่ ก็ควรอยู่ภายใต้การควบคุมรับผิดชอบของรัฐบาล (และรัฐสภา) ที่ประชาชนเลือกมา ว่าจะนำผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินดังกล่าว ไปใช้จ่ายในทางใดบ้าง แต่ตัวกฎหมายกลับกำหนดให้อำนาจสิทธิ์ขาดในเรื่องนี้อยู่ที่องค์พระมหา กษัตริย์
ดังนั้น ในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา จึงมีปัญหาให้ต้องตีความกฎหมายหลายครั้ง จากปี 2518 เป็นต้นมา ประเด็นที่ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นหน่วยงานของรัฐ ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ที่อยู่ในความควบคุมดูแล รับผิดชอบของรัฐบาลหรือไม่ ได้ถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกา ถึง 5 ครั้ง ซึ่งทุกครั้ง ยกเว้นครั้งสุดท้ายครั้งเดียว ได้ข้อสรุปออกมาว่า ไมใช่ “หน่วยงานของรัฐ หน่วยราชการ หรือรัฐวิสาสหกิจ” และไม่อยู่ในการควบคุมหรือกำกับใดๆของรัฐบาล แม้แต่ครั้งสุดท้ายที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเปลี่ยนมาตีความว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ก็ยังยืนยันว่า สำนักงานฯ “มิได้ขึ้นอยู่ในกำกับของคณะรัฐมนตรีหรือกระทรวงทบวงกรมใด”
ผม จะไม่เล่ารายละเอียดของการประชุมตีความแต่ละครั้งของคณะกรรมการกฤษฎีกา ในที่นี้ เพราะจะยาวมาก ผู้สนใจขอให้อ่านบทความของผมเรื่อง “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์คืออะไร?” ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มีนาคม 2549) แต่จะสรุปเพียงเนื้อหาสำคัญ ดังต่อไปนี้
การตีความครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2518) มีปัญหาเกิดขึ้นว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะถือเป็น “รัฐวิสาหกิจ” ได้หรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ลงความเห็นว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ แต่““จัดตั้งขึ้นโดยมิได้อาศัยเงินจากงบประมาณแผ่นดิน และมีหน้าที่ดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” มี “ความเป็นอิสระของการดำเนินกิจการ...ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมหรือการกำกับของรัฐบาล” ซึ่งรายได้จากการดำเนินการเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว “ถวายพระราชอำนาจในอันที่จะจำหน่ายใช้สอยได้ตามพระราชอัธยาศัย”
สำนัก งานทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์....ไม่อาจถือได้ว่าเป็นกิจการของรัฐ เพราะคำว่า “รัฐ” และคำว่า “พระมหากษัตริย์” มีความหมายแตกต่างกัน และตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2479 [แก้ไขเพิ่มเติม 2491] ก็มิได้มีบทบัญญํติที่แสดงให้เห็นว่า รัฐได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์แต่ประการใด การดำเนินกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มิได้อาศัยเงินงบประมาณแผ่นดินในรูปรายได้หรือเงินอุดหนุน...
การตีความครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2533) มีปัญหาว่า สำนักงานป้องกันปราบปรามการทุจริต หรือ “ปปป” (ปัจจุบันคือ “ปปช”) สามารถเข้าไปตรวจสอบสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้หรือไม่ เพราะมีผู้ร้องเรียนมาว่ามีการทุจริต จึงต้องการให้ตีความว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ ส่วนราชการ หรือ รัฐวิสาหกิจ” หรือไม่ (ซึ่งถ้าเป็น “ปปป.”ก็จะสามารถเข้าไปตรวจสอบได้) ครั้งนี้เป็นครั้งที่มีรายละเอียดน่าสนใจมาก (ดูบทความของผมใน ฟ้าเดียวกัน) เพราะมีความเห็นแตกแยกเป็นเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย มีการเรียกตัวแทนสำนักงานทรัพย์สินฯมาร่วมชี้แจงด้วย แต่ในที่สุด คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ลงความเห็นตามเสียงข้างมากว่า กฎหมายจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ “ประสงค์จะแยกการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ขึ้น ออกจากส่วนราชการให้เป็นเอกเทศ...ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดกำหนดให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นส่วนราชการ” และ “การที่ทรงแต่งตั้งกรรมการ [ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์] ดังกล่าว เป็นพระราชดำริของพระมหากษัตริย์ มิใช่รัฐบาลเป็นผู้เสนอแนะในการแต่งตั้งแต่ประการใด การที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในการแต่งตั้งดังกล่าว ก็เป็นเพียงการปฏิบัติการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มิได้มีผลทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ” สรุปแล้ว “ปปป” จึงเข้าไปตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทุจริต ไม่ได้ (มีหน่วยงานใน “ความรับผิดชอบ” ของรัฐบาล – นี่คือข้ออ้างของ “รายงานประจำปี” สำนักงานทรัพย์สินฯ – ที่ไหน ที่ไม่อนุญาตให้มีการเข้าไปตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทุจริต?)
การตีความครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2536) มีปัญหาว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือเป็น “เอกชน” ตาม พรบ.ให้เอกชนเข้าร่วมในกิจการของรัฐ (2535) หรือไม่ ซึ่ง “เอกชน” ตาม พรบ.นั้นหมายถึง “บุคคลซึ่งไม่อยู่ในอำนาจควบคุมหรือกำกับของรัฐบาล” ข้อสรุปของคณะกรรมการกฤษฎีกาคือ สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “เอกชน” ตามความหมายนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้กล่าวถึง คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ว่า
กรรมการเกือบทั้งหมด (ยกเว้นประธานซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นโดยตำแหน่ง) พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง.... การดำเนินงานของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงมิได้อยู่ในการควบคุมหรือกำกับของรัฐบาล ดังนั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ย่อมมิใช่ส่วนราชการตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และมิใช่รัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 (มาตรา 4) และก็มิใช่หน่วยงานอื่นใดภายใต้รัฐบาลด้วย เพราะมิได้อยู่ในการควบคุมหรือกำกับของรัฐบาล ที่จะจัดให้ดำเนินงานตามความประสงค์ของรัฐบาลได้ แต่การดำเนินธุรกิจของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นไปเพื่อจัดหา ผลประโยชน์แก่กองทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้จ่ายสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นงานที่แยกอยู่เป็นเอกเทศต่างหาก และเท่าที่เป็นมา การที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าถือหุ้นในบริษัทรัฐวิสาหกิจ แห่งใด ก็ถือว่ามีฐานะอย่างเอกชน ไม่มีการนับส่วนที่มีหุ้นนั้นว่าเป็นของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ จากเหตุผลดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็น “เอกชน” ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535
การตีความครั้งที่ 4 (พ.ศ. 2544) ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ทำเรื่องถามคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นกระทรวง ทบวง กรม และทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า หรือไม่ และรัฐบาลมีความผูกพันต้องรับผิดชอบในหนี้สินและภาระผูกพันของสำนักงาน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หรือไม่” คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้วินิจฉัยตอบว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ “มิใช่หน่วยงานภาครัฐที่อยู่ภายใต้การควบคุมหรือกำกับดูแลของรัฐบาล” จึงไม่มีฐานะเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือเทียบเท่า และ “ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชอบในหนี้สินและภาระผูกพันของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”
การตีความครั้งที่ 5 (พ.ศ. 2544) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ได้รับการร้องเรียนจากผู้เช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รายหนึ่ง เรื่องการปฏิบัติงานของสำนักงานทรัพย์สินฯ จึงเกิดปัญหาว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งมีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ, หน่วยราชการ, รัฐวิสาหกิจ หรือ ราชการส่วนท้องถิ่น จะมีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีสำนักงานทรัพย์สินฯหรือไม่ เพราะไม่ชัดเจนว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ มีฐานะเป็น หน่วยงานของรัฐ, หน่วยราชการ, รัฐวิสากิจ หรือไม่ จึงขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความ ปรากฏว่า เป็นครั้งแรกในระยะหลายสิบปี คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “ไม่ใช่หน่วยราชการ....ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ” แต่ “ถือได้ว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ” เพราะอยู่ในกำกับของพระมหากษัตริย์ ซึ่งครั้งนี้ ต่างจากครั้งก่อนๆ ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเปลี่ยนมาตีความว่า พระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ (ดูเปรียบเทียบคำตีความครั้งที่ 1 ที่ยกมาข้างต้น) ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา จึงทำการสอบสวนข้อเท็จจริงได้
จะเห็นว่า ถ้าเทียบกับการตีความทุกครั้งที่ผ่านมา ที่ปฏิเสธฐานะในลักษณะที่เกี่ยวกับรัฐของสำนักงานทรัพย์สินฯ ในทุกกรณี (รัฐวิสากิจ, หน่วยราชการ, หน่วยงานของรัฐ) ครั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้หันมาตีความว่าสำนักงานทรัพย์สินฯมีฐานะเป็น “หน่วยงานของรัฐ” แต่การตีความนี้ กลับยิ่งเป็นการยืนยันว่า ข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” ใน “รายงานประจำปี 2553” ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่ตรงความจริง คือข้ออ้างที่ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “เป็นของรัฐ” ที่อยู่ในความ “รับผิดชอบ” ของรัฐบาล ไม่ใช่ขึ้นกับพระมหากษัตริย์ (ดังนั้น “ฟอร์บ” จะเอามูลค่าไปคำนวนเป็น “ความร่ำรวย” ของพระมหากษัตริย์ไม่ได้) เพราะการที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความในครั้งนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า สำนักงานฯ ขึ้นต่อพระมหากษัตริย์ ในเมื่อพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ดังนั้น สำนักงานฯจึงเป็น “หน่วยงานหนึ่งของรัฐ” (ตามคำของนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่วินิจฉัยเรื่องนี้คือ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อยู่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย จึงถือได้ว่าอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐ”) พูดอีกอย่างคือ นี่เป็นข้อสรุปที่ตรงข้ามกับข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” ในรายงานประจำปี ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ที่พยายามทำให้ไขว้เขวว่าเป็นเรื่องความ “รับผิดชอบ” หรือกำกับดูแลของรัฐบาล
ยิ่ง กว่านั้น และที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” คือ ขณะที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความในครั้งนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ” คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ยืนยันเช่นเดียวกับที่เคยยืนยันในการตีความทุกครั้งก่อน หน้านี้ คือ สำนักงานทรัพย์สินฯ “มิได้ขึ้นอยู่ในกำกับของคณะรัฐมนตรี หรือกระทรวง ทบวง กรมใด”
ควร ชี้ให้เห็นต่อไปว่า การวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาในครั้งหลังสุดนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา จึงมีอำนาจที่จะสอบสวนข้อเท็จจริงการดำเนินการได้นั้น แท้จริงแล้ว มีความหมายน้อยมากในแง่ที่ต่อไปนี้องค์กรภายนอกหรือสาธารณะจะเข้าไปตรวจสอบ สำนักงานทรัพย์สินฯได้อย่างแท้จริง ในทางตรงข้าม กลับเป็นการยืนยันให้เห็นว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และสำนักงานทรัพย์สินฯ หาใช่ทรัพย์สินหรือหน่วยงานที่มี “รัฐบาล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง...เป็นผู้รับผิดชอบ” แต่อย่างใดเลย (ถ้าใช่ ก็ควรตรวจสอบได้ธรรมดาเหมือนหน่วยงานอื่นๆในความรับผิดชอบของรัฐบาล) เพราะในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา มีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงการดำเนินการของสำนักงานทรัพย์สินฯนั้น ได้กล่าวย้ำด้วยว่า
การ เข้าไปตรวจสอบโดย สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเกี่ยวกับกิจการของสำนักงานทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์นั้น จะต้องคำนึงถึงสถานะพิเศษของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆที่เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยหรือ ที่ต้องได้รับพระบรมราชานุญาตนั้น บุคคลใดไม่พึงดำเนินการสอบสวนให้เป็นที่กระทบกระเทือนต่อพระราชอำนาจดัง กล่าว
และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังคำ วินิจฉัยนี้คือ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ได้ทำจดหมายฉบับหนึ่งถึงสำนักงานทรัพย์สินฯ ขอให้ “ชี้แจงข้อเท็จจริง” ที่มีผู้ร้องเรียน ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ทำจดหมายตอบฉบับหนึ่ง ยืนยันว่า ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามระเบียบแล้วในกรณีผู้ร้องเรียนรายนั้น เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาได้รับจดหมายตอบจากสำนักงานทรัพย์สินฯแล้ว ก็ “วินิจฉัยให้ยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียน” นั้น สรุปแล้ว การ “เข้าไปตรวจสอบ” การดำเนินการของสำนักงานทรัพย์สินฯของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาครั้งนี้ รวมแล้วประกอบไปด้วยจดหมาย ถาม-ตอบ จากฝ่าย “ผู้ตรวจสอบ” และ “ผู้ถูกตรวจสอบ” ฝ่ายละ 1 ฉบับเท่านั้น (ดูรายละเอียดในบทความ ฟ้าเดียวกัน ของผม)
บทส่งท้าย: ความจริงอันน่ากระอักกระอ่วน?
ความ จริงที่ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และสำนักงานทรัพย์สินฯ อยู่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์โดยเด็ดขาด (และไม่มีใครหรือหน่วยงานใดควบคุมตรวจสอบได้) นั้น เป็นเรื่องที่รู้กันดีมานานแล้วในแทบทุกวงการ ทั้งวงการธุรกิจ วงการรัฐบาล และแม้แต่ประชาชนจำนวนมาก การที่ “รายงานประจำปี 2553” ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์พยายามบิดเบือนว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีรัฐบาลเป็น “ผู้รับผิดชอบ” เป็นอะไรที่เหลือเชื่อมากๆ
แน่นอน ตามหลักการและสามัญสำนึก “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” เป็นทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งในประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตย ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราช จะต้องหมายความว่า เป็นทรัพย์สินที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลที่ได้รับการเลือก ตั้งมาจากประชาชนและสามารถตรวจสอบควบคุมโดยสาธารณะได้อย่างเต็มที่ทุกประการ เช่นเดียวกับทรัพย์สินของรัฐอื่นๆ
แต่ที่สถานะของทรัพย์สินส่วนพระ มหากษัตริย์เป็นเช่นในปัจจุบัน ก็เพราะ (ดังที่ผมกล่าวมาก่อนหน้านี้) เมื่อ 60 กว่าปีก่อน รัฐบาลนิยมเจ้า (royalist) ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารโค่น คณะราษฎร (รัฐบาลของปรีดี) ลงไป ได้ออกพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงอำนาจการควบคุมทรัพย์สินของรัฐส่วนนี้ ให้กลับไปเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชอีก คือ ให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดในการ “จำหน่ายใช้สอย” ผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินส่วนนี้ “ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่ากรณีใดๆ” ผลก็คือทำให้ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ที่มีลักษณะเป็นทรัพย์สินของรัฐ กลายมาเป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะ “ส่วนพระองค์” โดยปริยายไป
จริงๆแล้ว ถ้าเราเปรียบเทียบบทบัญญัติของ พ.ร.บ.จัดการทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491 ที่รัฐบาลนิยมเจ้าพรรคประชาธิปัตย์ทำขึ้นและใช้มาจนทุกวันนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” กับ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” จะเห็นว่า แทบไม่มีความแตกต่างกันเลย ดังนี้
ทรัพย์สินส่วนพระองค์นั้น การดูแลรักษาและการจัดหาผลประโยชน์ ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย
รายได้ [จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์] ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใด ๆ
จะ เห็นว่า โดยเนื้อหาแล้ว ไม่แตกต่างกันเลย “ความแตกต่าง” ที่เพิ่มขึ้นมาในส่วนที่เกี่ยวกับ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำหนด “รายจ่ายประจำ” (“รายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน...”) หรือการกำหนดให้มี “คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” และ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ขึ้นกับการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ หรือต้องได้รับ “พระบรมราชานุญาต” จากพระมหากษัตริย์เท่านั้น พูดตามคำของมีชัย ฤชุพันธ์ คือ เป็นเรื่องที่ “อยุ่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย” ทั้งสิ้น ซึ่งก็คือ ไม่ต่างจากเรื่องการจัดการ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ที่ “ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย” นั่นเอง
22 มิถุนายน 2554
ข้าขอเปล่งคำสาบานไปกับสายลม จักพิทักษ์ชีวิตผู้ทุกข์ตรม จักลบล้างการกดขี่ระทม
และต่อสู้ล้มอำนาจอธรรม ชีพนี้จักอุทิศพลีเพื่อกอบกู้ธรรม จักจองล้างทรราชย์ระยำ...
จิตร ภูมิศักดิ์, “หยดน้ำบนพื้นทราย”
หมายเหตุ
การลงวันที่ท้ายบทความ เป็นความประสงค์ของผู้เขียน
สนทนากับ ออง ซาน ซู จี เนื่องในวันเกิดครบรอบ 66 ปี
ที่มา ประชาไท
สนทนา พิเศษ “โฟนอิน” กับ ออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านของพม่า เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 66 ปี ว่าด้วยมุมมองต่อประชาธิปไตยในพม่า และสถานการณ์หลังรัฐบาลชุดใหม่ รวมทั้งท่าทีของอาเซียนต่อพม่าที่ควรจะเป็น
วันนี้ (18 มิถุนายน 2554) เป็นครบรอบวันคล้ายเกิด 66 ปี ของนางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านของพม่า ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปีที่เธอได้ฉลองวันเกิดอย่างมีอิสรภาพ เนื่องในวาระดังกล่าว ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ในฐานะรองประธานกลุ่มสมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อประชาธิปไตยในพม่า (ASEAN INTER-PARLIAMENTARY MYANMAR CAUCUS) จึงได้จัดการประชุมสายโทรศัพท์กับนางออง ซาน ซูจี เมื่อวานนี้ (17 มิ.ย. 54) เพื่อแสดงความยินดีในวันคล้ายวันเกิด และสอบถามสถานการณ์ความเป็นไปของพม่าว่าด้วยประชาธิปไตย การคว่ำบาตร และอาเซียน
ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ได้แสดงความยินดีแก่ ออง ซาน ซูจี เนื่องในวันเกิด 66 ปี และแสดงความเป็นห่วงต่อประชาชนชาวพม่า ที่ถูกกดขี่โดยรัฐบาลทหาร พร้อมทั้งเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย ให้หยุดเอารัดเอาเปรียบประชาชนพม่าจากการลงทุนของรัฐบาลไทยในพม่าหลาย โครงการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ชาวพม่า เช่น โครงการสร้างเมืองทวายเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ และโครงการสร้างเขื่อนสาละวิน เป็นต้น
ต่อประเด็นดังกล่าว ออง ซาน ซูจี อดีตเลขาธิการพรรค National League of Democracy (NLD) กล่าวว่า ประเทศทุกประเทศ ควรระวังไม่ให้การลงทุนและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ไปกระทบกับสิ่งแวดล้อมและสมดุลทางนิเวศวิทยา เนื่องจากเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องกันหมด ไม่จำกัดแต่ในประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงบทบาทของอาเซียนด้วยว่า อยากให้อาเซียนปฏิบัติต่อพม่าในฐานะส่วนหนึ่งของภูมิภาค และมองว่าปัญหาที่เกิดในพม่า เท่ากับเป็นปัญหาของอาเซียน เช่น กรณีผู้ลี้ภัยจำนวนมากจากพม่าที่ทะลักออกไปยังจีน และไทย ซึ่งส่งผลกระทบในหลายด้าน โดยนางย้ำว่า ปัญหาที่เกิดในพม่า เป็นปัญหาที่อาเซียนต้องร่วมกันแก้ไข เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพม่าอย่างสันติ
นอกจากนี้ ผู้นำฝ่ายค้านพม่ากล่าวว่า แทนที่พม่าจะเสนอตัวเป็นประธานอาเซียนในปี 2014 รัฐบาลพม่าควรจะแก้ไขเรื่องสิทธิมนุษยชนและนักโทษการเมืองในประเทศให้เรียบ ร้อยก่อน ถึงแม้ว่าตนเองจะได้รับการปล่อยตัวจากการกักขังตัวในบ้านแล้ว แต่ยังคงมีนักโทษการเมืองหลายพันคนที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ในพม่าและยังไม่ได้ รับการเหลียวแล รวมถึงปัญหาการสู้รบกับชนกลุ่มน้อยที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างรุนแรง
ทั้ง นี้ ถึงแม้ว่ารัฐบาลพม่าปัจจุบัน จะเป็นรัฐบาลพลเรือนซึ่งมาจากการเลือกตั้งเมื่อปลายปี 2553 แต่เธอมองว่าการเลือกตั้งดังกล่าว รวมถึงการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 2551 เป็นการกระบวนการที่ไม่โปร่งใสและห่างไกลจากคำว่าประชาธิปไตย ทำให้รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างแท้จริง มิหนำซ้ำ ยังทำให้การปัญหาสู้รบกับชนกลุ่มน้อยรุนแรงมากขึ้นไปอีก ดังจะเห็นจากการสู้รบกับกองกำลังคะฉิ่น (KIA) ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา
“การ เปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งที่จะต้องทำและบรรลุให้ได้ ไม่ใช่ว่าดีแต่พูด ณ ตอนนี้ ประชาชนชาวพม่ายังไม่สามารถรู้สึกได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรจริงๆ ในชีวิตประจำวัน ประชาชนต้องรู้สึกและพิสูจน์ได้ เราจึงจะพูดได้ว่ารัฐบาลสร้างความเปลี่ยนแปลงและแก้ปัญหาสำเร็จ ” สตรีวัย 66 ปี กล่าว
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามออง ซาน ซูจี ต่อท่าทีของสหภาพยุโรป ที่ลดความเข้มงวดของการคว่ำบาตรต่อพม่าลง เธอชี้แจงว่า สหภาพยุโรปกำลังทำการทบทวนรายชื่อของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลพม่า เนื่องจากมีรายชื่อบริษัทใหม่ๆ เกิดขึ้นมา และบางบริษัทก็ไม่ได้เชื่อมโยงกับรัฐบาล มาตรการดังกล่าวจึงเป็นการทำให้การคว่ำบาตรยุติธรรมมากขึ้น และหวังว่าจะช่วยส่งเสริมกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศต่อไป
เธอ ยังเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวด้วยว่า ในต้นเดือนกรกฎาคม เธอวางแผนจะเดินทางเพื่อพบปะประชาชนในจังหวัดต่างๆ นอกย่างกุ้ง และหวังว่าจะได้รับความปลอดภัยในฐานะประชาชนพลเมืองคนหนึ่ง ที่สมควรได้รับความคุ้มครองจากรัฐ การเดินทางครั้งนี้ จะเป็นครั้งแรกที่เธอได้ออกไปพบปะประชาชนในต่างจังหวัดในรอบ 9 ปี
สำหรับ ในประเทศไทย มีรายงานว่า มีการจัดงานเฉลิมฉลองวันเกิดนางออง ซาน ซูจี ในชุมชนชาวไทยและพม่า ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และจังหวัดเชียงใหม่ นำโดยองค์กรสตรี และชนกลุ่มน้อย ที่ทำงานด้านประชาธิปไตยในพม่า โดยกลุ่มดังกล่าว เสนอข้อเรียกร้องให้รัฐบาลพม่า ปล่อยตัวนักโทษการเมือง หยุดความรุนแรงต่อสตรี และการสู้รบกับชนกลุ่มน้อย และจัดให้มีการเจรจาระหว่างกลุ่มต่างๆ เพื่อนำไปสู่สันติภาพ
กลุ่ม สมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อประชาธิปไตยในพม่า (ASEAN INTER-PARLIAMENTARY MYANMAR CAUCUS) เป็นการรวมตัวของสมาชิกรัฐสภาในประเทศอาเซียน ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2547 เพื่อรณรงค์ในประเด็นเรื่องประชาธิปไตยในพม่า โดยไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มสมาชิกรัฐสภาฯ ระหว่างปี 2550-2552
เสื้อแดง “แม่วาง” นัดปักธงแดงสองข้างทางเข้าชุมชน
ที่มา ประชาำไท
คนเสื้อแดง “กลุ่ม แม่วางรักประชาธิปไตย” ที่เชียงใหม่ ร่วมกันแจกจ่ายธงแดงตามบ้านเรือนและนำไปติดสองข้างทาง พร้อมเดินสายชี้แจงประชาชนเรื่องบัตรเลือกตั้งพิมพ์โลโก้พรรคผิดขนาด ป้องกันการทำบัตรเสีย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (19 มิ.ย.) ตั้งแต่เวลาประมาณ 10.00 น. คนเสื้อแดงกลุ่ม “แม่วางรักประชาธิปไตย” จำนวนมากได้มารวมตัวกันที่ริมถนนสาย 1013 สันป่าตอง-บ่อแก้ว ช่วง ต.บ้านกาด อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เขตติดต่อกับ ต.ทุ่งสะโตก อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ราว 30 กิโลเมตร
ทั้งนี้ คนเสื้อแดงกลุ่มแม่วางรักประชาธิปไตย ได้นำธงแดงขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าความยาว 30 ซม. จำนวนหลายร้อยผืนเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนใน อ.แม่วาง ที่ต้องการนำธงแดงไปติดประดับที่บ้าน ยานพาหนะ นอกจากนี้ได้มีการนำธงแดงไปติดประดับตามต้นไม้สองข้างทางริมถนนสาย 1013 ด้วย โดยสมาชิกกลุ่มแม่วางรักประชาธิปไตยได้เชิญชวนให้ประชาชนใน อ.แม่วางออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. นี้ และอย่าเลือกพรรคการเมืองที่ซื้อสิทธิขายเสียงด้วย
โดยตลอด ทั้งวันคนเสื้อแดง อ.แม่วางกลุ่มดังกล่าว ได้เดินเท้าเพื่อแจกจ่ายธงไปตามชุมชนสองข้างทาง และผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ต้องการธง และสลับจากเดินเท้าเป็นโดยสารท้ายกระบะของรถปิกอัพไปยังชุมชนถัดไป โดยมีการหยุดปราศรัยย่อยที่ตลาดบ้านกาด และเดินทางต่อไปยัง ต.แม่วิน อ.แม่วาง อันเป็นปลายทางของการรณรงค์
นายสุบรรณ บุญแผ่ผล ประธานกลุ่มแม่วางรักประชาธิปไตย เปิดเผยว่า การทำกิจกรรมของกลุ่มในวันนี้เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน อ.แม่วาง ไปใช้สิทธิ์ในวันที่ 3 ก.ค. นอกจากนี้กลัวว่าจะมีการทุจริตการเลือกตั้ง เพราะพบความผิดปกติของตัวอย่างบัตรเลือกตั้งที่ถูกเผยแพร่ในสื่อต่างๆ เพราะในบัตรเลือกตั้ง ตรงช่องสัญลักษณ์ของพรรคการเมืองหนึ่งมีขนาดเล็กผิดไปจากปกติจนเหมือนเป็น ช่องว่าง ซึ่งไม่เหมือนกับพรรคอื่น ดังนั้นหากไปเลือกตั้งแล้วไม่ระวัง ทำเครื่องหมายผิดช่องจะทำให้เป็นบัตรเสีย จึงต้องมีการชี้แจงให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งให้ระมัดระวังในวันเลือกตั้ง จริงด้วย
ก่อนหน้านี้ เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน หลังมีกระแสข่าวว่ามีการตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงที่บ้านดอยยาว ใน อ.แม่วาง มีรายงานข่าวว่า พล.ท.วรรณทิพย์ ว่องไว แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ได้สั่งการให้ พล.ต.ประตินันท์ สายหัสดี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เข้ามาตรวจสอบและพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ถึงวัตถุประสงค์ในการตั้งหมู่ บ้าน และใช้พระราชบัญญัติอะไรในการตั้งหมู่บ้าน [อ่านข่าวย้อนหลัง]
อย่างไรก็ตามนายประเสริฐ เป็งดี รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่วิน อ.แม่วาง ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์เมื่อ 18 มิ.ย. โดยระบุว่าใน อ.แม่วาง มีคนเสื้อแดงอยู่ในชุมชนเหมือนพื้นที่อื่นๆ ในเชียงใหม่ แต่ไม่มีหมู่บ้านเสื้อแดง และไม่มีหมู่บ้านชื่อ “ดอยยาว” ตามที่เป็นข่าว มีแต่หมู่บ้านชื่อ “ห้วยยาว” ซึ่งอยู่ในพื้นที่หมู่ 14 ต.แม่วิน โดยประชากรหมู่บ้านเป็นพี่น้องชาวปกาเกอะญอซึ่งรักสงบ และยังไม่มีการตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงในพื้นที่แต่อย่างใด
อภิสิทธิ์:ไม่ได้ย่ำศพเพราะไม่มีใครตายที่ราชประสงค์
ที่มา Thai E-News
การ ที่พรรคประชาธิปัตย์จะไปปราศรัย ไม่ได้เป็นการเหยียบย่ำศพของผู้เสียชีวิต โดยข้อเท็จจริง พื้นที่ราชประสงค์ไม่มีใครเสียชีวิต เพราะเจ้าหน้าที่ไม่เคยเข้าไปสลายการชุมนุมในพื้นที่ราชประสงค์เลย(ข่าว:อภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์สื่อ ,ภาพ:ชายคนหนึ่งถูกสังหารนอนตายหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ บริเวณที่พรรคประชาธิปัตย์จะใช้เป็นเวทีปราศรัย)
