WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 21, 2011

ทหารหวังปกครองพิเศษช่วยดับไฟใต้

ที่มา ประชาไท

ผบ.ฉก.ปัตตานี 23 ชี้ใช้ทหารตำรวจดับไฟใต้ไม่เหมาะ หวังปกครองพิเศษปัตตานีมหานครแก้ปัญหาได้ พรรคประชาธรรมคิดดึงพรรคเล็กรวมกลุ่มหลังเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2554 ที่ห้องน้ำพราว 2 โรงแรม ซีเอส ปัตตานี สำนักคณะกรรมการเลือกตั้ง จัดเสวนาทางวิชาการ “พลเมืองกับการเลือกตั้งที่เที่ยงธรรม : สู่การดับไฟใต้” มีนักการเมือง ข้าราชการ และภาคประชาสังคมเข้าร่วมประมาณ 50 คน

ในเวทีเปิดโอกาสให้ ตัวแทนพรรคการเมืองนำเสนอนโยบายแก้ปัญหาความไม่สงบใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีเพียง 2 ตัวแทนพรรคการเมืองเท่านั้นที่เข้าร่วม คือ พรรคประชาธรรม และพรรความหวังใหม่ จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมแสดงความเห็น

พ.ท.ชาคริต สนิทพ่วง ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจ(ฉก.)ปัตตานี 23 กล่าวในการแสดงความเห็นว่า ตนอยากเห็นกติกาใหม่ที่ดีขึ้นมาใช้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมา ทั้งฝ่ายทหาร และฝ่ายขบวนการต่างทำผิดกติตา จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรง

“การใช้ทหาร ตำรวจ ในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เครื่องมือในการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม ผมหวังว่า การเสนอเขตปกครองพิเศษปัตตานีมหานคร จะเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้” พันโทชาคริต กล่าว

นายอับดุลกอริม เจะแซ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เขต 1 จังหวัดยะลาพรรคประชาธรรม เปิดเผยในวงเสวนาว่า หลังเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 พรรคประชาธรรมอาสาเป็นตัวกลางในการพูดคุยกับพรรคขนาดเล็กที่ส่งผู้สมัคร เลือกตั้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ พรรคความหวังใหม่ มาตุภูมิ แทนคุณแผ่นดิน และอื่นๆ รวมเป็นพรรคเดียว เพื่อให้เกิดพลังในการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่

นายอับดุลกอริม เปิดเผยอีกว่า ไม่ว่าพรรคประชาธรรมจะได้รับการเลือกตั้งหรือไม่ พรรคประชาธรรมก็จะอาสาเป็นตัวแทนคนในพื้นที่ไปเจรจากับฝ่ายขบวนการก่อความ ไม่สงบ เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรง

นายแวอุเซ็ง แวอาลี ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 ปัตตานี พรรคความหวังใหม่ กล่าวว่า นโยบายการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของพรรค คือ การปกครองพิเศษปัตตานีมหานคร ตามที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เคยเสนอ

สำหรับ องค์กรร่วมจัดงานนี้ ประกอบด้วย สภาพัฒนาการเมือง,มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย,สถาบันสิทธิมนุษยชน และสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล,สถาบันวิจัยความขัดแย้ง และหลากหลายทางวัฒนธรรมทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย สำนักข่าวอามาน และศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้

ไม้ขีดก้านสุดท้ายจุดติดหรือเปียกอยู่ที่คนเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


โดย ปาแด งา มูกอ
21 มิถุนายน 2554

ไม้ขีดก้านสุดท้ายที่ถูกจุดขึ้นแล้ว ล่าสุดผมได้แจ้งเตือนมายังมวลชนคนเสื้อแดงและนักรบไซเบอร์หัวใจแดงเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน (ดูบทความนี้)

ว่า “ นับตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน เป็นต้นไป คอยจับตา คอยเฝ้าดู การเคลื่อนไหวของกลุ่มมือที่มองไม่เห็น” นั้น มันก็เป็นไปตามกำหนดวันที่ผมแจ้งเตือนไว้
โดย เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน เป็นต้นมา ได้ปรากฏเหตุการณ์ในหลายๆรูปแบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นคือวิธีการหนึ่งของการ “โยนหินถามทาง”และ “ตีปลาหน้าไซ”

แต่ เมื่อปรากฏชัดว่า การโยนหินถามทางและตีปลาหน้าไซ นั้น มันไม่ได้ผล กอปรกับปัญหา “ทางตัน” ในหลายๆประเด็น ที่เกิดขึ้นกับทางพรรคปชป.ที่ประเมินแล้วว่า แพ้การเลือกตั้งอย่างย่อยยับ ,ทางฝ่ายทหาร ที่ส่อเค้าถึงความไม่ไว้วางใจกันเองระหว่างเหล่าทัพ ,และอำนาจลึกลับของมือที่มองไม่เห็น ที่เริ่มขยาดกลัวต่อกระแสสังคมใหม่ยุคไอที

ดังนั้น ทางออกของปัญหาจึงจำเป็นต้องย้อนกลับไปสู่ยุคโบราณที่ใช้ได้ดีกับสังคมไทยมา ทุกยุคทุกสมัย แนวทางหนึ่งที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าครั้งนี้ ก็คือ “ปัญหาการเมืองให้แก้ด้วยการเมืองเอง”

และ นี่ก็คือ แผนทางการเมืองที่พรรค ปชป.ซึ่งเชี่ยวชาญในเรื่องนี้โดยเฉพาะ จะหยิบขี้นมาใช้ในวันปราศรัยที่ราชประสงค์ 23 มิถุนายน ศกนี้

จากข่าวสารทางลึก แจ้งว่า

 มีการรวมตัวของเหล่าบรรดา มวลชน กอ.รมน.ในส่วนกลาง เพื่อเตรียมปฏิบัติการภารกิจบางอย่างในวันที่ 23 มิถุนายน

 มีการรวมตัวของเหล่าบรรดา “นักรบศรีวิชัย” ที่เดินทางจากจังหวัดนครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานี กว่า 20 คนเข้าสู่ กทม.ในวันที่ 21 มิถุนายน

งาน นี้หากมีญาติวีรชนตัวตนชัดๆอย่างแม่น้องเกดอยากจะไปฟังคำโกหกของมา ร์ค-เทือกก็ไปครับ โดยอาการสงบมีสติ อยู่ท่ามกลางการจับจ้องของสื่อเป็นร้อยๆ เชิญครับ มาร์ค-เทือกจะสะตอบอแหลอะไร มันจะได้รู้จักอายสายตาแม่น้องเกดเขามั่ง

แต่กองเชียร์เสื้อแดงไม่ต้องตามไป เดี๋ยวเข้าทางปืนของพวกมัน

ก็ รู้ดังนี้แล้วมวลชนคนเสื้อแดงก็อย่าหลงเข้าทางปืนเขาดีกว่าครับ มาร์คอยากดีแต่พูดเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่น อยากไปเหยียบย่ำกองเลือดกองศพคนเสื้อแดง ปล่อยมันไปซักวัน ปรบมือข้างเดียวมันดังไม่ได้หรอก

ถึงมันจะเตรียมหรือจะ"เตี๊ยม"กัน ยังไงก็ดี เรานั่งอยู่เฉยๆปล่อยมันไปซักวัน คนดูคนชมเขาดูออกครับว่า อะไรดีอะไรชั่ว หากการให้ร้ายป้ายสีของปชป.มันได้ผล คะแนนโพลล์มันไม่เจริญฮวบๆอย่างนี้หรอกครับ

สู้อดทนใจเย็นรอคอยไปให้ ถึงวันที่ 3 กรกฎาดีกว่าครับพี่น้อง นี่เตือนแล้วนะว่ามันขนนักรบศรีวิชัยมาแล้ว มันขนมวลชนไว้พร้อมปฏิบัติการแล้ว งานนี้พวกมันถนัด เราไม่ถนัดทางเลวๆอย่างพวกเขา ก็อย่าเอาไม้สั้นไปรันขี้ ดีที่สุด...ใจเย็นไว้ แล้วดีเอง เชื่อผม!

และอีกอย่าง ข่าวทางลึกที่ผมกรองมานั้น ทางมาร์ค-เทือกก็กำลังเข้าตาอับครับ เพราะพวกบรรดาเจ้าของกิจการห้างร้านที่ราชประสงค์ไปขอร้องแม่หญิง จจ.ขาประจำ เพื่อขอร้องผ่านไปยังมือที่มองเห็นรำไร ให้ช่วยแก้ปัญหาในวันที่ 23 เพราะกลัวถูกเผารอบสอง อันนี้ย่อมแสดงว่าบรรดาเจ้าของกิจการมันก็ได้กลิ่นได้hintมาบ้างหละ

นี่ แหล่ะที่ฝ่ายมาร์ค-เทือกมันกำลังปวดกบาล ไอ้ครั้นจะยกเลิกปราศรัยก็เสียฟอร์ม...เห็นไหมครับ มันนั่นแหละกำลังจะหล่นลงไปในขุมที่ตัวเองขุดไว้ซะเอง

อภิสิทธิ์:ไม่ได้เหยียบย่ำศพเพราะไม่มีใครตายที่ราชประสงค์
การ ที่พรรคประชาธิปัตย์จะไปปราศรัย ไม่ได้เป็นการเหยียบย่ำศพของผู้เสียชีวิต โดยข้อเท็จจริง พื้นที่ราชประสงค์ไม่มีใครเสียชีวิต เพราะเจ้าหน้าที่ไม่เคยเข้าไปสลายการชุมนุมในพื้นที่ราชประสงค์เลย
(ข่าว:อภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์สื่อ ,ภาพ:ชายคนหนึ่งถูกสังหารนอนตายหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ บริเวณที่พรรคประชาธิปัตย์จะใช้เป็นเวทีปราศรัย)

อัน นี้มีเรื่องเพิ่มเติมอีกหน่อย ถือว่าน่าสนใจครับ คือมันก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หน่วยข่าว กอ.รมน.ระบุว่า มีผู้สมัคร ส.ส.เขตในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส 14 คน มีชื่ออยู่ในบัญชีดำของฝ่ายความมั่นคง

รายงานข่าวกรองของ กอ.รมน. อ้างว่าผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดปัตตานี 4 คน เป็นแกนนำเครือข่ายอาร์เคเค เกี่ยวข้องธุรกิจค้าของเถื่อน ซุ้มมือปืน และบ่อนการพนัน

ผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดยะลา 5 คน มีข้อมูลเกี่ยวโยงถึง นายสะแปอิง บาซอ ผู้ต้องหาก่อการร้ายคนสำคัญ ผู้สมัครบางคนเป็นผู้สนับสนุนการเงินให้กลุ่มแยกดินแดน

เช่นเดียวกับ ผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดนราธิวาส 5 คน เป็นสมาชิกอาร์เคเค ระดับปฏิบัติการ มีนักการเมืองระดับชาติที่อยู่เบื้องหลังการค้ายาเสพติดและขบวนการแยกดินแดน

อย่างไรก็ตาม รายงานของ กอ.รมน.ชุดนี้ไม่ได้ระบุชื่อ ไม่ได้ระบุพรรค ไม่ได้ระบุเขตเลือกตั้งของผู้สมัครทั้ง 14 คน ที่อยู่ในบัญชีดำ

อะไรๆก็รู้สึกมาคล้องจองกันเสียเหลือเกินกับการเลือกตั้งครั้งนี้ หรือว่าการเลือกตั้งจะไม่เกิดขึ้นจริง...???

ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว หักธงตอบได้เลยครับ ว่า จะมีคนไม่มีแผ่นดินอยู่ จะมีคนไม่มีแผ่นดินกลบหน้า ไม่เชื่อคอยดู....!!!

ไพร่อินเตอร์กาเบอร์1ทั้งคนทั้งพรรคได้ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ

ที่มา Thai E-News


โดย ประชาสัมพันธ์ุ UDD THAI OF EUROPE (นปช.อียู)
20 มิถุนายน 2554

UDD THAI OF EUROPE ร่วมรณรงค์เลือกทั้งคนทั้งพรรค ได้ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯไพร่อินเตอร์ กาเบอร์1. ที่ประเทศเดนมาร์ก


งาน ผ้าป่าประชาธิปไตยไทย ครั้งที่ 4 ที่ประเทศเดนมาร์ก เพื่อสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องที่ได้ผลกระทบจากการสลายการชุมนุม ที่ราชประสงค์ มีพี่น้องจากเดนมาร์ก เยอรมัน ฝรั่งเศส นอร์เวย์ สวีเดน เข้าร่วมงานกันอย่างคึกคัก และเมื่อ เวลา 20.00 น.นายกฯทักษิณ ชินวัตร ได้โฟนอินมาให้กำลังใจและร่วมทำบุญผ้าป่าด้วยเป็นเงิน 2,000 ยูโร

ช่วง นี้เป็นวาระการเลือกตั้งในประเทศไทย ทางคณะกรรมการ นปช.อียู จึงได้เน้นให้ความรู้ และวิธีการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรของพี่น้องคนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งบางคนไม่เคยใช้สิทธิ์มาก่อนจึงต้องมีการลงทะเบียนล่วงหน้า และได้มีการรณรงค์ให้พี่น้อง อย่านอนหลับทับสิทธิ์ร่วมออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

ซึ่ง พี่น้องที่มาร่วมงานในวันนั้น ทุกคนต่างต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบเหมือนประเทศในยุโรปที่พวกเราอาศัยอยู่ โดยเฉพาะกระแสนายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย กำลังเป็นที่จับตามองของชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมาก

มีการแนะนำและ วิธีการลงคะแนน จากนั้นได้รับประทานอาหารร่วมกัน พร้อมสนุกสนานกับการแสดงมินิคอนเสิร์ต ของศิลปินเสื้อแดง คุณแป๊ะ บางสนาน

รุ่ง เช้าวันอาทิตย์ได้ร่วมกันทอดผ้าป่าประชาธิปไตย ถวายวัดเป็นจำนวนเงิน 16,663โครน (เดนมาร์ก) เข้ากองทุนเยียวยาพี่น้องที่ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนเงิน 10,810 โครน ซึ่งเงินจำนวนนี้จะนำไปรวมกับยอดที่ได้รับจากผ้าป่าครั้งที่ 2 , 3 ที่ผ่านมา และอีกครั้งหนึ่งในวันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม ที่ประเทศสวีเดน จากนั้น ทางคณะกรรมการจะเดินทางลงไปมอบให้กับพี่น้องที่เมืองไทยด้วยตนเอง

ทาง เจ้าภาพ UDD THAI OF EU (เดนมาร์ก) ขอกราบขอบพระคุณพี่น้องร่วมอุดมการณ์ทุกกลุ่ม ทุกเขต ทุกประเทศที่ให้เกียรติมาร่วมงาน ถ้ามีอะไรที่ทางเจ้าภาพให้การดูแลไม่ทั่วถึง และขาดตกบกพร่องไป กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ขอให้ผลบุญทั้งหมดที่ทำส่งผลให้ประเทศไทยได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ โดยอำนาจอยู่ในมือประชาชนอย่างแท้จริง

และจบลงด้วย ไพร่อินเตอร์กาเบอร์ 1 และประโยคฮิต ( เลือกทั้งคนทั้งพรรค ได้ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯ) ชมภาพกิจกรรมทั้งหมดได้ที่ www.thairedeu.com

ไพร่อินเตอร์กาเบอร์1ที่ฟินแลนด์
ก่อน หน้านี้นปช.อียูสัญจรพบปะพี่น้องที่ประเทศฟินแลนด์ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรณรงค์ให้พี่น้องที่อยู่ในประเทศฟินแลนด์ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกราช อาณาจักร
จาก การสัญจรครั้งนี้พบว่า มีพี่น้องคนไทยในประเทศฟินแลนด์จำนวนมากที่ยืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย คือ คนเสื้อแดง ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องขอคืนอำนาจให้ประชาชนโดยแท้จริง ไม่ใช่เผด็จการซ่อนรูปเหมือนที่ผ่านมา ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตย โดยมีประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ และร่วมกันเชิญชวนพี่น้องคนไทยในทั่วโลกให้ออกมาแสดงพลังครั้งสำคัญใน ประวัติศาสตร์ชาติไทย เลือกพรรคที่อยู่ฝ่ายประชาชน ไม่ใช่พรรคที่ออกมาฆ่าประชาชน

ตอนนี้กระแสผู้หญิงทั่วโลกมาแรง การที่ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยจึงเป็น เรื่องที่ทั่วโลกกำลังจับตามองว่าการเลือกตั้งในวันที่3 ก.ค.ที่จะถึงนี้ ฝ่ายประชาธิปไตยจะฝ่าฟันกระบวนการจ้องทำลาย กลโกงต่างๆของฝ่ายเผด็จการอำนาจมืดไปได้หรือไม่

ถึงแม้ว่าคะแนนจะมา เป็นอันดับหนึ่งก็ต้องลุ้นกันอีกยกหนึ่งว่าจะสามารถจัด ตั้งรัฐบาล และมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยได้หรือไม่ ดังนั้นคนไทยในทุกมุมโลกจึงจะร่วมกันจับตามองและเคลื่อนไหวกดดันให้ชนชั้นนำ คายอำนาจ และยอมรับมติเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน หากมีการขัดขวางโดยมิชอบ เราก็จะออกมารณรงค์ทั่วโลกต่อไป

ก่อนจบงานแยกย้ายกันกลับที่พัก ก็ไม่ลืมที่จะบอกว่า เข้าคูหากาเบอร์ 1 และไพร่อินเตอร์กาเบอร์ 1 ชมภาพกิจกรรมทั้งหมดได้ที่ www.thairedeu.com

Monday, June 20, 2011

ประวัติศาสตร์การรับน้องและระบบ Sotus ในประเทศไทย

ที่มา Voice TV



การรับน้องใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย หรือที่ีใครหลายๆ คนรู้จักกันในชื่อของระบบ "โซตัส" กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมอีกครั้ง หลังจากที่คลิปภาพการรับน้องของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเผยแพร่ออกไป
จนทำให้ใครหลายๆ คนออกมาแสดงความกังวล โดยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการรับน้องที่ใช้ความรุนแรง ทั้งทางวาจาและกิริยา อย่างไรก็ตาม ทั้งฝ่ายรุ่นพี่ ที่ถือครองระบบโซตัสไว้กำหราบรุ่นน้อง นับเป็นค่านิยมของสังคมไทย ที่เกิดขึ้นมาจากการรับเอาวัฒนธรรมต่างถิ่น ที่มีต้นกำเนิดมาจากกิจกรรมการละลายพฤติกรรมของนักเรียนโรงเรียนมหาดเล็ก เพื่อละลายพฤติกรรมและสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และการยึดติดค่านิยมการข่มขวัญผู้มีอาวุโสน้อยกว่า ทำให้การรับน้องและระบบโซตัสในสังคมไทย เติบโตและเข็มแข็งจนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นภาพการวิเคราะห์โครงสร้างและมายาคติเกี่ยวกับการรับน้องได้ อย่างชัดเจนขึ้น ทางรายการคิดเล่นเห็นต่างกับคำผกา ขอยกบางช่วงบางตอนของบทความเรื่อง
"การใช้อำนาจข่มเหงเสรีภาพของหนุ่มสาว" ของ พัชณีย์ คำหนัก ซึ่งเ้ป็นนักกิจกรรมรณรงค์สิทธิมนุษยชน ซึ่งเขียนไว้ในเว็บไซต์ประชาไทมานำเสนอ
"ว้ากน้อง ร้องเพลงเชียร์ เต้นรำสนุกสนาน สั่งน้องให้เข้าแถว ยืนตรง นิ่ง นับจำนวนคนที่มาและคนที่ขาด สั่งให้วิ่ง หันซ้ายหันขวาอย่างพร้อมเพรียงกัน สั่งให้นั่งประชุมนิ่งๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง สั่งให้ร้องเพลงดังๆ ที่สุด ตบมือให้ดัง ร้องเพลงหลายๆ รอบให้พร้อมกัน (ทำตามคำสั่ง order) ห้ามคุยกัน ห้ามแสดงความคิดเห็น หรือโต้ตอบการกระทำของรุ่นพี่ ห้ามมองหน้าพี่ ห้ามยิ้ม ห้ามเกา ถ้าไม่ทำตามก็จะมีมาตรการลงโทษเช่น นำตัวไปที่ห้องเรียน ปิดประตูหน้าต่าง ปิดพัดลมให้หมด เพื่อไม่ให้คนภายนอกรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในห้อง จากนั้นก็ด่าทอ ตะโกนใส่อย่างบ้าคลั่ง กักตัวไม่ให้ไปไหน กลับบ้านยังไม่ได้จนกว่าจะถึงเวลาสมควร หรือจนกว่าพี่จะพอใจ กลั่นแกล้งสารพัด โดยอ้างว่าเพื่อส่งเสริมความสามัคคี (unity) ในหมู่คณะและความภาคภูมิใจในสถาบัน กิจกรรมระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง (seniority) ข้างต้นจัดขึ้นในช่วงที่กำลังจะเปิดเรียนปีการศึกษาใหม่ถึงการสอบกลางภาคใน รั้วมหาวิทยาลัย วิทยาลัยทุกปีจนเป็นประเพณี (tradition) ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นฤดูล่าหัวมนุษย์ (ธเนศวร์ เจริญเมือง 2543)
เบื้องหน้าและเบื้องหลังของกิจกรรมรับน้อง-เข้าห้องเชียร์
เมื่อมองดูกิจกรรมเหล่านี้อย่างผิวเผินและไม่คิดอะไรมาก จะรู้สึกว่าเป็นกิจกรรมที่คอยดูแลห่วงใย ให้ความช่วยเหลือ (spirit) แก่รุ่นน้องที่จะเข้ามาศึกษาในสถาบันใหม่ให้เกิดความรู้สึกมั่นคง มั่นใจ อบอุ่นที่มีคนมาให้ความสำคัญแก่เขา ไม่รู้สึกเป็นตัวประหลาดมากนักท่ามกลางคนแปลกหน้ามากมาย และรู้สึกเป็นพวกเดียวกันในที่สุด ตรงนี้สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ความมั่นคงในจิตใจของนิสิตใหม่หรือความมั่นใจในตัวเองเป็นสิ่งที่ได้มาจาก ปัจจัยภายนอกหรือได้รับจากบุคคลภายนอก แต่ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาจากภายในตัวเองอย่างแท้จริง ดังนั้นขั้นต่อไปจะเป็นอย่างไร รุ่นพี่จะทำอะไรกับนิสิตใหม่เพื่อแลกเปลี่ยนกับการให้ความมั่นคงและความ อบอุ่นที่ลงทุนลงแรงไปอย่างมหาศาล และรุ่นน้องจะสูญเสียอะไรไปบ้างเพื่อให้ได้มาซึ่งความมั่นคงและความ มั่นใจที่ให้โดยบุคคลอื่น
เรามาลองพิจารณาและวิพากษ์วิจารณ์กิจกรรมรับน้อง-เข้าห้องเชียร์นี้ซิว่า มันเป็นสิ่งที่มีเจตนาดีหรือซ่อนเจตนาอื่นเอาไว้ ที่ทำให้มันต้องถูกตั้งคำถามไว้มากมาย ถ้ามันเป็นสิ่งที่ดีทำไมถึงมีอะไรชอบกลที่น่าเคลือบแคลงสงสัยด้วย คำถามที่เกี่ยวกับเบื้องหลังของกิจกรรม มีดังนี้
1.ทำไมนักศึกษามหาวิทยาลัยถึงหลงใหลคลั่งไคล้กิจกรรมรับน้อง ที่ทำให้กิจกรรมนี้เป็นสิ่งที่ดูพิเศษกว่ากิจกรรมของชมรมอื่นๆ ไปได้
2.การรับน้อง-เข้าเชียร์ เป็นการสร้างวงจรของการใช้อำนาจเผด็จการใช่ไหม แล้วใครได้ประโยชน์จากกิจกรรม
3.ทำไมถึงมีการสังเวยชีวิตนิสิตให้กับกิจกรรมนี้ รวมทั้งความเจ็บปวด ความกดดันและความเครียด เช่น สอบตก เป็นลมหมดสติ นอนเป็นเจ้าหญิงนิทรา เสียชีวิตกลางคัน และไม่สามารถเป็นเหตุผลให้ยกเลิกกิจกรรมดังกล่าวอย่างเด็ดขาด ?
4.ความตายของคน 1 คนคุ้มค่าแล้วหรือที่จะแลกกับความสนุกสนานของคนเป็นพันคน แลกกับความสะใจในการใช้อำนาจกลั่นแกล้งผู้อื่นสารพัด และแลกกับความสามัคคีอันจอมปลอม
5.การอ้างว่ากิจกรรมเป็นไปเพื่อสร้างความสมานฉันท์ในหมู่คณะ ความรักที่ให้ต่อกัน การเกื้อกูลกันเป็นการอ้างที่สมเหตุสมผลจริงหรือไม่ เนื่องจากขัดต่อหลักการสิทธิเสรีภาพ
ผู้เขียนจะขอวิเคราะห์เบื้องหลังที่ทำให้กิจกรรมรับน้องดำรงอยู่มาได้ ในระดับจิตวิทยาเชื่อมโยงกับระดับวัฒนธรรม กล่าวคือการพิสูจน์ว่า อิทธิพลของวัฒนธรรมอำนาจนิยมและสถาบันนิยม (หรือเรียกว่าระบบโซตัส) <1> ที่อยู่เบื้องหลังของกิจกรรมรับน้อง ส่งผลต่อการสร้างบุคลิกภาพของเด็กเยาวชนให้เป็นผู้นิยมอำนาจเผด็จการ อันเป็นพฤติกรรมที่ช่วยให้โครงสร้างทางชนชั้นสูง-ต่ำยังคงอยู่ และทำให้การยึดถือในคุณค่าของเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นปัจเจกภาพของคนหนุ่มสาวหดหายไป "
เนื้อหาเพิ่มเติม และบทความฉบับเต็มอ่านได้ใน http://www.prachatai.com/journal/2011/06/35384
นอกจากบทความของคุณพัชณีย์ คุณผู้ชมสามารถติดตามความหมายของระบบโซตัส การวิจารณ์ของคำผกา และความคิดเห็นที่หลากหลายของนักวิชาการเกี่ยวกับการรับน้องได้ ในรายการคิดเล่นเห็นต่างกับ คำผกา ตอน "ประวัติการรับน้องและระบบโซตัสในเมืองไทย" ซึ่งมี 2 ตอน โดยจะออกอากาศในวันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน และวันที่ 26 มิถุนายนนี้ เวลา 21.30-22.00 น. ทาง Voice TV

"คนดี" เสียงข้างมาก

ที่มา มติชน



โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2554)

ถึงวันนี้ไม่แน่ใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก จะประเมินผลการทิ้งระเบิดลูกใหญ่ผ่านทางช่อง 5 และช่อง 7 อย่างไร

ตัดสินใจ "ถูก" หรือ "ผิด"

และเป็นการทิ้งไพ่ถูกเวลาหรือเปล่า??

พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจบันทึกการสัมภาษณ์พิเศษหัวข้อ "ภารกิจของกองทัพในสถานการณ์ปัจจุบัน" แพร่ภาพทางช่อง 5 และช่อง 7 เป็นรายการพิเศษ

คือไม่ได้อยู่ในช่วงรายการปกติ แต่อยู่ดีๆ ก็โผล่ขึ้นมาพร้อมกันทั้ง 2 สถานีในเครือข่ายกองทัพบก

"ความผิดปกติ" เช่นนี้จึงมีการตีความว่าเป็น "เจตนา" ของ พล.อ.ประยุทธ์

เพราะอยู่ในช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้ง

และเนื้อหาใน "ภารกิจของกองทัพในสถานการณ์ปัจจุบัน" ก็มีหลายเรื่องเกี่ยวกับ "การเมือง" และ "การเลือกตั้ง"

โดยเฉพาะตอนสุดท้ายของการสัมภาษณ์พิเศษครั้งนี้

"เรื่อง สุดท้ายที่อยากฝากไว้คือ การเลือกตั้ง ความร่วมมือของประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกพวก ทุกฝ่าย ช่วยกันไปเลือกตั้งเถอะครับ ผมทราบว่ายอดมีประมาณสัก 30-40 ล้าน ที่จะต้องออกมาเลือกตั้ง ตามที่มีสิทธิเลือกตั้ง ออกมาให้มากๆ แล้วเลือกตั้งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

"ถ้าท่านปล่อยให้การ เลือกตั้งเป็นเหมือนเดิม คือกลุ่มที่มาเลือกก็เลือกเหมือนเดิม กลุ่มที่ไม่เคยเลือกก็ไม่เคยเลือกเหมือนเดิม เราก็ได้อะไรแบบเดิมๆ ตลอด

"เพราะ ฉะนั้น อยากฝากให้ทุกคนออกมาเลือกตั้ง ใช้สติมีเหตุผล รู้จักคิดว่า ว่าจะเลือกอย่างไร ทำอย่างไรบ้านเมืองปลอดภัย ทำอย่างไรสถาบันจึงจะปลอดภัย ทำอย่างไรคนดีจึงจะได้มาบริหารชาติบ้านเมือง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องคิดนะครับ

"อยากให้ประชาชนอย่าให้คนเขาดูถูก ดูถูกว่าท่านชักจูงง่าย ชักจูงไปไหนก็ได้ ไปเลือกใครท่านก็ไปเลือก โดยไม่ได้ดูว่าคนนั้นดีหรือไม่ มีคุณธรรมหรือไม่ เขาทำผิดกฎหมายหรือไม่

"กิริยา ที่นักการเมืองบางท่านใช้ไม่เหมาะสม แล้วจะเลือกเขาเข้าไปทำไม เลือกคนที่ดี คนที่สุภาพ ตั้งใจทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองเข้าไปทำงานแล้วกัน"

พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เอ่ยชื่อพรรคการเมืองใดเลย

แต่น่าแปลกใจที่สื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศตีความออกมาเหมือนกันว่า พล.อ.ประยุทธ์หมายถึงพรรคการเมืองใด

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ถ้าในวันเลือกตั้งประชาชนส่วนใหญ่ทำตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ขอร้อง ไม่ว่าจะ

1.ออกมาใช้สิทธิมากๆ

2.ใช้สติและมีเหตุผล

3.เลือกคนดี คนที่สุภาพ ตั้งใจทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง

พล.อ.ประยุทธ์จะยอมรับผลการเลือกตั้งหรือไม่

จนถึงวันนี้ไม่มีใครรู้ว่านิยามคำว่า "คนดี" ของประชาชนกับ พล.อ.ประยุทธ์นั้นเหมือนหรือแตกต่างกัน

แต่เมื่อ "ประชาชน" ลงประชามติแล้วว่า "คนดี" ของเขาเป็นอย่างไร

ทุกองคาพยพของสังคมไทยก็ควรจะยอมรับมิใช่หรือ

เพราะนี่คือ กติกาประชาธิปไตย

การเลือกตั้งครั้งนี้ผมสังหรณ์ใจว่าจะมีคนใช้สิทธิเลือกตั้งกันถล่มทลาย

เพราะทุกคนอยากตัดสินชะตากรรมของประเทศไทย

ด้วยมือของตัวเอง

ไม่ใช่ "มือที่มองไม่เห็น"

บทกวีการเมือง...กลับมาอีกครั้ง

ที่มา มติชน







กลับสู่แถวแนวทัพการนับหนึ่ง
ท่ามกลางความเครียดตึงอยู่ซึ่งหน้า
ความขัดแย้งแฝงหยัดเต็มอัตรา
ใครเข้ามาสานต่อก็หวั่นใจ


เราต่างมีรัฐบาลในบ้านฝัน
เราดึงดันขันแข่งแบ่งฝักใฝ่
จึงคำถามตามมาใครคว้าชัย
จะยอมรับกันไหมในครั้งนี้

ทั้งมวลชนคนไทยผู้ใช้สิทธิ์
ทั้งผู้ชอบรอนลิดผิดวิถี
ท่ามบทเรียนเขียนกางต่างรู้ดี
แต่เหมือนไร้วิธีที่ป้องกัน

จึงประชาธิปไตยไทยอุบาทว์
เปลี่ยนจนชาติร้างไร้ในเชื่อมั่น
ล้มกระดานเริ่มใหม่ตามใจนั้น
ใช่หรือความสร้างสรรค์ตามครรลอง


ปี’54 ชี้วัดประวัติศาสตร์
จะเยื้องยาตรวาดหวังเราทั้งผอง
ถ้าสองมือถือชัดด้วยสัตย์จอง
กับใจครองตรองคิดลิขิตทาง


หากท่าดีทีเหลวลงเหวหุบ
มีพวกผีโผล่ผลุบมาทำกร่าง
ขอมวลชนคนไทยให้ปล่อยวาง
ทำจิตใจให้ว่าง – ช่างหัวมัน.

‘กฤตตฤณ’
15 มิถุนายน 2554

ชนักปักหลัง"ยิ่งลักษณ์"?

ที่มา มติชน



โดย ประสงค์ วิสุทธิ์ prasong_lert@yahoo.com

คอลัมน์ ณ ริมคลองประปา มติชนรายวัน

เครือ ข่ายพลเมืองคัดค้านนิรโทษ กรรมคอร์รัปชั่นทักษิณ (คนท.) นำโดย นายแก้วสรร อติโพธิ และ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงอาการไม่พอใจเป็นอย่างมาก เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกมาแถลงข่าวเคลียร์หน้าเสื่อให้แก่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทยว่า ยังไม่มีการกระทำที่เข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ใน 2 กรณี

กรณีแรก แม้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่า"ยิ่งลักษณ์" เป็นผู้ถือหุ้น บริษัท ชินคอร์ป แทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 20 ล้านหุ้นซึ่งรับโอนมาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2543 แต่สัดส่วนหุ้นดังกล่าว ไม่ถึงร้อยละ 5 ของทุนจดทะเบียน "ยิ่งลักษณ์" จึงไม่ต้องยื่นรายงานใดๆ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการถือครองหุ้น

เมื่อไม่มีหน้าที่ต้องยื่นรายงานต่อสำนักงาน ก.ล.ต. จึงไม่อาจแจ้งเท็จต่อเจ้าพนักงานได้

กรณี ที่สอง คดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัท เอสซี แอสเสท ซึ่งบริษัท วินมาร์ค ลิมิตเต็ด เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในบริษัทประมาณร้อยละ 20 (ต่อมาโอนหุ้นจำนวนดังกล่าวให้ 2 กองทุนในมาเลเซีย) และยังถือหุ้นชินคอร์ปอยู่อีกจำนวนหนึ่ง แต่มีการปกปิดไว้

ปรากฏ ว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2549 "ยิ่งลักษณ์" ชี้แจงต่อสำนักงาน ก.ล.ต.ว่า บริษัทวินมาร์ค และ 2 กองทุนในมาเลเซียมิได้เกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์ใดๆ กับครอบครัวชินวัตร ซึ่งขัดต่อพยานหลักฐานที่ ก.ล.ต. ได้จากการตรวจสอบ (หลักฐานระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน เป็นผู้จัดตั้งกองทุนซิเนตรา ทรัสต์ซึ่งถือหุ้นกันเป็นทอดไปยังบริษัท บลูไดมอนท์ วินมาร์ค และ 2 กองทุนในมาเลเซียและบริษัทเอสซีฯ ตามลำดับ)

อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ก.ล.ต.อ้างว่า ไม่สามารถดำเนินการกับ "ยิ่งลักษณ์" ได้เพราะ

1.การ ชี้แจงดังกล่าวไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯเนื่องจากการแจ้งเท็จตามกฎหมายหลักทรัพย์ ต้องเจตนาให้ผู้อื่นสำคัญผิดเกี่ยวกับฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน หรือราคาหุ้น แต่กรณีนี้เป็นการแจ้งเกี่ยวกับการถือหุ้นเฉยๆ

2.การ ชี้แจงดังกล่าวเกิดขึ้นในขั้นตอนทั่วไปที่ ก.ล.ต.สอบถาม มิใช่เป็นการใช้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ จึงไม่ใช่ความผิดกรณีการให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตาม มาตรา 302 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ

แม้ สำนักงาน ก.ล.ต.ไม่สามารถ (ไร้น้ำยา?) เอาผิด "ยิ่งลักษณ์" ได้ แต่มิได้หมายความว่า "ยิ่งลักษณ์" จะหลุดพ้นจากชนักปักหลังจากเรื่องนี้ได้เพราะเอาเข้าจริง "ยิ่งลักษณ์" ไม่เคยชี้แจงถึงพฤติกรรมอันคลุมเครือและน่าสงสัยของตนเองเลย อาทิ

หนึ่ง "ยิ่งลักษณ์" ได้รับเงินปันผลจากหุ้นชินคอร์ปตั้งแต่ปี 2546-2548 รวม 6 งวด เป็นเงินรวม 97.49 ล้านบาท โดยงวดที่ 3-6 ปี 2547-2548 เป็นเงิน 70.1 ล้านบาท

ปรากฏ ว่า "ยิ่งลักษณ์" ใช้เช็คเงินสด 42 ฉบับ ถอนเงินสดๆ ออกจากบัญชีครั้งละ 1 ล้าน 1.5 ล้าน และ 2 ล้านบาท ฯลฯ ติดกันเกือบทุกวัน ทันทีที่ได้รับเงินปันผลจนหมดทุกครั้ง โดยไม่มีหลักฐานไปแสดงต่อศาลฎีกาฯว่า นำเงินไปใช้ตามที่อ้าง เช่น สร้างบ้าน ซื้อเครื่องประดับ ซื้อเงินตราต่างประเทศ ทำให้ศาลวินิจฉัยว่า คำให้การของ "ยิ่งลักษณ์" รับฟังไม่ได้

พฤติกรรมดังกล่าวเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่า หลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากกฎหมายฟอกเงิน?

สอง การที่สำนักงาน ก.ล.ต.อ้างว่า การที่ "ยิ่งลักษณ์" ชี้แจงว่า บริษัทวินมาร์ค และ 2 กองทุนไม่เกี่ยวกับครอบครัวชินวัตร มิได้มีเจตนาที่จะทำให้สำคัญผิดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่มี ผลต่อราคาหุ้นนั้น

ก.ล.ต.เคยตรวจหรือไม่ว่า หลังจากที่ "ยิ่งลักษณ์" ชี้แจงเรื่องดังกล่าวและมีการนำคำชี้แจงไปเผยแพร่นั้น ทำให้ราคาหุ้นบริษัทเอสซีฯเพิ่มขึ้นและพยุงราคาไว้ จนกระทั่งเดือนเมษายน 2549 ทั้ง 2 กองทุนจึงแอบทยอยขายหุ้นที่ถืออยู่ร้อยละ 20 ทิ้งไปทั้งหมด พฤติกรรมแบบนี้เป็นการใช้ข้อมูลภายในหรือไม่

คำถามคือ ทำไม "ยิ่งลักษณ์" ต้องโกหกหรือชี้แจงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง? หรือเพียงเพื่อผลประโยชน์ของตนเองหรือพี่ชาย ก็สามารถทำอะไรก็ได้?

เชื่อ ว่า หลังจากนี้ ต้องมีผู้ตามขุดคุ้ยตรวจสอบ "ยิ่งลักษณ์" ต่อไปแบบกัดไม่ปล่อย จนอาจทำให้บาดแผลจากชนักปักหลังลุกลามขยายใหญ่ ส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของ "ยิ่งลักษณ์" ได้

เช่น เดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แม้ชนะคดีซุกหุ้นในปี 2544 แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องตกเก้าอี้นายกฯในเวลาต่อมา (ยังไม่นับรวมคดี 78 ศพ ที่ตากใบ เมื่อตุลาคม 2547 และคดีฆ่าตัดตอน 2,500 ศพในสงครามยาเสพติด) หรือ คดี 91 ศพ ที่ตามหลอกหลอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาจนถึงทุกวันนี้

เด็ก"ศิลปากร"ตั้งกระทู้สับ"คำ ผกา"เละ ย้ำติดชื่อน้องไม่ใช่สัตว์ในฟาร์ม-มีศิษย์เก่าชื่อก้องโลก

ที่มา มติชน


คำ ผกา


ระหว่างเสวนาในห้องประชุม ม.ศิลปากร

กลาย เป็นประเด็นที่ถูกเขียนถึง ในสังคม"โซเชียล เน็ตเวิร์ก" หลังจาก "คำ ผกา"นักเขียนชื่อดัง พูดในงานเสวนา "Be Young and Shut Up? พิธีกรรมการรับน้องใหม่ในสถาบันอุดมศึกษาของไทย" เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยงานนี้จัดขึ้นในห้องประชุม ของมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ

หลัก ใหญ่ใจความที่ "คำ ผกา" พูดถึงคือ เธอเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งรู้สึกว่าตัวเองเก๋าพอที่จะไม่เข้าร่วมพิธีกรรมรับน้อง จึงไม่เคยเข้าห้องว้าก ไม่เคยขึ้นดอยสุเทพ ซึ่งเป็นประเพณีที่รุ่นพี่ให้รุ่นน้องทำทุกปี

นอกจากนี้นักเขียนชื่อ ดังได้กล่าวว่า ระหว่างทางเดินขึ้นห้องประชุม เห็นมีการรับน้องปีหนึ่งอยู่ข้างล่าง และเด็กทุกคนมีป้ายชื่อ ว่า "เห็น เด็กปี1 ทุกคนใส่ป้ายชื่อ และมีซีเรี่ยลนัมเบอร์เหมือนสัตว์ในฟาร์ม และมีความสุขความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเปลี่ยนคือต้องเปลี่ยนอุดมการณ์ความภาคภูมิใจของสังคม ทั้งหมด ว่า ความภาคภูมิใจ ศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของสถาบันในเชิงพิธีกรรม แต่ขึ้นอยู่ว่ามหาวิทยาลัยของคุณ มีรางวัลได้โนเบลกี่คน มหาวิทยาลัยศิลปามีศิษย์เก่าไปแสดง exhibition ที่ไหนในโลกนี้ และได้รับการยอมรับในระดับโลกบ้าง"

"ขอฟันธงเลยว่าสาเหตุที่ ศิลปากรไม่มีศิลปินระดับโลก เป็นเพราะยังรักษาระบบรับน้องอย่างเหนียวแน่น เพราะว่ามันไปบล็อกต่อมความคิดสร้างสรรค์ และวิญญาณที่อยากจะท้าทาย establishment ทั้งหมด ในเมื่อคุณไม่คิดอยากท้าทาย establishment ใดๆ ทั้งสิ้น คุณไม่มีทางเป็นศิลปินที่น่าสนใจได้เลยในโลกนี้"

จาก คำพูดเหล่านี้ ทำให้เกิดกระทู้ในเว็บไซต์ชื่อดัง อย่าง "พันทิป" ในหัวข้อ "คำพูดของ คำ ผกา ดูหมิ่นมหาวิทยาลัยศิลปากรมากเกินไปนะ" และร้อนแรงจนกลายเป็นกระทู้แนะนำในห้องสยามสแควร์ไปแล้ว

ใน ความคิดเห็นเกือบ 200 ความคิดเห็น ส่วนมากอ้างตัวเป็นนักศึกษาหรืออดีตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และเห็นด้วยกิจกรรมรับน้อง ได้ตอบโต้"คำ ผกา" ว่า เธอไม่เคยผ่านระบบรับน้องแล้วจะรู้ถึงข้อดีข้อเสียของพิธีกรรมนี้ได้อย่างไร

นอก จากนี้ ยังมีอีกส่วนกล่าวว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ผลิตบุคคลผู้มีผลงานในระดับโลก อย่าง อ.ถวัลย์ ดัชนี จิตรกรชื่อดัง และศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ซึ่งอ.ถวัลย์ เป็นศิษย์เก่าคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ และได้เป็นศิษย์รุ่นท้ายๆ ของ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี

ขณะ ที่ผลิตบุคคลที่มีชื่อเสียงมากมายและส่วนมากเป็นศิลปินแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น "อังคาร กัลยาณพงศ์"กวีและจิตรกรชื่อดัง "สุจิตต์ วงศ์เทศ"นักประวัติศาสตร์และนักเขียน "เผ่าทอง ทองเจือ"ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ "จักรพันธุ์ โปษยกฤต"ศิลปินชื่อดัง "เกียรติศักดิ์ ชานนนารถ" "นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน" "มานิต ภู่อารีย์" "ฤทัย ใจจงรัก" "พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น" "เสนีย์ วิลาวรรณ" รวมทั้งนายชวน หลีกภัย

ส่วน ประเด็นที่ว่า เด็กปี1 ต้องใส่ป้ายชื่อ เหมือนสัตว์ในฟาร์มนั้น มีผู้ตอบโต้ว่า "เรื่องการมีหมายเลขประจำตัว เท่ากับเหมือนสัตว์ในฟาร์ม ผมก็ไม่รู้ว่า คุณคำผกา สักแต่พูดแรงเพื่อเปรียบเทียบหรือเปล่า แต่ถ้าบอกว่ามีหมายเลขประจำตัว เท่ากับเหมือนสัตว์ในฟาร์ม ผมว่า เราชาวไทยทุกคน รวมทั้งคุณคำผกา ก็เป็นสัตว์ในฟาร์มเหมือนกันหมด เพราะเรามีหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนมาตั้งแต่เกิดครับ"

นอก จากในกระทู้เดือดของเว็บไซต์พันทิป ซึ่งมีการโพสต์ลิงก์ประวัติของเธอ ทั้งประวัติส่วนตัว ผลงานเขียน และบทสัมภาษณ์พิเศษที่แสดงถึงทัศนคติของเธอ รวมทั้งข้อความตอบโต้อย่างเจ็บแสบ

ยังมีการตั้งแฟนเพจในเฟซบุ๊คตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจชื่อ่วา "มั่นใจว่าเด็กศิลปากรไม่พอใจคำพูดของคำผกา" โดย มีรายละเอียดว่า การสร้างเพจนี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อจะจุดประเด็น แต่เพื่อต้องการแสดงจุดยืนว่า เราไม่ชอบ และไม่ต้องการให้บุคคลดังกล่าว มากล่าวว่าสถาบันของคนอื่นอย่างเสีย ๆ หาย ๆ และมีสมาชิกแล้วจำนวน 3,948 คน (เมื่อเวลา 14.20น. วันที่ 20มิ.ย.) และเฟซบุ๊ค "มั่นใจว่าเด็กมช.และศิลปากรส่วนใหญ่ไม่พอใจ คำผกา" มีจำนวนสมาชิก 3,059 คน (เมื่อเวลา 14.20น. วันที่ 20มิ.ย.)


และยังมีแฟนเพจที่ใช้ชื่อว่า รวมพลคน"เกลียดคำผกา" อีกต่างหาก


ลาม ไปจนถึงเฟซบุ๊คของ "คิดเล่นเห็นต่างกับคำผกา" (รายการของเธอที่ออกทางช่อง voice tv) มีศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันมาโพสต์กร่นด่าในทำนองเดียวกับกระทู้พันทิปและ อีก 2 แฟนเพจ แต่ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ผู้โจมตีนักเขียนสาวเพียงฝ่ายเดียว ยังมีแฟนคลับของเธอเข้ามาในกำลังใจประชันด้วย

แม้จะไม่เท่ากับผู้ที่ต่อต้านเธอก็ตาม..



ภาพคุณปู ยิ่งลักษณ์ พิษณุโลก-กำแพงเพชร 20/06/54

ที่มา blablabla










จ.อุตรดิตถ์














อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย








จ.พิษณุโลก และ อ.โพทะเล จ.พิจิตร