ที่มา ข่าวสด
จับตาสร้างสถานการณ์ มาร์ค-ชวน-เทพขึ้นเวที ธิดาเขียนจม.ถึงอภิสิทธิ์ สะท้อนตัวตน-วิตกจริต
นปช.แถลง แจ้งเสื้อแดงไม่ไปแยกราชประสงค์วันนี้ หวั่นเวทีปราศรัยปชป.สร้างสถานการณ์แล้วโยนความผิดและหาเรื่องล้มเลือกตั้ง มาร์ควางตัวขุนพลนักพูดทั้งชวน-เทพเทือก-กอร์ปศักดิ์มากันครบ โวพูดเพื่อปรองดอง ประเทศเดินไปข้างหน้า คนเสื้อแดงทำพิธีบวงสรวงท้าวมหาพรหม เอราวัณ สาปแช่งคนฆ่าประชาชน และเผาบ้านเผาเมือง ขณะที่ญาติ 6 ศพทำบุญที่วัดปทุมฯ "ธิดา"เขียนจ.ม.เปิดผนึกถึงอภิสิทธิ์ สะท้อน ตัวตนล่อนจ้อน เผยประชาชนรู้ความจริงและ พิพากษาไปแล้ว
ดักหน้า - กลุ่ม คนเสื้อแดงทำท่า แพลงกิ้งบริเวณแยกราชประสงค์ พร้อมตะโกน"ที่นี่มีคนตาย" หลังทำพิธีไหว้พระพรหมสาปแช่งคนสั่งฆ่า 91 ศพ ดักหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่จะเปิดปราศรัยบริเวณดังกล่าววันนี้
เสื้อแดงบวงสรวงมหาพรหม
เมื่อ เวลา 12.00 น. กลุ่มนปช. นำโดยนายสมหวัง อัสราษี นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก และนายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ ทำพิธีบวงสรวง สาปแช่งผู้สั่งฆ่าประชาชนจากเหตุสลายการชุมนุมวันที่ 19 พ.ค.2553 ต่อท้าวมหาพรหม บริเวณแยกราชประสงค์ มีคนเสื้อแดงกว่า 100 คน ร่วมพิธีจนเต็มพื้นที่ศาลท้าวมหาพรหม
นายสมหวัง กล่าวว่า วันนี้นปช.มาขอพรต่อท้าวมหาพรหมให้คนเสื้อแดงได้รับชัยชนะในการต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตย พร้อมทั้งสาปแช่งผู้สั่งฆ่าประชาชน 91 ศพ เมื่อปีที่ผ่านมาจงประสบกับความหายนะ ตนเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์รับรู้
มาร์คโดนประณามบนเวทีโลก
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปร่วมประชุมที่ประชุมเศรษฐกิจโลก ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโด นีเซีย และขึ้นเวทีอภิปรายเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจ-การแบ่งปันความมั่งคั่งในทวีป เอเชีย จัดโดยสถานีโทรทัศน์บีบีซี ประเทศอังกฤษ โดยงานดังกล่าวมีผู้รับเชิญอภิปรายร่วมกับนายอภิสิทธิ์ อาทิ นางมารี เอลกา ปังเกสตู รมว. คลังอินโดนีเซีย นายปราชันท์ รัวร์ ซีอีโอเอสซาร์กรุ๊ป ประเทศอินเดีย และ ศ.วอลเดน เบลโล นักวิชาการและส.ส.ฟิลิปปินส์ ซึ่งเคยมีส่วนร่วมเขียนหนังสือวิชาการเล่มดัง "โศกนาฏกรรม สยาม : การพัฒนาและการแตกสลายของสังคมไทยสมัยใหม่" สะท้อนให้เห็นภาพของสังคมไทยที่เคยรุ่งเรืองจากการพัฒนา จนถึงคราวที่ต้องล่มสลายเพราะผลจากการพัฒนาที่ผิดพลาด
ช่วงหนึ่งของ การอภิปราย ศ.เบลโล กล่าวว่า ชาติต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังมีปัญหาด้านประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล โดยเฉพาะประชาธิปไตยของไทยถดถอยไปมากหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ศ.เบลโลยังพาดพิงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ด้วยว่า ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 ตนอยู่ในกรุงเทพฯ พอดี รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่รัฐบาลไทยใช้ทหารสลายผู้ชุมนุม ซึ่งตนมองว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ ทั้งยังรู้สึกช็อกกับเหตุสังหารหมู่ประชาชนดังกล่าว ไม่คิดว่าประเทศที่ศิวิไลซ์ปล่อยให้เจ้าหน้าที่นำอาวุธปืนมายิงประชาชน และตกใจมากที่เป็นการกระทำจากพรรคประชาธิปัตย์
ขณะที่พิธีกรถามนาย อภิสิทธิ์ว่า ประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายได้รับประโยชน์จากรัฐประหาร 19 ก.ย.หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า พรรคไม่ได้ประโยชน์จากรัฐประหาร ปัจจุบันไทยกลับสู่สภาวะปกติแล้ว ส่วนประเด็นที่ศ.เบลโลยกขึ้นมา นายอภิสิทธิ์ระบุว่า หากศ.เบลโลอยู่เมืองไทย 2 เดือนก่อนหน้าเกิดเหตุ จะรู้ว่าการสลายชุมนุมเป็นเรื่องจำเป็น เนื่องจากในกลุ่มผู้ชุมนุมมีกลุ่มติดอาวุธ และรัฐบาลใช้ความอดทน และปฏิบัติตามมาตรฐานสากล พร้อมกับนำหลักนิติรัฐกลับคืนสู่ประเทศ และหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาค้นหา ความจริง ไม่มีใครอยากเห็นความสูญเสีย แต่เราต้องยึดหลักนิติรัฐ
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า รายละเอียดการตอบโต้ระหว่างศ.เบลโลกับนายอภิสิทธิ์ มีเว็บไซต์นำมาเผยแพร่ต่อเป็นจำนวนมาก ผู้สนใจฟังคลิปเสียงฟังได้ที่เว็บไซต์ www.bbc.co.uk/iplayer/ episode/p00hcdxw/The_World_Debate_Asia_Sharing_the_Wealth/ นาทีที่ 14.25-17.00 โดยประมาณ
เอพีชี้ยิ่งลักษณ์มัดใจรากหญ้า
วัน ที่ 22 มิ.ย. สำนักข่าวเอพีเผยแพร่บทวิเคราะห์ชื่อ "น้องสาวโคลนนิ่งของพ.ต.ท.ทักษิณ กระตุ้นจิตใจคนรากหญ้า" ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งอาจจะกลายเป็นนายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย เป็นเพียงมือใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการเมือง แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ผลักดันสถานภาพตัวเองจนดูเป็นดาราร็อกบนเวทีการเมืองไทย และกลายเป็นตัวเก็งของฝ่ายค้านที่จะชนะการเลือกตั้ง นอกจากนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์กับพรรคเพื่อไทยก็เปิดเผยถึงการเข้ามาสืบทอดทางการ เมือง ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณได้เรียกน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่าเป็น "โคลนนิ่ง" ของตน
เอ พีรายงานว่า แผนการสืบทอดแนวทางทางการเมืองและนโยบายของทักษิณ ถูกมองว่าเป็นแผนการต่อสู้ทางสังคมระหว่างกลุ่มผู้มีอำนาจกับผู้ไร้อำนาจ ระหว่างกองทัพกับประชาชนยากจนที่รู้สึกตัวเองถูกกีดกันไม่ให้มีส่วนร่วม
แม้ โพลหลายสำนักของไทยต่างระบุว่า พรรคเพื่อไทยของน.ส.ยิ่งลักษณ์ มีคะแนนนิยมนำ แต่นายโจชัว เคอร์แลนต์ซิก ผู้เชี่ยวชาญสถาบันวิจัยด้านกิจการวิเทศสัมพันธ์ของสภาด้านความสัมพันธ์ต่าง ประเทศสหรัฐมองว่า การแข่งขันครั้งนี้จะขยายวิกฤตการเมืองของไทย ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยอาจถูกทำให้เป็นโมฆะ โดยการรัฐประหารหรือการเล่นเกมจัดตั้งรัฐบาลหลังฉากของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งสองเหตุการณ์นี้น่าจะทำให้ฝ่ายต่างๆ ไม่พอใจ และทำให้เกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นมาในประเทศซึ่งครั้งหนึ่งเคยมี เสถียรภาพที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย
เอพีชี้ว่า หลายฝ่ายเชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มีแผนจะเสนอการนิรโทษกรรมให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ยึดมั่นในแผนนิรโทษกรรม ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนว่าจะยอมรับหรือไม่ และการนิรโทษกรรมไม่สามารถทำให้คนๆเดียวได้ แม้แต่พี่ชายของตน ผลประโยชน์ของประเทศต้องมาก่อนครอบครัวของตน
เอพีรายงานด้วยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนยันว่า ไม่ใช่หุ่นเชิดของพี่ชาย แม้สโลแกนของพรรคเพื่อไทยประกาศอย่างชัดเจนว่า "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" ส่วนที่พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่าน้องสาวเป็นโคลนนิ่งของตน น.ส.ยิ่งลักษณ์ปฏิเสธว่า คำพูดนี้มีความหมายเพียงว่า มีหลักการคิด การบริหาร และหลักการปฏิบัติ คล้ายกับพี่ชาย แต่ในแง่ความคิดเห็น จุดยืน และความเป็นผู้นำ ตนเป็นตัวของตัวเอง
อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิ้ก ข่าวสด
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, June 23, 2011
นปช.แถลงย้ำแดง ห้ามใกล้ ปชป.ราชประสงค์
ภารกิจคุณปู ยิ่งลักษณ์ อีสานตอนบน 23/06/54
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 23/06/54 ตามมาหลอน..เขตใช้น้ำลายจริง
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
วาทะกรรม ต่ำช้า น่าบัดซบ
จะเลี่ยงหลบ เฉไฉ อย่างไรหรือ?
เมื่อสั่งฆ่า ประชาชน จนร่ำลือ
แม้นดึงดื้อ แค่ไหน ใครเล่าฟัง....
ราชประสงค์ มีคนตาย ตั้งหลายศพ
ความโหดเฮี่ยม มิอาจลบ แล้วกลบฝัง
อำนาจมืด ร้อยเล่ห์ ประเดประดัง
เคยคลุ้มคลั่ง สั่งล่า ฆ่าคนไทย....
ฆ่าเขาตาย ยังหยาม ตามมาหลอน
ไม่สังวรณ์ แต่สุดด้าน สะท้านไหว
คนอัปรีย์ กับพรรคชั่ว ตัวจัญไร
ควรไม่ควร คิดไหม ไอ้..พวกทราม....
จะหลอกคน ทั้งแผ่นดิน แบบสิ้นคิด
เหมือนพวกบ้า ท่าวิปริต คิดเหยียดหยาม
พฤติกรรม ต่ำช้า น่าประณาม
โคตร..เลวทราม โคตรชั่ว ทุกตัวตน....
สมเป็นพวก ใจดำ ระยำถ่อย
สร้างด่างพร้อย ตอกย้ำ คำฉ้อฉล
นี่แหละคือ พรรคเปรต พวกเศษคน
ช่างสัปดน สิ้นคิด จิตอัปรีย์....
มันยืนยัน หมายมุ่ง สู่ทุ่งสังหาร
ด้วยสันดาน เลวทราม หยามศักดิ์ศรี
คิดวางแผน สร้างระยำ เพื่อย่ำยี
รอคืนนี้ วิญญาณเขา จะเอาคืน....สาธุ
๓ บลา / ๒๓ มิ.ย.๕๔
จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ 6 ตอน "นิรโทษกรรมกับ 91 ศพ"
ที่มา ประชาไท
เผยแพร่ครั้งแรกใน
แฟนเพจ "Abhisit Vejjajiva", 16 มิ.ย. 54
จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ 4: 91 ศพสังเวยความต้องการใคร (ภาค2)
พัฒนาการทางการเมืองอินโดนีเซียกับความเข้มแข็งในปัจจุบัน
ที่มา ประชาไท
สถานการณ์ การเมืองไทยในขณะนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะความตึงเครียด นับได้ว่าเป็นสภาวะขาลงทางการเมืองของไทย หากเปรียบเทียบกับหลายประเทศในภูภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศที่ถูกสังคมโลกเคยมองว่าเป็นประเทศที่ล้าหลังและยากที่การ เมืองภายในประเทศจะมีความเข้มแข็งอย่างประเทศอินโดนีเซีย
หากย้อน กลับไปดูเมื่อ 10 ปีก่อนของการเมืองประเทศอินโดนีเซีย ในช่วงปลายยุคระเบียบใหม่ (Orde Baru) โดยการนำของนายพลซูฮาร์โต ( พ.ศ. 2510-2541 ) จะเห็นได้ว่าลักษณะของสังคมอินโดนีเซียในช่วงสมัยนั้นจะเต็มไปด้วยปัญหาและ ความขัดแย้ง ประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็นใดๆ เพราะอำนาจส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มคนกลุ่มเดียว หากผู้ใดออกมาแสดงความคิดที่มีความขัดแย้งกับรัฐผู้นั้นก็จะมีความผิด แต่เมื่อเวลาผ่านไปอำนาจของรัฐที่มีอยู่ก็สู้อำนาจและแรงการต่อสู้ของ ประชาชนไม่ไหว กรณีเหตุการณ์การประท้วงของนักศึกษามหาวิทยาลัยตรีศักติ (พฤษภาคม 1998 ) อำนาจเหล่านี้ก็เลยต้องถึงจุดจบในที่สุดเป็นการล่มสลายลงของการปกครองที่ เรียกว่ายุคระเบียบใหม่ (Orde Baru)และเป็นการหมดอำนาจลงของซูฮาร์โตที่มีมาทั้งหมด 32 ปี
หลังลงจากอำนาจของซูฮาร์โต คนที่เข้ามารับอำนาจแทนคือ นายยูซุฟ ฮาบิบี (พ.ศ. 2541-2542 ) ถือได้ว่าเป็นเหมือนผู้สืบทอดอำนาจของซูฮาร์โต ฮาบิบีดำรงตำแหน่งนั้นก็ได้ประสบกับปัญหาหลายประการ เช่น ประชาชนการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย การโดนโจมตีว่าไม่สามารถก้าวพ้นจากอำนาจของประธานาธิบดีซูฮาร์โตได้ และสิ่งสำคัญคือฮาบิบีเองไม่มีฐานทางการเมืองมาสนับสนุนอย่างจริงจัง กล่าวคือพรรคโกลคาร์ (GOLKAR) ของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โตก็ไม่ได้ให้การสนับสนุน กองทัพก็ไม่ให้การสนับสนุนด้วยเช่นกัน ทำให้ดูเหมือนว่าสถานะของฮาบิบีในตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ในสภาพไม่มีความ มั่นคงมากนัก จนกระทั่งเขาต้องลงจากตำแหน่ง
แต่สิ่งหนึ่งที่นานาชาติ ให้การยอมรับและชื่นชมในตัวฮาบิบีเกี่ยวกับการ จัดการกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งในติมอร์ตะวันออก โดยให้เสรีภาพกับชาวติมอร์ตะวันออกว่าจะเป็นเอกราชหรือเลือกที่จะอยู่กับ อินโดนีเซียต่อไป ซึ่งท้ายที่สุดชาวติมอร์ตะวันออกก็ต้องการเป็นอิสระ ฮาบิบีจึงให้เอกราชแก่ติมอร์ตะวันออก ( 20 พ.ค. 2545 )
หลังจากนั้น อับดูร์ราห์มาน วาฮิด (พ.ศ.2542-2544) ก็ก้าวเข้ามาเป็นประธานาธิบดี แม้ว่าจะพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้แก่ นางเมกาวาตี ซูการ์โนบุตรี ซึ่งเป็นลูกสาวของนายพลซูการ์โน ประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซีย แต่เหตุผลที่ทำให้วาฮิด ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีเป็นผลมาจากการรวมคะแนนการเลือกตั้งของเขาเข้ากับ พรรคการเมืองอื่นทำให้คะแนนที่ออกมามีมากกว่าพรรคของนางเมกาวาตี จนทำให้เขาได้เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของอินโดนีเซียในที่สุด
ใน ช่วงที่วาฮิดบริหารประเทศ วาฮิดได้รับการยอมรับจากสื่อมวลชนและกลุ่มการเมืองแนวศาสนาว่ามีความเป็น ประชาธิปไตยเป็นอย่างมาก กล่าวคือ วาฮิดจะให้ความเท่าเทียมกันของศาสนาทุกศาสนา ไม่ได้ให้อภิสิทธิ์กับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ถึงแม้ว่าคนในสังคมอินโดนีเซียส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลามก็ตาม แต่ก็มีปัญหาความขัดแย้งกับกองทัพ เนื่องจากต้องการลดจำนวนผู้แทนในสภาที่มาจากโควตากองทัพ และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกองทัพให้มีส่วนร่วมกับการเมืองน้อยลงตามแนวทาง ปฏิรูปการเมือง จึงทำให้ในช่วงหลังกองทัพหันไปให้การสนับสนุนรองประธานาธิบดีเมกาวาตีแทน เนื่องจากมีการดำเนินการโดยสภาที่ปรึกษาประชาชนเพื่อถอดถอนเขาออกจากตำแหน่ง ในเรื่องทุจริตยักยอกเงินที่พัวพันกับคนใกล้ชิดของเขาและเรื่องส่วนตัวอัน อื้อฉาว จึงทำให้เขาถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งในที่สุด
คนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งแทนที่วาฮิดหลังจากถูกถอดถอนออกจาตำแหน่งคือ นางเมกาวาตรี ( พ.ศ. 2544-2547 ) ในช่วงที่นางเมกาวาตรีดำรงตำแหน่งก็ได้เกิดเหตุการณ์และปัญหารุมเร้ามากมาย ทั้งการเมือง สังคม และเศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัว หลังยุคฟอกสบู่ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และปัญหาคอรัปชั่น ส่วนปัญหาใหญ่คือปัญหาการก่อการร้ายอันเนื่องมาจากเหตุการณ์โจมตีสหรัฐ อเมริกาและการลอบวางระเบิดในบาหลีทีทำให้มีผู้เสียชีวิต 200 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ จนทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียต้องดำเนินการในการต่อต้านปราบปรามก่อการร้ายอย่าง เข้มงวด
หลังจากหมดวาระสมัยของนางเมกาวาตี อินโดนีเซียก็เข้าถึงยุคสมัยของการเลือกตั้งอีกครั้ง การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ถือได้ว่าเป็นช่วงที่มีความเป็น ประชาธิปไตยมากที่สุดในสังคมอินโดนีเซีย เพราะพรรคการเมืองต่างๆ ต่างส่งผู้สมัครเข้าลงการแข่งขันเลือกตั้งอย่างเข้มข้น แต่พรรคที่ถูกรับเลือกให้บริหารประเทศได้แก่พรรคประชาธิปไตยอินโดนีเซียของ พลโทซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน (พ.ศ.2547-ปัจจุบัน) นับเป็นประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนแรกที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจาก ภายหลังการปฏิรูปการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเข้ามาดำรงตำแหน่งของบัมบังครั้งนี้เป็นที่คาดหวังของประชาชนเป็นอย่าง มากในการบริหารประเทศและพัฒนาเศรษฐกิจ
ในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่ง ของบัมบังนั้นไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากประชน มากนัก แต่ด้วยความอดทนและเข้มแข็งของรัฐบาลก็สามารถบริหารประเทศได้ดีขึ้นเป็น ลำดับ และสามารถจัดการแก้ไขปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี เช่น การเจรจาสันติภาพกับอาเจะห์จนเกิดสันติภาพ และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์ต่างๆ จนสามารถยุติความรุนแรงได้ รวมทั้งฟื้นฟูเศรษฐกิจของอินโดนีเซียให้มีความเข้มแข็งเติบโตอย่างรวดเร็ว จนเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าลงทุนในปัจจุบัน ส่งผลให้ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด (พ.ศ. 2552) ประธานาธิบดียูโดโยโน ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าอินโดนีเซียนั้นเป็นประเทศที่ค่อยๆ สร้างเสถียรภาพให้กับตัวเองทีละก้าว ซึ่งมาจากทำงานของรัฐบาลแต่ละสมัยที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง ที่มีความโดดเด่นต่างๆ กัน ในช่วงแรกของยุคระเบียบใหม่ของซูฮาร์โต เป็นช่วงที่เศรษฐกิจของอินโดนีเซียมีความเจริญเติบโตเป็นอย่างมาก แต่ในทางตรงข้ามประชาชนก็ไม่มีสิทธิเสรีภาพในการกระทำการสิ่งใดที่นอกเหนือ จากคำสั่งรัฐ หลังจากที่ประชาชนต้องตกอยู่สภาวะที่ไร้ซึ่งสิทธิมาเป็นเวลานาน สิทธิและเสรีภาพครั้งใหม่ก็เริ่มเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยการปลดปล่อยของนายฮาบิบี ซึ่งเป็นช่วงที่สื่อมีเสรี ให้เอกราชแก่ติมอร์ตะวันออกที่นายฮาบิบียอมปล่อยให้เป็นเอกราช เพราะนายฮาบิบีเชื่อและเคารพในการตัดใจของผู้อื่น จนทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในติมอร์ตะวันออกยุติลง
ในขณะที่ยุคของวาฮิ ดได้ออกกฏหมายให้ศาสนาแต่ละศาสนามีความเท่าเทียมกัน แม้ว่าวาฮิดจะบริหารประเทศได้ไม่นานแต่เขาก็เป็นยอมรับของนานาชาติเกี่ยวกับ เรื่องดังกล่าว สำหรับรัฐบาลของนางเมกาวาตรีจะเน้นเกี่ยวกับการปราบปรามการก่อการร้ายทั้ง ที่เกิดขึ้นภายในประเทศและนอกประเทศเอง ถึงแม้ว่ารัฐบาลของนางเมกาวาตรีจะปราบปรามเรื่องนี้ได้ไม่มากนัก แต่ถือได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ก็ได้ช่วยลดความเลวร้ายของสถานการณ์ได้ในระดับ หนึ่ง กระทั่งท้ายที่สุดรัฐบาลของพลโทซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด โดยเฉพาะในการบริหารประเทศจะมุ่งเน้นเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เป็นให้เท่าเทียมกับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน และการแก้ปัญหาเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอาเจะห์จนเกิด สันติภาพ ทำให้ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ลดลง ซึ่งปัญหาเรื่องเผ่าพันธุ์นี้ถือว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่มากสำหรับอินโดนีเซีย เพราะเป็นประเทศที่ประชากรหลากหลายเผ่าพันธุ์มากที่สุดประเทศหนึ่ง แต่รัฐบาลก็สามารถที่จะแก้ปัญหาและสร้างความสันติสุขให้เกิดขึ้นได้
จากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศอินโดนีเซียดังที่กล่าวมา ทำให้เห็นการพัฒนาการทางการเมืองที่นำไปสู่ความเข้มแข็งตามลำดับ แม้ในแต่ละยุคจะเต็มไปด้วยปัญหานานัปการ ส่งผลให้ในขณะนี้อินโดนีเซียสามารถผ่านพ้นวิกฤตทางการเมือง มีความมั่นคงและมีแนวโน้มว่าเสถียรภาพทางการเมืองจะมีความมั่นคงเข้มแข็ง เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
10 ปีเศษ ของอินโดนีเซียจากความอ่อนแอไปสู่ความเข้มแข็ง ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย ย้อนมามองประเทศไทย ความมั่นคงทางการเมืองและความเป็นประชาธิปไตยนั้นต้องยอมรับว่าเรายังไม่มี จุดยืนที่แน่นอน ทั้งที่ผ่านความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองกันมาหลายครั้งหลายคราว แต่สังคมการเมืองไทยก็ไม่ได้ใช้บทเรียนเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ การเมืองในสังคมไทยในปัจจุบันจึงไม่ต่างอะไรกับ “ยุคระเบียบใหม่” (Orde Baru) โดยการนำของสุฮาร์โต อันเป็นช่วงเวลาที่อินโดนีเซียประสบกับปัญหาความขัด แย้งมากมาย
มอง การเมืองอินโดนีเซียแค่ช่วง 10 ปีเศษที่ผ่านมา ทำให้เห็นการเดินออกจากปัญหาไปสู่ความเข้มแข็งทีละก้าว แต่การเมืองไทยในช่วงเวลาเดียวกันกลับสวนทางกันโดยสิ้นเชิง
ปราศรัยราชประสงค์ 'ฆาตกรรมมโนธรรมของสังคม'
ที่มา ประชาไท
นักปรัชญาชายขอบ
ผม เห็นด้วยกับข้ออ้างของประชาธิปัตย์ที่ว่า ราชประสงค์เป็นพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนไม่ว่าจะสีไหน หรือพรรคการเมืองอะไรก็มีสิทธิ์เข้าไปใช้อย่างเท่าเทียม
แต่ก็มี ความเห็นต่างออกไปว่า การที่ประชาธิปัตย์จะเปิดปราศรัยที่ราชประสงค์ซึ่งได้กลายเป็น “พื้นที่ทางประวัติศาสตร์” แห่งความขมขื่นของไพร่ในพายุเกี้ยวกราดแห่ง “ราชประสงค์” นั้น มันเป็น “การฆาตกรรมซ้ำ” ที่เลือดเย็นอำมหิตจนเกินไป!
ฆาตกรรมซ้ำที่ว่านี้ ผมหมายถึง “ฆาตกรรมมโนธรรมของสังคม”
เพราะ หากการปราศรัยนั้นเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เป็นการอ้างการรักษากฎหมาย แต่เบี่ยงเบน “เจตนารมณ์” ในการใช้กฎหมายปกครองบ้านเมือง ก็เท่ากับคุณกำลังพยายามทำให้ “มโนธรรมของสังคม” หรือสำนึกถูก ผิด ดี ชั่วทางการเมืองของสังคม “บิดเบี้ยว” ไป
การพยายามทำให้มโนธรรมของ สังคมบิดเบี้ยว ไม่เที่ยงตรง ด้วยการโกหก แถ หรือใช้ข้ออ้างต่างๆ นานา เพื่อที่จะสรุปว่า “ประชาธิปัตย์ไม่มีความผิดใดๆ เลย ในการสลายการชุมนุมช่วง เมษา-พฤษภา 53” เท่ากับเป็นการ “ฆาตกรรมมโนธรรมของสังคม”
และมันเป็นการฆาตกรรมที่เลือดเย็นอำมหิตใน ความหมายว่า คุณรู้อยู่แล้วว่าคุณขึ้นมาเป็นรัฐบาลโดยการสนับสุนนของทหาร อำมาตย์ หรือ “อำนาจนอกระบบ”
แม้ว่าโดย “พิธีกรรม” แล้ว คุณจะผ่านกระบวนการรัฐสภา แต่โดยที่มีการสนับสนุนที่ว่านั้นอยู่เบื้องหลัง คุณจึงไม่มีความชอบธรรมตั้งแต่แรก และโดยความไม่ชอบธรรมดังกล่าว จึงทำให้คนเสื้อแดงมีความชอบธรรมที่จะมาเรียกร้องอำนาจของประชาชนกลับคืน
ทว่า สถานการณ์มันเลยมาถึงคนตาย 91 ศพ บาดเจ็บร่วม 2,000 คน ความสูญเสียดังกล่าวนี้ เกิดจากการสลายการชุมนุมของคุณ แล้วคุณยังมาบอกว่า คุณไม่มีส่วนผิดใดๆ เลย นี่มันจึงสะท้อน “ธาตุแท้” ที่เลือดเย็นและอำมหิตเหลือที่จะเข้าใจได้
ความเลือดเย็นอำมหิตในอีก ความหมายหนึ่งคือ พ่อแม่ญาติมิตรของคนตาย คนบาดเจ็บ พิการอีกจำนวนมากที่เขาเจ็บปวดเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม และประชาชนอีกจำนวนมากที่ต่างก็รู้กันว่า คนที่ตายและบาดเจ็บจำนวนมากไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่ขบวนการล้มเจ้า
คน เหล่านี้เขารอมากว่าหนึ่งปี เพื่อให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการให้เกิดความเป็น ธรรม แต่ก็ไม่มีความชัดเจนใดๆ เลย
แล้ววันที่ 23 มิถุนายนนี้ ประชาธิปัตย์บอกว่าจะไปเปิดเผย “ความจริง” ที่ราชประสงค์ ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง การเปิดเผย “ความจริง” ในบริบทของสถานการณ์เช่นนี้มันจึงอำมหิตเลือดเย็นมาก
คือ มันอำมหิตต่อประชาชนที่ถูกฆ่าตาย คนบาดเจ็บ คนพิการ และพ่อแม่ญาติมิตรของพวกเขา และมันดูถูกสติปัญญาของประชาชนที่ติดตามข่าวสารการเมืองมาตลอดเป็นอย่าง ยิ่ง!
ถ้าประชาธิปัตย์มี “ความจริง” ที่เห็นว่า เปิดเผยออกมาแล้วมันจะทำให้ประชาชนได้เข้าใจถูกต้อง เป็นความจริงที่ผ่านการตรวจสอบมาถูกต้องชัดเจนแล้วอย่างแฟร์กับทุกฝ่ายที่ เกี่ยวข้อง และการนำมาเปิดเผยจะเป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองจริง แล้วทำไมจึงเจาะจงมาเปิดเผยตอนนี้ที่ราชประสงค์
ทำไมกว่า 1 ปี ที่ผ่ามาจึงไม่นำ “ความจริง” ที่ว่านี้มาเปิดเผยเลย!
ฉะนั้น การอ้างว่าจะเปิดเผย “ความจริง” และเจาะจงจะเปิดเผยความจริงดังกล่าวที่ราชประสงค์ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหา เสียง จึงเป็นการกระทำที่ไม่ตรงไปตรงมา
ความไม่ตรงไปตรงมานี้ มันหมายถึงการไม่เคารพ “ความจริง” ไม่เคารพ “ความหมายทางประวัติศาสตร์” ของราชประสงค์
และในที่สุดก็คือ ในฐานะพรรคการเมืองช่างไม่เคารพประชาชน ไม่เคารพ “มโนธรรมที่เที่ยงตรง” ของสังคมเอาเสียเลย!
สำหรับ คนเสื้อแดง โดยเฉพาะพ่อแม่ญาติมิตรของผู้บาดเจ็บล้มตาย อาจต้อง “อดทน” กับความอำมหิตเลือดเย็นดังกล่าวมา แต่หากเรามองอีกแง่หนึ่ง การที่พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจเลือกปราศรัยที่ราชประสงค์ย่อมมีความหมาย สำคัญมาก
ความหมายสำคัญมากที่ว่านี้คือ พรรคประชาธิปัตย์จะได้ช่วยเขียน “ประวัติศาสตร์ราชประสงค์” ให้สมบูรณ์ขึ้น
หมายความว่า ประวัติศาสตร์ราชประสงค์จะได้จารึกเอาไว้ว่า “ที่นี่มีคนตาย และมีพรรคการเมืองที่ทำให้คนตายมาทำฆาตกรรมซ้ำอีก”
คนตายขายคนเป็นเย็นนี้ที่ราชประสงค์ ฮิ้ว!ปชป.ก็อายเป็นหลังถูกด่าในเวทีโลกหันเหโกยโสธรแทน
คนตายขายคนเป็น-กลุ่ม ประกายไฟยืนยันจะจัดกิจกรรมเสียดสีล้อเลียนพรรคประชาธิปัตย์ปราศรัยที่ราช ประสงค์เย็นนี้ แต่จำกัดวงเฉพาะสมาชิก 20 ราย แต่งผีถือป้ายหน้าวัดปทุมฯเท่านั้น บางตัวอย่างของข้อความเสียดสีล้อเลียน เช่น กรณีนายอภิสิทธิ์พูดว่าไม่มีการสลายชุมนุมจนทำให้มีคนตายที่ราชประสงค์ โดยจะนำภาพศพนายกิตติพงษ์ สมสุข ซึ่งเสียชีวิตอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ บริเวณที่พรรคประชาธิปัตย์จะตั้งเวทีปราศรัยเย็นนี้มาแสดง
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 มิถุนายน 2554
เพื่อไทย,นปช.,วันอาทิตย์สีแดงย้ำสมาชิกอย่าไปราชประสงค์
ทั้ง พรรคเพื่อไทย และนปช.แดงทั้งแผ่นดิน รวมทั้งกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ได้ประกาศไม่ให้สมาชิกของตนไปต่อต้าน หรือคัดค้านการชุมนุมปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ที่แยกราชประสงค์ในช่วง เย็นวันนี้ เพื่อไม่ให้เข้าทางของพรรคประชาธิปัตย์ หรือฝ่ายอำมาตย์ที่อาจจุดชนวนความรุนแรง ขยายผลไปสู่การล้มเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยมนำห่างในเวลานี้
อย่างไรก็ตามนักกิจกรรมสังคม กลุ่มประกายไฟยืนยันจัดกิจกรรมแต่งผีหลอกคนเป็น จำกัดวงหน้าวัดปทุมฯแค่20คน
"ใน ส่วนของเสื้อแดง ได้ห้ามไปแล้วว่า อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมครั้งนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะไม่มีประโยชน์อะไรจะไปเข้าล็อคพรรคประชาธิปัตย์ ถูกนำไปขยายเสียเปล่า ๆ แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า เสื้อแดงเป็นมวลชนไม่ใช่กองทัพ และมีนับล้านคน เป็นสิบ ๆ กลุ่ม ก็อาจจะมีกลุ่มที่ไปแสดงละครบ้าง แต่ก็ไม่ใช้ความรุนแรงอะไรอยู่แล้ว" นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานนปช.กล่าว
ขณะที่พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ไม่ให้ สมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนอย่าไปย่าน ราชประสงค์ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ทำการปราศรัย เช่นเดียวกับกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงที่บก.ลายจุด-นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ก็ออกประกาศทำนองเดียวกัน และยืนยันว่ากลุ่มวันอาทิตย์สีแดงไม่ได้มีกิจกรรมใดๆในการปราศรัยของประชาธิ ปัตย์
กลุ่มประกายไฟยันจัดกิจกรรมแต่งผีหลอกคนเป็น จำกัดวงหน้าวัดปทุมแค่20คน
นาย เทวฤทธิ์ มณีฉาย กลุ่มประกายไฟ ซึ่งเป็นกลุ่มนักกิจกรรมทางสังคม เน้นเสนอละครล้อเลียนทางการเมือง ซึ่งเพิ่งมีบทบาทจัดกิจกรรมโดมิโน่แพลงค์กิ้งหมู่ที่ราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้ชี้แจงทางเฟซบุ๊ค ว่า ในวันนี้ กลุ่มประกายไฟและเครือข่าย ประมาณ 20 คน (กลุ่มประกายไฟเป็นกลุ่มอิสระไม่เกี่ยวกับ นปช.หรืิอพรรคเพื่อไทย) จะจัดกิจกรรม แต่งผีมาฟังคนเป็น(นายก)หลอกคนเป็นให้คนตายดู พร้อมกับถือป้ายข้อความที่อภิสิทธิ์เคยพูดไว้เมื่อปี 51 บริเวณฟูตบาตบริเวณหน้่าวัดปทุมฯ เวลา 16.30 - 18.00 น.
รูปแบบกิจกรรม
1. แต่งหน้าในลักษณะคลายคนเสียชีวิต และนั่งหรือยืนนิ่งไม่มีการโต้ตอบกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงคนรอบข้าง อยู่เฉพาะบริเวณหน้าวัดปทุมฯ
2. พร้อมกับชูป้ายรวมถึงภาพข้อมูลแย้งเพื่อแสดงให้เห็นถึงการหลอกลวงของนายกรัฐมนตรี เช่น
- ข้อเรียกร้องของนายอภิสิทธิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านที่พูดในรัฐสภาเมื่อ 31 สิงหา ปี 51 ที่ให้รัฐบาลสมัครขณะนั้นยุบสภา หรือ
- ข้อเรียกร้องที่ให้รัฐบาลสมชาย ให้รับผิดชอบต่อการสลายการชุมนุมของพันธมิตรในวันที่ 7 ตุลา 51 ซึ่งเรียกร้องในวันที่ 9 ตุลา 51
- ภาพหลักฐานว่ามีทหารเข้ามาที่แยกราชประสงค์จริง กรณีทหารอยู่กับผุสดี นามขำ เสื้อแดงคนสุดท้ายที่นั่งอยู่ตรงจุดนั้น ในขณะที่เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 54 ที่ผ่านมา นายกอภิสิทธิ์พึ่งออกมาพูดว่า
"..เจ้าหน้าที่ไม่เคยไปสลายพื้นที่การชุมนุมที่ราชประสงค์ มีแต่พื้นที่บริเวณสวนลุม.."
- ภาพศพ กิตติพงษ์ สมสุข ซึ่งเสียชีวิตอยู่ในตึกเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อมาค้านกับสิ่งที่นายกอภิสิทธิ์พึ่งบอกไปเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 54 ที่ผ่านมา ว่า ".พื้นที่ราชประสงค์ไม่มีใครเสียชีวิต.." อีกทั้งต้องตั้งคำถามอีกว่า 6 ศพที่วัดปทุมไม่ใช่เสียชีวิตอยู่ในบริเวณราชประสงค์หรือ
- บันทึกการสอบปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์สังหารประชาชน 6 ศพภายในวัดปทุมวนารามเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 โดยหัวกระดาษระบุว่าเป็นเอกสารของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งนำเสนอปากคำของ "ทหารที่ปฏิบัติการบนรางรถไฟฟ้า BTS บริเวณหน้าวัดปทุมฯ ที่ยืนยันว่าปฎิบัติการตรงนั้นจริงและมีการยิงลงไปด้านล่างจริง พร้อมทั้งในขณะปฏิบัติการไม่พบผู้ใดอยู่บนรางรถไฟ"
- คำให้สัมภาษณ์ของตัวแทน 64 สว.ที่ประสานให้มีการเจรจาในวันที่ 18 พ.ค.53 ที่ยืนยันว่า ทางฝั่ง นปช.ยอมที่จะเจรจาแล้ว ในขณะที่รัฐบาลยังไม่ยอม หรือการออกมาให้สัมภาษณ์ของ ตัวแทน 64 สว.คือ นางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ ที่บอกว่า "รัฐบาลหักหลังวุฒิสภา" ในวันที่ 20 พ.ค.53 เพื่อโต้กับสิ่งนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อ 21 มิ.ย.54 ที่ผ่านมาว่า นายกฯเป็นคนที่ริเริ่มกระบวนการเจรจา ในขณะที่ฝ่าย นปช.ต่างหากที่เป็นผู้ล้มการเจรจา
- คำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ชุมพล บุญประยูร เลขาธิการสมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย หนึ่งในคณะที่ปรึกษาด้านการป้องกันอัคคีภัยในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป ที่ยืนยันว่ากลุ่มที่ทำการเผาเซ็นทรัลเวิล คือ กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ซึ่งเป็นกลุ่มที่แม้แต่ตำรวจและทหารก็ไม่กล้าแตะ รวมถึงเป็นการตั้งใจเผาแล้วไล่คนที่ดับเพลิงออก เป็นต้น
เพื่อ :
1. แสดงให้เห็นการหลอกตนเองของนายกรัฐมนตรี กับมาตรฐานที่สร้างไว้ในขณะที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน(ปี 51) เปรียบเทียบกับเมื่อเป็นรัฐบาล
2. เพื่อย้ำข้อเท็จจริงที่ถูกบิดเบือน โดยเฉพาะคำสัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ที่ผ่านมาว่า ".พื้นที่ราชประสงค์ไม่มีใครเสียชีวิต เพราะเจ้าหน้าที่ไม่เคยไปสลายพื้นที่การชุมนุมที่ราชประสงค์ มีแต่พื้นที่บริเวณสวนลุม.." ว่าจริงๆมีผู้เสียชีวิตและทหารเข้ามาในพื้นที่ราชประสงค์จริง
3. เพื่อทำให้สังคมตระหนักถึงมาตรฐานการปราบปรามประชาชนของรัฐบาลชุดนี้ ที่ต่ำกว่ารัฐบาลที่ได้ชื่อว่า "เผด็จการทหาร" อย่าง จอมพลถนอมในเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ที่มีผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ 77 คน หรือ พฤษภา 35 ของพลเอกสุจินดา ที่มีผู้เสียชีวิต 40 คน ซึ่งรัฐบาลเหล่านั้นลาออกทันที แม้ยังไม่มีการสอบสวนข้อเท็จจริง ในขณะที่รัฐบาลที่อ้างว่ามาจากประชาชนกลับสามารถดำรงตำแหน่งได้อีก 1 ปี
สิ่ง ที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงแต่ฝ่ายที่ไม่พอใจรัฐบาลชุดนี้ แม้กระทั้งคนที่พอใจกับรัฐบาลชุดนี้ หากสมัยหน้าเปลี่ยนขั่วรัฐบาลแล้วอ้างมาตรฐานที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ทำไว้ เราอาจมีการสังหารหมู่กลางกรุงโดยที่รัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบอะไรอีกก็ได้
ตัวอย่างข้อความบนป้ายที่จะถือในวันนี้
กรณีมาตรฐานของอภิสิทธิ์
."เมื่อ มีประชาชนเพียง 1 คน หรือแสนคน มาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาตัวเองนั้น ไม่ได้ขัดหลักการประชาธิปไตย โดยเฉพาะถ้ามีข้อสงสัยว่าการบริหารประเทศนั้นละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิประชาชน หรือทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่องเหล่านี้ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะไม่รอให้กฎหมายจัดการ แต่จะมีสำนึกความรับผิดชอบทางการเมือง" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 31 ส.ค.51 @สภาผู้แทนฯ
"ในประเทศเกาหลี แค่คิดนโยบายเปิดการค้าเสรี เอาเนื้อวัวต่างประเทศเข้ามา คนลุกฮือมาเป็นแสน ก็ตัดสินใจลาออกทั้งคณะ ต้องยอมรับว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ เป็นการที่ประชาชนสะสมความไม่พอใจมานาน" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 31 ส.ค.51 @สภาผู้แทนฯ
"..ยุบสภาจะเป็นการรับผิดชอบ ทำเถอะเพื่อบ้านเมืองสงบสร้างบรรทัดฐานที่ดีเถอะครับ.." อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 31 ส.ค.51 @สภาผู้แทนฯ
"ผม ไม่นึกไม่ฝันว่าเรามีรัฐที่ได้ทำร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัสแล้ว เรายังมีรัฐที่พยายามยัดเยียดความผิดกลับไปให้ประชาชนอีก เป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้ครับ" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 9 ตุลา 51 @ที่ทำการพรรค ปชป
"เพื่อพิสูจย์ความจริงใจ ท่านต้องสั่งย้ายตำรวจที่ให้ร้ายประชาชนออกไปให้หมดก่อนครับ ถ้าท่านจะตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง(กรณี 7 ตุลา 51)" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 9 ตุลา 51 @ที่ทำการพรรค ปชป
"ไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชน ถูกทำร้ายจากภาครัฐแล้วรัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่แสดงความรับผิดชอบ ไม่มี" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 9 ตุลา 51 @ที่ทำการพรรค ปชป
"ต้องมีคนรับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชนครับ" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 9 ตุลา 51 @ที่ทำการพรรค ปชป
"ผู้นำทั้งหลายควรจะเคารพต่อความต้องการของประชาชน" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 29 มค 54
"ประเทศ ไทยเป็นสังคมเปิด ซึ่งเคารพและเชื่อมั่นในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น.." อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี 10 พ.ย. 53 ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
กรณี 64 สว
"ขณะนี้ถือว่าน่ายินดีที่ ฝ่ายหนึ่งยอมละทิฐิลงมาแล้ว รัฐบาลก็ต้องละทิฐิลงมาด้วยต้องมานั่งโต๊ะเจรจา" นางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ ตัวแทนกลุ่ม 64 ส.ว. 18 พ.ค.53
"รู้สึกผิดหวังที่ รัฐบาลเข้าปฏิบัติการทั้งที่นายกฯพูดกับประธานวุฒิสภาให้ วุฒิสภาเดินหน้าเจรจา แต่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต. ประจำสำนักนายกฯ และ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ กลับพูดต่อสาธารณะอีกอย่างหนึ่ง ทำแบบนี้เหมือนหักหลังวุฒิสภา" นางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ ตัวแทนกลุ่ม 64 ส.ว. 20 พ.ค.53
กรณีหัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัย CTW
"…เฉพาะ ระบบป้องกันภัยในห้างก็เกินพอแล้ว เผาอย่างไรก็ไม่ใหม้เพราะทุกๆสามตารางเมตรจะมีสปริงเกลอร์คลุมหมด มีสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงใหม้ มีกล้องวงจรปิด แต่นี่มันตั้งใจเผาแล้วไล่คนที่ดับเพลิงออก.."
...วันนั้นมีคนอยู่ใน เหตุการณ์กว่า 300 คน สามารถชี้ได้ว่าเป็นฝีมือใคร คนโตๆ อาจพูดไม่ออกแต่คนเล็กๆ เขาพูดกันทั้งนั้น เพราะพวกเขาได้รับบาดเจ็บโดนยิงโดนไล่ออกมา ต้องหมอบ ต้องคลานกันมาตลอดทาง
...ช่วง เวลาชุมนุมของคนเสื้อแดง เราประสานไมตรีมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะพวกการ์ดแทบจะรู้จักกันหมด แต่ในวันเผาขอบอกว่าไม่เห็นหน้าคนหล่านั้นเลย มีแต่พวกเรียกตนเองว่ากองกำลังไม่ทราบฝ่าย กลุ่มนี้เป็นผู้ก่อการร้ายที่แม้แต่ตำรวจและทหารก็ไม่กล้าแตะ..."
พ.ต.ท.ชุม พล บุญประยูร เลขาธิการสมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย หนึ่งในคณะที่ปรึกษาด้านการป้องกันอัคคีภัยในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป ("ความลับ หลังฉาก เผาเซ็นทรัลเวิลด์", สำนักพิมพ์โลกวันนี้, 2554.)
เป็นต้น
*******
ประชาธิปัตย์อายโดนด่าในเวทีโลกปลดป้ายโกอินเตอร์ ขึ้นป้ายโกยโสธรธรแทน
หลัง จากเมื่อวานนี้ไทยอีนิวส์ได้นำเสนอภาพสไลด์หาเสียงชุดใหม่ของ พรรคประชาธิปัตย์ว่า ในโค้งสุดท้ายของการรณรงค์เลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ได้ขึ้นป้ายโปสเตอร์ชุดใหม่ หลังจากถูกคริส เบเกอร์วิจารณ์ว่าภาพโปสเตอร์ชุดเดิมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้นไม่ยอม"สบตาประชาชน" โดยชุดใหม่นี้ได้นำเสนอภาพนายอภิสิทธิ์ที่ดูมีชีวิตชีวาขึ้น และ 1 ในโปสเตอร์ชุดใหม่นี้ได้ขายเรื่องว่าอภิสิทธิ์เป็นผู้ที่"ได้รับการยอมรับ จากเวทีระดับโลก"(ดูภาพด้านล่าง)
ป้ายหาเสียงเวอร์ชั่นล่าสุดของพรรคประชาธิปัตย์ ชูว่าอภิสิทธิ์ได้รับการยอมรับจากเวทีระดับโลก ล่าสุดมีการถอดออกแล้ว
อย่างไรก็ตามรายงานข่าวจากเวบไซต์ประชาไทล่าสุดนี้ อาจเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังชูอยู่...
ผม ช็อคมากกับการสังหารหมู่ประชาชนที่เกิดขึ้น ผมไม่คิดว่าประเทศที่มีอารยะ ควรนำอาวุธปืนมายิงใส่ประชาชน ผมตกใจมากจริงๆ กับการกระทำดังกล่าวของรัฐบาลประชาธิปัตย์( วอลเดน เบนโล สมาิชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวต่อหน้านายอภิสิทธิ์ ในการร่วมออกรายการ BBC World Debate )
ล่าสุดมาวันนี้ที่เวบไซต์ของพรรคประชาธิปัตย์
ได้ถอดสไลด์ที่ว่านายอภิสิทธิ์ได้รับการยอมรับในเวทีโลกออกไปแล้ว และนำสไลด์อภิสิทธิ์โกยโสธรมาลงแทน(ดังรูปด้านล่างนี้)
******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:อภิสิทธิ์นี่นะ ได้รับการยอมรับจากเวทีระดับโลก..?
No Coup, Fair Election:ปั่นต้านรัฐประหาร-การเลือกตั้งที่ยุติธรรม การค้นหาความจริงระหว่าง2ข้างทาง
ที่มา Thai E-News
กิจกรรม คราวนี้พวกเราปั่นจักรยานไปทั้ง 4 ภาค 3700 กิโลฯ ผ่านภูเขาหลายร้อยลูก ผ่านทุ่งนา ป่าเขา ทะเล เกือบทั่วประเทศ ได้มีโอกาสเยี่ยมเยียนพี่น้องเสื้อแดง เยียวยา และเก็บข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบทั้งผู้ที่ติดคุก บาดเจ็บพิการ เด็กกำพร้า ผู้ที่รอความช่วยเหลือ ฯลฯ พวกเราพบว่า ชาวบ้านมีความรู้เรื่องประชาธิปไตย และมีจิตสำนึกในการหวงแหนประชาธิปไตยมากกว่าที่เราคิด
โดย FORD เรด ทรู้ธ โอนลี่
23 มิถุนายน 2554
โครงการเส้นทางสีแดง No Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง ต้านรัฐประหาร (ราชประสงค์-อุดรธานี-เชียงใหม่-ชุมพร) 4 ภาค 42 วัน 39 จังหวัด ระยะทาง 3,693 กม. ดำเนินการระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม-19 มิถุนายน 2554 ซึ่งได้สิ้นสุดโครงการลงแล้ว
ผมจะขอรายงานกิจกรรมเป็นระยะตามเส้นทางเพิ่มเติมจากเส้นทางตอนก่อน(ดูลิ้งค์ท้ายรายงานนี้)ดังนี้
กิจกรรมระหว่างวันที่ 10-12 มิย.
หลัง จากที่ได้สัมภาษณ์เจ้าของบ้านเสื้อแดงที่อยุธยา พวกเราปั่นจักรยานไปสุพรรณบุรีระยะทาง 80 กม.เข้าพักที่วัดป่าเลไลย์ พูดคุยทักทายกับชาวบ้านในละแวกไกล้เคียง พบว่าหลายคนถึงแม้ไม่ใส่เสื้อแดงแต่จะเลือกพรรคการเมืองที่สนับสนุน ประชาธิปไตย ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันถึงปัญหาปากท้องข้าวของแพง
เช้าวันถัดมาปั่นจักรยานจากสุพรรณไปกาญจนบุรีระยะทาง 91 กม. ระยะทาง 91 กม.ไม่มากมายนักแต่ที่สร้างปัญหาให้กับพวกเรามากที่สุดคือกระแสลม เนื่องจากลมแรงและพัดเข้าหาตัวตลอดเวลา ทำให้การปั่นจักรยานในวันนี้ต้องใช้แรงมาก
และเป็นครั้งแรกที่พวกเราไม่สามารถไปถึงที่หมายก่อนค่ำได้ ทำให้ต้องหาที่พักกันเองในตัวเมืองกาญจนบุรี พวกเราเลือกห้องพักราคาถูกบริเวณไกล้สะพานข้ามแม่น้ำแคว
เช้าวันถัดมาออกจากที่พักเวลา 10.00 น. ปั่นจักรยานมาที่นครปฐมระยะทาง 65 กม. ถึงองค์พระปฐมเจดีย์ในเวลา 16.00 น. แวะซ่อมจักรยานร้านไกล้ๆ แวะพักที่วัดพระงามซึ่งมีตลาดถนนคนเดินในวันอาทิตย์
กิจกรรมระหว่างวันที่ 13-19 มิย.
สัปดาห์สุดท้ายของกดิจกรรม ไม่มีข้อมูลของผู้สููญเสีย หน้าที่ของพวกเราคือการปั่นจักรยานไปพบพี่น้องเสื้อแดงในแต่ละจังหวัดตามที่ กำหนดไว้ในแผน
ที่ราชบุรีพวกเราไปแวะพักที่ตัวเมืองหนึ่งคืน วันต่อมาที่เพชรบุรีได้ไปพักที่ศูนย์อำนวยการเลือกตั้งของพรรค
เช้าวันถัดไปได้ปั่นจักรยานผ่านชะอำ และหัวหิน พบว่าบรรยากาศในตัวเมืองหัวหินสวยงามมากและชายหาดก็ยังคงเงียบสงบ
และถึงปากน้ำปรานเมื่อเวลา 18.30น. รับประทานอาหารร่วมกับพี่น้องเสื้อแดง และพักค้างคืนหนึ่งคืน
เช้าวันที่ 16 มิ.ย.ปั่นจักรยานจากชายหาดปรานบุรีไปตัวเมือง ซึ่งมีจุดนัดพบกับพี่น้องเสื้อแดงที่ศูนย์อำนวยการเลือกตั้งของพรรค
จากนั้นได้ปั่นจักรยานไปจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงที่หมายเวลา 17.30 น. ศาลากลางจังหวัดอยู่ติดกับชายหาดและมีลิงจำนวนมากอาศัยอยู่แถวนั้น
เช้าวันที่ 17 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันที่ 40 ของกิจกรรม พวกเราปั่นจักรยานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3,700 กม. ฝนเริ่มตกเป็นระยะ เนื่องจากมีพายุเข้า พวกเราได้ปั่นจักรยานผ่านอ่าวมะนาวซึ่งต้องผ่านกองบินที่ 5 กองทัพอากาศได้แวะเคารพธงชาติที่หน้ากองบิน
ถึงที่หมายอ.บางสะพานน้อยเวลาประมาณ 17.30 น. คุณลุงปรีชามีอาการไม่สบายเนื่องจากต้องตากฝนตลอดทั้งวัน
เช้าวันที่ 18 มิย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของกิจกรรมและเป็นวันที่พวกเราพบกับอุปสรรคในระยะสุดท้าย ทั้งสภาพอากาศที่ฝนตกตลอดทั้งวันและนักปั่นที่เริ่มป่วย
พวกเราปั่นจักรยานฝ่าฝนจากอ.บางสะพานน้อยไปชุมพรด้วยระยะทางเกือบ 100 กม.
ถึงที่หมายประมาณ 17.00 น.ในสภาพที่เปียกปอนทั้งฝนและโคลน
เช้าวันสุดท้าย 19 มิย.พวกเราเดินทางไปสักการะอนุเสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเจตอุดมศักดิ์ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวไทยทั้งประเทศ
ได้จุดประทัดจำนวน 50 นัดถวาย จากนั้นได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยรถบขส.ชุมพร-กรุงเทพฯ ถึงเวลาประมาณ 21.30 น.
บทส่งท้าย : กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมต้านรัฐประหาร และรณรงค์เลือกตั้ง พวกเราได้ใส่เสื้อแดงปั่นจักรยานทางไกลเป็นระยะทางเกือบสี่พันกิโล
ผ่านภาคตะวันออก ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ผ่านภูเขาหลายร้อยลูก ผ่านทุ่งนา ป่าเขา ทะเล เกือบทั่วประเทศ
ได้มีโอกาสเยี่ยมเยียนพี่น้องเสื้อแดง เยียวยา และเก็บข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบทั้งผู้ที่ติดคุก บาดเจ็บพิการ เด็กกำพร้า ผู้ที่รอความช่วยเหลือ ฯลฯ
พวกเราพบว่าความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของการแก้ไขปัญหาประเทศ แต่การเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสันติ มีความอดทน มุ่งมั่น และรู้จักรอคอยเท่านั้นที่จะทำให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่พวกเรารอคอย
ชาวบ้านมีความรู้เรื่องประชาธิปไตย และมีจิตสำนึกในการหวงแหนประชาธิปไตยมากกว่าที่เราคิด
กลุ่มเส้นทางสีแดงเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม ปราศจากการแทรกแทรงเท่านั้นที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ
ที่มีมาหลังรัฐประหาร 19 กย.2549 ได้
รู้จักกิจกรรมNo Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง ต้านรัฐประหาร
โครงการ นี้จะดำเนินการระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม-19 มิถุนายน 2554 เส้นทางสีแดง No Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง ต้านรัฐประหาร (ราชประสงค์-อุดรธานี-เชียงใหม่-ชุมพร) 4 ภาค 42 วัน 39 จังหวัด ระยะทาง 3,693 กม. โครงการเส้นทางสีแดง(Red Path) นำทีมโดยคุณ FORD จัดกิจกรรม รายละเอียดคลิ้กที่ที่ภาพโปสเตอร์ด้านบน
ผู้สนใจติดต่อ 081-5836964 ผู้สนใจบริจาคสมทบทุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรม เพื่อนำไปเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ธนาคารกรุงเทพ สาขาอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง ชื่อบัญชี นายสมชัย เหยี่ยวฟ้า บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 940-0-38411-2
*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-รายงานกิจกรรมNo Coup, Fair Electionรณรงค์เลือกตั้ง-ต้านรัฐประหาร3,693กม.ทั่วประเทศ วันที่8-15พ.ค.54
-รายงานกิจกรรมNo Coup, Fair Electionรณรงค์เลือกตั้ง-ต้านรัฐประหาร3,693กม.ทั่วประเทศ(เส้นทางจากปราจีนฯ-ชัยภูมิ)
-No Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง-ต้านรัฐประหาร:จดหมายจากปลายฟ้าถึงยิ่งลักษณ์
-Red Pathปั่นถึงหนองคาย:เยี่ยมครอบครัวแม่หม้ายกับลูกกำพร้าวีรชน ฝากความหวังยิ่งลักษณ์เยียวยา
-ปากคำเหยื่อใจร้าววัดปทุมฯ และคำให้การพ่อแม่วีรชนซอยรางน้ำ
-Red Path:ปากคำพยานเหตุการณ์สังหารหมู่วัดปทุม
-Red Pathเยี่ยมนักโทษเสื้อแดง:ผู้ก่อการร้ายแม่มึงดิ
-Red path:เสียงชาวบ้าน"VOTE NO? บ้าไปแล้ว"
-กลุ่มเส้นทางสีแดงขอโทษกรณีขึ้นเวทีเสื้อเหลือง
ที่นี่ความจริงกับ2อาจารย์สาว:ที่นั่นความเท็จ
ที่มา Thai E-News
การที่พรรคประชาธิปัตย์จะไปปราศรัย ไม่ได้เป็นการเหยียบย่ำศพของผู้เสียชีวิต โดยข้อเท็จจริง พื้นที่ราชประสงค์ไม่มีใครเสียชีวิต เพราะเจ้าหน้าที่ไม่เคยเข้าไปสลายการชุมนุมในพื้นที่ราชประสงค์เลย
(ข่าว: อภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์สื่อ,ภาพ:ชายคนหนึ่งถูกสังหารนอนตายหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ บริเวณที่พรรคประชาธิปัตย์จะใช้เป็นเวทีปราศรัย)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Asia Update TV
รายการที่นี่ความจริง วันที่ 20-21 มิถุนายน ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN ดำเนินรายการโดยนักวิชาการสาวหัวใจประชาธิปไตย ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน)และ รศ.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม)
รายการที่นี่ความจริง วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน 2554:ที่นั่นความเท็จ
การที่คนเสื้อแดงได้ไปทำกิจกรรมแพล้งค์กิ้งกันที่สี่แยกราชประสงค์ ในวันที่ 19 มิถุนายน เพื่อรำลึกถึงผู้ล้มตาย และให้สังคมระลึกรู้ไว้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยชีวิตผู้คน จำนวนมาก
ขณะเดียวกันที่ราชประสงค์นี้ หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ รักษาการนายกรัฐมนตรี ประกาศจะหาเสียงที่แยกราชประสงค์ โดยอ้างว่าจะชี้แจงเหตุการณ์ แต่ความจริงคือแก้ตัวเรื่องฆ่าคนตาย และพยายามเกาะกระแสคนเสื้อแดงเพื่อสร้างภาพให้ตนเอง หลังจากที่ทำตัวดีแต่พูด ดีแต่โพสต์ โกหก แก้ตัวไปวัน ๆ หนึ่ง
ซึ่งย่านราชประสงค์นี้ เป็นย่านของชนชั้นกลางที่ไม่สนใจการเมืองเท่าไหร่ และเห็นได้ชัดว่าประชาธิปัตย์ต้องการตีฐานเสียงของคนกลุ่มนี้ และใส่ร้ายว่าฝ่ายประชาธิปไตย พยายามเชื่อมโยงการเผาห้างเซนทรัลเวิร์ลด์ (ที่ยังตอบไม่ได้ว่าใครทำ) กับการเผากรุงศรีอยุธยา ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการใส่ร้ายฝ่ายรงข้ามและหาเสียงอย่างไม่สร้างสรรค์
ในเรื่องของการใส่ร้าย ก็ยังมีพวกคนบางกลุ่มมาตัดต่อภาพใส่ร้ายนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและวคุณยิ่งลักษณ์ ซึ่งจัดการโดยอดีตนักวิชาการ ซึ่งยิ่งตอกย้ำให้เห็นความคิดที่ไม่สร้างสรรค์ของฝ่ายอำมาตย์
ขณะที่ในสื่อต่างประเทศนั้น ต่างก็ให้ความสำคัญกับคุณยิ่งลักษณ์อย่างเต็มที่ และส่วนใหญ่แล้วก็นำเสนอในแง่ดี นำเสนออย่างสร้างสรรค์ด้วย แถมยังนำเสนอในเชิงลึก อย่างในเรื่องของหมู่บ้านคนเสื้อแดงด้วย แต่ทางรัฐบาลและกองทัพไทยเองกลับมีการโจมตีโดยไม่สนใจเนื้อหาสาระ พยายามจะผลักดันหมู่บ้านเสื้อแดงออกจากประเทศให้กลายเป็นรัฐอิสระ
ขณะที่กลุ่มพันธมิตรยังคงเรียกร้องให้กองทัพโค่นรัฐบาล ล้มการเลือกตั้งไปเรื่อย ๆ หากกองทัพเชื่อฟังพันธมิตรต่อไปเหมือนที่เคยในเรื่องสงครามไทย-กัมพูชาและ เรื่องอื่น ๆ ก็คงจะเป็นเรื่องอันตราย ที่ทำให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งการเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ เกรงว่าจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่เป็นกระบวนการเพื่อทำลายประชาธิปไตย
สุดท้าย ในกิจกรรมการเข้าเยี่ยมนักโทษการเมืองผู้ถูกคุมขัง ขอให้พี่น้องเสื้อแดงอย่าส่งเสียงดัง เพราะเป็นการรบกวนผู้อื่น และอาจทำให้คนเหล่านั้นเกิดไม่ชอบคนเสื้อแดงขึ้นมาได้
รายการที่นี่ความจริง วันอังคารที่ 21 มิถุนายน 2554:สารพัดกลโกงเลือกตั้ง
มีข่าวลือว่าจะมีการลงเทียนไขใส่ช่องกาบัตรของพรรคบางพรรค ทำให้ไม่สามารถกากบาทลงในช่องนั้นได้ และการพิมพ์โลโก้ของพรรคเพื่อไทยขนาดเล็ก ก็ทำให้คนจำนวนมากกว่า 30 % เข้าใจผิดและกาใส่ช่องโลโก้ ทำให้บัตรเสีย ซึ่งกกต. ก็ทำเป็นหูทวนลมกับเรื่องนี้ แถมยังหนีไปต่างประเทศ ไม่ยอมฟังเรื่องร้องเรียนเรื่องบัตรเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส
นอกจากนี้การที่กกต.อ้างว่านี่เป็นโลโก้ที่พรรคส่งให้เอง โลโก้ของพรรคที่ปรากฏในเว็บไซต์ของกกต. กลับมีขนาดใหญ่ เห็นได้ชัดเจน
แถมนางสดศรี สัตยธรรมยังมีการออกมาข่มขู่ประชาชนว่าถ้าโวยมากจะให้ทหารปฏิวัติเสียอีก
นอกจากนี้ยังอาจมีการทุจริตสวมชื่อ เล่นไม่ซื่อกับชื่อ หาทางเอาชื่อคนไปไว้ที่เขตอื่นแล้วจึงสวมสิทธิ ดังนั้นประชาชนจึงสมควรตรวจสอบรายชื่อของตนเองให้พร้อมก่อนเลือกตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ชื่อของเราขาดหายไป หรือมีชื่อคนอื่นปรากฏเกินขึ้นมาเพื่อสวมสิทธิ นอกจากนี้การเลือกตั้งล่วงหน้าก็ต้องมีการตรวจดูด้วย เพราะต้องมีผู้คนจำนวนมากมาในแต่ละเขต ซึ่งทำให้เกิดบรรยากาศชุลมุนและอาจจะเอื้อต่อการโกงได้ รวมถึงการเลือกตั้งนอกเขต
สำหรับผู้ที่ถูกคุมขังในเรือนจำตามคำสั่งศาลแล้ว ไม่มีสิทธิที่จะเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าติดใจ เพราะการเลือกตั้งเป็นสิทธิมนุษยชน และการตัดสิทธิในการเลือกตั้งเป็นการตัดสิทธิในความเป็นมนุษย์
และเป็นเรื่องที่ประชนจะต้องเรียกร้องเพื่อความเท่าเทียมในสิทธิข้อนี้
ธิดาเขียน "จากใจคนไทยถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอนที่1 นกน้อยในกรงทอง
ที่มา Thai E-News
นาย แพทย์สลักธรรม โตจิราการ เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกของนางธิดา ถาวรเศรษฐ มารดา ที่เขียนถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยใช้ชื่อจดหมายว่า "จากใจคนไทย ถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอนที่ 1 นกน้อยในกรงทอง " ซึ่งเป็นการเขียนหลังจากที่ นางธิดา อ่านบันทึกเปิดใจฉบับต่าง ๆ ของนายอภิสิทธิ์ โดยระบุว่า จากบันทึก 4 ฉบับ ทำให้เข้าใจลักษณะนิสัยของนายอภิสิทธิ์ ได้ดีมากยิ่งขึ้น
ที่มา Voice TV

โดย ธิดา ถาวรเศรษฐ
22 มิถุนายน 2554
นี่ น่าจะเป็นครั้งแรกที่เขียนจดหมายถึงคนคนเดียว แต่ขอเขียนแทนประชาชนคนไทยจำนวนหนึ่ง(เป็นจำนวนมาก) อ่านจดหมายสื่อสารของ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เขียนจากใจถึงคนไทยทั้งประเทศ ฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 4 ขอให้เขียนต่อไปให้มากๆ คนไทยจะยิ่งรู้จักธาตุแท้ของท่านมากยิ่งขึ้น
ความจริงไม่ใช่ความผิดของคุณอภิสิทธิ์ทั้งหมด เพราะคุณอภิสิทธิ์ เป็นตัวแสดงที่ถูกทำให้มารับหน้าที่ นายกรัฐมนตรีในเวลานี้ อันเป็นตัวละครสำคัญ ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเกิดการขัดแย้งรุนแรง ระหว่างชนชั้นนำในระบอบอำมาตยาธิปไตยกับประชาชนไทย พรรคการเมืองตัวแทนฝ่ายอนุรักษ์นิยมจึงต้องเป็นรัฐบาลให้ได้ และเป็นให้ยาวนานที่สุด เพื่อรักษาอำนาจในการปกครองไว้ในมือของชนชั้นนำในระบอบอำมาตยาธิปไตย โดยกองทัพของชนชั้นนำในระบอบอำมาตยาธิปไตยเช่นกัน
และ เมื่อพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีหัวหน้าพรรคชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ถูกดึงขึ้นมาต่อสู้เทียบเคียงกับทักษิณ ชินวัตร โดยเชื่อว่า สดกว่า หนุ่มกว่า มีการศึกษาสูงแบบผู้ดีอังกฤษ คุณอภิสิทธิ์ จึงกลายเป็นตัวเอกของเวทีรัฐสภาและมีบทบาทเป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะตัวแทน ชนชั้นนำ ในระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่เขาคิดว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว เช่นเดียวกับเหตุการณ์การตั้งนายกฯสุรยุทธ จุลานนท์
จากภูมิหลังของครอบครัวที่จัดเป็นคนชั้นสูงในสังคม โดยฐานะทางชนชั้น การศึกษาตามแบบฉบับชั้นดีเลิศของอังกฤษ ผ่านโรงเรียนและมหาวิทยาลัยของชนชั้นสูงอังกฤษ การมีสภาวะแวดล้อมของกลุ่มอนุรักษ์นิยม สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจสังคมไทยในมิติอื่น ยกเว้นมิติของกลุ่มคนในหมู่พวกและชนชั้นตนเท่านั้น
ตาม ที่คุณอภิสิทธิ์ อ้างถึงคนที่เชียร์ให้กำลังใจคุณอภิสิทธิ์ให้(ทน)อยู่ในฐานะนายกฯต่อไป และไม่พอใจถ้าคุณอภิสิทธิ์ไปเจรจากับคนเสื้อแดง หรือดูเหมือนอ่อนข้อเมื่อประกาศจะยุบสภาก่อนเวลาสิ้นสุดแท้จริง เช่น “อย่าเสียใจ อย่ายุบสภา อย่าลาออก ท่านนายกฯทำดีที่สุดแล้ว” หรือ “อย่าลาออก พวกมันยิงกันเอง” คุณอภิสิทธิ์อ้างว่า “ได้รับกำลังใจจากประชาชนจำนวนมาก ที่ส่งข้อความเข้าโทรศัพท์มือถือของผม เป็นแรงใจให้ผมมีความเข้มแข็ง ยืนหยัดต่อสู้เพื่อบ้านเมืองของเรากลับสู่ความสงบให้ได้และข้อความอีกมากมาย ที่ส่งมาให้กำลังใจ เป็นเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจที่อ่อนล้าของผม ให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง”
หรือบางตอนที่เขียนว่า “ผมท้อไม่ได้ และผมไม่มีสิทธิ์ถอย เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็เท่ากับว่าผมทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน”
ปัญหา ของคุณอภิสิทธิ์ก็คือ การอยู่ในสภาวะแวดล้อม ในแวดวงของประชาชนกลุ่มที่จำกัด แวดวงบริเวณยอดของรูปปิรามิด แห่งสังคมไทย ไม่ได้สัมผัสกับประชาชนแห่งฐานปิรามิดที่เป็นรากหญ้า รากฐานของสังคม ในอดีตแม้จะเป็นนักการเมืองที่ลงหาเสียงในกรุงเทพมหานครฯ แต่ก็เป็นการหาเสียงกับคนเมืองเฉพาะส่วนเท่านั้น ทั้งเป็นเวลาที่อ่อนวัยและไม่มีความรับผิดชอบใดๆ การสัมผัสประชาชน จึงเป็นคนละบรรยากาศกับในปัจจุบันที่เป็นนายกรัฐมนตรีท่ามกลางกลุ่มคาว เลือด ศพ ของประชาชนมือเปล่าที่ถูกฆ่า และเสียงตะโกนจากคุกที่คุมขังประชาชน โดยใช้เพียงการตั้งข้อหารุนแรงปราศจากหลักฐานใดๆ
เมื่อ ต้องลงสู่ท้องถนน เพราะต้องออกหาเสียงช่วยลูกพรรคทั่วราชอาณาจักร ได้สัมผัสกับประชาชนทั่วไปในสถานการณ์ใหม่ หลังการปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง จึงต้องเผชิญความจริงที่ว่า มีประชาชนเคืองแค้น ถามหาความรับผิดชอบในเหตุการณ์ปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนในปีที่ผ่านมา หรือมีแววตาแสดงออกถึงความเกลียดชัง มีการถือป้าย “ดีแต่พูด” แสดงออกเช่นนี้อยู่ทั่วไป แม้แกนน้ำ นปช. ไม่ว่าจะเป็นคุณณัฐวุฒิ หรือดิฉันเอง ได้ขอร้องมวลชนคนเสื้อแดงว่าไม่ควรขัดขวางการหาเสียง แต่ก็มีสิทธิอันชอบธรรมในการทวงถามความยุติธรรมและความรับผิดชอบในฐานะที่ คุณเป็นนายกรัฐมนตรี
ด้านหนึ่งก็คงจะกระทบกระเทือนจิตใจของคุณอภิสิทธิ์พอสมควร จึงเขียนในเฟซบุ๊ค จากใจอภิสิทธิ์ถึง
คนไทยทั้งประเทศ อีกด้านหนึ่งก็แสดงการเคืองแค้นอย่างรุนแรงของคุณอภิสิทธิ์ที่โต้เถียง ประชาชนไม่ลดละ
ยุทธ ศาสาตร์การหาเสียงด้วยการเสนอนโยบายที่ลอกจากพรรคอื่นๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นการโจมตีคนเสื้อแดง และรุกไล่โจมตีผู้สมัครหมายเลข 1 เพื่อไทย ในข้อหาเชื่อมโยงกับคุณทักษิณ ชินวัตร ท่วงทำนองนี้คล้ายกับตอนจัดการคุณทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน คือเป็นท่วงทำนองของผู้เป็นรอง รุกไล่โจมตีผู้มีพลังมากกว่า นี่แสดงถึงความวิตกจริตอย่างหนักของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเอง วาทกรรม “เผาบ้านเผาเมือง” จึงถูกนำมาใช้เป็นหลักในการกล่าวอ้างกับประชาชนว่าคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ สมัครในพรรคคู่แข่ง คือผู้เผาบ้านเผาเมือง หลังจากวาทกรรม ล้มเจ้า ที่นำมากล่าวหาคนเสื้อแดง ถูกเยาะเย้ยด้วยผังล้มเจ้าเหลวไหล ที่เอามาอ้างเป็นเหตุให้จัดเป็นคดีพิเศษจัดการกับคนส่วนต่างๆ และแกนนำคนเสื้อแดง การแสดงออกของจดหมายจากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ ที่เขียนออกมาจนถึงปัจจุบัน(21มิ.ย. 54 ) จำนวน 5 ฉบับแล้วนั้น ล้วนแสดงออกถึงการพยายามแก้ตัวในสถานการณ์ต่าง ๆ กัน
ในฉบับแรก ตอนที่1 การเมืองสลับขั้ว สู่เส้นทางนายกรัฐมนตรี ก็จะเป็นการแก้ตัวเรื่องที่มาของรัฐบาลที่จัดตั้งในค่ายทหาร
ตอน ที่ 2 กฏเหล็ก 9 ข้อ สู่บรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง ก็บรรยายในลักษณะอวดตัวและเหยียบย่ำพรรคร่วม แนวทาง 9 ข้อ ก็อ้างพระบรมราโชวาท เพื่อนำมาใช้อวดตัวในด้านความซื่อสัตย์สุจริต และความล้ำเลิศอื่นๆ
ฉบับที่ 3 ก็แก้ตัวในเหตุการณ์ 10เมษายน 2553 และฉบับที่ 4 แก้ตัวเรื่อง 91ศพ สังเวยความต้องการใคร
ทั้ง 4 ฉบับ ลักษณะร่วมกันคือ เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น การเลือกพูดเอาเหตุผลที่เข้าข้างตน โจมตีคนอื่นด้วยวาทกรรมที่มาจากข้อมูลที่ไม่ใช่เรื่องจริง การแก้ตัว ปฏิเสธความรับผิดชอบ และกล่าวโทษผู้เป็นคู่ต่อสู้ทางการเมือง โดยอาศัยการพูดที่ไม่คำนึงถึงหลักฐานข้อเท็จจริงทั้งปวง ที่จริงเป็นการทำลายคุณอภิสิทธิ์ ทำลายพรรคประชาธิปัตย์เอง เพราะเวลา1ปีที่ผ่านมา หลักฐานข้อมุลที่ชัดเจนได้ปรากฏในสังคม ประชาชนรับรู้ และพิพากษาไปแล้ว นี่ก็จะไปจัดปราศรัยใหญ่ที่สี่แยกราชประสงค์ในวันที่ 23 มิย 54.นี้ ก็ทำไม่ไม่จัดเอาในวันที่ 19 มิย 54. ไปเสียเลย จะได้เป็นการจัดงานรำลึกฉลองการปราบปรามประชาชนครบรอบ 1 ปี 1เดือน ถือเป็นการกล่าวกับวิญญาญวีรชนว่า เห็นไหม พวกแกตายฟรี ๆ พวกข้ายังอยู่ดี เป็นนายกรัฐมนตรีจนถึงบัดนี้ "






























