WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, June 23, 2011

จากใจนายจตุพร ถึงนายอภิสิทธิ์

ที่มา Voice TV

จากใจนายจตุพร ถึงนายอภิสิทธิ์

จตุพร ชี้ อภิสิทธิ์ หวังแต่ชนะการเลือกตั้ง จึงยัดเยียดข้อกล่าวหาให้กลุ่มคนต่าง ๆ จนไปเปิดปราศรัยที่ราชประสงค์

ผมนายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้ถูกคุมขังจากการกล่าวหาของเจ้าหน้าที่รัฐในความผิดฐานก่อการร้าย ได้มีโอกาสรับทราบบันทึกของนายอภิสิทธิ์เรื่อง “จากใจนายอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ” รวม 5 ตอน ที่เผยแพร่ในเฟซบุค ตลอดจนคำสัมภาษณ์ คำปราศรัยหาเสียงของนายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยกล่าวถึงเรื่องการสลายการชุมนุมของประชาชน “แนวร่วมประชิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” ทั้งบริเวณสี่แยกคอกวัวและสี่แยกราชประสงค์ และมีผู้เสียชีวิตจำนวน 91 ศพ บาดเจ็บ 2,000 กว่าคน และในวันที่ 23 มิถุนายน นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์จะไปปราศรัยที่ราชประสงค์ พฤติกรรมของนายอภิสิทธิ์ในช่วงระยะเวลานี้

นายอภิสิทธิ์คงลืมฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรีและความเป็นนายกรัฐมนตรีก่อนการ ยุบสภา เพราะความเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ในเวลานี้ นายอภิสิทธิ์คงคิดแต่เพียงอย่างเดียวว่าทำอย่างไร “พรรคประชาธิปัตย์จะชนะการเลือกตั้ง” เท่านั้น

แต่หากนายอภิสิทธิ์ ไม่ลืมฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ คงไม่พูดในลักษณะยัดเยียดข้อหาเผาบ้านเผาเมือง หรือข้อหาก่อการร้ายให้กับใคร หรือพรรคการเมืองใด เพราะในฐานะนายกรัฐมนตรีหรือรักษาการนายกรัฐมนตรีในเวลานี้ ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารไม่ควรชี้นำกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาล อีกทั้งรัฐธรรมนูญก็คุ้มครองว่า “ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้” นายอภิสิทธิ์ คิดเช่นนี้ นายอภิสิทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีคงไม่เผยแพร่เฟซบุคกล่าวหาใคร และนายอภิสิทธิ์ต้องบอกกับพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้มาเปิดปราศรัยใหญ่ที่แยก ราชประสงค์

แต่เพราะเหตุที่นายอภิสิทธิ์ มุ่งชนะการเลือกตั้งในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่สนใจ ไม่นำพาต่อตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี และไม่สนใจต่อคำพูดของตนเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 ที่กล่าวหานายกรัฐมนตรีในอดีตท่านหนึ่งว่า “ผมไม่นึกไม่ฝันว่า เรามีรัฐ ที่ได้ทำร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัส แล้วยังมีรัฐ ที่พยายามยัดเยียดความผิดกลับไปให้ประชาชนอีก เป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้ครับ บัดนี้ เขาสูญเสียไปแล้ว นายกฯ ไปยัดเยียดข้อหาใส่เขาอีก พฤติกรรมอย่างนี้ไม่มีทางนำพามาซึ่งความสมานฉันท์ ความปรองดอง”

ถามว่า การที่นายอภิสิทธิ์ไปยืนพูดปราศรัย ที่สี่แยกราชประสงค์ ในวันที่ 23 มิถุนายน นายอภิสิทธิ์ คงมิใช่คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เพราะหากนายอภิสิทธิ์ สำนึกว่าตนเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยแล้ว นายอภิสิทธิ์ก็จะต้องสำนึกถึงคำพูดของตนที่เคยกล่าวหา อดีตนายกรัฐมนตรีคนอื่น โดยเฉพาะคำพูดของตนที่ว่า “บัดนี้เขาสูญเสียไปแล้ว นายกฯ ไปยัดเยียดข้อหาใส่เขาอีก” และอยากจะถามว่า การที่นายอภิสิทธิ์ไปยืนปราศรัยยัดเยียดข้อหาให้กับผู้สูญเสีย แล้วนายอภิสิทธิ์โชคดีได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ถามว่านายอภิสิทธิ์จะนำพาความสมานฉันท์ ความปรองดองให้เกิดกับสังคมตามที่ตนเคยพูดไว้อย่างไร

เมื่อนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจที่จะเลือกปราศรัยที่สี่แยกราชประสงค์ ผมก็มีคำถามถึงนายอภิสิทธิ์ ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี (ซึ่งนายอภิสิทธิ์คงลืมไปแล้วในเวลานี้) มิใช่ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ดังนี้

1. “ใครฆ่าประชาชน”

(1) ชายชุดดำที่นายอภิสิทธิ์ กล่าวอ้างตลอดระยะเวลา 1 ปีเศษ นับแต่เกิดเหตุ เป็นใคร ทำไมถึงจับกุมไม่ได้ และในเวลาที่อ้างชายชุดดำเป็นผู้ก่อการร้าย มีทหารจำนวนมาก แต่ทำไมสามารถจับกุมชายชุดดำ ผู้ก่อการร้ายไม่ได้แม้แต่คนเดียว

(2) การฆาตกรรมหมู่ที่วัดปทุมวนารามจำนวน 6 ศพ “เขตอภัยทานของวัด” ทำไมทั้งคุณ และนายสุเทพ ได้ตอบอภิปรายในสภาอันทรงเกียรติไม่ยอมรับว่า ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 หลังจากเวลา 18.30 น. แล้วไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารอยู่บนรางรถไฟบีทีเอสอย่างแน่นอนและเด็ดขาด ข้างล่างก็ถอน ข้างบนก็ถอน ไปตั้งหลักอยู่ที่สถานีรถไฟฟ้าสยาม และยืนยันว่าการปะทะอยู่ที่มุมซ้าย ไม่ใช่ที่หน้าประตูวัด” รายละเอียดปรากฎตามบันทึกรายงานการประชุมสภาหน้า 251 – 253 และนายสุเทพ ยังอ้างตอบอภิปรายว่า “สงสัยว่ายิงกันเอง”

รายละเอียดปรากฎตามรายงานการประชุมสภา หน้า 257 ส่วนตัวคุณเองยังอ้างอีกว่า เป็นการยิงจากแนวราบไม่ใช่เป็นการยิงจากที่สูง คำพูดของคุณในฐานะนายกรัฐมนตรีและนายสุเทพ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ตอบญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภาอันทรง เกียรติแตกต่างกับคำพูดหรือคำให้การของทหารกองพันรบพิเศษที่ 1 กรมรบพิเศษที่ 3 ลพบุรี ได้แก่ 1. จ.ส.อ.สมยศ ร่มจำปา 2. ส.อ.เดชากร มาขุนทศ 3. ส.อ.ภัทรนนท์ มีแสง 4. ส.อ.สุนทร จันทร์งาม 5. ส.อ.ชัยวิชิต สิทธิวงษา 6. ส.อ.เกรียงศักดิ์ สีบุ 7. ส.อ.วิฑูรย์ อินทำ

แม้จะเป็นนายทหารชั้นประทวนก็ยังกล้ารับว่าในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 พวกตนปฏิบัติหน้าที่บริเวณวัดปทุมวนารามขึ้นปฏิบัติการบนรางรถไฟฟ้าตั้งแต่ สถานีสนามกีฬา ไปยังสถานีสยาม โดยมี พ.ต.นิมิตร วีระพงศ์ เป็นหัวหน้าภารกิจป้องกันหน่วยทหาร ร.31 พัน 2 รอ. ที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณวัดปทุมวนาราม จึงถามว่าคำพูดของพวกคุณ กับนายสุเทพที่ปฏิเสธว่า ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารบนรางรถไฟฟ้านั้น จะให้เลือกเชื่อพวกคุณ หรือทหารดังกล่าวที่ให้การไว้ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ

(3) หลักฐานสำคัญที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รวบรวมมาได้แก่

3.1 การที่กองพันรบพิเศษที่ 1 กรมรบพิเศษที่ 3 ลพบุรี มาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของ ศอฉ. ที่นายอภิสิทธิ์ตั้งขึ้น โดยมีนายสุเทพฯ เป็นผอ. ศอฉ. ร่วมกับพลเอกอนุพงษ์ฯ และพลเอกประยุทธ์ฯ คือ คำสั่งศูนย์ปฏิบัติการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ที่ 44/2553 เรื่องให้กำลังพลปฏิบัติภารกิจตามคำสั่งของ ศอฉ. ตั้งแต่ 8 เมษายน 2553 จนจบภารกิจ “หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ” เป็นหน่วยทหารที่ขึ้นตรงต่อกองทัพบก อย่างนี้แล้ว พลเอกอนุพงษ์ฯ และพลเอกประยุทธ์ฯ คงจะหนีความรับผิดชอบไม่พ้น ส่วนนายอภิสิทธิ์ฯ และนายสุเทพฯ ในฐานะผู้กำกับควบคุม ดูแล

ศอฉ. ไม่ต้องพูดถึง หนีความรับผิดชอบไม่ได้อยู่แล้ว หลักฐานที่ว่า ปรากฎตามคำสั่งศูนย์ปฏิบัติการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษที่44/2553 คุณจะยังปฏิเสธว่าคุณมิได้สั่งการให้ทหาร มาใช้กำลังอีกหรือไม่

3.2 หลักฐานสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ฆาตกรได้นำมาฆาตกรรมหมู่ประชาชนจำนวน 6 ศพที่วัดปทุมฯ คือ กระสุนหัวเขียว ในร่างผู้ตายหลายศพมีเศษหัวกระสุนเขียวฝังอยู่ในร่าง ซึ่งพ.ต.นิมิตร ฯได้ให้การไว้ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่า กระสุนปืนของชุดปฏิบัติการที่ใช้เป็นขนาด5.56มม. โดยเป็นชนิดM855 โดยจะแตกต่างจากกกระสุนปืนอย่างอื่นคือ ที่บริเวณหัวกระสุนจะเป็นสีเขียว สามารถมองเห็นได้ชัด และเบิกจ่ายให้กับชุดปฏิบัติการของพ.ต.นิมิตร ฯด้วย โดยเบิกกระสุนปืนดังกล่าวมาจากต้นสังกัดที่ลพบุรีนอกจากนี้ในรายงานการ ชันสูตรพลิกศพผลการตรวจวิถีกระสุนจำนวน3ศพ บ่งชัดว่า เป็นการยิงจากด้านบนลงด้านล่าง ไม่เป็นไปตามที่คุณพูดว่าเป็นการยิงในแนวราบ เช่นนี้คุณจะยังปฏิเสธว่าการตายของประชาชนที่วัดปทุมวนาราม มิใช่การตายจากทหารที่มาปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไปหรือไม่

3.3 เหตุใดการตายทั้ง 91 ศพ ไม่ผ่านกระบวนการในการทำสำนวนชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา มาตรา 150 ว่า “ผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใดและถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้าย ให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้” แม้แต่การตายของพันเอกร่วมเกล้าฯ ก็ไม่มีการชันสูตรพลิกศพ นับแต่มีเหตุตาย เป็นเวลาปีเศษแล้ว กรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานตำรวจแห่งชาติภายใต้การกำกับ ควบคุม ดูแล ของคุณและนายสุเทพฯ ก็โยนกันมาไม่สามารถส่งเรื่องให้ศาลทำการไต่สวนตามกฎหมาย ถามว่า ทำไมจึงไม่ให้ศาลไต่สวน พวกคุณกลัวอะไร ถ้าให้ผมตอบคุณคงกลัวว่า หากศาลไต่สวนแล้วเห็นว่าการตายเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐพวกคุณต้อง รับผิดชอบใช่หรือไม่

ทุกวันนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานตำรวจแห่งชาติคงไม่กล้าทำอะไรกับพวก คุณหรอก ในทางกลับกัน เมื่อพวกคุณไม่ให้มีการชันสูตรพลิกศพและไต่สวนตามกฎหมาย ถามว่าแล้วหากคุณมีสิทธิอะไรมายัดเยียดข้อกล่าวหาว่าใครเป็นคนฆ่าใคร หลักฐานหามีไม่คนที่เสียชีวิตก็ไม่มีอาวุธอยู่ในมือ พวกคุณก็ยังยัดเยียดข้อหาให้เขาอีก มันอยู่ในหลักนิติธรรมหรือไม่

2. กรณีการวางเพลิง

การวางเพลิง โดยเผาเซ็นทรัลเวิร์ลหรือตามจุดต่างๆของประเทศไทย ขณะนนี้เรื่องอยู่ในกระบวนการของศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาพิพากษาคดีแต่ทำไม คุณและนายสุเทพฯ จึงมาพูดใส่ร้ายผู้ชุมนุมเป็นผู้เผา ทั้งๆที่คุณและนายสุเทพฯ ทราบบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นอย่างดีว่าก่อนมีคำพิพากษาคดีอันถึงที่สุดแสดง ว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิด มิได้ การที่พวกคุณในฐานะเป็นผู้กุมอำนาจฝ่ายกล่าวว่าหาว่าผู้ชุมนุมและพวกผมเป็น ผู้ก่อให้เกิดการวางเพลิงทั้งๆ ที่ยังไม่มีการพิพากษาคดี พวกคุณจึงกล่าวหาเองและสรุปเองทั้งสิ้น จึงมีคำถามดังนี้

2.1 คุณในฐานะนายกรัฐมนตรีหัวหน้าฝ่ายบริหารก้าวล่วงตุลาการ หรือไม่ เพราะคดีเรื่องวางเพลิง คุณในฐานะหัวหน้ารัฐบาลใช้กลไกลกล่าวหาผู้ชุมนุมและพวกผมทำไม คุณไม่ปล่อยให้ศาลพิจารณาหรือพิพากษาคดีให้ถึงที่สุดเสียก่อน หากเป็นเช่นนี้ถามว่าคุณก้าวล่วงและละเมิดต่อการพิจารณาโดยการชี้นำกระบวน การยุติธรรมใช่หรือไม่

2.2 การเผาเซ็นทรัลเวิลด์มีชายฉกรรจ์แต่งกายคล้ายทหาร มีอาวุธครบมือ โดยมีระเบิดข่มขู่ใส่เจ้าหน้าที่ จนได้รับบาดเจ็บหลายคน เพื่อไล่ให้ออกจากศูนย์การค้า คนเหล่านั้นเป็นใครกล้าจับ คุณต้องตอบคำถามนี้

2.3 คุณต้องตอบคำถามของพันตำรวจโทชุมพล บุญประยูร เลขาธิการ สมาคมอาสาบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทยที่กล่าวว่า “ตลอดเวลา 2 เดือนเต็มเราได้ประสานไมตรีกับผู้ชุมนุมมาเป็นอย่างดี โดย เฉพาะพวกการ์ดแทบจะรู้จักกันทุกคน แต่ในวันเกิดเหตุเผาเซ็นทรัลเวิลด์ขอบอกว่าไม่เห็นหน้าคนเหล่านั้นเลย มีแต่พวกที่เรียกตัวเองว่า กองกำลังไม่ทราบฝ่าย กลุ่มนี้แหละที่เขาบอกว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นผู้ก่อการร้ายที่แม้แต่ตำรวจและทหารไม่กล้าแตะ ถามว่าทำไมคุณและนายสุเทพฯ ไม่สืบสวนจับกุมคนพวกนี้ คนกลุ่มนี้เข้าออกในที่เกิดเหตุโดยไม่มีใครกล้าทำอะไรพวกเขา เจ้าหน้าที่มีข้อมูลทุกอย่าง แต่ทำไมถึงจับคนร้ายไม่ได้”

2.4 เวลา 16.30 น. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถืออาวุธครบมือได้เข้าไปในเซ็นทรัลเวิลด์แต่ต้องถอย ร่นเนื่องจากมีผู้บุกรุกที่แต่งกายคล้ายทหารมีทั้งอาวุธและลูกระเบิด เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมความปลอดภัยของเซ็นทรัลเวิลด์รายงานให้ผู้บริการทราบ แต่ทำไมกองกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเข้ามารักษาความสงบในศูนย์การค้าต้อง ถอนตัวออกไปจากศูนย์การค้า และถามว่าทำไมทหารที่สี่แยกราชประสงค์ที่มีอยู่จำนวนมากในเวลานั้นไม่เข้ามา รักษาความปลอดภัยในศูนย์การค้า

2.5 ทำไมเจ้าหน้าที่รัฐ หรือ คุณ หรือ นายสุเทพฯ ที่มีหน้าที่ต้องสืบสวนสอบสวนหาความจริงจึงไม่ตรวจสอบหรือเรียกดูกล้องซีซี ทีวี (CCTV) จากห้างเกสรพลาซ่า,จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และโรงพยาบาลตำรวจ มาตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุเพราะกล้องทุกตัวสามารถมองเห็นเซ็นทรัลเวิลด์ และถนนโดยรอบเซ็นทรัลเวิลด์ได้ ทำไมไม่ตรวจสอบหรือกลัวว่าตรวจสอบแล้วจะกล่าวหาผู้ชุมนุมไม่ได้ การตรวจสอบสอบนี้รวมถึงคำถามไปยังห้างเซ็นทรัลเวิลด์ด้วยว่ากล้อง ซีซีทีวี (CCTV) ที่บันทึกเหตุการณ์ในอาคารของ เซ็นทรัลเวิลด์ เอาไปเก็บไว้ทำไม และเหตุใดจึงไม่รักษาสิทธิของตนกลัวอะไรจะเกิดขึ้น เพราะกล้องซีซีทีวี (CCTV) จากฝั่งเกสรพลาซ่า สามารถจับภาพตอนอาคารทางเชื่อมของ เซ็นทรัลเวิลด์ ยุบถล่มอย่างต่อเนื่องและมีภาพนาทีอาคารถล่มเท่านั้นที่ปรากฎสู่สาธารณะ ถามว่าภาพก่อนหน้านั้นตั้งแต่เช้า สาย บ่าย และเย็นของวันนั้นเกิดอะไรขึ้น จึงไม่อาจปรากฏสู่สาธารณะชน ทำไมความจริงในบางขณะเวลาจึงหายไปหรือมีอะไรอยู่ในภาพเคลื่อนไหวเหล่านั้น ที่สามารถบ่งบอกชี้วัดได้ว่า ใครเป็นผู้เผาเซ็นทรัลเวิลด์ พวกคุณ และ นายสุเทพฯจึงไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐสอบสวน

2.6 จริงหรือที่คนเสื้อแดงถูกฆ่าตายเพราะไปเผาบ้านเผาเมือง คำถามที่คุณต้องตอบคือ ทำไมคุณไม่สอบสวนว่าใครไล่เจ้าหน้าที่ตำรวจออกมา ใครไม่ให้นักดับเพลิงเข้าไปดับไฟเพราะถ้าเป็นคนเสื้อแดงเผาจริงคงต้องถูก ปราบปราม และหากจับไม่ได้ก็คงเป็นศพเกลื่อนในศูนย์การค้าแล้ว แต่นี่ไม่สามารถจับผู้วางเพลิงที่แท้จริงได้ส่วนที่ถูกดำเนินคดีอยู่ที่ศาล หาความจริงแล้วน่าจะเป็นแพะ ผมจึงถามคุณและนายสุเทพฯว่าจริงหรือไม่ที่มีการกล่าวว่า “ประเทศไทยของเราอย่าให้ใครมาเผา(แล้วห้ามเข้าไปดับ) อีก”

ผมหวังว่าแม้ในช่วงเวลานี้เป็นความยากลำบากในชีวิตของผมที่ถูกเจ้าหน้าที่ รัฐภายใต้การกำกับดูแลของพวกคุณมากล่าวหาผม แต่ผมก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแม้ผมจะต้องถูกจองจำ ชีวิตผม ครอบครัวของผม ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงของผมต้องมีความลำบากในชีวิตไปพร้อมกับผม แต่ผมหวังว่าในที่สุดแล้วความจริงและความยุติธรรมในสังคม ก็หวังว่าจะเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งผมจะรอวันนั้นด้วยความอดทน แต่ระหว่างที่รอพวก คุณควรจะได้ตอบคำถามที่ผมถามคุณด้วย

นายจตุพร พรหมพันธุ์

23 มิถุนายน 2554

ด่วนมาก.. จำเป็นต้องฆ่าทหารหรือคนเลวสัก 2-3 คน เพื่อรักษาชีวิตของประชาชนนับหมื่น

ที่มา thaifreenews

โดย rungsira

ด่วนมาก

“หากจำเป็นต้องฆ่าทหารหรือคนเลวสัก 2-3 คน
เพื่อรักษาชีวิตของประชาชน หมื่นคนแสนคน
เราก็จำเป็นจะต้องรีบทำ”

นี้คือ ภารกิจเร่งด่วน ที่ประชาชนผู้เรียกร้องความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพ
ต้องรีบชิงลงมือปฏิบัติเสียเดี๋ยวนี้ ก่อนที่จะสายเกินแก้ ดังเช่นอดีตที่ผ่านมา



ทุกกลุ่มทุกหน่วย ทั้งหลายของเสรีชน รับทราบและปฏิบัติด่วน
จงรวบรวมเรี่ยไรทุนทรัพย์ของพี่น้องทุกหมู่เหล่า เพื่อสนับสนุนภารกิจนี้ โดยยิ่งยวด
แล้วจัดทีม เด็ดหัวมัน ก่อนที่มันจะ ลงมือกระทำต่อหมู่เรา


"หากจำเป็นจะต้องฆ่าประชาชนสักหมื่นคนเพื่อปกป้องสถาบัน...ทหารก็จะทำ"
.... พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก(ทาส)



พวกมรึงประกาศได้ พวกกูก็ประกาศได้ และทำได้เช่นกัน
ไอ้ทหารทรราชย์ชั่ว


มรึงจะบ้ากันหรือไง ที่คิดว่าพวกกู จะท่องนะโม พุทโธ สังโฆ
...แล้วแผ่เมตตา กรวดน้ำ อภัยบาปให้พวกมรึง... ไอ้เหี้.ย



หรือ ใครจะงอมืองอตีนให้มันทำซ้ำซากแบบนี้อีก ก็เชิญ









Re:



ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 14.00 น.พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ออกมาให้สัมภาษณ์
ถึงการกล่าวสุนทรพจน์ ในระหว่างตรวจเยียมค่ายทหารแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ว่าเป็นเพียงเกมส์การเมืองที่ต้องการ
ลดเครดิสของตน โดยที่หนึ่งในคำกล่าวอ้างนั้น ได้ระบุไว้ว่า "หากจำเป็นต้องฆ่าประชาชนสักหมื่นคนเพื่อปกป้อง
สถาบัน "ทหารก็จะทำ" ซึ่งหลังจากคำกล่าวอ้างนั้นได้ถูกนำเสนอ ทำให้เป็นที่วิจารณ์ในโลก Inernet อย่างหนัก
สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งหลังจากตรวจสอบผู้ที่ถ่ายคลิปวิดิโอไว้ ได้พบว่าเป็นนักข่าว
ของทาง หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

.รุ่งศิลา
........................บทความ ศาสตราวุธ

วันนี้ชัดเจนมากสำหรับคำพังเพยที่ว่า "คนดีชอบแก้ไข คนจัญไรชอบแก้ตัว"

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

นั่งมองแนวทางการหาเสียงของยิ่งลักษณ์กับอภิสิทธิ มาตลอดเดือนเศษ มันแสดงให้เห็นสัจจะของคำพังเพยที่ว่า "คนดีชอบแก้ไข คนจัญไรชอบแก้ตัว" ชัดเจนยิ่ง

"เราจะไม่แ้ก้แค้น แต่เราจะแก้ไข" ถือได้ว่าเป็น Unique Selling Proposition ของ ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย เราไม่เคยได้ยินคำกล่าวอาฆาตแค้น เกี่ยวกับฆาตกรรมโหด ที่นายอภิสิทธินายสุเทพ ออกคำสั่งให้ทหารหน้าตัวเมียยิงแต่คนมือเปล่า อย่างประยุทธกับพวกกระทำในกรุงเทพ ฯ เมื่อปีที่แล้ว จากยิ่งลักษณ์เลยแม้แต่คำเดียว นอกจากอาจมีการปะทะคารมกับไอ้สารพัดสัตว์เทพเทือกและขี้ข้า ที่พยายามจะยัดข้อหาเผาบ้านเผาเมืองให้คนเสื้อแดงให้ได้ จากคนที่อยู่ในเหตุการอย่างญัฐวุฒิ เหวง หรือก่อแก้ว บางครั้งเท่านั้น เพราะถ้าไม่ด่าหรือเตะหมาบ้างแล้ว หมามันก็จะเห่าด้วยความลำพองใจต่อไป ให้เป็นที่หนวกหูรำคาญชาวบ้านเขาไปเรื่อย ๆ

นี่ แสดงว่าฆาตกรรมโหดประชาชนกลางเมืองครั้งนั้น ประชาชนรู้เช่นเห็นชาติพวกที่ร่วมกระทำกันไปทั่วแล้ว ไม่ต้องไปยัดเยียดข้อหาแบบที่สุเทพกับขี้ข้าพยายามทำกันอยู่ ประชาชนก็แสดงออกเองได้ ทั้งโดยการแสดงความชิงชังเวลาคนพวกนี้ไปหาเสียง และจะกระทำด้วยการลงคะแนนเสียงในวันเลือกตั้ง

ในขณะที่ ยุทธวิธีของพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิตอนแรกนั้น คือให้นายอภิสิทธินำเสนอนโยบายทั้งหลาย แล้วให้กลุ่มสารพัดหมาขี้เรื้อนที่นำโดยนายสุเทพ ใช้การใส่ร้ายป้ายสีเรื่องเผาบ้านเผาเมือง และขี้ข้ารับใช้นำอีกหลากหลายวิธีการ มารุมถล่มแบบหมาหมู่และหมาลอบกัด ตั้งแนวดิสเครดิตพรรคเพื่อไทยและยิ่งลักษณ์สารพัดเรื่อง แต่ผลที่ออกมานั้น ประชาชนไม่รับมุข กลับโต้กลับด้วยความเคียดแค้น กับเรื่องฆาตกรรมหมู่ประชาชนของทหาร ที่วางแผนยุทธการโดยดาว์พงษ์ ควบคุมการดำเนินยุทธวิธีโดยประยุทธ ฆาตกรในเครื่องแบบ ประชาชนโกรธแค้นมากและยังไม่ลืมเลือนอย่างที่พรรค ปชป เข้าใจ ต่างพากันออกมาด่าทอต่อต้าน จนกลบสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามดำเนินแคมเปญจน์ทุกรูปแบบไปหมด นี่เป็นปัญหาที่พรรคประชาธิปัตย์พบ ในเหตุการจริงบนท้องถนนและชุมชนที่พวกตัวเองออกไปหาเสียง

เมื่อรู้ว่า Problem คืออะไร ฝ่ายยุทธศาสตร์ ปชป ก็ระดมสมองเพื่อหา Solution ให้ได้ และมันจึงออกมาเป็นนโยบายแก้ภาพลักษณ์ฆาตกรของพรรค ด้วยการพยายามแก้ตัวว่า ตนเองไม่ใช่ผู้ผิดในการสั่งฆาตกรรมประชาชน เรียกง่าย ๆ ว่า "แก้ตัว" ขอ ให้ดูสิ่งที่พวกนี้ทำอยู่ ไม่ว่าจะเรื่องเฟซบุ๊กนายอภิสิทธิ เรื่องปราศรัยราชประสงค์ หรือแม้แต่การที่ไอ้หมอกระเด็นคนหนึ่งออกมาโต้กับคุณณัฐวุฒิในทีวี ผมยืนยันความเห็นที่ว่า เรื่องฆาตกรรมประชาชนครั้งนี้ เป็นปัญหาสำคัญที่สุดที่ประชาธิปัตย์ไม่มีวันแก้ตก อภิสิทธิเองก็กลุ้มมาก จนออกปากว่า เนื้อข่าวที่ออกมาโดยสื่อต่าง ๆ นั้น ให้ความสำคัญกับเขาน้อยกว่าคนที่มาต่อต้านเขาเสียอีก นี่แสดงว่า Trend ของต่อต้านพรรคนี้และตัวนายอภิสิทธิสูงมาก แม้แต่ในแวดวงสื่อมวลชน

เมื่อต้องหันมาวุ่นวายกับการ "แก้ตัว" ใน โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง โอกาสที่จะเพิ่มคะแนนเสียงด้วยข้อมูลทางบวกอื่นก็น้อยนิด ผมว่าเขาอาการหนักมาก จึงต้องเปลี่ยนมาใช้แนวทางนี้ ไม่อย่างนั้น ไม่มีใครสุ่มเสี่ยงแบบนี้หรอก เขากำลังหวังว่า "เผาบ้านเผาเมือง ไม่รักสันติ" จะเป็นยาดี เหมือนสมัยหักหลัง จำลอง ศรีเมือง ในสมัยพฤษภาทมิฬ แต่ขอให้ดูตัวเลข สส.ในครั้งนั้นด้วย พลังธรรมเพียงแต่ไม่ได้กวาด กทม.หมดเท่านั้น แต่เขาก็ได้ใน กทม.มากกว่า ปชป หลายที่นั่ง เขตที่ ปชป ได้นั้น ไม่ได้ชนะขาดเลย แต่เป็นเขตที่สมาชิกจัดตั้งของพรรคมีเยอะ คนในประชาธิปัตย์เองก็รู้ข้อมูลอยู่แก่ใจตัวเองดี

คำว่า "คนดีชอบแก้ไข คนจัญไรชอบแก้ตัว" เหมาะที่สุดที่จะอธิบายสภาพพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิในวันนี้ เมื่อเช้าผมบังเอิญกดไปเจอช่องที่ถ่ายทอด การเสนอวิสัยทัศน์ที่จัดโดยองค์กรณ์กลาง ที่ตัวผมเองเคยเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยอย่าไปให้ราคามากนัก พรรคเพื่อไทยส่งคุณยงยุทธ หัวหน้าพรรคไปร่วม องค์กรกลางก็จำเป็นต้องหยวน เพราะกลัวว่าถ้าเพื่อไทยไม่มา จะไม่มีคนดู แต่ที่อยากให้ข้อสังเกตุก็คือ ใบหน้าไร้ราศรีของนายอภิสิทธิ ที่ขึ้นกล่าวแสดงวิสัยทัศน์นั้นชัดเจนมาก โหงวเฮ้งที่สิ้นสภาพแบบนี้ มีอยู่แต่ในผู้ใกล้จะพ่ายแพ้เท่านั้นจริง ๆ

ยิ่ง ลักษณ์ขอแก้ไข แต่อภิสิทธิจัญไรได้แต่ขอแก้ตัวเท่านั้นในวันนี้ และสำหรับประชาชนทั่วไป ยากมากที่คำแก้ตัวเหล่านั้นจะฟังขึ้น เพราะพยานหลักฐานที่แสดงความอำมหิตของอภิสิทธิ สุเทพ อนุพงษ์ ประยุทธ ดาว์พงษ์ เหี้ยสังฆ่า ห่าสั่งยิง ฯลฯ นั้นมันกระจายไปทั่วเมืองไทยและทั่วโลกหมดแล้ว


Re:

โดย tongtata

ถูกต้องที่ซู้ดดดด . . คนดีชอบแก้ไข คนจัญไรชอบแก้ตัว!!

บัตรเลือกตั้งแบบนี้ อาจมีคนกาผิด เป็นล้านคน...สำคัญมาก คุณปู ต้องแก้ไขด่วน

ที่มา thaifreenews

โดย แมวอ้วนอ้วน



ขอตั้งกระทู้เรื่องบัตรเลือกตั้งอีกทีนะครับ เพราะผมมองว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ
พรรคเพื่อไทย อาจจะโดนปล้นชัยชนะ ไปต่อหน้าต่อตา หากคุณปู และทีมงาน ยังไม่รีบหาทางแก้ไข

เริ่มจากกระทุ้ที่ คุณควายไท. ได้ตั้งข้อสังเกตุไว้ ตั้งแต่ตอนจะพิมพ์บัตรแล้ว
ตามลิงค์นี้ http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=24337.0
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม หัวข้อ "ใครได้ข่าวนี้บ้างครับ.......บัตรเลือกตั้งที่พอกาเบอร์1แล้วจะกลายเป็นบัตรเสียทันที..!!!"


มาวันนี้พวกมันทำแล้วจริงๆ และผลของการออกแบบบัตรแบบนี้
จะทำให้พรรคเพื่อไทย เสียคะแนนได้เป็นล้านเสียงเลยนะครับ .....เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก



เพราะคนแก่เฒ่า ที่สายตาไม่ค่อยดีอาจกาผิดที่ได้ ทำให้กลายเป็นบัตรเสียได้
หรือคนที่มือไว เห็นเบอร์1 แล้ว กาที่ช่องหลังเบอร์1 ทันที ก็จะทำให้กลายเป็นบัตรเสียได้


นี่นับเป็นแผนชั่ว ที่จะปล้นชัยชนะของพรรคเพื่อไทย
เป็นการดูถูกประชาชน ไม่เคยคิดว่าประชาชนเป็นเจ้าของแผ่นดิน เป็นผู้เลือกตัวแทนของประชาชนมาบริหารประเทศ

ยิ่งผมมาเห็นภาพบัตรทั้ง 2 แบบ ที่เพื่อนๆ พยายามช่วยกันเผยแพร่ เพื่อป้องกันของการกาผิด
ผมยิ่งรู้สึก ว่า....ทำไมพวกมันชั่ง ชั่ว เลว ได้อย่างนี้

นี่เป็นการเจตนาออกแบบบัตร โดยใช้หลักจิตวิทยา เพื่อให้คนกาผิดที่จริงๆ




สังเกตุดูนะครับ
บัตรแบบแบ่งเขต (สีชมพู) จะออกแบบให้กาหลังช่อง หมายเลขทันที

แต่บัตรแบบบัญชีรายชื่อ (สีเขียว) ช่องที่ให้กาจะเว้นไปอยู่ท้ายสุด

เมื่อออกแบบอย่างนี้ ถือว่าเป็นการออกแบบที่ทำให้ไม่เป็น uniformity ทำให้คนต้องกาบัตร 2 ใบ ในลักษณะที่แตกต่างกัน
การออกแบบอย่างนี้ ทำให้โอกาสกาผิด มีได้สูง

เช่น เมื่อคุณกาแบบแบ่งเขต โดยการกาที่ช่องหลังหมายเลข แล้ว
มา กาแบบบัญชีรายชื่อต่อทันที คุณอาจ "เผลอ" กาที่ช่องหลังหมายเลข ด้วยเช่นกัน (เพราะช่องนี้ก็มีการพิมพ์โลโก้เล็กจนมองแทบไม่เห็น จนคิดว่าเป้นช่องว่างได้)

นี่หมายรวมถึงคนที่อ่านหนังสือออกนะครับ ส่วนคนที่อ่านหนังสือไม่ออก หรืออ่านไม่ละเอียด ยิ่งมีโอกาสกาผิดที่ได้ยิ่งขึ้น

พรรค เพื่อไทยต้องไม่ปล่อยเรื่องนี้นะครับ นี่เป็นเรื่องสำคัญมากๆ พรรคอาจเสียคะแนน เพราะบัตรเสีย สูงถึงเป็นล้านคะแนน ( คุณว่าคนไทย ชอบอ่าน หรืออ่าน instruction ต่างๆ ละเอียดไหม เป็นคนมือไวไหม )
ยิ่งคนที่รักเบอร์ 1 มากๆ เทใจให้เต็มร้อย ยิ่งอาจจะเผลอ กาผิดได้ คือพอเห็น เบอร์1 ก็กาให้ทันที ก็จะกลายเป็นบัตรเสียทันที

ฝากคุณปู และ ทีมงานพรรคเพื่อไทย เร่งหาวิธีแก้ไข ด่วน!!!

อย่าให้ พวกชั่ว มันมาปล้นชัยชนะของพรรค ที่ประชาชนจะมอบความไว้วางใจให้นะครับ

เบอร์ 1 ของ เบอร์ 1

ที่มา thaifreenews

โดย bozo




ยิ่งประกบกันบ่อยครั้งเท่าใด...
ก็จะเห็นความแตกต่างและความรู้สึกที่สัมผัสได้
ระหว่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี..กับคู่ชิงหญิง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ยิ่งลักษณ์..รับรู้ถึงการได้รับการตอบรับ..
ของกระแสและความปราถนาอันเร่าร้อนของประชาชน
ที่อยากจะพบกับความแปลกใหม่ของการเมืองไทย
และยิ่งลักษณ์ใช้ได้อย่างคุ้มค่าและเพิ่มพูนราคาให้กับตัวเองอย่างได้ผล

ยิ่งลักษณ์..สนุกกับการหาเสียง ไม่แสดงความห่วงใยว่าจะพ่ายแพ้หรือชนะ
ในการแข่งขันกันระหว่าง 2 พรรคหรืออาจจะกล่าวได้ว่า..
เธอไม่เห็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่ในสายตาหรือถือว่าเป็นคู่แข่งด้วยซ้ำไป

ด้วยท่วงท่าที่มั่นใจอย่างเต็มที่..ยิ่งลักษณ์..
พูดถึงนโยบายที่จะนำมาใช้ในการบริหารประเทศ..
การต่อยอดให้กับการดูแลประชาชนในแง่มุมต่างๆ
ไม่มีเรื่องราวใดที่เว่อร์จนเกินไป ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้..

ไม่น่าเชื่อว่า..คำถามแต่ละคำถามที่ตะโกนถามประชาชนของเธอนั้น
จะได้รับการตอบอย่างกึกก้องพร้อมเพรียงกัน..
ยิ่งลักษณ์ฉลาดที่จะตั้งคำถามง่ายๆ และโดนใจ..
แทนที่จะใช้การใส่ไคล้เสียดสีหรือส่อเสียดฝ่ายตรงกันข้าม

แบบอย่างที่ปราศจากพิธีรีตอง..การแสดงออกที่เป็นธรรมชาติ..
ภาพแห่งความเป็นแม่ของเด็กๆ เป็นน้องสาวคนเล็กของพี่ชาย..
เป็นพี่สาวใหญ่ของน้องๆ ทั้งหลาย..
จึงกลายเป็นแรงม้าที่เพิ่มขึ้นให้กับเครื่องยนต์ของพรรคเพื่อไทย..
ได้โลดแล่นไปอย่างโดดเด่นในแทบทุกสารทิศ..

ภาพโพกหัวด้วยผ้าแดงท่ามกลางหญิงมุสลิมที่เขตสงครามแห่งความขัดแย้งในภาคใต้..
จุดประกายแห่งความเชื่อมั่นว่า..ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีหญิงผู้นี้..
สงครามระหว่างกองทัพกับประชาชนในภูมิภาคนี้..น่าจะยุติลงได้

สงครามไม่น่าจะงอกงามต่อไปได้ในมิตรภาพแสนอบอุ่นระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิง..
ผู้หญิงที่เป็นแม่และแม่..

ฝ่ายตรงข้าม..ยิ่งสกปรกในการต่อสู้มากยิ่งขึ้นเท่าใด..
ความเห็นใจและสงสารยิ่งก่อรูปสร้างร่างกลับมาเป็นคะแนนให้กับ..
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร..และพรรคเพื่อไทยของเธอมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

เธอจึงสมควรเป็น..เบอร์ 1 ของ เบอร์1



http://www.bangkok-today.com/node/9353

Re:

โดย tongtata



เธอคือผู้นำสันติสุขมาสู่สามจังหวัดชายแดนใต้

′ราชประสงค์′

ที่มา ข่าวสด



โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

(ที่มา คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 22 มิถุนายน 2554)

แม้ทุกโพลพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พรรคเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้ง ในระดับ "นอนมา" ในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้

โพลของเพื่อไทยเองเปิดออกมาเมื่อวันอังคาร ระบุว่า ตอนนี้ ส.ส.เขตชัวร์ๆ อยู่ในกระเป๋าแล้ว 182 เสียง รอลุ้นอีก 75 เสียง

เท่ากับ 257 เสียง จาก ส.ส.เขตทั้งหมด 375 คน

ยังไม่นับปาร์ตี้ลิสต์ที่มีอยู่ 125 ถ้าเป็นไปตามที่เพื่อไทยคุยจริง การเมืองหลังวันที่ 3 กรกฎาคม จะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของสังคมไทย

แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ออกมาสวนด้วยมุขเดิมว่า คะแนนยังสูสี ปชป.ตามหลังอยู่เล็กน้อย ก็ทำให้คอการเมืองเป๋ไปเหมือนกัน

หรือป๋าเติ้ง บรรหาร ศิลปอาชา โต้โผชาติไทยพัฒนา ที่บอกว่าพรรคใหญ่ชนะกันสูสี

หักล้างผลสำรวจแบบกลับหลังหัน ถ้าไม่ลักไก่สุดสุด ก็แสดงว่า มี "ทีเด็ด" หรือข้อมูล "อินไซด์" ที่ยังไม่บอกใคร

และพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่ "ตะเกียงขาดน้ำมัน" ชั่วโมงบินในสนามเลือกตั้งโชกโชน เส้นสายเครือข่ายเชื่อมต่อขุมอำนาจต่างๆ ทำให้ดูหมิ่นประมาทไม่ได้

จึงต้องค้นคว้าหาข้อมูลกันต่อไป ว่าทำไมประชาธิปัตย์ยืนกรานมุขเดิมอย่างนั้น

ถ้าหาไม่ได้ คงต้องใช้วิธีเขียนแปะข้างฝา เอาไว้เช็กดูหลังเลือกตั้ง เหมือนตรวจลอตเตอรี่ อย่างที่รองสุเทพ เทือกสุบรรณ บอกเอาไว้

พรรค เพื่อไทยเที่ยวนี้ ดูจากภายนอกก็ยังเห็นได้ชัดว่าเตรียมตัวมาดี ระดมแม่ทัพนายกองกลับเข้าประจำการ มีการบริหารจัดการ การเคลื่อนไหวหาเสียงมีระบบ

ได้แคนดิเดตนายกฯหน้าใหม่ ฟอร์มดี เป็นผู้หญิงเข้ากับเทรนด์สากล ที่เป็นยุคของผู้บริหารหญิง เลยติดปีกไปกันใหญ่

ผสมผสานกับผลงานสมัยเป็นรัฐบาล และกรณีสลายม็อบ

การเลือกตั้ง 2554 กลายเป็นงานหนักของพรรคประชาธิปัตย์

คะแนนถดถอยหลายพื้นที่ ที่หนักและเหนือคาดหมายคือ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็น "กล่องดวงใจ" อีกใบของประชาธิปัตย์ นอกเหนือจากฐานแน่นปึ้กทางภาคใต้

ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องขยับตัว ยกเครื่อง ปรับแนวการหาเสียงใหม่

เพิ่มความเข้มข้นในการพูดจาทะลุทะลวงมากขึ้น

คอการเมืองบางท่านบอกว่า ไม่ใช่แนวใหม่อะไรหรอก ก็เป็นแนวเดิมๆ ของประชาธิปัตย์นั่นเอง

ไฮไลต์ของกลยุทธ์ใหม่ในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การปราศรัยที่ราชประสงค์

กลายเป็นวิวาทะกับพรรคเพื่อไทย ที่อ่านเกมว่า ประชาธิปัตย์ต้องการ "ชง" ให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่เป็นผลดีต่อการเลือกตั้ง

แต่ถึงขั้นนี้แล้ว พรรคประชาธิปัตย์คงถอยไม่ได้

ปัญหาในขั้นนี้คือ "ข้อมูล" ที่จะแสดงบนเวทีราชประสงค์ จะมีอะไรแปลกใหม่จากที่ชี้แจงกันมาเดิมๆ หรือไม่

ประ ชาธิปัตย์อุบอะไรไว้เพื่อจะเอามาเล่าบนเวทีนี้ เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายคงอยากได้ยินได้ฟัง เพื่อจะเปิดโลกทรรศน์ ความรับรู้เรื่องการสลายม็อบให้กว้างออกไปอีก

และสุดท้าย เวทีราชประสงค์จะช่วยพลิกสถานการณ์ หรือตอกย้ำความถดถอยให้กับพรรคไหน

หวังว่าคงมีโพลแท้หรือโพลเทียมสักสำนัก 2 สำนัก รอวัดผลให้ประชาชนได้ทราบกันด้วย

"พิชญ์"ชี้ กระแสตีกลับพท.ชนะปชป.เจอข้อหาเผด็จการเสียงข้างมาก สวน"โหวตโน"หมายเชิญสู่รัฐประหาร

ที่มา มติชน



ท่ามกลางกระแสการหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ทำให้บรรยากาศทางการเมืองยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ว่าจะเป็น การหาเสียง การปราศรัยที่ดุเดือดรุนแรง กระแสโพลต่างๆ รวมถึงการโหมกระแส โหวต โน


จากบรรยากาศทางการเมือง ที่หลายคนอาจจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยนั้น "อ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์" อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ "มติชนออนไลน์" ถึงมุมมองต่างๆ เกี่ยวกับพรรคการเมือง โดยเฉพาะช่วง สัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

อ.พิชญ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงเรื่องเดียว แต่มีอำนาจเหนือการเลือกตั้งอีกเยอะ ที่เข้ามาแทรกแซงอยู่ทุกวัน และก็มีอำนาจอีกกลุ่มหนึ่งที่มาจากบรรดาคนกลุ่มน้อยที่ไม่ได้เข้าสู่กระบวน การประชาธิปไตย เช่น ขบวนการปฏิรูปต่างๆ

โดยกลุ่ม เหล่านี้อาจจะอธิบายปัญหาโครงสร้างได้ดี และมีการจับมือกันเป็นพันธมิตรทางอ้อม แต่เสียงข้างมากของพรรคการเมืองก็ไม่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างได้เสมอ ต่อให้ชนะการเลือกตั้งแต่ยังมีโจทย์อื่นเข้ามา เพราะการเอาตัวรอดของพรรคการเมือง ควรจะรักษาหลักนิติธรรม ไม่เปลี่ยนกฎหมายเพื่อคนของตนเอง ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการเปลี่ยนกฎหมายทำไปเพื่อคนทุกคน มากกว่านั้นก็คือ ต้องอธิบายความถูกต้องให้ได้ในที่นี้อาจจะอธิบายความสงสัยให้กับทุกฝ่ายให้ ทราบ มีความชัดเจน กล้าหาญ โดยไม่ใช้เสียงข้างมากปิดปากคนอื่น


กระแส ตอนนี้ไม่แน่ไม่นอน และไม่ได้อยู่ที่หลักการทำโพลแล้ว เพราะว่าทุกสำนักผลออกมาตรงกัน อาจจะใช้หลักเดียวกัน หักปากกาเซียนได้เหมือนกัน ประเด็นใหญ่อยู่ที่เสียงของคนที่ยังไม่ตัดสินใจ ซึ่งเสียงนั้นอาจจะไม่ตัดสินใจจริงๆ หรือไม่อยากบอกก็ได้


จาก ปรากฎการณ์ที่พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนำ ไม่เป็นคุณกับพรรคเพื่อไทยเท่าไหร่ ควรจะออกมาจากความเซอร์ไพรส์มากกว่า ถ้าเพื่อไทยมีคะแนนนำก็จะตกเป็นเป้าใน 2 สัปดาห์สุดท้าย ทำให้การรณรงค์หาเสียงทำได้ยากขึ้น เพราะว่าทำให้คนที่ยังไม่ตัดสินใจเกิดความรู้สึกไม่อยากลงคะแนนให้พรรคเพื่อ ไทยมากกว่า

ผมไม่คิด ว่าพรรคที่ได้คะแนนนำจะแฮปปี้แต่เป็นผลย้อนกลับมายังตัว พรรคเอง และโดยธรรมชาติของการเลือกตั้งในระบบรัฐสภาพรรคการเมืองไม่ต้องการมีคะแนนนำ มากๆ การที่มีคะแนนนำมากๆ ในด้านกลับก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการได้ทันที เพราะว่าประเทศไทยต้องการเสียงข้างมากในการบริหารประเทศ แต่ความเสี่ยงของเสียงข้างมากก็จะเสี่ยง กล่าวคือ ถูกมองว่าเป็นเผด็จการเสียงข้างมากได้เสมอ


ถ้า พรรคการเมืองที่มีคะแนนนำไม่มียุทธศาสตร์ในการจัดการความ นิยมของพรรคตัวเอง ก็เป็นการนับถอยหลังตั้งแต่วันแรก อาจจะถูกมองว่าไม่ฟังเสียงส่วนน้อย กฎหมู่เหนือกฎหมายบ้าง สุดท้ายก็คือไม่เป็นผลดีกับพรรคเพื่อไทย (ถ้าชนะจริง) เพื่อไทยต้องให้หลักประกันว่า เสียงข้างมากไม่ได้หมายความว่าถูกต้อง แต่ว่าเสียงข้างมากหมายถึงโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถ บริหารประเทศโดยความต้องการของประชาชน แต่ไม่ละเลยเสียงส่วนน้อย ไม่ละเลยหลักยุติธรรมต่างๆ


เรื่องบางเรื่อง อาจจะใช้การตัดสินใจจากเสียงข้างมาก แต่เรื่องบางเรื่องเสียงข้างมากอาจจะถูกชักจูงได้ เพื่อไทยต้องมีนโยบายที่ยืดหยุ่นและรับฟังเสียงของคนอื่นด้วย แล้วถูกพิสูจน์มาหลายรอบแล้วว่า ในเมืองไทยเสียงข้างมากไม่ได้แปลว่าคนเท่ากัน ต่อให้เสียงข้างมากแล้วคนเท่ากันก็ละเลยเสียงข้างน้อยไม่ได้ เพราะมีสองฐาน แล้วก็มีอะไรนอกเหนือจากการเลือกตั้งอีกมาก แล้วก็มีอะไรที่ไม่ถูกนับโดยการเลือกตั้ง เช่น คนกลุ่มน้อย, NGO ซึ่งมีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ ในนามของคณะกรรมการปฏิรูป


ส่วน ความเคลื่อนไหวของกลุ่มทางการเมือง อ.พิชญ์ กล่าวกับมติชนออนไลน์ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ โหวตโนไม่ใช่ครั้งแรก ที่ผ่านมามีการโหวตโนอย่างเป็นทางการ มีนักวิชาการออกมาเคลื่อนไหว ถ้าพูดตามหลักการก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าพูดในแง่ของความเคลือบแคลงสงสัยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะการเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบทั้งหมด คนที่ไปเลือกก็ตามเลือกตามใจของตนเอง ฉะนั้นการเลือกตั้งต้องมีการรณรงค์ เพื่อทำให้เสียงของคนถูกอธิบายหรือมุ่งหมายไปทางใดทางหนึ่ง เช่น ต้องการเลือกคนนี้หรืออีกคน และการโหวตโนเป็นการเลือกตั้งที่ซับซ้อนขึ้น เช่น โหวตโนเพื่อไม่ให้คนนี้ได้เป็นส.ส. หรือเป็นการแสดงออกซึ่งความไม่พอใจเป็นหมู่คณะ มากกว่าการไม่ออกไปเลือกตั้ง


ฉะนั้นการโหวตโนครั้งก่อนกับครั้งนี้จึงต่างกัน ที่ผ่านมาแสดงออกต่างฝ่ายต่างพูด ไม่มีการเคลื่อนไหว มีนักวิชาการออกมาพูดประมาณว่าต้องการมีส่วนร่วม แต่ไม่ต้องการเลือกใคร แต่ครั้งนี้มีความสงสัย เพราะนำไปสู่การขัดขวางประชาธิปไตย เช่น การโหวตโนทำให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ถ้าเสียงไม่ครบ หรือการโหวตโนอาจจะเป็นหมายเชิญนำไปสู่การรัฐประหาร แต่ทั้งนี้ก็เป็นสิทธิ์ทำได้ และการโหวตโนต้องยอมรับการไม่เห็นด้วยได้เช่นกัน ข้อจำกัดของการกล่าวหาคนอื่นเพื่อให้การโหวตโนบรรลุวัตถุประสงค์ ตรงนี้สังคมสามารถวิจารณ์ได้ การรณรงค์โหวตโนโดยที่ให้เหตุผลร้อยแปด เหมารวมว่าคนเหล่านี้เป็นสัตว์ เป็นเรื่องที่ควรตรวจสอบ เป็นการกล่าวร้ายหรือไม่ กลุ่มโหวตโนเองก็ต้องมีคำตอบอธิบายด้วย

ถ้า คะแนนโหวตมีมากกว่าหรือมี เท่ากับปาร์ตี้ลิสต์ 1 คน และถ้าคนคนหนึ่งยอมโหวตโนมากกว่าการจะเลือกส.ส.เข้าไปทำหน้าที่ในสภาแล้ว คะแนนเสียงมีนัยยะทางการเมือง แต่ถามว่าเป็นเหตุทำให้การเลือกตั้งถึงขั้นไม่ชอบธรรมหรือไม่นั้น คงไม่ใช่


จากกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ปราศรัยที่แยกราชประสงค์ในวันที่ 23 มิ.ย. อ.พิชญ์ มองว่า สิ่ง ที่ไม่เข้าใจก็คือ เกือบจะโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งแล้ว ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ไปเน้นในเรื่องของปรุกกระแสเผาบ้านเผาเมือง แทนที่จะโจมตีนโยบายมากกว่า จากโพลล่าสุด นักเศรษฐศาสตร์เคียงข้างประชาธิปัตย์ แต่ไม่ได้หมายความว่านักเศรษฐศาสตร์ถูก เพราะนักเศรษฐศาสตร์ก็พลาดมาเยอะ อย่างน้อยประชาธิปัตย์มีวัตถุดิบ หรือเรื่องราวอีกมากที่ประชาธิปัตย์สามารถต่อสู้ โดยที่ตนเองยังมีคะแนนำพรรคเพื่อไทยได้ โดยเฉพาะเชิงนโยบาย เพราะเพื่อไทยมีนโยบายออกแนวก้าวไกลเกินไป และไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ จุดมุ่งหมายของนโยบายอีกอย่างหนึ่งก็คือ "กล้าคิดนอกกรอบหรือเปล่า" เพราะความเชื่อมั่นของสังคมจะเป็นพลังสำคัญ ที่จะผลักนโยบาย เพียงแค่ประชาธิปัตย์เล่นเกมเบาๆ ก็ดีอยู่แล้ว แต่ประชาธิปัตย์ไปเล่นเกมโดยที่คิดว่า คนยังไม่ตัดสินใจเลือกเยอะ เชื่อว่าคนที่ยังไม่เลือกอาจจะหันมาเลือก แต่ถ้าการขึ้นเวทีครั้งนี้ไม่มีข้อมูลใหม่กว่าที่เคยมีก็ทำอะไรไม่ได้เช่น กัน


อย่างน้อยฝ่ายตรงข้ามก็มีพื้นที่สื่อตอบ โต้เยอะ แม้สื่อมวลชนจำนวนมากอยู่ในสายของประชาธิปัตย์มากกว่า ฉะนั้นพรุ่งนี้เป็นเกมที่เสื่ยงมากของประชาธิปัตย์ เล่นแล้วไม่รู้คุ้มหรือเปล่า ท่ามกลางกระแสที่ว่าเพื่อไทยชนะ 20 กว่าเขตในกทม. และพรุ่งนี้ก็จะเป็นตัวชี้วัดหลายเรื่องอีกเหมือนกัน เช่น ผู้ประกอบการที่แยกราชประสงค์จะตอบโต้หรือไม่ เป็นต้น

การ ที่เพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลแล้วจะถูกล้มนั้น อ.พิชญ์ เสนอว่า เป็นโจทย์ที่เพื่อไทยต้องแก้ อย่าไปโทษคนอื่น สิ่งที่คุณทักษิณให้โจทย์มาไม่พอ คือ กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นธรรมกับคุณทักษิณ เพื่อไทยจะตอบแทนคุณทักษิณไม่ได้ทั้งหมด แต่เพื่อไทยต้องมีเวอร์ชั่นเป็นของตนเอง ต่อมาคือ คราวที่แล้วคุณทักษิณพลาดเพราะไม่ได้เอาพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาล ต่อให้เอาพรรคอื่นมาร่วม ก็เป็นแค่ก๊วนนักการเมือง สุดท้ายต้องตอบคำถามใหญ่ให้ได้ว่า "คอร์รัปชั่นกับประชาธิปไตยไปด้วยกันได้หรือไม่" ใช่ว่าเสียงข้างมากคือความถูกต้อง แต่เสียงข้างมากจะพิสูจน์ว่าถูกต้องได้อย่างไร

เสียง ข้างมากไม่มีหน้าที่ฟอก ใคร แต่ว่ามีหน้าที่ต่อกระบวนการกฎหมายอย่างไร ข้อไหนแก้ได้หรือแก้ไม่ได้ ถ้าแก้แล้วเอื้อต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็ไม่ถูกต้อง หากกฎหมายเอื้อทุกผ่าย หรือรื้อกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมก็เป็นสิ่งที่ดี ซึ่งทุกพรรคมีสิทธิ์ถูกยุบหรือรอดได้ทั้งนั้น ตราบใดที่ไม่แก้โจทย์ว่าเสียงข้างมากไม่ใช่ความถูกต้อง ควรคำนึงเสียงข้างน้อย คำนึงปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ถ้าเพื่อไทยไม่ชัด ไม่ได้เป็นปัญหาแค่เพื่อไทยอย่างเดียว แต่ยังเป็นปัญหาของอนาคตประชาธิปไตยด้วย จะอยู่ร่วมกันไม่ได้


เมื่อ เพื่อไทยเข้าไปเป็นรัฐบาลแล้ว ควรเริ่มต้นด้วยการปฏิรูปกองทัพ แต่ตนคิดว่า ไม่ควรเข้าไปแตะตัวผบ.ทบ. ปล่อยให้อยู่ไปจนถึงฤดูโยกย้าย แต่เข้าไปแก้กระบวนการจัดตั้งระดับสูงของกองทัพ ทำให้กระบวนการแต่งตั้งโปร่งใส มีคณะกรรมการที่ทุกคนยอมรับได้ เพื่อตอบคำถามว่า เอาใครมาคุมกองทัพ ถ้ามีความโปร่งใสว่าผบ.ทบ.มาจากไหน กล่าวคือ สังคมรับรู้กระบวนการ กระบวนการเลือกต้องมีคำตอบให้กับสังคม แต่ปัจจุบันไม่ใช่ นายกรัฐมนตรียังไม่รู้เลยว่าจะเลือกใคร ต้องไปปรึกษาใครต่อใครอีกหลายคน


ท้ายที่สุด แล้ว คนที่เป็นคู่ชิงตำแหน่งนายกฯต้องเข้าไปเสนอวิสัยทัศน์ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเอาความจงรักภักดีมาอ้างเพื่อขึ้นสู่อำนาจ ซึ่งทุกคนมีอยู่แล้ว มาพูดกันดีกว่าว่าจะแก้ปัญหาชายแดนอย่างไร แก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร เอาทหารออกจากการเมืองอย่างไร ใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร ที่ผ่านมาไม่เห็นวิสัยทัศน์ ตรวจสอบไม่ได้ เมื่อเป็นอย่างที่กล่าวมา จะทำให้ประชาชนเลิกมองว่าทหารดีหรือไม่ ประชาชนก็มีสิทธิ์พูดเรื่องทหารได้ ถ้ามีโครงสร้างการแต่งตั้งอย่างเป็นระบบ มีการปฎิรูป เราก็จะไม่ได้มองทหารว่าเป็นศัตรู มาดูนโยบายร่วมกัน


อย่าง ไรก็ตาม นักการเมืองทุกคนหรือพรรคการเมืองทุกพรรคต้องการที่จะหาเสียง อยากพูดคุย กับทหารทั้งนั้น อยากให้สังคมถามคำถามใหญ่ว่า หมดอำนาจของผบ.ทบ.คนนี้แล้ว โครงสร้างเดิมจะหายหรือไม่ ตราบใดที่ยังจะเปลี่ยนความมั่นคงให้กลายเป็นทบวงขึ้นมา

มากกว่า นั้น โจทย์ใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล แต่อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้เป็นประชาธิปไตยได้มากกว่า โดยก้าวพ้นเรื่องการถูกกล่าวหาและการขายเสียง และเสียงข้างมากจะถูกต้องได้อย่างไร

ป้ายใหม่เพื่อไทย เตือน“ระวังบัตรเสีย” เพราะกากบาทผิด

ที่มา มติชน



ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย ได้จัดทำป้ายรณรงค์หาเสียงชุดใหม่ เพื่อชี้แจงประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเครื่องหมายกากบาท (X) ลงในช่องลงคะแนนเลือกตั้งให้กับผู้สมัครหรือพรรคการเมือง เนื่องจากเกรงว่าประชาชนมีความสับสนกรณีบัตรเลือกตั้ง หลังจากได้รับหนังสืออนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างเป็นทางการให้ชี้แจงกับประชาชน โดยป้ายรณรงค์ชุดดังกล่าว มีข้อความว่า “ระวังบัตรเสีย” พร้อมรูปภาพคล้ายบัตรเลือกตั้ง เบอร์ 1 สัญลักษณ์ พท. พรรคเพื่อไทย แล้วมีคำว่าพรรคเพื่อไทย โดยมีช่องลงคะแนนเบอร์ 1 พร้อมสัญลักษณ์กากบาท ที่เบอร์ 1 ชัดเจน จากนั้นมีข้อความว่า “เลือกพรรคเพื่อไทย กากบาท (X) ในช่องหลังคำพรรคเพื่อไทยเท่านั้น” โดยพรรคเพื่อไทย กำหนดจะนำป้ายรณรงค์ดังกล่าวเริ่มออกเผยแพร่ ในจุดสำคัญๆ ทุกเขตเลือกตั้ง หลังคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เสร็จสิ้นกระบวนการยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ให้มีคำสั่งคุ้มครองให้ กกต.แก้ไขระเบียบเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ในวันที่ 23 มิถุนายน

อาชญากรรมการเมือง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


พอ เข้าโค้งสุดท้าย ความรุนแรงในการเลือกตั้งยิ่งเพิ่มมากขึ้น ไม่นับที่เปิดปราศรัยแยกราชประสงค์ ให้คนกรุงเทพฯ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่ได้กลัวเพื่อไทยตามที่ประชาธิปัตย์วาดหวังหรอก แต่กลัวไปหมด กลัวทุกฝ่าย

บางคนถึงกับมีบทสรุปว่า นักการเมืองใกล้หมดอำนาจ ดิ้นรนน่ากลัวจริงๆ

น่ากลัวกว่าม็อบเสียอีก!

ความรุนแรงที่ต้องพูดถึงอีกประการ คือการไล่ยิงไล่ฆ่าหัวคะแนน

คดีที่ใหญ่หน่อยคือการเด็ดชีพนายกเจี๊ยบ หัวคะแนนใหญ่ของภูมิใจไทยในลพบุรี ระดับมือขวาของเนวิน ชิดชอบ

ลงมือใจกลางเมืองกรุง ถือว่าอุกอาจมาก

ทางด้านตำรวจก็เต็มที่ ในวันเกิดเหตุผบ.ตร.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ไปดูด้วยตัวเอง

พร้อมกับมอบหมายให้พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต 2 รองผบ.ตร.มือสืบสวนสอบสวน เข้ามาคุมคดีเอง

ความที่คาบเกี่ยว 2 พื้นที่

นครบาลนั้น พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.น. พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 ระดมนักสืบทั้งนครบาลเข้าทำงาน

ประสานกับภูธรภาค 1 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง แกะรอยถึงพื้นที่ต้นตอความขัดแย้ง

ขณะที่คดียิงอดีตส.ส.ประชา ประสพดี พรรคเพื่อไทย แห่งสมุทรปราการ ซึ่งเกรียวกราวตั้งแต่ยุบสภาใหม่ๆ คืบหน้ามาตามลำดับ จนใกล้จับ

ไปๆ มาๆ มีตัวละครที่เกี่ยวข้อง ไปโผล่ทั้งคดียิงอดีตส.ส.ประชา และคดีฆ่านายกเจี๊ยบ!?

ทีมฆ่าทั้งสองคดี จึงมีจุดเชื่อมโยงกัน

ตอนนี้คดีอดีตส.ส.ประชาใกล้จับ อาจทะลุไปถึงคดีนายกเจี๊ยบด้วย

แต่แน่นอนทุกอย่างต้องขึ้นกับพยานหลักฐาน

ตำรวจต้องทำงานอย่างมืออาชีพ จะเร่งร้อนรวบรัดเพื่อเอาใจใคร ซึ่งต้องการนำผลคดีไปขยายทำลายพรรคคู่แข่งย่อมไม่ถูกต้อง

ทั้งดูเหมือนจะเร่งเร้าให้ผลคดีปรากฏในช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้งเสียด้วย!!

เมื่อเกิดการกระทำผิดตำรวจต้องรักษากฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ ญาติพี่น้องของนายกเจี๊ยบผู้เสียชีวิตและอดีตส.ส.ประชาที่ได้รับบาดเจ็บ ต้องได้รับความเป็นธรรม

แต่น่าเศร้า ที่อิทธิพลการเมืองพยายามเข้ามากดดัน ต้องการใช้ประโยชน์ในการเลือกตั้ง

คนโตในรัฐบาลรักษาการ ไม่น่าเผลอให้สัมภาษณ์ชี้นำตำรวจเลย

มันโจ่งแจ้งเกินไป!

ยังแรงได้อีก

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ไม่ว่าใครจะทัดทานอย่างไร

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพวกก็ยังยืนกรานที่จะเปิดเวทีปราศรัยแยกราชประสงค์ ในเย็นวันเดียวกันนี้อยู่ดี

ประชาธิปัตย์นั้นกำลังหน้ามืดขนาดหนัก

เนื่อง จากเดิมในการสำรวจโพลเลือกตั้งช่วงโค้งแรก ถึงจะชัดว่าเพื่อไทยเป็นฝ่ายนำ แต่ก็ยังเอาแน่นอนไม่ได้เพราะมีกลุ่มตัวอย่างยังไม่ได้ตัดสินใจกว่าครึ่ง

กระทั่งมาถึงคิวสวนดุสิตโพลล่าสุด

จากกลุ่ม ตัวอย่างกว่าแสนคนทั่วประเทศ ผลรวมก็ยังออกมาว่าเพื่อไทยทิ้งห่างประชาธิปัตย์ ร้อยละ 51.55 ต่อ 34.05 คิดเป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 64 ต่อ 43 ที่นั่ง

เหลือที่ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 2.38

น่า สนใจคือในพื้นที่กรุงเทพฯ สำรวจจาก 1 หมื่น กว่าตัวอย่าง ถือว่าไม่น้อย เพื่อไทยเป็นฝ่ายนำประชาธิปัตย์ ในระดับร้อยละ 52.05 ต่อ 34.15

ส่วนที่ยังไม่ตัดสินใจแค่ร้อยละ 1.85

นาย อภิสิทธิ์ กับประชาธิปัตย์ กำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยงกับป้ายทวง"คดี 91 ศพ" และป้าย"ดีแต่พูด" ที่สลอนไปทั่วทุกมุมเมือง เมื่อมาโดนซ้ำเติมจากโพล

ย่อมสติแตกเป็นธรรมดา

อาการคือขาดความยั้งคิด ไม่รู้สิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ เห็นผิดเป็นชอบ จิตใจสับสนว้าวุ่น คิดอยู่อย่างเดียวว่าเลือกตั้งครั้งนี้แพ้ไม่ได้

ไม่ต้องนับเพื่อไทยและแกนนำเสื้อแดง

แม้แต่นักวิชาการ นักการเมือง นักสันติวิธีหลายคนก็ยังมองไม่ออกถึงความจำเป็น ที่ประชาธิปัตย์ต้องไปเปิดเวทีปราศรัยแยกราชประสงค์

พื้นที่อ่อนไหวต่อความขัดแย้งมากที่สุดเวลานี้

ประชาธิปัตย์อ้างว่าต้องการไปปราศรัยเสนอแผนปรองดอง และชี้แจงข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความวุ่นวายเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553

ถ้าอย่างนี้ต้องถามว่าแล้ว 1 ปีที่ผ่านมาคืออะไร

หลายคนกำลังสงสัยว่ากระแส"ยิ่งลักษณ์" พุ่งแรงถึงจุดสูงสุดหรือยัง จะแผ่วตีนปลาย หรือว่ายังแรงขึ้นได้อีก

ในมุมกลับกันก็จับตาว่ากระแส"อภิสิทธิ์" จะพลิกฟื้นสถานการณ์ที่ตกเป็นรอง กลับมาตีตื้นได้หรือไม่

บางทีการปราศรัยวันนี้คือคำตอบ

แต่ข้อสังเกตจากผลสำรวจสวนดุสิตโพล วันนี้พบว่าคนส่วนใหญ่ได้ตัดสินใจเรียบร้อยแล้วว่าจะเลือกใคร พรรคใด

ดังนั้น ในการปราศรัยครั้งนี้อย่างมากประชาธิปัตย์ก็แค่เสมอตัว

เผลอๆ ยังจะร่วงแรงกว่านี้ได้อีก