WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, June 25, 2011

เอกสารลับ ยุทธการกระชับวงล้อม 14-19 พ.ค.53 ( ตอน 2)กระสุนจริงและสไนเปอร์

ที่มา มติชน













หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสารเสนาธิปัตย์ กรมยุทธศึกษาทหารบก ปีที่ 59 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2553 เป็นบทความที่เขียนขึ้นเพื่อประกอบการจัดทำ”เอกสารแนวทางในการปฏิบัติทาง ทหาร: กรณีศึกษาการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในเมือง” จากความริเริ่มของพล.ท.สิงห์ศึก สิงห์ไพร เพื่อกำหนดบทบาทของกองทัพบกในการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบในเมืองรูปแบบใหม่


(ตอน2)

ความสำเร็จทางยุทธการ : การกระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์


1.แผนยุทธการมีพื้นฐานและสอดรับกับความสำเร็จทางยุทธศาสตร์ทางทหารและนโยบายของรัฐบาล

2.แผนยุทธการมีการวางแผนเป็นขั้นตอนรัดกุมมีเสรีในการปฏิบัติตามกรอบเวลามีการวางแผนและปฏิบัติโดยปราศจากแรงกดดันด้วยเวลา

3.การ ปฏิบัติการข่าวสารนับว่าเป็นผลในระดับยุทธการ ทั้งในส่วนการสร้างขวัญและกำลังใจของฝ่ายปฏิบัติการ และลดขวัญกำลังใจของกองกำลังไม่ทราบฝ่าย

4.ความสำเร็จของการ ปฏิบัติงานด้านการข่าวในพื้นที่กลุ่ม นปช.ทำให้สามารถใช้หน่วยได้ตรงกับขีดความสามารถและถูกต้องเหมาะสมกับภารกิจ ยกตัวอย่าง การใช้หน่วยสไนเปอร์ของทุกกรม โดยเฉพาะกับพื้นที่ตึกสูงตามเส้นทางถนนวิทยุและสายสารสิน

5.ความ สำเร็จในการจู่โจม แม้ว่าแผนยุทธการครั้งนี้ไม่สามารถจู่โจมด้วยเวลาได้ ก็มีการแก้เกมด้วยการจู่โจมด้วยความเร็วโดยการส่งล่วงหน้าเข้ารักษาความ ปลอดภัยบนพื้นที่อาคารสูง การเข้ายึดพื้นที่สวนลุมพินีเป็นส่วนใหญ่ได้ก่อนสว่าง และการรุกเข้าพร้อมกัน 3 ทิศทาง

6.การปฏิบัติตามแผนยุทธการ กระทำด้วยการรุกคืบด้วยความระมัดระวังของแต่ละพื้นที่โดยการประเมินศักยภาพ ของกำลังการ์ดนปช.ให้สูงกว่าเมื่อครั้ง10 เมษายน เพื่อให้มีระบบป้องกันตัวทหารที่มากขึ้น ดังนั้นการปฏิบัติการทางทหารที่ใช้กำลังทหารประมาณ 2 หมื่นนาย มีการสูญเสียทหาร 1 นาย กับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นความสูญเสียที่ยอมรับได้

7.กองกำลังการ์ด นปช.มีการตั้งรับแบบกองโจรวางกำลังเต็มพื้นที่ ขาดผู้เชี่ยวชาญการวางกำลังตั้งรับและร่นถอยแบบทหารที่แท้จริง เนื่องจากการเสียชีวิตของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ทำให้จุดศูนย์ดุลของ นปช.กลายมาเป็นจุดแข็งของการปฏิบัติของกองทัพ

8.แผนยุทธการเป็น การวางแผนการปฏิบัติรบเต็มรูปแบบเสมือนการทำสงครามรบใน เมือง ใช้กำลังขนาดใหญ่ถึง 3 กองพล วางแผนเข้าปฏิบัติการ ซึ่งมีอำนาจกำลังรบเปรียบเทียบสูงกว่ามาก ยิ่งมีการสั่งการให้ใช้กระสุนจริงกับกลุ่มกลุ่มก่อการร้ายผู้ถืออาวุธ และเพื่อป้องกันตัวเองได้ ทำให้ทหารที่เคยสูญเสียความเชื่อมั่นจากเหตุการณ์ 10 เมษายน ก็มีจิตใจรุกรบมากขึ้น

9.แผนยุทธการในการรุกผ่าน ฝ่ายเดียวกันจากถนนสาทร ถนนสีลม ถนนสุรวงศ์ และถนนวิทยุ ทำให้กองกำลังทหารสามารถรักษาโมเมนตัมในการปฏิบัติการได้อย่างตอ่เนื่อง และสามารถพิทักษ์ป้องกันพื้นที่ส่วนหลัง (พื้นที่สีลม) ได้อย่างปลอดภัย

10.ความ มีเอกภาพในการปฏิบัติ จากการสั่งการของแม่ทัพภาคที่ 1 กับกองกำลัง 3 กองพลให้ปฏิบัติการได้ถูกจังหวะการรุกและการหยุดหน่วย เพื่อผลการรุกของหน่วยอื่นหรือรอเวลาสำหรับการปฏิบัติชั้นสุดท้าย ยกตัวอย่างหน่วยรุกแตกหัก ได้แก่ พล ม.2 รอ.จากทิศทางสีลมมุ่งสู่สี่แยกศาลาแดง ส่วนที่ 2 กองพลที่เหลือคือ พล.ร.9 รับผิดชอบพื้นที่แยกอโศก เพลินจิต ชิดลม และ พล.1 รอ.รับผิดชอบพื้นที่ดินแดง พญาไท ราชปรารภ กำลังส่วนนี้ต้องตรึงกำลัง ปิดเส้นทางหลบหนี ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ผู้ชุมนุม นปช.ได้ทยอยออกจากพื้นที่ราชประสงค์ผ่านถนนพระราม 1 ไปแยกปทุมวัน หรือเข้าไปในวัดปทุมวนาราม

ความสำเร็จทางยุทธวิธี : การกระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์

ยุทธการ กระชับวงล้อมเมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2553 เป็นการปฏิบัติทางทหารเต็มรูปแบบ จึงเห็นได้ว่าภารกิจชัดเจน คือการกระชับวงล้อมด้วยกระสุนจริง จากกำลังหน่วยรบหลักของเหล่าทหารราบ เหล่าทหารม้า และหน่วยส่งกำลังทางอากาศ อย่างเช่น ร.31 รอ.ในภารกิจปฏิบัติการพิเศษ อาจเรียกได้ว่าเป็นการรบในเมืองที่ใช้อาวุธยุทธโธปกรณ์ทางทหารเต็มอัตราศึก ทั้งกำลัง อาวุธประจำกายที่ทันสมัย ชุดสไนปอร์ หน่วยยานเกราะ ซึ่งการปรับกำลังและการเปลี่ยนแปลงทางยุทธวิธีที่สำคัญครั้งนี้ก็เป็นผล สะท้อนจากบทเรียนเมื่อ 10 เมษายน พ.ศ.2553 นั่นเอง

การปฏิบัติการทางยุทธวิธีที่ใช้เวลาทำงาน 9 ชั่วโมง (เวลา 03.30-13.30) ถือว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญยิ่งทางยุทธวิธีของการรบในเมือง ที่สมควรได้มีการบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของการรบในเมือง ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.การปฏิบัติการทางยุทธวิธีสอดรับ กับแผนยุทธการกระชับวงล้อมของศอฉ.ใน ระดับยุทธการและนโยบายของรัฐบาลที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อการเมืองชัดเจนผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพชัดเจน ผู้บังคับหน่วยชัดเจนนำมาซึ่งแผนยุทธการและแผนปฏิบัติระดับยุทธวิธีก็มอง เห็นทิศทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ


2.ปรับยุทธวิธีการ ปราบจลาจลเป็นยุทธวิธีการรบในเมือง เพื่อการปราบปรามกองกำลังติดอาวุธ หรือผู้ก่อการร้ายที่แอบแฝงในกลุ่ม นปช.ด้วยฐานข่าวของ ศอฉ.ว่ามีกองกำลังติดอาวุธประมาณ 500 คน มีอาวุธปืนซุ่มยิง อาวุธสงคราม เช่น M 79 M 16 AK 47 และ Travo-21

3.ปรับการยิงกระสุนยางจาก ปืนลูกซองเป็นการใช้กระสุนจริงจากอาวุธประจำกาย ทำให้ต้องมีการสร้างวินัยอย่างเข้มงวด ตามกฎการใช้กำลัง จากเบาไปหาหนัก ตามหลักสากลมีการยิงให้กรวยกระสุนตกต่ำกว่าหัวเข่า การยิงเมื่อเห็นเป้าหมายหรือบุคคลถืออาวุธ เป็นการยิงเพื่อป้องกันตัวเอง การยิงขู่จะยิงเมื่อม็อบเคลื่อนที่เข้ามาแล้วสั่งให้หยุด ก็ไม่ยอมหยุด


4.การ จัดระยะห่างระหว่างการวางกำลังของหน่วยทหารกับแนวตั้งรับของม็อบใน ระยะยิงหวังผลปืนM16 ประมาณ 400 หลา ซึ่งต้องมีกำลังพลเข้าเวรตรวจดูความเคลื่อนไหวกลุ่ม นปช.ทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดเวลา

5.การปรับการวางกำลังและการ เคลื่อนที่ภายใต้อาคารและทางเดินเท้าไม่มีการ จัดรูปขบวนยืนแถวหน้ากระดานเป็นแผงกลางถนน เพื่อเตรียมตัวผลักดันกับฝูงชนในภารกิจปราบจลาจล เพื่อป้องกันการซุ่มยิงจากด้านหลังผุ้ชุมนุม


6.การดัด แปลงที่วางกำลังเป็นการตั้งรับแบบเร่งด่วนเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หรือถอยร่นด้วยกำบังกระสอบทรายสูงระดับครึ่งเข่า เมื่อต้องนอนราบหรือสูงระดับศรีษะเมื่อต้องการยืนปฏิบัติการ และมีการวางแนวทหารตั้งรับเป็นชั้นๆ ตามเส้นทางเคลื่อนที่เข้าหาม็อบ มิใช่เป็นการวางแนวเป็นปึกแผ่นเพียงชั้นเดียว ซึ่งถ้าม็อบมีจำนวนมากกว่า ก็สามารถล้อมทหารและเข้าถึงตัวแย่งปืนได้ง่าย

7.ใช้ลักษณะผู้นำ หน่วยขนาดเล็กสูงมาก เพราะต้องอดทน ใจเย็น รอเวลา ทนต่อการยั่วยุ การรับควันไฟกลิ่นยางรถยนต์ที่เหม็นรุนแรงตลอดทั้งวันทั้งคืน

8.การ ใช้ส่วนสไนเปอร์คุ้มครองการเคลื่อนที่ในการรุกไปข้างหน้าและการ ป้องกันให้หน่วยเมื่อเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หรือเมื่อกองกำลังหยุดนิ่งอยู่กับที่เป็นเวลาข้ามวันข้ามคืน อีกทั้งต้องรับภารกิจอารักขาผู้บังคับบัญชาระดับสูงอีกด้วย

9.การ วางกำลังตามแนวทางเดินเท้าสามารถวางกำลังได้ ยิ่งกระจายกำลังออกไปให้ได้มากก็ยิ่งตกเป็นเป้าหมายคุ้มค่าน้อยลง และไม่ตกเป็นเป้าหมายคุ้มค่าน้อยลง และไม่ตกเป็นเป้าหมายขนาดใหญ่ให้กับกระสุน M 79 ของกำลังก่อการร้าย

10.พัฒนา รูปแบบการวางจุดตรวจการณ์ข้างหน้า (Out Post) โดยใช้สะพานลอยข้ามถนนมีการปิดฉากม่านดำเสริมด้วยบังเกอร์และกระสอบทราบ ทำให้ลดการตรวจการณ์ของการ์ด นปช.และเสริมการป้องกันได้อีกทางหนึ่ง ทั้งสามารถปกปิดการถ่ายรูปจากสื่อมวลชน

11.การปรับกำลังและระดม พลแม่นปืนเท่าที่มีอยู่ของกองทัพบกเข้าประจำ พื้นที่เพื่อต่อต้านการซุ่มยิงของกลุ่ม นปช.ทั้งบนอาคารสูงและพื้นที่สูงข่ม

12.การ กำหนดพื้นที่อันตรายเป็นฉนวนกั้นกลางระหว่างแนวระยะยิงหวังผลของ หน่วยทหารกับแนวตั้งรับของกลุ่มนปช.เป็นยุทธวิธีประการหนึ่ง โดยมีการประกาศเขตการยิงด้วยกระสุนจริง (Live Firing Zone)


13.การ กำหนดเขตห้ามบิน เป็นแผนยุทธการที่สนับสนุนงานยุทธวิธี ทำให้มั่นใจว่าการรบเหนือน่านฟ้าพื้นที่ราชประสงค์ ฝ่ายเราสามารถครองความได้เปรียบทางอาศัยอยู่

14.ยุทธวิธียอม เสียพื้นที่ แล้วถอยกลับมาตั้งรับในพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า ห่างจากระยะยิงของพลซุ่มยิงกลุ่ม นปช.เห็นได้จากความล้มเหลวในการกระชับวงล้อมในพื้นที่ 14 พฤษภาคม ถือว่าเป็นยุทธวิธีที่ชาญฉลาด ด้วยการไม่บุกตะลุยเข้าสู่คิลลิ่งโซน (Killing Zone)


15.การถอนกำลัง หรือการวางกำลังกระจายตัวมากขึ้นภายหลังค่ำมืด ก็ถือว่าเป็นยุทธวิธีหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการไม่ตกเข้าไปในกับดักที่ เป็นเป้าหมายคุ้มค่า

16.การใช้หน่วยรถหุ้มเกราะเมื่อจำเป็นและ ต้องการผลแตกหักในการสลายการ ชุมนุมเท่านั้น จึงทำให้ไม่ปรากฏการเคลื่อนไหวของยานเกราะก่อนวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2553


17.การ ใข้รถหุ้มเกราะกับพลรบเคลื่อนที่ตามกันนั้นเป็นยุทธวิธีหนึ่งที่ ได้แปรเปลี่ยนไปเพื่อเป็นการข่มขวัญการ์ด นปช.เพราะลดการสูญเสียพลรบ จากอาวุธ M79 จรวด RPG หรือระเบิดเคโมร์ตามแนวตั้งรับ นปช.


18.การ สนธิกำลังอย่างลงตัวของชุดรบที่ประกอบด้วยชุดสไนเปอร์ ขบวนรถหุ้มเกราะพลรบหลังรถหุ้มเกราะขุดผจญเพลิง ขุดกู้ระเบิด (EOD) เป็นที่ประสบความสำเร็จที่น่าสนใจ


19.การกำหนดระยะเวลา การปฏิบัติการที่ส่งผลให้มีเสรีในการปฏิบัติทาง ยุทธวิธีเช่น การเริ่มปฏิบัติในตอนเช้าตรู่ ทำให้มีเวลามากพอสำหรับกำลังในการรุกเข้าเคลียร์พื้นที่ แต่การรบในเวลากลางคืนทำให้การมองเห็นจำกัด อาจตกเป็นเป้าหมายของกองกำลังก่อการร้ายที่แอบแฝง และที่สำคัญไม่มียิงฝ่ายเดียวกันหรือยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์


20.การใช้หน่วย ปจว.ทางยุทธวิธี เพื่อทำความเข้าใจก่อนการบุกสลายการชุมนุมถือว่าเป็นหลักสากลประการหนึ่ง

21.การ ใช้หน่วยในพื้นที่วางกำลังส่วนล่างหน้าไว้แล้วตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม เพื่อตรึงกำลังป้องกันมิให้มวลชนคนเสื้อแดงยกกำลังเข้าช่วยที่ราชประสงค์ ต่อจากนั้นจึงใช้กำลังหลักเข้าสลายกลุ่มชุมนุม

22.การยอมถอนตัว ของกำลังทหารออกจากพื้นที่ราชประสงค์ภายหลังถูกโจมตีด้วย M79 ในช่วงตอนเย็นตรงพื้นที่แยกสารสิน ถอยกลับไปยังพื้นที่ปลอดภัยถนนสีลมถือว่าเป็นการตัดสินใจในระดับยุทธวิธีที่ ถูกต้อง เพื่อลดการสูญเสียโดยไม่จำเป็น

23.มีการซักซ้อมแผนและ ซักซ้อมการปฏิบัติทั้งหมดทั้งในพื้นที่ตั้งหน่วย และที่ร.11 รอ. เป็นการสร้างหลักประกันความมั่นใจสู่ความสำเร็จ และเป็นการลดเกณฑ์เสี่ยงได้อีกทางหนึ่ง

.................

(ติดตามอ่านตอน3 ตอนจบ) ข้อเสนอแนะจากบทเรียนทางยุทธศาสตร์ ยุทธการ และยุทธวิธี พรุ่งนี้(26มิ.ย.)

คลิกอ่าน เอกสารลับ ยุทธการกระชับวงล้อม 14-19 พ.ค.53 ( ตอน 1) "มาร์ค"สั่งกระชับวงล้อมเพื่อ"ยุติ"ไม่ใช่"เจรจา"

เอกสารลับ ยุทธการกระชับวงล้อม 14-19 พ.ค.53 ( ตอน 1) "มาร์ค"สั่งกระชับวงล้อมเพื่อ"ยุติ"ไม่ใช่"เจรจา"

ที่มา มติชน















บท ความชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสารเสนาธิปัตย์ กรมยุทธศึกษาทหารบก ปีที่ 59 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2553 เป็นบทความที่เขียนขึ้นเพื่อประกอบการจัดทำ”เอกสารแนวทางในการปฏิบัติทาง ทหาร: กรณีศึกษาการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในเมือง” จากความริเริ่มของพล.ท.สิงห์ศึก สิงห์ไพร เพื่อกำหนดบทบาทของกองทัพบกในการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบในเมืองรูปแบบใหม่

ผู้เขียนใช้นามแฝงว่า”หัวหน้าควง” เป็นจปร.32 (เหล่าทหารราบ) เป็นนายทหารปฏิบัติการประจำกรมยุทธศึกษาทหารบก

เนื้อหาในบทความนี้เป็นมุมมองของนายทหารที่ปฏิบัติการณ์สลายการชุมนุมของ”คนเสื้อแดง”ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่สรุปบทเรียนจาก”ความสำเร็จ”ในการกระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์

มีเนื้อหาหลายช่วงตอนที่น่าสนใจ เช่น

1.ใน ขณะที่”สุเทพ เทือกสุบรรณ”รองนายกรัฐมนตรี ปราศรัยบนเวทีราชประสงค์ยืนยันว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้ร่วมสั่งการในการสลายการชุมนุม โดยนายสุเทพประกาศว่าเขาเป็นคนสั่งการเอง

“ผมเรียนกับพี่น้องครับ นายกฯ อภิสิทธิ์ ไม่ได้ร่วมสั่งการใด ๆทั้งสิ้น ผมเป็นผู้อำนวยการ ศอฉ. ผมเป็นคนสั่งการทุกอย่าง แล้วผมรับผิดชอบ เขากล่าวหาว่า ทำให้คนตาย ผมไปมอบตัวแล้ว ผมเรียนกับพี่น้องครับ ผมพร้อมที่จะสู้คดีพิสูจน์ความถูก ความต้อง ผมไม่หนีไปต่างประเทศเหมือนทักษิณ”

แต่ในบทความชิ้นนี้ ระบุชัดว่า”นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม ศอฉ. ในวันที่ 12 พฤษภาคม ให้ฝ่ายทหารเริ่มต้นปฏิบัติการตามแผนยุทธการที่วางไว้”

นอกจากนั้นยังระบุด้วยว่านโยบายรัฐบาลชัดเจนมาตลอดที่จะใช้มาตรการทางทหารกดดันม็อบกลุ่ม นปช. ความชัดเจนก็คือนโยบายกระชับวงล้อมเพื่อ"ยุติการชุมนุม"ไม่ใช้การกระชับวงล้อมเพื่อ"เปิดการเจรจา"

และนั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ข้อเสนอเป็นตัวกลางในการเจรจาของ"วุฒิสมาชิก"ในคืนวันที่ 18 พฤษภาคมถูกปฏิเสธ


ยุทธการ กระชับวงล้อมแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ 1. ช่วง 14 พฤษภาคม 2.ช่วง 15-18 พฤษภาคม และ 3 ช่วงวันที่ 19 พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 03.00 จนกระทั่งแกนนำประกาศยุติการชุมนุม 13.20 น.

2.”หัวหน้าควง”สรุปว่า เหตุผลหนึ่งที่ประสบชัยชนะในการกระชับวงล้อมมาจากการถอนตัวของนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่มนปช. และการเสียชีวิตของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง เพราะทำให้นปช.ไม่มีหัวในระดับยุทธศาสตร์ทางการเมืองและไม่มีหัวเสธ.ระดับ ยุทธศาสตร์ทางทหารในการวางแผนตั้งรับ

ก่อนหน้านี้นายสุเทพ ปราศรัยว่าเขาสงสัยว่าพวกของนายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นฝ่ายยิงเสธ.แดง


3.เอกสาร ชุดนี้บอกชัดเจนถึงแผนยุทธการทั้งหมด และหน่วยทหารที่ใช้ในครั้งนี้ มีการยอมรับในเอกสารถึงการใช้”หน่วยสไนเปอร์” เป็นหน่วยแรกในการเข้าสลาย โดยยึดพื้นที่สูงคืออาคารเคี่ยนหงวน และอาคารบางกอกเคเบิ้ล

และมี หลายช่วงตอนที่พุดถึง”หน่วยสไนเปอร์” ที่ระดมพลแม่นปืนเท่าที่มีอยู่ในกองทัพบกเข้าประจำพื้นที่ เพื่อต่อต้านการซุ่มยิงของกลุ่มนปช.ทั้งบนอาคารสูงและพื้นที่สูงข่ม

4.มี การพูดถึงการสั่งการให้ใช้”กระสุนจริง” และระบุว่า”แผนยุทธการครั้งนี้เป็นการวางแผนการปฏิบัติรบเต็มรูปแบบ เหมือนการทำสงครามรบในเมือง ใช้กำลังขนาดใหญ่ถึง 3 กองพล”และ”ยิ่งมีการสั่งการให้ใช้กระสุนจริงกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายผู้ถือ อาวุธและเพื่อป้องกันตัวเองได้ ทำให้ทหารที่สูญเสียความเชื่อมั่นจากเหตุการณ์ 10 เมษายน มีจิตใจรุกรบมากขึ้น”

และ”ปรับการยิงกระสุนยางจากปืนลูกซองเป็นการใช้กระสุนจริงจากอาวุธประจำกาย”

5.จาก หน่วยข่าวศอฉ.เชื่อว่ามีผู้ก่อการร้ายที่แอบแฝงในกลุ่มนปช. เป็นกองกำลังติดอาวุธประมาณ 500 คน มีอาวุธซุ่มยิง อาวุธสงคราม เช่น M 79 M16 AK 47 และ Travo-21

6.ในส่วนของ”ข้อเสนอแนะทางยุทธวิธี” มีข้อหนึ่งที่ระบุว่า “ผู้บังคับบัญชาหน่วยระดับยุทธวิธีควรปฏิบัติภายใต้การรักษาชีวิตของประชาชน ผู้บริสุทธ์เป็นที่สำคัญที่สุด และต้องควบคุมการลั่นไกกระสุนจริงโดยมีสติ และมีเจตนารมณ์ อย่าให้กำลังพลปฏิบัติด้วยความโมโห หรือการแก้แค้นเป็นอันขาด”

และ”ควรมีการศึกษาค้นหาตัวแบบที่เหมาะ สมในการกำหนดพื้นที่ที่ใช้กระสุนจริง เพราะปัจจุบันยังไม่ทราบว่ามีประเทศใดในระดับนานาชาติที่ได้นำมาปฏิบัติใน การสลายการชุมนุมที่ได้รับการยอมรับ”

และนี่คือรายละเอียดของบทความชิ้นนี้โดย"มติชนออนไลนื"แบ่งเนื้อหาดังกล่าวเป็น 2 ตอน

.......................................................................
บทเรียนยุทธการกระชับวงล้อม พื้นที่ราชประสงค์ 14-19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ( ตอน 1 )


ความ สำเร็จทางยุทธศาสตร์การกระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์ครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก ความสำเร็จทางยุทธศาสตร์ทางการเมือง ตั้งแต่ระดับนโยบาย คือคณะรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความมีเอกภาพของรัฐบาลกับ

กองทัพ

กล่าวนำ

สืบ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อ ต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) กับรัฐบาล โดยกลุ่ม นปช.ได้มีการชุมนุมเกินขอบเขตของกฎหมายอย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่ 12 มีนาคม จนถึง 18 พฤษภาคม 2553 และกลุ่ม นปช.ได้เคลื่อนย้ายมวลชนมาปักหลักตั้งเวทีปราศรัยถาวรที่บริเวณพื้นที่สี่ แยกราชประสงค์สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนในกรุงเทพฯ ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล และได้สร้างผลเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างร้ายแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏ มาก่อน

รัฐบาลนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.เพื่อการแก้ไขปัญหาการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 โดยมีกองทัพบกเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหา และกองทัพบกได้นำ กำลังพลเข้าแก้ไขปัญหาในเหตุการณ์สำคัญ ๆ 3 เหตุการณ์ คือ เหตุการณ์ 10 เมษายน พื้นที่สี่แยกคอกวัว เหตุการณ์การรักษาพื้นที่สีลม เหตุการณ์

สลายการเคลื่อนไหวกลุ่ม นปช. พื้นที่อนุสรณ์สถาน ดอนเมือง

บท ความฉบับนี้เขียนขึ้นเพื่อประกอบการจัดทำ "เอกสารแนวทางในการปฏิบัติทางทหาร : กรณีศึกษาการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในเมือง" ตามดำริของเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก พล.ท.สิงห์ศึก สิงห์ไพร เพื่อกำหนดบทบาทของกองทัพบกในการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบใน

เมืองรูปแบบใหม่

เมื่อรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนในการกระชับวงล้อมพื้นที่ชุมนุมราชประสงค์ ศอฉ. ผ่านการสั่งการมายังกองทัพบกก็ได้จัดกำลังเปิด

ยุทธการ กระชับวงล้อม โดยแบ่งการปฏิบัติออกเป็น 3 ห้วงเวลา กล่าวคือ ห้วงแรก เป็นการกระชับวงล้อมขั้นต้น ในวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ห้วงที่ 2 เป็นการถอยร่นเพื่อสถาปนาแนวตั้งรับเร่งด่วนในวันที่ 15-18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 และห้วงสุดท้ายการกระทบวงล้อมขั้นสุดท้ายในวันที่ 19 พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 03.00 น. จนกระทั่งแกนนำประกาศยุติการชุมนุมบนเวทีราชประสงค์ เมื่อเวลา 13.20 น.

บทความนี้จะได้นำเสนอบทเรียนแบบความสำเร็จของยุทธการกระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์ในระดับยุทธ์ศาสตร์ ยุทธการ และยุทธวิธี

พร้อมด้วยข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ศอฉ. กองทัพบก และหน่วยปฏิบัติระดับยุทธวิธีเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป

ความสำเร็จทางยุทธศาสตร์ : การกระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์

การ แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ภายหลังทหารประสบความสำเร็จในการปฏิบัติการ "ยุทธการกระชับวงล้อม" ในเวลา 10 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความพอใจผลงานยุติม็อบว่า "...เป้าหมายของ ศอฉ.เพื่อกระทบวงล้อม เพื่อให้เกิดการยุติการชุมนุมโดยเร็วที่สุด

เรา ยึดหลักสากล ทำให้เกิดความพอใจ..." คำพูดไม่กี่คำของนายกรัฐมนตรีภายใต้สถานการณ์วิกฤตครั้งนี้ ทำให้ทหารและกองทัพที่เป็นหมัดสุดท้าย ซึ่งเป็นกลไกบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลที่มีอยู่รู้สึกมั่นใจและเชื่อมั่นถึง ยุทธศาสตร์ทางการเมืองของยุทธการครั้งนี้

ความสำเร็จในยุทธศาสตร์ทางทหาร ยุทธการกระชับวงล้อม เมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เป็นผลจากความชัดเจนทางการเมืองสำคัญ ได้แก่

1.นโยบาย รัฐบาลชัดเจนมาตลอดที่จะใช้มาตรการทางทหารกดดันม็อบกลุ่ม นปช. ความชัดเจนก็คือนโยบายกระชับวงล้อม เพื่อการยุติ การชุมนุมไม่ใช้การกระชับวงล้อมเพื่อเปิดการเจรจา ดังนั้นถ้าการเดินทางยุทธศาสตร์ทหารนั้น ถ้าเป้าหมายทางการเมือง (Political will) ชัดเจน การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการทหารก็ไม่ยากและเมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการ ในที่ประชุม ศอฉ.ในวันที่ 12 พฤษภาคม ให้ฝ่ายทหารเริ่มต้นปฏิบัติการตามแผนยุทธการที่ได้วางไว้

2.สำหรับ สัญญาณทางการเมืองที่ส่งไปยังสังคมได้ส่งผลของจิตวิทยาระดับยุทธศาสตร์คือ การใช้ภาษาคำว่า "การกระชับวงล้อม" ไม่ใช่ "การสลายม็อบ" คือ "การปราบม็อบ" หรือ "การปิดล้อม" จากภาษาที่สื่อดังกล่าวสังคมรับได้ และรู้สึกผ่อนคลาย ทั้งคาดหวังว่าเหตุการณ์จะสงบโดยเร็ว และอาจมีการสูญเสียชีวิตประชาชนบ้าง แต่ไม่มากมายเหมือนเช่นในอดีต

3.มาตรการตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดโทรศัพท์ ตัดระบบการส่งกำลังบำรุง และการตัดการเติมคนเสื้อแดงเข้าไปในราชประสงค์เป็นมาตรการระดับยุทธศาสตร์ ที่รัฐบาลภายใต้การอำนวยการของ ศอฉ.ได้สร้างแรงกดดันให้ม็อบราชประสงค์ ถูกบีบกระชับวงล้อมทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ อย่างไรก็ตามมาตรการนี้ได้ส่งผลข้างเคียงต่อชุมนุมผู้อาศัยโดยรอบพื้นที่การ ชุมนุม ถ้าปล่อยไว้นาน อาจส่งผลทำให้เกิดกระแสตีกลับ มาขับไล่รัฐบาลได้

4.ความ มีเอกภาพของ รัฐบาลกับกองทัพ แม้ว่าจะมีกระแสข่าวความไม่ลงรอยกันบ้างในการแก้ปัญหาเนื่องจากการใช้กำลัง ทหารขอคืนพื้นที่ เพราะบทเรียนวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553 บริเวณสี่แยกคอกวัวจะตามมาหลอกหลอนผู้นำกองทัพอยู่เสมอ ๆ แต่เมื่อได้ประเมินทางยุทธศาสตร์เพื่อมีความคุ้มค่าและมองเห็นความสำเร็จรับ บาลกับกองทัพก็หันมาร่วมมือกันเปิดยุทธการครั้งนี้อย่างมั่นใจ รวมไปถึงความร่วมมือของทุกกองกำลัง

ของทุกเหล่าทัพ ก็เป็นการแสดงถึงความมีเอกภาพ

5.ปัจจัย เวลาในกรอบการปฏิบัติงานก็เป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากความล้มเหลวในการรุกเข้า ขอคืนพื้นที่ใน 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ทำให้หน่วยทหารทั้งในส่วนพื้นที่ถนนพระราม 4 บ่อนไก่ และถนนราชปรารภ (สามแยกดินแดง) ต้องตรึงกำลังให้อยู่กับที่ หรือแทบจะเรียกได้ว่าถอยร่นออกมาจากระยะยิงของสไนเปอร์จากการ์ด นปช. แต่เมื่อรัฐบาลเข้าใจว่าต้องให้เสรีในการปฏิบัติเรื่องเวลา รัฐบาลจึงมีมติผ่าน ครม. ประกาศให้พื้นที่ กรุงเทพมหานคร หยุดราชการเป็น 2 ช่วง คือ ช่วง 17-18 พฤษภาคม และ 19-21 พฤาภาคม ทำให้ทหารไม่มีแรงกดดันเรื่องเวลาเหมือนเช่นเหตุการณ์ 10 เมษายนที่ผ่านมา

6.ประสิทธิภาพ ของการทำงานปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operations) ได้ผลทางยุทธศาสตร์ ทั้งในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ ผ่านโทรทัศน์ NBT และการแถลงข่าวของ ศอฉ.โดยโฆษกของ ศอฉ. สามารถตอบโต้กลุ่ม นปช.และตอบข้อสงสัยของสังคม ผู้ชุมนุม ผู้ได้รับการ เดือดร้อนรอบพื้นที่ชุมนุม ประชาชนในส่วนที่เหลือของประเทศ ยกเว้นพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือที่มีมวลชนเป็นสีแดงเข้มก็ไม่ได้ผล รวมทั้งการสื่อสารกับนานาชาติในระดับโลก ก็ถือว่าได้ผลระดับหนึ่ง ผ่านทางรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกรัฐบาล และกระทรวงการต่าง

ประเทศ

7.การ ปรากฏตัวทางยุทธศาสตร์ ศอฉ. ได้ใช้ประโยชน์จากการที่สามารถควบคุมสื่อสารโทรทัศน์ในเวลาแถลงข่าวของผู้นำ ทหารในการ แก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นรองเสนาธิการทหารบก ผช.เสธ.ฝยก. แม่ทัพภาคที่ 1 และ ผบ.พลหน่วยปฏิบัติ ทำให้กำลังพลมีความเชื่อมั่น การปฏิบัติการยุทธการกระชับวงล้อม มีการวางกำลังทางทหารและมีผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นรับผิดชอบอย่างชัดเจน สังคมและประชาชนก็มั่นใจว่า น่าจะมีความสำเร็จสูง

8.การชี้แจงทำ ความเข้าใจของการใช้อาวุธ ตามหลักสากล มีกฎการใช้กำลัง การยิงกระสุนจริง การใช้หน่วยสไนเปอร์ ก็ถือว่ากระทำได้อย่างทันท่วงที เพื่อตอบโต้กับภาพข่าวทั้งในและต่างประเทศ เพราะถ้าไม่มีการแก้ข่าวทุกวัน ข่าวความห่วงใยเหล่านี้ได้ไต่ระดับเลขาธิการสหประชาชาติ เลขาธิการอาเซียน ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยากของปัญหามากยิ่งขึ้น จนกระทั่งรัฐบาลไม่สามารถรับมือกับต่างประเทศได้

9.การควบคุมการ ติดต่อสื่อสารทุกระบบ ก็ถือว่าเป็นงานระดับยุทธศาสตร์ที่สำคัย เมื่อกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสั่งปิดเว็บไซต์ เฟซบุ๊ค และทวิสเตอร์ของเครือข่ายอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้ช่องทางสื่อสารถูกตัดขาดลง

10.การทำงานที่สอดคล้องกันระหว่าง มาตรการตัดน้ำตัดไฟ กับมาตรการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในเรื่องการประกาศงดทำธุรกรรมทางการเงินของผู้ต้องสงสัยที่ต่อท่อน้ำเลี้ยง ให้กับกลุ่ม นปช. คือการตัดแหล่งทุนสำคัญของการเคลื่อนไหวลงได้ระดับหนึ่ง

11.การ นำคดีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงกับคดีการก่อการร้ายมาเป็นคดีของกรมสอบสวน คดีพิเศษ เป็นผลให้การทำคดีมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความเข้มข้นในการสืบสวนสอบสวน ตามกระบวนยุติธรรมและมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากถึง 11 หน่วยงาน มาช่วยกันทำคดีการก่อการร้าย ก็ถือว่าเป็นการสร้างความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายอย่างมาก

12.จุด อ่อนทางยุทธศาสตร์ของกลุ่ม นปช.ที่กลายเป็นจุดแข็งของรัฐบาล คือ การถอนตัวของนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่ม นปช. และการเสียชีวิตของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้มีความเชี่ยวชาญทางทหารที่มีส่วนดูแลและวางแผนการรักษาความปลอดภัยของ การ์ด นปช. ถือว่าเป็นสัญญาณแห่งความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ เพราะกลุ่ม นปช.ไม่มีหัวในระดับยุทธศาสตร์ทางการเมือง คือ นายวีระ มุสิกพงศ์ และไม่มีหัวเสธ.ระดับยุทธศาสตร์ทางทหารในการวางแผนตั้งรัฐ ในกรณีที่ทหารจะเข้าสลายม็อบ นปช.

สรุป ได้ว่า ความสำเร็จทางยุทธการกระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์ครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก ความสำเร็จทางยุทธศาสตร์ทางการเมือง ตั้งแต่ระดับนโยบาย คือ คณะรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความมีเอกภาพของรัฐบาลกับกองทัพ การที่ทหารสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ทางทหารที่ชัดเจนได้ก็เนื่องจากการเมืองของ รัฐบาลที่ชัดเจน และที่สำคัญดังที่ซุนวูกล่าวไว้ว่า "ชัยชนะย่อมเกิดจากฝ่ายตรงข้ามหรือข้าศึกตกอยู่ในสถานการณ์พ่ายแพ้เอง" นั่นคือสภาพการแตกแยกทางความคิดของกลุ่มแกนนำหลัก และการสูญเสียมือวางแผนระดับเสนาธิการ ทำให้สถานการณ์ของกลุ่ม นปช.เริ่มเพลี่ยงพล้ำทางยุทธศาสตร์มาตามลำดับ

แผนยุทธการและหน่วยรับผิดชอบการกระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์

แผนยุทธการสลายม็อบราชประสงค์ถูกกำหนดดีเดย์ไว้ตั้งแต่ตี 3 ครึ่งวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 หน่วยแรกที่เข้าปฏิบัติการคือ หน่วยสไนเปอร์ เพื่อยึดพื้นที่สูงข่มของตึกบนถนนวิทยุ (อาคารเคี่ยนหงวน) และสะพานแยกสารสิน(อาคารบางกอกเคเบิล)โดยที่อาคารสูงบนถนนวิทยุถูกยึดได้ก่อนตี 5 ครึ่ง ส่วนตึกสูงด้านถนนสารสินยังเข้าไม่ได้

หลัง จากนั้นทหารจาก พล.ม.2 รอ.ได้แยกกำลังรุกเข้าไป 3 ทิศทาง ตามเส้นทางถนนวิทยุ ถนนสีล้ม และถนนสุรวงศ์ มีการเคลื่อนรถหุ้มเกราะปฏิบัติพร้อมทหารเดินเท้าอาวุธเต็มอัตราศึกเป็นรูป ขบวนการรบที่คุ้นตาสำหรับการปฏิบัติการของยานยนต์รบกับหน่วยของการยุทธรบใน เมือง

แต่กว่าที่ภาพรถ หุ้มเกาะจะค่อย ๆ บดทับและพังทลายป้อมค่ายป้องกันของ นปช. ที่ศาลาแดงได้นั้น ได้มีการวางแผนปรับแผนส่วนหน้ามาแล้วเป็นเดือนโดยใช้บทเรียน 10 เมษายน เป็นสมมติฐาน ดังนั้นแผนยุทธการครั้งนี้จึงมีการวางแผนอย่างรัดกุมและตั้งอยู่บนสถานการณ์ ที่เป็นไปได้มากที่สุด และจะเห็นได้ว่ายุทธการครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ทางการทหารและ ยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ขั้นการปฏิบัติยุทธการกระชับวงล้อม

จากการประมวลภาพการแถลงข่าวของ ศอฉ. และภาพข่าวของสื่อมวลชน แผนยุทธการน่าจะประกอบด้วยขั้นการปฏิบัติ 4 ขั้นตอน ได้แก่

1.ขั้นการกระชับวงล้อมขั้นต้น เพื่อทดสอบกำลังเข้าควบคุมพื้นที่ขั้นต้น ใช้เวลา 1 วัน (14 พฤษภาคม)

2.ขั้น การวางกำลังตรึงพื้นที่รอบนอก เพื่อป้องกันการเติมคนของกลุ่ม นปช. อาจเรียกได้ว่าเป็นการกลับหลังหันรบ 180 องศา มาตั้งรับใย 3 พื้นที่หลัก ได้แก่ บ่อนไก่ ถนนราชปรารภ และสามย่าน ขั้นนี้ต้องใช้ความอดทนอย่างสูวสุด ควบคุมสถานการณ์ให้นิ่งให้ได้ รอฟังคำสั่งต่อไปใช้เวลา 4 วัน (15-18 พฤษภาคม)

3. ขั้นการสลายม้อบภายหลังจากปฏิบัติการในขั้นที่ 2 ที่ต้องใช้เวลา 4 วัน เพื่อเช็คข่าวการวางกำลังและอาวุธสงครามในพื้นที่สวนลุมพินี การวางกำลังหลังแนวด่านตรวจ นปช.โดยรอบพื้นที่ราชประสงค์ การเช็คที่ดั้งจุดใช้อาวุธ M 79 การตรวจสอบกองกำลังกลุ่มอ่กการร้ายจำนวน 500 คนว่าวางกำลังพื้นที่ใด เมื่อทุกหน่วยเข้าที่พร้อม การปฏิบัติการก็เริ่มต้นในเช้าตรู่วันที่ 19 พฤษภาคม โดยให้เสร็จสิ้นภารกิจภายใน 1,800 ของวันเดียวกัน

4. ขั้นการกระชับวงล้อมขั้นสุดท้าย เพื่อตรวจสอบค้นหาหลักฐาน อาวุธสงครามและสิ่งผิดกฎหมาย เริ่มปฏิบัติการในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2553 สาเหตุที่ไม่สามารถทำได้ในวันบุกสลายการชุมนุมในขั้นที่ตอนที่ 3 เพราะกลุ่ม นปช.ได้วางเต้นท์และที่พักเป็นจำนวนมาก และตั้งแต่บ่ายของวันที่ 19 พฤษภาคม มวลชนเสื้อแดงได้ก่อการจลาจลในพื้นที่ราชประสงคืและทั่วกรุงเทพฯ

หน่วยรับผิดชอบวางกำลังยุทธการกระชัยวงล้อม

เป็น การปฏิบัติการร่วม 3 เหล่าท้พคือ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ โดยกำลังหลักที่ใช้ปฏิบัติการเป็นกำลังของกองทัพบก จำนวน 3 กองพล ได้แก่

กอง พลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.ร.1รอ.) ใช้กำลัง 3 กรม หลักคือ ร.1 รอ. ร.11 รอ.และ ร.31 รอ.ให้ ร.1 รอ กับ ร.11 รอ. วางกำลังพื้นที่ดินแปลง พญาไทราชปรารภ ร.31 รอ.เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว พร้อมปฏิบัติการพิเศษ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) มีหน้าที่ดูแลพื้นที่ถนนวิทยุ บ่อนไก่ ศาลาแดง ลุมพินี สามย่านกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) มีหน้าที่ดูแลพื้นที่อโศก เพลินจิต ชิดลม

นอกจากนี้ยังมีกอง กำลังพร้อมสนับสนุน คือ พล.ร.2 รอ.กำลังของหน่วยอากาศโยธิน (อย.) ของกองทัพอากาศสแตนด์บายพร้อมออกปฏิบัติหน้าที่ 24 ชั่วโมง และมีหน่วยปฏิบัติการทางอากาศพร้อมขึ้นบินเหนือพื้นที่ราชประสงค์ ขณะที่กองทัพเรือรับภารกิตจพิเศาอารักขาสถานที่สำคัญ โดยเฉพาะบริเวณโรงพยาบาลศิริราชง

ทั้ง นี้ การปฏิบัติภารกิจของกองทัพจะมีสัญญาณบอกฝ่าย เป็นสัญลักษณ์แถบสี ติดหัวไหล่ แขนขวา โดยจะมีการเปลี่ยนสีทุกวัน แต่เมื่อการปฏิบัติภารกิจเต็มขั้นในวันที่ 19 พฤษภาคม กำลังทุกหน่วยจะใช้แถบสีชมพูเป็นสัญลักษณ์บอกฝ่าย ติดไว้บริเวณหลังหมวกเหล็กทุกนาย

( ติดตาม ตอน 2 )

โกอินเตอร์

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ใคร ยังไม่ได้อ่าน ต้องหาอ่านบทความของ นายแอนดรูว์ สปูนเนอร์ ชื่อ Thailand"s PM Abhisit Vejjajiva: "He"s only good at talking." เผยแพร่ในเว็บไซต์ asiancorrespondent.com

บทความเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ถ้าใครอ่านไม่เข้าใจ ก็หาเปิดอ่านฉบับแปลภาษาไทยได้จาก "ข่าวสด" ฉบับ 23 มิ.ย.

หา หนังสือพิมพ์ไม่ได้ก็เปิดเว็บไซต์ www.khaosod. co.th เลือกวันที่ 23 มิ.ย. แล้วคลิกเข้าไปที่พาดหัวข่าว "ดีแต่พูด"ดัง/สื่อนอกชี้/ยี่ห้อมาร์ค

อ่าน แล้วเพิ่งรู้ "ดีแต่พูด" ภาษาอังกฤษใช้คำว่า "He is only good at talking" กำลังดังถึงขนาดมีการจัดกลุ่มคำ หรือแฮชแท็ก บนทวิตเตอร์โดยใช้ตัวย่อ "HIOGAT"

"ดีแต่พูด" จึงเป็นคำฮิตของไทยที่ยกระดับสู่สากลไปเรียบร้อย

คาดการณ์กันเล่นๆ ว่าอีกหน่อย "ดีแต่โพสต์" หรือ "ดีแต่เฟซบุ๊ก" อาจยกระดับตามไปติดๆ

เพราะล่าสุดมีการเขียนบันทึกจากใจผ่านเฟซบุ๊กออกมาเป็นตอนที่ 6 แล้ว ครั้งนี้พูดถึงการนิรโทษกรรม "ทักษิณ" กับ 91 ศพ

เนื้อหาวกไปวนมาอยู่บ้างแต่พอจับใจความได้ว่า

ถ้า พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลก็จะนิรโทษกรรมให้ทักษิณ ซึ่งจะครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งถูกคนเสื้อแดงกล่าวหาว่าเข่นฆ่า ประชาชน 91 ศพด้วย

เมื่อทักษิณได้เงิน 4.6 หมื่นล้านซึ่งเป็นเงินภาษีประชาชนแต่ถูกศาลฯ สั่งยึดไปกลับคืนมาได� ก็จะนำเงินภาษีของประชาชนส่วนหนึ่งมาจ่ายเยียวยาครอบครัวของ 91 ศพ

ทุกอย่างก็จบ จะไม่มีการทวงถามความยุติธรรมใดๆ อีกต่อไป

เจ้าของเฟซบุ๊กคิดเอง เขียนเอง เออเอง สรุปเองเสร็จสรรพครบวงจร

ว่า ทั้งหลายทั้งปวงที่ยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดงทำอยู่ จุดหมายปลายทางคือนิรโทษกรรมช่วยเหลือทักษิณ ให้ได้เงิน 4.6 หมื่นล้านคืนมา

นอก จากนี้ยังมีการยุยงให้คนเสื้อแดงไปยกป้ายถามยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยว่า "นิรโทษกรรมจะทำอย่างไรกับ 91 ศพ" "นิรโทษกรรมข้าม 91 ศพ แลกเงิน 46,000 ล้านหรือ"

อ่านเฟซบุ๊กตอน 6 นี้แล้วหลายคนอาจนึกถึงคำถากถางของณัฐวุฒิ ที่บอกว่าสุดยอดจักรวาลชีวิตของประชาธิปัตย์ก็คือทักษิณ

ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

ถ้าหากสุดยอดจักรวาลชีวิตของพรรคใดก็แล้วแต่ ดันไปอยู่ที่คนเพียงคนเดียว ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นนายเก่าหรือเป็นศัตรูคู่แค้นก็ตาม

แทนที่จะอยู่ตรงการนำเสนอนโยบายต่อประชาชน

ก็สมควรที่พรรคนั้นจะถูกประชาชนลงโทษผ่านการกาบัตรเลือกตั้ง

พท.ยังลิ่วทิ้งปชป. 2โพลย้ำ กทม.ชนะ49-37%

ที่มา ข่าวสด



อีสานกวาด107จาก126 "ปู"วอนปชป.สร้างสรรค์ มาร์คโชว์ด้วยเมีย-ลูก เทือกปูดแม้วฟอร์มรบ. "เติ้ง"โต้จองกระทรวง



มาครบ - ลูกทั้งสามของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกหาเสียงช่วยน.ส.อนุตตมา อมร วิวัฒน์ ผู้สมัครเขต 7 กทม. พรรคเพื่อไทย ที่ย่านห้วยขวาง ซึ่งน.ส.พินทองทาขอร้องว่าอย่าเอางานแต่งงานตนไปโยงการเมือง เมื่อ 24 มิ.ย.

เพื่อ ไทยแรงไม่หยุด โพล 2 สำนักย้ำยังนำลิ่ว บ้านสมเด็จโพลระบุคนกทม.เลือกพท. 49% ปชป. 37% ขณะที่ม.มหาสารคามโพลสำรวจคนอีสาน ฟันธงพท.กวาด 107 จากทั้งหมด 126 แถมยกจังหวัด 11 จังหวัด "ยิ่งลักษณ์"ไปงาน ร.ร.ลูกไปค์ก่อนลุยหาเสียงชัยภูมิ เผยเวทีปชป.ราชประสงค์ไม่มีอะไรใหม่ "มาร์ค"เข้าจุฬาฯ เปิดตัวเมียกับลูกสาวช่วยหาเสียง "เทือก" ปูดทักษิณต่อสายถึงพรรคร่วมเพื่อฟอร์มรัฐบาลแล้ว "ทักษิณ"ทวีตขอโทษขออภัยถ้าทำให้ใครไม่พอใจ พร้อมๆกับไม่แก้แค้นล้างแค้นคนที่ทำร้าย ลูกโอ๊ค-เอม-อุ๊งอิ๊งออกเดินสายหาเสียงช่วยผู้สมัครพท.กทม. เอมวอนอย่าเอาเรื่องแต่งงานมาโยงการเมือง

อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิ้ก ข่าวสด

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 25/06/54 กินยู่กับปาก..อยากอยู่กับท้อง

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

เสียงกู่ก้อง ร้องร่ำ คำมุสา
บีบน้ำตา ตอแหล แค่นั้นหรือ
แต่ความจริง คือระยำ สมคำลือ
แม้ดึงดื้อ..แค่ละคร สะท้อนมาร....

ชายชุดดำ ชายชุดดำ มันพร่ำเพ้อ
เสียงละเมอ โหยหวน ชวนสงสาร
อ้อนแม่ยก เฮสนั่น ด้วยสันดาน
ช่างสามานย์ คำสำราก พวกกากเดน....

มันสั่งปราบ สั่งฆ่า ประชาราษฎร์
ยังเติมวาด เฉไฉ แสร้งไม่เห็น
แถมตีหน้า หลบเลี่ยง ทำเบี่ยงเบน
หวังซ่อนเร้น ความระยำ ที่ทำมา....

บอกไม่มี คนตาย ฟาย..เถอะครับ
กี่ศพนับ บ้างไหม ถูกใครฆ่า
ก็อ้างแต่ ชายชุดดำ ที่นำพา
ที่แท้ทะหมา แต่งชุด สุดแสนเลว....

รีบจับมา เร็วไว ไอ้สับปลับ
พูดลี้ลับ สาละวน จนแหลกเหลว
ทั้งป้ายสี สาดใส่ ดั่งไฟเปลว
เลยดิ่งเหว จมมิด พวกจิตทราม....

พูดแต่เรื่อง ตอแหล ไม่แคร์สื่อ
จากหน้ามือ เป็นหลังเท้า เฝ้าเหยียดหยาม
มีแต่คน ชั่วช้า น่าประณาม
ช่างเลวทราม สมพรรคชั่ว มั่วทั้งปี....

๓ บลา / ๒๕ มิ.ย.๕๔

ใจ อึ๊งภากรณ์: โค้งสุดท้ายสู่การเลือกตั้ง

ที่มา ประชาไท

ใน ช่วงโค้งสุดท้ายสู่การเลือกตั้ง คนเสื้อแดงทุกคนคงจะมีคำถามในใจ เช่น “อำมาตย์มันจะโกงด้วย กกต. ศาล หรือ การทำอะไรแปลกๆกับบัตรเลือกตั้งหรือไม่?” “มันจะทำรัฐประหารล้มการเลือกตั้งไหม?” “เพื่อไทยจะได้คะแนนพอที่จะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่?” หรือ “ถ้าตั้งรัฐบาลได้ อำมาตย์จะสร้างอุปสรรค์อะไรกับการบริหารงานของเพื่อไทย?”

เราไม่ สามารถตอบได้แน่ชัด แต่เราจะต้องไม่แปลกใจกับเหตุการณ์ในอนาคต “ไม่แปลกใจ” หมายความว่าเราต้องคิดล่วงหน้าว่าถ้าอำมาตย์ทำอะไร เราจะรับมืออย่างไร และจงเข้าใจว่าเราต้องรับมือเอง ไม่มีใครคนอื่นที่จะทำให้

นอกจาก การคิดเรื่องการรับมือ เราต้องไม่ไหลตามกระแสข่าวลือที่มีมากมายในสังคมที่ปกปิดข่าวอย่างไทย ก่อนจะเชื่ออะไรต้องตรวจสอบว่าแหล่งข่าวไว้ใจได้หรือไม่ มาจากใคร ฯลฯ

อย่า ประเมินฝ่ายตรงข้ามต่ำไป ซึ่งหมายความว่า พอเห็นโพลล์เพื่อไทยมาแรง ก็นั่งพัก คิดว่าถ้าไม่ไปเลือกตั้งจะไม่มีผลมากมาย ทำอย่างนี้ไม่ได้ เราต้องเข้าใจว่าแม้อำมาตย์ไม่โกงตอนนี้ มันขยันสร้างปัญหามานาน ตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยา ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติ เราพักผ่อนไม่ได้

ที่สำคัญคือ ต้องเลี้ยงดูเครือข่ายเสื้อแดง เพราะหลังเลือกตั้งภาระของคนเสื้อแดงจะเพิ่มหลายเท่า ยิ่งต้องขยันมากขึ้นในการปกป้องกระบวนการประชาธิปไตย และรัฐบาลเพื่อไทย

ใน ระบบประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวนอกรัฐสภา โดยขบวนการประชาชนอย่างคนเสื้อแดง เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย และความเป็นธรรม เป็นเรื่องสำคัญ และมีความชอบธรรม อย่าไปฟังฝ่ายตรงข้ามที่กล่าวหาคนเสื้อแดงว่า “ใช้กฎหมู่” ในขณะที่ฝ่ายมันใช้ปืน และอำนาจนอกกติกาประชาธิปไตยมาตลอด

ถ้า...ถ้า... พรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมาก มันไม่ได้แปลว่าฝ่ายเรายึดอำนาจรัฐได้ และมันไม่ได้แปลว่าประเทศไทยจะมีประชาธิปไตยกลับมาง่ายๆ พรรคเพื่อไทยในรัฐสภา จะต้องพึ่งพลังคนเสื้อแดงนอกรัฐสภา เราต้องพร้อมจะชุมนุมใหญ่ เพื่อกีดกันการโกง ล้ม หรือทำลายกระบวนการประชาธิปไตย และไม่ใช่ปล่อยให้มันทำแล้วค่อยๆ ออกมา ต้องออกมาทันที ต้องประกาศล่วงหน้าว่าจะออกมาด้วย

แล้วอีกอย่าง.... เราต้องทำใจล่วงหน้า เพราะพรรคเพื่อไทยตามลำพังอาจไม่พร้อม อาจไม่จริงใจ หรืออาจอ่อนแอเกินไป ที่จะปฏิรูปประเทศไทย ถ้าอะไรเกิดขึ้นที่จะทำให้เราผิดหวังอย่าแปลกใจ การประนีประนอมกับอำมาตย์จะไม่นำไปสู่การสร้างประชาธิปไตย ไม่ว่าใครในเพื่อไทยจะแก้ตัวอย่างไร ดังนั้นเราไม่ต้องมองว่าพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำเสื้อแดง

เราต้องไม่ ลืมภาระของคนเสื้อแดงในการรณรงค์ให้ ปล่อยนักโทษการเมือง ยกเลิกกฎหมาย 112 ตัดอำนาจทหาร ปฏิรูปศาล ยกเลิกการเซ็นเซอร์สื่อ สร้างความเท่าเทียมผ่านรัฐสวัสดิการ ฯลฯ ซึ่งตามลำพังพรรคเพื่อไทยอาจไม่ทำ

และ เราต้องกดดันให้มีการลงโทษอภิสิทธิ์ สุเทพ อนุพงษ์ และประยุทธ์ เพราะพวกนี้มือเปื้อนเลือดจากการสั่งฆ่าประชาชน ยิ่งกว่านั้นมันหน้าด้านตบหน้าวีรชน โดยการไปปราศรัยในจุดที่มันฆ่าประชาชน!! ถ้าพวกนี้ไม่ถูกลงโทษ มัน และคนอย่างมันในอนาคต จะมองว่าฆ่าประชาชนได้อีก เพราะทุกคนจะลอยนวลเสมอ ถึงเวลาสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชนแล้ว

ในโค้งสุดท้ายนี้ เราต้องตั้งใจ คิดอย่างชัดเจน พร้อมจะรับมือกับทุกสถานการณ์ และ

1. ขณะที่กาช่องพรรคเพื่อไทย จงเข้าใจว่านี่เป็นการลงประชามติ “ไม่เอาเผด็จการมือเปื้อนเลือด” มันตบหน้าวีรชนของเรา ดังนั้นเวลาเรากาช่องพรรคเพื่อไทย เราตบหน้ามันกลับไป

2. อย่าตั้งความหวังสูงเกินไปในนักการเมืองพรรคเพื่อไทย จงเข้าใจว่าพลังเพื่อเปลี่ยนสังคม และเลิกฝันร้ายแห่งอำมาตย์ คือคนเสื้อแดง

24 มิถุนาฯ เส้นทางวิบากของประวัติศาสตร์อาภัพ และ (ถูกทำให้) พร่าเลือน

ที่มา ประชาไท

24 มิ.ย.54 - ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดงานงานเสวนาเนื่องในวันครบรอบ79 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยกลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชนร่วมกับชมรมประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ ภายใต้หัวข้อ “24มิถุนา ประวัติศาสตร์ อำนาจ และความทรงจำ” โดยมีวิทยากร ได้แก่ เกษม เพ็ญพินันท์ และณัฐพล ใจจริง ซึ่งได้รับความสนใจจากนักศึกษาและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมฟังแน่นห้องประชุม

ณัฐพล ใจจริง ได้ พาผู้ร่วมฟังทัศนะไปยังภูมิทัศน์ของการปฎิวัติ 2475 ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไปจนถึงพรมแดนทางความรู้ตั้งแต่ช่วง 2475 จนถึงปัจจุบัน โดยให้คำจำกัดความของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของไทยว่าเป็น “อภิมหาสถาปนิกสยามกับการวาดเส้นขอบฟ้าอันดารดาษด้วยเงาปราสาทเวียงวัง” หรือคือการที่ชนชั้นนำพยายามควบคุมพลวัตรการเรียนรู้ของราษฎรที่ให้จำกัด อยู่ภายใต้เรื่องราวอันสวยหรูของชนชั้นนำ โดยเริ่มตั้งแต่ตำราเรียนของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ แม้ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ถูกเนรเทศออกไปยังต่างประเทศ แต่กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ยังไม่หยุดเขียนประวัติศาสตร์ ทรงใช้ชีวิตที่เหลือขัดเงาระบอบเก่าต่อไป งานประวัติศาสตร์ของเขาไม่เคยพูดถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เลย และทรงพูดแต่เรื่องของกษัตริย์ ซึ่งเป็นวิถีแบบราชาชาตินิยมเพียงอย่างเดียว

ในช่วงปี2470-2480 ได้เกิดความท้าทายของระบอบอนุรักษ์นิยมขึ้น ทำให้เกิดการยอมรับแบบราชาชาตินิยมอีกครั้ง เพราะฝ่ายคณะปฎิวัติมิได้ทำการรื้อถอนการเรียนการสอนแบบระบอบเก่าอย่างหมด สิ้น และเมื่อกลุ่มรอยัลลิสต์กลับมามีอำนาจอีกครั้ง ประวัติศาสตร์การปฎิวัติ2475ก็ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องน่ารังเกียจ น่าอุจจาดหรือเรียกได้ว่าอยู่ในฐานะทัศนะอุจาดบนภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์แบบ ราชาชาตินิยม มีการสาดโคลนและพยายามฝังกลบการปฎิวัติฯ พร้อมพยายามสร้างภูมิทัศน์ใหม่โดยการบอกว่า รัฐธรรมนูญนั้นมีมาตั้งนานแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัย นั่นคือหลักศิลาจารึก ตัวอย่างของงานเขียนที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีงานหนึ่งคือสี่แผ่นดิน ของ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช สี่แผ่นดินเป็นนิยายฝังกลบ โดยชี้ให้เห็นถึงความทุกข์ทรมานของการปฎิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผ่านการดำเนินเรื่องโดยแม่พลอย หญิงชนชั้นสูงที่มีชีวิตที่รุ่งเรืองก่อน2475 พอหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ชีวิตของแม่พลอยก็ต้องเจอกับมรสุมหนักมากมาย จนสุดท้ายชีวิตของแม่พลอยก็สิ้นไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านของรัชกาล

นอก จากนี้ยังมีการร่วมทำลาย2475 โดยสำนักมาร์กซิสม์ในฐานะแนวร่วมมุมกลับของรอยัลลิสต์ ซึ่งจะเน้นการให้ภาพ การถูกคุมคามเอกราชไทยจากจักรวรรดินิยมตะวันตกที่สอดคล้องไปกับจินตภาพใน ประวัติศาสตร์ของสำนักกรมพระยาดำรงฯ นอกจากนี้สำนักมาร์กซิสต์ไทยได้โจมตีการปฎิวัติว่าเป็นการปฎิวัติของกระฎุม พี ปฎิวัติครึ่งๆกลางๆ กลายเป็นสังคมกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา และมองการปฎิวัติ2475 ในฐานะเป็นตัวทำให้เกิดระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่รวมพลของการรัฐประหาร และที่มาของปัญหาประชาธิปไตย การให้ภาพแบบมาร์กซิสม์ทำให้การประเมินทางภูมิทัศน์ของ2475 ยิ่งถูกลบเลือนไป

แต่พอหลัง 6 ตุลาคม 2519 ก็เกิดการผลิบานของการขุดแต่งบูรณะ หลังป่าแตก นักศึกษา-ปัญญาชนหันกลับมาโจมตีลัทธิมาร์กซ์ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และชาญวิทย์ เกษตรศิริ เริ่มผลิตงานในเชิงเชิดชูคณะราษฎร การฉลอง50ปีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเสียชีวิตของปรีดี เป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูคณะราษฎร ในช่วงปี 2520-2530 มีการพูดถึงการปฎิวัติมากขึ้นในทางบวก มีการจัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการปฎิวัติเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเน้นหนักที่การตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะงานของธงชัย วินิจจะกูล และสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

มาถึงปัจจุบันที่การเปล่ง ประกายของการปฎิวัติ2475 ตั้งอยู่บนภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์การเมืองไทยภายหลังรัฐประหาร2549 ที่การปฎิวัติฯกลายเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มทางการเมือง มีการพูดถึงคณะผู้ก่อการในวงกว้าง มีภาพพวกเขาบนเสื้อยืด มีการนำเหตุการณ์นี้ไปตั้งชื่อกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง ฯ อย่างไม่เคยมีมาก่อน

เกษม เพ็ญพินันท์ อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตั้งข้อสังเกตต่อเว็ปไซต์สถาบันพระปกเกล้าซึ่งเป็นสถาบันที่มีเป้าหมายใน การส่งเสริมประชาธิปไตยว่าทำไมจึงไม่มีข้อมูลของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ที่สำคัญสองเหตุการณ์คือกบฎบวรเดช และ24มิถุนายน 2475 เลย นี่เป็นส่วนหนึ่งในการพยายามทำให้การรับรู้เกี่ยวกับ2475 จางหายไป รวมไปถึงในแบบเรียนมัธยมที่สร้างการรับรู้และความเข้าใจของเหตุการณ์ในภาพ ที่ใหญ่มาก ตัวละครในการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่ใช่คณะราษฎร แต่ตัวเอกของเรื่องกลายเป็นพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พยายามทำให้ดูเหมือนว่าไม่ใช่เรื่องของประชาชนแต่เป็นเรื่องของพระมหา กษัตริย์ที่ประสงค์อยู่แล้วในการมอบรัฐธรรมนูญ

วันที่24มิถุนายน ถูกทำให้กลายเป็นวันที่ไม่น่าให้ความสำคัญเท่าใดนัก เมื่อเทียบกับวันที่10 ธันวาคม เพราะเกิดการผุกร่อนทางภูมิทัศน์ของประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่อยู่ภายใต้ ความเป็นราชาชาตินิยม

นักประวัติศาสตร์จำนวนมากเห็นตรงกันว่า 24มิถุนาฯ เป็นการเกิดรัฐประชาชาติสมัยใหม่ จากรัฐไทยแต่เดิมที่มีการรวมศูนย์อำนาจ จึงทำให้เกิดกลุ่มสำนึกความรับรู้ความทรงจำ และวาทกรรม”ชิงสุกก่อนห่าม” โดยวาทกรรมนี้มาจากศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวาณิช ทำไมเรื่องเล่าเหล่านี้จึงมีความสำคัญ ไม่ใช่การนำเสนอว่าเป็นอย่างไร แต่ความทรงจำและสำนึกของความเป็นประชาธิปไตย คิดว่าประชาธิปไตยไม่ได้เกิดจากการต่อสู้เรียกร้องของประชาชนจริงๆ และคิดว่าการปฎิวัติคือการที่รัฐกระทำต่อรัฐเอง

สิ่งที่สำคัญอีก อย่างหนึ่งคือสิ่งที่เกิดบนถนนราชดำเนิน ประเด็นทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นบนถนนราชดำเนิน ไม่ว่าจะเป็นพระราชพิธี หรือสถาปัตยกรรม ถนนราชดำเนินเป็นพื้นที่ในการเฉลิมฉลองการปฏิวัติ แต่ก็มีความพยายามที่พยายามเปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ บรรดาอาคารบ้านเรือนต่างๆ บนถนนราชดำเนิน หลังจากคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการสร้างสถาปัตยกรรมจำนวนมากรวมทั้งศาลยุติธรรมและอาคารพาณิชย์โดยรอบ แต่สุดท้ายก็เกิดการปะทะกันในแง่ของความทรงจำและทำให้หลงลืม คือการพยายามลบสถาปัตยกรรม เช่นกรณีรื้อโรงหนังเฉลิมไทย การย้ายกรมโยธาธิการให้เป็นพิพิธพัณฑ์พระปกเกล้า และการพยายามรื้อสร้างเปลี่ยนสถาปัตยกรรมในตึกรายล้อม และประเด็นที่สำคัญคือการรื้อศาลยุติธรรม การพยายามไล่รื้อทำลายสถาปัตยกรรมของคณะราษฎร สิ่งที่น่าสนใจต่อมาคือเรื่องผังเมืองของเกาะรัตนโกสินทร์ ที่จะทำให้ราชดำเนินเป็น ฌอง เอลิเซ่ การปรับเปลี่ยนสถาปัตย์ให้ลบเลือนความเข้าใจของคณะราษฎร การพยายามจะฟื้นลักษณะของสยามในฐานะที่เป็นรอยต่อกลับสู่อดีต

เรื่อง สุดท้ายที่เกษม กล่าวถึงคือเรื่องวันชาติใต้ร่มพระบารมี โดยระบุว่าวันชาติในช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ คือวันที่ 24 มิถุนายน มีการเฉลิมฉลองวันชาติครั้งแรกที่ราชดำเนิน โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่การเฉลิมฉลองงานวันชาตินี้มีอายุอยู่เพียงแค่21 ปีเท่านั้น พอมาถึงยุคของจอมพลถนอม กิติขจร จอมพลถนอม ได้อ้างสวีเดน อังกฤษ ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ที่ปกครองระบอบเดียวกันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่าประเทศเหล่านี้ใช้วันชาติเป็นวันเดียวกับวันพระราชสมภพของประมุข การเปลี่ยนวันจึงไม่ใช่เรื่องของชาติ แต่เป็นเรื่องของชนชั้นนำ

ความ เข้าใจต่อคณะราษฎรจึงถูกทำให้เป็นผู้ร้ายในการเมืองไทยตลอดมา ผู้ร้ายที่ทำให้เกิดมรสุม ชิงสุกก่อนห่าม และความทรงจำก็จะถูกทำลายลงไปทีละนิดๆ

6 พรรคการเมือง ลงนามสัญญาประชาคม ร่วม 40 องค์กรประชาชน

ที่มา ประชาไท

วาน นี้ (24 มิ.ย.54) องค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ร่วมกันจัดโครงการรณรงค์เลือกตั้ง 2554 “เวทีสัญญาประชาคม ประชาชนพบพรรคการเมือง” ณ ห้องประชุมอาคารนันทนาการ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยสภาพปัญหาพร้อมร่วมเสนอนโยบายต่อพรรคการเมือง โดยมีเครือข่ายภาคประชาชนกรณีปัญหาต่างๆ เข้าร่วมกว่า 3,000 คน
กิจกรรม ในช่วงเช้าเป็นการอภิปรายเรื่องการวิพากษ์นโยบายพรรคการเมือง กับการแก้ไขปัญหาของประชาชน จากนั้นในช่วงบ่าย มีการเปิดเวทีให้ภาคประชาชนนำเสนอนโยบายต่อพรรคการเมือง แบ่งเป็น 10 ประเด็นคือ เรื่องภาพรวมข้อเสนอนโยบายภาคประชาชน ปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหาของผู้ใช้แรงงานและผู้ประกันตน ปัญหาภาคการเกษตร ความมั่นคงด้านอาหาร ปัญหาหนี้สินเกษตรกรและหนี้สินประชาชน ปัญหาจากผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐและทุน ข้อเสนอเรื่องสถานะบุคคลและสัญชาติ ข้อเสนอจากเครือข่ายผู้พิการ รวมถึงข้อเสนอด้านรัฐสวัสดิการและสาธารณสุข และสุดท้ายเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
นอก จากนี้ภายในงานยังมีการปราศรัยเกี่ยวกับนโยบายภาคประชาชนโดยตัวแทน พรรคการเมือง ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นางศุภาธินันท์ (สะอิ้ง) ไถวสินธุ์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, นายสมบัติ เบญจศิริมงคล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคการเมืองใหม่, พล.ต.วีระศักดิ์ นาทะสิริ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคมาตุภูมิ และนายสนธิญา สวัสดี ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคชาติไทยพัฒนา
จากนั้นตัวแทน พรรคการเมืองทั้ง 6 พรรค ได้ร่วมลงนามลงนามสัญญาประชาคมระหว่างพรรคการเมืองกับตัวแทนภาคประชาชน ว่าด้วยการสนับสนุนแนวทางและข้อเสนอในการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ และแก้ปัญหาความยากจน
ปิดท้ายกิจกรรมในครั้งนี้ โดยเครือข่ายประชาชนร่วมอ่านคำประกาศเจตนารมณ์ต่อการเลือกตั้ง 2554 ซึ่งระบุเนื้อหาดังนี้
คำประกาศเจตนารมณ์
เครือข่ายประชาชน 40 องค์กรต่อการเลือกตั้ง 2554
พวกเราในนามเครือข่ายประชาชน 40 องค์กร ซึ่งได้ร่วมกันจัดโครงการรณรงค์เลือกตั้ง 2554 “เวทีสัญญาประชาคมพบพรรคการเมือง” เพื่อนำเสนอปัญหาข้อเรียกร้องของประชาชนต่อพรรคการเมืองตามวิถีของระบอบ ประชาธิปไตย เพื่อตรวจสอบว่านโยบายของพรรคการเมืองเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาปากท้องของ ประชาชน หรือไม่ อย่างไร และรณรงค์ข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศให้พรรคการเมืองนำไปปฏิบัติและ สร้างกลไกเชื่อมประสานเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน ในการหนุนเสริมให้เกิดการแก้ไขปัญหาประชาชนและผลักดันให้เกิดการปฏิรูป ประเทศที่สร้างความเป็นธรรมและเท่าเทียมทางสังคม ในวันนี้ ณ ห้องประชุมนันทนาการ ม.รังสิต เราขอแถลงการณ์ท่าทีและข้อเรียกร้องต่อกรณีดังกล่าวดังนี้
1.เรา เห็นว่าการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 นั้น ปัญหาของประเทศ ความเดือดร้อนของประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐทั้งหลาย คือสิ่งที่พรรคการเมืองทั้งหมดและรัฐบาลใหม่ที่จะมาหลังจากการเลือกตั้ง จะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากของแผ่นดิน และเป็นหน้าที่ในการหาทางออก เพื่อการแก้ไขปัญหาร่วมกับประชาชนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ บทเรียน 79 ปี ของเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ผ่านมา ย่อมประจักษ์ชัดแล้ว การเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ได้ดำเนินการไปสู่ความมุ่งมาดปรารถนาของคณะราษฎร อันจะนำพามาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนทั้งแผ่นดินอย่างแท้จริง
2.เรา ขอยืนยันว่า ความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างและความไม่ธรรมทางสังคมย่อมแก้ไขได้ หากพรรคการเมืองที่ได้รับฉันทานุมัติให้เข้ามาใช้อำนาจรัฐการปกครอง ยอมรับและเข้าใจในปัญหา มีนโยบายที่จะเอาปัญหาของประชาชนเป็นตัวตั้ง ปรับโครงสร้างกฎหมายนโยบายให้สอดคล้อง ด้วยการกระจายทรัพยากร สิทธิ โอกาสและรายได้ ภายใต้หลักการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้ชุมชนมีอำนาจในการจัดการในทุกระดับ อันจะนำมาซึ่งการพึ่งตนเองได้ในที่สุด
3.เรา เห็นว่า “เวทีสัญญาประชาคมประชาชนพบพรรคการเมือง” ในวันนี้ จะนำมาซึ่งความร่วมมือระหว่างพรรคการเมือง ผู้ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน กับพวกเราเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาที่ผ่านมา เพื่อร่วมกันหาทางออกในการแก้ไขปัญหาประเทศ ปฏิรูปโครงสร้างทั้งระดับนโยบายและรูปธรรมรายกรณี อันจะนำมาซึ่งความเป็นธรรมและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในประเทศ

ท้าย ที่สุด เราเห็นว่าการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของคนจน อันเป็นความทุกข์ของแผ่นดิน และภารกิจการปฏิรูปประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ความเท่าเทียมทางสังคมนั้นจะสำเร็จบรรลุเป้าหมายของระบอบประชาธิปไตยของ ประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน ได้นั้น ก็ด้วยความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวของพวกเราที่จักต้องร่วมกันต่อสู้จนกว่าชัย ชนะจักเป็นของเราในที่สุด
ด้วยจิตสมานฉันท์และเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนต้องกำหนดอนาคตตนเอง
ประกาศเครือข่ายองค์กรประชาชน 40 องค์กร
ประกาศ ณ ห้องประชุมนันทนาการ มหาวิทยาลัยรังสิต
วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2554
ร่วมประกาศเจตนารมณ์โดยเครือข่ายองค์กรประชาชน 40 องค์กร
1.คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) 2.สำนักงานปฏิรูป (สปร.)
3.คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)
4.สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)
5.เครือข่ายศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบ
6.สภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย (สคปท.)
7.ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (Pmove)
8.เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.)
9.เครือข่ายสลัม 4 ภาค 10.ชมรมปฏิรูปสิทธิลูกหนี้ (ปสล.)
11.เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คป.สม.)
12.สมัชชาคนจน (สคจ.) กรณีปัญหาเขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี
13.เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
14.เครือข่ายกลุ่มสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ จังหวัดลำปาง
15.กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อุดรธานี
16.กลุ่มผู้เดือดร้อนจากโครงการสวนป่าพิบูล จังหวัดอุบลราชธานี
17.ชมรมพิทักษ์สิทธิผู้ประกัน
18.เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยภาคเหนือ( คปท.เหนือ)
19. สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.)
20. เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.)
21.ศูนย์ประสานงานเครือข่ายประชาชน
22.ศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง (ศปส.)
23.เครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล
24.เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก
25.กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก-หินกรูด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
26. เครือข่ายคนไทพลัดถิ่น
27.สภาองค์กรชุมชน
28.เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ
29.สภาผู้พิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
30.กลุ่มเพื่อนประชาชน (FOP.)
31.กลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่น (Local Act)
32.กลุ่มปฏิบัติงานคนจนเมือง
33.มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ
34.มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค 35.สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค
36.มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.)
37.คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)
38.ฝ่ายพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
39.มูลนิธิชุมชนไท
40. คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
กิจกรรมของภาคประชาชนในตอนเช้า ณ หมุนประชาธิปไตย 2475 เพื่อรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2475
ตัวแทนภาคประชาชนขึ้นเวทีพบตัวแทนพรรคการเมือง
นางศุภาธินันท์ (สะอิ้ง) ไถวสินธุ์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยพูดคุยกับชาวบ้านปากมูน


บรรยากาศด้านล่างเวที


นักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตชูป้ายร่วมแสดงความคิดเห็น


ตัวแทนพรรคการเมืองร่วมลงชื่อสัญญาประชาคม
อ่านคำประกาศเจตนารมณ์เครือข่ายประชาชน 40 องค์กรต่อการเลือกตั้ง 2554
สัญญาประชาคม ลงนามโดยตัวแทนพรรคการเมือง 6 พรรค

นักศึกษา-ญาติวีรชน จัดรำลึก 79 ปี “คณะราษฎร” เปลี่ยนแปลงการปกครอง Sat, 2011-06-25 03:40

ที่มา ประชาไท

24 มิ.ย.54 เวลาประมาณ 5.00 น. กลุ่ม 24 มิถุนาฯประชาธิปไตย, สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.), กลุ่มประกายไฟ นิสิต-นักศึกษาและประชาชนประมาณ 50 คน ร่วมระลึกวันครบรอบ 79 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยวางดอกกุหลาบแดงเป็นตัวอักษรคำว่า “79 ปี 2475” ล้อมรอบหมุดคณะราษฎร พร้อมทั้งอ่านคำประกาศของคณะราษฎร และร้องเพลง “วันชาติ 24 มิถุนา” (24 มิถุนามหาศรีสวัสดิ์)

หมุดคณะราษฎรคือหมุด ทองเหลือง ฝังอยู่กับพื้นถนนบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ณ ตำแหน่งที่พระยาพหลพลพระยุหเสนายืนอ่านประกาศคณะราษฎร มีข้อความจารึกบนหมุดว่า “๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อคความเจริญของชาติ” คณะราษฎรได้สร้างหมุดแห่งการปฎิวัติขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานต่อการทำการปฎิ วัติครั้งนี้

ในช่วงสาย บรรดาลูกหลาน ญาติมิตร ของเหล่าคณะราษฎรผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองได้มารวมตัวกันเพื่อระลึกถึงเหล่า คณะราษฎรผู้ล่วงลับ ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เหล่าลูกหลาน ญาติสนิทมิตรสหาย ได้นำดอกไม้ปักหน้าป้ายชื่อ และระลึกถึงผู้ที่จากไป และร่วมกับทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศล

วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นวัดที่สร้างในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เดิมชื่อว่าวัดประชาธิปไตย และเป็นที่เก็บอัฐิของคณะราษฎรผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง

รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยปฏิเสธเรื่องคลิป-ยันบุรีรัมย์ไม่มีซื้อเสียง

ที่มา ประชาไท

"โสภณ ซารัมย์" ยันบุรีรัมย์ไม่ต้องซื้อเสียงงบประมาณลงพื้นที่มากอยู่แล้ว ชาวบ้านออกเงินคนละหมื่นยังสร้างถนนไม่ได้ ยันคลิปที่ลงเว็บ สอบถามผู้สมัคร ส.ส.พื้นที่แล้วเป็นการแจกเงินให้อาสาสมัครที่มาช่วยหาเสียง ซึ่งจะได้ทำบัญชีค่าใช้จ่ายชี้แจง กกต. ต่อไป



25 มิ.ย. - ตามที่มีผู้โพสต์คลิปใน YouTube ความยาวประมาณ 2.51 นาที ระบุว่าเป็นการซื้อเสียงของพรรคการเมืองหนึ่งในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เขตการเลือกตั้งที่ 5 นั้น

ล่าสุดผู้สื่อข่าวคมชัดลึก สัมภาษณ์นายโสภณ ซารัมย์ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งปฏิเสธเรื่องดังกล่าวและว่า จ.บุรีรัมย์ไม่จำเป็นต้องมีการซื้อเสียง เพราะผลงานที่ทำมาโดยเฉพาะงบประมาณที่ลงพื้นที่มีมากกว่า ชาวบ้านออกเงินคนละ 1 หมื่นบาทก็ยังสร้างถนนไม่ได้ จึงขอท้าให้พรรคอื่นหากนำเงินมาซื้อเสียงก็ยังไม่สามารถซื้อได้ ส่วนจะเป็นการใส่ร้ายหรือไม่ ยังต้องดูหลักฐานก่อน แต่จากการสอบถามผู้สมัคร ส.ส.ในพื้นที่ พบว่า เป็นการให้เงินแก่อาสาสมัครของพรรคที่มาช่วยหาเสียง ซึ่งตนก็ทำเช่นนั้น และได้ทำบัญชีค่าใช้จ่ายเลิอกตั้งแจ้งไปยังกกต.ต่อไป

นาย โสภณ กล่าวด้วยว่า อยากขอความเป็นธรรม แม้ภาพการแข่งขันในจังหวัดจะดูรุนแรง แต่คน จ.บุรีรัมย์รักสงบ ไม่มีอิทธิพล และหากมีการแสดงอานาจจริงประชาชนก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำอำนาจบาดใหญ่ และจะลงโทษบุคคลนั้นเอง