WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 27, 2011

แอนดรูว์ เอ็ม มาร์แชล: ทักษิณกับผม

ที่มา ประชาไท

แอนดรูว์ มาร์แชล: ทักษิณกับผม

(Thanks to Liberal Thai blog for translation. Original English language version is here: http://bit.ly/96kT67)

เช่น เดียวกับนักข่าวต่างชาติอีกหลายคน ผลจากการรายงานข่าวเกี่ยวกับวิกฤติการเมืองในประเทศไทย ผมถูกกล่าวหาเป็นประจำว่า ซื่อ งมโข่ง และขาดความสามารถที่จะทำความเข้าใจถึงสถานการณ์อันซับซ้อนได้

แต่ก็ไม่เป็นอะไร แม้กระทั่งเพื่อนสนิทของผมยังเรียกผมว่าปัญญานิ่มอยู่บ่อยๆ แล้วปกติก็เป็นจริงอย่างนั้นนะ

แต่ สื่อต่างชาติกำลังเผชิญกับการถูกกล่าวหาในเรื่องอื่น: ถูกกล่าวหาว่าเราตกเป็นเหยื่อ และถูกล้างสมองจากแผนปฏิบัติการรณรงค์โฆษณาชวนเชื่อบางอย่างที่สร้างความงม งายอย่างได้ผลของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร หรือหนักไปกว่านั้น กล่าวหาว่าเรารับเงินจากทักษิณเพื่อเร่ขายเรื่องโกหกใส่ร้ายกับสิ่งที่กำลัง เกิดขึ้นในประเทศไทย

เรื่องนี้ถือว่าเหลวไหลไร้สาระสิ้นดี ใครที่คิดว่าทักษิณจะมีสิทธิติดสินบนต่อการบริหารบริษัทสื่อต่างชาติใน ประเทศไทยเพื่อทำการบิดเบือนสถานการณ์ เป็นแน่ชัดว่า ผู้นั้นมีความเข้าใจอันจำกัดว่าอุตสาหกรรมสื่อของโลกทำงานกันอย่างไร และใครที่คิดว่านักข่าวที่เสี่ยงชีวิตเพื่อดำรงหลักการแห่งความยุติธรรม และความซื่อสัตย์จะถูกอดีตมหาเศรษฐีที่กำลังลี้ภัยซื้อตัวได้นั้น เป็นที่แน่ชัดว่า ผู้นั้นมีเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์อยู่อย่างจำกัด

แต่ แทนที่จะชี้ให้เห็นถึงจุดบกพร่อง และข้อผิดพลาดที่มีมากมายเมื่อผู้ตั้งตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น โต้เถียงกัน ผมจึงต้องเล่าเรื่องระหว่าง ทักษิณและตัวผม

ผมมากรุงเทพ ครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๓ ในฐานะผู้ช่วยสำนักงานข่าวรอยเตอร์ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังค่อยๆฟื้นตัวจากบาดแผลของวิกฤติฟองสบู่ของเอเชียในปี ๒๕๔๐/๒๕๔๓ และอำนาจทางการเมืองใหม่เพิ่งปรากฏโฉมขึ้นมา – ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทยของเขา (ชื่อพรรคการเมืองที่ทักษิณเลือกขึ้นมา โดยเฉพาะในเวลานี้ดูเหมือนเป็นการตั้งเพื่อประชด ในแง่ความแตกแยกที่เต็มไปด้วยความขมขื่น และความเกลียดชัง ซึ่งได้อุบัติขึ้นมาในสังคมไทย)

ผมเป็นผู้ทำข่าวการผงาดในทางการ เมืองของทักษิณ คำมั่นในยามหาเสียง และการเลือกตั้งในเดือนมกราคม ๒๕๔๔ ซึ่งไทยรักไทยเป็นพรรคแรกและพรรคเดียวในประเทศไทยที่กวาดที่นั่งมากที่สุด

ใน วันนี้ ทักษิณถูกวาดภาพในประเทศไทยว่าเป็นปีศาจอัจฉริยะ ผู้บงการร่างเงาด้วยทุนทรัพย์อันมหาศาล เป็นเพียงคนเดียวที่เกือบจะลากประเทศเข้าสู่ความหายนะ และความล่มจม แต่เพียงแค่ไม่กี่เดือนแรกที่ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกฯ เขาได้แตกต่างไปจากตัวแทนที่น่าขบขันเหล่านี้ ห่างไกลเกินกว่าที่จะดูเป็นปีศาจอัจฉริยะ ทักษิณสร้างความประทับใจ แทนที่จะเป็นผู้ที่ไม่มีความฉลาดเอาเสียเลย

มารยาท และความเปิ่นได้สร้างรอยด่างพร้อยให้กับภาพพจน์ของทักษิณ และจากที่แย่ กลายเป็นย่ำแย่อย่างหนักเมื่อสมาชิกวุฒิสภาที่น่าจะประสาทอ้างว่าได้พบขุม ทอง และพันธบัตรสหรัฐฯที่ถูกทหารญี่ปุ่นที่หลบหนีนำมาทิ้งไว้ปลายสมัยสงครามโลก ครั้งที่ ๒ โดยซ่อนไว้ในโบกี้รถไฟแวดล้อมไปด้วยกระดูกของทหารญี่ปุ่น ซึ่งทำฮาราคีรี และหนีลึกลงไปในถ้ำใกล้จังหวัดกาญจนบุรี

ส่วนใหญ่ของ ประเทศมองการอ้างเหล่านี้ว่าเป็นการแต่งเติมรสชาติ แต่ไม่ใช่สำหรับทักษิณ ทักษิณตื่นเต้นขนาดถึงกับรีบรุดไปยังถ้ำด้วยเฮลิคอปเตอร์ และต่อมาประกาศว่าเขาจะใช้ดาวเทียมหาตำแหน่งสถานที่ซ่อนขุมทรัพย์นั้น คุณอ่านรายงานข่าวตำนานเรื่องนี้ได้จาก ที่นี่ และ ที่นี่

อะไรที่ เป็นประเด็นสำคัญซึ่งแขวนอยู่ในช่วงเดือนต้นๆของรัฐบาลทักษิณ นั่นคือการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ใกล้จะมาถึงว่านายกฯจะถูกห้ามเล่นการ เมืองห้าปีหรือไม่ ในข้อหาปิดบังทรัพย์สินบางส่วน นี่เป็นบททดสอบที่ยากลำบากสำหรับประชาธิปไตยของไทย – เป็นเรื่องค่อนข้างแน่ชัดกับใครก็ตามซึ่งว่ากันตามหลักฐานแล้วว่า ทักษิณพยายามปิดบังทรัพย์สินบางส่วนของเขา และทักษิณยังโอนหุ้นจำนวนมหาศาลให้กับคนใช้ และคนขับรถ แต่เขาเพิ่งได้รับชัยชนะจากเลือกตั้งด้วยคะแนนท่วมท้นเป็นประวัติศาสตร์ชาติ ไทย ศาลต้องการจะห้ามนายกฯซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนจากมวลชนจำนวนมหาศาลจริงๆหรือ แม้ว่าจะพบว่าเขาได้กระทำผิดในข้อหาที่มีอยู่

นั่นหมายถึงว่า นอกจากคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งที่ทักษิณได้รับมาอย่างถล่มทลายแล้ว เป็นเรื่องสำคัญสำหรับทักษิณที่จะเลี่ยงความผิดพลาดซึ่งจะทำลายคะแนนนิยม เพราะนั่นจะทำให้ศาลกล้าที่จะตัดสินเอาความผิดกับเขาได้

ผมชี้ให้เห็นจุดนี้จากการวิเคราะห์เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๔:

นายกฯ ทักษิณ ชินวัตรแห่งประเทศไทยเผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่อาจจะต้องถูกเด้งจากตำแหน่ง ในข้อหาซุกหุ้น ในขณะที่เสียงสนับสนุนจากมหาชนซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด ในการต่อสู้กับคดีซุกหุ้นคดีแล้วคดีเล่า

การแก้ต่างในข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. นั้นทักษิณจะต้องเจอศึกสองด้าน – ไม่เพียงต่อหน้าศาลรัฐธรรมนูญ แต่ตกเป็นจำเลยต่อความเห็นของคนทั้งประเทศ

ทักษิณถูกโจมตีจากศึกทั้ง สองด้านอย่างรวดเร็ว หัวหน้าแผนกวิจัยของบริษัทนายหน้าต่างชาติในกรุงเทพคนหนึ่งกล่าวว่า “เรื่องหนึ่งที่แน่ๆก็คือ การดื่มน้ำผึ้งพระจันทน์มันหมดไปแล้ว” “บรรยากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

นักวิเคราะห์ยังได้ถกเถียงถึงความผิดพลาดของทักษิณเมื่อไม่นานมานี้ รวมถึงเรื่องแหกตาขุมทรัพย์ของชาวญี่ปุ่น:

เรื่องที่ทำให้ทักษิณเสียเครดิตล่าสุดนี้ จากเรื่องไร้สาระเกี่ยวกับตำนานกรุสมบัติในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

สมาชิก วุฒิสภาคนกล้ากล่าวว่า ขุมทรัพย์หลายหมื่นล้านดอลลาร์เป็นทั้งทอง และพันธบัตรสหรัฐฯที่กองทัพญี่ปุ่นทิ้งไว้ถูกขุดพบในถ้ำลึกเข้าไปในป่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาอ้างเรื่องเช่นนี้ และหนังสือพิมพ์ต่างประโคมข่าวว่าเป็นเรื่องเหลวไหล

แต่ทักษิณถือเอา รายงานนี้เป็นจริงเป็นจังพอที่จะบินโดยเฮลิคอปเตอร์ไป สำรวจถ้ำเมื่อวันศุกร์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนกล่าวว่า การขุดสมบัติขึ้นมาจะมีค่าพอที่จะนำมาชำระหนี้สินของชาติที่มีถึง ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท และนำมาช่วยกู้วิกฤติของชาติที่ย่ำแย่เพราะเศรษฐกิจ

ด้วยพาด หัวข่าวที่มีแต่เสียงเย้ยหยัน ต่อมารัฐบาลได้ออกมายอมรับว่าการค้นพบนั้นเกือบจะเป็นข่าวโคมลอย เนชั่นกล่าวว่า ทักษิณตกเป็น “ตัวตลกอินเตอร์”

รุ่ง เช้าของวันต่อมา อย่างเคย ผมจับแท๊กซี่ใกล้ที่พักของผมในซอยสมคิดไปยังสำนักงานรอยเตอร์ที่ตึกอื้อจื่อ เหลียง ถนนพระราม ๔ คนขับฟังรายการวิทยุคุยกับคนฟังที่โทรเข้ามา ในขณะที่ภาษาไทยของผมในเวลานั้นแค่งูๆปลาๆ เป็นที่แน่ชัดว่าคนฟังที่โทรเข้ารายการกำลังแสดงความโกรธเกี่ยวกับเรื่อง อะไรบางอย่าง ฟังน้ำเสียงดูแล้วน่าจะไม่มีความสุข ไม่มีความสุขแน่ๆ

ผมเริ่มตั้งใจฟังมากขึ้น เมื่อผมได้ยินบางคนพูดถึงรอยเตอร์

ผมยิ่งต้องตั้งใจฟังหนักขึ้นไปอีก เมื่อผมได้ยินบางคนพาดพิงถึง แอนดรูว์ มาร์แชล

และ ในขณะที่ผมยังไม่เข้าใจว่าพวกเขากำลังพูดอะไร แต่ผมสามารถบอกได้ว่า พวกเขาโทรเข้ารายการวิทยุนี้ต้องไม่พูดอะไรที่ว่าผมเป็นคนที่วิเศษแน่ๆ ผมรู้จักอยู่สองคำคือ “ไม่ดี” – และดูเหมือนคนจะใช้คำนี้กันมาก

ผมถึงสำนักงานรอยเตอร์ แล้วพบว่า พนักงานกำลังหน้าซีดมองพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์มติชน:

พาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์มติชน “สื่อเทศประโคม “แม้ว” ตลกอินเตอร์” -- แอนดรูว์ มาร์แชล: ทักษิณกับผม

ตัวหนังสือกลางหน้าแรก เป็นพาดหัวข่าวว่า “สื่อเทศประโคม “แม้ว” ตลกอินเตอร์”

แม้วเป็นชื่อเล่นของทักษิณ ในกรณีนี้ สื่อเทศหมายถึงผม

และ ในขณะเดียวกันผมไม่เรียกทักษิณว่าตลกอินเตอร์แน่ๆ ดูเหมือนมติชนจะแปลบทความของผมอย่างค่อนข้างหละหลวม และได้ฉวยเอาคำพูดมาจากเนชั่นว่าทักษิณได้กลายเป็นตัวตลกในสายตานานาชาติ

ในเนื้อข่าวยังคงกล่าวถึงต่อ ซึ่งข่าวเป็นภาษาไทยอ่านได้จากที่นี่

หาก ข่าวนี้ลงตีพิมพ์ในปี ๒๕๕๓ สื่อไทยส่วนใหญ่คงยกให้ผมเป็นวีรบุรุษ และคงมีคนที่เล่นเฟสบุ๊คจำนวนนับหมื่นร้องเรียกว่า “เราเกลียด แดน รีเวอส์ แต่เรารัก แอนดรูว์ มาร์แชล”

แต่นี่เป็นปี ๒๕๔๔ คนไทยส่วนใหญ่จะสนับสนุนทักษิณ แม้แต่ผู้ซึ่งไม่สนับสนุนเขายังไม่ขำไปด้วย เมื่อรู้ว่านักข่าวต่างชาติจองหองบางคนที่ถูกกล่าวหานั้นมาเรียกนายกฯของเขา ว่า เป็นตัวตลก

หัวหน้าของผมกำลังตื่นตระหนก เสียงโทรศัพท์ในห้องข่าวดังขี้นอย่างไม่ขาดสาย รัฐบาลมีหนังสือประณามข่าวของผม ประชาชนเกือบทั้งหมดในราชอาณาจักรไทย ดูเหมือนว่ากำลังโกรธแค้นในตัวผม

ยิ่งเวลาล่วงเลยไป เรื่องยิ่งเลวร้ายหนักขึ้น ทักษิณถูกตั้งคำถามจากนักข่าวไทยซึ่งต้องการจะรู้ว่า เขาคิดอย่างไรเกี่ยวกับการที่รอยเตอร์ตั้งฉายานามว่าเป็นตัวตลก เป็นที่รู้กันจนถึงเวลานี้ว่า ทักษิณไม่ใช่เป็นแฟนตัวยงของนักข่าว นอกเสียจากว่านักข่าวจะเห็นด้วยกับเขาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดเวลา ทักษิณไม่เชี่ยวชาญในการรับมือกับการวิจารณ์ และเขาเป็นคนขี้หงุดหงิด บุคลิกอุปนิสัยทั้งหมดนี้เป็นการอธิบายอย่างเพียงพอที่ทักษิณแสดงความเห็น อย่างมีสีสรรของทักษิณกับตัวผม ในเวลานั้นทีวีได้นำออกมาฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า และในสำนักงานของรอยเตอร์ในกรุงเทพได้นั่งจับจ้องอย่างตาไม่กระพริบ ผู้ร่วมงานคนไทยของผมช่วยคอยตามเก็บความเห็นของทักษิณ และแปลให้ผม: “ทักษิณเพิ่งพูดว่า แอนดรูว์ มาร์แชลเป็นนักข่าวที่ขาดจรรยาบรรณ…เขาพูดอีกว่า หากเขามีเวลา เขาจะบุกไปรอยเตอร์แล้วอัดผม…เขาพูดต่อว่า สื่อต่างชาติสมรู้ร่วมคิดต่อต้านทักษิณ และคุณ แอนดรูว์ มาร์แชล ร่วมอยู่ในนั้นด้วย….”

วันรุ่งขึ้น เรื่องนี้ยังคงประโคมเป็นข่าวใหญ่ทั้งในทีวี และพาดหัวหน้าแรกหนังสือพิมพ์ นี่เป็นข่าวพาดหัวจากแนวหน้าเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน

แนวหน้าเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน “ทักษิณฉุนถูกสะกิดแผล ขู่ทุบสำนักข่าวรอยเตอร์” --- แอนดรูว์ มาร์แชล: ทักษิณกับผม

หัวข้อข่าวกล่าวว่า “ทักษิณฉุนถูกสะกิดแผล ขู่ทุบสำนักข่าวรอยเตอร์”

ผม อาจเป็นนักข่าวคนแรกที่ได้รับเกียรติอย่างชวนให้น่าแคลงใจ ไม่ว่าจะเป็นนักข่าวไทย หรือนักข่าวต่างชาติต่างถูกทักษิณเลือกมาวิจารณ์เป็นคนๆไปต่อหน้าสาธารณะ และจนถึงเวลานี้เราทราบกันแล้วว่า ผมไม่ใช่เป็นคนสุดท้าย

ทักษิณไม่ เคยมาจัดการผม แต่ในหลายปีต่อมา รายงานข่าวของผมยิ่งสร้างความรำคาญให้ทักษิณหลายต่อหลายครั้ง ผมเสนอข่าวทักษิณถูกศาลรัฐธรรมนูญยกฟ้องอย่างเหลือเชื่อ หลังจากผู้พิพากษาสองคนเปลี่ยนคำตัดสินในนาทีสุดท้าย โดยอ้างว่าได้รับความกดดันจากผู้มีอำนาจ ผมเสนอข่าวการคุกคามสื่ออย่างต่อเนื่อง ทั้งสื่อไทย และสื่อสากล เมื่อพวกเขาถูกโจมตีอย่างหนัก ผมรายงานข่าวความเสื่อมอย่างยิ่งในระบบการตรวจสอบ และการถ่วงดุลอำนาจที่ประเทศไทยนำมาใช้เพื่อป้องกันการใช้อำนาจในทางผิด หากต่างคนต่างทำ ย่อมจะถูกทำลาย และพ่ายแพ้อย่างหมดรูป ผมเห็นกบฏมุสลิมภาคใต้ของไทยขยายตัวอย่างมั่นคง จนยากที่จะควบคุมหลังจากนโยบายที่ผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า ผมรายงานการที่ผู้ต้องหาค้ายาเสพติดรายย่อยถูกกระทำวิสามัญฆาตกรรม ในขณะที่ผู้ค้ารายใหญ่ที่มีอำนาจยังคงสาวไปไม่ถึงตัว ผมนั่งมองการทุจริตที่เฟื่องฟู

ในปลายปี ๒๕๔๕ สงครามในตะวันออกกลางดูจะเป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้ ผมถูกส่งตัวไปทำข่าวที่คูเวตในขณะที่สหรัฐฯกำลังเตรียมพร้อมที่จะบุกอิรัก หลังจากซัดดัม ฮุสเซนถูกกองทัพสหรัฐฯโค่นอำนาจลง ผมได้รับตำแหน่งหัวหน้าสำนักข่าวรอยเตอร์ในแบกแดด ผมอยู่ที่นั่นสองปีในขณะที่ประเทศเคลื่อนเข้าสู่ภาวะนองเลือด และการจลาจล ชีวิตนักข่าวตกอยู่ในสภาพที่ต้องเสี่ยงตายมากขึ้น ข่าวของเราโดนทั้งถูกประณาม และถูกโจมตีเสมอ ส่วนใหญ่จากเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯซึ่งยืนยันว่าการฟื้นฟูอิรักกำลังดำเนิน ไปด้วยดี และเป็นผู้ที่ไม่พอใจกับความจริงที่เราเสนอให้เห็นความรุนแรงอย่างน่า สะเทือนใจในการทำลายล้างประเทศ และในช่วงปีแรกๆของการยึดอิรัก ลักษณะการทำงานอย่างมือไม่ถึงที่น่าใจหาย และมีการทุจริต

บางครั้งจะ เกิดความเครียดจากการเป็นหัวหน้าสำนักงานของรอยเตอร์ที่ต้อง เข้าไปทำข่าวอยู่ใน “พื้นที่สีแดง” กลางเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความหฤโหด ต้องเผชิญกับความกดดันขนาดหนัก และยังถูกระแวงจากผู้เชี่ยวชาญในห้องแอร์ห่างออกไปนับพันๆไมล์ซึ่งคอยกล่าว หาเราเป็นประจำว่าบิดเบือน และขาดสำนึก แต่ผมเรียนรู้ว่า การทำข่าวที่ถูกต้องย่อมขัดกับผู้มีอิทธิพลอันทรงอำนาจในทุกที่ และเป็นปกติที่จะสร้างความโกรธ และการถูกวิจารณ์ การตอบโต้เพียงสิ่งเดียวที่ทำได้ คือการทำงานของคุณให้ดีที่สุด รักษาเกียรติ และหลักการของคุณ และยืนหยัดในเรื่องที่คุณเสนอ

ทุกสอง เดือนหรือประมาณนั้นที่ผมได้พักจากแบกแดด และผมจะกลับมาใช้เวลาในประเทศไทยเสมอ เพื่อนสนิทที่สุดของผมบางคนในโลกนี้อยู่ที่นี่ และในเวลานั้น ประเทศไทยเป็นสถานที่ที่ผมจะพัก และผ่อนคลายความเครียด และความน่ากลัวจากอิรัก ยังคงเป็นความรู้สึกเหมือนสวรรค์บนดินในสมัยนั้น ผมต้องเป็นพยานกับการก่อตัวแห่งพายุของความแตกแยกทางสังคม และทางการเมืองในประเทศไทย และการอุบัติของการเคลื่อนไหวของ “เสื้อเหลือง” และการทำรัฐประหารอย่างไม่เสียเลือดเนื้อขับไล่ทักษิณ และล้มเหลวที่จะสมานแผลของประเทศ

ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ผมกลับมาประจำที่เอเชีย ตำแหน่งหัวหน้านักข่าวรอยเตอร์ด้านความเสี่ยงทางการเมือง ซึ่งกำลังสั่นสะเทือนไปทั้งทวีป จากอัฟกานิสถานด้านตะวันตก ไปถึงญี่ปุ่น ยันออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ซึกตะวันออก สำหรับทุกประเทศในเอเชีย ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ประเทศหนึ่งซึ่งเข้าขั้นเสื่อมจนตกเหวมากที่สุดในหลายปีที่ผ่านมาคือ ประเทศไทย

ครั้งหนึ่งเคยบูมถึงขนาดเป็นหนึ่งในกลุ่ม “เสือแห่งเอเชีย” ของภูมิภาค เศรษฐกิจกำลังไปได้ด้วยดี แม้จะมีความวุ่นวายทางการเมือง – ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจส่งออกมากที่สุดในเอเชียรองจากฮ่องกง และสิงคโปร์ ถูกกระตุ้นจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ภูมิภาคกำลังฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก สำหรับในระยะยาวแล้ว ความเสียหายยังคงเต็มไปด้วยความรุนแรง นักท่องเที่ยวจำนวนมากมีความหวาดกลัว และที่หนักมากไปกว่านั้น บริษัทระหว่างประเทศของต่างชาติได้ขีดฆ่าประเทศไทยออกจากประเทศที่จะลงทุนใน โครงการใหม่ การเมืองในไทยค่อนข้างวุ่นวายเป็นประจำ แต่จนไม่นานมานี้ นักลงทุนซึ่งต่างเคยคิดว่าเป็นการปลอดภัยหากทำเพิกเฉยกับประเทศซึ่งมีการก่อ รัฐประหารเป็นระยะ และมีความวุ่นวาย ซึ่งพวกเขารู้ซึ้งดีว่าไม่สามารถมองข้ามขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไทยไปได้ แต่ไม่เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว

วิกฤติครั้งนี้ต่างไปกว่าทุก ครั้ง การปิดสนามบินจนกลายเป็นอัมพาตของ “เสื้อเหลือง” ในปี ๒๕๕๑ และการที่ผู้ประท้วง “เสื้อแดง” ยึดใจกลางกรุงเทพในปีนี้ ซึ่งจบลงด้วยโศกนาฏกรรมอันใหญ่หลวงแห่งเดือนเมษายน และพฤษภาคม เมื่อคนไทยต่างฆ่าคนไทยด้วยกันเองบนท้องถนนกลางเมืองหลวงอันสวยงามของพวกเขา เอง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย ๘๘ ศพ รวมถึง ฮิโระ มูราโมโตะ นักข่าวชาวญี่ปุ่นของรอยเตอร์ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานของผม ถูกสังหารในขณะที่กำลังบันทึกเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างผู้ประท้วง และทหารในวันที่ ๑๐ เมษายน

เกือบจะเป็นที่แน่ใจว่า จะต้องเกิดการสูญเสียชีวิตมากไปกว่านี้ในประเทศไทยอีกแน่ หากวิกฤติครั้งนี้ไม่ได้รับการแก้ไข

ทุกอย่าง ที่ตกค้างนี้เป็นประเด็นที่ทุกคนทราบดี แต่ไม่มีใครกล้าพูดในที่สาธารณะได้ กษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดชซึ่งเป็นที่เคารพอย่างแพร่หลายในประเทศไทย ทรงชราภาพ และทรงอ่อนแอ และว่าที่องค์รัชทายาทมิได้ทรงเป็นศูนย์รวมใจเทียบเท่ากับพระบิดา และการที่พระบรมวงศานุวงศ์ของกษัตริย์บางพระองค์ และองคมนตรีบางคนแสดงการเข้าข้างอย่างเห็นได้ชัดในวิกฤติการเมืองในเวลานี้ ทำให้อนาคตแห่งระบบกษัตริย์ของประเทศไทยต้องตกอยู่ในสภาพอันตราย

เป็น เรื่องสะท้อนใจที่ต้องนั่งมองประเทศไทยถอยหลังลงคลอง แต่เป็นเรื่องเศร้ายิ่งกว่าสำหรับคนไทยผู้ซึ่งภูมิใจประเทศของตัวเองต้องตก อยู่ในภาวะเช่นนี้

แต่ดูเหมือนว่าคนไทยหลายคนมีท่าทีไม่ยอมรับใน เรื่องนี้ โดยเฉพาะชนชั้นกลาง และชนชั้นสูงในกรุงเทพ พวกเขามีทัศนคติที่ว่า ประเทศไทยยังคงเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้มที่เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งทุกคนรู้ถึงฐานะของตัวเองในสังคม และทุกคนต่างยอมรับด้วยความหน้าชื่นตาบาน และพวกเขาดูเหมือนจะเชื่อว่าเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ไม่มีทางสิ้นสุด หากไม่ใช่เพราะอิทธิพลอันชั่วร้ายของทักษิณ ผู้พยายามก่อปัญหาให้กับดินแดนแห่งสวรรค์ของพวกเขาเองซึ่งมีแต่ความเห็นแก่ ตัว พวกเขาอ้างว่า ทักษิณหลอกลวง และติดสินบนชาวไร่ชาวนาไทยทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เพื่อให้พวกเขาลืมกำพืดของตัวเอง หลงผิดกับความจริงของเป้าหมายในชีวิตของพวกเขาที่ว่ามีหน้าที่รับใช้คนร่ำ รวยด้วยความยินดี และด้วยความอดกลั้นเท่านั้น พวกเขาคิดว่าหากหยุดทักษิณได้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ตาม แม้ไร้ซึ่งคุณธรรม ประเทศไทยจะกลับไปสู่ประเทศตามอุดมคติ และทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิม

นี่ เป็นมุมมองที่เพ้อเจ้อ ความพยายามทำการท้าทายเรื่องนี้ในประเทศถูกเซ็นเซอร์อย่างไม่ยั้ง และนักข่าวต่างชาติอย่างผมซึ่งแนะนำว่าสถานการณ์อาจจะซับซ้อนไปมากกว่านั้น กลายเป็นถูกบอกว่า ชาวต่างชาติอย่างเรานั้นไม่สามารถเข้าใจถึงความซับซ้อนของประเทศไทย และเราอาจจะรับเงินจากทักษิณ หรือถูกทักษิณล้างสมอง

ให้ผมแจงราย ละเอียดอีกครั้ง ถึงเวลานี้ควรเห็นได้ชัดแล้วว่า ทักษิณ และผมไม่ได้เป็นเพื่อนรักกัน ผมไม่มีความหลงว่าทักษิณเป็นใคร หรือทักษิณยึดมั่นในเรื่องอะไร ผมรู้อยู่เต็มอกว่าทักษิณไม่ใช่เป็นนักประชาธิปไตย และมีหลักฐานที่จะให้พิจารณาได้ว่า บทบาทของทักษิณทำให้ในเหตุการณ์ในเดือนเมษายน และพฤษภาคมเลวร้ายลง และเป็นผู้ไม่รับข้อเสนอแผนปรองดองนั้น

แต่การที่จะเชื่อว่าวิกฤติ ครั้งนี้เป็นเรื่องระหว่างทักษิณ และประเทศไทยเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับความยุติธรรมทางสังคม ในทางประชาธิปไตย และสิทธิเท่าเทียมกัน เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดอย่างมหันต์ต่อเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ คนไทยจำพวกที่มองข้ามการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงว่า ไม่มีอะไรมากไปกว่าชาวไร่ชาวนาโง่เขลาต่ำช้า ซึ่งไม่เข้าใจถึงความหมายของคำว่าประชาธิปไตย และความยุติธรรม พวกเขาไม่มีสิทธิที่จะโกรธแค้น และพวกเขารับเงินจากทักษิณ หรือถูกหลอกให้สนับสนุนแผนการอันชั่วชาติของทักษิณ ชินวัตร คนไทยพวกนี้ที่แน่ๆกำลังแสดงความจองหอง ความเป็นสองมาตรฐาน และการดูถูกเหยียดหยามคนยากไร้ ซึ่งคนไทยเหล่านี้อ้างว่าไม่มีตัวตนในประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศ ที่สวยงาม แต่ต้องถูกทำลายเป็นชิ้นๆเพราะความไม่ยุติธรรมในทางสังคม การทุจริตที่ถูกปกป้อง ความเป็นสองมาตรฐาน การเซ็นเซอร์ ลัทธิใช้กำลังทางทหาร การปฏิเสธของพวกศักดินาไม่ยอมรับผลพวงแห่งความเป็นประชาธิปไตย และคลานกลับเข้าไปสู่ลัทธิเผด็จการเต็มรูปแบบ แน่นอน ความซับซ้อน และความยุ่งยากเหล่านี้ ไม่ได้ลดลงอย่างง่ายๆเพียงแค่สีดำและสีขาว (หรือสีแดงและสีเหลือง) ที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง และเต็มไปด้วยความอึมครึม แต่การปฏิเสธที่จะไม่ยอมรับปัญหาที่แสนสาหัส และความคับข้องใจของตัวการของวิกฤติในครั้งนี้ ย่อมยากที่จะหาทางออก

หาก มีสิ่งใดที่ผมเรียนรู้ได้จากเรื่องราวของทักษิณและผม สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราจะทำได้ในฐานะนักข่าวคือ การรายงานอย่างตรงไปตรงมา ให้รับรู้ว่าปัญหาหลักนั้นถูกละเลย เพื่อชี้ให้เห็นว่าพระราชาไม่ได้ทรงสวมเสื้อผ้า

หากเราเห็นกองขี้ ควายที่กำลังส่งกลิ่น เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องบอกให้ชัดว่านั่นกองขี้ควาย แต่คนร่ำรวย และผู้มีอำนาจ ยิ่งพยายามชักชวนให้เราเชื่อว่า นั่นน่ะ คือไหทองคำนะ

หมายเหตุ
เนื้อหาฉบับภาษาอังกฤษเขียนเผยแพร่ในบล็อกของแอนดรูว์ มาร์แชล ในเว็บไซต์รอยเตอร์ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2553
และเผยแพร่ในฉบับภาษาไทยอีกครั้งที่เว็บไซต์ zenjournalist.com วันที่ 25 มิถุนายน 2554

พันธมิตรฯ ประกาศชัยชนะประเทศ หลังสุวิทย์ถอนไทยจากมรดกโลก เตรียมยุติการชุมนุม 1 ก.ค.

ที่มา ประชาไท

โฆษกพันธมิตรฯ เตรียมประกาศยุติการชุมนุม 1 ก.ค. พร้อมขอบคุณ “สุวิทย์” ถอนประเทศไทยออกจากมรดกโลก อ้างเขาพระวิหารเป็นของไทย ต้องไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก และหลังจากนี้ต้องผลักดันชาวกัมพูชา-ไม่ปล่อยให้บริหารปราสาท

โฆษกพันธมิตรฯ ประกาศขอบคุณ "สุวิทย์" ถอนประเทศไทยออกจากมรดกโลก

เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า วันนี้ (26 มิ.ย.) ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวต่อสื่อมวลชนในการแถลงข่าวประจำวันถึงกรณีที่ประเทศไทยได้ถอนตัวออกจาก การเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลก โดยประกาศเป็นจุดยืนของพันธมิตรฯ และคณะกรรมการป้องกันราชอาณาจักรจำนวน 8 ข้อ ดังนี้

ตอน หนึ่งนายปานเทพกล่าวว่า การที่คณะผู้แทนไทยได้ดำเนินการถอนตัวตามคำเรียกร้องของภาคประชาชน นั้น ภาคประชาชนขอขอบคุณนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าผู้เจรจามรดกโลก ที่ได้ตัดสินใจถอนตัว แม้จะมีแรงกดดันขอให้เสนอเลื่อนการพิจารณาวาระแผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาท พระวิหารจากทั้งรัฐบาลไทยและข้าราชการเป็นจำนวนมาก

“ภาค ประชาชนถือว่าการที่รัฐบาลตัดสินใจ ถอนตัวจากภาคีมรดกโลกเป็นการ ทำตามข้อเรียกร้อง 1 ใน 3 ข้อของภาคประชาชน ถือเป็นชัยชนะของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ถือเป็นความสำเร็จ 1 ใน 3 ข้อของการชุมนุมรวมพลังปกป้องแผ่นดิน”

อ้างเขาพระวิหารเป็นของไทย หลังจากนี้ต้องผลักดันชาวกัมพูชา-ห้ามไม่ให้บริหารปราสาท

“ไทย ต้องถือว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของ ประเทศไทย หากได้เพียงการถอนตัวออกจากมรดกโลกแล้วปล่อยให้ยูเนสโกเข้าไป ขณะที่ทหารและชุมชนกัมพูชาอยู่ที่เดิม ปล่อยให้พัฒนาจนเป็นพื้นที่บริหารจัดการมรดกโลก ก็ถือว่าไทยล้มเหลวในทางปฏิบัติอยู่ดี การถอนตัวจากมรดกโลกก็จะสูญเปล่า ดังนั้นรัฐบาลและทหารไทยต้องดำเนินการผลักดันกัมพูชาออกจากแผ่นดินไทย และไม่ปล่อยให้มีการเดินหน้าบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหารและโดย รอบอย่างเด็ดขาด”

นายปาน เทพกล่าวด้วยว่า นับจากนี้ประเทศไทยจะต้องประกาศจุดยืนให้ชัดเจนอย่างแข็งขันในการยืนหยัด ที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยเฉพาะในเวทีศาลโลก ที่ประเทศไทยไม่เคยยอมรับอำนาจศาลโลกมาตั้งแต่คดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505 ดังนั้น ในเวทีศาลโลกไทยก็ไม่สมควรจะไปรับอำนาจศาลโลกอีก อีกไม่นานศาลโลกจะพิจารณาว่าจะออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวให้แก่กัมพูชาหรือ ไม่ หากเกิดคุ้มครองเท่ากับเราจะเสียเปรียบทันที ในทางกลับกันหากศาลโลกไม่ออกมามาตรการคุ้มครอง แต่ไทยไปดีใจก็เท่ากับยอมรับอำนาจศาล และจะต้องถูกนำคำวินิจฉัยเมื่อปี 2505 มาตีความเพิ่มเติม ดังนั้นไทยต้องไม่รับอำนาจศาลโลก ไม่เช่นนั้นจะเป็นผลต่อเนื่องไปในอนาคต

“เรา ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ยืน หยัดต่อสู้กับพวกเราในครั้งนี้ เราถือว่าความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ถือว่าเป็นความสำเร็จของประชาชนทุกหมู่เหล่าที่ได้ช่วยกัน ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนมา ณ โอกาสนี้” นายปานเทพกล่าว

ประกาศยุติการชุมนุม 1 ก.ค. และจะรณรงค์โหวตโนต่อไป

นาย ปานเทพตอบคำถามผู้สื่อข่าว โดยระบุว่า สิ่งที่ภาคประชาชนคาดหวัง คือ หลังจากที่ถอนตัวจากมรดกโลกแล้ว ไทยต้องดำเนินการปกป้องอธิปไตยของชาติทันที หากยังคงดำรงสถานการณ์ปล่อยให้กัมพูชาอยู่ในพื้นที่ต่อไป ก็จะเปิดโอกาสให้กัมพูชาพัฒนาพื้นที่ไปได้เรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว และเป็นมรดกโลกของกัมพูชาในทางปฏิบัติ ซึ่งตรงนี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาลและทหารโดยตรงในการผลักดัน จึงถือว่าภารกิจยังไม่จบ จึงเป็นสาเหตุที่เราต้องรณรงค์โหวตโน เพราะต้องการรัฐบาลที่จะมาแก้ปัญหานี้

นอก จากนี้ นายปานเทพ กล่าวด้วยว่า หวังว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่ในการกดดันให้กัมพูชาปล่อยนายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ออกมาให้เร็วที่สุด

ทั้ง นี้ นายปานเทพยังเปิดเผยด้วยว่า ทางคณะกรรมการป้องกันราชอาณาจักรไทย และกองทัพธรรมมูลนิธิ ได้ประชุมหารือกัน โดยมีมติว่าหลังจากที่รอดูสถานการณ์การประชุมมรดกโลกจนสิ้นสุดในวันที่ 29 มิ.ย.แล้ว จะมีการชุมนุมต่อไปถึงคืนวันที่ 1 ก.ค.ก็จะประกาศยุติการชุมนุมทั้งด้านสะพานมัฆวานฯ และสะพานชมัยมรุเชฐ โดยจะใช้เวลาในการเก็บอุปกรณ์ 4-5 วัน และใช้เวลาที่เหลือติดตามสถานการณ์อธิปไตยของชาติ รวมทั้งรณรงค์โหวตโนในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง โดยสัญญาณถ่ายทอดสดของเอเอสทีวีจะเข้าสู่ห้องส่งเริ่มในวันที่ 2 ก.ค.เป็นต้นไป

ฝ่ายหนุนปฏิรูปการเลือกตั้งมาเลเซียถูกตั้งข้อหา "ล้มเจ้า"

ที่มา ประชาไท

นัก กิจกรรมจากกลุ่มพันธมิตรเพื่อการเลือกตั้งเสรีและยุติธรรม และพรรคสังคมนิยมมาเลเซีย ถูกตำรวจสอบสวนในข้อหา “ซ่องสุมกำลังเพื่อโค่นล้มประมุขของรัฐ” ตามมาตรา 122 ในระหว่างการเตรียมชุมนุมใหญ่ 9 ก.ค. เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลมาเลเซียจัดการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม

กัวลาลัมเปอร์ – หนังสือพิมพ์ เดอะ มาเลเซีย อินไซเดอร์ รายงานว่า นักกิจกรรมจากพันธมิตรเพื่อการเลือกตั้งเสรีและยุติธรรม หรือ Bersih และนักกิจกรรมสามสิบคนจากพรรคสังคมนิยมมาเลเซีย (Parti Sosialis Malaysia - PSM) รวมถึง ส.ส. เมืองสุไหงสิปุต (Sungai Siput) ดร.ไมเคิล จายาคูมาร์ กำลังถูกดำเนินการสอบสวนจากตำรวจมาเลเซีย เนื่องจากถูกตั้งข้อหาว่า “ซ่องสุมกำลังเพื่อโค่นล้มยังดี เปอร์ตวน อากง” ซึ่งเป็นตำแหน่งของประมุขมาเลเซีย ที่หมุนเวียนดำรงตำแหน่งจากสุลต่านรัฐต่างๆ

นักกิจกรรมกลุ่มดังกล่าว ถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายอาญามาตรา 122 ซึ่งระบุว่า “ใครก็ตามที่มุ่งสะสมกำลังพล อาวุธ กระสุนปืน หรือตระเตรียมเพื่อปลุกปั่น ด้วยความมุ่งหมายที่จะโค่นล้มประมุขแห่งรัฐ หรือประมุขแห่งสหพันธรัฐ หรือ สนับสนุนการซ่องสุมกำลังเพื่อนำไปสู่การทำสงครามดังกล่าว จะถูกลงโทษด้วยการจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกไม่เกิน 20 ปี พร้อมถูกปรับ”

นัก กิจกรรมกลุ่มดังกล่าวถูกจับที่ลานสุไหง ดูอา ในเมืองปีนัง ในระหว่างการเดินทางไปร่วมเตรียมงานชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเพื่อการเลือก ตั้งเสรีและยุติธรรม ที่กำหนดไว้เป็นวันที่ 9 กรกฎาคม

รองผู้ บัญชาการตำรวจปีนัง นายอับดุล ราฮิม กล่าววันนี้ว่า กลุ่มดังกล่าวน่าจะพยายามรื้อฟื้นอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ในประเทศ เนื่องจากพบหลักฐานว่ากลุ่มคนดังกล่าวมีสิ่งของที่เกี่ยวข้องไว้ในครอบครอง เช่น เสื้อเชิ้ตพิมพ์ลายของนักต่อสู้คอมมิวนิสต์มาเลเซียนายเฉินผิง (หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์มลายา คนไทยรู้จักในชื่อ จีนเป็ง) และนายราชิด ไมดิ

กฎหมายอาญามาตรา 122 นี้ ถูกใช้ครั้งล่าสุดกับกลุ่มก่อการร้าย อัล มานูอาห์ (Al Ma’unah) ซึ่งเข้าไปเกี่ยวพันกับการปล้นปืนในค่ายทหารเมื่อปี 2543 และมีฐานที่มั่นอยู่ในป่าในรัฐเปรัค ส่งผลให้กลุ่มผู้ก่อการดังกล่าวได้รับโทษประหารชีวิต และจำคุกตลอดชีวิต

กลุ่ม Bersih (เป็นภาษามลายู แปลว่า “สะอาด”) เป็นกลุ่มแนวร่วมฝ่ายค้าน ประกอบไปด้วยพรรคการเมืองฝ่ายค้าน องค์กรเอกชน รวมถึงกลุ่มนักศึกษา แรงงาน นักสิทธิมนุษยชน และนักเขียน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเลือกตั้งที่ใสสะอาด

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมาเลเซียกล่าวว่า จะไม่อนุญาตให้กลุ่มดังกล่าวดำเนินการชุมนุมเพื่อเรียกร้องการปฏิรูปการ เลือกตั้งในวันที่ 9 กรกฎาคมที่จะถึงนี้

แปลและเรียบเรียงจาก Bersih supporters nabbed for waging war against King, the Malaysian Insider, June 26, 2011

ญาติผู้เสียชีวิต 53 จี้ทุกพรรค “ไม่เอานิรโทษกรรม” - ศปช.ชี้ต้องเปิด “ความจริง” ก่อนปรองดอง

ที่มา ประชาไท

ญาติผู้เสียชีวิต 53 จี้ทุกพรรค “ไม่เอานิรโทษกรรม” - ศปช.ชี้ต้องเปิด “ความจริง” ก่อนปรองดอง
รูปตัวแทนคณะกรรมการญาติวีรชน เม.ย.-พ.ค.53 ขึ้นอ่านแถลงการณ์บนเวที

24 มิ.ย.54 ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.) จัดเวทีอภิปราย
"1 ปี เหตุการณ์ 1 เม.ย.-พ.ค. 53 ความยุติธรรมที่หายไป" ซึ่งมีการอภิปรายในหลายหัวข้อ

ใน ช่วงหนึ่งได้มีคณะกรรมการญาติวีรชน เม.ย.-พ.ค.53 ที่เพิ่งก่อตั้งกลุ่มอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้อ่านแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อพรรคการเมืองในภาระหน้าที่แสวงหาความยุติธรรมกลับคืนสู่ สังคมไทย โดยระบุข้อเรียกร้องทุกพรรคการเมืองให้สัญญาประชาคม ดังนี้ 1.ตั้งองค์กร คณะกรรมการที่เป็นกลางและสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริง นำผู้กระทำผิดในระดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือเจ้าหน้าที่รัฐมารับผิดอาญา 2.จะต้องรับประกันว่าไม่มีการนิรโทษใดๆ 3. เร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และผู้ถูกจับกุมคุมขังอย่างไม่เป็นธรรม

นอกจากนี้ยังมีการแถลงจุดยืน ของ ศปช. ต่อประเด็น"ความจริง" และ "ความยุติธรรม" vs "ปรองดอง" และ "นิรโทษกรรม" โดยอ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า สังคมไทยในอดีต ความปรองดองมีด้านมืด คือ ความเงียบต่อความยุติธรรมและการลืม โดยสังคมไทยโอบอุ้มและชาชินกับวัฒนธรรมแห่งการปล่อยให้ผู้กระทำผิดที่มี อำนาจลอยนวล ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มักกล่าวว่ารัฐบาลของตนยึดหลักนิติรัฐ แต่จนบัดนี้ กระบวนการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดดูจะถูกเตะถ่วงและบิดเบือน แม้มีมูลว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นฝ่ายกระทำให้ประชาชนเสียชีวิต แต่รัฐบาลยังโยนความผิดทั้งหมดไปให้กับคนชุดดำและผู้ชุมนุม องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องก็ไม่สามารถเรียกศรัทธาแก่ประชาชนได้เลย

“ฉะนั้น ศปช. จึงขอประกาศว่า เราไม่ได้ปฏิเสธการปรองดอง แต่การแสวงหาความปรองดองใด ๆ หลังการเลือกตั้งจะต้องควบคู่ไปกับการสถาปนาความจริง และคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามปี 2553 ด้วย หากไม่มี “ความจริง” และ “การยอมรับผิด” จากผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามประชาชน การนิรโทษกรรมก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ การปรองดองที่ปราศจากความยุติธรรมย่อมไม่ต่างอะไรกับการช่วยกันเหยียบย่ำศพ และกระหน่ำตีบาดแผลของผู้สูญเสีย” คำประกาศจุดยืนของ ศปช.

คำประกาศจุดยืนของ ศปช. ต่อประเด็น
“ความจริง” และ “ความยุติธรรม” vs. “ปรองดอง” และ “นิรโทษกรรม”
25 มิถุนายน 2554


ไม่มีความจริงก็ไม่มีความยุติธรรม
ปราศจากความยุติธรรม การปรองดอง-นิรโทษกรรม
ก็เป็นแค่การสมรู้ร่วมคิดกันเหยียบย่ำคนตาย


ยิ่ง เข้าใกล้เลือกตั้ง เสียงเรียกร้องหาความปรองดองโดยกลุ่มต่าง ๆ ก็ดังเซ็งแซ่ควบคู่ไปกับเรื่องนิรโทษกรรม แม้จะไม่มีความชัดเจนนักว่าหมายถึงอะไรแน่ ใครปรองดองกับใคร ใครบ้างจะได้นิรโทษกรรม ในความผิดเรื่องอะไร ฯลฯ ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.) ก็เห็นความสำคัญที่สังคมไทยจะต้องมีความปรองดองเช่นกัน ศปช. จึงขอเข้าร่วมมหกรรมปรองดองด้วยข้อเสนอดังต่อไปนี้

บทเรียนจากวิธีสร้างความปรองดองในอดีตที่ผ่านมาในสังคมไทยชี้ว่า ความ ปรองดองหมายถึง “การลืม” หรือ “ความเงียบงัน” ต่อความอยุติธรรม ความเจ็บปวด และความสูญเสียที่ผู้มีอำนาจรัฐกระทำต่อประชาชน เพื่อแลกกับ “ความมั่นคง” ของระบอบที่อุปถัมภ์ค้ำชูและสนับสนุนความรุนแรงต่อประชาชน ความรุนแรงทางการเมืองหลายครั้งหลายหน จึงจบลงด้วยการนิรโทษกรรมให้กับผู้อยู่เบื้องหลังการปราบปรามประชาชน เปลี่ยนอาชญากรรมของรัฐต่อประชาชน ให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ใครที่พยายามขุดคุ้ยเรียกร้องหาความจริงและความยุติธรรม จะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกชอบสร้างความแตกแยกปั่นป่วนให้กับสังคม

ความเงียบ การยอมจำนน และความพ่ายแพ้ของเหยื่อจึงเป็นด้านมืดของการปรองดอง รัฐบาลตอบแทนพวกเขาด้วยเศษเงิน พร้อมประกาศว่านี่คือ “การเยียวยา” ผู้มีอำนาจทำราวกับว่าบาดแผลและความตายสามารถลบล้างได้ด้วยเงินเพียงเล็ก น้อย สังคมไทยช่างโอบอุ้มและชาชินกับวัฒนธรรมแห่งการปล่อยให้ผู้กระทำผิดที่มีอำนาจลอยนวล (culture of impunity) ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ใน สังคมอื่นที่เคยประสบกับความรุนแรงทางการเมืองโดยรัฐ เช่น แอฟริกาใต้ อาร์เจนตินา ฯลฯ การสร้างความปรองดองล้วนต้องเดินควบคู่ไปกับการคืนความยุติธรรมให้กับเหยื่อ อย่างน้อยที่สุด ความยุติธรรมขั้นพื้นฐานที่จะต้องมีให้ได้ คือ การเปิดเผยความจริงว่าใครคือผู้กระทำและอยู่เบื้องหลังอาชญากรรมต่อประชาชน แต่ในกรณีของไทย ความปรองดองไม่เคยเกิดขึ้นบนฐานของความยุติธรรมและความจริงเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มักกล่าวว่ารัฐบาลของตนยึดหลักนิติรัฐ “พร้อม พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนพร้อม ๆ ไปกับการค้นหาความจริงผ่านกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายบนความเสมอภาคที่ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียว กัน” แต่สิ่งที่ผิดปกติอย่างยิ่งก็คือ จนกระทั่งบัดนี้ กระบวนการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดดูจะถูกเตะถ่วงและบิดเบือน โดยเฉพาะในกรณีที่มีมูลว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นฝ่ายกระทำให้ประชาชนเสียชีวิต ซ้ำร้ายรัฐบาลยังโยนความผิดทั้งหมดไปให้กับคนชุดดำและผู้ชุมนุม ทั้ง ๆ ที่ความจริงที่รับรู้กันคือ กองทัพใช้กำลังพลและอาวุธสงครามจำนวนมากมายมหาศาลเพื่อสลายการชุมนุมครั้ง นี้ ทั้ง ๆ ที่จนบัดนี้รัฐบาลก็ไม่สามารถให้ข้อมูลได้มากไปกว่าภาพของชายชุดดำไม่กี่คน ที่ปรากฏกายในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 ทั้งๆ ที่รัฐบาลไม่สามารถแสดงหลักฐานว่า พลเรือนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมแล้ว 1,400 รายเป็นอย่างน้อยนั้น ครอบครองอาวุธไว้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ ฯลฯ แต่รัฐบาลก็ยังยืนกรานเสียงแข็งว่าตนไม่ได้ปราบปรามประชาชน

ในทางตรงกันข้าม มีแต่ฝ่ายผู้ชุมนุมที่ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาร้ายแรงและจำนวนมากถูกปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะได้รับการประกันตน “ความ ยุติธรรมแบบด้านเดียว” นี้ จึงเป็นเสมือนการใช้อำนาจรัฐกดปราบประชาชนซ้ำสองภายใต้ข้ออ้าง “นิติรัฐ” อันฉาบฉวยและสองมาตรฐานอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าเศร้าใจไม่น้อยก็คือ หนึ่งปีนับแต่การปราบปรามประชาชน กระบวนการค้นหาความจริงของทั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อ ความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ไม่สามารถเรียกศรัทธาจากประชาชนได้เลย กลายเป็นองค์กรปิดที่ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อประชาชน และยังไม่สามารถรายงานความคืบหน้าของการแสวงหาความจริงที่น่าเชื่อถือแก่ ประชาชน หรือไม่ก็เฉื่อยชาต่อกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นอย่างร้ายแรง ในขณะที่พวกเขาไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า สังคมต้องรับรู้ “ความจริง” และมี “ความยุติธรรม” แต่ดูเหมือนพวกเขาก็ไม่สามารถสลัดหลุดออกจากความปรองดองแบบไทย ๆ ที่มุ่งปกป้องสถาบันอำนาจในสังคมเป็นสำคัญ

ฉะนั้น ศปช. จึงขอประกาศว่า เราไม่ได้ปฏิเสธการปรองดอง แต่การ แสวงหาความปรองดองใด ๆ หลังการเลือกตั้งจะต้องควบคู่ไปกับการสถาปนาความจริง และคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามปี 2553 ด้วย หากไม่มี “ความจริง” และ “การยอมรับผิด” (accountability) จากผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามประชาชน การนิรโทษกรรมก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ การปรองดองที่ปราศจากความยุติธรรมย่อมไม่ต่างอะไรกับการช่วยกันเหยียบย่ำศพ และกระหน่ำตีบาดแผลของผู้สูญเสีย

ศปช. ขอย้ำว่าวัฒนธรรมแห่งการปล่อยให้ผู้กระทำผิดที่มีอำนาจลอยนวล และการเหยียบย่ำสิทธิในชีวิตและความเป็นคนจะต้องยุติลงในสังคมไทย

0 0 0 0 0

แถลงการณ์คณะกรรมการกลุ่มญาติวีรชน เม.ย.- พ.ค. 53
เรื่องข้อเรียกร้องต่อพรรคการเมือง
ในภาระหน้าที่แสวงหาความยุติธรรมกลับคืนสู่สังคมไทย

นับ ตั้งตการชุมนุมครั้งใหญ่ของพี่น้องประชาชนชาวไทยในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2553 เพื่อเรียกร้องให้มีการยุบสภาฯ และเลือกตั้งใหม่ เพราะต่างเห็นว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐบาลที่มาจากการหนุนหลังของอำนาจกองทัพจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549

เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในวันที่ 7 เมษายน 2553 และนำไปสู่การใช้อำนาจพิเศษนี้สลายการชุมนุมของประชาชนอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 10 เมษายน ทั้งนี้มีหลักฐานเพียงพอว่าเป็นการใช้กองกำลังทหารเกินความจำเป็น จนทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งพลเรือนและทหารรวม 27 ราย และระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม ปีเดียวกัน บริเวณแยกราชประสงค์และใกล้เคียง จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 55 ราย รวมผู้ที่ถูกไล่ล่าประหัตประหารตามสถานที่ต่างๆ รวมแล้วเสียชีวิตอย่างน้อย 93 ราย ผู้บาดเจ็บเกือบ 2,000 คน สถานที่ราชการและอาคารพาณิชย์หลายแห่งถูกวางเพลิง ผู้ชุมนุมหลายร้อยคนถูกควบคุมตัวโดยพลการต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีการทำให้สูญหาย และมีการไล่ล่าประหัตประหารทางการเมือง การปิดกั้นการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ภายใต้ข้อหาฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในพระราชอาณาจักร

ณ วันนี้ เป็นเวลามากกว่า 1 ปีแล้วที่เหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชน, การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในลักษณะต่างๆ ตลอดจนเหตุการณ์ก่อความรุนแรงเผาทำลายสถานที่ราชการและอาคารพาณิชย์ ปราศจากขั้นตอนสืบสวนสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเพียงพอ การแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. โดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ฯ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงของประชาชนผู้ชุมนุม ทางการเมือง ก็เป็นเพียงการซื้อเวลาและสร้างความชอบธรรมทางการเมืองเท่านั้น ปราศจากกลไกการสอบวสวนที่มีที่มาจากองค์กรที่เป็นอิสระหรือมีที่มาจาก ประชาชนอย่างแท้จริง

ในวาระที่ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในวัน อาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ พวกเราในนามของ “คณะกรรมการกลุ่มญาติวีรชน เม.ย.-พ.ค.53” ซึ่งเป็นคณะกรรมการกลุ่มญาติวีรชน เม.ย.-พ.ค. 53” ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นจากญาติผู้สูญเสียในเหตุการณ์สังหารหมู่ ประชาชน มีวัตถุประสงค์ในการรวมกลุ่มสร้างความเข้มแข็ง และเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตัดสินใจร่วมกัน และเรียกร้องความยุติธรรมและเรียกร้องสิทธิในการช่วยเหลือเยียวยาของสมาชิก กลุ่ม ซึ่งประกอบด้วยผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้ถูกจับกุมคุมขังอย่างไม่เป็นธรรม ขอเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองให้สัญญาประชาคมว่า

  1. จะเร่งดำเนิน การจัดตั้งคณะกรรมการ องค์กร หรือหน่วยงานอิสระ เป็นกลาง และสามารถตรวจสอบได้เป็นผู้ดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริง และเป็นตัวแทนในการผลักดันให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าในการนำผู้กระทำผิด ในระดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือเจ้าหน้าที่รัฐมารับผิดทางอาญา
  2. จะต้องรับประกันว่าจะไม่มีการนิรโทษกรรมใดๆ ให้กับการกระทำอันเป็นอาชญากรรมต่อพี่น้องประชาชนชาวไทย
  3. เร่ง ดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง ทางการเมืองให้เท่าเทียมและทั่วถึง ทั้งผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้ถูกจับกุมคุมขังอย่างไม่เป็นธรรมตลอดจน ผู้ที่ถูกทำลายอาคารบ้านเรือนในเหตุการณ์ดังกล่าว

การดำเนิน การทั้งสามประการข้างต้น ต้องสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน สามารถตรวจสอบการดำเนินงานผ่านอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ตามหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลของระบอบประชาธิปไตย คณะกรรมการกลุ่มญาติวีรชน เม.ย.-พ.ค.53 หวังว่าพรรคการเมืองทั้งหลายจะสดับฟังเสียงประชาชน และรับเป็นสัญญาประชาคมที่จะต้องปฏิบัติตามต่อไป

คณะกรรมกากรลุ่มญาติวีรชน เม.ย.- พ.ค.53
25 มิถุนายน 2554

หมายเหตุ ท่านที่ประสงค์จะสนับสนุนการดำเนินงานของ
คณะกรรมการกลุ่มญาติวีรชน เม.ย.-พ.ค.53 สามารถบริจาคได้ที่
ชื่อบัญชี "คณะกรรมการกลุ่มญาติวีรชน เม.ย.-พ.ค. 53"
ประเภท เผื่อเรียก
เลขที่บัญชี 02004 062 80073
ธนาคาร ออมสิน สาขา สำนักราชดำเนิน

"สุวิทย์ คุณกิตติ" ประกาศถอนประเทศไทยจากสมาชิกมรดกโลก

ที่มา ประชาไท

สุ วิทย์ คุณกิตติ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจามรดกโลกฝ่ายรัฐบาลไทย ได้แถลงว่าประเทศไทยได้ถอนตัวออกจากภาคีสมาชิกมรดกโลกแล้ว โดยอ้างว่าที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่กรุงปารีส จะมีการนำวาระเรื่องเขาพระวิหารเข้าที่ประชุม

ที่มาของภาพ: http://yfrog.com/kkt16hkj

เมื่อ เวลาประมาณ 23.20 น. นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจามรดกโลกฝ่ายไทย ได้ทวิตข้อความผ่าน @SuwitKhunkitti ระหว่างการเดินทางร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจะมีการประชุมเพื่อหาข้อสรุปกรณีปราสาทเขาพระวิหารว่า "ที่ประชุมบรรจุวาระ ผมไม่มีทางเลือกครับ คงต้องถอนตัว" [1] "ผมได้เคยพูดกับสื่อไทยไปว่า หากสังคมใดดำเนินการตามใจตนเอง ไม่คิดถึงกฏระเบียบที่ลงมติโดยสมาชิกแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ใดๆที่เราจะอยู่ในสังคมแบบนี้" [2]

"กำลังแถลงต่อที่ประชุมครับ คณะผู้แทนพยายามเข้าใจ อธิบาย และอดทนรออย่างเต็มที่แล้ว" [3]

และเมื่อเวลา 23.40 น. ตามเวลาในประเทศไทย นายสุวิทย์ระบุว่า "ผมและคณะนำประเทศไทยถอนตัวจากการเป็นสมาชิกมรดกโลกแล้วครับ" [4]

โดยล่าสุดเมื่อเวลา 00.25 น. นายสุวิทย์ให้เหตุผลจากการถอนตัวจากสมาชิกมรดกโลกว่า "วาระเขาพระวิหารเข้าที่ประชุม ที่มาของการถอนตัว" [5] โดยคาดว่าในคืนนี้นายสุวิทย์จะทวีตข้อความชี้แจงมาเรื่อยๆ

เอกสารทหาร2ฉบับมัดมาร์คแน่น โฆษณาชวนเชื่อขอใบอนุญาตฆ่า91ศพ รบเต็มอัตรากระสุนจริง-Sniper

ที่มา Thai E-News

นโยบาย รัฐบาลชัดเจนมาตลอดที่จะใช้มาตรการทางทหารกดดันม็อบกลุ่ม นปช. ความชัดเจนก็คือนโยบายกระชับวงล้อม เพื่อการยุติการชุมนุม ไม่ใช้การกระชับวงล้อมเพื่อเปิดการเจรจา ..และนายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม ศอฉ.ในวันที่ 12 พฤษภาคม ให้ฝ่ายทหารเริ่มต้นปฏิบัติการตามแผนยุทธการที่ได้วางไว้


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 มิถุนายน 2554

การปฏิบัติการข่าวสารโฆษณาชวนเชื่อเพื่อออกใบอนุญาตฆ่า
พ.อ.บุญ รอด ศรีสมบัติ จากสถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง เขียนเปิดเผยปฏิบัติการข่าวสารของทหาร(IO)ช่วงนปช.ชุมนุม มี.ค.-พ.ค.2553 ว่า มีปฏิบัติการสำคัญคือ มุ่งทำให้ทีวีเสื้อแดงจอมืด ปิดเวบไซต์-วิทยุชุมชน เพิ่มความน่าสะพรึงกลัวชายชุดดำแฝงในที่ชุมนุม สร้างผังล้มเจ้าเชื่อมโยงผู้ชุมนุม ตัดต่อคลิปแกนนำมาเรียงภาพใหม่ว่าชี้นำให้เผาบ้านเผาเมือง ชี้ให้สังคมเห็นว่า สถานการณ์สุกงอมที่ต้องจัดการด้วยมาตรการขั้นเด็ดขาด สุดท้ายคือหาอาวุธมาแสดงว่ายึดได้จากผู้ชุมนุม และชี้ว่าทหารไม่มีการสังหารประชาชน

ผลสำเร็จคือประชาชนและสังคมสนับ สนุนรัฐบาลให้ดำเนินมาตรการเฉียบขาดในการ จัดการต่อผู้ชุมนุมในที่สุด หลังการดำเนินการยังมีมีสาวๆกรี๊ดกร๊าดพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ตามเฟซบุ๊คว่าเป็น"ผู้ก่อการรัก"
โดยมีการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารเสนาธิปัตย์ ปีที่ ๖๐ ฉบับที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๕๔ ( คลิ้กลิ้งค์เพื่ออ่านรายละเอียดต้นฉบับที่สมบูรณ์ http://www.cdsd-rta.net/images/stories/valasan/valasan%20y60%20b1%202554/AW-SP-69-81.pdf )

เอกสาร ลับ ยุทธการกระชับวงล้อม 14-19 พ.ค.53 "มาร์ค"สั่งกระชับวงล้อมเพื่อ"ยุติ"ไม่ใช่"เจรจา" เปิดเปลือกใช้กระสุนจริง และพลซุ่มยิงสไนเปอร์ รบเต็มอัตราศึก

บท ความชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสารเสนาธิปัตย์ กรมยุทธศึกษาทหารบก ปีที่ 59 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2553 เป็นบทความที่เขียนขึ้นเพื่อประกอบการจัดทำ”เอกสารแนวทางในการปฏิบัติทาง ทหาร: กรณีศึกษาการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในเมือง” จากความริเริ่มของพล.ท.สิงห์ศึก สิงห์ไพร เพื่อกำหนดบทบาทของกองทัพบกในการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบในเมืองรูปแบบใหม่
วารสารเสนาธิปัตย์ ฉบับที่ตีพิมพ์เรื่องนี้ ท่านสามารถอ่านบทความต้นฉบับนี้ได้ที่ลิ้งค์ http://www.cdsd-rta.net/images/stories/valasan/valasan%20y59%20b3%20year2553/lesson7.pdf

ผู้เขียนใช้นามแฝงว่า”หัวหน้าควง” เป็นจปร.32 (เหล่าทหารราบ) เป็นนายทหารปฏิบัติการประจำกรมยุทธศึกษาทหารบก

เนื้อหา ในบทความนี้เป็นมุมมองของนายทหารที่ปฏิบัติการสลายการชุมนุมของ”คน เสื้อแดง”ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่สรุปบทเรียนจาก”ความสำเร็จ”ในการกระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์

โดยระบุตอนหนึ่งว่า

ยุทธการ กระชับวงล้อมเมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2553 เป็นการปฏิบัติทางทหารเต็มรูปแบบ จึงเห็นได้ว่าภารกิจชัดเจน คือการกระชับวงล้อมด้วยกระสุนจริง จากกำลังหน่วยรบหลักของเหล่าทหารราบ เหล่าทหารม้า และหน่วยส่งกำลังทางอากาศ อย่างเช่น ร.31 รอ.ในภารกิจปฏิบัติการพิเศษ อาจเรียกได้ว่าเป็นการรบในเมืองที่ใช้อาวุธยุทธโธปกรณ์ทางทหารเต็มอัตราศึก ทั้งกำลัง อาวุธประจำกายที่ทันสมัย ชุดสไนปอร์ หน่วยยานเกราะ ซึ่งการปรับกำลังและการเปลี่ยนแปลงทางยุทธวิธีที่สำคัญครั้งนี้ก็เป็นผล สะท้อนจากบทเรียนเมื่อ 10 เมษายน พ.ศ.2553 นั่นเอง

ควรมีการศึกษาค้น หาตัวแบบที่เหมาะสมในการกำหนดพื้นที่ที่ใช้กระสุนจริง เพราะปัจจุบันยังไม่ทราบว่ามีประเทศใดในระดับนานาชาติที่ได้นำมาปฏิบัติใน การสลายการชุมนุมที่ได้รับการยอมรับ

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

"ไก่อู"แสลงใจ91ศพห่วงโยนบาปทหารฆ่า-ยันชุดดำมีตัวตนจริง

-ข้อมูลมัดแน่นสังหารหมู่10เมษา-19พฤษภา ใครฆ่าเสธ.แดง ใครเหี้ย..มสังหารหมู่วัดปทุม ใครเผาCTW?



-เปิดคลิปจตุพรอภิปรายเอกสารลับDSIใครต้องรับผิดชอบความตาย 91 ศพ

-น้ำตาจรเข้เทพเทือกแหลที่ราชประสงค์ ผมเป็นคนสั่งการเองไม่เกี่ยวกับอภิสิทธิ์ หากผิดมาเอาผมเข้าคุกคนเดียว

กลางกรุงแสกๆหัวเกรียนสุมหัวกาบัตรนอกคูหา จนท.ผิดหย่อนบัตรลงหีบแทน อ้างจะได้ไม่เสียเวลา

ที่มา Thai E-News





โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 มิถุนายน 2554

เมื่อ วานนี้(26มิถุนายน) ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้าทั่วประเทศ ได้มีผู้ใช้ชื่อว่า "prainn2011" เผยแพร่คลิปลงในเว็บไซต์ยูทิวป์ โดยระบุว่าเป็นภาพในเขตเลือกตั้งล่วงหน้าที่เขตพญาไท โดยในคลิปซึ่งมีความยาว 1.46 นาทีมีภาพชายหัวเกรียนจำนวนมากยืนห้อมล้อมกันอยู่ภายในพื้นที่ลงคะแนน ขณะที่มีทหารยืนเข้าคิวรอเลือกตั้ง แต่อยู่นอกคูหาเลือกตั้ง มีชายคนหนึ่งสวมชุดสีกากีคล้ายชุดข้าราชการคอยอำนวยความสะดวก โดยมีการนำบัตรเลือกตั้งทั้งแบบบัญชีรายชื่อสีเขียว และแบบแบ่งเขตสีชมพูมาทำเครื่องหมายอยู่นอกคูหาลงคะแนน

โดยมีเสียงประกาศจากเจ้าหน้าที่ว่า"จะได้ไม่ต้องเสียเวลา"

สำหรับ เนื้อหาในคลิปวิดีโอดังกล่าว ปรากฎภาพของหน่วยเลือกตั้งหน่วยหนึ่ง โดยเป็นภาพเต็นท์สีขาวมีอักษรสีฟ้ากำกับว่าเขตพญาไท ขณะที่มีประชาชนเดินขวักไขว่ที่เดินทางมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยมีทั้งประชาชนในชุดลำลอง และในชุดเครื่องแบบทหาร

ทั้งนี้จุดที่ ถูกตั้งข้อสงสัยคือ มีภาพของชาย 3 คน ศีรษะเกรียนในชุดลำลอง กำลังยืนล้อมชายหัวเกรียนอีกคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีขาว ขณะที่มีชายใส่ชุดเจ้าหน้าที่คล้ายให้คำแนะนำในการลงคะแนนเลือกตั้ง โดยเมื่อชายหัวเกรียนที่นั่งอยู่กาบัตรเลือกตั้งเสร็จ เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวก็ดึงบัตรเลือกตั้งสีเขียวและสีชมพูออกจากมือเพื่อพับ และเดินเข้าไปในหน่วยเลือกตั้ง

เป็นที่น่าสังเกตว่าการกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ เพราะกฎหมายเลือกตั้งระบุไว้ชัดว่า
การนำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง หรือการทำเครื่องหมายเป็นที่สังเกตไว้ในบัตรเลือกตั้ง หรือการนำบัตรเลือกตั้งใส่ในหีบบัตรเลือกตั้งโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย หรือการทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิดไปจากความเป็นจริง หรือกระทำการให้บัตรเลือกตั้งเพิ่มขึ้นไปจากความเป็นจริง

เป็นความผิดมีโทษจำคุก 1 - 5 ปี หรือปรับ 20,000 - 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี
กก ต.นำเสนอวิธีการและขั้นตอนการลงคะแนนว่า เมื่อผู้มีสิทธิกาเครื่องหมายแล้วให้พับบัตรเลือกตั้งให้เรียบร้อยแล้วหย่อน ใส่หีบบัตร"ด้วยตนเอง"(ที่มา:เวบไซต์กกต.)

กกต.บอกเรียบร้อยดีไม่เห็นมีปัญหา ชอบจับผิดจัง

ที่ รร.บ้านบางกะปิ นายสมชัย จึงประเสริฐ ด้านสืบสวนสอบสวน และการวินิจฉัย คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เดินทางมาดูแลความเรียบในการลงคะแนนล่วงหน้าที่ ซึ่งในเขตบางกะปิ ถือว่าเป็นเขตที่ประชาชนแจ้งสิทธิ์ของใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าไว้จำนวน มากกว่า 1 แสนคน

นายสมชัย กล่าวว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่พบปัญหาใดๆ หากมาดูด้วยตาก็จะเห็นว่าเรียบร้อยดี หากไม่มาดูแบบเพื่อจับผิดกัน

กราบหัวใจหญิงเก่งยุคยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์

ที่มา Thai E-News





โดย หญิงแกร่ง RED USA
26 มิถุนายน 2554

กระแสนายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทยมาแรงสุดๆ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เสนอตัวเป็นแคนดิเดต
ได้รับแรงสนับสนุนจากคนไทยทุกภาคอย่างล้นหลาม

ไม่ใช่แต่ภายในเมืองไทยเท่านั้น ยังลามล้นออกไปยังต่างประเทศอีกต่างหาก

คน ไทยทั้งประเทศโดยเฉพาะคนรากหญ้า เชื่อมั่นและมั่นใจว่าคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่หลังการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. นี้ จะนำพาประเทศและประชาชนไปสู่สังคมที่มั่งคั่ง ในระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีสิทธิหายใจเข้าออกอย่างเท่าเทียมกัน

ในยุคนี้มิใช่มีเพียงนารีขี่ม้าขาวเท่านั้น ยังมีนารีอีกมากนางที่ขี่อินทรีย์ทอง หงส์ขาว พิราบแดง ร่วมขบวนมาด้วย

นอก จากว่าที่นายกฯหญิงยิ่งลักษณ์แล้ว หากจัดแถวกันอย่างคร่าวๆหญิงเก่งฝ่ายประชาธิไตยที่สังคมไทยให้การยอมรับ แถวหน้าของขบวนการคนเสื้อแดง ก็มีอาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการนปช.แดงทั้งแผ่นดิน ที่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

ในขบวนแถวผู้ สมัครส.ส.เพื่อไทย ไล่เลียงตั้งแต่ ฐิติมา ฉายแสง อาจารย์จา-ดร.จารุพรรณ กุลดิลก น้องยิ้ม-วิสาระดี น้องเดียร์-ขัติยา สวัสดิผลฯลฯ

ฝ่ายขบวนการประชาธิปไตยอย่างสามอาจารย์สาว ตุ้ม จา หวาน

ในขบวนนักเขียน อย่าง คำ ผกา - เพ็ญ ภัคตะ -เพียงคำ ประดับความ ฯลฯ

ในขบวนนักสหภาพแรงงานอย่าง จิตรา คชเดช เจ้าของวลียอดฮิต"ดีแต่พูด"

ดารานางเอกร้อยล้านที่เห็นอกเห็นใจคนเสื้อแดง อย่าง ทราย เจริญปุระ

รวม ไปถึงแกนนำทั้งในและต่างประเทศทุกกลุ่มทุกแนวรบ ล้วนแต่มีสตรีเสื้อแดงยืนเด่นเป็นสง่าในแถวหน้า อย่างอาสาทุ่มเทอุทิศตน พวกเธอเหล่านี้สู้ด้วยหัวใจที่ชายสามศอก ต่างพร้อมจะก้มกราบหัวจิตหัวใจ

ฯลฯ

หญิงเก่งดังปรากฏนามคือผู้ยืนเคียงข้างประชาธิปไตย และความเป็นธรรม โดยไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพลใด ๆ ทั้งสิ้น

แค่ เอยนามเพียงบางนางข้างต้น ชายอกคับซี (cup c) ของฝ่ายประชาธิปัติย์คงต้องขวยเขิน และหากมีผู้ใดท้าให้ต้องปะมือกับชายอกคับซีจากพรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายเผด็จ การ จะมีสมาชิกจากพรรคเจ้าแม่ธรณีบีบมวยผมสักกี่มากน้อย

และตัวแทนจากเผด็จการสักกี่คน พร้อมจะก้าวออกมาปะมือด้วย

Sunday, June 26, 2011

สมศักดิ์ เจียมฯ:คำอธิบายของทักษิณ และทูตอเมริกัน (ในวิกิลีกส์) ว่า ทำไมคนไทยจึง "ยอมรับ" หรือไม่ออกมาต่อต้าน รปห. 19 กันยา มากมายอะไรคำอธิบายของทักษิณ

ที่มา Thai E-News

แฟน คลับอาจารย์สมศักดิ์ เจียมฯ ต่างกลับมาคึกคักกันอีกครั้ง เมื่ออาจารย์กลับคืนมาสู่โลกเฟสบุค พร้อมกับข้อเขียน มุมมอง และข้อคิดเห็นที่สุขุม นุ่มลึกยิ่งกว่าเดิม ทั้งนี้อาจารย์ได้ตั้งกระทู้และข้อคิดเห็นมากมายเกี่ยวกับเคเบิลร่วม 3,000 ฉบับที่รั่วจากสถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ที่โยงมาจากบทความที่เขียนโดย Andrew MacGregor Marshall อดีตหัวหน้าสำนักงานข่าวรอยเตอร์ประจำประเทศไทยที่ถึงกับยอมเอาตำแหน่ง หน้าที่การงาน 17 ปี แลกกับอิสระภาพ ที่จะต้องเผยข้อมูลเหล่านี้ให้กับคนไทยได้รับทราบ จนเป็นที่ฮือฮาในโลกอินเทอร์เนตมาแล้วเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2554 และเขาได้ปล่อยข้อมูลชุดที่สองตามมาแล้วในวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมาเช่นกัน

แม้ว่าสื่อกระแสหลักในเมืองไทยจะปิดปาก เงียบกับเรื่องบทความและข้อมูลการรั่วครั้งใหญ่นี้ แต่สื่อนอกหลายสำนักกลับนำเสนอข่าวเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา
ใน ระหว่างที่รอการปล่อยข้อมูลชุดที่ 3 และชุดที่ 4 ของแอนดรูว์ เรามาตามดูว่าอาจารย์สมศักดิ์ มีข้อคิดเห็นและมุมมองอย่างไรบ้างการลีกส์ครั้งนี้


โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มาเฟสบุค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล on Saturday, 25 June 2011 at 07:55


หลาย คนอาจจะจำได้ว่า ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2550 คือ 4 เดือนหลังรัฐประหาร 19 กันยา ทักษิณ ได้ให้สัมภาษณ์นิตยสาร Time ของสหรัฐ หนึ่งในคำถามของ Time คือ ในเมื่อทักษิณอ้างว่า เขาและพรรคไทยรักไทยได้รับความนิยมอย่างมากจากประชาชน เหตุใดจึงแทบไม่มีเสียงต่อต้านการรัฐประหารจากประชาชนเท่าไรนัก (hardly any public outcry against the coup) คำตอบของทักษิณ ซึ่งพาดพิงถึงสถาบันกษัตริย์ ได้ถูกฝ่ายพันธมิตร ในขณะนั้นนำมาโจมตีว่า เป็นการจาบจ้วง ไม่บังควร

ในโทรเลขวิกิลีกส์ ฉบับลงวันที่ 28 เมษายน 2551 ที่เป็นหนึ่งในโทรเลขวิกิลีกส์ ที่ แอนดรู มาร์แชล อดีตผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ นำออกเผยแพร่เมื่อไม่กี่วันนี้ ทูกอเมริกัน ได้แสดงความเห็นในเรื่องเดียวกัน ภายใต้หัวข้อ "ทำไมจึงมีการต่อต้านรัฐประหารในระดับที่เฉื่อยเนือย ไม่มากมายใหญ่โตอะไร" (Why such tepid opposition to the coup?) ทูตอเมริกัน ได้ให้คำอธิบายต่อคำถามนี้ แบบเดียวกับทักษิณเลย (ผมเซ็นเซอร์บางคำออก): "We believe signals ..... played an important role in promoting the public's acceptance of the coup" ("เราเชื่อว่าการส่งสัญญาณ . . . มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการยอมรับของสาธารณะต่อการรัฐประหาร") แน่นอน ทูตได้พูดต่อว่า มีปัจจัยสำคัญอื่นอยู่ด้วย แต่ในหัวข้อนี้ เขาได้อธิบายประเด็นที่เห็นว่าเป็น "ปัจจัยสำคัญ" ดังกล่าวมากกว่าเรื่องอื่น

(สำหรับใครที่จะรีบบอกว่า "เพราะทูตอเมริกันเชียร์ทักษิณ เลยคิดเหมือนกัน" หรือกระทั่ง "สงสัยทักษิณซื้อทูตอเมริกันไปแล้ว" อะไรประเภทนั้น ขอแนะให้อ่านโทรเลขวิกิลีกส์ โดยเฉพาะในช่วงที่ทักษิณเป็นนายกฯ จะเห็นว่า ทูตอเมริกัน มีลักษณะวิพากษ์วิจารณ์ทักษิณหนักมาก คำอธิบายที่เขาเสนอในที่นี้ ไม่เกียวกับเรือ่งทัศนะที่เขามีต่อทักษิณเลย)


ก่อน อื่น ผมอยากชี้ให้เห็นว่า เรื่องนี้ เป็นประเด็นตัวอย่างที่ดี เกี่ยวกับคำถามที่มีหลายคนถามว่า โทรเลขวิกิลีกส์ "เชื่อถือได้แค่ไหน?" ซึ่งผมจะตอบเสมอว่า ขึ้นอยู่กับ "เรื่องอะไรล่ะที่ว่า เชื่อถือได้แค่ไหน?" คือ ถ้าถามว่า "เขื่อถือได้ไหม" ว่าทูตอเมริกันแสดงความเห็นดังกล่าวจริง ก็ตอบได้ง่ายมากว่า เชื่อถือได้ว่า ทูตอเมริกันได้แสดงความเห็นดังกล่าวจริงๆ เพราะนี่เป็นบันทึกของเขาเองที่ส่งให้ทางวอชิงตัน แต่ประเด็นคือ การตั้งคำถามเช่นนี้ ผิด แต่ต้น ในกรณีตัวอย่างนี้ เพราะในกรณีนี้ ประเด็นไมใช่เรื่อง "เชื่อถือได้แค่ไหน?" แต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องของการแสดงความเห็น ประเมินสถานการณ์ของทูตอเมริกัน ซึ่งแน่นอน คนอ่านย่อมมีสิทธิ์จะตัดสินได้ว่า เป็นความเห็นที่ถูกต้องหรือไม่ เห็นด้วยกับความเห็นนั้นหรือไม่ เช่นเดียวกับกรณีคำตอบของทักษิณ ต่อ Time ที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เห็นว่าทักษิณประเมินหรืออธิบายถูกต้องหรือไม่ ก็ย่อมได้

ปัญหา ก็คือ ในกรณีที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์กับการเมืองนั้น ปัจจุบัน เราได้มาถึงจุดที่ว่า การอภิปรายแสดงความคิดเห็นใดๆ แทบจะเป็นเรื่องที่ "ต้องห้าม" โดยสิ้นเชิง ไม่ว่า ความเห็นดังกล่าว จะมีข้อมูลหรือเหตุผลสนับสนุน (argument) เพียงใดหรือไม่ (ผมจะกลับมาพูดถึงประเด็นนี้อีกในไม่กี่วันข้างหน้า โดยยกตัวอย่างสำคัญในอดีตบางกรณี) ขอให้สังเกตด้วยว่า เรากำลังพูดถึงเรื่องที่ไม่ใช่เรื่อง "ส่วนพระองค์" แต่เป็นเรื่องสาธารณะที่สำคัญยิ่ง (บทบาท/สถานะ ของสถาบันกษัตริย์ทางการเมือง)

ทีน่า "แปลก" คือ บรรดาผู้ที่อ้างความ "จงรักภักดี" กลับรู้สึกว่า "ความจงรักภักดี" แม้แต่ในประเด็นที่เป็นเรื่องสาธารณะระดับนี้ ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ ด้วยการเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นและข้อมูลมาถกเถียงกัน และให้สิทธิต่อสังคมและบุคคลแต่ละคน ที่จะเลือกเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับข้อมูลและเหตุผลที่มีคนเสนอออกมา แต่กลับคิดว่า "ความจงรักภักดี" นั้น จะต้องสร้างขึ้นด้วยการบังคับให้ ทุกคนต้องพูด ราวกับการท่อง "อาขยาน" แบบนกแก้วนกขุนทองของเด็กอนุบาลหรือประถมว่า "สาบันกษัตริย์/พระราชวงศ์ อยู่เหนือการเมือง" ใครพูดเป็นอย่างอื่น มีโอกาสโดนติดคุก 15 ปีได้

ที่ว่า "แปลก" คือ ถ้าฝ่าย "ผู้จงรักภักดี" เชื่อมั่นอย่างเหลือเกินว่า ข้อมุลและเหตุผลเกี่ยวกับบทบาท/สถานะ ทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์/พระราชวงศ์ ของตน เป็นข้อมูลและเหตุผลที่หนักแน่น เป็นความจริงอย่างยิ่งยวด ก็ไม่เห็นจะต้องหวาดกลัวต่อการถกเถียงกับผู้ที่มีความเห็นทีแตกต่างเลย แล้วให้สิทธิแก่สังคมและบุคคลแต่ละคน จะชั่งน้ำหนัก ตัดสิน เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเอง

"แปลก" ที่บรรดา "ผู้จงรักภักดี" รู้สึกว่า "ความจงรักภักดี" นั้น ต้องสร้างด้วยการบังคับสถานเดียว (ทั้งทางกฎหมาย และทางการอบรมบ่มเพาะ ประชาสัมพันธ์แบบด้านเดียว ที่มีกฎหมายคอยกำกับไม่ให้ตั้งคำถามได้) และต้องวางอยู่บนพื้นฐานการไม่กล้าถกเถียงกับข้อมูลและความเห็นที่แตกต่าง ไม่กล้าให้สังคมและแต่ละคนตัดสินใจด้วยตัวเอง

หมายเหตุ: ที่ผมกล่าวข้างบนว่า ในกรณีโทรเลขวิกิลีกส์ฉบับที่กำลังพูดถึงนี้ การถามว่า "เชื่อถือได้แค่ไหน?" เป็นการถามที่ผิด ผมไม่ได้หมายความว่า คำถามนี้ จะใช้ไม่ได้ หรือไม่ควรใช้เลย กับทุกข้อความทุกประโยคในโทรเลขวิกิลีกส์ทุกฉบับ ประเด็นคือ คำถามเช่นนี้ ที่ถามแบบคลุมทีเดียว เป็นการถามในลักษณะที่ผิด ที่ไม่เป็นประโยชน์ และไม่มีทางได้คำตอบอะไร ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆไป ในแต่ละฉบับ หรือแม้แต่ แต่ละย่อหน้า แต่ละประเด็น ของฉบับเดียวกันเอง ลักษณะการถามแบบนี้ จึงไม่เป็นประโยชน์อะไร และไม่มีทางได้คำตอบอะไร สิ่งสำคัญคือ การได้หลักฐานสำหรับการศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ที่เพิ่มขึ้นมา ส่วนใหญ่แล้วคนที่เอาแต่ถามแบบคลุมๆแบบนี้ แสดงว่า ไม่รู้จักแยกแยะ พิจารณาอะไร และขี้เกียจเกินกว่าจะคิด พิจารณาเป็นเรื่องๆไป ต้องการคำตอบง่ายๆ ที่ไม่มีประโยชน์ ที่จะใช้มาเป็นข้ออ้างแทนการใช้เหตุผล การคิด และพิจารณาเนื้อหาของโทรเลข)

------------

ข่าวที่เกี่ยวข้อง นักข่าวรอยเตอร์ยอมลาออกเพื่อรายงาน "ความลับ" ในการเมืองไทย

Saturday, June 25, 2011

เสวนา 79 ปี อภิวัฒน์ไทย "3 ก.ค. 54" วันที่การเมืองไทยไม่สิ้นหวัง เสียงข้างมากจะกลายเป็น"ความถูกต้อง"

ที่มา มติชน



นื่องในโอกาสครบรอบ 79 ปี การอภิวัฒน์ไทย 24 มิถุนายน 2475 และครบรอบ 16 ปี สถาบันปรีดี พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, สถานีวิทยุ FM. 96.5 ได้จัดให้มีการการแสดงปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ประจำปี 2554 เมื่อวันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน ณ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์

ทั้งนี้ สถาบันฯจัดให้มีการอภิปรายเรื่อง "ประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง ?" โดย ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการฝ่ายวิชาการ สถาบันปรีดี พนมยงค์ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เกียรติร่วมอภิปราย




ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยเคยมีความขัดแย้งค่อนข้างรุนแรงมาแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเท่านั้น แต่เป็นความขัดแย้งในเชิงโครงสร้าง และเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ของประเทศ ทั้งพื้นที่ในด้านวิชาชีพ เช่นในมหาวิทยาลัย แวดวงสื่อมวลชน หรือกลุ่มข้าราชการ กลุ่มนักธุรกิจ

ในขณะที่เราแทบไม่ต้องกล่าวถึง นักการเมืองซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความขัดแย้งค่อนข้างสูงอยู่แล้วในช่วงก่อนการ เลือกตั้งพรรคการเมืองหลายพรรคได้เสนอแนวทางการปรองดองสมานฉันท์ซึ่งขาดราย ละเอียดที่ชัดเจนว่าเราจะสามารถเดินไปถึงจุดนั้นได้อย่างไรเราจึงจำเป็นต้อง มีโรดแมปซึ่งจำเป็นต้องมีรายละเอียดว่าเราควรจะทำอย่างไรบ้าง ซึ่งจะต้องสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคน ชนชั้น และความขัดแย้งในเชิงโครงสร้าง

ดร.อนุสรณ์ระบุว่า ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ในเบื้องต้น เงื่อนไขสำคัญที่สุดซึ่งก็คือการเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องแสดงให้ผู้คนในสังคมเห็นว่ามีการจัดการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรมและเป็นกลาง ไม่มีการใช้อำนาจเงินซื้อเสียงมากๆ ไม่มีการใช้อำนาจรัฐแทรกแซงการเลือกตั้งในการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองอย่าง ผิดกฎหมาย ซึ่งผิดครรลองของระบอบประชาธิปไตย โดยการปล่อยให้การเลือกตั้งเป็นไปตามกลไกและเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน อย่างเสรีและเป็นธรรม โดยหลังจัดการ เลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรมแล้ว ต้องให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนความเห็นของประชาชน ซึ่งก็คือพรรคที่ได้เสียงข้างมากควรได้รับสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่มี การแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบ

เมื่อตั้งรัฐบาลแล้ว ต้องลดเงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองหรือความขัดแย้งรุนแรง ขึ้นมาอีก และเสริมสร้างบรรยากาศและดำเนินการเพื่อนำไปสู่ความสามัคคีปรองดองของคนใน ชาติขึ้น

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต้องแก้ทั้งความขัดแย้งของกลุ่มคน และความขัดแย้งเชิงโครงสร้างอันเป็นผลมาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและ ความไม่เป็นธรรมทางสังคมรวมทั้งปรับเปลี่ยนดุลอำนาจและความสัมพันธ์ของ สถาบันหลักให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในศตวรรษที่21

รัฐบาล ใหม่ควรปฏิรูประบบตลาดและกลไกตลาดให้ทำงานอย่างเป็นอิสระทำให้การแข่งขันทาง เศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างเสรีและเป็นธรรม ปราศจากการแทรกแซงจากหน่วยนอกระบบ รัฐบาลมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะแทรกแซงตลาดได้ก็เฉพาะกรณีเพื่อเข้าไป แก้ไขปัญหาภาวะตลาดล้มเหลวหรือส่งเสริมการทำงานของกลไกตลาดเท่านั้น

การ ปฏิรูปประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัยทุกองคาพยพของสังคมไทย ซึ่งจำเป็นต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยในทุกด้าน โดยเสนอให้มีองค์กรที่เป็นตัวแทนของประชาชนและเชื่อมโยงกับอำนาจของประชาชน โดยแท้จริง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่การแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย โดยมีสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนจากวิชาชีพต่างๆเข้าร่วมผลักดันการปรับ เปลี่ยนประเทศไทยให้เกิดขึ้น

ดร.อนุสรณ์ได้ให้ข้อเสนอเพื่อ การปฏิรูปประเทศไทยเพื่อประเทศไทยที่ดีกว่าหลังการเลือกตั้งที่อาจเริ่มต้น ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและเป็นอุปสรรคต่อการ ปฏิรูปประเทศแก้ไขกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและเป็นอุปสรรคต่อ การปฏิรูปประเทศนอกจากนั้นยังอาจมีการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ด้วยการกระจายอำนาจ เช่นกระจายอำนาจเพิ่มเติมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการเลือกตั้งผู้ว่าราชการในจังหวัดขนาดใหญ่ เป็นต้น อีกทั้งยังจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบศาลยุติธรรมให้มีความยึดโยงกับประชาชน เพิ่มขึ้น ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้น พร้อมกับกลไกตรวจสอบถ่วงดุล

ต่อมาคือการ ปฏิรูปกองทัพให้มุ่งเน้นภารกิจหลักเรื่องความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ลดบทบาททางการเมืองของกองทัพ พัฒนากองทัพให้ประกอบไปด้วยทหารอาชีพ ทหารประชาธิปไตย และทหารของประชาชน นอกจากนั้นยังต้องพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ด้วยการทำให้"สถาบันกษัตริย์" อยู่เหนือการเมืองอย่างแท้จริง อีกทั้งที่มาขององค์กรภายใต้รัฐธรรมนูญ และที่มาของวสุฒิสภาต้องมาด้วยระบบคุณธรรมและยึดถือหลักการประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบบพรรคพวกหรือเห็นว่าพรรคพวกของตนมีคุณธรรมมากกว่าคนอื่นๆ

ใน ด้านเศรษฐกิจ เราควรทำลายอำนาจการผูกขาดลงด้วยการเปิดเสรีให้มีการแข่งขันมากขึ้น ปัญหาที่รัฐบาลนำเสนอนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะเกิด ยากขึ้น ควรมีการปฏิรูปการคลังด้วยการปฏิรูปภาษี รายได้ภาครัฐ และโครงสร้างงบประมาณ ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ อีกทั้งการปฏิรูปภาคการเงินและตลาดทุน ระบบแรงงานและระบบตลาด ค่าแรงขั้นต่ำต้องขึ้นในอัตราก้าวหน้า ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ อาทิ ระบบการขนส่ง ระบบชลประทาน และระบบโทรคมนาคม อีกทั้งการปฏิรูปการศึกษาและวัฒนธรรม และท้ายสุดคือการปรับปรุงคุณภาพชีวิตและการดูแลสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ



ดร. พิชญ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักรัฐศาสตร์คงไม่สามารถมีความฝันได้ว่าระบบการเมืองของไทยจะดีขึ้น เรื่อยๆ แต่เชื่อว่าอย่างน้อยความฝันที่น้อยที่สุดก็คือ ถ้ามันไม่ได้เป็นเช่นนี้ เราจะนำสิ่งนั้นกลับมาได้เร็วที่สุดเมื่อใด เราจะช่วยกันออกแบบอย่างไรไม่ให้ทุกอย่างไปไกลกว่านี้ และต้องพยายามทำความเข้าใจและพยายามที่จะเอาประชาธิปไตยกลับมาให้เร็วที่สุด ให้บ่อยที่สุด เพราะเชื่อว่าที่สุดมันก็จะเป็นสิ่งที่ยั่งยืน และไม่ฟูมฟายว่าประชาธิปไตยจะไม่กลับมาอีก

ดร.ปรีดี พนมยงค์เคยให้คำนิยามใหม่กับสังคมไทย โดยเรียกระบบการปกครองของไทยว่า ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งอธิบายได้ว่า เรามีสถาบันพระมหากษัตริย์แต่เราต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และเรามีทั้งราชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และมีประชาธิปไตยที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ชัดเจนและไม่จำเป็นต้องอธิบายสิ่งใดเพิ่มเติมอีก

ชน ชั้นกลางในยุคปัจจุบันขาดจุดยืนในการปกป้องการเลือกตั้งชนชั้นกลางจำนวน มากรังเกียจการเลือกตั้งมานานหลายปีและมองว่าการเลือกตั้งเป็นเรื่องของไพร่ หรือคนเสื้อแดงพลังของคนในสังคมในปัจจุบันที่พยายามจะออกมาปกป้องการเลือก ตั้งอย่างมีจุดยืนเริ่มลดลงเรื่อยๆ โดยมองว่าถ้าโยนให้ไปอยู่ในมือของนักการเมืองก็อาจไปตกอยู่ในมือของบุคคลที่ พวกเขาไม่ต้องการ

จริงอยู่ที่ การ เลือกตั้งอาจไม่ได้เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมเสมอไป แต่มองไม่เห็นความรู้สึกของชนชั้นกลางที่คิดว่าการเลือกตั้งคือการแสดงอำนาจ ของชนชั้นกลาง แสดงความรู้สึกและเรียกร้องในสิ่งที่ตนเองเห็นว่าไม่เหมาะสมถูกต้องตาม กระบวนการ ชนชั้นกลางควรมองว่าการเลือกตั้งเป็นสิ่งมีค่า

หลัง การเลือกตั้ง แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นผู้ชนะ สิ่งซึ่งท้าทายที่สุดคือ "เสียงข้างมากไม่ใช่ความถูกต้อง" แต่ภารกิจของพลังทางประชาธิปไตยคือจะทำอย่างไรให้เสียงข้างมากกลายเป็นความ ถูกต้อง เสียงข้างมาก"ไม่ใช่ความถูกต้องโดยอัตโนมัติ" หากมีเสียงข้างมากที่เห็นแก่ตัว ประชาธิปไตยก็ไม่สามารถเดินหน้าได้เช่นกัน ดังนั้นภารกิจของพลังประชาธิปไตยที่เชื่อในเสียงข้างมาก คือทำอย่างไรให้เสียงข้างมากนั้นกลายเป็นความถูกต้อง มิใช่ใช้เสียงข้างมาก"เพื่อการตัดสิน"แต่เพียงอย่างเดียว

หลัก rule of law ไม่ได้หมายความว่าการใช้เสียงข้างมากจะชนะทุกเรื่อง เสียงข้างมากต้องมีที่มาที่ไป และต้องคำนึงถึงเนื่อหาสาระและเสียงส่วนน้อยรวมถึงผลประโยชน์อื่นๆ ซึ่งไม่ได้ตัดสินที่การเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินด้วยความรู้สึก ความรู้ทุกข์สุขของคนอื่น "คนรวยต้องเข้าใจถึงความรู้สึกของคนจน ขณะเดียวกัน คนจนก็ต้องรับรู้และเห็นอกเห็นใจคนรวยด้วยเช่นกัน" นอกจากนั้น การคอร์รัปชันยังควรถูกตั้งคำถามด้วยเสียงข้างมากเช่นกัน ไม่ใช่ปล่อยให้กลายเป็นเรื่องรอง

ในอดีตเรามองตัวแสดงทางการเมืองว่า มีทหาร นักการเมือง นักศึกษา และประชาชนเท่านั้น ในอนาคต สิ่งที่เราต้องเจอคือพลังสามด้านของประชาธิปไตย ที่ประกอบด้วย พลังประชาธิปไตยประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง พลังประชาธิปไตยต้านการทุจริต และพลังประชาธิปไตยปฏิรูป ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการยึดโยงจากประชาชนเป็นหลัก และจำเป็นอย่างยิ่งที่ทั้งสามประการต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน