WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 27, 2011

รำลึก ๒๖ มิถุนายน วันสุนทรภู่

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


น้อมรำลึก มหากวี ศรีรัตนะ
ขอคารวะ ครูกลอน อักษรศิลป์
สิบนิ้วพนม ก้มกราบ ราบธรณิน
มิสูญสิ้น คำนบนอบ มอบแด่ครู

แม้นจะผ่าน กี่ร้อยปี วลีเสนาะ
คำไพเราะ ยังร่ำร้อง จนก้องหู
พระคุณค้ำ ล้ำเลิศ คอยเชิดชู
"สุนทรภู่" มหากวี ศรีวรรณกรรม


ขอน้อมรำลึกถึง มหากวีศรีรัตนโกสินทร์
๒๖ มิ.ย. วันสุนทรภู่
๓ บลา ประชาไท

มาเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


ขอบคุณภาพการ์ตูนจาก GAG CARTOON LAS VEGAS

สิทธิของ ประชาชน คนหนึ่งเสียง
หาใช่เพียง แค่หน้าที่ พึงมีไว้
เพื่อนำชาติ เดินหน้า ประชาธิปไตย
มาพร้อมใจ รวมพลัง เลือกตั้งกัน....

เอาคนดี เข้าสภา เชิญกาเถิด
เพื่อก่อเกิด สู่ทาง ที่สร้างฝัน
ใครดี-เลว เห็นได้ ไม่เว้นวัน
สิทธิ์ท่านนั้น เป็นใหญ่ ในวันนี้....

แปดโมงเช้า ถึงบ่ายสาม ตามที่แจ้ง
มาแสดง ความรัก ในศักดิ์ศรี
เข้าคูหา กาผู้แทน ที่แสนดี
สิทธิ์พึงมี อย่านอนทับ หลับสบาย....

อย่าให้ผี โผล่หน้า มากาช่วย
อาจมอดม้วย ตามติด จนสิทธิ์หาย
ระวังมาร ผลาญพร่า มาทำลาย
ด้วยมุ่งหมาย ฮุบเหยื่อ เพื่อการโกง....

๓ บลา / ๒๖ มิ.ย.๕๔
วันเลือกตั้งล่วงหน้าทั่วประเทศครับ

น้ำตาเหี้ย

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


คำเอ๋ย คำโกหก......ล้านหยิบยก ยากเชื่อถือ
ใจโหด โฉดสองมือ......ทำใสซื่อ บีบน้ำตา

สันดาน เหี้ยหลอกเหี้ย......ตะโกนเชียร์ กันทั่วหน้า
ร้อยเล่ห์ โคตรมารยา.......สมแล้วหนา พวกระยำ

เมืองนี้ เหมือนถูกสาป......พวกคนบาป มันรุกล้ำ
สองแฉก ชำแรกคำ......เสียงเพ้อพร่ำ ร้องโอดโอย

เหี้ยเอ๋ย ช่างเหลวไหล......ยอมจัญไร เพราะหิวโหย
เสแสร้ง น้ำตาโรย......อาบสองแก้ม ออดอ้อนใคร

สมชื่อ น้ำตาเหี้ย......รินสั่งเสีย ทำหวั่นไหว
คนชั่ว ตัวจัญไร.......จบแล้วไซร้ พวกเหี้ยเอย

๓ บลา / ๒๕ มิ.ย.๕๔

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 25/06/54 กินยู่กับปาก..อยากอยู่กับท้อง

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน
เสียงกู่ก้อง ร้องร่ำ คำมุสา
บีบน้ำตา ตอแหล แค่นั้นหรือ
แต่ความจริง คือระยำ สมคำลือ
แม้ดึงดื้อ..แค่ละคร สะท้อนมาร....

ชายชุดดำ ชายชุดดำ มันพร่ำเพ้อ
เสียงละเมอ โหยหวน ชวนสงสาร
อ้อนแม่ยก เฮสนั่น ด้วยสันดาน
ช่างสามานย์ คำสำราก พวกกากเดน....

มันสั่งปราบ สั่งฆ่า ประชาราษฎร์
ยังเติมวาด เฉไฉ แสร้งไม่เห็น
แถมตีหน้า หลบเลี่ยง ทำเบี่ยงเบน
หวังซ่อนเร้น ความระยำ ที่ทำมา....

บอกไม่มี คนตาย ฟาย..เถอะครับ
กี่ศพนับ บ้างไหม ถูกใครฆ่า
ก็อ้างแต่ ชายชุดดำ ที่นำพา
ที่แท้ทะหมา แต่งชุด สุดแสนเลว....

รีบจับมา เร็วไว ไอ้สับปลับ
พูดลี้ลับ สาละวน จนแหลกเหลว
ทั้งป้ายสี สาดใส่ ดั่งไฟเปลว
เลยดิ่งเหว จมมิด พวกจิตทราม....

พูดแต่เรื่อง ตอแหล ไม่แคร์สื่อ
จากหน้ามือ เป็นหลังเท้า เฝ้าเหยียดหยาม
มีแต่คน ชั่วช้า น่าประณาม
ช่างเลวทราม สมพรรคชั่ว มั่วทั้งปี....

๓ บลา / ๒๕ มิ.ย.๕๔

รายงาน: คดีเสื้อแดงมุกดาหารสืบพยานมาราธอนถึง2ทุ่ม 4วันรวด

ที่มา ประชาไท

จำเลย ส่วนใหญ่แค่มาดูเหตุการณ์ ยันเจตนาร่วมขนยางเพื่อเป็นบังเกอร์เหมือนราชประสงค์และช่วยห้ามปรามตลอดจน ขนออกเมื่อสถานการณ์ส่อรุนแรง นอกจากไม่มีทนายและอัยการร่วมสอบปากคำแล้ว ยังถูกเกลี้ยกล่อมให้เซ็นรับรองภาพถ่ายประกอบสำนวนฟ้อง

ศาลจังหวัด มุกดาหารนัดสืบพยานจำเลยคดีเผาศาลากลางวันที่ 22-24 มิถุนายน 2554 อันเป็นวันที่ 2,3 และ 4 จำเลยอีก 22 คนขึ้นให้การเป็นพยานให้ตนเอง พร้อมพยานแวดล้อมอีก 15 ในจำนวนนี้มีจำเลย 9 คน ที่ถูกจับและทำร้ายร่างกายในวันที่เกิดเหตุการณ์เผาศาลากลาง (19 พ.ค.53) ถูกจับตามหมายจับ 9 คน จับโดยไม่มีหมาย 1 คน และเข้ามอบตัว 3 คน

จำเลย ส่วนหนึ่งให้การว่า ผ่านมาเห็นการชุมนุมที่ข้างศาลากลางโดยบังเอิญจึงเข้ามาดูเหตุการณ์ บางรายเป็นสามล้อรับจ้างเห็นที่ชุมนุมมีคนมากจึงนำรถเข้ามาจอดหวังจะได้ผู้ โดยสาร บางคนหวังเข้ามากินข้าวที่ทำแจกผู้ชุมนุม และมีหลายคนตั้งใจเดินทางมาศาลากลางเพื่อร่วมชุมนุมกดดันรัฐบาลไม่ให้ใช้ ความรุนแรงสลายการชุมนุมที่กรุงเทพฯ หลังทราบข่าวจากโทรทัศน์ ส่วนจำเลยที่ 17 นายพรพจน์ พันธ์สุวรรณ ซึ่งเคยขึ้นเวทีเป็นแกนนำได้รับการขอร้องจากเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาในที่ ชุมนุม เนื่องจากเกรงว่าเหตุการณ์จะลุกลามรุนแรง และจำเลยที่ 24 เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ได้รับคำสั่งจากผู้ใหญ่บ้านให้มาดูแลลูกบ้านซึ่งอาจมาชุมนุม

ในช่วง สายที่มีผู้ชุมนุมประมาณ 2,000 คน จำเลยหลายคนและพยานซึ่งเป็นนายตำรวจเบิกความว่า ผู้ชุมนุมขอให้ผู้ว่าฯ ออกมาเจรจาเพื่อขอเข้าชุมนุมในศาลากลางและยื่นหนังสือเรื่องให้ยุติการเข่น ฆ่าประชาชน แต่ผู้ว่าฯ ไม่ออกมาพบผู้ชุมนุม ทั้งนี้ นายพรพจน์ให้การว่าก่อนหน้านั้นผู้ว่าฯ ก็ได้เรียกตนเองไปพบ และปฏิเสธที่ให้มีการชุมนุมในศาลากลาง หลังจากนั้น จำเลยหลายคนเห็น อส.เอากุญแจมาไขเปิดประตูรั้วให้ผู้ชุมนุมเข้าในศาลากลางเอง หลังผู้ชุมนุมจำนวนมากเขย่าประตูรั้ว ต่อมา ผู้ว่าฯ ได้ส่งรองผู้ว่าฯ (นางสาวสมหมาย ปรีชาศิลป์) ลงมาเจรจา แต่รองฯสมหมายกลับต่อว่าเรื่องการบุกรุกเข้าในสถานที่ราชการ ทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจ และเริ่มมีการลำเลียงยางเข้าไปกองใกล้มุขของอาคารศาลากลางหลังเก่า

จำเลย ที่ขับสามล้อรับจ้าง 3 คน เบิกความว่า มีคนมาว่าจ้างให้ไปขนยางรถยนต์เก่าจากริมถนนที่อยู่ห่างศาลากลางออกไปนำมา ไว้ที่หน้าประตูรั้วด้านข้างศาลากลาง จำเลยซึ่งคิดว่ายางดังกล่าวจะนำมาเป็นบังเกอร์ป้องกันทหารมาสลายการชุมนุม ดังเช่นที่เห็นภาพข่าวในโทรทัศน์ จึงรับจ้างไปขนยางมา แต่เมื่อมาถึงจุดที่ต้องนำยางลง ประตูรั้วเปิดแล้ว และผู้ชุมนุมผลักดันให้นำยางเข้าไปลงไว้ด้านใน ห่างจากประตูรั้วประมาณ 20 เมตร เมื่อการเจรจากับรองผู้ว่าฯ ไม่เป็นผล มีการลำเลียงยางเข้าไปใกล้อาคารศาลากลาง โดยนายพรพจน์ให้การว่า มีชายแต่งชุดรัดกุม สวมหมวกโม่งอำพรางใบหน้าประมาณ 20 คน คอยแทรกในกลุ่มผู้ชุมนุมและยุงยงให้ลำเลียงเข้าใกล้อาคาร มีการประกาศจากเจ้าหน้าที่ รวมทั้งแกนนำอย่างนายพรพจน์ ให้เข็นยางกลับออกมา จำเลยที่ไปขนยางมา รวมทั้งจำเลยคนอื่นก็ได้มีส่วนช่วยในการขนยางออกห่างอาคารด้วย แต่ทั้งนี้ การขนยางออกก็ไม่สามารถทำได้ทั้งหมด

เมื่อเหตุการณ์เริ่มส่อเค้า รุนแรง ไม่มีใครควบคุมอะไรได้ การห้ามปรามโดยแกนนำและผู้ร่วมชุมนุม รวมทั้งจำเลยบางคนไม่เป็นผล จำเลยหลายคนให้การว่าได้กลับออกมานอกศาลากลาง และบางคนกลับบ้านไปเลย จนกระทั่งมีคนจุดกองยางที่อยู่ชิดอาคาร และมีควันไฟลอยขึ้นท้องฟ้า จำเลย 12 ซึ่งเป็นการ์ดและได้ออกไปดูแลการชุมนุมอีกแห่งหนึ่งกลับเข้ามา เห็นว่าพระบรมฉายาลักษณ์ซึ่งอยู่หน้ามุขอาจจะถูกไฟไหม้จึงบอกให้ตำรวจที่ ตรึงกำลังหน้าบันไดทางขึ้นอาคารขึ้นไปเอาลงมา แต่ถูกปฏิเสธ จึงร่วมกับจำเลย 10 ซึ่งไม่รู้จักกัน และผู้ชุมนุมอีกคนปีนมุขอาคารขึ้นไปเอาลงมาและส่งให้คนข้างล่างรับไปวางไว้ ที่อนุสาวรีย์ ร.5 ขณะกลับลงมาทางบันได จำเลย 10 และ 12 ให้การว่าเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายคนอยู่บนชั้นสอง

เหตุการณ์ลุกลาม ไปจนกระทั่งมีไฟลุกไหม้ในอาคารศาลากลาง มีจำเลยเพียง 4 คน ที่ให้การว่าอยู่ในบริเวณศาลากลางในช่วงนี้ แต่ก็เพียงแต่เดินดูเหตุการณ์ไปรอบๆ ไฟไหม้อาคารศาลากลางหลังเก่าอยู่ราว 2 ชั่วโมง ช่วงเวลาดังกล่าว มีจำเลยหลายรายที่เพิ่งผ่านมาเห็นจึงเข้ามาดู บางรายได้ยินข่าววิทยุว่าไฟไหม้ศาลากลางจึงเดินทางมาเพื่อดูเหตุการณ์ แต่ไม่นานก็มีการสลายการชุมนุมโดยกองร้อยควบคุมฝูงชน ซึ่งหลายคนเบิกความว่าเริ่มด้วยการขว้างปาก้อนหินและเหล็กใส่ผู้ชุมนุม และผู้ชุมนุมปาตอบโต้ จากนั้น เจ้าหน้าที่จึงวิ่งไล่ มี 4 คน ที่ขึ้นเบิกความในวันนี้ถูกจับกุมอยู่ในศาลากลาง และอีก 5 คน ถูกจับอยู่ด้านนอกรั้ว ห่างจากศาลากลางไป 200 ม.ก็มี บางคนบอกว่าตำรวจวิ่งไล่ผู้ชุมนุมผ่านตนเองไปแล้ว ตามจับไม่ได้ จึงวกกลับมาจับตนเองซึ่งกำลังเดินอยู่ โดยทั้งหมดนี้ถูกตีด้วยไม้กระบอง ถูกเตะหรือเหยียบด้วยคอมแบท จนบางคนถึงกับสลบ บางคนต้องแกล้งสลบ ตำรวจจึงหยุดทำร้ายร่างกาย

หลังจากกลุ่มที่ถูกจับในวันที่เกิดเหตุ ถูกคุมขังในรถขังผู้ต้องหาอยู่หน้าศาลากลาง 3 วัน 2 คืน และนำไปฝากขังที่เรือนจำแล้ว ตำรวจก็ออกหมายจับและตามจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติม ตลอดจนมีคนเข้ามอบตัว จำเลยทั้งหมดให้การตรงกันว่า ในการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่มีทนายและเจ้าพนักงานอัยการเข้าร่วม ไม่มีการอ่านบันทึกคำให้การให้จำเลยฟัง หรือให้จำเลยอ่านก่อนลงลายมือชื่อ การเซ็นรับรองภาพถ่ายว่าเป็นตัวจำเลยก็บอกให้จำเลยเซ็นๆ ไปก่อน ถึงแม้จำเลยบางคนจะเห็นว่ารูปนั้นไม่ใช่รูปตนเอง จำเลยบางคนไม่มีแม้แต่ภาพถ่ายในเหตุการณ์ประกอบสำนวนฟ้อง

หลังจากสืบพยานจำเลยเป็นเวลา 4 วัน โดยสืบจนถึง 2 ทุ่ม ทุกวัน ตามที่ศาลได้นัดไว้ ก็ยังไม่สามารถสืบพยานได้หมดทุกปาก ยังคงเหลือจำเลย อีก 1 คน และพยานแวดล้อมอีก 3 ศาลจึงเลื่อนการสืบพยานที่เหลือออกไปเป็นวันที่ 17 สิงหาคม 2554

นักข่าวพลเมือง: ผู้เชี่ยวชาญเผยสถิติคดีหมิ่นฯ เมืองไทยปีเดียวเฉียด 500 คดี เทียบเยอรมัน 120 ปีก่อน

ที่มา ประชาไท

เสวนากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เชียงใหม่ “เด วิด สเตร็คฟัส” เผยสถิติคดีเพิ่มขึ้นหลังการรัฐประหาร 49 แนะขยายพื้นที่ทางสังคมเพื่อพูดคุยเรื่องนี้ ด้าน “สมชาย ปรีชาศิลปกุล” ชี้ปัจจุบันโทษของกฎหมายหมิ่นฯ สูงกว่าสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผู้ถูกฟ้องมักไม่ได้ประกันตัวและเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรมหลายเรื่อง ด้านผู้นำแรงงานเผยนายจ้างหยิบประเด็นความจงรักภักดี ใช้ฟ้องร้องเลิกจ้างคนงาน

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการเสวนาเรื่อง “การเมืองใน Lese Majesty Lese Majesty ในการเมือง” จัดโดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

โดย มีผู้อภิปรายคือ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปะกุล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ดร.เดวิด สเตร็คฟัส ผู้อำนวยการศูนย์แลกเปลี่ยนการศึกษาระหว่างประเทศ ม.ขอนแก่น ผู้เขียนหนังสือ “Truth on Trial in Thailand: Defamation, treason, and lese-majeste” (การดำเนินคดีกับความจริงในเมืองไทย: กฎหมายหมิ่นประมาท, ข้อหากบฏ, และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) ดำเนินรายการโดย อาจารย์ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

หมิ่นพระบรมเดชานุภาพยุคนี้โทษหนักกว่าสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์

โดย สมชาย ปรีชาศิลปกุล” เริ่มอภิปรายว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือ มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญานั้น เป็นกฎหมายที่มีปัญหามาก เขายกคำพูดของผู้ที่เคยต้องคดีหมิ่นคนหนึ่งที่เปรียบเทียบว่า “การมี กฎหมายนี้ เสมือนการตกอยู่ในคุกที่มองไม่เห็น” และสถานการณ์นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 มาจนถึงปัจจุบัน ดูเหมือนจะยิ่งแย่ลง ซึ่งเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับความเห็นของ ม.ร.ว.ทองน้อย ทองใหญ่ รองราชเลขาธิการ ที่กล่าวไว้ในปี 2530 ปลายรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ว่าบทลงโทษของกฎหมายนี้น่าจะมีแนวโน้มลดลง หรือกฎหมายนี้อาจจะถูกยกเลิกไปเลย ถ้าประเทศไทยสามารถพัฒนาระบบประชาธิปไตยไปเรื่อยๆ

“สถานการณ์ ปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่า ความคาดหมายของท่าน ม.ร.ว.ทองน้อย ไม่จริง แต่กลับดำเนินไปในทางตรงกันข้าม จำนวนคดีหมิ่นมีมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และช่วงหลังมีการเสนอให้เพิ่มบทลงโทษด้วยซ้ำ โดยเฉพาะฟากเจ้าหน้าที่ของรัฐและนักการเมืองบางส่วน นอกจากนี้ จะตีความได้หรือไม่ว่า ที่เป็นเช่นนี้แสดงว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยยังไม่พัฒนาก้าวหน้า” สมชายกล่าว

เขากล่าวด้วยว่า กฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้ มีการแก้ไข 3 ครั้งด้วยกันโดยบังคับใช้อยู่ในช่วงสมัยต่างกัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายนี้ มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

แต่ที่น่าสนใจคือ กฎหมายฉบับปัจจุบันที่ใช้อยู่ซึ่งเป็นประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมปี 2519 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ซึ่งได้แยกความผิดเกี่ยวกับการดูหมิ่นกษัตริย์มาอยู่ในมาตรา 112 ซึ่งมีอัตราโทษตั้งแต่ 3-15 ปี และไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ซึ่งเป็นบทลงโทษที่หนักกว่าในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยซ้ำ

“ใน สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กฎหมายที่ใช้คือกฎหมายลักษณะอาญา รศ.127 (พ.ศ.2451) มาตรา 98 ซึ่งบทลงโทษในคดีที่เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของกษัตริย์คือจำคุก ไม่เกิน 7 ปี และให้ปรับไม่เกินห้าพันบาท ต่อมาในสมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 การกำหนดโทษเหมือนเดิมคือไม่เกิน 7 ปี แต่ค่าปรับลดลงมาเป็นสองพันบาท”

ที่ น่าสนใจคือ ในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีข้อยกเว้นในมาตรการอื่น ไม่ให้ถือการกระทำต่อไปนี้เป็นความผิด คือถ้าหากการกระทำให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร ซึ่งถือว่าเป็นการดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐ ธรรมนูญ เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือแสดงความเห็นโดยสุจริต ติ ชม ตามปกติ ในบรรดาการกระทำของรัฐบาล

เผือกร้อนของกระบวนการยุติธรรม และ การประกันตัว” ที่กลายเป็นเรื่องยกเว้น

นอก จากเปรียบเทียบให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบทลงโทษของกฎหมายแล้ว รศ.สมชาย ยังเห็นว่า คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น เป็นเผือกร้อน ซึ่งเมื่อเกิดคดีขึ้นเมื่อใด บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมจะระมัดระวังอย่างมาก

“แม้แต่คดีที่เราดู ปุ๊บก็ตอบได้ทันทีว่าผิดกฎหมายหรือไม่นั้น ตำรวจยังต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุดเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริง มีการโทรศัพท์มาขอความเห็นทางกฎหมายจากผม ตอนที่มาพบมากันสามคน มีเครื่องบันทึกเสียงมาด้วย พอถามว่าทำไมต้องทำขนาดนี้ ตำรวจก็บอกว่าต้องรัดกุม ถ้าสั่งฟ้องก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าสั่งไม่ฟ้อง ต้องมีหลักฐานข้ออ้างอิงทางกฎหมายที่ชัดเจน เรื่องนี้ถ้าไปถึงขั้นอัยการ ก็เหมือนกันอีก มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ทำไมเราต้องทำอะไรมากมายขนาดนั้น” สมชายกล่าว

เขาตั้งข้อสังเกตด้วย ว่า สิ่งที่ทำให้คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แตกต่างจากคดีอื่นๆ ทั่วไปคือ การประกันตัวกลายเป็นข้อยกเว้น แต่การควบคุมตัวกลายเป็นเรื่องหลัก นอกจากนี้ ในบางกรณี การดำเนินคดีกับนักเขียนที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กลับยิ่งทำให้สิ่งที่พวกเขาเขียนได้รับความสนใจ มีคนอ่านเพิ่มมากขึ้น

เช่น กรณีของนายแฮรี่ นิโคไลดส์ (Harry Nicolaides) ที่ ก่อนถูกดำเนินคดี เคยเขียนหนังสือที่มีการพิมพ์เพียง 50 เล่ม ขายได้จริงแค่ 7 เล่ม แต่พอถูกดำเนินคดี ติดคุกไม่ได้ประกันตัว หนังสือของเขาก็กลายเป็นหนังสือที่คนจำนวนมากอยากอ่าน นอกจากนี้ก็ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ดังขึ้นมา เพราะว่าคนเขียนต้องหาคดีหมิ่นฯ

ภาวะ Prisoner’s dilemma “สู้คดี” หรือ “รับสารภาพ”

สม ชายกล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การพิจารณาคดีในชั้นของศาล เนื่องจากศาลเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคง ทำให้ขั้นตอนการพิจารณาไม่ปรากฏต่อสาธารณะ ที่สำคัญคือทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Prisoner’s dilemma” คือความ ยากลำบากในการตัดสินใจของผู้ต้องหาว่าจะสู้คดีเพื่อสิทธิและเสรีภาพในการ แสดงความคิดเห็น แล้วต้องเผชิญกับผลที่จะตามมาคือ โดนโทษหนัก หรือจะยอมรับผิด ยอมสารภาพ เพื่อให้ได้ลดโทษ อาจจะติดคุกสักปีหนึ่ง แล้วขอพระราชทานอภัยโทษ แล้วติดอีกปีสองปีก็พ้นโทษ

แต่ ถ้าสู้ เท่าที่อ่านคดีที่มีการตัดสินแล้ว ส่วนใหญ่ยังไม่มีใครชนะ มีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะแพ้คดี กรณีแฮรี่ นิโคไลดส์ก็รับสารภาพเหมือนกัน แล้วยื่นขอพระราชทานอภัยโทษและได้รับพระราชทานอภัยโทษ มันเกิดภาวะ “Prisoner’s dilemma” จะเอาอย่างไร จะสู้ไหม สู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ต้องคิดด้วยว่า 18 ปี หรือไม่สู้แล้วรับสารภาพ สิ่งนี้เป็นสิ่งน่าตั้งคำถามว่าปรากฏการณ์แบบนี้ หมายความว่าคนที่โดนคดีนี้แล้วตัดสินใจสู้หรือไม่สู้ ไม่ได้เกิดจากความคิดแค่ว่ามันจริงหรือไม่จริง แต่ต้องคิดถึงผลที่ตามมาว่าสมควรจะสู้หรือไม่สู้ด้วย” สมชายกล่าว

ความเงียบของสื่อมวลชนต่อข่าวคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เขา ยังกล่าวถึงการตกต่ำของสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความเห็นของสื่อมวลชน ในประเทศไทย จากการจัดอันดับขององค์กรเฝ้ามองสื่อระหว่างประเทศอย่าง Freedom House ที่จับตามองสถานการณ์เรื่องสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวล ชนในประเทศต่างๆ ที่ได้จัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีสื่อมวลชน”กึ่งเสรี” ในปี 2553 แต่ในปี 2554 สถานภาพของสื่อมวลชนไทย ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “ไม่มีเสรีภาพ” ซึ่งประเทศร่วมกลุ่มเดียวกัน คือ พม่า จีน เกาหลีเหนือ และโซมาเลีย ทั้งนี้เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากตัวชี้วัดเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง การบังคับใช้กฎหมายควบคุมเรื่องสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ รวมทั้งกฎหมายในเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

“เป็นเรื่อง น่าตกใจที่เห็นแบบนี้” รศ.สมชาย กล่าว อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าสื่อสารมวลชนมีการเซ็นเซอร์ตัวเองในเรื่องนี้ เรามักไม่พบข่าวเรื่องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในสื่อกระแสหลัก แต่จะพบในสื่อใหม่ ประเภทหมูไม่กลัวน้ำร้อน เช่น ประชาไท แต่ส่วนใหญ่สื่อในเมืองไทย เลือกที่จะไม่พูดเรื่องนี้

“นักข่าวบางคนบอกว่า ส่งข่าวเรื่องนี้ให้กองบรรณาธิการตลอด แต่บรรณาธิการก็บอกว่า อย่าไปทำ อย่าแตะต้อง อย่าพูดถึง” สมชายกล่าว

เผยมีการใช้ข้อหาไม่จงรักภักดีจนเลยเถิด ถึงขั้นยกเป็นเหตุเลิกจ้างพนักงาน

ส่วน ในทางสาธารณะ ก็มีการใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างเลยเถิด โจมตีฝ่ายตรงข้าม ยัดเยียดข้อหาให้ทั้งที่ไม่เกี่ยว เช่น กรณีของนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง ที่ไม่ยืนในโรงหนัง ซึ่งถ้าจะมองก็มองได้ในแง่ที่อาจไม่เหมาะไม่ควร “แต่การไม่ยืนในโรงหนัง ไม่ได้เป็นความผิดทางกฎหมาย ไม่ได้เป็นความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

หรือ กรณีคุณจิตรา คชเดช หัวหน้าสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ที่แค่ใส่เสื้อที่เขียนว่า “ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร คิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม” ไปออกรายการโทรทัศน์เมื่อปี 2551 พูดเรื่องปัญหาทำท้อง ทำแท้ง ก็ถูกบริษัทยื่นฟ้องต่อศาลแรงงาน เพื่อเลิกจ้างข้อหาทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง จากเหตุใส่เสื้อยืดดังกล่าว ซึ่งศาลแรงงานเห็นตามที่บริษัทอ้างว่าทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงอนุญาตให้ เลิกจ้าง

สมชาย เกรงว่า หากมีการนำเอาข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไปใช้กันอย่างเลยเถิดกว้างขวางแบบนั้น ก็คงจะโดนกันหมด รวมถึงพวกที่ใส่เสื้อที่เขียนว่า “เรารักในหลวง” ด้วย เพราะอาจจะโดนกล่าวหาว่า คุณเป็นใคร เป็นเพื่อนในหลวงหรือเปล่า ที่จะมาบอกว่ารักในหลวง จะพูดยังต้องใช้ราชาศัพท์ แล้วจะมาใช้คำว่ารักกับพระองค์ท่านได้อย่างไร

เสนอระหว่างที่ยังไม่มีการปรับปรุง ม.112 ต้องหยุดใช้กฎหมายนี้บ่อนทำลายประชาธิปไตย

สม ชายเสนอด้วยว่าประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณากันคือ กฎหมายที่อ้างว่าใช้เพื่อป้องกันการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองมากกว่า ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมีการคิดกันอย่างจริงจัง ว่าส่งผลกระทบต่อสถาบันกษัตริย์อย่างไรบ้าง และต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นอย่างไร ซึ่งถ้าหากยังมีการใช้กฎหมายแบบไม่ตรงไปตรงมาแบบนี้ และการที่ไม่มีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ ที่สุดแล้วปัญหาจะสะท้อนกลับไปที่ตัวสถาบันเอง ดังจะเห็นจากการแพร่ระบาดของข่าวลือ ซึ่งไม่เคยเห็นว่ามีข่าวลือในด้านดี ถ้าไม่สามารถให้พูดในพื้นที่สาธารณะได้ ก็จะเป็นปัญหา หนังสือที่มีปัญหาถูกเซ็นเซอร์หลายเล่มก็เช่นกัน พอถูกแบน ก็มีคนอาสาแปลเป็นไทยให้ฟรี โดยไม่คิดเงิน หนังสือบางเล่มก็มีบทแปลตั้งสี่เวอร์ชั่นแล้ว

“ต้องพูดกันอย่างจริง จังว่า กฎหมายนี้ควรมีหรือไม่ หรือควรปรับปรุงอย่างไร และในขณะที่ยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายนี้ สิ่งที่พอจะทำได้คือ พยายามหยุดยั้งการใช้กฎหมายนี้ไปในทางที่บ่อนทำลายหลักการของประชาธิปไตย และคุกคามเสรีภาพของผู้คน” รศ.สมชายกล่าว พร้อมกับเสริมว่า การที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายนี้ ต้องใช้พลังมาก ต้องรอให้ถึงจุดวิกฤติ สังคมไทยขณะนี้อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน และคนยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน แต่ถ้าเปลี่ยนกฎหมายในเรื่องนี้ จะมีผลเปลี่ยนแปลงต่อเรื่องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งคงจะทลายหลายๆ อย่างได้มาก

ผู้เชี่ยวชาญเผย สถิติฟ้องหมิ่นฯ ปีที่ผ่านมาเฉียด 500 ราย เท่าเยอรมันเมื่อ 120 ปีที่แล้ว

เดวิด สเตร็คฟัส” เปิดเผยข้อมูลการเพิ่มขึ้นของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยอ้างอิงข้อมูลของศาลยุติธรรมของไทยว่า ในปีที่ผ่านมา (2553) มีการฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาจำนวนทั้งสิ้น 478 คดี เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า เทียบกับปี 2552 ซึ่งมี 164 คดี และปี 2550 จำนวนทั้งสิ้น 126 คดี

“น่าแปลกใจ ว่าจะมีประเทศไหนอีกในโลกที่มีคดีประเภทนี้สูงขนาดนี้ ตัวเลขของไทยในรอบหนึ่งปีถือว่าสู้กับจำนวนคดีดังกล่าวในประเทศเยอรมันในรอบ 120 ปีที่ผ่านมาได้แล้ว” เดวิดกล่าว

เขากล่าวว่า จำนวนคดีเพิ่มสูงขึ้นหลังการรัฐประหารในปี 2549 จากสถิติของศาลยุติธรรมในระยะ 3 - 4 ปีที่ผ่านมามี 46 คดีที่ไปถึงศาลอุทธรณ์ และมี 9 คดีที่ไปถึงศาลฎีกา

นอกจากนี้ ข้อมูลของสำนักงานอัยการสูงสุดระบุว่า ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมาก่อนการรัฐประหารในปี 2549 มีคดีที่เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยเฉลี่ย 5-6 คดีต่อปี แต่อัตราชนะแทบจะไม่มี คือมีเพียงแค่ 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

“แม้ แต่ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ยังพูดเลยว่าหากโดนคดีประเภทนี้ก็สารภาพไปเถอะ ... ปัญหาก็คือว่า เราไม่ค่อยมีข้อมูลเท่าไหร่ว่าคนที่ถูกตั้งข้อหา หรือถูกดำเนินคดีนั้นเป็นใครกันบ้าง อาจเป็นไปได้ด้วยว่าเขาไม่อยากเปิดเผย” เดวิดกล่าว

ทิศทางไทยประเทศวัฒนธรรมเชิงเดียว หรือประเทศที่มีความหลากหลายในสิทธิเสรีภาพ

นาย เดวิดกล่าวว่าการที่มีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจำนวนมากนี้ เป็นคำถามใหญ่ที่ท้าทายว่าประเทศไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร กล่าวคือจะเป็นประเทศที่เน้น “Monoculture” (วัฒนธรรมเชิงเดี่ยว) หรือจะเป็นประเทศที่มี “ความหลากหลายในสิทธิเสรีภาพในการพูด”

ฝรั่ง โดยทั่วไปมองประเทศไทยในแง่ดี แม้ว่าจะมีข้อมูลที่แสดงว่าสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในประเทศไทยกำลังมีปัญหา เช่นในการจัดอันดับขององค์กร Reporters Without Borders (ผู้สื่อข่าว ไร้พรมแดน) ที่จับตามองเรื่องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนในประเทศ ต่างๆ พบว่าลำดับของประเทศไทยตกต่ำลงเรื่อยๆ กล่าวคือ จากอันดับ 59 ในจำนวน 167 ประเทศ ในปี 2547 มาเป็น อันดับที่ 130 ในจำนวน 175 ประเทศในปี 2552 และอันดับ 153 ในจำนวน 178 ประเทศในปี 2553 ติดอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศที่มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่ำที่ สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการผู้นี้เห็นว่า เริ่มจะมีการใช้พื้นที่ที่พูดถึงเรื่องการแก้ไขกฎหมายหมิ่นมากขึ้น ซึ่งเขาเห็นด้วยว่าน่าจะมีการขยายพื้นที่เช่นว่านี้ให้มีมากยิ่งขึ้น ที่กรุงเทพฯ มีมาก แต่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังไม่มีเวทีพูดคุยลักษณะเช่นที่จัดที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าชาวบ้านที่อีสานไม่มีความรู้ในเรื่องนี้

“ชาว บ้านในภาคอีสาน ที่ผมได้พูดคุยด้วย พวกเขารู้เรื่องมาตรา 112 ดีทีเดียว เมื่อไหร่ก็ตามที่มีงานของกลุ่มเสื้อแดง และมีการขอให้ลงชื่อเกี่ยวกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาตรา 112 ชาวบ้านก็กล้าลงชื่อ พวกเขาเข้าใจว่าที่ผ่านมามีการนำมาตรา 112 ไปใช้เป็นอาวุธทางการเมือง”

“น่าจะมีการจัดเวทีพูดคุยแสดงความเห็น เกี่ยวกับกฎหมายนี้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกของคนในสังคมว่า การพูดคุยเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หรือเรื่องที่ทำให้เครียด หรืออาจจะใช้วิธีแบบที่ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์เสนอ คือทำโพลสอบถามความเห็นแบบในสวีเดนเลยก็ได้”

แนะการฟ้องร้องควรมีหน่วยงานกลั่นกรอง ไม่ให้มีผู้นำกฎหมายหมิ่นฯ ไปใช้เป็นอาวุธ

เด วิด สเตร็คฟัส กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมารัฐบาลและคนสำคัญในสังคมเริ่มเห็นความสำคัญของปัญหา สองปีก่อนมีการตั้งกรรมการชุดหนึ่งที่มีนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน เพื่อที่จะทางเลือกแทนการฟ้องคดี อาจจะใช้แนวทางอื่นๆแทน แต่การทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า นอกจากนี้มีกลุ่มนิติราษฎร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่พยายามเสนอหลายแนวทางในการแก้ไขมาตรา 112 อาทิเช่น การให้สำนักพระราชวังเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย เช่นเดียวกับที่ในประเทศนอร์เวย์ ที่การฟ้องคดีหมิ่นต้องให้กษัตริย์เป็นผู้ยินยอมให้มีการฟ้อง หรือในประเทศเนเธอร์แลนด์ที่การฟ้องคดีนี้ ต้องผ่านการเห็นชอบของกระทรวงยุติธรรมก่อน ทั้งหมดนี้ เพื่อเป็นการกลั่นกรองในระดับหนึ่ง เพื่อยับยั้งไม่ให้ใครนำเอากฎหมายเรื่องนี้ไปใช้เป็นอาวุธ

สมชายไม่เชื่อน้ำยา เพื่อไทย” จะแก้กฎหมาย ชี้การเปลี่ยนแปลงอยู่ที่พลังทางสังคม

ใน ช่วงที่เปิดให้ผู้ร่วมประชุมอภิปราย สมชาย ตอบคำถามที่มีผู้ถามว่า ถ้าหลังการเลือกตั้ง แล้วพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล คิดว่าจะทำให้เกิดการยกเลิกกฎหมายนี้ได้หรือไม่ โดยสมชายตอบว่า ไม่แน่ใจ เพราะไม่เห็นว่าพรรคเพื่อไทยพูดเรื่องนี้ชัดเจนแต่อย่างใด อีกอย่างกฎหมายนี้พร้อมที่จะถูกใช้ประโยชน์เพื่อใครก็ได้ ดังนั้น อย่าฝากความหวังไว้กับการเมืองตัวแทน การเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้ ขึ้นกับพลังทางสังคมมากกว่า

จิตรา คชเดช” เผยมีการใช้เรื่องความจงรักภักดี ฟ้องร้องเพื่อทำลายการรวมกลุ่มคนงาน

ด้าน น.ส.จิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งร่วมฟังการเสวนา ได้อภิปรายว่า ตอนที่ไปฟังศาลแรงงานมีคำตัดสินนั้น ตนถูกหาว่า “ไม่มีวิญญาณประชาชาติไทย” โดยที่ศาลอ้างว่า คำว่าไม่มีจิตวิญญาณประชาชาติไทยนั้น ตามพจนานุกรมหมายถึง ประชาชนคนไทยให้ความเคารพ ยกย่อง เทิดทูนพระมหากษัตริย์ แต่พอตอนที่ตนไปขอคัดคำตัดสินที่เป็นลายลักษณ์อักษร ศาลก็ตัดถ้อยคำที่กล่าวหาตนเช่นนี้ออกไป

“ศาลแรงงานเห็นด้วยกับ บริษัทที่อ้างว่าดิฉันทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อ เสียง บริษัทยืนยันว่าเลิกจ้างดิฉันเพราะว่ามีทัศนคติที่ไม่จงรักภักดี เช่นวันจันทร์ บริษัทให้ใส่เสื้อเหลืองก็ไม่ใส่ วันที่สมเด็จพระพี่นางสวรรคตให้ใส่เสื้อดำก็ไม่ใส่ ตอนที่บริษัทให้พนักงานลงชื่อถวายพระพรในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งดิฉันก็ไปลงชื่อ แต่บริษัทก็อ้างว่าเธอไม่จริงใจ เพราะใส่เสื้อลายสก็อตมา” น.ส.จิตรา กล่าว

“โดยส่วนตัวยืนยันว่าต้อง ยกเลิกกฎหมายมาตรานี้ เพราะทุกวันนี้ กลายเป็นว่าตัวกฎหมายถูกหยิบมาใช้กับคนที่คิดว่าใช้กฎหมายอื่นๆ จัดการแล้วไม่ได้ผล

สมชายเห็นต่าง ม.ร.ว.อคิน ชี้แก้กฎหมายหมิ่นฯ คือพูดเรื่องสิทธิเสรีภาพ คนละเรื่องกับการยกเลิกสถาบัน

ใน ช่วงของการถามตอบ นายพิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักแปลอิสระ ตั้งคำถามวิทยากรว่า เห็นด้วยหรือไม่กับคำกล่าวของ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ซึ่งกล่าวในเดือนเมษายน พ.ศ. 2553 (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) ซึ่งตอนหนึ่งระบุว่า

ผม ไม่รู้ว่า พวกที่ออกจากป่าคิดยังไง มีหลายคนเคียดแค้นสถาบัน คิดว่า สถาบันมีส่วนเกี่ยวข้อง มีความแค้นอยู่ในใจ มีความคิดจะต่อสู้ ผมคิดว่า ถ้าเมืองไทยไม่มีสถาบันกษัตริย์จะลำบากมาก คนไทยจะฆ่ากันมากขึ้น เมื่อก่อนสยามประเทศจะมีหลายเผ่าพันธุ์ แต่มาอยู่ร่วมกันเพราะสวามิภักดิ์ต่อสถาบันเดียวกัน … ถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ เมืองไทยก็ไม่ต่างฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย แถบนั้นคนฆ่ากันตายเยอะ ฟิลิปปินส์ได้รับอิทธิพลจากอเมริกา ลึกๆ แล้วคนไทยต้องการความสงบและเลื่อมใสพุทธศาสนา แต่องค์กรพุทธศาสนาก็ตกอยู่ในบ่วงทุนนิยม”

โดยสมชาย ตอบคำถามนี้ว่า การที่พูดเรื่องการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่ได้หมายถึงว่าต้องยกเลิกสถาบันกษัตริย์ เป็นแต่เพียงการพูดเรื่องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่เกี่ยวกับการล้มสถาบัน

ตั้งข้อสังเกต การโยงเรื่องแก้ ม.112 กับกาล้มสถาบันฯ เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้

นอก จากนี้การที่มองว่า คนที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้ เพราะเคียดแค้นสถาบันนั้นก็ไม่ใช่ เพราะตนเองก็เรียกร้องให้มีการแก้ไข และตนก็ไม่ใช่คนที่อยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม หรือได้รับผลกระทบอะไรจากเหตุการณ์ในตอนนั้น ส่วนที่ยกเหตุผลว่า ถ้าไม่มีสถาบันกษัตริย์แล้วจะเป็นเหมือนฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซียนั้น คงต้องมองว่า ประเทศที่เขาไม่มีสถาบันนี้ และไม่มีการรบกันก็มี บางครั้งการหยิบยกตัวอย่างอะไรขึ้นมา ก็มีการเลือกในส่วนที่สนับสนุนความคิดของเรา “สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทัศนะที่ผมเชื่อก็คือ สถาบันที่สำคัญทุกอย่างต้องถูกตรวจสอบ สถาบันที่ตามไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงในสังคมจะเสียหายมาก”

อย่างไร ก็ตาม เขาตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การเชื่อมโยงการแก้ไขมาตรา 112 เข้ากับข้อหาล้มล้างสถาบันนั้นเป็นเรื่องที่พึ่งเกิดมาเมื่อ 5-6 ปี ที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งแม้แต่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เอง เมื่อ รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม อดีตอธิการบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน (เสียชีวิตเมื่อปี 2553) ร่วมลงชื่อให้แก้ไขมาตรานี้ ก็มีใบปลิวว่อนในคณะ กล่าวหาว่าอาจารย์ท่านนี้ต้องการล้มล้างสถาบัน

ซึ่งแสดงให้ เห็นว่าแม้แต่ในมหาวิทยาลัย ก็มีคนที่เชื่อการเชื่อมโยงเช่นนั้น ซึ่งการแยกคนออกเป็นพวกว่า พวกหนึ่งรักชาติ พวกหนึ่งอยากทำลายชาติ การแยกแบบนี้ อันตรายเพราะทำให้มองว่าคนอีกพวกนั้นไม่ใช่คนไทย

มี ผู้ตั้งคำถามด้วยว่า ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับประเทศไทย ในเว็บไซต์วิกิลีคส์ ที่เป็นการให้ข้อมูลโดยเจ้าหน้าที่สถานทูตต่างประเทศในไทย เช่นนายอีริค จี จอห์น (Eric G. John) อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ที่ให้ข้อมูลว่ามีบุคคลสำคัญเข้าข้างเสื้อเหลืองนั้น เจ้าหน้าที่ทางการไทยสามารถดำเนินการเอาผิดได้กับทูตได้หรือไม่ หรือทำไมไม่ดำเนินการเอาผิดในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งที่เป็นการกระทำผิดในประเทศไทย เรื่องนี้ นายเดวิด อธิบายว่า ถ้าจะมีการจับกุม ข้อมูลจะต้องถูกเผยแพร่ก่อน และผู้ที่เผยแพร่ข้อมูล จะเป็นผู้ที่ถูกดำเนินคดี ประเด็นเดียวกันนี้ อ.ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายเพิ่มเติมว่า ต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลไปสู่สาธารณะ จึงจะถือเป็นความผิด แต่ถ้าทูตพูดในพื้นที่ส่วนบุคคล ก็ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะกระทำได้

วิดีโอคลิปส่วนหนึ่งจากการอภิปรายหัวข้อ "การเมืองใน lese majesty, lese majesty ในการเมือง"
เมื่อ 24 มิถุนายน 2554 ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่



ใบตองแห้งออนไลน์: 3 ก.ค. วันปลดแอก เราจะเลือกคนเลว

ที่มา ประชาไท

สิบปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ย้อนหลังไปเมื่อปี 2544 ที่พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งท่วมท้น ได้ ส.ส.247 คน ครั้งนั้นผมเลือกพรรคไทยรักไทย

แต่ ถัดมาอีก 4 ปี เมื่อพรรคไทยรักไทยได้ 19 ล้านเสียง ส.ส.377 คน ผมเลือกพรรคมหาชน ครั้นเลือกตั้ง 2 เมษา 49 ผม Vote No แต่พอเลือกตั้ง 50 หลังรัฐประหาร ผมเลือกพรรคพลังประชาชน

มองย้อนไป ผมไม่เคยรู้สึกเสียใจว่าตัวเองคิดผิด แม้แต่ครั้งที่ทำคะแนนตกน้ำหายไปกับไอ้หนุ่มซินตึ๊ง เพราะตั้งใจเลือกเพื่อคานอำนาจไทยรักไทย (แบบว่าไม่อยากฝืนใจเลือก ปชป.)

ถ้า จะกังขาอยู่หน่อย ก็คือครั้งที่ Vote No เพราะในแง่หนึ่งเหมือนตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายล้มการเลือกตั้ง แต่ทำไงได้ ในเวลานั้น แม้ผมเริ่มไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร ผมก็ยังเห็นว่าการคัดค้านทักษิณเป็นเป้าหมายหลัก

แต่การเลือกตั้งปี 2544 ปี 2550 (ทั้งที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องเลือกออหมัก) และครั้งนี้ ผมไม่มีวันเสียใจแน่นอน มีบางคนเลือกไทยรักไทยปี 2544 แล้วสำนึกเสียใจเมื่อมาต่อต้านทักษิณภายหลัง ผมก็ต่อต้านทักษิณ ตั้งแต่เริ่มเป็นอำนาจนิยม ทุบม็อบท่อก๊าซ มาจนก่อนถูกรัฐประหารในปี 49 แต่ผมไม่เคยเสียใจ และมองย้อนไปตอนนี้ยิ่งมั่นใจว่าตัวเองถูก

ปี 2444 ผมเลือกไทยรักไทยเพราะความเบื่อชวน “คนดี” ที่เชื่องช้า ปลัดประเทศ ผู้ไม่เคยคิดแก้ไขระบบ ไม่เคยแตะต้องปัญหาโครงสร้าง เอาตัวรอดแต่ผู้เดียวกับภาพลักษณ์นายกฯ ลูกแม่ค้าพุงปลา ไม่โกงไม่กิน ไม่ซื้อเสียง ไม่เลี้ยงกาแฟใครแม้แต่แก้วเดียว อาศัยอยู่บ้านเพื่อนซอยหมอเหล็ง ขณะที่นักการเมืองทั้งในพรรคและในรัฐบาล ตลอดจนระบบราชการ ทุจริตฉ้อฉลกันครึกโครม

ผมไม่เข้าใจจนบัดนี้ว่านัก ข่าวจำนวนหนึ่ง ยังกรี๊ดชวนอยู่ได้ไง ชวนเป็นแค่ “ใบบัว” ที่แปะอยู่บนช้างเน่า โดยตัวชวนเองก็เต็มใจและพอใจ ขอเป็นแค่ใบบัวบนช้างเน่า

ผมเลือกไทยรักไทย ด้วยความหวังรางๆ ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง มีอะไรที่แปลกใหม่บ้าง ให้ตายเถอะ! เหมือนแทงหวยถูก 3 ตัวเต็ง หรือซื้อลอตเตอรีถูกแจคพอต นี่ถ้าเจาะเวลาหาอดีตได้ ถ้าเวียนเทียนได้ ผมคงเวียนเข้าคูหากาเบอร์ 7 ตั้งแต่เช้ายันเย็น

เพราะ ทักษิณ-ผู้มีคุณูปการทั้งด้านตรงด้านกลับ ด้านที่ถูกขับไล่ ด้านที่มีแรงผลักแรงต้าน-ได้ทำให้การเมืองไทย ประวัติศาสตร์ไทย สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ประเทศทั้งประเทศ เปลี่ยนไปอย่างถอนรากถอนโคน (หรือกำลังจะถอนรากถอนโคน) อย่างที่ผมไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าจะได้เห็นกับตาตัวเองในชีวิตนี้ (หมดหวังไปแล้วด้วยซ้ำ)

นี่ถ้าเป็นคนเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผมก็คงร้องว่า พระสยามเทวาธิราชส่งทักษิณมาถูกที่ถูกเวลาดีแท้ๆ

แต่ ผมเชื่อวิทยาศาสตร์สังคม จึงมองตาม อ.เกษียร เตชะพีระ ว่า “ระบอบทักษิณ” คือทุนเสรีนิยมใหม่ ผู้ร่ำรวยจากโลกาภิวัตน์ ที่ได้คะแนนประชานิยมจากคนยากคนจนคนชนบท ผู้ได้รับผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ มาเขย่าโครงสร้างเดิมของสังคมไทย ชนชั้นนำเดิมๆ ทุนผูกขาดเดิมๆ ระบอบอุปถัมภ์เจ้าขุนมูลนาย ที่ครอบงำสังคมอยู่ด้วยอุดมการณ์จารีตนิยม เชิดชูตัวบุคคล ยกย่อง “คนดี” มาปกปิดโครงสร้างที่เน่าเฟะ ใช้คำสอนศีลธรรมจรรยา มาปิดกั้นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่เปิดกว้าง มีเสรี จึงกลายเป็นศีลธรรมปากว่าตาขยิบ

แน่นอน ทักษิณไม่ใช่ตัวดี แต่ถ้าไม่ใช่ทักษิณ ก็คงไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็วถึงขนาดนี้ เสรีนิยมใหม่อาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ แต่อย่างน้อย เสรีนิยมใหม่ก็เปิดทางให้อุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยเติบโตได้มากกว่าจารีต นิยม

“คนดี” ของจารีตนิยม ล้วนเป็น “คนดี” กว่าทักษิณ ในทางส่วนตัว มีไม่น้อยที่น่าเคารพนับถือ ยกมือไหว้ได้ แต่พวกเขาคือคนที่เชื่อว่าสังคมต้องอยู่ในกรอบ ประชาชนต้องเชื่อผู้หลักผู้ใหญ่ มากกว่าให้ประชาชนเติบโต กล้าตัดสินใจ และรับผิดชอบตัวเอง มากกว่าที่จะสถาปนากฎกติกา บนพื้นฐานของเสรีภาพและความเสมอภาค

สังคมไทยต้องการ “วิญญาณกบฎ” “วิญญาณเสรี” เพื่อปลดเปลื้องพันธนาการของวัฒนธรรมจารีต แบบครูยังจับนักเรียนเข้าแถวตรวจผม ตรวจเครื่องแบบ เหมือนสมัยผมเป็นเด็ก 40 ปีก่อน ครูเรียกนักเรียนมาเข้าแถวอบรม “ทำดีเพื่อพ่อ” “โตแล้วไม่โกง” ขณะที่ตัวครูเองกว่าจะได้เป็น ผอ.รอง ผอ.ก็วิ่งเต้นเส้นสาย ประจบสอพลอ เอาหน้า (เว็บไซต์โรงเรียนลูกผมเปิดเจอแต่หน้า ผอ.กลายเป็นเว็บพรีเซนส์ตัวเอง)

แต่ “คนดี” ของจารีตนิยมกลัว “วิญญาณกบฎ” เพราะความกลัวว่าโลกใบเก่าๆ ที่พวกเขายึดมั่นจะแตกสลาย “คนดี” ของจารีตนิยมคือคนที่มองว่า โลกสมัยใหม่มันเลวลงไปเป็นรุ่นๆ น่าจะเป็นเพราะสัตว์ชั้นต่ำกลับชาติมาเกิดเป็นคนกันยั้วเยี้ย ทั้งโง่ ถูกซื้อ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้า ไร้การศึกษา ไม่อยู่ในศีลในธรรม

พวกเขาจึงเกลียดเสรีประชาธิปไตย เพราะพวกเขายอมรับไม่ได้ที่มีหนึ่งเสียงเท่ากับ “คนชั้นต่ำ”

ห้า ปีที่ผ่านมา “คนดี” ของชนชั้นนำจารีตนิยม ใช้พลังเฮือกสุดท้าย ทำลายล้างเสรีนิยมใหม่ ด้วยอำนาจบารมีที่พวกเขามีอยู่ในกองทัพ ในสถาบันตุลาการ ในระบบราชการ ในสื่อ ในแวดวงวิชาการ โดยปิดกั้นอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยไปพร้อมกัน เพราะพวกเขาเชื่อว่าประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้ “คนเลวปกครองบ้านเมือง”

ทั้ง ที่ในระหว่างนั้น พวกเขาก็ตอบคำถามไม่ได้ ว่าการใช้ปืน รถถัง และใช้กฎหมายสองมาตรฐาน ทำให้พวกเขายังเป็นคนดีอยู่หรือเปล่า หรือในหมู่พวกเขาเอง เป็นคนดีจริงทั้งหมดหรือเปล่า เพราะเมื่อเลือกข้างแล้วพวกเขาไม่ได้เลือกคน จะห้อย โหน แอบอิงหาผลประโยชน์ เลว ชั่ว คดโกงอย่างไร ไม่เลือกทั้งตัวบุคคลและวิธีการที่จะไปสู่ชัยชนะ

อัน ทิ่จริงก็ไม่ต่างจากระบอบของพวกเขา ระบอบอุปถัมภ์ ที่ครอบงำประเทศนี้มาตลอด คำสอนให้ยึดมั่นคุณธรรมจริยธรรม เชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ กลายเป็นเครื่องมือปกป้องระบอบอภิสิทธิ์ชน ซึ่งเมื่อเป็นสังคมปิด มีอภิสิทธิ์ชน มีอำนาจนอกระบบ ระบอบนี้ก็เป็นที่แอบอิงของพวกมือถือสากปากถือศีล ประจบสอพลอ วิ่งเต้นเส้นสาย ใครใกล้ชิดขั้วอำนาจ คนนั้นก็ได้โอกาส

พลเอกเปรมปกครองประเทศ 8 ปี ข้างตัวเปรมมีคนดีจำนวนหนึ่ง แต่ก็มีนักการเมืองและนายทหารที่ร่ำรวยมหาศาลจำนวนไม่น้อยเช่นกัน

ชวน เป็นนายกฯ 2 สมัย ผมเคยชอบที่ชวนปาฐกถาว่าเป็นเด็กยากจนมาจากชนบท เห็นตำรวจ เห็นข้าราชการ รังแกชาวบ้าน แต่ชวนไม่เคยทำอะไรที่เป็นการปฏิรูประบบ นอกจากท่องคาถาหัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก ฉลาด วรฉัตร อดข้าวเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมือง ชวนไม่แยแสสนใจ ตั้งกรรมการปฏิรูปการเมืองพอเป็นพิธี จนบรรหาร “ตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่” ให้สัญญาประชาคมว่าชนะเลือกตั้งจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นจุดกำเนิดของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 ซึ่งตอนไล่พลเอกชวลิต พวกประชาธิปัตย์ก็กลับมาชูธงเขียวกันได้อย่างหน้าไม่อาย

ถามว่า บรรหาร ชวลิต เป็น “คนดี” ไหม ในสายตาคนกรุงคนชั้นกลาง เมื่อเทียบกับชวน ถ้าวันนั้นคนไทยเลือกคนดี (ไม่เลือกเราเขามาแน่) บรรหารไม่ได้เป็นนายกฯ การเมืองไทยคงไม่พัฒนามาถึงขนาดนี้

คำขวัญที่ว่า “เลือกคนดี” ไม่มีอยู่จริง เพราะเอาเข้าจริง ไม่มีคนดีให้เลือก มีแต่คนที่ถูกสร้างภาพขึ้นมาให้เป็น “ใบบัว” อย่างชวน อภิสิทธิ์ ที่เหลือล้วนเป็นตัวแทนกลุ่มทุนระดับชาติและทุนท้องถิ่น การเมืองคือเรื่องของผลประโยชน์ คือเรื่องของการต่อรองอำนาจและผลประโยชน์

ใน ระบอบที่ต่อเนื่องมาแบบเดิมๆ เราเพียงแต่ต้องจำใจเลือกคนหรือพรรคที่ “เลวน้อยกว่า” แต่นับจากปี 2544 โดยเฉพาะนับจากปี 2550 การเลือกตั้งกลายเป็นเรืองของการเลือกทางยุทธศาสตร์ เลือกเพื่อรักษาระบอบ หรือเลือกเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบ

นักการเมืองไม่มีตัวดี พูดอย่างนี้อาจคล้ายพวก Vote No แต่พวก Vote No คือพวกที่สิ้นหวัง ทุกทุกวันจมอยู่กับโรคซึมเศร้า เห็นแต่ความเลวร้ายของการเมือง มันเลวลงไปเป็นรุ่นๆ หมดหวังกับประชาธิปไตย มองไม่เห็นความตื่นตัวของประชาชน หมดหวังกับการเลือกตั้ง หวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะเกิดรัฐประหารอีกครั้ง ปิดประเทศ ให้ครูจับนักเรียนมาเข้าแถวอบรมศีลธรรมอย่างเข้มงวดอีกครั้ง

กระแส หลักในการเลือกตั้งครั้งนี้มี 3 ส่วนเท่านั้น นอกจากพวก Vote No ผู้น่าสงสาร ก็คือคนชั้นกลางน้ำมันมะกอก ผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะผู้ปกป้อง “ระบอบอภิสิทธิ์ชน” โดยคนชั้นกลางส่วนหนึ่งก็คือผู้เคยเข้าร่วมกับพันธมิตรแต่ลงรถไฟสถานีสุด ท้าย ไม่สุดขั้วสุดโต่งไปกับพันธมิตร พวกเขาพอใจแค่มีพรรคประชาธิปัตย์มารักษาระบอบเดิมๆ

พรรคประชาธิปัตย์ มีฐานเสียงซ้อนกัน 3 มิติ มิติหนึ่งคือ “พรรคเลวน้อยกว่า” ผู้ที่จะปกป้องระบอบเดิมๆ อยู่กันไปอย่างนี้ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร อิงอำนาจทหาร อิงอำนาจตุลาการ คำพิพากษาของศาลชอบแล้ว ถูกต้องแล้ว (เพราะกรูได้ประโยชน์) เราจะไม่ทำเพื่อคนคนเดียว

มิติที่สองคือ ความเป็น “พรรคพลังสะตอ” ซึ่งน่าเหนื่อยใจ เพราะจริงๆ แล้วไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากพรรคพลังชลบุรี ขณะที่มิติที่สาม ในจังหวัดอื่นๆ นอกกรุงเทพฯ นอกภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้แตกต่างจากพรรคอื่นคือ เป็นตัวแทนทุนท้องถิ่น

แน่นอน พรรคเพื่อไทยก็มีมิติของตัวแทนทุนท้องถิ่น มีความเป็นท้องถิ่นนิยมอยู่จางๆ ในจังหวัดภาคเหนือตอนบน แต่มิติที่สำคัญที่สุดคือ ความเป็นตัวแทนของคนชนบท คนชั้นล่าง ที่ต้องการสิทธิเสมอภาคทางการเมืองเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องการตอบโต้อำนาจรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ ที่ล้มล้างรัฐบาลที่พวกเขาเลือกเข้าไป ด้วยปืน รถถัง และความยุติธรรมสองมาตรฐาน

พูดได้ว่าพรรคเพื่อไทยเป็นตัวแทนของการ ต่อสู้เพื่อเสรีประชาธิปไตย แม้เป็นเพียงปรากฏการณ์เฉพาะหน้า เป็นสิ่งสัมพัทธ์ เพราะธาตุแท้ของพวกเขาคือทุนเสรีนิยมใหม่ คือทุนท้องถิ่น คือนักการเมืองกเฬวราก

แต่เฮ้ย นักการเมืองกเฬวรากมันก็แน่เหมือนกัน มันยังสู้ ทั้งรู้ว่าสู้กับใคร ถ้าไม่แน่จริง ไอ้พวกนี้มันคงย้ายพรรคไปซบภูมิใจไทยแล้ว

มัน จึงเป็นปรากฏการณ์ประจวบเหมาะอะไรเช่นนี้ ที่ผมจะได้ประกาศอย่างเต็มปากภาคภูมิว่า เฮ้ย การเลือกตั้งครั้งนี้ผมจะเลือกคนเลว ไชโย ดีใจจริงๆ ที่เกิดมาชาติหนึ่ง ยังมีโอกาสได้เลือกคนเลว สนุกสนานเฮฮากับการเลือกคนเลว เพราะอย่างน้อยก็ยังได้ใช้สิทธิกวน teen อำมาตย์ ขุนทหาร ตุลาการ ผู้มีศีลธรรมจรรยาสูงส่งทั้งหลาย ที่เก๊กท่าหน้าขรึมเป็นซูเปอร์ฮีโร่ผู้รักชาติบ้านเมืองแต่ผู้เดียว

เพราะ อย่างน้อย นักการเมืองเลวๆ ที่ต่อให้มันคิดทำเพื่อ “นายใหญ่” คนเดียว ไม่ได้แยแสประชาชนคนเสื้อแดงอย่างจริงใจ มันก็ต้องเข้าไปรบรากับอำนาจจารีต ซึ่งเปิดทางให้เสรีประชาธิปไตยอยู่ในตัว

หลังจากนั้น จะเป็นอย่างไรค่อยว่ากัน เพราะแค่นี้ก็สะใจพอแล้ว

เพียง หวังว่าผมจะยังมีชีวิตอยู่จนเห็นสังคมเปลี่ยน การเมืองเปลี่ยน เมื่อถึงตอนนั้น ถ้าประชาธิปไตยกลับมาเต็มใบ ผมคงไม่จำเป็นต้องเลือกเพื่อยุทธศาสตร์ ผมอาจจะเลือกตามใจชอบ เลือกเสี่ยอ่าง เลือกคนบ้าๆบอๆ เลือกหนุ่มหล่อ เลือกสาวสวย หรือ Vote No หรือไม่ไปเลือกตั้งแม่-เลย ตามประสาคนชั้นกลางที่ไม่เห็นจะต้องไปเลือกตั้ง

เพียง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกเพื่อยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน คนไทยมีทางเลือกแค่ 3 ทางคือ ถ้าอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง เลือกพรรคเพื่อไทย ถ้าอยากให้ทุกอย่างอยู่แบบเดิมๆ เลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ถ้าอยากถอยหลัง ก็เข้าคูหากา Vote No

ใบตองแห้ง
26 มิ.ย.54

สุรพศ ทวีศักดิ์: เลือกตั้งเพื่อการเปลี่ยนผ่าน?

ที่มา ประชาไท

เรา ได้ยินคำปรามาสทำนองนี้มาตั้งแต่คนเสื้อแดงออกมาเรียกร้องการเลือก ตั้งต้นปี 2553 แล้ว เช่น การเลือกตั้งไม่ใช่ทางออกของความขัดแย้ง ไม่ทำให้เกิดความปรองดอง ไม่แก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในด้านต่างๆ ไม่แก้ปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตย ฯลฯ

แต่ความจริงคือเราจะไม่มีจุด ตั้งต้น หรือไม่สามารถเดินต่อไปเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านั้นได้เลย หากไม่มีการเลือกตั้ง ทว่าเมื่อมีการเลือกตั้งใน 3 กรกฎาคมนี้ เรากลับเผชิญกับความหวั่นวิตกกันว่า จะเกิดความวุ่นวายต่างๆ ตามมา เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งที่เดิมพันสูงของคู่ขัดแย้งทางการเมืองทั้งสอง ฝ่ายที่ต่างก็มี “ชนักติดหลัง” ที่ทำให้แพ้ไม่ได้

ฉะนั้น หากพรรคเพื่อไทยชนะแต่ได้เสียงไม่มากพอจะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว และถูกประชาธิปัตย์รวบรวมเสียงจากพรรคขนาดกลางและพรรคเล็กจัดตั้งรัฐบาลภาย ใต้การสนับสนุนของกองทัพอีก คนเสื้อแดงก็จะออกมาชุมนุมอีก หรือหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลแล้วจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ทักษิณ พันธมิตรก็จะออกมาชุมนุมอีก

หรือที่แย่กว่านั้น กระบวนการสกัดทักษิณอาจกระทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล แม้กระทั่งสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายเพื่อเป็นข้ออ้างทำรัฐประหาร เพราะภายใต้ระบบการเมืองที่เป็นอยู่จริงที่ “อำนาจนอกระบบ” เข้ามาแทรกแซงได้เสมอ ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่ารัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก

อย่าง ไรก็ตาม ยิ่งเรามองเห็นปัญหาดังกล่าวชัดเท่าใด เรายิ่งพึงตระหนักว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ในความหมายว่า 1) ไม่ใช่การต่อสู้เพียงแค่ 2 พรรคการเมืองใหญ่เท่านั้น แต่เป็นการต่อสู้ระหว่าง 2 ฝ่ายใหญ่ๆ คือ ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ กองทัพ และอำมาตย์ กับฝ่ายพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงซึ่งมีหลายเฉด ตรงนี้เองที่ถ้าการเลือกตั้งไม่เสรีและเป็นธรรมอาจจะเกิดปัญหาวุ่นวายตามมา ได้เสมอ 2) เป็นการเลือกตั้งที่สามารถนำไปสู่จุดเริ่มต้องของ “การเปลี่ยนผ่าน” สู่ความเป็นประชาธิปไตยได้ ถ้าประชาชนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งตระหนักชัดเจนในประเด็นหลักๆ ต่อไปนี้

1. ทำให้การเลือกตั้งเป็นการต่อสู้ของสองพรรคการเมืองใหญ่ โดยลงคะแนนเลือกสองพรรคใหญ่เป็นหลัก

2. การเลือกสองพรรคใหญ่ เลือกเพราะตระหนักชัดเจนว่า เราเลือกเพื่อเป็นจุดตั้งต้นในการเปลี่ยนผ่านสังคมสู่ความเป็นประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีเสรีภาพและความเสอมภาค ฉะนั้น เราจึงต้องเลือกพรรคการเมืองที่เราเชื่อมั่นว่า ประชาชนจะกำกับควบคุมการทำงานของพวกเขาให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนผ่านนั้นได้ มากที่สุด

3. เลือกเพราะตระหนักชัดเจนว่า ต้องการแก้ระบบสองมาตรฐาน คืนความเป็นนิติรัฐ นิธิธรรม แก่สังคม

หลัก คิดตรงไปตรงมาในการเลือกตามข้อนี้คือ สมมติรัฐบาลอภิสิทธิ์ถูกกล่าวหาว่า “สั่งฆ่าประชาชน 91 ศพ” แล้วฝ่ายที่กล่าวหาก็ใช้กำลังทหารยึดอำนาจ เสร็จแล้วก็ตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งขึ้นมาสอบสวนเอาผิดตามข้อกล่าวหานั้น

จาก ข้อสมมตินี้หากเรายึดมั่นระบอบประชาธิปไตย เราย่อมตัดสินได้อย่างตรงไปตรงมาว่า นิติรัฐได้ถูกล้มไปแล้วโดยการทำรัฐประหาร และกระบวนการสอบสวนเอาผิดโดยคณะกรรมการที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นไม่ไม่ใช่ นิติธรรม เพราะนิติธรรมจะมีได้ก็ต่อเมื่อมีนิติรัฐตามระบอบประชาธิปไตยรองรับ

ฉะนั้น แม้สมมติว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ได้สั่งฆ่าประชาชนจริง แต่ก็ต้องถูกดำเนินการเอาผิดตามกระบวนการยุติธรรมภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นไปตามหลักนิติรัฐ และมีนิติธรรม

สมมติต่อ อีกว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ถูกทำรัฐประหารและถูกคณะกรรมการที่รัฐประหารตั้งขึ้นสอบสวน เอาผิด จนศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง หากวันหนึ่งประเทศกลับสู่การเลือกตั้ง คุณอภิสิทธิ์และพวกก็ย่อมมีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะต้อสู้ว่า กระบวนการที่ดำเนินการกับตนมาทั้งหมดนั้นไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม ฉะนั้น กระบวนการทั้งหมดจึงควรจะเป็นโมฆะ

หากคนเสื้อแดงและญาติผู้ บาดเจ็บและเสียชีวิตมั่นใจว่า พวกตนมีหลักฐานพยานเพียงพอว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์สั่งฆ่าประชาชนจริง ก็ต้องดำเนินการฟ้องใหม่ต่อ “กระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระ” ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

ผมเชื่อว่า ถ้าเอาข้อสมมตินี้ไปถามพรรคประชาธิปัตย์ หากพวกเขา “ซื่อสัตย์” ต่อหลักการประชาธิปไตย พวกเขาต้องตอบว่า สิ่งที่ผมเขียนมานี้ไม่ผิด และเป็นสิ่งที่พวกเขายอมรับได้อย่างแน่นอน

ฉะนั้น มีแต่การยอมรับและยืนยันหลักนิติรัฐ นิติธรรมตามระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น การแก้ปัญหาระบบสองมาตรฐาน และการคืนระบบนิติรัฐ นิติธรรมแก่สังคมจึงจะเป็นไปได้ ในฐานะประชาชนเราคือผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหนที่แสดงออกอย่างชัดแจ้งว่า ยืนยันหรือปฏิเสธหลักนิติรัฐ นิติธรรมตามระบอบประชาธิปไตย

4. เลือกพรรคการเมืองที่ซื่อสัตย์ หรือที่มีแนวโน้มว่าประชาชนจะกำกับควบคุมให้ซื่อสัตย์ต่อหลักการประชาธิปไตยได้

เกือบ 80 ปีแล้ว ที่ประเทศนี้รณรงค์ให้เลือกนักการเมืองที่เป็นคนดี หมายถึงมีความ “ซื่อสัตย์” คือไม่โกง ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งก็เป็นการรณรงค์ที่ถูกต้อง (สำเร็จหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) แต่เรากลับไม่รณรงค์ให้เลือกนักการเมือง พรรคการเมืองที่ซื่อสัตย์ต่อหลักการ อุดมการณ์ประชาธิปไตยเลย

การ ทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาในวงการเมือง (และวงการอื่นๆ) ของทุกประเทศ มากน้อยต่างกันไป เป็นปัญหาของการทำผิดกฎหมายที่ต้องแก้ไปเรื่อยๆ และต้องแก้ภายใต้กระบวนการยุติธรรมตามระบอบประชาธิปไตย ฉะนั้น แม้จะยังมีนักการเมืองที่ไม่ซื่อสัตย์ในความหมายของการคดโกงคอร์รัปชัน แต่หากเรายึดความซื่อสัตย์ต่อหลักการประชาธิปไตยอย่างมั่นคง ระบอบประชาธิปไตยก็จะจัดการกับปัญหาคอร์รัปชันนั้นๆ เอง และจะจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ อย่างอารยประเทศ

แต่ ปัญหาของบ้านเรา คือ “การไม่ซื่อสัตย์ต่อหลักการและระบอบประชาธิปไตย” จึงมีการทำรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยอ้างสถาบัน อ้างว่าจะแก้ปัญหาคอร์รัปชัน แต่ในที่สุดก็แก้ไม่ได้ เกิดคอร์รัปชันหนักกว่าเดิม และตรวจสอบไม่ได้

และที่น่าเศร้าคือ มีพรรคการเมืองที่โจมตีปัญหาคอร์รัปชันมาตลอด แต่ไม่มีนโยบายชัดเจนว่าจะลดปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างไร อ้างประชาธิปไตย อ้างหลักการ แต่การกระทำกลับตรงกันข้ามกับที่อ้าง หรือปากบอกปฏิเสธรัฐประหารแต่พฤติกรรมกลับออกมาในทางสมประโยชน์กับฝ่ายทำรัฐ ประหาร เป็นต้น

ฉะนั้น ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง คือผู้จะตัดสินใจว่า เราต้องเลือกพรรคการเมืองที่ซื่อสัตย์ต่อหลักการประชาธิปไตย หรือที่มีแนวโน้มว่าประชาชนจะกำกับควบคุมให้ซื่อสัตย์ต่อหลักการประชาธิปไตย ได้เท่านั้น จึงจะนำไปสู่การเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืนได้

ที่ สำคัญการเลือกตั้งครั้งนี้มีความหมายเป็นการเรียกร้อง “ความยุติธรรม” แก่ประชาชนผู้บาดเจ็บล้มตายด้วย และมีความหมายต่อการเขียนประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนให้ตรงตามความ เป็นจริงและเที่ยงธรรมด้วยอย่างมีนัยสำคัญ

ฉะนั้น หากการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีเสรีภาพและความเสมอภาค เราจำเป็นต้องเลือกพรรคใหญ่พรรคใดพรรคหนึ่ง ที่ประชาชนจะสามารถเรียกร้องและกำกับตรวจสอบให้ดำเนินนโยบายตามเจตนารมณ์และ ข้อเรียกร้องต่างๆ ตามที่กล่าวมาเป็นต้น ได้จริง!

อย่าลืมว่า “วาระสำคัญ” ของการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การต่อสู้ของ 2 พรรคการเมืองใหญ่เท่านั้น แต่เป็นการต่อสู้ของคนสองฝ่ายใหญ่ๆ ที่ฝ่ายหนึ่งต้องการให้คงระบอบประชาธิปไตยในกำกับของอำมาตย์ต่อไป กับอีกฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่พ้นไปจากการครอบงำกำกับ ของระบบอำมาตย์ !

คดีทรมานนักศึกษายะลา : บทพิสูจน์ความก้าวหน้ากระบวนการยุติธรรมไทย

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์สร้างความเข้าใจเรื่องการทรมาน เผยแพร่ในวันต่อต้านการทรมานสากล 26 มิถุนายน 2554

คดี ยุทธศาสตร์คดีหนึ่งของเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่เรียกกันติด ปากว่า “คดีนักศึกษายะลา” เป็นคดีที่นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา ถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวและทรมานให้รับสารภาพ เนื่องจากเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในจังหวัดชาย แดนภาคใต้ โดยเจ้าหน้าที่ทหารใช้อำนาจควบคุมตัวตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 เหตุควบคุมตัวและการทรมานดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2551 ที่หน่วยเฉพาะกิจที่ 11 จังหวัดยะลา และค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี

ที่เรียกว่า “คดีนักศึกษายะลา” ก็เพราะว่าผู้ถูกควบคุมตัวและทรมานให้รับสารภาพทั้งหมดรวม 7 คน ยังเป็นนักศึกษาและบางส่วนทำกิจกรรมกับชุมชนและชาวบ้าน โดยเป็นสมาชิกของ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ โดยหวังว่าการทำกิจกรรมของตนจะ เป็นส่วนหนึ่งในการคลี่คลายปัญหาความไม่สงบลงบ้าง แต่บทบาทดังกล่าวกลับเป็น ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ถูกควบคุมตัว

ปัญหาการใช้อำนาจตามพระราช บัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือที่เรียกกันว่ากฎหมายพิเศษ ทำให้ประชาชนตกเป็นผู้ต้องสงสัยและถูกควบคุม ตัว ตลอดจนต้องเข้าสู่ขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมโดยไม่จำเป็น สร้างภาระและความ เดือดร้อนให้ประชาชนอย่างมาก ภายใต้มายาคติว่าชาวไทยมุสลิมเป็นผู้ก่อความ ไม่สงบ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวนอกจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาความไม่สงบได้แล้ว ยัง นำมาสู่ปัญหาการทรมานประชาชนโดยเจ้าหน้าที่เพื่อให้รับสารภาพอีกด้วย

คดี นักศึกษายะลาเป็นหนึ่งในคดีที่มีการควบคุมตัวโดยมิชอบและทรมานให้รับ สารภาพจำนวนมากที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การควบคุมตัวบุคคลโดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกฯ ทำได้โดยง่าย เพียงเป็น “ผู้ต้องสงสัย” เจ้าหน้าที่ก็มีอำนาจควบคุมตัวบุคคลนั้นไว้ได้นาน 7 วัน เมื่อครบกำหนด และเจ้าหน้าที่ประสงค์จะควบคุมตัวต่อไป ให้ขออนุญาตต่อ ศาลเพื่อออกหมายจับและควบคุมตัวตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉินฯ ต่อไปอีก 30 วัน หากพบพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด เจ้าหน้าที่สามารถฝากขังตาม กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้อีกไม่เกิน 84 วัน และตลอดระยะเวลานับแต่ถูกควบคุมตัวจนกระทั่งการพิจารณาคดีในชั้นศาล ผู้ต้อง สงสัย ผู้ต้องหาหรือจำเลยมักไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเพราะความผิด เกี่ยวกับการก่อการร้ายหรือความมั่นคงมีโทษหนัก

จะเห็นได้ว่าการ บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวข้างต้น เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ ใช้อำนาจและดุลพินิจได้อย่างกว้างขวาง การควบคุมตัวโดยไม่ชอบและการทรมานให้รับสารภาพตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายของ เจ้าหน้าที่โดยไม่ชอบจึงเกิดขึ้น ด้วยเหตุเพียงว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนภาค ใต้อยู่ในสถานการณ์ความไม่สงบจำต้องให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่เพื่อความสะดวกใน การปฏิบัติการ

การควบคุมตัวโดยไม่ชอบและ/หรือการทรมานอาจเกิด ขึ้นได้กับประชาชนทุก คน ตัวเราและตัวท่านเองก็อาจตกเป็นเหยื่อการทรมานได้ หากต้องสัมพันธ์กับการ ใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ ผลกระทบร้ายแรง 2 ประการที่เกิดจากการทรมาน

ประการแรกคือผลกระทบต่อประชาชนที่ตก เป็นเหยื่อการทรมาน ส่งผลต่อการ ดำเนินชีวิตในอนาคต สภาพร่างกายและจิตใจภายหลังการถูกทรมานเป็นเรื่องที่ ต้องใช้ระยะเวลาในการเยียวยายาวนาน หลายกรณีที่ประชาชนถูกทรมานให้รับสารภาพ และต้องสูญเสียเสรีภาพไปกับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามระบบกระบวนการ ยุติธรรม โดยจำเลยไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยใน ท้ายที่สุดหลังจากเวลาผ่านไปหลายปี ทั้งหมดคือชีวิตที่ไม่สามารถถามหาความรับผิดชอบจากใครหรือหน่วยงานใดได้ อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีผลในทางสังคม เช่น คดีนี้นักศึกษาถูกควบคุมตัวและเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแนวร่วมก่อความไม่ สงบ ย่อมจะส่งผลต่ออนาคตการทำงานหรือการรับราชการในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ ได้ เป็นต้น

ประการที่สองคือผลกระทบต่อระบบกระบวนการยุติธรรม หากเจ้าหน้าที่ใช้วิธี ทรมานแล้วไม่ถูกตรวจสอบหรือดำเนินคดี จะทำให้เกิดภาวะลอยนวลและทำซ้ำจนกลายเป็นวัฒนธรรมการใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วย กฎหมาย ส่งผลต่อหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน และทำให้กระบวนการ ยุติธรรมทั้งระบบบิดเบี้ยวเนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายบิดเบือน ความจริงจนไม่สามารถทำให้ความจริงปรากฏ ผู้กระทำความผิดตัวจริงไม่ได้รับการลงโทษและผู้เสียหายไม่ได้รับการเยียว ยา

การควบคุมและทรมานนักศึกษาทั้งเจ็ดคนเมื่อเดือนมกราคม 2551 นั้น ญาติของนักศึกษาทั้ง 7 โดยความช่วยเหลือของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้ยื่นคำร้องขอให้ศาล จังหวัดปัตตานีปล่อยตัวตามมาตรา 90 ประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา เนื่องจากเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวโดยไม่ชอบ เพราะควบคุมตัวเกิน 7 วัน และพบว่ามีการทรมานผู้ถูกควบคุมตัว ศาลรับคำร้องและไต่สวนผู้ร้องฝ่าย เดียวและมีคำสั่งให้เรียกเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมตัวมาศาลเพื่อไต่สวน แต่ปรากฏ ว่าก่อนถึงวันนัดไต่สวนของศาล เจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวนักศึกษาทั้งหมดไป ศาล จึงไม่มีเหตุแห่งการวินิจฉัยเรื่องการควบคุมตัวโดยไม่ชอบและสั่งยกคำร้องดัง กล่าว

นอกจากการควบคุมตัวเมื่อเดือนมกราคม 2551 แล้ว ในเดือนสิงหาคม 2551 เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นและควบคุมตัวนักศึกษาอีก และนักศึกษาสองคนที่เป็นโจทก์ในคดีนี้ถูกควบคุมตัวเป็นครั้งที่ 2 เป็นเวลา 10 วัน แต่ไม่พบร่องรอยการทรมาน ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาการบังคับใช้ กฎหมายพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้และปัญหาการควบคุมตัวซ้ำซาก และนำมาสู่คำ ถามต่องานการข่าวของหน่วยงานความมั่นคงว่าถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากน้อย เพียงใด

คดีนี้ นักศึกษา 2 คนจากทั้งหมด 7 คนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกระทรวงกลาโหมและกองทัพบกเป็นจำเลยต่อศาลแพ่งในเดือน มกราคม 2552 ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ให้รับผิดแทนเจ้าหน้าที่ทหารผู้ใต้บังคับบัญชา เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทหารควบ คุมตัวโดยไม่ชอบและทรมานให้โจทก์ทั้งสองรับสารภาพ แต่ในระหว่างทรมานเจ้า หน้าที่ใช้ผ้าปิดตาผู้ถูกทรมาน การฟ้องเจ้าหน้าที่เป็นคดีอาญาจึงไม่สามารถ ทำได้ เพราะไม่สามารถระบุตัวเจ้าหน้าที่ที่ทรมานได้ จึงฟ้องเป็นคดีแพ่งเพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏและสามารถระบุตัวเจ้าหน้าที่ที่ เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดต่อไป เมื่อยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งแล้ว ต่อมา พนักงานอัยการซึ่งทำหน้าที่แก้ต่างให้จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้ จำหน่ายคดี เนื่องจากเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษไม่ใช่การใช้อำนาจ ตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลปกครอง และศาลปกครองสงขลา มีความเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจศาลปกครอง ศาลแพ่งจึงได้โอนคดีไปยังศาล ปกครองสงขลาเมื่อเดือนเมษายน 2552 ปัจจุบันศาลปกครองสงขลามีคำสั่งสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริง

เครือ ข่ายฯ ได้ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม เลือกคดีการ ทรมานเป็นคดียุทธศาสตร์ เนื่องจากสิทธิในชีวิตร่างกายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและเป็นรากฐานที่สำคัญของ สิทธิเสรีภาพอื่นๆ ในชีวิต และเจ้าหน้าที่ยังคงใช้วิธีทรมานให้รับสารภาพ ไม่เฉพาะกรณีปัญหา ความไม่สงบเท่านั้น การปราบปรามยาเสพติดก็พบว่ามีการใช้การทรมานให้รับ สารภาพจำนวนมากเช่นกัน

ที่ น่าตกใจคือสังคมไทยยอมรับการทรมาน!! ทั้งที่ระบบกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิ ของจำเลยได้พัฒนามาจนปัจจุบัน และชี้ให้เห็นแล้วว่าการทรมานไม่ได้ทำให้ความ จริงปรากฏ หลักการสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาล จะพิพากษาว่ามีความผิด และหลักเรื่องพยานหลักฐานจึงได้พัฒนามากขึ้นจน ปัจจุบัน แต่หลักการกับอารมณ์ความรู้สึกมักเป็นเรื่องที่สวนทางกันอยู่เสมอ ในสังคมไทย ประโยคที่มักได้ยินที่ว่า ถ้าไม่ทรมาน คนร้ายที่ไหนจะยอมรับว่าทำผิด หรือ เจ้าหน้าที่ก็รู้ว่าใครทำผิด แต่ไม่มีหลักฐาน ต้องทรมานจึงจะรับสารภาพว่า ทำผิด ดูจะเข้าใจง่ายและตรงใจผู้คนมากกว่าหลักการต่างๆ ที่สังคมยอมรับร่วมกันมานับศตวรรษ และหากถกถียงกันจนถึงระดับหนึ่ง ก็อาจมี การล้มกระดานคว่ำหลักการ เช่น จำเลยหรือผู้ร้ายไม่จำเป็นต้องได้รับสิทธิใดๆ ทั้งสิ้น หรือในทางตัดพ้อต่อว่า เช่น จำเลยที่ฆ่าคนหรือโจรมีสิทธิดีกว่าผู้เสียหายเสียอีก เหล่านี้สะท้อน ให้เห็นแนวคิดกระแสหลักของคนในสังคมไทยที่ยึดถืออารมณ์ความรู้สึกมากกว่า หลักการเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน

กระบวนการยุติธรรมคือสถาบันหลักในสังคม เป็นผู้กำหนด พัฒนาระบบและหลักการ ต่างๆ เพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน บุคคลากรในกระบวนการยุติธรรมจึงต้องเป็น อิสระจากกระแสสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาความรุนแรงที่เกิดกับเจ้าหน้าที่และประชาชนส่วนหนึ่งมา จากปัญหาการไม่ได้รับความเป็นธรรม การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ซึ่งเกิด ความบกพร่องผิดพลาด เกินสมควรกว่าเหตุ การฆ่านอกกฎหมาย การควบคุมตัวโดยไม่ ชอบ การทรมานเพื่อให้รับสารภาพ หรือแม้แต่การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใดๆ ไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ถูกลงโทษหรือดำเนินคดี ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากถูกผลักเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และมีสถิติการยก ฟ้องในปี 2550-2551 ถึง 66% <1>

กระบวน การยุติธรรมท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าวจึงมีหน้าที่ดำรงไว้ซึ่งความ เชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐ เมื่อประชาชนยอมจำกัดสิทธิเสรีภาพของตนเองและยอม รับการใช้อำนาจของรัฐเพื่อให้รัฐนำพาสังคมสู่ความสงบ แต่รัฐกลับเป็นผู้ ละเมิดสิทธิประชาชนเสียเอง และกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถถ่วงดุลหรือตรวจ สอบการใช้อำนาจรัฐได้ ประชาชนย่อมจะแสวงหาความยุติธรรมด้วยตนเอง และมาตรวัด ความยุติธรรมในเชิงสถาบันจะเสื่อมถอยลง กลายเป็นอัตวิสัยของแต่ละผู้คนไปใน ที่สุด

แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 32 และอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี จะบัญญัติห้ามการทรมานเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลใดๆ ไม่ว่าในภาวะสงครามหรือสถานการณ์ฉุกเฉินหรือสถานการณ์พิเศษใดๆ ก็ตาม นอกจากนี้ ยังให้อำนาจศาลในการกำหนดให้มีการเยียวยาผู้เสียหายจากการ ทรมานตามสมควรอีกด้วย แต่ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้กำหนดความผิดฐานนี้ไว้โดย ตรง และยังไม่มีกฎหมายลำดับรองออกมารับรองบทบัญญัติดังกล่าวทั้งในการห้าม ทรมานและการเยียวยา ตลอดจนมาตรการต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อป้องกันการทรมานโดยเจ้าหน้าที่ ด้วยเหตุนี้ คดีนักศึกษายะลา จึงเป็นคดีที่ท้าทายและเป็นบทพิสูจน์บทบาทและความก้าวหน้าของกระบวนการ ยุติธรรมในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ที่ผ่านมามีการทรมานเกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ผู้เสียหายไม่กล้าดำเนินคดีกับ เจ้าหน้าที่ แต่ผู้เสียหายคดีนี้เป็นนักศึกษาที่ต้องการเปลี่ยนแปลงมาตรฐาน การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามหลักการมากขึ้น จึงประสงค์จะ ฟ้องคดีเพื่อให้เกิดบรรทัดฐาน และให้เจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิดต้องรับผิด ตามกระบวนการยุติธรรม และเป็นงานที่ท้าทายคณะทำงานคดีของเครือข่ายฯ ว่าจะสามารถนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงและหลักการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการทรมานเพื่อสร้างความเข้าใจให้กระบวนการยุติธรรมและ สังคมไทยได้มากน้อยเพียงใดด้วยเช่นกัน

ท้ายที่สุดผลคดีจะเป็น อย่างไรก็ตาม เครือข่ายฯ และองค์กรภาคีหวังว่าการทำงานในคดีนี้ จะมีผลทำให้กระทรวงกลาโหม กองทัพบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นจำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีได้ทบทวนแนวนโยบาย การบังคับใช้กฎหมายและ/หรือการจัดการปัญหาความไม่สงบ ตลอดจนการปฏิบัติ หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเพื่อให้เป็นไปในทางคำนึงถึง สิทธิเสรีภาพของประชาชนมากขึ้น

เพราะความมั่นคงในชีวิตประชาชนคือความมั่นคงของรัฐโดยสมบูรณ์

------------------------------
<1> http://south.isranews.org/scoop-and-documentary/scoop-news-documentary/197-40-60--21-.html

จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ 7: นิรโทษกรรมไม่ใช่นโยบายเพื่อไทย?

ที่มา ประชาไท

ผม ยอมรับว่าค่อนข้างตกใจที่ในวงดีเบตซึ่งองค์กรกลางจัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม คุณยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะพูดหน้าตาเฉยโดยไม่สะทกสะท้านว่า "นิรโทษกรรมไม่ใช่นโยบายพรรคเพื่อไทย เป็นเพียงคำพูดของคนคนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคเท่านั้น"

ที่ น่าตกใจไปกว่านั้น คือ ถัดมาอีกหนึ่งวันพรรคเพื่อไทยถึงกับออกแถลงการณ์ว่า "นิรโทษกรรม" ไม่ใช่นโยบายพรรค และกล่าวหาว่าผมจงใจใส่ร้ายพรรคเพื่อไทย

ผม คิดไม่ถึงว่าจะมีพรรคการเมืองหลอกลวงประชาชนซึ่ง ๆ หน้า เช่นนี้ เพราะไม่ใช่วิสัยของพรรคการเมืองที่ต้องเคารพและซื่อสัตย์ต่อคำมั่นสัญญาที่ ให้ไว้กับพี่น้องประชาชน แต่พรรคเพื่อไทยกลับซ่อนรูปกลบเรื่องนิรโทษกรรมทันทีที่กระแสตีกลับ ทั้งที่ตีปี๊บโหมโรงตั้งแต่วันแรก ๆ ที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง เนื่องจากมั่นใจนักหนาว่าจะชนะการเลือกตั้งได้จัดรัฐบาล สามารถดำเนินการทุกอย่างได้ตามใจชอบเมื่อมีอำนาจรัฐมาครอบครองไว้ในมือ

ผม ทบทวนความจริงกับพี่น้องประชาชนอย่างนี้ "คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ อันดับ 1 ของพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในวันที่ 21 พ.ค. 54 อย่างเป็นเรื่องเป็นราวมีการมอบหมายหน้าที่ชัดเจนในการดูแลเรื่องนี้ว่า

"จะ มอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับ 3ไปดูแล เพราะ เคยเสนอให้มีการออก พระราชบัญญัติอภัยโทษ และนิรโทษกรรม ส่วนวิธีการจะมีคณะกรรมการที่มาจากคนกลาง พิจารณาอีกครั้ง โดย ยึดหลักนิติธรรมคือความเสมอภาค ทุกคนต้องได้รับความเสมอภาคที่เท่าเทียมกัน ส่วนจะทำประชามติหรือไม่ ต้องไปว่ากันในรายละเอียด และต้องให้โอกาส พ.ต.ท.ทักษิณได้รับความเป็นธรรมเหมือนคนอื่น

ส่วนการเยียวยาให้กับคน เสื้อแดง นั้นก็จะทำให้สมบูรณ์ที่สุด แต่ไม่อยากให้เป็นลักษณะของการเร่งรัด ทุกอย่างต้องอยู่ที่จังหวะและเวลา และความถูกต้องในรายละเอียด"

วันถัดมาคุณยิ่งลักษณ์เปิดปราศรัยใหญ่ครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่พูดบนเวทีเป็นภาษาเหนือว่า.

"ไม่เคยกลับบ้านครั้งไหนซึ้งใจเท่าครั้งนี้มาก่อนเลย น้องสาวกลับยังขนาดนี้ ถ้าพี่ชาย (พ.ต.ท.ทักษิณ) กลับจะขนาดไหน"

คุณยิ่งลักษณ์ยังระบุต่อไปว่า "พรรคเพื่อไทยจะคิดใหม่ทำใหม่ โดยมีทักษิณช่วยคิด แต่ยิ่งลักษณ์เป็นคนขอทำ"

วัน เดียวกัน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หัวหน้าทีมปรองดองของคุณยิ่งลักษณ์ย้ำบนเวทีปราศรัยว่า "แนวคิดการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ผมเป็นคนเปิดออกมาเอง เพราะถ้าไม่พูดแล้วประชาชนไม่เอา ดังนั้น ต้องเปิดหน้าชนเลย พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกศาลสั่งจำคุกกรณีลงนามให้ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ภริยา ไปซื้อที่ดินจากกองทุนฟื้นฟูฯ ย่านรัชดาฯ แต่คนในพรรคประชาธิปัตย์ คำหนึ่ง สองคำ ก็บอกว่า "ทักษิณทุจริต"ถ้าจะนิรโทษให้ ผมจะนิรโทษให้ในเรื่องนี้"

ร.ต.อ.เฉลิม ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมด้วยว่า "จะเน้นผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติ-รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ประชาชนและคนทั่วโลก ไม่พอใจปฏิวัติ ดังนั้น ไม่อยากให้มองว่าพรรคเพื่อไทย คิดแก้ปัญหารายบุคคล โดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่อยากให้มองว่า พ.ต.ท.ทักษิน เป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ ที่สำคัญ ประเทศต้องได้ประโยชน์ คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ อาจได้เป็นรายบุคคล ซึ่งรวม พ.ต.ท.ทักษิณด้วย อยากให้ประชาชนเข้าใจ เรื่องที่นำมาเป็นนโยบายหาเสียง เราต้องดูข้อกฎหมาย หากออกพ.ร.ก.นั้นทำได้เร็ว แต่ต้องเข้าสภา หากเป็นพ.ร.บ. ก็ต้องได้เสียงข้างมาก แต่ที่สำคัญที่สุด ได้คิดเรื่องนี้มาหลายปี และไม่ปกปิด บอกประชาชนมาตลอด

ถ้าประชาชนยังเลือกพรรคเพื่อไทยได้ เสียงข้างมาก และตั้งรัฐบาลได้ เชื่อว่าจะไม่มีใครขัดขวาง ที่พรรคประชาธิปัตย์บอกว่าถ้าเลือกพรรคเพื่อไทย จะแก้ปัญหาให้ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นไม่ใช่ แต่เป็นการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศและคนส่วนใหญ่ใครทำผิดก็ต้องผิด ใครไม่ผิดเพราะถูกกลั่นแกล้งก็ได้รับความเป็นธรรมเรื่องนี้ถูกต้องที่สุด"

ชัดเจน ไหมครับ ทำไมวันนั้นทั้งคุณยงยุทธและพรรคเพื่อไทยไม่ออกมาคัดค้านล่ะครับ ที่สำคัญคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีการติดป้ายหาเสียงชัดเจนว่า "ทักษิณคิดเพื่อไทยทำ" ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างประเทศหลายแห่งว่า "จะกลับประเทศไทยในเดือนธันวาคมเพื่อร่วมงานแต่งงานของบุตรสาวคนโต และพูดถึงการนิรโทษกรรมโดยอ้างว่าไม่ใช่ทำเพื่อคุณทักษิณเพียงคนเดียว แต่เพราะคุณทักษิณคือบุคคลหนึ่งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงต้องได้ประโยชน์ จากการนิรโทษกรรมด้วย"

นอกจากนั้นยังปรารภเสมอว่าเงิน 4.6 หมื่นล้าน ถูกรัฐปล้นไป เหลือเงินเพียงแค่ 3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

ทำไม ไม่มีใครโต้แย้งว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีนโยบายที่จะทำเรื่องนี้ แต่กลับเดินหน้าพูดต่อสาธารณะในหลายเวทีเกี่ยวกับแนวทางนิรโทษกรรมในลักษณะ รับลูกกันเป็นทอด ๆ ตลอดเวลา แม้แต่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็ออกมาแถลงในวันทึ่ 13 มิ.ย.ว่า

"ถ้าพรรค เพื่อไทย ได้เสียงสูงสุด ก็จะจัดตั้งรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการปรองดอง และตั้งใจจะนำสันติสุข ความสามัคคี โดยจะไม่มีการแก้แค้นหรือเอาคืน แต่จะพยายามดูเรื่อง ผู้เสียหายและผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา การปรองดองของพรรค จะอยู่บนหลัก 5 ข้อ เมตตาธรรม ประชาธรรม นิติธรรม การให้อภัย ความสามัคคีและกลมเกลียวในอนาคต ดังนั้น ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ถามจุดยืนของการปรองดองของพรรค พรรคก็อยากให้ประชาชนได้เลือกตั้งระหว่างแนวทางปรองดองของพรรคเพือ่ไทยกับ ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้ ทหาร กองกำลัง จบด้วยการปะทะกับประชาชนจนเสียชีวิต

ที่อ้างว่า ยึดตามหลักกฎหมาย แต่สุดท้ายก็คือ การเอาคุกเป็นสรณะ เมื่อเข้าคุกจึงให้อภัยก่อน ประชาชนจะได้เลือกว่า สิ่งไหนถูก และนำสู่การปรองดองของประเทศอย่างแท้จริง จะมีการตั้งคณะกรรมการเชิญคนทุกสีมาหารือกัน โดยคณะกรรมการชุดนี้จะยึดเนื้อหาตั้งแต่การยึด 19 กันยา 2549 เป็นต้นมาที่เป็นต้นเหตุความขัดแย้ง..."

แม้นายปลอดประสพจะออกตัวว่า เรื่องนิรโทษกรรมจะทำเป็นเรื่องสุดท้ายหลังจากดูแลเรื่องการเยียวยาแล้วก็ ตาม แต่เนื้อหาทั้งหมดก็คือการล้างความผิดหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งแน่นอนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คือบุคคลหนึ่งที่พยายามบอกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมหลังการยึดอำนาจ

นาย ปลอดประสพ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังพูดถึงเรื่องการนิรโทษกรรมในวันที่ 29 พ.ค. ว่า “ขอตอบแบบมนุษย์ เวลามีใครทะเลาะถึงขั้นต่อยกัน จะเอาคนกลางมาห้ามคงไม่ได้ ต้องให้ 2 ฝ่ายหยุดกันเอง มาจับมือสัญญาว่าเลิกทะเลาะกัน ดังนั้น การปรองดองเป็นการยินยอมพร้อมใจของผู้ที่แตกแยก ไม่ใช่ให้คนอื่นมาชี้ อย่ามาโม้ ให้คนกลางมาช่วยมันเป็นเพียงนิยาย”

คำพูดของนายปลอดประสพขัดแย้งกันเองเพราะเคยระบุว่าจะให้คณะกรรรมการกลางเข้ามาแก้ปัญหานี้

ผม ถามคุณยงยุทธและพรรคเพื่อไทยว่า คุณปลอดประสพใช่รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยไหมครับ เคยแถลงในนามพรรคเพื่อไทยใช่ไหมครับ แล้วพรรคเพื่อไทยจะไม่มีแนวคิดที่จะทำเรื่องนิรโทษกรรมตามที่มีการออก แถลงการณ์ได้อย่างไร

ล่าสุดบุตรสาวคนโตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ออกมาพูดเองว่า ยังมั่นใจว่าพ่อจะได้กลับมางานแต่งงานของตัวเองในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งก็สอดรับกับที่คุณยิ่งลักษณ์เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า "พี่ชายจะกลับประเทศมาร่วมงานแต่งลูกสาว"

ผมก็ยังยืนยันในสิ่งที่เคย เขียนในเฟซบุ๊คนี้ว่า ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาโดยที่ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ไม่มีการล้างความผิดให้ สถานที่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องไปไม่ใช่งานแต่งงานบุตรสาว แต่ประตูคุกเปิดรออยู่ เพราะเป็นผู้ต้องหาหนีคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินให้จำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา ดังนั้นทันทีที่ถึงแผ่นดินไทยก็ต้องถูกควบคุมตัวไปรับโทษตามกฎหมาย

ที่ สำคัญถ้า นิรโทษกรรมไม่ใช่นโยบายพรรคเพื่อไทยทำไมในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ ยังมีการแจกใช้สื่อหาเสียง "พาทักษิณกลับบ้าน" กันอย่างครึกโครม

ผม คิดว่าประชาชนรู้เท่าทัน ไม่ว่าจะพยายามซ่อนเร้นแย่างไรก็ปกปิดเป้าหมายแท้จริงที่ต้องการล้างความผิด ให้ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นวาระแรกของรัฐบาลเพื่อไทยไม่ได้

แถลงการณ์พรรค เพื่อไทยเป็นการตอกย้ำการทำงานการเมืองที่ไร้ซึ่งความรับ ผิดชอบต่อประชาชน เพราะคำพูดต่อสาธารณะไม่ใช่สัญญาที่ต้องปฏิบัติ เป็นเพียงลมปากที่จะเปลี่ยนไปได้ตามสถานการณ์โดยคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ทาง การเมืองของพรรคเป็นสำคัญ

พื้นที่ไหนขาย พ.ต.ท.ทักษิณได้ ก็ชูนโยบายพาทักษิณกลับบ้าน พื้นที่ไหนที่คนตื่นตัวมีความรู้เท่าทันเล่ห์กลการเมืองในการล้างผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็พยายามเบี่ยงเบนประเด็นซ่อนเรื่องนิรโทษกรรมเอาไว้ เพราะเกรงว่าจะได้รับผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคตัวเอง

อย่างนี้ไม่ ใช่การทำงานของพรรคการเมืองหรอกครับ แต่เป็นการทำงานของบริษัทที่ดีดลูกคิดคำนวณตลอดเวลาถึงกำไรที่จะได้มา โดยไม่คำนึงถึงวิธีการในการหากำไรเข้าบริษัท และเจ้าของบริษัทคือผู้ที่ต้องได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนเพื่อค้า กำไร ซึ่งในที่นี้ก็รู้กันดีอยู่ว่าใครเป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทย

ผมถามคนไทยว่าเราจะปล่อยให้พรรคการเมืองที่ไม่ใช่เพียงแค่ดีแต่พูด แต่โกหกประชาชนอย่างไม่ละอายใจมาเป็นผู้บริหารบ้านเมืองหรือครับ

วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์เคยพูดอะไรไว้ในวันแรกของการหาเสียงไม่มีคำไหน เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและจะยึดมั่นคำสัญญาปฏิบัติในสิ่งที่ให้คำมั่นไว้กับ ประชาชนทันทีที่ได้เป็นรัฐบาล คนไทยต้องเลือกระหว่างแนวทางพรรคประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยแตกต่างกันชัดเจน เอาให้เด็ดขาดไปเลยว่า หลังเลือกตั้งคราวนี้อยากให้ประเทศเดินหน้าอย่างไร

ถ้า อยากให้เดินหน้าโดยมีประโยชน์ทางการเมืองซ่อนเร้นอยู่ตลอดเวลา และรับใช้ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจะคอยบงการทุกอย่างให้ได้รับการล้างความผิด ก็เลือกพรรคเพื่อไทย

แต่ถ้าคนไทยต้องการนายกรัฐมนตรีที่ทำงานด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต รักษาคำมั่นสัญญาที่ให้กับประชาชนโดยไม่มีประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้อง เดินหน้าปรองดองบนความถูกต้อง รักษาหลักนิติรัฐ นิติธรรม ไม่มีการล้างความผิดให้ใครคนใดคนหนึ่งก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์ให้ท่วมท้น เกิน 250 เสียง

วันนั้นล่ะครับที่คนไทยจะเป็นผู้ถอนพิษทักษิณออกจาก ประเทศนี้ และนำบ้านเมืองของเราก้าวข้ามปัญหาทักษิณกลับสู่การแก้ปัญหาชาติบ้านเมือง และประชาชน ซึ่งจะทำให้เราพ้นกับดักความรุนแรงและความขัดแย้งได้อย่างแท้จริงจากมติของ ประชาชนที่ร่วมกันปฏิเสธไม่เอา "ระบอบทักษิณกลับมาทำร้ายประเทศอีก"