WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 28, 2011

นักข่าวพลเมือง: ขบวนการแรงงานในเอเชียเคลื่อนเรียกร้องปล่อย “สมยศ”

ที่มา ประชาไท

คน งานและนักกิจกรรมในอินโดนิเซียและบังคลาเทศประท้วงหน้าสถานทูตไทยเรียก ร้องให้ปล่อยตัวสมยศ พฤกษาเกษมสุข ส่วนนักกิจกรรมในฮ่องกง-ออสเตรเลียจ่อเคลื่อนเร็วๆ นี้


ตัวแทนจากสมาพันธ์สภาพันธมิตรสหภาพแรงงานอินโดนีเชียหน้าสถานทูตไทย
ภาพโดย Bintang Buruh

วันนี้ (27 มิถุนายน 2554) ตัวแทนจากสมาพันธ์สภาพันธมิตรสหภาพแรงงานอินโดนีเซีย(Confederation of Congress of Indonesian Unions Alliance - Konfederasi KASBI) ประมาณ 20 คน ได้เดินทางมาที่หน้าสถานทูตไทยประจำกรุงจากาตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อประท้วงการคุมขังสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวเป็นเวลาเกือบ 2 เดือนแล้ว

โดย ทางกลุ่มคนงานและนักกิจกรรมดังกล่าวได้มีการยื่นจดหมายเรียกร้องต่อ รักษาการนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ผ่านทางสถานทูตไทย ขอให้ให้สิทธิการประกันตัวแก่สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมด้านแรงงานและบรรณาธิการนิตยสาร RED Power ในทันที นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ดำเนินการปล่อยนักโทษทางการเมืองทั้งหมด หยุดการใช้กฎหมายอาญา ม.112 เพื่อก่อกวนนักกิจกรรมฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย, ยกเลิกกฎหมายเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์, ปฏิรูปกองทัพและกระบวนการยุติธรรม รวมไปถึงการลงโทษทหารและนักการเมืองที่สั่งฆ่าประชาชนในเหตุการณ์เม.ย.-พ.ค. 53

โดยนอกจากการเดินขบวนรณรงค์และการปราศรัยบริเวณหน้าสถานทูตไทย ประจำกรุง จากาตาร์แล้ว ยังมีกิจกรรมแสดงละครสะท้อนปัญหาการจับกุมสมยศ พฤกษาเกษมสุข อีกด้วย

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 54 ที่ผ่านมา ตัวแทนสมาพันธ์แรงงานสิ่งทอแห่งชาติบังคลาเทศ(The National Garment Workers Federation.) ประมาณ 30 คนได้เดินขบวนไปยื่นหนังสือที่สถานทูตไทย ณ กรุงดักก้า ประเทศบังคลาเทศเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวสมยศ พฤกษาเกษมสุข เช่นกัน


ตัวแทนสมาพันธ์แรงงานสิ่งทอแห่งชาติบังคลาเทศ
ภาพโดย Rosa Lee

ทั้งนี้ มีรายงานว่าในวันพุธที่ 29 มิ.ย.นี้ เวลา 11.00 น. ที่หน้ากงศุลไทยประจำฮ่องกง สมาพันธ์สหภาพแรงงานฮ่องกง(HONG KONG CONFEDERATION OF TRADE UNIONS-HKCTU) จะไปประท้วงพร้อมยื่นจดหมายเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวสมยศ พฤกษาเกษมสุข และวันที่ 1 ก.ค.นี้ ทางเครือข่ายคนงานเอเชียออสเตรเลีย(Australia Asia Workers Link) จะไปประท้วงและยื่นหนังสือหน้ากงศุลไทยประจำรัฐวิคทอเรีย เมืองเมลเบิร์น ออสเตรเลียด้วยเช่นกัน

อนึ่ง สมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จับกุมและแจ้งข้อหาความผิดหมิ่นเบื้องสูง ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ ตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ขณะประกอบธุรกิจพานักท่องเที่ยวทัวร์ประเทศกัมพูชา ซึ่งได้ดำเนินการมาเป็นครั้งที่ 5 แล้ว โดยทนายความของสมยศตั้งข้อสังเกตว่า การที่ถูกจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นทั้งที่เป็นการเข้า-ออกช่องทางตามปกติของ ผู้ผ่านแดนทั่วไป แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่นำไปอ้างว่าจะหลบหนีออกนอกประเทศ โดยในวันนี้ 27 มิ.ย.ทนายได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวอีกรอบ แต่ศาลได้ยกคำร้องโดยให้เหตุผลว่าเป็นความผิดร้ายแรงเช่นเดิม

แอนดรูว์ เอ็ม.มาร์แชล เรียกร้อง "รอยเตอร์ส" เสนอความจริงช่างภาพเสียชีวิต 10 เม.ย.

ที่มา ประชาไท

แอ นดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล อดีตผู้สื่อข่าวรอยเตอร์สเรียกร้องให้รอยเตอร์สเสนอข้อเท็จจริงกรณีการเสีย ชีวิตของฮิโระ มูราโมโต้ ช่างภาพรอยเตอร์ส ระหว่างปฏิบัติหน้าที่วันที่ 10 เม.ย. ระบุ ทีมสอบสวนของรอยเตอร์สชี้ชัด แนวโน้มตายจากอาวุธทหาร

แอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล อดีตผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ส ผู้เขียน Thailand: in the moment of truth เขียนบทความขนาดยาว IN MEMORY OF HIRO MURAMOTO เผยแพร่ในบล็อกของเขาระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตของนายฮิโระ มูราโมโต้ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 นั้น ทางรัฐบาลไทย โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เคยยอมรับต่อสำนักงานของรอยเตอร์สว่าผู้ตายถูกสังหารด้วยอาวุธปืนของทหาร แต่หลังจากนั้นกลับแถลงข่าว โดยอ้างว่า ผู้ตายถูกกระสุนขนาด 7.62 ม.ม. โดยปฏิเสธว่าไม่ใช่อาวุธของทหาร

เขาระบุในบทความว่า เบื้องต้นรายงานของดีเอสไอนั้น มีหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่า ผู้ตายถูกกระสุนจากทหารไทย โดยที่เขาไม่ใช่เป้าหมายเฉพาะเจาะจงเพราะเป็นสื่อมวลชน แต่เป็นเหยื่อของการยิงสุ่มไปยังฝั่งผู้ชุมนุม โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนระบุเองว่า มูราโมโต้เสียชีวิตด้วยกระสุนของทหาร ซึ่งธาริต เพ็งดิษฐ์ ก็ยอมรับในข้อสันนิษฐานนื้ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2553โดยนายธาริตกล่าวว่า เนื่องจากสาเหตุการตายนั้นอาจเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้นจึงต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนเพิ่มเติม

ในเดือน ธันวาคม รายงานการสืบสวนของดีเอสไอในส่วนที่เกี่ยวกับการตายของนายมูราโมโต้และผู้ เสียชีวิตอีก 6 คนที่วัดปทุมวนารามเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 หลุดมาสู่รอยเตอร์ส โดยเอกสารที่หลุดรอดออกมานั้นยืนยันข้อสันนิษฐานของดีเอสไอที่ว่ามีความเป็น ไปได้ที่กองทัพไทยจะต้องรับผิดชอบต่อการตายของมูราโมโต้ และคดีของมูราโมโต้ถูกส่งต่อให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อทำการสืบสวนสอบสวน เพิ่มเติม แอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล ระบุในบทความว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ปฏิเสธกับสื่อมวลชนว่า ผลการสอบสวนนั้นไม่ใช่เอกสารที่แท้จริง แต่กลับยอมรับกับทางรอยเตอร์สว่าเอกสารที่หลุดออกไปนั้นเป็นเอกสารของดีเอส ไอจริง แต่ยังเป็นเพียงเอกสารขั้นต้น

มาร์แชลระบุว่า โดยมาตรฐานของรอยเตอร์สแล้ว เมื่อพนักงานของรอยเตอร์สถูกฆ่าตายขณะปฏิบัติหน้าที่ รอยเตอร์สจะว่าจ้างบริษัทเอกชนเพื่อทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีอย่างเป็นอิสระ ซึ่งบริษัทที่ว่าจ้างนั้นมีความเป็นมืออาชีพและเป็นบริษัทระดับแนวหน้า ทำการสืบสวนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการชันสูตรหลักฐาน รายงานของทีมสืบสวนเอกชนชุดนี้ระบุเช่นกันว่า มีแนวโน้มที่กระสุนที่ใช้สังหารมูราโมโต้จะเป็นกระสุนที่ถูกใช้ในกองทัพ ไม่ใช่กระสุนจากปืน AK47 หรือปืนพก รายงานฉบับดังกล่าวนี้ถูกเก็บเป็นความลับของฝ่ายจัดการของรอยเตอร์ส

ใน เดือนกุมภาพันธ์ 2554 เจ้าหน้าที่ของดีเอสไอออกมาบอกว่าพบหลักฐานที่ระบุได้ว่า นายมูราโมโต้ถูกสังหารด้วยกระสุนAK47 ซึ่งเป็นการทำให้กองทัพพ้นจากข้อกล่าวหา

เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน ของไทยสรุปว่ากระสุนสังหารมีขนาด 7.62 ม.ม. ในขณะที่ทหารไทยมีปืน M16 ซึ่งใช้ยิงกระสุนขนาด 5.56 ม.ม. โดยที่ธาริต แถลงข่าวว่า กระสุนที่ใช้สังหารมูราโมโต้มีขนาด 7.62 ม.ม. ไม่ใช่ M16 ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยใช้ โดยปืนที่ใช้ยิงน่าจะเป็น AK-47 หรืออาวุธอื่นที่มีลักษณใกล้คล้ายคลึงกัน แต่ใครเป็นผู้ยิงนั้นไม่สามารถตอบได้ ต้องทำการสอบสวนเพิ่มเติม

แอ นดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลระบุในบทความด้วยว่า เขาทราบว่าการสันนิษฐานเช่นนั้นมาจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญรายเดียวที่ สันนิษฐานจากภาพถ่ายของบาดแผลเท่านั้น

เขายืนยันว่า จากข้อมูลของฝ่ายสืบสวนเอกชนที่รอยเตอร์สได้ว่าจ้างให้ดำเนินการสืบสวนต่อ กรณีของมูราโมต้นั้น ระบุว่า มูราโมโต้ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 5.56 มิลลิเมตร วันที่ 10 เม.ย. ที่ถนนดินสอ
เขาเรียกร้องในท้ายบทความว่า ถึงเวลาแล้วที่รอยเตอร์สจะต้องช่วยเปิดเผยความจริง แทนที่จะสมรู้ร่วมคิดปกปิดความจริงนั้น

แปลและเรียบเรียงจาก http://www.zenjournalist.com/2011/06/in-memory-of-hiro-muramoto/

จำคุก 11 ปี 2 ผู้ชุมนุม นปช.ลักทรัพย์-พกระเบิดปิงปอง เมียร่ำไห้บอก “เขากำลังจะกลับบ้าน”

ที่มา ประชาไท

27 มิ.ย.54 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 808 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก นายประสงค์ มณีอินทร์ และนายโกวิทย์ แย้มประเสริฐ จำเลยที่ 1 และ 2 ในความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เป็นเวลาคนละ 8 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์ด้วยการทำลายสิ่งกีดกั้น จำคุกคนละ 5 ปี ฐานมีวัตถุระเบิด จำคุกคนละ 6 ปี ฐานมีวิทยุสื่อสารโดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ 6,000 บาท และพาอาวุธไปในที่สาธารณะ ปรับ 100 บาท รวมจำคุกจำเลยทั้งสองเป็นเวลา 11 ปี 8 เดือน ปรับคนละ 6,100 บาท และให้ริบของกลาง

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้อง สรุปว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 จำเลยทั้งสองฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขับรถกระบะผ่านเส้นทางห้ามสัญจร และมีวัตถุระเบิด, เครื่องวิทยุคมนาคมชนิดมือถือโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังงัดประตูร้านค้าเข้าไปลักทรัพย์รวม 60 รายการ เป็นเงิน 38,251 บาท เหตุเกิดที่แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน, แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กทม.

ศาล พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามวันเวลาที่ฟ้อง มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ห้ามใช้เส้นทางตามที่กำหนด ห้ามชุมนุม แต่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองขับรถกระบะผ่านไปยังด่านตรวจค้นที่เจ้าหน้าที่ตั้ง ด่านสกัดอยู่บริเวณถนนเพชรบุรี เมื่อตรวจค้นพบวัตถุระเบิด มีด ขวาน วิทยุสื่อสาร นอกจากนี้ยังมีบุหรี่ สุรา อาหารแห้ง บัตรเติมเงินโทรศัพท์ ฯ ที่จำเลยทั้งสองลักทรัพย์มาจากร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่จากคำเบิกความของพยานโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ขณะตั้งด่านตรวจค้น มีเจ้าหน้าที่ร่วมจับกุมหลายนาย ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำให้จำเลยทั้งสองได้รับโทษ เชื่อว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้อง พิพากษาลงโทษจำคุกดังกล่าว

นาง จินตนา เอี่ยมละออ ภรรยาของนายประสงค์ มณีอินทร์ จำเลยที่ 1 อายุ 57 ปี กล่าวว่า สามีมีอาชีพเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ปูกระเบื้อง ต่อเติมเล็กๆ น้อยๆ ตามหมู่บ้าน ได้ไปร่วมชุมนุมกับ นปช.เป็นระยะหลังเลิกงาน เนื่องจากเพื่อนบ้านชักชวน ประกอบกับไม่พอใจรัฐบาลเพราะเศรษฐกิจตกต่ำมาก สามีโดนจับกุมวันที่ 17 พ.ค.53 ในช่วงสาย ซึ่งยังไม่มีการประกาศสลายการชุมนุมด้วยซ้ำ ก่อนหน้านั้นได้นอนค้างที่ชุมนุม 1 คืน เมื่อลูกสาวโทรบอกให้กลับบ้านจึงพยายามขับรถกระบะออกจากที่ชุมนุมเพื่อกลับ บ้านเพราะเกรงว่าจะติดอยู่ในวงล้อมทหาร กลับบ้านไม่ได้ จนกระทั่งเจอด่าน ซึ่งมีทหารกว่า 20 นายดักจับกุม ส่วนนายโกวิทย์ แย้มประเสริฐ จำเลยร่วมในคดีเดียวกันนั้น ก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เจอกับสามีในที่ชุมนุม เมื่อรู้ว่าสามีจะกลับบ้านจึงขอติดรถกลับบ้านด้วย

ภรรยา นายประสงค์กล่าวต่อว่า รู้สึกตกใจมากที่สามีถูกจับ ยื่นประกันตัวหลายครั้งก็ไม่ได้รับการประกันตัวและท้ายที่สุดก็ถูกตัดสินโทษ สูงมาก ที่ผ่านมาครอบครัวลำบากเพราะสูญเสียหัวหน้าครอบครัวไป และจากการสอบถามสามี สามีก็ยืนยันว่า ไม่ได้กระทำผิดพกพาอาวุธดังกล่าวหารวมถึงข้อหาขโมยของ แต่ยอมรับว่าวิทยุสื่อสารนั้นเป็นของสามีจริง เพราะสามีเป็นอาสาสมัคร อพปร. ของหมู่บ้านช่วยดูแลสอดส่องเรื่องยาเสพติด ได้รับการอบรมร่วมกับเพื่อนอีก 6-7 คน โดยประธานหมู่บ้านได้ซื้อ “วอ” แจกให้คนละ 1 เครื่องและได้นำติดตัวไปที่ชุมนุมด้วย นอกจากนี้มีดและไม้ที่เจ้าหน้าที่ระบุก็เป็นของสามีจริง แต่เป็นอุปกรณ์ที่เอาไว้ใช้ในการสร้างแบบเทปูนที่ติดรถไว้ ตนทราบดีเพราะเป็นผู้ช่วยสามีในงานรับเหมา

“แกโดนทหารจับไป สน.พญาไท แล้วเขาค่อยเอารถตามไปทีหลัง หลังจากนั้นอีกหลายชั่วโมง เสร็จแล้วก็มาแถลงข่าวบอกว่าเจอของมากมายบนรถ” จินตนากล่าว

“อยาก ให้รัฐบาลรู้ว่า สิ่งที่เขาทำ มันกระทบกับพวกเรามาก วันนี้พอศาลตัดสิน 11 ปี แกก็เสียใจ เขาเป็นห่วงครอบครัวจะลำบาก ลูกๆ ก็ร้องให้ ไม่รู้จะทำยังไง” ภรรยานายประสงค์กล่าวทั้งน้ำตา พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า สามีถูกย้ายไปขังที่จังหวัดลพบุรี 3 เดือน จนลูกสาวขอร้องกับเจ้าหน้าที่เรือนจำว่าครอบครัวยากจน เดินทางมาเยี่ยมจำเลยได้ยากลำบาก สุดท้ายจึงได้ย้ายกลับมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เช่นเดิม

ด้านเบญจ รัตน์ มีเทียน ทนายความของจำเลยทั้งสองคน ให้สัมภาษณ์ว่า จะทำเรื่องอุทธรณ์เร็วๆ นี้ พร้อมระบุว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีหลักฐานที่มีน้ำหนักชัดเจน และการจับกุมโดยทหารก็เป็นไปโดยไม่ชอบตามกระบวนการ แต่สุดท้ายศาลพิจารณาแล้วให้เหตุผลว่าพยานโจทก์น่าเชื่อถือเพราะเป็นเจ้า หน้าที่รัฐ

ทั้งนี้ ในคำฟ้องของโจทก์ระบุรายการของที่พบได้แก่ กระบองไม้ 4 อัน, ไม้หน้าสาม 1 ท่อน, แท่งเหล็ก 6 อัน ขวาน 3 เล่ม หนักสติ๊ก 6 อัน, หนังสติ๊กเหล็ก 2 อัน ลูกแก้ว 180 ลูก, หัวน็อตโลหะ 288 ตัว มีดสั้น 4 เล่ม, คัดเตอร์ 1 เล่ม กระสุนดินเหนียว 1 ถุง, กระสุนโลหะ 6 ลูก ระเบิดปิงปองอันเป็นดอกไม้เพลิงประเภทลูกบอลประทัด 13 ลูก วัตถุระเบิดลักษณะเป็นขวดเครื่องดื่มชู ภายในบรรจุน้ำมันก๊าด 2 ขวด, วัตถุระเบิดเป็นลูกพลาสติกทรงกระบอกสีขาว เส้นผ่านศูนย์กลาง 6 ซม. ภายในบรรจุวัตถุระเบิดแรงต่ำประเภทดินดำ หรือดินเทา 1 ลูก

อัล จาซีรา: สัมภาษณ์ทักษิณ ชินวัตร

ที่มา ประชาำไท

ผู้ สื่อข่าว Wayne Hay จากอัลจาซีรา ได้สัมภาษณ์ทักษิณที่บ้านพักในประเทศดูไบ ต่อประเด็นข้อกล่าวหาในอดีต และการเลือกตั้งที่จะมาถึง รวมถึงแผนการปรองดองสมานฉันท์ระหว่างฝักฝ่าย ถ้าหากเพื่อไทยชนะ ประเทศจะก้าวต่อไปอย่างไร

วานนี้ (26 มิ.ย.) สถานีโทรทัศน์ Al-jazeera ได้เผยแพร่การสัมภาษณ์อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ในรายการ Talk to Jazeera โดยผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่า Wayne Hay โดยได้ซักถามพูดคุยในประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การรัฐประหาร และการปรองดอง ประชาไทจึงแปลบทสัมภาษณ์ดังกล่าวในประเด็นที่สำคัญมานำเสนอดังนี้

อัล จาซีร่า: ในขณะนี้ประเทศคุณก็มาอยู่ในโหมดการเลือกตั้งแล้ว ซึ่งก็เกี่ยวกับคุณเต็มๆ คุณคิดว่าประเทศคุณมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

ทักษิณ: ก็ เพราะว่าการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในปี 2549 เป็นการขัดเจตจำนงของประชาชน โดยทั่วไปแล้วการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นจะกระทำต่อรัฐบาลที่ ไม่ได้รับความนิยม แต่การรัฐประหารในปี 2549 เป็นการขัดขวางเจตจำนงของประชาชน เป็นการรัฐประหารต่อรัฐบาลที่ป๊อปปูลาร์มาก และทำสิ่งที่ดีมากมายให้แก่ประชาชน นี่คือเหตุผลว่าทำไมประชาชนถึงไม่แฮปปี้ ประเทศไทยหลังการรัฐประหารอาจจะดูเหมือนสงบสุข แต่ที่จริงแล้วความไม่พอใจของประชาชนนั้นยังมีอยู่

อัล จาซีร่า: แล้วชีวิตในดูไบเป็นอย่างไร น่าจะเหงามากสำหรับคุณใช่ไหม
ทักษิณ: ผมคิดถึงบ้าน คิดถึงประเทศชาติและประชาชน ในปีแรกนั้นสำหรับผมก็ค่อนข้างยากลำบากหน่อย เพราะรู้สึกเหงามาก แต่ในเดือนถัดมาก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น หลังจากนั้นผมก็ได้กลับบ้านสัก 4-5 เดือน จากนั้นมาผมก็ชินไปแล้ว ผมปรับตัวได้ ผมเป็นคนไฮเปอร์ ไม่ชอบนั่งอยู่เฉยๆ จึงหาอะไรทำเพื่อฆ่าเวลาและทำสิ่งที่มีประโยชน์ในชีวิต

อัล จาซีร่า: คุณบอกว่าคุณปรับตัวได้แล้ว แต่ความจริงคุณก็อยากจะกลับบ้านเหนืออื่นสิ่งใดใช่ไหม

ทักษิณ: สิ่ง ที่สำคัญคือว่า ผมถูกจับอย่างไม่ยุติธรรม ผมจึงต้องการกู้ชื่อเสียงของผมกลับคืนมา ผมอยากช่วยเหลือคนที่ชีวิตต้องเดือดร้อนหลังจากการรัฐประหาร พวกเขาลำบากมาก 5 ปีแล้ว และไม่มีใครสนใจ ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนได้แสดงออกว่าเขาอยากเห็นประเทศเป็นอย่างไรต่อไป

อัล จาซีร่า: ลองกลับไปดูปีที่เกิดรัฐประหารขึ้นบ้าง คุณถูกตัดสินว่าผิดจริงในข้อหาคอร์รัปชั่นเรื่องการใช้อำนาจในทางที่ผิดกับ กรณีชินคอร์ป แต่คุณบอกว่าข้อตัดสินดังกล่าวเป็นการกระทำทางการเมือง ทำไม? คุณคิดว่าใครเป็นคนอยากให้คุณออกไปจากประเทศนี้นัก?

ทักษิณ: หลังจากการรัฐประหาร พวกเขาก็ได้ตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบไปด้วยฝ่ายค้านของผมทั้งนั้นและเขาก็ จับกุมผมโดยไม่มีกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้อง พวกเขาใช้ข้อกล่าวหาและข้อโจมตีของพรรคประชาธิปัตย์มากล่าวหาผม

อัล จาซีร่า: มีคีย์เวิร์ดที่สำคัญคำหนึ่งในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ คือ คำว่า “ปรองดอง” เพื่อให้ประชาชนไทยปรองดอง ทำไมตัวคุณเองไม่ยอมรับผิดเพื่อการปรองดองล่ะ บางทีประเทศอาจจะทำให้ประเทศก้าวหน้าก็ได้

ทักษิณ: ผมพูดว่าขอโทษก็ได้ ใช่ครับ ไม่มีใครที่เพอร์เฟคท์หรอก เมื่อคุณปกครองประเทศเป็นเวลา 6 ปี คุณอาจจะทำอะไรที่ทำให้คนบางส่วนในสังคมไม่ถูกใจก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตยคือเสียงข้างมาก ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งจะเห็นว่าเราชนะมากขึ้นๆ ครั้งที่แล้วเราชนะ 377 เสียง หลังจากนั้นก็ถูกทำการรัฐประหาร จำนวนเก้าอี้ตอนนั้นนับเป็น 76% ของรัฐสภา และอีกอย่างหนึ่งก็คือสิ่งที่ผมได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้ว เกี่ยวกับเรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าผมย้อนเวลากลับไปได้ผมก็คงจะใช้ “ถุงมือกำมะหยี่” มากกว่าใช้ “กำปั้นเหล็ก”

อัล จาซีร่า: แต่ข้อหาและเหตุผลที่การรัฐประหารเกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะการคอร์รัปชั่น คุณยอมรับไหมว่าในสมัยที่คุณมีอำนาจอยู่นั้นมีการกระทำผิดอะไรบ้าง

ทักษิณ: ผม ไม่คิดว่าผมทำอะไรผิดนะ แต่ก็อาจจะมีรัฐมนตรี หรือเจ้าหน้าที่ที่ผมไม่รู้บ้าง เพราะในรัฐบาลของผมนั้นทุกสิ่งทุกอย่างมันไปเร็วมาก ผมอาจจะมองกลับไปไม่พอ อาจมองกลับไปในรายละเอียดไม่ดีพอ และนั่นก็เป็นความผิดของผม แต่ผมก็พยายามจะทำให้ประเทศให้ไปข้างหน้า ที่เข้ากล่าวหาว่าผมคอร์รัปชั่นนั้น ข้อกล่าวหานั้นว่าด้วยการที่ผมโกงเงินของตัวเอง ถ้าคุณฉ้อโกง คุณต้องโกงเงินไปจากรัฐบาล แต่นี่ ผมโกงเงินของผมเอง

อัล จาซีร่า: แต่เขากล่าวหาว่าคุณแก้ไขข้อกฎหมายเพื่อให้ประโยชน์ต่อธุรกิจโทรคมนาคม เพราะคุณเป็นเจ้าของบริษัทชินคอร์ป

ทักษิณ: ไม่ ผมไม่คิดว่าผมทำไปด้วยเหตุนั้น ผมทำไปเพราะ WTO ต่างหาก (องค์การการค้าโลก) เพราะ WTO มีข้อกำหนดให้เราต้องเปิดเสรีโทรคมนามคม เราจึงต้องแก้กฎหมายให้เป็นไปตามนั้น ไม่ใช่เพราะครอบครัวของผมเป็นเจ้าของบริษัทแต่เป็นเพราะ WTO บังคับให้เราทำเช่นนั้น รัฐบาลได้เอาเงินครอบครัวของผมไปเพราะว่าราคาของหุ้นขึ้นในช่วงที่ผมเป็น รัฐบาล ซึ่งหุ้นต่างๆ ในตลาดหุ้นก็ขึ้นเช่นเดียวกัน ทำให้ราคาหุ้นของครอบครัวเราขึ้นตามตลาดหลักทรัพย์ไทยไปด้วย ไม่มีอะไรผิดปรกติเลยแม้แต่น้อยแต่เขาก็ยังเอาเงินของผมไป พร้อมทั้งดอกเบี้ยด้วยต่างหาก มันไม่แฟร์เท่าไหร่ ส่วนตอนนี้ ศาลที่ตัดสินข้อกล่าวหาที่ว่า ก็บอกว่าเป็นโมฆะ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วจะเอาผมเข้าคุกทำไมถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อัล จาซีร่า: คนในชนบทมองคุณเป็นเหมือนฮีโร่นะ คุณคิดว่ามันย้อนแย้งไหมที่คุณเป็นคนที่รวยล้นฟ้า ถึงแม้ว่าจะถูกยึดทรัพย์ไปบ้างแล้วก็เถอะ

ทักษิณ: ผมสร้างมาด้วยตนเอง ผมโตมาในชนบท ผมจึงเข้าใจว่าอุปสรรคของพวกเขาคืออะไร ผมได้หยิบยื่นโอกาสให้พวกเขา นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาถึงชอบผม และผมถึงอยากจะช่วยพวกเขา ผมเองก็ผ่านความยากลำบอกมาเยอะเหมือนกัน ผมจึงอยากช่วยให้พวกเขาลุกยืนขึ้นมา เพราะผมก็ประสบความสำเร็จแล้ว จึงอยากจะช่วยคนอื่น นี่คือความคิดของผม รัฐบาลเอาเงินผมไป ขโมยเงินผมไป ผมไม่ได้ขโมยจากรัฐบาลเสียหน่อย ผมติดลำดับของฟอร์บส์มาก่อนหน้าที่ผมจะเข้ามาเล่นการเมือง ผมเคยมี 2.2 พันล้าน ตอนนี้ทรัพย์สินของผมเหลืออยู่เพียงพันล้าน

อัล จาซีร่า: คุณจะพยายามเอาเงินคืนมาหรือเปล่า

ทักษิณ: ผมไม่เคยคิดในแง่เรื่องส่วนตัวนะ แต่ถ้าจะมีกระบวนการที่จะทำเพื่อช่วยเหลือคนที่ถูกปกครองอย่างไม่ยุติธรรม นั่นก็อีกเรื่อง แต่นั่นไม่เคยเป็นเป้าหมายของผม

อัล จาซีร่า: แต่มนุษย์คนไหนๆ ก็อยากจะได้เงินที่ถูกขโมยไปคืนมามิใช่หรือ

ทักษิณ: แต่บางทีเราก็ต้องบอกว่าปล่อยไปบ้าง ผมไม่สนใจเท่าไหร่หรอก ผมหาใหม่ได้มากกว่านั้น เพราะผมมีธุรกิจเหมืองแร่

อัล จาซีร่า: แล้วทำไมไม่กลับไปแล้วรับโทษจำคุกสองปี ซึ่งป่านนี้ก็คงจะจบไปแล้ว คุณคิดว่าคุณน่าจะเป็นคนที่มีอำนาจในเรือนจำกรุงเทพฯ มากกว่า และได้อยู่กับประชาชนของคุณ แทนที่จะหลบหนีไป?

ทักษิณ: ผม ไม่ได้หลบหนี แต่นี่มันไม่แฟร์ กรณีที่ดินที่ผมถูกตัดสินว่าผิดสองปีนั่น จริงๆแล้วไม่มีอะไรเลย ตามกฎหมายไทย ถ้าคู่สมรสของคุณอยากจะทำข้อตกลง คุณต้องได้รับการยินยอมจากอีกฝั่งด้วย ภรรยาผมซื้อที่ดินอย่างเปิดเผยและถูกกฎหมาย และตอนนั้นศาลก็บอกว่าเธอยังไม่ได้ทำอะไรผิด และเมื่อเธอต้องการคำยินยอมจากผมในฐานะคู่สมรสในการเซ็นสัญญา ศาลก็บอกว่าผมใช้ฐานะของนายกรัฐมนตรีซึ่งผิด มันเป็นเหมือนศาล “มิคกี้เมาส์” เลย มันไม่ใช่กระบวนการตามปรกติ

อัล จาซีร่า: ผู้ชุมนุมเสื้อแดง ไม่ว่าจะดีร้ายอย่างไรก็ตาม ก็มีความเกี่ยวข้องกับคุณ พวกเขาสร้างปัญหาให้กับประเทศไทยมาก ทำให้ดูค่อนข้างแย่ทั้งจากต่างชาติและในประเทศ

ทักษิณ: พวกเขาดูแย่เพราะว่าไม่มีประชาสัมพันธ์ช่วย...

อัล จาซีร่า: พวกเขาดูแย่เพราะมีกลุ่มเสื้อแดงติดอาวุธบทท้องถนนในกรุงเทพต่างหาก

ทักษิณ: พวก เขาติดอาวุธยังไง ใช่ พวกเขาอาจมีรั้วกั้นเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง เมื่อรัฐบาลใช้รถถัง กระสุนจริง และสไนเปอร์เข้ามาสลายการชุมนุม ก็เหมือนกับกัดดาฟีที่ถูกออกหมายจับอยู่ตอนนี้ นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลได้ทำลงไป เขาได้ฆ่าประชาชนไปหลายคน ถึงแม้ว่าประชาชนจะยอมแพ้และเข้าไปอยู่ในวัดแล้ว แต่รัฐบาลก็ยังใช้สไนเปอร์ยิงใส่คน เราไม่อยากเห็นอย่างนั้นอีก เราจึงขอให้มีการปรองดอง เราขอให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวและไม่แตกแยกอีกต่อไป ความแตกแยกนี้มาจากรัฐบาลที่ไม่สามารถชนะได้โดยวิถีทางการเลือกตั้งที่เป็น ประชาธิปไตยต่างหาก

อัล จาซีร่า: เราจะปรองดองกันได้ยังไง จะเห็นว่าคุณก็ยังพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปีที่แล้วด้วยอารมณ์ ข้อเสนอของพรรคคุณคือเสนอให้มีการนิรโทษกรรมสำหรับบุคคลตั้งแต่การรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา คุณจะทำการนิรโทษกรรมให้กับทหารที่ฆ่าผู้ชุมนุมเสื้อแดงด้วยหรือไม่

ทักษิณ: การ นิรโทษกรรมนี้เป็นไปเพื่อทุกฝ่ายที่เกี่ยว ข้อง การให้นิรโทษกรรมฝ่ายเดียวไม่มีประโยชน์ พวกคณะรัฐประหารทำอย่างนั้นไปแล้ว คณะรัฐประหารทำนิรโทษกรรมให้ตัวเอง เราไม่ได้ขอให้มีการนิรโทษกรรมฝ่ายเดียว ถ้าจะให้มีนิรโทษกรรม จะต้องเป็นผลมาจากการปรองดอง ต้องยึดหลักการตรงนั้น และก็ไม่ควรทำจากรัฐบาล ควรจะมีการตั้งหน่วยงานที่เป็นเป็นกลางเข้ามาดูแล

อัล จาซีร่า: คุณกำลังบอกกับคนไทยใช่หรือไม่ว่า ถ้าพรรคคุณชนะ แล้วคุณได้กลับมา คุณจะไม่ทำการแก้แค้นใดๆ กับคนที่ไล่คุณออกจากประเทศ

ทักษิณ: ไม่ เลย ผมไม่เคยคิดจะแก้แค้น แต่ผมคิดจะแก้ไข อะไรที่มันผิดพลาดเราก็ทำการแก้ไข และเราต้องทำให้ประเทศเราก้าวไปข้างหน้า เราเสียเวลามามากพอแล้ว

อัล จาซีร่า: แล้วต่อรัฐบาลที่สั่งให้ฆ่าผู้ชุมนุมล่ะ

ทักษิณ: ประเทศนี้ต้องสมานฉันท์ เราต้องลืมอดีต ถ้าเราลืมไม่ได้ และมัวแต่พูดถึงอดีต เราก็จะก้าวต่อไปข้างหน้าไม่ได้เสียที

อัล จาซีร่า: คุณให้น้องสาวของคุณลงแข่งครั้งนี้ ซึ่งก็ไปได้ดีทีเดียว แต่เธอมีคุณสมบัติอะไรที่จะสามารถบริหารประเทศนี้ได้

ทักษิณ: เธอมีประสบการณ์มากกว่านักการเมืองหลายๆคน ที่ผ่านเธอได้บริหารบริษัทใหญ่ๆ เธอเป็นประธานบริษัทเอไอเอส

อัล จาซีร่า: แต่นั่นมันต่างกับการบริหารประเทศนะครับ

ทักษิณ: ใช่ แต่ถ้าคุณไม่เคยบริหารองค์กรเลยคุณจะเป็นนายกฯ ที่ดีได้อย่างไร จะเห็นว่านายกฯ หลายคนล้มเหลวเพราะไม่เคยบริหารองค์กรมาก่อน

อัล จาซีร่า: คุณบอกว่าคุณไม่อยากเป็นนายกฯ อีกต่อไปแล้ว

ทักษิณ: ไม่รู้ผมจะเป็นไปทำไมเพราะน้องสาวผมก็จะได้เป็นแล้ว ผมน่ะแก่เกินไป

อัล จาซีร่า: แล้วประธานาธิบดีแห่งประเทศไทยล่ะ?

ทักษิณ: อย่า ถามผมอย่างนี้ สำหรับผมมันอันตรายมากรู้ไหม เพราะพวกเขาพยายามกล่าวหาผมเนื่องด้วยความนิยมจากประชาชนที่ผมมี ว่าผมจะเปลี่ยนให้ประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐซึ่งผมไม่เคยคิดเลย อย่าคิดว่าผมทะเยอทะยานเกินไป ผมไม่ใช่เป็นคนทะเยอทะยาน ผมแค่อยากจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จให้เรียบร้อย นั่นคือนิสัยของผมในฐานะนักธุรกิจ การเป็นนายกฯ เป็นเพียงพาหนะหนึ่งที่ทำให้ผมได้ทำประโยชน์ต่อบ้านเมืองและประชาชน ไม่ใช่เพราะผมหมกมุ่นอยู่กับตำแหน่งหรืออะไร ไม่ล่ะ ไม่ใช่ผม

อัล จาซีร่า: มันก็เป็นประเด็นที่อ่อนไหว แต่ก็เป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ว่าผู้สนับสนุนคุณที่เป็นเสื้อแดงนั้นต่อต้านสถาบันกษัตริย์...

ทักษิณ: ไม่ ไม่ใช่ผม ไม่ใช่นโยบายของผม อย่างที่คุณรู้ ในเสื้อแดงเองก็มีหลายส่วน ซึ่งบางส่วนผมก็ไม่สามารถโน้มน้าวได้ แต่ส่วนใหญ่ผมก็ยังโน้มน้าวได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

อัล จาซีร่า: พรรคคุณก็กำลังไปได้ดีในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ทำไมคุณถึงคิดว่ากองทัพจะยอมให้คุณจัดตั้งรัฐบาล เมื่อนึกถึงว่าพวกเขาพยายามอย่างมากเพื่อกำจัดทักษิณ ชินวัตร

ทักษิณ: ทำไม คุณไม่ไปถามทหารล่ะ ถ้าคุณคิดว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตย คุณต้องเคารพในการตัดสินใจของประชาชน ไปถามกองทัพ อย่ามาถามผม

อัล จาซีร่า: คุณได้พูดคุยกับทางกองทัพบ้างไหมเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล

ทักษิณ: ไม่ แต่ถ้าคุณจัดงบประมาณให้มีการเลือกตั้ง แต่คุณไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน คุณไม่ต้องให้มีการเลือกตั้งเลยดีกว่า ถ้าอยากให้ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลต่อไปเรื่อยๆ ก็แก้ไขรัฐธรรมนูญเอาก็ได้

อัล จาซีร่า: ถ้าคุณคิดว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใส่ และกองทัพจะเข้ามาเกี่ยวพัน คุณจะทำอะไรต่อไป

ทักษิณ: เรา เล่นตามกฎกติกา ถ้าเราชนะเราก็ชนะ ถ้าเราแพ้เราก็แพ้ แต่เราขอเพียงแค่ให้มีการเลือกตั้งที่เสรีและโปร่งใส นี่เป็นขั้นตอนแรกของการปรองดอง ถ้าขั้นตอนแรกนี้ถูกบิดเบือนเพื่อทำลายการเลือกตั้งเสียแล้ว ประเทศอื่นๆ จะมองเรายังไง

อัล จาซีร่า: คุณจะยอมรับผลการเลือกตั้งไหม หากมันไม่เสรีและยุติธรรม

ทักษิณ: อย่าถามผม คุณต้องไปถามประชาชนชาวไทย ผมอยู่ด้านนอก แต่ถ้าถามในฐานะพรรคการเมือง เราเล่นตามกฎกติกา แต่ถ้าเขาไม่ทำตามกฎ เราก็จะประท้วงในกรอบของกฎหมาย

อัล จาซีร่า: คุณได้ทำการตกลงกับทางกองทัพและฝ่ายอื่นๆว่าจะอนุญาตให้คุณได้กลับบ้าน

ทักษิณ: ไม่ ไม่ ผมบอกน้องสาวผมไปแล้วว่าอย่าเป็นห่วงผม เราต้องทำให้เกิดการปรองดองให้ได้ และให้เกิดผล และถ้าผมสามารถกลับไปเนื่องจากการเลือกตั้งและการปรองดอง ผมก็ยินดีที่จะกลับ ไม่ต้องห่วงหรอกเพราะผมก็สบายที่นี่แล้ว

อัล จาซีร่า: การที่คุณได้อยู่ในตะวันออกกลาง คุณเห็นความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง อย่างการลุกฮือของประชาชน คุณคิดว่ามีบทเรียนอะไรสำหรับประเทศไทยหรือไม่

ทักษิณ: ในหลายๆ ประเทศมีการลุกฮือของประชาชนเพราะรัฐบาลไม่สนใจประชาชน ดังนั้นคุณจึงไม่ควรทอดทิ้งประชาชน คุณควรจะหยิบยื่นความหวังและโอกาสให้กับประชาชน ถ้าคุณไม่มีหวังและโอกาสให้ประชนชนล่ะก็ ความอดทนมันก็มีขีดจำกัดของมันนะ ในประเทศไทยก็เหมือนกัน ในรัฐบาลไทยรักไทย เราได้ให้ความหวังและโอกาส และการรัฐประหารก็ทำลายมันลง ผมบอกให้คุณมั่นใจได้เลยว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นเรื่องของประชาชน และความคิดของเขาต่ออนาคตที่อยากเห็น ผลที่ออกมาจะเหลือเชื่อมาก พวกเขาคงจะเข้าใจมากขึ้น...

สามารถดูคลิปดังกล่าวได้จาก Talk to Al-Jazeera: Thaksin Shinawatra

ป่วนกระแส โดย บุญชิต ฟักมี : ตอน โลกต้องตะลึง ! หากไร้ซึ่งมรดกไทย !

ที่มา ประชาไท

บุญชิต ฟักมี

ขอ อนุญาตใช้พื้นที่เล็กๆน้อยๆ ตรงนี้สวัสดีท่านผู้อ่านประชาไทออนไลน์สำหรับครั้งแรกประเดิมคอลัมน์ ครับ ผม บุญชิต ฟักมี จะมาเสนอคอลัมน์เบาๆ เรื่องเล่าแนวตลกร้ายล้อเลียน “กระแส” ทั้งหลายที่เกิดขึ้นรอบตัวในสังคมแต่ละสัปดาห์ บนพื้นที่ของเว็บประชาไท

หรือ พูดกันง่ายๆ สำหรับท่านที่เคยอ่านคอลัมน์ “ตีความตุลากวน” ที่เคยเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และเวบไซต์ของเครือหนึ่ง นั่นแหละครับ – เราย้ายมาเปิดกันที่นี่

เริ่มเลยดีกว่า...

จากข่าวการถอนตัว จากภาคีมรดกโลกของรัฐมนตรี “รักษาการ” ผู้กลายเป็นฮีโร่ของพวกไม่ชอบทำบุญปล่อยสัตว์ไปเรียบร้อยแล้ว สร้างความตะลึงตึ่งตึ๊งไปทั่วโลก โอ๊ะโอ้ว อย่าว่าแต่ประชาคมโลกเลยว่ะครับ - ตูก็ตะลึงเหมือนกัน, เพื่อนฝูงหลายคนของผมโอดโอยโวยวายกันในเฟซบุ๊ก

แต่ ก็กระนั้นอย่ากระนี้ เราๆ ท่านๆ มักจะถูกนินทาว่า เป็นพวกก้าวหน้า ลิเบอรัลบ้าง คลั่งฝรั่งไม่รู้จักสังคมไทยบ้าง เราจะเอามาตรฐานแบบเราๆท่านๆ มาตัดสินได้ยังไง ไปถามคนไทยทั้งประเทศดูหรือยัง

ไปป้ะ ! เราไปสัมพลาดประชาชนคนไทยดูกัน ว่าสะดุ้งมะ กับการที่ท่านรัฐมนตรี “รักษาการ” ได้ถอนประเทศไทยออกจากภาคีมรดกโลก พวกเรารู้สึกอย่างไรกัน

.............................................................

“ไม่แคร์ฮ่ะ” สาวสปาแถวสีลมให้การ “พี่ทราบไหมคะว่า มรดกโลกในมือพวกหนูเนี่ย ไม่มีใครเหมือน ฝรั่งญี่ปุ่นยุ่นแขกจากไหนมา ก็ต้องร้องเรียกหา “ไทยมาสสาจ” กันทั้งนั้น จะนวดสวีดิชหรือนวดไหนๆ ก็ไม่มีทางสู้ เพราะของเรามี “สเปเชียล”หรือ “แฮปปี้เอนดิ้ง” จัดให้ก่อนจบ เรียกว่า ไปกันโล่งตัวเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่ผู้ชายนะคะ ผู้หญิงก็มีนวดจุดซ่อนเร้นผ่อนคลายด้วย ไม่นับที่ตรงไปตรงมา อย่างนวดพริตตี้นวดกษัย หนูไม่เคยไปเมืองนอกหรอกนะฮะ แต่หนูมั่นใจว่า ที่ไหนในโลกนี้ไม่มีแน่ ห้าสิบหกสิบดอลล่า ได้สาวน้อยน่ารักวัยมหาลัยมา “จับเส้น” ให้เป็นพิเศษ ว่าแต่…ตกลงวันนี้ คุณพี่จะ “สเปเชี่ยล” ไหมคะ”

ผมไม่บอกคุณหรอกนะ...

............................................................

“ไม่มีที่ไหนเหมือนเมืองไทยอีกแล้วครับ” นายพันคนหนึ่งให้การ “ที่อื่น เขามีแต่รถพุ่งชนคน แต่ที่นี่ คนกระโดดให้รถพุ่งชน

ผมเผ่นตั้งแต่ตอนที่พี่แกสตาร์ทรถ

.............................................................

คนตายหลีกเลี่ยงความเสียหายได้ แต่ก็ไม่ทำครับ” ฆาตกรคนหนึ่งหลั่งน้ำตาพูดกับผม “เขาสามารถหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้องไม่เจ็บ ไม่ตาย แต่เขาก็ไม่เชื่อ ตอนนั้นผมไปปล้นบ้าน ถือปืนเข้าไป ก็เห็นๆนะครับ ว่าผมมีปืน ก็ไม่ยอมหนีออกจากบ้าน ผมยิงขึ้นฟ้าก็แล้ว เขาก็ยังไม่ยอมหนี ทั้งที่เขาหลีกเลี่ยงการสูญเสียได้ แต่เขาไม่ทำเลย ทำไมเขาช่างอำมหิต เขาอ้างว่าเขามีสิทธิในบ้านที่เขาอาศัยอยู่ เขาไม่ยอมถอย เอาชีวิตตัวเองและคนในบ้านต่อรอง ในที่สุด ผมก็เลยต้องยิ้งทิ้งล้างโคตรทั้งบ้าน”

ว่าแล้วก็พี่ฆาตกรก็ร่ำไห้ “เนี่ย ในที่สุดก็มีคนตาย เจ้าของบ้านผิดจริงๆครับ ผิดที่ไม่ยอมหนีลูกกระสุนผม เนี่ย เล่นเอาผมร้องไห้ทั้งคืนเลยนะ

“แล้วพี่ไม่ต้องขึ้นศาลถูกดำเนินคดีเหรอครับ”ผมถามเบาๆ

“คุณคุยกับทนายผมดีกว่า”

“นี่แหละครับ มรดกไทยที่คุณถามหา” พี่ทนายเสริม “ในประเทศไทย ขับรถชนคนตายโดยประมาท หรือฆ่าคนตายเพราะบันดาลโทสะ เราสามารถร้องขอต่อศาลเพื่อรอการลงโทษได้ ระหว่างนั้นก็ประกันตัวออกมาเดินเล่นสู้คดีได้เป็นปีๆ แต่ถ้า “คดีหมิ่นประมาทพิเศษ” นี่ คุกอย่างเดียวครับ ไม่มีประกัน ไม่มีรอ คดีหมิ่นอะไร อย่าให้ผมพูดเลยครับ ผมก็กลัว แต่นี่แหละครับ มรดกกระบวนยุติธรรมไทย ไม่มีที่ไหนในโลก”

พี่ก็กลัวผมก็กลัวนะ แสรดดด

.............................................................

มรดกไทย เรื่องหนึ่ง คือการรับปริญญาอย่างไทยๆค่ะ” บัณฑิตสาวซ้อมรับปริญญาหลบมุมมาซับมันพลางคุยกับผม “มีที่ไหนในโลกคะ ที่การรับปริญญาเป็นประเพณีศักดิ์สิทธิ์ มีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินมาพระราชทานให้เรา มีครุยศักดิ์สิทธิ์ที่รับปริญญาเสร็จเอาไปบวชนาคต่อได้ นี่แหละค่ะ มรดกไทยเราที่ไม่ต้องง้อรอให้ใครมาประกาศเป็นมรดกโลก”

“อุ๊ย พี่ๆคะๆ เด๋วหนูขอมุมนี้นะ แผลงกิ้งบนบันไดนาค !” หญิงสาวกวักมือเรียกช่างภาพของเธอ ก่อนที่จะไปทำท่าตัวแข็งแกล้งตายบนบันไดนาคของตึกเก่าแก่ของมหาวิทยาลัยแสนศักดิ์สิทธิ์ของเธอ

“เลวิเตชั่นด้วยไหมครับ” ช่างภาพของเธอถาม เขาหมายถึงการถ่ายภาพลอยตัวกลางอากาศด้วยเทคนิคชัตเตอร์ความเร็วสูง

“อัน นั้นไว้รอเพื่อนๆ มาครบๆ แล้วไปเลวิเตชั่นกันทีเดียวหน้าหอประชุมเลย ว่าแต่พี่ว่าหนูไปพับเพียบที่ไหนดี”ประโยคสุดท้ายเธอหันมาถามผม

.............................................................

ถาม คนไทยมามากแล้ว ขอถามฝรั่งสักคน ผมไปยืนอ่อยเหยื่อหน้าวัดพระแก้ว รอถามฝรั่งคนหนึ่ง บังเอิญพี่แกเป็นพวกโอตาคุประเทศไทย จบเอกไทยในประเทศที่เขาอยู่ เลยพอจะพูดไทยได้นิดหน่อย เลยขอคุยเป็นภาษาไทย ซึ่งก็ดี เพราะผมฟังภาษาฝรั่งใช่จะรู้เรื่อง

“ผมชอบเมืองไทยนาครับ มาบ่อย ปีละสองสามครั้ง” เขายิ้ม “ชอบหมดเลย อาหารไทย นวดไทย (แฮปปี้เอนดิ้งด้วยไหม ? - เขาหัวเราะแฮะๆ) อากาศร้อนไปหน่อย แต่ก็ได้บรรยากาศพิเศษ ไทยถอนตัวจากมรดกโลก ? น่าเสียดายนะ แต่มันก็จริงว่า เรามาเที่ยวไม่ได้ดูป้ายหรอก เรามาเมืองไทยเพราะเมืองไทยไม่มีที่ไหนเหมือน - นี่ไงคุณ”เขาชี้ให้ดูป้ายหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง “คนไทยเสียราคานึง ฝรั่งเสียแพงกว่า แต่ที่เด็ดและ โ-ค-ต-ร จะ ไ-ท-ย คือ ราคาไทยที่แพงกว่าน่ะ เขียนเป็นภาษาไทยและเลขไทยครับ ผมอ่านเลขไทยออก เห็นครั้งแรกหัวเราะก้ากเลย เคยแกล้งทำมั่วจ่ายเงินเท่าจำนวนที่เขียนเป็นเลขไทย คนเก็บตั๋วโวยใหญ่เลย โนๆๆๆ ฝรั่งไพร้ซ์มัสมอร์เอกซ์เพนซีฟว์ ฮ่าๆๆ” เขาหัวเราะเสียงดัง “คุณเคยไปพิพิธภัณฑ์ในเมืองนอกบ้างไหม ? ลูฟว์ ? คุณก็จะรู้ว่าที่นั่น จีน เกาหลี ฝรั่งเศส อังกฤษ อินโด นิวกินี เสียเท่ากันหมด ถ้าลดราคาตอนเย็นๆหรือบางวัน ก็ค่อยว่ากัน แต่ไม่มีใช่ไหม ราคาฝรั่งเศส ราคาต่างชาติ”

“ตุ๊กตุ๊กที่ฝรั่งชอบนั่งนี่ก็มรดกไทยครับ และมันเวรี่ไทย คือ หลายคันจะพยายามพาคุณไปซื้อเพชรโดยบอกว่า เป็น คิงเบิร์ดเดย์หรือวันสำคัญอื่นๆ แล้วชี้ไปที่ป้ายเฉลิมพระเกียรติที่มีอยู่ทุกถนน แล้วพยายามบอกเราว่า วันนี้เพชรลดราคาเป็นพิเศษ แม้ว่าจะเป็นเดือนกันยายนก็ตาม - กันยาลดราคาเพชร อะไรแบบนี้”

“แล้วผมก็ขอพูดเรื่อง .… หน่อย” เขากำลังบ้าน้ำลาย แต่ผมเดินออกมาก่อน เขาเลยพูดไล่หลังว่า “ เอ้อ คุณ ไอ้โหวตโน โนแอนนิมอลทูพาเลียเม้นต์ นี่มันอะไรกัน”

.............................................................

ผมจึงเดินไปถามอาซิ่มร้านการ์ตูนเจ้าประจำ ที่ติดสติ้กเกอร์ “ตบโหลกนักการเมือง” “อย่าปล่อยสัตว์เข้าสภา” ไว้เต็มหน้าร้าน

“โอ้ย ซิ่มไม่โหวตโนแล้ว ซิ่มจะโหวตให้ฮีโร่ของเรา ฮีโร่ที่ไม่ทำให้ไทยเสียดินแดน”

“ไหนว่านักการเมืองเลวเหมือนกันหมด จะไม่ปล่อยสัตว์เข้าสภาไง” ผมกวนตีน

“แหม ปล่อยสักตัว เอ๊ย สักคน จะเป็นไรไป ปากเสียงของพวกเรา”

เจ๊แกยิ้มราวกับได้ชัยชนะของคนไทยทั้งประเทศ ก่อนปลดสติ้กเกอร์โหวตโนรูปตัวเหี้ยทิ้งลงในถังขยะ.

ปลัดกทม.แจงคลิปเลือกตั้งนอกคูหาเป็นเพราะผู้ใช้สิทธิตัวใหญ่เข้าคูหาไม่ได้

ที่มา ประชาไท

ยัน เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งจะไม่อนุญาตให้ทำคะแนนนอกคูหาเด็ดขาด แต่กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเพราะผู้ที่มาใช้สิทธิ์เป็นคนรูปร่างใหญ่ ไม่สามารถกาบัตรในคูหาที่มีขนาดเล็กได้ เจ้าหน้าที่จึงอนุโลมเป็นกรณีพิเศษ แต่ก็มีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด





ตามที่มีข่าว การเผยแพร่คลิปลงในเว็บไซต์ยูทิวป์เป็นภาพในเขตเลือกตั้งล่วงหน้าที่เขต พญาไท โดยมีผู้ลงคะแนนนอกคูหา จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันนั้น (อ่านข่าวก่อนหน้านี้)

ล่าสุด วันนี้ (27 มิ.ย.) นายเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์ ปลัดกรุงเทพมหานคร ชี้แจงลงในเว็บไอเอ็นเอ็นว่า กรณีที่มีข่าวเผยแพร่ออกไปว่า มีเจ้าหน้าที่อนุญาตให้ประชาชนกาบัตรเลือกตั้งนอกคูหาได้นั้น ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง และไม่มีการอนุญาตให้ทำอย่างเด็ดขาด แต่ภาพที่ปรากฏเป็นข่าวในเขตพญาไทนั้น เนื่องจากว่า ผู้ที่มาใช้สิทธิ์เป็นคนรูปร่างใหญ่ และไม่สามารถกาบัตรในคูหาที่มีขนาดเล็กได้ เจ้าหน้าที่จึงอนุโลมเป็นกรณีพิเศษ แต่ก็มีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด

ลูกศิษย์ อ. สุรชัย แซ่ด่าน ร่อนจดหมายถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ หลังสุรชัยประกาศอดอาหารประท้วงในคุก

ที่มา Thai E-News

สืบเนื่องมาจากรายงานข่าวด่วน อาจารย์สุรชัย แซ่ด่านประกาศอดอาหารในคุก หลังจากถูกเจ้าหน้าที่เรือนจำกลั่นแกล้งไม่ให้ทานอาหาร

ภาย ในไม่กี่ชั่วโมงที่ข่าวนี้แพร่ออกไป ลูกศิษย์อาจารย์สุรชัย ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่ที่กลั่น แกล้ง อ. สุรชัย พร้อมทั้งเรียกร้องให้กรมราชทัณฑ์ปฏิบัติกับอาจารย์ตามหลักการสิทธิมนุษยชน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 มิถุนายน 2554



เรียน อธิบดีกรมราชทัณฑ์

จาก กรณีนายสุภาพ แสงนิล เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้ยึดอาหารเย็นในวันที่ 24 มิถุนายน 2554 ของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ โดยที่ไม่ให้นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ผู้ต้องหาฐานความผิดตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 ได้รับประทานอาหารเย็นนั้น เป็นเหตุการณ์ที่ยังความสะเทือนใจมาถึงประชาชนที่รักและศรัทธานายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์เป็นอย่างมาก เนื่องจากสาเหตุดังนี้

1.นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ไม่ได้กระทำความผิดตามกฏระเบียบข้อบังคับของเรือนจำแตอย่างใด

2.นาย สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ป่วยด้วยโรคประจำตัวทั้งโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และมีความชราภาพ หากไม่ได้รับประทานอาหารเย็น ก็จะมีผลต่อการรับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยนั้นๆได้ และอาจเป็นสาเหตุทำให้อาการเจ็บป่วยกำเริบได้

3.การไม่ให้ผู้ต้องหา ที่โดนกักขังอิสรภาพภายในเรือนจำไม่ได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และครบทุกมื้อตามหลักโภชนาการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงในการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขัง รวมทั้งเป็นการไม่ถูกต้องตามหลักสากลที่อารยประเทศได้ปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง นี่ยังไม่รวมไปถึงความแออัดภายในเรือนจำที่ส่งผลถึงสุขภาพพลานามัยของผู้ ต้องขัง อันจะนำไปสู่การแพร่เชื้อโรคซึ่งในบางรายก็ทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจจะต้องให้นักสิทธิมนุษยชนเข้ามาตรวจสอบ

จากสาเหตุ ดังกล่าว "กลุ่มราษฎร" ในฐานะของประชาชนที่เห็นการปฏิบัติที่ต่ำทรามจากเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานคร ในความปกครองของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ต่อนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ซึ่งไม่อาจรับได้ เพราะเป็นการละเมืดสิทธิมนุษยชนและไม่มีมนุษยธรรม จึงขอเรียกร้องต่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์ดังนี้

1.หากเรือนจำฯไม่มีนโยบาย ในการยึดอาหารเย็นของผู้ต้องขัง ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้ลงโทษทางวินัยนายสุภาพ แสงนิล เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เนื่องจากลุแก่อำนาจ ปฏิบัติหน้าที่ในทางมิชอบ ใช้ความคิดเห็นส่วนตัวในทางการเมืองที่แตกต่างมาตัดสินใจยึดอาหารเย็นของนาย สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

2.เรียกร้องให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กวดขันการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เรือนจำต่อ"นักโทษทางการเมือง" ให้ดีและดีเยี่ยมตามสิทธิของผู้ต้องขัง เนื่องจากประชาชนไม่มีความมั่นใจในการปฏิบัติตัวของเจ้าหน้าที่เรือนจำต่อ นักโทษทางการเมือง และมักจะได้รับทราบข่าวว่านักโทษทางการเมืองเหล่านี้ โดนกลั่นแกล้ง หรือในบางรายโดนทำร้ายร่างกาย ทั้งนี้หากพบว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำในความปกครองของท่านได้ปฏิบัติมิชอบต่อ นักโทษทางการเมือง ประชาชนที่เห็นพ้องกันจะรวมตัวเรียกร้องต่อนักสิทธิมนุษยชนทั่วโลกให้เขามา ตรวจสอบ รวมทั้งจะดำเนินการเพื่อเอาความผิดทางวินัยของท่านและเจ้าหน้าที่ท่านนั้น อย่างถึงที่สุด

3.เรียกร้องให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ดูแลด้านสุขภาพ พลานามัยของผู้ต้องขัง โดยเฉพาะนักโทษทางการเมือง ให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดีถึงดีเยี่ยมตามหลักสิทธิมนุษยชน

จึงเรียนมาเพื่อทราบและโปรดดำเนินการตามข้อเรียกร้อง

ด้วยความเคารพ
กลุ่มราษฎร
28 มิถุนายน 2554

* * * * * * * * *

เสียงจากคุก 12

รายงานข่าวด่วนของ อ.สุรชัย แซ่ด่าน
สุรชัย ประกาศอดอาหารประท้วงกลางคุก


วันนี้ เวลา 11.20 น. อ.สุรชัย แซ่ด่าน หรือ ด่านวัฒนานุสรณ์ ประกาศจะอดอาหารประท้วงกรมราชฑัณฑ์ เนื่องจากเมื่อวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน เวลาเย็นทางเจ้าหน้าที่เรือนจำได้ยึดอาหารของ อ.สุรชัย ซึ่งเป็นผู้ป่วยและคนชราทำให้ไม่ได้รับประทานอาหารตามที่แพทย์สั่ง

เรือน จำพิเศษกลางกรุงเทพมหานคร อ.สุรชัย ในชุดผู้ต้องขังสีฟ้า พบปะพูดคุยกับผู้เข้าเยี่ยมจำนวนเกือบร้อยคนที่ห้องเยี่ยมผู้ต้องขังห้อง 9 และ อ.สุรชัยกล่าวกับผู้เยี่ยมและนักข่าวว่า “เมื่อวันศุกร์ตอนเย็นเจ้าหน้าที่เรือนจำชื่อนายสุภาพ แสงนิล ยึดอาหารนักโทษ ซึ่งเป็นของผมและผมต้องนำไปกินในห้องผู้ต้องขังทำให้เย็นนั้นผมไม่ได้กิน ข้าว” อ.สุรชัยยังกล่าวต่ออีกว่า “การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะตนเองไม่ได้ทำผิดกฎระเบียบของเรือนจำแต่อย่างใดทั้งสิ้น กรมราชฑัณฑ์ต้องออกมารับผิดชอบ การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ถือว่าเป็นการกระทำโดยมิชอบและเป็นการกลั่น แกล้งผู้ต้องขัง เพียงแค่การเป็นเสื้อแดง”

อ.สุรชัย ยังกล่าวต่ออีกว่า “ตนเองเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน และเป็นคนชรา จำเป็นต้องกินอาหารมากกว่าปกติ แต่นายสุภาพ แสงนิล เจ้าหน้าที่เรือนจำกลับยึดอาหารดังกล่าว นายสุภาพเป็นชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชเช่นเดียวกับตน แต่ไม่ชอบเสื้อแดง จึงกระทำดังกล่าว”

อ.สุรชัยประกาศว่า “ถ้าหากไม่ได้รับความเป็นธรรม ตนจะอดอาหารประท้วงต่อการกระทำดังกล่าวของกรมราชฑัณฑ์”

รายงานจากเรือนจำพิเศษกลางกรุงเทพมหานคร
เวลา 11.20 น.
27 มิย. 54

Monday, June 27, 2011

เบื้องลึกเอกสารร้อนหลุด ทหารไม่ตายเดี่ยว

ที่มา Thai E-News

สาระ สำคัญของเอกสารที่ทหารเขียนในวารสารเสนาธิปัตย์ คือดึงเอาผู้สั่งการคือรัฐบาล(ซึ่งไปๆมาๆจะลากผู้อยู่เบื้องหลังมาด้วย)มา ร่วมรับผิดชอบ ไม่ใช่ตัดตอนโยนความผิดในการสังหารให้แค่ระดับผู้ปฏิบัติ คือเหล่าสไนเปอร์ และหน่วยทหารระดับพื้นที่ทั้งหลาย

แต่เมื่อพลิกธรรมนูญกรุงโรม สำหรับศาลอาญาระหว่างประเทศมาดูแล้ว โดนทั้งหมดเป็นพวงแน่ โดนมาตราไหนมั่ง มาดูกัน...

โดย Pegasus
27 มิถุนายน 2554

กองทัพบกได้มีเอกสารเป็นทางการเรื่องการสลายการชุมนุมเ ผยแพร่ในวารสารเสนาธิปัตย์ของกองทัพบกเอง

แม้ว่าจะออกตัวว่า เป็นความเห็นส่วนตัวก็ตาม ซึ่งก็หมายถึงเป็นคำให้การอย่างเป็นทางการได้เป็นอย่างดี

เข้ากับหลักการพิจารณาคดีว่า หลักฐานที่เป็นวัตถุพยานนั้นมีความน่าเชื่อถือกว่า พยานบุคคล และพยานแวดล้อม สำหรับในคดีอาญา

บทความนี้ก็จะขอถือโอกาสว่าความตามคำแถลงของฝ่ายจำเลยคือกองทัพบกและแน่นอน รวมศอฉ.เข้าไปด้วยเฉพาะที่เกี่ยวกับการกระทำอาชญากรรมในคราว 19 พฤษภาคม 53 ที่ราชประสงค์ว่า เข้าองค์ประกอบความผิดใดๆ หรือว่าคำแถลงนั้นทำให้จำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์

ส่วนรายละเอียดคำแถลงนั้นโปรดอ่านด้านล่างนี้ เป็นเอกสารต้นฉบับลิ้งค์นี้


Lesson 7

การว่าความในครั้งนี้ จะอ้างถึงมาตราที่ระบุองค์ประกอบความผิดตามธรรมนูญกรุงโรม สำหรับศาลอาญาระหว่างประเทศซึ่งไทยกำลังจะให้สัตยาบัน หลังจากฝ่ายประชาธิปไตยได้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติมาหลังการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคมนี้

เพราะไม่ว่าจะมีการโกงกันขนาดไหนก็ตามคลื่นของมหาชนก็ยังเพียงพอที่จะชนะได้อยู่ดี จะมากจะน้อยแค่นั้นเอง

ส่วนเหตุผลที่ไม่ได้นำมาตราในคดีอาญาของไทยมาว่ากัน ก็เพราะเห็นว่าการนำคดีนี้ขึ้นสู่ศาลไทย ก็จะมีฝ่ายเหลือง ฝ่ายทหาร ออกมากล่าวหาศาลสถิตยุติธรรมไทยได้ว่าไม่ยุติธรรม

ดังนั้นการใช้คนนอก คนที่ไม่มีส่วนได้เสียกับสังคมไทยตัดสินคดี ดูจะทำให้เกิดการยอมรับ และทำให้เกิดการปรองดองได้ด้วยหลักนิติธรรม

ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลับเข้าสู่ระบบปกติใครที่ไม่เกี่ยวข้องก็ทำมาหากินไป ใครเกี่ยวข้องทั้งๆที่รู้กฎหมายอยู่แล้วก็รับโทษซึ่งคงเป็นคนส่วนน้อยของ สังคม ประเทศไทยก็จะก้าวเดินต่อไปได้

ก่อนอื่นขอสารภาพว่า เมื่อเห็นเอกสารดังกล่าวแล้ว บังเกิดความรู้สึกสงสารประเทศไทยเป็นอย่างยิ่งที่ทหารไทยมีความคิดตื้นเขิน และเห็นชีวิตประชาชนเป็นเรื่องผักปลาได้ขนาดนี้

ไม่น่าเชื่อว่ามีจิตใจที่โหดเหี้ยม อำมหิตกันได้ถึงขนาดนั้น ยิ่งเห็นตอนท้ายบอกว่าบรรลุชัยชนะ บนซากศพของประชาชนด้วยหลักของซุนวูแล้ว อยากจะถามว่า หลักการที่ว่านี้เข้าหลักกลยุทธ์ข้อไหนของซุนวูทั้ง 36 กระบวนศึก

แนวคิดของซุนวูที่ เหมา เจ๋อ ตุง นำมาประยุกต์เป็นแม่บทในการปฏิวัติประเทศนั้นมีหลักคิดที่ได้ยินอยู่เสมอว่า ประชาชนคือน้ำพรรคคอมมิวนิสต์คือปลา ถ้าประชาชนไม่เอากับพรรคฯ ก็ล่มสลาย หรือคำพูดที่ว่า ยิ่งตี ยิ่งโต ก็มาจากพื้นฐานแนวคิดของซุนวูทั้งนั้น

เรื่องนี้ไม่ทราบจะเป็นเรื่อง โอละพ่อเหมือนกรณี บทกลอนของโฆษกของทหารท่านหนึ่งที่บอกว่าทหารเรียนกันและมาจากพระราชนิพนธ์ ร.6 แต่แท้จริงแล้วเป็นของคุณนเรศ นโรปกรณ์ นักคิด นักเขียนฝ่ายซ้ายของประชาชนคนธรรมดานี่เอง

ก็ขอไว้แค่นี้ก่อนสำหรับความรู้สึก

ในด้านการนำเสนอของทหาร ถามว่าออกมาตอนนี้ทำไม คำตอบง่ายๆคือ ตอบโต้พรรคการเมืองบางพรรคที่ว่าเมื่อภารกิจสำเร็จ ก็ให้มีการทำสำนวนคดีทหารที่ไปยิงประชาชนตายไว้เรียบร้อยสมบูรณ์ เข้าทางเพื่อนเขี้ยวลากดิน

ครั้นจะทำรัฐประหารยึดอำนาจ เพื่อนก็ทำให้ประชาชนลุกขึ้นมาเต็มบ้านเต็มเมืองเพราะโชคดีได้ผู้นำเด็กอม มือ แทนที่จะมีเฉพาะเสื้อแดง กลับมีคนที่อดอยาก หิวโหย โกรธแค้น เพราะเรื่องเศรษฐกิจอีกกว่าค่อนประเทศออกมาอยากเลือกตั้ง

สถานการณ์ใกล้เคียงการปฏิวัติฝรั่งเศสกับรัสเซียเต็มแก่ พลาดพลั้งไปจะหมดทั้งแผ่นดิน ถ้าจะถามว่าตอบโต้ยังไง ก็หลังจากเพื่อนพรรคการเมืองนั้นไปบอกทุกหนแห่งว่า “หนูไม่รู้” ทหารก็ร้อนตัวสิครับ กลายเป็นผู้ผิดคนเดียวอยู่เต็มๆ ยังไม่รวมผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหลายก็พลอยทำเป็นไม่รู้ ไม่เห็น ไปด้วย

ดังนั้นเอกสารสำคัญนี้มุ่งจะทำอยู่สองสามประการคือ ดึงคณะกรรมการใน ศอฉ.ออกมาร่วมรับผิดชอบทั้งหมด ทั้งยังบอกไว้อย่างเคลือบแคลงแต่ก็ชัดแจ้ง(ทหารเดี๋ยวนี้ทำไมทำตัวเหมือนพรรคการเมืองไปเสียแล้ว...ชักพูดไม่ตรงไปตรงมา เก่งขึ้นทุกวัน) ว่า กรณีการใช้คำสั่งว่ากระชับพื้นที่นั้นเป็นคำพูดที่สวยหรู ทำให้ดูดี แต่ก็ยังเผลอ หรือตั้งใจบอกไว้อีกว่า ก็คือการสลายการชุมนุมนั่นเอง

ผนวกกับเรื่องที่ว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งการให้มีการสลายการชุมนุมอย่างแน่นอน ดังคำอ้างในเอกสารนั้น(ในเครื่องหมายคำพูดและตัวเอน)ว่า

”นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม ศอฉ. ในวันที่ 12 พฤษภาคม ให้ฝ่ายทหารเริ่มต้นปฏิบัติการตามแผนยุทธการที่วางไว้”

"นอกจากนั้นยังระบุด้วยว่านโยบายรัฐบาลชัดเจนมาตลอดที่จะใช้มาตรการทางทหาร กดดันม็อบกลุ่มนปช. ความชัดเจนก็คือนโยบายกระชับวงล้อมเพื่อ"ยุติการชุมนุม"ไม่ใช้การกระชับวง ล้อมเพื่อ"เปิดการเจรจา"

และนั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ข้อเสนอเป็นตัวกลางในการเจรจาของ"วุฒิสมาชิก"ในคืนวันที่18 พฤษภาคมถูกปฏิเสธ”

เฉพาะแค่นี้ก็เพื่อดึงเพื่อนเข้ามารับผิดชอบต่อการสั่งกลายการชุมนุมด้วย กรณีนี้จะเข้าข่ายความผิดตาม มาตรา 25 วรรค 3 ของธรรมนูญกรุงโรม โดยจะต้องยกภาษาอังกฤษมาไว้ด้วยสำหรับผู้ที่จะศึกษาอย่างละเอียดต่อไป

Article 25
Individual criminal responsibility
….

3. In accordance with this Statute, a person shall be criminally responsible and liable for punishment for a crime within the jurisdiction of the Court if that person:

(a) Commits such a crime, whether as an individual, jointly with another or through another person, regardless of whether that other person is criminally responsible;

(b) Orders, solicits or induces the commission of such a crime which in fact occurs or is attempted;

(c) For the purpose of facilitating the commission of such a crime, aids, abets or otherwise assists in its commission or its attempted commission, including providing the means for its commission;

(d) In any other way contributes to the commission or attempted commission of such a crime by a group of persons acting with a common purpose. Such contribution shall be intentional and shall either:

(i) Be made with the aim of furthering the criminal activity or criminal purpose of the group, where such activity or purpose involves the commission of a crime within the jurisdiction of the Court; or

(ii) Be made in the knowledge of the intention of the group to commit the crime;

(e) In respect of the crime of genocide, directly and publicly incites others to commit genocide;

(f) Attempts to commit such a crime by taking action that commences its execution by means of a substantial step, but the crime does not occur because of circumstances independent of the person's intentions. However, a person who abandons the effort to commit the crime or otherwise prevents the completion of the crime shall not be liable for punishment under this Statute for the attempt to commit that crime if that person completely and voluntarily gave up the criminal purpose.

มาตรานี้สรุปอย่างง่ายๆคือ เป็นการกำหนดเฉพาะลงไปที่ผู้นำฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจสั่งการจริง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามต่อกำลังฝ่ายความมั่นคงที่ติดอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งด้วยคนเดียวหรือคณะบุคคลก็ตาม โดยอาจเป็นการสั่งโดยตรง การเรียกร้องห รือแนะนำอะไรก็ตามแต่ให้เกิดอาชญากรรมนั้น รวมถึงการสนับสนุนด้านต่างๆด้วย และแม้ว่าจะไม่เกิดอาชญากรรมขึ้น แต่ก็มีความพยายามในสาระสำคัญก็โดนด้วยแล้ว

นอกจากจะละทิ้งการร่วมงานนั้น หรือป้องกันไม่ให้เกิดผลสำเร็จขึ้นจึงจะรอดพ้นมาตรานี้ไปได้ ดังนั้น การที่ทหารลากเพื่อนขึ้นเขียงครั้งนี้ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะแค่การจะเกิดเหตุก็เป็นความผิดแล้ว

แต่คราวนี้ ชัดเจนว่ามีการกระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติขึ้นแล้วจริงๆ เมื่อผลเกิดแล้ว ผู้ก่อเหตุทั้งหลายได้แก่ฝ่ายการเมืองทั้งในและนอกม่านต้องรับผิดชอบทั้งหมด

ต่อไปลองดูในสาระของการกระทำอาชญากรรมครั้งนี้กัน

“...แผนยุทธการสลายม็อบราชประสงค์ถูกกำหนดดีเดย์ไว้ตั้งแต่ตี3 ครึ่งวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 หน่วยแรกที่เข้าปฏิบัติการคือ หน่วยสไนเปอร์ เพื่อยึดพื้นที่สูงข่มของตึกบนถนนวิทยุ (อาคารเคี่ยนหงวน) และสะพานแยกสารสิน(อาคารบางกอกเคเบิล)โดยที่อาคารสูงบนถนนวิทยุถูกยึดได้ ก่อนตี 5 ครึ่ง ส่วนตึกสูงด้านถนนสารสินยังเข้าไม่ได้

หลังจากนั้นทหารจาก พล.ม.2 รอ.ได้แยกกำลังรุกเข้าไป 3 ทิศทาง ตามเส้นทางถนนวิทยุ ถนนสีลม และถนนสุรวงศ์ มีการเคลื่อนรถหุ้มเกราะปฏิบัติพร้อมทหารเดินเท้าอาวุธเต็มอัตราศึกเป็นรูป ขบวนการรบที่คุ้นตาสำหรับการปฏิบัติการของยานยนต์รบกับหน่วยของการยุทธรบใน เมือง...”

“...หน่วยรับผิดชอบวางกำลังยุทธการกระชับวงล้อม

เป็นการปฏิบัติการร่วม3 เหล่าทัพคือ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ โดยกำลังหลักที่ใช้ปฏิบัติการเป็นกำลังของกองทัพบก จำนวน 3 กองพล ได้แก่

กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.ร.1รอ.) ใช้กำลัง 3 กรม หลักคือ ร.1 รอ. ร.11 รอ.และ ร.31 รอ.ให้ ร.1 รอ กับ ร.11 รอ. วางกำลังพื้นที่ดินแปลง พญาไทราชปรารภ ร.31 รอ.เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว พร้อมปฏิบัติการพิเศษ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) มีหน้าที่ดูแลพื้นที่ถนนวิทยุ บ่อนไก่ ศาลาแดง ลุมพินี สามย่านกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) มีหน้าที่ดูแลพื้นที่อโศก เพลินจิต ชิดลม

นอกจากนี้ยังมีกองกำลังพร้อมสนับสนุน คือ พล.ร.2 รอ.กำลังของหน่วยอากาศโยธิน (อย.) ของกองทัพอากาศสแตนด์บายพร้อมออกปฏิบัติหน้าที่ 24 ชั่วโมง และมีหน่วยปฏิบัติการทางอากาศพร้อมขึ้นบินเหนือพื้นที่ราชประสงค์ ขณะที่กองทัพเรือรับภารกิตจพิเศาอารักขาสถานที่สำคัญ โดยเฉพาะบริเวณโรงพยาบาลศิริราช...”

จากรายละเอียดที่กล่าวมาของเอกสาร แสดงสาระสำคัญคือเป็นการกระทำอย่างตั้งใจ เป็นระบบ มีกำลังเป็นจำนวนมากพร้อมอาวุธสงคราม โดยใช้คำอ้างที่สำคัญคือ “การยุทธรบในเมือง” ขอย้ำว่าภาษาที่ใช้คือเป็นการรบ ไม่ใช่การควบคุมฝูงชนแบบตำรวจ

เมื่อเอกสารของทหารเปิดเผยชัดว่า กำลังทหารที่เข้าไปกระทำการนั้น เข้าไปทำการรบก็ไม่ต้องสอบสวนอีกแล้วว่า ทหารมีเจตนาหรือไม่ในการสังหารผู้ที่ตัวเองคิดว่าเป็นศัตรู

กรณีนี้ก็ไม่ต่างจากกรณี 6 ตุลาคม 2519 ที่เคยเลือนหายไปจากความจำด้วยวลี “แล้วๆกันไป เรื่องเก่า ให้อภัย ฯลฯ สุดแท้แต่จะสรรหามากล่าว”

แต่ ณ วันนี้ กฎหมายระหว่างประเทศมีแล้ว องค์กรจัดการกับเผด็จการมีแล้ว ไม่ช้าคงจะรู้กันว่าจะปิดเงียบได้แค่ไหน

เมื่อรู้เจตนาของทหารว่าจะเข้าไปสังหารแล้ว อะไรที่จะเป็นสิ่งบอกเหตุว่าจะเกิดการสังหารขึ้นแน่ๆ คำตอบนั้นปรากฏชัดในเอกสารเช่นกันว่า

“...เอกสารชุดนี้บอกชัดเจนถึงแผนยุทธการทั้งหมด และหน่วยทหารที่ใช้ในครั้งนี้ มีการยอมรับในเอกสารถึงการใช้”หน่วยสไนเปอร์” เป็นหน่วยแรกในการเข้าสลาย โดยยึดพื้นที่สูงคืออาคารเคี่ยนหงวน และอาคารบางกอกเคเบิ้ล
และมีหลายช่วงตอนที่พุดถึง”หน่วยสไนเปอร์” ที่ระดมพลแม่นปืนเท่าที่มีอยู่ในกองทัพบกเข้าประจำพื้นที่ เพื่อต่อต้านการซุ่มยิงของกลุ่มนปช.ทั้งบนอาคารสูงและพื้นที่สูงข่ม...”

“...มีการพูดถึงการสั่งการให้ใช้”กระสุนจริง”และระบุว่า”แผนยุทธการครั้งนี้ เป็นการวางแผนการปฏิบัติรบเต็มรูปแบบ เหมือนการทำสงครามรบในเมือง ใช้กำลังขนาดใหญ่ถึง 3 กองพล”และ”ยิ่งมีการสั่งการให้ใช้กระสุนจริงกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายผู้ถือ อาวุธและเพื่อป้องกันตัวเองได้ ทำให้ทหารที่สูญเสียความเชื่อมั่นจากเหตุการณ์ 10 เมษายน มีจิตใจรุกรบมากขึ้น...”

และ”ปรับการยิงกระสุนยางจากปืนลูกซองเป็นการใช้กระสุนจริงจากอาวุธประจำกาย”

การใช้หน่วยสไนเปอร์ เป็นอาวุธยิงระยะไกล สมมติว่า เป็นการขึ้นศาลไทย หรือศาลในประเทศต่างๆ จะยึดหลักความสมมาตรหรือสมดุลกันระหว่างคู่กรณี

เช่น ใช้อาวุธปืนป้องกันตัวจะทำได้โดยไม่มีความผิดต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่า คู่กรณีเช่นโจรขึ้นบ้าน ถ้ามีมีดและอาจทำอันตรายถึงตายได้ เราจึงยิงปืนเข้าใส่ ซึ่งต้องดูอีกว่าเราเป็นชายหรือหญิง โจรตัวใหญ่หรือตัวเล็ก การยิงนั้นเจตนาฆ่า หรือแค่หยุดยั้ง ฯลฯ แล้วยิงกี่นัดปกติ ถ้ายิงเกิน 1 นัด มักจะผิด เพราะกลายเป็นเจตนาฆ่า เป็นต้น

อีกกรณีหนึ่งคือที่เราได้ยินกันว่า วิสามัญโดยตำรวจหมายถึงเมื่อยิงโจรแล้ว ตำรวจต้องไปขึ้นศาลเพื่อพิสูจน์ว่า ตนเองจำเป็นต้องยิงเพราะโจรมีอาวุธปืน และยิงก่อน ตำรวจจึงยิงสวนได้ เป็นต้น

กรณีนี้เป็นกรณีปกติสำหรับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งไม่ใช่ ยุติการหายใจของประชาชน ถ้าดูตามนี้ หาก พิสูจน์ไม่ได้ว่า เจ้าหน้าที่สไนเปอร์มีอันตรายใกล้ถึงชีวิตแล้วจึงยิงละก็ เจ้าหน้าที่สไนเปอร์ที่มีการสอบสวนไว้แล้วนั้นคงต้องติดคุกทั้งหมดแน่นอน ไม่ว่าจะขึ้นศาลใดๆในโลกหากศาลนั้นมีความยุติธรรม

นอกจากนั้น การสั่งการเป็นระบบ มีเอกสาร มีแผนรองรับ มีการสั่งการ มีหน่วยทหารเข้าร่วมจำนวนมากและใช้คำว่า การรบ ก็ไม่ต้องสงสัยว่าความผิดจะจะแจ้งเพียงใด

ประการสำคัญคือ การใช้กระสุนจริง ซึ่งบางพรรคการเมือง และโฆษกดีแต่พูดทั้งหลายบอกว่า ทหารไม่มีการใช้กระสุนจริงค งหมดข้อสงสัยกันเรียบร้อยไปแล้ว ถ้าไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ชุมนุมมีกระสุน และอาวุธสงครามได้ละก็ ทั้งหมดมีความผิดน่าจะทันที

ตรงนี้หมายความว่า จะไม่มีการแยกส่วนทหารที่ถืออาวุธกระสุนจริง และกลุ่มใช้กระสุนยางออกจากกัน เพราะทุกกลุ่มใช้กระสุนจริงหมด ส่วนหลักฐานที่ว่ามีการพบในที่เกิดเหตุ แล้วนำมาให้ทูตดูตอนสังหารประชาชนเสร็จแล้วนั้น ใครเชื่อก็แปลก

มีท่านทูตจากสแกนดิเนเวียท่านหนึ่งบอกว่า ถ้ามีอาวุธเท่าที่เห็นนี้ทหารน่าจะตายเป็นเบือไปแล้ว แต่ปรากฏว่าไม่มีทหารเสียชีวิตเลยในวันนั้น (กรณี 10 เมษาฯ ก็เป็นทหารต่างกลุ่มยิงกันเองอีก ไม่เกี่ยวกับกรณีนี้แยกเวลาและสถานที่แน่นอน ทั้งยังจับคนชุดดำไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามไม่ได้เลยทั้งสองวัน ทั้งที่มีทหารอยู่เป็นหมื่นๆคน ไม่มีศาลยุติธรรมที่ไหนเชื่อนอกจากศาลเจ้าเท่านั้น)

เมื่อเราทราบแล้วว่า หน่วยใดสังหารประชาชนตรงไหน คนคุมทหารมาจะรับผิดชอบหรือไม่ โดยในเอกสารมีการกล่าวไว้ว่า
ในส่วนของ”ข้อเสนอแนะทางยุทธวิธี” มีข้อหนึ่งที่ระบุว่า
“ผู้ บังคับบัญชาหน่วยระดับยุทธวิธีควรปฏิบัติภายใต้การรักษาชีวิตของประชาชนผู้ บริสุทธิ์เป็นที่สำคัญที่สุด และต้องควบคุมการลั่นไกกระสุนจริงโดยมีสติ และมีเจตนารมณ์ อย่าให้กำลังพลปฏิบัติด้วยความโมโห หรือการแก้แค้นเป็นอันขาด”

กรณีนี้กล่าวได้ว่า มีการห้ามมิให้สังหารประชาชนที่ปราศจากอาวุธแน่นอน ซึ่งหากเป็นกรณีทั่วไปทั้ง ศอฉ.และผู้คุมหน่วยทหารไม่มีความผิด และควรที่จะหาทางออกในช่องทางนี้มากกว่าทางอื่น เพราะ ธรรมนูญกรุงโรมก็ได้ให้ทางออกไว้เช่นกันดังนี้

Article 28

Responsibility of commanders and other superiors
In addition to other grounds of criminal responsibility under this Statute for crimes within the jurisdiction of the Court:

(a) A military commander or person effectively acting as a military commander shall be criminally responsible for crimes within the jurisdiction of the Court committed by forces under his or her effective command and control, or effective authority and control as the case may be, as a result of his or her failure to exercise control properly over such forces, where:

(i) That military commander or person either knew or, owing to the circumstances at the time, should have known that the forces were committing or about to commit such crimes; and

(ii) That military commander or person failed to take all necessary and reasonable measures within his or her power to prevent or repress their commission or to submit the matter to the competent authorities for investigation and prosecution.

(b) With respect to superior and subordinate relationships not described in paragraph (a), a superior shall be criminally responsible for crimes within the jurisdiction of the Court committed by subordinates under his or her effective authority and control, as a result of his or her failure to exercise control properly over such subordinates, where:

(i) The superior either knew, or consciously disregarded information which clearly indicated, that the subordinates were committing or about to commit such crimes;

(ii) The crimes concerned activities that were within the effective responsibility and control of the superior; and

(iii) The superior failed to take all necessary and reasonable measures within his or her power to prevent or repress their commission or to submit the matter to the competent authorities for investigation and prosecution.

สรุปความตามมาตรานี้ได้ว่า ผู้คุมนั้นหมายถึงคนปฏิบัติต้องรู้ว่าที่ทำไปจะผิดกฎหมาย และไม่ได้ทำการใดๆพอแก่เหตุที่จะหยุดยั้งไม่ให้เกิดขึ้น หรือรีบส่งประเด็นดังกล่าวให้กับหน่วยงานอื่นที่จะสอบสวนได้เช่น คณะกรรมการสิทธิฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น

ในวรรคที่สองพูดถึงการมีคนในหน่วยงานของตนไปทำผิดกฎหมายนี้แล้วเมื่อรู้ยังเฉยก็โดนด้วย กรณีนี้ก็อาจหมายถึงเกิดเหตุโดยระดับรัฐมนตรีกลาโหมถ้า ไม่ได้มีความผิดเนื่องจากร่วมสั่งการใน ศอฉ.ด้วย แต่เป็นกองทัพไปทำการเอง เป็นต้น การกระทำด้วยการออกเป็นหนังสือกำกับไม่ให้สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์นั้นถือ ว่าเป็นการป้องกันได้ชั้นหนึ่ง

แต่ทว่ากรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วยุติ แต่เป็นการกระทำต่อเนื่อง และประชาชนที่เสียชีวิตไม่ได้มีอาวุธติดตัวเลยทั้งนั้น อย่างมากก็หนังสติ๊กที่อาจยัดข้อหาได้ว่าสิ่งเทียมอาวุธเท่านั้น ส่วนการเผายางรถยนต์เป็นเหตุให้ต้องยิงทิ้งยิ่งฟังไม่ได้หนักเข้าไปอีก เพราะไม่ได้ทำอันตรายกับผู้ยิงถึงใกล้กับการเสียชีวิตได้

ที่น่าขำและตลกร้ายก็คือประโยคต่อไปนี้

และ”ควรมีการศึกษาค้นหาตัวแบบที่เหมาะสมในการกำหนดพื้นที่ ที่ใช้กระสุนจริง เพราะปัจจุบันยังไม่ทราบว่ามีประเทศใดในระดับนานาชาติที่ได้นำมาปฏิบัติใน การสลายการชุมนุมที่ได้รับการยอมรับ”


ก็เพราะไม่มีนานาชาติอารยะใดเขาใช้กระสุนจริงกันกับประชาชนหรอ กจึงไม่มีตัวแบบนี้จากที่ไหนนอกจากประเทศใกล้ล่มสลายอย่าง ลิเบีย ซีเรีย ตูนีเซียหรือประเทศล้าหลังป่าเถื่อน ไร้อารยะธรรมที่ยังอยู่แบบชนเผ่าโบราณเช่นใน รวันดา โซมาเลีย เป็นต้น ต่างหากที่ทหารออกมาไล่ฆ่าประชาชน

คำตอบนี้คงชัดเจนแล้ว สำหรับเหล่าอำมาตย์ ศักดินาทั้งหลาย รวมทั้งประชาชนด้วยว่า จะยังยอมพวกเขากันต่อไปอีกหรือหลังจากอ่านความคิดของเขากันแล้วจากเอกสารนี้

เอาล่ะทหารอาจแย้งว่า นปช.มีอาวุธสงคราม ก็มาว่ากันในเรื่องการมีอาวุธกันว่าจะรอดพ้นความผิดหรือไม่กัน กรณีมี ความขัดแย้งด้วยอาวุธ หรือพูดภาษาชาวบ้านว่าเกิดสงครามในหรือระหว่างประเทศก็ตาม

Articles 8(2)(e)(i) War crimes of attacking civilians

1 The perpetrator directed an attack

2 The object of the attack was a civilian population as such or individual civilians not taking direct part in hostilities

3 The perpetrator intended the civilian population as such or individual civilians not taking direct part in hostilities to be the object of the attack

4 The conduct took place in the context of and was associated with an armed conflict not of an international character

5 The perpetrator was aware of factual circumstances that established the existence of an armed conflict

มาตรานี้สรุปได้ว่า การโจมตีต่อพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธที่ก่อให้เกิดอันตรายนั้น ยังไงก็ทำไม่ได้อยู่ดี ขอกล่าวซ้ำ ไม่มีทหารที่เจริญแล้วประเทศไหน ยิงพลเรือนปราศจากอาวุธ นอกจากพวกหน้าตัวเมียอาศัยชายกระโปรงอยู่เท่านั้น

ถ้าสงสัยให้ลองไปหาอ่านเอกสารการประชุมเรื่องเศรษฐกิจที่อินโดนีเซีย ที่นักการเมืองฟิลิปปินส์กล่าวถึงว่า ไม่มีประเทศอารยะที่ไหนสั่งทหารออกมาใช้อาวุธสงครามสังหารประชาชน หรือว่าประเทศเรา โอ้ พระเจ้า

Articles 8(2)(e)(ii) War crime of attacking objects or persons using the distinctive emblems of the Geneva conventions


มาตรานี้ย้ำเฉพาะผู้มีสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายที่ได้รับการยกเว้นจากสนธิสัญญาเจนีวา ซึ่งมีมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง นั่นหมายถึงทหารทุกคนต้องรู้ ในกรณีไทยคือ การยิงใส่รถพยาบาล และเจ้าหน้าที่พยาบาลนั้นผิดสนธิสัญญาเจนีวายังไม่ต้องกล่าวถึงศาลอาญาระหว่างประเทศเลย

สุดท้ายที่ยังไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงเพราะไปสนใจมาตราที่เกี่ยวข้องกับการ ละเมิดสิทธิมนุษยชนกันหมด กล่าวคือแม้ว่าจะเป็นในการสงคราม ก็ห้ามมิให้แสดงว่ามีการสั่งสังหารหมู่ทั้งหมด ลองดูมาตรานี้กัน

Articles 8(2)(e)(x) War crime of denying quarter
1 The perpetrator declared or ordered that there shall be no survivors

ในวรรคนี้สรุปแล้วคือ ห้ามสั่งหรือประกาศว่าจะไม่มีผู้รอดชีวิต แล้วขอถามง่ายๆว่า เขตใช้กระสุนจริงแปลว่าจะมีคนรอดชีวิตหรือไม่สำหรับประชาชนมือเปล่า ..

จากเอกสารดังกล่าวที่เผยแพร่จะเห็นได้ว่า ทหารไทยไม่มีความรู้ทางการเมืองใดๆเลย ในขณะที่สังคมตะวันตกห้ามทหารยุ่งกับการเมือง เพราะความด้อยความชำนาญทางการเมืองอย่างนี้ ส่วนในทางตะวันออกเอง อย่างพรรคคอมมิวนิสต์จะคัดเลือกผู้ที่เก่งกาจด้านการเมือง(อย่างถูกต้องนะ ไม่ใช่ดีแต่พูด)เท่านั้นมาเป็นทหาร

เพราะการทหารจะไม่มีวันประสบผลสำเร็จเลย ถ้าไม่ได้ชัยชนะทางการเมืองก่อน ไม่ว่าจะในระดับท้องถิ่น หรือในระดับชาติ ภาษิตทหารข้อหนึ่งจึงกล่าวไว้ว่า “เราอาจจะชนะในการรบได้ แต่แพ้ในสงคราม”

ในครั้งนี้ทหารได้ชัยชนะในการรบ เพราะใช้อาวุธสงครามกับประชาชนที่ปราศจากอาวุธ แต่ได้แพ้ในสงครามการเมืองสร้างความเคียดแค้นชิงชังทหารไปทั่วประเทศ

นอกเหนือจากในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขั้นต่อไปถ้าการเลือกตั้งผ่านไปด้วยดี การโกงไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีการมาล้มการเลือกตั้ง หรือล้มรัฐบาลที่มาจากประชาชนอย่างหน้าไม่อายอีก ประเทศไทยก็จะเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ

แต่ถ้าทุกอย่างซ้ำรอยเดิม ไม่มีใครที่ไหนจะโง่ให้หลอกซ้ำซากอยู่ได้ สถานการณ์ปฏิวัติจริงๆคงจะเกิดขึ้น ตรงนั้นก็ตัวใครตัวมันแล้ว

....

กลับมาสู่เอกสารนี้อีกครั้ง จะขอยกคำพูดในเอกสารนั้นนั่นแหละแม้ว่าดูยังไงก็ยังไม่ใช่ซุนวูแท้ๆนัก เพราะตัดตอนมาเพียงบางส่วนของคำพูดไม่ใช่หลักกลยุทธ์ซุนวูมาให้ทหารเองอ่าน อีกทีว่า

“สรุปได้ว่า ความสำเร็จทางยุทธการกระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์ครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก ความสำเร็จทางยุทธศาสตร์ทางการเมือง ตั้งแต่ระดับนโยบาย คือ คณะรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความมีเอกภาพของรัฐบาลกับกองทัพ การที่ทหารสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ทางทหารที่ชัดเจนได้ก็เนื่องจากการเมืองของ รัฐบาลที่ชัดเจน และที่สำคัญดังที่ซุนวูกล่าวไว้ว่า"ชัยชนะย่อมเกิดจากฝ่ายตรงข้ามหรือข้าศึก ตกอยู่ในสถานการณ์พ่ายแพ้เอง"นั่นคือสภาพการแตกแยกทางความคิดของกลุ่มแกนนำ หลัก และการสูญเสียมือวางแผนระดับเสนาธิการ ทำให้สถานการณ์ของกลุ่ม นปช.เริ่มเพลี่ยงพล้ำทางยุทธศาสตร์มาตามลำดับ”

ลองคิดอีกที ใครกันแน่เพลี่ยงพล้ำทางยุทธศาสตร์ คิดผิด คิดใหม่ได้

แต่ยังไงก็จะขอเฉลย เพราะเชื่อโดยสนิทใจหลังจากอ่านเอกสารแล้วว่า ทหารไม่มีความรู้ทาง ยุทธศาสตร์ ยุทธการหรือยุทธวิธี อะไรเลย จัดกลุ่มพวกแยกยุทธศาสตร์ ยุทธวิธียังไม่เป็น ใช้แต่คำศัพท์หรูๆ แบบดีแต่พูดเท่านั้น

ขอเรียนว่า ยุทธศาสตร์ประชาธิปไตยย่อมชนะยุทธศาสตร์เผด็จการเสมอทั่วทั้งโลก “การต่อสู้ด้วยธรรมะคือสู้เพื่อคนส่วนมาก ชนะการสู้เพื่ออธรรมคือผู้ปกครองส่วนน้อยเสมอ”

ส่วนการไล่ฆ่าประชาชนนั้นเป็นการปฏิบัติการทางยุทธการ และยุทธวิธีเสริมอำนาจให้กับยุทธศาสตร์ฝ่ายเผด็จการเท่านั้น ยุทธวิธีฝ่ายเผด็จการอาจชนะได้เรื่อยๆ แต่สุดท้าย ท้ายสุดจะพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เพราะใช้ยุทธศาสตร์ที่ผิด.. อธิบายแค่นี้ไม่ทราบจะรู้เรื่องหรือเปล่า ยังสงสัย

บทความในวารสารเสนาธิปัตย์นี้ อาจมีการสั่งให้เขียนก็ได้ (ความจริงมีบอกอยู่ว่านายทหารยศพลโทสั่งให้เขียน)สาระ สำคัญคือดึงเอาผู้สั่งการคือรัฐบาล(ซึ่งไปๆมาๆจะลากผู้อยู่เบื้องหลังมา ด้วย)มาร่วมรับผิดชอบโทษฐานเอาดีใส่ตัวลูกเดียว ตัดตอนผู้บังคับหน่วยทหาร คือบรรดานายพลทั้งหลายออกจากการรับผิด และให้ความผิดไปจบอยู่แค่ระดับผู้ปฏิบัติ คือเหล่าสไนเปอร์แ ละหน่วยทหารระดับพื้นที่ทั้งหลาย

แต่เจตนานี้จะบรรลุผลหรือไม่เนื้อหาของบทความนี้ก็คงชัดเจนแล้ว

สุดท้ายนี้อยากจะสรุปด้วยคำพูดเล่นๆที่ได้มาจากสงครามโลกครั้งที่สองสัก เล็กน้อยว่า “โง่แล้วขยันนี่ เยอรมันยิงทิ้งเรียบ” เพราะมันอันตรายอย่างนี้ นี่เอง

*************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เอกสารทหาร2ฉบับมัดมาร์คแน่น โฆษณาชวนเชื่อขอใบอนุญาตฆ่า91ศพ รบเต็มอัตรากระสุนจริง-Sniper

ฟัง"นายหัวชวน"พูดชัดๆ เรื่อง 2 มาตรฐานในศาลรัฐธรรมนูญ

ที่มา มติชน



การปราศรัยใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ 23 มิถุนายน 2554 ณ เวทีราชประสงค์

สื่อ กระแสหลักให้ความสนใจและให้พื้นที่กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ที่พูดความจริงอีกด้านบนแยกราชประสงค์

แต่ จริงๆ แล้ว เนื้อหาสาระสำคัญ ที่ถูกมองข้ามคือ คำปราศรัยของ"ชวน หลีกภัย" อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พูดเรื่อง 2 มาตรฐาน แบบชัด ๆ และเต็มๆ

นายชวน พูดไม่ดุเดือด เลือดพล่านแบบ"เทพเทือก" เขาพูดช้าๆ ชัด ๆ แต่เป็น เนื้อหา ที่คนในแวดวงตุลาการ พูดถึงมากที่สุด ชั่วโมงนี้

ตอนหนึ่ง หัวหน้าทีมกฎหมายในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ปราศรัยว่า


พี่ น้องครับทั้งหมดนี้อยู่ที่พวกเรา ไม่มีใครที่จะตัดวงจรอุบาทว์นี้ได้ นอกจากพวกเราทั่วประเทศอย่ายอมเป็นเหยื่อของเงินพวกทรชนครับ คนพวกนี้เขาเชื่อว่าเงินซื้อได้ อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลย

เขา ซื้อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังได้เลย ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางชุดยอมขายวิญญาณให้กับเขา ทำสิ่งที่ผิดให้ถูก ใช้วิธีการหลายมาตรฐาน ที่เขาด่า 2 มาตรฐาน 2 มาตรฐาน จริงๆ 2 มาตรฐานเกิดในยุคคุณทักษิณครับ


พี่น้องจำไม่ได้เหรอครับ พี่น้องจำได้แน่นอน เราจะพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกพรรคไทยรักไทยใครพูดครับ แล้วจังหวัดที่เขาไม่เลือกพรรคไทยรักไทยเขาไม่เสียเหรอครับ ผู้นำประเทศมีสิทธิ์อะไรมาแบ่งแยก ปกครองด้วย 2 มาตรฐาน แล้วจะมาบอกว่าปรองดองๆ คุณเป็นคนสร้างเงื่อนไขไม่ให้ปรองดอง สิ่งนี้คือสิ่งที่ให้เห็นถึงการแบ่งมาตรฐาน

ผมยกตัวอย่างที่เขาพูด 2 มาตรฐานเขาตำหนิศาลรัฐธรรมนูญไม่ยุบประชาธิปัตย์ 2 มาตรฐาน


ผม จะกราบเรียนพี่น้องครับว่า 2 มาตรฐานจริงๆของศาลรัฐธรรมนูญคือตอนที่คนของพรรคไทยรักไทย พรรคเดียวกันนั้นแหละถูกร้องว่าปกปิดทรัพย์สิน ทรัพย์สินอยู่ในชื่อภรรยา เช้าศาลตัดสินคดีคุณประยุทธ มหากิจศิริ ว่าทรัพย์สินอยู่ในชื่อภรรยา ศาลตัดสินว่าภรรยาสามีเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้นสันนิษฐานว่ารู้มีความผิดครับ บ่าย บ่ายครับศาลเดียวกันครับ บ่ายของท่านทักษิณกับภรรยาแบบเดียวกันครับ คือทรัพย์สินอยู่ในชื่อภรรยา แต่ตอนบ่ายศาลกลับบอกว่า ไม่กลับ กลับไม่บอกว่าเป็นหนึ่งเดียวกัน กลับบอกว่าไม่มีความผิด

นี่คือ 2 มาตรฐานชัดเจนครับพี่น้องครับ

แต่ กรณีของคดียุบพรรคประชาธิปัตย์นั้นก็ถือโอกาสกราบเรียนพี่น้องเลยนะ ครับในฐานเป็นหัวหน้าทนาย สู้คดีให้พรรคมา 3 คดี ได้อาศัยท่านบัณฑิต ศิริพันธ์ คณะทีมนักกฎหมาย ท่านหัวหน้าพรรคมอบหมายให้ผมทำหน้าที่กันด้วยความเหนื่อยยาก ถ้าจะทวงวันนี้ก็คือยังไม่จ่ายค่าทนายเลยครับพี่น้องครับ

พี่ น้องครับ คดีแรกที่เราถูกฟ้องพร้อมกับพรรคไทยรักไทย ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าประชาธิปัตย์ไม่ผิดให้ยกคำร้อง คดีของพรรคไทยรักไทยศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พรรคไทยรักไทยมีความผิดให้ยุบพรรคไทยรักไทย แล้วต่อมาประชาธิปัตย์ก็ถูกกล่าวหาอีก 2 คดีโดยกลุ่มคนที่ปราศรัยในกลุ่มเสื้อแดงครับ กับส.ส.มหาสารคามของพรรคเพื่อไทยไปร้องกล่าวหาประชาธิปัตย์ให้ยุบประชาธิปัต ย์

ครั้งนี้แหละครับที่ต้องกราบเรียนพี่น้องว่า บทบาทของคนเสื้อแดงในการคุก คามข่มขู่กกต.นั้นรุนแรงมาก ที่จริงแล้วท่านสุเทพก็พูดไปแต่ว่าถ้าจะทบทวนให้พี่น้องเห็นว่า ใครอยู่ในฐานะอย่างนั้นไม่กลัวมันก็ผิดปุถุชนแล้ว กลุ่มเสื้อแดงไปที่กกต.แล้วบอกว่าถ้าไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ จะยุบชีวิตกกต.แล้วก็ขู่ว่าถ้าไม่ยุบประชาธิปัตย์กกต.ไม่สามารถเดินตลาดได้ ให้เสี่ยงชีวิตเอา ขู่ว่าถ้าไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์จะฟ้องคดีอาญาถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง และก็เผาโลงศพที่หน้ากกต.ครับ

ผมประทานโทษเถอะ ครับพี่น้องครับผมคิดว่าความฮึกเหิมที่รู้สึกว่าทำอะไร รุนแรงแล้วคนกลัว แล้วก็ไม่มีใครไปใช้มาตรการจัดการตามกฎหมาย ทำให้คนกลุ่มนี้กล้าไปขู่แล้วในที่สุดก็มาขู่ตุลาการครับ โดยขู่ว่าถ้าไม่ยุบประชาธิปัตย์จะเอาความลับของตุลาการบางท่านมาเปิดเผย

พี่น้องครับขอให้ตุลาการที่ซื่อตรงเหล่านั้นได้รับการคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตุลาการ บอกว่ามีโทรศัพท์ โทรศัพท์มาหาแล้วพูดในสาระสำคัญคือให้ยุบประชาธิปัตย์ และคนที่โทรศัพท์เข้ามานั้น 2 ครั้ง 2 คน คนแรกคืออดีตผู้บริหารสูงสุดฝ่ายบริหาร คำนี้คืออะไรครับ อดีตนายกรัฐมนตรีครับ โทรศัพท์มาขู่ตุลาการ

อีก ครั้งหนึ่งครับ ครั้งที่สองเป็นอดีตผู้บริหารสูงสุดฝ่ายบริหารอีกคนหนึ่ง ถ้าสรุปก็คือว่าอดีตนายกฯ 2 คนโทรศัพท์มาขู่ตุลาการให้ยุบประชาธิปัตย์ ผมกล่าวเรื่องนี้กับพี่น้องเพราะเราได้ข่าวจากสื่อก็ไม่ตรงนัก สื่อไม่ได้ลงข้อความที่ตรง และไปเข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ชนะด้วยเทคนิค ศาลยกเพราะอายุความเงื่อนเวลา ไม่เลยครับ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยข้อเท็จจริงทุกข้อ แล้วศาลบอกว่าทุกประเด็นไม่มีความผิดจึงยกคำร้องไม่ยุบประชาธิปัตย์พี่น้อง สนใจนะครับหลังเลือกตั้งแล้วท่านไปขอเอกสารที่พรรคเพราะว่าฝ่ายกฎหมายเขา พิมพ์ย่อๆเพื่อให้คนได้รับรู้เพราะสิ่งนี้มันจะเป็นประวัติศาสตร์ต่อไป

พี่ น้องครับผมแวะเข้ามาพูดเรื่องนี้เพื่อให้เกิดความกระจ่างในเรื่อง 2 มาตรฐานยุคปัจจุบัน นี่ถ้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเขา 2 มาตรฐานพวกผมก็พังครับ ถ้าตุลาการชุดนี้ยอมเป็นเหยื่อของคนเหล่านี้พวกผมก็อยู่ไม่ได้

ผม ถึงขอกราบเรียนพี่น้องด้วยความเคารพว่า เชื่อเถอะครับบ้านเมืองมีทั้งคนดีและไม่ดีจริงๆ ทุกองค์กร มีคนดีและไม่ดีอันนี้คืออมตะวาจา ที่ผมกราบเรียนพี่น้องว่าผมเป็นพยานเห็นมาด้วยตาตัวเอง


นี่คือ 2 มาตรฐานในสายตา"ชวน หลีกภัย" !!!

เวทีเสวนาซัด 1 ปี เหตุการณ์ความรุนแรงปี 53 "คืบหน้าที่ไม่คืบหน้า" ช่องโหว่ของความเป็นธรรม

ที่มา มติชน



เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการจัดเวทีอภิปรายเรื่อง "1 ปีเหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค. 53 ความยุติธรรมที่หายไป" จัดโดย ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณีเม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.)โดยมีวิทยากร ได้แก่ อ.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล, อ.สาวตรี สุขศรี นิติศาสตร์ มธ., อ.เสนาะ เจริญพร ศิลปศาสตร์ ม.อุบลราชธานี และ คุณขวัญระวี วังอุดม ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม ม.มหิดล

ความคืบหน้าพบผู้เสียชีวิตรายที่ 93 คดีก็ยังไม่คืบ

นาย ชัยธวัช ตุลาธน คณะทำงานศปช. กล่าวถึงความคืบหน้าของข้อเท็จจริงและความยุติธรรม โดยเผยว่า 1 ปีที่ผ่านมาภาพรวมที่เกิดขึ้นคือ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) มีการสรรหาคณะกรรมการ ออกระเบียบให้สำนักนายกฯรองรับกระบวนการการตรวจสอบค้นหาความจริง เยียวยาฟื้นฟู และวางมาตรการลดความขัดแย้ง ภายในระยะเวลา 2 ปี แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ รายงานที่ทางคอป.ออกมาจนถึงวันนี้ยังเป็นแค่หลักการแนวคิด ยังไม่มีการรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะมีการเชิญสื่อไปชี้แจงเป็นระยะ


คอป. พูดถึงปัญหาว่า คอ ป.ไม่มีอำนาจในการ เรียกบุคคลมาสอบ, ขาดความคุ้มครองคนที่ออกมาให้ข้อมูล และถูกแต่งตั้งจากรัฐบาลที่เป็นคู่ความขัดแย้งจึงไม่ได้รับความไว้ใจ และความร่วมมือ ทั้งนี้มีข้อสังเกตด้วยว่ามีความมุ่งเน้นไปที่การปรองดอง มากกว่าเรื่องความยุติธรรมซึ่งอาจหลีกเลี่ยงการชี้ความผิด-ถูก


สำหรับ กรณีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เชื่อว่า ความสูญเสียและการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นนั้น ศอฉ. เป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ แต่ดีเอสไอที่เป็นหน่วยงานหลักซึ่งทำการสอบสวนนั้นกลับต้องทำงานภายใต้การ กำกับของศอฉ.


สำหรับการสอบคดีของดีเอสไอ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ 1. มีหลักฐานว่าตายจากกลุ่มผู้ชุมนุม 2. มีข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อว่าอาจมาจากพนักงาน 3. ยังไม่มีข้อยุติ ซึ่งธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) บอกว่าจะเร่งทยอยแถลงผล แต่ผ่านมาถึงวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ


ทั้งนี้ คดีในกลุ่มที่ 2 ที่เมื่อมีความเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่แล้วต้องส่งกลับไปให้ตำรวจสอบสวน นั้น มีแนวโน้มว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะปรับการสรุปของดีเอสไอ เนื่องจาก พล.ต.ต. อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตำหนิว่า พยานอ่อน ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐที่แสดงตัวว่าเป็นผู้ทำให้เกิดการตาย หรือ พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ


ด้านการทำงาน ของวุฒิสภา และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ยังไม่มีการเผยแพร่หรือรายงานใดๆ ออกมา เพราะฉะนั้น กล่าวได้ว่า เรื่องยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจน แต่พบว่ามีข้อเท็จจริงเบื้องต้นหลายอย่าง ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ออกมาพูดเหมือนเดิม นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่ามีผู้เสียชีวิตศพที่ 92 และ 93 จากแก๊สน้ำตา โดยรายที่ 93 เพิ่งเสียชีวิตโดยครอบครัวเผยว่าผู้เสียชีวิตมีปัญหาจากปอดเนื่องจากผลของ แก๊สน้ำตา

สันนิษฐาน "ฮิโรยูกิ" อาจโดนชุดดำสังหาร


อ.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล กล่าวว่า มีข้อมูลในเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการตายของทั้ง 92 ศพ แต่ยังไม่ได้มีการชันสูตรพลิกศพในบางราย คำถามคือตั้งแต่วันที่13-14 เม.ย. ทำไมจึงไม่ได้มีการชันสูตรทุกศพ


ทั้งนี้ กล่าวได้ว่า ไม่พบความพยายามเชิงระบบที่จะทำให้เรื่องมีความชัดเจน และไม่สามารถเข้าถึงใบชันสูตร จากที่ในช่วงแรกสามารถดูได้ ทำให้เชื่อว่ามีความพยายามจะปกปิดข้อมูล รวมถึงแหล่งข้อมูล


สำหรับ การเสียชีวิตในรายของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพของญี่ปุ่นนั้น มีผู้เชี่ยวชาญอาวุธเผยว่า นายมูราโมโตะเสียชีวิตจากกระสุนประเภทปืนอาก้า ซึ่งไม่มีใช้ในราชการ จากข้อสันนิษฐานนี้ทำให้คิดได้ว่า มีความเป็นไปได้ที่อาจเสียชีวิตจากฝีมือของคนชุดดำ

นอกจากนี้ รายงาน การใช้อาวุธพบตัวเลขที่ละเอียด ด้วยว่า มีการเบิกกระสุนปืนซุ่มยิงไป 3 พันนัด ใช้ไป 2,520 นัด ซึ่งเป็นจำนวนที่มาก เมื่อลองคิดดูว่าคนที่ใช้ต้องเป็นผู้ที่ได้รับการอบรมมาแล้วเป็นอย่างดี โดยเมื่อรวมกับการใช้กระสุนทุกประเภทแล้วใช้ยิงไปมากถึง 189,707 นัด


แต่ สิ่งที่น่าสนใจกว่าคำถามเรื่องใครยิง คือเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องมีกระบวนการนำคนผิดมาลงโทษอย่างแท้จริง ซึ่งหากยังไม่สามารถดำเนินคดี ก็จะส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการใดๆต่อไปได้ จึงเกิดคำถามว่า มีความล่าช้าในเชิงระบบ ซึ่งหากรัฐมั่นใจว่าทหารไม่ได้ทำ ทำไมจึงไม่ทุ่มทุนลงไปดำเนินการหาความจริง

คดีไม่คืบ มีหลักฐานเจ้าหน้าที่ประวิงเวลา ฟ้องได้!!!


ด้าน อ.สาวตรี สุขศรี กล่าวว่า "ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม" ทั้งนี้ การดำเนินการที่ผ่านมามีความล่าช้า จากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นหน่วยงานพิเศษที่เพิ่งตั้งขึ้นทำให้มีช่องว่างในเรื่องระยะเวลาซึ่งระยะ เวลาหลังจากที่เสียชีวิตไปจนถึงวันที่ 25 มิ.ย. 2554 ยังไม่มีการเริ่มสอบสวนเลยยังเป็นแค่สำนวนอยู่ ทั้งในคดีที่เป็นการตายที่มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ รวมถึงการตายที่พบว่าไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ในเหตุการณ์ ซึ่งเมื่อเลยระยะเวลา 247 วัน นับตั้งแต่วันที่เริ่มเกิดเหตุแล้ว หากญาติผู้เสียหายมีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่มีการประวิงเวลา อาจฟ้องร้องฐานละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ได้


สำหรับข้อเสนอแนะฝ่ายอำนวยกระบวนการยุติธรรมคือ ที่ผ่านมาการดำเนินการคดีการเมืองมักกระทำล่าช้า ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้สูญเสีย อาจมีสาเหตุจากพนักงานสอบขาดความรู้ ความสามารถ หรือไม่แน่ใจอำนาจของตัวเอง ทำงานซ้ำซ้อน จนไปถึงข้อสันนิษฐานว่ารัฐอาจไม่อยากดำเนินคดี หรือ อาจรอการปรองดองหรือไม่


การ ตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยยังไม่มีเงื่อนไขเวลา ทำให้เกิดช่องว่าง เพราะฉะนั้น จึงต้องอาจพิจารณาเพิ่มกฎหมายในกรณีระยะเวลาในการทำงาน


รวม ไปถึงญาติของผู้เสียหายควรติดตามคดี อาจพิจารณาฟ้องศาลควบคู่ไปด้วย เป็นการกดดันต่อรัฐ ซึ่งการโยนคดีไปมาของดีเอสไอนั้นยังไม่มีความผิดแบบชัดเจน แต่หากพบว่ามีก็สามารถใช้ข้อกฎหมายมาตรา 157 ว่าด้วยเรื่องการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ได้

กรณีเสื้อแดงเผาศาลากลาง จ.อุบลราชธานี


อ.เสนาะ เจริญพร กล่าวว่า ข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์การเผาศาลากลาง จ.อุบลราชธานี นั้นตนมีข้อสังเกตต่อเหตุการณ์เมื่อนำหลักฐาน และสภาพแวดล้อมต่างๆ มาพิจารณาแล้ว ระบุได้ว่า กลุ่มคนเสื้อแดงที่ลงมือเผานั้นเป็นการเผาเชิงสัญลักษณ์ในสถานที่ต่างๆ เท่านั้น แต่กลับโดนยั่วยุโดยทหารที่เปลี่ยนมาเฝ้ารั้วศาลากลางแทนที่เจ้าหน้าที่ ตำรวจอย่างฉับพลัน และเมื่อมีผู้ชุมนุมพังรั้วเข้าไปในตัวศาลากลางแล้วพบว่า มีเสียงปืนดังขึ้นและมีผู้ถูกยิงบาดเจ็บ 5 ราย รวมไปถึงข้อเสังเกตว่า อาจมีเจตนาปล่อยให้มีคนเผา จากที่มีกำลังทหาร 800 นาย แต่คนที่กล้าเข้ามาป้วนเปี้ยนในบริเวณหลังมีเสียงปืนดังมีเพียงประมาณ 20 คนเท่านั้น และเปลวเพลิงเองก็เริ่มมาจากที่ชั้น 2 ด้วย


สำหรับ เรื่องการจับกุมของเจ้าหน้าที่นั้นพบว่า มีหลักฐานไม่ชัดเจน หมายจับคลุมเครือ จับแบบเหวี่ยงแห ใช้ภาพเหตุการณ์เมื่อปี 51 มาเป็นหลักฐานเปรียบจับ การจับกุมเป็นการกระทำแบบเจ้าเล่ห์ บางรายไม่รู้เรื่อง แต่ถูกบอกว่าให้มาตัดหญ้า พอมาก็โดนจับ


การ สอบสวนมีความฉ้อฉล เช่น หลายรายพบว่าเจ้าหน้าที่บอกว่ามีทนายมาให้ แต่สุดท้ายเห็นเพียงครั้งเดียวแล้วก็ไม่เห็นอีกเลย และยังมีการหลอกให้สารภาพ ซัดทอดคนที่ไม่รู้จักด้วย พูดจาหว่านล้อมว่าให้สารภาพไปก่อนแล้วค่อยสู้เอาในศาล รวมถึงการตั้งข้อหาหนัก เรียกค่าประกันทำให้ไม่สามารถประกันตัวได้


ทั้งนี้ กำหนดการตัดสินคดีดังกล่าวจะมีขึ้นในวันที่ 5 ก.ย. แต่ศาลอาจขังต่อถ้ามีการอุทธรณ์

ประชาคมโลกแสวงหาความจริง


คุณ ขวัญระวี วังอุดม กล่าวว่า ปลายเดือนที่ผ่านมารัฐบาลไทยตอบคำถามผู้แทนของสหประชาชาติ(ยูเอ็น) ในด้านการสังหารนอกกฎหมาย โดยรัฐบาลยืนยันว่า ให้ประชาชนใช้สิทธิได้ตามที่มี แต่แท้ที่จริงก่อนการชุมนุมก็มีการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จนมีผู้ร้องเรียนไปเรื่องการใช้กำลังเกินเหตุจนทำให้มีผู้เสียชีวิต และใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ไม่เป็นไปตามสากล


ผู้เชี่ยวชาญพิเศษยัง ตั้งคำถามในเรื่องการใช้กำลังเกินกว่าเหตุที่มี การตั้งป้ายโซนใช้กระสุนจริง จนเป็นการเอื้อให้มีการยิงเกิดขึ้น รวมไปถึงเรื่องมาตรา 17 ที่กำหนดให้ละเว้นโทษแก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นมาตราที่ระบุเอาไว้กว้างมาก


นอกจากนี้ ในประเด็นการตั้งคณะกรรมการสอบค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) อาจไม่โปร่งใส รัฐบาลยังมีการจ้างทีมต่างประเทศเข้ามาชันสูตรศพเพียงแค่รายเดียวเท่านั้น แต่กลับมาใช้โฆษณาว่ามีความอิสระ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับตัวคอป.ว่าจะเอารายงานมาเปิดเผยหรือไม่ อย่างไร