WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 28, 2011

จาก "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" ถึง "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" สู่ยุคใหม่ "นายกฯตระกูลชิน"?

ที่มา มติชน



โดย ศักดา เสมอภพ, อริน เจียจันทร์พงษ์


"คน เราจะบังคับให้คนรัก 100% ก็ไม่ได้ หรือทำให้คนเกลียด 100% ก็คงไม่ใช่ มันมีทั้งคนรักคนชัง อยู่ที่เราทำตัวให้ดีก็แล้วกัน อย่าไปสนว่าใครจะรักใครจะชัง ถ้าคุณทำดี คนก็รักชอบไปเอง แต่ถ้าคุณทำไม่ดี ต่อให้นามสกุลสวยหรูยังไง คนก็ไม่ชอบ"


อีกอึดใจเดียว การเลือกตั้งครั้งประวัติ ศาสตร์จะมาถึง


และผลของการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคมนี้ จะชี้ชะตา ชี้อนาคต "ประเทศไทย" อีกครั้งหนึ่ง


ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการแข่งขันระหว่าง 2 พรรคใหญ่ "เพื่อไทย" กับ "ประชาธิปัตย์" เท่านั้น


พรรค ประชาธิปัตย์ยังคงเสนอ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศอีกสมัย ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้ชู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย


ท่าม กลางกระแส "นายกฯนอมินี" ที่จะก้าวเข้าสู่อำนาจเพื่อกรุยทางไปสู่การนิรโทษกรรมทางการเมืองแก่คนเสื้อ แดงและพี่ชาย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ยังพำนักอยู่ต่างประเทศ


"เลือก ยิ่งลักษณ์ ได้ทักษิณ" เป็นสโลแกนติดปากของพรรคคู่แข่งที่ยกขึ้นมาดิสเครดิต และล่าสุดนำมาสู่แคมเปญใหม่ "ไม่ล้างผิด" และชักชวนให้ "ถอนพิษประเทศไทย" อีกด้วย


สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็น "น้องเขย" พ.ต.ท.ทักษิณ นั่นเท่ากับว่าเป็น "พี่เขย" น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ต้องประสบกับแรงต้านจากการประท้วงบนถนนและปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล จนทำให้ "สมชาย" กลาย เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มีโอกาสนั่งทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า จนกระทั่งต้องตกเก้าอี้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน


ก้าว ย่างของ "ยิ่งลักษณ์" ในอนาคต จะละม้ายคล้ายกับ "สมชาย" ในอดีต ยังไม่มีใครกล้าฟันธง แต่วันนี้ "สมชาย" พอที่จะอรรถาธิบายสิ่งที่เห็นและเป็นไปในการเมืองที่ตัวเขาได้เข้ามาสัมผัส เพื่อเป็นอนุสติให้กับคนการเมืองหรือแม้แต่ "น้องปู-ยิ่งลักษณ์" ได้ ...


- ที่ผ่านมาเกิดกระแสต่อต้านพรรคเพื่อไทยพอสมควร

เป็น

ธรรมดา เพราะการเลือกตั้งเป็นการเสนอตัวเข้าสู่การคัดเลือกของประชาชน ต่างคนต่างก็ต้องการให้ประชาชนเห็นว่าตัวเองดี น่าจะเป็นตัวแทนได้ พรรคเพื่อไทยตอนนี้ก็กระแสดี โพลสำนักต่างๆ ออกมาก็นำอยู่หมด คู่ต่อสู้คงพยายามรื้อฟื้นขึ้นมา แต่อาจจะไม่รู้ว่า แต่ละคนจะใช้วิธีการต่างๆ ระบบประชาธิปไตยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทุกคนต้องวิ่งเข้าหาประชาชน ทำตัวให้ประชาชนเห็นว่าฉันดี เหมาะสมจะเป็นตัวแทนของคุณ โดยการนำเสนอนโยบาย แต่บ้านเรามันอาจจะดูแหวกแนวหน่อย บางทีก็มุ่งโจมตีกัน ไอ้โจมตีกันเนี่ย ผมว่ามันไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน ที่มาด่ากันเองน่ะจะทำให้ประชาชนเบื่อ พรรคไหนที่อ่านใจประชาชนตอนนี้ออก ไม่ต้องห่วงหรอกว่าคนอื่นจะโจมตี ขอให้คุณเข้าให้ถึงใจประชาชน ถ้าผมเป็นนักเลือกตั้งในขณะนี้ผมจะทำแบบนี้


- คุณยิ่งลักษณ์ลงเลือกตั้งครั้งแรก ก็ได้เป็นแคนดิเดตนายกฯเลย ในบริบทการเมืองแบบนี้จะทนแรงเสียดทานได้หรือ

โอ๊

ย... ทำไมจะไม่ไหวล่ะ ตอนนี้ประชาชนตอบรับทั้งประเทศไปแล้ว (หัวเราะ) ผมว่าไม่มีปัญหาหรอก ถ้าเราคิดว่าเป็นการเล่นการเมืองตามระบอบ เสนอตัวเข้าสู่สายตาประชาชนแล้ว ผมพูดถึงคุณยิ่งลักษณ์ลำบากตรงที่ว่า พูดแล้วเหมือนจะเชียร์กันเอง เพราะรู้กันอยู่ว่ามีความใกล้ชิด แต่ถ้าให้ผมมอง ผมก็พยายามเอาตัวออกมา แล้วมองด้วยสายตาประชาชนก็คิดว่า ประสบการณ์ในการทำงานเขาก็มี เป็นผู้บริหารองค์กรใหญ่ ทุนทรัพย์เป็นแสนล้าน ทำงานตั้งแต่เป็นเซลล์ขายของจนเป็นผู้บริหาร สังคมก็ทราบกัน ถ้าพูดในทางการเมือง ก็จริงอยู่เพิ่งเป็นบุคคลใหม่ในทางการเมือง แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประสบการณ์ เพราะอย่างน้อยก็เป็นน้องสาวอดีตนายกฯทักษิณ ก็คงจะเห็น เคยติดตาม เคยดู เคยช่วยอยู่เบื้องหลัง คุณยิ่งลักษณ์คลุกคลีอยู่กับพรรคมาตลอด แม้จะไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค คนเราก็ต้องมีการเริ่มต้น ต้องมีการเริ่มแรกทั้งนั้น ไม่มีใครจะมาเป็นนักการเมืองครั้งแรกแล้วเชี่ยวชาญเลย แต่ผมมองอีกว่าคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้เสียหายในเรื่องว่าเข้ามาใหม่ เพราะอย่างน้อยมีพื้นฐานและพิสูจน์ได้ จากการไปลงพื้นที่หาเสียง ซึ่งไม่ได้แพ้หัวหน้าพรรคการเมืองพรรคไหนเลย


- แวดวงการเมืองเล่นกันทั้งเกมบนดินใต้ดิน ผู้หญิงจะรับมือไหวเหรอ


คุณ ยิ่งลักษณ์เคยพูดว่า วันนี้ถ้าเห็นแก่ประชาชนก็ควรทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ดีกว่ามาเสียดทานเสียดแทงกัน มันพ้นสมัยแล้ว ประชาชนรอมานานแล้ว แล้วก็เสียหายไปเรื่อยๆ มาทำแข่งกัน ใครทำไม่ดีประชาชนก็คัดเลือกใหม่ ผมว่าน่าจะพัฒนาสักครั้งหนึ่งเราจะได้หลุดพ้นจากวงจรเดิมๆ ที่มันเป็นแรงดึงแข้งดึงขา ไม่ให้ประเทศพัฒนาไปข้างหน้าหมดไปเสียที


- หากพรรคเพื่อไทยชนะ ประสบการณ์จากรัฐบาลคุณทักษิณ คุณสมัคร (สุนทรเวช) และคุณสมชาย จะนำมาปรับใช้ให้คุณยิ่งลักษณ์อย่างไรเพื่อให้เป็นนายกฯตลอดรอดฝั่ง


ประสบการณ์ มันก็สอนอยู่ แต่ผมว่าสำคัญสุดตอนนี้คือ ประชาชนไปไกลแล้ว อะไรที่เขาเสียประโยชน์ประชาชนก็ต้องลุกขึ้นมา ไม่ใช่ต่อสู้แบบมีเรื่องนะ แต่ต่อสู้ในทางการเมือง แล้วก็สถานการณ์ที่ผมเจอ ท่านสมัครเจอ มันน่าจะเลยเวลาแล้วที่จะกลับไปคิดทำกันแบบนั้นอีก เพราะเห็นกันแล้วว่าไม่มีอะไรดีขึ้น ล้มลุกคลุกคลานกัน ผมอยากให้ข้างหน้าเดินไปอย่างเรียบร้อย การต่อสู้การเมืองเป็นเรื่องธรรมดา การหาเสียงเกทับกันเป็นเรื่องธรรมดา ก็ขอให้ประชาชนตัดสิน อย่าเอาพวกวิชามาร เทคนิคที่มันมาทำลายกันมาใช้ มันพอแล้ว ไม่ควรทำแล้ว ผลออกมาอย่างไรก็ว่ากันไปเลย แล้วทุกคนก็ยอมรับว่า ประชาชนเลือกใครก็ให้เป็นอย่างนั้น ถ้าประชาชนเลือกพรรคประชาธิปัตย์เป็นที่ 1 พรรคเพื่อไทยก็อย่าไปยุ่ง อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ดี คุณปล่อยก่อนสิ ให้เขาทำงานไปก่อน แล้วประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ถ้าเพื่อไทยมาที่ 1 พรรคอื่นก็อย่ามายุ่ง (หัวเราะ) ให้เขาทำไปก่อน ถ้าทำไม่ได้ค่อยว่ากัน เดิมบ้านเราก็ทำแบบนี้ แต่มันก็เปลี่ยนไป ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ก็ดี ไม่ต้องมาแก่งแย่งกัน แก่งแย่งกันมันล้าสมัย ไม่สวยงาม


- การมาของคุณยิ่งลักษณ์ทำให้พรรคเพื่อไทยเป็น "ชินวัตร" อย่างสมบูรณ์แบบ


อ้าว...แล้ว พรรคชาติไทยพัฒนาล่ะ พี่ชายน้องชายหรือเปล่า ก็เหมือนกันแหละ เราน่าจะมองที่ความสามารถจะดีกว่า อย่างท่านชุมพล (ศิลปอาชา) เป็นหัวหน้าพรรค ผมก็ว่าท่านเหมาะสม ถึงแม้ท่านบรรหารจะอยู่เบื้องหลังหรืออาจจะสนับสนุนทุน ก็ไม่แปลกอะไร ถ้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง แล้วถ้าอดีตนายกฯทักษิณมา สนับสนุนคุณยิ่งลักษณ์ มันก็ทำนองเดียวกัน เป็นธรรมดา ท่านสุวัจน์กับคุณหมอวรรณรัตน์ ก็เป็นคู่เขย ผมไม่เห็นเสียหาย มันอยู่ที่ประชาชนจะเห็นว่า ใครทำประโยชน์ให้เขาได้มากเท่านั้นเอง อย่าไปมองเรื่องที่ว่าเลย ทำไงได้ถ้าตระกูลนั้นเป็นคนเก่งแล้วประชาชนรับได้ ดังนั้นไม่แปลกนะ อย่าไปกีดกันว่าเป็นพี่น้อง แล้วพี่น้องเป็นนายกฯก็เคยมีคือ ม.ร.ว.เสนีย์ กับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ประชาชนก็รับได้ ฉะนั้นขอให้มองที่ความสามารถ


- ถ้าคนในตระกูลชินวัตรกลับมาจะไปขัดหูขัดตาใครอีกหรือไม่


(สวนทันที) มันเป็นยังไงเหรอชินวัตร ผมไม่เห็นว่ามันเป็นปัญหาอะไร


- บางคนเขาไม่ค่อยชอบชินวัตร


คือ... ไอ้อย่างนี้มันพูดไม่ได้หรอก เพราะว่าคนเราจะบังคับให้คนรัก 100% ก็ไม่ได้ หรือทำให้คนเกลียด 100% ก็คงไม่ใช่ มันมีทั้งคนรักคนชัง อยู่ที่เราทำตัวให้ดีก็แล้วกัน อย่าไปสนว่าใครจะรักใครจะชัง ถ้าคุณทำดีคนก็รักชอบไปเอง แต่ถ้าคุณทำไม่ดี ต่อให้นามสกุลสวยหรูยังไง คนก็ไม่ชอบ


- เผอิญมีการพูดกันว่าคนที่ไม่ค่อยชอบนั้นมีอำนาจพิเศษ


ผม คิดว่าวันนี้เรามาอิงอำนาจประชาชนแล้วไง ทุกคนถือว่าเป็น 1 เสียงก็แล้วกัน แล้วก็ใครที่คิดว่าตนเองมีอำนาจ ก็อย่าทำลายในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าทำร้ายความรู้สึกของประชาชน ให้ประชาชนเขาตัดสินใจ แต่ถ้าเขาทำไม่ดี ทำผิด กระบวนการมีอยู่ ผิดกฎหมาย คอร์รัปชั่น มีกฎหมายอยู่ถูกดำเนินคดีติดคุกติดตะรางได้หมด กระบวนการมันมีของมันครบหมด อย่าเอาความรู้สึกของตัวเองมาตัดสิน ผมก็ไม่รู้ใครไม่ชอบชินวัตร เห็นแต่คุณยิ่งลักษณ์ไปไหนก็มีแต่คนชอบ ผมไม่รู้จักคนที่ไม่ชอบ (หัวเราะ)


- "แก้ไขไม่แก้แค้น" จะทำให้อยู่กับอีกฝั่งหนึ่งได้ไหม


ฝั่งไหนล่ะครับ (หัวเราะ)


- อย่างเสื้อแดงบอกว่ากองทัพฆ่าประชาชน ถ้าเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจะไม่แตะกองทัพ


ผม คิดว่าใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลไม่ได้มีอำนาจทำอะไรตามอำเภอใจ ต้องมีกฎเกณฑ์ ระเบียบ กติกา กฎหมาย ถ้าใครทำไม่ถูก ไม่ควร ไม่ดี กระบวนการจัดการมันก็มีอยู่ ถามว่าถ้าขึ้นมาจะทำอะไรทหารมั้ย มันไม่มีใครทำอะไรใครได้ทั้งนั้น ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการที่เหมาะสม พอมีรัฐบาลก็ต้องมีรัฐมนตรีกลาโหม ทุกสิ่งทุกอย่างในฝ่ายทหาร รัฐมนตรีกลาโหมก็รับผิดชอบ เสนอรัฐบาลจะทำอะไร ของบฯเท่าไหร่ จะโยกย้ายแต่งตั้งใคร มันมีกระบวนการหมด ไม่ใช่คนที่มาเป็นนายกฯ หรืออดีตนายกฯทักษิณ จะมาชี้เป็นชี้ตาย มันเป็นไปไม่ได้หรอก ระบอบประชาธิปไตยมันมีกลไกตรวจสอบ ฝ่ายค้านในสภาเขาก็ไม่ยอมหรอก ผมบอกว่าให้กระบวนการมันเดินไป เราไม่ต้องไปวิตกกังวล มันไม่มีใครทำอะไรใครได้ อย่างนายทหารเขาอยู่ดีๆ จะไปยุ่งอะไรล่ะ ไปโยกย้ายแต่งตั้งเขามีเหตุผลไหมล่ะ ก็ต้องมีเหตุผลทั้งนั้น ถ้าไม่มีคนก็วิจารณ์ ฝ่ายค้านก็โจมตี ถ้าไปทำอะไรผิดเขาก็ไปฟ้องศาลปกครอง ศาลอะไรตั้งเยอะ มันมีการตรวจสอบ แต่ขอให้เป็นไปตามระบบและกระบวนการจะดีที่สุด แต่ที่สำคัญสุดคือ คนที่จะมานั่งเป็นรัฐบาลต้องซื่อสัตย์สุจริต และบริหารอย่างโปร่งใส คนถึงจะยอมรับ ถ้าเราไปทำอย่างนั้น คนเขาก็เห็นว่า คุณทำไม่ดี เสียงวิจารณ์ก็ตามมา การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เกิดขึ้น เลือกตั้งครั้งต่อไปคนก็ไม่เลือก


- แล้วเรื่องการนิรโทษกรรมทางการเมืองล่ะ


นิรโทษ กรรม.. (นิ่งคิด) ผมว่ามันเป็นเรื่องที่อาจจะเข้าใจไม่ตรงกันหรือเปล่า หลายคนบอกว่าเพื่อไทยจะนิรโทษกรรมให้อดีตนายกฯทักษิณ แต่ผมไม่เห็นนโยบายนิรโทษกรรมให้อดีตนายกฯทักษิณ คุณยิ่งลักษณ์บอกว่า ต้องการเข้าสู่การปรองดอง การสร้างสรรค์ทางการเมือง พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน เขาก็ชูปรองดอง หลายพรรคก็ชู ซึ่งปรองดองเนี่ย คงต้องทำเป็นกระบวนการที่ทุกฝ่ายร่วมกัน แต่สุดท้ายอาจจะนำมาซึ่งการนิรโทษกรรม มันก็เป็นไปได้ แต่เขาจะไปปรองดองกันแบบไหน วิธีการใด ก็ต้องออกเป็นกฎหมาย ไม่ใช่อยู่ดีๆ แล้วใครจะทำได้ ซึ่งการนิรโทษกรรมอาจจะอยู่ในหน่วยหนึ่งของการปรองดอง และถ้ามีการนิรโทษกรรมจริง ก็ไม่ใช่นิรโทษกรรมอดีตนายกฯทักษิณ ก็คงนิรโทษกรรมเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ถ้าท่านทักษิณจะได้ก็คงเป็นส่วนหนึ่ง เป็นประชาชนคนหนึ่งที่จะได้เรื่องความเป็นธรรมจากปัญหาทางการเมืองที่เกิด ขึ้น ผมว่าคงไม่มีใครหยิบยกขึ้นมา เอาคนคนเดียวขึ้นมาปรองดองหรือนิรโทษกรรม ไม่ใช่อย่างนั้น ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่คนเข้าใจกันคลาดเคลื่อนมากกว่า คือคิดว่านิรโทษกรรม ถ้าจะมีก็เป็นกระบวนการในการปรองดอง แล้วก็คงจะทำเพื่อประชาชนทั้งประเทศ ถ้าทำนะ (เน้นเสียง) ผมไม่รู้หรอกว่ารัฐบาลไหนจะทำ ดังนั้นต้องทำความเข้าใจกัน ผมเห็น พล.ต.สนั่น (ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา) ก็ชูปรองดอง ถามว่าของท่านจะจบตรงไหน ก็อาจจะต้องมาจบที่มีกฎหมายสักฉบับ ซึ่งอาจจะเรียกว่านิรโทษกรรมหรือเรียกว่าอะไรก็ได้ ผมก็ไม่รู้ มันก็แนวเดียวกันทั้งนั้น แต่นี่บังเอิญอดีตนายกฯทักษิณเป็นคนดัง มีคนพูดถึงบ่อย คนคิดบ่อยว่าจะนิรโทษกรรมให้ท่านเหรอ ก็เลยว่ากันไป เป็นประเด็นข่าว บานปลายกันไปใหญ่


- ประชาธิปัตย์และนักวิชาการบางกลุ่มประสานเสียงโจมตีว่า พรรคเพื่อไทยสู้เพื่อคนคนเดียวเป็นเรื่องน่าอาย


แล้ว มันจริงไหมล่ะ (พูดสวน) ถ้าทำอย่างนั้นมันก็น่าอาย แต่เขาทำอย่างนั้นหรือยังล่ะ ยังไม่ทำอะไรเลย วันนี้เขาหาเสียง เขาก็เสนอนโยบายของพรรค 30 บาทรักษาทุกโรคคืนมา เอากองทุนหมู่บ้านคืนมา ก็ไม่เห็นผิดอะไร ก็เสนอนโยบายใหม่ๆ แต่เวลาพรรคการเมืองเขาหาเสียง เขาก็พยายามโจมตีกันก็แล้วแต่ ผมก็มองเห็นอย่างนี้ มันไม่มีอะไรที่จะทำร้ายประเทศชาติสักอย่าง มันไม่มีใครหรอกที่เวลาเข้าสู่เลือกตั้งแล้วจะเสนอนโยบายที่ไม่เอาใจประชาชน


- คุณทักษิณอยากกลับบ้าน แต่ก็มีคนบอกว่า 99% ของนายกฯที่ถูกรัฐประหาร ส่วนใหญ่จะไม่ได้กลับ (ขณะมีชีวิต)


ก็ ธรรมดา ท่านก็อยากกลับบ้าน ผมไปเมืองนอก 4-5 วันก็ยังอยากกลับบ้านเลย (หัวเราะ) แต่ที่ว่ามานั้นก็เป็นความเห็น ทุกคนมีสิทธิออกความเห็น คนที่ออกความเห็นว่าน่าจะกลับได้ก็มี คนที่บอกว่าไม่ควรกลับก็มีก็ต้องฟัง เป็นปุถุชนยิ่งเป็นคนดังอยู่ในสายตา และการวิจารณ์ก็ต้องยอมรับ


- สถานการณ์อย่างนี้คิดว่าสุดท้ายจะกลับได้ไหม เพราะมองแล้วคงต้องนิรโทษกรรมก่อน


เอ่อ...ผมคิดว่า กลับบ้านก็กลับได้ทุกคนแหละ ยิ่งถ้ากลับมาแล้วไม่มีปัญหา (หัวเราะ) ส่วนเรื่องนิรโทษกรรม ผมพูดไปแล้ว


- บทสรุปสุดท้ายของทุกเรื่องคือต้องคุยกับอำนาจอื่นๆ ใช่หรือไม่


อัน นี้ผมไม่ทราบ แล้วแต่คนที่มาเป็นรัฐบาลก็ทำกันไป แต่ผมว่าทุกอย่างในประเทศเรามีกระบวนการ ถามว่าถ้าอดีตนายกฯทักษิณจะกลับบ้าน ถ้ากลับมาโดยที่ผ่านการกลั่นกรองของกระบวนการทุกกระบวนการ และทำให้ท่านสามารถเคลียร์ตัวเองได้ก็ว่าไป ถ้าเคลียร์ไม่ได้ก็ว่าไป คือทุกอย่างให้เข้าไปสู่กระบวนการที่มีหน้าที่นั้นเป็นคนจัดการ เป็นคนตัดสิน ส่วนจะกลับยังไง วิธีไหน ก็คงต้องทำตามกระบวนการที่มีอยู่เพื่อหาหนทางนั้น ถ้าหาได้ก็กลับได้ หาไม่ได้ก็ยังกลับไม่ได้ ถ้ากลับมาแล้วจะเกิดปัญหา ท่านก็คงไม่กลับ ท่านยังเคยพูดว่าเพื่อไทยขอให้ทำงานไปเพื่อประชาชน ไม่ต้องคำนึงถึงตัวท่านว่าจะได้กลับบ้านหรือไม่กลับบ้าน ไม่สำคัญ สำคัญคือทำงานให้ประชาชนมีความสุข แต่ก็แล้วแต่คนฟังจะวิจารณ์ คนเราร้อยคนร้อยความคิด

****************************


"ปูยังเด็กนัก" !


"ผมรู้จักคุณปูตั้งแต่คุณปูอายุ 8-9 ขวบมั้ง" สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯที่มีสถานะหนึ่งเป็น "พี่เขย" ของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ อันดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย ย้อนเวลาถึงวันที่ตัวเองได้รู้จัก "คุณปู" เป็นครั้งแรก


"ตอน นั้นผมไปอยู่เชียงใหม่ (รับราชการเป็นผู้พิพากษา) ไปรู้จักคุณแดง (เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ (ชินวัตร) ) แล้วก็แต่งงานกัน คุณปูยังเล็กๆ อยู่เลย" สมชาย เล่าพรางหัวเราะเบาๆ


ครอบครัวชินวัตรใน ขณะนั้นมีพี่น้องทั้งหมด 9 คนและ "ยิ่งลักษณ์" คือน้องสาวคนเล็ก ทำให้อายุห่างจากพี่คนโตเยอะมาก ทำให้ "ครอบครัวชินวัตร" ทุกคนมีคำพูดติดปากถึง "แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก" ที่แฝงความเป็นห่วงเป็นใยเอาไว้ตลอดเวลาว่า "ปูยังเด็กนัก" !


"สมชาย" บอกว่า ด้วยสาเหตุนี้ทำให้ "ยินดี ชินวัตร" ผู้เป็นมารดา เป็นห่วง "ลูกปู" มากกว่าใคร


"พอ คุณแม่เสีย พี่เยาวลักษณ์ (ชินวัตร พี่คนโต) ก็รับหน้าที่ในการดูแลน้องทุกคนโดยเฉพาะคุณปู พี่เยาวลักษณ์ดูแลเหมือนเป็นแม่คนที่สองก็ว่าได้ พอมาระยะหนึ่งพี่เยาวลักษณ์ล้มป่วย ทำให้ไม่สามารถดูแลน้องๆ ได้ ท่านอดีตนายกฯทักษิณ ซึ่งเป็นลูกคนที่สองของครอบครัวก็รับภาระดูแลน้องๆ


..ตอน คุณแม่เสีย คุณปูยังไม่จบมหาวิทยาลัย คุณแม่คงเห็นว่าอดีตนายกฯทักษิณเป็นพี่ชายคนโต ที่ถัดมาจากพี่เยาวลักษณ์ และท่านก็เป็นคนเก่งมาตั้งแต่ไหน ผมจำได้ตอนนั้น คุณแม่บอกกับอดีตนายกฯทักษิณว่า ถ้าแม่เป็นอะไรไปให้ช่วยดูแลน้องด้วย แม่เป็นห่วงน้องปู ให้ดูแลน้องเหมือนลูกนะ ให้ส่งน้องไปเรียนเมืองนอก"


"สม ชาย" ยืนยันว่าคำสั่งของ "แม่" คือสาเหตุหลักที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" เลี้ยงดู "ปู-ยิ่งลักษณ์" ไม่ต่างกับลูกสาวคนโตของตัวเอง และทำตามที่ "แม่" สั่งเอาไว้ทั้งหมด


"พ.ต.ท.ทักษิณ" ส่ง "น้องสาวคนเล็ก" ไปเรียนต่างประเทศ เมื่อเรียนจบก็ให้กลับมาทำงานที่บริษัทที่ตัวเองเป็นเจ้าของ


"ผม มองว่าอดีตนายกฯทักษิณ มองการณ์ไกล ถ้าจะฝึกคนหรือปั้นคนก็ต้องให้เริ่มต้นตั้งแต่เป็นพนักงานขาย แล้วคุณปูก็เก่ง ใช้ความสามารถไต่ขึ้นมาจนเป็นผู้บริหารองค์กร"


และวันนี้ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ก็เป็นคนเลือก "ยิ่งลักษณ์" ขึ้นมาเป็น "แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี" ของพรรคเพื่อไทย ??


"ที่ คุณปูขึ้นมาอยู่ตรงนี้ เร็วก็เพราะความสามารถ ไม่ใช่ว่าใครปั่นหรือปั้นขึ้นมา คุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ นายกฯ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) อายุ 47 ปีเองไม่ใช่หรือ ก็เป็นนายกฯ เขาขึ้นมาคนละทางเท่านั้น คุณปูอาจจะไม่เคยลงเล่นการเมือง แต่คุณอภิสิทธิ์ก็ไม่เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรเอกชนใหญ่ๆ เหมือนกัน ไม่เคยทำธุรกิจ ผมว่ามันไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันหรอก" ! สมชายบอก

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 27 มิ.ย. 2554)

"ยิ่งลักษณ์" โอ่แฟนเพจพุ่ง 1.5 แสนรายภายใน 1 เดือน โพสต์ข้อความพูดคุย 24 ล้านครั้ง(ดูคลิป)

ที่มา มติชน



เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่พรรคเพื่อไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย พบปะแฟนคลับกลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่เป็นเพื่อนทางทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กก ว่า 200 คน บริเวณห้องสมุดของพรรคเพื่อไทย บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ได้พูดคุยกับแฟนเพจอย่างเป็นกันเอง ว่า รู้สึกดีใจที่เพื่อนๆ ทางเฟซบุ๊กให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ตั้งแต่ตนลงทะเบียนเมื่อ 16 มิถุนายน 2553 มีเพื่อนถึง 7,000 คน มาถึงขณะนี้มีจำนวนเพื่อนเกินกว่าที่เฟซบุ๊กจำกัดไว้ เพื่อนคนอื่นจึงไปอยู่ในแฟนเพจแทน และตอนนี้เพิ่มมาเป็น 100 เท่า ทำให้มีเพื่อนถึง 157,000 คน อีกทั้งยังโพสต์ข้อความพูดคุยกับตนถึง 24 ล้านโพสต์ โดยให้ความเห็นว่าชื่นชอบนโยบายการหาเสียงในแต่ละจังหวัดของตน

ส่วน ข้อความที่ตนโพสต์และมีคอมเมนต์จากแฟนเพจว่าชื่นชอบมากที่สุดคือ “เราจะก้าวข้ามความขัดแย้ง” และนโยบายรถไฟฟ้า 10 สาย 20 บาทตลอดสาย ทำให้ปลื้มใจและรู้สึกอบอุ่นเป็นอย่างมาก เพราะไม่ได้อยู่คนเดียว แต่เพื่อนอายุตั้งแต่ 13-60 ปี คอยดูแล แสดงให้เห็นว่าแม้ต่างวัยแต่ใจตรงกัน ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติเป็นเพื่อนด้วย

สูญล้านคะแนน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



บรรยากาศเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

หลายหน่วยเลือกตั้งมีคนไปยืนรอหน้าคูหาตั้งแต่ยังไม่เปิดหีบ 8 โมง หลายหน่วยถึงเวลาปิดหีบบ่าย 3 ยังมีคนเข้าแถวรอยาวเหยียด

เจ้า หน้าที่ต้องขยายเวลาตามกฎระเบียบที่ กกต.กำหนด เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้สิทธิ์กันเต็มที่ กรุงเทพฯ วันนั้นรถติดหนึบหนับทั้งเมือง

ด้วยความที่มีผู้มาใช้สิทธิ์เป็นล้านคน จึงทำให�เกิดปัญหาขลุกขลักไม่น้อย ถึงกกต.จะบอกว่าเตรียมการรับมือมาดีแล้วก็ตาม

อย่าง บางคนต้องฝ่าฟันการจราจรที่ติดขัด มาถึงก็ต้องเสียเวลาเดินหาหน่วยเลือกตั้งด้วยความที่ไม่ใช่คนในพื้นที่ กว่าจะเจอก็เลยเวลาไปแล้ว

บางคนทุลักทุเลกว่าจะไปถึงบริเวณหน่วย เลือกตั้งบ่าย 3 พอดี แต่ยังต้องผ่านขั้นตอนการแสดงตัว พอจะเข้าคูหา เจ้าหน้าที่บอกว่าเลยเวลา ผู้ใช้สิทธิ์ก็งง ไหนว่าอะลุ้มอล่วยให้

แต่ ปัญหาที่ไม่น่าเกิด แต่ก็เกิดขึ้นแล้วกับหน่วยเลือกตั้งเขตบางบ่อ จ.สมุทรปราการ บัตรเลือกตั้งไม่พอกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ เหล่านี้เป็นต้น

ข้อ สังเกตอีกอย่างคือจำนวนผู้ขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าที่มีผู้มาลงทะเบียน ไว้ 2 ล้าน 6 แสนกว่าคน แต่พอถึงวันมีผู้มาใช้สิทธิ์ประมาณ 1 ล้าน 5 แสนคน หรือคิดเป็นร้อยละ 55

เท่ากับว่ามีผู้ไม่มาใช้สิทธิ์ถึง 1 ล้าน 1 แสนคน หรือร้อยละ 45 เป็นจำนวนที่ไม่ใช่น้อยๆ

ตรงนี้เองมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า คนที่ไม่ได้มาส่วนหนึ่งอาจตั้งใจไปใช้สิทธิ์วันเลือกตั้งจริง 3 ก.ค.

โดย ไม่รู้ว่าต้องไปทำเรื่องขอถอนชื่อ จากที่เคยลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ล่วงหน้าไว้เมื่อครั้งเลือกตั้งปี 2550 ซึ่งมีผลผูกพันถึงเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยก่อน

ถ้าหากไม่ไปขอถอน ชื่อก็จะคาอยู่ในบัญชีผู้ขอใช้สิทธิ์ล่วงหน้าอยู่อย่างนั้น ผลก็คือจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค.นี้ไม่ได้ เพราะจะไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งวันจริง

เรื่อง นี้'ข่าวสด'เคยลงข่าวต่อเนื่องหลายวัน เพราะมีผู้รู้เตือนไว้ก่อนแล้วว่าให้กกต.เร่งประชาสัมพันธ์ปัญหานี้ให้ ประชาชนรับรู้เสียตั้งแต่เนิ่นๆ

แต่กกต.ไม่ทำอะไร

เสียดายคะแนนเสียงประชาชนเป็นล้านคะแนน ต้องเสียหายไปฟรีๆ

ผอ.ยูเนสโกโต้สุวิทย์ พูดไปเอง ชี้ไม่มีวาระที่อ้าง

ที่มา ข่าวสด

สุรเกียรติ์ฟันธง ไทยพลาดแล้ว!


ยู เนสโกแถลงโต้"สุวิทย์ คุณกิตติ"นำประเทศไทยถอนตัวภาคีมรดกโลก ออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์กังขาข้ออ้างที่นำมาเปิดเผย ยืนยันยูเนสโกและคณะกรรมการมรดกโลกไม่ได้หารือแผนบริหารจัดการพื้นที่ปราสาท พระวิหาร รวมถึงไม่ได้ขอรายงานเพื่อนำมาหารือ ยิ่งกว่านั้นก็ไม่เคยผลักดันให้มีการหารือในเรื่องแผนบริหารจัดการดังกล่าว ด้วย ส่วนที่ไม่สามารถเลื่อนวาระได้เพราะสมาชิกไม่ยินยอม ด้านสุวิทย์กลับมาถึงไทยอ้างเหตุผลต้องถอนเพราะไม่อยากรับภาระความรับผิดชอบ ที่ตามมา ด้านอดีตรมว.ต่างประ เทศ"สุรเกียรติ์ เสถียรไทย"ชี้ไทยไม่ได้ประ โยชน์-เสียโอกาสจากการกระทำดังกล่าว เพราะมีวิธีอื่นตั้งมากมาย เช่น วอล์กเอาต์หรือให้ที่ประ ชุมบันทึกว่าไม่เห็นด้วย เพื่อจะได้มาเป็นเหตุผลในการโต้แย้งภายหลัง

"สุวิทย์"อ้างเหตุไทยลามรดกโลก

เมื่อ เวลา 05.50 น.วันที่ 27 มิ.ย. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าคณะผู้แทนการเจรจามรดกโลกฝ่ายไทย เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ หลังตัดสินใจให้ประเทศไทยยื่นลาออกจากการเป็นภาคีคณะกรรมการมรดกโลก

นาย สุวิทย์เปิดเผยว่า ถ้าหากไปเห็นชอบกับแผนบริหารจัดการหรือไม่เห็นชอบกับแผนบริหารจัดการ แต่กลับไปเห็นชอบกับข้อมติที่มีการซ่อนรายละเอียดเหล่านี้อยู่ข้างในจะเป็น การสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะต้องสูญเสียอำนาจอธิปไตยและเขตแดนของไทย ถ้าหากคณะกรรมการเห็นชอบในร่างข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเราก็ไม่ได้ความเห็นชอบด้วย แต่ศูนย์มรดกโลกผู้แทนผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก ก็พยายามผลักดันในเรื่องนี้และนำเสนอในที่ประชุมในลักษณะเร่งด่วน รวบรัด ซึ่งเราเองก็ได้ทักท้วงในที่ประชุมแล้วว่าควรจะให้มีกระบวนการในการเจรจามาก ขึ้น เพื่อจะได้หาข้อยุติร่วมกันให้ได้ แต่คณะกรรมการและศูนย์มรดกโลกไม่ได้ยอมขยายเวลาให้เราที่ขอขยายเวลาเพื่อที่ จะได้พิจารณาเพื่อหาข้อยุติให้ได้ จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกัน หรือปัญหาผลกระทบกันบริเวณชายแดน แต่ในที่สุดที่ประชุมก็ยังยืนยันที่จะดำเนินการต่อ

"ถ้าเราปล่อยไป แล้วไปสู่ขบวนการและมีส่วนร่วมในการพิจารณาร่างดังกล่าวด้วยนั้น ก็จะทำให้เกิดปัญหาและก็ความผูกพันในฐานะที่เราไปร่วมพิจารณาถึงแม้จะไม่ เห็นชอบด้วยแต่ที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นชอบด้วยก็จะทำให้เกิดปัญหาและเกิดการตี ความขึ้นมา ดังนั้น เราจึงประกาศถอนตัวจากการเป็นภาคีสมาชิกอนุ สัญญามรดกโลก และก็ประกาศด้วยว่าจะไม่ร่วมพิจารณาในครั้งนี้ แล้วผลที่ออกมาใดๆ ก็ตามเราไม่เห็นชอบด้วย ขอยืนยันว่าการกระทำการใดๆ ของประเทศกัมพูชา องค์การยูเนสโกหรือว่าผืนมรดกโลกก็ตาม ในการที่ดำเนินการเกี่ยวข้องบริเวณรอบตัวปราสาทเขาพระวิหารที่อาจจะรุกล้ำ อำนาจอธิปไตยในเขตแดนไทยเราไม่สามารถยอมรับได้ เพราะฉะนั้นเราจะไม่รับผิดชอบการกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้น ดังนั้น ประเทศไทยได้พิจารณาแล้วเห็นว่าศูนย์มรดกโลก คณะกรรม การมรดกโลกก็ดี ไม่ได้เห็นถึงความสำคัญของความละเอียดอ่อนเรื่องของปัญหาเขตแดนระหว่าง ประเทศไทยและประเทศกัมพูชา" นายสุวิทย์ระบุ

อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิ้ก ข่าวสด

เก็บตก ภาพคุณปู ยิ่งลักษณ์ 27/06/54

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉันยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร พบกลุ่มชุมชนฮินดู และปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัคร ส.ส. เขตบางคอแหลม ณ ลานกีฬาซอยอยู่ดี วัดพระยาไกร บา่งคอแหลม กรุงเทพฯ (เย็น) 27 มิ.ย. 54














face book Meet And Greet ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยมีแฟนคลับ มาร่วมงานกันมากมาย พบปะพูดคุย และถ่ายภาพร่วมกัน ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย 27 มิ.ย. 54











ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 28/06/54 พิษน้ำลายสังหาร

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน
คนอัปรีย์ ปากจัญไร ใจสกปรก
ชอบโกหก ใส่ร้าย พูดป้ายสี
จิตอุบาทว์ ชาติชั่ว ตัวกาลี
พูดย่ำยี ขยี้ซ้ำ เพื่อทำลาย....

พิษน้ำลาย สังหาร สามานย์สถุน
หวังเกื้อกูล แล้วเร่งรุด สู่จุดหมาย
คิดระยำ ทำโสมม สุดงมงาย
หวังเครือข่าย ถาโถม โหมกระพือ....

สมพรรคชั่ว คนทราม นามบัดซบ
คิดเลี่ยงหลบ กลบภาพ ตราบาปหรือ?
เลือดคนไทย ไหลบ่า ทาสองมือ
ยังยึดยื้อ เหยียบย่ำ หวังกำชัย....

ทั้งยัดเยียด เหยียดประณาม พูดหยามหมิ่น
กระดกลิ้น ร้อยเล่ห์ สุดเฉไฉ
จินตนาการ โน่นนั่น เหมือนฝันไป
คนจัญไร คิดแบบโง่ โธ่..ไอ้ฟาย....

เมื่อเวรกรรม กระหน่ำใส่ ให้วิบัติ
พายุซัด ไล่ถล่ม จนจมหาย
เฮือกสุดท้าย พรรคชั่ว คือกลัวตาย
จึงพ่นน้ำลาย สำราก จากปากเลว....

คิดจะเลือก แบบไหน ตามใจเถิด
อยากเลอเลิศ..หรือจมดิ่ง ยิ่งกว่าเหว
อยากร่มเย็น..หรือร้อนรุ่ม ดั่งสุมเปลว
อยากแหลกเหลว หรือเดินหน้า เชิญกาเอา....

๓ บลา / ๒๘ มิ.ย.๕๔

ร้องไห้ทั้งคืน ร้องไห้ไปอีกนาน

ที่มา ประชาไท

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอก 10 เมษาฯ 2553 นอน "ร้องไห้ทั้งคืน" แต่ญาติวีรชนที่ถูกฆ่าต้อง
"ร้องไห้ไปอีกนาน" เชิญอ่านบทกวีของกวีศรีประชา

0 0 0

หลับตาลง ได้อย่างไร. ไอ้โหดหื่น
ร้องไห้ทั้งคืนสะอื้นผวา
สั่งสังหารประชาชนคนธรรมดา
หลั่งน้ำตาเสแสร้งแสดงละคร
แล้วร้องไห้จริงหรือไม่ใครจะเห็น
อ้างเมียเป็นพยานย้ำทำยอกย้อน
มัน "ร้องไห้คืนเดียว" เที่ยวอุทรณ์
ทำเป็นอ้อนอ่อนเพลียว่าเสียใจ
คนที่ต้อง "ร้องไห้ไปอีกนาน"
เสียญาติมิตรลูกหลานลืมไม่ได้
ไม่ละอายใจบ้างหรืออย่างไร
โน่นนรกหมกไหม้ตะลึงรอ
คำปราศรัยหน้าศพเพื่อกลบเกลื่อน
ปลุกวิญาณสะท้านสะเทือนระทดท้อ
มันเย้ยเยาะยั่วแค้นจนแน่นคอ
คนหลอกผี โอ้หนอ อนาถใจ

นโยบายเกษตรกรมีบัตรเครดิต: อคติการกดเหยียดของคนเมือง ให้เกษตรกรกลายเป็นอื่นที่นอกเหนือจากตน

ที่มา ประชาไท

หลัง จากพรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายให้เกษตรกรมีบัตรเครดิต ก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยมีความเห็นแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของนโยบาย ผลสำรวจความคิดเห็นออกมาว่านโยบายนี้ “โดนใจ ชาวรากหญ้าสุด ๆ” แต่ในทางตรงข้ามก็เกิดกระแสความเป็นห่วงเป็นใยในโลกอินเตอร์เนท สำหรับนโยบายนี้ที่จะสร้างหนี้ และภาระความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร ชาวนา ซึ่งโยงใยมาสู่ปัญหาที่จะกระทบต่อคนเมืองด้วย

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้ รับการส่งต่อเมล์ (forward mail) ที่ให้เหตุผล ลำดับความได้อย่างสอดคล้องต่อความเชื่อ (stereotype) ของสังคมไทย แสดงความคิดเห็นต่อนโยบายพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคที่การสำรวจความคิดเห็นประชาชนทุกครั้ง คาดการณ์ว่า จะเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมามากที่สุดเมล์ฉบับนั้น กล่าวถึงนโยบาย “ให้เกษตรกรมีบัตรเครดิต” ว่า จะสร้างปัญหายุ่งยากต่าง ๆ ตามมา โดยให้เหตุผลว่า เกษตรกรมีหนี้สินมากอยู่แล้วเพราะขาดวินัยทางการเงิน การนำเงินไปให้ในรูปของเครดิตจะทำให้เกษตรกรใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยด้วย เหตุผล 2 ประการ ได้แก่

ประการแรก คนเหล่านี้ไม่เคยมีเงิน และอยากที่จะได้ทรัพย์สินสิ่งของเครื่องอำนวยความสะดวกเช่นเดียวกับคนเมือง แต่ไม่สามารถมีเงินซื้อหาได้ ทำให้เก็บกดความต้องการนี้ไว้ เมื่อมีบัตรเครดิตก็จะใช้จ่ายอย่างไม่ยั้งคิด ประการที่สอง พวกเขาและเธอมักจะคิดว่า “กู้ไปเถอะ ใช้ไปเถอะ แล้วหลังจากนั้นรัฐบาลก็จะยกหนี้ให้” เหตุผลทั้งสองประการนี้ทำให้เกิดความเป็นห่วงเป็นใยถึงนโยบายพรรคเพื่อไทย ที่จะทำให้คนชนบท เป็นหนี้สินเพิ่มมากขึ้น และคาดการณ์ต่อไปว่า จะนำไปสู่การสูญเสียที่ดินทำกิน กลายเป็นลูกจ้างในที่ดินของตนเอง แล้วก็จะไปบุกรุกป่า อพยพเข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้กับคนในเมืองหลวง สร้างปัญหาสังคม และปัญหายาเสพติดตามมา และสรุปปัญหาทั้งหมดทั้งสิ้นที่กล่าวมาว่าเป็นเพราะ “ปัญหาต้นตอคือตัวเอง เกษตรกรเรานั้นเองที่ยังขาดความรู้” (ธนชัย โกศิรสันต์, เมล์ส่งต่อ) ซ้ำร้ายคนที่ผมรู้จักที่ทำงานกับชนบท เคยสัมผัสใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านก็แสดงความเห็นคล้อยตามต่อทัศนะดังกล่าว

ผม รู้สึกขัดแย้งรุนแรงกับความเป็นห่วงเป็นใยนี้อย่างมาก เพราะลึก ๆ แล้วผมคิดว่าไม่ใช่ความห่วงใย แต่เป็นมุมมองในทางลบ การกันแยกคนชนบท เกษตรกร ออกไปจากคนปกติทั่วไป ที่จะสามารถคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้เฉกเช่นที่สามัญชนทั่วไป ทัศนะที่มีต่อคนชนบท เกษตรกร ในลักษณะที่เขาและเธอไม่เท่าทัน ไม่มีความรู้ และไม่ฉลาดพอ ควรจะยุติล้มเลิกไปนานแล้ว แต่กลับยังคงฝังแน่นในความรู้สึกของคนเมือง พร้อมๆ ไปกับการยกตนเองขึ้นมามีสถานะความเป็นมนุษย์ที่เหนือกว่า สามารถมีอะไรๆ ได้มากกว่า เท่าทัน และถูกต้องชอบธรรมกว่าเสมอๆ คนเมืองสามารถมีบัตรเครดิตได้ก็เพราะมีความรู้ เท่าทัน และรู้จักใช้ประโยชน์ แต่คนชนบท เกษตรกรนั้นยังไม่สมควรมีใช้ เพราะจะสร้างปัญหา และปัญหาเหล่านั้นก็จะมากระทบ เบียดบังถึงคนเมืองจากการอพยพเข้ามาทำงานสร้างปัญหาสังคม

นโยบายเกษตรกรมีบัตรเครดิต: อคติการกดเหยียดของคนเมือง ให้เกษตรกรกลายเป็นอื่นที่นอกเหนือจากตน

ใน ข้อเท็จจริงหนี้สินภาคการเกษตรที่มีอยู่เป็นจำนวนมากนั้นเป็นปัญหาเชิง โครงสร้างของระบบราคาพืชผลการเกษตร และการทำการเกษตรแบบที่ต้องพึ่งปุ๋ย สารเคมี สภาพดินฟ้าอากาศ และภาระค่าใช้จ่ายในสังคมสมัยใหม่ ไม่ใช่ปัญหาด้านวินัยทางการเงินอย่างที่คนเมืองมักหมิ่นเหยีดคนชนบทว่าไม่พอ เพียง การสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ในปี 2552 ครัวเรือนทั่วประเทศมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 20,903 บาท กลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุดคือกลุ่มนักวิชาชีพ/นักวิชาการ/นักบริหาร มีรายได้เฉลี่ยสูงถึง 48,745 บาท ส่วนรายได้เฉลี่ยต่ำสุดคือครัวเรือนเกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเอง 17,765 และเกษตรกรทำประมง ล่าสัตว์ หาของป่า 8,818 บาทต่อเดือน

ขณะที่ราย จ่ายเฉลี่ยของคนทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2543 ถึง 2552 เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คือ จาก 9,848 ในปี 43 เป็น 16,205 บาท ในปี 2552 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, การสํารวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2552)

จะเห็นได้ว่ารายได้ของกลุ่มเกษตรกรแทบจะไม่พอกับค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะเกษตรกรที่ทำประมง ล่าสัตว์ หาของป่านั้น รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของคนทั่วไป เมื่อรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย แน่นอนว่าหนี้สินย่อมตามมา หนี้ของเกษตรจึงต่างไปจากหนี้ของคนเมือง ความฟุ่มเฟือยย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากความยากจน ไม่มีจะกินยังคงดำรงอยู่ ซึ่งต่างจากหนี้ของคนที่มีรายได้สูงที่มีหนี้สินในสภาวะที่มีเงินเดือน มากกว่าค่าใช้จ่าย

และหากจะกล่าวหาว่าเกษตรกรฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายเกินตัว ข้อมูลก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่า คนกลุ่มที่รวยที่สุดที่มีรายได้สูงมีกว่าใช้จ่ายสูงถึงร้อยละ 40 ของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศ ส่วนคนยากจนที่มีรายได้ต่ำสุดมีค่าใช้จ่ายร้อยละ 9 เท่านั้น (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, การสํารวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2553)

ตัวเลขค่าใช้จ่ายเหล่านี้สอดคล้องตัวเลขหนี้สินในปี 2550 คนในเขตเมืองเป็นหนี้ในระบบเฉลี่ยครัวเรือนละ 152,391 บาท ชนบท 89,998 บาท หนี้นอกระบบ 9,077 บาท ชนบท 5,820 บาท ต่อครัวเรือน หนี้ของคนเมืองจึงมีสัดส่วนมากกว่าหนี้ของชนบทร้อยละ 60 กล่าวคือ ครัวเรือนชนบทเป็นหนี้ 100 บาท ครัวเรือนในเมืองจะเป็นหนี้ 160 บาท

เมื่อ มาพิจารณาที่สัดส่วนหนี้ในระบบเปรียบเทียบกับหนี้นอกระบบของคนเมือง เท่ากับ 16.7 ต่อ 1 หมายถึงคนเมืองเป็นหนี้ในระบบมากกว่าหนี้นอกระบบถึง 16 เท่าตัว ซึ่งแสดงให้เห็นโอกาสของการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่แตกต่างกันอย่างมาก กล่าวคือคนชนบทมีหนี้ในระบบ 1.5 ต่อ 1 ของหนี้นอกระบบ (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, สำรวจจำนวนครัวเรือนที่เป็นหนี้ แหล่งเงินกู้ และวัตถุประสงค์ของการกู้ยืม,2550) ซึ่งหมายถึงว่า หนี้นอกระบบ และหนี้ในระบบของคนชนบทสูงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน

หนี้ในระบบต่างจาก หนี้นอกระบบตรงที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า และมีสัญญาที่ถูกควบคุมด้วยกฎหมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ และโอกาสการถูกเอารัดเอาเปรียบ ภาระดอกเบี้ย และกลไกการประนอมหนี้ที่มีความแตกต่างกันของคนในเมืองและชนบท โดยคนเมืองมีโอกาสที่ดีมากกว่า

ประการต่อมาที่ผมอยากจะบอกกล่าวให้ ผู้ที่ไม่เคยสัมผัสชีวิตชนบท หรือแม้เป็นชาวชนบทที่ทิ้งไร่ทิ้งนามาทำงานในเมืองและหลงลืมรากเหง้าของตน เองให้รับทราบว่า หนี้ที่เกิดจากการซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงนั้น เป็นภาระหนักของเกษตรกรที่พวกพ่อค้า เถ้าแก่เงินเชื่อผู้ขายเคมีภัณฑ์ ให้สินเชื่อแก่เกษตรกรและเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยแบบเหมาจ่ายหลังจากเก็บ เกี่ยวผลผลิตซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ต่อระยะเวลา 1 ฤดูกาลเก็บเกี่ยว ซึ่งสร้างภาระหนี้สินอย่างมากให้กับเกษตรกร แน่นอนผมไม่เชื่อว่า หากบัตรเครดิตที่เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยจะเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยที่สูง กว่านี้ เกษตรกรจะไม่สามารถคิดคำนวณได้ว่า เขา-เธอควรจะใช้บริการบัตรเครดิตดังกล่าวหรือไม่ วิธีคิดคำนวณแบบนี้ผมไม่เชื่อด้วยว่าคนเมืองจะสามารถมากกว่า หรือคิดได้ดีกว่า เพราะหากเป็นเช่นนั้นคงไม่มีคนเป็นหนี้บัตรเครดิต ในปี 2541 ที่มีจำนวนบัตรเครดิต 1,906,645 ใบ เพิ่มเป็น 12,003,368 ใบ ในปี 2550 หรือเพิ่มขึ้นราว 10 ล้านใบ ในระยะเวลาเพียง 9 ปี! ยิ่งไปกว่านั้น สินเชื่อคงค้างตั้งแต่ปี 2541-2550 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน

ณ สิ้นปี 2550 มีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตรวมทั้งสิ้น 79,760 ล้านบาท คิดเฉลี่ยเท่ากับ 6,644 บาท ต่อบัตร แต่มูลค่ายอดสินเชื่อคงค้างกลับมีจำนวนมากกว่าคือมีทั้งสิ้น 179,276 ล้านบาท คิดโดยหารด้วยจำนวนบัตรเครดิตทั้งหมดในปี 2550 จำนวน 12,330,369 ใบ จะมียอดคงค้างโดยเฉลี่ยเท่ากับ 14,935 บาทต่อบัตร (กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ , 2554) แสดงให้เห็นการไม่ชำระหนี้บัตรเครดิตของคนเมือง ที่บัตรหนี่งใบมีมูลค่าหนี้ที่ไม่ชำระสูงกว่า มูลค่าการใช้จ่ายโดยเฉลี่ย ซึ่งคงต้องตอบคำถามว่าพฤติกรรมเช่นนี้ชาญฉลาดกว่าคนชนบทตรงไหน?

แต่ คนเมืองกลับแสดงความเป็นห่วงเป็นใยเชิงดูแคลนการบริหารจัดการหนี้ของ คนชนบท ที่นโยบายก็ระบุชัดเจนว่าเป็นหนี้บัตรเครดิตที่จะให้กับการซื้อปุ๋ย ยาฆ่าแมลง

และหากจะกล่าวหาว่าคนชนบทเบี้ยวหนี้ ผมก็ขอยกตัวอย่าที่ชี้ให้เห็นว่าคนชนบทนั้นมีวินัยทางการเงินเข้มงวดกว่ามาก นัก ได้แก่กรณี กองทุนหมู่บ้าน ที่ปัจจุบันมีกองทุนหมู่บ้านฯ 79, 255 กองทุน เป็นเงินรวม 8 หมื่นล้านบาท มีดอกผลงอกเงย 3 หมื่นล้านบาท ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติกล่าวว่า “เงินกองทุนยังอยู่ในมือชาวบ้านไม่ได้หายไปไหน เพราะชาวบ้านมีวินัยทางการเงินและมีความรับผิดชอบสูง กองทุนทั้งหมดชาวบ้านบริหารกันเอง ด้วยฝีมือผู้บริหารที่จบ ป.4, ป.6 และสูงขึ้นมาหน่อยอาจจะจบ ชั้นมัธยม แต่สามารถบริหารเงินได้ดี เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เบี้ยวหนี้หรือติดค้างชำระ เนื่องจากเขามีความละอาย ใครเป็นหนี้ 2 หมื่นบ้าน รู้กันทั้งหมู่บ้าน ถ้าค้างชำระก็ติดชื่อไว้ที่ศาลาวัด หรือไม่ก็ให้ลูกหลานช่วยทวงถามให้” นอกจากนั้นยังมีกองทุนหมู่บ้านฯ ที่มีความเข้มแข็ง และประสบผลสำเร็จจนสามารถยกฐานะเป็นสถาบันการเงินชุมชนแล้ว 1,149 แห่งทั่วประเทศ (สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง, 2554)

ความ สำเร็จของสถาบันการเงินขนาดเล็กที่เรียกว่า “micro finance” ซึ่งเป็นแนวคิดที่นำมาช่วยบรรเทาความทุกข์ยากเดือดร้อนของคนยากจน ซึ่งเกิดขึ้นและสรุปตรงกันทั่วโลกว่า คนยากจน ชาวบ้านนั้น มีวินัยทางการเงิน อันสืบเนื่องมากจาทุนทางสังคม ที่มีความยึดมั่นผูกพันกันเหนียวแน่นในแบบแผนบรรทัดฐานทางสังคม และความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ซึ่งแตกต่างจากคนเมืองที่แทบจะไม่หลงเหลือทุนทางสังคมเหล่านี้อยู่แล้ว

ข้อมูล นี้คงจะลบล้างความเชื่อที่หมิ่นแคลนคนยากจน เกษตรกร ได้เป็นอย่างดี จากที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้ต้องการสนับสนุน หรือยกชูนโยบายของพรรคเพื่อไทย หากแต่ทนเห็นความเข้าใจผิด การปลูกฝังวิธีคิดแบบกดเหยียดเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ภายใต้ความเป็นห่วงเป็นใย ความปรารถนาดีอย่างล้นเหลือ ซึ่งไม่ได้ช่วยให้เกิดประโยชน์ กลับยิ่งจะสร้างความขัดแย้งชิงชังเพิ่มขึ้นในสังคมไทย

สาระสำคัญที่ เราควรเป็นห่วงสำหรับนโยบายนี้ก็คือ ทำอย่างไรให้บัตรเครดิตที่จะออกมานี้มีดอกเบี้ยต่ำ มีเงื่อนไขที่สอดคล้องเหมาะสมกับวิถีชีวิตของเกษตรกร ไม่ขูดรีดเหมือนบัตรเครดิตที่คนเมืองใช้และกำลังประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้ มาตรการป้องกันการฉวยโอกาสของร้านค้าที่จะบังคับขายปุ๋ย เคมีภัณฑ์ ด้วยราคาเครดิตให้กับบางบริษัทที่มีผลประโยชน์ร่วม หรือขายในราคาเงินเชื่อที่สูงกว่าปกติ, การปลอมปน หลอกลวง และแสวงหาผลกำไรด้วยกลยุทธทางการค้าอื่น ๆ ซึ่งนี่ไม่ได้หมายความว่าคนชนบทจะไม่เท่าทัน แต่สภาพเช่นนี้ก็เกิดขึ้นมาแล้วในสังคมเมือง หากแต่ในสังคมเมืองนั้นรัฐมีมาตรการปกป้องคุ้มครอง และให้การช่วยเหลือมากกว่า

หากบทความนี้จะมีข้อมูล ความน่าเชื่อถืออยู่บ้าง ผู้เขียนก็ขอวิงวอนให้หยุดมองคนชนบทแบบแบ่งแยกในลักษณะที่เป็นสิ่งที่ล้า หลัง ด้อยพัฒนา ไม่เท่าทัน ไม่คู่ควร เมื่อเทียบกับคนเมืองเสียที เพราะเผ่าพันธุ์มนุษย์นั้นไม่มีใครเหนือกว่าหรือฉลาดกว่าใคร อยู่ที่ว่าจะใช้มาตรฐาน คุณค่าแบบใดเข้าไปตัดสิน

ความขัดแย้ง ความสูญเสียที่ผ่านมา เพียงพอที่เราจะได้หันกลับมามองและช่วยกันสร้างระบบ ระเบียบ กฎเกณฑ์ทางสังคมที่ไม่แบ่งแยก สร้างความแตกต่าง และเปิดให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างทัดเทียมกันหรือยัง ?

อ้างอิง

  • กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, (2554) “หนี้บัตรเครดิต” เข้าถึงได้จาก http://www.bangkokbiznews.com
  • สํา นักสถิติพยากรณ์, (2554) สำนักงานสถิติแห่งชาติ, การสรุปผลจากการสํารวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2550, 2552, 2553 เข้าถึงได้จาก http://www.nso.go.th
  • สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ, (2554) “กองทุนหมู่บ้านเติบโตอย่างมั่นคง” เข้าถึงได้จาก http://www.villagefund.or.th
  • ธนชัย โกศิรสันต์, (2554) “ชาวไร่-ชาวนา ตกเป็นทาส....ด้วยนโยบายพรรคเพื่อไทย...!!!”, เมล์ส่งต่อ

พอลลีน: 'ในนามของความเกลียดชัง' อดีตนักสิทธิสตรี ผู้กลายเป็นอาชญากรฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และทารุณกรรมทางเพศต่อสตรี

ที่มา ประชาไท

นางพอลลีน เยียรามาซูฮูโก (Pauline Nyiramasuhuko) เพิ่งถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตต่อความผิดฐานก่ออาชญากรรมที่เป็นภัยต่อมนุษยชาติ

เธอ เป็นผู้หญิงคนแรกที่ถูกคณะตุลาการศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดา (The International Criminal Tribunal for Rwanda: ICTR) พิพากษาให้รับโทษฐานเป็นผู้ก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และสนับสนุนให้มี การกระทำทารุณกรรมทางเพศต่อสตรี

นางพอลลีน วัย 65 ปีเป็นอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสตรีและสวัสดิการครอบครัวแห่งประเทศรวันดา

องค์ คณะผู้พิพากษาของ ICTR ระบุในคำพิพากษาว่า นางพอลลีนร่วมคบคิดวางแผนในการก่ออาชญกรรมที่เป็นภัยต่อมนุษยชาติ, ทำลายล้าง, ข่มขืน, ไล่ล่าประหัตประหาร, กระทำทารุณกรรมต่อชีวิต และเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวทุตซี่ (Tutsis) กว่า 800,000 คนในประเทศ เมื่อปีพ.ศ. 2537 เหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนั้นถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์หลายเรื่อง เรื่องหนึ่งที่เป็นรู้จักกันอย่างแพร่หลายคือ Hotel Rwanda

อาชญากรรม ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวทุตซี่ในรวันดา เกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม พ.ศ. 2537 ชาวทุตซี่ที่ตกเป็นเหยื่อของการสังหารหมู่ครั้งนี้มีประมาณ 800,000 คนหรือร้อยละ 77 ของจำนวนประชากรชาวทุตซี่ในรวันดาก่อนเกิดเหตุการณ์ฯ ทั้งนี้ ก่อนปี 2537 จำนวนประชากรชาวทุตซี่ในรวันดามีอยู่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของประชากรทั้งประเทศ

ในระหว่างการก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ นั้น กลุ่มพลเรือนติดอาวุธที่รัฐบาลฯจัดตั้งขึ้นทั่วประเทศได้ข่มขืนผู้หญิงและ เด็กหญิงชาวทุตซี่อย่างโหดร้ายทารุณด้วย

นางพอลลีนถูกกล่าวหาว่าเป็นหนึ่งในห้ารัฐมนตรีที่ร่วมวางแผนนี้เพื่อทำลายล้างชาวทุตซี่

หลัง เหตุการณ์ร้อยวันแห่งการสังหารในรวันดาสิ้นสุดลง นางพอลลีนหลบหนีไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยที่ประทศคองโก สามปีหลังจากนั้น เธอถูกจับได้ที่ประเทศเคนยาในปี พ.ศ. 2540 และถูกนำตัวไปควบคุมตัวไว้ที่แทนซาเนียเพื่อรอการพิจารณาคดี

การพิจารณาคดีของนางพอลลีนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 นับเป็นการพิจารณาคดีที่ใช้เวลายาวนานที่สุดของ ICTR

นอก จากข้อกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีในการจัดตั้ง กลุ่มพลเรือนติดอาวุธทั่วประเทศเพื่อกวาดล้างชนเผ่าทุตซี่ให้สิ้นสูญไป จากรวันดาให้เร็วที่สุด พอลลีนยังถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สั่งการและส่งเสริมให้มีการสังหารหมู่ในเมือง Butare ทางตอนใต้ของรวันดาซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของเธอด้วย ทั้งนี้ เมือง Butare เป็นเมืองที่มีสัดส่วนของชาวทุตซี่และชาวฮูตู (Hutu) อยู่ร่วมกันจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งในรวันดา

นางพอลลีนอายุ 48 ปี ในช่วงที่เธอก่ออาชญากรรมสะเทือนโลก เธอเป็นนักการเมืองและสตรีที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของรวันดาในขณะนั้น

พอ ลลีนมาจากครอบครัวชาวนายากจนในชุมชนชนบทที่อยู่เขตรอบนอกของเมือง Butare หลังสำเร็จการศึกษาชั้นประถม พอลลีนได้เข้าไปเรียนต่อที่ Karubanda School of Social Studies ในเมือง Butare เมื่อจบการศึกษาระดับไฮสคูลจากที่นี่ เธอเริ่มต้นทำงานเป็นนักพัฒนาสังคมด้านส่งเสริมและพัฒนาสิทธิสตรี เธอแต่งงานกับ Maurice Ntahobali ปัญญาชนคนดังของรวันดา และมีบุตรชายหญิงด้วยกัน 4 คน

พอลลีนเป็นเด็กหญิงจากหมู่บ้านชนบทที่ นำความภูมิใจมาสู่ชุมชนของเธอตลอด มา ทั้งยังเป็นผู้มีความอุตสาหะพยายามจนสามารถเรียนจบปริญญาตรีด้านกฎหมายได้ เมื่ออายุ 44 ปี

ปี 2535 พอลลีนได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงกรการพัฒนาสตรีและสวัสดิการครอบ ครัว ตอนนั้นมีเสียงวิจารณ์กันว่าเธอได้ตำแหน่งนี้มาเพราะเป็นเพื่อนกับนางAgathe Habyarimana ภริยาประธานาธิบดี Juvenal Habyarimana แห่งรวันดา พอลลีนรู้จักกับ Agathe Habyarimana ในช่วงที่เรียนไฮสคูล

ประธานาธิบดี Juvenal Habyarimana ถูกลอบสังหารในเดือนเมษายน 2537 อสัญกรรมของประธานาธิบดีเชื้อชาติฮูตู ได้นำไปสู่อาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวทุตซี่ในรวันดาที่นางพอลลีนเข้าไป เกี่ยวข้องด้วย

ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ฯนั้น สามีของพอลลีนดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัยแห่งชาติรวันดาที่เมืองButare บุตรชายคนหนึ่งของเธอเป็นหัวหน้ากลุ่มพลเรือนติดอาวุธที่ไล่ล่าสังหารชาวทุ ตซี่และข่มขืนทารุณกรรมผู้หญิงชาวทุตซี่ตามคำสั่งเบื้องบนซึ่งมีพอลลีนเป็น หนึ่งในผู้สั่งการ

ขณะที่หลบหนีอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในคองโกเมื่อปี 2538 นั้น พอลลีนเคยให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่าเธอไม่เกี่ยวข้องใดๆกับการสังหารหมู่ใน รวันดา เธอตอบโต้ข้อกล่าวหาโดยหยิบยกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ “เพศสภาพ”มาอธิบายประกอบว่า “แม้แต่ไก่สักตัว ฉันก็ยังไม่กล้าฆ่า ถ้ามีใครมาบอกว่าผู้หญิง หรือคนที่เป็นแม่สามารถฆ่าคนได้ ฉันขอบอกเลยว่าฉันพร้อมที่จะโต้ตอบกับคนๆนั้น”

พอลลีนบอกว่าเธอตก เป็นเป้าของการถูกกล่าวหา เพราะเธอเป็นผู้หญิงฮูตูที่มีการศึกษาสูง เธอบอกว่า “ผู้หญิงชาวฮูตูทุกคนที่ได้เรียนในมหาวิทยาลัย ถูกมองราวกับเป็นฆาตกร”

ขณะที่สามีของเธอให้สัมภาษณ์นิวยอร์คไทมส์ ว่า พอลลีนเคยเป็นนักเคลื่อนไหวรณรงค์ด้านสิทธิสตรี ทำงานส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างหญิงชายมาตลอด เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะสนับสนุนให้ลูกชายข่มขืนผู้หญิง

อย่างไรก็ตาม คณะผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศเพื่อรวันดาระบุว่าความผิดของนางพอลลีนนั้น “มีหลักฐานชัดเจนที่แสดงให้เห็นความวิปริตและความชั่วช้าซึ่งยากหยั่งถึง”

บท ความเรื่อง "Mother of Atrocities: Pauline Nyiramasuhoko's Role in The Rwandan Genocise" ที่เขียนโดย Carrie Sperling ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำ Legal Research and Writing, University of Oklahoma College of Law อ้างถึงรายงานของ Human Rights Watch ที่ระบุว่า “ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นไปพร้อมๆกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คือ พวกลูกชายวัยรุ่นถูกบังคับให้ข่มขืมแม่ของพวกเขาเองต่อหน้าสมาชิกในครอบครัว คนอื่นๆ” และ “ในหลายเหตุการณ์ มีการเอาน้ำที่กำลังต้มเดือดหรือน้ำกรด เทใส่ช่องคลอดของเหยื่อที่ถูกข่มขืน รวมทั้งการกรีดอวัยวะเพศและการตัดนมของเหยื่อ”

ทั้งหมดนี้เป็นอาชญากรรมที่ถูกกระทำขึ้นในนามของความเกลียดชังอันมีอดีตนักสิทธิสตรีอยู่เบื้องหลัง

Sources:
http://www.bbc.co.uk/news/world-africa-13507474
http://www.bbc.co.uk/news/world-africa-13907693
http://edition.cnn.com/2011/WORLD/africa/06/24/rwanda.genocide.verdict/index.html?iphoneemail
http://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=1662710

คำเตือน: ไทยถอนตัวจากภาคีมรดกโลกแล้วจริงหรือ?

ที่มา ประชาไท

จาก ช่วงคืนที่ผ่านมา สื่อมวลชนไทยได้รายงานว่านายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทยในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ประกาศว่าไทยได้ “ลาออกจากคณะกรรมการมรดกโลก” บ้างก็ว่า “ถอนตัวจากสมาชิกมรดกโลก” บ้างก็ว่า “Thailand has withdrawn from the World Heritage Convention” ล่าสุดคุณสุวิทย์เองใช้คำว่า “คกก.มรดกโลกนำวาระเขาพระวิหารเข้าที่ประชุม จึงเป็นที่มาของการถอนตัวของไทยออกจากกรรมการและสมาชิกภาคีอนุสัญญา” (http://twitter.com/#!/SuwitKhunkitti).

ผู้เขียนยังไม่พบหนังสือ ถ้อยแถลง หรือคำอธิบายอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทยว่า “การถอนตัว” ดังกล่าวมีรายละเอียดเช่นใด แต่ในยุคสมัยที่สื่อมวลชนต่างชิงเสนอข้อมูลจาก Twitter เพียงไม่กี่บรรทัด ผู้เขียนในฐานะนักกฎหมายจึงจำต้องตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นเพิ่มเติมอีกบาง บรรทัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนดังนี้

ไทย จะ “ถอนตัว” (withdraw) จาก “ภาคีมรดกโลก” ได้หรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องการตัดสินใจตามอำเภอใจ แต่เป็นเรื่องการใช้สิทธิตามขั้นตอนกฎหมายระหว่างประเทศ โดยหลักก็คือ อนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ค.ศ. 1972 (“อนุสัญญามรดกโลกฯ”) ซึ่งไทยอาจ “ยังคง” เป็น หรือ “เคย” เป็น “ภาคีอนุสัญญา” (“ภาคี” ในที่นี้ก็หมายถึง “คู่สัญญา” ที่ยอมผูกพันตามกฎหมายนั่นเอง)

กฎหมายระหว่างประเทศรับรองว่าไทยมีสิทธิถอนตัวจากการเป็น "ภาคีอนุสัญญามรดกโลกฯ" โดยการ “ประกาศไม่ยอมรับ” (denounce) ทั้งนี้ตามที่อนุสัญญามรดกโลกฯ ข้อ 35 กำหนดสิทธิไว้ ดังนี้:

Article 35
1. Each State Party to this Convention may denounce the Convention.

2. The denunciation shall be notified by an instrument in writing, deposited with the Director-General of the United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization.

3. The denunciation shall take effect twelve months after the receipt of the instrument of denunciation. It shall not affect the financial obligations of the denouncing State until the date on which the withdrawal takes effect.

(เน้นคำโดยผู้เขียน ตัวบทอนุสัญญามรดกโลกฯ อ่านได้ที่ http://whc.unesco.org/en/conventiontext)

หากการ “ถอนตัว” ที่คุณสุวิทย์ได้กระทำไปในนามรัฐบาลไทยคือการใช้สิทธิ “ประกาศไม่ยอมรับ” หรือ denounce ตามความในข้อ 35 ข้างต้น ผลทางกฎหมายที่ตามมาก็คือ “การประกาศไม่ยอมรับ” (denounce) นั้น มิ ได้ส่งผลเป็นการ “ถอนตัว” (withdrawal) โดยทันที แต่การถอนตัวจะเริ่มมีผลต่อเมื่อครบกำหนด 12 เดือน จากวันที่คุณสุวิทย์ได้ยื่นหนังสือไปยังยูเนสโก ซึ่งอาจหมายความว่า (ผู้เขียนย้ำว่า “อาจ”) ณ วันนี้ ไทยเองยังคงมีทั้งสิทธิและหน้าที่ในฐานะภาคีอนุสัญญามรดกโลกฯ ไปจนถึงเดือนมิถุนายน ปี 2555 (นอกจากไทยจะได้ตั้งข้อสงวนเรื่องนี้ไว้ แต่ผู้เขียนไม่พบข้อสงวนของไทยในบันทึกการเข้าเป็นภาคี UNTS Vol 1484 No 15511 เมื่อ ค.ศ. 1987 แต่อย่างใด)

หลักกฎหมายและเงื่อนไขระยะเวลา ที่ปรากฏอยู่ในอนุสัญญามรดกโลกฯ ข้อ 35 ที่ผูกพันไทยนี้ สอดคล้องรองรับกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญ คือ ข้อ 56 และ ข้อ 70 แห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (แม้ไทยจะมิได้เข้าผูกพันตามอนุสัญญากรุงเวียนนาโดยตรง แต่อาจมองในทางกฎหมายได้ว่าหลักดังกล่าวเป็นหลักทั่วไปที่ยอมรับนับถือโดย สากลกว่า 100 ประเทศทั่วโลก)

ถามต่อว่า ในช่วงระยะเวลา 12 เดือนนี้ ไทยจะเสียเปรียบกัมพูชา หรือไทยจะตกอยู่ใต้อำนาจของคณะกรรมการมรดกโลก หรือ ไทยจะต้องยอมรับผูกพันตามมติ หรือ แผนบริหารจัดการบริเวณปราสาทพระวิหารอันจะกระทบต่ออธิปไตย หรือความได้เปรียบเสียเปรียบในศาลโลกหรือไม่ อย่างไร?

ผู้เขียนตอบเบื้องต้นเป็นขั้นๆ ดังนี้

1. อนุสัญญามรดกโลกฯ เป็นกฎหมายที่มีความยืดหยุ่น
การ เป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกฯ มิได้หมายความว่าคณะกรรมการมรดกโลก หรือ ใครจะมีมติสั่งไทยซ้ายหัน ขวาหันได้ เพราะสังคมระหว่างประเทศได้ออกแบบให้อนุสัญญามรดกโลกฯ เป็นกฎหมายที่มีความยืดหยุ่นบนพื้นฐานของความร่วมมือช่วยเหลือ (co-operation and assistance) และมิใช่พันธกรณีที่บังคับควบคุมโดยเด็ดขาด เห็นได้จากการที่อนุสัญญามรดกโลกฯ ใช้ถ้อยคำทางกฎหมายที่ผูกพันไทยอย่างยืดหยุ่น เช่น

- อนุสัญญามรดกโลกฯ ข้อ 4 ใช้ถ้อยคำว่า “[ไทย]จะทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้” (It will do all it can to this end...)

- อนุสัญญามรดกโลกฯ ข้อ 5 ใช้ถ้อยคำว่า “[ไทย]จะพยายามอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และเหมาะสมสำหรับ[ประเทศไทย ]” (...shall endeavor, in so far as possible, and as appropriate for each country...)

- อนุสัญญามรดกโลกฯ ข้อ 7 ใช้ถ้อยคำว่า “เพื่อจัดตั้งระบบความร่วมมือและช่วยเหลือระหว่างประเทศอันที่จะสนับสนุน ภาคีอนุสัญญาฯ” (...the establishment of a system of international co-operation and assistance designed to support State Parties to the Convention…)

- อนุสัญญามรดกโลกฯ ข้อ 11 (3) ใช้ถ้อยคำสงวนสิทธิว่าการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจะไม่กระทบต่อสิทธิของไทย (...shall in no way prejudice the rights...) ที่ยังมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนหรืออธิปไตยกับกัมพูชา เป็นต้น

ดังนั้น แม้หากวันนี้ไทยยังคงเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกฯอยู่ ไทยย่อมสามารถตีความอนุสัญญาโดยสุจริตว่าไทยจะร่วมมือและช่วยเหลือเท่าที่จะ เป็นไปได้และเหมาะสมสำหรับประเทศไทย โดยไม่กระทบต่อสิทธิของไทยที่มีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนกับกัมพูชา. ผู้เขียนย้ำว่ากฎหมายระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องน่ากลัวสำหรับประเทศที่ชาญ ฉลาดและแยบยล

2. กฎหมายระหว่างประเทศให้สิทธิไทยไม่ต้องปฏิบัติตามอนุสัญญามรดกโลกฯ หากมีกรณีจำเป็น
แม้ สุดท้ายจะมีผู้ใดตีความว่าคณะกรรมการมรดกโลก หรือ ใครจะมีมติสั่งไทยซ้ายหัน ขวาหันได้ หรือไม่อย่างไร กฎหมายระหว่างประเทศก็ยังคงเปิดช่องให้ไทยมีสิทธิยกข้อต่อสู้เพื่อไม่ต้อง ปฏิบัติตามมตินั้น อาทิ หลักกฎหมายทั่วไปเรื่อง fundamental change of circumstances หรือ rebus sic stantibus เช่นที่สะท้อนอยู่ในข้อ 62 แห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 หรือ หลักกฎหมายว่าด้วยความจำเป็น (necessity) เช่นที่สะท้อนอยู่ในข้อ 25 แห่งร่างข้อกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของรัฐ (ILC Draft Articles on State Responsibility)

ไทยสามารถอ้างสิทธิตามหลักกฎหมายเหล่านี้ เพื่อต่อสู้ว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ และกระทบถึงความมั่นคงปลอดภัยและสันติภาพระหว่างประเทศ ไทยจึงมีสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จะไม่ปฏิบัติตามมตินั้น อย่างไรก็ดี การยกข้อต่อสู้ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไทยมีภาระพิสูจน์ตามหลักเกณฑ์ย่อย และมิใช่อ้างได้โดยง่าย

3. เรื่องอนุสัญญามรดกโลกฯ ทำให้ไทยกังวลเกี่ยวกับคดีในศาลโลก
ไม่ ว่านักกฎหมายจะตีความ “การถอนตัว” กันอย่างไร แต่ผู้เขียนเองในฐานะผู้เคยช่วยทำคดีในศาลโลก ก็ไม่แปลกใจหากทีมทนายความของไทยซึ่งกำลังมีคดีอยู่กับกัมพูชาในศาลโลก จะเลือกใช้ “การถอนตัว” เป็นการแสดงออกในทางพฤตินัยเป็นอย่างน้อย กล่าวคือ สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าในทางนิตินัยไทยจะยังคงเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกฯ และต้องปฏิบัติตามมติคณะกรรมการมรดกโลกหรือไม่อย่างไร อย่างน้อยไทยก็อ้างต่อศาลโลกได้เต็มปากว่า โดยพฤตินัยนั้น ไทยไม่ยอมรับการบริหารจัดการพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารใดๆ ที่อาจมีนัยกระทบต่ออธิปไตยทางดินแดนของไทย

จุดนี้อาจเป็นเพราะว่า แท้จริงแล้วไทยอาจกังวลกับผลจากการตีความคำพิพากษา โดยศาลโลกที่มีผลผูกพันไทยโดยตรง มากกว่าเรื่องมติมรดกโลกที่ยืดหยุ่นและเป็นเพียงแง่ทางกฎหมายประกอบแง่หนึ่ง เท่านั้น อีกทั้งการกลับเข้าเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกฯ ย่อมไม่เป็นปัญหาเท่ากับความเสี่ยงที่กัมพูชาจะนำมติไปอ้างให้ไทยเสียเปรียบ ในศาลได้

ข้อสังเกตเพิ่มเติม
จาก ข่าวสารที่รวดเร็วแต่ไม่มีความชัดเจน ผู้เขียนเข้าใจว่าการถอนตัวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากคณะคุณสุวิทย์สามารถเจรจา ให้เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารได้สำเร็จ แต่เมื่อร่างมติที่นำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกยังมีถ้อยคำเกี่ยวกับ ปราสาทพระวิหารที่มีปัญหาอยู่ คุณสุวิทย์จึงยืนยันถอนตัว ในทางหนึ่งย่อมมองได้ว่าเป็นการทำหน้าที่อย่างละเอียดรอบคอบเพื่อปกป้องผล ประโยชน์ของชาติอันน่าชื่นชม

แต่อีกทางหนึ่ง ก็อาจมีผู้โจมตีว่าไทยขาดความน่าเชื่อถือในเวทีโลก เช่น ไทยขู่ถอนตัวเพื่อตั้งแง่การเจรจาให้เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการ (โดยทั่วไป) ออกไป และแม้สุดท้ายไทยจะได้ตามที่ต้องการ ก็ยังคงถอนตัวเพื่อประโยชน์ทางรูปคดี (เกี่ยวกับถ้อยคำบางคำ) อยู่ดี ทั้งที่ไทยจะถอนตัวแต่แรกก็ได้ หรือจะมองอย่างเสียดสีว่าเป็นเพียงการเรียกคะแนนนิยมก่อนวันเลือกตั้ง ฯลฯ

การ มองเหล่านี้มิใช่การมองทางกฎหมาย และอาจเป็นการด่วนสรุปที่ไม่เป็นธรรม แม้ผู้เขียนจะมีความเชื่อว่าคณะคุณสุวิทย์และตัวแทนฝ่ายไทยทุกท่านย่อมยึด ประโยชน์ชาติเป็นใหญ่ แต่ผู้เขียนก็มิอาจแสดงความเห็นได้ เพียงแต่เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลการตัดสินใจและชี้แจงให้ประชาชน ทราบโดยเร็ว

ที่สำคัญ หนังสือพิมพ์ Bangkok Post (http://bit.ly/llkquo) รายงานว่าการตัดสินใจของคุณสุวิทย์นั้น โดยหลักเป็นเพราะคุณสุวิทย์และผู้แทนกรมศิลปากรไม่สบายใจกับถ้อยคำในร่างมติ แต่กระทรวงการต่างประเทศไทยกับไม่ติดใจถ้อยคำดังกล่าว (“Mr Suwit and Fine Arts Department representatives disapproved of the wording, while the Foreign Ministry was happy with it”)

ผู้เขียนไม่ทราบว่าข่าว นี้จริงเท็จและมีรายละเอียดเช่นใด แต่หากนักการทูตและนักกฎหมายระหว่างประเทศชั้นนำของไทยไม่มีปัญหากับร่างมติ จริง ประชาชนก็สมควรได้รับคำอธิบายอย่างชัดเจนทุกแง่มุม (เท่าที่จะไม่เสียรูปคดี) อาทิ

- ถ้อยคำในร่างมติดังกล่าวมีนัยอย่างไรในมุมมองของแต่ละหน่วยงาน?

- ปัจจุบันไทยยังคงมีสถานะเป็นภาคีหรือไม่ และไทยเคยตั้งข้อสงวนเรื่องการถอนตัวหรือไม่?

- ไทยยังใช้สิทธิผ่านกรรมการของไทยในที่ประชุมมรดกโลกได้หรือไม่?

- หากที่ประชุมมีท่าทีเปลี่ยนไปแล้วไทยจะเปลี่ยนใจยับยั้งการถอนตัวได้หรือไม่?

- แม้การถอนตัวจะไม่กระทบต่อสถานะมรดกโลกในไทย แต่หากถอนตัวไปแล้ว ไทยจะยังคงดูแลอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา สุโขทัย บ้านเชียง ทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง และผืนป่าเขาใหญ่-ดงพญาเย็น ให้สมเกียรติและศักดิ์ศรีของชาวไทยผู้ดูแลมรดกของชาวโลกหรือไม่? อนาคตของว่าที่มรดกโลกอื่นในไทยจะเป็นอย่างไร?

- ไทยได้เสียเรื่องอื่นอย่างไร เช่น เงินอุดหนุนที่ไทยต้องจ่าย (ซึ่งอนุสัญญามรดกโลกฯ ข้อ 35 บอกว่าไทยยังต้องจ่ายต่ออีก 12 เดือน) เงินสนับสนุนที่ไทยได้รับเกี่ยวกับมรดกโลก หรือ ผลกระทบต่อความร่วมมือด้านการศึกษาและวัฒนธรรมกับ UNESCO?

สุดท้าย สำหรับประชาชนคนไทยที่ห่วงใยสถานการณ์บริเวณปราสาทพระวิหาร โปรดอย่าเชื่อนักข่าวหรือคารมใครโดยง่าย แต่โปรดนำนโยบายและผลงานที่ผ่านมาของพรรคการเมืองเกี่ยวกับกรณีปราสาทพระ วิหารไปพิจารณาประกอบว่า นักการเมืองคนใดจากพรรคใด จะนำสันติภาพและความเจริญรุ่งเรื่องมาสู่ประเทศไทยอย่างแท้จริง

บทวิเคราะห์คดีปราสาทพระวิหาร อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://sites.google.com/site/verapat/temple/summary1962