WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 29, 2011

ชำนาญ จันทร์เรือง: ยุทธศาสตร์การเลือกตั้งแบบหมากัดกัน

ที่มา ประชาไท

การ ต่อสู้แย่งชิงที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรกันอย่างดุเดือดในขณะนี้ทำให้ผม นึกถึงนิทานอิสปเรื่อง เรื่อง หมาป่ากับสุนัขจิ้งจอกที่แย่งถ้ำที่เก็บเสบียงอาหารไว้อย่างอุดมสมบูรณ์กัน แต่สุดท้ายถูกคนเลี้ยงแกะฆ่าตายทั้งคู่ ที่ผมนึกถึงนิทานอีสปเรื่องนี้เพราะว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 กรกฏาคมที่จะถึงนี้ เป็นการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันระหว่าง 2 พรรคใหญ่ดังที่เราทราบกัน คือพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเปรียบเทียบได้กับการต่อสู้ระหว่างหมาป่ากับสุนัขจิ้งจอกซึ่งมีลักษณะ ของการเป็นคนพาลทั้งคู่

พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรค ที่เก่าแก่มีพฤติกรรมที่อิง กับอำมาตย์และพรรคราชการมาโดยตลอด เป็นพรรคที่คุ้นชินกับการใช้อำนาจ ไม่มีผู้นำเดี่ยว ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเหมือนหมาป่า ชอบหาเหตุผลมาเข้าข้างตัวเองอย่างข้างๆคูๆอยู่ตลอดมาเมื่อต้องการจะใช้อำนาจ ดังเช่น นิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแกะ เป็นต้น ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็เห็นได้ชัดในการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินฯที่เป็นที่มาของการตั้ง ศอฉ.หาเหตุดำเนินกับฝ่ายตรงกันข้ามกับตัวเอง ทำได้แม้กระทั่งการจับแพะมาชนแกะในกรณีของผังล้มเจ้าที่เขียนขึ้นเพียงเพราะ เหตุที่จะนำไปหาเรื่องกับลูกแกะทั้งหลาย

หรือแม้แต่ในเรื่องของกรณี 91 ศพที่โยนความผิดไปให้คนชุดดำก็เช่นเดียวกัน แต่ที่พิเศษกว่าการเป็นหมาป่าก็คือลักษณะของการ “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น”(หลักฐานอ้างอิง คือ เฟซบุ๊กของนายอภิสิทธิ์ฉบับ 1-7) ซึ่งถือได้ว่าเป็นลักษณะเฉพาะของพรรคประชาธิปัตย์เองที่พิเศษกว่าหมาป่าคือ หมาป่าเพียงแต่เอาชั่วใส่ลูกแกะเพื่อจะสำเร็จโทษ แต่ไม่เคยเห็นหมาป่าเอาดีใส่ตัวแต่อย่างใด

พรรคเพื่อไทย เป็น ที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นพรรค เพื่อทักษิณโดยเฉพาะ มีการใช้เล่ห์เหลี่ยมทั้งในด้านธุรกิจและการเมืองทุกท่วงท่าในการล่าเหยื่อ ซึ่งเปรียบเสมือนสุนัขจิ้งจอกที่ชอบหากินเพียงลำพัง ถึงแม้จะมีการรวมฝูงกันก็เป็นฝูงที่ขึ้นอยู่กับจ่าฝูงหรือผู้นำเท่านั้น หากขาดผู้นำเสียก็เละเทะ ก็เหมือนพรรคเพื่อไทยหากขาดเสียซึ่งทักษิณ(ซึ่งตอนนี้ก็ยังคือทักษิณในร่าง ของยิ่งลักษณ์นั่นเอง)ก็ย่อมที่แตกเป็นเสี่ยงๆ

ลักษณะของพรรคเพื่อ ไทยหรือพรรคไทยรักไทยหรือพลังประชาชนเดิมขึ้นอยู่กับ ตัวผู้นำเหมือนสุนัขจิ้งจอก ทำทุกอย่างเพื่อด้วยเล่ห์กล ไม่ว่าจะเป็นการซุกหุ้น ซ่อนหุ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำงบประมาณของหลวงไปไล่แจกชาวบ้านโดยทำให้ผู้คนเข้าใจว่า เป็นเงินของตัวเอง จนระบบวินัยการเงินการคลังป่นปี้มาจนถึงปัจจุบันจนกลายเป็นยาเสพย์ติดขนาน ใหม่ที่ชื่อว่า”ประชานิยม”ที่พรรคการเมืองต่างๆและผู้คนต่างติดยาเสพย์ติด ชนิดนี้กันอย่างงอมแงม และยอมทำทุกอย่างไม่ว่าจะด้วยเล่ห์กลใดเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐกลับคืนมาให้ได้ หลังจากพ่ายแพ้เกมของหมาบ้าที่ตนเองแต่งตั้งมากับมือทำการรัฐประหารเตะออก จากเก้าอี้ไปตั้งแต่กันยายน 2549
ตอนนี้หมาป่ากับสุนัขจิ้งจอกกำลัง ต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย งัดทุกกลวิธีออกมาเพื่อกำชัยชนะให้ได้ เช่น การทำลายป้ายพรรคการเมืองตรงข้ามและของตัวเอง(ขอย้ำว่าของตัวเองเพื่อเรียก คะแนนสงสาร) การส่งมือปืนไปข่มขู่จนกระทั่งถึงการลอบทำร้ายเพื่อตัดกำลังคู่ต่อสู้ การสาดโคลนให้ชายชุดดำในกรณี 91 ศพ และแน่นอนว่าสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้ในการเลือกตั้งคราวนี้ก็คือการซื้อ เสียงอย่างมหาศาล จนพระรักเกียรติ สุขธนะผู้ที่เคยสำเร็จวิชามารจนถูกศาลฎีกาาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองพิพากษาจำคุก 15 ปีได้พูดขึ้นในวงเสวนาเมื่อไม่นานมานี้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีการซื้อ สิทธิขายเสียงกันอย่างมโหฬารยิ่งกว่าครั้งที่ผ่านๆมา

แล้วเราจะทำอย่างไรดี
ตอน นี้เราคงทำอะไรไม่ได้มากนักเพราะทั้งหมาป่าและสุนัขจิ้งจอกต่างก็เลือด เข้าตาแล้ว ส่วน กกต.ที่ถือได้ว่าหมดน้ำยาไปนานแล้ว ยิ่งล่าสุดการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผลการดำเนินการก็ออกมาอย่างที่เรา ทราบๆกันนั่นแหล่ะครับว่าโหลยโท่ยและห่วยแตกเป็นที่สุด คนเข้าคิวรอใช้สิทธิยาวเป็นกิโล ฯลฯ มีแต่ก้อนอิฐและเสียงด่าเป็นผลตอบแทน ซึ่งก็เป็นอันว่าสิ้นหวังในการบริหารจัดการการเลือกตั้งสำหรับองค์กรนี้ แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้การจัดการเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งไม่สามารถป้องกันหรือจับกุมผู้กระทำความผิดในการทุจริตซื้อเสียงขาย ได้ทั้งหมดก็ตาม แต่ผมก็ยังเชื่อว่าเสียงส่วนใหญ่ที่ลงคะแนนเป็นเสียงที่บริสุทธิ์อยู่ และควรที่จะต้องได้การยอมรับและเคารพในการตัดสินใจของผู้ที่ไปลงคะแนน ไม่ว่าจะกาช่องใดก็ตาม

สิ่งที่เราจะทำได้ในตอนนี้ก็คือ เราต้องสร้างวิกฤติเป็นโอกาส นั่นก็คือ นำข้อเสนอของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนที่เคยเสนอไว้เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งก็คือการเลือกตั้งแบบหมากัดกัน ซึ่งหมายความว่าเมื่อมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่หมามันมีสันดานชอบกัดกันกันอยู่แล้ว แทนที่เราจะปล่อยให้มันกัดกันตามใจชอบ แต่เราต้องให้มันกัดกันตามคำสั่งของเรา ซึ่งก็หมายความว่า กูสั่งให้มึงกัดใคร ไม่ใช่มึงกัดกันเองตามใจชอบ ฉะนั้นการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจึงมีความสำคัญ แต่ว่าไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อเลือกเครื่องมือทางการเมืองของเรา ไม่ใช่เลือกตัวแทนของเรา คนที่เราสามารถสั่งได้ ไม่ใช่คนที่ไปคิดหรือทำอะไรแทนเราไปหมดทุกอย่าง

ฉะนั้น เราจะต้องใช้สันดานหมาที่มันชอบกัดกันเพื่อแย่งอาหารให้เป็นประโยชน์ต่อการ เมืองภาคประชาชน ยุทธศาสตร์ที่ผมว่านี้ก็คือ เมื่อปล่อยหมาออกไปแล้วเราไม่สามารถบังคับหมาได้ มันจะกัดกันเพื่อแย่งอาหารของมันเองเท่านั้น แต่เราก็ต้องมียุทธศาสตร์ว่า เราจะปล่อยหมาออกไปเพือให้มันไปกัดกันในสภาอย่างไร เพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด ถึงมันจะแย่งอาหารกันเองก็ตาม แต่ผลที่ได้จะตกแก่ประชาชนมากที่สุด

ถ้า เราทำให้อำนาจในสภาของหมาป่าหรือสุนัขจิ้งจอกไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดจน เกินไปนัก ก็จะทำให้มันไม่กล้าที่จะมาปิดปากผู้คนในสังคม ประชาชนสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระเสรี ถูกคุกคามจากรัฐบาลที่เข้มแข็งได้น้อยลง ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลที่อ่อนแอจะคุกคามประชาชนไม่ได้นะครับ แต่เราจะสามารถตอบโต้กับมันได้ดีขึ้น ได้ถนัดมากขึ้น รัฐบาลที่อ่อนแอก็ตีหัวประชาชนมาตลอดเวลาเหมือนกัน ดังเช่นสองปีกว่าที่ผ่านมา เราจึงต้องการรัฐบาลที่ไม่เข้มแข็งจนเกินไป เพื่อว่าพื้นที่ภาคประชาชนจะได้เปิดกว้างขึ้น โดยให้นักการเมืองเป็นแต่เพียงเครื่องมือทางการเมืองของประชาชน

อย่าปล่อยให้หมาป่ากับสุนัขจิ้งจอกมานั่งบนหัวเรา ให้มันเป็นเพียงเครื่องมือของเราเท่านั้นก็พอ

------------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2554

ศาลยังไม่ให้ประกัน"คำพลอย นะมี"แพทย์ระบุอาการหนัก ผู้คุมยันต้องล่ามโซ่เหตุไม่อยากตกงาน

ที่มา ประชาไท

พ.อาคม อารยาวิชานนท์ ให้การต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี ชี้ นายคำพลอย นะมี อาการหนัก ลุ้นหากไม่มีโรคแทรกซ้อน3 – 6 เดือนจะฟื้น ตัวแทนกลุ่มช่วยเหลือครอบครัวผู้ต้องขังโวยเรือนจำกลางอุบลราชธานีกรณีล่าม โซ่คนไข้ในห้องซียู พร้อมระบุคำให้การหมอไม่สะท้อนอาการแท้จริงของคนไข้ ชี้ หากใส่ใจกว่านี้อาการจะไม่ทรุดอย่างที่เห็น ส่วนศาลนัดฟังคำวินิจฉัยประกันตัว 30 มิถุนายนนี้

เช้าวาน นี้ (28 มิถุนายน 2554) ที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานี นายอาคม อารยาวิชานนท์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ถูกเบิกตัวเข้ารับการไต่สวนประกอบการขอปล่อยตัวชั่วคราว (ประกันตัว) นายคำพลอย นะมี ผู้ต้องขังคดีการเมืองเสื้อแดงจังหวัดอุบลราชธานี อายุ 60 ปี ซึ่งเป็นอัมพฤกษ์และกำลังรักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียูของโรงพยาบาลดังกล่าว

แพทย์ระบุ"อัมพฤกษ์ อัมพาต"
นาย อาคมกล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2554 นายคำพลอยได้เข้ารักษาที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ มีอาการพูดไม่ชัด ร่างกายอ่อนแรง เอกซเรย์พบว่า สมองด้านขวาขาดเลือด ส่งผลให้ร่างกายด้านซ้ายอ่อนแรง ทั้งหมดเกิดจากเส้นเลือดในสมองตีบตัน ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกกันทั่วไปว่า ‘อัมพฤกษ์ อัมพาต’

“โรคดัง กล่าวมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้ เช่น เลือดออกในสมองบริเวณส่วนที่ขาดเลือด มีความดันในสมองเพิ่มขึ้น หรือติดเชื้อแทรกซ้อน เหล่านี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคแทรกซ้อน อาจถึงขั้นตายเฉียบพลันได้”

อย่าง ไรก็ตาม วันที่ 14 มิถุนายน 2554 หลังจากพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลได้ 8 วัน แพทย์มีความเห็นให้กลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้ เนื่องจากอาการดีขึ้นมากแล้ว เพียงแต่ต้องระวังเรื่องความเครียด ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่และโรคเบาหวาน เพราะทั้งสี่ปัจจัยที่กล่าวมา จะทำให้เส้นโลหิตส่วนที่ขาดเลือดแตกได้ ทั้งนี้ หมอคิดว่าความดันของคนไข้อยู่ในระดับปกติ แต่ที่น่าห่วงคือ คนไข้สูบบุหรี่จัด ช่วงนั้น อาการของนายคำพลอยดีขึ้นอย่างมาก ช่วยเหลือตัวเองได้หรือสามารถเดินได้แล้ว หมอจึงให้กลับบ้านได้”

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า นายอาคมระบุวันที่นายคำพลอยถูกส่งเข้าโรงพยาบาลครั้งล่าสุดไม่ได้ แม้จะกางแฟ้มประวัติการรักษาอยู่ตรงหน้า แต่ระบุว่า นายคำพลอยเข้ามารักษาอีกด้วยอาการปวดศีรษะบริเวณท้ายทอยและอาเจียน น่าจะเกิดจากกระดูกต้นคอเสื่อม สมองมีเลือดออกตรงที่เดิม ปฏิกิริยาตอบสนองไม่ดี ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ตอนนี้อยู่ที่ห้องผู้ป่วยฉุกเฉินหรือไอซียู

“หากไม่มีโรคแทรกซ้อน คนไข้น่าจะดีขึ้นและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ภายใน 3 - 6 เดือน” นายอาคมกล่าว

หลัง จากหมออาคมให้การตามการซักถามของทนายแล้ว นายสันติ สงห้อง ผู้พิพากษายังคงพยายามสอบถามเพิ่มเติมจากหมอ ด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจว่าคนไข้อาการหนักจริงหรือไม่ ควรให้ประกันดีหรือไม่ ขณะที่นายอาคมเอง ก็ยังคงตอบคำถามที่ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายคนไข้มากนัก ท้ายที่สุด ศาลนัดฟังคำพิพากษาเช้าวันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน 2554

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ขณะนี้อาการของนายคำพลอย ยังทรงตัว ไม่สามารถพูดจาโต้ตอบกับใครได้ ต้องให้อาหารผ่านทางสายยาง ทีมแพทย์ผู้รักษาแจ้งว่า ช่วงนี้ให้ยาลดอาการบวมของสมอง ต้องรอดูอาการไปซักระยะหนึ่งก่อน คาดว่าวันที่ 2 ก.ค. นี้ จะเอกซเรย์อย่างละเอียดด้วยระบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจว่าจะผ่าตัดสมองหรือไม่
ร้องผู้คุมเรือนจำล่ามโซ่ผู้ป่วยไอซียู

ใน วันเดียวกันนี้ ตัวแทน “กลุ่มช่วยเหลือครอบครัวผู้ต้องขังคดีการเมือง: เสื้อแดง อุบลราชธานี” ได้เดินทางเข้าพบรองผู้บัญชาการเรือนจำกลางจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อขอความเมตตาเห็นใจ ให้นายณัฐพงษ์ อุปัญ ผู้คุมเรือนจำอนุโลมปลดโซ่ตรวนจากขาของนายคำพลอย นะมี เนื่องจากคนไข้อายุเกิน 60 ปี และมีอาการป่วยหนัก แต่ได้รับคำตอบว่า “ขนาดศาลยังไม่ให้ประกันเลย มันเป็นคดีร้ายแรง ผมไม่กล้าหรอก ถ้าถูกไล่ออกจากงาน ใครจะรับผิดชอบ”

ชี้คำให้การหมอไม่สะท้อนข้อมูลผู้ป่วย
ตัว แทนกลุ่มช่วยเหลือครอบครัวผู้ต้องขังคดีการเมือง เปิดเผยว่า การให้การของ นพ.อาคมไม่ได้สะท้อนข้อเท็จจริงของอาการผู้ป่วยสักเท่าใด เพราะช่วงแรกที่นายคำพลอยเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิ์นั้น นายอาคมเดินทางไปต่างประเทศช่วงวันที่ 7-10 มิ.ย.และมีแพทย์ฝึกหัดหรือแพทย์ใหม่คอยดูแลคนไข้ตามอาการ

“ที่ให้การ ว่า ความดันสูงเพราะคนไข้สูบบุหรีจัดนั้น แสดงว่าแพทย์ไม่ได้ใส่ใจคนไข้อย่างจริงจัง จึงไม่ทราบว่า นายคำพลอยไม่ได้สูบบุหรี่ แต่ขณะที่ข้อมูลจากพยาบาลที่รักษาพบว่า คนไข้มีความดันอยู่ที่ระดับ 90/150 ซึ่งถือว่าสูงมาก
อาการของนายคำพลอย ก่อนถูกส่งกลับเรือนจำเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 นั้นคนไข้ยังเดินด้วยตนเองไม่ได้ ต้องอาศัยภรรยาพาเข้าห้องน้ำ ทำกิจวัตรประจำวัน ทางญาติและเครือข่ายอาจารย์ ม.อุบลฯ ต่างอ้อนวอนขอพักฟื้นต่ออีกสักระยะ แต่หมออาคมยืนกรานให้ออกจากโรงพยาบาลและกลับเข้าสู่การควบคุมตัวในเรือนจำจน อาการหนักจึงถูกส่งออกมาอีกครั้ง”

“จากการเข้าเยี่ยมไข้เขาตลอดช่วง สัปดาห์ ดูเหมือนแพทย์จะไม่ให้ความใส่ใจคนไข้นัก ปล่อยให้นอนโอดครวญด้วยความเจ็บปวดนับสัปดาห์ เหมือนรอให้อาการทรุดลงไปก่อนแล้วค่อยกระตือรือร้น จนผู้ป่วยมีอาการสมองบวมและมีเลือดออกในสมองตอนนี้ หากเขาใส่ใจมากกว่านี้ อาการของนายคำพลอยจะไม่เป็นอย่างที่เห็นกันอยู่นี้แน่นอน” ตัวแทนกลุ่มช่วยเหลือครอบครัวผู้ต้องขังคดีการเมืองกล่าว

เปิดตัว My Computer Law ชวนผู้ใช้เน็ตออกแบบพ.ร.บ.คอมเอง

ที่มา ประชาไท

(28 มิถุนายน 2554) เครือข่ายพลเมืองเน็ต, โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw), และ องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย แถลงข่าวเปิดตัวโครงการจัดทำ “พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับประชาชน” ในชื่อ “My Computer Law” (มายคอมพิวเตอร์ลอว์ - กฎหมายคอมพิวเตอร์ของเราเอง)

โครงการ “My Computer Law” ดังกล่าว จะดำเนินกิจกรรมรณรงค์ รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต นำความคิดเห็นมาประมวลหาหลักการร่วม ทำงานร่วมกับนักกฎหมายและนักเทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่การเสนอร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับประชาชนเข้าสู่การพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร โดยวิธีรวบรวมรายชื่อ 10,000 คน ตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ มาตรา 163

โดยเชิญชวนประชาชนทุกคน ให้เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ MyComputerLaw.in.th, เฟซบุ๊ค www.facebook.com/MyComputerLaw ทวิตเตอร์ twitter.com/MyComputerLaw และ ติดตามปฏิทินกิจกรรมออฟไลน์ได้ทางเว็บไซต์ด้วย โดยทางโครงการมีแผนการจะจัดกิจกรรมรณรงค์การมีส่วนร่วมครั้งนี้ในจังหวัด ต่างๆ ทั่วประเทศไทยด้วย โดยกำหนดการการเดินทางจะประกาศให้ทราบทางหน้าเว็บไซต์ต่อไป

โครงการ “My Computer Law” ดังกล่าว จะทำกิจกรรมรณรงค์ แบ่งเป็น 3 ช่วง ในระยะเวลาเบื้องต้น เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2554

ช่วง ที่ 1 – แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้จะได้รับผลกระทบจากกฎหมายคอมพิวเตอร์ โดยทำกิจกรรมทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ในจังหวัดต่าง ๆ → นำมาสรุป ได้เป็น “คำประกาศผู้ใช้เน็ต”
ช่วงที่ 2 – เขียนตัวกฎหมาย โดยยึดคำประกาศฯ เป็นหลักการ → ได้ “ร่างพ.ร.บ.คอมฯ ฉบับประชาชน”
ช่วงที่ 3 – รวบรวมรายชื่อของผู้สนับสนุน 10,000 ชื่อ เพื่อเสนอร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสภาผู้แทนราษฎร

อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า กฎหมายพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เกี่ยวข้องกับการใช้อินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวันของ ทุกคนอย่างมาก แม้กระทั่งผู้ที่ไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ไม่ใช่ว่าจะ ไม่เกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะการใช้โทรศัพท์มือถือ เช่น การส่งข้อความSMS ก็อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายนี้ด้วย ดั่งที่เคยมีตัวอย่างว่าคนส่ง SMS ก็ถูกจับติดคุกตามพ.ร.บ.คอมนี้ได้

ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า ข้อกังวลคือมีการปิดเว็บไซด์จำนวนมาก จนอาจขาดความโปร่งใส การลงโทษตัวกลาง เช่น เว็บมาสเตอร์ และอัตราโทษซึ่งอาจจะมากเกินความจำเป็น ซึ่งกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในแง่ของสิทธิการแสดงออก การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และสิทธิความเป็นส่วนตัว แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจพ.ร.บ.นี้ บางครั้งจึงตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว วัตถุประสงค์ของเราจึงต้องการทำกิจกรรมให้ความรู้ตามจังหวัดต่างๆ ด้วย และรับฟังเสียงของประชาชนว่าคิดอย่างไร ต้องการแก้ไขอย่างไร

ใน วันดังกล่าวยังมีกิจกรรมรณรงค์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โดยการแต่งกายที่มีข้อความว่า "คนใช้เน็ตคิดเองได้" เพื่อแสดงจุดยืนต้องการให้ประชาชนที่ได้รับผลโดยตรงจากกฎหมาย ได้ออกแบบกฎหมายของตัวเอง และรณรงค์ภายใต้หัวข้อ "เจ้าของคอมทุกเครื่อง เป็นเจ้าของเรื่อง พ.ร.บ.คอม" เพื่อเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของกฎหมายฉบับนี้

สำหรับ ผู้สนใจจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ ภายในกลุ่ม สมาคม หรือท้องถิ่นของตัวเอง สามารถติดต่อโครงการเพื่อประสานงานได้ที่อีเมล info@mycomputerlaw.in.th

ที่มา: http://ilaw.or.th/node/1055

กูเกิลเผยสัดส่วนการปิดกั้น-ขอข้อมูลส่วนบุคคลตามที่รัฐบาลแต่ละประเทศร้องขอ

ที่มา ประชาไท

กู เกิลเพิ่มข้อมูลที่รัฐบาลต่างๆ ขอให้เซ็นเซอร์ละเอียดขึ้น โดยเปิดเผยเหตุผลที่ถูกให้ลบเนื้อหา และเปิดเผยสัดส่วนการยินยอมให้ข้อมูลผู้ใช้ตามที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ขอมาด้วย

ที่มา: http://www.google.com/transparencyreport/governmentrequests/TH/

หลัง กูเกิลเปิดหน้า Government requests (http://www.google.com/governmentrequests/) แสดงจำนวนครั้งที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ขอให้กูเกิลลบเนื้อหาจากผลการค้นหาของกูเกิลหรือผลิตภัณฑ์ของกูเกิล เช่น ยูทูบ (YouTube) และการขอข้อมูลบัญชีผู้ใช้กูเกิล เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ปีที่แล้ว โดยวางแผนจะปรับปรุงข้อมูลทุกๆ 6 เดือน และมีการเพิ่มส่วน Traffic ซึ่งเปิดเผยปริมาณการจราจรของกูเกิลจากประเทศต่างๆ เพื่อตรวจสอบว่ามีเหตุผิดปกติอะไรกับการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศนั้นๆ หรือไม่ เมื่อเดือนกันยายน ปีที่แล้ว

ล่าสุด (27 มิ.ย.54) กูเกิลได้ประกาศปรับปรุงหน้าตาของรายงานใหม่ พร้อมเพิ่มเติมรายละเอียดมากขึ้น โดยกูเกิลได้ไฮไลท์การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญบางอย่างในสถิติข้อมูลและให้บริบท เกี่ยวกับสาเหตุที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอาจจะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ รายงาน และได้เปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลเพื่อให้ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลรายประเทศได้

นอก จากนี้ ในส่วนการร้องขอจากรัฐบาล (Government Requests) กูเกิลได้เปิดเผยเหตุผลที่ถูกร้องขอให้ลบเนื้อหาด้วย เช่น เข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือเป็นคำพูดที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง (hate speech) พร้อมเปิดเผยสัดส่วนการยินยอมให้ข้อมูลผู้ใช้ตามที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ขอมาด้วย

ทั้งนี้ ทีมงานของกูเกิลชี้แจงจุดประสงค์ของการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ว่าเพื่อให้ผู้ ใช้เข้าถึงข้อมูลและเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ โดยเมื่อใดก็ตามที่กูเกิลได้รับการร้องขอข้อมูล กูเกิลจะตรวจสอบว่าการร้องขอนั้นเป็นไปตามตัวบทกฏหมายและเจตนารมณ์ของกฏหมาย ก่อนจะยินยอม ทั้งนี้ หากเป็นไปได้ กูเกิลจะแจ้งผู้ใช้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการขอข้อมูลส่วนตัว และหากการร้องขอใดกว้างเกินไป กูเกิลจะพยายามจำกัดให้แคบลงด้วย

ใน ส่วนของประเทศไทย ช่วง ก.ค.-ธ.ค.53 กูเกิลเปิดเผยว่า ได้รับการร้องขอจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้ลบเนื้อหา 43 ชิ้นในเว็บยูทูบ เนื่องจากเป็นเนื้อหาที่ล้อเลียนหรือวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ ซึ่งเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยกรณีนี้กูเกิลทำตามที่ร้องขอมา 100% ด้วยการไม่อนุญาตให้ผู้ใช้จากประเทศไทยดูคลิปวิดีโอทั้ง 43 ชิ้น

แปลและเรียบเรียงจาก http://googleblog.blogspot.com/2011/06/updated-and-more-detailed-transparency.html

รายงานข่าวเชิงสืบสวน:เปิดเอกสาร+รายงานคอป.ชี้ชัดไม่มีชายชุดดำ มีแต่ชายใจดำสังหาร92ศพ

ที่มา Thai E-News

เอกสาร สรุปรายงานการสอบสวนของคอป.ที่นายอภิสิทธิ์เป็นคนตั้ง และสรุปเสนอต่อนายอภิสิทธิ์นั้น ไม่มีตอนใดเลยกล่าวถึงชายชุดดำว่าเป็นผู้สังหารเหยื่อ 10 เมษายน-19 พฤษภาคม 2553 แต่ได้ระบุชัดเจนว่า จากการตรวจสอบจนถึงขณะทำรายงานนี้พบว่าอย่างน้อย 13 ราย เกิดจาก การกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ซึ่งข้อนี้ตรงกับการสืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ..

สรุปว่านาย อภิสิทธิ์ต้องเคยได้อ่านรายงานฉบับนี้ แล้วทำไมยังมาแก้ตัวโยนความผิดให้ชายชุดดำ มีเพียงแค่คำว่า"เสียใจ"แต่ยังไม่มีคำขอโทษใดๆ แบบนี้ไม่ใจจืดใจดำไปหน่อยหรือ?


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มิถุนายน 2554

1.เป็น ที่ทราบกันดีว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เคยยอมรับแม้สักครั้งเดียวว่า ทหารภายใต้คำสั่งศอฉ.ที่เขารับผิดชอบสูงสุดเป็นผู้สังหารผู้ชุมนุมใน เหตุการณ์ 10 เมษายน -19 พฤษภาคม (ดูจากบันทึกเฟซบุ๊คทั้ง 8 ฉบับของ เขา และคำปราศรัยที่ราชประสงค์ 23 มิถุนายน 2554)และได้โยนให้ชายชุดดำเป็นผู้รับผิดชอบต่อการสังหาร แต่ก็ไม่เคยปรากฎความคืบหน้าว่ามีการดำเนินคดีต่อชายชุดดำ

2.เอ่ยปากครั้งแรก"เสียใจ"แต่ไร้คำขอโทษ โยนให้เหยื่อสังหารโดนลูกหลง

ต่ม าเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน นางคำจันทร์ แสงจันทร์ ชาวบ้าน อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ แม่ของเหยื่อ 1 ใน 92 ศพ ร่ำไห้เข้าสอบถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระหว่างไปหาเสียงใกล้บ้าน ว่าใครกันแน่ฆ่าลูกชาย ? โดยที่นายอภิสิทธิ์เอ่ยคำว่า"เสียใจ"เป็นครั้งแรกต่อเหยื่อสังหาร แต่ยังไม่ยอมแสดงความรับผิดชอบ โดยอ้างว่าคงตายเพราะโดนลูกหลง

หนังสือพิมพ์ ข่าวสดรายงานคำพูดของนายอภิสิทธิ์ที่พูดกับแม่ของเหยื่อสังหารว่า

"ความจริงผมได้อ่านรายงานอยู่ แต่ไม่มีโอกาสได้มาพบ ใจของผมจริงๆ อยากมาพบ แต่ส่วนใหญ่จะมีปัญหา เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงเขาก็ไม่อยากให้พบ เพราะเขามีปัญหากับผม มาวันนี้ก็ขอแสดงความเสียใจ ยืนยันได้ว่าสำหรับผมและรัฐบาล มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำ ให้คนไทยด้วยกันต้องมาเสียชีวิต เท่าที่ฟังผู้ตายน่าจะโดนลูกหลงมากกว่า เพราะ อาศัยอยู่ที่บ่อนไก่ ผมจะติดตามและเร่งรัด แต่จะให้ผมไปยุ่งกับการสอบมากไม่ได้ เพราะเดี๋ยวก็จะมากล่าว หาผมว่าไปสั่งอีกก็จะทำให้มันยาก แต่รับปากว่าจะตามเรื่องให้ เพราะเรื่องนี้ต้องค้นหาความจริงต่อเนื่องต่อไป" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

3.รายงานจากคอป.ซึ่งอภิสิทธิ์เป็นคนตั้งระบุอย่างน้อย13ศพฝีมือเจ้าหน้าที่ ไม่มีตอนไหนเอ่ยว่าเป็นฝีมือชายชุดดำ

รายงานอะไร? ที่นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าเขาได้อ่านอยู่

คง จะเป็นรายงานของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาข้อความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)ที่ศ.คณิต ณ นคร เป็นประธาน และคอป.นี้นายอภิสิทธิ์แต่งตั้งมากับมือ ได้ส่งหนังสือด่วนที่สุด ที่คอป.284/2554ถึงนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 20 เมษายน 2554 รายงานความคืบหน้าของการสอบสวน

รายงานฉบับนี้(อ่านรายละเอียดหนังสือที่คอป.ส่งถึงนายกฯอภิสิทธิ์และรายละเอียดผลการสอบสวนที่ลิ้งค์ http://www.thaitruthcommission.org/thaitruth/Pages/result.aspx)

สาระสำคัญคือ คอป.รายงานเอกสารชุดนี้มีความยาว 134 หน้า ที่สำคัญคือหัวข้อที่3.4.4 ในหน้า 14 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่ตรวจพบเบื้องต้นในขณะนี้คือ

(๑) มียอดผู้เสียชีวิตรวม ๙๒ ราย๑๓ โดยเสียชีวิตในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ๘๙ ราย เสียชีวิตที่จังหวัดอุดรธานี ๒ ราย และเสียชีวิตที่จังหวัดขอนแก่นอีก ๑ ราย

(๒) จากการตรวจสอบจนถึงขณะทำรายงานนี้พบว่าอย่างน้อย ๑๓ ราย เกิดจาก การกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ซึ่งข้อนี้ตรงกับการสืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ในเอกสารของคอป.ที่นายอภิสิทธิ์เป็นคนตั้ง และสรุปเสนอต่อนายอภิสิทธิ์เมื่อ 20 เมษายน 2554 ไม่มีตอนใดเลยกล่าวถึงชายชุดดำว่าเป็นผู้สังหารเหยื่อ10เมษายน-19พฤษภาคม 2553

สรุป ว่า นายอภิสิทธิ์ต้องเคยได้อ่านรายงานฉบับนี้ แล้วทำไมยังมาแก้ตัวโยนความผิดให้ชายชุดดำ มีเพียงแค่คำ ว่า"เสียใจ" แต่ยังไม่มีคำขอโทษใดๆ แบบนี้ไม่ใจจืดใจดำไปหน่อยหรือ?

4.เอกสารทหาร2ฉบับมัดมาร์คแน่น โฆษณาชวนเชื่อขอใบอนุญาตฆ่า91ศพ รบเต็มอัตรากระสุนจริง-Sniper

นอก จากรายงานของคณะกรรมการที่อิสระเป็นกลาง(แต่นายอภิสิทธิ์เป็นคนตั้ง)อย่างคอ ป.แล้ว ลองอ่านเอกสาร 2 ฉบับของฝ่ายทหาร ก็จะแจ่มชัดขึ้น


เอกสารฉบับที่ 1 การปฏิบัติการข่าวสารโฆษณาชวนเชื่อเพื่อออกใบอนุญาตฆ่า

ทำไมการ สลายการชุมนุมคราวนี้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก และสื่อกระแสหลักนำเสนอแต่ภาพเผาบ้านเผาเมือง ไฟไหม้ห้าง เผาโรงหนังสยาม(และคำบ่นว่า พวกเสื้อแดงเลวสมควรตาย)

คำตอบก็คือเพราะการทำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลและทหารได้ผลมีประสิทธิภาพ ดังรายงานดังต่อไปนี้จากฝ่ายทหารเอวง
พ.อ.บุญ รอด ศรีสมบัติ จากสถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง เขียนเปิดเผยปฏิบัติการข่าวสารของทหาร(IO)ช่วงนปช.ชุมนุม มี.ค.-พ.ค.2553 ว่า มีปฏิบัติการสำคัญคือ มุ่งทำให้ทีวีเสื้อแดงจอมืด ปิดเวบไซต์-วิทยุชุมชน เพิ่มความน่าสะพรึงกลัวชายชุดดำแฝงในที่ชุมนุม สร้างผังล้มเจ้าเชื่อมโยงผู้ชุมนุม ตัดต่อคลิปแกนนำมาเรียงภาพใหม่ว่าชี้นำให้เผาบ้านเผาเมือง ชี้ให้สังคมเห็นว่า สถานการณ์สุกงอมที่ต้องจัดการด้วยมาตรการขั้นเด็ดขาด สุดท้ายคือหาอาวุธมาแสดงว่ายึดได้จากผู้ชุมนุม และชี้ว่าทหารไม่มีการสังหารประชาชน

ผลสำเร็จคือประชาชนและสังคมสนับ สนุนรัฐบาลให้ดำเนินมาตรการเฉียบขาดในการ จัดการต่อผู้ชุมนุมในที่สุด หลังการดำเนินการยังมีมีสาวๆกรี๊ดกร๊าดพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ตามเฟซบุ๊คว่าเป็น"ผู้ก่อการรัก"
โดยมีการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารเสนาธิปัตย์ ปีที่ ๖๐ ฉบับที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๕๔ ( คลิ้กลิ้งค์เพื่ออ่านรายละเอียดต้นฉบับที่สมบูรณ์ http://www.cdsd-rta.net/images/stories/valasan/valasan%20y60%20b1%202554/AW-SP-69-81.pdf )

AW-SP-69-81

เอกสารฉบับที่ 2 ยุทธการกระชับวงล้อม 14-19 พ.ค.53 "มาร์ค"สั่งกระชับวงล้อมเพื่อ"ยุติ"ไม่ใช่"เจรจา" ยอมรับใช้กระสุนจริง และพลซุ่มยิงสไนเปอร์ รบเต็มอัตราศึก

บท ความชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสารเสนาธิปัตย์ กรมยุทธศึกษาทหารบก ปีที่ 59 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2553 เป็นบทความที่เขียนขึ้นเพื่อประกอบการจัดทำ”เอกสารแนวทางในการปฏิบัติทาง ทหาร: กรณีศึกษาการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในเมือง” จากความริเริ่มของพล.ท.สิงห์ศึก สิงห์ไพร เพื่อกำหนดบทบาทของกองทัพบกในการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบในเมืองรูปแบบใหม่
วารสารเสนาธิปัตย์ ฉบับที่ตีพิมพ์เรื่องนี้ ท่านสามารถอ่านบทความต้นฉบับนี้ได้ที่ลิ้งค์ http://www.cdsd-rta.net/images/stories/valasan/valasan%20y59%20b3%20year2553/lesson7.pdf

Lesson 7

โดยมีใจความสำคัญระบุตอนหนึ่งว่า

นโยบายรัฐบาลชัดเจนมา ตลอดที่จะใช้มาตรการทางทหารกดดันม็อบกลุ่ม นปช. ความชัดเจนก็คือนโยบายกระชับวงล้อม เพื่อการยุติ การชุมนุมไม่ใช้การกระชับวงล้อมเพื่อเปิดการเจรจา ..และนายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม ศอฉ.ในวันที่ 12 พฤษภาคม ให้ฝ่ายทหารเริ่มต้นปฏิบัติการตามแผนยุทธการที่ได้วางไว้

ยุทธการ กระชับวงล้อมเมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2553 เป็นการปฏิบัติทางทหารเต็มรูปแบบ จึงเห็นได้ว่าภารกิจชัดเจน คือการกระชับวงล้อมด้วยกระสุนจริง จากกำลังหน่วยรบหลักของเหล่าทหารราบ เหล่าทหารม้า และหน่วยส่งกำลังทางอากาศ อย่างเช่น ร.31 รอ.ในภารกิจปฏิบัติการพิเศษ อาจเรียกได้ว่าเป็นการรบในเมืองที่ใช้อาวุธยุทธโธปกรณ์ทางทหารเต็มอัตราศึก ทั้งกำลัง อาวุธประจำกายที่ทันสมัย ชุดสไนปอร์ หน่วยยานเกราะ ซึ่งการปรับกำลังและการเปลี่ยนแปลงทางยุทธวิธีที่สำคัญครั้งนี้ก็เป็นผล สะท้อนจากบทเรียนเมื่อ 10 เมษายน พ.ศ.2553 นั่นเอง

ควรมีการศึกษาค้น หาตัวแบบที่เหมาะสมในการกำหนดพื้นที่ที่ใช้กระสุนจริง เพราะปัจจุบันยังไม่ทราบว่ามีประเทศใดในระดับนานาชาติที่ได้นำมาปฏิบัติใน การสลายการชุมนุมที่ได้รับการยอมรับ
**********
พึงระลึก ว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม ศอฉ.ในวันที่ 12 พฤษภาคม ให้ฝ่ายทหารเริ่มต้นปฏิบัติการตามแผนยุทธการที่ได้วางไว้ วันรุ่งขึ้นเกิดเหตุการณ์สไนเปอร์สังหารเสธ.แดง และการสังหารที่ชุมชนบ่อนไก่ และขยายวงลุกลามมาจบที่ 19 พฤษภาคม 2553

รายงาน เชิงสอบสวน(Investigative news)ของไทยอีนิวส์ฉบับนี้ ไม่ขอจบลงด้วยบทสรุป หรือคำถามใดๆ ในเมื่อความจริงแต่ละบันทัด ชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่แล้ว
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

"ไก่อู"แสลงใจ91ศพห่วงโยนบาปทหารฆ่า-ยันชุดดำมีตัวตนจริง

-ข้อมูลมัดแน่นสังหารหมู่10เมษา-19พฤษภา ใครฆ่าเสธ.แดง ใครเหี้ย..มสังหารหมู่วัดปทุม ใครเผาCTW?



-เปิดคลิปจตุพรอภิปรายเอกสารลับDSIใครต้องรับผิดชอบความตาย 91 ศพ

-น้ำตาจรเข้เทพเทือกแหลที่ราชประสงค์ ผมเป็นคนสั่งการเองไม่เกี่ยวกับอภิสิทธิ์ หากผิดมาเอาผมเข้าคุกคนเดียว

-คลิป รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล ศูนย์สิทธิมนุษยชน ม.มหิดล วิเคราะห์1 ปี ความยุติธรรมที่หายไป

ที่นี่ความจริง:วิชามารโค้งสุดท้าย

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Asia Update TV
29 มิถุนายน 2554

รายการ ที่นี่ความจริง วันที่ 27-28 มิถุนายน ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN ดำเนินรายการโดยนักวิชาการสาวหัวใจประชาธิปไตย ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน)และ รศ.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม)


รายการที่นี่ความจริง วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน 2554








จากการเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 26 มิถุนายน 2554 มีปัญหาเกิดขึ้นหลายประการ เช่นการที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเฉื่อยชา ไม่มีการเฝ้าระวังการทุจริตการเลือกตั้ง

ซึ่งเมื่อเทียบแล้ว ประชาชนที่ไปใช้สิทธิยังมีการตื่นตัวอยู่มาก ทำให้เกิดมีปัญหาขึ้นจริง ๆ ในบางเขต เช่นมีการเอาบัตรเลือกตั้งออกมากานอกคูหา ในส่วนของเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเลือกตั้งก็ไม่ต้อนรับขับสู้ ประชาชนธรรมดาที่มาสังเกตการณ์เท่าใดนัก

สำหรับประชาชนทั่วไปนั้น สมควรกะเวลาให้ดี และแสดงตัวทันทีที่ไปถึงหน่วยเลือกตั้ง ไม่เช่นนั้นอาจเสียสิทธิ์ได้

ในส่วนของการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง กกต.ได้พิมพ์บัตรเกินเป็นจำนวนกว่า 8 ล้านใบ ซึ่ง อ้างว่าเป็นบัตรเผื่อ แต่ในการเลือกตั้งจริง ๆ กลับปรากฏว่าบัตรเลือกตั้งไม่พอ จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าบัตรเลือกตั้งที่เกินมาเป็นจำนวนมหาศาลแต่ไม่ได้ไป อยู่ที่หน่วยเลือกตั้งอาจจะนำไปใช้ในการทุจริตได้

ดังนั้นจึงตกเป็น หน้าที่ของประชาชนที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อม และเฝ้าระวังการเลือกตั้งจริงในวันที่ 3 กรกฎาคม ทั้งในเรื่องการรวบรวมจำนวนบัตร จำนวนคะแนน จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจริง เพื่อป้องกันการเอาบัตรผีมาใช้ การสวมสิทธิ์ หรือการทุจริตด้วยวิธีอื่น ๆ

นอกจากนี้ ประชาชนยังต้องระวังตัว ไม่ให้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทุจริต หรือเผลอไปทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเสียเอง ทั้งการใส่เสื้อที่มีหน้าคนหรือหมายเลขไปเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการผิดกฎหมายเลือกตั้ง

รายการที่นี่ความจริง วันอังคารที่ 28 มิถุนายน 2554








การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไปหาเสียงด้วยวิธีการโจมตีใส่ร้ายฝ่ายเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยที่ แยกราชประสงค์ ที่เห็นได้ชัดว่า เป็นกิจกรรมที่ไม่สร้างสรรค์และประสงค์ร้าย

และการเปลี่ยนแนวทางหาเสียงของประชาธิปัตย์เป็นการโจมตี ใส่ร้าย ให้ร้ายคนเสื้อแดงและนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ดูได้จากการเปลี่ยนข้อความบนป้ายหาเสียงเป็นเรื่องไม่ล้างผิดให้คน ๆ หนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ในเรื่องที่ใส่ร้ายเสื้อแดงก็เป็นเรื่องที่มีหลักฐานว่าไม่เป็นความจริง และความผิดของนายกทักษิณก็เป็นเพียงเรื่องที่ใส่ร้ายและยัดให้เองโดยผู้ พิพากษาที่มีอคติและมรดกจากรัฐประหาร 19 กันยาฯ

การข่มขู่ด้วยอดีต ที่เป็นเท็จนี้ เป็นความพยายามที่จะใส่ความคิดที่ว่าถึงฉันจะไม่ดี แต่ก็มีคนอื่นเลวกว่าฉันเกิดขึ้นในใจของผู้ที่มีอคติหรือผู้ที่ไม่สนใจ ติดตามข้อมูลทางการเมือง

นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลอภิสิทธิ์ยังได้วางกับดักไว้รอรัฐบาลชุดใหม่ โดยการลาออกจากกรรมการมรดกโลกไว้ ซึ่งนอกจากจะทำให้การธำรงรักษามรดกโลกของไทยยากขึ้นในอนาคตแล้ว ยังเป็นการแสดงนิสัยแบบเด็กเอาแต่ใจที่แพ้แล้วพาลอีกด้วย

ทาง ด้านนักลงทุนต่างชาติก็เริ่มหวาดวิตกกับความพยายามของรัฐบาลปัจจุบันในการ วางกับดักโจมตีรัฐบาลหน้า และทุจริตในการเลือกตั้ง เพราะว่าเมื่อฝ่ายอภิสิทธิ์ทำเช่นนี้ การปรองดองและความสงบในประเทศย่อมเกิดขึ้นยากไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้งก็ ตาม

ทางด้านนายอภิสิทธิ์ก็มีการออกมาต่อว่าต่อขานสื่อที่ให้ภาพไม่ดีกับตนเอง ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนสื่อก็เป็นพวกของตนหมด ยก เว้นสื่อบางประการ เช่นคุณจิรนุช ผู้อำนวยการประชาไท และนายแอนดรูว์ มาร์แชล ที่ยอมลาออกจากสำนักข่าวรอยเตอร์ เพื่อที่จะเขียนเรื่องของความลับดำมืดที่สุดในประเทศไทยได้

ขณะเดียวกัน ก็ ยังมีนักวิชาการแฝง ออกมาพยายามชี้นำสังคมไปในทางที่ตนเองต้องการอยู่ รวมถึงการพูดเรื่องการนิรโทษกรรม และใส่ร้ายเรื่องการล้างความผิด ทั้ง ๆ ที่พรรคที่ถูกใส่ร้ายก็ยังไม่เคยพูดถึงเรื่องนิรโทษกรรม และกลุ่มญาติวีรชนก็ไม่ต้องการการนิรโทษกรรมแต่อย่างใด ฝ่ายผู้ใส่ร้ายกลับจินตนาการเอาเองว่าฝ่ายผู้ถูกใส่ร้ายต้องการอะไร และนำมาใส่ร้ายและโจมตี

ในความจริง สิ่งที่ญาติวีรชนต้องการ คือการสอบสวนหาข้อเท็จจริงอย่างซื่อตรงและนำผู้กระทำผิดไม่ว่าในฝ่ายใดมาลงโทษให้ได้

การที่สิ่งนี้จะเป็นไปได้หรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับผลของการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้

1ภาพมีค่ากว่าพันคำ:ช่วยน้ำท่วม

ที่มา Thai E-News

ที่มา Thai E-News

ออกจากปากมาร์คแล้ว:'เสียใจ'แต่ไร้คำขอโทษ91ศพ

ที่มา Thai E-News

ทวงความจริง91ศพ - นางคำจันทร์ แสงจันทร์ ชาวบ้านอ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ แม่เหยื่อ 1 ใน 91 ศพ ร่ำไห้เข้าสอบถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระหว่างไปหาเสียงใกล้บ้าน ว่าใครกันแน่ฆ่าลูกชาย ? โดยที่นายอภิสิทธิ์เอ่ยคำว่า"เสียใจ"เป็นครั้งแรกต่อเหยื่อสังหาร แต่ยังไม่ยอมแสดงความรับผิดชอบ โดยอ้างว่าคงตายเพราะโดนลูกหลง

ที่มา ข่าวสด


ร่ำไห้บุกประชิดอภิสิทธิ์-แม่ทวง 91ศพ

เมื่อ เวลา 09.30 น. วันที่ 27 มิ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยคณะเดินทางมาเปิดเวทีปราศรัยหาเสียงที่วัดชมภู่ อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ ปรากฏว่าเมื่อรถจอด และนายอภิสิทธิ์เดินไปด้านหลังเวที มีนางคำจันทร์ แสงคำ อายุ 48 ปี ชาวบ้าน อ.ปทุมราชวงศา สวมเสื้อยืดสีดำ ร้องไห้โฮวิ่งเข้ามาหานายอภิสิทธิ์ทันที ท่ามกลางความตกใจของรปภ.ที่ขวางไม่ทัน เพราะนางคำจันทร์ไม่ได้สวมเสื้อแดง หรือมีสัญลักษณ์อะไรที่บ่งบอกว่าเป็นคนเสื้อแดง

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ทันทีที่ประชิดตัว นางคำจันทร์สอบถามนายอภิสิทธฺ์ด้วยน้ำเสียงสะอื้นน้ำตานองหน้าว่า "ลูกชายเสียชีวิตมานานมากแล้ว มีรายชื่ออยู่ในผู้เสียชีวิต 91 ศพ แต่ทำไมนายกฯ ไม่ดูแล ตายมาเป็นปีแล้ว ทำไมไม่มีใครออกมารับผิดชอบ หรือพูดความจริง" ก่อนจะชี้แจงรายละเอียดว่า เป็นแม่ของนายวุฒิชัย วราห์คำ อายุ 22 ปี ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์กระชับพื้นที่บริเวณแยกบ่อนไก่ กรุงเทพฯ เมื่อเดือนพ.ค.2553 โดยนายวุฒิชัยเพิ่งกลับจากเกณฑ์ทหาร เป็นช่างในอู่รถแท็กซี่

"แม่เสียใจมากๆ เหตุการณ์เกิดขึ้นนานแล้ว ตอนแรกคิดว่าทำไมนายกฯ ไม่มาดูแลพวกฉันบ้าง เวลาผ่านไปนานแล้ว ทำไมไม่ออกมา อยาก มาต่อว่าตรงนี้แค่นั้น ไม่ได้มีอะไร เพราะแม่เป็นผู้สูญเสีย ก็เสียใจมาก ตอนแรกแม่ชั่งใจอยู่นานเหมือนกันว่าจะออกมาดีหรือไม่ แต่ไหนๆ นายกฯ ก็มาถึงบ้านแล้วก็ขอถาม เพราะวันนี้ยังเสียใจอยู่ อยากให้รัฐบาลทำงานให้มันเร็วกว่านี้ ที่มาวันนี้นั้นเพราะอยากรู้ความจริงว่า ลูกของฉันที่ตาย เหตุมันเกิดจากอะไรกันแน่ แม่อยากถามท่านนายกฯ ตรงนี้ เพราะเราเป็นฝ่ายสูญเสีย อยากรู้ว่าที่รัฐบาลจับผู้กระทำผิดได้บ้างหรือเปล่า และคดีคืบหน้าไปแค่ไหน" นางคำจันทร์ กล่าว

แม่ของเหยื่อในเหตุการณ์สลายม็อบ 91 ศพ กล่าวต่อว่า มีลูก 5 คน นายวุฒิชัยเป็นคนที่ 4 เสียชีวิตโดยไม่รู้สาเหตุ ยังไม่ได้รับคำตอบอะไรเลยจากรัฐบาล พอทราบว่านายกฯ มาถึงที่ อ.ปทุมราชวงศา เลยอยากมาถาม ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการมาสร้างเงื่อนไข หรืออุปสรรค เมื่อฟังจากปากนายกฯ ว่ากำลังติดตามอยู่พอจะเข้าใจได้ สิ่งสำคัญอยากรู้ว่าชายชุดดำที่ฝ่ายรัฐบาลกล่าวหานั้น มาจากไหน และเป็นใคร

"ถึง วันนี้ถ้าถามว่ายังโกรธรัฐบาลหรือไม่ ก็ยอมรับว่ายังโกรธอยู่ เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตที่แม่ยอมรับไม่ได้ วันนี้ก็ยังโกรธ ตรงที่ว่าทำ ไมท่านไม่ออกมาดูตั้งแต่ตอนแรก ว่าประชาชนที่สูญเสียเขาเป็นอย่างไร อยากพูดกับนายกฯ ตรงนี้ แต่เมื่อเราได้พูดกันแล้วก็รู้สึกดีขึ้น อยากให้นายกฯ รับทราบบ้างว่า คนต่างจังหวัดเขาเป็นอย่างไร รู้สึกกันอย่างไร" นางคำจันทร์ ร่ำไห้กล่าว

ต่อ ข้อถามว่าคิดว่าลูกชายเสียชีวิตจากชายชุดดำ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ นางคำจันทร์ กล่าวว่า ถ้าให้พูดจากใจ นายกฯ เป็นคนที่สูงกว่าทุกอย่าง สามารถสั่งการหรือทำอะไรได้ ถ้าไม่ออกมาตรงนั้น แล้วทหารมาจากไหน และทหารมีจำนวนมาก เท่าที่ดูข่าวเห็นว่ามีแต่ทหาร ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เลยไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกับทหาร หรือชายชุดดำ ที่ผ่านมาได้เงินช่วยเหลือจากบ้านราชวิถี 400,000 บาท ได้รับการประสานจากกระทรวงยุติธรรม ลูกชายยังไม่มีครอบครัว แต่ยังไม่เคยได้รับความกระจ่างจากนายกฯ หรือรัฐบาลเลย

จากนั้นนาย อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ผู้สูญเสียสามารถมาต่อว่าได้ สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจหรือวางเฉย ดำเนินการเป็นกรณีๆ ไป รัฐบาลพยายามเยียวยาอย่างเต็มที่ สำหรับข้อเท็จจริงก็พยายามสอบกันอยู่ มีการแยกคดีออกมาว่าใครเกิดเหตุที่ไหน อย่างไร สั่งการให้ติดตามอยู่แล้วในทุกกรณี แต่มันไม่ง่าย เนื่องจากเหตุการณ์ชุลมุนมาก อีกทั้งเมื่อได้ข้อมูลมา ก็ต้องมาชั่งน้ำหนัก ทั้งข้อมูลและพยานหลักฐาน กรณีบ่อนไก่และเสียชีวิตระหว่างมีเหตุการณ์ปะทะกัน แม่ของผู้เสียชีวิตอยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงอยากให้เร่งรัดสอบสวนว่าเสียชีวิตอย่างไร เหตุการณ์น่าจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 พ.ค. เขาก็อยากรู้ความจริง และเท่าที่ฟังน่าจะได้รับเงินช่วยเหลือจากการเยียวยาจากบ้านราชวิถี น่าจะเป็นส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ

นายกฯ กล่าวต่อว่า ผู้เสียชีวิตน่าจะเป็นชาวชุมชนบ่อนไก่ เหตุการณ์น่าจะเกิดช่วงที่ทหารเข้าไปปิดล้อมไม่ให้คนเข้าไป เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ต้องการเข้าไปสลายการชุมนุม เพราะกลัวว่าจะมีการปะทะกัน ช่วงเวลานั้นมีด่าน 4 ด้าน และมีอยู่ที่จุดพระราม 4 ซึ่งจุดดังกล่าวมีคนมาปะทะกับทหาร มีการยิงกัน เกิดไฟดับ ตอนนี้ก็พยายามตามอยู่ ส่วนการช่วยเหลือนั้นรัฐบาลตามมาตลอด และดูว่าได้รับการช่วยเหลือครบถ้วนหรือยัง อย่างเงิน 400,000 บาทที่ได้รับ ก็น่าจะเป็นส่วนของรัฐบาล

"ความจริงผมได้อ่านรายงานอยู่ แต่ไม่มีโอกาสได้มาพบ ใจของผมจริงๆ อยากมาพบ แต่ส่วนใหญ่จะมีปัญหา เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงเขาก็ไม่อยากให้พบ เพราะเขามีปัญหากับผม มาวันนี้ก็ขอแสดงความเสียใจ ยืนยันได้ว่าสำหรับผมและรัฐบาล มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำ ให้คนไทยด้วยกันต้องมาเสียชีวิต เท่าที่ฟังผู้ตายน่าจะโดนลูกหลงมากกว่า เพราะอาศัยอยู่ที่บ่อนไก่ ผมจะติดตามและเร่งรัด แต่จะให้ผมไปยุ่งกับการสอบมากไม่ได้ เพราะเดี๋ยวก็จะมากล่าว หาผมว่าไปสั่งอีกก็จะทำให้มันยาก แต่รับปากว่าจะตามเรื่องให้ เพราะเรื่องนี้ต้องค้นหาความจริงต่อเนื่องต่อไป" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการพูดคุย นาง คำจันทร์ร่ำไห้ตลอดเวลา ทำให้นายอภิสิทธิ์มีสีหน้าไม่สู้ดี พยายามปลอบด้วยการจับมือให้กำลังใจ ก่อนพยายามชี้แจงถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ และสั่งการให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ เร่งติดตามผลคดี และการช่วยเหลือ

ณัฐวุฒิจับผิดอภิสิทธิ์ได้คาเฟซบุ๊ก โกหกคนทั้งประเทศ

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชี รายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. แถลงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เขียนข้อความในเฟซบุ๊ก ว่ากลุ่มชายชุดดำฆ่าประชาชน และนำศพไปเผาภายในวัดปทุมวนาราม ว่าข้อความดังกล่าวถูกเขียนขึ้นโดยบุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ เมื่อนายอภิสิทธิ์ระบุเช่นนี้ จึงไปตรวจสอบและพูดคุยกับตำรวจ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยได้ข้อมูลว่ารายละเอียดในเรื่องนี้ เป็นเพียงคำบอกเล่าของชายที่สติไม่สมประกอบ และไม่มีพยานหลักฐานอื่นมารองรับ

นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังตรวจสอบไปที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่พบหลักฐานในเรื่องนี้เช่นกัน จึงสรุปได้ว่านายอภิสิทธิ์ต้องการคะแนนเสียง จึงกล่าวหาใส่ร้ายการต่อสู้ของประชาชนอย่างโหดร้าย รวมทั้งยังนำคำบอกเล่าของคนสติไม่ดี และไม่น่าเชื่อถือมากล่าวอ้าง ทำให้ไม่ทราบว่า ระหว่างนายอภิสิทธิ์กับชายคนดังกล่าว ใครสติไม่ดีกว่ากัน เรื่องนี้เป็นการโกหกคนไทยทั้งประเทศ และถือเป็นการจับผิดได้คาเฟซบุ๊ก อีกทั้งนายอภิสิทธิ์ก็ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงแต่อย่างใด คนที่เป็นผู้นำประเทศต้องมีความรับผิดชอบมากว่านี้

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ ผู้สื่อข่าวสนามเนชั่น: คำขอโทษ จากนายกฯอภิสิทธิ์

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เอกสารทหาร2ฉบับมัดมาร์คแน่น โฆษณาชวนเชื่อขอใบอนุญาตฆ่า91ศพ รบเต็มอัตรากระสุนจริง-Sniper

-คลิป รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล ศูนย์สิทธิมนุษยชน ม.มหิดล วิเคราะห์1 ปี ความยุติธรรมที่หายไป



-คลิป 1 ปีความยุติธรรมที่หายไปกรณี 91 ศพจากศปช.

ดร.ชาญวิทย์:ถอนตัวจาก"ยูเนสโก"และ"โลกศิวิไลย์"- Walking out from UNESCO and Civilized World

ที่มา Thai E-News

นี่เป็น "การเมืองยิ่งกว่าการเมือง" โดยไม่สนใจ ต่อความเสียหายของ “ประเทศชาติ-ประชาชน”

โดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
28 มิถุนายน 2554


ถ้อย แถลงของ นรม อภิสิทธิ์ และ รมต สุวิทย์ เรื่องการ “ถอนตัว” ออกจาก “กก.มรดกโลก" (อย่างสับสน กำกวม) และถูกตอบโต้โดย ผอ. อิรินา โบโกวา ของ UNESCO ในช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้ง 3 กรกฏา นั้น

สรุปได้ว่า นี่เป็น "การเมืองยิ่งกว่าการเมือง" โดยไม่สนใจ ต่อความเสียหายของ “ประเทศชาติ-ประชาชน”

หนึ่ง) นี่เป็นความตกต่ำของ “วิเทโศบาย การต่างประเทศ การทูต” ของเราอย่างสาหัสสากรรจ์

สอง) การเมืองก่อนวันเลือกตั้งเรื่องนี้ สอน (ซ้ำๆ) ให้รู้ว่า "บอลแพ้ คนเล่นและคนดู (บางคน บางสถาบัน และบางพรรคฯ) ไม่ยอมแพ้"

สาม) การเมืองก่อนวันเลือกตั้งเรื่องนี้ สอนให้รู้ ว่า “คนเล่น บางพรรค บางสถาบัน คือ ขี้แพ้ ชวนตี" (ไม่มีสปิริตนักกีฬาที่ดี)

สี่) การเมืองภายในและ “วาทกรรม” เรื่องนี้ สอนให้รู้ “ซ้ำๆ” ว่า “วาทะ” ของ “ชาวกรุง” (จอมพลสฤษดิ์) ที่ว่า “วันหนึ่ง จะเอาปราสาทเขาพระวิหาร กลับมาเป็นของชาติไทย ให้จงได้” และ (เสนีย์ ปราโมช และอภิสิทธิ์ฯ) “เราไม่ยอมรับแผนที่ เราถือสันปันน้ำ” นั้น จบลงด้วยเป็น “กรรม” ของ “ชาวบ้าน” ชายแดน ที่บาดเจ็บ ล้มตาย พลัดที่นา คาที่อยู่ ทำมาหากินไม่ได้

ห้า) การเมืองก่อนวันเลือกตั้งเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า วิเทโศบายดังกล่าว อาจบานปลาย ทำให้เกิดสงครามชายแดน (ขึ้นอีก) และ (อาจ) ล้มการเลือกตั้ง หรือไม่ก็สร้างกระบวนการ (ที่ในบั้นปลาย) ทำลายระบอบประชาธิปไตย-การเลือกตั้ง ทั้งหมด

หก) การเมืองก่อนการเลือกตั้งเรื่องนี้ ทำให้เราตั้งคำถามว่า "รัฐบาล ที่มา (ด้วยวิธีการที่ไม่ชอบมาพากล) จากพรรคผสมไม่กี่พรรค กับผู้นำระดับ นรม. อภิสิทธ์ และ รมต. สุวิทย์ เพียงไม่กี่คน มีความชอบธรรม (legitimacy) แค่ไหน ที่จะถอน "สยามประเทศไทย" ของเรา ออกจากองค์กรระดับโลก เช่น Unesco ของนานาอารยชาติ และโลกศิวิไลย์

เจ็ด) การดำเนินนโยบายต่างประเทศ ระดับสำคัญสุดเช่นนี้ จะต้องถาม เจ้าของประเทศ คือ ประชาชนที่มีอยู่กว่า ๖๐ ล้านคน จะต้องผ่าน “รัฐสภา” หรือท้ายที่สุดจะต้องมี "ประชามติ" (Referendum) หรือไม่

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

28 June 2011

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-ดร.พิทยา พุกกะมาน อดีตเอกอัครราชทูต:การถอนตัวจากการประชุมมรดกโลก กระทำไปเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองในช่วงเลือกตั้งเท่านั้น

-บทความ: มาร์คปากสั่น

Tuesday, June 28, 2011

สวัสดีประเทศไทย!ไม่ให้ประกันตู่ใช้สิทธิเลือกส.ส. ส่วนคดีโจกลิ้มยึดทำเนียบฯผ่านไป3ปียังไม่ถึงศาล

ที่มา Thai E-News

"วันนี้ คนเสื้อแดงถูกขังลืม แต่ทำไมคนเสื้อเหลืองลืมขัง วันที่ 3 ก.ค.นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. จะได้รับการประกันตัว จากพี่น้องประชาชนที่ไปกาเบอร์ 1 เลือกพรรคเพื่อไทย สมัยนายสมชายเป็นนายกฯมีคนตาย 1 คน ออกมาเรียกร้องให้รับผิดชอบ รัฐบาลชุดนี้คนตาย 91 ศพ ทำไมนายอภิสิทธิ์ไม่รับผิดชอบ"-ดนุพร ปุณณกันต์

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 มิถุนายน 2554

ตามคาดศาลไม่ให้ประกันจตุพร แม้สดศรีบอกจะทำให้หมดสิทธิ์เป็นส.ส.เพราะไม่ได้ใช้สิทธิ

วันนี้ (28 มิถุนายน) ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราวนายจตุพร คดีร่วมกันก่อการร้าย ซึ่งเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8 พรรคเพื่อไทย เพื่อออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไปในวันที่ 3 ก.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น.ที่หน่วยเลือกตั้ง 28 โรงเรียนสุเหร่าดอนสะแก ซ.ลาดพร้าว 96 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม.

โดยคำร้องระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอความเมตตาและความเป็นธรรมจากศาล ขออนุญาตประกันตัวเพียง 1 วันในวันที่ 3 ก.ค.54 ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. เพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เมื่อใช้สิทธิเสร็จแล้วจะกลับมามอบตัวต่อศาล หรือเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในเวลา 15.00 น.

ซึ่งตาม รัฐธรรมนูญฯ ปี 2550 มาตรา 40 บัญญัติว่าบุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งแม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะมีบทบัญญัติให้อำนาจศาลใช้ ดุลยพินิจในการพิจารณามีคำสั่งเรื่องปล่อยตัวชั่วคราว แต่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศย่อมมีศักดิ์หรือฐานะยิ่งกว่ากฎหมาย อื่น ขณะที่การมีคำสั่งอนุญาตก็ไม่มีอะไรกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม แต่ยังทำให้เห็นถึงความยุติธรรมที่สูงส่งซึ่งสาธารณชนจะเห็นเป็นที่ประจักษ์ ว่าศาลได้ใช้ดุลยพินิจที่ให้ความคุ้มครองสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550

ขณะ เดียวกันหากศาลจะไม่อนุญาต สาธารณชนอาจมองทางตรงข้ามว่าจำเลย ถูกสกัดกั้นทางการเมือง ซึ่งจำเลยหลายคนในคดีนี้ศาลได้อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวไปแล้ว และยังมีแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เช่น นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายสมบูรณ์ ทองบุราณ ผู้ต้องหาคดีอาญาเช่นเดียวกับจำเลยก็ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

ต่อมา เวลา 16.30 น. ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ก่อนหน้านี้ทั้งศาลอาญา และศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย โดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว และกรณีตามคำร้องก็เป็นเพียงความเห็น จึงยังไม่เป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง

ด้านนายวิญญัติ กล่าวว่า ในการยื่นคำร้องวันนี้ตนได้นำบทสัมภาษณ์ ของนางสดศรี สัตยธรรม กกต. เกี่ยวกับความเห็นสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ของนายจตุพร ให้ศาลพิจารณาด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ศาลจะยกคำร้อง เพราะว่ามองแค่เป็นความเห็นของนางสดศรี แต่ตนจำต้องยื่นให้ศาลเห็น ทั้งนี้ ตนจะต้องยื่นคำร้องชี้แจงเหตุให้ กกต.ทราบว่า การเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. นายจตุพรไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ เพราะเหตุใดเพื่อป้องกันการกระทบสิทธิรับสมัคร ส.ส.ในภายหลังของนายจตุพร ซึ่งตามกฎหมายก็ให้สิทธิไว้ว่า สามารถยื่นแจ้งเหตุให้ กกต.ทราบก่อนและหลังวันเลือกตั้ง 7 วัน ส่วนเรื่องการขอปล่อยชั่วคราวทนายความก็ยังจะเดินหน้ายื่นเรื่องต่อไป

คดีโจกลิ้มยึดทำเนียบผ่านไป 3 ปีเรื่องยังไม่ถึงศาล อัยการเลื่อนอีกแล้ว

ที่ สำนักอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก วันเดียวกันนี้ เวลา 10.00 น. อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 ได้เลื่อนนัดการสั่งคดีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตกเป็นผู้ต้องหา รวม 4 สำนวนประกอบด้วย คดีที่ร่วมกับแกนนำและแนวร่วมพันธมิตรฯ นำกลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อมอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 5-7 ตุลาคม 2551, คดีร่วมกับแกนนำพันธมิตรฯรวม 6 คน นำกลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 26-31 สิงหาคม 2551 อีกสองสำนวนเป็นคดีหมิ่นประมาทฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย บนเวทีพันธมิตรฯระหว่างการชุมนุมต่อเนื่อง 193 วัน เมื่อปี 2551

โดยวันนี้นายสนธิ ก็ได้มอบให้เสมียนทนายความ เข้ารายงานรับทราบคำสั่งเลื่อนจากอัยการแทน เนื่องจากการพิจารณาสำนวนของอัยการยังไม่แล้วเสร็จ ขณะที่อัยการนัดฟังคำสั่งอีกครั้งวันที่ 15 ส.ค.นี้ เวลา 10.00 น.

บรู๊ค-ดนุพร:3ก.ค.ประชาชนทวงยุติธรรม

แม้ สถานการณ์เลือกตั้ง 3 กรกฎาคมจะกลบทุกกระแสจมหาย แต่คนเสื้อแดงยังไม่ลืมว่ายังมีเพื่อนนักต่อสู้ที่เคยร่วมรณรงค์ขับเคลื่อน ประชาธิปไตยในแถวหน้า และแนวหน้าต้องถูกจองจำอย่างอยุติธรรมมากมาย ทั้งจตุพร พรหมพันธุ์ นิสิต สินธุไพร สุรชัย แซ่ด่าน สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักโทษที่ถูกกล่าวหาในคดี112 และพี่น้องเราที่ถูกขังลืมมาเกิน 1 ปีจากกรณีเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553

เมื่อวันที่ 23มิถุนายนที่ผ่านมา ในช่วงที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่หนึ่งพรรคเพื่อไทยเดินทางมาหาเสียงที่จ.ขอนแก่น ที่ อ.บ้านไผ่ และ อ.พล โดยนายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ปราศรัยว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เสียงลำดับ 1 แล้วไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล พี่น้องก็ลุกขึ้นมาสวมเสื้อแดงแล้วไปราชประสงค์กันอีกรอบ

"วันนี้คน เสื้อแดงถูกขังลืม แต่ทำไมคนเสื้อเหลืองลืมขัง วันที่ 3 ก.ค.นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. จะได้รับการประกันตัว จากพี่น้องประชาชนที่ไปกาเบอร์ 1 เลือกพรรคเพื่อไทย สมัยนายสมชายเป็นนายกฯมีคนตาย 1 คน ออกมาเรียกร้องให้รับผิดชอบ รัฐบาลชุดนี้คนตาย 91 ศพ ทำไมนายอภิสิทธิ์ไม่รับผิดชอบ" นายดนุพรกล่าว