ที่มา ข่าวสด
เหตุปัจจัยอันใดทำให้ชาวบ้าน "สยอง" ต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มากกว่าจะสยองต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเป็นโคลนนิ่งของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร
เหตุ ปัจจัย 1 เพราะว่าการได้เป็นนายกรัฐมนตรีของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นไปตามพิมพ์เขียวที่การรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 กำหนดเอาไว้
กำหนดเอาไว้เหมือนกับที่เชิด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี
ทั้งๆ ที่กลุ่มรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 รวมทั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ล้วนสำแดงตนเป็น "คนดี" แล้วเหตุใดชาวบ้านจึงบังเกิดอาการ "สยอง" แล้วกลายเป็นโรคระบาดแพร่ลามมาถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วย
เพราะการรัฐประหารก่อสภาพงันชะงักในการพัฒนาและก้าวไปข้างหน้าของประเทศ และอีกปัจจัยอันทำให้นำไปสู่บทสรุปอย่างเดียวกัน
นั่นก็คือ ปัจจัยที่ "คนดี" เหล่านี้ทำงานไม่เป็น บริหารบ้านเมืองไม่เอาอ่าว
ความเป็น "คนดี" ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เด่นชัดอย่างยิ่ง ณ เบื้องหน้าชาวบ้านจากบทบาทในเรื่องเขา ยายเที่ยง
และการยึดกุมหลักการ "บริหารโดยไม่บริหาร" ในแบบพรรคประชาธิปัตย์
ความเป็น "คนดี" ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เด่นชัดอย่างยิ่ง ณ เบื้องหน้าชาวบ้านจากบทบาทตลอด 2 ปีเศษที่เป็นนายกรัฐมนตรี
1 ก่อให้เกิดข้าวยากหมากแพงทุกหย่อมย่าน ชาวบ้าน เดือดร้อน
1 ผลงานอันโดดเด่นยิ่งของรัฐบาลก็คือ การตายจำนวน 90 กว่าศพ บาดเจ็บเกือบ 2,000 คนในเหตุการณ์เดือนเมษายน พฤษภาคม 2553
1 การโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระ ทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ตำแหน่งนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี ไปจนถึงปลัดกระทรวง
ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นในยุค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เมื่อนำเอาผลงานของ "คนดี" อย่าง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประสานเข้ากับ "คนดี" อย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อาการ "สยอง" ย่อมบังเกิดติดตามมา
ยิ่ง คำนึงถึงความเป็นจริงที่บ้านเมืองแตกแยก ขัดแย้ง บ้านเมืองอยู่ในภาวะหยุดชะงักไม่ก้าวเดินไปข้างหน้านับแต่รัฐประหารเมื่อ เดือนกันยายน 2549 เป็นต้นมา
ยิ่งบังเกิดอาการ "สยอง" ในระดับขนลุกขนพอง
ความต้องการ "ร่วม" อย่างหนึ่งซึ่งตรงกันก็คือ ต้องการยุติความขัดแย้ง แตกแยก ต้องการเดินไปข้างหน้าอย่างมีศักดิ์ศรีและเป็นธรรม
ถามว่าสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอในโค้งสุดท้ายสะท้อนให้เห็นแนวคิดอะไร
เด่น ชัดยิ่งว่าสะท้อนแนวคิดก่อนและหลังรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 อันเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดการสะดุดหยุดชะงักการพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจและการ เมือง
ยิ่งสร้างความกลัว ชาวบ้านยิ่งจะกลัวพรรคประชาธิปัตย์เป็นทวิ ทวีคูณ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, June 29, 2011
ยุทธการ โค้งสุดท้าย ยุทธการ สร้างความกลัว ของ "ประชาธิปัตย์"
ไม่เอาสูสี
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน ์เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
นึกแล้วยังเสียดายไม่หาย
คน ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต แล้วไม่ได้ไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านคน
ถือเป็นคะแนนก้อนใหญ่ที่ต้องเสียไปฟรีๆ
และ ที่สำคัญคือคนเหล่านั้นจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค.อีกไม่ได้ คนที่รู้กฎเกณ์ตรงนี้ก็มี แต่ขณะเดียวกันเชื่อว่ามีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้
คนไม่รู้นี่ แหละที่อาจไปโวยวายหน้าคูหาวันเลือกตั้งจริง 3 ก.ค. เพราะหาชื่อตัวเองไม่เจอในรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง คงเกิดเป็นความโกลาหลพอสมควร
บางคนสงสัยว่าทำไม กกต.ถึงไม่เปิดให้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าเป็นครั้งๆ ไป ทำไมต้องยึดตามทะเบียนเก่าที่ทำไว้ตั้งแต่เลือกตั้งครั้งที่แล้ว
แต่ จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ความผิดพลาดที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากอดใช้สิทธิ์ ต้องโทษกกต.ที่ไม่เร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจตรงจุดนี้ให้ชัดเจนตั้งแต่ แรก
1.1 ล้านคนถ้าแปรเป็นคะแนนเสียง น่าจะได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 3-4 คนเลยทีเดียว
นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าคนที่ไม่ได้มาใช้สิทธิ์ล่วงหน้าเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ หรือมีเจตนานอนหลับทับสิทธิ์
เพราะ จากการสำรวจของโพลต่างๆ ก่อนหน้านี้ พบประชาชนมีความกระตือรือร้น ตั้งใจจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. ในเปอร์เซ็นต์ที่สูงมาก
เหตุผลก็เพราะคนส่วนใหญ่อยากมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง ที่คาดหวังจะเป็นเครื่องนำพาประเทศออกจากความขัดแย้งแตกแยกที่เป็นมานานหลายปี
รวมถึงเหตุผลที่หลายคนเห็นตรงกันว่า ถ้าหากจะให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นตัวเยียวยา หรือขจัดปัญหาความขัดแย้งให้หมดไปได้จริง
ประชาชนจะต้องลงคะแนนเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งให้ถล่มทลายกันไปข้าง
ถ้า เลือกเข้ามาแบบสูสี ชนะกันไม่เด็ดขาด แทนที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการแก้ปัญหา ก็อาจเป็น การผูกปมขัดแย้งขึ้นมาใหม่ ผลักดันประเทศกลับสู่วงจรเดิมๆ
เพราะพรรค ที่กระแสความนิยมตกเป็นรองขณะนี้ ประกาศแล้วว่าหากพรรคอันดับ 1 ได้จำนวน ส.ส.ไม่ถึงครึ่ง 250 เสียง ก็อาจไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล
มือที่มองไม่เห็นก็จะกลับมาอีก
ภาพคุณปู ยิ่งลักษณ์ จ.อุบลฯ - ศรีษะเกษ 29/06/54
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 29/06/54 เมื่อพวกสัตว์นรก..เผาประเทศเอาคะแนนเสียง
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
เพราะแหลกเหลว เลวระยำ ทำปี้ป่น
จึงวกวน แต่ชั่วช้า มาทับถม
คิดแต่เรื่อง จัญไร ใจโสมม
จนสาสม พวกชั่ว ทุกตัวตน....
เผาประเทศ เอาคะแนน วางแผนร้าย
ด้วยมุ่งหมาย ร่วมสร้าง ทางฉ้อฉล
เอาสันดาน ต่ำช้า บ้าสัปดน
พวกเดนคน วางแผน แสนอัปรีย์....
จะโหวตโน โนโหวต ช่างโคตรแมร่ง
ใยยื้อแย่ง ความระยำ ทำบัดสี
แค่หยิบมือ ไฉนกล้า มาอวดดี
หรือไอ้อี อยู่เบื้องหลัง หวังทำลาย....
เผาประเทศ เอาคะแนน วางแผนชั่ว
มันรวมหัว ขยี้ซ้ำ ทำฉิบหาย
สร้างปัญหา คุกรุ่น ให้วุ่นวาย
แค่มุ่งหมาย ในอำนาจ อนาถนัก....
เพราะความคิด สุดอุบาทว์ ขาดสติ
เอาอุตริ สามานย์ เข้าหาญหัก
พวกคนชั่ว ก็สะใจ ได้คึกคัก
ยิ่งประจักษ์ บ้านเมืองนี้ อัปรีย์ครอง....
เผาประเทศ เอาคะแนน แสนบัดซบ
หวังเลี่ยงหลบ ความชั่ว ที่มัวหมอง
ด้วยกลเกมส์ เลวระยำ ที่ช่ำชอง
สุดท้ายต้อง ร้อนรุ่ม ดั่งสุมไฟ....
๓ บลา / ๒๙ มิ.ย.๕๔
3 กรกฏา "ไม่เลือกคนดีเข้าสภา!!"
ที่มา ประชาไท
พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ
เครือข่ายพลังลบ www.facebook.com/negativenetwork
การเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ถือว่าเป็นครั้งที่มีประชาชนตื่นตัวมากที่สุด สามารถวัดได้จากจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าที่มากเป็นประวัติการณ์ เพราะครั้งนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในช่วงหัว เลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ
เมื่อคิดถึงการเลือกตั้ง ตลอดระยะเวลาที่ผมมีโอกาสไปใช้สิทธิ เรามักจะเจอกับวาทกรรมที่ค่อนข้างฟังดูดี แต่ก็แฝงไปด้วยอคติค่อนข้างมากนั่นก็คือ "เลือกคนดีเข้าสภา" เพราะเหตุใดจึงพูดแบบนั้น
“การเลือกคนดีเข้าสภา"นั้น ฟังเผินๆ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักของ "อภิปรัชญา" (metaphysics) ที่ยิ่งพูดอีกก็ถูกอีก และสำหรับคนที่เชื่อว่าความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวก็ไม่สามารถถกเถียงได้ เพียงแต่ลองมานั่งคิดให้ลึกกว่านั้นไหมว่า อะไรคือ "คนดี" ตามที่เขานิยามกัน ? และคนดีนั้นเป็นคนดีของใคร?
ดังนั้นในช่วง 2-3 สัปดาห์นี้เราจึงได้เห็นผู้ที่มีอำนาจในประเทศแห่งนี้ เข้ามาพูดทำนองว่า เราควรจะเลือกคนดี เลือกคนที่ทำให้บ้านเมืองไปต่อได้ แน่นอน! ฟังเผินๆ ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ถูกต้องอีกเช่นกัน แต่ถ้ามันไม่ประกอบกับบริบทใน "ตำแหน่ง หน้าที่ และอำนาจ" ที่คนเหล่านั้นดำรงอยู่ การพูดในลักษณะแบบนี้ย่อมบอกเป็นนัยๆ ว่าท่านเหล่านี้ต้องการให้เราสนับสนุนใครขึ้นมาปกครอง หรือถ้าแปลแบบตรงไปตรงมาก็คือ คนที่ขึ้นมาปกครองก็น่าจะเป็นคนที่เอื้อประโยชน์ให้ท่านๆ เหล่านี้ด้วย
คน ดีของคนบางกลุ่มอาจจะหมายถึงคนที่สามารถทำให้เขาสามารถปากท้องอิ่มได้ คนดีสำหรับบางกลุ่งอาจจะหมายถึงคนที่ดูน่าเชื่อถือ คนดีของท่านผู้มีอำนาจบางกลุ่มอาจจะหมายถึงคนที่จัดสรรงบประมาณซื้ออาวุธ ยุทโธปกรณ์ให้กับท่านแบบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือคนดีบางกลุ่มอาจจะหมายถึงคนที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่มีอำนาจและเกาะ โครงสร้างเดิมๆ ในการแสวงหาสิทธิพิเศษเหนือประชาชน
อย่าปฏิเสธกัน ว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของ "ผลประโยชน์" คำผสม ระหว่างคำว่า "ผล" และคำว่า "ประโยชน์"สองคำที่ฟังดูมีความหมายเชิงบวก แต่เมื่อพอมาอยู่รวมกันกลับทำให้หลายคนเกิดความรู้สึกเชิงลบ จริงๆ แล้วผลประโยชน์ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ หากการเมืองเป็นเรื่องของการต่อรองและปฏิสัมพันธ์กันเชิงผลประโยชน์ แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันน่ารังเกียจอาจเป็นเพราะชุดความคิดที่หลายคน ถูกฝังหัวมาว่า "นักการเมืองเลวเหมือนกันหมด เพราะมันคอร์รัปชั่น!!"
ซึ่ง อดแปลกใจและรู้สึกสงสารนักการเมืองที่มีสภาพไม่ต่างกับถังขยะที่ไว้ รองรับอารมณ์ พอเกิดเรื่องราวอะไรก็มักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้คอร์รัปชั่นเสียหมด หรืออย่างมากอาจจะพาดพิงไปยังข้าราชการประจำ แต่เราเคยลองตั้งคำถามกันไหมว่าจริงๆ คอร์รัปชั่นเกิดขึ้น ณ จุดใดก่อน "คนให้" หรือ"คนรับ"?
เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องไก่กับไข่ ประเทศไทยดำรงอยู่ได้ด้วยระบบอุปถัมภ์มาช้านาน เราอาจยกตัวอย่างบางกรณีให้เห็นภาพและลองตั้งคำถามเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น ได้ง่ายขึ้น สมมติมีการตั้งด่านสกัดของตำรวจจราจรตามหน้าที่ ความรู้สึกแรกของพวกคนใช้รถใช้ถนนส่วนใหญ่คืออะไร? “แม่ง พวกหัวปิงปองทำมาหาแดกกันอีกแล้ว" แต่เราลืมไปหรือเปล่าว่าบางทีก็เป็นหน้าที่ของเขา การตั้งด่านสกัดจับ บางทีก็เป็นความผิดเช่น โทรศัพท์ขณะขับรถ ไม่ขาดเข็มขัด ขาดต่อทะเบียน
แล้ว เวลาเราโดนจับเรารู้สึกอย่างไร? หลายคนคิด “อะไรวะ แม่งหาเรื่องจับผิดไถตังค์กันชัดๆ" อ้าว! แทนที่เราจะหันมาต่อว่าตัวเองว่า "โอ๊ย!ฉันสะเพร่าจังเลยทำผิดกฎหมายจนได้" พอตำรวจจะเรียกเราปรับคำแรกที่เราจะพูดคืออะไร? หลายคนๆ พูดว่า "ขอโทษครับจ่า ช่วยๆ กันหน่อย" ซึ่งคำว่า "ช่วยๆ กันหน่อย"นี้หลายๆ ครั้งหมายถึงว่าผู้ที่ทำผิดก็กำลังเสนอ "ผลประโยชน์"ให้กับเจ้าหน้าที่ ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ว่าจะตัดสินใจรับหรือไม่รับ (เวลาเขาไม่รับเราก็มักสบถกันว่า "เหี้ยแม่งหยิ่งว่ะ" แต่พอเขารับเราก็บอกว่า "ตำรวจแม่งก็เหมือนกันแดกกันหมด") และเวลาถูกจับได้ว่ารับส่วยส่วนใหญ่ก็โดนเฉพาะตัวเล็กตัวน้อย เพราะที่มันสูงกว่านั้น "ไม่สามารถตรวจสอบได้"
นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ สำหรับการคอร์รัปชั่นที่เกิดในชีวิตประจำวัน แม้กระทั่งพวกม็อบหรือกลุ่มคนที่ออกมาต่อต้านคอร์รัปชั่น ผมว่าหลายๆ คนก็เคยฝากลูกเข้าโรงเรียน ติดสินบนเจ้าหน้าที่ แม้กระทั่งข้อครหา "ม็อบมีเส้น"ก็ไม่สามารถปัดพ้นกับระบบอุปถัมภ์อันเป็นต้นกำเนิดของการ คอร์รัปชั่นได้ การมองโลกแบบคนนั้นดีไปหมด หรือคนนั้นเลวไปหมดนั้นเป็นเรื่องเหลวไหลและไร้เดียงสาเกินไป
ถึงแม้ หลายคนที่ออกมาแอบอ้างในนามแห่งคุณธรรม แต่ทุกคนย่อมมีแผลกันทั้งนั้นเพียงแต่ใครจะปกปิดได้เนียนกว่ากัน ซึ่งการจะแก้ปัญหาตรงนี้ประกอบด้วย 2 สิ่งสำคัญ ก็คือ "อำนาจในการตรวจสอบ" หากคนมีคุณธรรมที่ไม่สามารถวิพากษ์หรือตรวจสอบได้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหลังฉากที่สวยงามนั้นอาจจะมีความผุพังเน่าเฟะเต็มไป หมด และอีกข้อที่อยากให้ลองกลับไปตั้งคำถามกันเองว่า แท้จริงแล้วระบบอุปถัมภ์ที่ใหญ่ที่สุดในสังคมเริ่มที่ตรงไหน? และเราจะแก้ไข ปรับปรุงหรือถอดถอนโครงสร้างแบบนี้ได้อย่างไร? หรือว่าเราจะทนและรู้สึกเฉยๆกับระบบแบบนี้ รอวันที่จะยื่นขึ้นเป็นมรดกโลก (ไม่แน่ใจว่าUNESCO เขาจะยอมรับไหม?)
อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าคน ดีของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป สิ่งที่สำคัญของประชาชนคือเราต้องรู้สึกว่า คนที่เราเลือกคือคนที่เป็น "ตัวแทน"เพื่อไปปกป้องผลประโยชน์ของเราและของสังคม หน้าที่ของเราไม่ใช่เพียงแค่การไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง แต่ต้องคอยตรวจสอบและร่วมปกป้องผลประโยชน์ด้วย เหมือนกับว่าเวลาเราเกิดมาไม่มีใครเป็นคนดีโดยกำเนิด แต่ก็ต้องผ่านกระบวนการ "การขัดเกลาทางสังคม"(socialize)ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งการขัดเกลาของตัวแทนนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อประชาชนร่วมกันตรวจสอบการทำงาน และเรียนรู้ความเป็นประชาธิปไตยจากประสบการณ์พร้อมไปด้วย
ถ้าเป็น เช่นนั้น วันที่ 3กรกฏาคม 2554 เราอาจจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่แทนที่จะ "เลือกคนดีเข้าสภา" แต่อาจจะต้องเลือกคนที่เข้าไปพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของเราและสังคม อาจจะไม่ใช่คนที่ดี100%แต่เราสามารถตรวจสอบได้ ดีกว่าคนที่ดีมีบารมีอำนาจแต่ไม่สามารถตรวจสอบได้!!
แอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล: รำลึกถึงฮิโรยูกิ มุราโมโตะ
ที่มา ประชาไท
ภัควดี ไม่มีนามสกุล
แปลจาก Andrew Macgregor Marshall, “In Memory of Hiro Muramoto,” http://www.zenjournalist.com/2011/06/in-memory-of-hiro-muramoto/; June 26, 2011.
เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553 ช่างภาพรอยเตอร์ส ฮิโรยูกิ มุราโมโตะ (1) ถูกยิงเสียชีวิต ขณะกำลังถ่ายภาพการปะทะระหว่างทหารไทย ผู้ประท้วงเสื้อแดงและมือปืนไม่ทราบฝ่ายในพื้นที่บริเวณราชดำเนินใจ กลางกรุงเทพมหานคร ฮิโรยูกิอายุ 43 ปี เขาทิ้งภริยา เอมิโกะ กับลูกสองคนไว้ข้างหลัง (2) ฮิโรยูกิเริ่มร่วมงานกับสำนักข่าวรอยเตอร์สในฐานะช่างภาพอิสระเมื่อ พ.ศ.2535 และทำงานเต็มเวลาใน พ.ศ.2538 คลิปข่าวชุดสุดท้ายที่เขาถ่ายก่อนเสียชีวิต (3) แสดงให้เห็นว่า เขาอยู่ท่ามกลางการปะทะอย่างดุเดือด (4) ในวันที่ 10 เมษายน ซึ่งในวันนั้นมีทหาร 5 นายและประชาชนอีก 20 รายเสียชีวิต เหตุการณ์ต่างๆ ที่เขาถ่ายไว้ได้นั้น รวมไปถึงการยิงระเบิดปริศนาที่ทำให้พันเอกร่มเกล้า ธุวธรรมเสียชีวิต พันเอกร่มเกล้าเป็นนายทหารที่กำลังรุ่งในตำแหน่งหน้าที่และเป็นรองเสนาธิการ กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ในสมเด็จพระราชินี
นับแต่เริ่มต้น หลักฐานเกี่ยวกับการเสียชีวิตของฮิโรยูกิชี้ว่า เขาถูกฆ่าจากกระสุนที่ทหารไทยคนหนึ่งยิงใส่ ดูเหมือนไม่น่าเป็นไปได้ที่เขาตกเป็นเป้าโดยเจตนา ทั้งนี้เพราะเขาเป็นผู้สื่อข่าว แต่เขาถูกยิงเสียชีวิตในขณะที่ทหารสาดลูกกระสุนจริงใส่ผู้ประท้วงอย่างไม่ เลือกหน้า นี่คือข้อสรุปของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เทียบได้กับเอฟบีไอของสหรัฐอเมริกา ถึงแม้เป็นสถาบันที่ถูกการเมืองแทรกแซงอย่างเปิดเผย แต่ดีเอสไอก็ยังมีเจ้าหน้าที่สืบสวนที่ซื่อตรงและทุ่มเทให้การทำงานไม่น้อย เจ้าหน้าที่สืบสวนในคดีของฮิโรยูกิสรุปว่า มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่ฮิโรยูกิถูกยิงเสียชีวิตโดยทหารกองทัพไทยคน หนึ่ง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ยอมรับประเด็นนี้ในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 (5) ว่า
เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลเกี่ยวข้องด้วย เราจึงต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ด้วยการส่งคดีนี้ให้ตำรวจสืบสวนต่อไป
ใน เดือนธันวาคม รายงานการสอบสวนของดีเอสไอในคดีฮิโรยูกิและรายงานอีกฉบับเกี่ยวกับการสังหาร พลเรือน 6 คนในวัดปทุมวนารามเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2553 รั่วไหลไปถึงรอยเตอร์ส (6) เอกสารเกี่ยวกับคดีฮิโรยูกิที่รั่วไหลออกมานี้ ยืนยันข้อสรุปของดีเอสไอว่า กองทัพไทยน่าจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของเขา และคดีนี้ถูกส่งต่อไปให้ตำรวจดำเนินการสอบสวนต่อไป แต่อธิบดีธาริตกลับปฏิเสธต่อสื่อมวลชนไทยว่า เอกสารเหล่านี้ไม่ใช่ของจริง ทว่าในการสนทนากับรอยเตอร์ส เขายอมรับว่าเอกสารเหล่านี้เป็นของจริง แต่เป็นการสอบสวนเบื้องต้นเท่านั้น
ตามมาตรฐานของรอยเตอร์ส เมื่อสมาชิกในคณะทำงานคนใดเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ รอยเตอร์สจะมอบหมายให้บริษัทความปลอดภัยที่เป็นมืออาชีพเข้ามาดำเนินการสอบ สวนโดยอิสระ บริษัทเอกชนที่ได้รับการว่าจ้างเป็นบริษัทชั้นนำในด้านนี้ การสืบสวนกระทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์ รายงานของพวกเขาสรุปออกมาเหมือนกันว่า ฮิโรยูกิเสียชีวิตจากกระสุนที่ทหารไทยผู้หนึ่งเป็นคนยิง โดยที่ไม่น่าจงใจเล็งเป้ามาที่เขา รายงานนี้ยังเสริมด้วยว่า กระสุนที่ฆ่าฮิโรยูกิน่าจะเป็นกระสุนมาตรฐานที่ใช้ในกองทัพไทย ไม่ใช่กระสุนปืน AK47 หรือปืนพก รายงานฉบับนี้ถูกเก็บเป็นความลับภายในฝ่ายบริหารของสำนักข่าวรอยเตอร์ส แต่ผมได้รับทราบผลลัพธ์การสืบสวนที่เป็นประเด็นสำคัญๆ
ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2554 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเริ่มยืนยันว่า พวกเขาพบหลักฐานใหม่ (7) ว่า ฮิโรยูกิเสียชีวิตจากกระสุนปืน AK47 และหลักฐานนี้ทำให้กองทัพไทยพ้นผิด
พนักงาน สอบสวนของไทยสรุปว่า กระสุนปลิดชีวิตคือ กระสุนจากปืนขนาดลำกล้อง 7.62 มม. ส่วนทหารไทยใช้ปืนไรเฟิลเอ็ม-16 ซึ่งยิงกระสุนขนาด 5.56 มม. อธิบดีกรมสอบสวนพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน
“ลูก กระสุนที่ยิงมุราโมโตะคือกระสุน 7.62 มม. ไม่ใช่กระสุนปืนเอ็ม-16 ที่ทหารใช้” ธาริตกล่าว “มันอาจจะเป็นกระสุนปืน AK47 หรืออย่างอื่นที่คล้ายๆ กัน.....แต่ใครเป็นคนยิงเขานั้น ผมไม่สามารถตอบได้ในจุดนี้ เราจำเป็นต้องดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม”
เรื่อง ที่น่าตกใจก็คือ เป็นที่ทราบกันในภายหลังว่า ข้อสรุปนี้ได้มาจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเพียงคนเดียว นั่นคือ นายตำรวจเกษียณ พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา ซึ่งได้ข้อสรุปนี้มาจากการดูเพียงแค่รูปถ่ายบาดแผลบนร่างกายของฮิโรยูกิเท่า นั้น ดังที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์รายงานว่า (8)
อดีต ผู้บัญชาการสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาของดีเอสไอ ได้พิจารณารายงานการชันสูตรพลิกศพช่างภาพ และให้ความคิดเห็นว่า ช่างภาพน่าจะเสียชีวิตจากปืนไรเฟิล AK47
นาย ธาริตและพลตำรวจโทอัมพรจะพบผู้สื่อข่าววันนี้เพื่อเสนอผลการสืบ สวนของคณะกรรมการ เกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายมุราโมโตะและประชาชนคนอื่นอีก 10 รายซึ่งเสียชีวิตในการปะทะบนท้องถนน
แหล่งข่าวกล่าว ว่า ถึงแม้พลตำรวจโทอัมพรให้คำแนะนำแก่ดีเอสไอก็ตาม แต่เขาไม่ได้อยู่ในคณะชันสูตรพลิกศพเพื่อระบุสาเหตุการตายของมุราโมโตะ เนื่องจากตอนนั้นเขาอยู่ต่างประเทศ
พลตำรวจโท อัมพรวิเคราะห์สาเหตุการตายของมุราโมโตะจากภาพถ่ายรอยแผลบน ร่างกายเพียงอย่างเดียว และสรุปว่าบาดแผลนั้นเกิดจากปืนไรเฟิล AK47
ยิ่ง กว่านั้น การกลับลำแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือนี้เกิดขึ้นหลังจากมีข่าวแพร่ออกมาว่า ผู้บัญชาการทหารบกสายเหยี่ยว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ไปพบนายธาริต อธิบดีดีเอสไอ เพื่อต่อว่าต่อขานเกี่ยวกับข้อสรุปที่ระบุไว้ในรายงานเบื้องต้น กองทัพไทยยืนกรานกระต่ายขาเดียว (9) --อย่างพิลึกพิสดารและไม่น่าเชื่อถือ—เลยว่า กองทัพไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อการตาย ของประชาชนคนใด หรือแม้แต่การบาดเจ็บที่เกิดขึ้นระหว่างการปะทะกันอย่างรุนแรงในกรุงเทพใน เดือนเมษายนและพฤษภาคม พ.ศ. 2553 ทั้งๆ ที่มีหลักฐานมากมายชี้ไปในทางตรงกันข้าม ประเด็นนี้มีรายงานไว้ในบางกอกโพสต์เช่นกัน (10)
กอง ทัพถอนใจอย่างโล่งอก หลังจากรายงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สรุปว่า กองทัพไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อการตายของช่างภาพญี่ปุ่นระหว่างการประท้วงของ เสื้อแดงเมื่อปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม กองทัพอาจโล่งอกได้ชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น ดังที่มีกระแสข่าวว่า ผู้บัญชาการทหารบกเดินทางไปสำนักงานใหญ่ของดีเอสไอ เพื่อแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับผลสอบสวนเบื้องต้น ซึ่งได้ข้อสรุปไปในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือ ทหารมีส่วนรับผิดชอบต่อการตายของช่างภาพญี่ปุน นายฮิโรยูกิยูกิ มุราโมโตะ ระหว่างการประท้วงที่สี่แยกคอกวัวเมื่อวันที่ 10 เมษายน ศกก่อน
ดี เอสไอคงจะต้องเผชิญคำถามว่า ทำไมจึงกลับลำเช่นนี้ ถึงแม้เมื่อวานนี้ อธิบดีดีเอสไอ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ยืนยันตามรายงานฉบับล่าสุด โดยกล่าวว่า รายงานนี้วางอยู่บนผลการสอบสวนที่เป็นวิทยาศาสตร์และนิติเวชศาสตร์ เขาปฏิเสธด้วยว่าไม่มีการพบปะกับผู้บัญชาการทหารบก
รายงาน เกี่ยวกับอาวุธ ซึ่งเขาไม่ได้เผยแพร่ออกมา ระบุว่าช่างภาพของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ถูกยิงเสียชีวิตด้วยปืนไรเฟิล AK47 ขณะทำข่าวการปะทะ
หากเป็นเช่นนั้นตามรายงาน กองทัพก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความตายที่เกิดขึ้น เพราะทหารถืออาวุธแตกต่างออกไป
นายธาริตกล่าวว่า บาดแผลบนร่างของมุราโมโตะมีลักษณะแบบที่เกิดจากกระสุน AK-47 เขากล่าวว่าทหารไม่ได้ใช้อาวุธแบบนั้น
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ได้รายงานคำพูดของพลตำรวจโทอัมพรและนายธาริตระหว่างการแถลงข่าวด้วย (11) ซึ่งพลตำรวจโทอัมพรอ้างว่าสามารถพิสูจน์ลักษณะของกระสุนที่ฆ่าฮิโรยูกิได้ง่ายๆ---ด้วยการดูจากรูปถ่ายเท่านั้น
จริง หรือ ที่บาดแผลของเหยื่อคนเสื้อแดงมีลักษณะร้ายแรงมาก จนเจ้าหน้าที่นิติเวชศาสตร์ไม่สามารถระบุประเภทของอาวุธปืนที่ใช้สังหารพวก เขา?
พล.ต.ท.อัมพร: เราสามารถระบุได้ในบางกรณี มีหลายกรณีที่เราระบุไม่ได้
ทำไมจึงใช้เวลานานเกือบปีในการระบุประเภทของอาวุธปืน?
พล.ต.ท.อัมพร: ผมก็ไม่ทราบ ตัวผมเองสามารถคาดเดาได้ในเวลาแค่ชั่วโมงเดียว
คุณสามารถอธิบายได้ไหมว่า ทำไมในการตรวจสอบครั้งแรก จึงไม่มีการเอ่ยถึงปืนไรเฟิล AK-47 เลย?
พล.ต.ท.อัมพร: ดีเอสไอไม่เคยระบุประเภทของอาวุธปืน เรามีพยานที่อ้างว่ายืนอยู่ใกล้คุณมุราโมโตะ เขาเห็นช่างภาพถูกยิง แต่ไม่รู้ว่ากระสุนมาจากไหน เขาเชื่อว่ากระสุนถูกยิงมาจากฝ่ายทหาร ดีเอสไอมีพยานแค่คนเดียว ดังนั้น ดีเอสไอจึงทึกทักว่าการตายของคุณมุราโมโตะเกี่ยวพันกับทหาร จึงส่งคดีนี้ไปให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลพิสูจน์หลักฐานต่อ
บช.น.ได้ ทำการชันสูตรพลิกศพ และรับทำคดีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของรัฐบาล ดีเอสไอได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีคุณมุราโมโตะและส่งต่อไปให้ บช.น.
ทำไมรายงานของ พล.ต.ท.อัมพรจึงไม่มีอยู่ในรายงานการสอบสวนฉบับแรก
นายธาริต: เพราะการตรวจสอบลักษณะบาดแผลเกิดขึ้นหลังจากดีเอสไอส่งรายงานไปให้ บช.น.แล้ว
ทำไมจึงใช้เวลานานมาก?
นายธาริต: เราเพิ่งเชิญ พล.ต.ท.อัมพรเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสอบสวน เพราะความเชี่ยวชาญของท่านจะช่วยให้การสอบสวนมีความถี่ถ้วนและครอบคลุมมาก ขึ้น
แล้วเหยื่อคนอื่นๆ ล่ะ? พวกเขาถูกฆ่าตายด้วยกระสุนประเภทเดียวกันหรือเปล่า?
พล.ต.ท.อัมพร: บาดแผลของรายอื่นมีขนาดเล็กกว่า เท่าที่ผมจำได้
คุณสามารถระบุประเภทของอาวุธปืนได้หรือไม่?
พล.ต.ท.อัมพร: ผมทำไม่ได้
มีบาดแผลคล้ายๆ กันบนร่างเหยื่อคนอื่นๆ หรือเปล่า
พล.ต.ท.อัมพร: เท่าที่ผ่านมายังไม่เคยเห็น
กรณีของคุณมุราโมโตะแตกต่างออกไปใช่ไหม
พล.ต.ท.อัมพร: ใช่ครับ
คุณสามารถบอกจากลักษณะบาดแผลได้ไหมว่า กระสุนยิงมาจากข้างหน้าหรือจากข้างหลัง?
พล.ต.ท.อัมพร: กระสุนยิงมาจากข้างหน้า รูกระสุนเข้าอยู่ตรงหน้าอกข้างขวา รูกระสุนออกทะลุผ่านกระดูกสะบักหัวไหล่ขวา
รายงานวิถีกระสุนสามารถบอกได้หรือไม่ว่า กระสุนนั้นถูกยิงมาจากทหาร?
พล.ต.ท.อัมพร: บอกไม่ได้
มีการใช้ปืนเอสเคเอสคาร์ไบน์และ 05-Nato ในประเทศไทยหรือเปล่า?
พล.ต.ท.อัมพร: มีสิ มิฉะนั้นผมคงไม่เอ่ยถึงมัน
คณะกรรมการการป้องกันนักข่าว (Committee to Protect Journalists—CPJ) ได้ออกแถลงการณ์ (12) แสดงความกังวลว่ากำลังมีการฟอกความผิดให้ทหาร
“การ ที่ผลการสอบสวนเบื้องต้นในกรณีการตายของฮิโรยูกิ มุราโมโตะมีข้อสรุปที่ออกมาขัดแย้งกัน ทำให้เกิดคำถามต่อความเป็นอิสระของเจ้าพนักงานสืบสวนของรัฐบาล” เป็นคำกล่าวของชอว์น คริสปิน ตัวแทนอาวุโสประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ CPJ “เรามีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อรายงานข่าวที่ออกมาว่า อาจมีเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงคนหนึ่งเข้าไปกดดันดีเอสไอให้เซ็นเซอร์ผลการ สอบสวนเบื้องต้น”
ในบรรดาคนที่ตั้งข้อกังขาต่อผลการสอบสวนครั้งใหม่ของดีเอสไอ (13) หนึ่งในนั้นคือรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต. อำนวย นิ่มมะโน:
มัน เป็นทฤษฎีของดีเอสไอ เป็นการดำเนินการ เป็นการสอบสวนและเป็นข้อสรุปของดีเอสไอเอง ตำรวจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลย และผลการสอบสวนนี้ไม่ได้วางบนหลักฐานที่น่าเชื่อถือแม้แต่น้อย พูดง่ายๆ ก็คือ ข้อสรุปมันมั่ว
เนื่องจากผมทราบผลการสอบ สวนของฝ่ายที่สามที่รอยเตอร์สมอบหมายให้ดำเนิน การ ซึ่งมีผลสรุปออกมาว่า มีหลักฐานบ่งชี้ว่าฮิโรยูกิถูกยิงด้วยกระสุนที่ใช้ในกองทัพ ไม่ใช่กระสุนปืน AK47 ผมจึงส่งอีเมลไปถึงกองบรรณาธิการบริหารอาวุโสภาคพื้นเอเชีย เพื่อขออนุญาตนำผลการสอบสวนบางส่วนไปรายงานข่าว ผมไม่เคยได้รับคำตอบอย่างเป็นทางการ แต่ได้รับคำบอกเล่าอย่างไม่เป็นทางการจากบรรณาธิการบริหารคนอื่นว่า บรรณาธิการบริหารภาคพื้นเอเชีย “ไม่พอใจมาก” ที่ผมเข้าไปยุ่ง ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่น่าวิตก ผมจึงติดต่อเป็นการส่วนตัวและเป็นความลับไปยังบรรณาธิการบริหารอาวุโสใน สหรัฐอเมริกาเพื่อหารือข้อกังวลใจนี้
ในฐานะอดีตหัวหน้าสำนักข่าวรอย เตอร์สในแบกแดด และต่อมาได้รับตำแหน่งบรรณาธิการบริหารของรอยเตอร์สที่รับผิดชอบพื้นที่ ตะวันออกกลางทั้งหมด ผมเคยมีส่วนร่วมโดยตรงในการสอบสวนของบริษัทเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเพื่อน ร่วมงาน 6 ราย ดังนี้
- ตากล้องรอยเตอร์ส Mazen Dana (14) ถูกทหารสหรัฐฯคนหนึ่งสังหารที่หน้าคุกอาบูกราอิบทางตะวันตกของกรุงแบกแดด ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่ากล้องของเขาเป็นเครื่องยิงระเบิดอาร์พีจี เหตุเกิดในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2003
- Dhia Najm (15) ตากล้องอิสระที่ทำงานให้รอยเตอร์ส ถูกฆ่าในเมืองรามาดีของอิรักในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2004 มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าผู้สังหารคือสไนเปอร์ของกองกำลังนาวิกโยธิน สหรัฐฯ
- คนขับรถของรอยเตอร์ส Waleed Khaled (16) ถูกสังหารโดยกองทหารสหรัฐฯ ที่ระดมยิงใส่รถของเขาในพื้นที่ทางตะวันตกของกรุงแบกแดดในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2005
- ช่างภาพของรอยเตอร์ส Namir Noor-Eldeen (17) และคนขับ Saeed Chmagh (18) เสียชีวิตเมื่อเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ของสหรัฐฯ ระดมยิงใส่ทั้งสองและชาวอิรักอื่นๆ อีกหลายคนในเขตตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงแบกแดดในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2007 ความตายของพวกเขาถูกเผยแพร่ให้คนหลายล้านคนได้เห็นกับตา หลังจากวิกิลีกส์เผยแพร่คลิปวิดีโอของเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนี้ (19) ซึ่งถ่ายจากกล้องบนเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่
- ตากล้องรอยเตอร์ส Fadel Shana (20) ถูกสังหารในกาซ่าในเดือนเมษายน ค.ศ. 2008 จากระเบิดแบบขีปนาวุธสังหารที่ยิงจากรถถังอิสราเอลที่ห่างไปหนึ่งไมล์ ทหารในรถถังคงนึกว่ากล้องและขาตั้งของฟาเดลเป็นอาวุธบางอย่าง ฟาเดลถ่ายคลิปการยิงระเบิดจากรถถังที่ฆ่าตัวเขากับคนรอบข้างอีกหลายคนไว้ได้ (21)
นอก จากนี้ ผมเคยมีส่วนร่วมโดยตรงในการสอบสวนของรอยเตอร์สเกี่ยวกับการทรมานและการ ทารุณกรรมทางเพศที่ทหารสหรัฐฯ กระทำต่อเพื่อนร่วมงานชาวอิรักสามคน ในช่วงเวลาสามวันที่พวกเขาถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังในสถานที่ใกล้เมือง ฟัลลูจาห์ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2004 ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ผมมีประสบการณ์พอสมควรกับคดีสืบสวนที่ละเอียดอ่อนภายในสำนักข่าวรอยเตอร์ส ผมตระหนักดีถึงความจำเป็นในการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อช่วยกันค้นหา ความจริง ไม่ใช่สร้างความแตกแยกห่างเหินกันด้วยการโวยวายและกล่าวหาอย่างเกินกว่าเหตุ ผมยังตระหนักถึงความจำเป็นในการมีจุดยืนที่มั่นคง เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐทำหน้าที่ล้มเหลวในการสอบสวนอย่างโปร่งใสและซื่อตรง หัวใจสำคัญที่สุดในกระบวนการเหล่านี้ก็คือ เราทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อสืบหาความจริง เราไม่ประสงค์จะล่าแม่มดหรือกล่าวหาอย่างเลื่อนลอยไร้หลักฐาน เป้าหมายของเราก็เช่นเดียวกับเป้าหมายในการเป็นสื่อมวลชนที่ดี นั่นคือ การแสวงหาความจริง ความจริงเท่านั้นที่จะนำไปสู่การรับผิดและความยุติธรรม
ควร บันทึกไว้ด้วยว่า ในทุกกรณีที่ผมมีส่วนร่วมในกระบวนการอย่างใกล้ชิดนั้น บรรณาธิการบริหารอาวุโสของรอยเตอร์สคอยให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่และกล้า หาญอย่างยิ่งเมื่อถึงคราจำเป็น
แต่ทุกอย่างแตกต่างออกไปในกรณีของฮิ โรยูกิ ผมไม่สบายใจอย่างยิ่งที่ได้รับรู้จากคนในฝ่ายบริหารระดับสูงว่า ไม่เพียงแค่รอยเตอร์สไม่อนุญาตให้ผมรายงานข่าวผลการสอบสวนของฝ่ายที่สามที่ รอยเตอร์สจ้างมาให้ทำงานนี้ แต่รอยเตอร์สไม่ยอมทำแม้กระทั่งแจ้งผลการสอบสวนนี้ให้เจ้าหน้าที่รัฐไทยทราบ ด้วยซ้ำไป จริงอยู่ บางครั้งมันมีความจำเป็นที่ต้องเก็บผลการสอบสวนในคดีที่ละเอียดอ่อนไว้เป็น ความลับในระหว่างที่ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐและ/หรือทหารตำรวจ บางครั้งการด่วนเผยแพร่สู่สาธารณชนเร็วเกินไปอาจทำให้คนที่เราต้องการร่วม มือด้วยเกิดความหมางใจต่อกัน แต่ในประสบการณ์ของผม นี่เป็นครั้งแรกและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่รอยเตอร์สไม่ยอมแม้แต่แจ้งผลการ สอบสวนต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรง มันทำให้รอยเตอร์สถูกกล่าวหาได้ว่า รอยเตอร์สบกพร่องต่อหน้าที่ในการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐค้นหาความจริง ผมส่งบันทึกที่เขียนอย่างละเอียดถึงฝ่ายบริหารระดับสูง เพื่ออธิบายว่าทำไมผมจึงคิดว่าพฤติกรรมของรอยเตอร์สในกรณีฮิโรยูกินั้น เป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อจรรยาบรรณและไม่สร้างสรรค์ หลังจากนั้น ผมได้รับทราบว่ามีการตัดสินใจให้แก้ไขรายงานการสอบสวนของฝ่ายที่สาม ลบชื่อบริษัทที่เป็นผู้ดำเนินการสอบสวน รวมทั้งลบชื่อของแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลทั้งหมดด้วย รายงานที่ถูกแก้ไขแล้วนี้จะถูกส่งให้เจ้าหน้าที่รัฐไทยเป็นการลับ ผมเห็นว่าการทำเช่นนี้ยังมีข้อบกพร่องในหลายๆ ทาง แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย และได้แต่รอความคืบหน้าต่อไป
ในวันที่ 24 มีนาคม กรมตำรวจไทยได้ “ยืนยัน” อย่างเป็นทางการ (22) ว่า ผลการสอบสวนครั้งใหม่ของดีเอสไอไม่พบหลักฐานว่าฮิโรยูกิถูกสังหารโดยน้ำมือของกองทัพไทย
วัน ที่ 10 เมษายนที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตปีแรกของฮิโรยูกิ ก่อนหน้านั้นสองสามวัน บรรณาธิการบริหารภาคพื้นเอเชียของรอยเตอร์สส่งอีเมล์เวียนแก่คณะทำงานว่า จะมีการยืนไว้อาลัยแก่เขาเป็นเวลาหนึ่งนาที ผมเขียนกลับไปถามอีกครั้ง ในฐานะบรรณาธิการอาวุโสที่รับผิดชอบการนำเสนอข่าวการเมืองและข่าวทั่วไป เกี่ยวกับประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ถามว่าผมสามารถรายงานข่าวได้ไหมว่า ถ้าพิจารณาจากหลักฐานที่รอยเตอร์สมีอยู่ ดูเหมือนเจ้าหน้าที่รัฐไทยกำลังโกหกในคดีของฮิโรยูกิ ผมได้รับคำตอบเกรี้ยวกราดกลับมา ในบรรดาเหตุผลหลายๆ ข้อที่รอยเตอร์สอ้างว่าไม่สามารถเผยแพร่ข้อมูลนี้ มีเหตุผลหนึ่งคือ ภายใต้กฎหมายไทย มันเป็นเรื่องผิดกฎหมายที่รอยเตอร์สจ้างฝ่ายที่สามมาสอบสวนการตายของฮิโรยู กิ และตอนที่จ้างบริษัทข้างนอกมาดำเนินการสอบสวน รอยเตอร์สได้ทำข้อตกลงกับบริษัทนั้นว่าจะเก็บผลการสอบสวนไว้เป็นความลับ ผมไม่คิดว่านี่เป็นเหตุผลเพียงพอที่รอยเตอร์สจะเก็บงำผลการสอบสวนการตายของ ฮิโรยูกิเอาไว้เช่นนี้ และผมก็บอกฝ่ายบริหารไปตามที่ผมคิด
ในวันที่ 11 เมษายน ฝ่ายบริหารระดับสูงของรอยเตอร์สประจำภาคพื้นเอเชียได้เข้าพบอธิบดีดีเอสไอ นายธาริต ที่กรุงเทพฯ เพื่อหารือถึงความคืบหน้าในการสอบสวนคดีฮิโรยูกิ เรื่องที่อธิบายไม่ได้เลยก็คือ เหตุใดฝ่ายบริหารจึงไม่ยื่นผลการสอบสวนที่แก้ไขแล้วของรอยเตอร์สที่เตรียม ไว้ให้แก่นายธาริต ผมได้รับทราบในภายหลังว่า มีการตัดสินใจที่จะยื่นผลการสอบสวนที่แก้ไขแล้วนี้ให้แก่นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นการส่วนตัว ในการเข้าพบซึ่งยังไม่มีการยืนยันวันเวลาแน่นอน หนังสือบางกอกโพสต์รายงานการพบปะกับดีเอสไอ (23) ดังนี้
นาย ธาริตกล่าวว่า คณะสอบสวนของดีเอสไอได้อธิบายข้อเท็จจริงแวดล้อมทั้งหมดที่ได้จากการสอบสวน อย่างเป็นทางการต่อกรณีการเสียชีวิตของมุราโมโตะแก่ตัวแทนของสำนักข่าวรอย เตอร์สระหว่างการพบปะหารือเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง
เขากล่าวว่า เขาไม่ทราบว่าตัวแทนทั้งสองพอใจต่อคำอธิบายหรือไม่ และกล่าวว่าทั้งสองนิ่งเฉยและไม่ได้ให้เอกสารใดๆ เพิ่มเติมแก่ดีเอสไอ
“ผม เสนอต่อสำนักข่าวรอยเตอร์สให้ช่วยค้นหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน เพิ่มเติม เพราะพยานที่รู้เห็นการสังหารครั้งนี้น่าจะกล้าให้ข้อมูลเชิงลึกแก่รอยเตอร์ สมากกว่าให้ปากคำแก่เจ้าหน้าที่รัฐ [ไทย]” นายธาริตกล่าว
“หลังจากนั้น รอยเตอร์สสามารถแจ้งข้อมูล [ที่ได้มา] นี้แก่ดีเอสไอเพื่อทำการสอบสวนต่อไป”
ตัวแทนของรอยเตอร์สกล่าวว่า พวกเขาจะพิจารณาข้อเสนอของดีเอสไอและแจ้งกลับไปให้ทราบภายหลัง
พวกเขาจะสอบถามความคืบหน้าของคดีนี้เป็นครั้งคราวต่อไป นายธาริตกล่าว
บรรณาธิการ บริหารของรอยเตอร์สปฏิเสธไม่ให้รายละเอียดใดๆ ของการหารือกันครั้งนี้ และออกแถลงการณ์เพียงแค่ว่า รอยเตอร์สได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ไทยเพื่อหารือเกี่ยวกับการสอบสวนกรณีการเสีย ชีวิตของมุราโมโตะ
ดังที่ทราบกันโดย ทั่วไปแล้วว่า ผมลาออกจากสำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน เพื่อตีพิมพ์งานเขียนขนาดยาวเกี่ยวกับประเทศไทย โดยอาศัยข้อมูลจากเอกสารการทูตของสหรัฐฯ ที่รั่วไหลออกมาหลายพันฉบับ คุณสามารถอ่านงานเขียนนั้นได้ ที่นี่ รอยเตอร์สตัดสินว่างานเขียนนี้เสี่ยงเกินไปที่จะตีพิมพ์ เนื่องจากรอยเตอร์สมีนักข่าวและคณะทำงานจำนวนมากอยู่ในประเทศไทย ดังที่ผมเขียนไว้ในงานชิ้นดังกล่าวและในบทความในหนังสือพิมพ์ The Independent (24) ผมเข้าใจดีที่รอยเตอร์สตัดสินใจเช่นนั้นและขอไม่วิจารณ์รอยเตอร์สในประเด็น นี้ การลาออกของผมทำให้ผมไม่สามารถกดดันกองบรรณาธิการรอยเตอร์สเกี่ยวกับคดีของ ฮิโรยูกิได้อีกต่อไป แต่ผมก็เฝ้ารอคำสัญญาที่รอยเตอร์สบอกว่าจะแจ้งข้อมูลของฝ่ายตนให้แก่นายกฯ อภิสิทธิ์เมื่อใดที่ได้เข้าพบ
ในวันที่ 14 มิถุนายน รอยเตอร์สได้สัมภาษณ์นายกฯอภิสิทธิ์เป็นการเฉพาะ แต่พวกเขากลับไม่ได้มอบข้อมูลให้นายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด
ดัง นั้น บัดนี้ผมจะเปิดเผยข้อความสำคัญจากรายงานการสอบสวนของฝ่ายที่สามที่รอยเตอร์ส ได้มอบหมายให้ดำเนินการ ผมขอเก็บชื่อบริษัทที่ดำเนินการสอบสวนไว้เป็นความลับ รวมทั้งรายละเอียดอื่นๆ หากรอยเตอร์สต้องการโต้แย้งว่าข้อความที่ผมจะเปิดเผยนี้เป็นข้อความจาก เอกสารจริงหรือไม่ ผมสามารถให้หลักฐานเอกสารที่มีรายละเอียดมากกว่านี้ได้ ผมเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ด้วยความกระอักกระอ่วนใจและไม่มีความปรารถนาใดๆ ที่จะบ่อนทำลายสำนักข่าวรอยเตอร์ส ซึ่งผมยังถือว่าเป็นองค์กรข่าวที่สมควรได้รับความนับถือ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ทำงานของเพื่อนร่วมงานและมิตรสหายของผมจำนวนมาก แต่เห็นได้ชัดว่า พฤติกรรมที่ไร้สมรรถภาพ ไร้จรรยาบรรณและไม่สร้างสรรค์ของฝ่ายบริหารระดับสูงบางคนในเอเชีย จะทำให้รอยเตอร์สไม่มีทางค้นพบความจริงเกี่ยวกับการตายของฮิโรยูกิ นอกเสียจากจะมีการปรับปรุงแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่ง ผมหวังว่ารอยเตอร์สจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์นี้ และต่อไปข้างหน้าคงไม่มอบหมายอำนาจการตัดสินใจในเรื่องสำคัญเช่นนี้ให้แก่ บุคคลที่ขาดความสามารถที่จะประพฤติปฏิบัติตัวอย่างมีสติและมีจรรยาบรรณใน สถานการณ์ที่ละเอียดอ่อน ครอบครัวและมิตรสหายของฮิโรยูกิ รวมทั้งคณะทำงานทุกคนของรอยเตอร์ส ควรได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้ ข้างล่างนี้คือข้อความที่คัดมาจากรายงานการสอบสวนของฝ่ายที่สาม มันคัดมาตรงตามตัวอักษร ยกเว้นการแก้ไขที่ระบุไว้ด้วยเครื่องหมาย xxxx ในเนื้อความ:
ฮิโรยูกิ มุราโมโตะ (‘ฮิโรยูกิ’) ถูกยิง ค่อนข้างแน่นอนว่าโดยกระสุนความเร็วสูงขนาด 5.56 มม. ในวันที่ 10 เมษายน ที่ถนนดินสอ ทางตะวันตกของกรุงเทพฯ ในเวลา 21:01/2 ตามเวลาท้องถิ่น
XXXXXXX ไม่สามารถดูรายงานการชันสูตรพลิกศพของทางการหรือการพิสูจน์ทางนิติเวชศาสตร์ ใดๆ ที่กระทำต่อร่างของเขา อย่างไรก็ตาม จากการสัมภาษณ์ศัลแพทย์ที่ดูแลการจำแนกผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลกลางเมื่อวัน ที่ 10 เมษายน เขายืนยันว่า ฮิโรยูกิเสียชีวิตจากแผลฉีกขาดที่ผนังอกทะลุเข้าสู่ช่องเยื่อหุ้มปอด (tension pneumothorax) พร้อมกับการตกเลือดภายในจำนวนมาก ศัลยแพทย์คาดว่าการเสียเลือดเช่นนั้นน่าจะทำให้เสียชีวิตภายในเวลาสองนาที เจ้าหน้าที่รถพยาบาลที่นำฮิโรยูกิส่งโรงพยาบาลยืนยันว่า พวกเขาไม่พบสัญญาณชีพ และแพทย์ที่ตรวจเขาที่โรงพยาบาลกลางระบุว่าเขา ‘เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล’
แผลรูกระสุนเข้าที่เป็นสาเหตุ การตายของฮิโรยูกิมีจุดศูนย์กลางอยู่ ใต้กระดูกไหปลาร้าและกระดูกโอบอกและตรงกับหัวใจ ศัลยแพทย์ที่ XXXXXXX สัมภาษณ์ยืนยันว่า บาดแผลมีลักษณะของบาดแผลที่เกิดจากกระสุน นอกจากนี้ ฮิโรยูกิมีแผลรูกระสุนออกที่ท้องแขนซ้าย การที่แผลรูกระสุนออกไม่เป็นแนวตรงเช่นนี้ มีลักษณะตรงกับผลกระทบที่เกิดจากกระสุนความเร็วสูงขนาด 5.56 มม. สแตนดาร์ดเนโต้ (และลักษณะบาดแผลไม่สอดคล้องกับกระสุนชนิดอื่นๆ อาทิ ปืนสั้น .38 กระสุนยาง หรือกระสุนจากปืนไรเฟิล AK47)
ถึงเวลาแล้วที่รอยเตอร์สควรเริ่มต้นดำเนินการเพื่อช่วยให้ความจริงเปิดเผยออกมา แทนที่จะสมคบกับการปิดบังความจริงไว้
อ้างอิง:
- http://www.reuters.com/video/2011/03/08/a-tribute-to-hiro-muramoto?videoId=193534208
- http://thomsonreuters.com/content/press_room/media/558479
- http://www.reuters.com/article/video/idUSTRE63B25A20100412?videoId=71024142
- http://www.reuters.com/article/2010/04/12/us-thailand-reuters-video-idUSTRE63B25A20100412
- http://www.reuters.com/article/2010/11/16/us-thailand-muramoto-idUSTRE6AF30920101116
- http://www.reuters.com/article/2010/12/10/us-thailand-security-idUSTRE6B90OR20101210
- http://www.reuters.com/article/2011/02/28/us-thailand-security-muramoto-idUSTRE71R3YC20110228
- http://www.bangkokpost.com/news/politics/223792/no-firm-view-on-ak-47-role-in-deaths
- http://asiancorrespondent.com/43962/thai-military-we-have-not-hurt-or-killed-any-reds/
- http://www.bangkokpost.com/news/politics/223658/dsi-changes-ruling-on-cameraman-death
- http://www.bangkokpost.com/news/politics/224006/mystery-shrouds-case-of-slain-cameraman
- http://www.cpj.org/2011/02/concerns-of-thai-whitewash-in-killing-of-reuters-m.php
- http://www.nationmultimedia.com/2011/03/03/national/Police-refute-DSI-finding-on-shot-cameraman-30149971.html
- http://www.thebaron.info/mazendana.html
- http://www.thebaron.info/dhianajim.html
- http://www.thebaron.info/waleedkhaled.html
- http://www.thebaron.info/namirnooreldeenandsaeedchmagh.html
- http://www.thebaron.info/namirnooreldeenandsaeedchmagh.html
- http://www.youtube.com/watch?v=to3Ymw8L6ZI
- http://www.thebaron.info/fadelshana.html
- http://www.youtube.com/watch?v=8yF0dK7BZIs
- http://www.reuters.com/article/2011/03/24/thailand-security-muramoto-idUSSGE72N03120110324
- http://www.bangkokpost.com/news/local/231536/reuters-help-sought-in-finding-evidence
- http://www.independent.co.uk/opinion/commentators/andrew-macgregor-marshall-why-i-decided-to-jeopardise-my-career-and-publish-secrets-2301363.html บทความนี้ประชาไทแปลแล้ว
SIU เผย ปชป. แพ้เลือกตั้ง 5 ครั้งติดต่อกัน ในรอบสองทศวรรษ
ที่มา ประชาไท
สยามอินเทลลิเจนท์ ยูนิต
ใน โอกาสใกล้เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 3 กรกฎาคม 2554 ที่จะมาถึงในสัปดาห์หน้า SIU ขอนำเสนอแผนสภาพแสดงผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย นับตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ/พฤษภาประชาธรรม 2535 เป็นต้นมา
จากแผน ภาพ ผู้อ่านจะเห็นได้ชัดเจนว่าการเมืองไทยหลังเหตุการณ์พฤษภา 35 เป็นการปะทะกันระหว่าง “พรรคประชาธิปัตย์” พรรคการเมืองเก่าแก่ของประเทศไทย กับพรรคการเมืองต่างๆ ที่ผลัดเปลี่ยนเวียนหน้ากันมาในแต่ละยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็น “พรรคชาติไทย” ในยุครุ่งเรืองของนายบรรหาร ศิลปอาชา “พรรคความหวังใหม่” ของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ที่ต้องเผชิญวิกฤตค่าเงินบาทในปี 2540 และ “พรรคไทยรักไทย-พรรคพลังประชาชน-พรรคเพื่อไทย” ที่มี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นแกนนำคนสำคัญ
เรียกได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์สามารถรักษาขีดความ สามารถในการแข่งขัน เป็น 1 ใน 2 พรรคใหญ่มาตลอดในการเลือกตั้งทุกครั้งตลอด 19 ปีมานี้ ซึ่งก็เกิดจาก “ความเป็นสถาบัน” ที่พรรคอื่นๆ ไม่มีนั่นเอง
อย่าง ไรก็ตาม ในรอบ 19 ปีหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 พรรคประชาธิปัตย์กลับชนะการเลือกตั้งเพียงครั้งเดียวคือ การเลือกตั้งปี 2535/2 (หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ) ซึ่งนายชวน หลีกภัย สามารถนำพรรคประชาธิปัตย์ฝ่ากระแส “จำลองฟีเวอร์” ในช่วงนั้น ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ ก่อนจะต้องยุบสภาไปเพราะคดี สปก. 4-01 ที่อื้อฉาวในช่วงเวลานั้น
ถ้าเราไม่นับการเลือกตั้งเดือนเมษายน 2549 ที่ศาลรัฐธรรมนูญประกาศให้เป็นโมฆะ (และพรรคประชาธิปัตย์เองก็บอยคอตการเลือกตั้ง) พรรคประชาธิปัตย์ได้แพ้การเลือกตั้งมาแล้ว 5 ครั้งติดต่อกัน ได้แก่
- การเลือกตั้งปี 2538 แพ้พรรคชาติไทยของนายบรรหาร ศิลปอาชา
- การเลือกตั้งปี 2539 แพ้พรรคความหวังใหม่ของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ (เพียง 2 เสียง แพ้แบบสูสีที่สุด)
- การเลือกตั้งปี 2544 แพ้พรรคไทยรักไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
- การเลือกตั้งปี 2548 แพ้พรรคไทยรักไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (แพ้ขาดที่สุด)
- การเลือกตั้งปี 2550 แพ้พรรคพลังประชาชนที่นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช
อย่าง ไรก็ตาม ถึงแม้พรรคประชาธิปัตย์จะแพ้การเลือกตั้งทุกครั้งตลอด 19 ปีที่ผ่านมา แต่ก็สามารถพลิกขั้วมาจัดตั้งรัฐบาลได้ถึง 2 ครั้งเช่นกัน โดยครั้งแรกเกิดหลังวิกฤตการเงินปี 2540 ซึ่ง “กลุ่มงูเห่า” ของพรรคประชากรไทยที่นำโดยนายวัฒนา อัศวเหม หักหลังพรรคประชากรไทยของนายสมัคร สุนทรเวช (ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพรรคประชาธิปัตย์มานาน) ตั้งรัฐบาลชวน 2 ได้สำเร็จ
เหตุการณ์ “งูเห่าสอง” เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2551 โดยปีกของนายเนวิน ชิดชอบ แห่งพรรคพลังประชาชน (หลังถูกตัดสินยุบพรรค) ได้ย้ายมาสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีมาจนถึงปัจจุบัน
พรรค ประชาธิปัตย์จะพลิกขั้วกลับมาชนะการเลือกตั้งอีกครั้งในรอบ 19 ปีหรือไม่ หรือจะแพ้ต่อไปเป็นครั้งที่ 6 ผู้ตัดสินคือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ ในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้
ที่มา: http://www.siamintelligence.com/thai-election-history-1992-2011/
คำขอถึงอภิสิทธิ์: อย่าซ่อน 91 ศพ อย่าซ่อน มรดกโลก
ที่มา ประชาไท
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
อดีต นักกฎหมายในคดีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ สำนักกฎหมาย Freshfields Bruckhaus Deringer (กรุงปารีส). นิติศาสตรมหาบัณฑิต (รางวัลทุนฟุลไบรท์และวิทยานิพนธ์เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ที่มา http://www.facebook.com/verapat.pariyawong
เมื่อ ช่วงต้นวันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน ตามเวลาประเทศไทย สื่อมวลชนได้รายงานข่าวโดยอาศัยข้อความจาก Twitter ของคุณสุวิทย์ คุณกิตติ ทำนองว่าไทยได้ประกาศถอนตัวจากภาคีอนุสัญญามรดกโลกฯ เรียบร้อยแล้ว รัฐบาลปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติอย่างดีที่สุด กัมพูชานำเรื่องมรดกโลกไปอ้างไม่ได้
ในวันเดียวกันนั้นผมได้เผยแพร่ บทความ “คำเตือน: ไทยถอนตัวจากภาคีมรดกโลกแล้วจริงหรือ?” และตั้งข้อสังเกตว่ายังมีข้อกฎหมายที่ไม่ควรด่วนสรุป เช่น เรื่องระยะเวลา 12 เดือน ก่อนที่การถอนตัวจะมีผล และเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงประชาชนให้ชัดเจน (อ่านบทความได้ที่ http://on.fb.me/is0avZ)
มาวันนี้วันที่ 28 มิถุนายน ดูเหมือนว่าคำถามที่คาใจผมและหลายคน ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากทางรัฐบาล
ล่าสุด เว็บไซต์ 15thmove (http://bit.ly/lPUPkz) ได้เผยแพร่สำเนาหนังสือที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ ยื่นต่อ ยูเนสโก เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ให้ประชาชนได้อ่าน
หนังสือนี้มีข้อความสำคัญตอนหนึ่งซึ่ง 15thmove ถอดความว่า
"...ผู้ แทนไทยซึ่งเข้าร่วมการประชุมครั้งที่ 35 ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องบอกเลิก (denounce) อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก ค.ศ.1972 ตามข้อ 35 เอกสารการบอกเลิกจะถูกส่งถึงท่านในกำหนดเวลา..." (เน้นคำโดยผู้เขียน)
หากเอกสารเป็นของจริง ก็แปลว่าหนังสือที่คุณสุวิทย์ยื่นไปที่ ยูเนสโก เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน เป็นเพียงการแสดงเจตนาเบื้องต้น "ว่าจะ" ถอนตัว กล่าวคือเป็นการยื่นหนังสือแจ้งการตัดสินใจของไทยว่าจะถอน แต่ ยังไม่ใช่หนังสือประกาศไม่ยอมรับ หรือเอกสารการบอกเลิก (instrument of denunciation) อย่างเป็นทางการตามอนุสัญญามรดกโลกฯ ข้อ 35 แต่อย่างใด. หนังสือที่คุณสุวิทย์ยื่นไปก็บอกเองว่า หนังสือประกาศถอนตัวอย่างเป็นทางการ จะส่งตามไปทีหลัง
ผู้ เขียนขอกล่าวให้ชัดว่า ในทางกฎหมาย ระยะเวลา 12 เดือนก่อนที่การถอนตัว (withdrawal) ของไทยจะมีผลหรือไม่ จึงยังไม่เริ่มนับจนกว่าหนังสือประกาศไม่ยอมรับอนุสัญญาฯ อย่างเป็นทางการ (instrument of denunciation) จะถูกส่งไปยัง ยูเนสโก
ความน่าพิศวง ของรัฐบาลไทยก็คือ ยังไม่มีการชี้แจงให้ประชาชนทราบโดยชัดเจนว่า สรุปแล้วรัฐบาลไทยได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการ (instrument of denunciation) ไปที่ ยูเนสโก แล้วหรือยัง!? และจะส่งเมื่อใด!? ระยะเวลา 12 เดือนเริ่มนับแล้วหรือไม่!? หากสุดท้ายไทยไม่ส่ง และทุกคนตื่นเต้นกับการเลือกตั้งและรัฐบาลใหม่จนเรื่องเงียบไป ก็อาจไม่มีการถอนตัวเกิดขึ้น (ผู้เขียนไม่ได้บอกว่าการถอนตัวดีหรือไม่ แต่บอกว่ารัฐบาลจะทำอะไร ประชาชนย่อมมีสิทธิรู้ โดยเฉพาะก่อนเลือกตั้ง)
ล่า สุด มีรายงานข่าวเพียงว่าคณะรัฐมนตรีสนับสนุนการตัดสินใจของคุณสุวิทย์ และกล่าวทำนองว่าจะให้รัฐบาลชุดต่อไปหลังการเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะ ดำเนินการต่อไปอย่างไร
เช่น หนังสือพิมพ์ Bangkok Post (http://bit.ly/mJGEIO) รายงานว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกล่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ว่ารัฐบาลชุดหน้าจะเป็นผู้ ตัดสินใจว่าไทย “ควรจะกลับ” เข้าเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกฯ หรือไม่ (ซึ่งผู้เขียนยังสงสัยว่าหากผลทางกฎหมายนั้นเรายังไม่ได้ถอน แล้วเราจะกลับเข้าไปเป็นภาคีได้อย่างไร?)
ในขณะที่ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (http://bit.ly/m3R0AH) และแนวหน้า (http://bit.ly/loApM5) รายงานว่า นายปณิธาน วัฒนายากร ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีว่า การถอนตัวจะเป็นไปตามขั้นตอนของกฏหมาย ที่นำไปสู่การพิจารณาข้อมูลของหลายฝ่าย โดยเป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดหน้าจะรับหน้าที่พิจารณาเดินหน้าต่อ เนื่องจากขณะนี้คณะรัฐมนตรีไม่สามารถมีมติที่จะส่งผลผูกพันต่อรัฐบาลชุดหน้า ได้
ส่วนไทยรัฐ (http://bit.ly/mAtIHz) รายงานว่ารองปลัดกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า "การถอนตัวจะทำได้หลังจากการเลือกตั้ง"
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับถ้อยคำล่าสุดจากกระทรวงการต่างประเทศ (http://bit.ly/m25wiu) ที่กล่าวอย่างระมัดระวังว่า "...ไทยได้ตัดสินใจประกาศเจตนารมณ์ที่จะเพิกถอนจากการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลก..." (http://www.mfa.go.th/web/200.php?id=27660 เน้นคำโดยผู้เขียน) กล่าวคือใช้ถ้อยคำแบ่งเป็นสามขั้น (1) ตัดสินใจ (2) เพื่อประกาศเจตนารมณ์ (3) ว่าจะเพิกถอน
จาก ข้อมูลที่ไม่ชัดเจน ผู้เขียนก็เพียงได้แต่เดาว่าไทยยังคงเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกฯ อยู่ต่อไป และยิ่งไปกว่านั้น ณ วันนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าไทยได้ยื่นหนังสือถอนตัวอย่างเป็นทางการแล้วหรือไม่ หรือจะไปตัดสินใจดำเนินการในรัฐบาลสมัยหน้า และยังไม่รู้ว่าระยะเวลา 12 เดือน ก่อนการถอนตัวจะมีผลนั้นเริ่มนับไปแล้วหรือไม่ และจะเริ่มนับเมื่อใด!?
(ผู้เขียนอดสงสัยในใจไม่ได้ว่า “คุณ อภิสิทธิ์ครับ สรุปที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่าโทรคุยกับคุณสุวิทย์จน Twitter มาหาพวกเราตอนเที่ยงคืนจากปารีส เป็นแค่การทำให้ประชาชนตื่นเต้นก่อนเลือกตั้ง จนหนังสือพิมพ์พาดหัวหน้าหนึ่งทุกฉบับ แต่สุดท้ายประชาชนต้องไปลุ้นเอากับรัฐบาลชุดหน้าเท่านั้นหรือครับ?”)
ใน สถานการณ์เช่นนี้ ประชาชนก็จำต้องทวงถามนักการเมืองเวลามาสวัสดีหาเสียงต่อไป ใครที่ไม่อยากให้ไทยถอนตัวจากมรดกโลก ก็อย่าเพิ่งร้อนรนต่อว่ารัฐบาล ส่วนใครที่อยากให้ไทยถอน ก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจชื่นชมรัฐบาล ส่วนใครที่หลงนึกว่าการถอนตัวมีผลเรียบร้อยไปแล้ว ก็โปรดอย่าหงุดหงิดไปต่อว่ากัลยาณมิตรผู้ได้เตือนสติตน
ที่ผู้เขียน กล่าวมา ไม่ใช่ว่าไม่เห็นความดีของรัฐบาล ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ผู้เขียนสนับสนุนเต็มที่หากรัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างรอบคอบระมัดระวัง
แต่ขณะเดียวกัน ก็โปรดเห็นใจพวกเรา ประชาชนผู้เป็นเจ้าของบ้านเมืองที่กำลังจะไปเลือกตั้ง ว่าปล่อยให้เรารอคำตอบเรื่อง 91 ศพ มาปีกว่า ยังกล้าปล่อยให้เรารอได้ มาวันนี้กะแค่เรื่องว่ายื่นหนังสือมรดกโลกสรุปมีผลทางกฎหมายหรือไม่ โปรดอย่าทำใบ้หรือซ่อนอะไรจากพวกเราอีกเลยครับท่าน.
................................
บทวิเคราะห์เรื่อง “คำเตือน: ไทยถอนตัวจากภาคีมรดกโลกแล้วจริงหรือ?” และกรณีปราสาทพระวิหาร อ่านได้ที่ http://www.facebook.com/verapat.pariyawong
เลือกตั้งเพื่อกำหนดวาระประชาธิปไตย
ที่มา ประชาไท
สุรพศ ทวีศักดิ์
บท ความชื่อ “สังคมกำหนดวาระแห่งการปรองดอง” ของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ในมติชนออนไลน์ (28 มิ.ย.54) เสนอแนวทางปรองดองหลังเลือกตั้ง สรุปประเด็นสำคัญได้ว่า
- ปรองดองเพื่อรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี การแก้ปัญหาเก่าทำได้ยาก และจะทะเลาะกันมากขึ้น
- ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในหัวใจของแต่ละคน โดยคิดว่าทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์ อาจมีผิดมีถูกได้ทุกคน
- กำหนดเรื่องดีๆ มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ ที่จะทำร่วมกัน เช่น
- สร้างความเป็นธรรม – ลดความเหลื่อมล้ำ
- สร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่เกษตรกร และผู้ใช้แรงงาน
- ชุมชนท้องถิ่นจัดการตัวเอง
- สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่
- ปฏิรูประบบความยุติธรรม
- ปฏิรูประบบการศึกษา
- ยุติความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้
- ยุติคอร์รัปชั่น และสร้างธรรมาภิบาลในระบบการเมือง
- เป็นต้น
- แนวทางการร่วมมือกันทำเรื่องดีๆ เรื่องดีๆ ทำได้ยากประดุจเขยื้อนภูเขา ต้องอาศัย “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา”
- ความ ร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองที่จะทำเรื่องดีๆ เพื่อชาติบ้านเมือง สังคมควรจะเข้ามากำกับวาระการปรองดอง โดยทำความตกลงที่จะร่วมมือกัน ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร
ผมเห็นต่างจาก ศ.นพ.ประเวศ ดังนี้
1. โจทย์ “การปรองดอง” ที่พรรคการเมืองต่างๆ ใช้หาเสียงอยู่ก็ดี และที่ ศ.นพ.ประเวศ เสนอว่าสังคมควรกำหนดวาระการปรองดองก็ดี ผมคิดว่ามันเป็น “ปัญหาปลอม” เพราะถึงที่สุดแล้วเราแทบไม่มีนิยามชัดเจนว่าปรองดองหมายถึงอะไร หมายถึงฝ่ายที่ขัดแย้งกัน เช่น พรรคการเมือง นักการเมือง เสื้อสีที่ขัดแย้งกันต้องหันมาจับมือกันเช่นนั้นหรือ จับมือกันแล้วจะมีประโยชน์อะไรหากปัญหาเก่าๆ ไม่ได้ถูกแก้ไข เช่น อำนาจนอกระบบยังมีอภิสิทธิ์ทางการเมืองเหนือประชาชน ทหารยังมีช่องทางจะอ้างสถาบันทำรัฐประหารได้ตลอดเวลา คนที่บาดเจ็บล้มตายยังไม่ได้รับความยุติธรรม ฯลฯ
2. ที่ว่า “ปรองดองเพื่อรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี การแก้ปัญหาเก่าทำได้ยาก และจะทะเลาะกันมากขึ้น” ผมคิดว่าหากละเลยการแก้ปัญหาเก่าๆ ที่เป็นเงื่อนไขของความแตกแยก ไม่มีทางที่จะปรองดองกันได้ การขจัดเงื่อนไขของความแตกแยกต้องกำหนด “วาระสร้างสังคมประชาธิปไตย” ที่พ้นไปจากการครอบงำกำกับของอำนาจนอกระบบ ที่ประชาชนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมกำหนดวาระดังกล่าวได้ตั้งแต่การไปลงคะแนน เสียงเลือกตั้งครั้งนี้เลย
เพราะเงื่อนไขของความแตกแยก คือระบบการเมืองที่อยู่ภายใต้การกำกับครอบงำของ “อำนาจนอกระบบ” หากไม่แก้ระบบนี้ให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยที่มีเสรีภาพและความเสมอภาคเหมือน อารยประเทศ ความแตกแยกจะยังคงมีอยู่ และยังจะมีการอ้างสถาบันในการต่อสู้ทางการเมือง และอ้างสถาบันทำรัฐประหารอยู่ต่อไป
ที่คุณหมอบอกว่า “อุปสรรค ที่สำคัญ ที่สุดที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเจริญก้าวหน้า คือความเป็นสังคมทางดิ่ง (Vertical society) ที่มีความสัมพันธ์ระหว่างคนข้างบนที่มีอำนาจกับคนข้างล่างที่ไม่มีอำนาจ” นั้นถูกแล้ว แต่คุณหมอก็ไม่ได้บอกต่อว่า โครงสร้างอำนาจทางดิ่งมันถูกออกแบบตามโครงสร้างอำนาจนอกระบบที่ครอบงำกำกับ ระบบการเมืองของประเทศอีกที
หากจะแก้ไขระบบอำนาจทางดิ่งก็จำเป็นต้อง แก้กฎหมาย เช่น แก้รัฐธรรมนูญมาตรา 8 กฎหมายหมิ่นฯ มาตรา 112 เป็นต้น เพื่อให้สามารถใช้หลักการประชาธิปไตย เช่น หลักความเสมอภาค หลักเสรีภาพ หลักความยุติธรรม หลักการมีส่วนร่วม เป็นต้น เป็นพื้นฐานในการออกแบบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ เพื่อกำหนดความสัมพันธ์ทางสังคมให้เป็นไปในทางราบ หรือมีความเสมอภาคในความเป็นคนและเสมอภาคด้านอื่นๆ มากขึ้น
ผมคิดว่า ไม่ว่าเราจะใช้ “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” อย่างไร แต่ถ้าเขยื้อน “ภูเขาผิดลูก” คือไม่เขยื้อนภูเขาอำนาจนอกระบบและกองทัพให้ไปอยู่ในที่ทางที่จะไม่มี อภิสิทธิ์ทางการเมืองเหนือประชาชนได้ หรือไม่สามมารถเขยื้อนภูเขาอำนาจประชาชนชนให้มีช่องทางตามกฎหมายในการ วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ “ทุกอำนาจสาธารณะ” ได้ สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขามันก็จะกลายเป็น “สามเหลี่ยมบังภูเขา” ในทันที!
3. ผมเห็นด้วยกับที่ว่า “ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในหัวใจของแต่ละคน โดยคิดว่าทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์ อาจมีผิดมีถูกได้ทุกคน” แต่สิ่งที่บ่งบอก “การเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในหัวใจของแต่ละคน” คือการยืนยันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ให้ทุกคนในประเทศมีเสรีภาพและความเสมอภาคใช่ไหมครับ
คือถ้าโดยรูปแบบ ทางกฎหมายมันยังไม่รับรองความเสมอภาคและเสรีภาพ มันยังให้อภิสิทธิ์เหนือประชาชนแก่อำนาจนอกระบบ การที่เราคิดว่า “ทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์ อาจมีผิดมีถูกได้ทุกคน” มันจะมีความหมายอะไรเล่าครับ!
รูปธรรมที่รองรับความคิดที่ ว่า “ทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์ อาจมีผิดมีถูกได้ทุกคน” คือรัฐธรรมนูญหรือกติกาที่รับรอง “ความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม” ของทุกคนในประเทศนี้ไงครับ ทำไมคุณหมอไม่เรียกร้องประเด็นนี้ เพื่อให้ “ความคิด” กลายเป็น “ความจริง” บ้างเล่าครับ?
4. เรื่องสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายอำนาจสู่ชุมชนอะไรต่างๆ นั้น ผมเห็นด้วยทั้งนั้นครับ แต่ถ้าไม่แก้โครงสร้างใหญ่ คือการออกแบบรัฐธรรมนูญหรือกติกาที่เป็นประชาธิปไตย และจัดวางสถานะและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์และกองทัพให้อยู่ภายใต้หลัก ความเสมอภาค หลักความโปร่งใส และการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบให้ได้ก่อน เงื่อนไขของความขัดแย้งแตกแยกทางสังคมการเมืองที่ลึกซึ้งกว้าขวางก็ยังคง อยู่
ซึ่งหมายถึงความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจต่อรองทางการเมืองก็ยังคงอยู่ สิ่งดีๆ ต่างๆ ที่คุณหมอเสนอมานั้นก็อาจกลายเป็น “วาทกรรมบังภูเขา” ได้อีกเช่นกัน
ผม เคารพในเจตนาดี ความปรารถนาดีต่อสังคมของคุณหมอครับ แต่ผมก็ไม่คิดว่าความปรารถนาดี เจตนาดีมันควรจะมี “ความชอบธรรม” รองรับการละเลยที่จะปฏิเสธรัฐประหาร การละเลยที่จะประท้วงหรือยืนยันว่ารัฐบาลหมดความชอบธรรมแล้วที่ใช้ “กระสุนจริง” สลายการชุมนุมจนทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
แล้วจู่ๆ ก็เสนอว่าไม่ควรแก้ปัญหาเก่าๆ ถ้าคุณหมอให้คิดว่า “ทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์” แล้วคนที่บาดเจ็บล้มตายเขาไม่ใช่เพื่อนมนุษย์ที่ควรได้รับความยุติธรรมหรือครับ
หาก สังคมนี้ไม่มีคำตอบเรื่อง “ความยุติธรรม” แก่ประชาชนที่บาดเจ็บล้มตาย ไม่มีคำตอบว่าจะแก้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจนอกระบบกับการเมืองได้ อย่างไรจึงจะทำให้รัฐประหารไม่มีโอกาสเกิดได้อีก สิ่งดีๆ ที่คุณหมอเสนอให้สร้างขึ้นจะเป็นไปได้อย่างไร
หรือพูดอีกอย่าง การกำหนดวาระสร้างสังคมประชาธิปไตยที่พ้นไปจากการครอบงำกำกับของอำนาจนอก ระบบ เพื่อยุติรัฐประหารอย่างถาวรไม่ใช่ “สิ่งดีที่สุด” ที่ควรทำหรือครับ เพื่อขจัดเงื่อนไขของความแตกแยกอย่างถาวร
และไม่ใช่สิ่งที่ ประชาชนทุกคนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถมีส่วน ร่วม “เริ่มทำ” ได้เลย ด้วยการ “ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง” ใน 3 ก.ค.นี้หรือครับ!
กวีตีนแดง: ไม่เชื่ออย่าลบหลู่... สิ่งไม่ศักดิ์สิทธิ์
ที่มา ประชาไท
เดือนวาด พิมวนา
ข้าแต่...สามัญชนคนธรรมดา
ขอวิงวอนต่อสิ่งไม่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
ซึ่งมีจำนวนมากมายกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายล้านเท่า
โปรดช่วยปกป้องคุ้มครองสิทธิของตนเอง
ให้แคล้วคลาดจากโจรร้าย
ให้ปลอดภัยจากผู้ดีจอมปลอม
ขอพลังแห่งสิ่งไม่ศักดิ์สิทธิ์
จงยืนหยัดต้านทานการข่มขู่
จงอยู่รอดปลอดพ้นจากคมดาบ - กระบอกปืน
จงอดทนอดกลั้นต่อความไร้ยางอายทั้งหลายทั้งปวง
ขอสิ่งไม่ศักดิ์สิทธิ์ได้สำแดงอิทธิฤทธิ์
ให้สามัญชนพลเมืองเจ้าของประเทศ
จงก้าวข้ามขวากหนามแห่งคำประณามกดขี่
จงเดินไปสู่เป้าหมายแห่งสิทธิและเสรีภาพ
ขอสิทธิแห่งปวงประชาจงเป็นของปวงประชา
ขอบุญรักษา ‘สิทธิ์’ นั้นด้วยเทอญ.














