WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, June 30, 2011

แผนลับวอร์รูมสี่เสาจำใจฆ่าปชป.บูชายัญ

ที่มา Thai E-News

นี่ เป็นฉากจำลองตัวแบบอีกแบบหนึ่งที่War room สี่เสาและ กกต.สุมหัวไว้ หากข้อตกลงลึกลับระดับสูงไม่บรรลุผล แต่หากพรรคเพื่อไทยชนะแบบฟ้าถล่ม Land slide แผนการทั้งหมดต้องถูกยกเลิกในทันที

โดย หรี่ฟุน
30 มิถุนายน 2554

ข่าวทางลึกจาก War room สี่เสาและ กกต. มีดังนี้ครับ

- กรณีหากยุบพรรคเพื่อไทย บ้านเมืองจะบรรลัยจากการต่อต้านของมวลชนคนเสื้อแดง

- กรณีหากยุบพรรคประชาธิปัตย์ ความร้อนแรงของเหตุการณ์ทางการเมืองจะน้อยลง แต่......จะเกิดทางเลือกใหม่ นั่นคือ รัฐบาลแห่งชาติ

รัฐบาลแห่งชาติ ดังกล่าว เกิดจากความคิดของคนสองกลุ่มใน War Room สี่เสา คนกลุ่มแรกก็คือบรรดานายทุนนักธุรกิจ อีกกลุ่มหนึ่ง คือทหาร ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงนายทหารอาชีพที่เคารพรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย แต่หมายถึงทหารที่แทรกแซงการเมืองจนเป็นอาชีพ

ประเด็นสำคัญ แนวทางการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ของกลุ่มบุคคลชั้นสูง บุคคลในกองทัพ และจากฝ่ายการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ มีเหตุผลเพียงเพื่อ เตรียมการแก้โจทย์ใหญ่ เตรียมการรับมือภยันตราย จากบุคคลที่มองว่าเป็นมหันตภัย นั่นคือ “ทักษิณ”

แต่สิ่งที่สำคัญหรือหัวใจในการวางแผนครั้งนี้ มีข้อสรุปว่า หากพรรคเพื่อไทยประสบชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น นั่นย่อมหมายถึงแผนการทั้งหมดต้องถูกยกเลิกในทันที

ก่อนที่จะพูดถึงรายละเอียดแผนล้มการเลือกตั้ง หลังวันที่ 3 กรกฏา ผมขอท้าวความไปยังเหตุการณ์ในอดีต ที่กำลังจะนำมาใช้ในการเลือกตั้ง 54 ในครั้งนี้

ขอเริ่มจาก คดียุบพรรคการเมืองเนื่องจากการเลือกตั้ง 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ที่ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่พรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย ในคดีกลุ่มที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าในคดีกลุ่มที่ 2 ถูกฟ้องร้องเป็นจำเลยในข้อกล่าวหา เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย และกระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการไต่สวนพยานครบถ้วนเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2550 ต่อมาตุลาการรัฐธรรมนูญแต่ละคน ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตนออกมาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 และคณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยกลางในช่วงบ่ายจนถึงเกือบเที่ยง คืนของวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 เริ่มจากคดีกลุ่มที่ 2 ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า

โดยมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์และวิทยุตลอดการอ่านคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ สรุป ว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความผิดในทุกข้อกล่าวหา ส่วนอีก 4 พรรคมีความผิดจริง จึงมีคำสั่งให้ยุบพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย และพรรคไทยรักไทย รวมทั้งให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทั้ง 4 พรรค มีกำหนด 5 ปี

เรื่องราวดังกล่าวเกือบจะเลือนหายไปจากความทรงจำของประชาชนอยู่แล้ว แต่มาเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ที่ส่งผลให้ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าตื่นตัวทางการเมือง หวงแหนประชาธิปไตย อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนจนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ
เมื่อ 10 ก.พ.2553 นายสุขสันต์ ชัยเทศ พยานสำคัญในคดียุบพรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2550 ร่วมกับนายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ จัดแถลงข่าวกับสื่อมวลชน เพื่อเปิดเผยเส้นทางการเงินที่นายสุขสันต์ อ้างว่าเป็นเงินค่าจ้างที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี จ่าย เพื่อให้ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย เป็นเหตุให้พรรคไทยรักไทยถูกศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรค

โดยนายสุขสันต์ ได้เปิดเผยรายละเอียดการรับเงินจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่าเริ่มได้รับเงินค่าจ้างครั้งแรกเมื่อวั นที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2549 เป็นเงินสามแสนบาท หลังจากนั้น นายสุเทพก็จะจ่ายเพิ่มมาให้เรื่อย ๆ โดยผ่านทางนางพรเพ็ญ เลขาส่วนตัวของนายสุเทพ ซึ่งเงินที่ได้รับทั้งหมดเป็นจำนวนเงิน 5,869,362 บาท ซึ่งตนมีหลักฐานการรับและโอนเงินไปยังบัญชีต่าง ๆ อย่างครบถ้วน

ส่วน สาเหตุที่ต้องออกมาแถลงข่าวในครั้งนี้ เนื่องจากก่อนหน้าที่จะเป็นพยานในคดียุบพรรคไทยรักไทยนั้น นายสุเทพ ได้สัญญากับตนไว้ว่าจะจ่ายเงินค่าจ้างให้เป็นเงิน 15 ล้านบาท พร้อมช่วยเหลือด้านคดีในคดีที่ตนปลอมแปลงบัญชีรายชื่อสมาชิกพรรค พัฒนาชาติไทย อีกทั้งยังสัญญาว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล จะมอบตำแหน่งเลขารัฐมนตรีให้ แต่นายสุเทพไม่ทำตามสัญญา ตนจึงเกิดความเจ็บแค้นจึงตัดสินใจออกมาเปิดเผยเรื่องทั้งหมด

อีก ประการหนึ่งตนได้สำนึกผิดที่ได้ให้การใส่ร้ายพรรคไทยรักไทยจนถูกยุบพรรค จึงยอมเปิดเผยเรื่องนี้ให้สังคมได้รับรู้ ว่าใครมีพฤติกรรมเป็นอย่างไร โดยการแถลงข่าวในครั้งนี้ตนขอยืนยันว่าไม่มีผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์หรือ พรรคเพื่อไทยมีส่วนร่วมในการแถลงข่าวครั้ง นี้แต่อย่างใด โดยขณะแถลง ข่าวครั้งนี้นายสุขสันต์ ได้สวมใส่เสื้อเกราะกันกระสุน พร้อมยืนยันว่าถึงแม้จะถูกดำเนินคดีฐานให้ การณ์อันเป็นเท็จต่อศาลและตุลาการ รัฐธรรมนูญ ต้องติดคุก ตนก็พร้อม ซึ่งหลังจากที่ตนออกมาแฉเรื่องนี้ ก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์ ติดตามตนตลอดเวลาอีกด้วย

ติดตามรายละเอียดตามคลิปดังกล่าว http://77.nationchannel.com/playvideo.php?id=76601

ท่าน เชื่อหรือไม่ว่า..?? เจ้าเทพเทือกจะไม่ใช้วิชามารแบบนี้อีก…?? (เรื่องนี้ผมอดเป็นห่วงแดงเทียม หรือลูกพรรคเพื่อไทยบางคนจะเผลอไผลไปขายตัวเข้า เงินเป็นสิบล้าน มันไม่เข้าใครออกใคร )


หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2553 กกต. ได้ยกคำร้องกรณีพยานกลับคำให้การคดียุบพรรคไทยรักไทย

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการการมีส่วนร่วม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครั้งที่ 113/2553 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2553 ได้พิจารณากรณีที่ นายวุฒิ สุนทรเดช,พลตำรวจตรี มณเฑียร ประทีปวนิช และนายบุญมี วงศ์สีดา ได้ยื่นหนังสือร้องเรียน ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ข้อเท็จจริงใหม่ซึ่งอ้างว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญ ที่นำไปสู่การยุบพรรคไทยรักไทยไปแล้ว

กล่าวคือได้เปิดเผยว่า นายสุขสันต์ ชัยเทศ อดีตผู้อำนวยการพรรคชาติไทย และ นายชวการ โตสวัสดิ์ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคชาติไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่าข้อเท็จจริงที่ได้เบิกความต่อศาลและที่ได้ให้การต่อคณะ กรรมการการเลือกตั้งนั้น เป็นความเท็จทั้งหมด โดยนายสุขสันต์ฯ และนายชวการฯ ได้รับการจ้างวานจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเป็นผู้วางแผน ซึ่งในตอนแรกให้การว่ารับสินบนจาก พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อันเป็นมูลเหตุให้มีการยุบพรรคไทยรักไทยในที่สุด โดยบุคคลทั้งสามดังกล่าวได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่างวาระกัน

ทั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้วเห็นว่าการยื่นเรื่องร้องเรียนของ บุคคลทั้ง 3 เป็นประเด็นเดียวกันจึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยเรื่องคัดค้านและ ปัญหาข้อโต้แย้งคณะที่ 8 เป็นคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง ซึ่งได้มีกระบวนการ ไต่สวนโดยเชิญพยานผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคำหลายครั้ง โดยคณะกรรมการไต่สวนได้มีความเห็นสรุปดังนี้

1. แม้คำให้การของนายสุขสันต์ โตสวัสดิ์ หรือ นายสุขสันต์ ชัยเทศน์ ที่ให้การต่อคณะกรรมการไต่สวนจะแตกต่างไปจากคำให้การต่อคณะอนุกรรมการสืบสวน ข้อเท็จจริงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ ศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคไทยรักไทยก็เป็นเพียงกรณีที่พยานกลับคำให้การนอก ศาลในภายหลังมิใช่พยานหลักฐานใหม่แต่อย่างใด

2. ยังไม่มีคำพิพากษาในคดีอาญาที่พิพากษาถึงที่สุดว่า นายชวการ โตสวัสดิ์ และนายสุขสันต์ ชัยเทศ ให้การเท็จต่อคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการการเลือก ตั้ง หรือเบิกความเท็จต่อศาลรัฐธรรมนูญจนเป็นเหตุให้ตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง ให้ยุบพรรคไทยรักไทย

3. คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมเป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ตามที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 268 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และมาตรา 216 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่าให้ผู้ใดหรือองค์การ ใดสามารถอุทธรณ์ ฎีกา เปลี่ยนแปลง หรือรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้

คณะกรรมการไต่สวนจึงมีความเห็นว่าควรยกคำร้องของทั้ง 3 กรณี ที่ประชุม กกต. พิจารณาแล้ว มีความเห็นด้วยคะแนนเสียงข้างมากว่าพยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกร้อง และพรรคประชาธิปัตย์กระทำการฝ่าฝืนตามข้อกล่าวหาอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 66 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ประกอบมาตรา 94 (3) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 จึงมีมติให้ยกคำร้องตามความเห็นของคณะกรรมการไต่สวน

แล้วท่านเชื่อหรือไม่ว่า..?? กกต.จะไม่ใช้วิธีพิจารณาคดีในลักษณะแบบนี้อีก หากพรรคเพื่อไทยเจอใบแดง หลังการเลือกตั้ง

เหตุการณ์ต่างๆดังกล่าวข้างต้น มันกำลังจะกลายเป็นวงจรอุบาทว์กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวสาร การบ้านการเมือง คงจะนึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับแต่วันที่ นายอภิสิทธิ์ฯประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2554

ความผิดปกติประการแรก นาย อภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เมื่อวันที่ 22 พ.ค.54 การเข้าพบครั้งนี้จะมีจริงหรือไม่ เข้าพบด้วยเรื่องอะไร? มีการสั่งการอะไร? ไม่มีใครทราบได้ นอกจากตัวนายอภิชาตฯเท่านั้นที่ทราบ แต่ที่แน่ๆ เข้าพบจริง

แล้วท่านเชื่อหรือไม่ว่า..?? นายอภิชาตฯไม่ได้เข้าพบ พล.อ.เปรม

ความผิดปกติประการที่สอง นับเป็นปรากฎการณ์แปลกประหลาดมหัศจรรย์ ที่พรรคการเมืองระดับเซียนของการวางแผนชั่ว จะมาเสียท่ากับไอ้เรื่องกระจอกๆในการแจกซีดีและเอกสารโจมตีพรรคเพื่อไทย จนกระทั่งถูกจับกุมพร้อมหลักฐานถึง 3 เหตุการณ์ ทั้งที่รู้ว่าการกระทำดังกล่าวมันผิดกฎหมายเลือกตั้งถึงขั้นยุบพรรค
โดยเฉพาะการปราศรัยหาเสียงของพลพรรคประชาธิปัตย์ และการให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ นายชวน นายสุเทพ ที่ระบุว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์เล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์ครอบครัวและปกป้อง ทักษิณนั้น ถือเป็นการใส่ความเท็จ ผิดมาตรา 53(5) พ.ร.บ.การเลือกตั้ง การที่ระบุว่าเลือกพรรคเพื่อไทยจะได้พวกเผาบ้านเผาเมือง เป็นพวกก่อการร้าย ก็เข้าข่ายการใส่ร้ายป้ายสี เนื่องจากข้อเท็จจริงแล้วยังไม่มีการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมว่าใครเป็น คนเผาบ้านเผาเมืองมีความผิดฝ่าฝืนมาตรา 53(5) พ.ร.บ.เลือกตั้งเช่นกัน ที่สำคัญมีผลเกี่ยวโยงถึงมาตรา 237 ตามรัฐธรรมนูญ และมาตรา 94 ตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง มีโทษถึงขั้นยุบพรรค !

ประเด็นดังกล่าว ฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้มีการแนะนำคนในพรรคประชาธิ ปัตย์ ว่าหากจะพูดถึงแกนนำคนเสื้อแดงในช่วงเลือกตั้งห้ามระบุว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แต่ให้เลี่ยงไปใช้คำว่ามีพฤติการณ์เป็นผู้ก่อการร้าย เพื่อไม่ให้มีปัญหาฟ้องร้องตามมา ก็ตาม

แล้วท่านเชื่อหรือไม่ว่า..?? บรรดาแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์เหล่านั้น มันโง่เง่าปัญญาควาย ถึงขนาดไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเรื่องที่พวกมันปราศรัยหาเสียง การให้สัมภาษณ์ตามสถานที่ต่างๆทั่วประเทศ รวมถึงการใช้ Face book ของนายอภิสิทธิ์ ที่ใช้โจมตี ใส่ร้ายป้ายสี พรรคเพื่อไทยและผู้สมัคร มันมีโทษทางกฏหมายมากน้อยแค่ไหน

ความผิดปกติประการที่สาม

หลังจากการปราศรัยที่ราชประสงค์ ที่หวังจะสร้างสถานการณ์รุนแรงแล้วโยนความผิดให้กลุ่มคนเสื้อแดงแต่แผนดัง กล่าวถูกสั่งห้ามเสียก่อน กอปรกับเสียงตอบรับในการปราศรัยไม่ได้ส่งผลถึงคะแนนเสียงทีเพิ่มขึ้น ในพื้นที่ กทม.แต่อย่างใด เพราะครึ่งหนึ่งของจำนวนประชาชนที่มาฟังการปราศรัยในวันนั้น มันเป็นมวลชนจัดตั้งที่เดินทางมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราชและสุราษฏร์ธานี

ความ ผิดปกติทั้งสามประการ กอปรกับผลโพลทุกค่ายและของพรรคประชาธิปัตย์เอง สรุปในแนวทางเดียวกันคือแพ้การเลือกตั้งอย่างย่อยยับ ดังนั้น มันจึงเป็นที่มาของแผน ยุบพรรค


ข่าวทางลึกจาก War room สี่เสาและ กกต. มีดังนี้ครับ

- กรณีหากยุบพรรคเพื่อไทย บ้านเมืองจะบรรลัยจากการต่อต้านของมวลชนคนเสื้อแดง

- กรณีหากยุบพรรคประชาธิปัตย์ ความร้อนแรงของเหตุการณ์ทางการเมืองจะน้อยลง แต่......จะเกิดทางเลือกใหม่ นั่นคือ รัฐบาลแห่งชาติ

รัฐบาลแห่งชาติ ดังกล่าว เกิด จากความคิดของคนสองกลุ่มใน War Room สี่เสา คนกลุ่มแรกก็คือบรรดานายทุนนักธุรกิจ อีกกลุ่มหนึ่ง คือทหาร ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงนายทหารอาชีพที่เคารพรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย แต่หมายถึงทหารที่แทรกแซงการเมืองจนเป็นอาชีพ

ประเด็นสำคัญ แนวทางการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ของกลุ่มบุคคลชั้นสูง บุคคลในกองทัพ และจากฝ่ายการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ มีเหตุผลเพียงเพื่อ เตรียมการแก้โจทย์ใหญ่ เตรียมการรับมือภยันตราย จากบุคคลที่มองว่าเป็นมหันตภัย นั่นคือ “ทักษิณ”

แต่สิ่งที่สำคัญหรือหัวใจในการวางแผนครั้งนี้ มีข้อสรุปว่า หากพรรคเพื่อไทยประสบชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น นั่นย่อมหมายถึงแผนการทั้งหมดต้องถูกยกเลิกในทันที

สรุป วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฏา ปวงประชาชาวไทย มวลชนคนเสิ้อแดง ที่รักความยุติธรรม หวงแหนประชาธิปไตยยิ่งชีวิต ท่านต้องออกถล่มทลายในการเข้าคูหาเพื่อกาบัตรเลือกตั้งหมายเลข 1 เท่านั้น

แผนชั่วทั้งหลายมันก็จะกลายเป็นกระดาษชำระในทันที ประชาชนจงเจริญ..........

*********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ปูดข้อตกลงลับ3ฝ่าย พลังพิเศษยอมเพื่อไทยตั้งรัฐบาล แลกนิรโทษกรรมมาร์ค+ฆาตกร91ศพ-หยุดหมิ่น

ปูดข้อตกลงลับ3ฝ่าย พลังพิเศษยอมเพื่อไทยตั้งรัฐบาล แลกนิรโทษกรรมมาร์ค+ฆาตกร91ศพ-หยุดหมิ่น

ที่มา Thai E-News

3 ฝ่ายได้หารือกันถึงเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระชุดใหม่ ซึ่งจะให้ข้อเสนอแนะในเรื่องการปรองดอง รวมถึงการนิรโทษกรรมแก่ทักษิณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมเมื่อปีที่แล้ว และกองทัพ โดยข้อเสนอแนะดังกล่าวจะถูกเสนอให้มีการลงประชามติ ทั้งนี้ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลทักษิณ ได้ตอบรับที่จะเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้แล้ว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 มิถุนายน 2554

Shawn W Crispin เขียนรายงานข่าวเรื่อง"เบื้องหลังข้อตกลงการเลือกตั้งในไทย"ลงใน เวบไซต์Asiatimesเมื่อ วันที่ 30 มิถุนายน อ้างแหล่งข่าวว่ามีการเปิดเจรจากันระหว่างนายวัฒนา เมืองสุขคนของทักษิณ กับท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณรัฐมนตรีกลาโหมที่บรูไนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

และ ได้หารือกันอีกหลายครั้ง รวมทั้งที่นครดูไบ ซึ่งทักษิณลี้ภัยอยู่ โดยกองทัพตกลงที่จะเปิดทางให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง แลกกับคำมั่นสัญญาของทักษิณที่จะไม่แก้แค้นทางการเมือง หรือ ดำเนินคดีกับบรรดาผู้นำทหารที่อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจเมื่อปี 2549 และเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปีที่แล้ว และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการของกองทัพ เช่น การแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นคนสนิทของราชสำนักจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีก 3 ปี รวมทั้งฝ่ายทักษิณจะต้องห้ามปรามพวกที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ด้วย โดยเฉพาะบรรดาคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวอยู่นอกประเทศไทย

นอกจากนี้ ทั้ง 3 ฝ่ายได้หารือกันถึงเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระชุดใหม่ ซึ่งจะให้ข้อเสนอแนะในเรื่องการปรองดอง รวมถึงการนิรโทษกรรมแก่ทักษิณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมเมื่อปีที่แล้ว และกองทัพ โดยข้อเสนอแนะดังกล่าวจะถูกเสนอให้มีการลงประชามติ ทั้งนี้ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลทักษิณ ได้ตอบรับที่จะเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้แล้ว

จากข่าวดังกล่าว มีความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้

ยิ่งลักษณ์อ้างเป็นเพียงข่าวลือ-สุรเกียรติ์บอกไม่รู้เรื่อง

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวให้สัมภาษณ์วันนี้ว่า เป็นเพียงข่าวลือ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองแล้ว

นาย สุรเกียรติ์ ให้สัมภาษณ์TPBS กล่าวปฏิเสธข่าวเรื่องที่ว่า เขารับตำแหน่งเป็นประธานการปรองดองชุดใหม่ เพราะคอป.ชุดศ.คณิต ณ นคร ก็ดำเนินการได้ดีอยู่แล้ว ก็ควรให้ดำเนินการต่อไป
ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ key personของการเจรจาต่อรองครั้งนี้(แฟ้มภาพ:ไทยอีนิวส์)

ต่อมาหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฉบับ วันที่ 29 มิถุนายน นำเสนอรายงานข่าวอ้างอิงจากข่าวดังกล่าวในหัวข้อเรื่อง ปูดปฏิญญาบรูไน ‘ทักษิณ-กองทัพ’ตกลงซูเอี๋ยพท.ตั้งรัฐบาล-เลิกโจมตีเจ้า

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คของเขาให้ความเห็นต่อข่าวดังกล่าว ดังต่อไปนี้

บท ความล่าสุดของ Shawn Crispin เรื่อง "การตกลงลับ" ระหว่าง ทักษิณ-กองทัพ และ yyyyy ผมขอแนะนำ ให้หาฉบับจริงอ่านดีกว่า เพราะละเอียดกว่า ตั้งแต่ว่า ใครบ้างที่เข้าเจรจา (ไทยโพสต์ เสนอในลักษณะ "เจรจา 2 ฝ่าย" จริงๆ Crispin เขียนว่า 3 ฝ่าย แต่ ไทยโพสต์ เซ็นเซอร์ตัวเอง)

Crispin บอกว่าการประชุม เจรจาลับที่ว่านี้ เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาฯ ปีนี้ ที่บรูไน หลังกุมภาฯ มีกรณ๊สำคัญคือ การชุมนุมครบรอบ 10 เมษา (ที่จตุพร และ นปช.ถูกตั้งข้อหา "หมิ่น") และเกิดการ "ตบเท้า" ของทหารติดกันถึง 3 สัปดาห์

Crispin เองเขียนไว้ยาวเหมือนกันในบทความวันนี้ว่า การเจรจาตกลงในลักษณะนี้ ไม่มีหลักประกันว่าจะไม่ล้มเหลวภายหลัง จากการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึง หรือทั้งสองไม่ทำตามข้อตกลง และที่ผ่านมาในอดีตการเจรจาลักษณะนี้ก็ "ล้มเหลว" ภายหลังบ่อย (Crispin ใช้คำว่า meltdown)

โดยส่วนตัว ผมสงสัยว่า ถ้ามีการเจรจาที่ว่าจริงๆ เหตุการณ์ช่วงเมษา ที่ผ่านมา น่าจะทำให้ meltdown ไปแล้ว แต่ Crispin ก็อ้างว่า การที่ นปช. ไม่รณรงค์ประเด็นจตุพรติดคุกอยู่นี้ หรือที่ ธิดา ออกมายืนยันเรื่อง constitutional monarchy (ผมไม่แน่ใจเขาหมายถึงครั้งไหน ที่ว่า อ.ธิดา พูดเรื่องนี้) เป็นการ "ส่งซิก" ว่า ฝ่ายทักษิณ ยังคงยึดมั่นกับข้อตกลงของการเจรจาอยู่

........

เมื่อไม่กี่ เดือนก่อน Crispin เขียนบทความเรื่องหนึ่งทำนอง "ปูด" เรื่องการเจรจาลับ ระหว่างฝ่ายทักษิณกับฝ่าย "establishment" เหมือนกัน มีข้อมูลรูปธรรมบางอันคลาดเคลื่อน เช่น การพูดถึง บ.ก.ลายจุด ... แต่เรื่องเนื้อหาของการเจรจา (แลกเปลี่ยนระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราว แกนนำ นปช.ในคุก กับ การไม่ยกระดับการเคลื่อนไหว ของ นปช. เพื่อเข้าสู่ "โหมดเลือกตั้ง") ก็มีส่วน "เข้าเค้า" อยู่ และผมก็ได้ยินมาทำนองเดียวกัน (แต่บางเรื่องสำคัญ อย่างการอนุญาติให้ทักษิณเคลื่อนย้ายเงินจำนวนหนึงที่ถูกอายัดไว้ในบัญชี ธนาคารออกไป ผมไม่สามารถทราบได้)

ที่ผมอยากเสนอคือ บทความ "ปูด" ในลักษณะนี้ ก็มีส่วนคล้ายพวก "ข่าวกรอง" ที่มีอยู่ใน โทรเลขวิกิลีกส์ คือ มักจะมีด้านที่ตรงความจริงบางส่วน แต่ไม่ทั้งหมด

เฉพาะเรื่องล่า สุดนี้ อย่างที่ผมเขียนข้างต้นว่า ผมออกจะรู้สึกว่า ถ้ามีการเจรจาอะไรกันจริง เหตุการณ์ช่วง เมษายน ก็น่าจะทำให้ deal off ไปแล้วมากกว่า (แต่ในส่วนของประเด็นที่ ทำไม นปช.ไม่เคลื่อนไหวกรณีจตุพร จะถือเป็นการ "ส่งซิ้ก" ว่า ยังคงยึดข้อตกลงของฝ่ายทักษิณ ตามที่ Crispin อ้างหรือไม่ ผมก็ไม่ทราบ)
จบ.
******
ข่าวไทยโพสต์เสนอ ในหัวข้อข่าวเรื่อง ปูดปฏิญญาบรูไน ‘ทักษิณ-กองทัพ’ตกลงซูเอี๋ยพท.ตั้งรัฐบาล-เลิกโจมตีเจ้า

"ฌอน คริสพิน" ปูดแผนเกี้ยเซี้ย อ้าง "วัฒนา" ตัวแทน "ทักษิณ" ดอดเจรจาลับกับ "ปิ๊กป้อม" ที่บรูไนเปิดทางเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล แลกไม่ดำเนินคดีผู้นำกองทัพ ให้ทักษิณปรามพวกต่อต้านสถาบัน ระบุ "สุรเกียรติ์" รับนั่งประธานปรองดอง

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ออนไลน์ เอเชียไทมส์ ได้เผยแพร่รายงานข่าวเจาะ โดยฌอน คริสพิน ผู้สื่อข่าวชาวต่างชาติที่คร่ำหวอดกับสถานการณ์ของประเทศไทยมานานนับทศวรรษ ภายใต้ชื่อเรื่อง "ข้อตกลงเบื้องหลังการเลือกตั้งของไทย" ระบุว่า กองทัพ และอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้เปิดการเจรจาลับกันมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าทหารจะไม่เข้ายึดอำนาจ แต่จะเปิดทางให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล โดยแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย

รายงานได้อ้างแหล่งข่าววงใน ระบุว่า นายวัฒนา เมืองสุข ในฐานะตัวแทนของทักษิณ และรัฐมนตรีกลาโหม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้เจรจาต่อรองกันที่ประเทศบรูไนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และได้หารือกันอีกหลายครั้ง รวมทั้งที่นครดูไบ โดยกองทัพตกลงที่จะเปิดทางให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง แลกกับคำมั่นสัญญาของทักษิณที่จะไม่แก้แค้นทางการเมือง หรือ ดำเนินคดีกับบรรดาผู้นำทหารที่อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจเมื่อปี 2549 และเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปีที่แล้ว

และจะไม่ ยุ่งเกี่ยวกับกิจการของกองทัพ เช่น การแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นคนสนิทของราชสำนักจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีก 3 ปี รวมทั้งฝ่ายทักษิณจะต้องห้ามปรามพวกที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ด้วย โดยเฉพาะบรรดาคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวอยู่นอกประเทศไทย

นอกจากนี้ ทั้ง 3 ฝ่ายได้หารือกันถึงเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระชุดใหม่ ซึ่งจะให้ข้อเสนอแนะในเรื่องการปรองดอง รวมถึงการนิรโทษกรรมแก่ทักษิณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมเมื่อปีที่แล้ว และกองทัพ โดยข้อเสนอแนะดังกล่าวจะถูกเสนอให้มีการลงประชามติ ทั้งนี้ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลทักษิณ ได้ตอบรับที่จะเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้แล้ว

อย่างไรก็ดี รายงานข่าวชิ้นนี้ระบุว่า ยังไม่แน่ชัดว่าฝ่ายตรงข้ามทักษิณมีความเป็นเอกภาพหรือไม่ในการทำข้อตกลงกับ ทักษิณเสนอให้นิรโทษกรรมแก่ทักษิณในคดีคอรัปชั่น และเปิดทางให้เขาเดินทางกลับประเทศ

มีรายงานว่า รายงานข่าวชิ้นดังกล่าวสะพัดมา 2 สัปดาห์แล้ว เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือว่าเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

******
จากข่าวดังกล่าว มีความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้

ยิ่งลักษณ์อ้างเป็นเพียงข่าวลือ

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวให้สัมภาษณ์วันนี้ว่า เป็นเพียงข่าวลือ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองแล้ว

นาย สุรเกียรติ์ กล่าวปฏิเสธข่าวเรื่องที่ว่าเขารับตำแหน่งเป็นประธานการปรองดองชุดใหม่ เพราะคอป.ชุดศ.คณิต ณ นคร ก็ดำเนินการได้ดีอยู่แล้ว ควรให้เดินหน้าต่อไป

RKK POLLที่จังหวัดชายแดนใต้

ที่มา Thai E-News

RKK POLL ได้ระบุว่า พรรคการเมืองที่ได้รับการตอบรับมากที่สุดในขณะนี้ คือพรรคเพื่อไทย แต่...จะพ่ายแพ้กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทุกหน่วยงานของรัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุ่มทุนอย่างสุดตัว โดยเฉพาะ ศอ.บต.งบเร่งด่วน หรืองบลับ ที่ผ่านไปยัง ผู้ว่าราชการทั้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อการเลือกตั้งครั้งนี้โดยเฉพาะ

โดย ปาแด งา มูกอ
30 มิถุนายน 2554

เรื่อง การสำรวจโพลล์ว่าใครจะได้ส.ส.เท่าไหร่ พรรคไหนมาแรงนี่ถือว่าเป็นเรื่องที่คอการเมืองติดตามใส่ใจ ทางชายแดนใต้นี่เขาก็มีโพลล์นะครับ เรียกว่า RKK POLL คงไม่เคยได้ยินกันใช่ไหมหละครับ...

ผมในฐานะว่าอยู่ชายแดนภาค ใต้เลยขอนำโพลการเลือกตั้ง ของ อาร์เคเค โพล มาให้ท่านผู้อ่านในภาคอื่นๆของประเทศได้รับทราบว่า ทางสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งนอกจากจะมีโพลล์ทางการของ มอ.วิทยาเขตปัตตานีแล้วก็มีRKK POLLอย่างที่เกริ่นมาด้วยครับ

สำหรับโพลล์ของมอ.ปัตตานีนั้น ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. สุ่มสำรวจประชากรจำนวน 3,000 ตัวอย่าง ช่วงวันที่ 13-19 มิ.ย. พบว่าร้อยละ 98.9 ตั้งใจจะไปเลือกตั้ง ร้อยละ 1.1 ไม่ไปเลือกตั้ง

โดยร้อยละ 69.4 ตัดสินใจเลือกผู้สมัครและพรรคไว้แล้ว ร้อยละ 30.6 ยังไม่ตัดสินใจ ส่วนพรรคการเมืองต้องการให้เป็นรัฐบาลมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ร้อยละ 35.4 พรรคเพื่อไทยร้อยละ 21.6 พรรคมาตุภูมิร้อยละ 8.3 พรรคภูมิใจไทยร้อยละ 4.8 และพรรครักประเทศไทย ร้อยละ 2.1

และ ปัญหาที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขหลังเลือกตั้งมากที่สุด คือ ปัญหาเรื่องรายได้และค่าครองชีพ ปัญหาการว่างงาน ปัญหาความไม่สงบ ปัญหาด้านการศึกษาและปัญหายาเสพติด

ส่วนโพลล์ของ อาร์เคเค (เป็นชิ่อของกลุ่มขบวนการก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนใต้) ที่ทางการไม่ยอมรับ และไม่กล้ารับ แต่คนในพื้นที่ทุกหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ เขารับรู้กันทุกคน

RKK POLL ได้ระบุว่า พรรคการเมืองที่ได้รับการตอบรับมากที่สุดในขณะนี้ คือพรรคเพื่อไทย แต่...จะพ่ายแพ้กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทุกหน่วยงานของรัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุ่มทุนอย่างสุดตัว โดยเฉพาะ ศอ.บต.งบเร่งด่วน หรืองบลับ ที่ผ่านไปยัง ผู้ว่าราชการทั้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อการเลือกตั้งครั้งนี้โดยเฉพาะ (ประเด็นนี้หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ควรตรวจสอบงบของ ศอ.บต.ในห้วงของเดือน พ.ค.-มิ.ย.54 ว่าใช้ไปในเรื่องอะไร)

ส่วนพรรค มาตุภูมิ ของ พล.อ.สนธิฯที่มีผู้ลงสมัครซึ่งถือว่าเป็นผู้มีอิทธิพลค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในจังหวัดนราธิวาส ก็มิใช่จะชนะการเลือกตั้งอย่างง่ายๆ ซึ่งหมายรวมไปยังพรรคอื่นๆด้วย

ดังนั้น ปัจจัยตัวชี้วัดในการชนะเลือกตั้งของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ครั้งนี้ จึงขึ้นอยู่กับ “จำนวนเงิน” ว่าพรรคใดจะกล้าทุ่มมากกว่ากัน

ถาม ว่า RKK POLL ทำไมถึงกล้าฟันธงเช่นนี้ คำตอบ คือ กลุ่มขบวนการนี้มันคือหัวคะแนนตัวจริงเสียงจริง ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ จะต้องมือบวมไปตามๆกันของเหล่าบรรดาแกนนำกลุ่ม RKK ……

งบ ลับ ไหล
นาย กฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา กล่าวว่า เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้ให้มาก ทางจังหวัดยะลาจึงได้ ตั้งรางวัลให้กับหมู่บ้าน ที่มีประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเต็ม100% จะได้รับเงินอุดหนุนในการพัฒนาหมู่บ้านจำนวน 300,000 บาท และ อำเภอใดมีผู้มาใช้สิทธิ 100% จะได้รับเงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาพื้นที่ 500,000 บาท ทั้งนี้เพื่อมอบเป็นขวัญและกำลังใจต่อทุกฝ่ายโดยตั้งเป้าว่าจะมีประชาชนมา ใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ประมาณ 90%

ทั้งนี้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 นี้ ในส่วนของจังหวัดยะลา ยังได้วางแนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับการเลือกตั้งไว้ 4 เรื่อง คือ ให้ทุกส่วนราชการวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง ให้การสนับสนุนช่วยเหลือในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามที่คณะ กรรมการการเลือกตั้งร้องขอ พร้อมร่วมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า 70 %ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และการเลือกตั้งที่โปร่งใส เป็นธรรม ปราศจากการซื้อสิทธิ์ขายเสียง

นอก จากนี้ได้สั่งการนายอำเภอ ปลัดอำเภอ เข้าดูแลการเลือกตั้งในระดับตำบลโดยใช้กำลังอาสาสมัครรักษาดินแดน และอาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน ในการดูแลหน่วยเลือกตั้ง


กอ.รมน.หนุนพลังสตรีชายแดนใต้

อีก ข่าวที่อยากนำมาเล่าให้ฟังก็คือข่าวตามที่ผมจั่วหัวไว้ข้างต้น ซึ่งเห็นข่าวนี้แล้วก็พลอยยินดีไปกับเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า นานๆครั้งจะได้เห็นความเข้าท่าในการปฎิบัติงานของ กอ.รมน.ภาค 4 ซึ่งดีกว่า กอ.รมน.ส่วนกลางใน กทม.ที่มัวบ้าอยู่กับแผน 315 เป็นไหนๆ

นี่แสดงว่า เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวมีวิสัยทัศน์ หรือพูดง่ายๆว่าทันเกมสามารถจับกระแสทางการเมืองถูก
ต้องยอมรับว่า ภายหลังจาก ยามีละห์ยิ่งลักษณ์ เดินทางมาเปิดตัวในสามจังหวัดชายแดนใต้ นั้น กระแสการตอบรับของสตรีชาวไทยมุสลิม มันพุ่งขึ้นอย่างมากมาย สามารถทำเอาบรรดานักเลือกตั้งเขี้ยวลากดินชายอกสามศอกทุกพรรคการเมืองผวาไป ตามๆกัน จนถึงขั้นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์สารพัดวิธีรวมถึงการทุ่มเงินเพื่อให้ได้รับ การเลือกตั้งครั้งนี้

จากนโยบายเพื่อพัฒนาสตรี ของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้ประกาศนโยบายด้านสตรี ในวันเข้าเยี่ยมหารือกับสภาสตรีแห่งชาติ

1. พรรคเพื่อไทยมีนโยบายส่งเสริมสตรีทั้งในเรื่องของสิทธิ บทบาทความเท่าเทียมในสังคม และศักดิ์ศรี

2. พรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่จะตั้งกองทุนส่งเสริมบทบาทสตรี โดยจะตั้งงบเฉลี่ยจังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อเป็นการส่งเสริมในเรื่องของรายได้และเป็นศูนย์ฝึกอาชีพให้กับสตรี ซึ่งหากพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาลก็จะทำงานร่วมกับสภาสตรีฯ และกลุ่มแม่บ้านในแต่ละจังหวัดควบคู่กันไปด้วยทั้งนี้โอท็อปถือเป็นการแสดง ถึงความสามารถของสตรี ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจึงมีนโยบายที่จะส่งเสริมอาชีพให้กับผู้หญิง และเพื่อให้องค์กรสตรีสามารถขับเคลื่อนได้ มีความคล่องตัวในการตอบโจทย์และวัตถุประสงค์ของสตรีอย่างแท้จริง

3. พรรคเพื่อไทยจะเทียบโอนหน่วยกิตให้กลุ่มแม่บ้านที่ไม่ได้จบการศึกษาระดับ ม.6 แต่มีความรู้ความสามารถ สามารถสอบซ่อมและเชื่อมหน่วยกิตที่เคยเรียนในอดีตเพื่อเป็นการยกระดับให้กับ กลุ่มแม่บ้านภายใน 1 ปี เพื่อจะได้มีวุฒิไปใช้สมัครงานได้

4. เพิ่มและพัฒนาศักยภาพของศูนย์พึ่งได้ OSCC (One Stop Crisis Center) 24 ชั่วโมง

5. 1 อำเภอ 1 Day care Center สถานที่ดูแลเด็กในที่ทำงานทั้งภาครัฐและเอกชนรวมไปถึงในชุมชน

6. การประยุกต์กฎหมายการละเมิดสตรีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยังเป็นการป้อง ปรามไม่ให้เกิดเหตุแล้วค่อยมาป้องกัน ด้วยการเพิ่มโทษผู้ที่กระทำความรุนแรงในครอบครัว พัฒนาสตรีให้มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่ากับชาย โดยการได้รับความคุ้มครองจากรัฐในการมีชีวิตอยู่โดยปราศจากการถูกกระทำ รุนแรง และถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ด้วยนโยบายอันนี้นี่เอง ที่โดนใจบรรดาสตรีชาวไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนใต้ เพราะไม่เคยปรากฎพบเห็นกับนโยบายในรูปแบบนี้จากพรรคการเมืองใดๆมาก่อน พูดง่ายๆว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยอันนี้ สามารถซื้อใจและวัดใจสตรีไทยทั้งประเทศได้เลยทีเดียว

รายละเอียดข่าวกอ.รมน.ภาค4กนุนพลังสตรีชายแดนใต้ มีดังต่อไปนี้ครับ

กอ.รมน.หนุนพลังสตรีนราฯ ช่วยขับเคลื่อนกลยุทธ์ดับไฟใต้ สร้างสมานฉันท์ ปชช.ในพื้นที่

นราธิวาส:ที่ ห้องประชุมโสภาพิสัย โรงแรมตันหยง อ.เมือง จ.นราธิวาส พ.อ.สมพล ปานกุล รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) จ.นราธิวาส(ฝ่ายทหาร) เป็นประธานในการเปิดการเสวนาเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรภาค ประชาชน

โดยได้มีการระดมพลังกลุ่มสตรีในพื้นที่ 13 อำเภอของ จ.นราธิวาส จำนวนกว่า 50 คนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มสตรีได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การแก้ไข ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามนโยบายของ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ที่น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งยุทธศาสตร์รอง 6 ด้านเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความสันติสุขแบบยั่งยืน

โดยการเสวนามี พ.อ.(ญ)วันทนา ท้าวลา หัวหน้าคณะทำงานภาคประชาสังคม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นแกนนำในการระดมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อประมวลเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่

โดย ให้กลุ่มสตรีนำสิ่งที่สะท้อนในที่ประชุม ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการสร้างสมานฉันท์ของหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งปฏิบัติการณ์เชิงรุกเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีและตรงกัน

โดย ให้กลุ่มสตรีนำไปต่อยอดสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐเกิดความคล่องตัวและเกิดประสิทธิภาพสูง สุดต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์

ขณะเดียวกันการประชุมครั้ง นี้ ได้เน้นให้กลุ่มสตรีกลับไปช่วยกันรณรงค์เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนใน ระดับรากหญ้าที่มีความรู้น้อยได้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในระบอบ ประชาธิปไตย ที่ต้องการให้ผู้มีสิทธิ์ออกไปทำหน้าที่พลเมืองที่ดีของชาติอย่างพร้อม เพรียงกัน

พท เปิดวิสัยทัศน์ 2020

ที่มา Pheuthai Youtube



ยิ่งลักษณ์เดินทางโดยรถไฟจากจ อุบลฯ จ ศรีสะเกษและเสนอเมกะโปรเจ็คระบบราง 29 6 54



ณัฐวุฒิให้สัมภาษณ์พท นำประเทศสู่เวทีโลก ปชป พาปท ห่างสังคมโลก 29 6 54




ณัฐวุฒิให้สัมภาษณ์ประเด็นจตุพร กกต 29 6 54




ฐิติมาแถลงกรณีพาดพิงเรื่องเขาพระวิหาร 29 6 54

Wednesday, June 29, 2011

อีกบทความจาก Facebook..ยอดเยี่ยมค่ะ

ที่มา thaifreenews

โดย HardCoreLady

เหตุผล 10 ประการที่ผมไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์...จากบทความใน Facebook (ขออภัย ไม่สามารถระบุเจ้าของผลงานได้ เนื่องจากเป็นโพทส์ที่แชร์ในโลกไซเบอร์ HardCoreLady ยังมิได้ขออนุญาติจากเจ้าของบทความอย่างถูกต้องค่ะ)

1. ผมไม่เชื่อในความสามารถในการบริหา...รชาติบ้านเมืองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งในด้านการเมืองที่มีแต่ความแตกแยกหนักขึ้นไปทุกวัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจที่นับวันมีแต่ข้าวยากหมากแพงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านสังคมที่ยาเสพติดเต็มบ้านเต็มเมือง ทั้งด้านการต่างประเทศที่เพาะศรัตรูรอบทิศ ทั้งด้านชายแดนใต้ที่นับวันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าปล่อยให้บริหารต่อไปบ้านเมืองคงไม่เหลืออะไรอีกแล้ว

2. ผมไม่เชื่อในความสุจริตของนายอภิสิทธิและรัฐบาลที่ผ่านมาว่าไม่โกงไม่กินงบ ประมาณแผ่นดินและแม้แต่การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ถ้าขืนอยู่เป็นรัฐบาลต่อไปอัตราค่าเงินใต้โต๊ะและค่าตำแหน่งของข้าราชการก็ จะสูงเรื่อยๆ อีกหลายเท่ากว่า 2 ปีที่ผ่านมา

3. ผมไม่เชื่อในนโยบายที่นายอภิสิทธิและพรรคประชาธิปัตย์แถลงหาเสียงว่าทำได้ ทันที เพราะก็คือนโยบายเดิมๆที่นายอภิสิทธิเป็นนายกฯมาตั้ง 2 ปีไม่ได้ทำอะไรเลย แถมยังทำผิดพลาดซ้ำซากจนบ้านเมืองเสียหายย่อยยับอยู่ในขณะนี้

4. ผมเชื่อโดยสนิทใจว่าปัญหาทั้งหมดที่เรื้อรังมา 5 ปีจนถึงทุกวันนี้เกิดจากการรัฐประหารแย่งชิงอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิมีส่วนร่วมกันมาตั้งแต่ต้น ซึ่งถือว่าเป็นการปล้นประชาธิปไตยไปจากประชาชนอย่างหน้าด้านๆที่สุด

5. ผมเชื่อโดยสนิทใจว่าเพราะพรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งถึง 4 ครั้ง จึงหาเรื่องก่อกวนเพื่อให้เป็นรัฐบาลทางลัด ตั้งแต่การปฏิวัติฉีกรัฐธรรมนูญ การบอยคอตไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง การยุบพรรคการเมืองอื่นหลายครั้งและหลายพรรค จนมีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชนตามครรลองระบอบประชาธิปไตย ที่น่าอับอายที่สุด

6. ผมเชื่อโดยสนิทใจว่านายอภิสิทธิหน้ามืดตามัวคิดแต่จะรักษาอำนาจและผล ประโยชน์ของตัวเองและพรรคพวก จึงเกิดเหตุการณ์นองเลือดผู้ชุมนุมบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากกลางเมืองหลวง เมือเดือนพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงของผู้บริหารประเทศ ซึ่งไม่สมควรเชิดหน้าชูตาอยู่ได้ในสังคมนี้

7. ผมเกลียดที่คนเพียงคนเดียวมาบอกว่าประเทศไทยโชดดีที่ได้นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการดูถูกประชาชนอย่างน่าอับอายที่สุดและประชาชนก็ทนทุกข์ทรมานอยู่ กับความโชคดีนั้นมา 2 ปีเต็มจนทนไม่ไหวแล้วในขณะนี้

8. ผมเกลียดผู้นำหรือผู้บริหารประเทศที่ทำงานไม่เป็น บริหารประเทศผิดพลาดแล้วเโทษแต่คนอื่น โทษคู่แข่งขัน โทษแม้กระทั่งเพื่อนร่วมคณะรัฐมนตรี ซึ่งขาดลักษณะความเป็นผู้นำอย่างชิ้นเชิง ไม่เหมาะแม้แต่จะให้เป็นหัวหน้าแผนกในบริษัทเล็กๆของผมด้วยซ้ำ

9. ผมเกลียดผู้นำหรือผู้บริหารประเทศที่ดีแต่พูดเสียดสี กระแนะกระแหน เยาะเย้ยถากถางดูหมิ่นดูแคลนคนอื่น พูดสองแง่สองง่ามให้เกิดการตีความหาที่ชัดเจนไม่ได้ เมื่อถูกจับได้ไล่ทันก็ใช้สำนวนโวหารหลบเลี้ยวยอกย้อนเอาคืนแก้ตัวไปวันๆแบบ สีธนนชัย

10. ผมเกลียดผู้นำที่ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่บริหาร ไม่ตัดสินใจ ไม่นำ ไม่รับผิดชอบ เอาแต่ลอยตัวไปมาจนเกิดความเสียหายบานปลายแก่บ้านเมือง ปัญหาเล็กๆ ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ ปัญหาใหญ่ๆก็ยิ่งเพิ่มปัญหาให้ใหญ่ขึ้น จนหมดหนทางแก้ไขเยียวยา

****ความจริงผมยังมีเหตุผลอีกมากสัก 1,000 ข้อได้กระมังครับที่ไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่คิดว่าสัก 10 ข้อนี้ก็น่าจะเกินพอแล้วหละสำหรับการยับยั้งไม่ให้ประเทศชาติเสียหายมากไป กว่านี้*****

ตัวช่วยโค้งสุดท้ายมาแล้ว (ทันมั้ย)

ที่มา Voice TV



Wake up Thailand ประจำวันพุธ ที่ 29 มิ.ย.2554

นำเสนอในประเด็น
- อภิสิทธิ์ ตรวจน้ำท่วมน่าน - ย้ำไม่ทบทวนถอนตัวกก.มรดกโลก
- ยิ่งลักษณ์ ย้ำไม่มีนโยบายนิรโทษกรรม คืนเงินพี่ชาย
- บทวิเคราะห์ AFP ไทยไม่พ้น ค.รุนแรงหลังเลือกตั้ง ยกเว้นคู่อริทางการเมืองเคารพผลเลือกตั้ง
- จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทย 8 ว่าด้วยปัญหาไทย - กัมพูชา
- สุวิทย์ซัดนพดล ต้นเหตุเสียดินแดน- นพดลอโหสิ ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์เหนือกฎแห่งกรรม
- มิเชล โหยว ผู้แสดงเป็น อองซานซูจี ถูกแบล็กลิสท์ห้ามเข้าพม่า
- แถลงการณ์ทหารตำรวจปชต. ลั่นไม่ยอมให้ใครบงการทำลายปชช.

ยิ่งลักษณ์ ขึ้นรถไฟอุบลฯ-ศรีสะเกษ หาเสียง

ที่มา Voice TV

ยิ่งลักษณ์ ขึ้นรถไฟอุบลฯ-ศรีสะเกษ หาเสียง

ยิ่งลักษณ์ ขึ้นรถไฟอุบลฯ-ศรีสะเกษ หาเสียง ชูนโยบายรถระบบราง ทั้งรถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าความเร็วสูง และแอร์พอร์ตลิ้งค์

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 1ได้เดินทางมาขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟอุบลราชธานี รถเร็วขบวนที่ 146จากสถานีอุบลราชธานี ไปสถานีศรีสะเกษ ท่ามกลางประชาชนที่มารอให้การต้อนรับที่สถานีรถไฟอุบลฯ อย่างคึกคัก

โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทักทายประชาชนบนสถานีรถไฟ ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยังได้นำป้ายหาเสียงนโยบายรถระบบราง ทั้งรถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าความเร็วสูง และแอร์พอร์ตลิ้งค์ มาหาเสียงกับประชาชนบนรถไฟด้วย อย่างไรก็ตาม การเดินทางครั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้เหมาตู้รถไฟ 2 ตู้สุดท้ายให้กับสื่อและทีมงานที่ติดตาม

พร้อมกันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังได้ร่วมประชุมหารือคณะทำงานบนโบกี้รถไฟ เรื่องการพัฒนารถระบบรางและการเชื่อมต่อลุ่มแม่น้ำ

ดาบสองคม! ฟัน นอมินี บริษัทไทยเทียม ไล่ทุนต่างด้าว หรือ ยอมรับ 2 มาตรฐาน ?

ที่มา มติชน




วงเสวนา ไทยเทียม นอมินี

ทุกสายตา กำลังจับจ้อง กรณีการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ ยักษ์ใหญ่มือถือ ดีแทค ว่าเป็นบริษัทไทย หรือ บริษัทไทยเทียม ?

เอา เข้าจริง ปัญหา บริษัท ไทยเทียม ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องใหญ่ แน่ๆ ถ้าจะจัดการกรณีไทยเทียม หรือ การเชิดตัวแทนอำพราง(นอมินี) อย่างเคร่งครัดและจริงจัง

เพราะไม่ใช่ แค่ ดีแทค บริษัทเดียวที่มีปัญหา แต่ยังมีบริษัทต่างชาติ หรือ ต่างด้าว ที่อยู่ในธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจการเงิน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มูลค่าหลายแสนล้าน

จนเกิดคำถามว่า จะปิดประเทศ ไล่ต่างทุนต่างด้าวออกไป หรือ จะปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องและเหมาะสมกับการเปิดเสรีมากขึ้น


28 มิถุนายนที่ผ่านมา สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้จัดการเสวนา เรื่อง "ปัญหา การถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนบริษัทและบริษัทในตลาดหลักทรัพย์โดยตัวแทนอำพราง และปัญหาการประกอบธุรกิจของต่างด้าวในนามของตัวแทนอำพราง" ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น

ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เมื่อพูดถึงปัญหาการเข้ามาถือหุ้นของผู้มีผลประโยชน์ทางพาณิชย์ ต้องยอมรับว่า ขณะนี้โลกได้กลายเป็นโลกที่ไร้พรมแดนไปแล้ว เป็นการค้าเสรีมากขึ้น จึงหนีไม่พ้นถ้าที่ไหนมีกำไร ที่นั่นก็ต้องมีผู้ลงทุนเข้ามา โดยเฉพาะการที่ประเทศไทยเข้าไปเป็นภาคีเขตการค้าเสรี ไม่ว่าจะเป็น WTO หรือในสนธิสัญญาที่เกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจเสรีต่างๆ

จะ เห็นได้ว่าในอีกไม่ช้าประเทศไทยก็ต้องเปิดประเทศ เพื่อให้ต่างประเทศเข้ามาทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศอื่นๆ ก็จะเป็นลักษณะเช่นนี้ ปัญหาก็คือว่า เราจะเผชิญหน้าได้อย่างไร แต่ก่อนเราเคยต้านสินค้าของญี่ปุ่น แม้กระทั่งการที่ไทยจะเข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เราต้องได้ส่วนแบ่งเท่าไหร่ ทุกวันนี้ไทยได้แค่ 13 เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้จะทำอย่างไรให้ไทยได้เพิ่ม

ตราบใดที่คนไทย ยังไม่พัฒนาเทคโนโลยี ก็จะทำให้เราเป็นเจ้าของการผลิตที่แท้จริงไม่ได้ ตัวเลขของรายได้ก็จะหดลงในมุมมองชาวต่างชาติ ลงทุนที่ไทยแล้วได้ค่าแรงถูกกว่า ใครก็อยากมาลงทุน ที่น่าสนใจก็คือว่าชาติอื่นที่ฉลาด เห็นเศรษฐกิจไทยที่กำลังดำเนินไปด้วยดี ก็อยากเข้ามาทั้งนั้น คนรวยเหล่านั้นก็เห็นผลประโยชน์ร่วมกันกับต่างชาติ ยอมเป็นนอมินีต่างด้าว ยอมร่วมมือต่างด้าว

ที่น่าแปลกใจคือ คนรวยดังกล่าวล้วนเป็นคนที่ถืออำนาจรัฐ มีอิทธิพล และสามารถกำหนดนโยบายรัฐได้


ปัญหา ที่ต้องแก้ก็คือ ปัญหาโครงสร้างการถือครองทรัพย์สิน รวมไปถึงความสามารถในการผลิต เพื่อให้ไทยแข่งขันในเส้นทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง แนวทางนี้ น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าการไล่ต่างด้าวที่เข้ามาลงทุนในประเทศออกไป ตราบใดที่ยังไม่แก้ไขปัญหา อีกไม่นานคนไทยก็จะกลายเป็นคนรับใช้ เป็นแค่เสมียนของต่างด้าว อย่างน้อยเราไม่สามารถเลี่ยงได้ ที่จะไม่ให้ต่างด้าวเข้ามาลงทุน เราอยู่ไม่ได้ถ้าไม่ร่วมมือกับทั่วโลก แต่เราควรสร้างหลักประกันให้ประเทศไทยอยู่กับต่างชาติให้ได้มากกว่า

อย่าง ไรก็ตามปัญหาการถือครองของต่างด้าวเราก็ห้ามไม่ได้ เพราะเขาก็มีกลไกของเขาเอง เช่น เข้ามาเป็นกลุ่ม มีการวางแผนอย่างดี เลี่ยงการตรวจสอบ ส่วนการตรวจสอบของไทยก็ไม่สามารถจับมือใครดมได้ และไม่สามารถเข้าไปเจาะเป็นรายบริษัทได้ด้วย

แม้ เขาจะถือหุ้นไม่เกินตามที่พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจต่างด้าวฯ( ไทย 51 % ต่างด้าว 49%) แต่ต่างด้าวก็สามารถควบคุมโดยให้ผู้อื่นถือให้หรือที่เรียกว่านอมินี แล้วจ่ายเป็นค่าตอบแทน ซึ่งทั่วโลกเป็นแบบนี้หมด ส่วนทางออกที่เป็นผลได้จริงก็คือ การสร้างจิตสำนึกของต่างด้าว หรือการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นผลอย่างแท้จริง


ขณะที่ นายศักรินทร์ ร่วมรังสี ผู้ช่วยผู้จัดการสายงานกำกับหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีการใช้นอมินีเป็นผู้ถือหุ้นแทน ก็ยังเป็นปัญหาอยู่มาก เพราะการถือครองโดยตัวแทนอำพรางได้กระทบต่อการลงทุน โจทย์ก็คือว่า จะทำอย่างไรให้ชัดเจนในเรื่องของการลงทุน ทำอย่างไรให้เกิดความสมดุลในการถือหุ้น

ด้านหนึ่ง เราต้องกันทรัพย์สินให้อยู่ในมือนักลงทุนไทย แต่จะให้เฉพาะนักลงทุนไทยอย่างเดียวก็ไม่ได้ อีกด้านหนึ่งก็จะปล่อยให้ต่างด้าวเป็นผู้ถือครองอย่างเดียวก็ไม่ได้ อย่างน้อยการลงทุนของต่างประเทศก็ต้องเดินควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจในบ้าน เราเช่นกัน

ฉะนั้นความชัดเจนในเรื่องของนโยบาย การลงทุนหรือการประกอบธุรกิจในไทยของ ต่างด้าว จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยการกำหนดสิทธิการถือครอง หรือระบุให้ชัดเจนว่ามีข้อจำกัดในการลงทุนของต่างด้าวอย่างไรบ้าง คนที่ใช้กฎหมายก็ต้องจริงจัง และไม่ขัดกับเจตนารมณ์ของนักลงทุน


ตลาด หลักทรัพย์ได้พยายามเสนอนโยบายต่อรัฐ เพื่อให้การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อยู่ในสภาพคล่อง แม้จะมีข้อกำหนดของบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนว่า ต่างด้าวถือครองได้เท่าไหร่ ซึ่งมีเกณฑ์และมีกระดานซื้อขายตรงนี้อยู่แล้ว ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ได้ส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโต แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมาย

การ ถือครองโดยใช้นอมินีผิดกฎหมาย ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ไม่สนับสนุนตรงนี้อยู่แล้ว สุดท้ายนโยบายต้องชัดเจน คนใช้ต้องเข้มในข้อกฎหมาย เนื่องจากว่าเนื้อหาครบถ้วน แต่การบังคับใช้ยังไม่เต็มที่ หลายๆ คดีกว่าจะตัดสินได้ ผ่านมาเป็น 10 ปี ทำให้ไม่หลาบจำ แต่เสมือนเป็นการย้ำหรือสนับสนุนให้ทำมากกว่า เพราะเขาคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ค่อยหาทางแก้ระหว่างทางได้ มากกว่านั้น ปัญหานี้ต้องดูที่กลไกว่าจะทำอย่างไร ยิ่งการลงโทษมีหลายขั้นตอนก็จะยิ่งทำให้ช้า และแก้ปัญหาไม่ได้


จาก การแจ้งรายละเอียดการถือหุ้น ทุกบริษัทล้วนแล้วไม่เกินตามที่กฎหมายระบุไว้ เพราะมีการใช้นอมินีในการถือหุ้นแทน ในส่วนที่เกินจากที่แจ้งไว้

ฉะนั้น ถ้าต้องการเห็นภาพ จะต้องเจาะรายละเอียดเป็นรายๆ ไป ซึ่งเป็นข้อจำกัดและทำได้ยาก และปัญหาก็อยู่ที่คนไทยมักจะยอมเป็นนอมินีถือครองหุ้นด้วย


อย่าง ไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์เป็นเพียงหน่วยงานที่ดูได้แค่การซื้อขายหุ้น แต่ไม่สามารถตรวจสอบหรือโชว์หลักฐานได้ หรือจะเข้าไปตรวจสอบได้ก็ต่อเมื่อพบความผิดปกติ ซึ่งปัญหาเกิดขึ้นที่บริษัทแล้วย้อนมาดูที่ตลาดหลักทรัพย์ หรือมีคนแย้งเข้ามาเท่านั้น อยากเตือนสติเพื่อให้คนไทยพร้อมกับการลงทุน หรือได้พัฒนาขีดความสามารถของตนเองให้แข็งแรง หากไม่รับมือให้ดีหรืออ่อนแอ ต่างด้าวก็เข้ามาครอบงำได้ โดยเฉพาะการเปิดการค้าเสรีของไทย


นายสยาม ลิขิตพงศธร ผู้อำนวยการสำนักบริหารประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรมพัมนาธุรกิจการค้าถือได้ว่าเป็นต้นทางและปลายทางการลงทุนของต่างด้าว หรือนักลงทุนต่างชาติ รับหน้าที่ในการจดทะเบียนธุรกิจการค้าต่างๆ กว่าล้านธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าต้องดูแลและพัฒนาธุรกิจนั้นๆ ให้รู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง รู้จักกำกับตนเอง รวมถึงการให้ความช่วยเหลือในด้านการจดทะเบียน ซึ่งทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าต้องทำได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส


หน้าที่ ภายหลังการจดทะเบียนก็ต้องทำการตรวจสอบ โดยเฉพาะธุรกิจที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ต้องตรวจสอบว่าเขาทำผิดกฎหมายหรือไม่ ทำให้เขารู้ว่าเราเข้มงวดในเรื่องของการตรวจสอบ เพื่อป้องปรามการทำผิดกฎหมาย อย่างน้อยพ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ ก็เป็นกลไกหนึ่งในการตรวจสอบ ส่วนอาชีพที่สงวนให้คนไทยได้ประกอบธุรกิจนั้น ก็ถือเป็นการถ่วงดุลอำนาจการถือหุ้นของต่างชาติอย่างหนึ่ง เพื่อให้การเข้ามาหาผลประโยชน์ของต่างด้าวเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย


ส่วน การกำหนดนิยามของการถือหุ้นของต่างด้าว ก็ส่งผลต่อการใช้ตัวแทนอำพรางเหมือนกัน ต่างด้าวที่เข้ามามักจะเลี่ยงการทำธุรกิจในอาชีพที่สงวน เลี่ยงกฎหมาย เช่นการออกหุ้นบุริมสิทธิ์ เพื่อให้คนไทยเข้ามาถือหุ้นตรงนี้ แต่ต่างด้าวเป็นผู้ถือหุ้นหลัก และได้กำหนดให้หุ้นที่ต่างชาติถือ สามารถปันผลได้มากกว่า ได้เปรียบกว่าคนไทย ซึ่งตรงนี้อันตรายมาก ส่วนการตรวจสอบการจดทะเบียนก็มีการเลี่ยงเช่นกัน คือ เรียกตรวจสอบแล้วไม่มา และยอมจ่ายเงินค่าปรับจำนวน 5 พันบาทแทนการถูกตรวจสอบ รวมถึงการตรวจสอบหลายๆ อย่างก็ทำได้ลำบาก ต้องโยนไปให้ดีเอสไอเป็นคนทำ


พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเชี่ยวชาญ 8 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กล่าวว่า ประเด็นที่สำคัญก็คือว่า หลายๆ กรณีที่ต่างด้าวเข้ามาลงทุน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ซึ่งจะต้องดูควบคู่กันไปในแต่ละราย โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ยิ่งน่ากลัว เพราะกลุ่มที่เข้ามาลงทุนได้สร้างนิติบุคคลที่เป็นคนไทยขึ้นมา คอยแนะนำการลงทุนเพื่อเลี่ยงกฎหมาย หรือใช้นักกฎหมายมาวางแผนการลงทุนให้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี แล้วให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ หรือที่เรียกกันว่า สร้างตัวแทนอำพรางขึ้นมา ที่เป็นลักษณะการถือครองแทน แต่การดำเนินคดียังติดปัญหาที่ว่า จะดำเนินคดีได้อย่างไร กว่าที่จะพิสูจน์ได้ว่าธุรกิจนั้นเป็นต่างด้าวจริง และกว่าที่จะรวบรวมข้อมูล สรุปประเด็น แล้วดำเนินคดีเป็นไปด้วยความลำบาก ซึ่งมีหลายขั้นตอน การหาหลักฐานก็ทำได้ยากขึ้น หลายๆ กรณีเริ่มหาทางป้องกันตัวเอง ซับซ้อนขึ้น ต้องใช้ความละเอียดในการตรวจสอบมากขึ้น


จะสังเกตได้ ว่า ต่างด้าวเหล่านี้พยายามหลีกเลี่ยงภาษี เช่น เมื่อขายที่ดินก็ใช้การเปลี่ยนผู้ถือหุ้น เพื่อเลี่ยงภาษี ขณะที่คนไทยซื้อที่ดินต้องเสียภาษี อีกกรณีหนึ่งคือการทำธุรกิจเพื่อการเช่า โดยให้ต่างด้าวด้วยกันเป็นคนเช่า ทำสัญญาหลายสิบปี แต่เช่าในราคาถูก อย่างกรณีของเกาะสมุยที่ใช้เงินจากการค้ายาเสพติด มาซื้อที่บนเกาะหลายไร่ บุกรุกที่ แล้วทำเป็นบ้านพักต่างอากาศ หรือทำธุรกิจในลักษณะที่เป็นการฟอกเงิน ที่มักจะเกิดขึ้นในเมืองที่เป็นเมืองท่องเที่ยว

อย่าง ไรก็ตามถ้าการเข้ามาลงทุนนั้นไม่เกี่ยวกับ คดีความมั่นคง ดีเอสไอก็ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้เช่นกัน ที่สำคัญคือ ข้าราชการซื้อง่าย และยินดีที่เข้าร่วมเพื่อรับผลประโยชน์ ต่างด้าวเป็นเพียงมือที่ 3 และจากกรณีที่เกาะสมุยจึงถือได้ว่า เป็นตัวอย่างของการเข้ามาทำธุรกิจแล้วกระทบต่อความมั่นคง

′อภิสิทธิ์-นพดล′ วิวาทะผ่านเฟซบุ๊ก ปมขัดแย้ง′ไทย-เขมร′

ที่มา มติชน



หมาย เหตุ - เนื้อหาบางส่วนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัติย์ กับนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เขียนข้อความผ่านเฟซบุ๊กตอบโต้กันกรณีการถอนตัวออกจากภาคีคณะกรรมการมรดก โลก และข้อพิพาทไทย-กัมพูชา



นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ


นายกรัฐมนตรี

นายนพดล ปัทมะ เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "การลาออกจากภาคีมรดกโลกจะสร้างความเสียหายให้ประเทศไทยอย่างมาก เป็นการปิ้งปลาประชดแมว"

นาย นพดลไม่มีสิทธิที่จะมาตำหนิรัฐบาลของผมเพราะเขาเป็นผู้สร้างความเสี่ยงให้ ไทยต้องอยู่ในภาวะอันตรายต่ออธิปไตยของชาติ เนื่องจากเป็นผู้ไปลงนามสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็น มรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวในปี 2551

สิ่ง ที่เขาควรทำคือการนั่งนิ่งๆ แล้วถามตัวเองว่าพวกเขาได้ทำอะไรลงไปกับประเทศชาติจนทำให้ผมต้องต่อสู้เพื่อ รักษาสิทธิและอธิปไตยของไทยที่นายนพดลกับพวกเกือบจะยกใส่พานให้กัมพูชาไป แล้ว

กว่าสองปีที่ผ่านมา ผมเดินหน้าคัดค้านการนำเสนอแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระะวิหารของ กัมพูชาฝ่ายเดียว และผมมีจุดยืนในการรักษาดินแดนไม่เคยเปลี่ยนแปลง ผมจะสู้จนถึงที่สุดบนแนวทางที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดกับประเทศในฐานะนักการ เมืองที่มีความรับผิดชอบต่อประเทศ ไม่ใช่ในฐานะทาสรับใช้ของคนที่เคยเป็นอดีตที่ปรึกษาสมเด็จฯฮุน เซน นายกฯกัมพูชา

บอกตรงๆ ว่า ผมรู้สึกละอายใจแทนคุณนพดล ที่จนถึงวันนี้ยังไม่ได้สำนึกเลยว่าต้นตอปัญหาที่รัฐบาลคุณสร้างขึ้นกำลัง ส่งผลร้ายแรง คุกคามชีวิตพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย

รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช โดยนายนพดลเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา วันที่ 18 มิถุนายน 2551 มีเนื้อหาสนับสนุนให้กัมพูชา ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว และยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 200,000 หรือแผนที่ฝรั่งเศส ให้ใช้เป็นแผนการพัฒนาบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร

พรรคประ ชาธิปัตย์ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายสมัคร และนายนพดล ว่าการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 และสุ่มเสี่ยงต่อการทำให้ไทยเสียดินแดน 4.6 ตร.กม.

ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2552 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเพิกถอนมติ ครม. 17 มิถุนายน 2551 ที่เห็นชอบแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา และศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 ชี้ขาดว่าแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190

ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลช่วงปลาย ปี 2551 รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของผม มีมติ ครม.วันที่ 16 มิถุนายน 2552 คัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก กัมพูชาเองก็ไม่สามารถพัฒนาพื้นที่ได้ ทำให้คณะกรรมการมรดกโลกขยายเวลาการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ออกไป 1 ปี

วันที่ 28 กรกฎาคม 2553 ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อทักท้วงของไทย รวมทั้งทบทวนการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลก วันที่ 29 กรกฎาคม 2553 คณะกรรมการมรดกโลกรับฟังข้อทักท้วงของรัฐบาลไทยมีมติเลื่อนการพิจารณาแผนการ บริหารจัดการพื้นที่ออกไปตัดสินปีนี้

เมื่อมีการปะทะกันระหว่าง ไทย-กัมพูชา ยูเนสโกส่งผู้แทนพิเศษมาเจรจากับไทยและกัมพูชา ได้ข้อสรุปว่าจะเลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการรอบปราสาทพระวิหารออกไปจน กว่าจะได้ข้อสรุปในเรื่องเขตแดนตามกรอบเจบีซี ที่กัมพูชาเองก็ยอมรับกับคณะกรรมการมรดกโลกว่า แผนดังกล่าวจะดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อสองฝ่ายได้ข้อสรุปในเรื่องเขตแดนแล้ว

กัมพูชา พยายามคัดค้านข้อมติของผู้อำนวยการยูเนสโก ส่งร่างของตัวเองที่ฝ่ายไทยยอมรับไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดก โลก ซึ่งนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะได้ต่อสู้คัดค้านการพิจารณาร่างดังกล่าว แต่ประธานในที่ประชุมยืนยันที่จะให้พิจารณาร่างข้อมติทั้ง 2 ร่าง ซึ่งรัฐมนตรีสุวิทย์เห็นว่ามีความสุ่มเสี่ยงที่จะกระทบต่ออธิปไตยของไทย จึงแสดงเจตนาถอนตัว ทำให้คณะกรรมการไม่ได้เห็นชอบกับร่างของกัมพูชา เท่ากับว่ายังไม่มีการพิจารณาแผนบริหารพื้นที่ดังกล่าว

แต่ อาจจะสำเร็จทันทีที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็ได้ เพราะจุดยืนของพรรคเพื่อไทยชัดเจนว่าสนับสนุนการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ กัมพูชามาโดยตลอด

หากพิจารณา จากจุด ยืนของ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตที่ปรึกษานายกฯฮุน เซน เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่า "ไทยรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน" ประกอบกับวิธีคิดของแกนนำเพื่อไทยอย่างนางฐิติมา ฉายแสง ที่อภิปรายกลางสภาว่า "พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของกัมพูชามาตั้งนานแล้ว" ก็จะยิ่งตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรเลือกใครรระหว่างพรรคเพื่อไทยกับประชา ธิปัตย์เพื่อดูแลบูรณภาพเหนือดินแดนไทย

ผมยังยืนยันว่าการแก้ ปัญหาต้องใช้ทั้งการเจรจา กลยุทธ์การเมืองระหว่างประเทศ และความเข้มแข็งของกองทัพไทย เราไม่เคยคิดรุกรานใครแต่พร้อมเต็มที่ในการรักษาอธิปไตยของชาติเอาไว้ โดยไม่เกรงกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น

ที่ สำคัญ ผมไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือความสัมพันธ์พิเศษใดๆ กับผู้นำกัมพูชาที่ต้องไปยกดินแดนไทยให้กัมพูชาเพื่อแลกกับความสัมพันธ์ที่ ดี หรือการนำผลประโยชน์ชาติไปแปรสภาพเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว

ใคร ทำให้ชาติเข้าสู่ความเสี่ยงทางอธิปไตยอย่างไร้ความละอายนั้น คนไทยทั้งประเทศคงจะได้ไปแสดงฉันทามติในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ว่า "ไม่เอาพรรคการเมืองที่ยกดินแดนให้เขมรแต่จะเลือกพรรคการเมืองที่ปก ป้องอธิปไตย"


นายนพดล ปัทมะ

ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

จาก การที่นายอภิสิทธิ์ เขียนจดหมายในเฟซบุ๊กกรณีปัญหาไทย-กัมพูชา ซึ่งมีข้อความที่กล่าวหา พาดพิงถึงตัวผม ซึ่งการกล่าวหาที่เป็นเท็จดังกล่าวนั้น ผมไม่อยากตอบโต้ท่าน แต่ผมขอใช้สิทธิชี้แจงเพื่อปกป้องตนเอง ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น และไม่เกี่ยวกับตำแหน่งที่ปรึกษา พ.ต.ท ทักษิณ

ปี 2549 กัมพูชาไปยื่นคำขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยแผนที่ที่ยื่นนั้นมันรุกล้ำและผนวกเอาพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. ที่ไทยอ้างสิทธิเข้าไปด้วย กล่าวคือกัมพูชายื่นขอขึ้นทะเบียน ก) ตัวปราสาท และ ข) พื้นที่ทับซ้อน

ปี 2550 ในสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ไทยคัดค้านไม่ให้เขาเอา ข) พื้นที่ทับซ้อน ไปขึ้นทะเบียน จนคณะกรรมการมรดกโลกเลื่อนการพิจารณาการจากปี 2550 ไปเป็น 2551

เดือน ก.พ.2551 รัฐบาล คมช. หมดวาระ รัฐบาลสมัครเข้ามา และเสมือนถูกไฟลนก้น เพราะเหลือเวลาเพียง 5 เดือนก่อนประชุมมรดกโลกในเดือน กรกฎาคม 2551 และต้องเร่งเจรจาให้กัมพูชาตัดพื้นที่ทับซ้อนออกก่อนให้ได้

รัฐบาล สมัคร และนายนพดล พยายามเจรจาให้กัมพูชาตัดพื้นที่ทับซ้อนออก และห้ามนำไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ที่รัฐบาลสมัครทำไปนั้น ดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน หน่วยงานของรัฐและข้าราชการประจำทุกฝ่ายร่วมกันทำ และเห็นด้วย เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กองทัพไทย สภาความมั่นคงแห่งชาติ กรมแผนที่ทหาร พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ก็เห็นด้วย

หากรัฐบาลนายสมัครและนายนพดล ปัทมะ ไม่คัดค้านอย่างแข็งขันและเจรจาจนสำเร็จ กัมพูชาจะผนวกเอาพื้นที่ทับซ้อนไปขึ้นทะเบียนด้วย เราจะแย่กว่านี้

คำ แถลงการณ์ร่วมที่ ครม.อนุมัติให้นายนพดล ไปเซ็นนั้น สิ้นผลไปแล้วตามหนังสือยืนยันของรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา และตอนที่กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเป็นมรดกโลกในเดือนกรกฎาคม 2551 นั้น คณะกรรมการมรดกโลกก็ห้ามไม่ให้นำคำแถลงการณ์ร่วมเข้าประกอบการพิจารณาตามที่ ไทยขอระงับ แสดงว่าไทยจะสนับสนุนการขึ้นทะเบียนตัวปราสาทหรือไม่ ก็ไม่ได้มีความสำคัญเลย กัมพูชาก็ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทได้อยู่ดี

คุณ อภิสิทธิ์น่าจะมีวุฒิภาวะและละอายแก่ใจบ้างว่าสิ่งที่รัฐบาลนายสมัครได้ทำไป นั้นเพื่อปกป้องดินแดนและพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. และเจรจาสำเร็จจนกัมพูชายอมตัดพื้นที่ทับซ้อนออกไป รัฐบาลนายสมัครและผมจึงเป็นผู้ปกป้องดินแดน และไม่เคยยกอธิปไตยใส่พานให้กัมพูชา

ที่นายอภิสิทธิ์กล่าวหาว่า รัฐบาลสมัครและผม ไปสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียวในปี 2551 นั้น คุณอภิสิทธิ์พูดความจริงครึ่งเดียวครับ ท่าน พูดถูกที่ว่าผมได้ลงนามในคำแถลงการณ์ร่วม แต่ท่านพูดเท็จตรงที่ว่าคำแถลงการณ์ร่วมมีผลเป็นการสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้น ทะเบียนมรดกโลกได้ จะเห็นได้ว่ามติของที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกปี 2551 มีการระบุชัดเจนถึงการไม่อ้างอิง และห้ามนำแถลงการณ์ร่วมฉบับวันที่ 18 มิถุนายน 2551 มาประกอบการพิจารณา

คณะ กรรมการมรดกโลกมีมติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยพิจารณาจากคุณค่าสากลอันโดดเด่นของตัวปราสาทเอง ไม่เกี่ยวกับแถลงการณ์ร่วม คนที่กล่าวหาว่ากัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้เพราะไทยไป เซ็นแถลงการณ์ร่วมนั้น จึงไม่เป็นความจริง เพราะฉะนั้น การกล่าวหาว่าผมไปเซ็นเอกสารและสร้างความเสียหาย จึงเป็นการกล่าวหาที่เป็นเท็จ

คุณอภิสิทธิ์กล่าวหาด้วยความ เท็จว่า "รัฐบาลขณะนั้น ออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 200,000 หรือแผนที่ฝรั่งเศส" ผมขอเรียนว่าเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง ไม่มีความตอนใดของคำแถลงการณ์ร่วมที่มีการยอมรับแผนที่ 1:200,000 เลย

คุณ อภิสิทธิ์อาจจะพยายามทำลายเกียรติยศและศักดิ์ศรีของผม ผมอดทนได้และผมอโหสิกรรมให้ คุณอภิสิทธิ์อาจจะพยายามเหยีบย่ำผมได้ แต่ผมจะไม่ยอมให้นายอภิสิทธิ์เหยียบย่ำทำลายความจริง และผมจะปกป้องความจริงจนสุดกำลัง

คุณอภิสิทธิ์ไร้วุฒิภาวะและความ เป็นนายกฯ ที่ทำทุกอย่างเพื่อหวังผลทางการเมือง ใช้แม้กระทั่งความเท็จกล่าวหาผู้อื่น อย่างไร้จริยธรรมของผู้นำ

ดร.สุรเกียรติ์-ดร.ชัยวัฒน์ กูรู 2 คนยลตามช่อง ปรองดอง-คำตอบประเทศไทย

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ



เมื่อ วันที่ 27 มิถุนายน ที่โรงแรมสยามซิตี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) จัดเสวนาวิชาการเรื่อง "องค์กรและกระบวนการปรองดอง หลังการเลือกตั้ง" โดย ฐากูร บุนปาน ผู้จัดการทั่วไป บริษัทมติชนดำเนินรายการ

ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ศาสตรา จารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การปรองดองมีหลายแบบ มีคนที่พูดเรื่องการปรองดอง 2 ซีก ซีกหนึ่ง เป็นคนที่พูดเรื่องการ ปรองดองในรูปของการแสดงความจริง ความยุติธรรม และการพร้อมรับผิดแต่อีกซีกหนึ่ง เป็นการพูดถึงความปรองดอง ในความหมายของการพยายามจะลืมอดีต การพยายามจะพูดถึงการให้อภัยในความหมายของการนิรโทษกรรม

ดร.ชัยวัฒน์ยกตัวอย่างจากข้อมูล-ประสบการณ์ การจัดการความปรองดองในต่างประเทศ มีหลายแบบ อาทิ

แบบที่ 1 สนับสนุนให้ลืมความรุนแรงในอดีต แล้วไม่ได้ทำความจริงให้ปรากฏ แต่เกิดการปรองดองขึ้น เช่น แคนาดา เวียดนาม

แบบ ที่ 2 พูดถึงการปรองดองแล้วต้องจำให้ได้ถึงอดีต ลืมความรุนแรง ไม่ได้ ต้องทำความจริงให้ปรากฏ แต่การปรองดองไม่เกิดก็มี เช่น ประเทศกานาและเปรู

แบบ ที่ 3 ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการทำความจริงให้ปรากฏ และเน้นหนักการเล่าความเป็นจริง แต่ยิ่งเล่า ยิ่งแย่ ยิ่งเล่ายิ่งเดือดร้อน เช่น รวันดา

แบบที่ 4 ให้ความสำคัญกับการทำความจริงให้ปรากฏ เล่าความเป็นจริง พยายามพูดถึงการให้อภัยและ อื่น ๆ แต่ความยุติธรรมก็ยังไม่ปรากฏ เช่น แอฟริกาใต้

แบบที่ 5 ทำความจริงให้ปรากฏแล้วทำความยุติธรรมให้เริ่มประจักษ์ แล้วในที่สุดเดินไปตามความปรองดองในอุดมคติของใครหลายคนก็มี เช่น อาร์เจนตินา ชิลี

ดร.ชัยวัฒน์สรุปว่า ประเด็นคือความปรองดองมีหลายแบบ แล้วแต่ละอันนำไปสู่ผลที่ไม่เหมือนกันเลย และมีราคาที่ต้องจ่ายสำหรับทุกสังคม คำถามสำคัญคือสังคมพร้อมจะจ่ายหรือไม่

"ปัญหา ต่อมาคืออะไรคือตำแหน่งของการปรองดองในสังคมไทย ต้องตอบคำถาม 2 ข้อคือปรองดองระหว่างใครกับใคร อันที่ 2 คือปรองดองระหว่างอะไรกับอะไร ซึ่งใครกับใคร ซึ่งถ้าเป็นระหว่างนักการเมืองในระบบเลือกตั้ง ผมคิดว่าไม่ค่อยน่าห่วง เพราะเขาคงคิดเรื่องนี้พอสมควร อุตส่าห์ลงทุนหาเสียงทุกพรรค คงไม่อยากมีปัญหา"

ดร.ชัยวัฒน์กล่าวว่า ปัญหาที่ยุ่งคือ ปรองดองระหว่างอะไรกับอะไร ?

ข้อ ค้นพบของ "ดร.ชัยวัฒน์" คือ ปัญหาของสังคมไทยมีโจทย์อยู่ตรงที่การพยายามจะปรองดองระหว่าง "พลังทางการเมืองนอกระบอบเลือกตั้ง" กับ "พลังทางการเมืองในระบบเลือกตั้ง" ซึ่งสะท้อนสิ่งที่มันเป็นปัญหาอยู่ในสังคมไทยหลายอย่าง

"ถ้าจะย้อน ก็ต้องย้อนไปตั้งแต่ พ.ศ. 2475 น่าสนใจที่เราพูดในวันนี้วันที่ 27 มิ.ย. หรือโจทย์ของการปรองดองของสังคมไทยคือการพยายามจะปรองดองระหว่างสถาบัน ประเพณี กับสถาบันการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตลอดมา อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของปัญหาการปรองดอง"

"ถ้าเป็นเช่นนี้ ปัญหาการปรองดองไม่ใช่เรื่องปรองดองระหว่างพรรคการเมือง เพราะเมื่อพรรคเข้ามาอยู่ในระบอบประชาธิปไตย รัฐสภาแบบนี้ ในระบอบที่ต้องพึ่งพากันแบบนี้ ในที่สุดก็คงประนีประนอมหลายเรื่อง แต่มันมีพลังนอกการเมืองเชิงเลือกตั้งอีกมาก"

เพราะฉะนั้นโจทย์ก็คือ ทำอย่างไรจะให้การเมืองนอกระบอบเลือกตั้ง ยอมรับการปรองดองระหว่างพรรคการเมือง

"การ ปรองดอง เป็นสินค้าสำคัญในตลาดทางการเมืองตอนนี้ แต่การคิดถึงแบรนด์สินค้านี้ยังไง จะขายอย่างไร ในที่สุดรูปของสินค้าจะปรากฏในลักษณะไหน ผมคิดว่า เป็นความท้าทายของสังคมไทย แต่มันไม่มีสูตรสำเร็จหรอกครับ เพราะหน้าที่จะเกิดขึ้นหลังการ เลือกตั้ง ก็เป็นใบหน้าของเรา ทุกคน"

"ใน สังคมไทย พลังที่อยู่นอกระบอบการเลือกตั้ง เช่น สื่อมวลชน ภาคธุรกิจ ผมคิดว่า ถ้าพลังเหล่านั้น ผลักสังคมไทยให้ไปในทิศทางที่ทำให้พรรคการเมืองหรือผู้ที่จะมาสู่เวทีการ เลือกตั้ง ผู้จะมาเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน ต้องเดินไปในบางทิศทาง สื่อมวลชน เป็นทั้งกระจกและตะเกียง อาจจะมีหน้าที่บอกสังคมว่า ถ้าไม่เอาการปรองดองแล้วทางเลือกคืออะไร อนาคตจะหน้าตาเป็นอย่างไร"

ฉะนั้น สื่อต้องเปิดพื้นที่คิดเรื่องการปรองดองที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่การปรองดองในระดับทำได้ที่ร้านหูฉลาม แค่จัดตั้งรัฐบาล

ดร.สุ รเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเลือกตั้งที่มีกระบวนการปรองดองมีความสำคัญ เพราะมีความแตกแยกในสังคม ไม่ใช่เพียงแตกแยกทางการเมือง

"ตั้งแต่ปี 2548 เรามีนายกรัฐมนตรีแล้ว 5 คน ผ่านรัฐบาลมาหลายรูปแบบ มีรัฐบาลแต่งตั้ง มีรัฐบาลที่นำโดยขั้วหนึ่งทางการเมืองมา 2 รัฐบาล มีรัฐบาลที่นำโดยอีกขั้วหนึ่งทางการเมืองมา 1 รัฐบาล มีรัฐประหารก็มี เลือกตั้ง ก็มี แต่ผลเหมือนกันคือ มีความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน"

ฉะนั้น การเลือกตั้งที่มีการปรองดองน่าจะทำให้การแตกแยกทางสังคมทุเลาลง และการเข้าสู่การปรองดองต้องเป็นไปโดยองค์กรที่เป็นอิสระ แล้วองค์กรที่เหมาะที่สุด ต้องมีคุณสมบัติ 5 ประการ

1) พอเหมาะพอดีไม่เป็นฝ่ายใดทุกฝ่ายพอรับได้แม้ไม่ได้ชอบที่สุด

2) ต้องมีคุณสมบัติที่ทุกฝ่ายมีความสบายใจที่จะให้องค์กรนั้นเป็นแกนที่จะขับเคลื่อนขบวนการปรองดอง

3) ต้องมีการออกแบบองค์กรให้เหมาะสมที่จะทำหน้าที่นั้นในเวลานั้น เฉพาะกิจเฉพาะการไม่ใช่องค์กรถาวร

4) องค์กรนั้นต้องมีสาระทางวิชาการ ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้

5) องค์กรนั้นต้องเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก ขณะนี้ประเทศไทยไม่ได้อยู่คนเดียว ถึงแม้เราจะถอนตัวจากนี่นั่นโน่นไปเรื่อย ๆ ก็ตาม แต่เราต้องยอมรับว่าเราอยู่ในประชาคมโลก

"ผมเห็นว่า คอป.น่าจะเข้าองค์ประกอบทั้ง 5 ข้อ มีความพอเหมาะพอดี ถ้าต้องหาองค์กรใหม่อาจจะเสียเวลาเถียงเรื่องความปรองดอง เสียจนไม่มีความปรองดอง ซึ่ง คอป.ได้พบกับทุกฝ่ายทุกสีมาแล้ว แสดงว่าทุกฝ่ายมีความสบายใจที่จะมาคุยกับ คอป. อีกทั้งไม่ไปโต้แย้งกับฝ่ายไหน แต่มีการรับฟังความคิดเห็นตลอดเวลา"

ดร.สุ รเกียรติ์กล่าวว่า คอป.กำหนดหลักการเอาไว้ว่า ให้ประชาคมโลกมีความมั่นใจ ว่าประเทศไทยมีคณะกรรมการอิสระที่สามารถจะแก้ไขความขัดแย้งได้ ซึ่งอันนี้สำคัญมากสำหรับภาคเอกชน

ฉะนั้น ความมั่นใจของนักลงทุน ต่างประเทศ ถ้าทราบว่ามีขบวนการที่เดินอยู่ได้จะเป็นความเชื่อมั่นที่สำคัญ คอป.ได้รับความร่วมมือกับองค์กรของสหประชาชาติ องค์กรระหว่างประเทศที่มาคุยกับ คอป.เยอะ รวมทั้งสถานทูตหลายแห่ง

หลังเลือกตั้ง การปรองดอง-ตามความเห็นของ "ดร.สุรเกียรติ์" มีขั้น-มีตอน

"เมื่อ เลือกตั้งเสร็จ ขั้นตอนน่าจะเป็นทำนองนี้คือ ให้ คอป.ไปพบทุกพรรค พบทุกกลุ่ม ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล แล้วถามแต่ละพรรค แต่ละกลุ่ม รวมทั้งเสื้อทุกสีว่า คุณเห็นว่า ปรองดองหมายถึงอะไร เพราะหลักการปรองดองที่สำเร็จ ต้องไม่มีการวางเงื่อนไขล่วงหน้าใด ๆ ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการปรองดอง"

"จากนั้น เอาความเห็นของทุกฝ่ายที่ให้ความหมายการปรองดอง มากองเอาไว้ ว่ามีกี่ประเด็น จากนั้น คอป.ก็มาวิเคราะห์สังเคราะห์ ว่ามีจุดใดเป็นจุดร่วมกัน ก็เริ่มจากตรงนั้นก่อน เช่น การประกันตัว หรือหลักนิติธรรม"

ส่วนประเด็นที่ยังเห็นต่างกัน ต้องหาทางออกร่วมกัน "ดร.สุรเกียรติ์" เอ่ยถึงทุกฝ่าย-หลายพรรค

"บาง เรื่องอาจจะต้องไปขอ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ บางประเด็นอาจจะไปขออดีตนายกฯอานันท์ ปันยารชุน บางประเด็นอาจจะไปขอ อาจารย์หมอประเวศ วะสี หรือท่านนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ (อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี) ประชาธิปัตย์"

"บางประเด็นอาจจะขอต่าง ประเทศมาช่วย บางประเด็นอาจจะเป็นคณะบุคคล 3-4 คน มาช่วยพูดกับพรรคนี้ บางประเด็นอาจจะเป็นคณะบุคคล 3-4 คนทั้งไทยและต่างประเทศ ไปดูไบ อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้น ต้องออกแบบมาว่าประเด็นไหน ใครจะพูดกับใคร"

กฎปรองดอง จะเป็นคำตอบสำเร็จรูปสำหรับการเมืองในรัฐบาลหน้า

"ไม่ ว่ารูปแบบรัฐบาลจะเป็นแบบไหน รัฐบาลใหม่จะผสมกันอย่างไร จะอยู่ได้นานหรือไม่นาน และถ้าอยู่ได้ไม่นานก็ล้มไป แล้วจะขึ้นมาใหม่ เป็นรัฐบาลอย่างไร ผมว่ามันก็ต้องมาจบที่ ปรองดอง มันไม่มีประตูอื่นที่ออกไปได้ ถ้าออกไปได้ก็ออกไปได้ชั่วคราว ออกไปด้านความรุนแรง หรือกฎหมู่ ก็ออกไปได้ชั่วคราว ทำเนียบก็ล้อมมาแล้ว สนามบินก็ล้อมมาแล้ว"

"จุดหัวใจของภาคเอกชนก็ล้อมมาแล้ว จะเผาอะไรต่าง ๆ ก็เผากันมาเยอะแล้ว แม้จะไม่รู้ว่าใครเผา ทั้งสถานที่ราชการเอกชน ในที่สุดก็ไม่ได้ทางออก ไม่ว่าจะใช้พลังแบบใดจะเป็นพลังในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ใช่ประชาธิปไตย หรือมีมือที่ 3 ที่พูดกันเยอะก็ตาม ในที่สุดก็จะมาจบที่ปรองดอง"