WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, June 30, 2011

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 30/06/54 ช้างเน่าทั้งตัว..ใบบัวปิดไม่มิด

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



สร้างระยำ ต่ำช้า พาวิบัติ
เลวเยี่ยงสัตว์ ใจโหด แถมโฉดชั่ว
หลงอำนาจ วาสนา จนตามัว
ไล่เลียงตัว โสมม สมพรรคเลว....

สันดานทราม หยามหยัน มันสร้างเท็จ
ซ้ำหมกเม็ด อำพราง อย่างแหลกเหลว
ด้วยสามานย์ จัญไร สุมไฟเปลว
สุดแสนเลว เกินค่า มาบรรยาย....

มันคือเหตุ บ้านเมือง เรื่องวุ่นวุ่น
ยิ่งคุกรุ่น ยิ่งทับถม จนจมหาย
คือพวกมัน ที่สั่งล่า ฆ่าคนตาย
ยังใส่ร้าย เหยียบย่ำ อย่างช่ำชอง....

เปรียบช้างเน่า ทั้งตัว ใบบัวปิด
หาได้มิด คิดแต่ชั่ว ให้มัวหมอง
เพราะคนรู้ คนเห็น เป็นครรลอง
ตามจดจ้อง เรื่องระยำ ที่ทำมา....

จะปกปิด บิดเบือน ให้เลือนหาย
หวังทำลาย หลักฐาน บงการฆ่า
แล้วพลิกลิ้น โหยหวน ชวนเวทนา
บีบน้ำตา โกหก พูดพกลม....

หวังคะแนน พลังเงียบ ให้เรียบวุธ
คิดยื้อยุด ฉุดคร่า มาทับถม
หวังหลอกให้ มึนงง หลงคารม
ใครโง่งม อยากกินหญ้า ไม่ว่ากัน....

๓ บลา / ๓๐ มิ.ย.๕๔

"ครป." และ "กลุ่มสยามสามัคคี" : กลไก "อำมาตยาธิปไตย" เพื่อทำลาย "ประชาธิปไตย”

ที่มา ประชาไท

โค้ง สุดท้ายก่อนเลือกตั้ง นอกจากฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ให้สุวิทย์ คุณกิตติ เดินเกมคลั่งชาติ ถอนตัวจากคณะกรรมการมรดกโลก มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะขานรับ เพื่อสร้างคะแนนนิยมที่ประชาชนอาจไม่นิยม และอาจก่อให้เกิดสงครามโดยใช่เหตุในอนาคตก็เป็นไปได้

ฝ่ายอำมาตยา ธิปไตย ยังได้ให้เครือข่าย ในนาม คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย หรือครป. ซึ่งควรเปลี่ยนเป็นคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการรัฐประหาร ต่างหาก เนื่องเพราะสนับสนุนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สมัยสุริยะใส กตสิลา เป็นเลขาธิการ

ครป ออกแถลงการณ์ ในนามของ สุริยันต์ ทองหนูเอียด ใช้วาทกรรม ทิ่มแทงนักการเมืองอันเป็นวาทกรรมเดียวกันของพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย

เพียงแต่เนียมอายไม่เสนอให้โหวตโนโดยตรงเท่านั้นเอง แต่ถ้าตีความข้อเสนอก็เพื่อต้องการให้โหวตโนได้เช่นกัน

วาทกรรมที่มีนัยยะว่า “ประชาชนโง่ ตามนักการเมืองไม่ทัน”

คิดว่า “ประชาชนเข้าใจว่าการเลือกตั้งเท่ากับประชาธิปไตย”

แต่ สี่ห้าปีที่ผ่านมาหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มิอาจทราบได้ว่าค รป. ไปหมุดดินอยู่หนใด ไม่รู้เลยหรือว่า ประชาชน โดยเฉพาะคนเสื้อแดง ผู้รักประชาธิปไตย เขาเคลื่อนไหวมาตลอดไม่ว่าเรื่องเสรีภาพในการพูด การเขียน การแสดงความคิดเห็น

ยังมีเรื่องสำคัญๆ เช่น เรื่องเอาคนสั่งฆ่าประชาชนมาลงโทษ เรื่องไม่ให้ทหาร มือที่ไมองไม่เห็นอำนาจนอกระบบแทรกแซงการเมือง เรื่องปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม เรื่องสองมาตรฐาน เรื่องนิติรัฐนิติธรรม เป็นต้น

เท่ากับว่า ประชาชน มองว่า “ประชาธิปไตยต้องมากกว่าการเลือกตั้ง แต่ประชาชนเขาไม่ปฏิเสธว่าการเลือกตั้งสำคัญต่อประชาธิปไตย” ต่างหาก

ใน แถลงการณ์ของ ครป. ยังได้สร้างวาทกรรม “เผด็จการรัฐสภา” เฉกเช่นฝ่ายอนุรักษ์นิยมอำมาตยาธิปไตยกระทำมาโดยตลอดภายหลังการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475

เพียงหวังเพื่อมิให้ระบบรัฐสภา เพื่อมิให้ระบอบประชาธิปไตยได้มีกระบวนการพัฒนา เติบโตอย่างมั่นคง และเพื่อให้ระบอบอำมาตยาธิปไตยครองอำนาจการเมืองเผด็จการเบ็ดเสร็จอำนาจนิยม เหมือนเดิมเท่านั้นเอง

ครป.ได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายประชานิยมของ พรรคการเมืองเหมือนนักวิชาการ เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ว่าเอาเงินในอนาคตมาใช้ ทำให้เสียวินัยทางการคลัง และถ้าถามกลับว่าการเสียวินัยทางการคลังของระบบทุนนิยมเท่ากับว่า

“เอา เงินการคลังมารักษาชีวิต มาดูแลสุขภาพประชาชน มาลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ดีกว่าเอาเงินการคลังไปซื้ออาวุธ ไปปราบปรามสังหารประชาชน ควรกระทำหรือไม่? “

อย่างนี้ควรเสียวินัย ควรเอาเงินในอนาคตมาใช้หรือไม่?

ทีจริงแล้ว นโยบายประชานิยม เป็นจุดเริ่มต้นของรัฐสวัสดิการ ต่างหาก (มีรายละเอียดมากมิอาจเขียนในที่นี้ได้)

นอก จากนี้แล้ว แถลงการณ์ของครป. ก็ไม่ต่างกับ อานันท์ ปันยารชุณ ประเวศ วะสี เสนอให้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่กลับไม่เสนอแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางการเมืองอันเป็นรากเหง้าปัญหาความ เหลื่อมล้ำทางสังคมทั้งปวง

เพราะกลไกอำมาตยาธิปไตย ย่อมคิดทางเดียวกัน บิดเบือนความหมายของ”ประชาธิปไตย” เหมือนกัน

เอาเข้าจริง ครป. ต่างหากที่บิดเบือนประชาธิปไตย และยังมองว่าประชาชนไม่เข้าใจประชาธิปไตยอยู่

พูดในตรรกะเดียวกัน ประชาชนโง่ หรือครป. โง่กันแน่ ?

หัน มามอง กลุ่มสยามสามัคคี อีกกลไกหนึ่งของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย นำโดยเจ้าเก่าสมชาย แสวงการ ประสาร มฤคพิทักษ์ สว.ลากตั้งมรดกจากคณะรัฐประหาร ชัยวัฒน์ สุรวิชัย พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย สันติสุข โสภณสิริ สามีของรสนา สว. นักอนุรักษ์นิยมอำมาตยาธิปไตย ได้ขึ้นป้ายรณรงค์ว่า

"ไม่เลือกคนเผาบ้านเผาเมือง "

คนเหล่า นี้สรุป แล้ว มีธงอยู่แล้วว่าใครเผาบ้านเผาเมือง เขาเหล่านั้นจึงหาได้ใช้สัมมาฐิติ หลักกาลามสูตร และ หิริโอตัปปะเพ่งพินิจแต่อย่างใด ?

เท่ากับว่าเสนอให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ โดยไม่เคยสนใจใยดีเลยว่า

“.ใครฆ่าประชาชน 92 ศพ ใครคือฆาตรกร ใครต้องรับผิดชอบ ?“

แม้ว่าบางคนของกลุ่มสยามสามัคคีจักกระทำตนเสมือนเจริญรอยตามพระพุทธเจ้าก็ตาม หรือชอบอ้างคำว่า “คนดีมีศีลธรรม” ก็ตาม

ปรากฎการณ์ ที่เห็นและเป็นอยู่ ชี้ให้เห็นว่า หาต้องการ “สยามสามัคคี” อย่างใดไม่ ? แต่จะเลือดเย็นหรือไม่? มิอาจหยั่งรู้ได้

แต่ที่แน่ๆ ครป.และกลุ่มสยามมัคคี เป็นเพียงกลไกหนึ่งของ”ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย” เพื่อทำลายความชอบธรรม “ฝ่ายประชาธิปไตย” เท่านั้นเอง

ทัศนคติ ... ที่ (ยัง) เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย

ที่มา ประชาไท

ผู้ เขียนเองได้ร่วมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน “เคารพ” เสียงประชาชนผ่านบทความที่ลงตีพิมพ์ในมติชนรายวันเมื่อ 9 มิถุนายน 2554 ที่เพิ่งผ่านไป อย่างไรก็ตาม แม้การตอบรับที่มีมายังผู้เขียนจะค่อนข้างดี (มีผู้เห็นด้วยเป็นอันมาก) แต่ก็มี “ความรู้สึก” เล็กๆ แนบมาด้วยทำนองว่า “ขอให้เป็นเสียงที่แท้จริงของประชาชน” จะได้ไหม ?

ความรู้สึกกังวล ว่าเสียงประชาชนเป็นเสียงที่ถูกซื้อได้เกิดขึ้นในสังคม ไทยมาเนิ่นนานเต็มที ความจริงก็คือการซื้อสิทธิ์ขายเสียงนั้นได้มีอยู่จริงในกระบวนการ ประชาธิปไตยไทยอย่างยากที่จะปฏิเสธ สาเหตุเกิดจากทั้งตัวนักการเมืองและประชาชนเองอยู่ในช่วงเริ่มต้นของหน่อ เนื้อประชาธิปไตย

ความผิด (จากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์) ในอดีตของคนในชนบทรุ่นก่อนทำให้มี “ราคาที่ต้องจ่าย” เกิดขึ้นกับคนรุ่นใหม่ที่มีพัฒนาการประชาธิปไตยก้าวรุดหน้าไปจากเดิมมาก

แม้ไปเลือกตั้งด้วยความบริสุทธิ์ใจ ก็ยังอาจถูกตั้งคำถามว่ารับเงินเขามาลงคะแนนหรือเปล่า

กล่าวสำหรับคนเมืองที่ยังคงคลางแคลงใจกับคะแนนเสียงของคนชนบทนั้น ถึงเวลาที่เราอาจต้องปรับทัศนคติในเรื่องนี้กันเสียใหม่

ต่อให้คะแนนเสียงนั้นถูกซื้อหามา เราก็ยังต้องอดทนยอมรับเพื่อรักษาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนี้เอาไว้

อย่าว่าแต่ยามนี้ คนในชนบทได้พากันตื่นตัวอย่างขนานใหญ่ในเรื่องของประชาธิปไตยจนร่ำๆ จะแซงหน้า “คนเมือง” ไปหลายองคุลีแล้ว

เราคงต้องประคับประคองวิถีทางประชาธิปไตยไป พัฒนาคุณภาพของผู้คนไปพร้อมๆ กัน โดยเลือกเอาระบอบให้คงไว้ก่อนเป็นสำคัญ

ไม่ ใช่เอะอะก็มาบอกว่า ใครต่อใครที่เราสงสัยซื้อสิทธิ์ขายเสียง “ไม่ได้แล้ว .... มันแย่มากเลย “.... แล้วกวักมือเรียกอำนาจพิเศษให้ออกมาทำปฏิวัติ

ประเทศไทยก็เลยติดหล่มจมปลัก...วนอยู่แต่ในเขาวงกต

ไปไหนไม่ถูกอย่างที่เกิดขึ้นช่วง 4 – 5 ปี มานี้

ประชาธิปไตย ของประเทศไทยนั้น แปลกประหลาดที่สุดในโลก พอยุบสภาเสร็จต้องมานั่ง “เกร็ง” กันว่าจะมีเลือกตั้งไหม ครั้น กกต.ประกาศจัดเลือกตั้งกำหนดวันแน่นอนแล้ว ยังต้อง “เกร็ง” กันต่อว่า “โค้งสุดท้าย” จะมีใครแอบมากิน 3 ต่อเข้าฮอร์สหรือไม่ !

ชนชั้นกลางที่เป็นพลังเงียบ จึงอาจต้องเข้าใจให้ได้โดยเร็วว่า ประชาธิปไตยบ้านเรานั้น มีโอกาสที่จะถูกบิดเบือนให้ออกนอกลู่นอกทางได้ตลอดเวลา

การได้รัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง และประคับประคองให้อยู่ครบวาระ 4 ปีอย่างต่อเนื่อง จึงเป็น “โมเดล” ที่พวกเราอาจต้องช่วยกันดูแลให้เกิดขึ้นให้จงได้

และวิธีเดียวที่จะให้ได้รัฐบาลแบบนี้ก็คือ ให้ความเคารพต่อเสียงประชาชนที่พากันออกมาลงประชามติในวันเลือกตั้ง

อย่าได้เผลอไปสงสัยเรื่องความบริสุทธิ์ของคะแนนเสียง

ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ กกต. ซึ่งเป็นกรรมการกลางอำนวยความยุติธรรมอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทำหน้าที่ตรงนี้

เพราะพลันที่เราสงสัย... ก็จะมีคนสวมรอยขยายผลพร้อมกับเรียกร้องหาอำนาจพิเศษในฉับพลันทันใด

ทัศนคติดังกล่าวนี้ยิ่งเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยในบ้านเรา เมื่อไปเกิดกับนักการเมือง ทั้งที่คร่ำหวอดและไม่คร่ำหวอดทั้งหลาย

ข้อ สังเกตที่นักการเมืองจำพวกนี้ชอบตั้งก็คือ ถ้าประชาชนไปเลือกพรรคที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม จะเป็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียงทันที แต่ถ้าเลือกพรรคตนคือเสียงบริสุทธิ์

ทัศนคตินี้เองที่บั่นทอน นักการเมืองระดับปูชนียบุคคล และพรรคเก่าแก่บางพรรค เพราะไป “ปรามาส” หรือ “ดูถูก” ประชาชนจากการพูดเช่นนี้บ่อยๆ จนทำให้ไม่ได้ที่นั่ง ส.ส. แทบจะยกภาคกันเลยทีเดียว

กล่าวโดยสรุป คุณภาพของระบอบประชาธิปไตยไทยจะพัฒนาขึ้น ถ้าทุกภาคส่วนช่วยกันประคับประคองให้อำนาจจากประชาชนคงอยู่อย่างมั่นคงสถาวร ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็โดยที่ทุกองคพยพต่างพากันให้ความเคารพต่อเสียงประชาชน ผู้ไปลงคะแนนที่คูหาเลือกตั้ง โดยปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยใดๆ

‘ทักษิณ’ กับ ‘อภิสิทธิ์’ ในการเผชิญปัญหา ‘ความชอบธรรม’

ที่มา ประชาไท

ความ ชอบธรรมทางการเมือง อาจมองจาก 2 ส่วนหลักๆ คือ 1) ความชอบธรรมตามกติกา 2) ความชอบธรรมตามมโนธรรมทางสังคม หรือความรู้สึกของสังคม การยอมรับของประชาชน

น่าสนใจว่า หากเราลองเปรียบเทียบวิธีการเผชิญปัญหาความชอบธรรม ระหว่างคุณทักษิณและคุณอภิสิทธิ์ช่วงกึ่งทศวรรษมานี้ เราจะเห็นอะไรบ้าง ขอยกตัวอย่างกรณีต่อไปนี้

กรณีที่ 1: การเผชิญ ปัญหาความชอบธรรมเรื่อง “ขายหุ้นไม่เสียภาษี” คุณทักษิณอ้าง “ความชอบธรรมตามกติกา” ว่า ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เพราะตามกฎหมายการซื้อ-ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี แต่ในสถานการณ์เวลานั้นกระแสสังคมไม่พอใจคุณทักษิณสูงมาก ฉะนั้น แม้คุณทักษิณจะมีความชอบธรรมในแง่กติกา แต่ในแง่ “มโนธรรมทางสังคม” หรือความรู้สึกของประชาชนดูเหมือนคุณทักษิณจะสูญเสียความชอบธรรมไปมาก

แต่ ข้อสังเกตคือ เมื่อคุณทักษิณรู้ตัวว่า ตนเองสูญเสียความชอบธรรมในแง่มโนธรรมทางสังคมไปมาก และต้องเผชิญกับการกดดันของพันธมิตร การขอเสียงสนับสนุนจากพรรคไทยรักไทยเพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยประชาธิ ปัตย์ คุณทักษิณก็ตัดสินใจแก้ปัญหานี้ด้วยการยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน

การ ตัดสินใจยุบสภาเลือกตั้งใหม่ มีความชอบธรรมในสองความหมายคือ 1) เป็นการเดินตามกติกาประชาธิปไตย 2) เคารพต่อมโนธรรมทางสังคม โดยคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน

แต่ในกรณีดังกล่าวนี้ คุณอภิสิทธิ์ขอเสียงสนับสนุนจากพรรคไทยรักไทยเพื่อเปิดอภิปรายคุณทักษิณ เมื่อไม่ได้ และคุณทักษิณยุบสภา คุณอภิสิทธิ์กลับบอยคอตการเลือกตั้งและชวนพรรคการเมืองอื่นๆ บอยคอตการเลือกตั้งด้วย ความชอบธรรมของคุณอภิสิทธิ์ในกรณีนี้คือ 1) ไม่ผิดกติกา 2) มีกระแสสนับสนุนจากประชาชนจำนวนหนึ่ง แต่ก็มีประชาชนจำนวนมากที่ไม่พอใจการกระทำนั้น อย่างน้อยก็คือประชาชนจำนวนมากที่เลือกพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้ง 2 เมษา 49

แต่หากพิจารณาเหตุผลของคุณอภิสิทธิ์ตอนนั้นที่ว่า คุณทักษิณยุบสภาเพราะเห็นว่าตนเองได้เปรียบ ถ้าเลือกตั้งตนตองชนะแน่ๆ เหตุผลเช่นนี้จึงเป็นเหตุผลเพื่อผลประโยชน์ของตนเองไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ ของชาติ เราก็ย้อนถามคุณอภิสิทธิ์ได้เช่นกันว่า ที่คุณอภิสิทธิ์รู้ว่าตนเองเสียเปรียบ ลงเลือกตั้งต้องแพ้แน่ๆ จึงบอยคอตการเลือกตั้ง เหตุผลเช่นนี้เป็นเหตุผลเพื่อประเทศชาติอย่างไร

ฉะนั้น ตรรกะทำนองนี้มันฟ้องถึงภาวะผู้นำในการตัดสินใจแก้ปัญหาของคุณอภิสิทธิ์ อย่างชัดเจน และข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่เป็นเหตุการณ์สำคัญสืบเนื่องจากการตัดสิน ใจบอยคอตการเลือกตั้ง ก็คือรัฐประหาร 19 กันยา 49 จนถึงการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 มันสะท้อนว่าคุณอภิสิทธิ์ตัดสินใจไม่ตรงไปตรงมา และผิดพลาด เพราะขาด “สปิริตประชาธิปไตย”

กรณีที่ 2 : เมื่อการเลือกตั้ง 2 เมษา 49 เป็นโมฆะ และคุณทักษิณถูกกดดันจากพันธมิตร อำมาตย์ และพรรคการเมืองที่บอยคอตการเลือกตั้ง รวมทั้งกระแสความไม่พอใจของสื่อ นักวิชาการ ปัญญาชน คุณทักษิณตัดสินใจขอใช้กติกาประชาธิปไตยด้วยการให้มีการเลือกตั้งอีกครั้ง ราวกลางเดือนตุลาคม 49 พร้อมกับแสดงออกถึงการเคารพต่อมโนธรรมทางสังคมด้วยการ “ถอยหนึ่งก้าว” โดยประกาศจะไม่รับตำแหน่งนายกฯ หากพรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง

แต่คุณ อภิสิทธิ์กลับใช้ภาวะผู้นำตัดสินใจเผชิญปัญหานี้ด้วยการเสนอ “นายกฯ พระราชทานตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7” ซึ่งเป็นการเดินตามเกมของพันธมิตร จนเป็นที่มาของฉายา “มาร์ค ม.7” อันมีความหมายเป็น “ตัวตลก” ทางการเมืองในเวทีประชาธิปไตย

กรณีที่ 3 : เมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยา จนมาถึงคุณทักษิณถูกตัดสินจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญาในข้อหา “เซ็นชื่อยินยอมให้เมียซื้อที่ดิน” คุณทักษิณเผชิญปัญหานี้ด้วยการหนีคุกไปอยู่ต่างประเทศ เป็นเหตุให้ถูกโจมตีว่าไม่เคารพ “กระบวนการยุติธรรม” แต่เหตุผลของคุณทักษิณคือ นั่นไม่ใช่กระบวนการยุติธรรม แต่เป็นกระบวนการรัฐประหาร เพราะมันเริ่มจากการทำรัฐประหารยึดอำนาจประชาชนไป แล้วก็ใช้กลไกของรัฐประหารคือ คตส.ดำเนินการสอบสวนเอาผิดกับเขา ซึ่งมันไม่ใช่ “กระบวนการยุติธรรมตามครรลองประชาธิปไตย”

เหตุผลของ คุณทักษิณ เราอาจเข้าใจได้ว่า ความยุติธรรมจะมีได้ในระบบที่มีนิติธรรม (หมายถึงมีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระและเป็นกลาง) ซึ่งนิติธรรมจะมีได้ก็ต่อเมื่อมี “นิติรัฐ” ทว่านิติรัฐคือรากฐาน (key element) ของระบอบประชาธิปไตย เมื่อประชาธิปไตยถูกล้มไปโดยรัฐประหารนิติรัฐย่อมถูกล้มไปด้วย กระบวนการต่อมาที่เอาผิดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง จึงเป็นกระบวนการที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่า “เป็นอิสระและเป็นกลาง” ฉะนั้น จึงไม่ใช่กระบวนการที่มีนิติธรรม

ในกรณีนี้คุณอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ ว่า ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร แต่กลับเห็นว่ารัฐประหารสร้างระบบนิติรัฐนิติธรรมขึ้นมาได้ ดังที่คุณอภิสิทธิ์แสดงความเห็นทางเฟซบุ๊ค ว่า หากนิรโทษกรรมคุณทักษิณเท่ากับเป็นการทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรม และยังเป็นการทำลายความมั่นคงของ “ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” (หมายความว่าคุณอภิสิทธิ์เห็นว่า “ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ถูกสถาปนาขึ้นโดยรัฐประหาร และถูกค้ำจุนด้วยกระบวนการสืบเนื่องจากรัฐประหารใช่หรือไม่?)

กรณีที่ 4 : การ ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร คุณอภิสิทธิ์อ้างว่าเป็นนายกฯ โดยผ่านกระบวนการรัฐสภา หมายความว่าเขามีความชอบธรรมตามกติกา แต่ไม่แคร์ต่อความชอบธรรมตามมโนธรรมทางสังคม คือไม่สนใจว่าประชาชนจะรู้สึกอย่างไรกับการที่มีการร่วมมือกับอำนาจพิเศษไป ฉกเอา ส.ส.จากฝ่ายตรงข้ามแล้วไปวางแผนตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

กรณีที่ 5 : เหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 คุณอภิสิทธิ์อ้างความชอบธรรมตามกติกาเพียงประการเดียวคือ “การรักษากฎหมาย” แต่ไม่สนใจความชอบธรรมตามมโนธรรมทางสังคม คือไม่สนใจว่าประชาชนจะรู้สึกอย่างไรกับการที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ใช้ “กระสุนจริง” สลาย “การชุมนุมทางการเมือง” ของประชาชนหลายหมื่นคน จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก และข้อพิสูจน์ว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่แคร์ต่อมโนธรรมทางสังคมใดๆ เลย คือการเปิดปราศรัยปฏิเสธความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิงที่ “ราชประสงค์”

กรณีที่ 6 : การเลือกตั้งใน 3 ก.ค. คุณทักษิณเห็นว่า พรรคที่ควรเป็นรัฐบาลควรมีความชอบธรรม 2 ส่วน คือ 1) ความชอบธรรมตามกติกาคือ การมีสิทธิ์ตั้งรัฐบาลตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2) ความชอบธรรมตามมโนธรรมทางสังคม คือการชนะเลือกตั้งได้คะแนนเสียงอันดับ 1 แต่คุณอภิสิทธิ์เห็นต่างออกไปว่า พรรคที่ควรเป็นรัฐบาลมีความชอบธรรมเพียงประการเดียวก็พอ คือมีความชอบธรรมตามกติกา เมื่อกติกาเปิดให้แข่งจัดตั้งรัฐบาลได้ เขาก็มีสิทธิ์ตั้งรัฐบาลโดยไม่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนที่ลงคะแนน ให้กับพรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 1

สรุป ความชอบธรรมในการต่อสู้ทางการเมืองของคุณทักษิณ คือการพยายามต่อสู้ตาม “กติกาประชาธิปไตย” และอ้างอิง “มโนธรรมทางสังคม” หรือ “เสียงส่วนใหญ่” เป็นหลัก (ส่วนกรณีฆ่าตัดตอนยาเสพติด กรือเซะ ตากใบ ข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ทุจริตคอร์รัปชัน เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องที่ต้องจัดการด้วยวิธีรัฐประหาร)

ขณะที่คุณภิสิทธิ์อ้าง อิง “กติกา” แต่แทบไม่แคร์ต่อมโนธรรมทางสังคมเลย ในส่วนของการอ้างอิง “กติกา” หากในสถานการณ์ที่ถ้าการต่อสู้กันตามกติกานั้นตนเองจะแพ้ คุณอภิสิทธิ์ก็ปฏิเสธจะต่อสู้ เช่น บอยคอตการเลือกตั้ง หรือหากใช้กติกาใดแล้วจะทำให้คู่ต่อสู้ไม่ได้กลับคืนสู้อำนาจอีกตนเองก็จะ ใช้กติกานั้น เช่น เสนอ ม.7 หรือไม่ก็อ้างกติกาแบบ “ขัดแย้งในตัวเอง” เช่น ปฏิเสธรัฐประหารแต่ยืนยันว่ารัฐประหารมีนิติรัฐและนิติธรรม หรืออ้างกติกาอย่างไม่แคร์ต่อมโนธรรมทางสังคม เช่น กรณีตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร หรืออ้างกติกาแบบทั้งไม่แคร์ต่อมโนธรรมทางสังคมและอย่างไร้มนุษยธรรม เช่น อ้างการรักษากฎหมายด้วยการสลายการชุมนุมโดยใช้กระสุนจริง และสุดท้ายก็อ้างแค่ความชอบธรรมตามกติกาในการตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง โดยไม่แคร์ต่อเสียงส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคชนะเลือกตั้งอันดับ 1

การไม่ แคร์ต่อเสียงส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคชนะเลือกตั้งอันดับ 1 ใน “สถานการณ์ความแตกแยกของประเทศ” เช่นนี้ มีความหมายสำคัญว่า คุณอภิสิทธิ์ไม่แคร์ต่อ “โอกาสของประเทศ” ที่ควรจะมีโอกาสป้องกันความขัดแย้งเฉพาะหน้าที่อาจปะทุขึ้นมาอีก ด้วยการให้พรรคการเมืองที่มีความชอบธรรมมากกว่าคือ ทั้งชอบธรรมตามกติกา และชอบธรรมตามมโนธรรมทางสังคม ได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน

ฉะนั้น วาทกรรมปรองดอง อ้างว่าตนไม่ใช่เงื่อนไขความขัดแย้ง ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่เป็นผู้อาสานำพาประเทศข้ามพ้นความแตกแยก กลับคืนสู่ความสงบสุข จึงเป็นวาทกรรมที่หลอกตัวเอง และลวงโลกอย่างเหลือเชื่อ!

เพ็ญ ภัคตะ: ดีแต่พูด

ที่มา ประชาไท

ดีแต่พูด ดีแต่พูด ดีแต่พูด
ปากไม่มีหูรูดพูดเสียดส่อ
เอาแต่ดีใส่ตนจนตำตอ
เปลืองภาษีน้ำลายสอไร้ผลงาน

ดีแต่พูดพูดไปสองไพเบี้ย
โยนความเสียให้คนอื่นยืนยิ้มหวาน
ความผิดตนไม่เคยตรองสมองมาร
คือมาร์คมั่วยั่วรำคาญกวนมันมือ

ดีแต่พูด ดีแต่แหล ดีแต่ด่า
ปากก็ว่าตาก็เหลือกกระเสือกกระสือ
ยังมาอ้อนนอนฝันร้ายร้องไห้ฮือ
จบก็คือเมียต้องปลอบมอบอุ่นไอ

ดีแต่พูดหยุดเถอะเลอะเทอะแล้ว
ยิ่งพล่ามยิ่งออกแต๋วยิ่งแบไต๋
คล้ายกับคนโรคจิตไร้หัวใจ
ไม่มีใครเชื่อคำของขันที

ดีแต่พูด ดีแต่พูด ดีแต่พูด
อ้าปากคายคูถมูตรหยุดปาหี่
อายภาพลักษณ์อำมาตย์มาดผู้ดี
สันดานทรามนามนี้มีพรรคเดียว

ศาลอุทธรณ์ไม่ให้ประกันผู้ต้องหาหมิ่นฯ สัญชาติไทย- อเมริกัน

ที่มา ประชาไท

30 มิ.ย.54 นายอานนท์ นำภา ทนายความสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ และทนายเจ้าของคดี แจ้งว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืน ยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนายโจ กอร์ดอน หรือในชื่อไทย นายเลอพงษ์ (ขอสงวนนามสกุล) หลังจากศาลชั้นต้นได้ยกคำร้องปล่อยตัวชั่วคราวไปครั้งหนึ่งแล้วก่อนหน้านี้ ในวันที่ 13 ม.ย.54

ศาลอุทธรณ์ระบุเหตุผลว่า “พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ความผิดที่ถูกกล่าวหาเป็นความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์อันเกี่ยวกับความมั่น คงแห่งราชอาณาจักร ตามพฤติการณ์แห่งคดี ลักษณะการกระทำนำมาซึ่งความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพ เทิดทูนบูชาของคนไทยทั้งชาติ กระทบกระเทือนจิตใจของประชาชนผู้จงรักภักดี ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านว่า หากศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา เกรงจะไปทำลายพยานหลักฐานซึ่งเป็นพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ กรณีไม่มีเหตุสมควรปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวน จึงไม่อนุญาต คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง แจ้งเหตุการไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวให้ผู้ต้องหาทราบโดยเร็ว ลงชื่อ นางอารีย์ เตชุหรูวิจิตร, นายสิทธิพร บุญฤทธิ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ วันที่ 29 มิถุนายน 2554

ส่วนคำร้องของจำเลยในคำร้องของปล่อยชั่วคราวที่ ส่งศาลอุทธรณ์ในครั้งนี้ ระบุว่า ผู้ต้องหายืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่พนักงานสอบสวนกล่าวหา อีกทั้งมีอาการป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงและเก๊าท์ นอกจากนี้ตามรัฐธรรมนูญไทยก็กำหนดว่าในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ ต้องหาไม่มีความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนผู้กระทำผิดไม่ได้ ผู้ต้องหาต้องมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม มีโอกาสสู้คดีอย่างเพียงพอ และได้รับการปล่อยชั่วคราว บทบัญญัติดังกล่าวสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและ สิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีด้วย การขังผู้ต้องหาในระหว่างสอบสวนในเรือนจำนั้นเป็นเสมือนหนึ่งว่า ผู้ต้องหาได้ถูกพิพากษาว่ากระทำความผิดไปแล้ว ย่อมขัดรัฐธรรมนูญ กติการะหว่างประเทศ ริดรอนสิทธิของผู้ต้องหาอย่างร้ายแรง

“ผู้ต้องหา ขอยืนยันว่าผู้ต้องหามิได้กระทำผิดตามที่กล่าวหา และจากพฤติการณ์หากผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำความผิดจริง ไฉนเลยผู้ต้องหาจะเดินทางกลับมาในราชอาณาจักรเพื่อให้ถูกดำเนินคดี”

“ผู้ ต้องหาขอเรียนต่อศาลว่า แม้ผู้ต้องหาต้องหาคดีร้ายแรงต่อความรู้สึกของประชาชน แต่ขณะที่ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาหลายรายที่ได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว เช่น คดีนายสุลักษณ์ ศิวลักษ์ คดีนายสนธิ ลิ้มทองกุล หรือคดีนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท บุคคลดังกล่าวล้วนมีชื่อเสียงน่าเชื่อถือ ผู้ต้องหาจึงเห็นว่าการปล่อยตัวชั่วคราวควรเป็นไปตามหลักแห่งกฎหมายและ พฤติการณ์ของผู้ต้องหา และแม้ผู้ต้องหาไม่ได้เป็นผู้มีชื่อเสียงน่าเชื่อถือในสังคม แต่ในฐานะพลเมืองของประเทศคนหนึ่ง ผู้ต้องหาย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน” คำร้องขอปล่อยชั่วคราวระบุ

ทั้งนี้ ทั้งนี้ ผู้ต้องหารายนี้ถูกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอบุกจับกุมตัวที่บ้านพักจังหวัด นครราชสีมา เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมาและถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จนถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาตามความผิดมาตรา 112, 116 ของประมวลกฎหมายอาญา รวมทั้งมาตรา 14 (3),(5) ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยกล่าวหาว่าเขาเป็นเจ้าของบล็อกซึ่งมีเนื้อหาหนังสือThe King Never Smiles (TKNS) ภาคภาษาไทย และนำลิงก์ไปโฆษณาไว้ในเว็บบอร์ด sameskyboard.com ให้คนเข้าไปอ่านหนังสือดังกล่าว เหตุเกิดในช่วงปี 2550-2552

ลือทหารไฟเขียวปรองดองให้ พท.ตั้งรัฐบาล แต่อย่าเอาผิดคนฆ่า 91 ศพ

ที่มา ประชาไท

ลือ ว่อนเน็ต วัฒนา เมืองสุข, ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เจรจาลับที่บรูไน ทหารอนุญาตพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลได้ไม่รัฐประหาร แต่ต้องอย่าเอาผิดคนฆ่า 91 ศพ อย่าแก้แค้นที่แล้วมา ขอประยุทธ์อยู่ต่ออีก 3 ปี

30 มิ.ย. 54 - ไทยอีนิวส์นำเสนอรายงาน "ปูดข้อตกลงลับ 3 ฝ่าย พลังพิเศษยอมเพื่อไทยตั้งรัฐบาล แลกนิรโทษกรรมมาร์ค+ฆาตกร 91 ศพ-หยุดหมิ่น" อ้างอิงบทความจากเว็บไซต์ Asiatimes มีเนื้อหาระบุว่าเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน อ้างแหล่งข่าวว่ามีการเปิดเจรจากันระหว่างนายวัฒนา เมืองสุขคนของทักษิณ กับท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหมที่บรูไนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และได้หารือกันอีกหลายครั้ง รวมทั้งที่นครดูไบ ซึ่งทักษิณลี้ภัยอยู่ โดยกองทัพตกลงที่จะเปิดทางให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง แลกกับคำมั่นสัญญาของทักษิณที่จะไม่แก้แค้นทางการเมือง หรือ ดำเนินคดีกับบรรดาผู้นำทหารที่อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจเมื่อปี 2549 และเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปีที่แล้ว และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการของกองทัพ เช่น การแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีก 3 ปี รวมทั้งฝ่ายทักษิณจะต้องห้ามปรามพวกที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ด้วย โดยเฉพาะบรรดาคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวอยู่นอกประเทศไทย

นอกจากนี้ ทั้ง 3 ฝ่ายได้หารือกันถึงเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระชุดใหม่ ซึ่งจะให้ข้อเสนอแนะในเรื่องการปรองดอง รวมถึงการนิรโทษกรรมแก่ทักษิณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมเมื่อปีที่แล้ว และกองทัพ โดยข้อเสนอแนะดังกล่าวจะถูกเสนอให้มีการลงประชามติ ทั้งนี้ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลทักษิณ ได้ตอบรับที่จะเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้แล้ว

'วัฒนา' ยันไม่เคยพบ 'ประวิตร' ที่บรูไน

ด้านสำนักข่าวไอเอ็นเอ็นรายงาน ว่านายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า ตนเองไม่เคยเดินทางไปประเทศบรูไน และไม่เคยพบกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตามที่ข่าวปรากฏว่ามีการพบกัน เพื่อทำปฏิญญาบรูไน หรือ ทำข้อตกลงอะไรทั้งสิ้น ส่วนประเทศดูไบนั้น ยอมรับว่า เคยเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จริง ซึ่งก็ไปพบในฐานะที่เป็นผู้มีบุญคุณกับตนและเคยร่วมทำงานกันมา

นอก จากนี้ นายวัฒนา ยังกล่าวถึง กรณีที่มีข่าวว่าตนเดินสายเจราจาพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อประสานในการหาพรรคร่วมมาจัดตั้งรัฐบาล โดยยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวก็ไม่เป็นความจริงอีกเช่นกัน โดยนายวัฒนา ยืนยันว่า ตนไม่มีชื่อชั้นเพียงพอที่จะก้าวขึ้นไปพูดคุยเจรจาต่อรองเรื่องแบบนี้ได้ และมั่นใจว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้น ไม่ว่ากับพรรคไหนๆ ก็ตาม เนื่องจากโดยธรรมเนียมแล้ว ผลการเลือกตั้ง มีส่วนอย่างมากในการกำหนดทิศทางการเจรจา ดังนั้น หากยังไม่มีผลการเลือกตั้งออกมา มั่นใจว่า จะไม่มีการเจราจาใดๆ เกิดขึ้นแน่นอน

ขณะที่มีผู้ประเมินว่า หากพรรคเพื่อไทย ได้เป็นรัฐบาล จะมีการปฏิวัติกลับมาอีกครั้งนั้น มองว่า เป็นเรื่องที่สร้างขึ้นจากคู่แข่งทางการเมืองมากกว่า เนื่องจากหากพรรคได้รับเลือก ก็เป็นเพราะประชาชน แล้วพรรคที่มาจากประชาชน จะมีทหารมาปฏิวัติได้อย่างไร ขณะที่การประเมินเก้าอี้ ส.ส. ที่พรรคเพื่อไทย อาจได้นั้น นายวัฒนา เชื่อว่า น่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 250 หรือ อาจจะถึง 300 คน ซึ่งแม้ได้ 300 คน จริง พรรคร่วมก็ยังมีความสำคัญ เพราะแจกันคงมีแต่ดอกไม้ไม่ได้ ต้องมีใบเฟิร์นประกอบด้วยแน่นอน

"สุรเกียรติ์" ปฏิเสธข่าวตอบรับนั่งปธ.ปรองดองชุดใหม่

มติชนออนไลน์รายงาน ว่านายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าขณะนี้อยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นการเดินทางมาตามคำเชิญของผู้ใหญ่ในรัฐบาลจีน ได้ทราบว่ามีการเผยแพร่ข่าวดังกล่าว รู้สึกแปลกใจมาก ขอปฏิเสธว่า ข่าวการตกลงตั้งคณะกรรมการปรองดอง ที่ตนเองตอบรับเป็นประธานแล้วนั้นไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง ตนเองไม่เคยไปพบกับบุคคลใดๆ ตามข่าว ส่วนข่าวการพบปะระหว่างบุคคลต่างๆ เพื่อหารือถึงเรื่องการตั้งรัฐบาลใหม่นั้นทราบว่า นายวัฒนา ได้ปฏิเสธข่าวไปแล้ว

อดีตรองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้แสดงความเห็นในการเสวนาและในการให้สัมภาษณ์ต่างๆอย่างชัดเจน ว่า รัฐบาลใหม่น่าจะมอบหมายให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความ ปรองดองแห่งชาติ หรือคอป. ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ได้ทำหน้าที่ต่อไป และได้กล่าวย้ำไว้ด้วยว่า ไม่มีความจำเป็นจะต้องตั้งกรรมการชุดใหม่ให้เสียเวลา และเสียโอกาส เพื่อที่งานปรองดองจะได้ดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ที่มาข่าว: ไทยอีนิวส์, มติชนออนไลน์ , ไอเอ็นเอ็น

นักข่าวพลเมือง: แรงงานฮ่องกงร้องปล่อยสมยศ-นักโทษการเมืองในไทย

ที่มา ประชาไท

นัก สหภาพแรงงานและนักกิจกรรมด้านแรงงานยื่นหนังสือถึงรัฐบาลไทยผ่านกงสุล ในฮ่องกงเรียกร้องให้ปล่อยตัวสมยศ พฤกษาเกษมสุข และนักโทษทางการเมืองคนอื่นๆเพื่อความเป็นธรรมในการต่อสู้คดี


นักสหภาพฯและนักกิจกรรมแรงงานในฮ่องกงยื่นหนังสือผ่านตัวแทนกงสุลไทย
ภาพโดย Free Somyot

วาน นี้ (29 มิ.ย.54) ตัวแทนนักสหภาพแรงงานและนักกิจกรรมด้านแรงงานจากสมาพันธ์สหภาพแรงงาน ฮ่องกง(HONG KONG CONFEDERATION OF TRADE UNIONS-HKCTU)และ Asia Monitor Resource Centre (AMRC) ประมาณ 20 คนได้เดินทางมาประท้วงที่กงศุลไทยในฮ่องกง พร้อมยื่นจดหมายลงวันที่ 29 มิถุนายน 54 ถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาการนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ปล่อยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขและนักโทษการเมืองในไทยโดยให้สิทธิการประกันตัว เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นได้รับความเป็นธรรมในการต่อสู้คดี

ในจดหมาย ดังกล่าวระบุว่า “รู้สึกกังวลอย่างยิ่งต่อการจับกุมนักกิจกรรมด้านแรงงาน สมยศ พฤกษาเกษมสุข อย่างซ้ำซาก และมีความกังวลต่อสวัสดิภาพของเขาในเรือนจำ

พร้อม ระบุว่า สมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2554 ขณะนี้ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม กรุงเทพฯ พวกเราเชื่อว่านี่เป็นกระบวนการปราบปรามนักกิจกรรมฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย อย่างเป็นระบบในประเทศไทย

"เราขอเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย ปล่อยตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขทันที” จดหมายดังกล่าวระบุและว่า “เป็นที่ทราบดีว่าสมยศ พฤกษาเกษมสุข มีบทบาทอย่างยิ่งในการทำงานเพื่อสนับสนุนความเข้มแข็งของขบวนการแรงงาน และเพื่อวางรากฐานให้กับขบวนการแรงงานฝ่ายประชาธิปไตยในไทย”

“พวกเรา ทราบจากจดหมายที่สมยศ เขียนจากเรือนจำเมื่อ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเขาเชื่อว่าการจับกุมเขา เกิดจากการที่เขาและนักกิจกรรมฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยคนอื่นๆ พยายามรวบรวมรายชื่อ 1 หมื่นรายชื่อ เพื่อยื่นต่อรัฐสภาให้แก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กิจกรรมของเขาได้ทำโดยสันติ และทำตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนด”

“เรามีความกังวลเกี่ยว กับสถานการณ์ปัจจุบันด้านสิทธิมนุษยชนและ ประชาธิปไตยของไทย ซึ่งแม้แต่การแสดงความคิดเห็นของคนๆ หนึ่งโดยสงบ และเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ยังถูกระงับและถูกปฏิเสธ”

ในท้าย จดหมาย ยังระบุว่า "ประเทศไทยควรมีการปรองดองที่เป็นไปอย่างเป็นธรรม ดังนั้นผู้ที่คิดต่างออกไปไม่ควรจะถูกข่มเหงโดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้ง การจับตัวคุณสมยศนั้นจะทำให้การปรองดองนั้นเป็นไปไม่ได้ เข้าใจว่าศาลอาญานั้นเห็นด้วยกับดีเอสไอที่จะยืดเวลาการกักขังตัวของคุณสมยศ ถือเป็นการละเมิดสิทธิของคุณสมยศ และขอให้ปล่อยตัวสมยศเพื่อที่เขาจะได้ต่อสู้กับคดีต่อไป"

ทั้งนี้มี รายงานว่าในวันที่ 1 ก.ค.นี้ ทางเครือข่ายคนงานเอเชียออสเตรเลีย(Australia Asia Workers Link) จะประท้วงและยื่นหนังสือหน้ากงศุลไทยประจำรัฐวิคทอเรีย เมืองเมลเบิร์น ออสเตรเลียเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวสมยศฯ และนักโทษการเมืองคนอื่นๆ ในไทยด้วยเช่นกัน โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีองค์กรแรงงานทั้งในบังคลาเทศและอินโดนีเซียได้ออกมาประท้วงในลักษณะ เดียวกัน

รายงาน : 6 ปีคดีพระสุพจน์ไม่คืบ กระบวนยุติธรรมนั้นยังมืดมน (1)

ที่มา ประชาไท

นับ จนถึงตอนนี้ ก็ผ่านไปได้ 6 ปีแล้ว คดีพระสุพจน์ สุวโจ คดีเหมือนกำลังคืบ แต่จู่ๆ ล่าสุด ก็มีข่าวปรับเปลี่ยนโยกย้ายหัวหน้าทีมสืบสวนสอบสวนของดีเอสไออย่างมีเงื่อน งำ สงสัยอีกครั้ง



“สิ่ง ที่ผมยังติดใจสงสัย หลังเกิดเหตุ คือมันมีร่องรอยพิรุธหลายอย่าง เช่น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งยศร้อยตำรวจโท บอกว่ายังไม่ต้องเก็บศพพระสุพจน์ เดี๋ยวทางเจ้าหน้าที่จะมาเก็บเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สะกิดอยู่ในใจว่า ทำไมเขาถึงไม่ให้เราเก็บ แล้วจู่ๆ ก็มีรถไถมาไถ มาปรับเกรดพื้นที่ ก็ยิ่งสงสัยอีกว่าเขามาหาอะไร หาของหลักฐานแต่ทำไมต้องใช้รถมาไถ

...มีร่องรอยการดื่มสุรา มีขวดแม่โขง โซดาตราสิงห์ บุหรี่ จำนวนก้นบุหรี่มีการนับได้เป็นร้อยๆ ก้น เหมือนกับว่าจะมีการวางแผนกันไว้แล้ว ไม่รู้ว่ากี่ชั่วโมงนั้น เราก็ไม่สามารถที่จะทราบได้ แต่ผมมั่นใจว่า นี่มีการวางแผนออกมาเป็นระบบแล้ว คล้ายกับมานั่งกินอะไรและปลอบใจกันไว้ก่อนลงมือ...และนี่เป็นประเด็นที่ผม สงสัยมาจนถึงทุกวันนี้”

นายกิตติพัฒน์ ด้วงประเสริฐ
บิดาของพระสุพจน์ สุวโจ

พระสุพจน์ สุวโจ

ย้อน กลับไปเมื่อ วันที่ 17 มิถุนายน 2548 ที่บริเวณสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม ต.สันทราย อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ถูกทำร้ายและถูกฆาตกรรมด้วยของมีคมฟันไปทั่วร่างจนถึงแก่มรณภาพ จนกลายเป็นข่าวดังไปทั่ว หลังจากนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่และญาติผู้เสียหายเข้าไปดูในสถานที่เกิดเหตุ พบว่ามีร่องรอยสิ่งของบางอย่างตกอยู่ใกล้ๆ บริเวณที่พระสุพจน์มรณภาพนั้น เช่น ร่องรอยการตัดลำไม้ไผ่ ขวดสุรา ขวดโซดา เศษก้นบุหรี่กระจัดกระจายเกลื่อนอยู่บริเวณนั้น

หลังจากนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่เข้ามาชันสูตรศพ ได้มีการสั่งให้มีการปรับถางพื้นที่รอบๆ บริเวณนั้นจากเดิมเป็นพงหญ้ารกจนกลายโล่งเตียน ท่ามกลางความงุนงงสงสัยของญาติผู้เสียหายว่าทำไมถึงใช้วิธีการสืบสวนสอบสวน เช่นนี้

นายกิตติพัฒน์ ด้วงประเสริฐ บิดาของพระสุพจน์ สุวโจ กล่าวออกมาด้วยสีหน้าเป็นกังวลว่า สิ่งที่ติดใจก็คือ มีร่องรอยพิรุธให้เห็นหลายอย่างก็คือ วันนั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งยศร้อยตำรวจโท บอกผมว่ายังไม่ต้องเก็บศพหลวงพ่อเดี๋ยวทางเจ้าหน้าที่ก็จะมาเก็บเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สะกิดอยู่ในใจว่า ทำไมเขาถึงไม่ให้เราเก็บ แล้วจู่ๆ ก็มีรถไถมาไถ มาปรับเกรดพื้นที่ ก็ยังสงสัยอยู่ว่าเขามาหาอะไร หาของหลักฐาน แต่ทำไมต้องใช้รถมาไถปรับพื้นที่เช่นนั้น

“และนี่เป็นประเด็นที่ ผมสงสัยมาจนถึงทุกวันนี้ แต่สิ่งที่สงสัยอีกนั่นก็คือหลักฐาน คือเขาไม่มีการเก็บและสอบถามว่าพื้นที่ตรงที่เกิดเหตุ อยู่ติดริมถนน มีร่องรอยการดื่มสุราหรือไม่ แม่โขง โซดาตราสิงห์ บุหรี่ จำนวนก้นบุหรี่นับได้เป็นร้อยๆ ก้น เหมือนกับว่าจะมีการวางแผนกันไว้แล้ว ไม่รู้ว่ากี่ชั่วโมงนั้น เราก็ไม่สามารถที่จะทราบได้ แต่ผมมั่นใจว่า นี่มีการวางแผนออกมาเป็นระบบแล้ว คล้ายกับมานั่งกินอะไรและปลอบใจกันไว้ก่อนลงมือ…แต่เราเองก็ไม่ได้เก็บอะไร ไว้ซักอย่าง เพราะว่าเราเชื่อใจเจ้าหน้าที่เขา นี่เป็นประเด็นที่ผมยังคาใจ ยังมีความข้องใจในจุดนี้อยู่ ” บิดาของพระสุพจน์ เอ่ยออกมาถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นของคดีดังกล่าวตั้งแต่เริ่มต้น

เริ่ม แรกนั้น คดีพระสุพจน์ อยู่ในความรับผิดชอบของ ตำรวจ สภ.อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด จนกระทั่ง พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ และพระมหาเชิดชัย กวิวํโส ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์เดียวกับพระสุพจน์ พร้อมญาติผู้เสียหาย ได้เดินทางไปยื่นร้องขอความเป็นธรรมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จนมีการโอนเป็นคดีพิเศษ ซึ่งมี พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในขณะนั้น รับผิดชอบ

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ก็ยังไม่สามารถคลี่คลายคดีและนำตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้ ทั้งที่คดีดังกล่าวได้รับความสนใจจากสังคม จากสื่อมวลชนมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยหลายแห่ง ต่างพากันออกมาเรียกร้องกดดันให้มีการปฏิรูปกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ กันอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่ง นายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีดีเอสไอ ในสมัยนั้น ได้มอบหมายให้ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ ได้เข้ามารับผิดชอบคดีสำนวนคดีดังกล่าวต่อจากผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ คนก่อน

ซึ่ง พ.อ.ปิยะวัฒก์ ได้เปิดเผยว่า ได้ตั้งชุดสืบสวนและสอบสวน จำนวน 2 ชุดประมาณ 10 กว่าคนมาคลี่คลายคดี แต่ข้อเท็จจริงพบว่า พยานหลักฐานถูกทำลายไปบางส่วน และบางส่วนสูญหายไปบ้าง เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมานานแล้วตั้งแต่ปี 2548 แต่ก็ได้พยายามทำคดีเต็มที่ ซึ่งได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ มากพอสมควร พอจะสรุปประเด็นสาเหตุการเสียชีวิตได้ 2 ประเด็นหลักๆ คือ เรื่องการบุกรุกที่ดินของสำนักสงฆ์หรือสถานที่ปฏิบัติธรรมจากกลุ่มผู้บุกรุก ที่ดิน ซึ่งประเด็นนี้ พระสุพจน์เคยไปแจ้งความเป็นหลักฐานไว้ที่ สภ.ฝาง จนต่อมามีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปห้ามปรามกลุ่มผู้บุกรุกที่ดินให้เลิก กระทำการแผ้วถางหรือฮุบที่ดินสงฆ์ไปทำประโยชน์ และพบอีกว่ากลุ่มผู้บุกรุกได้ส่งคนไปเจรจากับพระสุพจน์และพระกิตติศักดิ์ที่ สถานปฏิบัติธรรมดังกล่าวหลายครั้ง

และประเด็นที่สองคือ เดิมพระสุพจน์และพระกิตติศักดิ์ เป็นพระที่มาจาก อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นศิษย์ของท่านพระพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อย้ายมาตั้งสำนักสงฆ์ที่ จ.เชียงใหม่ ต่อมาพระทั้งสองได้เขียนบทความในหนังสือ รวมทั้งเว็บไซต์เผยแพร่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลสมัยนั้น โดยเฉพาะประเด็นเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี และเหตุการณ์ตากใบ จ.นราธิวาส ที่มีการใช้ความรุนแรงกับประชาชน จนกระทั่งมีการเข้าไปตรวจสอบการเขียนหนังสือและบทความของพระทั้งสองอย่างต่อ เนื่อง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ทางพนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมหลักฐานอยู่ สำหรับกลุ่มผู้ต้องสงสัยฆ่าพระสุพจน์ทั้งจากประเด็นบุกรุกที่ดินและประเด็น วิพากษ์วิจารณ์ความรุนแรงของรัฐบาลนั้น อาจจะเป็นผู้ต้องสงสัยกลุ่มเดียวกัน แต่อาจจะมีมูลเหตุจูงใจทั้งสองอย่าง เพราะฉะนั้น ตนจึงให้น้ำหนักกับประเด็นทั้งสองค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่ได้ทิ้งประเด็นที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชุดเดิมทำมา ก็ยังสืบสวนอยู่

“ให้น้ำหนักประเด็นการบุกรุกที่ดิน และวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเกือบเท่าๆ กัน ใกล้เคียงกันมาก เพราะจากการรวบรวมพบพยานหลักฐานก็มีประเด็นที่บ่งชี้ แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ ซึ่งจากนี้ไปก็คงต้องพยายามรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ เพราะว่าพยานหลักฐานบางอย่างถูกทำลายไป เช่นอาวุธที่ใช้ฆ่าพระสุพจน์”ผบ.สำนักคดีอาญากล่าว

ผู้บัญชาการสำนัก คดีอาญาพิเศษ ซึ่งรับผิดชอบคดีพระสุพจน์ยอมรับว่าหนักใจพอสมควร เพราะได้เข้ามาทำงานคดีนี้หลังเหตุการณ์ผ่านมาค่อนข้างนาน แต่ยืนยันว่าคดีคืบหน้าไปมาก และพนักงานสอบสวนชุดนี้ มีอัยการพิเศษข้ามาร่วมหาหลักฐานด้วย ซึ่งทั้งชุดสืบสวนและชุดสอบสวนมีความกระตือรือร้นในการคลี่คลายคดีให้เร็ว ที่สุด

ชี้กระบวนยุติธรรมมีพิรุธ ขณะคดีเหมือนกำลังคืบ กลับมีการปรับย้ายเจ้าหน้าที่ดูแลคดี

นับ จนถึงตอนนี้ ก็ผ่านไปได้ 6 ปีแล้ว คดีพระสุพจน์ สุวโจ คดีเหมือนกำลังคืบ แต่จู่ๆ ล่าสุด ก็มีข่าวปรับเปลี่ยนโยกย้ายหัวหน้าทีมสืบสวนสอบสวนของดีเอสไออย่างมีเงื่อน งำ สงสัยอีกครั้ง

พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ ประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ กล่าวว่า คดีพระสุพจน์ สุวโจ จนถึงทุกวันนี้ยังมีปรากฏการณ์หลายอย่างที่น่ากังวลใจอยู่ เพราะล่าสุด ทางดีเอสไอมีความพยายามเปลี่ยนพนักงานสอบสวนคดี ทั้งที่อาจถือได้ว่าชุดนี้จะทำงานได้ดีที่สุดกว่าชุดใดๆ

พระกิตติ ศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า หนึ่ง เป็นการเปลี่ยนในช่วงการเมืองกำลังเปลี่ยน และสอง เปลี่ยนเพราะคดีกำลังสืบสาวใกล้จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้แล้ว

“การ เปลี่ยนตัวหัวหน้าสอบสวนคดีในลักษณะอย่างนี้ เป็นการเปลี่ยนในช่วงเวลาที่เป็นเรื่องของการบอกเหตุหลายเรื่อง คือ เรื่องของการเมืองเองกำลังจะเปลี่ยน และโดยภาพรวมแล้ว ก็คือการสอบสวนคดีกำลังจะเข้าใกล้ผู้ที่กำลังกระทำความผิด เพราะว่าหัวหน้าพนักงานสอบสวนก็แจ้งให้ทราบว่ามีคนที่ทำความผิดอย่างน้อย 6 คน และสามารถระบุชื่อได้ เพียงแต่ว่าต้องใช้ความพยายามที่จะสอบปากคำให้ 6 คนมีการซัดทอดและระบุยืนยันกันในที่เกิดเหตุ เพื่อที่จะออกหมายจับและไม่หลุดคดีในชั้นอัยการ”

พระกิตติศักดิ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนจะใช้กระบวนการนี้ ก็มีกระบวนการในการโยกย้ายที่ไม่ใช่โยกย้ายในกรณีพิเศษ แต่เป็นการยุบสำนักคดีอาญาพิเศษ เพื่อให้ตำแหน่งลอย แล้วย้ายไปอยู่สำนักอื่น จากนั้นก็ตั้งสำนักงานคดีพิเศษซ้ำขึ้นมาใหม่ นั่นคือทำให้การตั้งสำนักใหม่ขึ้นมา ทำให้ไม่ได้อยู่ในปริมาณงานที่คุณปิยวัตรจะรับหน้าที่ คือ เป็นการลดขนาดของหน่วยงานลง และตำแหน่งหน้าที่ที่จะต้องเลื่อนขึ้นก็ต้องมีการย้าย พ.อ.ปิยะวัตรไปอยู่ที่อื่น

เหมือนกับว่า คดีดังกล่าวนั้นซับซ้อน มีเงื่อนงำ ตั้งแต่ในระดับพื้นที่ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับล่างไปจนเจ้าหน้าที่ระดับบน รวมถึงผู้มีอิทธิพล นักการเมืองได้เข้ามาเกี่ยวข้อง เกี่ยวโยงกันไปหมดหรือไม่ ?

“ใช่ เรื่องนี้มีการเชื่อมโยงไปอยู่หลายเรื่อง ในส่วนของ พ.อ.ปิยวัตร ก็เคยมีการปรารภอยู่ตลอดเลยว่า การที่ลงมาในพื้นที่แต่ละครั้ง เป้าหมายของพื้นที่ มีการรับรู้เรื่องของดีเอสไอลงมาสอบสวนก่อนทุกครั้ง ในขณะเดียวกัน พวกเราเองก็รับรู้ได้ว่าพนักงานสอบสวนกำลังจะมา เพราะว่า เป็นที่สังเกตว่า ก่อนพนักงานสอบสวนจะมาประมาณ 2-3 วันก็จะมีเสียงปืนดังขึ้น แสดงให้รู้ว่าจะมีคนจะเข้ามาในพื้นที่ เพราะฉะนั้น ในทางกรมสอบสวนคดีพิเศษนั่นเอง ก็ต้องมีข่าวรั่ว ไปถึงหูของผู้ที่กระทำความผิดแทบทุก ครั้ง”

ย้ำอุปสรรคของคดีอยู่ที่ กลุ่มผู้มีอิทธิพลต่อสายกับเจ้าหน้าที่รัฐและการ เมือง ประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ กล่าวว่า เพราะฉะนั้น ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงอุปสรรคของคดีพระสุพจน์ที่แท้จริงก็คือ กลุ่มผู้ที่มีอิทธิพลยังมีคอนเน็คชั่นกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและฝ่ายการเมือง กันอยู่ ซึ่งลักษณะอย่างนี้ก็จะปรากฏอยู่ทั่วไป ในหลายๆ คดี กรณีการทำร้ายหรือว่าการลอบสังหารนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน แล้วจะพบได้เลยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่เคยประสบความสำเร็จและไม่เคยจับกุมผู้กระทำความผิดใน กรณี ลอบสังหาร นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนได้เลย ไม่ว่าจะเป็นคดีนายสมชาย นีละไพจิตร คดีเจริญ วัดอักษร หรือคดีพระสุพจน์ สุวโจ

ในขณะที่คดี พระสุพจน์ นั้นกลับไม่มีการออกหมายจับเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้แม้แต่คนเดียว และแน่นอนว่า ยิ่งนานวัน ยิ่งไม่เป็นข่าว ยิ่งเงียบหาย และหลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงคดีเล็กๆ คดีหนึ่งเท่านั้นเอง หากพระกิตติศักดิ์ กล่าวว่า นี่คือการใช้ความรุนแรงในรัฐไทย เมื่อกระบวนการยุติธรรมกลายเป็นเครื่องมือทำลายประชาชนเสียเอง

“เรื่อง พวกนี้ ถ้าเรามองว่าเป็นคดีเล็กๆ คดีเดี่ยวๆ มันจะมองไม่เป็นภาพรวม แต่แท้จริงแล้ว นี่คือการใช้ความรุนแรงของภาครัฐหรือไม่ เมื่อคนเล็กๆ กลุ่มหนึ่งต่อสู้เรื่องสิทธิ เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่กลับถูกผู้ที่มีอิทธิพลกระทำ หรือทำให้เกิดการขัดผลประโยชน์กับฝ่ายรัฐ ฝ่ายทุน จนทำให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นเครื่องมือของการกลั่นแกล้ง ในการกดดัน บีบคั้น การทำร้ายหรือฆ่าให้ตายกับผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับพื้นที่สาธารณะ ซึ่งตรงนี้ถ้ามองในภาพรวมแล้วไม่ใช่เรื่องเล็ก” ประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ กล่าว.

ข้อมูลประกอบ: คอลัมน์: ชานชาลาประชาชน: คดีสังหารโหดพระสุพจน์กับความเป็นธรรมหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, 6 ก.พ.2554

เจ้าของผลงาน ‘เขตปกครองชายแดนใต้’ คว้ารางวัลนักวิจัยดีเด่น ม.สงขลานครินทร์

ที่มา ประชาไท

ศรี สมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี เจ้าของผลงาน ‘เขตปกครองชายแดนใต้’ คว้ารางวัลนักวิจัยดีเด่น ม.สงขลานครินทร์ เผยนักวิจัยด้านสังคมศาสตร์ได้รางวัลน้อยแค่ 5%


ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี

เมื่อเวลา 8.30 วันที่ 28 มิถุนายน 2554 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัตริครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้จัดงานวันนักวิจัและนวตกรรม ม.อ. ครั้งที่ 5 มีรศ.ดร.บุญสม ศิริบำรุงสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นประธาน มีผู้ได้รับรางวัลในฐานะนักวิจัยดีเด่นด้านต่างๆ จำนวนมาก

ผศ.ดร.ศรี สมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในฐานะผู้ได้รับรางวัลนักวิจัยที่ผลงานวิจัยเผยแพร่ทางสื่อสารมวลชนในระดับ ชาติ ปี 2553 เปิดเผยว่า ตนได้รับรางวัลดังกล่าวจากการทำวิจัยการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษในจังหวัดชาย แดนภาคใต้ ซึ่งเป็นรายงานโครงการวิจัยการปกครองท้องถิ่นในจังหวัดที่มีความหลากหลายทาง ชาติพันธุ์ งานวิจัยชิ้นนี้แล้วเสร็จเมื่อปี 2551 ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ต่างๆ และเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ ทั้งที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์มติชน ไทยรัฐ เป็นต้น

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า ปัญหาและอุปสรรคของงานวิจัยชิ้นนี้ อยู่ตรงที่ในช่วงแรกไม่ได้รับความยอมรับจากประชาชนมากนัก และถูกวิพากษ์วิจารณ์บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปงานถูกพัฒนากลายเป็นประเด็นในเชิงนโยบายที่ใครต่อใครก็ พูดถึง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองและสื่อมวลชน แสดงให้เห็นถึงการยอมรับรูปแบบการปกครองพิเศษใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น

“เป็นที่น่าสังเกตว่า ถึงแม้นักวิจัยที่ได้รางวัล เป็นนักวิจัยด้านสังคมศาสตร์น้อยมาก ประมาณ 5% ของนักวิจัยที่ได้รับรางวัลทั้งหมด แต่ก็แสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ก็ให้ความสนใจงานวิจัยด้าน สังคมศาสตร์อยู่” ผศ.ศรีสมภพ กล่าว