WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 1, 2011

บนถนน 2475 : ก่อนวันนั้นจะมาถึง

ที่มา ประชาไท

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อฉายภาพเส้นทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองในสยามก่อนจะดำเนินมาถึงวันที่ คณะราษฎรได้ร่วมกันอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ จึงขอร่วมรำลึกเหตุการณ์นี้ในวาระครบ 79 ปี การปฏิวัติ 2475 มา ณ โอกาสนี้
*****
ศตวรรษ ที่19 คลื่นจักรวรรดินิยมพร้อมทั้งกระแสทุนนิยมจากโลกตะวันตกเดินทางมาถึงโลกตะวัน ออก สยามในฐานะ“รัฐกษัตริย์”ซึ่งปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย เริ่มสั่นคลอนและจำต้องปรับตัวเพราะไม่สามารถทัดทานกระแสทุนนิยมอันเป็น วิวัฒนาการของสังคมตะวันตกได้ก้าวไปถึงแล้ว
รัฐบาล สยามยอม เสียเปรียบลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริงกับอังกฤษ ในปี2398 และได้กลายเป็นต้นแบบให้ชาติตะวันตกอีก 13 ประเทศ เข้ามาเจรจาทำสัญญาในแบบเดียวกัน นี่เป็นจุดเปลี่ยนที่สยามต้องรับมือกับคลื่นจักรวรรดินิยมและกระแสทุนนิยม ที่ถาโถมเข้าใส่
ล่วงถึงสมัยรัชกาลที่5 อธิปไตยของสยามถูกท้าทายอย่างมากจนราชสำนักได้ตระหนักถึงความด้อยกว่าทั้ง ความรู้และความคิด จึงได้พยายามปรับตัวโดยจัดรูปแบบของรัฐใหม่ตามแบบแผนตะวันตกและไม่ลืมที่จะ ผสานจารีตการเมืองดั้งเดิมของชนชั้นนำเอาไว้บางอย่าง
ใน รัชสมัยนี้เองที่อุดมการณ์ประชาธิปไตยเริ่มเข้าสู่สังคมสยามอย่าง ค่อนข้าง ชัดเจน เริ่มจากชนชั้นสูงกลุ่มหนึ่งมีทั้งเจ้านายและขุนนางที่ไปศึกษาและปฏิบัติ ราชการในยุโรป ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งแรกในร.ศ.103(พ.ศ.2427) คณะเจ้านายและขุนนางกลุ่มหนึ่ง อาทิ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ มีหนังสือกราบทูลรัชกาลที่5 มีสาระสำคัญเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐ ธรรมนูญ (constitutional monarchy) โดยเห็นว่าเป็นทางออกเดียวที่จะทำให้สยามรอดพ้นภัยคุกคามจากตะวันตกได้ และเป็นครั้งแรกที่มีการกล่าวว่า “แผ่นดินสยามเป็นของชาวสยามทั้งหมด”
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์
รัชกาล ที่5 ทรงปฏิเสธและตอบกลับไปว่า พระองค์ไม่เคยคิดที่จะหวงแหนอำนาจไว้เลย แต่ติดขัดที่สถานการณ์ขณะนั้นยังไม่เหมาะสม เพราะขาดคนมีความรู้ความสามารถและความกล้าที่จะทำหน้าที่นิติบัญญัติเพื่อ ถ่วงดุลกับอำนาจบริหารที่ของกษัตริย์
ทว่าหลังจาก นั้น ก็มีการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินตามแนวทางของพระองค์เอง กล่าวคือ การสถาปนาอำนาจส่วนกลางภายใต้รัฐบาลแบบสมัยใหม่ที่รวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วน กลางแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นการก่อร่างสร้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (absolute monarchy) โดยมีกษัตริย์เป็นองค์อธิปัตย์สูงสุด มีอำนาจสมบูรณ์และแบ่งแยกไม่ได้ คงสถานะความศักดิ์สิทธิ์เหนือประชาชนเช่นเดียวกับยุคศักดินา และในสมัยนี้นอกจากกลุ่มชนชั้นสูงแล้ว ยังมีสามัญชนหัวก้าวหน้าอย่าง “เทียนวรรณ” และ ก.ศ.ร. กุหลาบ ที่ได้พยายามนำเสนอแนวคิดท้าทายและกล้าวิพากษ์วิจารณ์การปกครองระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยสำนึกถึงความเป็นมนุษย์ที่ต้องมีสิทธิ ความเสมอภาค คนทุกคนควรมีโอกาสเท่าเทียมกัน ดังที่เทียนวรรณ ได้แต่งบทประพันธ์ขึ้น ตอนหนึ่งว่า
...ไพร่เป็นพื้นยืนร้องทำนองชอบ
ตามระบอบปาลิเมนต์ประเด็นขำ
แม้นนิ่งช้าล้าหลังยังมิทำ
จะตกต่ำน้อยหน้าเวลาสาย...”
แม้การเปลี่ยนแปลงยังมิได้เกิดขึ้นตามข้อเรียกร้อง แต่ก่อนที่รัชกาลที่5 เสด็จสวรรคต ทรงมีพระราชดำรัสอันเปรียบเหมือนคำมั่นสัญญาว่า "จะให้ลูกวชิราวุธมอบของขวัญให้แก่พลเมืองไทยทันทีที่ขึ้นสู่ราชบัลลังก์...จะให้เขามีปาลิเมนต์และคอนสติติวชั่น"
พระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว และ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร (คราวเสด็จนิวัติพระนคร หลังทรงสำเร็จการศึกษาจากอังกฤษ)
ถึง ต้นศตวรรษที่20 หลังจากรัชกาลที่5เสด็จสวรรคต สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมารก็เสด็จขึ้นครองราชย์ กล่าวได้ว่าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6 มิได้มีปรากฏการณ์ใดที่จะแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง โดยแท้จริง
ทรงมุ่งสร้างความมั่นคงให้กับรัฐตาม แนวทางชาติ นิยมและอนุรักษ์นิยม ทรงริเริ่มตั้งเมืองสมมุติ“ดุสิตธานี” จำลองรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย และให้มีหนังสือพิมพ์วิพากษ์วิจารณ์และเสนอข่าวด้วย มีคนบางกลุ่มวิจารณ์ว่า ดุสิตธานีเป็นเพียงการละเล่นของกษัตริย์และไม่ได้ตั้งใจก่อตั้งรูปการปกครอง แบบประชาธิปไตยอย่างจริงจัง
ก่อนหน้านั้นช่วงต้น รัชกาลมีเหตุ ปฏิวัติโค่นล้มระบอบกษัตริย์ขึ้นในจีน ตุรกีและโปรตุเกส เหตุการณ์เหล่านี้มีอิทธิพลมาถึงการเรียกร้องประชาธิปไตยในสยาม นั่นคือ เหตุการณ์ รศ.130 กลุ่มนายทหารและปัญญาชนวางแผนปฏิบัติการโดยหมายให้กษัตริย์พระราชทานรัฐ ธรรมนูญและเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่แผนการรั่วไหลเสียก่อนจึงถูกจับกุมเสียก่อน
คณะร.ศ.130 หลังถูกจับกุม
หลังการก่อการครั้งนี้ รัชกาลที่6 ยังทรงยืนยันหนักแน่นว่า ราษฎรยังไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตย “ระบอบกษัตริย์ทรงอำนาจสูงสุดนั้นดีแล้ว ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับประเทศสยามเพราะราษฎรไม่มีความรู้” พร้อมกับทรงเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองดังที่เกิดในหลายประเทศ เช่น “การปฏิวัติทั้งในจีนและโปรตุเกส เป็นสิ่งไม่ถูกต้องเพราะนำมาซึ่งความวุ่นวาย”
เหตุการณ์ ปฏิวัติจีน ปี1911 (พ.ศ.2454) ขบวนการปฏิวัติภายใต้การนำของดร.ซุน ยัตเซ็น หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งได้เคยเดินทางเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายประเทศรวมทั้งสยาม ได้ปฏิวัติโค่นล้มอำนาจการปกครองระบอบจักรพรรดิของราชวงศ์ชิงได้สำเร็จและ เปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ
ดร.ซุน ยัตเซ็น ผู้นำขบวนการปฏิวัติ
ปี 2457เกิด สงครามโลกครั้งที่1 และหลังจากนั้นก็มีเหตุปฏิวัติล้มล้างระบอบกษัตริย์เกิดขึ้นอีกหลายประเทศ ทั้งในรุสเซีย เยอรมนี และออสเตรีย-ฮังการี ขณะที่ภายในประเทศก็มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อสามัญชนเริ่มตื่นตัว และแสดงออกทางการเมืองกว้างขวางขึ้น เช่น หนังสือพิมพ์ “จีนโนสยามวารศัพท์” ของนายเซียวฮุดเสง ที่เผยแพร่โฆษณาความคิดเชิงประชาธิปไตย จนกระทั่งรัฐบาลไม่พอใจถึงกับออกกฎหมายควบคุมและให้รัฐมีอำนาจสั่งปิดได้ นับเป็นกฎหมายเซ็นเซอร์สิ่งพิมพ์ฉบับแรกในประวัติศาสตร์ไทย
ห้วงเวลาสู่วิกฤต
รัชกาล ที่ 6 ในฉลองพระองค์"แฟนซี" เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษา วันที่ 29 ธันวาคม 2466 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลสยามกำลังประสบภาวะขาดดุลการคลังอย่างมาก
รัชกาลที่ 6 ขณะทรงแสดงละครร่วมกับข้าราชสำนัก กล่าวกันว่า รัชสมัยนี้ งานด้านศิลปะการละครเฟื่องฟูมากถึงขีดสุด
สถานการณ์ ช่วงปลายรัชกาลที่6 ย่ำแย่ลงเมื่อความขัดแย้งทางการเมืองที่รุมเร้าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และราชสำนักยิ่งซับซ้อนมากขึ้น สืบเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจของชาติตั้งแต่ พ.ศ.2465เป็นต้นมา งบประมาณแผ่นดินขาดดุลอย่างหนัก ต้นพ.ศ.2467 ใกล้สิ้นรัชกาล สถานการณ์ยิ่งทรุดหนัก และคนจำนวนหนึ่งได้พุ่งเป้าไปที่การใช้จ่ายเงินเกินตัวของราชสำนักเวลานั้น จนกระทั่งเงินคงคลังเหลือน้อยจนรัฐบาลเกือบอยู่ในสภาพล้มละลาย วิกฤตการณ์ในรัชสมัยนี้มีส่วนสำคัญต่อสถานะของระบอบกษัตริย์ที่กำลังสั่น คลอน
พันธบัตร ที่รัฐบาลรัชกาลที่ 6 ออกจำหน่ายในตลาดยุโรป ปี1922 (พ.ศ.2465) เพื่อกู้ยืมเงิน 2 ล้านปอนด์ มาใช้คืนเงินคงคลัง แก้ปัญหาเสถียรภาพทางการคลัง ท่ามกลางภาวะขาดดุลงบประมาณอย่างหนักช่วงปลายรัชกาล
เมื่อเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสถียรภาพของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เริ่มวิกฤต ดังเห็นได้จาก"บันทึกเรื่องการปกครอง" (23 กรกฎาคม-1สิงหาคม 2469) ที่ รัชกาลที่7ทรงเขียนถึง ดร.ฟรานซิส บี แซร์(พระยากัลยาณไมตรี)อดีตที่ปรึกษาราชการต่างประเทศฯสมัยรัชกาลที่ 6 เนื้อความที่ปรากฏในบันทึกนี้สะท้อนถึงสถานะของราชสำนักสยามในเวลานั้นได้ อย่างชัดเจน
"..ในรัชสมัยที่เพิ่งสิ้น สุด(รัชกาลที่6) หลายสิ่งหลายอย่างได้ทวีความเลวร้ายไปมาก เนื่องจากเหตุหลายประการซึ่งข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องเล่า ด้วยท่านเองก็ทราบดีแก่ใจเพียงพอแล้ว พระเจ้าแผ่นดินกลายเป็นผู้ที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของข้าราชการบริพารคนโปรด ข้าราชการทุกคนถูกเพ่งเล็งมากบ้างน้อยบ้างในด้านฉ้อราษฎรบังหลวง หรือเล่นพรรคเล่นพวก ยังนับเป็นโชคดีที่พระบรมวงศานุวงศ์ยังเป็น ที่เคารพยกย่องว่า เป็นคนซื่อสัตย์ สิ่งที่เป็นที่น่าเสียใจยิ่งคือ พระราชสำนักของพระองค์เป็นที่เกลียดชังอย่างรุนแรง และในตอนปลายรัชสมัยก็ถูกเลาะเลียนเยาะย้อย กำเนิดของหนังสือพิมพ์ฟรีเพสทำให้สถานการณ์ในขณะนั้นขยายตัวเลวร้ายมากขึ้น ฐานะ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นสิ่งหนึ่งที่ตกอยู่ในสภาวะลำบาก ความเคลื่อนไหวทางความคิดในประเทศแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า ระยะเวลาของระบอบเอกาธิปไตยเหลือน้อยลงเต็มที..."
พระยากัลยาณไมตรี (ฟรานซิส บี. แซร์)
และ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก รัฐบาลสยามแก้ปัญหาขาดดุลการคลังด้วยการปลดข้าราชการออกจำนวนมาก ปัญหาเศรษฐกิจได้ขยายวงสู่ความขัดแย้งในวงของผู้บริหารจนกระทั่งถึงขั้นมี การลาออกของเสนาบดี รัฐบาลดำเนินนโยบายการเงินการคลังที่อนุรักษ์นิยมเน้นการจัดงบประมาณให้เข้า ดุล จึงต้องตัดงบประมาณรายจ่าย ลดเงินเดือน ลดจำนวนข้าราชการพร้อมกับเก็บภาษีในรูปใหม่ซึ่งกระทบคนชั้นกลางมากที่สุด จนก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างมาก ขณะที่เกษตรกรชาวนาก็อยู่ในภาวะทุกข์ยาก ราคาข้าวและราคาที่ดินตกต่ำอย่างมาก ชาวนาขาดเงินสดที่จะซื้อเครื่องอุปโภคบริโภค ในขณะเดียวกันก็ขาดเงินสำหรับเสียภาษีอากร ทั้งยังไม่สามารถจะหาเงินกู้มาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ เกิดหนี้สินรุงรัง และเกิดอัตราว่างงานสูง
แม้ประเทศกำลังประสบภาวะ เศรษฐกิจก็ ตาม แต่ถึงกระนั้นเจ้านายและชนชั้นสูงยังคงดำรงสถานะที่สูงส่งเช่นเดิม ด้วยแนวคิดของระบบเจ้านายต้องผดุงไว้ซึ่งขัตติยะ เพราะหากมีเรื่องใดเสื่อมเสียมากระทบชนชั้นเจ้านาย ย่อมส่งผลต่อพระบรมเดชานุภาพของกษัตริย์ด้วย ดังนั้นพระมหากษัตริย์ต้องพระราชทานเงินให้แก่ชนชั้นเจ้าอย่างเพียงพอ
สถานการณ์ ดังกล่าวเชื่อมโยงมาถึงกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยที่รุนแรงมากขึ้น “รัฐสภาและรัฐธรรมนูญ” เป็นคำที่คุ้นเคยกันทั่วไปอย่างน้อยก็ในหมู่ปัญญาชน เวลานั้นมีกระแสข่าวว่า รัชกาลที่7 จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ แต่ท้ายที่สุดก็มิได้เกิดขึ้น พระองค์ทรงแก้ปัญหาทางการเมืองด้วยวิธีเดิม คือ “การปรับปรุงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” เพราะทรงเห็นว่า “การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตามแบบฉบับพระบิดานั้น เป็นวิธีที่ดีที่สุด”
ถึง ปี2474 รัชกาลที่7 ทรงมอบหมายให้กระทรวงต่างประเทศและที่ปรึกษาร่างเค้าโครงธรรมนูญเพื่อเตรียม ไว้ว่า อาจจะพระราชทานรัฐธรรมนูญในเดือนเมษายน ในโอกาสครบ 150 ปี ราชวงศ์จักรี หากแต่เค้าโครงธรรมนูญฉบับนี้ ยังเป็นธรรมนูญที่ให้อำนาจสูงสุดแก่กษัตริย์และขุนนางเสนาบดีเช่นเดิม เพราะไม่ได้แบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกไปจากสถาบันกษัตริย์ มิใช่ธรรมนูญที่อยู่บนพื้นฐานอำนาจของประชาชนตามหลักประชาธิปไตยทั่วไป หากเป็นธรรมนูญแบบกษัตริย์นิยม ดังเห็นได้จากที่ระบุไว้ในมาตรา 1 ของร่างฯฉบับนี้ว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์" แต่แล้วการพระราชทานรัฐธรรมนูญครั้งนั้นก็ล้มเหลวไปพร้อมๆกับโอกาสของสยามที่จะมีระบอบรัฐสภา
ขบวนการคณะราษฎร
ทหาร และพลเรือนกลุ่มหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนและทหารที่ศึกษาและทำงานอยู่ ในยุโรป มีเจตนาตรงกันคือต้องการเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งได้เริ่มประชุมกันครั้งแรกตั้งแต่ราวเดือนกุมภาพันธ์ ปี2469 ณ กรุงปารีส และตกลงกันใช้วิธี "ยึดอำนาจโดยฉับพลัน" เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่กษัตริย์อยู่เหนือ กฎหมาย มาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ โดยเน้นแผนการที่หลีกเลี่ยงการนองเลือดเพื่อป้องกันการถือโอกาสเข้ามาแทรก แซงจากมหาอำนาจที่มีอาณานิคมอยู่ล้อมรอบสยามในสมัยนั้น คืออังกฤษและฝรั่งเศส
หลัง การประชุมนั้น เมื่อคณะผู้ก่อการกลับมาประเทศสยาม ก็พยายามเสาะหาสมาชิกที่ต้องการเข้าร่วมการปฏิวัติ จนได้สมาชิกจากหลากหลายอาชีพ
- สายพลเรือน นำโดย หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์)
- สายทหารเรือ นำโดยน.ต. หลวงสินธุสงครามชัย
- สายทหารบกชั้นยศน้อย นำโดย พ.ต. หลวงพิบูลสงคราม
- และสายนายทหารชั้นยศสูง นำโดย พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา
เมื่อ จัดตั้งขบวนการสำเร็จเป็นรูปร่าง คณะราษฎรได้ประชุมเตรียมการหลายครั้ง แต่ได้ล้มเลิกแผนการบางแผน เช่น การยึดอำนาจในวันพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาในวันที่ 16มิถุนายน เนื่องจากประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงสูง จนกระทั่งได้ข้อสรุปว่าจะปฏิบัติการในรุ่งเช้าวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเป็นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับที่วังไกล กังวล เหลือข้าราชการเพียงไม่กี่คนในกรุงเทพ ทำให้สามารถเข้ายึดอำนาจโดยหลีกเลี่ยงการปะทะที่เสียเลือดเนื้อได้ เป้าหมายสำคัญของปฏิบัติการนี้คือการเข้าควบคุมสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการรักษาพระนครในเวลานั้น
คณะราษฎรสายทหารบก
แถว ที่1 (ยืนจากซ้าย) ร.อ.หลวงเชวงศักดิ์สงคราม ร.อ.หลวงเสรีเริงฤทธิ์ ร.อ.หลวงชาญสงคราม ร.ท.ขุนพิพัฒน์สรการ ร.อ.หลวงอดุลเดชจรัส ร.อ.หลวงพรหมโยธี ร.อ.หลวงกาจสงคราม ร.ท.ขุนปลดปรปักษ์ ร.อ.หลวงชำนาญยุทธศิลป์ ร.ท.ขุนวิมลสรกิจ พ.ต.หลวงวิจักรกลยุทธ ร.ท.ทวน วิชัยขัทคะ ร.อ.ขุนสุจริตรณการ ร.ท.น้อม เกตุนุติ ร.อ.หลวงสวัสดิ์รณรงค์

แถวที่ 2 (นั่งจากซ้าย)
พ.ต.หลวง อำนวยสงคราม ร.อ.หลวงทัศไนยนิยมศึก พ.ต.หลวงพิบูลสงคราม พ.อ.พระยาทรงสุรเดช พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา พ.อ.พระยาฤทธิอัคเนย์ พ.ท.พระประศาสน์พิทยายุทธ ร.อ.หลวงเกรียงศักดิ์พิชิต พ.ต.หลวงสฤษฎิ์ยุทธศิลป์

แถวที่3 (นั่งพื้นจากซ้าย) ร.ท.ขุนจำนงภูมิเวท ร.ท.ขุนนิรันดรชัย ร.ท.ขุนเรืองวีรยุทธ์ ร.ท.ขุนศรีศรากร ร.อ.หลวงรณสิทธิพิชัย ร.ท.ไชย ประทีปะเสน ร.ต.จำรูญ จิตรลักษณ์ ร.ต.สมาน เทพหัสดิน ณ อยุธยา ร.ต.อุดม พุทธิเกษตริน

สี่ทหารเสือคณะราษฎร (จากซ้าย) พ.อ.พระยาทรงสุรเดช พ.ท.พระประศาสน์พิทยายุทธ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา และ พ.อ.พระยาฤทธิอัคเนย์
ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์ ( หลวงประดิษฐ์มนูธรรม)
ย่ำรุ่ง 24 มิถุนายน 2475
ย่ำ รุ่งวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎร ได้นำทหารบกและทหารเรือประมาณ 2,000 ชีวิต มารวมตัวกันรอบพระที่นั่งอนันตสมาคม ตั้งแต่เวลาประมาณ 5 นาฬิกา จากนั้นนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะได้อ่านประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑ ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เสมือนประกาศยึดอำนาจการปกครองก่อนจะนำกำลังแยกย้ายไปปฏิบัติการต่อไป ณ ตำแหน่งที่พระยาพหลพลพยุหเสนาอ่านประกาศคณะราษฎร ด้านสนามเสือป่า ดังปรากฎในทุกวันนี้มีหมุดทองเหลืองฝังอยู่บนพื้นถนน เป็นหลักฐานติดตรึงประวัติศาสตร์หน้าสำคัญ มีข้อความจารึกว่า
"ณ ที่นี้ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ"
หมุด ทองเหลือง ฝังบนพื้นถนน เคียงข้างพระบรมรูปทรงม้า ณ จุดที่ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร ประกาศเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพื่อให้ประเทศมีรัฐธรรมนูญ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย นับเป็นอนุสรณ์แห่งเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทย
คณะ ราษฎรได้ส่ง น.ต.หลวงศุภชลาศัยไปอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งอยู่ ระหว่างเสด็จแปรพระราชฐาน ณ วังไกลกังวล หัวหิน เพื่อให้เสด็จนิวัติพระนคร โดยเสนอให้ทรงเป็นกษัตริย์ต่อไปได้แต่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หากทรงปฏิเสธจะเลือกเจ้านายพระองค์อื่นขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อไป พระองค์ได้ทรงปรึกษากับพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ ที่ตามเสด็จและได้ตัดสินพระทัยตกลงตามเงื่อนไขของคณะราษฎร
เมื่อ เสด็จกลับถึงวังศุโขทัย เช้าวันรุ่งขึ้น ผู้แทนคณะราษฎร 7 คน ได้เดินทางนำเอกสารสำคัญไปกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ธรรมนูญ การปกครองแผ่นดินสยาม พุทธศักราช2475 ซึ่งร่างโดยนายปรีดี พนมยงค์ นับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ ที่เป็นหลักประกันสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของราษฎร ดังที่ได้บัญญัติไว้ในมาตราแรกว่า
"อำนาจสูงสุดของประเทศนั้น เป็นของราษฎรทั้งหลาย"
--------------------------------
ประกาศคณะราษฎร
ราษฎรทั้งหลาย
เมื่อ กษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ ร่มเย็น แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างและการซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากิน ซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้
การ ที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อ ราษฎรตามที่ รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใดๆ ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว
รัฐบาล ของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าหลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นเป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้ เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคนอีกต่อไป
ราษฎร ทั้งหลายพึง รู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำนาไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน เมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่พวกเจ้ากวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมืองให้คนมีงานทำ จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย
เหตุ ฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครอง โดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจ ลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุกๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้าน มาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า
๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
๓.ต้อง บำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)
๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น
๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
ราษฎร ทั้งหลายจงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือ กฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบและตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า
คณะราษฎร
๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

กวีตีนแดง: ราษฎรที่รักทั้งหลาย/ ๗๙ ปี ภารกิจคณะราษฎร

ที่มา ประชาไท

ราษฎรที่รักทั้งหลาย

ย่ำรุ่ง ยี่สิบสี่ มิถุนา
พระยาพหลฯ อ่านคำ ประกาศ
เมื่อกษัตริย์ องค์นี้ ขึ้นครองราชย์
สืบอำนาจ ต่อจาก พี่ชาย

ราษฎร บางคน หวังใจว่า
ร่มเย็นจัก แผ่มา ทั้งไกลใกล้
แต่วัน ปีเดือน เคลื่อนผ่านไป
เพียงวาดหวัง งมงาย ให้ร้าวราน

เจ้าถือเอา ราษฎร ลงเป็นทาส
ภาษีชาติ รังแต่ จะล้างผลาญ
ทำนา บนหลังคน มายาวนาน
นอนกินกัน เป็นสุข บนทุกข์ใคร

ราษฎรทั้งหลาย, ชาติใดเล่า
ให้เงินเจ้า มากเท่า เราทั้งหลาย
พระเจ้าซาร์ ไกเซอร์ ถูกโค่นไป
บัลลังก์ใด รอวัน หักโค่นลง

ลมค่อนรุ่ง คลุ้งข้น กลิ่นคาวเลือด
ทางสายนั้น แดงเดือด สู่ทุ่งโล่ง
เปลวแดดหนาว ดาวแสงต่ำ มืดค่ำลง
อำนาจเก่า ชูธง กลับเข้ามา

โอ้ราษฎร ที่รัก ทั้งหลาย
เดินทางไกล จากสอง สี่เจ็ดห้า
ผ่านทุ่ง สังหาร ธารน้ำตา
นั่นพาน แว่นฟ้า อาบเลือดคน

โอ้ราษฎร ที่รัก ทั้งหลาย
ปลายทางใช่ นอนตาย กลางถนน
ประชาธิปไตย ไม่กินคน
วีรชน ตายด้วย เผด็จการ

โอ้ราษฎร ที่รัก ทั้งหลาย
มิปรารถนา จะตาย อย่างอาจหาญ
มีเพียง ประเทศ เผด็จการ
สร้างแดน ประหาร ประชาชน

โอ้ราษฎร ที่รัก ทั้งหลาย
ประชาธิปไตย ใต้ฟ้าหม่น
ผ่านกี่ยุค เราทุกข์ และเราทน
เสียงปืนแตก กี่หน คนล้มตาย

เจ็ดสิบเก้า ปีแล้วเล่า เรารบรุก
ประชาธิปไตย มีประมุข ใช่, ไม่ไช่
ไม่มีดอก เราไม่มี ประชาธิปไตย
กษัตริย์เป็น ประมุข...ใช่! นั่นเรามี

บทกวีเนื่องในวาระ ๒๔ มิถุนายน โดย เพียงคำ ประดับความ

๗๙ ปี ภารกิจคณะราษฎร

ภารกิจท่านยังมิสำเร็จ
รัฐเผด็จอำนาจนำครอบงำใหม่
๑๕ ปี ท่านอยู่แล้วจากไป
ทรราชขึ้นมาใหญ่ในแผ่นดิน

๖ ประการ สิทธิ เสรีภาพ
ถูกกำราบหมอบกราบเข้าแทนสิ้น
เอกราช การศึกษา การอยู่กิน
หวนถวิลสู่ผืนดินพอเพียง

ความปลอดภัยนั้นคือไร้ขื่อแป
รัฐรังแกปกปิดไร้สิทธิ์เสียง
เสรีภาพซึมซาบทุกสำเนียง
เดินหน้าเรียงสู่ตะราง-พูดความจริง

๒๔ มิถุนาฯ ๒๔๗๕
ราษฎรประกาศกล้าต่อหน้าสิงห์
เมื่ออำนาจประชาชนถูกปล้นชิง
แม้น The King ก็ต้องล้มราชบัลลังก์

เขาโค่นล้มเปลี่ยนแปลงการปกครอง
เพื่อพี่น้องผองชนในหนหลัง
หลุดออกจากระบอบอันน่าชัง
ด้วยพลังมวลชนคนธรรมดา

มาบัดนี้ ๗๙ ปีประชาธิปไตย
หมุนกลับไปเริ่มใหม่ไร้เดียงสา
เกิดซากเดนความคิดปฏิกิริยา
เทวดาองค์ใดใช้เงื่อนปม

ภารกิจของท่านจึงยังมิสำเร็จ
เวียนมาเจ็ดสิบเก้าปีที่ขื่นขม
เราก้าวเดินทีละย่างอย่างเศร้าตรม
แต่ยังถมทางท่านต่อเพื่อรอวัน!.

Homo erectus/กลุ่มกวีตีนแดง
ขอคารวะต่อคณะราษฎร ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

หมายเหตุประชาไท: บทกวีทั้งสองบท มีนัยทางประวัติศาสตร์ถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ๒๔๗๕ โดยคณะราษฎร เนื่องในโอกาสครบรอบ ๗๙ ปี

เปิดใจ 'แอนดรูว์ เอ็ม มาร์แชล' ทำไมลาออกรอยเตอร์หันมารายงาน ‘ความลับ’ ในการเมืองไทย

ที่มา ประชาไท

แอ นดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล ผู้กุมข้อมูลวิกิลีกส์เรื่องเมืองไทยเปิดใจ เป็นหน้าที่ในฐานะสื่อและในฐานะมนุษย์ที่ต้องเผยแพร่ให้คนไทยได้รับข้อมูล ที่ครบถ้วน ระบุ สยามเมืองยิ้มเป็นแค่เทพนิยาย แต่ความจริงไทยคือดินแดนแห่งความลับ นายทหาร และข้าราชบริพารบ่อนทำลายประชาธิปไตย โดยอ้างว่ากระทำการในนามของราชสำนัก

แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล ( Andrew MacGregor Marshall) เป็นผู้สื่อข่าวสังกัดรอยเตอร์มากว่า 17 ปี และตัดสินใจลาออกจากรอยเตอร์หลังจากขาประสงค์จะเผยแพร่ข้อมูลจากวิกิลีกส์ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทยถึง 3,000 ฉบับ โดยเขาเริ่มเขียนรายงานเชิงวิเคราะห์จากข้อมูลในเอกสารลับของทางการสหรัฐ โดยเผยแพร่ผลงานชิ้นแรกพร้อมๆ กับที่เว็บไซต์ไทยเคเบิลก็ปล่อยข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยที่รั่วไหลจากทาง การสหรัฐมาจำนวนหลายสิบฉบับในเช้าวันนี้ (23 มิ.ย.)

รายงานขนาดยาววิเคราะห์การเมืองไทยเรื่อง ไทย: ห้วงยามแห่งความจริง (Thailand: Moment of Truth) มีทั้งหมด 4 ตอน โดยตอนแรก ซึ่งเผยแพร่เช้าวันนี้ มีเนื้อหา 108 หน้า เขายกเอาภาษิตไทยมาอ้างไว้ในงานเขียนหน้าแรกว่า

“ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิดไม่มิด”

Andrew MacGregor Marshall: Why I decided to jeopardise my career and publish secrets

ที่มา: The Independent

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมทำงานหนักกว่า 16 ชั่วโมงต่อวันโดยที่ไม่ได้รับค่าจ้าง เพื่อเขียนเรื่องที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีการพูดถึงในวงกว้าง เป็นเรื่องราวที่ผมแลกมาด้วยการลาออกจากรอยเตอร์ งานที่ผมรักอย่างยิ่งและทำมากว่า 17 ปี เมื่อเรื่องนี้ได้รับการนำเสนอ ผมก็คงเสียโอกาสที่จะเดินทางกลับไปยังประเทศที่ผมชอบมากในช่วงเวลาหลายปีที่ ผ่านมา เพราะว่ามีความเสี่ยงอยู่ ซึ่งแม้จะเล็กน้อย แต่ก็เป็นจริงนั่นก็คือผมจะต้องเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายระหว่าง ประเทศ และคนจำนวนหนึ่งที่ผมนับถือในฐานะเพื่อนก็อาจจะรู้สึกหวาดหวั่น และอาจจะไม่พูดกับผมอีก

คำถามสำคัญก็คือ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

คำตอบก็คือ -อย่างไม่น่าเชื่อ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ในศตวรรษที่ 21 นี่คือราคาที่ต้องจ่ายเมื่อคุณพยายามที่จะพูดความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศที่ทันสมัยและเปิดกว้างอย่างประเทศไทย

ประเทศไทยอ้างตัวว่าเป็นประชาธิปไตย และจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. ที่จะถึงนี้ ประเทศไทยอ้างว่าปกครองในระบอบ กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy), ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งมีพระชนมายุ 83 พรรษา ทรงเป็นที่รักยิ่งของประชาชน ไม่ทรงมีบทบาทในทางการเมือง แต่ทรงเป็นผู้ชี้แนะทางศีลธรรมจรรยา

ไม่ เป็นที่สงสัยเลย ถึงความเคารพรักเทิดทูนที่ประชาชนไทยมีต่อกษัตริย์ของพวกเขา แต่เรื่องเศร้าของประเทศไทยก็คือว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในช่วงประวัติศาสตร์สมัยใหม่ นายทหารและข้าราชบริพารได้บ่อนทำลายประชาธิปไตยโดยอ้างว่ากระทำการในนามของ ราชสำนัก

ประเทศ ไทยนั้นถอยหลัง เข้าสู่ลัทธิเผด็จการและการกดขี่ และเครื่องบ่งชี้อย่างตายตัวก็คือ แม้แต่การพูดถึงอุดมการณ์ชนิดนี้ก็ผิดกฎหมายแล้ว

ไทย เป็นประเทศที่มี กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรุนแรงที่สุดในโลก การหมิ่นประมาทใดๆ ต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินิ หรือองค์รัชทายาท มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี การใช้กฎหมายดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการรัฐประหาร 2549 นักวิชาการและสื่อมวลชนที่ได้รับการยอมรับจำนวนหนึ่งถูกฟ้องร้องด้วยกฎหมาย นี้ ใจ อึ๊งภากรณ์ นักวิชาการสัญชาติไทย-อังกฤษ ก็อยู่ระหว่างลี้ภัยในลอนดอนเนื่องจากถูกกล่าวหาว่า หมิ่นประมาทราชสำนัก

ผมอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2543 ในฐานะหัวหน้าฝ่ายข่าวของรอยเตอร์ สำนักงานสาขากรุงเทพฯ ผมตกหลุมรักในความงามของวัฒนธรรม และวิถีชีวิตอันเปี่ยมสุขและอบอุ่นของผู้คนอย่างรวดเร็ว ที่นี่ดูไม่เหมือนประเทศที่ตกอยู่ภายใต้การกดขี่ ทว่าสิ่งที่เห็นนั้นต่างจากสิ่งที่เป็น เรื่องบอกเล่าอย่างเป็นทางการว่าที่นี่คือ “ดินแดนแห่งรอยยิ้ม” คือเทพนิยาย ประเทศไทยคือประเทศแห่งความลับ

คนไทยจำนวนมากวาดภาพ XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX ไปในทางหวาดกลัว ส่วน XXX XXXXXX ดูเหมือนว่าจะมีระยะห่างกับประชาชนมากกว่าพระเจ้าอยู่หัวฯ และคนจำนวนหนึ่งก็เข้าใจว่า มีความเห็นอกเห็นใจฝ่ายขวาสุดโต่ง “เสื้อเหลือง” ซึ่งยึดสนามบินเมื่อปี 2551 และไม่ว่าอย่างไรก็ถูกใช้เป็นข้ออ้างต่อการโค่นรัฐบาลขณะนั้น กองทัพนั้นก็ใช้กฎหมายจัดการอย่างต่อเนื่องกับการวิพากษ์วิจารณ์บทบาทอัน ร้ายกาจของตนที่บ่อนทำลายประชาธิปไตย

สื่อ มวลชนภายในประเทศ ไม่สามารถรายงานสิ่งเหล่านี้ได้เลย และสื่อต่างประเทศก็เซนเซอร์ตัวเองอย่างชัดแจ้ง สื่อมวลชนจำนวนมากหันมาใช้วิธีบอกเป็นนัยๆ เมื่อต้องนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับประเทศไทย เช่นประวิตร โรจนพฤกษ์ หนึ่งในผู้สื่อข่าวที่ดีที่สุดคนหนึ่งของไทยเขียนในรายงานของเขาเดือนนี้ โดยใช้คำว่า “มือที่มองไม่เห็น”, “อำนาจพิเศษ”, “อำนาจที่ปฏิเสธไม่ได้” ถ้อยคำเหล่านี้ถูกเอ่ยอ้างโดยประชาชน สื่อ และนักการเมืองบ่อยขึ้นในช่วงเวลาไม่นานมานี้ เมื่อพวกเขาอภิปรายเกี่ยวกับการเมืองไทย และการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น

3 เดือนที่แล้ว ผมมีโอกาสเข้าถึง “ช่องทาง” ข้อมูลลับของทางการสหรัฐ ที่พลทหารแบรดลีย์ แมนนิง ดาวโหลดเก็บไว้ระหว่างที่ประจำการอยู่ในอิรัก มีเอกสารมากกว่า 3,000 ฉบับที่เกี่ยวกับประเทศไทย สิ่งที่แตกต่างจากการรายงานส่วนใหญ่ในบรรดาข่าวเกี่ยวกับประเทศแห่งนี้ก็คือ ในเอกสารลับเหล่านั้น ไม่พูดอ้อมค้อมเมื่อกล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ เมื่อผมได้อ่าน ผมก็ได้ตระหนัก 2 ประการคือ เอกสารเหล่านี่จะช่วยปฏิวัติความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศไทย และประการที่สองคือ ผมไม่มีทางที่จะเขียนถึงเรื่องเหล่านี้ได้หากอยู่ในฐานะผู้สื่อข่าวของรอย เตอร์

รอยเตอร์จ้างพนักงานชาวไทยมากกว่า 1,000 คน ความเสี่ยงที่จะเกิดกับพวกเขาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ในระยะเวลา 17 ปีที่ผมทำงานกับรอยเตอร์ ผมได้พบกับความขัดแย้งหลายอย่าง ผมใช้เวลา 2 ปีในแบกแดดในตำแหน่งหัวหน้าสำนักสาขา ขณะที่อิรักตกอยู่ในสถานการณ์สงครามกลางเมือง เพื่อนร่วมงานหลายคนถูกฆ่าตาย ผมภูมิใจเสมอมาที่ได้ทำงานให้รอยเตอร์ และเมื่อผมได้รับคำอธิบายว่างานของผมตีพิมพ์ไม่ได้ ผมก็เข้าใจ

แต่ ผมก็ไม่สามารถจะ เลิกล้มหรือเพิกเฉยต่อความจริงเกี่ยวกับประเทศไทย ประชาชนไทยสมควรที่จะมีสิทธิรับรู้ข้อมูลอย่างครบถ้วน เพื่อการถกเถียงเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขาเองโดยปราศจากความกลัว ผมลาออกจากรอยเตอร์ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เมื่อผมเริ่มเผยแพร่บทความของผมเพื่อใครก็ได้ที่ต้องการอ่าน

วันนี้ ผมได้ทำแล้ว ผมกลายเป็นอาชญากรแล้วในประเทศไทย เสียใจอย่างที่สุดที่ผมไม่อาจกลับไปยังประเทศที่น่าอัศจรรย์เช่นนั้นได้อีก แต่ผมจะเสียใจยิ่งกว่าหากว่ามีโอกาสที่จะบอกความจริงแล้วกลับล้มเหลวที่จะ ใช้โอกาสนั้น มันคือหน้าที่ของสื่อมวลชน และหน้าที่ของมนุษย์ที่จะทำให้ดียิ่งกว่า และนั่นคือเหตุผลที่ผมเผยแพร่ผลงานของตนเอง

เพ็ญ ภัคตะ: ดีแต่พูด

ที่มา ประชาไท

ดีแต่พูด ดีแต่พูด ดีแต่พูด
ปากไม่มีหูรูดพูดเสียดส่อ
เอาแต่ดีใส่ตนจนตำตอ
เปลืองภาษีน้ำลายสอไร้ผลงาน

ดีแต่พูดพูดไปสองไพเบี้ย
โยนความเสียให้คนอื่นยืนยิ้มหวาน
ความผิดตนไม่เคยตรองสมองมาร
คือมาร์คมั่วยั่วรำคาญกวนมันมือ

ดีแต่พูด ดีแต่แหล ดีแต่ด่า
ปากก็ว่าตาก็เหลือกกระเสือกกระสือ
ยังมาอ้อนนอนฝันร้ายร้องไห้ฮือ
จบก็คือเมียต้องปลอบมอบอุ่นไอ

ดีแต่พูดหยุดเถอะเลอะเทอะแล้ว
ยิ่งพล่ามยิ่งออกแต๋วยิ่งแบไต๋
คล้ายกับคนโรคจิตไร้หัวใจ
ไม่มีใครเชื่อคำของขันที

ดีแต่พูด ดีแต่พูด ดีแต่พูด
อ้าปากคายคูถมูตรหยุดปาหี่
อายภาพลักษณ์อำมาตย์มาดผู้ดี
สันดานทรามนามนี้มีพรรคเดียว

‘ทักษิณ’ กับ ‘อภิสิทธิ์’ ในการเผชิญปัญหา ‘ความชอบธรรม’

ที่มา ประชาไท

ความ ชอบธรรมทางการเมือง อาจมองจาก 2 ส่วนหลักๆ คือ 1) ความชอบธรรมตามกติกา 2) ความชอบธรรมตามมโนธรรมทางสังคม หรือความรู้สึกของสังคม การยอมรับของประชาชน

น่าสนใจว่า หากเราลองเปรียบเทียบวิธีการเผชิญปัญหาความชอบธรรม ระหว่างคุณทักษิณและคุณอภิสิทธิ์ช่วงกึ่งทศวรรษมานี้ เราจะเห็นอะไรบ้าง ขอยกตัวอย่างกรณีต่อไปนี้

กรณีที่ 1: การเผชิญ ปัญหาความชอบธรรมเรื่อง “ขายหุ้นไม่เสียภาษี” คุณทักษิณอ้าง “ความชอบธรรมตามกติกา” ว่า ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เพราะตามกฎหมายการซื้อ-ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี แต่ในสถานการณ์เวลานั้นกระแสสังคมไม่พอใจคุณทักษิณสูงมาก ฉะนั้น แม้คุณทักษิณจะมีความชอบธรรมในแง่กติกา แต่ในแง่ “มโนธรรมทางสังคม” หรือความรู้สึกของประชาชนดูเหมือนคุณทักษิณจะสูญเสียความชอบธรรมไปมาก

แต่ ข้อสังเกตคือ เมื่อคุณทักษิณรู้ตัวว่า ตนเองสูญเสียความชอบธรรมในแง่มโนธรรมทางสังคมไปมาก และต้องเผชิญกับการกดดันของพันธมิตร การขอเสียงสนับสนุนจากพรรคไทยรักไทยเพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยประชาธิ ปัตย์ คุณทักษิณก็ตัดสินใจแก้ปัญหานี้ด้วยการยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน

การ ตัดสินใจยุบสภาเลือกตั้งใหม่ มีความชอบธรรมในสองความหมายคือ 1) เป็นการเดินตามกติกาประชาธิปไตย 2) เคารพต่อมโนธรรมทางสังคม โดยคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน

แต่ในกรณีดังกล่าวนี้ คุณอภิสิทธิ์ขอเสียงสนับสนุนจากพรรคไทยรักไทยเพื่อเปิดอภิปรายคุณทักษิณ เมื่อไม่ได้ และคุณทักษิณยุบสภา คุณอภิสิทธิ์กลับบอยคอตการเลือกตั้งและชวนพรรคการเมืองอื่นๆ บอยคอตการเลือกตั้งด้วย ความชอบธรรมของคุณอภิสิทธิ์ในกรณีนี้คือ 1) ไม่ผิดกติกา 2) มีกระแสสนับสนุนจากประชาชนจำนวนหนึ่ง แต่ก็มีประชาชนจำนวนมากที่ไม่พอใจการกระทำนั้น อย่างน้อยก็คือประชาชนจำนวนมากที่เลือกพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้ง 2 เมษา 49

แต่หากพิจารณาเหตุผลของคุณอภิสิทธิ์ตอนนั้นที่ว่า คุณทักษิณยุบสภาเพราะเห็นว่าตนเองได้เปรียบ ถ้าเลือกตั้งตนตองชนะแน่ๆ เหตุผลเช่นนี้จึงเป็นเหตุผลเพื่อผลประโยชน์ของตนเองไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ ของชาติ เราก็ย้อนถามคุณอภิสิทธิ์ได้เช่นกันว่า ที่คุณอภิสิทธิ์รู้ว่าตนเองเสียเปรียบ ลงเลือกตั้งต้องแพ้แน่ๆ จึงบอยคอตการเลือกตั้ง เหตุผลเช่นนี้เป็นเหตุผลเพื่อประเทศชาติอย่างไร

ฉะนั้น ตรรกะทำนองนี้มันฟ้องถึงภาวะผู้นำในการตัดสินใจแก้ปัญหาของคุณอภิสิทธิ์ อย่างชัดเจน และข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่เป็นเหตุการณ์สำคัญสืบเนื่องจากการตัดสิน ใจบอยคอตการเลือกตั้ง ก็คือรัฐประหาร 19 กันยา 49 จนถึงการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 มันสะท้อนว่าคุณอภิสิทธิ์ตัดสินใจไม่ตรงไปตรงมา และผิดพลาด เพราะขาด “สปิริตประชาธิปไตย”

กรณีที่ 2 : เมื่อการเลือกตั้ง 2 เมษา 49 เป็นโมฆะ และคุณทักษิณถูกกดดันจากพันธมิตร อำมาตย์ และพรรคการเมืองที่บอยคอตการเลือกตั้ง รวมทั้งกระแสความไม่พอใจของสื่อ นักวิชาการ ปัญญาชน คุณทักษิณตัดสินใจขอใช้กติกาประชาธิปไตยด้วยการให้มีการเลือกตั้งอีกครั้ง ราวกลางเดือนตุลาคม 49 พร้อมกับแสดงออกถึงการเคารพต่อมโนธรรมทางสังคมด้วยการ “ถอยหนึ่งก้าว” โดยประกาศจะไม่รับตำแหน่งนายกฯ หากพรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง

แต่คุณ อภิสิทธิ์กลับใช้ภาวะผู้นำตัดสินใจเผชิญปัญหานี้ด้วยการเสนอ “นายกฯ พระราชทานตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7” ซึ่งเป็นการเดินตามเกมของพันธมิตร จนเป็นที่มาของฉายา “มาร์ค ม.7” อันมีความหมายเป็น “ตัวตลก” ทางการเมืองในเวทีประชาธิปไตย

กรณีที่ 3 : เมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยา จนมาถึงคุณทักษิณถูกตัดสินจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญาในข้อหา “เซ็นชื่อยินยอมให้เมียซื้อที่ดิน” คุณทักษิณเผชิญปัญหานี้ด้วยการหนีคุกไปอยู่ต่างประเทศ เป็นเหตุให้ถูกโจมตีว่าไม่เคารพ “กระบวนการยุติธรรม” แต่เหตุผลของคุณทักษิณคือ นั่นไม่ใช่กระบวนการยุติธรรม แต่เป็นกระบวนการรัฐประหาร เพราะมันเริ่มจากการทำรัฐประหารยึดอำนาจประชาชนไป แล้วก็ใช้กลไกของรัฐประหารคือ คตส.ดำเนินการสอบสวนเอาผิดกับเขา ซึ่งมันไม่ใช่ “กระบวนการยุติธรรมตามครรลองประชาธิปไตย”

เหตุผลของ คุณทักษิณ เราอาจเข้าใจได้ว่า ความยุติธรรมจะมีได้ในระบบที่มีนิติธรรม (หมายถึงมีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระและเป็นกลาง) ซึ่งนิติธรรมจะมีได้ก็ต่อเมื่อมี “นิติรัฐ” ทว่านิติรัฐคือรากฐาน (key element) ของระบอบประชาธิปไตย เมื่อประชาธิปไตยถูกล้มไปโดยรัฐประหารนิติรัฐย่อมถูกล้มไปด้วย กระบวนการต่อมาที่เอาผิดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง จึงเป็นกระบวนการที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่า “เป็นอิสระและเป็นกลาง” ฉะนั้น จึงไม่ใช่กระบวนการที่มีนิติธรรม

ในกรณีนี้คุณอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ ว่า ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร แต่กลับเห็นว่ารัฐประหารสร้างระบบนิติรัฐนิติธรรมขึ้นมาได้ ดังที่คุณอภิสิทธิ์แสดงความเห็นทางเฟซบุ๊ค ว่า หากนิรโทษกรรมคุณทักษิณเท่ากับเป็นการทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรม และยังเป็นการทำลายความมั่นคงของ “ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” (หมายความว่าคุณอภิสิทธิ์เห็นว่า “ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ถูกสถาปนาขึ้นโดยรัฐประหาร และถูกค้ำจุนด้วยกระบวนการสืบเนื่องจากรัฐประหารใช่หรือไม่?)

กรณีที่ 4 : การ ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร คุณอภิสิทธิ์อ้างว่าเป็นนายกฯ โดยผ่านกระบวนการรัฐสภา หมายความว่าเขามีความชอบธรรมตามกติกา แต่ไม่แคร์ต่อความชอบธรรมตามมโนธรรมทางสังคม คือไม่สนใจว่าประชาชนจะรู้สึกอย่างไรกับการที่มีการร่วมมือกับอำนาจพิเศษไป ฉกเอา ส.ส.จากฝ่ายตรงข้ามแล้วไปวางแผนตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

กรณีที่ 5 : เหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 คุณอภิสิทธิ์อ้างความชอบธรรมตามกติกาเพียงประการเดียวคือ “การรักษากฎหมาย” แต่ไม่สนใจความชอบธรรมตามมโนธรรมทางสังคม คือไม่สนใจว่าประชาชนจะรู้สึกอย่างไรกับการที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ใช้ “กระสุนจริง” สลาย “การชุมนุมทางการเมือง” ของประชาชนหลายหมื่นคน จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก และข้อพิสูจน์ว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่แคร์ต่อมโนธรรมทางสังคมใดๆ เลย คือการเปิดปราศรัยปฏิเสธความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิงที่ “ราชประสงค์”

กรณีที่ 6 : การเลือกตั้งใน 3 ก.ค. คุณทักษิณเห็นว่า พรรคที่ควรเป็นรัฐบาลควรมีความชอบธรรม 2 ส่วน คือ 1) ความชอบธรรมตามกติกาคือ การมีสิทธิ์ตั้งรัฐบาลตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2) ความชอบธรรมตามมโนธรรมทางสังคม คือการชนะเลือกตั้งได้คะแนนเสียงอันดับ 1 แต่คุณอภิสิทธิ์เห็นต่างออกไปว่า พรรคที่ควรเป็นรัฐบาลมีความชอบธรรมเพียงประการเดียวก็พอ คือมีความชอบธรรมตามกติกา เมื่อกติกาเปิดให้แข่งจัดตั้งรัฐบาลได้ เขาก็มีสิทธิ์ตั้งรัฐบาลโดยไม่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนที่ลงคะแนน ให้กับพรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 1

สรุป ความชอบธรรมในการต่อสู้ทางการเมืองของคุณทักษิณ คือการพยายามต่อสู้ตาม “กติกาประชาธิปไตย” และอ้างอิง “มโนธรรมทางสังคม” หรือ “เสียงส่วนใหญ่” เป็นหลัก (ส่วนกรณีฆ่าตัดตอนยาเสพติด กรือเซะ ตากใบ ข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ทุจริตคอร์รัปชัน เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องที่ต้องจัดการด้วยวิธีรัฐประหาร)

ขณะที่คุณภิสิทธิ์อ้าง อิง “กติกา” แต่แทบไม่แคร์ต่อมโนธรรมทางสังคมเลย ในส่วนของการอ้างอิง “กติกา” หากในสถานการณ์ที่ถ้าการต่อสู้กันตามกติกานั้นตนเองจะแพ้ คุณอภิสิทธิ์ก็ปฏิเสธจะต่อสู้ เช่น บอยคอตการเลือกตั้ง หรือหากใช้กติกาใดแล้วจะทำให้คู่ต่อสู้ไม่ได้กลับคืนสู้อำนาจอีกตนเองก็จะ ใช้กติกานั้น เช่น เสนอ ม.7 หรือไม่ก็อ้างกติกาแบบ “ขัดแย้งในตัวเอง” เช่น ปฏิเสธรัฐประหารแต่ยืนยันว่ารัฐประหารมีนิติรัฐและนิติธรรม หรืออ้างกติกาอย่างไม่แคร์ต่อมโนธรรมทางสังคม เช่น กรณีตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร หรืออ้างกติกาแบบทั้งไม่แคร์ต่อมโนธรรมทางสังคมและอย่างไร้มนุษยธรรม เช่น อ้างการรักษากฎหมายด้วยการสลายการชุมนุมโดยใช้กระสุนจริง และสุดท้ายก็อ้างแค่ความชอบธรรมตามกติกาในการตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง โดยไม่แคร์ต่อเสียงส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคชนะเลือกตั้งอันดับ 1

การไม่ แคร์ต่อเสียงส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคชนะเลือกตั้งอันดับ 1 ใน “สถานการณ์ความแตกแยกของประเทศ” เช่นนี้ มีความหมายสำคัญว่า คุณอภิสิทธิ์ไม่แคร์ต่อ “โอกาสของประเทศ” ที่ควรจะมีโอกาสป้องกันความขัดแย้งเฉพาะหน้าที่อาจปะทุขึ้นมาอีก ด้วยการให้พรรคการเมืองที่มีความชอบธรรมมากกว่าคือ ทั้งชอบธรรมตามกติกา และชอบธรรมตามมโนธรรมทางสังคม ได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน

ฉะนั้น วาทกรรมปรองดอง อ้างว่าตนไม่ใช่เงื่อนไขความขัดแย้ง ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่เป็นผู้อาสานำพาประเทศข้ามพ้นความแตกแยก กลับคืนสู่ความสงบสุข จึงเป็นวาทกรรมที่หลอกตัวเอง และลวงโลกอย่างเหลือเชื่อ!

Thursday, June 30, 2011

ไทยรักไทย = พลังประชาชน = เพื่อไทย = Landslide

ที่มา Voice TV



ชัยชนะของเพื่อไทยนั้นจะพิสูจน์ว่าพ.ต.ท. ทักษิณเป็นสุดยอดนักการเมือง ผลงานในช่วงไทยรักไทยลงสนามแข่งครั้งแรก การเลือกตั้ง พ.ศ. 2544 คราวนั้นชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณโด่งดัง เรตติ้งสูงสุด ผลสำรวจระบุล่วงหน้าตั้งแต่โค้งแรก จนถึงโค้งสุดท้ายระบุว่า ไทยรักไทยจะได้ที่นั่ง 249 คน จาก 500 ที่นั่ง ในสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีใครเชื่อผลการเลือกตั้งปรากฏพรรคไทยรักไทย ได้ ส.ส. 248 คน ต่ำกว่าผลโพลแค่ 1 เสียง กระทั่งการเลือกตั้งสมัยที่สองเมื่อปี 2548 ผลโพล เปิดตัวเลขที่ ส.ส. 370 เสียง ไม่มีใครเชื่ออีก ! ผลการเลือกตั้ง 6 กุมภาพันธ์ 2548 ตัวเลขไทยรักไทยออกมาที่ 377 เสียง มากกว่าโพล7เสียง แม้แต่การเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม 2550 โพลชี้ว่าความน่าจะเป็นอยู่ในระดับ 240 เสียง ผลปรากฎ "ทักษิณ" ชนะซ้ำเป็นครั้งที่ 3 ได้ ส.ส.เข้าสภาผู้แทนราษฎร 233 เสียง ชนะประชาธิปัตย์ที่ทำคะแนนได้ 165 เสียง กับการเลือกตั้งยุค พ.ศ. 2554 ถือเป็นยุคที่แข่งขันเข้มข้นถึงขีดสุด "โพลทักษิณ" ประกาศข้ามน้ำ-ข้ามทะเลทรายจากดูไบ ให้ตัวเลข 270 เสียง และอาจทะลุไปถึง 300 เสียง อีกครั้ง

๓ กรกฎาคม : อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย

ที่มา มติชน



นิติราษฏร์ ฉบับ ๒๕ (ฐาปนันท์ นิพิฎฐกุล)

คง ไม่จำต้องบอกกล่าวกันอีกแล้วว่า วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปนี้จะมีความสำคัญ เพียงใด ผู้เขียนเพียงใคร่ที่จะลองประเมินภาพรวมและข้อเสนอบางประการมาลงไว้ ณ ที่นี้

ผู้ เขียนเห็นว่า การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้เป็นที่สนใจและมีผู้คนกล่าวถึงไม่ทางใดก็ทาง หนึ่งเป็นอย่างมาก (ข้อสรุปเช่นนี้รวมถึงกลุ่มที่มักจะไม่ค่อยสนใจติดตามการเมืองด้วยเช่นกัน) และอาจจะมากกว่าการเลือกตั้งทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้

กล่าว คือ ณ วันนี้ไม่ว่าจะฟากไหนหรือสีใดก็ต้องยอมรับกันแล้วว่า เป็นการเลือกตั้งทั่วไปที่เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งอันแหลมคมยิ่งครั้ง หนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งเห็นได้จากความตื่นตัวทางการเมืองของผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนนั้น เพิ่มสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งนี้ จำนวนผู้ประสงค์ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าและได้ออกมาใช้สิทธิเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายนที่ผ่านมานั้นเป็นประจักษ์พยานที่ชัดเจนในเรื่องนี...

นอก จากนี้ หลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาในช่วง ๔-๕ ปีนี้ (โดยเฉพาะถ้านับจากการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา) ล้วนแต่เป็นเหตุการณ์ที่บ่มเพาะทางความคิดของประชาชนและได้สร้างความรับรู้ ร่วมกันในทางการเมือง (ไม่ว่าสำหรับฝ่ายใด) ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจในวันเลือกตั้งอย่างที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้

ดัง นั้น ผู้เขียนเชื่อว่า เราอาจจะได้เห็นปรากฏการณ์เสียงข้างมากที่เห็นได้ชัดเจนในระดับหนึ่งทีเดียว ภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเจตจำนงทางการเมืองของชาติด้วยนั่นเอง

เมื่อ แนวโน้มดูจะเป็นเช่นนี้ ผู้เขียนเห็นว่า หากเราจะเดินต่อไปบนครรลองของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentary System) เช่นในประเทศประชาธิปไตยทั้งหลาย “ทุกฝ่าย” จะต้องเคารพผลการตัดสินใจทางการเมืองของประชาชนในครั้งนี้อย่างเคร่งครัด

อย่าลืมว่า การเอ่ยอ้างถึง “มารยาททางการเมือง” ก็ดี “ข้อตกลงนอกรอบระหว่างพรรคการเมือง” (ที่อาจไม่เป็นที่เปิดเผยทางสื่อสาธารณะ) ก็ดี หรือข้อตกลงอะไรก็ตามที่จะมีขึ้นทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง จะต้องสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยและประชาชนต้องยอมรับได้ด้วย

นั่น หมายถึง จะต้องกลับมาพิจารณาและยึดมั่นในเหตุผลของหลักการประชาธิปไตยทั้งก่อนและ หลังการเลือกตั้งอย่างไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ผู้เขียนประสงค์จะย้ำว่า ทุกกลุ่มทุกฝ่ายในโครงสร้างอำนาจการเมืองไทยวันนี้จะต้องตระหนักแล้วว่า ประชาชนส่วนข้างมากได้แสดงตนออกมาและต้องการจะปรับสัมพันธภาพในโครงสร้างทาง การเมืองครั้งสำคัญนี้ไม่น้อยไปกว่าความพยายามทุกวิถีทางในการรักษาอำนาจของ บางกลุ่มในโครงสร้างเดิมด้วยเช่นกัน

ผู้ เขียนเชื่อในทางที่ดีว่า ในประเทศแห่งนี้คงไม่มีผู้ใดที่มีความคิด สติปัญญาและเป็นวิญญูชนปกติ จะเห็นดีเห็นงามไปกับการให้ความชอบธรรมต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยใช้ “การรัฐประหาร” อีกต่อไปแล้ว

ดัง นั้น การสร้างความสง่างามและแสดงความมีวุฒิภาวะในสายตาชาวโลก อีกทั้งการสร้างบรรทัดฐานที่ดีในทางการเมืองในวันนี้และเพื่อลูกหลานของคน ไทยในวันข้างหน้า ย่อมขึ้นอยู่กับการเคารพการตัดสินใจของประชาชนพลเมืองร่วมกัน (อย่าลืมด้วยว่า ทหารไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดของกองทัพก็มีสิทธิเสมอภาคและมีส่วนร่วมในการ ปกครองของประเทศนี้ด้วย แต่ในฐานะ “พลเมือง” ที่ไม่มีเครื่องแบบ) ซึ่งจะต้องเคารพหลักเสียงข้างมากและยอมรับบทบาทในฐานะที่เท่าเทียมกันของ เสียงข้างน้อยในระบอบรัฐสภาด้วยนั้น เป็นเพียงทางเลือกเดียวและไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับอนาคตอันใกล้นี้

หาก สิ่งที่ว่ามาทั้งหมดนี้มิได้รับการยอมรับและถือปฏิบัติตาม จากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่เชื่อว่าตนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงนอกวิถีทาง ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาได้นั้น ผู้เขียนก็เกรงเป็นอันมากว่า ปัญหาทางการเมืองที่เรื้อรังจะมิได้รับการแก้ไขโดยผ่านระบบ “ผู้แทน” อีกต่อไป.

"นิธิ-ประจักษ์-นันทวัฒน์" วิพากษ์ "ประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง : วิกฤติหรือโอกาส"

ที่มา มติชน







รับชมข่าว VDO ชมคลิป


เมื่อ เวลา 13.30 น. วันที่ 30 มิ.ย. ที่โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ได้มีการจัดเสวนาวิชาการ "ประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง : วิกฤติหรือโอกาส" จัดโดยสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย โดยมีวิทยากรเข้าร่วมได้แก่ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์, ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นผู้ดำเนินรายการและร่วมเสวนา

ปรองดองไม่ได้เริ่มที่การหาพระเอก-ผู้ร้าย แต่เป็นการยอมรับ


อ.ประจักษ์ กล่าวในการเสวนาว่า ในขั้นตอนการพัฒนาประชาธิปไตยที่ทุกประเทศผ่านมานั้น เรายังล้าหลังมาก แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยแบบตัวแทน ยังสร้างไม่ได้ในสังคมไทยเพราะ มีสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยแบบกดปุ่ม คอยเข้ามาสกัดขวางการเติบโตของประชาธิปไตยแบบตัวแทน


ประชาธิปไตยแบบนี้คือ ประชาธิปไตย แบบที่มีชน ชั้นนำแบบเล็กๆ 10-20 คนกำกับให้การเมืองหันเหไปตามอารมณ์ของตัวเองทั้งจากเครื่องมือในและนอกระบบ ทำลายเจตนารมณ์ของประชาชน เลือกตั้งเสร็จ ไม่ว่าใครชนะ ท้ายสุดจะจัดได้หรือไม่ได้ อยู่ได้นานแค่ไหน พ้นจากมือประชาชนแล้ว แต่มีชนชั้นนำที่สามารถใช้กลไกเครืองมือต่างๆ เข้ามาแทรกแซงได้ทำให้เจตนารมณ์ประชาชนเป็นโมฆะ

โดย สรุป การเลือกตั้งมีความหมายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ชนชั้นนำกลับทำลายความสำคัญ ดูหมิ่น และทำให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นเรื่องไร้สาระและไร้ความหมายทั้งที่เป็นการ เลือกตั้งที่คนจำนวนมากเข้าร่วม ในกระบวนการนี้ไม่ใช่แค่ 4 วินาที แต่มีหลายฝ่ายเข้ามาร่วมในกระบวนการ มีการแข่งขันที่สร้างสรรค์บ้างหรือไม่สร้างสรรค์ แต่เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้คนเข้าไปมีส่วนร่วมมากกว่าวิธีการอื่นๆซึ่ง อาจไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน นานวันเข้าคนไทยก็ใช้กลไกนี้มากขึ้น การเลือกตั้งไม่ใช่แค่พื้นที่ของชนชั้นนำ แต่ประชาชนเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้พื้นที่ในการเรียกร้อง ต่อรอง ส่งเสียง ใช้อำนาจได้ แต่ประชาธิปไตยแบบการกดปุ่ม ที่เกิดจากการที่ผลการเลือกตั้งออกมาไม่สบอารมณ์คนบางกลุ่มนั้น ตนเองคิดว่าเป็นอันตรายต่อความสงบสุข เพราะหมายความว่า คนบางกลุ่มกำลังปฏิเสธเสียงของคนหลายสิบล้านคน


หนทางระยะยาวคิด ว่า มีทางออกทางเดียวซึ่งไม่ใช่ระหว่างพรรคการเมืองด้วยกัน แต่จะต้องทำอย่างไรที่พลังทางสังคมจะช่วยกดดันให้ชนชั้นที่ปฏิเสธผลการเลือก ตั้งให้เข้ามาเล่นการเมืองภายใต้กติกา ซึ่งอย่างน้อยก็ไม่ทำให้เกิดวิกฤตและภาวะที่ไม่ปกติ ขอให้แค่ระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนได้ทำงานบ้าง ให้การเลือกตั้งทำงาน เมื่อใครมาเป็นรัฐบาลกระบวนการตรวจสอบก็จะเกิดเป็นธรรมดาอยู่แล้ว เราก็สู้กัน ตรวจสอบภายใต้กฎตามรัฐธรรมนูญ แต่อย่างน้อยให้ก้าวข้ามพ้นภาวะที่คนกลุ่มเล็กๆมากดปุ่มให้ผลเป็นไปตามใจโดย ไม่ฟังเสียงประชาชน


การป้องกันการแทรกแซงการเลือกตั้งต้อง พยายามทำให้การเลือกตั้งโปร่ง ใส ยุติธรรมมากที่สุด ซึ่งจะป้องกันไม่ให้มีคนอ้างว่าเกิดการทุจริต ใครก็ตามที่ออกมาประท้วงจะขาดความชอบธรรม แต่ถ้าเกิดมีเหตุที่เชื่อได้ว่ามีการแทรกแซง คิดว่าตรงนี้จะเป็นชนวน ให้คนอ้างคัดค้านผลการเลือกตั้ง แต่ตอนนี้สังคมไทยส่งสัญญาณชัดจากทุกภาคส่วน ทุกคนชี้ว่าต้องการให้ทุกฝ่ายยอมรับและไม่ต้องการให้มีการแทรกแซงไม่ว่าด้วย อำนาจใดๆ ซึ่งฝ่ายที่คิดจะแทรกแซงนั้นลำบากที่จะฝืนฉันทามติของสังคม


ประเด็นเรื่องการปรองดองคิดว่า ถ้า สังคมไทย เป็นต้นไม้ แล้วมีพิษอยู่ ต้องถอนพิษ แต่คิดว่าเราเดินมาถึงจุดที่ว่าทุกคนมีส่วนทำให้ต้นไม้นี้เป็นพิษ รวมทั้งปัจเจกเองที่เข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้ง ไม่สามารถชี้นิ้วที่สถาบันใดแห่งหนึ่งว่าเป็นความผิด ซึ่งถ้าชี้ได้ก็ไม่ต้องมีปรองดอง ถ้าเห็นร่วมว่ามีคนผิดกลุ่มเดียวก็แค่เอากลุ่มนั้นมาลงโทษแล้วขจัดออกไป แต่ที่ยากเพราะวิกฤติที่เกิดนี้เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบจึงต้อง ปรองดอง จุดเริ่มต้นของการปรองดองคือ การยอมรับว่ามีส่วนในความขัดแย้ง


"เนล สัน แมนเดล่า เริ่มต้นด้วยการปรองดองด้วยการไม่ยกตัวเองว่าเป็นพระเอก แต่เริ่มบอกว่าเขาผิดด้วย เขามีส่วนด้วย ฝ่ายตรงข้ามก็ต้องยอมรับและแมนเดล่าก็เรียกร้องให้เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งถ้าเป็นภาพพระเอก ผู้ร้าย มีขาว-ดำ ก็ไม่มีทางปรองดองได้ แต่แน่นอนว่า ตรงนี้ไม่ได้บอกว่าผิดเท่ากัน ต้องดูไปตามเนื้อผ้า กรณีไหนใครผิดก็ดูไปตามนั้น"


อ.ประจักษ์ กล่าวเสริมว่า ในสังคมเราใช้ผู้เชี่ยวชาญกันหมดแต่ยังไม่เห็นผลชัดเจน เราต้องเห็นใจท่าน บางคนเป็นกรรมการหลายชุด ปัญหาคือจะไม่ให้ประชาชนธรรมดาเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเหล่านั้นบ้าง หรือ ในกรณีแคนาดา มลรัฐโคลัมเบีย เคยตั้งประชาชนที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ มีการคัดสรร ได้ประชาชนมา 160 คน และเชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็น นำเสนอสิ่งต่างๆ กับสภาประชาชน และจัดทำข้อเสนอออกมา ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ถูกนำโยนกลับไปให้ทำประชามติอีกที นี่จึงเป็นกระบวนการที่ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีส่วน และคู่ขัดแย้งได้มีส่วนร่วมตัดสินใจ ความสงบในสังคมไม่ต้องมองไกล วันเลือกตั้งขอให้เป็นไปอย่างยุติธรรมและผลการเลือกตั้งได้รับการยอมรับ โดยไม่มีการกดปุ่ม นี่จึงเป็นหนทางการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติ

การเมืองแบบเก่า เลือกตั้งหรือรัฐประหารก็ไม่ได้แก้วิกฤตการเมืองที่แท้จริง!


ด้าน ดร.นิธิ กล่าวว่า เรื่องเกี่ยวกับวิกฤตทางการเมืองความผิดหรือถูกอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล เพียงคนเดียว ที่ตนเข้าใจคือ เมื่อไหร่ที่พูดถึงวิกฤตคือภาวะที่ไม่สามารถใช้วิธีการเก่าแก้ปัญหาได้ วิกฤตทางการเมือง แค่ชนชั้นนำยอมรับผลการเลือกตั้งนั้นคิดว่าไม่พอ เพราะวิกฤตการเมืองไทยมาจากเรื่องที่ซับซ้อนกว่าคนทะเลาะกัน หรือคนมีสีต่างกัน กระบวนการเก่าคิดว่าจะไม่ช่วยให้ประเทศไทยหลุดจากวิกฤตรวมทั้งการเมืองแบบ ตัวแทน หากเฉพาะตัวการเมืองเองยังไม่ปรับเปลี่ยนนั้น ถามว่าประเทศไทยจะหยุดวิกฤตได้หรือไม่ ตนคิดว่าไม่


วิกฤตต้องไม่ดูแคบๆแค่ความแตกร้าวในสังคมไทย กลุ่มคนชนชั้นนำก็แตกกันด้วย ทั้งหมดเหล่านี้เป็นอาการของวิกฤต ตัวมันเองไม่ใช่วิกฤต เป็นอะไรที่ซับซ้อนอยู่ข้างล่าง ทั้ง นี้ คิดว่าวิกฤตที่เกิดขึ้น เกิดจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาในไทยตั้งแต่พ.ศ. 2475 เรื่อยมาสังคมค่อยๆเปลี่ยน ช้าบ้าง เร็วบ้าง ปัจจุบันเรากลายเป็นคนไทยอาศัยในเขตเมืองมากกว่าครึ่ง ไม่ว่าจะนิยามอย่างไรก็ตาม การเมืองในกระบวนการเก่าไม่ว่าจะมีหรือไม่มีรัฐประหารก็แก้ไม่ได้


ยก ตัวอย่าง กำลังแรงงานส่วนใหญ่ของไทย นั้นเราไม่ได้อยู่ในเกษตร แต่เป็นในภาคการผลิตและบริการเป็นส่วนใหญ่ ตัวเลขห่างกันเกือบสิบล้านคน การผลิตในไทยไม่ว่าจะเป็นด้านใด ถูกทำให้เป็นการผลิตเชิงพาณิชย์มาก ในภาคการเกษตร พอผลิตเชิงพาณิชย์เต็มตัวก็ขาดทุนมากขึ้น เพราะต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสูงขึ้นมาก เนื่องจากเข้าไม่ถึงทรัพยาการการผลิต ชาวนาที่ผลิตข้าวเต็มตัวไม่มีแม้แต่ที่ดินของตัวเอง เช่าที่ดิน คนที่ให้เช่าก็ขยับราคาเช่าตามราคาข้าว เมื่อไม่มีทุนหมุนการผลิต ก็ต้องกู้อย่างเช่นเอาเงินมาซื้อปุ๋ย ไม่มีเครื่องมือการผลิตอื่นๆ รวมทั้งแรงงานก็มี คนหนุ่มสาวไม่อยู่ในที่นา


เหล่านี้ต้องแก้ ปัญหาด้วยการปฏิรูปที่ดิน การเกษตร สาธารณสุข การศึกษา เพื่อทำให้คนพร้อมออกจากท้องนา เข้าสู่ภาคบริการโดยมีอำนาจต่อรอง ซึ่งเป็นเรื่องของคนหลาย 10 ล้านที่เป็นวิกฤตสำหรับคนเหล่านั้น โดยที่การเมืองไทยไม่ว่ารัฐประหารหรือเลือกตั้ง ไม่ได้สะเทือนต่อการเปลี่ยนแปลงจนถึงวันนี้


ใน ขณะเดียวกันคิดว่า ปัจจุบัน สังคมไทยผ่านการปฏิวัติข่าวสาร ข้อมูล ใครก็ตามที่จะปิดกั้นข่าวของคนนั้น ถือเป็นมนุษย์หิน ประเทศจีนยังทำไม่ได้ ไทยไม่ต้องพูดถึง แค่คนชั้นกลางในต่างจังหวัดเอง การยอมให้เกิดวิทยุชุมนุมในต่างจังหวัดเกิดผลมากพอสมควร


การที่ มีคนจำนวนมากเข้ามาชุมนุมในเมืองหลวง มีผู้คิดว่าคนเหล่านี้จน กรอบ คนที่มาในภาพของเสื้อแดงอาจอ้างว่าจน แต่จริงๆ แล้วไม่จนเท่าคน 6 ล้านคนที่มีฐานะยากจนจริงๆ ในประเทศไทย คนเหล่านี้ได้รับข่าวสาร ไม่ได้มาเพราะถูกหลอก สังคมได้รับการปฏิวัติข่าวสารแล้วไม่ใช่แบบเก่าอีกต่อไป


แรงงาน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมและบริการมากกว่าชาวนา ที่น่าตกใจคือ คนเหล่านี้พออยู่พอกินเพราะทำงานวันละ 12 ชั่วโมง จึงมีคนที่เป็นแรงงานแล้วอ่านหนังสือไม่ออก การที่รัฐเปิดให้เรียนฟรีก็ไม่เรียนเพราะไม่มีเวลา ต้องทำโอที การจ่ายค่าแรงทุกวันนี้ไม่อยากให้มองแค่ค่าแรงรายวัน ตราบเท่าที่ต้องทำงาน 12 ชั่วโมงเพื่อให้มีรายได้พอการพัฒนาคนเหล่านี้ก็เป็นเรื่องยาก


อีกเรื่องคือ เรื่องรายได้และทรัพย์สิน อัตรา เงินเดือนของคนไทยมีความต่างกันมากที่สุดในหมู่ประเทศอาเซียน บัญชีเงินฝากในธนาคารหลายล้านบัญชี 80 เปอร์เซ็นต์มีเงินไม่เกิน 50,000 บาทในธนาคาร หากจำตัวเลขไม่ผิดมีเพียงแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ที่มีงานฝากมากกว่าจำนวนดังกล่าว ฉะนั้นถ้าถามว่าการเลือกตั้งเป็นคำตอบหรือไม่ บอกได้เลยว่าไม่ใช่วิธีที่จะแก้วิกฤตเหล่านี้หากไม่มีคนสนใจ


แต่ ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าการเลือกตั้งไม่มีความสำคัญ โดยเฉพาะช่วงนี้ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 สิ่งที่คิดว่าหายไปคือ "อาญาสิทธิ์" หรือความชอบธรรม อำนาจที่คนยอมรับว่าเราไม่ชอบหน้าคนอื่น แต่ยอมรับว่าคนนั้นมีอำนาจตามกฎหมาย หรือ วัฒนธรรมอะไรก็แล้วแต่นั้น "ต้องมี" ตั้งแต่การรัฐประหารปี 49 ถ้าเราไม่ชอบทักษิณแต่ต้องยอมรับ เพราะได้รับการเลือกตั้งมา เราค่อยๆทำลายอาญาสิทธิ์ไปทีละอย่าง เวลานี้เหลืออะไรที่เป็นที่ยอมรับ เลิกนับถือครู, พระ หรืออื่นๆก็ถูกทำลายหมด ด้วยเหตุนี้ ความปรองดองต้องเริ่มสถาปนาอาญาสิทธิ์ที่คนยอมรับ สิ่งที่คนเห็นตรงกันว่ายอมรับผลการเลือกตั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เป็นอาญาสิทธิ์ในการยอมรับ แล้วสร้างรัฐบาลที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ แม้ว่าจะไม่เป็นที่ชอบขี้หน้าของทุกฝ่ายก็ตาม


"ในเรื่องความ ปรองดอง คิดว่าถึงทุกวันนี้ เวลาพูดเรื่องนี้กำลังพูดถึงการปรองดองในการเมืองแบบชนชั้นนำ ถ้าทักษิณได้รับเงื่อนไขที่พอจะลงมานั่งโต๊ะเจรจากับคู่ค้านได้ ทุกอย่างก็จบกัน การเกี้ยเซียะ เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองชนชั้นนำไทยตลอดมา แต่คิดว่า มันไม่ได้เป็นจุดปรองดองในตอนนี้ จนกว่าจะกลับไปแก้วิกฤตข้างต้นได้ ถึงแม้ว่าทักษิณจะกลับมาเมืองไทยด้วยการเกี้ยเซียะกับอำนาจของชนชั้นนำที่ เหลืออยู่ ถามว่าคนไทยจะอยู่กันโดยรักใคร่หรือไม่ "จะรักคนที่มีที่ดินเป็นหมื่นไร่ มีเงินฝากเป็นพันล้าน แต่ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าเทอมลูก ผมรักไม่ลง"


โดยสรุป อย่า เพิ่งหวังว่าจะเกิดโอกาส อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่จากการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าการเลือกตั้งไม่สำคัญ แค่อย่าฝากเอาไว้ที่การเลือกตั้งอย่างเดียว แต่คิดว่าต้องสร้างกลุ่มประชาสังคมที่เป็นผู้ผลักดันการเคลื่อนไหวให้นักการ เมืองเข้ามาสนใจ เสนอแก้ปัญหาที่ช่วยแก้วิกฤติที่แท้จริงของสังคมไทย


ดร.นิธิ กล่าวเสริมเรื่องผลการเลือกตั้งว่า คิดว่าถ้าสมมติมีการลากคอไปเจรจาในค่ายทหารก็ทำลายความชอบธรรมของตัวเอง แต่ใช้วิธีการเจรจาเบื้องหลังจ่ายค่าตอบแทน ก็เป็นการทำลายเช่นกัน ส่วนการเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนนนั้น หากไม่มีรัฐประหารก็คงจะซาลงเอง

จัดการภาษี สวัสดิการ และชำแหละรัฐธรรมนูญปี 50


ดร. นันทวัฒน์ กล่าวว่า หลังการเลือกตั้งต้องยอมรับผล รวมไปถึงคิดให้ดีว่าการปรองดองมีขอบข่ายมากแค่ไหน และเมื่อเลือกตั้งแล้วบทบาทของพรรคเล็กควรต้องดำเนินการตรวจสอบพรรคร่วม รวมไปถึงต้องมีการตรวจสอบที่เข้มแข็ง

ด้านการนิรโทษกรรม ในประเด็น "การตัดสิทธิทางการเมือง" คิดว่า น่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า ส่วนเรื่องความเป็นไปได้ของการ "คืนเงิน" เป็นเรื่องซับซ้อนและยากมากกว่า

ใน ส่วนประเด็นหลังเลือกตั้ง จะเป็นวิกฤตหรือโอกาส คิดว่าในฐานะนักกฎหมายมองว่าปัญหาอาจเกิดจากฎหมายเป็นหลัก คิดว่าควรเอารัฐธรรมนูญ ปี 50 มาขึงพืด เอามาดูกันใหม่ รัฐธรรมนูญต้องเป็นสิ่งที่แรกที่ต้องปรับ การเขียนที่ดูเรื่องโครงสร้างแบบระบบเดิมๆไม่ได้แล้ว

การหา เสียงอาจต้องมีการกำหนดทิศทางข้างหน้าว่าเราจะเป็นรัฐสวัสดิการแบบ ถ้วนหน้าหรือไม่ หรือเป็นแบบรัฐสวัสดิการเฉพาะกลุ่ม ตามรายได้ซึ่งเป็นไปตามสภาพสังคม รัฐธรรมนูญ ในทางปฏิบัติเท่าที่ควรเป็นควรพูดถึงเรื่องสวัสดิการที่จะให้ประชาชนได้ครบ เพราะไม่อย่างนั้นพรรคการเมืองก็จะแย่งเอามาเป็นผลงานในการหาเสียง

สิ่ง หนึ่งที่ประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการไม่ได้ เนื่องจากตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมามีแต่ความพยายามที่จะพูด แต่ไม่มีความพยายามที่จะทำ อีกอย่างก็คือว่า จะเอาเงินมาจากไหน มันมีรูปแบบจำนวนมากที่ต่างประเทศใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีมรดก เก็บภาษีที่ดินที่เกินจากการประกอบอาชีพ รัฐควรกำหนดภาษีให้ชัดเจนเพื่อจัดเก็บภาษีเหล่านั้น แล้วนำมาจัดทำเป็นสวัสดิการ เมื่อมีสวัสดิการที่ดี คิดว่าปัญหาบ้านเราก็จะแก้ได้ส่วนหนึ่ง แม้จะมีความต่างในเรื่องเงินเดือนของแต่ละคน แต่สวัสดิการพื้นฐานแล้วทุกคนก็ควรจะได้ ส่วนการเก็บภาษีก็ค่อนข้างยากในรัฐบาลที่เป็นนายทุน รัฐบาลใหม่ต้องกล้า เราแค่พยายาม แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"ในทางนิติศาสตร์ ถ้า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎกติกาที่ถูกต้องไม่มีใครตุกติก ตรงนี้คิดว่าต้องยอมรับ ผมค่อนข้างชัดว่า หลายๆครั้งเราไม่ชอบบุคคล หรือพรรค ถ้าไปดูในต่างประเทศเขาก็อยู่ในสภาพเดียวกัน ประชาชนก็รวมตัวหากระบวนการตรวจสอบ แล้วไปรอการเลือกตั้งครั้งหน้า ระหว่างทางก็ตรวจสอบนโยบาย สิ่งที่ติดกันบนป้ายข้างถนนนั้นจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าพรรคการเมืองหา เสียงให้แค่ได้เป็นรัฐบาลหรือทำให้ประชาชนได้ตามแบบที่พูด"

น้ำตาเทียม

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



กรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขึ้นไปปาดน้ำตาหาเสียงบนเวทีราชประสงค์

ทั้งยังเปิดข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยมีใครรู้ว่าคืนวันที่ 10 เม.ย.53 เป็นคืนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้องไห้นานที่สุดในชีวิตการเมือง

ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 3 ก.ค.

ไม่มีใครรู้ว่าน้ำตานายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ จะช่วยแก้ไขสถานการณ์พรรคประชาธิปัตย์ให้กระเตื้องขึ้นได้หรือไม่

แต่หากฟังจาก คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ผู้ สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยกล่าวเย้ยหยันกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร้องไห้บนเวทีบ้านเกิด จ.เชียงใหม่ ในช่วงแรกของการหาเสียง

ก็เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น

"น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะไปร้องไห้บนเวทีปราศรัยก็คงไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ เพราะสำคัญที่สุดของการแก้ปัญหาคือการเป็นคนดี"

อย่างไรก็ตามคนทำให้นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ไม่ต่างจากนักแสดงละครน้ำเน่า กลับไม่ใช่คุณหญิงกัลยา

แต่เป็น นางคำจันทร์ แสงจันทร์ ชาว อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ แม่ของ นายวุฒิชัย วราห์คำ อายุ 22 ปี ช่างอู่รถแท็กซี่

1 ในเหยื่อ 91 ศพจากเหตุการณ์เดือนพ.ค. 53

นางคำจันทร์ ร่ำไห้ระบายความทุกข์ใจต่อหน้านายอภิสิทธิ์ ระหว่างหาเสียงที่ อ.ปทุมราชวงศา พร้อมกับรัวคำถามใส่เป็นชุด

ลูกชายมีชื่ออยู่ใน 91 ศพ แต่ทำไมนายกฯ ไม่ดูแล? ตายมาเป็นปีกลับไม่มีใครออกมารับผิดชอบหรือพูดความจริง?

ที่มาวันนี้เพราะอยากรู้ความจริงว่าที่ลูกตายเกิดจากอะไรกันแน่? รัฐบาลจับผู้กระทำผิดได้บ้างหรือเปล่า? คดีคืบหน้าไปแค่ไหน?

ชายชุดดำที่รัฐบาลกล่าวหานั้น มาจากไหนและเป็นใคร?

ตลอดเวลา 1 ปีไม่มีคำตอบ ทำให้นางคำจันทร์ บอกว่ายังโกรธรัฐบาลอยู่ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตที่ยอมรับไม่ได้

โกรธ ตรงที่ว่าทำไมนายกฯ ไม่ออกมาดูตั้งแต่ตอนแรก ว่าประชาชนที่สูญเสียเขาเป็นอย่างไร อยากให้นายกฯ รับทราบบ้างว่าคนต่างจังหวัดเขาเป็นอย่างไร รู้สึกกันอย่างไร

คำถามนางคำจันทร์ คือสิ่งทำให้ความหวังเฮือกสุดท้ายของนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ฝากไว้กับ'น้ำตา'บนเวทีราชประสงค์

ต้องพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง

ธิดาบุกกกต. จี้แก้วิธีกาสส.รายชื่อ

ที่มา ข่าวสด

วุฒิฯถกบัตรเลือกตั้ง พท.โวยชื่อพรรคเล็ก จตุพรส่งหนังสือแจง สาเหตุไม่ได้ใช้สิทธิ์


นปช.ยื่น กกต.เปลี่ยนกฎใหม่ วิธีเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เสนอให้กาหลังหมายเลข แทนหลังชื่อพรรค กันบัตรเสีย ทดสอบพบส่วนใหญ่กาผิด ขณะที่ "ลายจุด" จับตาโค้งสุดท้าย แฉจังหวัดใหญ่ภาคอีสานซื้อเสียงกันแล้ว หัวคะแนนเคาะตามบ้าน คาด 3 ก.ค. แท็กซี่กรุงหายแทบหมด โชเฟอร์กลับบ้านเข้าคูหา ทนายรุดหารือ "จตุพร" หาช่องทางรักษาสิทธิ์ เหตุออกจากคุกไปเลือกตั้งไม่ได้ หวั่นพ้นสภาพส.ส. "ณัฐวุฒิ" ชี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่กกต.ไม่มีอำนาจชี้ขาด ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ ด้าน กกต.วิสุทธิ์ แนะให้ทำเรื่องแจ้งนายทะเบียนท้องถิ่น ชี้แจงสาเหตุ ส่วน "ประพันธ์" ก็ยันไม่เสียสิทธิ์ เว้นแต่ศาลจะมีคำพิพากษาจำคุก

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ที่ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว นางธิดา โตจิราการ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงว่า จากการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมา จะเห็นถึงข้อผิดพลาดของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ไม่มีการประชาสัมพันธ์เรื่องรายชื่อประชาชน ที่ตกค้างจากการเลือกตั้งเมื่อปีพ.ศ.2550 ทำให้หลายคนเสียสิทธิการเลือกตั้ง และเรื่องเวลาใช้สิทธิ์ตั้งแต่ 08.00-15.00 น. ก็น้อยเกินไปเพียงแค่ 7 ชั่วโมงเท่านั้น จึงอยากให้ขยายเวลาเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล ส่อทุจริต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่กาช่องเบอร์ 1 ไม่ค่อยติด

นางธิดา กล่าวว่า รวมถึงคำสั่งของกกต.ที่พิมพ์ข้อความในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ว่าให้ทำเครื่องหมายกากบาท ภายในช่องทำเครื่องหมายด้านขวามือของหมายเลขพรรค การเมืองเพียงหมายเลขเดียวเท่านั้น ทาง นปช. ทราบว่าพรรคเพื่อไทยได้ทดสอบให้กาบัตร เลือกตั้งดังกล่าว ปรากฏว่า 9 ใน 10 คน ที่ตั้งใจลงคะแนนให้หมายเลข 1 กากบาทผิดช่อง โดยไปกากบาทหลังหมายเลข 1 แต่คำสั่งของ กกต.ต้องการให้กากบาทหลังชื่อพรรค ซึ่งอาจจะทำให้เกิดบัตรเสียได้ จึงอยากให้ กกต.เป็นผู้พิจารณา ไม่ว่าจะทำเครื่องหมายลงในช่องด้านขวาของหมายเลข หรือหลังชื่อพรรค ก็ไม่ให้ถือว่าเป็นบัตรเสีย โดยในวันที่ 30 มิ.ย. เวลา 10.00 น. นปช.จะนำจดหมายร้องเรียนไปยื่นกกต. เพื่อพิจารณาถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นด้วย

"ในวันที่ 3 ก.ค.นี้ ถือเป็นภารกิจที่สำคัญ เพราะทาง นปช.จะเปิดรับสมัครอาสาสมัครคนเสื้อแดง เพื่อตรวจสอบตามหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ เมื่อใช้สิทธิ์การเลือกตั้งแล้ว ก็อยากจะให้อยู่สังเกตการณ์จนถึงขั้นตอนของการนับคะแนน เพื่อป้องกันการทุจริตโกงเลือกตั้ง หากผลการเลือกตั้งออกมาด้วยความโปร่งใส พวกเราจะยอมรับ แต่หากไม่โปร่งใส พวกเราคงจะยอมไม่ได้เช่นกัน" นางธิดา กล่าว

รักษาการประธานนปช. กล่าวต่อว่า นอก จากนี้ เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา มีหนังสือชื่อ "เสนาธิปัตย์" เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต เป็นเรื่องราวที่กล่าวถึงยุทธการกระชับพื้นที่ บ่งบอกถึงความสำเร็จในการปราบปรามประชาชน ที่ทำให้ประชาชนสูญเสียชีวิตถึง 91 ศพ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ทางทหารที่บอกว่า ทำให้ประชาชนที่มาเรียกร้องทางการเมืองโดยสงบสันติ กลายเป็นการสู้รบในเมือง ที่ไพร่ใช้การสู้รบเต็มรูปแบบ

ขณะเดียวกัน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวถึงการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.ว่า เป็นช่วงสุดท้ายที่พรรคการเมืองต่างๆ หาเสียงกันคึกคัก สำหรับตนเองนับจากนี้คงใช้เวลาอยู่ในศูนย์เฝ้าระวังการโกงเลือกตั้ง 54 ที่ชั้น 5 ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว เพื่อรับข้อมูลการทุจริตการเลือกตั้ง จากสมาชิกที่ลงพื้นที่ไปแล้วหลายจังหวัด ล่าสุดสมาชิกแจ้งข้อมูลพบสิ่งผิดสังเกต อาจมีการโกงการเลือกตั้งเข้ามาจำนวนมาก โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ๆ ในภาคอีสาน พบกลุ่มหัวคะแนนเคาะประตูบ้าน เสนอเงินให้ชาวบ้านเลือกพรรค และคนของตัวเอง หากเป็นชาวบ้านทั่วไปจ่ายหัวละ 100-300 บาท หากเป็นระดับผู้นำชุมนุมหัวละ 1,000 บาท หรือมากกว่านั้น

แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวว่า มีหลายจังหวัดที่หัวคะแนนพรรคการเมืองไม่กล้าเสนอเงินให้ชาวบ้าน เพราะกลัวถูกร้องเรียน และชาวบ้านหลายคนที่เคยถูกเสนอเงินให้ ก็บอกคนที่แจกว่าหากเอาเงินมาให้ก็จะรับไว้ แต่ไม่เลือก ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของการเลือกตั้งครั้งนี้ ชาวบ้านตื่นตัวกับการเลือกตั้งมาก และใช้ความคิดในการเลือกผู้แทนของเขามากขึ้น ส่วนหนึ่งมีผลมาจากคนเสื้อแดง ที่ประจำอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทุกภาคคอยจับตาดูการเลือกตั้ง เมื่อพบพิรุธก็จะแจ้งมายังศูนย์ ทำให้สามารถสกัดกลโกงต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เชื่อว่าวันที่ 3 ก.ค. จะมีประชาชนออกไปใช้สิทธิ์กันทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มแท็กซี่ เชื่อว่าในวันนั้นจะเดินทางกลับไปเลือกตั้งยังจังหวัดภูมิลำเนา จะไม่มีแท็กซี่เหลือวิ่งในกรุงเทพฯ


อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิ้ก ข่าวสด