WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 3, 2011

EXIT POLL สวนดุสิตโพล เพื่อไทยถล่ม 313 ปชป.152 ภูมิใจไทย13 ชูวิทย์ 3

ที่มา มติชน





“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ แบบ EXIT POLL โดยกระจายพื้นที่ทั้ง 375 เขตเลือกตั้ง จำนวน 157,759 ตัวอย่าง ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ระหว่างเวลา 8.00-14.00 น. บริเวณหน้าคูหาเลือกตั้ง โดยสอบถามผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง


ผลการสำรวจ EXIT POLL จำนวน ส.ส. เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทั่วประเทศ พบว่า อันดับ 1 พรรคเพื่อไทย จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ 66 ส.ส. เขต 247 รวม 313 คน

อันดับ 2 พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ 45 ส.ส. เขต 107 รวม 152 คน

อันดับ 3 พรรคภูมิใจไทย จำนวนส.ส. บัญชีรายชื่อ 4 ส.ส.เขต 9 รวม 13 คน
อันดับ 4 พรรคชาติไทยพัฒนา จำนวนส.ส. บัญชีรายชื่อ 2 ส.ส.เขต 8 รวม 10 คน

อันดับ 5 พรรคพลังชล จำนวนส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 ส.ส.เขต 4 รวม 5คน

อันดับ 6 พรรครักประเทศไทย จำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ 3 คน พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน จำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ 2 คน อันดับ 7พรรครักษ์สันติ จำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 อันดับ 9 พรรค มาตุภูมิ จำนวนส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 คน

สรุปจำนวน ส.ส. เขต จำแนกตามภูมิภาค (375 เขต)
พรรค เพื่อไทย ได้ส.ส.รวม 247 กทม. 28 กลาง 54 เหนือ 49 อีสาน 116 ภาคใต้ ไม่ได้เลย
พรรค ประชาธิปัตย์ ได้ส.ส.รวม 107 กทม. 5 กลาง 30 เหนือ 18 อีสาน 1 รวม 53
พรรคภูมิใจไทย อีสาน 9 รวม 9 คน พรรค ชาติไทยพัฒนา กลาง 8 รวม 8 คน
พรรคพลังชล ภาคกลาง4 รวม 4 ที่นั่ง

ตารางที่ 1 สรุปจำนวน ส.ส.เขต และ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อทั่วประเทศ คลิ้กดูรายละเอียดทั้งหมดที่นี่

อันดับ

พรรค

จำนวน ส.ส.

บัญชีรายชื่อ

จำนวน ส.ส.

เขต

รวม

1

เพื่อไทย

66

247

313

2

ประชาธิปัตย์

45

107

152

3

ภูมิใจไทย

4

9

13

4

ชาติไทยพัฒนา

2

8

10

5

พลังชล

1

4

5

6

รักประเทศไทย

3

-

3

7

ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน

2

-

2

8

รักษ์สันติ

1

-

1

9

มาตุภูมิ

1

-

1

 

รวม

125

375

500

ตารางที่ 2 สรุปจำนวน ส.ส. เขต จำแนกตามภูมิภาค (375 เขต)

อันดับ

พรรค

ภาพรวม

กทม.

กลาง

เหนือ

อีสาน

ใต้

1

เพื่อไทย

247

28

54

49

116

-

2

ประชาธิปัตย์

107

5

30

18

1

53

3

ภูมิใจไทย

9

-

-

-

9

-

4

ชาติไทยพัฒนา

8

-

8

-

-

-

5

ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน

-

-

-

-

-

-

6

รักษ์สันติ

-

-

-

-

-

-

7

พลังชล

4

-

4

-

-

-

8

มาตุภูมิ

-

-

-

-

-

-

 

รวม

375

33

96

67

126

53

 

Friday, July 1, 2011

ดีเบตคนละเวที ! มาร์ค กับ ปู เจอกันบนจอเจาะข่าวเด่น"สรยุทธ"

ที่มา มติชน



รับชมข่าว VDO ชมคลิป


ราย การสรยุทธ เจาะข่าวเด่น ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ในช่วงโค้งสุดท้าย สรยุทธ สุทัศนะจินดา นำ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปาร์ตี้ลิสต์ เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย ที่คนหนึ่งอยู่บนเวทีลานพระบรมรูปทรงม้าฯ กับอีกมุมหนึ่ง ปู ยิ่งลักษณ์ อยู่บนเวที ราชมังคลากีฬาสถาน โดยมี อาจารย์สุขุม นวลสกุล นักรัฐศาสตร์ มาร่วมแสดงความเห็น

เลือกตั้ง 2554 ปัจจัยชี้ขาดสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ ( ดูคลิป)

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 1 ก.ค. 54

ยิ่งคืบคลานเข้าใกล้วันเลือกตั้งทั่วไป 3 กรกฎาคม 2554 มากเท่าใด
ความคิดเห็นหลากหลายจากต่างประเทศเกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้งครั้งนี้ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
และหลากหลายมุมมอง หลากหลายทรรศนะมากยิ่งขึ้น
มีทั้งทรรศนะอย่างเป็นทางการ จาก
บัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น)ที่เพิ่งรับตำแหน่งวาระที่ 2 ไปหมาดๆ,
ความเคลื่อนไหวของ 2 ส.ส.อเมริกันจาก 2 พรรค เรียกร้องให้
นางฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศ แถลงจุดยืนและส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบเลือกตั้งในไทย,
เรื่อยไปจนถึงบทวิเคราะห์ว่าด้วยในบริบททางการทูตระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาของสำนักข่าวเอเอฟพี



ต่อไปนี้คือรายละเอียดของความเคลื่อนไหวเหล่านั้น
ที่จับจ้องมาที่การเลือกตั้งครั้งสำคัญของไทยครั้งนี้อย่างช่วยไม่ได้
เพราะเหตุรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมานั้น ยังสดใหม่ในความทรงจำของทุกๆ คน
โดยเฉพาะคนที่ไม่ต้องการให้มีเรื่องทำนองเดียวกันเกิดขึ้นอีกครั้ง


จี้"คลินตัน"ตรวจสอบเลือกตั้งไทย


นายเท็ด โป สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตัวแทน
เขตเลือกตั้งที่ 2 ของรัฐเท็กซัส ร่วมกับ นายเดนนิส คูซินิช ส.ส.พรรคเดโมแครตจากรัฐโอไฮโอ
ร่วมกันลงนามในจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่ง ลงวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา
ส่งถึงนางฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ
มีทั้งในส่วนของการแสดงความคิดเห็นและในส่วนที่เรียกร้องต่อรัฐมนตรฮิลลารี มีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้


"เรียนท่านรัฐมนตรี


ในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ ราชอาณาจักรไทย เตรียมจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้น
ซึ่งหลังจากภาวะปั่นป่วนทางการเมืองที่เกิดขึ้นยาวนานนับทศวรรษ
การเลือกตั้งครั้งนี้กลายเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จำเป็นต้องเป็นไปโดยเสรี เป็นธรรม
เพื่อให้ประชาธิปไตยได้เบ่งบานอีกครั้ง


อย่างที่ท่านคงรำลึกได้ เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา
กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเข้ายึดครองพื้นที่บางส่วนของกรุงเทพฯเป็นเวลานานถึง 9 สัปดาห์
จากที่เริ่มต้นโดยสันติ
ทั้งการชุมนุมประท้วงและการรับมือของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกลายเป็นเหตุ
ให้ก้าวร้าวรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ลงเอยในท้ายที่สุดด้วยการกลายเป็นการสู้รบกันใจกลางเมือง
เมื่อถึงเวลาที่ทหารใช้กำลังกวาดล้างเพื่อสลายผู้ชุมนุมในราวกลางเดือนพฤษภาคมนั้น
มีผู้เสียชีวิตไป 88 คน และมากถึง 2,000 คน ได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ ตามรายงานของสื่อมวลชน


เราจำเป็นต้องแสดงให้เห็นเด่นชัดว่า เราจะยืนหยัดเคียงข้างกับประชาธิปไตยในประเทศไทย ดังนั้น
เราขอเรียกร้องให้ท่านรัฐมนตรีออกแถลงการณ์ล่วงหน้าก่อนการเลือกตั้งของไทยครั้งนี้
สนับสนุนให้มีการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม และสร้าง ความกระจ่างชัดให้เกิดขึ้นว่า
สหรัฐอเมริกาจะเคารพในเจตนารมณ์ของปวงชนชาวไทย
เราขอเสนอด้วยว่า ท่านควรส่งทีมเข้าไปตรวจสอบการเลือกตั้ง
เพื่อช่วยให้เกิดความแน่ใจได้ว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกต้องและชอบธรรม
ภายใต้ภาวการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้เองที่สหรัฐอเมริกาจำต้องแสดงออก
ซึ่งจุดยืนอย่างกล้าหาญเพื่อให้เจตนารมณ์ของประชาชนได้รับการรับฟังและเคารพ


เท็ด โป


เดนนิส คูซินิช


สมาชิกรัฐสภา"




ทุกฝ่ายควรเคารพประชาชน


ในห้วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น โฆษกประจำตัวเลขาธิการสหประชาชาติ
เผยแพร่ถ้อยแถลงสั้นๆ ที่เป็นทรรศนะของ นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ ต่อการเลือกตั้ง
ที่กำลังจะ มีขึ้น ไม่เพียงสะท้อนถึงนัยกดดันในเชิงการทูตเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึง
ความสำคัญต่อการมี "เสถียรภาพ" ทางการเมืองขึ้นในไทยอีกด้วย


ในถ้อยแถลงในนามของ บัน คี มุน ดังกล่าว ระบุว่า ได้ติดตามสถานการณ์ก่อนหน้าการเลือกตั้ง
ที่จะมีขึ้น ในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ อย่างใกล้ชิด และคาดหวังว่า การเลือกตั้งดังกล่าวนี้
จะดำเนินไปโดยสันติ และในลักษณะที่มีเสรี เป็นธรรม และโปร่งใส
เพื่อให้การเลือกตั้งนี้ส่งเสริมให้เกิดความสมานฉันท์
และเสริมสร้างขนบประชาธิปไตยในประเทศไทยให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น


นายบัน คี มุน เรียกร้องต่อทุกๆ ฝ่าย ให้งดเว้นการกระทำใดๆ
ที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้น ทั้งก่อนหน้า,
ระหว่างและหลังการเลือกตั้ง และขอให้ทุกฝ่ายยอมรับ
และเคารพต่อเจตนารมณ์ของปวงชน ตามที่ได้แสดงออกมาให้เห็นผ่านหีบบัตรเลือกตั้งครั้งนี้


สำนักข่าวเอเอฟพีตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า ถ้อย แถลงครั้งนี้มีขึ้นท่ามบรรยากาศของความหวั่นวิตกว่า
การเลือกตั้งครั้งนี้จะนำพาความรุนแรงกลับมาอีกครั้ง
โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า มีผู้สมัครรับเลือกตั้งมากถึง 430 คน ที่ขอความคุ้มครองมา
และจำเป็นต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่มากถึง 170,000 นาย
ทำหน้าที่อารักขาหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศในวันเลือกตั้ง


สหรัฐวิตกกับเลือกตั้งไทย


ฌอน แทนดอน ผู้สื่อข่าวของเอเอฟพี ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. วิเคราะห์การเลือกตั้งไทยในครั้งนี้
ภายใต้บริบทในด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา เผยแพร่ออกมา เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน


เจ้าหน้าที่ระดับ "ผู้กำหนดนโยบาย" ในสหรัฐอเมริกา กำลังจับตามองการเลือกตั้งไทยครั้งนี้
อยู่อย่างเป็นกังวลวิตกว่า การเลือกตั้งจะกลายเป็นชนวนให้เกิดสถานการณ์ต่อเนื่องเป็นชุดออกมา
ที่จะกลายเป็น "ภาวะไร้เสถียรภาพใหม่"
ซึ่งจะลงเอยด้วยการเป็นเครื่อง "บั่นทอนบทบาท" ของมิตรประเทศ
ที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคนี้ลง
ในยามที่รัฐบาลบารัค โอบามา ให้ความ สำคัญต่อภูมิภาคนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างมากในหลายๆ ด้าน


"เคิร์ท แคมป์เบลล์" ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออก
กล่าวเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ว่าสหรัฐอเมริกาต้องการ
"ทำงานให้ใกล้ชิดกับไทยมากขึ้นอย่างยิ่ง" ดังนั้น
ในความเห็นของเจ้าหน้าที่ระดับผู้ช่วยรัฐมนตรี
การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นจึงถูกยึดถือเสมือนหนึ่งเป็น "เครื่องชี้ขาด"
ในการกำหนดวิถีของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาในอนาคต


ภายใต้ภาวการณ์ดังกล่าว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ ตัวแทนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
จะ "เข้าถึงตัว" แกนนำสำคัญของทั้งสองฝ่าย
เพื่อกระตุ้น ส่งเสริมให้เกิด "ความสงบ" ขึ้นในประเทศ


เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในไทย เพิ่งพบหารือกับ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เมื่อไม่นานมานี้
ขณะเดียวกัน ก็ ""ระมัดระวังอย่างยิ่ง" ที่จะไม่พาตัวเองเข้าไป "เกี่ยวข้องโดยตรง"
ในกระบวนการ เลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทางการไทยยื่น "ประท้วง" กลายๆ
เมื่อ แคมป์เบลล์ เข้าพบกับแกนนำของกลุ่มเสื้อแดงในระหว่างการชุมนุมประท้วงเมื่อปีที่ผ่านมา


สหรัฐกร้าวขึ้นแน่ถ้า"ปฏิวัติ"อีก


เมื่อเกิดรัฐประหารในปี 2549 นั้น ปฏิกิริยาต่อทางการไทยในเวลานั้นของสหรัฐอเมริกาก็คือ
สั่งระงับความช่วยเหลือทางทหารมูลค่า 24 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่งยกเลิกการระงับไปเมื่อต้นปี 2551 นี้


ผู้เชี่ยวชาญมองการกระทำของสหรัฐอเมริกาในครั้งนั้น ว่า
เป็นการแข็งกร้าวเกินไปทำลายมิตรประเทศโดยไม่จำเป็น
แต่มีไม่น้อยเหมือนกันที่เห็นว่า การระงับความช่วยเหลือดังกล่าว
มีค่าเท่ากับไม่ได้ตัดสัมพันธ์ใดๆ เพราะทำไปเพียงให้เป็น "สัญลักษณ์"
และให้สอดคล้องกับกฎหมายเท่านั้นเอง


โจชัว เคอร์แลนท์ซิค นักวิชาการจากสภาวิเทศสัมพันธ์ในวอชิงตัน บอกว่า
ท่าทีของสหรัฐอเมริกาจะแข็งกร้าวมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน
หากเกิด "รัฐประหาร" ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง


"สถานการณ์แปลกแยกกับยุคสมัยมากเกินไป
นี่ ไม่ใช่ยุคสงครามเย็นนะครับ ขณะ 2011 แล้ว
ไม่มีประเทศระดับเดียวกันที่มีรายได้ปานกลาง
และเป็นประชาธิปไตยใหม่ที่ไหนเขามีรัฐประหารกันแล้ว"


เขาบอกด้วยว่า ในขณะเดียวกัน การที่สหรัฐให้ความสำคัญ
ในฐานะมิตรประเทศเชิงยุทธศาสตร์ของไทยก็ลดลง
และเพิ่มความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้น
พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ไทย หรือดำเนินการอื่นใดต่อไทยของสหรัฐอเมริกาทำได้ง่ายขึ้น


"ตอนนี้ไทยเริ่มถูกปรับลดลำดับความสำคัญในความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาลงแล้ว
มาอยู่ในระดับเดียวกับประเทศอย่างเวียดนาม
แทนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายเหมือนก่อนหน้านี้"


ไม่ว่าจะมีใครใส่ใจหรือไม่ แต่นี่คือความเป็นจริงในทางการทูตที่ไทยต้องเผชิญอยู่ในเวลานี้







http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1309496124&grpid=01&catid=&subcatid=

มะกันขู่-ถ้าไทยปว. ใช้ไม้แข็ง เลขายูเอ็นแถลง

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



สื่อนอกชี้สหรัฐไม่ปลื้มปฏิวัติ

วันที่ 30 มิ.ย. สำนักข่าวเอเอฟพี ประเทศฝรั่งเศส เผยแพร่บทความ
ที่เขียนโดยนายฌอน แทนดอน ชื่อบทความว่า
"US nervous ahead of Thai election" หรือ "สหรัฐหวั่นวิตกการเลือกตั้งไทย"
มีเนื้อหาระบุ สหรัฐกำลังจับตามองการเลือกตั้งของไทยในวันอาทิตย์ที่ 3 ก.ค. นี้อย่างเป็นห่วง
เพราะเกรงว่าอาจเกิดความไร้เสถียรภาพครั้งใหม่ที่จะลดบทบาทของไทย
ในฐานะพันธมิตรเก่าแก่ที่สุดในเอเชียของสหรัฐ

นายแทนดอน ชี้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลที่วอชิงตันของนายบารัก โอบามา
ให้ความสำคัญแก่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเน้นสร้างสัมพันธ์กับอินโดนีเซียและเวียดนาม
เพราะเห็นว่าไทยวุ่นวายอยู่กับความขัดแย้งภายใน

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐหวังว่า
การเลือกตั้งของไทยจะดำเนินไปอย่างราบรื่นและปูทางไปสู่การปรองดอง
แต่ก็เตรียมพร้อมเสมอสำหรับเรื่องร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้

ด้านนายเคิร์ต แคมป์เบลล์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออก
กล่าวเมื่อเดือนก่อนว่า สหรัฐต้องการทำงานอย่างใกล้ชิดกับไทย
ช่วงเวลาเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดแนวทางความสัมพันธ์อย่างชัดเจน

รายงานชิ้นนี้ยังระบุว่า สหรัฐเข้าถึงพรรคการเมืองทั้งสองฝ่ายของไทยมาโดยตลอด
แต่ระมัดระวังที่จะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยตรง

ขณะที่นายทิโมธี แฮมลิน นักวิเคราะห์ที่ศูนย์สติมสัน ชี้ว่า
ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐติดอยู่ในภาวะนิ่งเฉยตั้งแต่การปฏิวัติปี 2549
เปิดโอกาสให้อินโดนีเซีย เวียดนามและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคก้าวขึ้นมาแทนที่

นโยบายการทูตของไทยขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นความพยายามอธิบาย
ให้ต่างชาติเข้าใจถึงสถานการณ์ในประเทศและอยากให้การเลือกตั้งดำเนินไปอย่างเรียบร้อย
เพื่อให้สามารถกลับไปดำเนินนโยบายการทูตตามปกติ

นอกจากนี้ รายงานของแทนดอนยังเผยว่า
นายโจชัว คูร์ลันต์ซิก นักวิชาการสภาวิเทศสัมพันธ์ของสหรัฐ คาดว่า
สหรัฐจะดำเนินมาตรการแข็งกร้าวกว่านี้หากเกิดการปฏิวัติครั้งใหม่ในไทย
ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของไทยที่มีต่อสหรัฐลดลง
เพราะประเทศอื่นในภูมิภาคมีบทบาทมากขึ้น ส่งผลให้สหรัฐวิพากษ์วิจารณ์ไทยได้สะดวกขึ้น
และหลายคนเริ่มมองว่าไทยอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศอย่างเวียดนาม
จากเดิมที่อยู่ในกลุ่มประเทศประชาธิปไตย



ยูเอ็นหวังไทยเคารพผลเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายบัน คีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.
ในเว็บไซต์ของสหประชาชาติ ระบุว่าเลขาฯยูเอ็นติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งในไทย
ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 3 ก.ค. โดยหวังว่าไทยจะจัดการเลือกตั้งโดยสันติและยุติธรรม
น่าเชื่อถือและโปร่งใสบริสุทธิ์ เพื่อสร้างความปรองดองให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยในประเทศ
และขอให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้น ไม่ใช้ความรุนแรงระหว่างและหลังการเลือกตั้ง
และขอให้ยอมรับและเคารพการตัดสินใจของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิที่คูหาเลือกตั้ง

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา
นายบัน ออกแถลงการณ์ต่อสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
โดยเรียกร้องให้กัมพูชาและไทยให้ใช้ความอดทนและอดกลั้นอย่างถึงที่สุด
รวมทั้งใช้มาตรการเพื่อทำให้เกิดการหยุดยิง และเชื่อว่า
ความขัดแย้งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีทางการทหารและขอผลักดัน
ให้กัมพูชาและไทยเจรจาร่วมกันพร้อมสนับสนุนกลไกระดับทวิภาคีในการแก้ปัญหา

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 26 ต.ค. นายบัน แถลงข่าว
ภายหลังการเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ห้องสีงาช้าง ทำเนียบรัฐบาล
โดยกล่าวถึงเหตุการณ์การชุมนุมกลางกรุงเทพฯ ความขัดแย้งและการสูญเสียชีวิต
โดยยกให้เป็นเรื่องที่ไทยต้องจัดการและแก้ไขเอง
แม้มีความพยายามจากพลเรือนและกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม
ที่อยากจะเห็นยูเอ็นยื่นมือเข้ามาดูแล
และรายงานพิเศษต่อกรณีสถานการณ์ความขัดแย้งในเดือน เม.ย.-พ.ค.2553 ก็ตาม
ส่วนยูเอ็นสนับสนุนให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง
เพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เริ่มต้นทำงาน และ
เปิดกว้างในการทำงานและพร้อมร่วมงานกับประชาคมโลก
ซึ่งยูเอ็นพร้อมให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคต่อการทำงานของคณะกรรมการนี้


http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNakF4TURjMU5BPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE1TMHdOeTB3TVE9PQ==

สื่อต่างประเทศจับตาโค้งสุดท้ายเลือกตั้งไทย

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



เมื่อ 1 ก.ค. สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานสรุปภาพรวมการเลือกตั้งของไทย
ในชื่อเรื่อง “ประเทศไทยที่แตกแยกจัดการเลือกตั้งตึงเครียด” ระบุว่า
การเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค.นี้จะเป็นบททดสอบศักยภาพของไทย
ในการคลี่คลายวิกฤตการเมืองอันยาวนานที่ผ่านการนองเลือด
และถ่างช่องว่างระหว่างชนชั้นปกครองกับคนยากคนจน
เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ซึ่งมีการใช้ทหารสลายการชุมนุมของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลจนมีผู้เสียชีวิตเกิน 90 ราย
และเป็นการตัดสินว่าจะเป็นการกลับมาทางการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่
ในขณะที่ลี้ภัยอยู่นอกประเทศและส่งน้องสาวเข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี


เอเอฟพีระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังคงเป็นขวัญใจของกลุ่มผู้ใช้แรงงานและชาวชนบท
แต่ยังคงเป็นที่เกลียดชังของชนชั้นปกครอง
ที่มองว่าพ.ต.ท.ทักษิณคอร์รัปชั่นและเป็นภัยต่อสถาบัน
จากโพลที่ออกมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นักการเมืองหน้าใหม่
มีคะแนนนิยมเหนือพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
พอล แชมเบอร์ นักวิจัยมหาวิทยาลัยพายัพ กล่าวว่า
การที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับความนิยมมากมายขนาดนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนว่า
พ.ต.ท.ทักษิณยังคงมีพลังทางการเมืองอยู่ในสังคมไทย


http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNd09UVXhPVE01Tnc9PQ==&sectionid=

ยิ่งลักษณ์มั่นใจวิสัยทัศน์ปี 2020 ลั่นให้คอป.ลุยต่อเพื่อปรองดอง

ที่มา thaifreenews

โดย bozo





วันที่ 1 ก.ค. ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย
ขึ้นกล่าวปราศรัยใหญ่ โดยมีประชาชนมาฟังราว 28,000 คน
ท่ามกลางฝนที่โปรยปรายในช่วงหัวค่ำ น.ส.ยิ่งลักษณ์ประกาศวิสัยทัศน์ปี 2020
ในด้านต่างๆ เช่น การคมนาคม สวัสดิการสุขภาพ การศึกษา การพลังงาน ฯลฯ
ตามที่เคยปราศรัยในช่วงหาเสียง ในส่วนของกระบวนการปรองดองนั้น
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ยืนยันไม่คิดอาฆาตแค้น หากได้เป็นรัฐบาล
จะสนับสนุนคณะกรรมการอิสระตรวจสอบค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป.
ซึ่งมีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ชุดเดิมที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งไว้ดำเนินการต่อไป โดยให้อิสระเต็มที่



น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวก่อนขึ้นเวทีว่า
วิสัยทัศน์นี้ไม่ได้หมายความว่าพรรคเพื่อไทยจะต้องเป็นรัฐบาลถึง 9 ปี
แต่เป็นสิ่งที่เรามีความตั้งใจที่จะวางอนาคตของประเทศและเรามีความมั่นใจและจริงใจ
ในการทำนโยบายและเข้ามารับใช้ประชาชน ตนพร้อมน้อมรับทุกการตัดสินใจของประชาชน



สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนั้น ยืนยันว่า
ท่านไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับพรรค เพียงแค่ให้กำลังใจอย่างเดียว
และในช่วงโค้งสุดท้ายก็ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน



เมื่อถามถึงสูตรการจัดตั้งรัฐบาล มองพรรคไหนไว้บ้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า
ยังไม่ได้คิด วันนี้ขอคิดว่าแค่ว่าจะอธิบายและนำเสนอวิสัยทัศน์ปี 2020 ได้อย่างไร



ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับหนึ่งพรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นเวทีปราศรัย
กรณีที่มีเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่กล่าวหา
เรื่องการดูแลสื่อของนายวิม รุ่งวัฒนะจินดาผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ว่า
เหตุการณ์ทั้งหมดพรรคไม่ได้รับทราบในส่วนนี้ เชื่อว่าเป็นเรื่องของการไม่ประสงค์ดีมากกว่า
ซึ่งมีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง และนายวิมเองก็ได้ชี้แจงกับผู้ที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว


http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNd09UVXhPVE0yTmc9PQ==&sectionid=

เด็ดขาด ไปเลย

ที่มา มติชน

โดย bozo

จากที่ไม่ใช่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศต่อสาธารณะ นับตั้งแต่เปิดแคมเปญหาเสียงเป็นต้นมา

แต่ในช่วงโค้งสุดท้าย นายอภิสิทธิ์ ได้ยกขึ้นมาประกาศชัดเจนแล้วว่า

"ถ้า เลือกพรรคประชาธิปัตย์เข้ามามากๆ เป็นอันดับหนึ่ง หรือเกิน 250 ได้ ผมยืนยันได้ การทำหน้าที่จะมีประสิทธิภาพกว่าตอนมีข้อจำกัดเป็นรัฐบาลผสม และจะล้างปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบอบทักษิณ"

และ

"ถ้าอยากให้ ถอนพิษทักษิณเด็ดขาดต้องเลือกประชาธิปัตย์มาเป็นที่หนึ่งเกิน 250 เสียง แล้วเราจะได้ประกาศไปทั่วประเทศทั่วโลก ประเทศไทยพร้อมเดินหน้ารักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข และจะได้บอกว่าประเทศไทยเงินซื้อไม่ได้ คนไทยจะไม่ยอมให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย คนไทยประกาศอิสรภาพจากความกลัว จากการข่มขู่แล้ว และประกาศให้รู้ว่าประเทศไทยไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง หรือคนสีใดสีหนึ่ง แต่ต้องเป็นของคนทุกสี"

ให้ขีดเส้นใต้ ที่การเรียกร้องให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ "เกิน 250 เสียง"

เพื่อมุ่งสู่

การถอนพิษ "ทักษิณ"

และ การจะได้ทำหน้าที่รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพกว่าตอนมีข้อจำกัดเป็นรัฐบาลผสม

นับ เป็นเรื่องที่ดี ที่ในที่สุด นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้เสนอให้ประชาชนตัดสินใจเลือกตนเองและ พรรคเกินครึ่ง อย่างเต็มปากเต็มคำเสียที

ไม่ใช่หวัง "พลังพิเศษ" มาช่วยเพียงถ่ายเดียว



ที่ผ่านมา เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า พรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ วางจุดยืนทางการเมืองของตน แบบ "พึ่งพาคนอื่น"

จน ดูเหมือนจะยอมรับกลายๆ ว่า การเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม พรรคประชาธิปัตย์ ไม่น่าจะได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นที่ 1 โดยจะถูกพรรคเพื่อไทย ชิงเอาแชมป์เลือกตั้งไปครอง

แต่ก็เป็นการยอมรับ ที่ไม่ได้หมายถึง ความพ่ายแพ้

ตรงกันข้าม กลับพยายามเนรมิต "สมการการเมือง" ขึ้นมา เพื่อที่จะทำให้พรรคที่ได้รับเสียงข้างมากไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้

เราจึงได้ยินสูตรตัวเลข ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ บวกกับ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เพื่อเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

โดย ล่าสุด พรรคภูมิใจไทย ได้อวดตัวเลขว่า พรรคประชาธิปัตย์จะได้ ส.ส. ประมาณ 180 คน ขณะที่พรรคภูมิใจไทย จะได้ ส.ส. 77 คน รวมแล้วทั้งสองพรรคจะกุมเสียง ส.ส. ข้างมาก คือ 257 เสียงเอาไว้ได้

และ นั่นจะเพียงพอให้เป็นแกนใน การดึงเอาพรรคการเมืองอื่นไม่ว่า ชาติไทยพัฒนา, ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน, พลังชล, มาตุภูมิ เป็นต้น มาร่วมจัดตั้งรัฐบาล

โดยปล่อยให้พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน

ภาย ใต้ "ความฝันหวาน" ในสมการการเมืองดังกล่าว พรรคประชาธิปัตย์ ก็ดูเหมือนจะอบอุ่นกับตัวช่วย ทั้งที่ปรากฏบนดิน และใต้ดิน อย่างน่าอิจฉาด้วย

บนดินก็อย่างที่ทราบกัน กรณีที่มีกลุ่มพลเมืองเพื่อร่วมคัดค้านการนิรโทษกรรมคดีคอร์รัปชั่นทักษิณ นำโดย นายแก้วสรร อติโพธิ และ น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ออกมาเรียกร้องให้ดีเอสไอเอาผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีให้การเท็จเรื่องหุ้นต่อศาล อย่างเอาการเอางาน

ตามมาด้วยกลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ได้ร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ยุบพรรคเพื่อไทย ฐานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองมา "บงการ" พรรค

และล่าสุด ก็คือการปรากฏตัวขึ้นมาของกลุ่มสยามสามัคคี ที่มี ส.ว.สรรหา นำโดย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าคณะสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ออกมารณรงค์อย่างดุดันภายใต้สโลแกน

"3 กรกฎา ไปเลือกตั้ง ไม่ให้คนเลวปกครองบ้านเมือง ไม่เลือกคน เผาบ้านเผาเมือง ไม่เลือก พวกเคืองแค้นสถาบัน"

แคม เปญของ "กลุ่มสยามสามัคคี" ว่าไปแล้วก็สอดประสานกับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ออกมาประกาศก่อนหน้านี้ ให้ เลือกคนดี คนสุภาพเข้าสภา และที่สำคัญให้โหวตเพื่อปกป้องสถาบันอย่างน่าประหลาดใจ

แต่ก็ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ "อบอุ่นใจ" กับแรงหนุน "บนดิน" เหล่านี้อย่างมาก

ขณะ เดียวกัน ก็ไม่รู้ไม่ชี้กับขบวนการใต้ดิน ที่มีการผลิตวีซีดีและสิ่งตีพิมพ์ ออกแจกจ่าย โดยมุ่งเปิดโปง พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะผู้ไม่จงรักภักดี

ถือเป็นสามัคคี "รุมกินโต๊ะ" พรรคเพื่อไทย อย่างไม่ไว้ไมตรี



ด้วยภาวะดังกล่าว ทำให้พรรคเพื่อไทย นำโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีภาระหนักหน่วง

เพราะนอกเหนือจากต้องนำเสนอนโยบายภายใต้แคมเปญ "แก้ไข ไม่แก้แค้น" แล้ว

ยังต้องพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะทำให้พรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกตั้งเข้าสภา เกิน 250 เสียง

เพื่อที่จะตัดปัญหา การที่ฝ่ายตรงข้ามจะ "จัดรัฐบาลแข่ง"

ซึ่ง มีความเป็นไปได้สูงมาก ที่หากได้รับเลือกตั้ง ในระดับ 230-240 เสียง แม้จะเป็นที่หนึ่ง แต่ก็คงถูกยื้อแย่งจากทั้งพรรคการเมือง และตัวช่วยข้างนอก ไม่ให้ได้รับสิทธิจัดตั้งรัฐบาล

ถ้าหากเกิดสภาวะดังกล่าวขึ้นมาจริง การเมืองไทยก็จะติดหล่ม "วิกฤตการเมือง" อีกครั้ง

และ อาจจะเป็น "มหาวิกฤต" เนื่องจากมวลชนเสื้อแดง ที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยอยู่คงต้องออกมาเคลื่อนไหว และอาจจะนำไปสู่เหตุอันไม่พึงประสงค์ได้โดยง่าย

ซึ่งถ้าหากเกิดขึ้นมาแล้ว คงจะควบคุมเอาไว้ไม่ได้ง่ายๆ

ประเทศชาติ ก็คงอยู่ในภาวะ "หายนะ" อีกรอบ



การเลือกตั้ง วันที่ 3 กรกฎาคม จึงทรงความหมายสำหรับคนไทยอย่างยิ่ง

เพราะจะเป็นการตัดสิน "อนาคต" ของประเทศว่าจะก้าวหน้าหรือถอยหลัง

ทุกคะแนน จึงมีความหมาย

และควรจะเป็นการลงคะแนน ที่ต้องมี "ยุทธศาสตร์" อยู่พอสมควร

นั่นคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อาจจะต้องตัดสินใจให้ "เด็ดขาด" ว่าควรจะเอาหรือไม่เอาใคร

โดยอาจจะต้องจำกัดอยู่ใน 2 พรรคการเมืองใหญ่ คือพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย

หาก เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอตัว ถอนพิษทักษิณ และเรียกร้องประสิทธิภาพการบริหารงาน ที่ไม่ใช่รัฐบาลผสม ก็ควรเทเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์อย่างเด็ดขาดไปเลย

เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าเป็นการชนะโดยเสียงส่วนใหญ่จริงๆ

ไม่ต้องไปพึ่งตัวช่วย หรือไปใช้แท็กติกทางการเมือง จัดรัฐบาลแข่งกับพรรคเพื่อไทย

การชนะอย่างท่วมท้นและขาวสะอาดเท่านั้น จะทำให้มวลชนที่ต่อต้าน ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

ตรง กันข้าม หากเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ "ดีแต่พูด" และต้องรับผิดชอบกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประเทศ ก็ควรเทเสียงให้พรรคเพื่อไทย อย่างท่วมท้นไปเลยเช่นกัน

คือควรจะได้เสียงเกิน 250 เสียง เพื่อที่จะขจัดปัญหาที่ใครจะมาตั้งรัฐบาลแข่ง

ขณะ เดียวกัน เสียงที่ยิ่งมากยิ่งดีเพราะมันจะเป็นภูมิคุ้มกันอันสำคัญ ที่จะกันไม่ไห้ "มือที่มองไม่เห็น" หรือ "ตัวช่วยฝ่ายตรงข้ามทั้งหลาย" เข้ามาจุ้นจ้าน หรือแทรกแซงประชามติของประชาชน

หากยังดื้อดึง หรือไม่ยอมรับกับ "มติ" ของประชาชน เชื่อว่า "มือที่มองไม่เห็น" หรือ "ตัวช่วยฝ่ายตรงข้ามทั้งหลาย" จะไร้ความชอบธรรมไปเอง

นี่คือสิ่งที่คนไทยควรจะร่วมกัน "ตัดสิน" ในวันที่ 3 กรกฎาคม

ตัดสินกันให้ "เด็ดขาด" ไปเลย

เลือก “คนจริง” ให้ท่วมท้นสภา

ที่มา Voice TV



Wake up Thailand ประจำวันศุกร์ ที่ 1 ก.ค. 2554

นำเสนอในประเด็น
- โหมโรง "อนาคตประเทศไทย ใต้ฟ้าเดียวกัน VS อนาคตประเทศไทย 2020
- "ปฏิญญาบรูไน" ข่าวปล่อย หรือ ลับ ลวง พราง (ภาคต่อ) ?
- ประวิตร' ปัดหารือ 'วัฒนา' ทำปฏิญญาบรูไน
- จี้สมาคมนักข่าวฯ สอบนักข่าวรับเงินพรรคการเมือง
- รีวิวนิตยสารการเมืองรายสัปดาห์
- บทวิเคราะห์ ของ ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์

เปิดใจ"อนุสรณ์ อมรฉัตร" "ภรรยาของผม อ่อนโยนแต่เข้มแข็ง"

ที่มา มติชน









หมายเหตุ - บทสัมภาษณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งจากหนังสือ "ปรากฏการณ์ยิ่งลักษณ์" จัดทำโดยทีมข่าวเฉพาะกิจหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

แรกเริ่มรัก

"ช่วง ที่เจอคุณปู ผมทำงานบริษัทในเครือซีพี ส่วนคุณปูทำงานที่ Yellow Pages ผมรู้จักพี่สาวคุณปู เพราะเขาส่งสินค้ามาขายในแม็คโคร คุณปูอยากเอา Yellow Pages มาวางในแม็คโครเลยนัดให้เราคุยกัน ตอนเจอกันรู้สึกว่าคุยกับถูกคอ จำไม่ได้ว่าเริ่มจีบตอนไหน

ตอนนั้นคุณปูฮอต ส่วนผมก็เนื้อหอมเหมือนกัน (ยิ้ม) ผมเพิ่งเรียนจบปริญญาโทจากอเมริกา กลับมาทำงานบริษัทและไปสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ถือว่าหน้าที่การงานมั่นคง เลยมีคนเข้าหาเยอะแต่ผมถูกใจคุณปูที่สุด เพราะเขาสวย ทำงานเก่ง เวลาคุยสามารถปรึกษาเรื่องธุรกิจได้ เพราะเขาไม่แข็งเกินไป บางครั้งเขาแนะนำเราบางครั้งเราแนะนำเขา

ผม ชอบที่คุณปูมาจากสังคมต่างจังหวัด ดังนั้น การสื่อสารระหว่างเราจึงเป็นแบบง่ายๆ คุยกันรู้เรื่อง เพราะผมเองก็เป็นคนง่ายๆ สบายๆ ถ้าเทียบกับนักธุรกิจคนอื่นๆ ที่มาจีบคุณปู ผมคงสู้ไม่ได้แต่คุณปูไม่ใช่คนที่สนใจตรงนี้ คิดว่าเหตุผลที่คุณปูเลือกผมคงเพราะมองว่าขยันทำงาน


ผม ประทับใจคุณปูที่เป็นคนอ่อนโยนแต่เข้มแข็ง เราทั้งคู่งานยุ่งมากเหมือนกัน แต่เขาแกร่งและขยันมาก เวลาผมโทรศัพท์ไปจีบเขาสามารถนั่งเซ็นเอกสารไปด้วยคุยไปด้วยได้ หรือบางทีผมไปพักผ่อนกับเพื่อนแล้วโทร.ไปหา เขายังนั่งทำงานอยู่เลย"

เริ่มต้นชีวิตครอบครัว

"ผม ตัดสินใจขอแต่งงานกับคุณปู เพราะอยู่ด้วยแล้วมีความสุขเขาเป็นทั้งเพื่อน ที่ปรึกษา ช่วยเติมเต็มส่วนที่เราไม่มี คอยดูแลเอาใจใส่จนทำให้ชีวิตผมดีขึ้น

แม้จะแต่ง งานกันแล้วเราก็ยังให้เวลาส่วนตัวซึ่งกันและกัน บางวันผมไปตีกอล์ฟ คุณปูไปร้านเสริมสวยบางครั้งผมไปสังสรรค์กับเพื่อน ส่วนเขาไปช็อปปิ้ง ทุกอย่างเลยลงตัว

ผมอยู่กับคุณปูมาเกือบ 20 ปีไม่เคยทะเลาะกันรุนแรง ถ้างอนก็ไม่นาน เพราะเรามีกฎว่าถ้าผมงอนห้ามออกจากบ้าน และภายในครึ่งชั่วโมงต้องง้อเขา (หัวเราะ) ส่วนคุณปูถ้างอนแล้วออกไปไหน เขาจะโทร.บอกว่าอยู่ไหน แล้วให้ผมตามไปง้อเลยทำให้ผมคิดว่างั้นจะทะเลาะกันทำไม ดีกันไว้ดีกว่า"

ชีวิตคู่เติมเต็มเมื่อมีลูก

"ก่อนมี "น้องไปค์" ผมกับคุณปูมีกิจกรรมที่ชอบทำของแต่ละคน แต่พอมีลูกก็เปลี่ยนไปเราสองคนหันมาทุ่มเทเวลาให้ลูกหมด

ถ้าไม่มีน้องไปค์ คุณปูอาจจะเห็นว่าผมเป็นลูกไปแล้วก็ได้ เพราะก่อนมีลูกชาย เขาเคยมาลูบคอล้อเล่นแล้วเรียกว่า "ลูกป๊อปๆ" (หัวเราะ)

พอ มีน้องไปค์แล้ว เราสองคนยิ่งผูกพันขึ้นเรื่อยๆ คุณปูเคยบอกว่าลูกชายกับพ่อเหมือนกันมากถึง 90% เขาบอกว่าเมื่อก่อนเวลาผมไม่อยู่เขาจะเหงา แต่ตอนนี้ผมจะไปไหนก็ได้ เพราะเขามีน้องไปค์เป็นตัวแทนผม (ยิ้ม)"

เป็นผู้หญิงแกร่ง อดทน

"คุณ ปูเป็นคนที่กล้ายอมรับความจริงและกล้าเผชิญ ความจริงเขาสามารถนั่งดูทีวีที่มีคนมาด่าหรือใส่ร้ายเขาได้ ช่วงหนึ่งที่มีแต่คนออกมาด่า ผมบอกว่าทนดูได้ยังไง ผมเห็นแล้วยังต้องรีบปิดทีวีหนี แต่เขาบอกว่าไม่ได้หรอก ต้องดูเพื่อเก็บข้อมูลจะได้ชี้แจงและตอบโต้ว่าอันไหนจริงหรือไม่จริง เรียกว่าเขาอดทนและทำใจรับกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาได้ดี

ทุก วันนี้คุณปูยังทำงานหนัก ยิ่งมาลงเล่นการเมืองก็ยิ่งทำงานหนัก ทำให้เวลาเขาบ่น ผมจะยอมๆ เขา แต่ถึงจะงานหนักยังไง แค่ไปแหย่เขาหน่อย เขาก็หัวเราะแล้ว เขารู้จักแบ่งอารมณ์ ผมยังคุมอารมณ์ได้ไม่ดีเท่าเขาเลย ไม่ได้ชมกันเอง แต่ชมในฐานะนักธุรกิจและคิดว่านี่เป็นจุดแข็งของเขา"

"หลัง จากนี้ครอบครัวผมคงเปลี่ยนไปเยอะ จากเดิมที่เราเป็นนักธุรกิจด้วยกันทั้งคู่ แต่พอมีคนหนึ่งเข้าไปสู่การเมือง ความเป็นส่วนตัวก็หายไปจึงต้องทำใจและทำตัวให้หนักแน่นเพราะต้องมีทั้งคนที่ คิดดีและไม่ดีกับเรา แต่บางเรื่องเราก็ขำไม่ออก เพราะห่วงว่าถ้ามีคนเอาเรื่องไปจริงและไม่ดีไปบอกลูกชายเราล่ะ จะทำอย่างไร

ผม นั่งพูดกับลูกทุกวันว่า ถ้าแม่ลงเล่นการเมืองก็ต้องมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ ถ้ามีคนชม ลูกรับไว้ แต่อย่าเหลิง แต่ถ้ามีคนว่าพ่อแม่ไม่ดี ลูกต้องหนักแน่น เราไม่เคยสอนให้เขารังแกใคร เอาเปรียบใคร ดังนั้น ถ้าลูกรู้ว่าแม่เป็นคนดี เวลาใครมาพูดอะไร เขาก็ต้องหนักแน่นคิดว่าต่อไปผมคงต้องระวังตัวมากขึ้น และคงปรับตัวให้ได้กับการเมืองไทย แต่ผมยืนยันว่าจะเป็นตัวของตัวเอง ใช้ชีวิตเหมือนเดิม ทำในสิ่งที่อยากทำ แต่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนเท่านั้นก็พอ"