WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 6, 2011

"เพื่อไทย"ดีเดย์ปรับฐานเงินเดือน 15,000 บ. ต.ค.นี้-ค่าแรง 300 บ.คาดเริ่มมกราคม 2555

ที่มา มติชน

นาย จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะทีมเศรษฐกิจของพรรค กล่าวเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ว่า รัฐบาลใหม่จะเริ่มการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ ให้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท ตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำจะเริ่มดำเนินการได้เมื่อทำความเข้าใจกับภาคเอกชน รวมถึงหานโยบายสนับสนุนให้เอกชนมีกำลังในการขึ้นค่าจ้าง เช่น การลดภาษีนิติบุคคล หาตลาดสินค้าส่งออกให้ จึงคาดว่าจะเริ่มได้เดือนมกราคม 2555

"นโยบายการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ว่าต้องการให้คนจน หรือระดับรากหญ้าสามารถลืมตาอ้าปากได้ โดยยืนยันว่าจะให้เท่ากันทุกจังหวัด ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นลูกจ้างที่เรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 441 บาท" นายจารุพงศ์กล่าว

นาย จารุพงศ์กล่าวว่า องค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO ระบุว่าค่าจ้างต้องตั้งบนพื้นฐานที่สามารถเลี้ยงดูแรงงานได้ โดยรวมคู่สมรสและบุตร ดังนั้น จากนี้ไปเมืองไทยจะไม่มีค่าแรงถูกอีกต่อไป โดยจะยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน และยุทธศาสตร์การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในปี 2020

รับผิดชอบ91ศพ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



เป็นไปตามความคาดหมาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย

ขั้นตอนต่อไปก็ต้องรอให้กกต.รับรองผล จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการสภา

แต่ตัวเลขแบบไม่เป็นทางการของพรรคร่วมรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ 1"

ออกมาอยู่ที่ 299 เสียง

เพื่อไทย 265 ชาติไทยพัฒนา 19 ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 7 พลังชล 7 และมหาชน 1

แต่ยังต้องจับจ้องกันอีกว่าจะมี "งูเห่า" เกิดในพรรคภูมิใจไทยหรือเปล่า!?

เพราะ "หลงจู๊"บรรหาร ศิลปอาชา ฟันธงว่าถ้ารัฐบาลใหม่จะมั่นคง

ต้องได้เกิน 300 เสียง!!

ฉะนั้น เราอาจจะเห็น "กลุ่มมัชฌิมา" ของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ทิ้งเนวิน ชิดชอบ ไปซบพรรคเพื่อไทยก็เป็นได้

และยังต้องติดตามกันต่อไปว่าโควตากระทรวงต่างๆ จะจัดสรรกันออกมาแบบไหน

ใครจะได้คุมกระทรวงหลัก ใครคุมกระทรวงรอง

ทั้งหมดนี้เป็นความเคลื่อนไหวการฟอร์มรัฐบาลใหม่ในช่วง 2-3 วันนี้

ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ทันทีที่ทราบผลคะแนนเสียงแบบไม่เป็นทางการเมื่อค่ำวันที่ 3 ก.ค.

เพราะถึงนาทีนั้นนายอภิสิทธิ์คงรู้ดีว่ารวบรวมเสียงจากพรรคร่วมให้เกิน 250 ไม่ได้แน่นอน

หมดโอกาสพลิกกลับเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

จากนั้นในวันรุ่งขึ้นก็ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรค

แสดงความรับผิดชอบที่พรรคได้คะแนนเสียงน้อยกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี"50 ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ 165

มาคราวนี้ทำได้แค่ 159 เสียง

แต่ความรับผิดชอบของนายอภิสิทธิ์ไม่ได้หมดไปกับตำแหน่งหัวหน้าพรรคและตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

นายอภิสิทธิ์ยังต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองเมื่อครั้งที่อยู่ในอำนาจ

เพราะยังมีคดีความ 91 ศพเหยื่อการสลายม็อบเสื้อแดงรออยู่

คดีนี้นายอภิสิทธิ์ต้องรับผิดชอบโดยตรงในฐานะหัว หน้ารัฐบาล ในฐานะคนออกคำสั่งให้กระชับพื้นที่

ซึ่งเป็นต้นตอนำไปสู่ความสูญเสียที่ใหญ่หลวง

อีกทั้งตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา คดีความก็ไม่มีความคืบหน้าเลย

เมื่อมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ เปลี่ยนรัฐบาลแล้ว

น่าเชื่อว่าคดี 91 ศพคงมีความชัดเจนยิ่งขึ้น

ความรับผิดชอบของนายอภิสิทธิ์จะสิ้นสุดลงต่อเมื่อมีการพิพากษา

คืนความยุติธรรมให้เหยื่อทั้ง 91 ศพ!!

ข้อควรระวังของรัฐบาล"ยิ่งลักษณ์"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ


โฉมหน้ารัฐบาลใหม่โดยการนำของพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลผสมจาก 5 พรรคการเมือง

เปรียบ เทียบกับรัฐบาลผสมที่ผ่านๆ มา เสถียรภาพของรัฐบาลผสมชุดนี้ดูมั่นคงกว่า ด้วยเหตุว่าแกนนำรัฐบาล คือ พรรคเพื่อไทย มีเสียงส.ส.ในมือจำนวนมากถึง 265 ที่นั่ง

ขณะที่พรรคร่วมอื่นๆ มีเสียงแค่หยิบมือเดียว คือ ชาติไทยพัฒนา 19 ที่นั่ง ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 7 ที่นั่ง พลังชล 7 ที่นั่ง มหาชน 1 ที่นั่ง

เมื่อเสียงน้อยอำนาจต่อรองก็ต้องน้อยตามไปด้วย

ถึงอย่างนั้น เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ได้อยู่ที่เสียงส.ส. เพียง อย่างเดียว หากแต่มีปัจจัยอื่นๆ อีก

ยิ่งในสถานการณ์บ้านเมืองที่เพิ่งผ่านวิกฤตขัดแย้งรุนแรง และบาดแผลยังไม่หาย จึงยังมีปัจจัยสุ่มเสี่ยงที่รัฐบาลต้องระมัด ระวัง

ผาสุก พงษ์ไพจิตร

อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ


เสถียรภาพของรัฐบาล 5 พรรค ก่อนอื่นต้องดูว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจกใบเหลือง-ใบแดง เท่าไหร่

แต่ เมื่อพิจารณาจากผลการเลือกตั้งที่ออกมาแบบนี้ ก็จะเพิ่มแรงต่อรองให้พรรคเพื่อไทย เมื่อพรรคแกนนำรัฐบาลได้เสียงส.ส.ที่สูง พรรคเล็กๆ ก็คงตระหนักดีว่ามีภาวะเปราะบางอย่างไรบ้าง คงไม่อยากให้รัฐบาลอยู่แบบสั้นๆ คงพยายามช่วยกันประคับประคอง มากกว่าที่จะมาเรียกร้อง ต่อรอง

ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่มาได้ถึง 2 ปี รัฐบาลนี้ก็น่าจะอยู่ได้

คน อาจกลัวเรื่องรัฐประหาร แต่คิดว่ามีขบวนการต่อรองเยอะเพียงแต่เราไม่รู้ และเข้าใจว่าทหารก็ไม่อยากเสี่ยง เพราะช่วง 2-3 ปี ผ่านประสบการณ์มาพอสมควร อีกทั้งกระแสโลกไม่ยอมรับ ขณะที่หนังสือพิมพ์ทุกฉบับมองว่ากองทัพควรอยู่เฉยๆ สถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันกระแสสาธารณะมีผลกับปฏิกิริยาที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะแสดงออก

การที่พรรคเพื่อไทยได้รับเลือกเข้ามาขนาดนี้แสดงว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้พรรคนี้เข้ามาทำงาน ก็ทำ ให้ผู้ไม่เห็นด้วยต้องหยุดคิด และต้องยอมรับการเปลี่ยน แปลง

ประเด็น หลักของพรรคเพื่อไทยเองคือ อยู่ที่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อเป็นนายกฯ แล้วจะควบคุมบรรดาคนในพรรคและพรรคร่วมรัฐบาลได้หรือไม่

โดย เฉพาะเรื่องคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องหลักและทุกคนจ้องมองรัฐบาลอยู่ หากรัฐบาลมีเรื่องคอร์รัปชั่นที่โจ่งแจ้ง ก็จะเป็นช่องทางให้เกิดปฏิกิริยา

ในเรื่องเศรษฐกิจ มีความหวาดกลัวกันว่าการใช้จ่ายของรัฐบาลจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น หรือหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ซึ่งแนวโน้มของภาวะเงินเฟ้อนั้นมีอยู่ และเป็นไปได้แน่นอนหากมีการกู้ยืมเงินมาเพื่อดำเนินการนโยบายต่างๆ

แต่ ในช่วง 2-3 ปี เรื่องหนี้สาธารณะคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เงินเฟ้ออาจเป็นเรื่องต้องระแวดระวัง แต่ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้อย่างไรรัฐบาลก็ต้องใช้จ่าย แต่เศรษฐกิจไทยยังโชคดีที่ประมาณการจากหลายสำนัก เศรษฐกิจจะเติบโต 4-5% ก็คงเป็นไปได้ เพราะผลเลือกตั้งทำให้นักลงทุนต่างๆ ทั้งในและนอกมั่นใจสูงขึ้น

ภาพรวมเรื่องเศรษฐกิจคิดว่าไม่น่าจะเป็น กังวลมาก ยกเว้น เรื่องเงินเฟ้อ การเพิ่มเงินเดือน เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ทำให้คนมีรายได้เพื่อนำมาใช้จ่าย อาจส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อบ้างเล็กน้อย แต่ระยะยาวน่าจะเป็นผลดี เพราะคนจะมีรายได้เพื่อนำมาใช้สอยมากขึ้น ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ เก็บภาษีได้เยอะขึ้น

เรื่องนี้จึงไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่ความเสี่ยงอยู่ที่การคอร์รัปชั่นที่รัฐบาลจะควบคุมได้ดีแค่ไหน คิดว่าน่าจะมีบทเรียนจากอดีตว่าควรต้องระมัด ระวังเรื่องนี้มากกว่าที่เคยทำ

ประเด็นการกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คงฉลาดพอที่จะดูสถานการณ์ว่ามีความเหมาะสม เมื่อไหร่ และคงไม่รีบกลับ การรีบเร่งจะเอาพ.ต.ท.ทักษิน กลับมา อาจมีปฏิกิริยา น่าจะรอให้เห็นผลงานสักพัก และขึ้นอยู่กับว่าเมื่อกลับมาแล้วจะทำอะไร

พ.ต.ท.ทักษิณ อยากกลับแน่นอน แต่ประสบการณ์ที่ผ่านความล้มเหลวมาหลายรอบ คงฉลาดพอและไม่ทำให้รัฐบาลพังพาบกับเรื่องนี้



สมชาย ปรีชาศิลปกุล

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


เสถียรภาพ ของรัฐบาลชุดนี้น่าจะมีความมั่นคงในการบริหารงาน เพราะคะแนนเสียงของพรรคหลักมีจำนวนมากกว่าพรรคเล็กๆ ก็น่าจะหมดห่วงในเรื่องปัญหาการต่อรอง และสามารถร่วมตกลงกันได้

แต่ สิ่งที่ควรคำนึงคือเสียงจากนอกสภา เช่น กลุ่มต่อต้านทักษิณ หรือกลุ่มที่ไม่ชื่นชอบพรรคเพื่อไทย เสียงเหล่านี้จะสร้างความกดดันให้รัฐบาลชุดนี้มากขึ้น

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะดำเนินการในเรื่องใดก็ตามจะต้องรับฟังเสียงของสังคม โดยให้สังคมมีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะขณะนี้พลังเสียงของประชาชนสามารถเข้าไปกำกับการดำเนินการของพรรคการ เมืองและนักการเมืองได้มากขึ้นกว่าเดิม

สิ่งที่ควรระวังอีกประการ หนึ่ง คือ จุดอ่อนของพรรค การเมืองนอกจากจะเปิดโอกาสให้สังคมเข้ากดดันได้แล้ว อีกทางก็เปิดช่องให้อำนาจนอกระบบสามารถเข้าแทรก แซงได้เช่นกัน

นอก จากนั้น สังคมยังมุ่งเน้นไปยังคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่ารัฐบาลชุดนี้จะดำเนินการอย่างไร การดำเนินการ ในเรื่องนี้จึงต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ขึ้นได้

ครั้ง นี้มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่คาดหวังกับรัฐบาลชุดนี้ ว่าจะช่วยทำให้สังคมไทยสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและปัญหาต่างๆ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องได้

โดยเฉพาะปัญหาเรื่องปากท้องของคนไทย สินค้าที่มีราคาแพง รัฐบาลควรตรวจสอบว่าปัญหานี้มาจากสาเหตุใด เพราะอาจจะไม่ใช่เรื่องของกลไกตลาด แต่อาจจะมาจากปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นจากนักการเมืองบางคน

การ บริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ จะต้องมีความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาต่างๆ จะรอช้าไม่ได้ ที่สำคัญจะต้องนำ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถในแต่ละด้านจริงๆ มาบริหารบ้าน เมือง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง



วิทยากร เชียงกูล

คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต


โดย จำนวนน่าจะอยู่ได้ แต่สักพักน่าจะเริ่มมีเรื่องผลประโยชน์ เพราะเสียง เยอะแต่หลายกลุ่ม และการคุมกลไกต่างๆ มันคุมยาก โดยประสบการณ์การเมืองของคุณยิ่งลักษณ์ คนคุมไม่เก่งก็ยุ่งเหมือนกัน หรือสั่งการมาจากที่ไกลๆ ก็ยาก

อีกทั้งรัฐบาลได้สัญญากับประชาชนไว้ มาก คนจะเริ่มเรียกร้อง จะทำให้เกิดความขัดแย้ง เช่น กรณีค่าจ้างแรงงาน 300 บาท คนใช้แรงงานก็อยากปรับ แต่ ผู้ประกอบการจะไม่พอใจ

ในด้าน เศรษฐกิจผมก็ห่วง เพื่อไทยมีทีมเศรษฐกิจเยอะ แต่เป็นทีมที่มองในเชิงตลาดเสรีที่พึ่งพาตลาดโลกมาก ในขณะที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหามาก อเมริกา ยุโรป เอาตัวไม่รอด เราจะหวังพึ่งการค้า พึ่งต่างประเทศคงจะหวังมากไป ขณะที่โครงการประชานิยมเน้นการบริโภค ไม่ส่งเสริมให้คนเข้มแข็ง

ข้อดีของเพื่อไทยคือ ทีมงานกล้าตัดสินใจ กล้าทำ และทำได้เร็วกว่าประชาธิปัตย์ แต่ทีมนี้เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อยู่ ผมก็ไม่แน่ใจ

ข้อ ควรระวังของรัฐบาลคือ ถ้าคิดแบบมั่นใจตัวเองมากเกินไป พยายามแก้กฎหมายนิรโทษกรรม ก็จะยุ่งมากขึ้น การคิดว่าตัวเองได้รับเสียงสนับสนุนเยอะ อาจเข้าใจผิดก็ได้ เพราะคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ไม่มากเหมือนสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ถ้าฮึกเหิมก็จะอันตราย ต้องทำแต่เรื่องดี น่าจะไปได้

ปัญหาที่คนจับจ้องคือเรื่อง คอร์รัปชั่น และสมัยนี้ข้อมูลเยอะ เหมือนอย่างประชาธิปัตย์ที่เป็นอย่างนี้เพราะปล่อยพรรคร่วมโดยไม่จัดการ คนก็รู้ อย่างเรื่องประมูลงานนักธุรกิจเขาก็รู้

รัฐบาลน่าจะอยู่ได้สักปี เพราะปีหน้าคนบ้าน 111 จะพ้นจากการถูกตัดสิทธิ์ คงออกมาผลักดันให้เกิดการยุบสภาเลือกตั้งใหม่

ภาพคุณปู ยิ่งลักษณ์ ประชุมทีมเศรษฐกิจ 06/07/54

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประชุมทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ณ ที่ทำการพรรค ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ 6 ก.ค. 54










ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 06/07/54 อย่าคิดเอางูเห่า..มาพันคอ

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ทุกคะแนน ประชาชน คนหยิบยื่น
หาใช่อื่น แต่ด้วยรัก เป็นนักหนา
จงหันกลับ มาแลเหลียว ช่วยเยียวยา
ทั่วแผ่นฟ้า เมืองไทย ให้รุ่งเรือง....

ทั้งงูเห่า รอบจัด สารพัดพิษ
มันผูกมิตร พันคอ หวังก่อเรื่อง
เพราะสันดาน พวกสัตว์ จึงขัดเคือง
เลี้ยงไม่เชื่อง สุดร้อยเล่ห์ เนรคุณ....

จะกลุ่มไหน ใจพวกมัน กระสันอยาก
คำสำรอก ออกปาก มากเรื่องวุ่น
ผลประโยชน์ เกิดก่อ เพื่อต่อทุน
จึงหมกมุ่น ออดอ้อน อย่างร้อนรน....

จำได้ไหม ใครหนอ พวก...ทรยศ
ใครคิดคด สมคบใคร ร่วมใจปล้น
ใครลอบกัด ไล่ฆ่า ประชาชน
ใครเดนคน..นั่งร่ำไห้ ใส่ร้ายเรา....

หวังร่วมเสพย์ ยามสุข สนุกสนาน
ด้วยสันดาน นกรู้ พวกงูเห่า
จึงลัดเลาะ เจาะช่อง เพื่อย่องเบา
ตามเป็นเงา ดึงดื้อ ตื๊อร่วมวง....

จงฟังเสียง ประชาชน ทุกคนเลือก
อย่าคิดเสือก-ผลักใส เหมือนไล่ส่ง
อย่าอวดโอ้ อำนาจนั้น มันยืนยง
อย่าทรนง ลืมตัว มั่วตามเกมส์....

๓ บลา / ๖ ก.ค.๕๔

เพ็ญ ภัคตะ: ศักดิ์ศรีคนอีสาน

ที่มา ประชาไท

สูเกิดมาเป็นคนกรุง หอมกลิ่นประทิ่นปรุง เรืองรุุ้งฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม

สูจึงเหยียบย่ำซ้ำเติม สันดานแต่เดิม พูนเพิ่มหลงปลื้มลืมตัว

สูคอยจิกกัดกดหัว มองผู้อื่นชั่ว เป็นวัวเป็นควายใช่คน

สูแบ่งผิวพรรณชั้นชน นี่พวกพ้องตน และโน่นบ้านนอกคอกนา

สูเหม็นสาบคาวปลาร้า ชิงชังชั่วช้า แช่งด่าว่าด้อยแดกดัน

สูจ้องรังเกียจเหยียดหยัน กล่าวโทษลงทัณฑ์ ว่ามันเป็นลาวใช่ไทย

สูเห็นเฮาเป็นคนไหม เฮามีหัวใจ มิใช่ใบ้เบื้อบัดสี

เฮาคือไพร่แดงเสรี หทัยดวงนี้ เฮาพลีเพื่อความยุติธรรม

เฮาจนบ่จนใจดำ กินไม่อิ่มหนำ แต่อิ่มน้ำคำเกินเอียน

เฮาอาจไม่เคยได้เฮียน บ่ฮู้ขีดเขียน โรงเรียนเฮาคือทุ่งนา

เฮาเฮียนจากหอยปูปลา จากดินจากหญ้า จากป่าฟ้าเปลี่ยวเรียวไพร

เฮาฮู้ว่าไผเป็นไผ ใครกลั่นแกล้งใคร เหตุใดไทยไม่พัฒนา

เฮาหันความจริงยิ่งกว่า หอคอยศักดินา บูชารูปโฉมโนมพรรณ

เฮาต่ำแค่ชาติตระกูลชั้น หากใจเฮานั้น ฮู้ทันทรราชฆาตกร

เสียงจาก “ประชาชน” คนหนึ่ง: "ไม่ต้องมาดูแลกันมากมาย ขอแค่อย่ามาทำร้ายกันก็พอ”

ที่มา ประชาไท

หลัง ทราบผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลายคนอาจกำลังยินดีปรีดาที่พรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ตนลง คะแนนเลือกได้รับชัยชนะ และในทางตรงกันข้าม อีกหลายคนคงกำลังเศร้า เสียใจ ผิดหวังกับผลการเลือกตั้ง และคงมีอีกบางส่วนที่ไม่สนใจ นิ่งเฉย เบื่อหน่ายจนถึงขั้นโกรธแค้น รวมทั้งอีกหลายๆ อารมณ์ที่ไม่อาจคาดเดาและเข้าถึงด้วยเหตุผลต่างๆ กัน

ขณะที่ทุกสายตา ของประชาชนก็ต่างจับจ้องถึงทิศทางของการเมืองไทยหลังจาก นี้ คาดเดาว่าหน้าตาของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จากอีกขั้วการเมืองจะเป็นอย่างไร? จะนำพาประเทศต่อไปเช่นใด?

แต่ในสายตา “ประชาชนคนหนึ่ง” ที่สนใจและติดตามการเมืองไทยพอสมควรตลอดระยะเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงและความ ขัดแย้งที่ผ่านมา ด้วยเพราะความสนใจ (ชอบ) เป็นการส่วนตัว และด้วยเพราะการเป็น “นักเรียนรัฐศาสตร์” อันเป็นส่วนสำคัญในการกล่อมเกลาให้ผม ไม่เบื่อหน่าย รังเกียจ หรือเกลียดกลัวการเมืองและนักการเมืองเฉกเช่นคนบางส่วนในสังคม ผมมีความเห็นและอยากสะท้อนเสียงเล็กๆ เสียงหนึ่งของประชาชนคนนี้ว่า ผมไม่ได้คาดหวังมากมายต่อรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในเร็ววันนี้ ว่าจะต้องปฏิบัติตามสัญญาประชานิยม หรือต้องสร้างความปรองดอง (วาทกรรมศักดิ์สิทธิ์ ที่ทุกภาคส่วนกำลังเรียกร้อง) หรือต้องพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ หรือต้องทำโน่นนี่นั่นให้ได้ในชั่วพริบตา

เพราะไม่ว่าใครจะเป็น รัฐบาล จะบริหารประเทศและดำเนินนโยบายไปในรูปแบบใดก็ช่าง จะสร้าง จะลด-แลก-แจก-แถม อะไรมากน้อยหรือจะกระทำการอันใดก็ตามแต่ ผมขอแค่ “รัฐ” อย่ามาละเมิด “สิทธิเสรีภาพ” และ “ข่มเหงรังแกดูถูก” ประชาชน ตลอดจนอย่าก่อ “ความอยุติธรรม” ทุกรูปแบบบนผืนแผ่นดินก็เป็นพอ

เหตุการณ์ ที่ประชาชนต้องเดือดร้อนและได้รับผลกระทบไม่จบสิ้นจากการดำเนิน นโยบายรวมทั้งโครงการพัฒนาต่างๆของรัฐและหน่วยงานราชการที่อ้างแต่ว่าจะนำ ความเจริญให้แก่ประเทศและประชาชน โดยไม่ให้โอกาสประชาชนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมในกระบวนการตัดสินใจอย่าง กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งที่แม่เมาะ บ่อนอก-หินกรูด (ที่ประชาชนต่อต้านจนไม่ได้สร้าง) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ชุมพร โรงไฟฟ้าและโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่จะนะ การก่อสร้างเขื่อนต่างๆ ทั้งเขื่อนสิรินธร เขื่อนปากมูล เขื่อนราศีไศล (ที่ยังคงต่อสู้กันจนถึงปัจจุบัน) นิคมโรงงานอุตสาหกรรมนานาประเภท เหมืองแร่ ท่าเรือน้ำลึก และโครงการพัฒนาอีกสารพัด รวมถึงการใช้ความรุนแรงโดยรัฐที่ขาดการยั้งคิดและการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่าง กรณีการอุ้มหายและอุ้มฆ่า การฆ่าตัดตอน การซ้อมและทรมานขณะจับกุมคุมขัง การเลือกปฏิบัติและการใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม การปราบปรามฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์และผู้ชุมนุมทางการเมืองที่เคลื่อนไหวอย่าง สงบ ปราศจากอาวุธ ต้องไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป!

(มิพักต้องกล่าวถึง เรื่องทุจริตคอรัปชั่น อันเป็นรูปแบบหนึ่งของความอยุติธรรมที่ส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วงต่อประชาชน และประเทศ ซึ่งผมและทุกคนในสังคมคงไม่อยากให้เกิดขึ้น)

ทั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย “รัฐ” คือ “ผู้ผูกขาด” การใช้อำนาจ การบัญญัติ บังคับใช้ แก้ไขกฎหมาย และการใช้ความรุนแรงอย่างมีความชอบธรรมมาโดยตลอด…

“ดังนั้น…ไม่ต้องมาดูแลกันมากมาย ขอแค่อย่ามาทำร้ายกันก็พอ”

ตัดสินจำคุก 3 ปี ปรับ 5 หมื่น คนขายซีดีหมิ่นฯ รายล่าสุด

ที่มา ประชาไท

6 ก.ค.54 เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา มีการนัดพร้อมเพื่อตรวจพยานหลักฐานในคดีที่นายเสถียร (ขอสงวนนามสกุล) เป็นจำเลย และพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้องในความผิดข้อหา หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาท ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา และประกอบกิจการจำหน่ายวีดีทัศน์โดยทำเป็น ธุรกิจฯ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 54, 82

โดยคำฟ้องระบุว่าเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2554 เวลากลางวัน จำเลยประกอบธุรกิจจำหน่ายแผ่นวีดิทัศน์(ซีดี) โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยเผยแพร่ภาพและเสียง ข้อความประกอบภาพ และภาพเคลื่อนไหวให้ปรากฏต่อสายตาของบุคคลทั่วไป ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม เป็นการจาบจ้วง ดูหมิ่น ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และ พระเกียรติยศ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ เหตุเกิดที่ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร

จาก นั้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ศาลจึงพิพากษา เป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ.2627/2554 ระบุว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 82 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท จำคุก 6 ปี ฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ปรับ 100,000 บาท รวมจำคุก 6 ปี และปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี และปรับ 50,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ริบของกลาง

ทั้งนี้ เสถียรเริ่มชุมนุมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตั้งแต่ปี 2552 ก่อนหน้านั้นมีอาชีพเป็นพ่อครัวในโรงแรมแห่งหนึ่ง ก่อนลาออกมาขายของเล็กๆ น้อยๆ ขณะถูกจับกุมกำลังขายขายสินค้าในที่ชุมนุมที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกเหตุการณ์การ สลายการชุมนุมบริเวณอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 19 มี.ค.54

ทูตมะกันยินดียิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้ง ระบุพร้อมให้ความร่วมมือ

ที่มา ประชาไท


เมื่อ วันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา สถานเอกอัครทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จัดงานฉลองวันชาติสหรัฐฯ ครบรอบ 235 ปี โดยมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ขณะที่ เอกอัครทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ระบุ จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลใหม่ พร้อมแสดงความยินดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ชนะการเลือกตั้ง

เว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่านางคริสตี้ เอ เคนนีย์ เอกอัครทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงฉลองวันชาติสหรัฐอเมริกา ซึ่งตรงกับวันที่ 4 กรกฎาคมของทุกปี และครบรอบ 235 ปี ในปีนี้ โดยมีองคมนตรี รัฐมนตรี เอกอัคราชทูต นักการเมือง และบุคคลสำคัญเข้าร่วมงาน อาทิ พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมถึง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่ได้นำแจกันดอกไม้มาร่วมแสดงความยินดีด้วย ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ได้มาร่วมงานในครั้งนี้

โดยเอกอัครทูตสหรัฐ อเมริกา ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับคนไทยที่ผ่านการเลือกตั้งมาได้อย่างราบรื่นซึ่งถือเป็น ช่วงเวลาพิเศษที่คนไทยได้กำหนดชะตาอนาคตประเทศไทย และขอยินดีกับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย ที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ซึ่งสหรัฐอเมริกาสัญญาว่าจะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลใหม่ ดังเช่นที่เป็นมา และขอให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกายาวนานต่อไป

สำหรับ การจัดงานในวันนี้ ได้มีการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งภายในและรอบบริเวณสถานที่จัดงาน เพื่อป้องกันเหตุวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้น

ทูตมะกันยินดียิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้ง ระบุพร้อมให้ความร่วมมือ
เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ท่ามกลางนายทหาร

ทูตมะกันยินดียิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้ง ระบุพร้อมให้ความร่วมมือ
นางคริสตี เอ เคนนี จับมือทักทายนายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่

ทูตมะกันยินดียิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้ง ระบุพร้อมให้ความร่วมมือ

ทูตมะกันยินดียิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้ง ระบุพร้อมให้ความร่วมมือ

ทูตมะกันยินดียิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้ง ระบุพร้อมให้ความร่วมมือ

ทูตมะกันยินดียิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้ง ระบุพร้อมให้ความร่วมมือ

ทูตมะกันยินดียิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้ง ระบุพร้อมให้ความร่วมมือ

ทูตมะกันยินดียิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้ง ระบุพร้อมให้ความร่วมมือ

ทูตมะกันยินดียิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้ง ระบุพร้อมให้ความร่วมมือ
นางคริสตี เอ เคนนี ทักทาย น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และถ่ายภาพร่วมกัน

หมายเหตุ ภาพจากเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

"สุเทพ"เตือนคนไทยจับตาถ้าเสื้อแดงเกินครึ่งประเทศ-จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ที่มา ประชาไท

"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ยังมาทำงานที่ทำเนียบตามปกติ ด้าน "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เก็บของแล้วตั้งแต่คืนวาน ย้ำไม่กลับมานั่งเลขาธิการพรรคอีก แต่พร้อมจะเป็นที่ปรึกษาพรรค อัด"ทักษิณ"เป็นทูตการค้า ไม่สง่างาม ย้ำประชาธิปัตย์แม้มี ส.ส.น้อย แต่จะปกป้องประโยชน์ประชาชน และไม่นำมวลชนมาเล่นการเมืองนอกสภา ด้าน "ยิ่งลักษณ์" ปฏิเสธข่าวตั้งทักษิณเป็นทูตการค้า

สุเทพเชื่อถ้าเสื้อแดงเกินครึ่งประเทศจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ รายงานวันนี้ (6 ก.ค.) ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเลือกผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่ ว่า เห็นด้วยกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่เห็นว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังเหมาะสมเป็นหัวหน้าพรรคต่อไปแต่ส่วนตัวจะไม่รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคอีก โดยจะขอให้ไม่เสนอชื่อในที่ประชุม และพร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษาและช่วยงานพรรคต่อไป

นอกจากนี้ ยังเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ควรปรับยุทธศาสตร์สร้างฐานมวลชนใหม่ เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างมวลชนเสื้อแดงในภาคอีสาน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า หากสร้างมวลชนเสื้อแดงได้ครึ่งประเทศ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง จึงขอให้ประชาชนตระหนักถึงสิ่งที่จะเกิดในอนาคต

อัด"ทักษิณ"เป็นทูตการค้า ไม่สง่างาม ส่วน ปชป. มี ส.ส.น้อยก็จะปกป้องผลประโยชน์ประชาชน

นาย สุเทพ ยังกล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทย จะแต่งตั้ง พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร เป็นทูตการค้าว่า หากเป็นจริงก็คงไม่สง่างาม ส่วนการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคประชาธิปัตย์ แม้มีจำนวน ส.ส.น้อย ก็จะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์แทนประชาชน และไม่เอามวลชนมาเล่นการเมืองนอกสภาเหมือนที่ผ่านมา

ส่วนที่รัฐบาล และประชาชนกับพูชา ดีใจที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ได้พูดไว้แล้วว่า ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาจะดีขึ้น เพราะมีความสนิทสนมกัน แต่ต้องไม่ลืมว่าเป็นรัฐบาลไทย ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย

เผยอภิสิทธิ์ยังทำงานในทำเนียบ ส่วนสุเทพเก็บของแล้วตั้งแต่เมื่อคืน

สำหรับ บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลวันนี้ (6 กค) นายอภิสิทธิ์ยังคงมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ โดยได้เดินทางมาแต่ช่วงเช้า ส่วนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มีรายงานข่าวว่า ได้เก็บของออกจากทำเนียบรัฐบาลแล้วเมื่อคืนนี้ที่ผ่านมา และที่ด้านหน้าตึกไทยคู้ฟ้า เจ้าหน้าที่ได้ยกกระถางต้นโกศล 6 กระถางที่มีการปรับฮวงจุ้ยออกไปแล้ว

"ยิ่งลักษณ์"ปฏิเสธข่าวตั้ง"ทักษิณ"เป็นทูตการค้า ยันยังไม่มีการฟอร์มครม.จนกว่า กกต.ประกาศผล

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ รายงานด้วยว่า ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข่าวการแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นทูตการค้าว่า ไม่ทราบข่าวออกมาได้อย่างไร ขณะนี้ขอคิดวางแนวนโยบายตามที่ได้ให้ไว้กับประชาชนก่อน โดยยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ต้องการตำแหน่งใดๆ แต่จะคอยให้กำลังใจเท่านั้น ส่วนความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุย โดยต้องการประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจาก กกต.ก่อน

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ยังกล่าวถึงบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า ในใจยังไม่มีใคร แต่ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งต้องทำงานร่วมกับกองทัพได้ ส่วนกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ จะพิจารณาบุคคลภายในพรรคเป็นลำดับแรก แต่ไม่ปิดกั้นบุคคลภายนอก ส่วนกระทรวงการต่างประเทศ ต้องเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ ประสานงานกับข้าราชการได้ และที่ยอมรับของนานาประเทศ ส่วนจะแต่งตั้งแกนนำ นปช. ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ จะยึดตามความสามารถและภารกิจเป็นหลัก โดยไม่มองที่ตัวบุคคล เพราะจะทำให้การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเป็นไปได้ยาก