WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 6, 2011

เกจิดังลพบุรีฟันธง! ดวง"ยิ่งลักษณ์"เป็นนายกฯอายุถึง 60 ปี เชื่อพาชาติพ้นวิกฤต ไม่มีใครกล้าปฏิวัติ

ที่มา มติชน



ก่อนหน้านี้ "มติชนออนไลน์" ได้สัมภาษณ์พิเศษ "พระครูวิจิตรสุธาราม หรือพระอาจารย์นวย เจ้าอาวาสวัดธรรมิการาม (วัดค้างคาว) ต.บางขาม อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี เกจิอาจารย์ชื่อดังเมืองลพบุรีที่หลายต่อหลายคนรู้จัก และศรัทธาในความสามารถของท่าน ที่ทำนายทายทักเหตุการณ์ต่างๆ ของบ้านเมืองได้อย่างแม่นยำ อย่างกับตาเห็นก็ว่าได้


โดย เฉพาะ การทำนายดวงของ "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ก่อนการเลือกตั้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ร้อยเปอร์เซ็นต์และจะได้เป็นถึง 2 สมัย นอกจากนี้ยังทำนายอีกว่าพรรคเพื่อไทยจะได้เสียงเกินครึ่ง คือ 250 เสียง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะได้เสียงไม่ถึง 200 เสียง ทำให้คำทำนายของพระอาจารย์นวยเป็นจริงอย่างที่ทำนายไว้ตั้งแต่แรก


สอด คล้องกับ "โหรเนวิน" ที่บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะแพ้การเลือกตั้ง ได้ส.ส.เพียง 160 เสียง และนายอภิสิทธิ์จะต้องลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ที่ไม่ใช่แค่การสร้างพื้นที่สื่ออย่างที่หลายฝ่ายออกมาตอบกลับแต่อย่างใด

นอกจากนี้ พระอาจารย์นวย เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร มีพลังในตัวสูงถึงระดับ 19 เทียบเท่ากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย ซึ่งเลข 19 ในทางโหราศาสตร์ถือเป็นเลขที่ดี เป็นเลขจักพรรดิ์ ขณะที่ดวงของนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ไม่ค่อยดี จะสู้กับใครก็แพ้หมด และแพ้การเลือกตั้ง ทำให้นายอภิสิทธิ์ต้องลาออกจากหัวหน้าพรรค และเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ เพื่อจะสู้กับน.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ได้ในสมัยหน้า พร้อมกับแนะนำให้นายอภิสิทธิ์เปลี่ยนชื่อด้วย ต้องเอาตัวอักขระผู้ชนะใส่เข้าไป แถมเหน็บแนมด้วยว่า นายอภิสิทธิ์คงไม่เชื่อหรอก เขาไม่เชื่อตั้งแต่สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว


จนถึงขณะนี้ ผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว แม้คณะกรรมการการเลือกตั้งจะยังไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทาง การก็ตาม คงไม่มีคำทำนายไหนมาลบคำทำนายของพระอารย์นวยได้ แต่ภายหลังจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปแล้วนั้น ยังเป็นที่น่าสนใจของหลายๆ คนอยู่ไม่น้อย


พระ อาจารย์นวย แห่งวัดค้างคาว ได้ให้สัมภาษณ์กับ "มติชนออนไลน์" อีกครั้ง ภายหลังการเลือกตั้งพึ่งผ่านพ้นไปไม่นาน โดยพระอาจารย์นวยกล่าวว่า ดวง ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังดีมาโดยตลอด ทั้งก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง เมื่อดวงของคนจะได้เป็นนายกฯ ยังไงแล้วก็จะต้องได้เป็นนายกฯ ยิ่งเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ดวงอ่อนอย่างนายอภิสิทธิ์ เนื่องจากว่าดวงของความเป็นผู้นำไม่ดี ก็เลยทำให้มั่นใจว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ตามที่ได้ทำนายไว้ตั้งแต่แรก

ขณะเดียวกัน พระอาจารย์นวยเชื่อว่า ความ เป็นผู้หญิงของน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะพาประเทศฝ่าฟันอุปสรรค ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตของประเทศชาติไปได้ การค้า เศรษฐกิจ การลงทุนจะดี และลักษณะการทำงานที่อ่อนช้อย สุขุม นุ่มนวล เก่งกล้าสามารถ กล้าตัดสินใจ ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็จะช่วยบ้านเมืองไว้ได้ และช่วยหาหนทางทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข และในระหว่างการเป็นนายกรัฐมนตรีก็จะไม่มีใครอาฆาต หรือกล้าทำร้ายด้วย ที่สำคัญก็คือ ไม่มีใครกล้าปฏิวัติด้วย

นอก จากนี้ ดวงของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่สามารถทำงานได้ก็เนื่องจากว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีเทพคุ้มครอง จากนี้ไปก็จะมีแต่คนนับถือ มีแต่คนเห็นด้วยกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั่วโลกจะเชื่อถือ ซึ่งจะสังเกตุเห็นได้ว่า สมาชิกในพรรคเพื่อไทยแม้แต่ระดับพระกาฬ ยังต้องยอมให้กับอำนาจของน.ส.ยิ่งลักษณ์ รวมถึงลูกพรรคคนอื่นๆ ก็ยังเกิดการยอมรับในความเป็นผู้นำของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในทั้งๆ ที่พึ่งเข้ามาเล่นการเมือง และด้วยบารมีตรงนี้ก็จะทำให้การเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นไปอย่างราบรื่น


เมื่อ ดูลักษณะสังคมไทยอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้หญิงจะเป็นใหญ่อยู่แล้ว สามีไม่กล้าแข็งข้อกับภรรยา เพราะกลัวได้นอนบ้านเช่า (หัวเราะ) และในสมัยนี้ก็น้อยนักที่ผู้หญิงจะยอมผู้ชาย เมื่อสังคมมีความเท่าเทียมกัน ความเป็นผู้นำของผู้หญิงก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดี ต่างจากนายอภิสิทธิ์ ที่ชอบโจมตีในระหว่างการหาเสียง ยิ่งเป็นการโจมตีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นผู้หญิงแล้ว ก็ทำให้คนมองว่าไม่ดี ก็ไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ และนี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นายอภิสิทธิ์แพ้ มากกว่านั้นพลังของผู้หญิงก็จะไปเทคะแนนเลือกผู้หญิงด้วยกัน


อย่าง ไรก็ตาม การจะเป็นผู้นำได้ นอกจากความสามารถแล้ว วันเดือนปีเกิด ชื่อ ดวง บารมี ก็มีส่วนช่วยเสริมให้ประสบความสำเร็จ ได้รับชัยชนะด้วย ทำให้น.ส.ยิ่งลักษ์ยังสามารถดำรงตำแหน่งได้ถึง 2 สมัย และจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีถึงอายุ 60 ปี ที่สำคัญพระอาจารย์นวย ยังเคยบอกไปแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะกลับมาในอีกไม่ช้า


จาก นี้ไปคงต้องรอดูคำทำนายของพระอาจารย์นวย ว่าจะเป็นจริง หรือแม่นยำเพียงใด ภายหลังจากที่เคยทำนายดวงของนายกรัฐมนตรีคนผ่านๆ ราวกับตาเห็นมานักต่อนักแล้ว


ทั้งนี้ต้องรอดูอีกว่า ความเป็นผู้หญิงจะสามารถนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตได้หรือไม่


รับรองคราวนี้ต้องไม่พลาดแน่นอน!!

กกต.เตรียมรับรองจตุพรเป็นส.ส. ก่อนชงปธ.สภาฯ ยื่นศาล รธน.วินิจฉัยสมาชิกภาพ

ที่มา มติชน

นาง สดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวภายหลังการประชุม เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ว่า ที่ประชุม กกต.ได้รับทราบความเห็นของฝ่ายกฎหมายและด้านบริหารงานเลือกตั้งของสำนักงาน กกต.ที่เสนอกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าที่ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจะทำให้ประกาศผลการเลือกตั้งให้เป็น ส.ส.ได้หรือไม่

โดย กกต.จะประกาศรับรองให้นายจตุพรเป็น ส.ส.ไปก่อน พร้อมกับผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งรายอื่นๆ ที่ไม่มีเรื่องร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ขณะนี้ยังมีเรื่องร้องคัดค้าน 236 เรื่อง เมื่อ กกต.ตรวจสอบแล้วไม่มีผู้ใดถูกร้องคัดค้าน ก็สามารถประกาศรับรองผลการเลือกตั้งได้ภายในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้

ในส่วนของนายจตุพร กกต.จะรับรองให้เป็น ส.ส.และจะยื่นเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อ พิจารณาวินิจฉัยความเป็นสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ของนายจตุพรว่าสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดย กกต.จะส่งเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทันทีหลังการประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับประธานสภาว่าจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเมื่อใด เนื่องจากในรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเรื่องระยะเวลาไว้

"ยิ่งลักษณ์"นั่งหัวโต๊ะประชุมขุนพลเศรษฐกิจ แจกงาน 7 ภารกิจเร่งด่วน ยกเลิกกองทุนน้ำมัน

ที่มา มติชน

ที่ พรรคเพื่อไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เพื่อวางแนวทางการดำเนินงานทางเศรษฐกิจตามนโยบายที่เคยให้ไว้ โดยมีแกนนำพรรคเข้าร่วมประชุมหลายคน ประกอบด้วย นายโอฬาร ไชยประวัติ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช นายประภัสร์ จงสงวน นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ นายคณวัฒน์ วศินสังวร นายภาวิช ทองโรจน์ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล นายวิชาญ มีนชัยนันท์ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นายปลอดประสพ สุรัสวดี นายสันติ พร้อมพัฒน์ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล และนายบัณฑูรย์ สุภัควณิช


ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุม น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้แจ้งภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาล 7 เรื่อง ให้ผู้ที่ร่วมประชุมรับทราบ ประกอบด้วย 1.การสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ โดยให้นายคณิต ณ นคร ในฐานะประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่ง ชาติ (คอป.) ได้ทำการอย่างอิสระและนำไปสู่ความปรองดองได้เร็วที่สุด 2.เตรียมจัดงานเฉลิมฉลองในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระ ชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศร่วมกันถวายพระพรเป็นพระกำลังใจแด่พระองค์ท่าน เพื่อเสด็จความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทยที่มีต่อสถาบัน 3.พลิกฟื้นเศรษฐกิจด้วยการลดค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน พร้อมกับลงทุนภาครัฐให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วขึ้น


4.เร่งฟื้นฟู ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ทั้งประเทศเพื่อนบ้านทั้งเวทีทวิภาคีและพหุภาคี 5.เร่งพัฒนาขวัญและกำลังใจข้าราชการ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน 6.เร่งแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนและสร้างปัญหากับระบบเศรษฐกิจและข้าราชการอยู่ใน ปัจจุบัน โดยจะเร่งตรวจสอบแก้ไขปัญหาทุกอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และ 7.เตรียมการผลักดันทุกนโยบายที่เสนอไว้ตามที่ได้กล่าวไว้ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่สนามราชมังคลากีฬา โดยจะเร่งรัดให้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้ ภายในเวลาที่กำหนด


ผู้ สื่อข่าวรายงานอีกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวในที่ประชุมด้วยว่า ส่วนนโยบายที่จะดำเนินการทันทีภายหลังจากแถลงนโยบายต่อสภา คือ 1.ยกเลิกส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเฉพาะน้ำมันบางชนิด อาทิ เบนซิน 95 ลดลง 7.50 บาท เบนซิน 91 ลดลง 6.70 บาท ดีเซล ลดลง 2.20 บาท 2.แก้ไขปัญหาของแพง 3.ประชุมจัดทำระบบประกันสุขภาพใหม่ ในเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค 4.ประชุมแก้ไขปัญหายาเสพติด 5.เร่งฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และ 6.เริ่มดำเนินการตามแผนปรองดองของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) นอกจากนี้อยากให้คณะกรรมการช่วยกันคิดว่า ช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2554 จะทำอะไรบ้าง และวันที่ 1 มกราคม 2555 จะทำอะไรบ้าง และแผนระยะยาวที่จะทำให้ประชาชนตามที่ได้สัญญาไว้ในวันที่ปราศรัยใหญ่เมื่อ วันที่ 1 กรกฎาคม ที่สนามราชมังคลาฯ ที่ผ่านมาด้วย

"เพื่อไทย"ดีเดย์ปรับฐานเงินเดือน 15,000 บ. ต.ค.นี้-ค่าแรง 300 บ.คาดเริ่มมกราคม 2555

ที่มา มติชน

นาย จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะทีมเศรษฐกิจของพรรค กล่าวเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ว่า รัฐบาลใหม่จะเริ่มการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ ให้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท ตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำจะเริ่มดำเนินการได้เมื่อทำความเข้าใจกับภาคเอกชน รวมถึงหานโยบายสนับสนุนให้เอกชนมีกำลังในการขึ้นค่าจ้าง เช่น การลดภาษีนิติบุคคล หาตลาดสินค้าส่งออกให้ จึงคาดว่าจะเริ่มได้เดือนมกราคม 2555

"นโยบายการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ว่าต้องการให้คนจน หรือระดับรากหญ้าสามารถลืมตาอ้าปากได้ โดยยืนยันว่าจะให้เท่ากันทุกจังหวัด ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นลูกจ้างที่เรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 441 บาท" นายจารุพงศ์กล่าว

นาย จารุพงศ์กล่าวว่า องค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO ระบุว่าค่าจ้างต้องตั้งบนพื้นฐานที่สามารถเลี้ยงดูแรงงานได้ โดยรวมคู่สมรสและบุตร ดังนั้น จากนี้ไปเมืองไทยจะไม่มีค่าแรงถูกอีกต่อไป โดยจะยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน และยุทธศาสตร์การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในปี 2020

รับผิดชอบ91ศพ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



เป็นไปตามความคาดหมาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย

ขั้นตอนต่อไปก็ต้องรอให้กกต.รับรองผล จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการสภา

แต่ตัวเลขแบบไม่เป็นทางการของพรรคร่วมรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ 1"

ออกมาอยู่ที่ 299 เสียง

เพื่อไทย 265 ชาติไทยพัฒนา 19 ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 7 พลังชล 7 และมหาชน 1

แต่ยังต้องจับจ้องกันอีกว่าจะมี "งูเห่า" เกิดในพรรคภูมิใจไทยหรือเปล่า!?

เพราะ "หลงจู๊"บรรหาร ศิลปอาชา ฟันธงว่าถ้ารัฐบาลใหม่จะมั่นคง

ต้องได้เกิน 300 เสียง!!

ฉะนั้น เราอาจจะเห็น "กลุ่มมัชฌิมา" ของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ทิ้งเนวิน ชิดชอบ ไปซบพรรคเพื่อไทยก็เป็นได้

และยังต้องติดตามกันต่อไปว่าโควตากระทรวงต่างๆ จะจัดสรรกันออกมาแบบไหน

ใครจะได้คุมกระทรวงหลัก ใครคุมกระทรวงรอง

ทั้งหมดนี้เป็นความเคลื่อนไหวการฟอร์มรัฐบาลใหม่ในช่วง 2-3 วันนี้

ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ทันทีที่ทราบผลคะแนนเสียงแบบไม่เป็นทางการเมื่อค่ำวันที่ 3 ก.ค.

เพราะถึงนาทีนั้นนายอภิสิทธิ์คงรู้ดีว่ารวบรวมเสียงจากพรรคร่วมให้เกิน 250 ไม่ได้แน่นอน

หมดโอกาสพลิกกลับเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

จากนั้นในวันรุ่งขึ้นก็ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรค

แสดงความรับผิดชอบที่พรรคได้คะแนนเสียงน้อยกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี"50 ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ 165

มาคราวนี้ทำได้แค่ 159 เสียง

แต่ความรับผิดชอบของนายอภิสิทธิ์ไม่ได้หมดไปกับตำแหน่งหัวหน้าพรรคและตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

นายอภิสิทธิ์ยังต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองเมื่อครั้งที่อยู่ในอำนาจ

เพราะยังมีคดีความ 91 ศพเหยื่อการสลายม็อบเสื้อแดงรออยู่

คดีนี้นายอภิสิทธิ์ต้องรับผิดชอบโดยตรงในฐานะหัว หน้ารัฐบาล ในฐานะคนออกคำสั่งให้กระชับพื้นที่

ซึ่งเป็นต้นตอนำไปสู่ความสูญเสียที่ใหญ่หลวง

อีกทั้งตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา คดีความก็ไม่มีความคืบหน้าเลย

เมื่อมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ เปลี่ยนรัฐบาลแล้ว

น่าเชื่อว่าคดี 91 ศพคงมีความชัดเจนยิ่งขึ้น

ความรับผิดชอบของนายอภิสิทธิ์จะสิ้นสุดลงต่อเมื่อมีการพิพากษา

คืนความยุติธรรมให้เหยื่อทั้ง 91 ศพ!!

ข้อควรระวังของรัฐบาล"ยิ่งลักษณ์"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ


โฉมหน้ารัฐบาลใหม่โดยการนำของพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลผสมจาก 5 พรรคการเมือง

เปรียบ เทียบกับรัฐบาลผสมที่ผ่านๆ มา เสถียรภาพของรัฐบาลผสมชุดนี้ดูมั่นคงกว่า ด้วยเหตุว่าแกนนำรัฐบาล คือ พรรคเพื่อไทย มีเสียงส.ส.ในมือจำนวนมากถึง 265 ที่นั่ง

ขณะที่พรรคร่วมอื่นๆ มีเสียงแค่หยิบมือเดียว คือ ชาติไทยพัฒนา 19 ที่นั่ง ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 7 ที่นั่ง พลังชล 7 ที่นั่ง มหาชน 1 ที่นั่ง

เมื่อเสียงน้อยอำนาจต่อรองก็ต้องน้อยตามไปด้วย

ถึงอย่างนั้น เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ได้อยู่ที่เสียงส.ส. เพียง อย่างเดียว หากแต่มีปัจจัยอื่นๆ อีก

ยิ่งในสถานการณ์บ้านเมืองที่เพิ่งผ่านวิกฤตขัดแย้งรุนแรง และบาดแผลยังไม่หาย จึงยังมีปัจจัยสุ่มเสี่ยงที่รัฐบาลต้องระมัด ระวัง

ผาสุก พงษ์ไพจิตร

อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ


เสถียรภาพของรัฐบาล 5 พรรค ก่อนอื่นต้องดูว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจกใบเหลือง-ใบแดง เท่าไหร่

แต่ เมื่อพิจารณาจากผลการเลือกตั้งที่ออกมาแบบนี้ ก็จะเพิ่มแรงต่อรองให้พรรคเพื่อไทย เมื่อพรรคแกนนำรัฐบาลได้เสียงส.ส.ที่สูง พรรคเล็กๆ ก็คงตระหนักดีว่ามีภาวะเปราะบางอย่างไรบ้าง คงไม่อยากให้รัฐบาลอยู่แบบสั้นๆ คงพยายามช่วยกันประคับประคอง มากกว่าที่จะมาเรียกร้อง ต่อรอง

ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่มาได้ถึง 2 ปี รัฐบาลนี้ก็น่าจะอยู่ได้

คน อาจกลัวเรื่องรัฐประหาร แต่คิดว่ามีขบวนการต่อรองเยอะเพียงแต่เราไม่รู้ และเข้าใจว่าทหารก็ไม่อยากเสี่ยง เพราะช่วง 2-3 ปี ผ่านประสบการณ์มาพอสมควร อีกทั้งกระแสโลกไม่ยอมรับ ขณะที่หนังสือพิมพ์ทุกฉบับมองว่ากองทัพควรอยู่เฉยๆ สถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันกระแสสาธารณะมีผลกับปฏิกิริยาที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะแสดงออก

การที่พรรคเพื่อไทยได้รับเลือกเข้ามาขนาดนี้แสดงว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้พรรคนี้เข้ามาทำงาน ก็ทำ ให้ผู้ไม่เห็นด้วยต้องหยุดคิด และต้องยอมรับการเปลี่ยน แปลง

ประเด็น หลักของพรรคเพื่อไทยเองคือ อยู่ที่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อเป็นนายกฯ แล้วจะควบคุมบรรดาคนในพรรคและพรรคร่วมรัฐบาลได้หรือไม่

โดย เฉพาะเรื่องคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องหลักและทุกคนจ้องมองรัฐบาลอยู่ หากรัฐบาลมีเรื่องคอร์รัปชั่นที่โจ่งแจ้ง ก็จะเป็นช่องทางให้เกิดปฏิกิริยา

ในเรื่องเศรษฐกิจ มีความหวาดกลัวกันว่าการใช้จ่ายของรัฐบาลจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น หรือหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ซึ่งแนวโน้มของภาวะเงินเฟ้อนั้นมีอยู่ และเป็นไปได้แน่นอนหากมีการกู้ยืมเงินมาเพื่อดำเนินการนโยบายต่างๆ

แต่ ในช่วง 2-3 ปี เรื่องหนี้สาธารณะคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เงินเฟ้ออาจเป็นเรื่องต้องระแวดระวัง แต่ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้อย่างไรรัฐบาลก็ต้องใช้จ่าย แต่เศรษฐกิจไทยยังโชคดีที่ประมาณการจากหลายสำนัก เศรษฐกิจจะเติบโต 4-5% ก็คงเป็นไปได้ เพราะผลเลือกตั้งทำให้นักลงทุนต่างๆ ทั้งในและนอกมั่นใจสูงขึ้น

ภาพรวมเรื่องเศรษฐกิจคิดว่าไม่น่าจะเป็น กังวลมาก ยกเว้น เรื่องเงินเฟ้อ การเพิ่มเงินเดือน เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ทำให้คนมีรายได้เพื่อนำมาใช้จ่าย อาจส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อบ้างเล็กน้อย แต่ระยะยาวน่าจะเป็นผลดี เพราะคนจะมีรายได้เพื่อนำมาใช้สอยมากขึ้น ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ เก็บภาษีได้เยอะขึ้น

เรื่องนี้จึงไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่ความเสี่ยงอยู่ที่การคอร์รัปชั่นที่รัฐบาลจะควบคุมได้ดีแค่ไหน คิดว่าน่าจะมีบทเรียนจากอดีตว่าควรต้องระมัด ระวังเรื่องนี้มากกว่าที่เคยทำ

ประเด็นการกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คงฉลาดพอที่จะดูสถานการณ์ว่ามีความเหมาะสม เมื่อไหร่ และคงไม่รีบกลับ การรีบเร่งจะเอาพ.ต.ท.ทักษิน กลับมา อาจมีปฏิกิริยา น่าจะรอให้เห็นผลงานสักพัก และขึ้นอยู่กับว่าเมื่อกลับมาแล้วจะทำอะไร

พ.ต.ท.ทักษิณ อยากกลับแน่นอน แต่ประสบการณ์ที่ผ่านความล้มเหลวมาหลายรอบ คงฉลาดพอและไม่ทำให้รัฐบาลพังพาบกับเรื่องนี้



สมชาย ปรีชาศิลปกุล

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


เสถียรภาพ ของรัฐบาลชุดนี้น่าจะมีความมั่นคงในการบริหารงาน เพราะคะแนนเสียงของพรรคหลักมีจำนวนมากกว่าพรรคเล็กๆ ก็น่าจะหมดห่วงในเรื่องปัญหาการต่อรอง และสามารถร่วมตกลงกันได้

แต่ สิ่งที่ควรคำนึงคือเสียงจากนอกสภา เช่น กลุ่มต่อต้านทักษิณ หรือกลุ่มที่ไม่ชื่นชอบพรรคเพื่อไทย เสียงเหล่านี้จะสร้างความกดดันให้รัฐบาลชุดนี้มากขึ้น

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะดำเนินการในเรื่องใดก็ตามจะต้องรับฟังเสียงของสังคม โดยให้สังคมมีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะขณะนี้พลังเสียงของประชาชนสามารถเข้าไปกำกับการดำเนินการของพรรคการ เมืองและนักการเมืองได้มากขึ้นกว่าเดิม

สิ่งที่ควรระวังอีกประการ หนึ่ง คือ จุดอ่อนของพรรค การเมืองนอกจากจะเปิดโอกาสให้สังคมเข้ากดดันได้แล้ว อีกทางก็เปิดช่องให้อำนาจนอกระบบสามารถเข้าแทรก แซงได้เช่นกัน

นอก จากนั้น สังคมยังมุ่งเน้นไปยังคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่ารัฐบาลชุดนี้จะดำเนินการอย่างไร การดำเนินการ ในเรื่องนี้จึงต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ขึ้นได้

ครั้ง นี้มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่คาดหวังกับรัฐบาลชุดนี้ ว่าจะช่วยทำให้สังคมไทยสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและปัญหาต่างๆ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องได้

โดยเฉพาะปัญหาเรื่องปากท้องของคนไทย สินค้าที่มีราคาแพง รัฐบาลควรตรวจสอบว่าปัญหานี้มาจากสาเหตุใด เพราะอาจจะไม่ใช่เรื่องของกลไกตลาด แต่อาจจะมาจากปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นจากนักการเมืองบางคน

การ บริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ จะต้องมีความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาต่างๆ จะรอช้าไม่ได้ ที่สำคัญจะต้องนำ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถในแต่ละด้านจริงๆ มาบริหารบ้าน เมือง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง



วิทยากร เชียงกูล

คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต


โดย จำนวนน่าจะอยู่ได้ แต่สักพักน่าจะเริ่มมีเรื่องผลประโยชน์ เพราะเสียง เยอะแต่หลายกลุ่ม และการคุมกลไกต่างๆ มันคุมยาก โดยประสบการณ์การเมืองของคุณยิ่งลักษณ์ คนคุมไม่เก่งก็ยุ่งเหมือนกัน หรือสั่งการมาจากที่ไกลๆ ก็ยาก

อีกทั้งรัฐบาลได้สัญญากับประชาชนไว้ มาก คนจะเริ่มเรียกร้อง จะทำให้เกิดความขัดแย้ง เช่น กรณีค่าจ้างแรงงาน 300 บาท คนใช้แรงงานก็อยากปรับ แต่ ผู้ประกอบการจะไม่พอใจ

ในด้าน เศรษฐกิจผมก็ห่วง เพื่อไทยมีทีมเศรษฐกิจเยอะ แต่เป็นทีมที่มองในเชิงตลาดเสรีที่พึ่งพาตลาดโลกมาก ในขณะที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหามาก อเมริกา ยุโรป เอาตัวไม่รอด เราจะหวังพึ่งการค้า พึ่งต่างประเทศคงจะหวังมากไป ขณะที่โครงการประชานิยมเน้นการบริโภค ไม่ส่งเสริมให้คนเข้มแข็ง

ข้อดีของเพื่อไทยคือ ทีมงานกล้าตัดสินใจ กล้าทำ และทำได้เร็วกว่าประชาธิปัตย์ แต่ทีมนี้เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อยู่ ผมก็ไม่แน่ใจ

ข้อ ควรระวังของรัฐบาลคือ ถ้าคิดแบบมั่นใจตัวเองมากเกินไป พยายามแก้กฎหมายนิรโทษกรรม ก็จะยุ่งมากขึ้น การคิดว่าตัวเองได้รับเสียงสนับสนุนเยอะ อาจเข้าใจผิดก็ได้ เพราะคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ไม่มากเหมือนสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ถ้าฮึกเหิมก็จะอันตราย ต้องทำแต่เรื่องดี น่าจะไปได้

ปัญหาที่คนจับจ้องคือเรื่อง คอร์รัปชั่น และสมัยนี้ข้อมูลเยอะ เหมือนอย่างประชาธิปัตย์ที่เป็นอย่างนี้เพราะปล่อยพรรคร่วมโดยไม่จัดการ คนก็รู้ อย่างเรื่องประมูลงานนักธุรกิจเขาก็รู้

รัฐบาลน่าจะอยู่ได้สักปี เพราะปีหน้าคนบ้าน 111 จะพ้นจากการถูกตัดสิทธิ์ คงออกมาผลักดันให้เกิดการยุบสภาเลือกตั้งใหม่

ภาพคุณปู ยิ่งลักษณ์ ประชุมทีมเศรษฐกิจ 06/07/54

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประชุมทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ณ ที่ทำการพรรค ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ 6 ก.ค. 54










ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 06/07/54 อย่าคิดเอางูเห่า..มาพันคอ

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ทุกคะแนน ประชาชน คนหยิบยื่น
หาใช่อื่น แต่ด้วยรัก เป็นนักหนา
จงหันกลับ มาแลเหลียว ช่วยเยียวยา
ทั่วแผ่นฟ้า เมืองไทย ให้รุ่งเรือง....

ทั้งงูเห่า รอบจัด สารพัดพิษ
มันผูกมิตร พันคอ หวังก่อเรื่อง
เพราะสันดาน พวกสัตว์ จึงขัดเคือง
เลี้ยงไม่เชื่อง สุดร้อยเล่ห์ เนรคุณ....

จะกลุ่มไหน ใจพวกมัน กระสันอยาก
คำสำรอก ออกปาก มากเรื่องวุ่น
ผลประโยชน์ เกิดก่อ เพื่อต่อทุน
จึงหมกมุ่น ออดอ้อน อย่างร้อนรน....

จำได้ไหม ใครหนอ พวก...ทรยศ
ใครคิดคด สมคบใคร ร่วมใจปล้น
ใครลอบกัด ไล่ฆ่า ประชาชน
ใครเดนคน..นั่งร่ำไห้ ใส่ร้ายเรา....

หวังร่วมเสพย์ ยามสุข สนุกสนาน
ด้วยสันดาน นกรู้ พวกงูเห่า
จึงลัดเลาะ เจาะช่อง เพื่อย่องเบา
ตามเป็นเงา ดึงดื้อ ตื๊อร่วมวง....

จงฟังเสียง ประชาชน ทุกคนเลือก
อย่าคิดเสือก-ผลักใส เหมือนไล่ส่ง
อย่าอวดโอ้ อำนาจนั้น มันยืนยง
อย่าทรนง ลืมตัว มั่วตามเกมส์....

๓ บลา / ๖ ก.ค.๕๔

เพ็ญ ภัคตะ: ศักดิ์ศรีคนอีสาน

ที่มา ประชาไท

สูเกิดมาเป็นคนกรุง หอมกลิ่นประทิ่นปรุง เรืองรุุ้งฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม

สูจึงเหยียบย่ำซ้ำเติม สันดานแต่เดิม พูนเพิ่มหลงปลื้มลืมตัว

สูคอยจิกกัดกดหัว มองผู้อื่นชั่ว เป็นวัวเป็นควายใช่คน

สูแบ่งผิวพรรณชั้นชน นี่พวกพ้องตน และโน่นบ้านนอกคอกนา

สูเหม็นสาบคาวปลาร้า ชิงชังชั่วช้า แช่งด่าว่าด้อยแดกดัน

สูจ้องรังเกียจเหยียดหยัน กล่าวโทษลงทัณฑ์ ว่ามันเป็นลาวใช่ไทย

สูเห็นเฮาเป็นคนไหม เฮามีหัวใจ มิใช่ใบ้เบื้อบัดสี

เฮาคือไพร่แดงเสรี หทัยดวงนี้ เฮาพลีเพื่อความยุติธรรม

เฮาจนบ่จนใจดำ กินไม่อิ่มหนำ แต่อิ่มน้ำคำเกินเอียน

เฮาอาจไม่เคยได้เฮียน บ่ฮู้ขีดเขียน โรงเรียนเฮาคือทุ่งนา

เฮาเฮียนจากหอยปูปลา จากดินจากหญ้า จากป่าฟ้าเปลี่ยวเรียวไพร

เฮาฮู้ว่าไผเป็นไผ ใครกลั่นแกล้งใคร เหตุใดไทยไม่พัฒนา

เฮาหันความจริงยิ่งกว่า หอคอยศักดินา บูชารูปโฉมโนมพรรณ

เฮาต่ำแค่ชาติตระกูลชั้น หากใจเฮานั้น ฮู้ทันทรราชฆาตกร

เสียงจาก “ประชาชน” คนหนึ่ง: "ไม่ต้องมาดูแลกันมากมาย ขอแค่อย่ามาทำร้ายกันก็พอ”

ที่มา ประชาไท

หลัง ทราบผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลายคนอาจกำลังยินดีปรีดาที่พรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ตนลง คะแนนเลือกได้รับชัยชนะ และในทางตรงกันข้าม อีกหลายคนคงกำลังเศร้า เสียใจ ผิดหวังกับผลการเลือกตั้ง และคงมีอีกบางส่วนที่ไม่สนใจ นิ่งเฉย เบื่อหน่ายจนถึงขั้นโกรธแค้น รวมทั้งอีกหลายๆ อารมณ์ที่ไม่อาจคาดเดาและเข้าถึงด้วยเหตุผลต่างๆ กัน

ขณะที่ทุกสายตา ของประชาชนก็ต่างจับจ้องถึงทิศทางของการเมืองไทยหลังจาก นี้ คาดเดาว่าหน้าตาของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จากอีกขั้วการเมืองจะเป็นอย่างไร? จะนำพาประเทศต่อไปเช่นใด?

แต่ในสายตา “ประชาชนคนหนึ่ง” ที่สนใจและติดตามการเมืองไทยพอสมควรตลอดระยะเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงและความ ขัดแย้งที่ผ่านมา ด้วยเพราะความสนใจ (ชอบ) เป็นการส่วนตัว และด้วยเพราะการเป็น “นักเรียนรัฐศาสตร์” อันเป็นส่วนสำคัญในการกล่อมเกลาให้ผม ไม่เบื่อหน่าย รังเกียจ หรือเกลียดกลัวการเมืองและนักการเมืองเฉกเช่นคนบางส่วนในสังคม ผมมีความเห็นและอยากสะท้อนเสียงเล็กๆ เสียงหนึ่งของประชาชนคนนี้ว่า ผมไม่ได้คาดหวังมากมายต่อรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในเร็ววันนี้ ว่าจะต้องปฏิบัติตามสัญญาประชานิยม หรือต้องสร้างความปรองดอง (วาทกรรมศักดิ์สิทธิ์ ที่ทุกภาคส่วนกำลังเรียกร้อง) หรือต้องพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ หรือต้องทำโน่นนี่นั่นให้ได้ในชั่วพริบตา

เพราะไม่ว่าใครจะเป็น รัฐบาล จะบริหารประเทศและดำเนินนโยบายไปในรูปแบบใดก็ช่าง จะสร้าง จะลด-แลก-แจก-แถม อะไรมากน้อยหรือจะกระทำการอันใดก็ตามแต่ ผมขอแค่ “รัฐ” อย่ามาละเมิด “สิทธิเสรีภาพ” และ “ข่มเหงรังแกดูถูก” ประชาชน ตลอดจนอย่าก่อ “ความอยุติธรรม” ทุกรูปแบบบนผืนแผ่นดินก็เป็นพอ

เหตุการณ์ ที่ประชาชนต้องเดือดร้อนและได้รับผลกระทบไม่จบสิ้นจากการดำเนิน นโยบายรวมทั้งโครงการพัฒนาต่างๆของรัฐและหน่วยงานราชการที่อ้างแต่ว่าจะนำ ความเจริญให้แก่ประเทศและประชาชน โดยไม่ให้โอกาสประชาชนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมในกระบวนการตัดสินใจอย่าง กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งที่แม่เมาะ บ่อนอก-หินกรูด (ที่ประชาชนต่อต้านจนไม่ได้สร้าง) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ชุมพร โรงไฟฟ้าและโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่จะนะ การก่อสร้างเขื่อนต่างๆ ทั้งเขื่อนสิรินธร เขื่อนปากมูล เขื่อนราศีไศล (ที่ยังคงต่อสู้กันจนถึงปัจจุบัน) นิคมโรงงานอุตสาหกรรมนานาประเภท เหมืองแร่ ท่าเรือน้ำลึก และโครงการพัฒนาอีกสารพัด รวมถึงการใช้ความรุนแรงโดยรัฐที่ขาดการยั้งคิดและการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่าง กรณีการอุ้มหายและอุ้มฆ่า การฆ่าตัดตอน การซ้อมและทรมานขณะจับกุมคุมขัง การเลือกปฏิบัติและการใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม การปราบปรามฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์และผู้ชุมนุมทางการเมืองที่เคลื่อนไหวอย่าง สงบ ปราศจากอาวุธ ต้องไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป!

(มิพักต้องกล่าวถึง เรื่องทุจริตคอรัปชั่น อันเป็นรูปแบบหนึ่งของความอยุติธรรมที่ส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วงต่อประชาชน และประเทศ ซึ่งผมและทุกคนในสังคมคงไม่อยากให้เกิดขึ้น)

ทั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย “รัฐ” คือ “ผู้ผูกขาด” การใช้อำนาจ การบัญญัติ บังคับใช้ แก้ไขกฎหมาย และการใช้ความรุนแรงอย่างมีความชอบธรรมมาโดยตลอด…

“ดังนั้น…ไม่ต้องมาดูแลกันมากมาย ขอแค่อย่ามาทำร้ายกันก็พอ”