WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 7, 2011

"ยิ่งลักษณ์"ย้ำไม่ได้ยุบกองทุนน้ำมัน แต่จะยกเลิกเก็บเงินเข้าชั่วคราว ยันไม่กระทบLPG,NGV

ที่มา มติชน

ที่ พรรคเพื่อไทย (พท.) เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ผู้เชี่ยวชาญออกมาคัดค้านพรรคเพื่อไทยในการยุบกองทุนน้ำมัน ว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีนโยบายจะยุบกองทุนน้ำมันเพียงแต่จะยกเลิกการเก็บเงิน เข้ากองทุนน้ำมันแบบชั่วคราว ในรายการน้ำมันเบนซิน 95 เบนซิน 91 และดีเซล แต่ก็ยังคงต้องรอดูระยะเวลาในการยกเลิกก่อนว่าจะนานเท่าใด เนื่องจากพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีนโยบายที่จะยกเลิกตลอด แต่จะดูระบบเศรษฐกิจเป็นที่ตั้ง อีกทั้งยังต้องรอดูแผนงบประมาณต่างๆ ด้วย

ส่วน กรณีหากราคาน้ำมันลดลงจะทำให้การใช้พลังงานทดแทนลดน้อยลงหรือไม่นั้น ตนคิดว่าในปัจจุบันพลังงานทดแทนก็ยังไม่มีเพียงพอต่อประชาชน ซึ่งในอนาคตก็จำเป็นที่จะต้องมีสร้างพลังงานทดแทนมากขึ้น

ว่า ที่นายกฯกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในเบื้องต้นจะใช้เงินที่ยังคงมีเหลือจากกองทุนน้ำมันก่อน โดยเมื่อเงินหมดก็จะเป็นหน้าที่ภาระของรัฐบาลที่จะจัดสรรเงินจากส่วนต่างๆ ซึ่งอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับค่าครองชีพและราคาของสินค้าต่างๆ อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยขอเวลาอีกสักระยะหนึ่งในการหารือและสร้างแผนงบประมาณ

จาก การที่หลายฝ่ายเกรงว่าการยกเลิกการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ อาจกระทบกับราคาก๊าซ NGV และ LPG นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่น่าจะส่งผลกระทบ เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น โดยจะใช้กองทุนน้ำมันฯที่เหลืออยู่เข้ามารองรับ เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะต้องรับภาระและยังส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในทุก ด้าน

"ณัฐวุฒิ-จตุพร"กอดคอกันยิ้มร่า

ที่มา มติชน



นาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยกอดคอกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ที่ศาลอาญา วันที่ 7 กรกฎาคม

โดยนายณัฐ วุฒิเดินทางมาให้กำลังใจนายจตุพร ในการสืบพยานโจทก์นัดแรกคดีฟ้องหมิ่นประมาท นายวัชระ เพชรทอง ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์

โจทย์3ข้อ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



กระแสจัดตั้งคณะรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์ 1" คืบหน้ารวดเร็ว หลังจากแน่นอนแล้วว่าองค์ประกอบรัฐบาลชุดใหม่จะมีด้วยกัน 5 พรรค 299 เสียง

การจัดตั้งคณะรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งมักได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนเสมอ

โฉมหน้ารัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์

สังคมกำลังเฝ้าจับตามองว่าจะออกมาหน้าตาแฉล้มแช่มช้อยเหมือนนายกรัฐมนตรีหญิง หรือจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม

จะว่าไปแล้วการวางตัวคณะรัฐมนตรีใหม่นี้ ใครจะได้เก้าอี้ใด ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงพรรคร่วมรัฐบาล

เพราะถึงจะเป็น "รัฐบาลผสม" แต่พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำหลักก็มีเสียงส.ส.พรรคเดียวเกินครึ่ง นั่นทำให้พรรคร่วมรัฐบาลที่ทั้งหมดเป็นพรรคเล็ก แทบไม่เหลือพลังต่อรองใดๆ

ดังนั้น อำนาจการจัดสรรปันส่วนเก้าอี้รัฐมนตรีที่พรรคเพื่อไทยมีอยู่ในมือเต็มร้อย จึงไม่เกี่ยวกับโควตาตัวเลขส.ส.ของแต่ละพรรค

แต่ขึ้นอยู่กับการ "ซื้อใจ" กันมากกว่า อย่างที่มีข่าวเกี่ยวกับกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น

ขณะเดียวกันบรรดาพรรคร่วมก็ต้องไม่เรียกร้องอะไรที่สูงเกินตัวมากนัก

นอกจากการวางคนให้เหมาะกับงานแล้ว การจัดโผ "ยิ่งลักษณ์ 1" ยังต้องแก้โจทย์ให้ได้อีก 3 ข้อ

ข้อแรก คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะสลัดหลุดข้อครหาการเข้ามามีส่วนบงการของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้อย่างไร

ซึ่งการจะผ่านด่านปัญหานี้ไปได้ นอกจากตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์เองแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณถือว่ามีส่วนสำคัญที่สุด

ข้อสอง คือ การจัดวางตำแหน่งของแกนนำนปช.ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.จะต้องยึดหลัก "ความพอดี"

ไม่มากเกินไปจนถูกโจมตีว่าเป็นรัฐบาลเสื้อแดง และไม่น้อยเกินไปจนถูกมองว่าเป็นการถีบหัวส่งมวลชนเสื้อแดง ที่เป็นกำลังสนับสนุนหลักช่วยให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

ข้อสาม คือ จะจัดครม.อย่างไรให้มีภาพของความปรองดอง มากกว่าภาพการตั้งคนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีเพื่อมุ่งไล่เช็กบิลล้างบางฝ่ายตรงข้าม

เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการ "ไม่แก้แค้น แต่จะแก้ไข"

ตามที่ว่าที่นายกฯหญิงเคยประกาศไว้เมื่อครั้งเปิดตัวลงสมัครส.ส. และได้ย้ำตลอดเวลาการหาเสียงที่ผ่านมา

เสียงเชียร์'ปชป.'คัมแบ๊กฝ่ายค้าน

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



การเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายชนะแบบม้วนเดียวจบ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจอย่างรวดเร็ว

โดยพรรคประชาธิปัตย์ต้องจับมือกับพรรคภูมิใจไทยอีกครั้ง เพื่อทำหน้าที่ฝ่ายค้านร่วมกับพรรคเล็กอย่าง พรรครักประเทศไทย ของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์, พรรครักษ์สันติ ที่มีร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็นประธาน

รวมถึงพรรคมาตุภูมิ ภายใต้การนำของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

โฉมหน้าของพรรคร่วมฝ่ายค้านในยุคที่มืออาชีพอย่างพรรคประชาธิปัตย์รีเทิร์น สังเวียนจะเป็นอย่างไร ภาพรวมจะมีความเข้มแข็งเพียงพอต่อการตรวจสอบหรือไม่

นักวิชาการที่ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด มีความเห็นดังต่อไปนี้



1.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

หากมองภาพของพรรคฝ่ายค้าน ต้องมองทั้ง 2 ด้าน คือทั้งในและนอกสภา ในสภาจะมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ

ส่วนนอกสภามีพวกพันธมิตรต่างๆ ที่เป็นสีสัน อาทิ นายชูวิทย์ ซึ่งสนิทกับนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้จัดรายการข่าวช่อง 3 นายชูวิทย์เองก็ชอบออกโทรทัศน์ ตรงนี้น่าจะเป็นสีสัน

แต่ถ้ามองอีกแง่ ประชาธิปัตย์ต้องมีการต่อสู้ในสภาที่เข้มข้นขึ้น มีเหตุมีผล มีความก้าวหน้า นี่คือเกมหลัก ประชาธิปัตย์ถนัดการทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว

ส่วนพรรคเพื่อไทย ต้องไม่ย้อนกลับไปสู่ความผิดพลาดเหมือนครั้งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่ให้ความสนใจกับงานในสภา

ฝ่ายค้านครั้งนี้มีความเข้มแข็งมาก เนื่องจากมีกลุ่มที่ย่อยออกไปเยอะ อาทิ น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเครือข่ายคนเสื้อหลากสี นายแก้วสรร อติโพธิ เครือข่ายพลเมืองคัดค้านนิรโทษกรรมคอร์รัปชั่นทักษิณ (คนท.) เป็นต้น

แต่จะเข้มแข็งมากขึ้นถ้าไม่มีพรรคภูมิใจไทย เพราะเรียกร้องมาตลอดว่าอยากเป็นรัฐบาล

กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีก นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ก็ออกมาปฏิเสธพร้อมทั้งยืนยันแล้วว่าไม่

ที่สุดแล้วมันคือเกมทางการเมือง อาจเป็นเกมเพื่อต้องการเปลี่ยนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จากเก้าอี้เลขาธิการพรรค หรืออาจต้องการเปลี่ยนนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย จากกรรมการบริหารพรรคก็ได้

ประเด็นที่ต้องจับตาตรวจสอบรัฐบาลชุดนี้ คือ การที่จะทำอย่างไรให้รักษาอำนาจอธิปไตยโดยไม่เผด็จการไว้ได้ รวมถึงปฏิรูปสื่อ ทำให้โปร่งใส และให้ความสำคัญต่อสภา นี่คือสิ่งสำคัญ

การเมืองไม่ใช่แค่ได้เสียงข้างมากเท่านั้น แต่ต้องรักษาอำนาจอธิปไตยโดยปราศจากเผด็จการรัฐสภาให้ได้ด้วย



2.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

พรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้ดีกว่ารัฐบาล เพราะมีคนที่มีความรู้ความสามารถ มีวาทะในการจับประเด็นต่างๆ ขึ้นมาอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ คนเหล่านี้ทำได้ดีมาโดยตลอด

กรณีมีนายชูวิทย์ ร.ต.อ.ปุระชัย และพล.อ.สนธิมาร่วมทีมด้วยนั้น ไม่ได้ช่วยให้ฝ่ายค้านเข้มแข็งขึ้น คนเหล่านี้มาสร้างสีสันให้มากกว่า

จุดอ่อนของรัฐบาลใหม่มีหลายเรื่อง อาทิ คนมีความรู้ความสามารถมีจำนวนจำกัด ไม่เพียงพอต่อการบริหารงานในกระทรวงต่างๆ อาจต้องพึ่งคนนอก

รวมถึงภาพลักษณ์รัฐบาลในอดีตก็เคยมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนมาก่อน ทั้งยังมีภาพเสื้อแดง นปช. และความรุนแรงในอดีตด้วย

เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านจะเข้าไปตรวจสอบต่อไป



3.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ความเข้มแข็งของฝ่ายค้าน ถือว่ามีจำนวนเสียงมากพอต่อการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่การตรวจสอบรัฐบาลโดยการตั้งกระทู้ถาม รวมถึงตรวจสอบโดยการเปิดเผยข้อมูลผ่านสาธารณะ คงจะมีมากขึ้น

นิสัยส่วนตัวของพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่าง นายชูวิทย์ คงจะเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะรับรู้ตลอดเวลา ส่วนพรรคประชาธิปัตย์คงใช้กลไกที่นอกเหนือจากระบบรัฐสภา เข้ามาร่วมตรวจสอบรัฐบาลด้วยเช่นกัน

ตั้งแต่การเปิดเผยข้อมูลผ่านที่สาธารณะ จนถึงการสร้างกลไกภายนอกร่วมกับประชาสังคม

ทุกวันนี้การใช้สื่อสามารถเข้าถึงทุกอณูของสังคม หากฝ่ายค้านสามารถใช้กลไกสื่อเหล่านี้อย่างถูกวิธี จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานและต่อความไว้วางใจของประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องรอการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เรื่องที่ฝ่ายค้านจะเล่นงานรัฐบาลคงหลีกหนีไม่พ้นจุดอ่อนเบื้องต้น คือ นโยบายที่พรรคเพื่อไทยเคยสัญญาไว้กับประชาชน จะทำได้จริงหรือไม่ เอางบมาจากส่วนใด จุดนี้รัฐบาลต้องเตรียมตัวให้ดี

รวมถึงองค์ประกอบของ ครม. จะจัดวางตำแหน่งสำคัญๆ อย่างไรและกับใคร เป็นการตั้งเพื่อตอบแทนผลประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่

สิ่งเหล่านี้ ผู้นำฝ่ายค้านคนต่อไปต้องออกมาสานต่อความรับผิดชอบ แต่การทำหน้าที่นี้ต้องไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองเป็นเครื่องมือต่อรอง ผลประโยชน์

อยากเห็นการตรวจสอบของฝ่ายค้านอย่างตรงไปตรงมา ข้อมูลมีความชัดเจน ให้สาธารณชนรับรู้ได้เป็นระยะๆ ไม่ใช่เก็บข้อมูลเอาไว้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาเท่านั้น

เพราะมันไม่เคยล้มรัฐบาลได้เลย



4.จิตติพจน์ วิริยะโรจน์

ส.ว.ศรีสะเกษ

ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านที่มีฝีมือ มีคนเชียร์จำนวนมาก เรียกได้ว่าเป็นของถนัด ครั้งนี้มีนายชูวิทย์เข้าร่วม แม้มีบุคลิกที่ดุเดือด แต่ไม่แน่ใจว่าการตรวจสอบจะดุเดือดด้วยหรือไม่

การทำงานตรวจสอบอย่างดุเดือดสามารถทำได้ แต่ต้องทำตามเนื้อผ้า ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ที่ผ่านมาบ้านเรามีปัญหามาก ฝ่ายค้านต้องมุ่งเน้นการตรวจสอบอย่างจริงจัง ต้องรอดูการรวมตัวของพรรคฝ่ายค้านอีกทีว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

ส่วนรัฐบาลผสม 5 พรรคที่นำโดยพรรคเพื่อไทย 299 เสียง ถือว่ามีเสถียรภาพและความมั่นคงมาก รัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการบริหารประเทศว่าจะมีประสิทธิภาพ ปราศจากการทุจริตหรือไม่ ต้องจับตาดู

แม้นายอภิสิทธิ์ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว แต่ในพรรคยังมีบุคคลที่มีความสามารถจำนวนมาก อาทิ นายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ฯลฯ

ซึ่งล้วนมีความสามารถเทียบเท่านายอภิสิทธิ์



5.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

คณบดีคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

การรวมกันของฝ่ายค้านครั้งนี้มาจากหลายพรรค ที่มาก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อาจไม่มีเอกภาพเนื้อเดียวกัน แต่คงไม่ถึงกับเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งต่อการทำหน้าที่ อย่างนายชูวิทย์คงไม่ยอมอยู่ภายใต้คำสั่งใครแน่

แต่ไม่ใช่สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ที่มีฐานคะแนนเสียงมาก ที่สุด ที่ผ่านมาพรรคเองเคยผ่านบทบาทเหล่านี้มาและได้รับความนิยมด้วย

ทั้งการแสดงบทบาทแฉ หรือแม้แต่บทบาทคนดีก็ตาม

จุดอ่อนของฝ่ายค้านที่ผ่านมา คือ การแสดงบทบาทเดิมๆ จนเกิดความน่าเบื่อ ดังนั้นควรมีนโยบายใหม่ๆ ออกมาบ้าง ไม่ใช่ค้านอย่างไร้เหตุผล แต่ต้องนึกถึงการเป็นปากเสียงแทนประชาชน

และทำให้การค้านเป็นกิจกรรมทางการเมืองที่มีความหมาย

ผู้นำฝ่ายค้านคนต่อไป คงไม่พ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ ที่จะมารับตำแหน่งแทนนายอภิสิทธิ์ที่ขอลาออก แต่ก็มีหลายเสียงที่ยังอยากให้นายอภิสิทธิ์กลับเข้ามา เขายังมีฐานเสียงสนับสนุนบางส่วนอยู่ โดยเฉพาะในเขต กทม.

แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมาก็บอกแล้วว่าเขาแพ้ ความจริงนายกรณ์ จาติกวณิช สามารถเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ได้ แต่สุดท้ายต้องขึ้นอยู่กับสมาชิกภายในพรรคประชาธิปัตย์

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 07/07/54 แม่ครัว..กระทะเหล็ก ขอให้แคร์ความรู้สึกประชาชน

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ประชาชน อุ้มสู่ ประตูฝัน
ด้วยวาดหวัง ตั้งมั่น อย่าหวั่นไหว
สร้างความสุข รุ่งเรือง เมืองวิไล
พาชาติไทย ร่มเย็น ตามเป็นมา....

น้ำมีปลา นามีข้าว เราเอมอิ่ม
เติมรอยยิ้ม ทั่วไทย ตามใฝ่หา
ประชาชน สุขเกษม เปรมอุรา
ไทยทั่วหล้า กู่ก้อง ร้องไชโย....

อย่าเป็นเพียง แค่ฝัน ร่วมกันสร้าง
แม้นหนทาง อุปสรรค มันมากโข
ปัญหาชาติ บ้านเมือง เรื่องใหญ่โต
อย่าอวดโอ้ เย้ยเยาะ ทะเลาะกัน....

ประชาชน คนอุ้ม คอยคุ้มให้
เปรียบแสงไฟ ส่องทาง อย่างสร้างสรรค์
อย่ายื้อแย่ง แข่งทำชั่ว มั่วพัลวัน
ถ้าเช่นนั้น นับถอยหลัง ระวังไว้....

โน่นก็ขอ นี่ก็ขอ จ้อไม่หยุด
จงเร่งรุด ทำงาน ตามขานไข
นำความสุข ปรองดอง คืนผองไทย
ให้สดใส ด้วยรัก สามัคคี....

จงร่วมกัน สานฝัน วันฟ้าสวย
หนึ่งแรงช่วย เติมใจ ไม่หน่ายหนี
เพื่อลูกหลาน พี่น้องไทย ได้อยู่ดี
ขอให้มี ความมุ่งมั่น ร่วมกันทำ....

๓ บลา / ๗ ก.ค.๕๔

ปฏิบัติการ‘นิวมีเดีย’ของสมเกียรติ ตั้งนโม:‘รูปทรง’และความเป็นพลเมืองในอนาคตกาล

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุ:

1. เผยแพร่เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี การจากไปของอาจารย์สมเกียรติ ตั้งนโม อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

2. นำเสนอครั้งแรกในการอภิปรายหัวข้อ "ความรู้และปฏิบัติการของสมเกียรติ ตั้งนโม" จัดโดย มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2553 ที่หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สมเกียรติ ตั้งนโม (แฟ้มภาพ/สำนักข่าวประชาธรรม)

0 0 0

ผม เดาเอาว่า การกำหนดหัวข้อที่เราจะกล่าวรำลึกถึง อ.สมเกียรติ ในโอกาสนี้ คงจะเกิดขึ้นจากคำถามที่เรามักจะถามถึงผู้ที่จากไป นั่นคือคำถามที่ว่า “เราจะพูดถึง สมเกียรติ ตั้งนโม ว่าอย่างไร” ซึ่งเมื่อเราพยายามจะหาคำตอบ เราก็จะพบว่า มันยากที่จะบอกว่า อ.สมเกียรติ เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง และคงจะต้องอาศัยผู้กล่าวรำลึกอีกหลายคน หากต้องการให้ครอบคลุมถึงสิ่งที่ อ.สมเกียรติ เป็นและทำในตลอดช่วงชีวิตของท่าน

สำหรับผมแล้ว ไม่ว่าเราจะพูดถึงสมเกียรติ ตั้งนโม ในฐานะไหน นักกิจกรรมทางการเมือง นักสื่อเสรี นักการศึกษา หรืออื่นๆ ในฐานานุรูปนั้นล้วนแต่สะท้อนออกมาจากความเป็นศิลปินทั้งสิ้น มันอยู่ในทุกเรื่องที่ อ.สมเกียรติ ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ของ ‘New Media’ หรือกล่าวอย่างเฉพาะเจาะจงและเป็นรูปธรรมก็คือ ตัวเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

ทำไมผมถึงเห็นว่า ศิลปะแฝงอยู่ในงานและชีวิตของสมเกียรติ ที่จริงผมอ่านงานของสมเกียรติไม่มากนัก แต่ผมไม่สงสัยเลยว่า อ.สมเกียรติให้ความสำคัญกับการมองเห็นของสายตาเพียงใด เวลาเรามองเว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน หลายคนอาจจะบ่นว่า พื้นดำตัวหนังสือขาวมันทำให้อ่านยากปวดตา แต่เราจะปฏิเสธได้อย่างไรว่า ภาพของเว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนนั้นมันติดตา กระทั่งมันช่วยจำ และมันส่งผลต่อรสชาติของการอ่านเอาเรื่องเอาเนื้อหาโดยตรง

ภาพที่ติด ตานี้ไม่ได้หมายถึงภาพปีศาจความมืด แต่มันคือการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน มันสร้างแรงบันดาลใจ มันบอกเราถึงความประณีตบรรจง หน้าเปิดหมวดหมู่ทุกหน้า คือการออกแบบใหม่หมด ปั้นมันด้วยมือทีละหน้าทีละชิ้น

และที่สุดอะไรวัดว่า มีศิลปะ สำหรับผมที่มีความรู้ด้อยเหลือเกินในเรื่องนี้ ผมใช้เกณฑ์ว่า มันอยู่ยาวข้ามความร่วมสมัยหรือไม่ เหมือนที่ศิลป์ พีระศรี บอกนั่นแหละว่า “ชีวิตนั้นสั้น ศิลปะยืนยาว”

ยกตัวอย่าง เช่น ผมนึกไม่ออกว่า เมื่อถึงวันที่เว็บไซต์ประชาไทต้องปิดตัวลง จะมีใครนึกหน้าหรือจำภาพเว็บไซต์ประชาไทออก ขณะที่หากคุณไม่ได้เปิดเว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมานานหลายปี หรือเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนปิดตัวไป ผมเชื่อว่า ภาพจำของเว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนก็จะยังอยู่ หลับตาแล้วก็ยังเห็นภาพ

แต่ งานศิลปะที่ อ.สมเกียรติทำ ในแอเรียของนิวมีเดียก็ไม่ได้มีแค่การออกแบบที่เห็นด้วยตาเท่านั้น แต่มันยังอยู่ในบทบาท กระบวนการนำเสนอ ซึ่งก็คือเนื้อหาและบทบาทหน้าที่ของเว็บไซต์ด้วย

0 0 0

ผม มีโอกาสไปร่วมงานเทศกาลศิลปะ Documenta ที่เยอรมนี กับ อ.สมเกรียติและเพื่อนอีกสามสี่คน ในฐานะ ‘นิวมีเดีย’ สื่อทางเลือก หรือจะเรียกว่าสื่ออิสระของสังคมไทยก็ได้ ที่นั่นทำให้เราทั้งหมดผูกพันกัน เราได้รับเชิญไปพูดในเรื่องนอกกรอบสังคมไทย ซึ่งหมายถึงเรื่องที่เราพูดในประเทศไทยไม่ได้ และด้วยความพยายามที่จะยืนยันในสิ่งที่ “ไม่เห็นจะน่ากลัวอะไร” และ “เราต้องพูดได้” ทำให้สิ่งที่เราทำในสนามของ “นิวมีเดีย” นี้กลายเป็นงานศิลปะไปอย่างที่ผมเองซึ่งอ่อนด้อยมากในเรื่องนี้ก็งงๆ ที่ต้องไปในเทศกาลศิลปะระดับท็อบเท็นของโลกนี้

ที่คาสเซิล เยอรมัน ทั่วทุกมุมเมืองกลายเป็นที่แสดงนิทรรศการศิลปะ Documenta ผมเปิดประเด็นเรื่องศิลปะกับ อ.สมเกียรติ ก่อนจะได้รับทัศนวิจารณ์ว่า มันน่าเบื่อเพียงใดที่ศิลปะยังคงหมกมุ่นอยู่กับ ‘รูปทรง’ และบางทีนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เรา (ประชาไท มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ฟ้าเดียวกัน เควสชั่นมาร์ค โอเพ่น) ได้รับเชิญไปร่วมแสดงงานศิลปะระดับโลกนี้

คนใน ม เที่ยงคืนน่าจะเข้าใจความหมายของคำว่า ‘รูปทรง’ ของ อ.สมเกียรติดีกว่าผม ว่ามันไม่ได้หมายถึงกว้างคูณยาวคูณสูง 2พายอาร์ แต่มันยังรวมไปถึงการตั้งคำถามกับรูปแบบ (pattern) บางทีผมว่านะ อ.สมเกียรติอาจจะคิดแบบนี้นานแล้วก็ได้ นอกกรอบของพวกนอกกรอบในมหาลัยศิลปะมานมนามแล้วก็ได้ งานเขียนของ อ.สมเกียรติก็หนักไปทางโพสต์โมเดิร์นอยู่มาก แต่อาการคงมาหนักขึ้นเมื่อมี ม เที่ยงคืน แล้วก็กระโจนเข้าไปวาดภาพปั้นรูปในมิติทางสังคมการเมืองแทน

ผม อยากจะเล่าด้วยว่า ในงาน Documenta ที่เมืองคาลเซิลนี่เอง ที่ทำให้ผมและเพื่อนอีก 2 คนผูกพันเป็นพิเศษกับ อ.สมเกียรติ ซึ่งต้องเอ่ยนามในที่นี้ คนหนึ่งเป็นนักพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ชื่อ อาทิตย์ สุริยวงศ์กุล ซึ่งหลังจาก อ.สมเกียรติจากไป ก็กลับไปอ่านและศึกษาสิ่งที่สมเกียรติทำไว้กับเว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ส่วนอีกคนเป็นสาวชาวญี่ปุ่นชื่อ เคโกะ เซ ผมเข้าใจว่า อ.สมเกียรติ เป็นคนแรกๆ ที่เคโกะรู้จักในเมืองไทย เป็นดีลแรกๆ ที่แกต้องทำงานด้วย เพื่อทำฟอรั่มนิวมีเดียให้กับ Documenta ก่อนที่ อ.สมเกียรติจะเชื่อมโครงข่ายมาถึงพวกเรา

พอกล่าวถึงแง่นี้แล้ว คงต้องพูดด้วยว่า อ.สมเกียรติ คือบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังการเชื่อมต่อนักกิจกรรมนิวมีเดียที่เป็นสื่ออิสระ เข้าหากัน และทำให้ที่ทางของสื่อใหม่ที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพอย่างแข็งขัน มีที่ทางขยับขยายเพิ่มขึ้นอีกนิดในนามของ “งานศิลปะ”

0 0 0

12 ปีทีผ่านมานับตั้งแต่การเกิดขึ้นของเว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โลกของการสื่อสารเปลี่ยนไปมากมายและเร็ว เรากำลังพูดถึงเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ที่บล็อกยังไม่มี Social Media ยังไม่เกิดขึ้น Mark Zuckerberg ผู้สร้าง Facebook อายุเพิ่งจะได้ 13 ปี

ผม จึงอยากจะชวนให้เราเห็นถึงโลกที่เราอยู่กันสักนิดก่อนว่า มันเป็นโลกแบบไหน มีหน้าตาเปลี่ยนไปอย่างไร ภูเขาสูง หุบเหว ที่ราบที่เหมาะแก่การหว่านพืชพันธุ์ล้วนแล้วแต่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โลกของการสื่อสารก็เช่นเดียวกัน ภูมิประเทศของการสื่อสารก็เปลี่ยนไปแล้ว

ใน เรื่องของช่องทาง หรือเครื่องมือ ในไม่กี่ปีข้างหน้านี้ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะเต็มพื้นที่ในประเทศไทย (หากเรายังเป็นประเทศเสรีอยู่) ผู้คนจะเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น ไม่มีคอมพิวเตอร์ก็มีมือถือที่พอจะเข้าถึงได้ และเด็กน้อยอายุ 78 ปี นับจากปี 2475 ก็จะเริ่มพูดได้ อ่านออกเขียน (กับสาธารณะ) ด้วยเรื่องของตัวเองมากขึ้น เขียนไม่เป็นไม่เป็นไร เพราะเดี๋ยวนี้คนเขียนเป็นก็หันไปเขียนสั้นๆ ไม่เกิน 140 ตัวอักษร แต่เขียนบ่อยๆ แทน เขียนมันใน Social Media อย่าง Facebook อย่าง Twitter ซึ่งใช้ความยากในการส่งผ่านมือถือเท่ากับความยากในการส่ง SMS ช่องทางผ่าน Social Media จะมีบทบาทกำกับ หรือกลายเป็นส่วนสำคัญในระบบศีลธรรมใหม่ในไม่ช้านี้

พอพูดอย่างนี้ บางคนอาจจะนึกไปถึงภาพของการฟ้องหย่าในอเมริกาเกินกว่า 80% ที่ใช้หลักฐานใน Facebook มาอ้างอิง (ซึ่งน่ากลัวมาก) อาจจะนึกถึงตำรวจนิวเจอร์ซี่ ใช้การประจานผ่าน Facebook เป็นมาตรการลงโทษอย่างหนึ่ง เราอาจจะเห็นภาพของการไล่ล่าแม่มดในประเทศไทย แต่เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลาอดทนรอคอยให้มันคลี่คลายไปสักนิดหนึ่ง (Mark Zuckerberg นี่ เกิดในปี 1984 เป็นปีเดียวกับชื่อนิยายอันโด่งดัง ‘1984’ แล้วสร้าง Facebook ตอนอายุ 20 ปี นี่ถ้า Facebook มันเกิดในปีที่Zuckerberg เกิด มีหวังเราต้องเรียก Zuckerberg ว่า Big brother แน่)

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะชอบไม่ชอบ ดีหรือไม่ดี หากพูดด้วยภาษาแบบ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เราก็อาจจะบอกได้ว่า การสื่อสารมันไหลเวียนมากขึ้น ด้วยช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ ที่เราอาจจะเรียกรวมๆ ว่า ‘นิวมีเดีย’ แต่การไหวเวียนของข้อมูลข่าวสาร มันไม่ได้เกิดขึ้นในระดับการข้ามชาติไปมาเท่านั้น แต่มันยังรวมไปถึงการข้ามชนชั้น วัฒนธรรม ในสังคมไทยเอง นิวมีเดีย จึงไม่ใช่แค่อินเทอร์เน็ต หากแต่ยังรวมไปถึง วิทยุชุมชน และเคเบิลทีวี

และ ไม่ว่าเครื่องมือมันจะเป็นอะไร เนื้อหาของมันคืออะไร แต่ประเด็นและหัวใจของมันยังคงเป็นเรื่องของการไหลเวียนของข่าวสาร ข้ามชาติ ข้ามชนชั้น ข้ามศาสตร์ ข้ามอาชีพ หรือหากจะพูดด้วยภาษาของครูนักการสื่อสารมวลชนอย่าง อ.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ก็ต้องบอกว่า นิวมีเดีย เป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร ที่เป็นคนละเรื่องกับวิชาชีพ หรือจรรยาบรรณของสื่อสารมวลชน ที่กำลังเป็นคำถามของนักวิชาชีพสื่อสารมวลชน ซึ่งมักจะเรียกร้องความรับผิดชอบของผู้สื่อสารกับสาธารณะ ทั้งๆ ในเวลานี้ ผู้สื่อสารกับสาธารณะนั้นกลายเป็นใครก็ได้ไปแล้วในเวลานี้

พูดอีก อย่างก็คือ อำนาจของการสื่อสารกับสาธารณะ มันไม่ได้จำกัดหรือผูกขาดอยู่แต่เพียงโดยรัฐ นักสื่อสารมวลชนแบบมืออาชีพ หรือผู้ทรงภูมิอีกต่อไป ไม่ว่าใครก็สื่อสารกับสาธารณะได้ อาจจะดีกว่าสื่อมืออาชีพ อาจจะเก่งกว่าและส่งผลสะเทือนในทางเหตุและผลกว่าผู้ทรงภูมิ หรืออาจจะผลิตความรู้ได้ดีกว่านักวิชาการ อาจจะทำงานศิลปะได้ดีกว่าศิลปินหลายๆ คน โดยไม่ต้องเรียกตัวเองว่าศิลปิน หรืออาจจะป็นแค่การสื่อสารขยะ ยั่วยุ ไร้ความรับผิดชอบก็ได้

ไม่ว่า อย่างไร สิ่งเหล่านี้ได้ปลดปล่อยพันธนาการหรืออำนาจที่จะนิยามว่า อะไรดี อะไรจริงกว่า และเรียกร้องต้องการให้สังคมวัฒนธรรมก้าวสู่การปรับตัวครั้งใหญ่สู่วุฒิภาวะ ใหม่ นั่นคือ การคิดเอง เรียนรู้และใช้วิจารณญาณด้วยตัวเอง

สิ่ง เหล่านี้ คือภูมิศาสตร์ใหม่ของการสื่อสารที่เราเห็นเป็นประจักษ์ในปัจจุบัน และสมเกียรติทำมันมาตั้งแต่ 12 ปีที่แล้ว บุกเบิกมันด้วยเว็บไซต์ ม เที่ยงคืน ในสมัยที่ไม่มีโปรแกรมสำเร็จรูปใดๆ

ครั้งหนึ่งในเดือน มกราคม 2549 ก่อนที่เราจะไปร่วมงานเทศกาลศิลปะที่เยอรมนี Documenta ได้จัดให้มีฟอรั่มขึ้นในเมืองไทยที่เชียงใหม่ เรื่อง “บทบาทของศิลปะและสื่อในการพัฒนาคิดวิเคราะห์สังคมไทย” โดยมี อ.สมเกียรติเป็นแม่งาน ดึงเอาสื่อทางเลือกในประเทศไทยมาคุยกัน ซึ่งเคโกะ เซ เล่าให้ฟังว่า อ.สมเกียรติปักหมุดกิโลเมตรให้กับฟอรั่มนั้นว่า นั่นคือ ‘เวทีของสื่ออิสระเวทีแรกในประเทศไทย’ และในเอกสารโครงการของเวทีนี้ ได้พูดถึงเรา “นิวมีเดีย” (ในเวลานั้น) มีข้อความท่อนหนึ่ง ซึ่งจะขออนุญาตอ่านในที่นี้

“สังคมไทยอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบองค์กรทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่มีอำนาจเหนือชีวิตของทุกคน

ใน สภาพแวดล้อม เช่นนี้ สิ่งที่ที่สำคัญสำหรับประชาชน คือความคิด และความสามารถในการอ่านภาพ และเสียง ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของมัน เพราะมันคือสิ่งสำคัญที่จะยืนยันถึงอิสรภาพและการตัดสินใจด้วยตัวเราเอง

เพื่อ ฝึกฝน สิ่งเหล่านี้ เราต้องสร้างพื้นที่เพิ่มเติมสำหรับบทสนทนาที่สำคัญ เพื่อสู้กับวาทกรรม และปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธนาการของอำนาจและความรู้ที่ครอบงำสังคมอยู่

วารสาร และสื่อ ออนไลน์เหล่านี้ เป็นเวทีสำคัญสำหรับการเจรจาในเรื่องที่สำคัญและตั้งคำถามกับวาทกรรมเหล่า นี้ บรรณาธิการของนิตยสารและสื่อออนไลน์เหล่านี้ได้ทำประโยชน์ บำรุงความคิดวิจารณญาณของประชาชน”

นั่นคือข้อความในเอกสารของ Documenta

และ หากกล่าวเฉพาะเว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ในวาระที่ผมจะได้มากล่าวในที่นี้นี่เอง เคโกะ เซ ยังได้กรุณาส่งข้อเขียนสั้นๆ มาให้ผม ที่ได้บอกถึงความคิดและความทรงจำที่เธอมีต่อสมเกียรติว่า

“สำหรับ ฉัน แล้ว เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน คือแหล่งเพื่อการศึกษาออนไลน์ ซึ่งริเริ่มและดำเนินการโดยอาจารย์สมเกียรติ เป็นโครงการบุกเบิก เป็นสถาบันที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังสามารถเป็นโมเดลรูปธรรมด้านการศึกษาทางเลือกสำหรับประเทศไทย และประเทศอื่นๆ

ที่ ผ่านมา ฉันได้แนะนำโมเดลแบบเว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนให้กับนักกิจกรรมด้านการศึกษา ชาวพม่าที่มีความสนใจคล้ายคลึงกัน ที่ได้พยายามเริ่มโครงการคล้ายๆ กันนี้เพื่อชาวพม่าที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก จุดประสงค์และความสำเร็จเป็นที่รับรู้และยกย่องทั้งในและนอกประเทศ และเมื่อเว็บถูกบล็อกในปี 2006 นักวิชาการและประชาชนกว่าพันคนจากทั่วโลกได้ร่วมกันเข้าชื่อแสดงความไม่เห็น ด้วยกับการกระทำดังกล่าว

อ.สม เกียรติ เป็นผู้ที่มักจะตั้งคำถามกับการศึกษาที่มีฐานอยู่บนอินเทอร์เน็ต เพราะการเข้าถึงที่จำกัดของมัน แต่ถึงกระนั้น เขาก็เริ่มต้นเว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนและดำเนินการต่อ พิสูจน์ให้เห็นถึงจิตวิญญาณที่พร้อมจะเปิดรับและทดลองไปสู่ความท้าทายต่อ สื่อใหม่ ในยุคต้นๆ ของอินเทอร์เน็ต

ผู้บุกเบิกอย่างอ.สมเกียรติมักสร้างงานเพื่อพัฒนาสื่อในระยะยาวเสมอๆ และนี่คือสิ่งที่เขาทำ”

0 0 0

บทบาท และอิทธิพลของเว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนนั้นทรงพลังมากกว่าที่เราคิด กัน มันได้สร้างแรงบันดาลใจอย่างมากมาย น้องในประชาไทคนหนึ่ง ยังบอกกับผมว่า เคยตั้งใจว่าจะอ่านทุกเรื่องใน ม เที่ยงคืนให้ได้ ตั้งใจจะอ่านให้ทัน (แต่ปรากฏว่า อ.สมเกียรติขยันกว่า เลยอ่านไม่ทัน)

เรื่องนี้มัน สะท้อนอาการโหยหาความรู้ใหม่ๆ ที่หาไม่ได้ในท้องตลาด และมันมีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้คนลองลิ้มชิมรสกับอิสรภาพ และการหลุดออกจากพันธนาการของอำนาจที่มากับความรู้เดิมๆ มันทำให้คนอ่านออกเขียนเองได้ และการปลดปล่อยนี้ เว็บ และ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนก็ไม่ได้ฉีดโปรแกรมใหม่ๆ หรือให้ความรู้ชุดใหม่ หรือความเชื่อใหม่ๆ เหมือนที่เราเห็นได้ในเว็บเจ้าใหญ่ที่มาพร้อมกับเคเบิลทีวีสีเหลืองนะครับ แต่มันปลดปล่อยเฉยๆ และก็แบให้คุณไปประกอบสร้างเอง คิดเอง ประกอบสร้างเอง และเขียนออกมาเอง

อาทิตย์ สุริยวงศ์กุล เพื่อนในทริป Documenta เขียนถึง อ.สมเกียรติและเว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนครอบคลุมใน 2 ประเด็นด้วยกัน คือ ประเด็นเรื่องการข้ามศาสตร์ ข้ามสื่อ กับประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมที่ทุกคนทำได้ อ่านเขียนด้วยกันได้ และฝากประเด็นมาให้ผมกล่าว แต่ผมคงไม่พูด แต่จะขอนำเอาข้อเขียนของอาทิตย์มาอ่านในที่นี้

“ลักษณะ สำคัญ อันหนึ่งของเวิลด์ไวด์เว็บ ก็คือไฮเปอร์ลิงก์ (hyperlink) ที่เชื่อมโยงบทความ ความรู้ รูปภาพ และสิ่งต่าง ๆ ไปมาหากันอย่างไม่จำกัด ไม่มีจุดเริ่มแรก ไม่มีจุดปลายสุดท้าย

ใน ทาง เทคนิค-รูปแบบ สมเกียรติใส่ลิงก์เหล่านี้อยู่ในทุกหน้าของเว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน (ยกเว้นช่วงแรกๆ) ทั้งลิงก์ไปบทความก่อนหน้า-ถัดไป สารบัญตามลำดับเวลา สารบัญตามประเด็น ตามชื่อผู้เขียน และตามคำสำคัญ

นอก จากนี้ยัง มีลิงก์ไปหา "บทความเกี่ยวเนื่อง" ดังที่ได้อธิบายไว้ใน “สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง” ของเว็บไซต์ (http://www.midnightuniv.org/pomo/index.html) ว่า

"อีก ประการ หนึ่งซึ่งควรสังเกตไว้เพื่อประโยชน์เพิ่มขึ้นคือ ในแต่ละบทความ จะมีอักษร R ปรากฏอยู่ ซึ่งหมายถึง related หรือบทความเกี่ยวเนื่อง ซึ่งจะโยงไปสู่ความรู้ที่สัมพันธ์กันไปเรื่อยๆ ทำให้นักศึกษาได้ประโยชน์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการค้นคว้าข้อมูลดังกล่าว โดยเหตุนี้ จึงควรได้รับประโยชน์จากการเชื่อมโยงและข้อมูลสัมพันธ์ตามลำดับ"

อาทิตย์ บอกว่า

“ลิงก์ ประเภทต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งปกติธรรมดาในยุค "เว็บ 2.0" สิ่งที่น่าตกใจคือ ในขณะที่เว็บ 2.0 ทุกวันนี้ สร้างลิงก์เหล่านี้ด้วยซอฟต์แวร์อัตโนมัติ สมเกียรติทำมันด้วยมือ (เว็บ 2.0 เป็นคำเรียกลักษณะการทำงานของเว็บ ที่ผู้อ่านก็เขียนเองได้ โพสต์เองได้เช่น วิกีพีเดีย ยูทูป หรือFB เป็นต้น)

พูด ง่ายๆ ก็คือ vision ของสมเกียรตินั้นไปไกลกว่าเครื่องมือที่เขามี เขาทำเว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนภายใต้ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีของยุคสมัย รวมไปถึงข้อจำกัดการเรียนรู้เทคโนโลยีของผู้ใช้เทคโนโลยีในระดับทั่วๆ ไป แต่ในคนที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญภายใต้ข้อจำกัดเหล่านี้ แต่ อ.สมเกียรติผลักพรมแดนมันไปจนสุด

ด้วย ไฮเปอร์ลิงก์เหล่านี้ ทำให้บทความต่าง ๆ ถูกอ่านข้ามบริบทกัน เทียบบริบทกัน กลายเป็นไฮเปอร์เท็กซ์ (hypertext) และนั่นนำไปสู่สิ่งที่ “อุทิศ อติมานะ” กล่าวถึงใน "สมเกียรติ ตั้งนโม กับโครงการทางการเมืองที่ยังไม่เสร็จ" คือการพยายามสร้างชุมชน ที่คิดวิเคราะห์อย่างเชื่อมโยง แบบบูรณาการ-สหวิทยาการ

ไม่ เพียงปล่อยให้ไฮเปอร์ลิงก์ทำ งาน กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ยังทำหน้าที่เหมือนภัณฑารักษ์ ที่ทดลองหยิบงานในสื่อต่าง ๆ มาวางเคียงกัน เพื่อสร้างความหมายหรือคำถามใหม่ที่สัมพันธ์ต่อสถานการณ์ในสังคมในขณะนั้น

ตัวอย่าง เช่น บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนลำดับที่ 497 ที่ชื่อ "วิลลี บรันดท์-หมอป่วย-ตากใบและ บก.ฟ้าเดียวกัน" http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9721.html ที่รวบรวมข้อเขียน 3 ชิ้น จากเว็บบอร์ดของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มารวมทดลองเสนอเป็นชิ้นเดียวกัน ภายใต้คำโปรยว่า "สาระจากกระดานข่าวมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ว่าด้วยความรุนแรงหลากมิติ" และหมายเหตุในวงเล็บ "การทดลองนำเสนอ เพื่อเป็นการเชิญชวนนักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่านให้ใช้กระดานข่าว"

ข้อ เขียนสามชิ้นจากเว็บบอร์ด พูดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ต่างกัน แต่มีประเด็นร่วมกันที่ กองบก.มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมองเห็น และได้ทำการเน้นประเด็นนั้น ไฮไลท์มันด้วยวิธีการนำข้อเขียนสามชิ้นนี้มาวางเคียงกัน คล้าย ๆ กับศิลปะภาพตัดปะ (montage)

ไม่ ว่าจะเป็นการหยิบเอาข้อเขียน จากเว็บบอร์ดมาวางเคียงกัน หรือข้อเขียนจากสิ่งพิมพ์อื่นตามท้ายด้วยความคิดเห็นข้อวิพากษ์จากเว็บบอร์ด จาก "ผู้อ่าน" เช่นกรณี บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนลำดับที่ 653 ที่ชื่อ "องค์ภูมิพล: เอกอัครปัญญาชนสาธารณะแห่งความเป็นไทย" <http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9566.html> เหล่านี้

ไม่ เพียงแสดงถึงความพยายามในการ เชื่อมโยงความรู้ความคิดเห็นต่างๆ เข้าด้วยกัน แต่ยังแสดงให้เห็นถึงทัศนคติของสมเกียรติต่อสื่อรูปแบบใหม่ เช่น เว็บบอร์ด

เว็บบอร์ด บล็อก และสื่อใหม่ต่าง ๆ ถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่า จะมีศักดิ์ศรีในทางความรู้วิชาการหรือความน่าเชื่อถือได้เพียงใด เมื่อเทียบกับสื่อเก่า หรือกระทั่งเว็บไซต์ที่มีการจัดการรัดกุมมีผู้รับผิดชอบชัดเจนกว่า

การ หยิบเอาข้อเขียนต่าง ๆ จากเว็บบอร์ดมานำเสนอในอีกรูปแบบ เป็นการทดลองที่จะเสนอให้ผู้อ่านมองเห็นว่า นี่ไง เนื้อหาเดียวกัน คุณภาพแบบนี้ คุณสามารถหาได้ในเว็บบอร์ด มันไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบวารสารวิชาการ หรือจากนักเขียนชื่อดัง มันอยู่ในเว็บบอร์ดได้ มันอยู่ที่ไหนก็ได้ และใครจะเขียนมันก็ได้ ไม่จำเป็นต้องผ่าน บก...(ดังนั้น ไปใช้เว็บบอร์ดกันเถอะ)

ใน ยุค YouTube ที่ทุกคนพูดถึง user-generated content "ผู้อ่าน" ที่เป็น "ผู้เขียน" ด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร -สมเกียรติพยายามสนับสนุนและชี้ให้คนเห็นสิ่งเดียวกันนี้ อย่างน้อยก็เมื่อ 6 ปีที่แล้ว

อาทิตย์ ลงท้ายไว้ในข้อเขียนที่ส่งตรงถึงผมว่า

“ถ้า เราเชื่อ ว่า ความคิดเห็นนั้นสำคัญเท่ากับความรู้ เพราะสิ่งที่เรานับว่าเป็น "ความรู้" "กระแสหลัก" ในทุกวันนี้ต่างก็เคยเป็นความคิดเห็นกระแสรองมาแล้วทั้งสิ้น

การเปิดพื้นที่เว็บบอร์ดดังที่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนทำ ก็คือการยืนยันในความเชื่อนั้น”

อย่าง ไรก็ตาม ผมไม่คิดว่า อ.สมเกียรติ มีทัศนะที่จะปลดปล่อยความรู้ ถอดรื้อ หรือประกอบสร้างแบบของใครของมัน เพราะในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งกับประชาไท เกี่ยวกับเว็บบอร์ด มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน อ.สมเกียรติพูดถึงเว็บบอร์ดว่า

“มัน ทำหน้าที่ เป็นพื้นที่ในการเรียนรู้ เป็นที่ที่ผู้คนสามารถเปิดใจรับฟังสิ่งที่แตกต่างจากความเชื่อของตนเอง เป็นพื้นที่สาธารณะที่สามารถถกเถียงทางการเมืองได้ ซึ่งในสังคมไทยแทบจะไม่มีเหลือแล้ว เพราะสื่อสาธารณะโดยทั่วไปถูกยึดครองโดยนักการเมืองและโฆษณา แต่การถกเถียงไม่ควรจบเพียงเท่านั้น ควรนำไปสู่ฉันทามติ หรือข้อโต้แย้งบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม”

0 0 0

ที่ จริงยังมีประเด็นอื่นๆ อีกมาก เช่น เรื่อง “ลิขซ้าย” ที่แปลมาจาก Copyleft ตรงข้ามกับ Copyright ซึ่งเป็นสิ่งที่ อ.สมเกียรติน่าจะให้ความสำคัญมากพอดู หากดูจากหน้าเว็บที่เรื่องนี้ค่อนข้างจะได้รับการเน้นอย่างโดดเด่น

12 ปีของเว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน นี่นับเป็นเวลาที่ยาวนาน ในโลกที่การสื่อสารมันไหลเวียนคล่องตัวขนาดนี้ แต่เราก็รู้ใช่ไหมว่า เว็บแบบ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมันมีน้อยเกินไป และน้อยจนน่าใจหาย เว็บที่รวบรวมเนื้อหา อาศัยใจและความประณีตทำมัน มีผลต่อการสร้างแรงบันดาลใจ มีผลต่อตั้งคำถาม ถอดรื้อ เชื่อมโยงบูรณาการ เพื่อให้อิสรภาพแก่ผู้คนได้ประกอบสร้าง เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้ถกเถียง และอื่นๆ

สุดท้าย ผมนึกถึงคำถามที่ผมเริ่มไว้ตอนต้น เพราะเมื่อเราตระหนักว่า โลกในอนาคตข้างหน้า สถานะและความชอบธรรมของสถาบันต่างๆ จะลดลง หรือถูกท้าทายได้ง่ายขึ้น เมื่อ “นิวมีเดีย” มันเข้าไปตรวจสอบ ถอดรื้อ หรือละลายมัน แม้กระทั่งความจริงความงาม และการวัดคุณค่า เมื่อมันกลายเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการข้ามชั้น ข้ามวัฒนธรรม ข้ามศาสตร์ ข้ามวีชาชีพ และใครๆ ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญได้ โลกของผู้คนจะใกล้กันมากขึ้น ความต่างทางภาษา ทางลำดับชั้น ทางอาวุโสจะลดความหมายลง

ด้วยเหตุนี้ หรือไม่ อ.สมเกียรติจึงไม่ได้สัมพันธ์กับใครด้วยการอวดโอ่ว่าตัวเองเป็นศิลปิน เป็นนักวิชาการ หรือเป็นผู้ทรงภูมิ หรืออาจจะยังมีอยู่บ้างก็ได้ แต่นั่นคงไม่ใช่ประเด็น เพราะประเด็น คือสิ่งที่แกทำ และสิ่งที่แกทำในส่วนที่เกี่ยวกับนิวมีเดีย ได้บอกกับเราว่า

“แกได้เตรียมตัวเป็นพลเมืองของโลกอนาคตก่อนเราเนิ่นนานแล้ว”

สุรพศ ทวีศักดิ์: “กรรมแบบพุทธ” (ตามความเข้าใจของผม)

ที่มา ประชาไท

ตาม ที่อ่านใน “อัคคัญญสูตร” (พระไตรปิฏกเล่ม 11) ผมเข้าใจว่าพุทธศาสนาพูดเรื่องกรรมในสองความหมายหลักๆ คือ อย่างแรกกรรมในความหมายเชิง “ข้อเท็จจริง” (fact) อย่างที่สองกรรมในความหมายทางศีลธรรม หรือความหมายเชิง “คุณค่า” (value)

กรรม ในความหมายเชิงข้อเท็จจริง เช่นที่พุทธศาสนาพูดถึงว่า คนมีสถานะต่างกันเพราะ “กรรม” หรือการกระทำการงาน อาชีพ หรือมีบทบาทหน้าที่ต่างกัน เช่น คนทำโครักขกรรม ก็คือคนมีอาชีพเลี้ยงโค คนทำเกษตรกรรม ก็คือคนมีอาชีพเป็นเกษตรกร หรือคนใช้แรงงานคือศูทร ค้าขายคือแพศย์ สอนศาสนาคือพราหมณ์ เป็นนักรบคือกษัตริย์ ฉะนั้น สถานะทางสังคมที่ต่างกัน จึงเกิดจาก “กรรมเชิงข้อเท็จจริง” หรือการทำอาชีพการงาน หรือทำบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน ไมใช่เกิดจากการกำหนดโดยพระพรหม (หรือ “กรรมทางศีลธรรม”)
พุทธ ศาสนาโต้แย้งความเชื่อที่ว่ามนุษย์เกิดจากพระพรหมโดยอ้างข้อเท็จ จริงตรงๆ และ “แรง” ว่า “คนทุกวรรณะล้วนแต่เกิดจากโยนีของมารดา” นี่มันเป็นการอ้างข้อเท็จจริงที่ตรงไปตรงมาง่ายๆ เหมือนกับบอกว่า คนเรามีสถานะทางสังคมต่างกันเพราะทำกรรมหรือการงานต่างกัน ฉะนั้นการเกิดมาเป็นมนุษย์เป็นข้อเท็จจริงทางชีวภาพ และความแตกต่างของสถานะทางสังคมก็เป็นข้อเท็จจริงทางสังคม (เช่นอาชีพการงาน ระบบ ฯลฯ) ไม่เกี่ยวกับ “สิ่งที่อยู่นอกเหนือข้อเท็จจริง” เช่น พระพรหม เป็นต้น
ส่วนกรรมในความหมายทางศีลธรรมหรือความหมาย เชิงคุณค่า คือการกระทำที่มีความหมาย “ดี-ชั่ว” ตามเกณฑ์ทางศีลธรรมบางอย่าง เช่น พุทธศาสนาพูดถึงการกระทำที่เป็นกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริตว่าเป็นการกระทำที่ดี เรียกกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตว่าเป็นการกระทำที่ชั่ว
จะเห็นว่าความ หมายของ “ดี-ชั่ว” ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่จับต้องมองเห็นได้ แต่เป็นคุณค่าเชิงนามธรรมที่จับต้องมองเห็น หรือพิสูจน์ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้การตัดสินดี-ชั่วทางศีลธรรม จึงไม่อาจใช้วิธีอ้างอิงข้อเท็จจริงเชิงรูปธรรมเป็นเกณฑ์ตัดสินได้อย่างสม เหตุสมผล
เช่น เราไม่อาจอ้างอิง “ข้อเท็จจริง” ว่า จน รวย ความแตกต่างทางชนชั้นในสังคมเป็นต้นเกิดจากกรรมในความหมายทางศีลธรรม เพราะโดยทางศีลธรรมแล้วพุทธศาสนาพูดไว้ชัดว่า กษัตริย์ทำชั่วก็เป็นคนชั่ว พราหมณ์ทำชั่วก็เป็นคนชั่ว แพศย์ ศูทรทำชั่วก็เป็นคนชั่ว ในทางตรงข้ามถ้าคนในวรรณะต่างกันเหล่านี้ทำดีเขาก็เป็นคนดีเสมอเหมือนกัน ดี-ชั่วในทางศีลธรรมจึงไม่เกี่ยวกับสถานะทางสังคม
ฉะนั้น กรรมในความหมายเชิงข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสะท้อนความแตกต่างทางสังคมของมนุษย์ แต่กรรมในความหมายทางศีลธรรมสะท้อน “ความเท่าเทียมทางศีลธรรม” ของมนุษย์ คือไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มีสถานะทางสังคมเช่นไร เมื่อทำดีการกระทำของคุณก็มีความหมายเป็นความดี เมื่อทำชั่ว การกระทำของคุณก็มีความหมายเป็นความชั่ว หรือทำดี-ดี ทำชั่ว-ชั่วเสมอภาคกัน เช่นกษัตริย์ฆ่าคนและกรรมกรฆ่าคนก็ผิดศีลห้าข้อที่ 1 เสมอภาคกัน เป็นต้น
ความ เสมอภาคทางศีลธรรมดังกล่าวนี้สะท้อนถึง “ความเสมอภาคในความเป็นคน” สองความหมาย คือ 1) ทุกคนมีเสรีภาพที่จะเลือกการกระทำทางศีลธรรม 2) ทุกคนมีธรรมชาติที่ดีงามหรือ “โพธิปัญญา” หรือที่เรียกกันว่า “พุทธภาวะ” อยู่ในตัวเอง หมายถึงทุกคนมีศักยภาพพ้นทุกข์ในตัวเอง ฉะนั้น จากความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมนี้ จึงทำให้มนุษย์มีความเท่าเทียมทางศีลธรรม
กรรมในความหมายทางศีลธรรมจึงเป็นสิ่งบ่งบอกความเท่าเทียมทางศีลธรรม และความเท่าเทียมในความเป็นมนุษย์
คำถามคือ เราจะเข้าในความสัมพันธ์ระหว่างกรรมในความหมายทางศีลธรรมกับข้อเท็จจริงทางสังคมอย่างไร?
ผม คิดว่ามีวิธีอธิบายได้สองแบบคือ 1) นำหลักคิดเรื่องความเท่าเทียมทางศีลธรรมและความเท่าเทียมในความเป็นมนุษย์ ตามความหมายของกรรมทางศีลธรรมไปเป็นพื้นฐานของการออกแบบกติกาทางสังคม เราก็จะเห็นข้อเท็จจริงทางสังคมที่คนอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาที่ยุติธรรมซึ่ง ยึดเสรีภาพและความเสมอภาคเป็นหลัก 2) อธิบายว่าข้อเท็จจริงที่เป็นความแตกต่างทางสังคมเป็นผลของการกระทำกรรมใน ความหมายทางศีลธรรม
จะเห็นว่า วิธีอธิบายแบบข้อ 2) ทำให้ความคิดเรื่องกรรมในพุทธศาสนาเป็นเรื่องไร้เหตุผล น่าหัวเราะขึ้นมาทันที เพราะเมื่อเราอ้าง “ข้อเท็จจริง” อย่างเช่น จน รวย สวย ไม่สวย โง่ ฉลาด สถานะสูง-ต่ำทางสังคม อกหัก ถูกหวย ทำธุรกิจรุ่ง ไม่รุ่ง ฯลฯ ว่า เป็นผลของกรรมดี กรรมชั่วในอดีต มันจะเกิดปัญหาตามมาว่า ความคิดเรื่องกรรมในความหมายทางศีลธรรมของพุทธศาสนามีเป้าหมายอย่างไรกันแน่ หรือการกระทำดี-ชั่ว ตามทัศนะของพุทธศาสนามีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนความดีงามทางสังคม สันติภาพ ความพ้นทุกข์ หรือมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนแม้กระทั่งเรื่องสวย หล่อ รวย ทำธุรกิจรุ่งเรือง บริโภคนิยม วัตถุนิยม ฯลฯ
กลาย เป็นว่า แม้แต่สิ่งซึ่งอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อความดีงามทางสังคม สันติภาพ และความพ้นทุกข์ก็ยังถือเป็นผลของกรรมดี หรือผลของการกระทำที่ดีทางศีลธรรมได้ด้วย
เพราะ เราอ้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นไปในชีวิตของปัจเจกบุคคล และความเป็นไปทางสังคมโดยโยงไปหากรรมที่เป็นการกระทำทางศีลธรรม จึงเกิดข้อสรุปประเภท “เกิดแต่กรรม” หรือเกิด “ลัทธิแก้กรรม” ที่ตอบโจทย์ความเป็นไปในชีวิตและสังคมได้ทุกเรื่องด้วยการประกอบพิธีกรรม เชิงไสยศาสตร์ต่างๆ ทำให้ความคิดเรื่องกรรมในพุทธศาสนาไม่เกี่ยวอะไรเลยมิติทางสังคม หรือไม่เกี่ยวอะไรเลยกับความคิดเรื่องความเป็นธรรม การสร้างกติกาที่ยุติธรรมทางสังคม
ยิ่งกว่านั้น ความเชื่อเรื่องกรรมแบบนี้ยังทำให้คนเราขาดจิตสำนึกรับผิด ชอบต่อการกระทำทางศีลธรรมของตนเอง เพราะถึงคุณจะทำผิดศีลธรรมลงไป คุณก็สามารถแก้ความผิดนั้นๆ ได้ด้วยการทำพิธีกรรมบางอย่าง หรือทำให้คนยอมจำนนต่อต่อชะตากรรมเช่น ที่เกิดมาจน ที่ทำอะไรๆ ไม่ประสบผลสำเร็จเป็นต้น เพราะกรรมเก่า หรือทำให้สยบยอมต่อความไม่เท่าเทียมทางสังคมเช่น ยอมจำนนต่ออำนาจของอภิสิทธิชนเพราะเชื่อว่าคนเราทำกรรมาไม่เท่ากัน ฯลฯ
แต่ หากมองตามทัศนะของพุทธศาสนาที่ว่า ข้อเท็จจริงในชีวิตและข้อเท็จจริงที่เป็นความแตกต่างทางสังคมเกิดจากกรรมใน ความหมายเชิงข้อเท็จจริง ส่วนเรื่องเป็นคนดี คนชั่วเกิดจากกรรมในความหมายทางศีลธรรม เราจะเห็นความมีเหตุผลตรงไปตรงมาของหลักคิดเรื่องกรรมที่ว่า “ทำดีได้ (ความ) ดี ทำชั่วได้ (ความ) ชั่ว” อย่างชัดเจน
หาก จะนำความหมายของกรรมในทางศีลธรรมมา “ปรับใช้” ให้เกิดข้อเท็จจริงในชีวิตและข้อเท็จจริงทางสังคมที่พึงประสงค์ ก็สามารถทำได้ด้วยการนำหลักคิดเรื่องความเสมอภาคทางศีลธรรมและความเสมอภาคใน ความเป็นคนมาสนับสนุนหลักการ กติกาในการอยู่ร่วมกันทางสังคมที่ส่งเสริมเสรีภาพและความเสมอภาคในด้านต่างๆ
แต่ มันน่าเศร้าไหมครับ ที่ชาวพุทธบ้านเราดันไปนำหลักกรรมในความหมายทางศีลธรรมมาสนับสนุนให้เกิดข้อ เท็จจริงทางสังคม หรือกติกาการอยู่ร่วมกันทางสังคมที่ยอมรับระบบชนชั้น และ/หรือระบบซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการมีเสรีภาพและความเสมอภาคในด้านต่างๆ มาตลอด

ดิ อินดิเพนเดนท์: ยิ่งลักษณ์เปิดใจ มีความสามารถพอ ตัดสินใจได้เอง

ที่มา ประชาไท

ดิ อินดิเพนเดนท์ ระบุว่าเพียงไม่กี่วันหลังการเลือกตั้งที่เธอได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย แต่ยิ่งลักษณ์ว่าที่ผู้นำหญิงคนแรกของไทยกลับต้องตกอยู่ภายใต้ภาวะกดดัน อย่างหนักที่จะต้องจัดการกับว่าที่อดีตนายกรัฐมนตรีในข้อหาฆาตรกรรม และปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีลักษณะรุนแรงมาก

แม้จะยัง ไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ แต่ยิ่งลักษณ์กต้องเผชิญกับข้อเรียกร้องจากขบวนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ซึ่งช่วยให้พรรคเพื่อไทยได้เข้าสู่อำนาจอย่างมั่นคง ที่เรียกร้องกดดันนโยบายที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นมาอีก

ดิ อินดิเพนเดนท์ระบุว่า แม้ยิ่งลักษณ์จะได้รับชัยชนะถล่มทลายจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาโดยเธอได้ สร้างภาพลักษณ์ที่เป็นกลาง ประนีประนอม และชูนโยบายเรื่องเศรษฐกิจ และพยายามสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้เกิดขึ้นในประเทศ แต่เหล่านั้นเป็นสิ่งที่แตกต่างจากความต้องการของคนเสื้อแดงที่สนับสนุนพรรค เพื่อไทย

สิ่งสำคัญประการหนึ่งก็คือ ต่อกรณีความตายกว่า 90 ศพจากเหตุปะทะการระหว่างกองกำลังทหารกับคนเสื้อแดงในช่วงเม.ย.-พ.ค. ปีที่แล้วนั้น ยิ่งลักษณสนับสนุนการทำงานของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) แต่กลุ่มคนเสื้อแดงไปไกลกว่านั้น พวกเจาเรีกร้องให้นำตัวอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะผู้กำลังจะลงจากตำหน่งนายกขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ด้วยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับบทบาทของอภิสิทธิ์ในการสลายการชุมนุมเมื่อปีทีแล้ว

ยิ่ง ลักษณ์ให้สัมภาษณ์ ดิ อินดิเพนเดนท์และสื่อต่างประเทศรายอื่นเป็นครั้งแรกว่าเธอตระหนักดีถึงความ คาดหวังในระดับสูงมากที่เธอกำลังเผชิญ

“เราต้องบอกให้ประชาชนรับรู้ ถึงแผนการทำงาน ดิฉันเชื่อว่าคนไทยมีความอดทน และอย่างน้อยที่สุด ประชาชนก็ให้โอกาสดิฉันพิสูจน์ความสามารถของตัวเองในการช่วยเหลือพวกเขา”

สำหรับ กรณีกฎหมทยหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่กำหนดโทษจำคุกสูงถึง 15 ปี สำหรับการแสดงความเห็นที่เข้าลักษณะดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์นั้น เธอกล่าวว่าต้องมีการทบทวน ทั้งนี้ นักสิทธิมนุษยชนระบุว่ากฎหมายนี้ถูกใช้มากขึ้นภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ในฐานะที่เป็นเครื่องมือปิดปากความเห็นต่างและฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองแกนนำ คนเสื้อแดงหลายคนก็ถูกฟ้องด้วยข้อหานี้ รวมถึงจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในคุก

ในประเด็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า “ประเด็นนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ละเอียดอ่อน และเราต้องการผู้เชี่ยวชาญที่จะอภิปรายเรื่องนี้ ดิฉันไม่ต้องการให้คนไทยใช้กฎหมายนี้บ่อยเกินไป และไม่ต้องการให้คนไทยใช้กฎหมายนี้แบบผิดๆ”

ยิ่งลักษณ์ยังกล่าวถึง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งถูกเขียนขึ้นหลังการรัฐประหาร 2549 ซึ่งโค่นล้มทักษิณ ชินวัตรพี่ชายของเธอจากตำแหน่ง โดยเธอกล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องถูกแก้ไขโดยผ่านกระบวนการปรึกษาหารือ และต้องมีการทำประชาพิจารณ์เพื่อการแก้รัฐธรรมนูญด้วย “แต่เราจะไม่กล่าวถึงเรื่องนี้เป็นเรื่องลำดับต้นๆ สำหรับดิฉัน สิ่งแรกที่ต้องทำคือการแก้ไขปัญหเศรษฐกิจ”

ดิ อินดิเพนเดน์ ยังได้ยกตัวอย่างของการเห็นต่างในเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของนโยบาย ระหว่างยิ่งลักษณ์กับนักเคลื่อนไหวที่สนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงรายอื่น เช่น กรณีของนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการแกนนำ นปช. ได้เรียกร้องต่อพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญต่อการหาความจริงกรณีการสายการ ชุมนุม “สิ่งแรกที่ต้องทำเพื่อการสร้างความปรองดองก็คือ ความจริง ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องถูกนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ดิฉันไม่ยอมรับการนิรโทษกรรม การปรองดองแตกต่างจากการนิรโทษกรรม” โดยรักษาการแกนนำ นปช ยังระบุด้วยว่านักเคลื่อนไหวเสื้อแดงต้องการแก้รัฐธรรมนูญ และแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

นอกจากนี้ นายใจ อึ๊งภากรณ์ ซึ่งลี้ภัยอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ยังเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปลดผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และดำเนินคดีกับทั้งพล.อ.ประยุทธ์ และนายอภิสิทธิ์

อย่าง ไรก็ตาม ดิ อินดิเพนเดนท์ระบุว่า สิ่งที่ท้าทายยิ่งลักษณ์ที่สุดก็คือ การหาตัวหลอกในการดึงความสนใจออกจากข่าวที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะเดินทางกลับเขาประเทศ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนก็เห็นพ้องกันว่า ทักษิณยังคงมีอิทธิพลในการควบคุมพรรคเพื่อไทย “พี่ชายของดิฉันมีประสบการณ์การเมืองมาก แต่ดิฉันมีความสามารถพอที่จะตัดสินใจสิ่งต่างๆ ด้วนตัวเอง ดิฉันสามารถที่จะเป็นผู้นำได้ด้วยตัวเอง” ยิ่งลักษณ์กล่าว

จับกระแส ‘สื่อนอก’ ยังมองอนาคตการเมืองไทยสั่นคลอน

ที่มา ประชาไท

หลัง จากที่พรรคเพื่อไทยประกาศจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับ 5 พรรคได้สำเร็จเป็นที่ลุล่วง ดูเหมือนว่าบนผิวหน้าแล้ว การเมืองไทยจะเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศยังคงมองว่า ภายใต้ผิวหน้าที่ดูเรียบร้อยนี้ ยังคงมีความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดความไม่มีเสถียรภาพ เนื่องจากยังขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะจากทหารและชนชั้นนำ

นิโคลัส ฟาร์เรลลี่ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยออสเตรเลียแห่งชาติ เขียนบทวิเคราะห์การเมืองไทยใน The Age หนังสือพิมพ์รายวันของออสเตรเลียว่า ในการที่ยิ่งลักษณ์จะสามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าและหลีกเลี่ยงความรุนแรงจาก ความขัดแย้งจากฝ่ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นนั้น เธอจำเป็นจะต้องใช้วิธีการทางทูตที่ชาญฉลาดในการเจรจาระหว่างชนชั้นนำ ทหาร และรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะในช่วงที่ฝ่ายชนชั้นนำพยายามรักษาอำนาจให้ได้มากที่สุดในระหว่าง ช่วงเปลี่ยนผ่านรัชทายาท และชี้ว่า การพยายามเข้าไปมีส่วนแทรกแซงในกระบวนการดังกล่าวของอดีตนายกฯ ทักษิณเมื่อ 5 ปีก่อน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการทำรัฐประหารในปี 2549 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของพรรคและผลประโยชน์ของชาติให้ดี เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

ทางสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แสดงความคิดเห็นต่อบทความดังกล่าวในเว็บไซต์ นิว แมนดาลาว่า ความพยายามในการเข้าไปแทรกแซงการสืบรัชทายาทของฝ่ายทักษิณ มิใช่เป็นปัญหาหลักของความขัดแย้งระหว่างฝ่ายราชวงศ์และทักษิณ แต่มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่กว้างกว่า คือปัญหาระหว่างทักษิณ ในฐานะการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และผู้นำทางการเมือง กับ วัง-ทหารในฐานะกลุ่มอำนาจที่มาจากประเพณี และถ้าหากมองตามสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว อาจเป็นไปได้ว่า ฝ่ายทักษิณอาจจะพยายามแสดงความจงรักภักดี เพื่อแสดงให้เห็นว่าฝ่ายตนจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการสืบทอดรัชทายาท โดยการจัดงานเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาครบรอบ 84 ปีอย่างยิ่งใหญ่ หรือแม้แต่การไม่แตะต้องเรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมไปถึงการพยายามควบคุมส่วนของเสื้อแดงที่มีท่าทีวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน กษัตริย์ หรืออย่างน้อยที่สุดคือ การเพิกเฉยต่อผู้ต้องหาในคดีกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ยังอยู่ในเรือนจำ

ในขณะเดียวกัน ทางฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ได้เขียนบทความวิเคราะห์ในเดอะ การ์เดียนของ อังกฤษว่า หากจะรักษาเสถียรภาพในช่วงแรกนี้ไว้ให้ยาวนานที่สุด ยิ่งลักษณ์จำเป็นต้องทิ้งระยะห่างจากพี่ชาย ทักษิณ ชินวัตร และยั้งเรื่องการพูดถึงนิรโทษกรรมให้แก่ทักษิณ ในขณะเดียวกัน ทักษิณเองจะต้องยอมให้น้องสาวของตนเองบริหารบ้านเมือง และทำการประนีประนอมกับฝ่ายศัตรูของตนเอง เพื่อให้ความสันติสามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ ฝั่งชนชั้นนำเองจำเป็นจะต้องยินยอมและยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อให้ประเทศสามารถก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21

นอกจากนี้ ทางหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล ได้ชี้ว่าการเมืองไทยยังคงมีองค์ประกอบที่ยังทำให้อาจเกิดการชุมนุมจากฝ่าย ต่างๆ อีก เช่น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เรียกร้องให้ “โหวตโน” กลุ่ม “เสื้อหลากสี” และกลุ่มประชาชนพิทักษ์ชาติ นำโดยนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าววอลล์สตรีท เจอร์นัลว่า จะออกมาชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 12 กรกฎาคม บริเวณหน้าสำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โดยนพ. ตุลย์ กล่าวว่า “ถึงแม้ว่าเพื่อไทยจะชนะขาดลอย ได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา และบางทีอาจจะรู้สึกว่ามีอำนาจมากในตอนนี้ แต่เราอยากจะเตือนว่า พวกเขาไม่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามใจอยาก”

ทางด้าน Graeme Dobell ผู้สื่อข่าวของบล็อก The Interpreter ในเว็บไซต์ The Lowy Institute for International Policy วิเคราะห์ว่า จากวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต ได้ชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งในการเมืองไทย เป็นมากกว่าแค่ความขัดแย้งระหว่างชนบทกับชนชั้นนำในกรุงเทพฯ โดยหากพิจารณาเอกสารโทรเลขของสถานทูตสหรัฐฯ ที่เปิดเผยโดยวิกิลีกส์ในช่วงเร็วๆ นี้ ประกอบกับการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีอย่างแพร่หลาย ทำให้เห็นชัดว่า ความขัดแย้งดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ของไทยโดยตรง และชี้ว่า การกลับเข้ามาของน้องสาวทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวเร่งหนึ่งที่อาจทำให้เกิด “ฝันร้าย” ขึ้นได้ โดย Dobell ได้อ้างถึงงานของแอนดรูว แมกเกรเกอร์ มาร์แชล ที่ชี้ว่าในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัชทายาท อาจเกิดขึ้นอย่างสันติ หรืออย่างรุนแรงก็ได้ ขึ้นอยู่กับการปรับตัวของชนชั้นนำไทย และแรงกดดันจากภายนอก เช่น การตื่นตัวของประชาชน

สำนักข่าวอัลจาซีร่า ได้ทำการสัมภาษณ์ไมเคิล มอนเตซาโน นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ประเทศสิงคโปร์ ถึงความสามารถของยิ่งลักษณ์ในการพาประเทศออกจากวิกฤตการณ์ทางการเมือง โดยมอนเตซาโนให้ความคิดเห็นว่า จำเป็นจะต้องมีการตกลงกันระหว่างการเมืองในระบบรัฐสภาและนอกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายทักษิณ ทางกองทัพ เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ ศาล รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ จึงจะสามารถลดความขัดแย้งได้ อย่างไรก็ตาม ทางพิทยา พุกกะมาน ฝ่ายต่างประเทศพรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์ในรายการเดียวกันว่า ทางรัฐบาลจะมุ่งดำเนินการปรองดอง โดยจะทำการมุ่งค้นหาความจริงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์การสลายการชุมนุม ปีที่แล้ว ซึ่งมอนเตซาโนมองว่า การพยายามมุ่งสืบค้นข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเป็นการไปจี้กองทัพ ซึ่งทำให้อาจเกิดปัญหาขึ้นได้

ท้ายสุดนี้ ทางบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียน เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม มองว่า การชนะของฝ่ายค้านในครั้งนี้ เท่ากับเป็นการปฏิเสธการปราบปรามประชาชนในปีที่แล้ว และชี้ว่า หากการปรองดองของยิ่งลักษณ์ จะเกิดขึ้นได้สำเร็จ ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว และไม่ถูกกีดกันออกจากการเมือง และกล่าวด้วยว่า มีเพียงประเทศไทยเท่านั้น ที่พรรคเสียงข้างมาก ที่ได้ที่นั่งจากการเลือกตั้ง 265 เสียง จะต้องจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคร่วมให้ได้ถึง 299 เสียง เพื่อรักษาเสียงข้างมากในรัฐสภาให้ได้ 2 ใน 3 เนื่องจากชนชั้นนำของไทยที่เป็นฝ่ายแพ้ เช่น กองทัพ รอยัลลิสต์ และผู้ใหญ่ คงจะไม่พร้อมมีบทบาทในการเป็นฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์เท่าใดนัก และชี้ด้วยว่า ไม่ทันผลการเลือกตั้งเบื้องต้นจะได้ประกาศ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งของไทย ก็ได้เริ่มสืบสวนการฉ้อโกงแล้ว และอาจส่งผลให้มีการตัดสิทธิผู้สมัครและลดขนาดของพรรคเพื่อไทยลงได้

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

มาแล้ว! "ภาคีต้านทุจริต" ร้องยุบ"เพื่อไทย" ชี้ทำผิด กม.เลือกตั้ง

ที่มา ประชาไท

ภาคี เครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ (ภตช.) ร้อง กกต. คัดค้านผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตของพรรคเพื่อไทย อาทิ 17 คน อาทิ ยิ่งลักษณ์-ชินณิชา-จตุพร-ณัฐวุฒิ ชี้ผิดกฎหมายเลือกตั้งและขาดคุณสมบัติการลงสมัคร บี้ยุบพรรคไปด้วยกรณีออกแคมเปญ "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ"

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 54 ที่ผ่านมาเนชั่นทันข่าวรายงาน ว่า นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ (ภตช.) เข้ายื่นหนังสือที่ลงนามโดยนายชาติชาย แสงสุข อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 2550 ร้องถึงกกต.เพื่อคัดค้านผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตของพรรคเพื่อไทยที่ได้รับการเลือกตั้ง ที่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและขาดคุณสมบัติการลงสมัคร ดังนี้ 1.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ฐานที่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งที่ให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี แห่ทั่วจ.เชียงใหม่ในวันสมัครวันแรก เป็นการกระทำให้สำคัญผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองอื่นหลาย กรณีช่วยออกหาเสียงและเดินแจกเอกสารและให้สัมภาษณ์สนับสนุน 2.น.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ว่าที่ส.ส.เชียงใหม่ ที่ให้นายสมชาย นางเยาวภาช่วยหาเสียง 3.น.ส.สมหญิง บัวบุตร ว่าที่ส.ส.อำนาจเจริญ ถ่ายรูปคู่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองโดยมีข้อความฝากให้ประชาชนเลือกระหว่างมีพ.ร.ฎ. เลือกตั้ง กรณีนี้กกต.เคยให้ใบแดงผู้สมัครส.ส.กรณีแจกซีดีทักษิณแล้ว

4.นาย จตุพร พรหมพันธุ์ 5.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 6.นพ.เหวง โตจิราการ 7.พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย 8.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท 9.นายพายัพ ปั้นเกษ 10.นายก่อแก้ว พิกุลทอง 11.นายวิเชียร ขาวขำ 12.นายการุณ โหสกุล 13.จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ 14.นายวรชัย เหมะ 15.นายสถาพร มณีรัตน์ เพราะขาดจากความเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เนื่องจากข้อบังคับพรรคเพื่อไทย ข้อ 10 (5) สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคสิ้นสุดลงเมื่อถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำ สั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยแกนนำนปช.ที่เป็นสมาชิกพรรคเมื่อถูกคุมขังจะต้องขาดจากสมาชิกพรรคทันทีใน กรณีมีหมายขังของศาล แม้ภายหลังจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว 16.นายพิชิต ชื่นบาน พ้นโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีในคดีละเมิดอำนาจศาลให้เงินใส่กล่องขนม 2 ล้านบาทจึงขาดคุณสมบัติผู้สมัครส.ส. และ17.นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ว่าที่ส.ส.นครปฐม อาจจะขาดคุณสมบัติการลงสมัครส.ส.เพราะเป็นบุคคลล้มละลาย

นายมงคล กิตต์กล่าวว่า ทั้งนี้ยังขอให้กกต.ยุบพรรคเพื่อไทย จากกรณีกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ที่นำพ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองมารณรงค์ขึ้นป้ายหาเสียง "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" ติดป้ายหาเสียงทั่วประเทศและสื่อมวลชนแขนงต่างๆนำไปโฆษณาประชาสัมพันธ์กรณี นี้ทำให้สำคัญผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองอื่น จึงร้องคัดค้านผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตของพรรคเพื่อไทยทั้งหมด ดังนั้นจึงยังประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งของ พรรคเพื่อไทยที่ยังถูกร้องคัดค้านยังไม่ได้จนกว่าจะสอบสวนแล้วเสร็จ