ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ ข่าวทะลุคน
เล็กเชอร์แรกสายตรงมาจากพี่ชาย แนะนำ 3 เรื่องที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องเร่งทำในฐานะนายกรัฐมนตรี
ให้คณะกรรมการเพื่อแนวทางปรองดองแห่งชาติ ของนายคณิต ณ นคร ทำงานได้เต็มที่อย่างอิสระ ตรงไปตรงมา
จากนั้นให้รีบแก้ปัญหาปากท้องของแพง และสามทำให้ระบบราชการเข้าที่เข้าทาง
บัญชาการมาหลังน้องสาวสวมหัวใจสิงห์ รับบทแม่ทัพหญิงนำพรรคลงทำศึกสมรภูมิเลือกตั้ง
ที่สุด ท่ามกลางสารพัดวิบากขวากหนามที่ถูกส่งเรียงหน้ามาสกัด เพื่อไทยคว้าชัยถล่มทลาย
เปิดใจแรกหลังผลคะแนนเคลียร์ๆ รู้สึกดีใจ ขอบคุณประชาชนที่ให้การสนับสนุน
และพ.ต.ท.ทักษิณ พี่ชายโทร.มาให้กำลังใจแล้ว
สวยสดงดงามคือวาทะแถลง วันนี้ไม่อยากบอกว่าเพื่อไทยชนะ แต่ประชาชนให้โอกาสตนและพรรคทำงานรับใช้ ซึ่งภาระข้างหน้ายังมีอีกมาก
40 วันที่ผ่านมาที่ประชาชนต้อนรับอย่างอบอุ่น พรรคเพื่อไทยจะทำนโยบายที่นำเสนออย่างเต็มที่ ไม่ให้ประชาชนผิดหวัง
สัญญา จะนำประเทศสู่การปรองดองและทำงานเพื่อการพัฒนา
สำคัญ จะไม่ได้ทำเพื่อคนๆ เดียว จะให้คอป. ดำเนินการต่อ และจะแต่งตั้งทีมกฎหมายเพื่อความเป็นสากล
ด้วยจำนวน 265 ส.ส. พรรคเพื่อไทยประกาศชัยเหนือพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ 159 เสียง
พร้อมการขานรับจากนานาชาติ เป็นชัยชนะก้องโลก
ฝีมือน้องใหม่การเมือง ฝีมือน้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
"มติชนสุดสัปดาห์" จึงหยิบยืมชื่อวรรณกรรมกวีของนายผีมาแปลงพาดปก
น้องสาวเหงื่อพราว ส่งเสียงประกาศก้องถึงดูไบ "เราชนะแล้ว พี่จ๋า"
ประกาศการกลับมาของเพื่อไทย
ด้วยเสียงของประชาชน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, July 8, 2011
จาก"ปู"ถึงอ้ายทักษิณ "เราชนะแล้ว พี่จ๋า"
ไม่โรแมนติก
ที่มา มติชน
โดย ปราปต์ บุนปาน
ชัยชนะขาดลอยของพรรคเพื่อไทยอาจไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์อัน "โรแมนติก" สักเท่าใดนัก
ประการแรก ความพ่ายแพ้ในสนาม กทม.ของพรรคเพื่อไทย มีนัยยะน่าสนใจอยู่
คือแม้จะเป็นความพ่ายแพ้อย่างฉิวเฉียดหากพิจารณาจากตัวคะแนน ไม่ใช่จำนวน ส.ส.
แต่ก็แสดงให้เห็นว่าความคิดเรื่อง "เผาบ้านเผาเมือง" "ต่อต้านนักการเมืองโกงกิน" หรือ "คนชนบทด้อยการศึกษาและถูกหลอก" ยังคงทรงพลังอย่างสูงในหมู่คนกรุงเทพฯ จำนวนมาก
รัฐบาลชุดใหม่จึงยังไม่มีอำนาจสัมบูรณ์เด็ดขาดแม้จะได้เสียงข้างมากในสภา
ขณะเดียวกัน ปัญหาความขัดแย้งเรื่องความคิดความเชื่อทางการเมืองก็ย่อมไม่ยุติลงง่ายๆ
แต่ละฝ่ายคงต้อง "ต่อสู้" กันอย่างหนักต่อไป โดยยังไม่มีใครมองเห็นจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งครั้งนี้ได้อย่างเด่นชัด
ประการต่อมา คือประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเพื่อไทยกับ "คนเสื้อแดง" และความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมการเมืองไทยยุคปัจจุบัน
ไม่เป็นที่สงสัยว่า พรรคเพื่อไทย และกลุ่ม นปช. (รวมทั้ง "คนเสื้อแดง" อีกหลากหลายกลุ่ม) ถือเป็นองค์กรทางการเมืองแบบคู่ขนาน ซึ่งไม่สามารถถูกพิจารณาอย่างแยกขาดออกจากกันได้
ไม่มีใครปฏิเสธว่า ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทยเป็นผลลัพธ์มาจากสายสัมพันธ์อันแน่นเหนียวดังกล่าว
ปัญหามีอยู่ว่า พรรคเพื่อไทยในฐานะ "รัฐบาล" กับ "กลุ่มคนเสื้อแดง" จะรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกันไว้อย่างไร?
เมื่อรัฐบาลชุดใหม่จำเป็นต้องประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจทางการเมืองอื่นๆ
ไปพร้อมกับการประนีประนอมกับ "คนเสื้อแดง" ด้วยกันเอง
เพราะไม่มีใครจะได้อะไรตามใจต้องการไปหมดเสียทุกอย่าง
กรณีให้ความยุติธรรมแก่ "คนเสื้อแดง" จำนวนมากที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาเป็นปี หลังเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 2553 รัฐบาลชุดใหม่อาจดำเนินการได้ไม่ยากนัก
ส่วนการเปิดเผย "ข้อเท็จจริง" และมอบความยุติธรรมในกรณี "92 ศพ" อาจเป็นเรื่องยากขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยก็มอบหมายให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ไปสานต่อภารกิจดังกล่าว
และคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากรัฐบาลเพื่อไทยจะพยายามรักษาระยะห่างจาก "คนเสื้อแดง" บางส่วนที่ "ไปไกล" มากๆ ในหลายประเด็น
น่าจับตามองในอนาคตว่า ถ้ารัฐบาลเพื่อไทยประนีประนอมกับ "ชนชั้นนำ" กลุ่มอื่นๆ "จนเกินไป"
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลชุดนี้กับมิตรสหายคู่ทุกข์คู่ยากอย่าง "คนเสื้อแดง" จะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นไหม?
แต่หากรัฐบาลเพื่อไทยเอียงข้าง "คนเสื้อแดง" มากไป การเมืองระหว่างกลุ่มชนชั้นนำก็อาจเกิดปัญหาขึ้นตามมา
ปัญหาทางการเมืองประการสำคัญที่ท้าทายอยู่เบื้องหน้ารัฐบาลชุดใหม่ จึงได้แก่ พวกเขาจะเลือกหนทางไหน
ระหว่างการกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลง
กับการดำรงสภาพการณ์แบบเดิมเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะสามารถกระทำได้
หรือว่าจะคอยอำนวยการให้กาลเวลาและความเปลี่ยนแปลงทำหน้าที่ของตัวมันเองไปตามธรรมชาติ
ไม่อยากเห็นอะไรจากนายกฯใหม่
ที่มา มติชน
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ถ้า ไม่มีการ "สับขาหลอก" ครั้งใหญ่แห่งศตวรรษของการเมืองไทยแล้ว คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สตรีผู้ซึ่งเราเพิ่งรู้จักดีไม่ถึง 60 วัน ก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยในฐานะคนไทยเราก็มีสิทธิจะขอ เห็นบางสิ่งจากเธอ (ท่าน) โดยมิบังอาจบอกให้ทำอะไรตามที่เราต้องการได้
อย่าง แรกที่อยากเห็นก็คือการสร้างความเชื่อมั่นในประเทศไทยของสาธารณชนทั้งใน ประเทศและต่างประเทศอย่างรวดเร็วด้วยการไม่ทำสิ่งต่อไปนี้
(ก) การนิรโทษกรรมพี่ชายและ/หรือพลพรรค ถึงแม้จะบอกว่า "ไม่มีการนิรโทษกรรมเพื่อคนคนเดียวเด็ดขาดค่ะ" แต่ผู้คนก็ระแวงว่าจะรักษาคำพูดจริงแต่เป็นนิรโทษกรรมหมู่ โดยมีพี่ชาย (แอบ) แฝงอยู่ด้วย
พรรคเพื่อไทยรู้ดีว่าประเด็นนี้ร้อน จึงเลี่ยงกลยุทธ์จากไม่ตอบชัดเรื่องนิรโทษกรรมและ "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" ในตอนต้นการหาเสียงเป็นระบุชัดว่าไม่มีนิรโทษกรรม มีแต่ปรองดอง ("ผมจะไม่ทำอะไรให้บ้านเมืองเดือดร้อนเป็นอันขาด ผมไม่แค้นใคร ตัวผมไม่สำคัญเท่าชาติ")
ความพยายามที่จะนิรโทษกรรมจะนำไปสู่ความ ยุ่งยาก เพราะเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ทั้งในกรุงและต่างจังหวัด (ศาลากลางถูกเผาในอีสาน เช่น อุบลฯ อุดรฯ มุกดาหาร ขอนแก่น ฯลฯ) ไม่ต้องการ มิฉะนั้นพรรคเพื่อไทยคงโหมประเด็นนี้ไปนานแล้ว ความยุ่งยากนั้นก็คือการเกิดการประท้วงต่อต้านอย่างกว้างขวางอย่างค่อนข้าง แน่นอน ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะควักกลวิธีการตลาดออกมาใช้และรอเวลาอันเหมาะสมอย่างไร ก็ตาม เรื่องนี้ผู้คนรู้ทันและเตรียมตัวต่อต้านกันอยู่
เหตุผลที่การนิรโทษกรรมกระทบความเชื่อมั่นประเทศไทยก็เพราะคาดเดาได้ว่าเกิดความวุ่นวายขึ้นในอนาคตอันใกล้
(ข) การไม่ทำตามคำสัญญาของพรรคเพื่อไทยที่ได้ประกาศไว้เป็นอันขาดในบางเรื่อง เช่น แจกแท็บเบล็ตให้เด็กประถมหนึ่งทุกคน ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททันที ภาษีเงินได้นิติบุคคลลดจากร้อยละ 30 เป็น 23 และต่อไป 20 จำนำข้าวตันละ 15,000 บาท และถ้าเป็นข้าวหอมมะลิตันละ 20,000 บาท เงินเดือนคนจบปริญญาตรี 15,000 บาท
ถ้าแจกแท็บเบล็ตไม่ว่าจะเป็น iPad หรือของยี่ห้ออื่นจำนวน 700,000-800,000 เครื่อง (ใช้เงิน 10,000-20,000 ล้านบาท) ก็จะเป็นข่าวระดับโลก เด็กส่วนใหญ่ในต่างจังหวัดไม่อาจรับสัญญาณอินเตอร์เน็ตได้ในระยะเวลาอันใกล้ ใช้ไม่เป็นเพราะครูก็ไม่รู้จัก ก็จะกลายเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ แท็บเบล็ตจะขาดตลาดโลกชั่วคราวแต่จะมีขายมือสองที่บ้านเรานับแสนเครื่อง
ถ้า ค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นถึง 300 บาททันที ธุรกิจใหญ่น้อยรวมทั้งภาคครัวเรือนก็จะเดือดร้อน เพราะต้นทุนค่าครองชีพสูงขึ้น จากทั้งแรงผลักดันต้นทุนอันเกิดจากน้ำมันมีราคาสูงขึ้น และแรงผลักดันอำนาจซื้ออันเกิดจากค่าแรงสูงขึ้น จนต้องมีการปรับค่าจ้างครั้งใหญ่ตามระดับอ้างอิงใหม่ของค่าจ้างขั้นต่ำทั้ง ในภาครัฐและเอกชน ธุรกิจจำนวนไม่น้อยก็จะม้วนเสื่อเพราะปรับแล้วเจ๊ง และการจ้างงานก็จะลดลงไปด้วย
ค่าจ้างขั้นต่ำควรปรับขึ้นแต่เป็นไป อย่างมีขั้นตอนตามกาลเวลาและความเหมาะสม ไม่ใช่บอกตัวเลขมาเลยว่า 300 บาทต่อวัน ถึงแม้ผู้ใช้แรงงานในระบบแบบจ้างรายชิ้นและรายวันจะมีเพียง 11 ล้านคน ในแรงงานทั้งประเทศ 38 ล้านคน แต่อย่าลืมว่าระดับอ้างอิงใหม่นี้จะกระทบถึงค่าจ้างแม่บ้านของภาคบริการและ มีผลต่อการคาดหวังในการได้รับผลตอบแทนของภาคที่ไม่เป็นทางการ เช่น ขายลูกชิ้นปิ้ง เปิดท้ายขายของ ขายผลไม้ ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ฯลฯ ด้วย
เงิน เดือนปริญญาตรีอย่างต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะทำให้การจ้างงานของคนจบปริญญาตรีน้อยลงเพราะคงหาผู้จ้างที่มีปัญญาจ้าง ในระดับนี้ไม่มากรายนักในทันที
ความตั้งใจดีก็จะ ก่อให้เกิดผลในทางลบ ทำให้เกิดการจ้างงานต่ำกว่าระดับคือยอมรับเงินเดือนต่ำกว่าระดับปริญญาตรี เพียงขอให้มีงานทำเท่านั้น
ส่วนการกำหนดการประกันราคาข้าว ที่ 15,000 บาท และ 20,000 บาทนั้น เชื่อแน่ได้ว่าเกษตรกรจะทิ้งข้าวที่จำนำไว้แน่เพราะราคาตลาดยากที่จะสูงถึง ขนาดนั้นใน 2 ปีข้างหน้า นอกจากภาครัฐจะเสียเงินไปมหาศาลแล้ว จะมีข้าวล้นอยู่ในมือมากด้วย ครั้นจะขายสู่ตลาดในประเทศก็จะทำให้ราคาข้าวที่รัฐไม่ได้ประกันราคาตกลงไป ครั้นจะส่งออกนอกก็สูงกว่าราคาต่างประเทศ
ในขณะที่สัญญาจะสร้างรถไฟ ด่วนหลายสาย ให้บริการประชาชนมากมายแต่มีรายได้ของรัฐน้อยลงมากจากการลดภาษีเงินได้ นิติบุคคลลงจากร้อยละ 30 (จาก 30 เป็น 20) ในเวลาไม่นานฐานะการคลังก็จะไม่มั่นคง รัฐบาลขาดดุลเพราะใช้งบฯประเทศขนาดใหญ่มาก ทั้งหมดนี้จะทำให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น (กฎหมายกำหนดไม่ให้เกินร้อยละ 60 ของ GDP)
การออกมากู้เงินขนาดใหญ่ของภาครัฐเพื่อปิดหีบก็จะสร้างแรงกด ดัน ให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้นเนื่องจากภาครัฐต้องแย่งชิงเงินออมกับภาค เอกชนที่ต้องการเงินเอาไปลงทุน เมื่อดอกเบี้ยถูกผลักดันสูงขึ้น คนโชคร้ายก็คือพวกกู้ยืมผ่อนส่งบ้านและรถทั้งหลาย
โดยส่วนตัวผมไม่ ว่าอะไรถ้าจะไม่ทำตามที่สัญญาเพราะรู้ว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ผมแก่พอจะแยกแยะออกว่าอะไรจริงอะไรลวง แต่ถ้ารัฐบาลจะทำจริงแม้เพียงสักครึ่งหนึ่งเพราะคิดว่าได้สัญญาไว้กับคนที่ เชื่อพรรคเพื่อไทยจนลงคะแนนให้ ผมก็รู้สึกหนาวแล้ว
เมื่อคุณยิ่ง ลักษณ์ได้ "เสียงสวรรค์" มากผมก็ยอมรับและมีความปรารถนาดีเพราะอยากเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า อย่างไรก็ดี ก็ให้รู้สึกหนักใจแทนคุณยิ่งลักษณ์ (ผู้ซึ่งผมเคยพบส่วนตัวครั้งหนึ่งในงานหนังสือแห่งชาติและรู้สึกประทับใจใน ความเป็นมิตร) เพราะเชื่อว่ามีพันธกิจสำคัญยิ่งคือพาพี่ชายกลับบ้านให้ได้โดยเร็วเพื่อจะ ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงอีกครั้ง
มิฉะนั้นคุณทักษิณจะเลือกคนที่เชื่อได้ที่สุดว่าจะทำตามคำสั่งมาเป็นนายกรัฐมนตรีตัวแทนทำไม
ตรง นี้แหละคือทุกขลาภของการเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ยกแรกของคุณยิ่งลักษณ์ ถ้าพยายามหาวิธีนิรโทษกรรมไม่ว่าด้วยวิธีใดก็จะปะทะกับประชาชนส่วนหนึ่งที่ รู้ทัน ครั้นไม่ทำก็ไม่ได้เพราะมันคือสาเหตุของการได้รับเลือกมาเป็นตัวแทน เมื่อคำนึงถึงการเป็นฝ่ายค้านของประชาธิปัตย์ที่มีประสบการณ์การเมืองสูง กว่าคุณยิ่งลักษณ์และพวกด้วยแล้ว คุณยิ่งลักษณ์ก็น่าจะทุกข์ใจยิ่งขึ้นเพราะแรงกดดันที่มาจากสารพัดด้าน
ใน พรรคเพื่อไทยเองในขณะนี้ก็คงฟัดกันนัวแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี ดูข้างนอกเหมือนมีอำนาจจริงแต่คนเคาะในทุกเรื่องคือพี่ชาย คุณยิ่งลักษณ์ก็คงมีความคิดเองบ้างว่าอะไรควรเป็นอะไร แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ตรงนี้แหละคือความอึดอัดและความทุกข์ที่จะทำให้แก่ลงไปอีกหลายปีในระยะเวลา เพียงไม่กี่เดือน
ช่วงเวลาฮันนีมูนกับประชาชนคงมีไม่นานเพราะผู้คน ปัจจุบันใจร้อน อยากเห็นผลเร็วๆ และไม่อยากเห็นอะไรที่ไม่อยากเห็นและหลังจากเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ กี่เดือนก็จะเจอฝ่ายค้านในศึกอภิปรายงบประมาณ ศึกครั้งนี้เป็นของจริงที่โค้ชทั้งหลายก็ไม่อาจช่วยได้มากนัก เพราะคงใส่กันไม่ยั้งเพราะไม่มีอะไรต้องเกรงกันอีกแล้ว
ขอ ให้คุณยิ่งลักษณ์โชคดี ตัดสินใจถูกต้องและทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง เพราะเป็นโอกาสดีที่จะทิ้งสิ่งดีๆ ไว้เป็นอนุสรณ์แก่ชื่อของตนเองและน้องไปค์ในอนาคตครับ
"น้องสาวช่างภาพอิตาลี" ส่งจม.เปิดผนึกถึง "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" กระตุ้นให้เร่งหาข้อเท็จจริงกรณี 92 ศพ
ที่มา มติชน
หมายเหตุ "เอลิซาเบ็ตต้า โปเลนกี" น้องสาวของ "ฟาบิโอ โปเลนกี" ช่าง ภาพชาวอิตาลี ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุเจ้าหน้าที่รัฐสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อ เดือนพฤษภาคม 2553 ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีไทย โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
จดหมายเปิดผนึก ถึงนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย
ข่าว คราวล่าสุดเกี่ยวกับชัยชนะของคนเสื้อแดง ส่งผลให้น้ำตาของดิฉันถึงกับหลั่งไหลออกมาอย่างมิอาจควบคุมได้ นี่เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ซึ่งระคนกันไประหว่างความปลื้มปีติและความโศกสลด แต่ขณะเดียวกัน มันก็ซึมซาบไปด้วยความหวังอันขลาดเขลา
ดิฉันหลั่งน้ำตาด้วยความ หวังว่านับจากวันนี้เป็นต้นไป รุ่งอรุณแห่งความยุติธรรมและความเอาใจใส่จะบังเกิดขึ้น และเหยื่อทุกรายซึ่งมีความเชื่อว่าประเทศของตนเองจะต้องดีขึ้นกว่าเดิม กระทั่งได้อุทิศตนเพื่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยการเสียสละในระดับสูงสุด จะได้รับความเอาใจใส่และความจริง ที่พวกเขาสมควรจะได้รับอย่างแท้จริง
แม้ ว่าตำแหน่งแห่งที่ส่วนบุคคลจะไม่เปิดโอกาสให้ดิฉันได้แสดงความ รู้สึกออกมาในฐานะผู้มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยโดยตรง แต่ความจริงยังคงดำรงอยู่ว่า ดิฉันมีสถานะเป็นผู้หญิงและนักมนุษยนิยม ซึ่งตระหนักถึงความสำคัญในชัยชนะของคุณ
ดังนั้น ดิฉันจึงขอแสดงความยินดีกับคุณ และขออวยพรให้คุณจงมีทั้งความเข้มแข็งและสติปัญญามากเท่าที่ตำแหน่งนายก รัฐมนตรีจะต้องการสิ่งเหล่านั้นจากตัวคุณ
ด้วยความเคารพ ดิฉัน มีความหวังอย่าง จริงใจว่าการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงกรณีความตายเมื่อปี พ.ศ.2553 จะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาและทบทวนใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อการเสียสละของหลายชีวิตเหล่านั้นจะได้ไม่สูญเปล่า และได้รับการชดใช้ด้วยความซื่อสัตย์, ความยุติธรรม, คำมั่นสัญญา และความรับผิดชอบ
อันจะส่งผลให้ประเทศไทยที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่มีความแข็งแรงและสมบูรณ์ ด้วยการให้ความสำคัญในระดับสูงสุดต่อการปกป้องชีวิตมนุษย์
จึงเรียนมาเพื่อพิจารณา
ด้วยความเคารพอย่างสูง
เอลิซาเบ็ตต้า โปเลนกี
เปิดผลสอบ เมย.-19พค."ฉบับกสม.
ที่มา ข่าวสด
รายงานพิเศษน.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานกรณีเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ(นปช.) ได้รายงานผลการศึกษาผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช. ระหว่างวันที่ 12 มี.ค.2553 - 19 พ.ค.2553 ต่อที่ประชุมกสม. เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา
ในรายงานมีความยาว 80 หน้า กำหนดการตรวจสอบไว้ 9 กรณี ดังนี้
กรณีที่ 1 เหตุการณ์การสั่งการของรัฐบาล การปฏิบัติหน้าที่และผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553
ผล การสอบสวนได้ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.2553 นปช.ได้ปลุกระดมมวลชนนัดชุมนุมเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยุบสภาหรือลาออก บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถ.ราชดำเนิน และเคลื่อนขบวนปิดล้อมสถานที่สำคัญ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน และมีลักษณะยืดเยื้อยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ต่อมานายอภิสิทธิ์ ได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551
วันที่ 17 มี.ค. นปช.ได้เจาะเลือดและนำไปเทและขว้างใส่บ้านพักส่วนตัวนายกฯ และวันที่ 21 มี.ค. สถานการณ์ตึงเครียดลดลง นำไปสู่การเจรจา ที่สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถ.แจ้งวัฒนะ แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ และเหตุการณ์ได้ขยายกว้างขึ้น
วันที่ 7 เม.ย. นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และกลุ่มนปช. ได้ปิดล้อมอาคารรัฐสภา ต่อมารัฐบาลมีคำสั่งปิดระบบสัญญาณสถานีโทรทัศน์พีทีวี ทำให้สถานการณ์เริ่มมีความรุนแรง กระทั่งวันที่ 10 เม.ย. รัฐบาลได้ประกาศขอคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนิน และเกิดการปะทะกันจนมีประชาชนเสียชีวิต 27 ราย บาดเจ็บ 889 คน
ใน รายงานระบุว่า ข้อเท็จจริงจากการให้การของพยานบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 28 ราย นปช. 54 ราย ผู้ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมแต่อยู่ในเหตุการณ์ 26 ราย รวมทั้งพยานเอกสาร เช่น ข้อเท็จจริงจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ทำให้ฟัง ได้ว่า
1.1 ผู้ชุมนุม การชุมนุมของกลุ่มนปช. ซึ่งชุมนุมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมี.ค. - 10 เม.ย. ได้ปิดกั้นการจราจร ทั้งที่ถนนราชดำเนิน และสี่แยกราชประสงค์ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเกินสมควร และกระทบต่อสิทธิ์ของคนอื่นในการใช้ชีวิตโดยปกติ และถือเป็นการกระทำที่เกินไปกว่าการใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ
แม้ ในเบื้องต้นการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ แต่วันที่ 10 เม.ย. การที่รัฐบาลขอคืนพื้นที่ ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากลุ่มนปช.ได้มีการต่อต้านและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ของรัฐ ทั้งมีกลุ่มชายชุดดำติดอาวุธปะปนอยู่กับผู้ชุมนุม อันถือว่าเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนที่มีอาวุธและมีลักษณะเป็นกระบวนการที่พร้อม ใช้อาวุธและความรุนแรงได้ตลอดเวลา ดังนั้น การชุมนุมดังกล่าวจึงมิใช่การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
1.2 รัฐบาล การขอคืนพื้นที่เมื่อวันที่ 10 เม.ย. เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ประชาชนทั่วไป ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการตามมาตรการที่ประกาศไว้ก่อนจริง กระทำจากเบาไปหาหนัก จึงเป็นการกระทำภายใต้กฎหมายที่ให้อำนาจไว้ แม้มีการกระทำที่ก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บต่อผู้ชุมนุมทั้งการใช้กระบอง แก๊สน้ำตา กระสุนยาง แต่เมื่อพิจารณาย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เกินกว่าเหตุ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับฝ่ายผู้ชุมนุมที่มีอาวุธและผู้สนับสนุนที่มีอาวุธ สงคราม
การขอคืนพื้นที่ของรัฐบาลในครั้งนี้ ยังขาดการวางแผนที่ดี ทั้งเชิงรุกและรับ การข่าวที่ไร้ประสิทธิภาพและการใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสม ไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำของฝ่ายผู้ชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงและมีอาวุธร้าย แรง ทำให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจำนวนมาก ซึ่งการที่รัฐบาลไม่สามารถวางแผนหรือบริหารจัดการควบคุมสถานการณ์อย่างมี ประสิทธิภาพเพื่อปกป้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป็นเหตุให้ประชาชนและผู้ชุมนุมเสียชีวิต รัฐบาลต้องรับผิดชอบในการชดใช้เยียวยาความเสียหาย
นอกจากนี้เหตุ ระเบิดในที่ประชุมนายทหารโดยการเข้าเป้าด้วยแสงเลเซอร์ แสดงให้เห็นว่ามีการวางแผนเพื่อฆาตกรรมนายทหาร ได้แก่ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และส.ท.ภูริวัฒน์ ประพันธ์ อันเป็นการกระทำที่แฝงอยู่ในเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารกับกลุ่มชายฉกรรจ์ จึงเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญา ซึ่งรัฐบาลต้องสืบสวนหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ
กรณีที่ 2 เหตุการณ์กรณีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากระเบิดเอ็ม 79 บริเวณแยกศาลาแดง เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2553
จาก การสอบถามพยานบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุ 21 ราย และพยานเอกสาร สรุปว่าการชุมนุมของนปช.เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ มีการใช้ความรุนแรงโดยระเบิดเอ็ม 79 ทั้ง 5 ลูกถูกยิงมาจากทิศทางที่กลุ่มนปช.ชุมนุม โดยมีแกนนำรับรู้ล่วงหน้า มีการ เตรียมการระวังป้องกันมิให้ผู้ชุมนุม นปช.ได้รับบาดเจ็บ มีการวางแผนจุดพลุตะไลและประทัดเพื่อบิดเบือนการยิงระเบิดเอ็ม 79 ขณะที่รัฐบาลมอบให้ตำรวจเข้ามาแก้ไขสถานการณ์
แต่จากพยานหลักฐาน นอกจากตำรวจจะนำรถควบคุมผู้ต้องหามากั้นบริเวณสี่แยกศาลาแดงแล้ว มิได้ดำเนินการอื่นใดให้เหตุการณ์สงบ นอกจากนี้เวลา 21.45 น. ตำรวจได้ออกมาจากโรงแรมดุสิตธานี โดยตั้งแถวหน้ากระดานและเปิดไฟสว่างใส่กลุ่มวัยรุ่นบนถนนสีลมที่ขว้างปาขวด ใส่ผู้ชุมนุม นปช. และไล่ตีกลุ่มวัยรุ่น รวมถึงประชาชนที่ไม่รู้เรื่องโดยไม่มีการประกาศเตือน การกระทำดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิมนุษยชน
กรณีที่ 3 เหตุการณ์กรณีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตบริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2553
คณะ กรรมการเห็นว่า การที่มีทหารเสียชีวิตจากอาวุธปืน ประชาชนและเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนทั่วไปและทหารที่เสียชีวิต แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าฝ่ายใดเป็นผู้กระทำ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพได้ให้ข้อมูลว่า ทหารที่เสียชีวิตถูกยิงจากระยะไกลเนื่องจากไม่พบคราบเขม่า ดังนั้น รัฐบาลต้องมีหน้าที่นำคนผิดมาลงโทษ
กรณีที่ 4 เหตุการณ์กรณีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. บริเวณโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และสภากาชาดไทย และการบุกเข้าไปตรวจค้นโรงพยาบาลจุฬาฯ เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2553
คณะ กรรมการเห็นว่า กลุ่มนปช.ได้ขยายพื้นที่การชุมนุม จากสี่แยกราชประสงค์ มาถึงโรงพยาบาลจุฬาฯ และการชุมนุมมีการจัดตั้งถังแก๊สหน้าโรงพยาบาล จนต้องย้ายผู้ป่วย ถือเป็นการกระทำที่กระทบสิทธิ์ของผู้ป่วย รวมทั้งแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ส่วนการเข้าไปตรวจค้นในโรงพยาบาลจุฬาฯ นั้น เข้าข่ายบุกรุกและเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ มีการละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น ทำลายทรัพย์สินของโรงพยาบาล
กรณีที่ 5 เหตุการณ์กรณีการสั่งการของรัฐบาล การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมระหว่างวันที่ 13-19 พ.ค.2553 รวมทั้งเหตุการณ์ต่อเนื่อง เช่น การเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และอาคารต่างๆ
คณะ กรรมการเห็นว่าการชุมนุมของ นปช. เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบและมีอาวุธปืนอยู่ในสถานที่ชุมนุม มีกลุ่มบุคคลติดอาวุธแฝงตัวอยู่ในกลุ่มชุมนุมส่งผลต่อความมั่นคงภายในประเทศ
ส่วนมาตรการกระชับพื้นที่สี่แยกราชประสงค์และบริเวณโดยรอบ ตั้งแต่วันที่ 13-19 พ.ค.2553 ตามประกาศของศอฉ.นั้น เห็นว่าเป็นกรณีที่รัฐบาลกำหนดขึ้นโดยความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ของพระราช กำหนดดังกล่าว แต่มาตรการดังกล่าวได้ส่งผลกระทบถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีผู้เสียชีวิต 57 ราย และบาดเจ็บ 437 คน
แม้ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏกรณีเสียหายเกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย จากการยิงปะทะกันระหว่างทหารและกลุ่มผู้ติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ในนปช. ผลที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งย่อมเป็นไปได้ว่ามาจากการกระทำของฝ่ายเจ้าหน้าที่ ทหาร รัฐบาลจึงมีหน้าที่รับผิดชอบเยียวยาผู้ที่เสียหาย และต้องสืบสวนหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ
ส่วนพฤติการณ์การกระทำของ ฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมในการเผาอาคารทรัพย์สิน ขยายไปถึงการเผาศาลากลางในหลายจังหวัด เห็นได้ว่าเป็นการก่อให้เกิดความวุ่นวายและไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่นและกระทำผิดกฎหมายอาญา
กรณีที่ 6 การเสียชีวิต 6 ศพและการกระทำในรูปแบบอื่นๆ ในวัดปทุมวนาราม ระหว่างวันที่ 19-20 พ.ค.2553
คณะ กรรมการพิจารณาเห็นว่า รัฐบาลโดย ศอฉ.ได้ปฏิบัติการกดดันกระชับพื้นที่อย่างจริงจังมาตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค. จนเกิดสถานการณ์การยิงปะทะในบริเวณพื้นที่ชุมนุมและพื้นที่โดยรอบ ในสภาพที่บ้านเมืองวุ่นวาย ปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิต 6 ศพและบาดเจ็บ 7 คน ในวัดปทุมฯ
การรวบรวมหลักฐานในชั้นนี้ ไม่มีพยานยืนยันว่าใคร ฝ่ายใดเป็นผู้ยิงทั้ง 6 ศพและผู้เสียชีวิตบางรายเป็นการเสียชีวิตนอกวัด บางศพไม่รู้ว่าเสียชีวิตบริเวณ ใด แต่ทั้งหมดถูกเคลื่อนย้ายมาไว้ในวัด ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นรัฐบาลไม่อาจปฏิเสธการเยียวยาชดใช้ความเสียหายที่เกิด ขึ้น และควรสืบสวนหาข้อเท็จจริงและหาผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกระบวนการ ยุติธรรม
กรณีที่ 7 เหตุการณ์กรณีนายกฯประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงเมื่อวันที่ 7 เม.ย.2553 และการดำเนินการเพื่อระงับการออกอากาศสถานีโทรทัศน์ พีเพิลชาแนล และการระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสถานีวิทยุชุมชน
คณะ กรรมการพิจารณาเห็นว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวมีเจตนาให้อำนาจแก่นายกฯ โดยผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี การที่นายกฯใช้มาตรการดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายและ เป็นความจำเป็นเหมาะสมในสถานการณ์ความรุนแรง และไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
กรณีที่ 8 เหตุการณ์กรณีชุมนุมและการเคลื่อนขบวนของกลุ่มนปช. ระหว่างวันที่ 12 มี.ค. - 20 พ.ค.2553 ทั่วกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวมถึงการล้อมอาคารสถานที่ต่างๆ
คณะกรรมการพิจารณาแล้วแยกเป็น 2 กรณี 1.การเคลื่อนไหวของ นปช.ทั่วกทม.และปริมณฑลในลักษณะขบวนรถยนต์และจักรยานยนต์นับพันคัน รวมทั้งมีเครื่องขยายเสียงกว่า 10 คัน เป็นการกระทำให้เกิดการจราจรติดขัดไปทั่วกทม. และเมื่อวันที่ 12 เม.ย.2553 ยังปรากฏว่านปช.ได้ทำร้ายคนขับแท็กซี่และทุบกระจกรถจนแตก เป็นการละเมิดสิทธิ์ในร่างกายและทรัพย์สิน
2.กรณีที่ นปช.เจาะเลือดของผู้ชุมนุมและนำไปเทที่พรรคประชาธิปัตย์และทำเนียบรัฐบาล การเจาะเลือดนั้น เป็นการกระทำของแพทย์และพยาบาลนั้น เป็นการกระทำผิดต่อวิชาชีพตนเองและละเมิดต่อผู้ที่รับการเจาะเลือดอีกด้วย แม้เจ้าตัวยินยอม และการนำไปเทที่พรรคประชาธิปัตย์ถือว่าละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น
กรณีที่ 9 การเสียชีวิตและบาดเจ็บ ตลอดจนความรุนแรงต่อสื่อมวลชนในรูปแบบอื่น
คณะ กรรมการฯ พิจารณาว่าผลการเสียชีวิตและบาดเจ็บของสื่อมวลชนเกิดขึ้นจากการยิงปะทะ ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มบุคคลผู้ติดอาวุธแฝงในกลุ่มผู้ชุมนุม แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าผู้ใดเป็นผู้ยิง และกลุ่มที่ติดอาวุธแฝงเป็นใคร ดังนั้น รัฐบาลซึ่งมีหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบจึงมีหน้าที่เยียวยาช่วยเหลือ ครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
กสม. ยังได้ทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาไว้ 7 ข้อ อาทิ ให้รัฐบาลสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงและติดตามผู้กระทำผิดมาลงโทษ การสังเคราะห์บทเรียนจากความขัดแย้ง เป็นต้น
ปัดฝุ่น91ศพ
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
หลังเกิดการเปลี่ยนขั้วการเมืองใหม่
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนะเลือกตั้งได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสม 299 เสียง
และอยู่ระหว่างการจัดโผครม.ยิ่งลักษณ์ 1
ก็เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่ารัฐบาลคนสวย แต่ไม่รู้ว่าครม.จะขี้เหร่หรือเปล่า
ฉะนั้น ก็ต้องเฝ้ารอให้เห็นโฉมหน้าครม.ในอนาคตอันใกล้นี้
รมต.จะมีหน้าตาอย่างที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศคาดหวังไว้หรือไม่
จะแก้ปัญหาข้าวยากหมากแพงได้ทันใจ
จะสร้างความปรองดองขึ้นในชาติได้หรือเปล่า
อีกเรื่องที่ถูกจับจ้องไม่แพ้กัน
คือคดีความของคนเสื้อแดง คดีสลายม็อบแดง 91 ศพ
ต้องยอมรับว่าคนเสื้อแดงต้องการให้เกิดการเปลี่ยนรัฐบาล
โดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ผ่านระบอบประชาธิปไตย
เพราะที่ผ่านมา ถูกมองว่าเป็นพลเมืองชั้น 2 เป็นศัตรูของฝ่ายรัฐบาล
คดีความต่างๆ ที่คนเสื้อแดงถูกดำเนินคดีก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม
เมื่อเปรียบเทียบกับคนกลุ่มเสื้อสีอื่นๆ
จนวิพากษ์วิจารณ์กันหนักถึงความ 2 มาตรฐานของผู้กุมอำนาจบริหาร
คะแนนเสียงของยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยจึงชนะชนิดถล่มทลาย
ดังนั้น อีกงานสำคัญของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ต้องคืนความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง
คดีความต่างๆ ต้องมีมาตรฐานเดียว และเท่าเทียมกัน
ต้องมีหน้าที่สนับสนุนการทำงานของคอป.ชุดที่นายคณิต ณ นคร เป็นประธาน
เพราะช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
คอป.แทบไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลเลย
ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงคดี 91 ศพของคอป.ถึงไม่คืบหน้า
นอกจากนี้รัฐบาลใหม่ต้องปรับนโยบายการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ให้ฉับไวยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
ถูกมองว่าไม่เป็นกลางจนคดีอืดอาด
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนายธาริตเองก็เป็นคู่กรณีของคนเสื้อแดงโดยตรง
เป็นกรรมการ"ศอฉ." มีส่วนร่วมอยู่ในการสั่งสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง
จนถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจเกิดความเอียงเอนขึ้น
จากนี้ไปนายธาริตคงต้องปรับกระบวนการทำงานใหม่
ถึงเวลาที่จะหยิบสำนวนคดี 91 ศพที่กองสุมอยู่ขึ้นมาปัดฝุ่น
ทำความจริงให้ปรากฏ
เอาผิดกับคนสั่งฆ่าประชาชนให้ได้
ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 08/07/54 ขอเป็นปราการหิน..กำแพงเหล็ก
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
เมื่ออุ้มสู่ ประตูฝัน วันฟ้าใส
จะปกป้อง คุ้มภัย ด้วยใจหวัง
ได้ทำงาน เต็มที่ มีพลัง
จนสมดั่ง มุ่งมาด ที่วาดไว้....
แก้ปัญหา ของประเทศ ทุกเขตทั่ว
ล้างหม่นมัว ส่องทาง สว่างไสว
สร้างปรองดอง ทั่วถิ่น แผ่นดินไทย
ให้ลือเลื่อง กระเดื่องไกล ไปทั่วแดน....
ยุติธรรม หดหาย มลายสิ้น
ทั่วธรณิน ทุกข์ยาก ลำบากแสน
คนผิด-ถูก ช่างอดสู สุดดูแคลน
จงวางแผน ช่วยคนดี อย่ารีรอ....
จะร่วมเป็น ปราการหิน ถวิลสร้าง
ด้วยวาดหวัง มั่นคง คอยส่งต่อ
จะร่วมเป็น สายใยรัก ร่วมถักทอ
ให้เกิดก่อ สิ่งงาม ติดตามมา....
จะร่วมเป็น กำแพงเหล็ก ทั้งเล็กใหญ่
ป้องกันภัย ยามเดิน เผชิญหน้า
พวกสุนัข จิ้งจอก นอกสภา
เพื่อนำพา บ้านเมือง รุ่งเรืองวิไล....
ประชาชน จะปกปัก ช่วยรักษา
ให้เดินหน้า ชุบชีวิต ร่วมคิดใหม่
เอาความสุข คืนประเทศ ทุกเขตไทย
ให้สมกับ วางใจ ได้เลือกมา....
๓ บลา / ๘ ก.ค.๕๔
พรรคประชาธิปัตย์ต้องทบทวนตัวเองอย่างจริงจัง
ที่มา ประชาไท
นักปรัชญาชายขอบ
รายงาน: Politics of Poll – ภาพรวมโพลล์ก่อนการเลือกตั้ง 2554
ที่มา ประชาไท
วิทยากร บุญเรือง
"ตอน นี้มี 170 กว่าเสียง อยากได้เพิ่มมากกว่า 200 เสียง ทั้งนี้จากการทำโพลล์ทุกสำนักระบุว่า ภาคเหนือเป็นภาคที่คะแนนพรรคมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนภาคอีสานมีคะแนนร้อยละ 30 จากตอนเข้ามามีอยู่ร้อยละ 7 แต่การได้ ส.ส.ยังเป็นเรื่องยากอยู่"
| ช่วงเวลา | สถานการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจในขณะนั้น | คะแนนความนิยมจากผลโพลล์ |
| ปลายปี 2553 | 29 พฤศจิกายน 2553 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยยกคำร้องเหตุคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ 4 ต่อ 2 เหตุ กกต.ยื่นฟ้องเกิน 15 วันตามกฎหมายกำหนด 20 ธันวาคม 2553 เป็นวันครบรอบ 2 ปี การทำงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ | มี 3 โพลล์ [ให้ประชาธิปัตย์ชนะทุกโพลล์] |
| ต้นปี 2554 | 9 มกราคม 2554 นายกอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายรัฐมนตรี แถลงนโยบายปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ "คิดนอกกฎ บริการนอกกรอบ" เพื่อเป็นของขวัญแก่ประชาชน 9 ข้อ | มี 1 โพลล์ [ให้ประชาธิปัตย์ชนะทุกโพลล์] |
| มีนาคม 2554 | 15-17 มีนาคม 2554 การอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี | มี 2 โพลล์ [ให้ประชาธิปัตย์ชนะทุกโพลล์] |
| เมษายน 2554 (จนถึง 9 พฤษภาคม 2554 ) | นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยืนยันว่าจะยุบสภาช่วงต้นเดือนพฤษภาคม และจะมีการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศเดือนกรกฎาคม โดยก่อนหน้านี้ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ก็มีสัญญาณจากหลายฝ่ายว่าจะมีการยุบสภา | มี 3 โพลล์ [มีการเปรียบเทียบความนิยมพรรคการเมือง 2 โพลล์ เพื่อไทยชนะ 1 ประชาธิปัตย์ชนะ 1 มีโพลล์เปรียบเทียบอภิสิทธิ์กับยิ่งลักษณ์ 1 โพลล์ อภิสิทธิ์ชนะทั้งหมด] |
| พฤษภาคม 2554 (หลัง 9 พฤษภาคม 2554) | 9 พฤษภาคม 2554 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงประกาศยุบสภาอย่างเป็นทางการ ผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ หลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้มีการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา โดยจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 โดยกำหนดให้มีวันเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 | มี 7 โพลล์ [มีการเปรียบเทียบความนิยมพรรคการเมือง 5 โพลล์ (พรรคเพื่อไทยชนะ 4 ประชาธิปัตย์ชนะ 1 ) มีโพลล์เปรียบเทียบอภิสิทธิ์กับยิ่งลักษณ์ 2 โพลล์ (อภิสิทธิ์ชนะทั้งหมด)] |
Poll Pre Elec
การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงยังไม่สิ้นสุด ปกป้องรัฐบาลที่มาจากประชาชน สร้างปชต.ให้สมบูรณ์
ที่มา Thai E-News
โดย แนวร่วมคนเสื้อแดง
1 ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชัยชนะเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย คะแนนเสียงส่วนสำคัญยิ่งมาจากขบวนการคนเสื้อแดง ที่มีส่วนร่วมผลักดันหาเสียงตามยุทธศาสตร์สองขาของนปช. โดยที่คนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยหาได้สังกัดพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด
คน เสื้อแดง ไม่เพียงแต่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น แต่คนเสื้อแดงได้เคลื่อนไหวอย่างชัดเจนมาโดยตลอดเพื่อให้สังคมไทยมี ประชาธิปไตย มีเสรีภาพ ความยุติธรรม และความเสมอภาค
มีข้อ เสนอรูปธรรม ที่ชัดเจน เช่น ปล่อยนักโทษการเมือง คนสั่งฆ่าประชาชนต้องถูกลงโทษ ต้องปฏิรูปกองทัพ ต้องแก้ไขรธน50 แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ
ซึ่ง ล้วนเป็นข้อเสนอเพื่อเบียดขับอำนาจอิทธิพลของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย อำนาจนอกระบบ มือที่มองไม่เห็น มิให้แทรกแซงทางการเมืองอันขัดกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
2 แน่นอนว่า ชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ซึ่งได้รับเสียงสวรรค์จากมือที่มองเห็นของประชาชนในครั้งนี้นั้น ก็มิอาจทำให้คนเสื้อแดงหลงระเริงหรือประมาทได้ว่าฝ่ายอำมาตยาธิปไตย จะยอมรับความเป็นจริง ยอมจำนนต่อเส้นทางประชาธิปไตยโดยพลัน
เนื่อง เพราะบทเรียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังการปฏิวัติ 2475 บอกให้รู้ว่าฝ่ายอำมาตยาธิปไตยและเครือข่ายทั้งหลาย พร้อมเสมอที่จะหาโอกาสรุกกลับเพื่อฟื้นวิมานสวรรค์ในอดีตให้กลับมีอำนาจนำ ทางการเมืองอีกครั้งตลอดเวลา
การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคน เสื้อแดจึงมิอาจสิ้นสุดได้ ยังคงต้องเกาะติดสถานการณ์การเคลื่อนไหวของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย และคนเสื้อแดงยังต้องเคลื่อนไหวเพื่อทำลายความไม่ชอบธรรมของฝ่ายอำมาตยา ธิปไตยเช่นกัน
เพื่อจุดยืนต่อการปกป้องรัฐบาลที่มาจากกระบวนการประชาธิปไตย มาจากหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงของประชาชนคนส่วนใหญ่
3 ภายใต้สภาพความจริงและบทบาทที่ผ่านมา เป็นที่รับรู้กันดีว่า ผู้มีอำนาจบางคนในพรรคเพื่อไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งของพรรคเพื่อไทย หรือพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็หาได้มีจุดยืนต่ออุดมการประชาธิปไตย หรือมีความคิดที่ชัดเจนต่อภารกิจเพื่อสร้างประชาธิปไตยให้สมบูรณ์
จึง อาจเปิดช่องทางให้มีการฉวยโอกาส “เกียเซี๊ย” เกิดขึ้นได้ ซึ่งจักเป็นผลให้ข้อเสนอของคนเสื้อแดงบางประการถูกบิดเบือนไปได้เช่นกัน
คน เสื้อแดงในฐานะดุลพลังอำนาจสำคัญ จึงมิอาจเพิกเฉย ต้องเกาะติด แสดงท่าที บทบาท ความคิดเห็น มีส่วนร่วม ตามหลักการสิทธิพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย เพื่อมิให้รัฐบาลเดินทางผิดทิศผิดทางอย่างที่มิควรจะเป็น
หรือแม้ แต่นโยบายปรองดองของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญ เพื่อแก้ไขความขัดแย้ง เพื่อเพรียกหาความยุติธรรม เพื่อความเสมอภาคของทุกคน ก็ได้เปิดให้คณะกรรมการชุด อาจารย์คณิต ณ นคร เป็นประธาน ซึ่งแต่งตั้งสมัยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ดำเนินงานต่อ คนเสื้อแดงก็ต้องจับตามองเกาะติด ตรวจสอบ กระบวนการทำงานเช่นกัน
เนื่อง เพราะที่ผ่านมามิอาจปฏิเสธได้ว่า มีกรรมการบางคนที่มีบทบาทสำคัญ ร่วมเคลื่อนไหวกับเครือข่ายอำมายาธิปไตยทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผยมาโดยตลอด
และ หลายครั้งที่แสดงบทบาทผ่านทีวี ผ่านสาธารณชน ดูเหมือนกลับมีจุดยืนเอียงเข้าข้างฝ่ายที่มีอาวุธอยู่ในมือมากกว่ากระทำตน เป็นกลาง เป็นธรรม และอิสระจากทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
คนเสื้อแดงจึงมิอาจไว้วางใจได้อย่างหมดใจ
4 ภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นผลให้การเติบโตของขบวนการคนเสื้อแดงเป็นไปทั้งปริมาณและคุณภาพ เป็นพลังประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างที่ไม่เคย ปรากฎมาก่อน
ขบวนการคนเสื้อแดงทั้งสังกัดพรรคเพื่อไทย นปช. และกลุ่มแดงอิสระต่างๆ ยังต้องเติบโตจากปริมาณสู่คุณภาพ จากคุณภาพสู่ปริมาณ จึงยังต้องคิดค้น ศึกษา จัดตั้ง ขยายสมาชิก สรุปบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อสร้างอำนาจนำของอุดมการให้ “แดงทั้งแผ่นดิน” ได้อย่างแท้จริง
ขบวน การคนเสื้อแดง นอกจากยึดมั่นในจุดยืนทางการเมืองประชาธิปไตยที่ชัดเจน อาจต้องร่วมกันพัฒนาคิดค้นทางออกด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม เพื่อสร้างความยุติธรรม ความเสมอภาคในสังคมไทยด้วยเช่นกัน
“ปกป้องรัฐบาลที่มาจากประชาชน ร่วมกันสร้างประชาธิปไตยให้สมบูรณ์”


