WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 9, 2011

ปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน: มอบแด่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทยที่เอียงกะเท่เร่

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 กรกฎาคม 2554

สืบเนื่องจากกรณีข่าวร้อน "กรรมการสิทธิด้วยกันใจไม่ด้านพอ เบรกรายงานฉบับหมอชูชัย 92 ศพ ผิดสมควรตาย ไล่กลับไปเขียนใหม่" ไทย อีนิวส์ขอนำเสนอปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อันเป็นหลักการระดับชั้นประถมศึกษา เพื่อเป็นวิทยาทานแก่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่นำโดยศาสตราจารย์อัม รา พงศาพิชญ์

The Universal Declaration of Human Rights from Seth Brau on Vimeo.


ทั้งนี้ทีมข่าวไทยอีนิวส์ ได้นำเสนอเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2554 " ในสภาวะที่ทุกหลักการในประเทศไทยถูกฉีกกระจุย "ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน" รับรองสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์" จึงขอนำเสนออีกครั้งมา ณ ที่นี่

ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 45 ประเทศร่วมก่อตั้งสหประชาชาติในปี 2488 และร่วมเซ็นปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในปี 2491

ปฏิญญาสิทธิมนุษยชนที่ตระหนักในศักดิ์ศรีแห่งมนุษยชาติทุกชีวิตบนพื้นพิภพว่าเท่าเทียมกันและได้รับการคุ้มครองเสมอเหมือนกัน



สำนักงานสหประชาชาติประจำประเทศไทยเขียนเรื่องบทบาทของระบบสหประชาชาติในไทย ไว้ว่า . .
ไทย เป็นประเทศผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งของสหประชาชาติ ประเทศไทยได้ส่งบุคลากรไปร่วมกับกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ และรับรองมติด้านสิทธิมนุษยชน อนุสัญญาและสนธิสัญญาเกี่ยวกับแรงงานและสิ่งแวดล้อม องค์กรสหประชาชาติระดับภูมิภาคเป็นจำนวนมากจัดตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ รวมทั้งคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิกแห่ง สหประชาชาติ (UN Economic and Social Commission for Asia and the Pacific - UNESCAP) และสำนักงานระดับภูมิภาคที่เพิ่งเปิดใหม่ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme - UNDP-RCB)
ใน สภาวะที่ความเชื่อถือในกระบวนการ นิติบัญญัติ ตุลาการ และรัฐสภาไทย อยู่ในช่วงตกต่ำ ไร้หลักการ ทั้งสังคมสับสน หวาดหวั่น และไม่แน่ใจว่า "อะไรคือหลักการที่ถูกต้อง ยุติธรรม และชอบธรรม" ที่ควรยึดถือปฏิบัติ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ที่ไทยให้สัตยาบัญนับตั้งแต่ปี 2491 คือแม่แบบแห่งหลักการประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเท่าเทียมที่มนุษย์ในทุกสังคมต่างปราถนา

ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่อง สิทธิมนุษยชน

ด้วย เหตุที่การยอมรับศักศรีประจำตัวและสิทธิที่เสมอกันไม่อาจโอนแก่กันได้ของ สมาชิกทั้งปวงแห่งครอบครัวมนุษย์ เป็นรากฐานของเสรีภาพ ความยุติธรรมและสันติภาพ

ด้วย เหตุที่การเฉยเมยและดูหมิ่นเหยียดหยามสิทธิมนุษย์ด้วยกันเอง ได้ก่อให้เกิดการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อนทารุณ กระทบกระเทือนมโนธรรมของมนุษยชาติอย่างรุนแรง โดยเหตุที่ได้มีการประกาศปณิธานสูงสุดของสามัญชนว่า ถึงวาระแห่งโลกแล้วที่นมุษย์จะมีเสรีภาพในการพูด ในความเชื่อถือ และทั้งมีเสรีภาพจากความกลัวและความต้องการ

ด้วย เหตุที่เป็นสิ่งจำเป็นที่สิทธิมนุษยชนควรได้รับการคุ้มครองโดยหลักนิติธรรม ถ้าไม่ต้องการให้มนุษย์ถูกบีบบังคับ ให้หาทางออกโดยการกบฎต่อทรราชย์และการกดขี่อันเป็นที่พึ่งสุดท้าย

ด้วย เหตุที่เป็นสิงจำเป็นที่จะส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างชาติ ต่างๆด้วยเหตุที่บรรดาประชาชนแห่งสหประชาชาติได้ยืนยันไว้ในกฎบัตร ถึงความเชื่อมั่นในสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ในศักดิ์ศรีและคุณค่าของตัวบุคคล และความเสมอกันแห่งสิทธิทั้งชายหญิง และได้ตัดสินใจที่จะส่งเสริมความก้าวหน้า ทางสังคมตลอดจนมาตฐานแห่งชีวิตให้ดีขึ้น มีเสรีภาพมากขึ้น

ด้วย เหตุที่รัฐสมาชิกได้ปกฏิญาณที่จะให้ได้มา โดยการร่วมมือกับสหประชาชาติ ซึ่งการส่งเสริม การเคารพ และการถือปฎิบัติโดยสากลต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

ด้วยเหตุที่ความเข้าใจตรงกันในเรื่องสิทธิและเสรีภาพ มีความสำคัญยิ่ง เพื่อให้คำปฎิญาณนี้เกิดสัมฤทธิ์ผลอย่างเต็มเปี่ยม

ดังนั้น ณ บัดนี้ สมัชชา จึงขอประกาศให้....

ปฏิญญา สากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนนี้ เป็นมาตราฐานร่วมกันแห่งความสำเร็จ สำหรับประชาชนทั้งหลายและประชาชาติทั้งปวง ด้วยจุดประสงค์ที่จะให้ปัจเจกบุคคล ทุกผู้ทุกนามและองค์กรของสังคมทุกหน่วย โดยการรำลึกเสมอถึงปฏิญญานี้ พยายามสั่งสอนและให้การศึกษาเพื่อส่งเสริม การเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพเหล่านี้ ด้วยมาตรการที่เจริญก้างไปข้างหน้า ทั้งในและระหว่างประเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับและถือปฎิบัติต่อสิทธิเหล่านั้น อย่างเป็นสากลและได้ผล ทั้งในหมู่ประชาชนของรัฐสมาชิกเอง และในหมู่ของประชาชนแห่งดินแดน ที่อยู่ภายใต้ดุลอาณาของรัฐสมาชิกดังกล่าว.

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อ 1

มนุษย ทั้งหลายทั้งหลายเกิดมามีอิสระเสรี เท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนได้รับการประสิทธิ์ประสาทเหตุผลและมโนธรรม และควรปฎิบัติต่อกันอย่างฉันพี่น้อง

ข้อ 2

บุคคล ชอบที่จะมีสิทธิและเสรีภาพตามที่ระบุไว้ในปฏิญญานี้ ทั้งนี้โดยไม่มีการจำแนกความแตกต่างในเ รื่องใดๆ เช่น เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นทางการเมือง หรือทางอื่นใด ชาติหรือสังคมอันเป็นที่มาเดิม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่นใด

นอกจากนี้การจำแนกข้อแตกต่าง โดยอาศัยมูลฐานแห่งสถานะทางการเมือง ทางดุลอาณาหรือทางเรื่องระหว่างประเทศของประเทศ หรือดินแดนซึ่งบุคคลสังกัดจะทำมิได้ ทั้งนี้ไม่ว่าดินแดนดังกล่าวจะเป็นเอกราช อยู่ในความพิทักษ์ มิได้ปกครองตนเอง หรืออยู่ภายใต้การจำกัดแห่งอธิปไตยอื่นใด

ข้อ 3

บุคคลมีสิทธิในการดำเนินชีวิต ในเสรีธรรมและในความมั่นคงแห่งร่างกาย

ข้อ 4

บุคคลใดจะถูกบังคับให้เป็นทาส หรืออยู่ในภาระจำยอมใดๆมิได้ การเป็นทาสและการค้าทาสจะมีไม้ได้ทุกรูปแบบ

ข้อ 5

บุคคลใดจะถูกทรมานหรือได้รับการปฎิบัติ หรือลงทัณฑ์ซึ่งทารุณโหด ไร้มนุษยธรรมหรือเหยียดหยามเกียรติมิได้

ข้อ 6

ทุกๆคนมีสิทธิที่จะได้รับ การยอมรับว่าเป็นบุคคลในกฎหมาย ไม่ว่า ณ ที่ใดๆ

ข้อ 7

ทุกๆ คน ต่างเสมอกันในกฎหมายและชอบที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน โดยปราศจากการเลือกปฎิบัติใดๆ ทุกคนชอบที่จะได้รับการคุ้มครองอย่างเสมอหน้าจากการเลือกปฎิบัติใดๆ อันเป็นการล่วงละเมิดปฏิญญานี้ และต่อการยุยงส่งเสริมให้เกิดการเลือกปฎิบัติเช่นนั้น

ข้อ 8

บุคคล มีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาอย่างได้ผล โดยศาลแห่งชาติซึ่งมีอำนาจเนื่องจากการกระทำใดๆ อันละเมิดต่อสิทธิขั้นมูลฐาน ซึ่งตนได้รับจากรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย

ข้อ 9

บุคคลใดจะถูกจับ กักขัง หรือเนรเทศโดยพลการมิได้

ข้อ 10

บุคคล ชอบที่จะเท่าเทียมกันอย่างบริบูรณ์ ในอันที่จะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรมและเปิดเผย โดยศาลที่เป็นอิสระและ ไร้อคติ ในการวินิจฉัยชี้ขาดสิทธิและหน้าที่ ตลอดจนข้อที่ตนถูกกล่าวหาใดๆ ทางอาญา

ข้อ 11

บุคคล ที่ถูกกล่าวหาด้วยความผิดทางอาญา มีสิทธิ์ที่จะได้รับการสันนิฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะจะมีการพิสูจน์ว่า มีความผิดตามกฎหมาย ในการพิจารณาโดยเปิดเผย ณ ที่ซึ่งตนได้รับหลักประกันทั้งหมดที่จำเป็นในการต่อสู้คดี

บุคคล ใดจะถูกถือว่ามีความผิดอันมีโทษทางอาญาใดๆ ด้วยเหตุที่ตนได้กระทำหรือละเว้นการกระทำใดๆ ซึ่งกฎหมายของประเทศหรือกฎหมายระหว่างประเทศ ในขณะที่ได้กระทำนั้นมิได้ถูกระบุว่ามีความผิดทางอาญามิได้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นหนักกว่าโทษที่ใช้อยู่ในขณะที่การกระทำความผิดทาง อาญานั้นเกิดขึ้นมิได้

ข้อ 12

การ เข้าไปสอดแทรกโดยพลการในกิจส่วนตัว ครอบครัว เคหะสถาน การส่งข่าวสาร ตลอดจนการโจมตีต่อเกียรติยศและ ชื่อเสียงของบุคคลนั้นจะทำมิได้ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายจากการสอดแทรก และการโจมตีดังกล่าว

ข้อ 13

บุคคลมีสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายและในถิ่นที่อยู่ภายในขอบเขตดินแดนของแต่ละรัฐ

บุคคลมีสิทธิที่จะเดินทางออกนอกประเทศใดๆ รวมทั้งของตนเอง และมีสิทธิที่จะกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน

ข้อ 14

บุคคลมีสิทธิที่จะแสวงหาและพักพิงในประเทศอื่นๆ เพื่อลี้ภัยจากการถูกกดขี่ข่มเหง

สิทธิ นี้จะถูกกล่าวอ้างมิได้ในกรณีการฟ้องคดี ซึ่งโดยจากความจริงเกิดจากความผิดที่ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง หรือจากการกระทำที่ขัดต่อความมุ่งประสงค์และหลักการของสหประชาชาติ

ข้อ 15

บุคลลมีสิทธิในการถือสัญชาติ

การถอนสัญชาติโดยพลการ หรือปฎิเสธสิทธิที่จะเปลี่ยนสัญชาติ ของบุคคลใดนั้น จะกระทำมิได้

ข้อ 16

ชาย หญิงเมื่อเจริญวัยบริบรูณ์แล้ว มีสิทธิที่จะสมรสและสร้างครอบครัว โดยไม่มีการจำกัดใดๆเนื่องจาก เชื้อชาติ สัญชาติ หรือศาสนา บุคคล ชอบที่จะมีสิทธิเท่าเทียมกันในเรื่องการสมรส ในระหว่างการสมรส และในการขาดจากการสมรส

การสมรสจะกระทำได้โดยการยินยอมอย่างเสร ี และเต็มใจ ของคู่ที่ตั้งใจจะกระทำการสมรส

ครอบครัวคือ กลุ่มซึ่งเป็นหน่วยทางธรรมชาติและพื้นฐานทางสังคม และชอบที่จะได้รับความคุ้มครองโดยสังคมและรัฐ

ข้อ 17

บุคคลมีสิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยลำพังตนเอง และโดยการร่วมกับผู้อื่น

การยึดเอาทรัพย์สินของบุคคลใดไปเสียโดยพลการจะกระทำมิได้

ข้อ 18

บุคคล มีเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะเปลี่ยนศาสนา หรือความเชื่อ และเสรีภาพที่จะแสดงให้ศาสนาหรือความเชื่อประจักษ์ในรูปแบบการสั่งสอน การปฎิบัติกิจ การเคารพสักการะบูชา สวดมนต์ และพิธีกรรม ไม่ว่าจะโดยลำพังตนเอง หรือร่วมกับผู้อื่นในประชาคม ในที่สาธารณะหรือในที่ส่วนตัว

ข้อ 19

บุคคล มีสิทธิและเสรีภาพในความเห็น และการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะยึดมั่น ในความคิดเห็นโดยปราศจากการสอดแทรก และที่จะแสวงหารับ ตลอดจนการแจ้งข่าว รวมทั้งความคิดเห็นโดยผ่านสื่อใดๆ โดยมิต้องคำนึงถึงเขตแดน

ข้อ 20

บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุม และสมาคมโดยสงบ

การบังคับให้บุคคลเป็นเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมจะกระทำมิได้

ข้อ 21

บุคคลมีสิทธิที่จะเข้าร่วมในรัฐบาลของตนไม่ว่าจะโดยหรือผู้แทนที่ผ่านการเลือกอย่างเสรี

บุคคลมีสิทธิที่จะเข้าถึงการบริการสาธารณะในประเทศของตน

เจต จำนงของประชาชน จะเป็นฐานอำนาจของรัฐบาล เจตจำนงนี้จะแสดงออกโดยการเลือกตั้ง เป็นครั้งเป็นคราวอย่างแท้จริง โดยการให้สิทธิออกเสียงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมและโดยการลงคะแนนลับ หรือโดยวิธีการลงคะแนนอย่างเสรี

ข้อ 22

ใน ฐานะสมาชิกของสังคม ด้วยความเพียรพยายามของชาติตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศ และโดยสอดคล้องกับการจัดระเบียบและทรัพยากรของแต่ละรัฐบุคคลมีสิทธิในความ มั่นคงทางสังคม และชอบที่จะได้รับผลแห่งสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งจำเป็นต่อศักดิ์ศรีและการพัฒนาบุคลิกภาพ อย่างเสรีของตน

ข้อ 23

บุคคลมีสิทธิที่จะทำงาน และเลือกงานอย่างเสรี และมีสภาวะการทำงานที่ยุติธรรมและพอใจ ที่จะได้รับการคุ้มครองจากการว่างงาน

บุคคลมีสิทธิที่จะรับค่าตอบแทนเท่ากัน สำหรับการทำงานที่เท่ากัน โดยไม่มีการเลือกปฎิบัติใดๆ

บุคคล ที่ทำงานมีสิทธิในรายได้ซึ่งยุติธรรม และเอื้อประโยชน์เฟื่อเป็นประกันสำหรับตนเอง และครอบครัวให้การดำรงค์มีด่าควรแก่สักดิ์ศรี ของมนุษย์ และถ้าจำเป็นก็ชอบที่จะได้รับการคุ้มครองทางสังคมอื่นๆ เพิ่มเติม

บุคคลมีสิทธิที่จะก่อตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงาน เพื่อคุ้มครองผลประดยชน์ของตน

ข้อ 24

บุคคลมีสิทธิในการพักผ่อนและเวลาว่าง รวมทั้งการจำกัดเวลาทำงานที่ชอบด้วยเหตุผล และมีวันหยุดเป็นครั้งคราวที่ได้รับค่าตอบแทน

ข้อ 25

บุคคล มีสิทธิในมาตราฐานการครองชีพที่เพียงพอสำหรับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี สำหรับตนเองครอบครัว รวมทั้งอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาลและบริการทางสังคมที่จำเป็น และสิทธิในความมั่นคงในกรณีย์ว่างงาน เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เป็นหม้าย วัยชรา หรือการขาดปัจจัยในการเลี้ยงชีพ อื่นใดในพฤติการณ์อันเกิดจากที่ตนควบคุมได้

มารดา และบุตรชอบที่จะได้รับการดูและความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เด็กทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นบุตรในหรือนอกสมรส ย่อมได้รับการคุ้มครอง ทางสังคมเช่นเดียวกัน

ข้อ 26

บุคคล มีสิทธิในการศึกษา การศึกษาจะเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์โดยไม่คิดมูลค่า อย่างน้อยที่สุดในขั้นประถมศึกษษ และขั้นพื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาให้เป็นการศึกษาภาคบังคับ ขั้นเทคนิคและประกอบอาชีพเป็นการศึกษาที่ต้องจัดให้มีโดยทั่วๆไป ขั้นสูงสุดเป็นขั้นที่จะเปิดให้ทุกคนเท่ากันตามความสามารถ

การ ศึกษาจะมุ่งไปทางการพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษย์อย่างเต็มที่ เพื่อเสริมพลังการเคารพสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐานให้แข็งแกร่ง และมุ่งเสริมความเข้าใจ ขันติและมิตรภาพระหว่างประชาชาติ กลุ่มเชื้อชาติและศาสนา และจะมุ่งขยายกิจกรรมของสหประชาชาติเพื่อธำรงสันติภาพ

ผู้ปกครองมีสิทธิก่อนผู้อื่นที่จะเลือกชนิดของการศึกษา สำหรับบุตรหลานของตน

ข้อ 27

บุคคล มีสิทธิที่จะเข้าร่วมการใช้ชีวิตทางวัฒนธรรมในประชาคมออย่างเสรี ที่จะพึงพอใจในศิลปะและมีส่วนในความคืบหน้า และผลประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์

บุคคล มีสิทธิในการได้รับการคุ้มครองประโยชน์ทางด้านศีลธรรม และทางวัตถุอันเป็นผลได้จากการประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ วรรณกรรม และศิลปธที่ตนเป็นเจ้าของ

ข้อ 28

บุคคล ชอบที่จะได้รับประโยชน์จากระเบียบสังคมและระหว่างประเทศ อันจะอำนวยให้การใช้สิทธิและเสรีภาพบรรดาที่ได้ระบุไว้ใน ปฏิญญานี้ทำได้อย่างเต็มที่

ข้อ 29

บุคคลมีหน้าที่ต่อประชาคมอันเป็นที่เดียวซึ่งบุคลิกภาพของตนจะพัฒนาได้อย่างเสรีเต็มความสามารถ

ใน การใช้สิทธิและเสรีภาพบุคคลต้องอยู่ภาพใต้เพียงเช่นที่จำกัดโดยกฎหมายเฉพาะ เพื่อความมุ่งประสงค์ ใหเได้มาซึ่งการยอมรับ และเคารพในสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดขอลศีลธรรม ความสงบเรียบร้อยของประชาชน และสวัสดิการโดยทั่วๆไป ในสังคมประชาธิปไตย

สิทธิและเสรีภาพเหล่านี้ มิว่าด้วยกรณีย์ใด จะใช้ขัดกับความมุ่งประสงค์และหลักการ ของสหประชาชาติไม่ได้

ข้อ 30

ข้อ ความต่างๆตามปฏิญญานี้ ไม่เปิดช่องที่จะแปลความได้ว่า ให้สิทธิใดๆแก่รัฐ กลุ่มชนหรือบุคคลใดๆ ที่จะประกอบกิจกรรม หรือกระทำการใดๆ อันมุ่งต่อการทำลายสิทธิและเสรีภาพใดๆ ที่ได้ระบุไว้ในบทบัญญัติฉบับนี้.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรรมการสิทธิด้วยกันใจไม่ด้านพอ เบรกรายงานฉบับหมอชูชัย92ศพผิดสมควรตาย ไล่กลับไปเขียนใหม่

ในสภาวะที่ทุกหลักการในประเทศไทยถูกฉีกกระจุย "ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน" รับรองสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์

"แม้ว"ห้าม 7 คนเป็นรมต. "พท.กาฬสินธุ์"ฉะพวกอยากได้ตำแหน่ง แคนดิเดตรมต. 3 จังหวัดล็อบบี้ ส.ส.หนัก

ที่มา มติชน

นาย ประเสริฐ บุญเรือง ว่าที่ ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ถึงความเคลื่อนไหวในการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีว่า ขอให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่อ้างตัวว่าเป็นคนวิ่งเต้นช่วยเหลือผู้สมัคร ส.ส.คนอื่นๆ จนได้รับชัยชนะ โดยเฉพาะที่ได้ ส.ส.ยกจังหวัด เพื่อนำไปต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีกับผู้ใหญ่ในพรรค หยุดพฤติกรรมดังกล่าวได้แล้ว เพราะความเป็นจริง สถานการณ์ที่พรรคไม่มีทุน ก็ไม่มีใครดูแลใคร ทุกคนต่างดูแลตัวเองทำพื้นที่เฉพาะตัว บวกกับกระแสความนิยมของพรรคเพื่อไทย บรรดาผู้ที่เสนอตัวอยากเป็นรัฐมนตรีทั้งหลายควรดูตัวเองว่ามีความเหมาะสม หรือไม่ ประชาชนคาดหวังกับพรรคเพื่อไทยไว้มาก ไม่ควรไปวิ่งเต้นสร้างความลำบากใจให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ควรให้เป็นอำนาจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พิจารณาตามความเหมาะสมกับเนื้องาน


"แต่ คนที่ช่วยเหลือพรรคอย่างจริงจังเช่น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ไปช่วยปราศรัยในภาคอีสานทั้งหมดอย่างนี้พรรคก็ต้องดูแล แต่คนที่ไม่มีความเหมาะ เช่น เคยเป็นรัฐมนตรีคุมกระทรวงสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐานการสัญจร แต่ไม่มีผลงาน อย่ามาเสนอหน้า อย่ามาชเลียร์ ทำให้พรรคมีปัญหา" นายประเสริฐกล่าว


ผู้สื่อข่าว รายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เรียกประชุมว่าที่ ส.ส.ที่เป็นแกนนำแต่ละภาค รวมกว่า 40 คน อาทิ นายสุพล ฟองงาม ว่าที่ ส.ส.อุบลราชธานี ว่าที่ ร.ต.พงศ์พันธุ สุนทรชัย ว่าที่ ส.ส.หนองคาย พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ว่าที่ ส.ส.ชัยภูมิ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นต้น เพื่อประเมินผลการเลือกตั้งและวางกรอบการทำงาน


นพ.สุรวิทย์เปิด เผยว่า ในที่ประชุม น.ส.ยิ่งลักษณ์ย้ำว่า เรื่องที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือพรรคเพื่อไทยต้องเร่งทำนโยบายเพื่อเตรียมแถลง ต่อรัฐสภา โดยได้ให้ว่าที่ ส.ส.ที่มีความถนัดในงานแต่ละด้านให้มาช่วยดูนโยบายที่กำลังจะยกร่างเพื่อทำ นโยบายให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด

ขณะที่รายงาน ข่าวจากพรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดเผยความคืบหน้าในการจัดสรรโควตารัฐมนตรี ซึ่งแม้มีแนวโน้มได้ถึง 30 ตำแหน่ง แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของ ส.ส.ทำให้บรรดาแคนดิเดตของภาคต่างๆ ต้องขับเคี่ยวชิงตำแหน่งกันอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะภาคอีสานที่คาดว่าจะได้ประมาณ 10 ตำแหน่ง แต่มี ส.ส.ถึง 104 คน ทำให้บรรดาตัวเก็งเริ่มเคลื่อนไหวขอเสียงสนับสนุนจากเพื่อน ส.ส.ในกลุ่ม หรือในจังหวัดเดียวกันแล้ว อาทิ จ.ชัยภูมิมี ส.ส.6 จาก 7 คน แต่มีผู้เสนอตัวถึง 2 คนคือ นายเจริญ จรรย์โกมล จากกลุ่มอีสานพัฒนา ต้องแข่งขันกับ นพ.สุรวิทย์ แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเป็น นพ.สุรวิทย์ เนื่องจากเป็นเลขานุการภาคอีสาน และเป็นเพื่อนสนิทของนายพายัพ ชินวัตร ขณะที่ จ.ขอนแก่น ที่กวาด ส.ส.ยกจังหวัด 10 คน มีแคนดิเดตถึง 3 คนคือ 1.นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ที่มีชื่อติดโผประธานสภาผู้แทนราษฎรในดวงใจ พ.ต.ท.ทักษิณ อีก 2 คนคือ นายพงศกร อรรณพพร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายภูมิ สาระผล ว่าที่ ส.ส.ขอนแก่น ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่นายภูมิจะได้รับตำแหน่ง เพราะความอาวุโส และได้รับการสนับสนุนจากนายสมศักดิ์


แหล่งข่าวกล่าวว่า จ.เชียงราย มีการปล่อยชื่อแคนดิเดตมา 2 คนคือ นายสามารถ แก้วมีชัย และนายอิทธิเดช แก้วหลวง แม้ว่านายสามารถจะมีภาษีดีกว่า เนื่องจากเคยเป็นรองประธานสภา แต่ที่ผ่านมานายสามารถมีท่าทีที่สนับสนุนนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งแคนดิเดตนายกฯ ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่วางใจ อีกทั้งนายสามารถยังไม่เคยดูแล ส.ส.ในจังหวัด ทำให้บรรดา ส.ส.เชียงรายอีก 5 คนพากันสนับสนุนนายอิทธิเดช ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกฎหมายนั้น ปรากฏชื่อของนายพีรพันธุ์ พาลุสุข ว่าที่ ส.ส.ยโสธร อย่างไรก็ตาม ชื่อนายพีรพันธุ์ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งดังกล่าว เพราะมีข่าวอีกกระแสว่า พ.ต.ท.ทักษิณอาจดึงนักกฎหมายภายนอกที่เคยใช้บริการมาก่อนเข้ามารั้งเก้าอี้ เนื่องจาก พท. มีแผนจะปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด


แหล่ง ข่าวกล่าวด้วยว่า นอกจากการโผแคนดิเดต รมต.ที่ถูกปล่อยออกมาแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณยังเปรยกับคนใกล้ชิดว่าได้จัดทำบัญชีบุคคลต้องห้ามไม่ให้ดำรง ตำแหน่ง รมต.ไว้ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่เคยสร้างปัญหาในอดีต จนมีการวิจารณ์ภายใน พท.ว่าเป็นการชิงแจกใบแดงจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งจากการตรวจสอบล่าสุดพบว่ามีรายชื่อ 7 คน จาก 3 กลุ่มหลักได้แก่ 1. กลุ่มนายมิ่งขวัญ 2.กลุ่มความหวังใหม่ ซึ่งเป็นลูกน้องเก่าของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตประธานพรรค และ 3.กลุ่มที่เคยทิ้งพรรค อย่างไรก็ตาม ในส่วนของนายมิ่งขวัญมีการวิเคราะห์ว่าถือว่าโดนใบแดงจากกรณีไม่ได้เป็นแคน ดิเดตนายกฯมาแล้ว ครั้งนี้จึงเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะให้โอกาสเข้ามาทำงานบริหาร แต่ไม่ได้อยู่ในกระทรวงเศรษฐกิจที่เป็นหัวใจหลัก ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะส่งไปเป็น "พีอาร์ไทยแลนด์" ในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

Friday, July 8, 2011

กรรมการสิทธิด้วยกันใจไม่ด้านพอ ให้ระงับรายงานฉบับหมอชูชัย92ศพผิดสมควรตาย ไล่กลับไปเขียนใหม่

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 กรกฎาคม 2554

หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 8 กรกฎาคม ได้เปิดเผยเอกสาร ผลสอบ เมย.-19พค."ฉบับกสม. ซึ่งสร้างความกังขาให้กับสังคมอย่างยิ่ง เพราะไม่ได้ชี้ว่าฝ่ายรัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด แต่ชี้ไว้หลายกรณีว่าผู้ชุมนุมผิดเอง แม้กระทั่งเรื่องเจาะเลือดก็ยังผิด
นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์

อย่าง ไรก็ตามจากการตรวจสอบของไทยอีนิวส์พบว่า รายงานฉบับนี้ เป็นฉบับที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยังไม่รับรอง ทั้งนี้เมื่อวานนี้(7ก.ค.) เวบไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อ้างรายงานข่าวมติชน ในหัวข้อเรื่อง กสม.เลื่อนแถลงผลสอบสลายนปช. ดังนี้

เมื่อ วันที่ 7 กรกฎาคม นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า ต้องขอโทษสื่อมวลชนที่ไม่สามารถเปิดเผยรายงานตรวจสอบกรณีเหตุการณ์การชุมนุม กลุ่ม นปช.ในวัน 8 กรกฎาคม ตามที่เคยให้ข่าวก่อนหน้านี้ แม้ว่าก่อนหน้านี้ได้มีการหารือกับนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธาน กสม. และได้ข้อสรุปตรงกันว่าการประชุม กสม.ในวันที่ 6 กรกฎาคม น่าจะเป็นการพิจารณารายงานครั้งสุดท้าย สามารถเสนอต่อสาธารณะได้ในวันที่ 8 กรกฎาคม

ทั้งนี้เนื่องจากกรรมการบางรายเห็นว่ามีประเด็นอื่นๆ ที่เพิ่มเติมขึ้นมาจากการประชุมครั้งที่แล้ว และที่ประชุมกสม.เห็นว่าควรพิจารณาให้ครบถ้วน เงื่อนไขเวลาในการเปิดเผยรายงานที่ขยายออกไปอีกไม่น่าจะเป็นปัญหาใดๆ เมื่อถามว่า มีปัญหาการเมืองใน กสม.ของกรรมการหรือไม่นพ.ชูชัยกล่าวว่า เชื่อว่าไม่น่าจะมีและไม่ควรจะมี

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมกรรมการ กสม.เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมากรรมการหลายคนต่างมีความเห็นขัดแย้งกรณีการเปิดเผยรายงานการตรวจ สอบเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. โดยกรรมการบางส่วนเห็นว่าผลการสอบสวนที่ทำขึ้นมานี้ดำเนินการโดยสำนักงาน กสม.ที่มี นพ.ชูชัยเป็นประธานเท่านั้น ขณะที่กรรมการบางคนซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานอนุกรรมการในเรื่อง ดังกล่าวกลับแทบไม่มีส่วนรับรู้ในรายงานชิ้นนี้เลย ดังนั้นจึงขอให้เลื่อนการแถลงข่าวออกไปก่อน--จบ--

รายงานที่ข่าวสดนำเสนอเผยแพร่ในวันนี้ ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้

น.พ.ชู ชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานกรณีเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ(นปช.) ได้รายงานผลการศึกษาผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช. ระหว่างวันที่ 12 มี.ค.2553 - 19 พ.ค.2553 ต่อที่ประชุมกสม. เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา

ในรายงานมีความยาว 80 หน้า กำหนดการตรวจสอบไว้ 9 กรณี ดังนี้

กรณีที่ 1 เหตุการณ์การสั่งการของรัฐบาล การปฏิบัติหน้าที่และผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553

ผล การสอบสวนได้ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.2553 นปช.ได้ปลุกระดมมวลชนนัดชุมนุมเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยุบสภาหรือลาออก บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถ.ราชดำเนิน และเคลื่อนขบวนปิดล้อมสถานที่สำคัญ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน และมีลักษณะยืดเยื้อยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ต่อมานายอภิสิทธิ์ ได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551

วัน ที่ 17 มี.ค. นปช.ได้เจาะเลือดและนำไปเทและขว้างใส่บ้านพักส่วนตัวนายกฯ และวันที่ 21 มี.ค. สถานการณ์ตึงเครียดลดลง นำไปสู่การเจรจา ที่สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถ.แจ้งวัฒนะ แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ และเหตุการณ์ได้ขยายกว้างขึ้น

วันที่ 7 เม.ย. นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และกลุ่มนปช. ได้ปิดล้อมอาคารรัฐสภา ต่อมารัฐบาลมีคำสั่งปิดระบบสัญญาณสถานีโทรทัศน์พีทีวี ทำให้สถานการณ์เริ่มมีความรุนแรง กระทั่งวันที่ 10 เม.ย. รัฐบาลได้ประกาศขอคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนิน และเกิดการปะทะกันจนมีประชาชนเสียชีวิต 27 ราย บาดเจ็บ 889 คน

ใน รายงานระบุว่า ข้อเท็จจริงจากการให้การของพยานบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 28 ราย นปช. 54 ราย ผู้ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมแต่อยู่ในเหตุการณ์ 26 ราย รวมทั้งพยานเอกสาร เช่น ข้อเท็จจริงจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ทำให้ฟัง ได้ว่า

1.1 ผู้ชุมนุม การชุมนุมของกลุ่มนปช. ซึ่งชุมนุมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมี.ค. - 10 เม.ย. ได้ปิดกั้นการจราจร ทั้งที่ถนนราชดำเนิน และสี่แยกราชประสงค์ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเกิน สมควร และกระทบต่อสิทธิ์ของคนอื่นในการใช้ชีวิตโดยปกติ และถือเป็นการกระทำที่เกินไปกว่าการใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ

แม้ในเบื้องต้นการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ แต่วันที่ 10 เม.ย. การที่รัฐบาลขอคืนพื้นที่ ปรากฏ ข้อเท็จจริงว่ากลุ่มนปช.ได้มีการต่อต้านและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ ทั้งมีกลุ่มชายชุดดำติดอาวุธปะปนอยู่กับผู้ชุมนุม อันถือว่าเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนที่มีอาวุธและมีลักษณะเป็นกระบวนการที่พร้อม ใช้อาวุธและความรุนแรงได้ตลอดเวลา ดังนั้น การชุมนุมดังกล่าวจึงมิใช่การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

1.2 รัฐบาล การขอคืนพื้นที่เมื่อวันที่ 10 เม.ย. เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ประชาชนทั่วไป ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการตามมาตรการที่ประกาศไว้ก่อนจริง กระทำจากเบาไปหาหนัก จึงเป็นการกระทำภายใต้กฎหมายที่ให้อำนาจไว้ แม้ มีการกระทำที่ก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บต่อผู้ชุมนุมทั้งการใช้กระบอง แก๊สน้ำตา กระสุนยาง แต่เมื่อพิจารณาย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เกินกว่าเหตุ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับฝ่ายผู้ชุมนุมที่มีอาวุธและผู้สนับสนุนที่มีอาวุธ สงคราม

การขอคืนพื้นที่ของรัฐบาลในครั้งนี้ ยังขาดการวางแผนที่ดี ทั้งเชิงรุกและรับ การข่าวที่ไร้ประสิทธิภาพและการใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสม ไม่ ได้สัดส่วนกับการกระทำของฝ่ายผู้ชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงและมีอาวุธร้ายแรง ทำให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจำนวนมาก ซึ่งการที่รัฐบาลไม่สามารถวางแผนหรือบริหารจัดการควบคุมสถานการณ์อย่างมี ประสิทธิภาพเพื่อปกป้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป็นเหตุให้ประชาชนและผู้ชุมนุมเสียชีวิต รัฐบาลต้องรับผิดชอบในการชดใช้เยียวยาความเสียหาย

นอกจากนี้เหตุระเบิดในที่ประชุมนายทหารโดยการเข้าเป้าด้วยแสงเลเซอร์ แสดง ให้เห็นว่ามีการวางแผนเพื่อฆาตกรรมนายทหาร ได้แก่ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และส.ท.ภูริวัฒน์ ประพันธ์ อันเป็นการกระทำที่แฝงอยู่ในเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารกับกลุ่มชายฉกรรจ์ จึงเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญา ซึ่งรัฐบาลต้องสืบสวนหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ

กรณีที่ 2 เหตุการณ์กรณีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากระเบิดเอ็ม 79 บริเวณแยกศาลาแดง เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2553

จากการสอบถามพยานบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุ 21 ราย และพยานเอกสาร สรุป ว่าการชุมนุมของนปช.เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ มีการใช้ความรุนแรงโดยระเบิดเอ็ม 79 ทั้ง 5 ลูกถูกยิงมาจากทิศทางที่กลุ่มนปช.ชุมนุม โดยมีแกนนำรับรู้ล่วงหน้า มีการ เตรียมการระวังป้องกันมิให้ผู้ชุมนุม นปช.ได้รับบาดเจ็บ มีการวางแผนจุดพลุตะไลและประทัดเพื่อบิดเบือนการยิงระเบิดเอ็ม 79 ขณะที่รัฐบาลมอบให้ตำรวจเข้ามาแก้ไขสถานการณ์

แต่ จากพยานหลักฐาน นอกจากตำรวจจะนำรถควบคุมผู้ต้องหามากั้นบริเวณสี่แยกศาลาแดงแล้ว มิได้ดำเนินการอื่นใดให้เหตุการณ์สงบ นอกจากนี้เวลา 21.45 น. ตำรวจได้ออกมาจากโรงแรมดุสิตธานี โดยตั้งแถวหน้ากระดานและเปิดไฟสว่างใส่กลุ่มวัยรุ่นบนถนนสีลมที่ขว้างปาขวด ใส่ผู้ชุมนุม นปช. และไล่ตีกลุ่มวัยรุ่น รวมถึงประชาชนที่ไม่รู้เรื่องโดยไม่มีการประกาศเตือน การกระทำดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิมนุษยชน

กรณีที่ 3 เหตุการณ์กรณีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตบริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2553

คณะกรรมการเห็นว่า การ ที่มีทหารเสียชีวิตจากอาวุธปืน ประชาชนและเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนทั่วไปและทหารที่เสียชีวิต แต่ ไม่สามารถระบุได้ว่าฝ่ายใดเป็นผู้กระทำ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพได้ให้ข้อมูลว่า ทหารที่เสียชีวิตถูกยิงจากระยะไกลเนื่องจากไม่พบคราบเขม่า ดังนั้น รัฐบาลต้องมีหน้าที่นำคนผิดมาลงโทษ

กรณีที่ 4 เหตุการณ์กรณีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. บริเวณโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และสภากาชาดไทย และการบุกเข้าไปตรวจค้นโรงพยาบาลจุฬาฯ เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2553

คณะ กรรมการเห็นว่า กลุ่มนปช.ได้ขยายพื้นที่การชุมนุม จากสี่แยกราชประสงค์ มาถึงโรงพยาบาลจุฬาฯ และการชุมนุมมีการจัดตั้งถังแก๊สหน้าโรงพยาบาล จนต้องย้ายผู้ป่วย ถือเป็นการกระทำที่กระทบสิทธิ์ของผู้ป่วย รวมทั้งแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ส่วนการเข้าไปตรวจค้นในโรงพยาบาลจุฬาฯ นั้น เข้าข่ายบุกรุกและเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ มีการละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น ทำลายทรัพย์สินของโรงพยาบาล

กรณี ที่ 5 เหตุการณ์กรณีการสั่งการของรัฐบาล การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมระหว่างวันที่ 13-19 พ.ค.2553 รวมทั้งเหตุการณ์ต่อเนื่อง เช่น การเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และอาคารต่างๆ

คณะกรรมการเห็นว่าการ ชุมนุมของ นปช. เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบและมีอาวุธปืนอยู่ในสถานที่ชุมนุม มีกลุ่มบุคคลติดอาวุธแฝงตัวอยู่ในกลุ่มชุมนุมส่งผลต่อความมั่นคงภายในประเทศ

ส่วนมาตรการกระชับพื้นที่สี่แยกราชประสงค์และบริเวณโดยรอบ ตั้งแต่วันที่ 13-19 พ.ค.2553 ตามประกาศของศอฉ.นั้น เห็นว่าเป็นกรณีที่รัฐบาลกำหนดขึ้นโดยความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ของพระราช กำหนดดังกล่าว แต่มาตรการดังกล่าวได้ส่งผลกระทบถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีผู้เสียชีวิต 57 ราย และบาดเจ็บ 437 คน

แม้ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏกรณีเสียหายเกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย จากการยิงปะทะกันระหว่างทหารและกลุ่มผู้ติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ในนปช. ผลที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งย่อมเป็นไปได้ว่ามาจากการกระทำของฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหาร รัฐบาลจึงมีหน้าที่รับผิดชอบเยียวยาผู้ที่เสียหาย และต้องสืบสวนหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ

ส่วนพฤติการณ์การกระทำของฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมในการเผาอาคารทรัพย์สิน ขยายไปถึงการเผาศาลากลางในหลายจังหวัด เห็นได้ว่าเป็นการก่อให้เกิดความวุ่นวายและไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่นและกระทำผิดกฎหมายอาญา

กรณีที่ 6 การเสียชีวิต 6 ศพและการกระทำในรูปแบบอื่นๆ ในวัดปทุมวนาราม ระหว่างวันที่ 19-20 พ.ค.2553

คณะ กรรมการพิจารณาเห็นว่า รัฐบาลโดย ศอฉ.ได้ปฏิบัติการกดดันกระชับพื้นที่อย่างจริงจังมาตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค. จนเกิดสถานการณ์การยิงปะทะในบริเวณพื้นที่ชุมนุมและพื้นที่โดยรอบ ในสภาพที่บ้านเมืองวุ่นวาย ปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิต 6 ศพและบาดเจ็บ 7 คน ในวัดปทุมฯ

การรวบรวมหลักฐานในชั้นนี้ ไม่มีพยานยืนยันว่าใคร ฝ่ายใดเป็นผู้ยิงทั้ง 6 ศพและผู้เสียชีวิตบางรายเป็นการเสียชีวิตนอกวัด บางศพไม่รู้ว่าเสียชีวิตบริเวณ ใด แต่ทั้งหมดถูกเคลื่อนย้ายมาไว้ในวัด ซึ่ง กรณีที่เกิดขึ้นรัฐบาลไม่อาจปฏิเสธการเยียวยาชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น และควรสืบสวนหาข้อเท็จจริงและหาผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกระบวนการ ยุติธรรม

กรณีที่ 7 เหตุการณ์กรณีนายกฯประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงเมื่อวันที่ 7 เม.ย.2553 และการดำเนินการเพื่อระงับการออกอากาศสถานีโทรทัศน์ พีเพิลชาแนล และการระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสถานีวิทยุชุมชน

คณะ กรรมการพิจารณาเห็นว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวมีเจตนาให้อำนาจแก่นายกฯ โดยผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี การที่นายกฯใช้มาตรการดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายและ เป็นความจำเป็นเหมาะสมในสถานการณ์ความรุนแรง และไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

กรณี ที่ 8 เหตุการณ์กรณีชุมนุมและการเคลื่อนขบวนของกลุ่มนปช. ระหว่างวันที่ 12 มี.ค. - 20 พ.ค.2553 ทั่วกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวมถึงการล้อมอาคารสถานที่ต่างๆ

คณะกรรมการพิจารณาแล้วแยกเป็น 2 กรณี 1.การเคลื่อนไหวของ นปช.ทั่วกทม.และปริมณฑลในลักษณะขบวนรถยนต์และจักรยานยนต์นับพันคัน รวมทั้งมีเครื่องขยายเสียงกว่า 10 คัน เป็นการกระทำให้เกิดการจราจรติดขัดไปทั่วกทม. และเมื่อวันที่ 12 เม.ย.2553 ยังปรากฏว่านปช.ได้ทำร้ายคนขับแท็กซี่และทุบกระจกรถจนแตก เป็นการละเมิดสิทธิ์ในร่างกายและทรัพย์สิน

2.กรณี ที่ นปช.เจาะเลือดของผู้ชุมนุมและนำไปเทที่พรรคประชาธิปัตย์และทำเนียบรัฐบาล การเจาะเลือดนั้น เป็นการกระทำของแพทย์และพยาบาลนั้น เป็นการกระทำผิดต่อวิชาชีพตนเองและละเมิดต่อผู้ที่รับการเจาะเลือดอีกด้วยแม้เจ้าตัวยินยอม และการนำไปเทที่พรรคประชาธิปัตย์ถือว่าละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น

กรณีที่ 9 การเสียชีวิตและบาดเจ็บ ตลอดจนความรุนแรงต่อสื่อมวลชนในรูปแบบอื่น

คณะ กรรมการฯ พิจารณาว่าผลการเสียชีวิตและบาดเจ็บของสื่อมวลชนเกิดขึ้นจากการยิงปะทะ ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ และกลุ่มบุคคลผู้ติดอาวุธแฝงในกลุ่มผู้ชุมนุม แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าผู้ใดเป็นผู้ยิง และกลุ่มที่ติดอาวุธแฝงเป็นใคร ดังนั้น รัฐบาลซึ่งมีหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบจึงมีหน้าที่เยียวยาช่วยเหลือ ครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

กสม. ยังได้ทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาไว้ 7 ข้อ อาทิ ให้รัฐบาลสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงและติดตามผู้กระทำผิดมาลงโทษ การสังเคราะห์บทเรียนจากความขัดแย้ง เป็นต้น

***********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ตายเจ็บถูกจับยังไม่พอ กก.สิทธิฯตามฟ้องเสื้อแดง! บทบาทสำนักงานคณะกรรมการสิทธิฯหลัง19พ.ค.หมาดๆ

คณะ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไม่ได้มีท่าทีใดๆต่อการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก แต่ได้เปิดรับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของ คนเสื้อแดง และจะปกป้องสิทธิให้ด้วยการจะฟ้องร้องดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมแทนผู้ที่ได้รับ ความเสียหาย

พลตำรวจเอก วันชัย ศรีนวลนัด ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวทางเวบไซต์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ เมื่อวานนี้( 25 พ.ค.)ในหัวข้อเรื่อง คำแถลงของคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ดังนี้

ตาม ที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2553 เพื่อแจ้งให้สาธารณชนทั่วไปทราบว่า หากประชาชนผู้ใด มีข้อมูล หรือข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน อันเกิดจากเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่ม นปช. ก็ขอให้แจ้งไปยังสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินการตรวจสอบในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการ ปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน นั้น

บัดนี้ สถานการณ์ชุมนุมดังกล่าวได้ยุติลง และคาดหวังว่า ความสงบเรียบร้อยของสังคมกำลังก้าวกลับคืนสู่ภาวะปกติในเร็ววัน แต่อย่างไรก็ดีผลจากเหตุการณ์ชุมนุมครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ และทรัพย์สินจำนวนมาก ทั้งของภาคราชการและเอกชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด นอกเหนือจากความเสียทางด้านเศรษฐกิจโดยรวมของชาติจำนวนมากมายมหาศาล ดังปรากฎเห็นชัดตามคำแถลงของรัฐบาล และตามที่สื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ได้เสนอข่าวอย่างต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งความเสียหายเหล่านี้จะต้องได้รับการดูแล รักษา เยียวยาอย่างเหมาะสม ทั้งจากภาครัฐ และจากผู้กระทำผิดที่ละเมิดฝ่าฝืนกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์และเคราะห์ร้ายเหล่านั้น ได้กลับคืนสู่สภาพเดิมมากที่สุดในเวลาอันรวดเร็ว อันเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

คณะอนุกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติ ด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีความตระหนักในบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๕๗ (๔) ได้บัญญัติให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมแทนผู้เสียหายเมื่อได้รับการร้องขอจากผู้เสียหาย และเป็นกรณีที่เห็นสมควรเพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนรวม

ดัง นั้น เพื่อเป็นการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนผู้เคราะห์ร้ายดังกล่าว คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงเรียนขอแจ้งให้ประชาชนทั่วไปทราบว่า ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์การชุมนุมตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น สามารถใช้สิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้พิจารณาดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมแทนได้ ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดต่อไป โดยขอให้แจ้งข้อเท็จจริง พฤติการณ์ที่เกิดขึ้น และความเสียหายที่ได้รับ ไปยังสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

สุนัยร่อนจม.เปิดผนึกส.ส.เพื่อไทย:หยุดแย่งเก้าอี้รมต. เร่งฉลองศรัทธาเสียงสวรรค์ที่ตกอยู่ในอันตราย

ที่มา Thai E-News
















เนื้อ แท้แห่งชัยชนะ 3 ก.ค. จึงเป็นภาพลวงตาที่เราทุกคนต้องตระหนักถึงความเป็นจริง โดยเฉพาะส.ส.ของพรรคจะต้องผนึกกำลังฉลองศรัทธาแห่งเสียงสวรรค์ ด้วยการใช้อำนาจที่ประชาชนมอบให้ แก้ปัญหาปากท้องความทุกข์ยากของประชาชน,ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนที่เสีย ชีวิตและบาดเจ็บจากการเรียกร้องประชาธิปไตย ปิดกั้นการขยายตัวของรากเหง้าเผด็จการ

โดย ดร.สุนัย จุลพงศธร
8 กรกฎาคม 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ส.ส.ดร .สุนัย จุลพงศธร ทำจดหมายเปิดผนึก ถึงเพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทย และส.ส.พรรคเพื่อไทยทุกคน เราเห็นว่ามีเนื้อหาที่สอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของมวลชนเสื้อแดง และผู้ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง จึงได้นำมาเผยแพร่ในวงกว้าง



จดหมายเปิดผนึกของ ส.ส.สุนัย จุลพงศธร

เรื่อง ภาพลวงตาแห่งชัยชนะและต้องมองการเมืองให้ยาวไกล


ชัย ชนะในการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยเมื่อ 3 กรกฎาคม 2554 เนื้อแท้เป็นชัยชนะที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่อาจทนได้ต่อไปกับรากเหง้าแห่งระบอบ เผด็จการ

ที่สมคบกับกลุ่มการเมือง และพรรคการเมืองตัวแทนที่กระทำการยึดอำนาจล้มระบอบประชาธิปไตย ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ประชาชนร่วมกันร่างขึ้น เป็นฉบับแรก โดยใช้อำนาจเผด็จการเชิงโครงสร้างทั้งศาล ทหาร ตำรวจ และองค์กรอิสระ ทุบทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยชอบถึง 3 รัฐบาลภายใต้การควบคุมของกกต.ที่ตั้งโดยพวกเขา ติดต่อกันภายใน 5 ปี ด้วยวิธีการที่ป่าเถื่อนที่สุดที่นานาอารยะประเทศไม่อาจยอมรับได้ ตั้งแต่ขับรถถังยึดสภา ยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน และฆ่าประชาชนอย่างโหดร้ายกลางกรุงเทพมหานคร

คะแนนเสียงของมหาชนจึง เป็นเสียงสวรรค์ที่เรียกร้องความเป็นธรรมทางการเมือง และทางกฎหมายด้วยการใช้มาตรฐานเดียวกัน โดยรวมศูนย์ความเห็นอกเห็นใจอยู่ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในฐานะสัญลักษณ์ของเหยื่ออธรรมทางการเมือง

แต่ความเป็นจริง ระบอบเสียงสวรรค์นี้กำลังอยู่ในภาวะอันตรายที่สุดเพราะระบอบ เผด็จการยังทำใจไม่ได้ และพร้อมจะสร้างสถานการณ์ให้ปั่นป่วนและลุกขึ้นมาใช้อาวุธโค่นล้มระบอบเสียง สวรรค์นี้เช่นอดีตที่เคยทำมาแล้ว

เนื้อแท้แห่งชัยชนะ 3 ก.ค. จึงเป็นภาพลวงตาที่เราทุกคนต้องตระหนักถึงความเป็นจริงนี้ โดยเฉพาะสส.ของพรรคจะต้องผนึกกำลังฉลองศรัทธาแห่งเสียงสวรรค์ ด้วยการใช้อำนาจที่ประชาชนมอบให้ แก้ปัญหาปากท้องความทุกข์ยากของประชาชน,ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนที่เสีย ชีวิตและบาดเจ็บจากการเรียกร้องประชาธิปไตย และเร่งสร้างความปรองดองให้ได้โดยเร็วเพื่อให้ประชาชนมีศรัทธาต่อระบอบ ประชาธิปไตย และปิดกั้นการขยายตัวของรากเหง้าเผด็จการ ,

นี้คือ ภารกิจหลักของ สส.ในรอยต่อที่อันตราย,มิใช่การแสดงตัวโอ้อวดความสามารถและแย่งตำแหน่ง รัฐมนตรี,ขอให้สส.ทั้งหลายควรสำนึกถึงความจริงในเวลานี้ว่า โดยส่วนตัวของท่าน,ท่านไม่อาจจะก้าวข้ามป้อมปราการแห่งอำนาจเผด็จการและเงิน ตรามาหาศาลของอดีตพรรคร่วมรัฐบาลได้ หากขาดซึ่งกระแสแห่งศรัทธาของมหาชนในตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นธงนำ

กระผม รู้ถึงความเหน็ดเหนื่อยของท่าน สส.เพื่อไทยทุกคนที่ต่อสู้ร่วมกันมา แต่ขอให้ทุกคนมองการเมืองให้ยาวไกล อย่ามองแต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า และขอให้เชื่อมั่นในผู้นำคนสำคัญของพรรคฯที่ไม่ทอดทิ้งเรา และมีศักยภาพที่จะเลือกสรรบุคลากรที่เหมาะสมขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีแก้วิกฤติการ เมืองที่รออยู่

ขอให้ท่าน สส.ระลึกถึงอยู่เสมอเถิดว่า,เรา (นักการเมือง) ไม่อาจจะหลอกใช้หน้าหนังสือพิมพ์ และหน้าจอโทรทัศน์ เพื่ออวดอ้างความสามารถของตัวเองและพลังกลุ่มสส.ของตนได้ โปรดช่วยกันสนับสนุนให้สื่อสารมวลชนใช้พื้นที่สื่อของเขาเพื่อสร้างสรรค์ ประชาธิปไตย และการปรองดองจะดีกว่ าโปรดอย่าไปแย่งใช้พื้นที่หน้าสื่อของเขาเพื่อสร้างข่าวที่บั่นทอนจิตใจ ประชาชนเลย

ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าสส.ของพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ยึด มั่นในแนวทางประชาชน และพร้อมจะต่อสู้เคียงข้างกับท่านเพื่อให้สังคมไทยกลับคืนสู่ความเป็นธรรม

จงสามัคคีกัน เชื่อมั่นในศูนย์การนำพรรคฯ และเชื่อมั่นในผู้นำพรรคฯคนสำคัญที่ กกต.ไม่ให้เอ่ยชื่อ

ส.ส.สุนัย จุลพงศธร

8 กรกฎาคม 2554

พี่สาวฟาบิโอ เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงนายกหญิงของไทย

ที่มา Thai E-News

ดิฉัน จึงขอแสดงความยินดีกับคุณ ขอให้คุณมีพลังและสติปัญญาสมแก่ตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายมา ทั้งนี้ ดิฉันมุ่งหวังเต็มหัวใจว่า การสืบสวนการตายที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2553 จะได้รับการทบทวนและรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ การเสียสละของประชาชนจำนวนมากจะไม่เสียเปล่า และจะได้รับการชดเชยด้วยความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ปณิธานและความรับผิดชอบ เพื่อให้ประเทศไทยพลิกฟื้นเกิดใหม่พร้อมกับความยึดมั่นในการปกป้องชีวิต มนุษย์

ที่มา ภัควดี ไม่มีนามสกุล
8 กรกฎาคม 2554

จดหมายเปิดผนึกถึงว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศไทย คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ข่าว คราวล่าสุดเกี่ยวกับชัยชนะในการเลือกตั้งของคนเสื้อแดงทำให้ดิฉันกลั้นน้ำตา ไว้ไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกที่ยากอธิบาย ระคนทั้งความยินดีและความเศร้า แต่ในขณะเดียวกันก็เปี่ยมไปด้วยความหวังอันเลือนราง ดิฉันร้องไห้ด้วยความหวังว่า นับจากวันนี้เป็นต้นไป อรุณรุ่งแห่งความยุติธรรมและการให้เกียรติกันจะเริ่มต้นขึ้น และเหยื่อทุกคนที่ใฝ่ฝันให้ประเทศนี้ดีกว่านี้และได้อุทิศพลีชีวิตเพื่อความ เปลี่ยนแปลง ต่อไปนี้จะได้รับความเคารพและความจริงที่พวกเขาเหล่านั้นล้วนสมควรได้รับ

ถึง แม้สถานะของดิฉันมิได้เอื้อต่อการแสดงความรู้สึกของการมีส่วนร่วมทางการ เมืองอย่างเต็มที่ แต่ในฐานะผู้หญิงและมนุษย์คนหนึ่ง ดิฉันตระหนักถึงความสำคัญในชัยชนะของคุณ ดังนั้น ดิฉันจึงขอแสดงความยินดีกับคุณ ขอให้คุณมีพลังและสติปัญญาสมแก่ตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายมา ทั้งนี้ ดิฉันมุ่งหวังเต็มหัวใจว่า การสืบสวนการตายที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2553 จะได้รับการทบทวนและรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ การเสียสละของประชาชนจำนวนมากจะไม่เสียเปล่า และจะได้รับการชดเชยด้วยความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ปณิธานและความรับผิดชอบ เพื่อให้ประเทศไทยพลิกฟื้นเกิดใหม่พร้อมกับความยึดมั่นในการปกป้องชีวิต มนุษย์


ด้วยความนับถือ


เอลิซาเบตตา โปเลนกี

ภัค วดี ไม่มีนามสกุล แปลจาก http://www.fabiopolenghi.org/index.php?option=com_content&view=section&layout=blog&id=1&Itemid=2

ขอบคุณ Ei Wang ที่แนะนำให้อ่านจดหมายฉบับนี้

Open Letter. To the Prime Minister of Thailand

The recent news of the Red shirt’s victory brought me to uncontrollable tears; a feeling that is hard to explain and which was both joyous and sorrowful, but at the same time infused with timid hope. I cried my tears in the hope that from today, a new era of justice and respect will arise and that all those victims who believed in a better country and contributed to the change with the ultimate sacrifice will now receive the respect and truth that they truly deserve.

Although my position does not allow me to express a feeling of integrated political participation, it is still true that I am a woman and a humanist and as such recognize the importance of your victory. May I, therefore, congratulate you and wish you all the strength and wisdom that this appointment requires. In this regard, it is my heartfelt hope that the investigations of the 2010 deaths will be reopened and reviewed and that the sacrifice of many will not have been useless and will be repaid with honesty, justice, commitment and responsibility for a strong and healthy rebirth of Thailand with a primary emphasis on the defense of human life.

At your disposal, I am yours sincerely,

Elisabetta Polenghi


- - - - - - - - - - - - -

Lettera aperta al nuovo primo ministro della Thailandia

Onorevole Yingluck Shinawatra,

alla recente notizia della sua vittoria sono scoppiata in un pianto irrefrenabile. Un sentimento difficile da spiegare misto a gioia e dolore ma anche di speranza, se pur timida. Ma non poteva che esplodere in un pianto la speranza che da oggi si aprirà una nuova stagione di giustizia e rispetto per tutte le vittime che sacrificandosi hanno creduto e contribuito al cambiamento e che più di chiunque altro ora meritano rispetto e verità. Capirà che la mia posizione non mi permette di esprimere un sentimento di vera partecipazione politica, ma è pur vero che da donna e da umanista, desidero congratularmi con lei e le auguro di poter avere tutta la forza e la saggezza necessaria che un tale compito le richiede. A questo proposito auspico che le indagini riguardanti i casi del 2010 saranno riaperti e riesaminati affinché il sacrificio di tanti abbia un senso e venga ripagato con onestà, giustizia, impegno e responsabilità per una rinascita forte e sana del suo paese che metta al primo posto la difesa della vita umana.

Augurandole buon lavoro resto a vostra disposizione nel caso possa esservi di qualsiasi aiuto.

Con partecipazione e fiducia, cordiali saluti,

Elisabetta Polenghi

http://www.fabiopolenghi.org/index.php?option=com_content&view=section&layout=blog&id=1&Itemid=2

เมื่อ กก. สิทธิ ขุด "91 ศพ" มาฆ่าซ้ำ

ที่มา Voice TV



Wake up Thailand ประจำวันศุกร์ ที่ 8 ก.ค. 2554

นำเสนอในประเด็น
- ยิ่งลักษณ์ ยืนยัน ไม่ยกเลิกกองทุนน้ำมัน แต่หยุดส่งเงินเข้ากองทุนชั่วคราว
- รู้จัก "พรรคประชาธิปไตยใหม่" เติมเต็มรัฐบาล 300 เสียง
- สำรวจโผ ค.ร.ม. รายวัน
- รีวิวนิตยสารการเมืองรายสัปดาห์
- จับสัญญาณผู้นำเหล่าทัพ ... ในวันเสริมเขี้ยวเล็บ "กริพเพน"
- แกะรอยร้าว...แกนนำเสื้อแดง
- เปิดเฟชบุ๊ค ล้าน like ส่งล้านใจให้อภิสิทธิ์
- ของฝากจาก "ดูไบ" สัมภาษณ์พิเศษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

"โผ ครม.ใหม่" ดูไบ(ห่อ) หรือ นสพ.(ห่อ)

ที่มา Voice TV



Wake up Thailand ประจำวันพฤหัสบดี ที่ 7 ก.ค. 2554

นำเสนอในประเด็น
- ยิ่งลักษณ์ นำทีมเศรษฐกิจพรรค วางกรอบนโยบายรัฐบาล
- เพื่อไทย ประกาศปรับฐานเงินเดือน ป.ตรี 1.5 หมื่นบาท ต.ค.นี้ ค่าแรง 300 บาทปีหน้า
- นักวิชาการเตือน "ข้อควรระวัง รัฐบาลยิ่งลักษณ์"
- บทวิเคราะห์ เพื่อไทยชนะ - ทักษิณ กลับประเทศ ประชาธิปไตยถึงจุดจบ? (ไฟแนนเชียล ไทมส์)
- จับกระแส ‘สื่อนอก’ ยังมองอนาคตการเมืองไทยสั่นคลอน
- อนาคตพรรค "ประชาธิปัตย์” ในปีที่ 65
- บทวิเคราะห์ "ประชาธิปัตย์”

กกต. แจงยังไม่รับรอง'จตุพร'เป็นส.ส.

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

"อภิชาต" ยันเร่งรับรองส.ส.ให้ทันก่อนสิ้นเดือน
งงข่าวกกต.รับรอง "ตู่" เป็นส.ส. แจงยังไม่ลงมติรับรองให้ฝ่ายกฏหมายหาข้อมูลอยู่


สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
-นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมกกต.ถึงการประกาศผลการเลือกตั้งผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส. ว่า
กกต.จะเร่งพิจารณาประกาศผลการเลือกตั้งส.ส.ภายใน 7 วันหรือภายใน 12 ก.ค.
ให้กับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง แต่ไม่มีเรื่องร้องเรียนคัดค้านการเลือกตั้ง
โดยจะยึดแนวทางเดียวกับการพิจารณาเมื่อครั้งประกาศผลเลือกตั้งเมื่อปี 2550
เพราะเป็นกฎหมายฉบับเดียวกัน
โดยทราบว่าขณะนี้มีผู้ที่ได้รับเลือกตั้งและมีเรื่องร้องคัดค้านอยู่ประมาณ 50 เรื่อง

แต่ที่ประชุมกกต.วานนี้ ยังไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องคัดค้านการเลือกตั้งแต่อย่างใด
ซึ่งคงต้องรอการรายงานมายังที่ประชุมกกต.ในวันที่ 12 ก.ค.นี้ก่อน
โดยกกต. คงต้องรับรองผลการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ
เพราะในการเลือกตั้งครั้งก่อนกกต.เคยรับรองอยู่ 3 ครั้ง
ยืนยันกกต.จะรับรองผลการเลือกตั้งส.ส.ให้เสร็จก่อนสิ้นเดือนนี้ให้ครบตามเกณฑ์ที่กำหนด
โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ 1 ส.ค.

นายอภิชาต กล่าวว่า สำหรับกรณีคุณสมบัติของนายจตุพร พรหมพันธุ์
ว่าที่ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยนั้น ที่ประชุมกกต.
ยังไม่ได้มีการพิจารณารับรองให้นายจตุพรเป็นส.ส.แต่อย่างใด
ซึ่งตามที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์นั้น ก็งงเหมือนกัน โดยการประชุมกกต.
ในช่วงเช้าก็มีการพูดในที่ประชุม
และนายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้งก็ให้สัมภาษณ์ไปแล้ว ว่า
กกต. ยังไม่มีการลงมติกกต.เพื่อรับรองผลการเลือกตั้งให้แก่นายจตุพรแต่อย่างใด

" ยอมรับว่ากรณีดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ก่อนเลือกตั้งนั้น
ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้งเคยเสนอเรื่องเข้าในที่ประชุมว่า
ควรพิจารณาเรื่องคุณสมบัติของนายจตุพรอย่างไร
แต่ตอนนั้นผมไม่ได้เข้าประชุมเพราะติดงานลูกเสือที่สนามศุภชลาศัย
แต่ต่อมาทราบว่าที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติ
ให้ฝ่ายกฎหมายหาข้อมูลมาพิจารณาหลังเลือกตั้ง
และต่อมาภายหลังเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 ก.ค. นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์
ประสานงานเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน
ยื่นหนังสือเข้ามาแต่กกต.ยังไม่ได้มีการพิจารณา
แต่ได้มีสำเนาคำร้องให้กกต.รับทราบ ยืนยันว่ากกต.ยังไม่ได้พิจารณาเรื่องคุณสมบัตินายจตุพร
ดังนั้นคงต้องรอการประชุมในวันที่ 12 ก.ค. ที่จะมีการพิจารณาก่อน" นายอภิชาต กล่าว


http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20110708/399338/กกต.-แจงยังไม่รับรองจตุพรเป็นส.ส..html

'ครู-เพื่อน'พูดถึง'ยิ่งลักษณ์'...อ่อนน้อม มารยาทงาม

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

โดย : เอกพงศ์ ประดิษฐ์พงษ์, วรัทยา ไชยลังกา


ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สมัยเป็นนักเรียนมัธยม

รู้จักว่าที่นายกฯหญิงผ่านคำบอกเล่าของ "ครู" และเพื่อนร่วมรุ่น "บัวเกี๋ยง"
พร้อมคำฝากของอาจารย์สมัยมหาวิทยาลัย ให้ใช้ "ธรรม" บริหารประเทศ


แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรกำลังจะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย
แต่คนไทยยังรู้จักตัวเธอและชีวิตของเธอในมุมอื่นๆ น้อยมาก
นอกจากที่รับรู้กันในฐานะเป็นผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย
และเป็นน้องสาวคนเล็กของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เท่านั้น

เส้นทางชีวิตของว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงเป็นอย่างไรนับว่าน่าสนใจ
และผู้ที่ให้คำตอบได้ดีที่สุดก็คือ "ครู" และ "เพื่อน" ในวัยเด็กของเธอ
ทั้งสมัยที่ยังเป็นนักเรียนและเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย

อ่อนน้อม ถ่อมตน มีสัมมาคารวะ

นายวิษณุ ไชยแก้วเมร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เล่าว่า
ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงเข้าเรียนที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
เมื่อปีการศึกษา 2525 เลขประจำตัว 19582
รุ่นของเธอชื่อรุ่น "บัวเกี๋ยง" โดยเธอสำเร็จการศึกษาเมื่อวันที่ 29 มี.ค.2528

จากที่ได้พูดคุยกับอาจารย์ที่เคยสอนหนังสือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทุกคนเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่า
เธอเป็นคนเรียบร้อย กิริยามารยาทงดงาม มีสัมมาคารวะ อ่อนน้อมถ่อมตน
โดยทุกปีจะได้รับคัดเลือกให้เข้าประกวดมารยาทงามประจำโรงเรียน
นอกจากนั้นยังได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ ไม่เคยขาด
ทั้งกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมไทย ช่างประดิษฐ์ ส่งเสริมสมรรถภาพทางคอมพิวเตอร์
การใช้ห้องสมุด พุทธศาสนา การถือป้ายกีฬา และการแสดงละครของโรงเรียน

"บุคลิกของคุณยิ่งลักษณ์ค่อนข้างเงียบขรึม พูดน้อย
แม้จะร่วมกิจกรรมของโรงเรียนหลายอย่างแต่ก็ไม่ถึงกับเป็นนักกิจกรรมตัวยง
แต่เป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ มีไอเดียแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา
มักได้รับคำชมจากอาจารย์และครูผู้สอนอยู่บ่อยครั้งจนเป็นที่ยอมรับของเพื่อนฝูง
และได้รับความไว้วางใจจากครูอาจารย์ให้เป็นผู้นำความคิดสร้างสรรค์ของโรงเรียน"

กกต.จังหวัดเบรคขึ้นคัตเอาท์ยินดี

ผู้อำนวยการโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย บอกด้วยว่า เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา
และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กำลังจะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่
ก็ได้มีอดีตอาจารย์ที่มีความสนิทสนมและเคยสอนหนังสือ น.ส.ยิ่งลักษณ์
รวมทั้งเพื่อนร่วมรุ่นหลายคนโทรศัพท์มาสอบถาม
ถึงการร่วมแสดงความยินดีกับว่าที่นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทยกันอย่างคึกคัก

"สำหรับผมเองก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก
และเตรียมจะขึ้นคัตเอาท์หรือจัดกิจกรรมเพื่อให้ทุกคนได้แสดงความรู้สึกที่มีต่อคุณยิ่งลักษณ์
แต่เมื่อได้ประสานสอบถามไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่
ก็ได้รับคำแนะนำว่าควรรอกระบวนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้เรียบร้อยเสียก่อน
มิฉะนั้นอาจถูกหยิบยกไปเป็นข้ออ้างทางการเมืองได้ว่าข้าราชการปฏิบัติตัวไม่เป็นกลาง" นายวิษณุ กล่าว

บุคลิกโดดเด่น มีความเป็นผู้ใหญ่

นายณัฐ ชพานนท์ อดีตหัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ และรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ซึ่งเคยประสิทธิ์ประสาทวิชาให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อครั้งศึกษาในระดับอุดมศึกษา
ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้าศึกษาในภาควิชารัฐศาสตร์
ในปี พ.ศ.2528 ขณะนั้นตัวเขาเป็นอาจารย์สอนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

"ในช่วงที่เป็นนักศึกษา คุณยิ่งลักษณ์ยังไม่ฉายแววความเป็นนักการเมืองอย่างโดดเด่นมากนัก
ลักษณะเหมือนนักศึกษาทั่วๆ ไป แต่ก็มีบุคลิกพิเศษแตกต่างจากเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่น
ตรงที่มีความเป็นผู้ใหญ่ สุขุม และมีความรับผิดชอบ
ทำให้ได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งในสามนักศึกษาที่เป็นคณะทำงาน
หาหัวข้อมาให้นักศึกษาพรีเซ็นต์ผลงานหน้าชั้นเรียน"

"แต่ลูกศิษย์คนนี้ไม่ได้เป็นนักกิจกรรมตัวยง แม้จะเข้าร่วมทุกกิจกรรมของภาควิชา
และมหาวิทยาลัยไม่เคยขาด แต่นั่นก็เป็นวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่แล้ว
นอกจากนั้นคุณยิ่งลักษณ์ยังมีบุคลิกที่เพื่อนๆ จำง่าย คือ
มีรูปร่างสูงและผิวขาว ไม่ว่าเดินไปไหนก็มีคนจำได้ตลอด"

ห่วงชั่วโมงบินน้อย-แนะใช้"ธรรม"บริหารชาติ

นายณัฐ ยังกล่าวถึงลูกศิษย์สาวที่กำลังจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศคนใหม่ด้วยว่า
ไม่เคยคาดคิดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดฝ่ายบริหาร
และกำลังจะเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

"หลังจากทราบข่าว ผมและเพื่อนอาจารย์ได้พูดคุยกัน
และแสดงความเป็นห่วงถึงประสบการณ์ทางการเมืองของคุณยิ่งลักษณ์
เพราะถือว่าชั่วโมงบินยังน้อย
แต่เมื่อมองถึงบารมีของ พ.ต.ท.ทักษิณ พี่ชายที่ได้สร้างไว้
และกำลังถูกถ่ายโอนมายังตัวคุณยิ่งลักษณ์อย่างเต็มที่
บวกกับคนแวดล้อมที่ล้วนเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์
ก็เชื่อว่าจะช่วยกันประคับประคองให้คุณยิ่งลักษณ์บริหารประเทศไปได้"

ส่วนประสบการณ์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่เคยบริหารองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่มาแล้วนั้น
รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการบริหารองค์กรธุรกิจถือว่า
ได้รับการยอมรับ แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าจะบริหารประเทศโดยธรรมได้อย่างไร

"ในฐานะอดีตอาจารย์ อยากฝากไปถึงคุณยิ่งลักษณ์ให้เดินตามรอยพระยุคลบาท
และสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสเอาไว้ว่าเราจะครองแผ่นดินโดยธรรม
หากน้อมนำมาใส่เกล้าฯ ยึดเป็นหลักในการทำงานและปรับใช้กับการบริหารบ้านเมืองให้เหมาะสมกับยุคสมัย
ก็เชื่อมั่นว่าการบริหารประเทศของคุณยิ่งลักษณ์จะเดินหน้าไปด้วยความราบรื่นไร้อุปสรรค" นายณัฐ ระบุ

เป็นกรรมการนักเรียน-เหรัญญิกรุ่น

ขณะที่ความเห็นของเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย
นายมหวรรณ กะวัง ประธานรุ่น "บัวเกี๋ยง" พูดถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า
สมัยเป็นนักเรียน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำหน้าที่เป็นเหรัญญิกของรุ่น
และได้รับเลือกให้เป็นกรรมการนักเรียนมาตลอด
และแม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะไม่ใช่นักกิจกรรม
แต่ก็ไม่เคยปฏิเสธที่จะร่วมงานต่างๆ ที่เพื่อนๆ และอาจารย์ร้องขอ

"บุคลิกของคุณยิ่งลักษณ์ที่โดดเด่นมากคือ
เป็นกันเอง สุภาพ กิริยามารยาทเรียบร้อย
เคยได้รับรางวัลมารยาทดีเด่นของโรงเรียน และมีความรับผิดชอบ"

นายมหวรรณ กล่าวด้วยว่า เพื่อนร่วมรุ่นจะจัดงานเลี้ยงฉลองแสดงความยินดี
ให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลังรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการแล้ว
โดยรุ่น "บัวเกี๋ยง" มีเพื่อนร่วมรุ่นประมาณ 300 คน



http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20110707/399144/ครู-เพื่อนพูดถึงยิ่งลักษณ์...อ่อนน้อม-มารยาทงาม.html

"ยิ่งลักษณ์" ให้สัมภาษณ์สื่อนอกเรื่อง "แก้รธน." และ "ม.112" แต่ย้ำต้องแก้ปัญหาปากท้องก่อน

ที่มา มติชน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และว่าที่นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับ ดิ อินดีเพนเดนท์ ถึงกรณีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี ว่า อาจจะต้องมีการทบทวนกฎหมายมาตราดังกล่าว ภายหลังนักสิทธิมนุษยชนได้แสดงความเห็นว่า มีการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้เพิ่มสูงขึ้นในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปิดปากบุคคลผู้อยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล รวมทั้ง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าที่ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ซึ่งขณะนี้ยังถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ และแกนนำคนเสื้อแดงอีกหลายราย


"ดิฉัน คิดว่าประเด็นเรื่อง ม.112 เป็นเรื่องอ่อนไหวอย่างยิ่ง เราต้องจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญมาอภิปรายถกเถียงกันในประเด็นดังกล่าว" น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวและว่า "เราไม่ต้องการให้ผู้คนในสังคมใช้กฎหมาย ม.112 อย่างพร่ำเพรื่อจนเกินไป เราไม่ต้องการให้คนไทยใช้กฎหมายมาตรานี้อย่างผิดๆ"


ว่า ที่นายกรัฐมนตรีหญิงยังกล่าวถึงรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 ว่าอาจจะต้องถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข ภายหลังจากการมีกระบวนการปรึกษาหารือกันในประเด็นดังกล่าว


"เรา ควรจะสอบถามประชาชนว่าพวกเขาต้องการรัฐธรรมนูญฉบับไหน เราต้องทำประชาพิจารณ์ในเรื่องนี้" ว่าที่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับแรกของพรรคเพื่อไทยกล่าวและว่า "(แต่) เราจะยังไม่ถกเถียงกันเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นตั้งรัฐบาล เพราะภารกิจแรกสำหรับดิฉันก็คือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ"