WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 9, 2011

กก.พิทักษ์อำนาจรัฐ

ที่มา มติชน



โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 8 กรกฎาคม 2554)

คณะ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพิ่งประชุมสรุปผลการตรวจสอบเหตุการณ์ 12 มีนาคม-19 พฤษภาคม 2553 ไปเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อจะนำมาแถลงต่อสาธารณะในช่วงวันสองวันนี้ กระนั้นก็ตามมีข้อมูลเผยแพร่เป็นข่าวออกมาแล้ว

ไม่ได้ผิดไปจากที่คาดคิด เพราะกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดนี้ แสดงจุดยืนแน่วแน่ในกรณี 91 ศพมาตลอด ว่าเห็นพ้องกับผู้กุมอำนาจรัฐ

เมื่อไม่นานมานี้มีเหตุการณ์ตลกร้าย ไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่ลาออกจากภาคีมรดกโลก

ไทย น่าจะเป็นประเทศแรกในโลกอีกเหมือนกัน ที่มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน มายืนดูคนตายเพราะการชุมนุมประท้วง 91 ศพแล้วบอกว่า รัฐบาลและกลไกอำนาจรัฐทำถูกต้อง

บทสรุปของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่เพิ่งประชุมกันไปนั้นบอกชัดเจนว่า "รัฐบาลอภิสิทธิ์กระทำภายใต้หลักกฎหมาย" "ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เกินกว่าเหตุ" "ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน"

ส่วนการชุมนุมของ นปช.นั้น "มิใช่การชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธ" "ละเมิดสิทธิผู้อื่น"

สรุปว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ทำถูกทุกอย่าง ส่วน นปช.ทำผิดทุกอย่าง

อาจารย์ยุกติ มุกดาวิจิตร แห่งคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เคยเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงอาจารย์อมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ภายหลังผ่าน 19 พฤษภาคม 2553 ไม่กี่วัน

เขียนในฐานะนักวิชาการด้านมานุษยวิทยาด้วยกัน โดยอาจารย์ยุกตินั้นรุ่นอ่อนเยาว์กว่า

"มานุษย วิทยามิได้แยกตนเองจากกระแสโลก หลักการสำคัญๆ ของมานุษยวิทยาสอดคล้องไปกับหลักการสากล ในเรื่องของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานก็เช่นเดียวกัน นักมานุษยวิทยาย่อมเห็นตรงกันว่า การทำลายชีวิตมนุษย์และการปิดกั้นสิทธิในการแสดงตัวตนของมนุษย์ ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้"

อาจารย์ยุกติเขียนอีกตอนหนึ่งถึงปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ว่า

"คน ที่ยืนอยู่บนพื้นที่เหล่านั้นย่อมสำคัญกว่าพื้นที่และที่ว่าง หรือหากจะให้ผมอ้างนักทฤษฎีหรือใครต่อใครมายืนยันว่าคนสำคัญกว่าพื้นที่ ก็คงจะต้องยกชื่อนักมานุษยวิทยามาหมดโลกนั่นแหละ แต่คนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีและลึกซึ้งที่สุดคงไม่พ้นนักภูมิศาสตร์ชื่ออองรี เลอร์แฟบวร์ ที่วิพากษ์การทำพื้นที่ให้ไร้ความเป็นมนุษย์ เพื่อการที่ผู้มีอำนาจจะได้สามารถแปลงพื้นที่เหล่านี้ไปเป็นผลผลิตและการขูด รีดมนุษย์ ถ้าพูดแบบเลอร์แฟบวร์ ซึ่งอาจารย์ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย ถ้อยคำแบบ ศอฉ.และรัฐบาล เป็นภาษาที่นายทุนอำมหิตใช้เข่นฆ่าผู้คนอย่างไม่เห็นหัวมนุษย์ชัดๆ"

จดหมายเปิดผนึก ยังวิพากษ์ "อาจารย์อมราผู้เป็นศาสตราจารย์ทางมานุษยวิทยา" อีกหลายแง่มุม หาอ่านได้ในหลายๆ เว็บไซต์

ที่ อยากจะเสริมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดนี้ ซึ่งอันที่จริงก็มีผู้ทรงภูมิความรู้มากมาย แต่เหมาะสมกับความเป็นนักสิทธิมนุษยชนหรือไม่

เอาง่ายๆ กรณี พล.ต.อ.วันชัย ศรีนวลนัด ซึ่งเป็นนายตำรวจมือดี เติบโตมาในสายกองคดี เป็นอดีตผู้ช่วย ผบ.ตร.ด้านกฎหมายและสอบสวน ตำแหน่งสุดท้ายคือที่ปรึกษา สบ10 ด้านความมั่นคง

เกียรติประวัติในชีวิตตำรวจดีงาม

ทั้งชีวิตก็คือผู้รักษากฎหมาย แล้วจิตวิญญาณนักสิทธิมนุษยชนก่อเกิดขึ้นเมื่อไร

เพียงแค่นี้ก็พอจะเข้าใจกรรมการสิทธิชุดนี้ได้ไม่ยาก

92 ศพมีนา-พฤษภาอำมหิต : เกิดอะไร? อย่างไร? และทำไม? (ตอน 2)

ที่มา มติชน



โดย เกษียร เตชะพีระ



หลัง จากประมวล ตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูลเหตุการณ์ประท้วงที่เกิดขึ้นในช่วงมีนา-พฤษภาอำมหิตแล้ว งานวิจัยเรื่อง "บทเรียนจากการชุมนุมและความรุนแรงทางการเมืองในช่วงเดือนมีนาคม- พฤษภาคม 2553" ของคณะทำงานยุทธศาสตร์สันติวิธี สกว. ที่มีศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เป็นประธาน ได้ตั้งคำถามหลักที่มุ่งค้นคว้าหาคำตอบไว้ 2 ประการคือ: -

1) การชุมนุมประท้วงที่เริ่มต้นโดยสันติเปลี่ยนไปสู่ความรุนแรงได้อย่างไร? และ

2) อะไรเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว?

อย่างไร?

งาน วิจัยตอบคำถามนี้โดยพยายามจับและยึดกุมพลวัต (dynamics) ของกระบวนการเปลี่ยนแปลงคลี่คลายขยายตัวของเหตุการณ์ ว่ามีการขยายขอบเขตและเพิ่มระดับความรุนแรงอย่างไรในกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งเป็นศูนย์กลางการประท้วงและศูนย์รวมเหตุการณ์รุนแรง ทั้งในมิติเชิงเวลาและสถานที่

พวกเขาค้นพบว่ากล่าวสำหรับเหตุการณ์ รุนแรงที่เชื่อมโยงกับการประท้วงของ นปช. (ซึ่งส่วนใหญ่เกือบ 80% เป็นไปโดยไม่ใช้ความรุนแรง) มีเหตุปัจจัยและลักษณะอันนำไปสู่การยกระดับ ความรุนแรง (escalation) ดังนี้: - (โปรดดูแผนที่ประกอบ)

1) การยึดครองพื้นที่รอบแยกราชประสงค์อย่างยาวนานนั้นล่อแหลมสุ่มเสี่ยงต่อการ เกิดเหตุรุนแรงกว่าการยึดครองพื้นที่ย่านสะพานผ่านฟ้าฯ เพราะเป็นพื้นที่ธุรกิจโดยตรง, มีนัยเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองน้อยกว่า, และฝ่ายผู้ประท้วงก็วิตกกังวลต่อการปราบปรามที่จะตามมามาก

แผนที่เหตุการณ์รุนแรงในกรุงเทพฯ (มี.ค.-พ.ค.2553)

สัญลักษณ์แทน : ระเบิด, การเผา, การต่อสู้, การยิง, ถนนหลวง/ถนนสายหลัก, เขตจังหวัด, แม่น้ำ



2) "ผู้ใช้ความรุนแรงที่ไม่อาจระบุได้"/"กองกำลังไม่ทราบฝ่าย" (ซึ่งอาจมีหลายพวกก็ได้) เป็นตัวการก่อความรุนแรง เพื่อมุ่งทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งคงอยู่ต่อไปและยกระดับมันให้รุนแรงยิ่ง ขึ้น พร้อมทั้งลดพื้นที่การเมืองของผู้สนับสนุนการแก้ปัญหาอย่างสันติทั้งสองฝ่าย ลง โดยสามารถแบ่งลักษณะของการก่อความรุนแรงดังกล่าวออกเป็น 2 ช่วงคือ: -

ก) ก่อนปฏิบัติการขอคืนพื้นที่สะพานผ่านฟ้าและบริเวณโดยรอบเมื่อ 10 เม.ย.2553 มีการใช้ระเบิดและเอ็ม 79 เป็นหลัก โจมตีสถานที่ราชการและอาคารธุรกิจที่ห่างไกลจุดประท้วงในตอนกลางคืน น่าจะเป็นไปได้ว่าเพื่อพยายามสร้างความกลัวให้เกิดขึ้นแก่สาธารณชนสูงสุด โดยไม่มุ่งประสงค์ทำอันตรายคนที่ไม่เกี่ยวข้อง นับเป็นการยั่วยุฝ่าย รัฐบาลที่คาดการณ์ไว้แล้วอย่างรอบคอบ

ข) เมื่อการยั่วยุได้ผล รัฐบาลส่งกำลังทหารเข้าขอคืนพื้นที่สะพานผ่านฟ้าฯและบริเวณโดยรอบเมื่อ 10 เม.ย.2553 ส่งผลให้ทหาร 5 คน, ผู้ชุมนุมเสื้อแดง 19 คน และบุคคลอื่น 2 คน เสียชีวิต หลังจากนั้นแบบแผนการโจมตีของ "ผู้ใช้ความรุนแรงที่ไม่อาจระบุได้"/"กองกำลังไม่ทราบฝ่าย" ก็แตกต่างไปจากเดิมกล่าวคือหันมามุ่งโจมตีโดยตรงต่อผู้คน พลเมืองและผู้ไม่เกี่ยวข้องในบริเวณใกล้พื้นที่ประท้วง เพื่อเพิ่มการยั่วยุและแรงกดดันทั้ง ต่อรัฐบาลและผู้ประท้วง

แผนภาพจำนวนเหตุการณ์รุนแรงในกรุงเทพฯและปริมณฑลจำแนกตามสัปดาห์และผู้กระทำ

(แถบดำ = ผู้ใช้ความรุนแรงที่ไม่อาจระบุได้/แถบเทาทึบ = ทหาร/แถบลายประ = นปช.)



3) อาจกล่าวได้ว่าในกระบวนการยกระดับความรุนแรงที่ขับเคลื่อนโดย "ผู้ใช้ความรุนแรง ที่ไม่อาจระบุได้"/"กองกำลังไม่ทราบฝ่าย" เป็นตัวการสำคัญนั้น ฝ่ายรัฐบาลและผู้ชุมนุม นปช.ต่างก็มีส่วนตัดสินใจผิดพลาดและเต้นไปตามแรงยั่วยุกดดันนั้นด้วยกันทั้ง คู่ ที่สำคัญได้แก่: -

-การที่รัฐบาลส่งกำลังทหารเข้าเผชิญหน้าและ ปะทะกับผู้ชุมนุม นปช.ที่สะพานผ่านฟ้าฯและบริเวณโดยรอบในเวลากลางคืน เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553

-การที่ นปช.ไม่สนใจข้อเสนอแนะทางยุทธวิธีให้กลับไปชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าฯทั้งหมด

-การ ชุมนุมโดยไม่ใช้ความรุนแรงของ นปช.บริเวณแยกราชประสงค์ลดขนาดลง แต่กลับถูกทำให้มีลักษณะสู้รบอย่างทหาร (militarized protest) มากขึ้น โดยก่อตั้งรั้วไม้ไผ่เป็นป้อมปราการปิดกั้นถนน ในขณะที่ฟากตรงข้ามกองกำลังทหารก็มาตั้งประจันหน้าเพิ่มขึ้น

-โอกาส ของการพูดคุยเพื่อปรองดองกันผ่าน Road Map ของนายกรัฐมนตรีล้มเหลวเพราะการผลัดกันแข็งขืนดื้อรั้นของทั้งสองฝ่าย ทำให้จังหวะคับขันที่อาจยุติความขัดแย้งลงได้โดย ไม่เกิดความรุนแรงมากไปกว่านี้พลัดหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย

-ปฏิบัติ การของรัฐบาลโดยกองกำลังทหารต่อผู้ประท้วงแยกราชประสงค์จาก 14-19 พ.ค.2553 นำไปสู่การต่อสู้กันอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบของ นปช.ด้วยความรุนแรงเช่นกัน (ดูแผนภูมิประกอบ)

งานวิจัยสรุปพลวัตของความรุนแรงมีนา-พฤษภาอำมหิตไว้ว่า:

"การ ประท้วงของ นปช.ในกรุงเทพฯ อาศัยการประท้วงที่ไม่ใช้ความรุนแรงเป็นหลักมาแต่แรก ขณะที่การโต้ตอบของฝ่ายรัฐก็อาศัยแนวทางการไม่ใช้ความรุนแรงเป็นหลัก แต่เมื่อกลุ่มบุคคลที่ไม่อาจระบุได้หนึ่งกลุ่มหรือมากกว่า ได้ใช้กลยุทธ์ยกระดับความรุนแรง และได้สร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่ (pretext) การใช้กำลังทหารเข้าปฏิบัติการ "กระชับพื้นที่" ที่สะพานผ่านฟ้าฯ ผลที่ตามมาคือทำให้ความขัดแย้งมีลักษณะรุนแรงสุดโต่งมากยิ่งขึ้น (radicalized) เมื่อผนวกกับการใช้ความรุนแรงในรูปต่างๆ ของกลุ่มบุคคลที่ไม่อาจระบุได้และการตัดสินใจใช้กาลังทหาร "กระชับพื้นที่" ของรัฐบาล

จนที่สุดฝ่ายผู้ประท้วงก็โต้ตอบด้วยการใช้ความรุนแรงในฐานะปฏิกิริยาต่อต้าน การใช้กำลังของฝ่ายทหารในครั้งที่ 2"

"ดร.เกษียร เตชะพีระ" ปาฐกถาวิพากษ์การเมือง เผยระเบิด 3 ลูกที่ "ยิ่งลักษณ์" ต้องเจอ

ที่มา มติชน



เมื่อ เวลา 13.45 น.วันที่ 8 ก.ค.ที่ห้องบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ รศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ "บ้านเมืองเรื่องของเรา" วิพากษ์สังคมและการเมืองไทย พร้อมวิพากษ์แนวนโยบายของรัฐบาลใหม่ โดยรศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ กล่าวว่า ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา บ้านเมืองกำลังเปลี่ยนแปลงทั้งในหมู่ชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จนเลยไปสู่การเป็นกลุ่มชนชั้นนำที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งไม่ได้เป็นครั้งแรกที่สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลง สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 2 ครั้งคือ ในปีพ.ศ. 2475 และช่วง 14 ตุลา พ.ศ. 2516 ที่มีการพัฒนาการทางเศรษฐกิจ โดยมีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มเก่า คือทหาร และข้าราชการ กับกลุ่มใหม่คือ ชนชั้นกลาง และกลุ่มนายทุนหัวเมืองต่างจังหวัด


พลังการเปลี่ยนแปลงจากชนชั้นนำไปสู่คนส่วนใหญ่ จนมวลชนยกขบวนเข้าสู่การเมืองในขนาดใหญ่ ส่วนที่เรากำลังพบตอนนี้คือ มวลชนทางการเมืองระดับชาติ 2 ขบวน คือกลุ่มเสื้อเหลือง และแดงที่ไม่ได้จัดตั้งโดยระบบราชการ ถือได้ว่าเป็นความใหม่ ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีทหาร หรือข้าราชการแต่โดยพื้นฐานนี่คือขบวนการที่เกิดเอง ดังนั้น จึงเพิ่มความรู้สึกไม่มั่นคงให้กับราชการที่มีหน้าที่ดูแลความมั่นคง


ดร.เกษียร กล่าวต่อว่า ในด้านความเปลี่ยนแปลงในระบอบเศรษฐกิจ การก่อตัวของนโยบายจากการพัฒนาที่ชี้นำโดย "เทคโนแครต" ไปเป็นโยบายการกระจายความมั่งคั่ง ขับเคลื่อนด้วยพลังทางการเมือง แต่ทุกวันนี้ภาพนี้หายไป กลายเป็นภาพในห้องที่เป็นตัวแทนกลุ่ม ธุรกิจกับทีมที่ปรึกษาทำหน้าที่หาสมดุลที่รับได้ระหว่างผลประโยชน์ส่วนรวม และส่วนธุรกิจ โดยเทคโนแครตคอยแนะอยู่ข้างห้อง ส่วนบรรดาส.ส.ตัวแทน หรือม็อบ กดดันภายนอก เป็นนโยบายที่วางบนการกดดันของการเมือง


ดัง นั้น สภาพมันเปลี่ยนแปลงไป ในแง่กลับกันมีความเปลี่ยนแปลงภาวะเศรษฐกิจแวดล้อมทางเศรษฐกิขระหว่างประเทศ ที่ทำให้เป็นแบบนี้คือ ระเบียบเศรษฐกิจโลกที่ไม่สมดุล อย่างที่นักประวัติศาตร์เศรษฐกิจในฮาร์วาร์ดเรียกว่า "ชีนเมริกา" (Chimerica) คือการที่อเมริกานำเข้า จีนส่งออก อเมริกาในเข้าทุน จีนส่งออกทุน มันไม่สามารถธำรงได้อีกต่อไป เพราะวิกฤติศรัทธา ความตกต่ำทางเศรษฐกิจทั่วโลก


ตัวเลขการส่งออกของหลายๆประเทศ เริ่มเทเป็นส่วนหนึ่งของการส่งออกของ จีน ในภาวะที่จีนปรับตัวถอนตัวความสัมพันธ์แบบ "ชีนเมริกา" ซึ่งไทยก็ยากที่จะพึ่งการส่งออก เลยต้องปรับตัว จึงเป็นเบื้องหลังของการปรับตัวของพรรคการเมืองที่บอกว่าประชาชนต้องเพิ่ม รายได้ ส่วนหนึ่งเองก็ต้องหาเสียง และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นการปรับตัวจากสภาพเศรษฐกิจโลก


ทั้งนี้ ปัญหาความเสี่ยงต่างๆเกิดจากวิธีการที่ฝ่ายต่างๆใช้ และผลักดัน ต่อต้านไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยวิธีการที่ใช้คือ 1. ดึงมวลชนเข้าร่วมการเมืองขนานใหญ่ เพราะ พลังเก่าที่ต้องการรักษาระเบียบเก่า พบว่าลำพังตัวเองรักษาไม่อยู่จึงดึงมวลชนเข้ามา คำตอบคือ "กลุ่มเสื้อเหลือง" ส่วนกลุ่มชนชั้นนำใหม่ก็พบเช่นเดียวกัน ดังนั้น เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็ดึงมวลชนเข้าร่วม คำตอบคือ "เสื้อแดง" ดังนั้นจึงเป็นการเมืองที่ชนชั้นนำกรุยทางให้มวลชนเข้ามา


2. พลังการเมืองที่ขัดแย้งระหว่างกลุ่มเก่าและใหม่ใช้วิธีการนอกรัฐธรรมนูญ โดยพลังเก่าพยายามรักษาระเบียบเก่า และพบว่ากติกาอาจช่วยรักษาไม่ได้ จึงฉีกรัฐธรรมนูญ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง พบว่า หากสู้ในกรอบก็ไม่สามารถสู้ได้จึงใช้วิธีการนอกรธน. อันเป็นที่มาอย่างเรื่อง รัฐประหาร, ตุลาการธิปไตย ,ก่อจลาจล, ยึดทำเนียบ, ยึดสนามบิน, ยึดย่านธุรกิจกลางเมือง ซึ่งจำเป็นในการต่อสู้ของแต่ละฝ่าย


3. ดึงสถาบันเบื้องสูงเข้ามาพัวพันกับการเมือง การดึงสถาบันเข้าไปอยู่ในแห่งที่ที่ไม่สมควร ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่ตั้งคือการตั้งอยู่กับรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย ที่เดียวกัน ข้างเดียวกัน ขณะที่การต่อสู้ที่ผ่านมามีการดึงเอาไปใช้เพื่อทำร้ายคู่ต่อสู้ สนับสนุนความชอบธรรมของตัวเองซึ่งไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของระบบ โดยผลเชิงปฏิบัติของปัญหานี้ ก็คือ ตัวเลขของคดีที่ผิดม. 112 ระหว่างปี 2535-2547 มีไม่ถึง 10 คดี แต่หลังจากนั้นมีปีละร้อยกว่าคดี

การ ดึงมวลชนเข้าร่วมโดยที่ไม่สามารถคุมได้ ใช้วิธีการนอกรธน. ทำให้หลายปีที่่ผ่านมาไม่จบ อำนาจนิยมในรัฐบาล และอนาธิปไตยในท้องถนนใช้กฎหมายพิเศษนานาประการเพื่อคุมให้ได้ พอฝั่งนึงกลับข้างขึ้นเป็นรัฐบาลก็อำนาจนิยม ฝั่งนึงกลับข้างอยู่บนถนนก็เป็นอนาธิปไตย มันไม่มีทางไป จนกว่าจะปลีกตัวออกจากวงจรนี้


การปลีกตัว ที่เราต้องการคือ "รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยใหม่ในยุคการเมืองมวลชน" หมายความว่า วัฒนธรรมไทยที่หยั่งลึกในใจจนไม่อาจฉีกทำลายได้ (นิยามโดยอ.นิธิ เอียวศรีวงศ์) ในสภาพการเมืองที่เปลี่ยนไปเราต้องการรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อทำให้รัฐและการ เมืองมวลชนมีความศิวิไลซ์ ไม่สามารถทำวิธีอะไรก็ได้เพื่อชนะ


ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือ เราต้องอยู่กับการเมืองระดับใหญ่ โดยมีสิ่งสำคัญคือ 1. ถือความขัดแย้งเป็นปกติวิสัยของสังคมไทย ความ ขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติกับความสามัคคี ที่ต้องเริ่มความคิดแบบนี้เพราะ หากคิดว่าความขัดแย้งผิดก็จะจัดการความขัดแย้งในแบบสิ่งที่เราไม่ชอบ อย่างที่เราบี้สิว จนสิวแตก เป็นรอยปรุ ซึ่งหลังจากช่วง มีนา-เมษา "เราสิวแตก"


2. ปฏิเสธเป้าหมายสุดขั้วทางการเมืองเช่น เอาสงครามครั้งสุดท้าย เอานายกฯพระราชทาน มันไปไกลเกินไป ขัดแย้งกับโครงสร้างประวัติศาสตร์และอำนาจในทางการเมือง ผลคือการโดดเดี่ยว ไล่มิตร เพิ่มศัตรู ไปไกลสุดโต่ง การเมืองแบบสุดโต่งทำร้ายสิ่งดีงาม ในนามสิ่งดีงามหากไปอย่างสุดโต่งแล้วจะทำลายสิ่งอื่นๆเช่น ต่อต้านคอร์รัปชั่นจึงทำลายประชาธิปไตย


สุดท้ายคือ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งยากมากที่จะเคารพสิ่งที่อยู่ตรงข้าม แต่นี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่น่าเศร้าคือ พออยู่ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่เห็นเขาเป็นคน เขาตายก็ไม่แคร์ ไม่เสียใจ


สรุปโดยรวม ปัญหาที่รออยู่คือ คุณทักษิณบอกว่ายิ่งลักษณ์เป็นโคลนนิ่ง เราอาจเริ่มรู้จักรัฐบาลโคลนได้หากถ้ากลับไปทบทวนคุณทักษิณ ในแง่การเมืองระหว่างประเทศได้เดินนโยบายที่เป็นแฟชั่น คือ นโยบายเศรษฐกิจใหม่ ปรับตัวเรื่องรัฐกับการเมืองในระบอบปชต. จึงกลายเป็นเสรีนิยมใหม่ทางสังคม คือ รู้ว่าตลาดไม่ชอบธรรมพอจึงต้องขยายกว้าง เมื่อรู้ว่าต้องการแรงของประชาชน ก็มีแนวโน้มเป็นเรื่องสัญญาประชาคมในแบบประชานิยม


ในแง่กลับกัน ก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โยนห่วงชูชีพเพื่อชวนมวลชนสู่ตลาดด้วยประชานิยม อีกทางนึงคือกลุ่มทุนที่เป็นพวกพ้อง ซึ่งโลกาภิวัฒน์ของทักษิณเป็นเรื่องการเอียงไปทางกลุ่มทุนฝั่งตน ดังนั้น หากยิ่งลักษณ์โคลนมาก็ต้องเจอต้าน จากฝั่งขวา จากรัฐ และรัฐประชาชาตินิยมหรืออำมาตย์ รวมถึงพลังฝ่ายซ้ายตลาดเสรี (มักเป็นนักเศรษฐศาสตร์) และฝ่ายซ้ายภาคประชาชน


ตราบใดที่โคลนมา ตราบนั้นก็จะเผชิญการคัดค้านดังกล่าว ในการนี้จะมีทางแพร่งที่ยิ่งลักษณ์ต้องเจอคือ ทาง แพร่งระหว่างประชาธิปไตยกับหลักนิติธรรม หรือทางแพร่งจากอาญาสิทธิ์จากการเลือกตั้ง กับ การจำกัดอำนาจรัฐให้อยู่ในกรอบที่ไม่ล่วงละเมิดรัฐธรรมนูญของบุคคลและเสียง ข้างน้อย โดยมีตุลาการอิสระคุมเส้น กล่าวง่ายๆคือเป็นหลักนิติรัฐ ซึ่งต้องการจำกัดอำนาจรัฐไม่ให้ยุ่มย่ามกับเสียงข้างน้อย โดยตรงนี้คือจุดปัญหาที่ผ่านมา และจะรวมศูนย์อยู่ในรูปแบบปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นระเบิดลูกที่ 1


แพร่งที่ 2 คือ ผลประโยชน์ส่วนตน กับส่วนรวม ซึ่งจะแสดงออกรวมศูนย์ในรูปธรรมปัญหาการทวงคืนทรัพย์สินเป็นระเบิดลูกที่ 2


แพร่งที่ 3 คือ ความ จำเป็น สองด้านที่ต้องการรอมชอมกับชนชั้นเก่า และการตอบสนองความต้องการของคนเสื้อแดง ถ้าทำได้รัฐบาลโคลนแม้วก็อยากรอมชอมและเอาใจแดงด้วย แต่ถ้าต้องเลือกทางใด คงง่ายกว่าที่จะโน้มไปรอมชอมกับกลุ่มเก่ามากกว่าเอาใจแดง ทักษิณคงหยิบยื่นสิ่งที่ไม่ใช่ข้อเรียกร้องหลักให้กับมวลชนแดง อย่างการยกย่อง สดุดี, ให้ตำแหน่งรัฐมนตรีแก่แกนนำ เปิดโอกาสให้ไต่สวนอย่างยาวนาน แพร่งนี้จะแสดงชัดในเรื่องปัญหาความจริง ความยุติธรรมและความรับผิดชอบต่อกรณี 91 ศพ เป็นระเบิดลูกที่ 3


สำหรับการปรองดอง ที่สำคัญที่สุดคือ การปรองดองกับประชาธิปไตย แปลว่า ให้มีจุดเริ่มต้นคือ "ประชาธิปไตยเป็นจุดยืนที่ไม่หายไปไหน" หากการปรองดองเกิดปัญหาก็ขอให้แก้ไขในระบอบนี้


สุด ท้ายคือ เรื่องยิ่งลักษณ์ การปรองดองที่สำคัญคือการปรองดองกับความยุติธรรม นิติธรรม ต้องไม่ใช้อำนาจเกินเลย ต้องไม่กลายเป็นประชาธิปไตยแบบอำนาจนิยมสมัยคุณทักษิณ เพราะ ประชาธิปไตยอำนาจนิยม คือตัวการที่ขับดันคนไปหาทางออกด้วยการรัฐประหาร


"สำหรับ ผู้รักประชาธิปไตยทุกคน เป็นความจริงว่าคนบางกลุ่มไม่รักประชาธิปไตย เรียกร้องรัฐประหารไม่ขาดปาก วิธีการที่จะพ้นฐานนี้คือ อย่าทำให้พวกเขากลายเป็นวีรชน ถ้าคุณรังแก ข่มเหง ลิดรอนสิทธิเขา เขากลายเป็นวีรชน วิธีการปรองดองกับพวกเขา พูดอย่างเป็นผู้รักประชาธิปไตยควรทำ ก็คือทำให้เขาเป็นตัวตลกดีกว่า"

ปรากฏการณ์"กบฏแตงโม" บทเรียน"ประยุทธ์" ศึกชิง กห. และวาทะ"กูไม่กลัวมึง"

ที่มา มติชน









รายงานพิเศษ : มติชนสุดสัปดาห์

ผลการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 ได้ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ของกองทัพไปแล้วว่า ได้เกิดการก่อกบฏทหารประชาธิปไตย เมื่อ "นายสั่งไม่ได้"

ในมุมหนึ่งก็เป็นผลดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย ความคิดอิสระทางการเมืองของประชาชนในเครื่องแบบทหารที่ปลดแอกตัวเองออกจากการเป็น "หัวสี่เหลี่ยม"

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็น่าเป็นห่วงในระบบการสั่งการควบคุมบังคับบัญชาทางทหาร ที่ไม่ใช่แค่ไม่ทำตามคำสั่ง แต่ยังทำสวนทางกับคำสั่งอีกด้วย

พร้อมๆ กันนั้นก็เป็น "บทเรียน" บทสำคัญของผู้นำกองทัพ โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้บัญชาการทหารบก หรือ ผบ.ทบ. จะได้รู้ว่า ความศักดิ์สิทธิ์ ความขลังของเก้าอี้แห่งอำนาจตัวนี้ ได้เปลี่ยนไปแล้ว

โดยเฉพาะกับบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ที่ต้อง "เสียเซ้ลฟ์" เสียความมั่นใจในตัวเองไปมากโข และต้องมานั่งคิดทบทวนแล้วว่า เกิดความผิดพลาดอะไรขึ้น

เพราะ ขนาดส่งสัญญาณควรเลือกใคร ช่วยพรรคไหน ไม่เลือกพรรคใด แต่ผลออกมาตรงกันข้าม แล้วถ้าจะสั่งให้เอารถถัง ถือปืนออกไปปฏิวัติ ทหารจะทำตามทั้งหมดหรือไม่

ต้องยอมรับว่าบทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนการเลือกตั้งนั้นชัดเจนในการสกัดกั้นพรรคเพื่อไทย นอกเหนือจากจุดยืนที่ต่อต้านสีแดงเดิม

ทุก คำพูดทุกความคิดและความเคลื่อนไหวของ จอมพล ผู้นำกองทัพบก นั้นอยู่ในสายตาของทหารทุกนาย ไม่ว่าจะนายพล นายพัน นายร้อย ชั้นประทวน หรือแม้แต่พลทหาร ที่รู้ดีว่า ผบ.ทบ. ต้องการอะไร

แม้ ในยุคนี้ จะมาสั่งกันตรงๆ ว่าให้เลือกเบอร์ไหน พรรคใดไม่ได้เพราะกลัวถูกถ่ายคลิป แต่ก็มีการกระซิบ และเกลี้ยกล่อมพูดอ้อมๆ ให้คิดเอง โดยเฉพาะการเอาซีดีภาพเหตุการณ์เสื้อแดงเผาเมือง มาฉายให้ทหารเกณฑ์และกำลังพลในแต่ละหน่วยดูทุกวัน รวมทั้งนักเรียนทหารทุกเหล่าทุกหน่วย

แต่ ผลออกมา พรรคเพื่อไทยก็ยังชนะเกินครึ่ง ได้ ส.ส. มาถึง 265 เสียง ที่ยิ่งทำให้ผู้นำกองทัพเจ็บใจก็ที่เขตดุสิต ที่ถือเป็นเขตทหาร มีหน่วยทหารมากมาย แต่ก็กลับเลือก ลีลาวดี วัชโรบล พรรคเพื่อไทย แม้จะชนะ จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี พรรคประชาธิปัตย์ แค่ 700 กว่าคะแนน แต่ก็ถือว่า เลือกตั้งครั้งนี้ได้เกิด 2 ปรากฏการณ์พร้อมกันคือ

หนึ่ง ปรากฏการณ์ "กูไม่กลัวมึง" เสมือนว่า พวกเขาไม่กลัวผู้บังคับบัญชา แม้รู้ว่าอาจต้องถูกลงโทษอย่างใดอย่าง

หนึ่ง ต่อให้มีการเปลี่ยนการนับคะแนน มานับหน้าหน่วย แล้วมีทหารมาเดินจดยอด รายงาน "นาย" ก็ตาม

สิ่ง ที่ ผบ.หน่วย แต่ละหน่วย ชี้แจงต่อบิ๊กๆ จนถึง ผบ.ทบ. ก็คือ เราไม่สามารถบังคับความคิดทางการเมืองของทหารได้ ทหารในเครื่องแบบยังคงมีวินัย เลือกตาม "นาย" อยู่บ้าง แต่ครอบครัวลูกเมียทหารนั้นเสื้อแดงเป็นส่วนใหญ่

แต่แน่นอน ผบ.หน่วย ก็ต้องถูก "เอ็ด" เป็นธรรมดา เพราะจะให้ไปลงโทษก็คงไม่ได้

สอง คือ ปรากฏการณ์ "กบฏแตงโม" คือ ทหารจำนวนไม่น้อย ที่ไม่แค่ไม่เลือกตามนายสั่ง แต่กลับเลือกพรรคเพื่อไทย สวนคำสั่งสกัดเลยด้วยซ้ำ จึงถือว่าบรรดาทหารแตงโมทั้งที่เปิดเผยตัว และแอบแฝงหลบในกันมานานนั้น ได้เผยตัวออกมาในรูปผลการเลือกตั้งด้วยการก่อกบฏขึ้นมาแล้ว

แต่ ทว่า ปรากฏการณ์แตงโมกบฏนี้ หาใช่เพราะพวกเขารัก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือคลั่งไคล้ความงามขาวของปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือกระแสนายกฯ หญิงไม่ แต่เพราะพวกเขานึกถึง "ตัวเอง" มากกว่า "สถาบันกองทัพ" ที่ส่วนหนึ่งอาจเพราะการวางตัวของผู้นำกองทัพ ที่อาจทำให้เสื่อมศรัทธา

อีก สาเหตุหนึ่งคือ ทหารจำนวนไม่น้อยที่เป็นลูกน้องเก่าของนายทหารสายทักษิณ สายสีแดง ที่ต้องการล้มขั้วอำนาจแห่งอำมาตย์ เพื่อที่จะให้ "นาย" ของพวกเขา ได้กลับมามีอำนาจ พวกเขาจะได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งบ้าง

ประกอบ กับการที่อำนาจในกองทัพ อยู่ในมือกลุ่มอำนาจเดียวมาตลอดตั้งแต่ปฏิวัติเรื่อยมา เฉพาะบูรพาพยัคฆ์ ทหารเสือราชินี และวงศ์เทวัญบางส่วนเท่านั้นที่ได้อยู่ในศูนย์กลางและคุมอำนาจ จึงเป็นการผลักไสให้ทหารอาชีพที่ไม่มีขั้ว ไม่เลือกข้าง ต้องแอบเป็นแตงโม

ไม่นับทหารที่เปิดรับสื่อในหลายรูปแบบ ก็ทำให้คิดนอกกรอบ จนนำไปสู่การก่อกบฏนั่นเอง

เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง แบบที่ทหารไม่สามารถ "ออกอาวุธ" หรือเคลื่อนไหวอะไรตามแผนเดิมได้เลยนั้น ในเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ต้องการแบบนี้ ทุกสายตาจึงจับจ้องมาที่ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะมีชะตากรรมอย่างไร กองทัพจะเป็นอย่างไร

รมว.กลาโหม จะเป็นดัชนีชี้วัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเอาอย่างไรกับ พล.อ.ประยุทธ์ และกองทัพ

ด้วย จำนวน ส.ส. มากมาย ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ต้องง้อบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ของบูรพาพยัคฆ์ มาเป็น รมว.กลาโหม อีกแล้ว ฝ่าย พล.อ.ประวิตร เอง ถึงกับลั่นว่า "ไม่อยากเป็น เสียศักดิ์ศรี" ไม่ได้อยากจะมาเป็น เพราะกลัวเสียภาพพจน์

แต่ ด้วยความเป็นห่วง พล.อ.ประยุทธ์ และทายาทอำนาจในกองทัพ รวมทั้งหวั่นน้องๆ จะถูกเช็กบิล ทั้งการปราบเสื้อแดง การจัดซื้อรถเกราะยูเครน เรือเหาะ จีที 200 จึงทำให้ พล.อ.ประวิตร จึงต้องเปิดการเจรจาต่อรอง

จึง ไม่แปลกที่จะมีชื่อทั้ง เวสปอยเตอร์ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส. เพื่อนรัก ตท.6 ของ พล.อ.ประวิตร เป็นแคนดิเดต รมว.กลาโหม และอดีต ผบ.ทบ. และ ผบ.ทร. หลายคน

และบิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. และเพื่อน ตท.10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เอง เพราะแม้จะเป็นแกนนำปฏิวัติล้มทักษิณ แต่ความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ตั้งแต่ช่วยทักษิณกลับประเทศครั้งก่อน และบทบาทแสนดีในยุค นายสมัคร สุนทรเวช และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.กลาโหม นั้น ก็ร่ำลือกันว่า มีการจูบปากกันแล้ว

ลำพัง พล.อ.อนุพงษ์ นั้น ไม่อยากเล่นการเมือง แต่เพราะห่วงน้อง ห่วงกองทัพ และหวั่นจะถูกตรวจสอบโครงการต่างๆ จึงอาจต้องตัดสินใจ

ไม่แค่นั้น ยังมีชื่อของบิ๊กหมง พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ อดีต ผบ.สส. ลูกป๋าคนโปรด ซึ่งมีความใกล้ชิดกับ

พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างมาก และพยายามกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ มาให้ตลอด จนป๋าเปรมสั่งให้เลิกพยายาม

แต่ พล.อ.มงคล ปฏิเสธเพราะเขามีโอกาสที่จะได้เป็นหลายครั้ง แต่เขาไม่ต้องการเล่นการเมือง แต่ครั้งนี้ เสธ.หนั่น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นผู้เสนอ เพราะต้องการให้เป็น รมว.กลาโหม ปรองดองกับทุกฝ่าย ทั้งบ้านสี่เสาฯ และทุกขั้วในกองทัพ

แต่เชื่อกันว่า พล.อ.มงคล ไม่ได้ไฟเขียวแน่

ถ้าสังเกตให้ดี พ.ต.ท.ทักษิณ กำลัง "เล่นเกม" อะไรบางอย่างกับกองทัพ เพราะเดิมเขาต้องการให้เพื่อน ตท.10 เป็น รมว.กลาโหม ทั้ง พล.อ.สุรพล เผื่อนอัยกา อดีตเลขาฯ สมช. บิ๊กติ๊ด พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. เป็น รมว.กลาโหม แต่เจ้าตัวไม่ต้องการ แค่ฝากโครงการเรือดำน้ำไว้เท่านั้น. หรือ บิ๊กตุ้ย พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. ที่จะเกษียณกันยายนนี้ ก็เป็นตัวเลือกหนึ่ง แต่เขาก็ปฏิเสธมาแล้ว

จนมีข่าวการทาบทามบิ๊กอุ๊ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ อดีต ผบ.ทร. ที่แม้จะเคยร่วมในทีม คมช. ปฏิวัติ แต่ก็ด้วยความจำใจ เพราะส่วนตัวเขาสนิทสนมกับคุณหญิงอ้อ พจมาน ชินวัตร และเป็นขาประจำบ้านจันทร์ส่องหล้า อย่างมาก เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อยากได้ทหารบก เป็น รมว.กลาโหม จะเอาทหารเรือหรือทหารอากาศ นั่นเอง

จน มาพิจารณาทหารในพรรค ทั้งบิ๊กเปีย พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย (ตท.8) เพราะเคยเป็นอาจารย์ ร.ร.เสธ.ทบ. บิ๊กอ๊อด พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีต รมช.กลาโหมและปลัดกลาโหม ที่มีความใกล้ชิดกับ พล.อ.ดาว์พงษ์ และทุกขั้วในกองทัพ รวมทั้ง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี มีผลงานมากมาย ในการช่วยพรรคในศึกเลือกตั้ง ที่อาจได้เป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง

รวม ทั้ง พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี อดีต ผบ.อย. เพื่อนซี้ ตท.10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ทุ่มเททำเพื่อเขาตลอด จนพิสูจน์ว่าเป็นเพื่อนแท้ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยบอกก่อนเลือกตั้งว่า "เมธ. เป็น รมว.กลาโหม ได้ไหม" จึงทำให้เขามีชื่อเป็นเต็งหนึ่งในพรรค

มี ความหวาดหวั่นกันว่า ในที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณ อาจย้อนเกล็ดทหารด้วยการให้ ปู ยิ่งลักษณ์ เป็นทั้งนายกฯ ควบ รมว.กลาโหม สร้างประวัติศาสตร์เป็นทั้งนายกฯ หญิงคนแรกและ รมว.กลาโหมหญิงคนแรก ที่คงทำให้กองทัพกระเพื่อมไม่น้อย เพราะถือว่า "ทั้งแสบ ทั้งหยาม" กันเลย ที่ผู้นำกองทัพ โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องมายืนตะเบ๊ะ ผู้หญิง แถมนามสกุล ชินวัตร อีกด้วย ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้นำประเทศ แต่ยังเป็นผู้บังคับบัญชา

เพราะนายสมัคร และนายสมชาย ก็ยังต้องควบ รมว.กลาโหม มาแล้ว ยิ่งในยามที่ทหารในพรรคและนอกพรรค มีการแย่งชิงต่อรองกันเช่นนี้

แต่ คนที่น่าเห็นใจ คือ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทุกสายตาจ้องเขม็ง เขาทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่วันนี้กระแสประชาชน ทำให้ทุกคนพร้อมที่จะเปลี่ยนขั้วเปลี่ยนสี

แม้ พรรคเพื่อไทย ประกาศจะไม่แก้แค้นกองทัพ ไม่โยกย้าย พล.อ.ประยุทธ์ ก็ตาม แต่มีความเคลื่อนไหวจาก "พวกเดียวกันเอง" ที่จะกดดันให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทุบโต๊ะ ให้เด้ง ผบ.ทบ. อย่างคึกคัก

โดยเฉพาะชื่อ ของ บิ๊กต่าย พล.อ.ภุชงค์ รัตนวรรณ ผบ.สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (ผบ.สปท.) อดีต ผบ.นสศ. ที่มาแรง ที่ไม่ใช่เพราะเขาเป็นเพื่อน ตท.10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือเป็นการคืนความชอบธรรมที่เขาเคยถูก บิ๊กบัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ตอนเป็น ผบ.ทบ. เตะโด่งออกจาก ทบ. ทั้งๆ ที่จ่อขึ้นห้าเสือ ทบ. เท่านั้น

แต่เพราะ พล.อ.ภุชงค์ เป็นน้องเลิฟของ บิ๊กแอ้ด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี

ตอน นี้ พล.อ.ประยุทธ์ อาจบอบช้ำ เสียหาย และเป็นแม่ทัพที่แพ้สงคราม ในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ แถมสะบักสะบอม จนต้องเปลี่ยนม้ากลางศึก อย่าลืมว่าโดยสถานะทหารเสือราชินีแถวหน้า การเป็น ผบ.ทบ. ของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เป็น "ก้าง" ขวางอำนาจของบางกลุ่ม ที่ไม่อาจ "แอบอ้างสถาบัน" ได้อีก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ รับใช้ใกล้ชิดอยู่แล้ว

ขณะ ที่แรงดันจากในพรรคเพื่อไทย ที่อยากให้เปลี่ยน ผบ.ทบ. ก็ยังหนุนบิ๊กเล็ก พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน (ตท.11) อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ที่เป็นน้องเขยของ ส.ส.เพื่อไทย จ.พะเยา ที่มีอายุราชการถึงปี 2556 ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.

แต่ยังเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะยอมปรองดอง ทั้งในการเลือก รมว.กลาโหม และจะไม่แก้แค้นล้างบางกองทัพ ไม่โยกย้าย พล.อ.ประยุทธ์ ที่เกษียณปี 2557 พ้นเก้าอี้ ผบ.ทบ. แต่ต้องมีการสกัดแผนการสร้าง "แผงอำนาจ ตท.12" ด้วยการไม่ให้ บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาปกรณ์ เสธ.ทหาร ขึ้นเป็น ผบ.สส. แต่อาจดัน พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ รอง ผบ.สส. ที่มีสัมพันธ์กับเพื่อไทย ขึ้นเป็น ผบ.สส. ขัดตาทัพไว้ก่อน 1 ปี

เช่น เดียวกับที่ บิ๊กโอ๋ พล.ร.อ.ยุทธนา ฟักผลงาม แกนนำ ตท.12 ที่จะขึ้นเป็น ผบ.ทร. คนใหม่ ก็จะแผ่วลง ขณะที่บิ๊กหรุ่น พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ตท.13 นายทหารเรือสุขุม อัธยาศัยดี เป็นที่ยอมรับ กลายเป็นเต็งหนึ่ง

ส่วน ผบ.สส. ก็อาจเป็น บิ๊กต่าย พล.อ.ภุชงค์ ที่หากผิดหวังจากการเป็น ผบ.ทบ. เพื่อสกัด พล.อ.ธนะศักดิ์

ใน ส่วนของ ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมทำโผโยกย้ายทหารปลายปีไว้แล้ว โดยดึงบิ๊กหนุ่ย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เพื่อนรัก ตท.12 ขยับจาก เสธ.ทบ. ขึ้นเป็น รอง ผบ.ทบ. ครองอัตราจอมพล

ที่น่าจับ ตามองคือ มีการวางทายาทอำนาจว่าที่ ผบ.ทบ. ในอนาคต เพราะล้วนเกษียณปี 2558 คือ บิ๊กบี้ พล.ท.ศิริชัย ดิษฐกุล (ตท.13) รอง เสธ.ทบ. น้องรักของ บิ๊กป้อม ขึ้นเป็น เสธ.ทบ. บิ๊กโด่ง พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร (ตท.14) แม่ทัพภาคที่ 1 ทหารเสือราชินี ขึ้นเป็น ผช.ผบ.ทบ.

ที่ ฮือฮาคือ พล.อ.ประยุทธ์ ดึง บิ๊กแป๊ะ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก (ตท.14) ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษจาก บก.ทัพไทย ที่มีผลงานจากเรื่องการแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา และมรดกโลก ข้ามมาเสียบเป็น ผช.ผบ.ทบ. เพื่อหมายให้ดูแลปัญหากัมพูชาโดยเฉพาะ

แต่แน่นอน การมีรัฐบาลใหม่ เปลี่ยนขั้วอำนาจ รมว.กลาโหม คนใหม่ ก็ต้องเข้ามาดูแลเรื่องความยุติธรรม

ที่ คาดว่า พล.อ.ทนงศักดิ์ ถ้าไม่ได้เป็น ผบ.ทบ. ก็จะได้ขึ้นจากผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. เป็นประธานที่ปรึกษา ทบ. ครองอัตราจอมพล แต่รัฐบาลเพื่อไทย ก็อาจจะเข้าเป็น ห้าเสือ ทบ. ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยให้สัญญาไว้ ที่สำคัญ อาจเสียบเป็น รอง ผบ.ทบ. หายใจรดต้นคอ พล.อ.ประยุทธ์ ให้หนาวๆ ร้อนๆ

เพราะแม้พรรคเพื่อไทย จะไม่เด้ง พล.อ.ประยุทธ์ พ้นเก้าอี้ ผบ.ทบ. ในครั้งนี้ แต่โยกย้ายปลายปีหน้า ก็ไม่แน่

แต่ ที่ต้องจับตาคือ อนาคตของ พล.อ.ดาว์พงษ์ จอมกระชับพื้นที่ ที่ในสายตาทหารสายเพื่อไทย มองว่าเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ทุกอย่าง อีกทั้งเป็นผู้ตั้งกองบัญชาการ สกัดกั้นเพื่อไทยในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่เขาอาจจะเป็นประธานที่ปรึกษา ทบ. ไม่ได้เป็น รอง ผบ.ทบ. แต่ถึงเวลานั้น พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อนรัก จะยอมหรือไม่ หากไม่สามารถปกป้องหรือต่อรองเพื่อเพื่อนรักได้

แม้ จะไม่แทรกแซง ไม่แก้แค้น แต่หากกลั่นแกล้ง เหยียดหยามกันในเรื่องต่างๆ ไม่ให้เกียรติ พาดพิงสถาบัน และหยาม "นาย" เริ่มมีเสียงนายทหารคนสำคัญหลายคนลั่นออกมาแล้วว่า "กูไม่กลัวมึง"

เช่นเดียวกัน ทักษิณ และทหารในพรรคเพื่อไทย ก็บอกว่า "กูไม่กลัวมึง" เหมือนกัน

...โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยใจระทึก.

ตปท.ชี้ทักษิณควรเสียสละตัวเองไม่กลับปท.เพื่อการปรองดอง กังขาพท.กำชัยแต่โดนเสื้อแดงรุกใส่

ที่มา มติชน



สำนัก ข่าวซินหัวรายงานอ้างทัศนะของรศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ควรจะเสียสละตัวเองไม่กลับประเทศไทยอีก เพื่อว่าคนไทยจะได้เห็นการปรองดองสมานฉันท์เกิดขึ้นในประเทศ โดยหากพ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการประนีประนอม เขาก็จะต้องแลกด้วยการทิ้งแผ่นดินเกิดไม่หวนกลับมาเมืองไทยอีก เพราะที่ผ่านมา เขาได้ทิ้งมรดกที่ลึกซึ้งต่อเมืองไทย และเป็นมรดกที่มีทั้งด้านบวกและลบ นอกจากนี้ ในส่วนของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ก็ควรจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะหากทำเช่นนั้นก็จะเกิดปฎิกิริยาต่อต้าน

ก่อน หน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยกล่าวว่า ต้องการกลับเมืองไทยเพื่อร่วมงานแต่งงานของน.ส.พิณทองทา ลูกสาว ในเดือนธ.ค.แต่บอกว่า หากกลับแล้วเกิดความขัดแย้งขึ้น เขาก็จะยอมคอย และในช่วงแรก ๆ พรรคเพื่อไทย ยังได้รวมเรื่องการนำพ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ อยู่ร่วมในนโยบายพรรค แต่หลังจากเกิดกระแสวิจารณ์โจมตีอย่างกว้างขวางพรรคแก้ตัวว่าเป็นเรื่องการ นิรโทษกรรมให้กับกลุ่มการเมืองทุกฝ่าย

รศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าวด้วยว่า เมืองไทยอาจเกิดเข้าสู่การเผชิญหน้าในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า หากไม่สามารถเดินหน้าไปด้วยการประนีประนอมในช่วงเร็ว ๆ นี้ โดยสิ่งสำคัญที่สุดเวลานี้ก็คือ เมืองไทยจะต้องสร้างบรรยากาศที่ดีและเหมาะสม รวมทั้งอุดมการณ์และความตั้งใจที่จะประนีประนอมกัน โดยตระหนักว่าที่ผ่านมาประเทศชาติบอบช้ำมาพอแล้ว และจำเป็นจะต้องเดินหน้า และทุกฝ่ายที่เกี่่ยวข้องกับวิกฤตและถูกมองว่ากระทำผิดในสายตาของผู้คน จะต้องปล่อยวางต่อกันและกัน

อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า กรณีการสอบสวนการสังหารประชาชน ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างทหารและคนกลุ่มเสื้อแดง เมื่อปีที่แล้ว ควรจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อ แนวทางปรองดองแห่งชาติ(คอป.)ทำหน้าที่ โดยการค้นหาข้อเท็จจจริงเป็นสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด เมื่อการประนีประนอมและการสมานฉันท์ยากจะบรรลุได้ จนกว่าจะเกิดกระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงเกิดขึ้น

ซินหัว รายงานด้วยว่า ปัญหาอุปสรรคอีกประการที่อาจนำพรรคเพื่อไทยล่มพังหากทำไม่ดีก็คือ การนำคนกลุ่มเสื้อแดงเข้ามาร่วมครม.โดยถึงขณะนี้ ผู้นำกลุ่มพรรครัฐบาลได้ส่งสัญญาณแล้วว่า ไม่ยอมรับที่จะให้กลุ่มเสื้อแดงเข้ามาร่วมรัฐบาล เพราะเกรงว่าภาพลักษณ์ของรัฐบาลจะมัวหมอง อย่างไรก็ตาม กลุ่มเสื้อแดงได้ยืนกรานว่าพวกเขามีสิทธิอย่างชอบธรรมที่จะเรียกร้องตำแหน่ง ดังกล่าว เมื่อคำนึงถึงสิ่งที่พวกเขาได้ทำให้แก่พรรคเพื่อไทย โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ นายก่อแก้ว พิกุลทอง หนึ่งในสมาชิกระดับนำของกลุ่มเสื้อแดง อ้างว่า สาเหตุที่พรรคเพื่อไทยรอดอยู่และชนะเลือกตั้งได้อย่างถล่มทลาย ก็เพราะแรงสนับสนุนจากคนเสื้อแดง

นอกจากนี้ ผู้นำกลุ่มเสื้อแดงที่มีภูมิลำเนาทางภาคเหนือ ซึ่งฐานสนับสนุนใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ยังได้เรียกร้องตำแหน่งรัฐมนตรีสิบตำแหน่งด้วย ขณะที่ฐิตินันท์ชี้ว่า กลุ่มเสื้อแดงมองว่า พวกเขาได้รับความไม่เป็นธรรมมาตลอด และถึงขณะนี้ พวกเขาต้องการสิ่งแลกเปลี่ยน คือ ตำแหน่งรัฐมนตรีในครม.เพื่อเป็นเครื่องป้องกันตัวให้แก่พวกเขา รวมทั้งยังเป็นการให้คำตอบแก่กลุ่มผู้สนับสนุนเสื้อแดงด้วย

ด้าน"กา ร์เดี้ยน"รายงานว่า หัวหน้ากลุ่มนปช.ได้เตือนให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินหน้าสอบสวนคดีสังหารผู้ประท้วงเสื้อแดงเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 90 ราย และบาดเจ็บกว่า 2,000 คน โดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ หัวหน้ากลุ่มนปช.กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะต้องดำเนินการสอบสวนดังกล่าว หากต้องการได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเสื้อแดงนปช.


ทั้งนี้ การ์เดี้ยนระบุว่า ในขณะที่กลุ่มเสื้อแดงฝ่ายซ้ายสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ และอีกจำนวนเป็นกลุ่มที่มีศรัทธาต่อเขาอย่างสูง กลุ่มได้ผนึกกำลังต่อต้านการรัฐประหารเมื่อปี 2006 และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขึ้นสู่อำนาจจากการต่อรองทางการเมือง หลายฝ่ายวิตกว่า การให้นิรโทษกรรมแก่พ.ต.ท.ทักษิณ จะหมายถึงการไม่ดำเนินการจัดกับเหล่าผบ.ทหาร ที่พวกเขาเชื่อว่ารับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของคนกลุ่มเสื้อแดงด้วย

"อนาคต ของคนเสื้่อแดงและพรรคเพื่อไทยขึ้นกับว่าพรรคเพื่อไทยจะบริหาร ประเทศและฟังประชาชนหรือไม่ เราหวังว่าจะไม่มีใครไม่ฉลาดที่ไม่ฟังเสียงประชาชน"นางธิดากล่าว

สื่อไทยกับประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมหลังเลือกตั้ง...สิ่งที่ขาดหายไป ?

ที่มา มติชน





เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ได้มีงานเสวนา “การสื่่่อสารทางการเมือง ภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ของสื่อ: จากประสบการณ์สากลสู่สังคมไทย” จัดโดย ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ อาคารศศนิเวศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


โดยในช่วงแรกเป็นการเสวนาในหัวข้อย่อยที่ชื่อ“สื่อไทยกับประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมหลังเลือกตั้ง”มี ผู้ร่วมเสวนาได้แก่รุ่งมณีเมฆโสภณ สื่อมวลชนและนักเขียนอิสระ, ธีรัตน์ รัตนเสวี บรรณาธิกรข่าว และอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ผู้อำนวยการเนชั่นฯ ส่วนในช่วงที่สองของการเสวนานั้น มติชนออนไลน์จะได้นำเสนอในคราวต่อไป


สื่อไทยกับประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมหลังเลือกตั้ง

รุ่งมณี ในฐานะสื่อมวลชนอาชีพ กล่าวว่าตนคิดว่าหลังการเลือกตั้งความขัดแย้งก็ยังดำรงอยู่ เวลาเพียงชั่วข้ามคืนไม่สามารถทำให้ความขัดแย้งหมดไปได้ และได้กล่าวในประเด็นของสื่อว่า คำถามสำคัญคือ เราจะจัดการอย่างไรสื่อที่เกิดขึ้นใหม่ที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสื่ออาชีพหรือสื่อกระแสรอง


“บทบาท ของสื่อที่เกิดใหม่และไร้ระเบียบในขณะนี้ได้สร้างความตื่นตัวทาง การเมืองอย่างก้าวกระโดด ถ้ามองในเชิงบวกการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตย เพียงแต่ว่าคนเสพสื่อกระแสรองอาจจะยังถูกล้อมกรอบอยู่กับสื่อใดสื่อหนึ่งและ ไม่เปิดรับอีกด้านหนึ่งเลย ซึ่งตรงนี้แหละที่สื่อกระแสหลัก หรือสื่อมืออาชีพจะเข้ามามีบทบาท เป็นไปได้หรือไม่ที่สื่อหลักจะทำให้คนทุกสีหันมาดูเรา ถ้าทำได้ก็จะทำให้คนทุกสี ที่นอกจากจะดูทีวีที่ตนชอบตนชื่นชมแล้ว เขาสามารถที่จะไว้ใจ เชื่อใจสื่อกระแสหลัก เพราะสื่อกระแสหลักนำเสนอข้อเท็จจริงที่เขาควรรับรู้”


รุ่ง มณี กล่าวว่า นี่เป็นยุคที่ท้าทายมากสำหรับคนทำสื่อ และถ้าสื่อไหนสามารถทำอย่างที่กล่าวมาข้างต้นได้ก็จะถือเป็นการช่วยพัฒนา ประชาธิปไตย สื่อนั้นจะช่วยปลุกคนทุกระดับตั้งแต่ชนชั้นกลางชนชั้นนำและชนชั้นรากหญ้า ซึ่งเมื่อก่อนชาวไร่ชาวนาไม่รู้สึกว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องเป็นเขา แต่ตอนนี้ พวกเขารู้สึกว่าตนมีส่วนร่วมกับการเมือง ดังนั้นเราจะทำอย่างไรถึงจะช่วงชิงการเติบโตของการมีส่วนร่วมทางการเมือง และการมีสำนึกในประชาธิปไตยเหล่านี้ไว้ได้ ซึ่งนี่เป็นบริบทใหม่ที่ท้าทายสำหรับทุกภาคส่วน เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนจะหันมามีตื่นตัวทางการเมือง ไม่ว่าจะด่าทอ หรือจะเกลียดกันก็ตาม แต่นี่คือถือได้ว่ามีความตื่นตัวขึ้นมาแล้ว ทำอย่างไรเราถึงจะรักษาเขาไว้ได้ ไม่ใช่ให้เขาเป็นเบี้ยในกระดานหรือเบี้ยนอกกระดาน แล้วบทบาทของเขาก็หมดไป ตนคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ปรากฎการณ์นี้เป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจ


“ตนเชื่อในความหลากหลายของสื่อ ความหลากหลายนั้นงดงาม แต่เราต้องยอมรับในความแตกต่าง และอาวุธที่สำคัญของสื่อไม่ว่าจะเป็นสื่อกระแสหลักหรือว่าสื่อชุมชนคือการทำ investigative reporting (การรายงานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน)"


ด้านนายธีรัตน์กล่าว ว่า ตนคิดว่าสื่อใหญ่ยังไม่ปรับตัว สื่อใหญ่ๆคิดว่าตนเป็นสื่อที่ใครๆต้องหันมาดู จึงทำให้สื่อกระแสหลักเหล่านี้ละเลยเสียงเล็กๆน้อยๆในสังคมไป นอกจากนี้ในตอนนี้สื่อไม่ได้เป็นการสื่อสารทางเดียวอีกต่อไป ยกตัวอย่างเช่นทวิตเตอร์ เป็นต้น นี่เป็นยุคที่ผู้ใช้สามารถมีส่วนช่วยสร้างเนื้อหา มีการแสดงความเห็นต่อรายการข่าวที่ดู พวกเขาสามารถแสดงความคิดเห็นได้ทางเฟสบุ๊คหรือทวิตเตอร์ ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของคน ที่จะชอบแสดงความคิดเห็น และตนเห็นว่ายิ่งมีการแสดงความคิดเห็นมากก็ยิ่งดี ดีกว่ากว่าจะไปปิดกั้น


“คนทำงานสื่อต้องไม่ทำงานแค่ 5W 1H อีกต่อไป แต่คุณต้อง investigate (ทำงานในเชิงสืบสวนสอบสวน) คุณต้องเช็คข้อเท็จจริงต่างๆให้ครบถ้วน และต้องกลั่นกรองว่าอะไรจริงอะไรเท็จ ตอนนี้ข่าวลือเกิดขึ้นง่ายมาก เช่นคนที่มีแบล็กเบอร์รี่ ก็สามารถส่งข่าวสารไปสู่คนจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ว่าข่าวนั้นจะเป็นจริงหรือเท็จก็ตาม ข่าวลือตอนนี้มีมากมาย และทุกคนส่ามารถที่จะสร้างข่าวลือได้ง่าย และนักข่าวนี่แหละที่ตกเป็นเหยื่อ นี่คือปัญหาของคนเป็นนักข่าว”


ส่วนนายอดิศักดิ์กล่าว ว่า สิ่งที่น่าสนใจสำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้คือ นักข่าวยังไม่ค่อยตระหนักมากนักถึงการตลาดของพรรคการเมือง ไม่ตระหนักว่าบทบาทนักข่าวควรจะอยู่ตรงไหน
“ยิ่ง แรงกดดันของสื่อ ของคนที่รับรู้ จะกดดันให้รัฐบาลทำในสิ่งที่สัญญาไว้ โดยไม่ทราบว่าสิ่งที่สัญญาไว้เนี่ยจะทำได้หรือเปล่า แต่ต้องทำ เพราะได้สัญญาไว้แล้ว ไม่ว่าสิ่งที่สัญญาไว้อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อประเทศชาติมากเพียง ใด”


“สื่อต้องตระหนักอย่างมาก และต้องเตรียมตัวในการทำข่าวใน เชิงinvestigateให้มากขึ้นไม่ใช่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองนักข่าวควร จะตั้งคำถามให้มาก แค่คอนเฟิร์มข่าวนั้นยังไม่พอ แต่ต้อง investigate สื่อต้องตามนักการเมืองให้ทัน”


สุด ท้ายนี้นายอดิศักดิ์ได้ให้ความเห็นว่า ตนเชื่อในเรื่องสื่อเสรี และการมีส่วนร่วมในการใช้สื่อเพื่อนำเสนอสิ่งที่คนต้องการจะแสดงออก ตนชอบที่มีสื่อเยอะๆและคิดว่า สิ่งเหล่านี้จะทำให้สังคมเติบโตและมีวุฒิภาวะ การมีสื่อมากขึ้นทำให้คนรับสื่อมีทางเลือก จากเดิมที่ถูกบังคับให้ดูฟรีทีวีแค่ไม่กี่ช่อง ปัจจุบัน คนสามารถเลือกฟังได้เลือกดูได้ แน่นอนว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ย่อมมีความสับสนอลหม่าน แต่ในที่สุดแล้ว เมื่อทุกคนมีที่ยืน มีพื้นที่ในการนำเสนอความเห็น สิ่งนี้จะนำไปสู่เป็นสิ่งที่ดีขึ้น

รัฐมนตรีเสื้อแดง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



การ จัดตั้งครม.ยิ่งลักษณ์ 1 อยู่ในช่วงฝุ่นตลบในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลไม่ค่อยเท่าไหร่เพราะ มีส.ส.ในมือพรรคละไม่กี่เสียง เอาไปต่อรองอะไรไม่ได้

ทุกอย่างจึง ขึ้นอยู่กับแกนนำหลักคือพรรคเพื่อไทยแต่เพียงผู้เดียว โดยมีข่าวสะพัดการจัดโผครม.ครั้งนี้ฝุ่นตลบไปถึงเมืองดูไบ แหล่งพำนักพักพิงของทักษิณ

ถ้าจะยุ่งก็คงยุ่งตรงนี้

กับอีก เรื่องที่ส่อเค้าว่าอาจจะยุ่งได้เหมือนกันถ้าไม่จัดการให้ดี คือการปูนบำเหน็จเก้าอี้รัฐมนตรีให้แกนนำนปช.ที่ได้รับเลือกเป็นส.ส.

ซึ่งมีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ฝ่าย ไม่เห็นด้วยอ้างว่า การให้แกนนำนปช.ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับกลุ่มคนที่กำลังหมดอำนาจและยัง ทำใจยอมรับไม่ได้ เข้ามามีตำแหน่งในรัฐบาล

อาจทำให้อีกฝ่ายหวาดผวาถูกเช็กบิลเอาคืน แล้วออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน จนอาจสะเทือนต่อแนวทางการ ปรองดองได้

รวมทั้งในแง่คุณสมบัติความเหมาะสม เนื่องจากแกนนำนปช.ตกอยู่ในฐานะถูกกล่าวหาคดีร้ายแรง ถึงจะเป็นการกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมก็ตาม

ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และอายุขัยของรัฐบาลได้

ขณะที่ฝ่ายเห็นด้วยชี้เหตุผลว่าชัยชนะถล่มทลายของเพื่อไทยนั้น แกนนำนปช.และคนเสื้อแดงมีส่วนไม่น้อย

การ ที่พรรคจะตอบแทนด้วยตำแหน่งในรัฐบาล ตามที่มีชื่อปรากฏเป็นข่าวมีเพียง 2 คนคือณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กับจตุพร พรหมพันธุ์ ก็ไม่ถือว่ามากเกินไป

นาย ณัฐวุฒิต่อสู้กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ จนตนเองและพวกต้องเข้าไปอยู่ในคุกนาน 9 เดือน นายจตุพรก็เช่นกันที่ต้องใช้ชีวิตอยู่คุกจนถึงตอนนี้ ไม่รู้ว่าศาลจะเมตตาให้ประกันตัวออกมาหรือไม่

ส่วนประเด็นคุณสมบัติความเหมาะสมนั้น ในเมื่อแกนนำนปช.เข้าสู่วิถีทางการเมืองอย่างถูกต้องตามกระบวนการประชาธิปไตย

ก็ต้องย้อนไปดูรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่มีคนอย่างนายโสภณ ซารัมย์ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ หรือแม้แต่นายกษิต ภิรมย์ นั่งคุมกระทรวงใหญ่

ดังนั้น เรื่องที่กลัวจะถูกพรรคว่าที่ฝ่ายค้านโจมตีนั้น คงไม่ต้องกลัว

ที่น่ากลัวคือการเตะตัดขา แย่งชิงอำนาจกันเองในพรรคเพื่อไทยมากกว่า

พี่นักข่าวอิตาลีวอน"รบ.ใหม่"คลี่91ศพ

ที่มา ข่าวสด

รุมจวกยับ กก.สิทธิฯ อุ้ม"มาร์ค" ไม่ปกป้อง ประชาชน


รุม สวดยับ "กรรมการสิทธิฯ"มีอคติ -ไม่เป็นกลาง ทำรายงานเหตุการณ์สลายม็อบแดง 91 ศพผิดหลักสากล ไม่สนใจปกป้องสิทธิพื้นฐานประชาชน แต่กลับเอื้อประโยชน์ให้ผู้กุมอำนาจรัฐ พี่สาว "ฟาบิโอ โปเลงกี" ช่างภาพอิสระอิตาเลียน เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" แสดงความยินดีที่ชนะเลือกตั้ง พร้อมตั้งความหวังว่านับจากนี้การ สอบสวนหาสาเหตุการตาย 91 ศพ รวมถึงนายฟาบิโอที่โดนยิงดับในวันกระชับวงล้อม 19 พ.ค. 53 จะดำเนินไปอย่างยุติธรรมตรงไปตรงมา "แรมโบ้อีสาน" เสียงอ่อน ยืนยันแกนนำนปช.ไม่ได้แตกคอกันรุนแรง แต่สมาชิกบางส่วนอยากให้ "ธิดา" ประธานนปช. ลดความเจ้าอารมณ์ลงบ้าง

"ปู"เห็นด้วยแนวทาง"คอป."

เมื่อ เวลา 08.50 น. วันที่ 8 ก.ค. ที่พรรคเพื่อไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ระบุจะไม่มีการพูดถึงเรื่องนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในกระบวนการปรองดองของคอป. ว่า ตนเห็นด้วย เรื่องนี้ให้แล้วแต่คอป.จะดำเนินการอย่างไร ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะต้องการให้คอป.ทำงานอย่างอิสระเต็มที่ สิ่งใดที่พรรคเพื่อไทยพร้อมสนับสนุนได้ก็ยินดีทำ ส่วนที่จะตั้งคณะกรรมการทำงานควบคู่กับคอป.นั้นต้องให้คอป.ตั้งหลักก่อน และเสนอมาว่าต้องการให้เข้าไปช่วยเหลือหรือสนับสนุนในส่วนไหน เราพร้อมสนับสนุน โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามหลักสากล

แก้"ม.112"ยังไม่มีความเห็น

ผู้ สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวระบุพรรคเพื่อไทยเตรียมแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ ข้อเท็จจริงคือมีการสัมภาษณ์และสอบถามความเห็น ซึ่งตนตอบไปว่ามาตรานี้มีความละเอียดอ่อน ต้องให้ผู้ที่มีความรู้มาหารือและพูดคุยกัน ส่วนตัวไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ ความจริงไม่ควรนำมาตรานี้ไปอ้างอิงไม่ถูกที่ อีกทั้งเรื่องนี้น่าจะเป็นกระบวนการของสภามากกว่า

ต่อข้อถามที่ระบุ ว่า "ไปอ้างอิงไม่ถูกที่" คืออะไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่าเรื่องนี้เราต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรไม่ให้นำไปใช้อ้างอิงมากกว่า ส่วนประเด็นที่จะแก้ไขถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ขอยังไม่ให้ความเห็นเพราะยังไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียด ต้องปรึกษาผู้ที่มีความรู้ก่อน

ปชป.สงสัยคำสัมภาษณ์"ปู"

ที่ พรรคประชาธิปัตย์ น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรค แถลงว่า จากการแถลงความคืบหน้าการทำงานของคอป. พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่ากรณีพรรคเพื่อไทยแสดงความตั้งใจสนับสนุนการทำงาน ของคอป. ถือเป็นการสานต่อสร้างความปรองดองที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ริเริ่มขึ้นหลัง เหตุการณ์สูญเสีย แต่อยากให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่าที่นายกฯ ให้ความชัดเจนบางประเด็นกรณีนายคณิต ณ นคร ประธานคอป.ตั้งคำถามว่า จะตั้งกรรมการคู่ขนานจากฝ่ายบริหารตามที่พรรคเพื่อไทยเคยพูดไว้หรือไม่ เพราะความปรองดองต้องเป็นอิสระและปลอดการถูกแทรกแซง

น.พ.บุรณัชย์ ระบุว่า ที่สำคัญที่สุดเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ล่าสุดน.ส.ยิ่งลักษณ์ไปให้สัมภาษณ์น.ส.พ.ดิอินเพนเดนต์ของอังกฤษ เมื่อ 7 ก.ค. กล่าวว่าสิ่งแรกที่จะทำให้ความปรองดองเกิดขึ้นจริงคือทุกคนต้องกลับไปสู่ ก่อนคำตัดสินของศาลและรัฐธรรมนูญก่อนปี 2549 ซึ่งควรทำประชาพิจารณ์ถามประชาชนว่าอยากได้รัฐธรรมนูญแบบใด

"คำถาม คือการระบุว่าต้องกลับไปก่อนคำตัดสินศาล หมายความถึงคดีใด เพราะการวินิจ ฉัยศาลที่สิ้นสุดไปแล้วมี 2 กลุ่มคดี คือ 1.คดีตัดสิทธิ์ทางการเมือง ซึ่งประชาธิปัตย์เห็นว่าถ้าเรื่องนี้ตรงกับข้อเสนอของกรรมการอิสระว่าจะช่วย สร้างความปรองดองในชาติได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีปัญหา 2.กลุ่มคดีทุจริต ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าตรงกับในอดีตที่มีความพยายามกลับไปยังรัฐธรรมนูญ 2540 เพื่อยกเลิกมาตรา 309 ในรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อให้กระบวนการดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตมีผลถูกล้างไป เสมือนไม่เคยเกิดขึ้น ดังนั้นเรื่องนี้เป็นคำสัมภาษณ์สื่อต่างประเทศที่ไม่ตรงกับที่น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ให้สัมภาษณ์สื่อในประเทศ" น.พ.บุรณัชย์ กล่าว

ชี้"กสม."เกรงกลัวผู้มีอำนาจ


อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิ้ก ข่าวสด

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 09/07/54 เลือดและน้ำตายังไม่แห้งเลย

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


ลืมที่นี่ มีคนตาย ขายอุดมคติ
ใจเริ่มปริ ทวงอำนาจ ที่วาดหวัง
สร้างรอยร้าว ต่อเติม เพิ่มความชัง
ลืมพลัง ลืมรอยเลือด และน้ำตา....

เห็นกระดูก ชิ้นใหญ่ ตั้งใจงับ
เริ่มสับปลับ สับสน จนไร้ค่า
ลืมคืนวัน ร่วมสู้ คู่เคียงมา
ฤ ผีห่า สิงร่าง อำพรางตน....

มันเสียดแทง ความรู้สึก กว่านึกฝัน
อำนาจมัน เย้ายวน ชวนสับสน
เข้ายื้อแย่ง โธ่เอ๋ย นี่หรือคน
ช่างวกวน เปลี่ยนผัน ทันท่วงที....

ไม่สงสาร เหล่าวีรชน คนแอบเห็น
เลือดน้ำตา ไหลกระเซ็น จนเป็นผี
อุดมการณ์ สานให้ จนได้ดี
มาวันนี้ กลับลืมเลือน ไม่เหมือนเดิม....

คิดให้ดี เถิดเพื่อน ย้ำเตือนไว้
แม้นอยากดี อยากได้ ใช่ฮึกเหิม
เสียงทะเลาะ ดังลั่น มันคอยเติม
ยิ่งมาเพิ่ม ความแค้น จนแน่นใจ....

ชนะมาร ยกแรก เริ่มแตกแถว
คิดแหวกแนว ร้อยเล่ห์ ทำเฉไฉ
เผยทาสแท้ ที่เห็น จนเป็นไป
ขอได้ไหม..สงสารเขา..เหล่าวีรชน....

๓ บลา / ๙ ก.ค.๕๔

“ธงชัย วินิจจะกูล” ปาตานีกับรัฐไทยในยุคหลังสมัยใหม่ (1)

ที่มา ประชาไท

ธง ชัย วินิจจะกูล” อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ฆ่าหมู่ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นำเสนอต่อที่สัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ประเด็นปัญหาปาตานีกับรัฐไทยในยุคหลังสมัยใหม่” ณ ห้องมะปราง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ปลาย เดือนมิถุนายน 2554 แวดวงประวัติศาสตร์เมืองปัตตานี กลับมาคึกคักอีกครั้งจาการมาเยือนของ “ดอกเตอร์ธงชัย วินิจจะกูล” อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ฆ่าหมู่ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งวันนี้มีฐานะเป็นศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา

หนึ่งในหลายกิจกรรมที่ปัตตานีคราวนี้คือ การนำเสนอต่อที่สัมมนาทางวิชการเรื่อง “ประเด็นปัญหาปาตานีกับรัฐไทยในยุคหลังสมัยใหม่” ณ ห้องมะปราง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ต่อไปนี้ เป็นมุมมองของ “ดอกเตอร์ธงชัย วินิจจะกูล” ที่นำเสนอในการสัมมนาทางวิชาการ ในช่วงเช้าของวันที่ 29 มิถุนายน 2554

ขอบคุณที่ชวนผมมาร่วมรายการวันนี้ ต้องสารภาพว่าผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ Issue นี้เลย เพราะความสนใจของผมจะโฉบไปโฉบมารอบๆ อันนี้

หลาย ท่านคงจำได้ว่า ผมมาพูดเมื่อปี 2002 ก่อนเกิดเหตุการณ์อะไรต่างๆ ตามมา 2–3 ปีผ่านไป ผมยังนึกว่า เราไปพูดอะไรไว้ ไปมีส่วนช่วยก่อปัญหา ก่อความเดือดร้อนด้วยรึเปล่า ความสนใจของผมคือการวิพากษ์ประวัติศาสตร์ไทยมาตรฐาน ประวัติศาสตร์แห่งชาติ ความสนใจอันนี้ติดอยู่ในใจมากเลย

ผมสนใจการศึกษาประวัติศาสตร์ท้อง ถิ่น (Local History) ในหลายๆ พื้นที่ของประเทศ แล้วผมก็เจอสิ่งที่เรียกว่า Local History ในเมืองไทย ทำไปทำมามันไม่ใช่ Local History มันกลายเป็นประวัติศาสตร์ของภูมิภาคต่างๆ ในประเทศไทย ในส่วนที่สัมพันธ์กับส่วนกลาง

คำถามผมจึงเกิดขึ้นง่ายๆว่า แล้วประวัติศาสตร์ที่ไม่สัมพันธ์กับส่วนกลางมีได้หรือไม่ หรือที่ไปกันไม่ได้เลยกับส่วนกลาง เพราะขัดแย้งกัน จะมีได้หรือเปล่า อย่างประวัติศาสตร์เชียงใหม่ เขียนไปเขียนมาจนเชียงใหม่สงบเรียบร้อยไปกันได้ดีกับกรุงเทพฯ ทั้งที่ความขัดแย้งมีเยอะแยะไปหมด แต่เขาไม่เขียน

ความสนใจอันนี้ของ ผม มีมาตั้งนานแล้วครับ ตั้งแต่ 1990 กว่า เขียนบทความครั้งหนึ่ง ผมก็ได้โอกาสเก็บสะสมอ่านเอกสารการสัมนาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในเมืองไทย ตอนซักประมาณปลายทศวรรษ 1980 ถึง 1990 กลางๆ มีการสัมมนาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในไทยเยอะมาก แล้วเจอปรากฏการณ์ที่ว่า เพื่อให้เข้ากับรัฐไทยมาตรฐาน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในไทย ต้องพูดถึงความสัมพันธ์อันดีกับส่วนกลาง

จน กระทั่งประวัติศาสตร์อย่างทางเชียงใหม่ หรือทางล้านนานี่ แทนที่จะทำให้เราเข้าใจล้านนาตามที่เป็นมาในอดีต กลับต้องเข้าใจล้านนาที่สัมพันธ์กับกรุงเทพฯ ซึ่งมันไม่ใช่ประวัติศาสตร์ล้านนาที่เป็นอยู่ ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นพม่าอยู่ 200 กว่าปี เราไม่เคยเข้าใจตรงนั้นเลย ถ้าเราไม่เข้าใจ 200 ปีตรงนั้น เราไม่มีทางเข้าใจหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นทางเชียงใหม่ แม้กระทั่ง ในแง่นักประวัติศาสตร์เอง

จารีต การเขียน การบันทึกประวัติศาสตร์ล้านนา มีอิทธิพลพม่าเยอะมาก เราไม่เคยเข้าใจ ทุกวันนี้ถ้าใครจะศึกษาคำเมืองของล้านนา ถ้าคุณไม่รู้ Script ไม่รู้อักษรพม่าคุณเรียนลำบาก เพราะตัวเมืองล้านนาได้รับอิทธิพลมาจากพม่า และไหนยังจะติดต่ออยู่กับทางเชียงตุง

ผมตั้งใจ จงใจ ออกไปให้พ้นจากปัตตานีไกลๆ พอกลับมาดูผมก็เจอสิ่งที่เรียกว่าการศึกษาท้องถิ่นภาคใต้ น้ำหนักอยู่ที่นครศรีธรรมราช จัดสัมมนาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกันตั้ง 3–4 ครั้ง แล้วผมก็เจอว่า ประมาณครึ่งหลังของ 1980 จนถึงครึ่งแรกของ 1990 ซึ่งเป็นช่วงที่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบูมมาก กลับไม่มีการสัมนาประวัติศาสตร์ปัตตานีแม้แต่ครั้งเดียว คนอื่นเขาฮือฮากับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตัวเองกันทั้งประเทศ แต่ที่นี่ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียว หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับปัตตานี หรือแม้กระทั่งลังกาสุกะ ที่เป็นยุคก่อนปัตตานีมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับที่อื่น ผมก็นึก แค่แป๊บเดียวผมก็นึกออก

ฉะนั้น เมื่อปี 2002 ที่ผมมาสัมมนาที่นี่ ไม่ใช่เพราะผมรู้เรื่องแถวนี้มาก แต่มาเพราะสงสัยว่าประวัติศาสตร์ปัตตานีหายไปไหน อันนี้อยู่ในใจผมมาตั้งนานแล้ว หลังจากมานำเสนอก็เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ตามมา ก็ฉุกใจคิดว่าเรามีส่วนในการก่อความยุ่งยากด้วยรึเปล่า

ครั้งนั้น ผมมานำเสนอก่อนที่จะมีเรื่องมีราวว่า สาเหตุที่ประวัติศาสตร์ปัตตานีหายไป เพราะประวัติศาสตร์ปัตตานีไม่สามารถเข้ากันได้เลยกับประวัติศาสตร์แห่งชาติ อันที่จริงถ้าเราเปิดใจกว้างประวัติศาสตร์ที่เข้ากันไม่ได้ ก็สามารถอยู่ด้วยกันได้ ไม่เห็นจำเป็นจะต้องเข้ากันได้ แต่ถ้าหากเรามีทรรศนะอีกแบบหนึ่ง ทุกอย่างต้องประสานเข้ากับส่วนกลางให้ได้อย่างนี้ประวัติศาสตร์ปัตตานีก็ ลำบาก เพราะไม่ใช่เข้ากันไม่ได้อย่างเดียว แต่ยังทะเลาะกัน ขัดกัน หรือว่าสวนทางกันบ่อยมาก ครั้งนั้นผมมานำเสนอประเด็นนี้ เพราะความสนใจผมที่เกี่ยวกับปัตตานีมาจากตรงนั้น

ผมมาพูดเมื่อปี 2002 เพื่อให้เห็นว่ามันมีปัญหานะ ตอนนั้นยังไม่มีใครเล็งเห็นว่า จะเกิดอะไรขึ้นในอีก 2–3 ปีหลังจากนั้น ในทางกลับกันผมกลับเห็นว่า ปี 2002 เนี่ย เป็นเวลาที่ห่างไกลจากเหตุการณ์ความขัดแย้งใหญ่ครั้งหลังสุด เมื่อประมาณปี 2517–2518 ห่างพอที่เราน่าจะพูดได้แล้วว่า เราปล่อยให้ความรู้อยู่ในสภาพอย่างนั้นไม่ได้ เราควรจะเปิดโอกาส เปิดพื้นที่ให้กับประวัติศาสตร์ซึ่งเข้ากันไม่ได้ให้อยู่ด้วยกันได้ ไม่เห็นจะต้องเข้ากันได้เลย

อันนี้เป็นประเด็นที่ผมจะพูดอีกทีว่า มีประวัติศาสตร์เยอะแยะ ซี่งอันตรายหรือเข้ากันไม่ได้ ทางออกของเราจะทำอย่างไร อาจจะเป็น Ideal หรืออุดมคติซักหน่อย ที่จะต้องอยู่ด้วยกันให้ได้ ต้องหาทางปรับ ยัดเยียด หรือพยายามอย่างยิ่งที่จะตัดให้มันเข้ากรอบให้ได้ ไม่ว่าจะออกมาในรูปของละครรายากูนิง นั่นก็เป็นการตัดอีกแบบหนึ่ง หรือพูดเป็นภาษาอังกฤษคือ cut the feett to fit the bed ประเด็นมันอยู่ตรงนั้น

ความสนใจที่ผมมาพูดที่นี่ตอนปี 2002 คือประเด็นนี้ เป็นการวิพากษ์มาตรฐานประวัติศาสตร์แห่งชาติว่า ถึงจุดหนึ่งมันมีลิมิตนะ การทลายลิมิตอันนั้นได้ก็คือ เราจะต้องเลิกอุดมคติ เลิกอุดมการณ์ ขอใช้ภาษาอังกฤษดีกว่า ภาษาไทยมันดูดีไปหน่อย ภาษาอังกฤษคำว่า Ideology เราแปลเป็นไทยว่าอุดมการณ์ แต่ในความหมายภาษาอังกฤษ Ideology ถึงจะไม่จำเป็นต้องลบ แต่มันก็ค่อนไปทางลบ หมายถึงเป็นความเชื่อ ซึ่งบ่อยครั้ง มันเป็นความเชื่อไม่มีมูล หรือเป็นความเชื่อที่ก่อปัญหา

ประเด็น นี้จะโยงกับที่ผมพูดเกริ่นนำไว้แล้ว อะไรคือปัญหาที่ทำให้เราต้องยอมรับประวัติศาสตร์ที่ไม่จำเป็นต้องเข้ากันได้ ให้อยู่ด้วยกันไม่ได้ ผมคิดว่าไม่ใช่ปัญหาของรัฐหลังสมัยใหม่ เมื่อเดือนกว่ามานี้เอง ผมไปพูดที่ในงานครบรอบ 70 ปีของอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ผมเสนอก็คือ มันไม่ใช่เรื่องรัฐหลังสมัยใหม่ แต่เป็นเพราะเรายังอยู่ในมรดกของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยซ้ำไป

ใน แง่สำคัญแง่หนึ่งคือจินตภาพ Imagination concept ของเราเรื่องรัฐเดี่ยว ผมคิดว่านี่คือปัญหาใหญ่ ผมมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ปัญหาใหม่ พวกคุณคุยเรื่องนี้มานานกว่าผมเยอะ แต่ในสเกลระดับประเทศ นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่แก้กันลำบาก แค่ 2 สัปดาห์ก่อน ผู้บัญชาการทหารบกยังออกมาพูดเรื่องนี้ ผมจำไม่ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร แต่เป็นเรื่องรัฐเดี่ยวนี่แหละ

จินตภาพนี้ Imagination นี้ ความเข้าใจของรัฐแบบนี้ มากับเงื่อนไขสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเราจะเห็นด้วย หรือเราจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็แล้วแต่ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมจะนอกเรื่องไปนิดหนึ่ง แต่จะไม่ลงรายละเอียดว่า เรามักจะมีข้อถกเถียงกันว่า มันอาจจะเป็นความจำเป็นในสมัยนั้น ที่จะต้องมีรัฐแบบนี้ แต่เอาเข้าจริงมันไม่จริงนะครับ มันไม่ถึงกับเป็นความจำเป็น มันยังมีทางเลือกทางอื่น

นั่นหมายถึงว่า เราจะใช้ Argument ที่บอกว่าตอนนี้พ้นสมัยไปแล้ว อาจจะไม่จำเป็นแล้วก็ได้ หรือใช้อีก Argument หนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ Argument แบบนั้นก็ได้ นั่นหมายความว่า อาจจะใช้ option อื่นก็ได้ แต่ในเมื่อสังคมไทย รัฐไทยสมัยนั้น เลือกใช้ Option นี้ มันก็มีผลมาจนถึงปัจจุบันคือ จินตภาพรัฐเดี่ยว นอกจากมันพ้นสมัยแล้ว เอาเข้าจริงมันมีคุณค่าในการใช้ประโยชน์จากการตัดสินใจใช้ในสมัยนั้นจำกัด

ถ้า หากเราศึกษากันจริงๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 จากความจำกัดของเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร ทำให้การปกครอง การบริหารไม่สามารถรวมศูนย์ขนาดนี้นะ การรวมศูนย์ขนาดนี้มาทีหลัง แต่จินตภาพของการรวมศูนย์มีมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว เพียงแต่ไม่มีเทคโนโลยีที่จะทำได้ พอตอนหลังเริ่มมีเทคโนโลยี การจัดเก็บภาษี การคมนาคม การขนส่งดีขึ้น การรวมศูนย์สู่ศูนย์กลางมันยิ่งหนักกว่าสมัยรัชกาลที่ 5 เสียอีก

อัน นี้พูดในแง่ประวัติศาสตร์ ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์พระองค์ท่าน อันนี้พูดในแง่ Fact ว่าความเข้าใจ ความต้องการจะเป็นรัฐเดี่ยวมีมาตั้งแต่สมัยนั้น เพียงแต่มีข้อจำกัดในทางปฎิบัติ ต่อมาข้อจำกัดนี้เบาบางลง รัฐไทยในยุคหลังมาจนถึงหลัง 2475 ด้วยซ้ำ จึงผนวกอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ตัวจินตภาพจึง เป็นปัญหา ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องการเมืองการปกครอง มันกลับเข้ามาในประเด็นที่ผมพูดตั้งแต่ต้นเรื่องความรู้ความเข้าใจในประวัติ ศาสตร์ เรานึกว่าประเทศไทยเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ มีจินตภาพรัฐเดี่ยวแบบเดียวกัน อันนี้ไม่ใช่ จะบอกว่าเป็นปัญหาของรัฐหลังสมัยใหม่ก็มีส่วน ต้องบอกว่าปัญหานี้มีมาตั้งแต่ก่อนรัฐเริ่มต้นสมัยใหม่

ถ้าจะเปรียบ ง่ายๆ คือ Biology หรือ Biography ของแต่ละคนมีช่วงสำคัญในชีวิต ที่ทำให้เรากลายเป็นคนในปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าทุกวันมีความสำคัญเท่ากัน บางคนอยู่ตรงการเลี้ยงดูช่วงเด็ก บางคนตอนอยู่มหาวิทยาลัย แต่โดยมากเป็นช่วงใดช่วงหนึ่งของการ Early ชีวิตเรามันมีผลต่อการให้เราเป็นคนประเภทหนึ่ง ไม่ใช่อย่างเดิมนะ เราเปลี่ยนมาตลอด สุดท้ายมันสร้างฐานบางอย่างของเรา

ชีวิตของประเทศ ก็ทำนองเดียวกัน จุดเริ่มต้นเมื่อตอนตั้งต้นรัฐสมัยใหม่สมัยรัชกาลที่ 5 มันมีผลมาก กับปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าทุกๆ ปี ตั้งแต่ประเทศไทยเป็นรัฐสมัยใหม่ขึ้นมามีผลเท่าๆ กัน

ตอนนี้ผมอยู่ สิงคโปร์กำลังเสนอโปรเจคต์เรื่องรากฐานของภูมิปัญญาไทยสมัย ใหม่ Assumption ผมก็คือเอาเข้าจริงผมเชื่อว่าเราสามารถ Identified ความคิดความอ่าน ความเชื่อที่เป็นรากฐาน ออกมาได้ไม่เกิน 5–6 อย่าง อันนี้ฟังดูอาจจะมากไปหน่อย ขอเอาอย่างนั้นก่อนก็แล้วกัน

การเปลี่ยน แปลงใน 150 ปีที่ผ่านมา หนึ่งใน5–6 อย่างคือ ความคิดเรื่องรัฐเดี่ยว ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการกระจายอำนาจมากขึ้น แต่ก็ยังดิ้นอยู่ในกรอบอันนี้ไม่ไปไหนซักที

มีอันอื่นๆ อีก แต่ขอยกตัวอย่างอันเดียว จะไม่ลงรายละเอียดด้วยซ้ำคือ การ Identified พุทธศาสนาให้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทย อันนี้เพิ่งเกิดสมัยรัชกาลที่ 6 ไม่ได้เกิดมาแต่ไหนแต่ไร ปัญญาชนไทยส่วนกลาง ในกรุงเทพฯ เกิดข้อถกเถียงกันว่า ทำไมพุทธศาสนาจึงดีกว่าศาสนาอื่น

ตอนนั้นการ ถกเถียงที่หนักคือ การถกเถียงกับพวกคาธอลิก เถียงกันตั้งแต่ประมาณปี 1840–1958 ยังใช้ text เล่มเดิม ยังทะเลาะกันไม่จบ แล้ว text เล่มนั้นก็ถูกแบนในสังคมไทย แต่ผมได้มาแล้วนะ เมืองไทยมีไม่ใช่ไม่มีแต่เขาไม่ให้ใช้ สุดท้ายผมหาเจอแล้วที่ปารีส

ปัญหา เรื่องนี้ก็คือ ทำไมไม่เปิดขึ้นมาให้เราดูว่า ทะเลาะอะไรกัน เขาเขียนอะไรถึงต้องทะเลาะกันขนาดนั้น ทะเลาะกันมาร้อยกว่าปี เพื่อยืนยันว่าทำไมพุทธศาสนาถึงดีกว่าศาสนาอื่น ถ้าเราไปดูเรื่องข้อถกเถียง นักปรัชญาบอกว่าให้ดูทาง logics ดูแล้วมันฟังไม่ขึ้นเลย

ผมไม่ได้ บอกว่าพุทธศาสนาไม่ดีกว่าหรือดีกว่าศาสนาอื่น ผมมองว่าการถกเถียงที่เต็มไปด้วยความเชื่อ ไม่ได้เต็มไปด้วยเหตุผลคือ เมื่อคุณเชื่ออยู่แล้วว่าดี มันก็จะดีอยู่อย่างนั้น มันวนอยู่กับที่ ผมยกตัวอย่างให้ฟังว่า นี่เป็นอีกฐานหนึ่งของความเชื่อที่มีในปัจจุบัน ร้อยกว่าปีนี่ไม่เปลี่ยนเลย

เหตุผลของความเชื่อที่ว่า พุทธศาสนาดีกว่าคริสตศาสนา ที่นำมาใช้ในสมัยสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยพลเอกปิ่น มุฑุกัณฑ์ หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ เป็นเหตุผลชุดเดียวกันไม่เปลี่ยนไปไหนเลยกับที่รัชกาลที่ 4 และเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ใช้เถียงกับปาเลอกัว ไม่เปลี่ยนเลยร้อยกว่าปี ตอนนั้นพวกโปรแตสแตนท์ก็ออกมาช่วยผสมโรง

ในเหตุผลชุดเดียวกันนี้ มีการแตกลูกแตกหลานออกมาเต็มไปหมด แต่อยู่บนฐานหลักๆ ชุดเดียวกัน

ที่ พูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพื่อจะบอกว่า ความคิดแบบนี้ เป็นความคิดในทำนองเดียวกันกับเรื่องรัฐไทยเป็นรัฐเดี่ยว เป็นฐานความคิดอันหนึ่ง ซึ่งเปลี่ยนยากมาก

ประเด็นสุดท้าย ผมจะบอกว่า สำหรับจินตภาพความเป็นรัฐสมัยใหม่ ถ้าพูดกันอย่างการประณีประนอม ผมเชื่อว่าตอนนี้จินตภาพอันนี้มันล้าสมัยแล้ว ถ้าพูดอย่างไม่ไม่ประนีประนอม ผมต้องบอกว่า คอนเซปต์นี้มันล้าสมัยมาตั้งนานแล้ว มันมีอายุการใช้งานจำกัดมาตั้งแต่ช่วงต้นของรัฐสมัยใหม่สยามแล้ว แต่มันกลับมีอายุยืนยาว จนก่อผลต่อการบริหาร การปกครอง

นี่คือ ความแข็งทื่อ แข็งตัวของอุดมการณ์อนุรักษนิยมในสังคมไทยจำนวนมาก ผมทิ้งไว้แค่นี้แล้วกัน

สำหรับ รัฐหลังสมัยใหม่เนี่ย ผมไม่รู้ว่าวันนี้เมืองไทยเข้าสู่ยุคหลังสมัยใหม่หรือยัง ผมไม่แน่ใจเหมือนกันครับ เอาเป็นว่าอยู่หลังสมัยใหม่ก็ได้ อยู่ที่จะให้ความหมายอย่างไร เราอย่าไปคิดว่ารัฐหลังสมัยใหม่คือ รัฐที่ Suddenly นะ จู่ๆ ก็เลิกคิดเรื่องดินแดน เรื่องอธิปไตย อันนี้ไม่จริง บางคนบอกว่า เส้นเขตแดนไม่สำคัญแล้ว ผมไม่เพ้อเจ้อเร็วขนาดนั้นครับ บอกได้เลยว่าภาวะปัจจุบันซึ่งผมไม่รู้เลยว่าเป็นรัฐหลังสมัยใหม่หรือไม่

ผม ขอรวบหัวรวบหางง่ายๆ ก่อนแล้วกันว่า อันนี้อาจจะมีความหมายที่หลายๆ คน พยายามจะหมายถึงก็คือ เริ่มมีการตั้งคำถามกับอธิปไตยแบบเดิม อธิปไตยเหนือดินแดนแบบเดิม พรมแดน ความสัมพันธ์ข้ามแดนอะไรต่อมิอะไร

มี การตั้งคำถามกับความเชื่อที่เป็นฐานหลักอันนี้ ในโลกตะวันตกเขาไม่ได้คิดเรื่องรัฐเดี่ยวนะครับแต่อย่างน้อยอธิปไตยในดินแดน ความสัมพันธ์ระหว่างดินแดนกับอำนาจของรัฐ อันนี้มีมาประมาณสองสามร้อยปีมาแล้ว

จนกระทั่งเข้าสู่ภาวะหลังสมัย ใหม่ ความเชื่อนี้เริ่มถูกท้าทาย ถูกท้าทายนี่ไม่ได้หมายความว่าจะเลิก แต่มีความหมายว่าเราต้องปรับ ปรับครั้งใหญ่ด้วย มันถึงเกิด EU เราจึงได้เห็น ASEAN สำหรับเมืองไทยการเกิดภาวะหลังสมัยใหม่ เราอย่าคิดว่าพรมแดนจะหายไป ผมคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือ เรากลับเกิดสภาวะแนวโน้มใหญ่ๆ เกี่ยวกับเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดน ซึ่งเป็นเรื่องของรัฐสมัยใหม่

ตอนนี้เราอยู่ในภาวะรัฐสมัยใหม่และรัฐ หลังสมัย เป็นสองอย่างที่ขัดกัน มาอยู่ในเวลาเดียวกัน เรายังไม่ข้ามไปถึงเรื่องลอดรัฐ ข้ามรัฐ อย่างที่อาจารย์ชัยอนันต์ สมุทรวนิช ออกมานำเสนอเมื่อหลายปีก่อน ผมว่าอันนั้นเร็วไป ปรากฏการณ์ข้ามรัฐ ลอดรัฐมีจริง แต่ที่เข้าใจว่าปรากฏการณ์เหล่านั้น จะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับเหมือนบัญญัติไตรยางค์ จนกระทั่งอธิปไตยเหนือดินแดนหายไปนั้น ไม่จริง

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เกิดภาวะข้มารัฐ ลอดรัฐ อยู่ควบคู่กับภาวะจีนกับเวียดนามทะเลาะแย่งเกาะกัน เห็นมั้ยครับ ใครบอกว่าดินแดนและอธิปไตยไม่มีความหมาย มีสิทธิ์จะฆ่ากันได้นะครับ สงครามใหญ่ที่สแปรดลีย์อาจจะใหญ่กว่าเขาพระวิหารเยอะ

อันนี้เป็นความ เปลี่ยนแปลง แค่ประมาณสักร้อยปีก่อน ตอนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นการ Solidified ทำให้ภาวะอธิปไตยเหนือดินแดนลงหลักปักฐานแข็งตัว ช่วงร้อยปีก่อนแค่นั้นเอง แค่ร้อยปีผ่านไป โลกตะวันตกมันเปลี่ยนไปเยอะเลย แต่ขณะที่เกิด EU หรือ ASEAN กำลังจะจะรวมตัวกันในอีกรูปแบบหนึ่ง ก็ยังเกิดภาวะจีนกับเวียดนามทะเลาะแย่งเกาะกัน ไทยกับขเมรทะเลาะกันเรื่องเขาพระวิหาร

ที่นี่ที่ปัตตานียังทำให้ผู้ บัญชาการทหารบก ต้องออกมาพูดเรื่องรัฐเดี่ยว ทำให้เรื่องปัตตานีมหานคร แทนที่จะพูดได้ตั้งแต่เมื่อ 50 ปีก่อน แทนที่จะพูดได้ตั้งแต่สมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม เพิ่งมาพูดได้บ้างในตอนนี้ ซึ่งผมประหลาดใจและดีใจมากนะ ที่สุดท้ายมันก็พูดได้แล้ว

คุณดูเชคกับสโลวัค เขาแยกประเทศกันได้อย่างสันติ เรามักจะคิดภาวะที่แยกประเทศแล้วทะเลาะกันนั้นไม่จริงเสมอไป อย่างอินโดนีเชียเราอาจจะมองว่า อีสต์ติมอร์นี่ตายกันเยอะ กว่าจะมีการลงมติแยกประเทศ แต่เราต้องยอมรับว่า สุดท้ายเขาก็ลงมติ พอลง Referenced บอกว่าแยกเขาก็แยก แยกแล้วดีแยกแล้วไม่ดีอันนั้นค่อยไปทะเลาะกัน

ขณะ ที่เขาพระวิหารอย่างน้อยมีสิทธิฆ่ากันตาย เกาะสแปรตลีย์มีสิทธิ์ฆ่ากันตายยิ่งกว่าเขาพระวิหาร ขณะเดียวกันก็เกิดภาวะที่เรื่องพรมแดนและอธิปไตยเหนือดินแดน เป็นสิ่งที่เราพูดกันได้

ถ้ามีอะไรจะพูดเกี่ยวกับรัฐสมัยใหม่ ผมอยากจะพูดว่า แทนที่อธิปไตย ดินแดน เส้นเขตแดน มันจะแข็งตัวจนไม่เปิดโอกาสให้กับรูปการณ์อื่น ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ หรืออำนาจเหนือดินแดนในแบบอื่น มันเกิดขึ้น มันจะก่อปัญหาให้กับรัฐนั้น

ปัจจุบัน รูปการณ์รัฐสมัยใหม่ที่ไม่แข็งตัว เกิดขึ้นหลายที่แล้ว เพียงแต่มันไม่ได้ไปเร็ว จนขนาดที่เราจะเพ้อฝันได้ว่า จะข้ามรัฐ ลอดรัฐกันแล้ว มันไม่เร็วขนาดนั้น

ในทางกลับกัน กลับมาดูประเทศไทย กลับมาดูที่ปัตตานี ก็อย่างที่บอกคือ จินตภาพรัฐเดี่ยวมันแข็งตัวเกินไป แม้กระทั่งการพูดเรื่องปัตตานีมหานครกว่าจะพูดกันได้ โดยไม่ต้องถูกจับ ไม่ถูกกล่าวหาว่า แบ่งแยกดินแดน หรือว่าจะถูกผมไม่ทราบนะครับ แต่อย่างน้อยก็พิมพ์เอกสารออกแจกจ่ายกันได้แล้ว ก็ไม่นานมานี่เอง

ผม หยุดแค่นี้ดีกว่า มุมมองของผมที่สนใจโฉบไปโฉบมาเกี่ยวกับปัตตานี เอาเข้าจริงผมสนใจเรื่องนี้ เรื่องรัฐเดี่ยว เพราะเป็นส่วนนึงของฐานความรู้ ฐานภูมิปัญาของสังคมไทย ในรอบ 150 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งฐานอันนี้มันอยู่แข็งแกร่งจนมันเป็นปัญหา ผมยังไม่เห็นวี่แววว่า เราจะไปให้พ้นได้อย่างไร เรื่องนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะไปได้พ้น ผมทำได้แต่เพียงชี้ให้เห็นว่าในระดับโลกมันเกิดความเปลี่ยนแปลงแล้วละ แต่ยังไปไม่ไกลถึงขนาดข้ามรัฐ ลอดรัฐ จนกระทั่งเส้นเขตแดนหมดปัญหา แต่อย่างน้อยมันเปลี่ยนแล้ว

วันก่อนมีคนพูดเรื่องทิเบตขึ้นมา ทำนองเดียวกันครับ ปัญหาทิเบตจะเข้าใจได้ ถ้าเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในขณะนี้ ตลอดช่วงชีวิตเรา เราเข้าใจว่าทิเบตเป็นของจีน ทั้งที่ทิเบตเพิ่งถูกผนวกเข้ามาเป็นของจีนประมาณปี 1920 ยังไม่ถึงร้อยปี

แล้ว ทิเบตใหญ่กว่าปัตตานีมาก ทิเบตใหญ่ และ Powerful ใน Central Asia กว่าปัตตานีมาก ร้อยกว่าปีนี่ คุณไม่สามารถทำให้ความเป็นทิเบตหายไปได้อย่างรวดเร็ว เป็นไปไม่ได้ เวลาโลกเขามองปัญหาทิเบต เขามองในกรอบนี้ มองว่าเพิ่งร้อยปีเองที่ถูกผนวก และเพิ่งร้อยปีหลังเองที่เราเพิ่งพูดไปว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องมีรัฐเดี่ยว ร้อยกว่าปีเราเริ่มพูดเรื่องนี้

จีนเองก็อยู่ในภาวะปัญหารัฐเดี่ยว คล้ายๆ สังคมไทย คล้ายๆ กัน จินตภาพคล้ายๆ กัน มาจากภาวะที่กลัวการรุกรานของจักรวรรดินิยมตะวันตกคล้ายๆ กัน เรื่องตลกง่ายๆ ที่จะยกตัวอย่างในเรื่องความเป็นรัฐเดียวของจีนว่า แข็งทื่อขนาดไหน

คุณรู้ใช่มั้ยว่าจีนใหญ่ขนาดไหน รู้รึเปล่าว่าจีนเค้าใช้เวลาเดียวกันทั้งประเทศ Time Zone ของจีนเป็น Time Zone เดียวกันทั้งประเทศนะครับ เป็นไปได้อย่างไร ประเทศใหญ่ขนาดนั้นใช้ Time Zone เดียว ถ้าผมอยู่ซินเจียง ผมยุ่งเลยนะ 6 โมงเย็น พระอาทิตย์ยังอยู่เหนือหัวผมเลย มันขัดฝืนกับความเป็นจริงง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน

เวลาโลกมองปัญหาทิเบต ทำไมคุณจึงเห็นว่าทำไมเขาจึงมี Sympathy กับทิเบต ด้านหนึ่งอาจจะบอกว่าเขาแอนตี้จีน อันนั้นมีส่วน แต่อีกด้านหนึ่งเพราะแนวโน้มโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว และทิเบตเพิ่งถูกจีนผนวกเมื่อร้อยปีนี่เอง จู่ๆ จะทำให้ปัญหานี้มันหายไปเลยอย่างที่รัฐบาลจีนต้องการผนวกทำให้เป็นรัฐเดี่ยว มันจึงเป็นไปไม่ได้

ทิเบตใหญ่กว่าปัตตานี เขามีตัวตนแล้วก็ถูกจีนผนวกจริง เหตุการณ์ทิเบตถูกจีนผนวกเกิดขึ้นหลังปัตตานีถูกผนวกรวมเข้ากับกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ นี่เป็นการยกตัวอย่างให้ฟัง โดยพยายามเลี่ยงเรื่องปัตตานีอย่างที่สุด

อาจารย์ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี : 5–6 ประเด็น ที่อาจารย์ธงชัย วินิจกูล ศึกษาอยู่ตอนนี้มีอะไรบ้าง

1. เรื่องรัฐเดี่ยว ซึ่งใจผมจะไม่พูดเรื่องนี้มาก แต่ผมอาจจะเปลี่ยนใจ เพราะตอนที่ผมเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง เมื่อ 20 ปีที่แล้ว Implication มันอยู่ตรงนั้น แต่ผมก็ไม่ได้เขียนไปตรงๆ จนมีคนบอกว่า เขียนมาตรงๆเถอะจะได้ไม่ต้อง Imply

2. เรื่องความสัมพันธ์ของพุทธศาสนากับศาสนาอื่น ลงไปเฉพาะว่าพุทธศาสนาวางตัวเอง Superior กว่าคนอื่น อันนี้เป็นเรื่องเฉพาะอันหนึ่ง ที่จะต้องพูดอย่างระมัดระวัง เพราะไม่ใช่ทุกคนจะเป็นอย่างนั้น แต่มีตัวอย่างมากมายของคนที่คิดอย่างนั้น ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจากการเถียงกับพวกคาธอลิกกับพวกโปรแตสแตนท์ ตัวอย่างเกิดขึ้นในการ Identified พุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติ
ตัวอย่าง ที่ง่ายที่สุดแม้ในวงวิชาการ ในที่นี้มีใครสอนศาสนาเปรียบเทียบบ้างครับ ไม่มีเลยใช่มั้ยครับ คุณไปดูตำราศาสนาเปรียบเทียบสิ มันสนุกมากเลย สืบรากศาสนาเปรียบเทียบไปตั้งแต่สมัยท่านเจ้าคุณอนุมานราชธน กลับไปถึงเทศนาเสือป่าของรัชกาลที่ 6 กลับไปถึงสมัยรัชกาลที่ 4 เราจะเห็นร่องรอยความคิดที่ว่า พุทธศาสนาสำคัญกว่าศาสนาอื่นอย่างไร ไม่ใช่ดูถูกเขาไปหมดนะ อย่าคิดว่ามันจะขาวดำขนาดนั้น แต่เราก็ยังเห็นร่องรอยอยู่ดี

3. สังคมไทยไม่ใช่ไม่มีปรัชญาที่ว่า สังคมที่ดีเป็นอย่างไร เรามี แต่เราไม่มีนักคิดที่จะประมวลปรัชญาตัวนี้ขึ้นมาเป็นความรู้มาตรฐาน เรามีอุดมคติว่าสังคมที่ดีเป็นอย่างไร ไม่ใช่ไม่มี แต่เราไม่มีนักคิดที่จะประมวลปรัชญาตัวนี้ขึ้นมาให้เด่นๆ ชัดๆ แต่ถ้าเราประมวลจากการนำเสนอ อะไรคือภาพอุดมคติ สังคมที่ดี ที่เป็น Normalcy หรือที่ควรจะเป็น มันจะมีปัญหาตรงที่ว่า อุดมคติ หรือ Ideal อาจจะใช้ไม่ค่อยได้กับคอนเซปต์พุทธ ขณะที่อุดมคติของพุทธกับ Normalcy คืออย่างเดียวกัน

สำหรับฝรั่ง Normalcy อาจจะไม่ใช่อุดมคติ Normalcy ของฝรั่งคือ reality ปัจจุบัน ไม่ใช่อนาคต เรามีปรัชญาว่า อะไรคือ Normalcy/Ideology ของคนไทยนั้นมีอยู่ ผมอยากเสนอเป็น Organic Society ชนิดหนึ่งถ้าคนวงในสังคมวิทยาอ่าน the Kind มากจะเข้าใจ แต่คำว่า Organic Society ไม่ใช่ของไทยมีอย่างเดียวนะ มีทั้งโลกของจีนก็มี จีนก็เป็น Very Organic Society ส่วนของไทยมีฐานจากพุทธศาสนา

4 เรา deal กับตะวันตกอย่างไร ปัญหาหนึ่งของโลกยุคหลังอาณานิคม ในความเห็นผมก็คือ ต่อให้สังคมไทยในกรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่กับอาณานิคม เราก็ต้องอยู่กับสภาวะหลังอาณานิคมอยู่ดี คำถามก็คือ เรา Deal กับตะวันตกอย่างไร ส่วนอีก 50–60 ปีข้างหน้า เราจะดีลกับจีนอย่างไร คอยว่ากัน

ประมาณ 150 ปีที่ผ่านมา เราดีล คบ และจัดการกับตะวันตกอย่างไร เอาง่ายๆ คือ เราไม่ได้เกลียดตะวันตก แต่เราก็ไม่ได้รัก ภาวะทั้งรักทั้งชังมันเวิร์คอย่างไร ทั้งรักทั้งอยากจะตามหลัง และทั้งกลัวและเกลียดด้วย มันอยู่ด้วยกันได้อย่างไร

เรามักจะพูดว่าเราเลือกรับสิ่งที่ดีจาก ตะวันตก เราไม่เอาสิ่งที่เลว พูดอย่างนี้มันถูกทั้งปี มันไม่มีทางผิด คำพูดแบบนี้ไม่มีความหมายอะไรเลย อะไรคือการเลือกรับสิ่งที่ดีและทิ้งสิ่งที่ไม่ดี ผมอยากจะหาแพทเทิร์น และผมเชื่อว่ามี ผมเจอแล้วหนึ่งแพทเทิร์น แต่ผมยังไม่พอใจแพทเทิร์นเดียวในการดีลกับตะวันตก

5. ประวัติศาสตร์ อะไรคือแม่บทประวัติศาสตร์ เรื่องนี้ผมเขียนไปแล้ว คงไม่ต้องเอายาวๆ เอาแค่ว่า การสร้างแม่บทประวัติศาสตร์เริ่มขึ้นมาประมาณ 1890 ปลายๆ ถึง 1920 ปลายๆ ประมาณ 30 กว่าปีไม่หนีไปไหน ประวัติศาสตร์มาตรฐานของไทยที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเยอะแยะ นักประวัติศาสตร์ค้นคว้ามาตั้งเยอะแยะ แต่กรอบไม่เปลี่ยนเลย 150 ปีมาแล้ว ที่ผมสนใจจริงๆ คือกรอบตัวนี้ แค่นี้ละครับ