WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 10, 2011

แผนโบราณมารอำมาตย์ แต่อาจได้ผล

ที่มา Thai E-News

จาก ข่าวสารทางด้านลึก มีการระบุว่า แผนทำลายกลุ่มเสื้อแดง มันแอบซ่อนอยู่ในแผน 315 และสร้าง เสริม ยุแหย่ ให้เกิดความขัดแย้งในกลุ่มแกนนำ มวลชนคนเสื้อแดง กับชักจูง จูงใจ ให้มวลชนแดงโดยเฉพาะต่างจังหวัดเข้าเป็นมวลชน กอ.รมน.ให้มากที่สุด

โดย หรี่ฟุน
10 กรกฏาคม 2554

ใคร จะคาดคิดว่า เมื่อคราว เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 พลังนักศึกษาและประชาชนที่ก่อพลังอย่างต่อเนื่องจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 จะมาพบกับความล่มสลายทันตาเห็น ด้วยแผนการณ์อันแยบยลจากหน่วยงานของรัฐหน่วยงานหนึ่ง ที่มีชื่อว่า “กอ.รมน.”


บทความนี้ผมต้องการสื่อไปยังบรรดาแกนนำ มวลชนคนเสื้อแดงทุกท่าน ทั้งท่านที่เคยผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 มาก่อน

ส่วน แกนนำที่อยู่ในระหว่าง วัยที่ยังแก้ผ้าวิ่งเล่นอยู่ในสมัยนั้น รวมถึงมวลชนคนเสื้อแดงทั่วโลก นักรบไซเบอร์หัวใจแดงรุ่นใหม่ทุกท่าน ก็ควรที่จะเรียนรู้ไว้เพื่อเป็นแนวทางป้องกันมิให้เกิดกับ “พลังมวลชนคนเสื้อแดง” ที่ขณะนี้กำลังเผชิญกับ “แผนโบราณ” อย่างเต็มๆเข้าแล้ว

ก่อนอื่นผมขอเท้าความถึงเหตุการณ์ในอดีตว่าทำไม พลังนักศึกษาและประชาชน ในยุค 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 ซึ่งถ้าเปรียบเทียบถึงคุณภาพและปริมาณของหัวใจที่รักและหวงแหนประชาธิปไตย แล้ว จะเท่าเทียมกับ “พลังมวลชนคนเสื้อแดงในยุคปัจจุบัน” ทุกกระเบียดนิ้ว

แต่จะแตกต่างกันตรงที่ยุคสมัยเมื่อ 38 ปีที่ผ่านมา พลังมวลชน ไม่มีมือถือ ไม่มีนักรบไซเบอร์เหมือนมวลชนคนเสื้อแดงในยุคสมัยนี้

ตรง นี้ล่ะครับ ที่อำนาจฝ่ายรัฐที่งัดเอา “แผนโบราณ” มาใช้ มันมองข้ามไปและคิดไม่ถึง โดยเฉพาะเรื่องของสงครามทางอินเตอร์เนท หรือ สงครามไซเบอร์ ที่แม้แต่ประเทศมหาอำนาจทั่วโลกยังหวั่นไหวและขยาดกลัว

ดัง นั้นแต้มต่อของ “พลังมวลชนคนเสื้อแดง” จึงขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ แต่เพราะเหตุที่พลังนักศึกษาและประชาชนในยุคนั้น ขาดในสิ่งที่กล่าวถึง พลังนักศึกษาและประชาชนในยุค 38 ปีที่ผ่านมา จึงถูกทำลายลงอย่างย่อยยับด้วย “แผนโบราณ” นี่เอง

แผนโบราณ ที่ใช้ได้ผลในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19


กลุ่มกระทิงแดง

เป็น กลุ่มที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาโดยคนที่ใกล้ชิดกับอำนาจรัฐไทยในขณะนั้น กระทิงแดงถูกตั้งขึ้นโดยพันเอก สุตสาย หัสดิน (ยศขณะนั้น) ซึ่งอยู่ในองค์กร กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ)ของรัฐ

โดยได้รับเงินจากงบประมาณลับของ กอ.รมน. เพื่อจูงใจให้กระทำความรุนแรงกับขบวนการนักศึกษาและประชาชนด้วย

กลุ่มกระทิงแดง นอกจากจะได้งบประมาณจากฝ่ายรัฐแล้ว ยังใช้อุปกรณ์ของตำรวจนครบาลในการปฏิบัติการด้วย

แกน นำของกระทิงแดงมีลูกชายของพันเอก สุตสาย ที่ชื่อ สืบสาย หัสดิน และ สมศักดิ์ ขวัญมงคล กับ เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ (ผู้พันตึ๋ง ที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในคฤหาสถ์บางขวาง)

และสมาชิกกระทิงแดงที่ประกอบ ไปด้วยนักศึกษาอาชีวะ (ที่บทบาทแท้จริงในเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 กลุ่มนักศึกษาอาชีวะ คือกลุ่มผู้พิทักษ์ คอยดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับ มวลชนนักศึกษาและประชาชน เหมือนเช่นกลุ่มการ์ดเสื้อแดงในยุคนี้) และทหารผ่านศึก

นอกจากนี้นักการเมืองในพรรคชาติไทยเช่น ชาติชาย ชุณหะวัน ก็ใกล้ชิดกับกระทิงแดงด้วย

สุ ตสาย หัสดิน เองก็เล่าถึงบทบาทของตนว่าในยุค ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ กระทิงแดงได้เปรียบศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เพราะถึงแม้ว่าศูนย์นิสิตฯ จะมีมวลชน แต่กระทิงแดงมีระเบิด และเขามีส่วนในการทำระเบิดเองและเก็บสะสมไว้ที่บ้านด้วย

กลุ่มนวพล

ขบวนการนวพล เป็นขบวนการที่จัดตั้งตามแผนปฏิบัติการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน.

นวพลได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2517 โดยมี ดร. วัฒนา เขียววิมล ปัญญาชน และผู้มีสัมพันธ์กับซีไอเอในสหรัฐอเมริกา เป็นหัวหน้ากลุ่ม และคอยประสานงานกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน เช่นพล.ต.ท. สุรพล จุลละพราหมณ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนในยุคนั้น พล.อ. สายหยุด เกิดผล เสนาธิการ กอ.รมน. พล.อ. วัลลภ โรจนวิสุทธิ์ อดีตเจ้ากรมข่าวทหาร และ พล.ท. สำราญ แพทยกุล เป็นนวพลอันดับแรก ซึ่งดำรงตำแหน่งองคมนตรีในยุคนั้น และเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 3

นวพล แปลว่า “พลังเก้า” หมายถึงรัชกาลที่ 9 ซึ่ง ดร. วัฒนา เขียววิมลได้อธิบายว่านวพลคือพลังใหม่ 3 ประการ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ขบวนการนวพลก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างกำแพงขวางคอมมิวนิสต์ที่จะเข้ามาคุกคามศาสนาพุทธและสถาบันกษัตริย์

ใน ยุคนั้นขบวนการนวพลได้ดำเนินการอยู่ในชนชั้นสูง ในวงราชการ กองทัพ ธุรกิจ พระสงฆ์ บุคคลสำคัญที่ไม่ได้เป็นทหารคือนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฏีกา

นอกจากนี้แล้วนวพลยังมีสมาชิกระดับล่างลงมา ซึ่งเป็นพ่อค้าท้องถิ่นและข้าราชการต่างจังหวัด บุ

คคลที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อสมาชิกระดับนี้ก็คือ พระกิตติวุฒโฑ ผู้กว้างขวางในหมู่พระภิกษุสงฆ์ (อดีตคู่ปรับตัวสำคัญของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง) โดยยืนยันเป้าหมายและนโยบายที่จะปราบปรามฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่กำลังเข้ามาทำลายประเทศชาติ

ขบวนการนวพลได้รับการสนับสนุนจากกองทัพบก และกรมตำรวจเป็นหลัก

มี รายงานข่าวจากนักเขียนสหรัฐว่า วัฒนา เขียววิมล เคยประกาศในปี ๒๕๑๘ ว่า จะพยายามสร้างความแตกแยกในสังคมไทยเพื่อเป็นเหตุผลในการยึดอำนาจของฝ่ายทหาร และในเดือนมกราคม ๒๕๑๙ วัฒนา เรียกร้องให้มีการตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีทหารหนุนหลังเพื่อรักษาความสงบเรียบ ร้อยของบ้านเมือง (แผนนี้ สนธิลิ้ม ที่หลงไหลวิธีการของ วัฒนา เขียววิมล ได้ลอกเลียนแผนนี้มาใช้จนสามารถสร้างความฉิบหายให้กับบ้านเมืองจนสำเร็จ )

กลุ่มนวพล พยายามขยายสมาชิกในหมู่นายทุน ทหาร ภิกษุ และปัญญาชน และจะเน้นวิธีการแบบจิตวิทยามากกว่า กลุ่มกระทิงแดง

เช่น สมาชิกนวพลมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหนังสือพิมพ์ ดาวสยาม ซึ่งเป็นสื่อที่คอยโจมตีขบวนการนักศึกษาและฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตยมา ตลอด

อย่างไรก็ตามมีข้อมูลที่เสนอว่านวพล มีการแจกเงิน และสะสมลูกระเบิด หรืออาวุธอื่นๆ เพื่อใช้ความรุนแรงในธรรมศาสตร์ด้วย และผู้ที่ขับรถพังประตูเพื่อเปิดทางให้มีการบุกมหาวิทยาลัยในเช้าของวันที่ ๖ ตุลาคม เป็นสมาชิกนวพลที่เป็นพลทหารนอกเครื่องแบบ

ยิ่งกว่านั้น บุคคลที่ก่อทารุณกรรม เช่นการแขวนคอ หรือเผาทั้งเป็น ในเช้าวันที่ ๖ ตุลาคม ก็เป็นบุคคลที่ได้รับการฝึกมาจากหน่วยทหาร เพราะคนธรรมดาไม่น่าจะกระทำทารุณได้ถึงขนาดนี้

สมาชิกเด่นๆ ของกลุ่มนวพล นอกจาก วัฒนา เขียววิมล แล้ว ก็มี นาย ธานินทร์ กรัยวิเชียร ทมยันตี และ กิตติวุฒโฑภิกขุ (เจ้าของวลีฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป)

นอก จากสามกลุ่มหลักที่กล่าวถึงไปแล้ว มีกลุ่มฝ่ายขวานอกระบบอีกหลายกลุ่ม เช่นกลุ่มค้างคาวไทย กลุ่มกุหลาบดำ ชมรมแม่บ้าน และกลุ่มพิทักษ์ชาติไทย (เปรียบในปัจจุบัน ก็คือ กลุ่มสยามสามัคคี กลุ่มเสื้อหลากสี และสารพัดกลุ่มเสือก) เป็นต้น

ทั้ง สามกลุ่ม “นอกระบบ” ที่กล่าวถึงได้รับการประสานงานทางสื่อวิทยุในวันที่ ๕ และ ๖ ตุลาคม โดยสื่อของรัฐเอง โดยเฉพาะ สถานีวิทยุยานเกราะ ซึ่งมี พ.ท. อุทาร สนิทวงศ์ เป็นผู้อำนวยการ จุดยืนของสถานีวิทยุแห่งนี้คือจะคอยต่อต้านและโจมตีขบวนการนิสิตนักศึกษา ขบวนการกรรมกร ขบวนการชาวนา ขบวนการคอมมิวนิสต์ และบุคคลที่มีความเห็นทางการเมืองที่ต่างออกไปจากมุมมองของฝ่ายขวาทุกคน

ตัวอย่าง เช่นสถานีวิทยุแห่งนี้จะมองว่า ผู้ที่ยึดถือแนวความคิดเสรีนิยม หรือสังคมนิยมประชาธิปไตยอ่อนๆ อย่าง ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และชวน หลีกภัย (ผู้ลืมตน) “เป็นคอมมิวนิสต์”

ทั้งหมดนี้คือแบบแผนการทำลาย พลังมวลชนที่เกิดขึ้นในอดีต ที่ถูก แผนโบราณ ถล่มจนราบคาบ

และ แผนโบราณ อันนี้ล่ะครับที่ได้ถูกนำมาใช้กับกลุ่มเสื้อแดงแล้ว หลังจากที่ได้มีการประเมินสถานการณ์หลังการสลายการชุมนุม เมื่อเดือน เมษา-พฤษภา 53 ,การประเมินสถานการณ์ก่อนการเลือกตั้ง และ การประเมินสถานการณ์หลังการเลือกตั้ง แล้ว ที่ปรากฏว่า พลังมวลชนคนเสื้อแดง กลับเติบโตและแข็งแกร่งเกินกว่าที่คาดคิด ที่สำคัญแกินกว่าที่จะรับมือได้

จากข่าวสารทางด้านลึก มีการระบุว่า

- แผนทำลายกลุ่มเสื้อแดง มันแอบซ่อนอยู่ในแผน 315
- สร้าง เสริม ยุแหย่ ให้เกิดความขัดแย้งในกลุ่มแกนนำ มวลชนคนเสื้อแดง
- ชักจูง จูงใจ ให้มวลชนแดงโดยเฉพาะต่างจังหวัดทั่วทุกภาคของประเทศเข้าสู่มวลชน กอ.รมน.ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะใช้วิธีการอะไรก็ตาม

เห็นแผนนี้แล้ว มันชักจะเข้าทางของ แผนโบราณ จริงๆ

แต่ อย่างไรก็ตาม ผมยังคงมั่นใจและไว้วางใจมวลชนคนเสื้อแดง นักรบไซเบอร์หัวใจแดงทุกท่านอยู่ดี ยกเว้น..!!บรรดาแกนนำที่มีพฤติการณ์หนีทัพหรือผลุบเข้าผลุบออก ผมบอกตรงๆว่า ผมไม่ไว้ใจในพฤติการณ์ของบรรดาแกนนำเหล่านี้แล้วครับ

ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของ สนธิลิ้มผู้อหังการขาสั่น พูดว่า
ใน ประเด็นที่พันธมิตรฯ จะสู้ ออกมาสู้จะมีเหลืออยู่ 2 ประเด็น ประเด็นแรก คือ เมื่อใดก็ตามที่พรรคเพื่อไทยเสนอกฎหมายเพื่อขอนิรโทษคุณทักษิณ ผมมั่นใจว่าแกนนำพันธมิตรฯ จะมีมติให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาคัดค้านเรื่องนี้ นั่นข้อที่ 1.

ข้อที่ 2.หากมีขบวนการจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์ พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ออกมาอย่างชนิดที่เรียกว่า รัฐบาลไม่จัดการ เราก็จะออกมาประท้วง แต่พ้น 2 เรื่องนี้เราไม่ยุ่ง

เอาล่ะครับ เรื่องนี้ผมขอเสนอ 2 ประเด็น ให้รัฐบาลใหม่ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมท่านใหม่ รวมถึงเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่รับผิดชอบในคดีที่ท่านสนธิลิ้มได้สร้างสมไว้ (เผื่อจะได้หักล้างกับประเด็นข้อที่ 1 ของสนธิลิ้มได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ จะได้ไม่ต้องเอาเรื่องดังกล่าวมาหาแดกอีกต่อไป)

ประเด็นที่ 1 คดี ที่นำเอาคำพูดของคุณดาร์ตอปิโด มาปราศรัยบนเวทีและถ่ายทอดทางทีวีทั่วประเทศ นั่นข้อที่ 1. ข้อที่ 2 . คดียึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง (ส่วนคดี ทางแพ่งที่พวกพันธมิตรต้องชดใช้ค่าเสียหายมันอ๊วกแตกแล้ว ชั่งมัน) พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ต้องรีบดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วพลัน ไม่งั้นย้ายแหลก แค่นี้ สนธิลิ้มผู้อหังการ ก็จะได้ไปสิงสถิตอยู่ในคุกอย่างสุขใจ

ส่วนข้อที่ 2 ที่สนธิลิ้ม ขู่ไว้ หมูมากครับเรื่องนี้ เอาเป็นว่าเพื่อป้องกันหมาบ้าที่ขณะนี้ออกมาเพ่นพ่านอย่างผิดปกติในพื้นที่ เมืองหลวงของประเทศ ไม่ให้พวกมันกัดเอา หรือเห่าหอนเพลาๆลง วิธีป้องกันง่ายๆ มี 2 วิธี ก็คือ

วิธีแรก ขอกราบวิงวอนไป ยังท่านนักวิชาการ นักวิเคราะห์ นักวิพากษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับเรื่องสถาบัน ท่านจะวิเคราะห์หรือวิพากษณ์วิจารณ์ก็เป็นสิทธิของท่าน ไม่ว่ากัน ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน แต่....ขอวิงวอนแทนมวลชนคนเสื้อแดงทั่วประเทศ อย่าได้ใช้สัญลักษณ์หรือในลักษณะใดๆที่อาจทำให้บุคคล กลุ่มบุคคลอื่นๆเข้าใจว่านี่คือคนเสื้อแดง หรือตัวแทนคนเสื้อแดง เท่านี้ก็ปลอดภัยแล้ว ฝ่ายตรงข้ามจะมาเห่าหอนต่อต้านก็ไม่มีผล เพราะมวลชนคนเสื้อแดงของจริงเสียงจริงเขาไม่เกี่ยว

วิธีที่สอง ขอ ให้ประธาน นปช.แดงทั้งแผ่นดินแถลงการณ์หรือประกาศเจตนารมณ์ในเรื่องของสถาบัน ให้ชัดเจน เท่านั้นก็พอ มันจะเป็นวัคซีนป้องกันโรคหมาบ้าได้อย่างดีเยี่ยม

เอา ล่ะครับเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโรคหมาบ้า ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แล้วพวกเราพลังแดงทั้งแผ่นดินก็จะปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างถาวรตลอดไป

จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา.......

จรัล ดิษฐาอภิชัย วิพากษ์รายงานอัปยศกรณีพฤษภาเลือดของกก.สิทธิฯ:ขัดหลักสากล-ไม่เป็นกลาง

ที่มา Thai E-News

ราย งานกสม.ฉบับนี้ขัดกับหลักการaddress to stateที่นักสิทธิมนุษยชนทั่วโลกยึดถือปฏิบัติ และขัดต่อหลักการความเป็นกลาง ข้อสรุปรายงานนี้ แสดงให้เห็นว่า กสม. ไม่เป็นกลาง เข้าข้างรัฐบาลและเจ้าหน้าที่บ้านเมือง (แฟ้มภาพไทยอี นิวส์:จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าพบหารือมองซิเออร์ฟรองซัว ซิมเมอเรย์ เอกอัครรัฐทูตด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 23 เดือนก่อน)

โดย จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เนื่องจากผมไม่ได้อ่านรายงานทั้งฉบับ ผมเขียนข้อคิดเห็นเชิงหลักการต่อข้อสรุปที่ไทยอีนิวส์นำมารายงานข่าว (อ่านข่าวเรื่อง:กรรมการสิทธิด้วยกันใจไม่ด้านพอ เบรกรายงานฉบับหมอชูชัย92ศพผิด ไล่กลับไปเขียนใหม่)
น.พ.ชู ชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานกรณีเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นจากการชุมนุมของ นปช.ซึ่งมีข้อสรุปว่ารัฐบาลทำตามกฎหมายไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนผู้ชุมนุมไม่ได้ชุมนุมโดยสงบ


ข้อสรุปรายงานผล การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณ๊การสลายการชุมนุมของ ประชาชนภายใต้การนำของแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ(นปช.)หรือคนเสื้อแดง ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)มีปัญหาทางหลักการสิทธิมนุษยชน อย่างน้อย ๒ ประการ คือ

๑ หลักการสิทธิมนุษยชนเรียกร้องต่อรัฐ(address to state)ให้เคารพ ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนพลเมือง เรียกร้องให้รัฐปกป้องคุ้มครอง หากมีการละเมิดสิทธิดังกล่าว

เพราะรัฐเป็นองค์อำนาจทางการเมือง การปกครองและอำนาจกฎหมาย มีกองกำลัง มีฐานะเหนือกว่าพลเมือง

ใน การตรวจสอบกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเป็นการกระทำของรัฐบาลและเจ้า หน้าที่รัฐ หรือเกิดจากความขัดแย้งระหว่างรัฐกับเอกชน จะต้องเริ่มต้น และเน้นการกระทำของรัฐเป็นหลัก

กรณีการสลายการชุมนุมระหว่างวันที่ ๑๒ มีนาคม ถึง ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๑๐ กสม.จะต้องมุ่งตรวจสอบการกระทำของรัฐ

-ตั้งแต่รัฐบาลประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๑

-การประกาศ พ.ร.ก.การบริหาราชการในสถานการณฺฉุกเฉิน

-การวางกำลังทหารตำรวจเกือบ ๕ หมื่นคน

เป็นการละเมิดเสรีภาพในการเดินทาง ข่มขู่ คุกคามการใช้เสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนอย่างไร

-การปิดสถานีโทรทัศน์ประชาธิปไตย ปิดวิทยุชุมชุน บล๊อกเวบไซต์

-การ เคลื่อนกำลังทหาร ใช้ระเบิดแกสน้ำตา ฉีดน้ำ การใช้ปืนสงคราม ยิงใส่ฝูงชน ฯลฯ เป็นการละเมิดสิทธิในชีวิต ร่างกาย เพราะมีคนเสียชีวิต ๙๓ คน บาดเจ็บ ๒๐๐๐ กว่าคน

มิใช่เริ่มจากความชอบ หรือไม่ชอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายของการชุมนุมว่า ไม่สงบและมีอาวุธ และว่าการชุมนุมไปละเมิดเสรีภาพของประชาชนทั่วไป กีดขวางการสัญจร ไปมา ละเมิดสิทธิของผู้ป่วย ฯลฯ

หลักการข้อนี้ นักสิทธิมนุษยชนทั่วโลกยึดถือปฏิบัติอยู่เสมอ เช่น กรณีตำรวจจับผู้ร้าย ใช้วิธีการสอบสวนด้วยการทุบตี ทรมาน วิสามัญฆาตกรรม หรือกรณีทหารรัฐบาลสังหารฝ่ายขบถ(เช่น กรณีชายแดนภาคใต้) ฯลฯ เมื่อมีผู้ถูกละเมิดร้องเรียนต่อองค์การสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าของรัฐหรือเอกชน การตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารดังกล่าว จะสอบข้อเท็จจริงว่า ได้กระทำอย่างนั้นอย่างนี้ จริงหรือไม่ ไม่มีข้อยกเว้น

แม้ผู้ถูกละเมิดจะเป็นฆาตรกร ๑๐๐ ศพ หรือนักค้ายาเสพติดระดับโลก การกระทำความผิด หรือการตอบโต้ของฝ่ายถูกละเมิดสิทธิฯ ไม่เป็นเหตุผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิซ้อมผู้ต้องหา หรือยิงทิ้งคนผิด ต้องจับให้ศาลพิจารณาตัดสินคดี

๒. หลักการความเป็นกลาง ข้อสรุปรายงานนี้ แสดงให้เห็นว่า กสม. ไม่เป็นกลาง เข้าข้างรัฐบาลและเจ้าหน้าที่บ้านเมือง รับรองและแก้ต่างให้รัฐบาลและกองกำลังทหารในการปฏิบัติหน้าที่ว่า ทำตามกฎหมายบ้าง มีความจำเป็นบ้าง ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักบ้าง รวมทั้งทหารถูกคนชุดดำเข่นฆ่าบ้าง ทำร้ายบ้าง ฯลฯ

เมื่อพรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาล คาดได้เลยว่า หากมีการชุมนุมของพันธมิตร หรือ ประชาชนกลุ่มใด แล้วถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไปสลาย กสม.ชุดนี้ จะรีบตรวจสอบและสรุปผลการตรวจสอบว่า รัฐบาล เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างแน่นอน เหมือนกับกสม.ชุดที่แล้วที่มีนายเสน่ห์ จามริก เป็นประธาน เนื่องจากไม่เป็นกลางเข้าข้างพันธมิตร

เมื่อเกิดกรณีตำรวจสลาย การชุมนุมล้อมรัฐสภาของพันธมิตรเมื่อวันที่๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ กสม.ชุดนั้นรีบลงไปตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน สรุปว่า รัฐบาลโดยนายสมชาย วงส์สวัสดี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ. เพชรวาท วงศ์สุวรรณ พล.ต.ต.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นความผิดทางอาญา ซึ่งยังเป็นคดีอยู่จนถึงวันนี้

เมื่อได้อ่านรายงานนี้ทั้งฉบับ ผมจะเขียนมาอีก

จรัล ดิษฐาอภิชัย

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-ประชาไท:เปิดบันทึกอนุกรรมการสิทธิฯถึง “อมรา พงศาพิชญ์”-แนะให้พิจารณาร่างรายงานกสม.ให้รอบคอบก่อนเผยแพร่

ช็อตเด็ดวานนี้:ผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินออกอาละวาด

ที่มา Thai E-News





หมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ขณะขึ้นปลุกระดมบนเวทีพันธมิตร ตอนยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2551

ที่นี่ความจริง:ปรองดองไม่ได้แปลว่าปล่อยผีคนผิด

ที่มา Thai E-News

ปรองดองนั้นไม่ใช่การไม่เอาผิดใครเลย ต้องมีการลงโทษผู้กระทำผิด แม้ว่าอาจจะไม่ต้องรุนแรง แต่ต้องให้ผู้กระทำผิดรู้สำนึกและไม่มีการกระทำผิดซ้ำในภายภาคหน้า

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Asia Update TV

รายการที่นี่ความจริง หลังเลือกตั้ง วันที่ 4-5 กรกฎาคม ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN ดำเนินรายการโดย 2 นักวิชาการสาวหัวใจประชาธิปไตย ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน)และ รศ.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม)

เทปนี้คุยกันเรื่องควันหลงเลือกตั้ง แม้เพื่อไทยชนะท่วม แต่ก็มีหลายเรื่องชวนกังขา และวาระสำคัญการปรองดอง ซึ่งไม่ได้แปลว่ายกความผิดให้คนทำผิด แต่สังคมต้องมีบทเรียน และไม่ยอมให้เกิดความผิดเกิดขึ้นซ้ำๆซากๆ เหมือนกับการทำรัฐประหารที่เกิดขึ้นกันง่ายๆ ก็เพราะไม่เคยเอาคนผิดมาลงโทษนั่นเอง

รายการที่นี่ความจริง วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม 2554:ควันหลงเลือกตั้ง








หลังจากที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ก็เข้ามามุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหา

แต่ในการเลือกตั้งเอง กลับยังมีข้อน่ากังขาอยู่ เช่นการที่พิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งถึง 6 -7 ล้านใบ แต่กลับมีบัตรเกินตามหน่วยต่าง ๆ หน่วยละไม่กี่ใบ แถมหลาย ๆ หน่วยยังขาดบัตรเลือกตั้งอีกจำนวนมาก

และการขาดรถกลับบ้านไปเลือกตั้ง ทำให้คนจำนวนมากไม่ได้กลับไปเลือกตั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจของฝ่ายรัฐและกกต.

รวมถึงการใช้สิทธิล่วงหน้าที่สับสน และการตัดสิทธิเลือกตั้งผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าที่มีการไม่ตัดใน พื้นที่ ตัดนอกพื้นที่ซึ่งประชาชนจำนวนมากสับสน อีกทั้งเจ้าหน้าที่ของหน่วยเลือกตั้งก็ยังไม่มีความรู้ในเรื่องของกฎระเบียบ ในการปฏิบัติหน้าที่ และการปฏิบัติงานในหลายจุดนั้นบกพร่อง

สำหรับการนับคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า การนับคะแนนก็ดูไม่โปร่งใส เพราะต้องนำทั้งหมดมาเทรวมกันแล้วนับ ทำให้ไม่รู้ว่ามีการเลือกพรรคใดที่ไหนเท่าใด

นอกจากนั้นแล้วการเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีบัตรเสียเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจจะมาจากทั้งการกาโลโก้พรรคเพื่อไทย และการทำเครื่องหมายที่สับสน อันมาจากการประชาสัมพันธ์และระเบียบที่น่าสับสนของกกต.

ผลของเอ็กซิท โพลล์ที่ออกมามีผลการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยมากกว่า 300 เสียง แต่เมื่อนับจริงแล้วกลับเหลือแค่ 265 ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าคะแนนที่สำรวจจากเอ็กซิทโพลล์เป็นคะแนนที่ไม่ได้ ผ่านกระบวนการโกง

นอกจากความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งแล้ว เรื่องสำคัญอีกข้อหนึ่งคือการยอมรับผลการเลือกตั้ง ซึ่งมีสื่อหลายสื่อเริ่มออกมาวิจารณ์โจมตีว่าที่รัฐบาลที่ยังไม่ได้เริ่มทำ อะไรเลยแล้ว ซึ่งการกระทำแบบนี้อาจนำมาสู่ความขัดแย้งในอนาคตอีกได้


รายการที่นี่ความจริง วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม 2554









ต่างชาติได้กล่าวขวัญกันมากถึงชัยชนะของพรรคเพื่อไทย พตท. ทักษิณ และประชาชนชาวไทยกับความพ่ายแพ้ของอำมาตย์ แม้จะยังกังวลเรื่องอำนาจที่มองไม่เห็นอยู่บ้าง

ซึ่งต่างก็วิเคราะห์ว่าการที่รัฐบาลจะอยู่ได้มั่นคงนั้นต้องอยู่ที่เรื่อง ของการปรองดอง ปรองดองนั้นไม่ใช่การไม่เอาผิดใครเลย ต้องมีการลงโทษผู้กระทำผิด แม้ว่าอาจจะไม่ต้องรุนแรง แต่ต้องให้ผู้กระทำผิดรู้สำนึกและไม่มีการกระทำผิดซ้ำในภายภาคหน้า

และในการหาข้อเท็จจริงนี้ก็ต้องใช้เจ้าหน้าที่ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี เพราะอาจจะไปยุ่งกับพยานหลักฐานได้ เจ้าหน้าที่อย่างนายธาริต เพ็งดิษฐ์ นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้เอง ก็ไม่สมควรให้ทำคดี

ในอดีตก็ไม่เคยมีครั้งใดในประเทศไทยที่การรัฐประหารและเข่นฆ่าประชาชนที่ตามมาถูกลงทัณฑ์ เหตุการเช่นนี้จึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก

นอกจากด้านพนักงานสอบสวนแล้ว ระบบยุติธรรมอย่างศาลก็ต้องมีการทำให้โปร่งใส ยุติธรรม ไม่ให้เป็น 2 มาตรฐานอย่างที่เคยเป็นมา มีการจัดการตัดสินเพื่อให้ผู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามผิดและผู้พิพากษาหลายคนก็ รู้สึกไม่สบายใจ

ในการที่จะปรองดองบนพื้นฐานความเป็นธรรมได้นั้น รัฐบาลใหม่ต้องจัดการกับปัญหาเหล่านี้ทั้งหมดให้ได้

Saturday, July 9, 2011

จดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล: กรณีการดำเนินคดีทางการเมืองและคดีอื่นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมือง

ที่มา มติชน



โดย สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

สำนัก กฎหมายราษฎรประสงค์ขอแสดงความยินดีกับ สังคมไทยที่สามารถก้าวผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 มาได้อย่างเรียบร้อย และกำลังจะได้รับรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงส่วนใหญ่ของ ประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งได้ให้คำมั่นว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหา มิได้เข้ามาเพื่อแก้แค้นผู้ใด


จาก เหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในห้วง เวลา 4- 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งยังนำพาประเทศถอยหลังเข้าสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางมาก เป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ ได้เกิดความแตกแยกของประชาชน และรัฐบาลได้ใช้อำนาจอย่างป่าเถื่อน และใช้ความรุนแรงกับประชาชน จับกุมคุมขังประชาชนผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง และดำเนินคดีกับประชาชนจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบัน ยังมีประชาชนถูกขังในเรือนจำต่างๆ ในคดีการเมืองทั่วประเทศหลายร้อยคน และมีประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่ได้รับ การเยียวยาจากรัฐจำนวนมากเช่นกัน


สำนัก กฎหมายราษฎรประสงค์ ในฐานะเป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ทางการเมือง ขอเสนอแนวทางการแก้ปัญหา และเรียกร้องต่อรัฐบาล ดังต่อไปนี้


1. ให้รัฐบาลประสานกับสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการถอนฟ้องจำเลยในคดีที่ เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งหมดซึ่งอยู่ในชั้นพิจารณาของศาล สำหรับคดีที่อยู่ในชั้นของพนักงานอัยการให้มีคำสั่งไม่ฟ้องคดี และคดีที่อยู่ในชั้นสอบสวนก็ให้พนักงานสอบสวนมีคำสั่งไม่ฟ้อง รวมทั้งร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนหมายจับสำหรับผู้ต้องหาตามหมายจับ


ตามพระ ราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงาน อัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าการฟ้องคดีอาญาจะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนหรือจะ มีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศให้เสนอต่ออัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องได้ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด โดยความเห็นชอบของ ก.อ." ซึ่งเป็นการให้อำนาจแก่พนักงานอัยการการในการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี ในกรณีที่พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัย หรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศ และต่อมาสำนักงานอัยการสูงสุดได้ออกระเบียบชื่อ "ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการสั่งคดีอาญาที่จะไม่เป็นประโยชน์ต่อ สาธารณชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศ พ.ศ.2554" ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2554 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2554 โดยได้กำหนดหลักเกณฑ์อันเป็นสาระสำคัญสำหรับการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการ เอาไว้อย่างครบถ้วนแล้ว


สำนักกฎหมาย ราษฎรประสงค์เห็นว่า การดำเนินคดีกับประชาชนในเหตุการณ์ทางการเมืองหาได้เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ ไม่ ซ้ำยังก่อให้เกิดความเกลียดชังและแค้นเคืองกันในหมู่ประชาชนทั้งสองฝ่าย กล่าวโดยเฉพาะคือ จากเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและแนวร่วม ประชาชนต่อต้านเผด็การแห่งชาติก็ล้วนแต่เป็นการแสดงออกทางการเมืองและ ถูกกระทำจากรัฐที่เป็นขั้วตรงข้ามของทั้งฝ่ายทั้งสิ้น ผู้ได้รับผลกระทบทั้งถูกดำเนินคดี หรือได้รับความเสียหายอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นประชาชนที่เป็นมวลชนซึ่งมีเจตนาอันบริสุทธิ์ในการแสดงออกทาง การเมือง รวมทั้งในหลายกรณีก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมโดยถูกกลั่น แกล้งจากฝ่ายการเมืองซึ่งมีอุดมกาณ์ทางการเมืองตรงข้ามกัน การกระทำที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองจนเป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดีจึงถือว่ามี ลักษณะพิเศษในทางอาชญวิทยา ที่ผู้ต้องหา หรือจำเลยหาได้มีแนวคิดที่มุ่งแสวงหาประโยชน์ส่วนตน และถือเป็นการกระทำทางการเมืองซึ่งควรได้รับการผ่อนปรนในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อความสงบของสังคม ( เทียบคำสั่งไม่ฟ้องคดีกรณีเหตุการณ์ตากใบ)


สำนัก กฎหมายราษฎรประสงค์เห็นว่า ในปัจจุบันมีกฎหมายที่สามารถใช้เป็นทางออกให้สังคมอย่างเพียงพอแล้วดังที่ ได้เรียนข้างต้น และ ไม่เห็นด้วย กับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมอันจะทำให้ความศักดิ์สิทธิของกฎหมายถูกสั่นคลอน และทำให้หลัก "นิติรัฐ" อันเป็นหัวใจของสังคมสูญสิ้นไปรวมทั้งจะเป็นเงื่อนไขที่อาจก่อให้เกิดความ วุ่นวายทางการเมืองในภายภาคหน้า


สำนักกฎหมาย ราษฎรประสงค์เห็นว่า บรรดาคดีที่มีการกระทำอันมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งคดีหมิ่นหระบรมเดชานุภาพด้วย สมควรได้รับการถอนฟ้องหากคดีอยู่ในชั้นพิจารณาของศาล หรือมีคำสั่งไม่ฟ้องหากอยู่ในชั้นพิจารณาของพนักงานอัยการหรือชั้นสอบสวนของ พนักงานสอบสวน และเพิกถอนหมายจับในกรณีที่ถูกดดำเนินการออกหมายจับ ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมสามารถเดินหน้าต่อไปได้และเพื่อความปรองดองในสังคมที่แท้ จริง


2. ให้รัฐบาลดำเนินการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับความเสียหายอันเกิดจากเหตุการณ์ ทางการเมืองทั้งหมด รวมทั้งดำเนินการเจรจาเพื่อรับผิดในกรณีที่ผู้ได้รับความเสียหายได้ยื่นฟ้อง หน่วยงานของรัฐให้รับผิดจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดในเหตุการณ์ทาง การเมือง


จากจำนวนผู้เสียชีวิตและบาด เจ็บจาก เหตุการณ์ทางการเมืองและความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ผ่านมา สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์เห็นว่า รัฐบาลยังไม่สามารถเยียวยาความเสียหายได้อย่างเพียงพอแต่อย่างใด จะเห็นได้จากการที่ผู้เสียหายบางส่วนยังมีการดำเนินการฟ้องร้องเพื่อให้ รัฐบาลรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งจากการบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บบางส่วนที่ไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทาง กฎหมายได้ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาแต่อย่างใด เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบในนามของรัฐบาลสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์จึงขอ เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายอย่างเต็มที่ และสำหรับกรณีที่ผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาล หากปรากฎข้อมูลเบื้องต้นว่าเป้นผู้เสียหายจากเหตุการณ์ทางการเมืองจริง รัฐบาลควรเข้าเจรจาเพื่อรับผิดในความเสียหายและชดใช้ความเสียหายอย่างเต็ม ที่มิควรต่อสู้คดี หรือประวิงคดีให้ล่าช้าเพื่อปัดความรับผิดชอบแต่อย่างใด


3. ให้รัฐบาลตรวจสอบความจริงของเหตุการณ์ทางการเมือง และนำเสนอความจริงนั้นต่อสังคม รวมทั้งนำตัวผู้ที่เป็นผู้กระทำความผิดในนามรัฐมาลงโทษตามกฎหมาย


สำนัก กฎหมายราษฎรประสงค์เห็นว่า ความรับผิดของประชาชนกับความรับผิดของรัฐนั้นมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ประชาชนเป็นผู้ถูกบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐ ส่วนรัฐนั้นเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายและมี "หน้าที่พิเศษ" ในการคุ้มครองประชาชน ดังนั้น ตามข้อเรียกร้องในข้อ 1. ที่เสนอมิให้ดำเนินคดีกับประชาชนจึงมิได้รวมถึงการกระทำผิดโดยรัฐและผู้อยู่ เบื้องหลังรัฐแต่อย่างใด ทั้งนี้จะเห็นได้จากเหตุการณ์ทางการเมืองหลายครั้งที่ผ่านมา บุคคลที่เป็นผู้สั่งการให้เจ้าหน้าที่รัฐกระทำการต่อประชาชนทั้งการสลายการ ชุมนุม การฆ่าโดยเจตนา หรือการจับกุมคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ล้วนแต่ไม่ได้ถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่รัฐและผู้อยู่เบื้องหลังสั่งการได้กระทำการอันโหดร้าย ต่อประชาชนซ้ำแล้วซ้ำอีก รวมทั้งเหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2553 ด้วย


สำนัก กฎหมายราษฎรประสงค์จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาล ดำเนินการตรวจสอบความจริงและดำเนินการเพื่อนำผู้สั่งการให้สลายการชุมนุม เข่นฆ่าประชาชน รวมทั้งการจับกุมคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มาลงโทษตามกฎหมายเพื่อมิได้บุคคลเหล่านั้นได้มีโอกาสกระทำความผิดอีกและ เพื่อป้องปรามการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในภายภาคหน้าด้วย


4. ให้รัฐบาลยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายที่ละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง


สำนัก กฎหมายราษฎรประสงค์เห็นว่า "กฎหมาย" เป็นเครื่องมือที่รัฐใช้ในการละเมิดสิทธิของประชาชนอย่างกว้างขวางใน เหตุการณ์ทางการเมือง ซึ่งกล่าวโดยเฉพาะคือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112) และพระราชกำหนดการบริการราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 รวมทั้งกฎหมายหมายที่ให้อำนาจพิเศษอื่นแก่รัฐด้วย


สำนัก กฎหมายราษฎรประสงค์เห็นว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเสมือนเครื่องมือที่รัฐใช้เพื่อปกปิดความ จริง และปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง รวมทั้งใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกลั่นแกล้งประชาชนผู้เห็นต่างทางการเมืองมา โดยตลอด อันเป็นกฎหมายที่ละเมิดสิทธิของประชาชนอย่างกว้างขวาง และบทบัญญัติของพระราชกำหนดการบริการราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในหลายมาตรายังเปิดเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจเกินกว่าความจำเป็น เป็นผลให้เกิดการละเมิดสิทธิของประชาชน รวมทั้งลิดรอนเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย เช่น การให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ปิดสื่อ สั่งห้ามการชุมนุมอันเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ จับกุมคุมขังตามอำเภอใจ จำกัดสิทธิในการกระบวนการยุติธรรมของประชาชน และอื่นๆอีกหลายประการ


การ ที่รัฐยังคงให้มีกฎหมายดังกล่าวอยู่จึง เสมือน "การเลี้ยงงูพิษไว้เฝ้าบ้าน" สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์เห็นว่า รัฐบาลชุดนี้มีความชอบธรรมในการยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเพราะเป็น รัฐบาลที่ได้รับเสียงจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยทั้งประเทศ รัฐบาลจึงควรใช้โอกาสนี้ยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้สังคมและ ประชาชนมีเสรีภาพมากขึ้นรวมทั้งกาวเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์


ด้วย ข้อเรียกร้องทั้ง 4 ประการข้างต้น สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์หวังว่าจะได้รับการตอยรับจากรัฐบาลชุดใหม่นี้ ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะนำพาประเทศก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แท้จริงในไม่ช้า

เชื่อมั่นและศรัทธา


สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์


9 กรกฎคม 2554

"วงศ์เทวัญ"มาแรง

ที่มา มติชน



คอลัมน์ โฟกัสกองทัพ

เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กลายเป็นโจทย์สำคัญของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต้องคิดหนัก

เพราะ ตำแหน่งนี้ถือเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะทำให้การทำงานของรัฐบาล "ปู 1" จะราบรื่นแค่ไหน รวมทั้งเป็นการส่งสัญญาณปรองดองต่อกองทัพว่าจะไม่มีการเข้าไปแทรกแซง โดยมีแคนดิเดตในพรรคเพื่อไทย ไล่ตั้งแต่ "บิ๊กตุ้ย" พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ญาติผู้พี่ พ.ต.ท.ทักษิณ "บิ๊กเมธ" พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เพื่อนรัก ตท.10 "บิ๊กอ๊อด" พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีต รมว.กลาโหม หรือแม้แต่ "บิ๊กลภ" พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.กอ.รมน.

ขณะที่แคดิเดตอย่าง "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม คนปัจจุบันที่ยังคงแบ่งรับแบ่งสู้ว่า "มีเทียบเชิญ" หรือไม่อย่างไร หรือจะรับตำแหน่งต่อหรือไม่

แต่ ชื่อที่ยังแรงต่อเนื่องไม่มีตก เนื่องจากเป็นบุคคลที่ทุกเหล่าทัพนับถือ "บิ๊กหมง" พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ อดีต ผบ.สส. "ลูกป๋า" ที่ทำงานให้กับบ้านสี่เสาฯมายาวนาน ส่วน "บิ๊กสร้าง" พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส. และ "บิ๊กอุ๊" พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ตท.6 ที่มีชื่อพาดพิงติดโผมาด้วยก็ได้พร้อมใจปฏิเสธว่า "ยังไม่ได้มีการทาบทาม" พร้อมกับแจงว่า ที่ปรากฏชื่อไปนั้นน่าจะเป็นการคาดเดากันไปเองมากกว่า?!?

อย่าง ไรก็ดี มีกระแสข่าวลือไปทั่วกองทัพว่า พ.ต.ท.ทักษิณเจรจากับกองทัพแล้ว โดยยืนยันว่าจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการหาคนไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม จะปล่อยให้กองทัพเป็นผู้พิจารณาเฟ้นตัวกันเอง หากกองทัพเสนอใครมาจะไม่มีการขัดขวาง แต่มีข้อแม้สำคัญหากเกิดปัญหากองทัพต้องรับผิดชอบ

ดีลนี้เพื่อความ ปรองดองและไม่ให้มีปัญหากับกองทัพล้วนๆ ถ้าข่าวนี้เรื่องจริง ถือได้ว่าเป็นการประนีประนอมของทั้ง 2 ฝ่าย สอดรับ "บิ๊กตุ้ย" พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. "บิ๊กติ๊ด" พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. เพื่อน ตท.10 ที่เดินทางไปอำลาตำแหน่งที่ประเทศบรูไน ซึ่งก็บังเอิญว่ามีข่าวระบุ พ.ต.ท.ทักษิณบินไปประเทศบรูไนช่วงเดียวกันพอดี ซึ่งข้อสงสัยที่ว่าจะมีการพบปะพูดคุยกันหรือทำข้อตกลงตามที่มีข่าวลือออกมา หรือไม่นั้นยังเป็นปริศนาอยู่

ทั้งนี้ แต่สำหรับแคดิเดตคนล่าสุดอย่าง "บิ๊กเกาะ" พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ อดีต ผบ.ทบ. ที่มาแรงอยู่เหมือนกัน ก็ยังไม่มีคำตอบว่ามีการเชิญมานั่งเก้าอี้ "สนามไชย 1" ซึ่งคนใกล้ชิด "บิ๊กเกาะ" ยืนยันว่า "ยังไม่มีการติดต่อเข้ามา"

ซึ่ง ก็มีคำถามว่า ทำไมต้อง "บิ๊กเกาะ" นั้น คำอธิบายง่ายๆ ก็เนื่องจากเป็นทหาร "วงศ์เทวัญ" อดีต ผบ.พล.1 รอ. มีประวัติทำงานที่ดี มีระเบียบวินัย เป็นนายทหารตัวอย่าง และเป็นที่รักในกองทัพ และไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง "ไม่มีแผล" มีสายสัมพันธ์อันดีตั้งแต่ชนชั้นสูงถึงชนชั้นล่าง เป็นต้น

วัด บารมีนาทีนี้พูดกันว่า "บิ๊กเกาะ" ไม่แพ้ใครในกองทัพ จนถูกเรียกว่า "เป็นเทพ" ของทหาร "วงศ์เทวัญ" อย่าได้แปลกใจหากชื่อ "พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์" มีเสียงเชียร์มาอื้ออึง

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 9 ก.ค.54)

เสียงที่ 300

ที่มา มติชน



คอลัมน์ ลึกกว่าข่าว

นึก ว่าจะปิดตัวเลขรัฐบาล 5 พรรค ที่ 299 เสียงแต่สุดท้าย "นายใหญ่" ก็ปิดจ๊อบที่ตัวเลข 300 เสียง โดยการดึงพรรคน้องใหม่ที่ชื่อ "ประชาธิปไตยใหม่ (ปธม.)" มาร่วมรัฐบาล ทั้งๆ ที่จำนวน 299 เสียงที่มีอยู่ ก็ทำให้มั่นใจได้ว่ารัฐนาวาพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิง มีเสถียรภาพเต็มเปี่ยม

คำถามที่ว่า "ทำไม" ต้องดึงอีก 1 เสียงมาเพิ่ม แล้วทำไมต้องเป็น ปธม.??

ปธม.ก่อ ตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2554 โดยมีนายสุรทิน พิจารณ์ เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งแม้นายวิมล สารมะโน เลขาธิการพรรค จะออกมาปฏิเสธว่า "สุชน ชาลีเครือ" อดีตประธานวุฒิสภา ที่ได้ชื่อว่า "เอื้ออาทร" รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นอย่างมาก ไม่ได้มีส่วนร่วมในการก่อตั้งและสนับสนุน หรืออยู่เบื้องหลังในการก่อตั้งพรรค แต่คนในวงการก็รู้กันดีว่าอะไรเป็นอะไร

เมื่อผนึกเข้ากับเครือข่ายและความใกล้ชิดของ "คนเบื้องหลัง" ที่ยืนทะมึนกำกับ ปธม.อยู่ ย่อมหนีไม่พ้นว่า พรรคน้องใหม่ถูกยกสถานะเป็น "พรรคสำรอง" ไว้รองรับสถานการณ์ หากพรรคเพื่อไทยต้องเผชิญชะตากรรมเหมือนที่พรรคไทยรักไทย หรือพรรคพลังประชาชนเคยประสบมาแล้วในอดีต

ใน การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ปธม.ได้ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อด้วย อาศัยเครือข่ายครูและเครือข่ายขายตรงที่มีอยู่ทั่วประเทศ ทำให้ ปธม.มีคะแนนเสียงมากพอที่จะได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน ซึ่งบังเอิญว่า นายสุรทิน หัวหน้าพรรค ปธม. ผู้สมัครลำดับที่ 1 ได้ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตัดสิทธิ โดยไม่ได้รับการประกาศให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นบุคคลล้มละลาย

ทำให้ "พัชรินทร์ มั่นปาน" ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 ของพรรคได้รับการเลือกตั้งแทน จึงกลายเป็นว่าที่ผู้แทนใหม่ที่ไปนั่งเปิดตัวร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยกับ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางความเสียดายเป็นอย่างยิ่งของ ชพน.

เพราะเล่าต่อๆ กันมาว่า ก่อนที่ทีมงานของนางพัชรินทร์ และแกนนำ ปธม.จะไปเปิดตัวแถลงข่าวเข้าร่วมงานกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้น พรรค ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (ชพน.) พยายามจะฉก 1 เสียงของ ปธม.ให้ไปร่วมทีมงานด้วย นัยว่าเป็นการเพิ่ม "พลังต่อรอง" ให้ทรงพลังมากยิ่งขึ้น เหมือนที่พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ของนายชุมพล ศิลปอาชา ประสบความสำเร็จในการ "อัพโควต้า" จากการมี ส.ส.จากพรรคมหาชนมาร่วมงานอีก 1 คน

พูดกันว่าดีลเริ่มแรกทำ ท่าจะเรียบร้อยโรงเรียน ชพน. เพราะว่าที่ ส.ส.หญิงหนึ่งเดียวของ ปธม.ตกลงปลงใจจะไปร่วมก๊วน "พรรคหลายพี" แล้ว แต่ก็ไม่วายมี "ผู้ใหญ่" ที่ทำตัวเป็นผู้มีอำนาจนอกพรรคมาเจรจาต่อรอง-ประสานขอเงื่อนไขที่ "ดีกว่า" และ "มากกว่า" จากพรรคเพื่อไทย

จึง เป็นที่มา ของกิจกรรมตั้งโต๊ะแถลงข่าวปิดตัวเลขพรรคร่วมรัฐบาล 300 เสียงดังว่า ขณะที่ "เก้าอี้" ที่เสนาบดีที่มีการต่อรองนั้นยังอยู่ในโควต้าของพรรคแกนนำเช่นเดิม !!

(ที่มาจากหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 9 ก.ค. 54)

วิพากษ์รายงานกรรมการสิทธิฯ กรณีความรุนแรงปี 53 แล้วย้อนอ่านจดหมายโต้ตอบระหว่าง "ยุกติ-อมรา"

ที่มา มติชน



น.พ.ชู ชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานกรณีเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ(นปช.) ได้รายงานผลการศึกษาผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช. ระหว่างวันที่ 12 มี.ค.2553 - 19 พ.ค.2553 ต่อที่ประชุมกสม. เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา


ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เมื่อรายงานดังกล่าวมีข้อสรุปว่า "รัฐบาลอภิสิทธิ์กระทำภายใต้หลักกฎหมาย" "ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เกินกว่าเหตุ" และ "ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน" ส่วนการชุมนุมของ นปช.นั้น "มิใช่การชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธ" และ "ละเมิดสิทธิผู้อื่น"


ขณะ เดียวกัน มีผู้วิจารณ์รายงานของคณะกรรมการสิทธิฯ บางท่าน ได้อ้างอิงถึงจดหมายวิพากษ์วิจารณ์จุดยืนและการทำงานในฐานะประธานคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ของ ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ในช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ซึ่งเขียนโดย ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร นักวิชาการมานุษยวิทยารุ่นหลัง แห่งมหาวิทยาธรรมศาสตร์


ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสื่อมวลชนที่เผย แพร่จดหมายเปิดผนึกฉบับดังกล่าว มติชนออนไลน์จึงขออนุญาตนำจดหมายที่ อ.ยุกติ เขียนถึง อ.อมรา มาเผยแพร่อีกครั้งหนึ่ง พร้อมด้วย จดหมายที่ อ.อมรา เขียนตอบ อ.ยุกติ ในอีกไม่กี่วันหลังจากนั้น


จาก "ยุกติ" ถึง "อมรา"


เรียนอาจารย์อมรา พงศาพิชญ์ที่นับถือ


ผม เฝ้าติดตามการทำงานในหน้าที่ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของ อาจารย์อมรามาโดยตลอด ในฐานะที่เป็นผู้ศึกษามาทางมานุษยวิทยาด้วยกัน นักมานุษยวิทยารุ่นเยาว์ผู้ห่วงใยสังคมไทยอย่างผมย่อมยินดีที่วิชาชีพทาง มานุษยวิทยาจะได้มีส่วนสร้างสรรค์สังคมที่ยุติธรรม ด้วยความละเอียดอ่อน ลึกซึ้งและกว้างขวางของสาระในวิชามานุษยวิทยาเพื่อการทำความเข้าใจมนุษย์ ผมเชื่อว่าวิชามานุษยวิทยาจะช่วยให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเล็งเห็นถึงปัญหา สิทธิมนุษยชนอย่างละเอียดอ่อนตามไปด้วย


อย่าง ไรก็ดี ขณะนี้เห็นได้ชัดว่าเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงในประเทศไทย แต่ผมสงสัยว่า อาจารย์อมราได้แสดงบทบาทของการเป็นนักสิทธิมนุษยชนที่เห็นแก่มนุษยธรรมอย่าง ลึกซึ้งจากการฝึกฝนให้ทำงานกับเพื่อนมนุษย์แบบนักมานุษยวิทยาหรือไม่


มานุษยวิทยากับสิทธิมนุษยชน


พวก เรานักมานุษยวิทยาคงไม่ค่อยได้ศึกษาเรื่องสิทธิมนุษยชนกันอย่าง จริงจังหรอก แต่ในขณะที่โลกก้าวมาสู่ยุคปัจุบัน ที่ความเป็นสากลของหลักการหลายๆ ประการเป็นที่ยอมรับ เป็นบรรทัดฐานสำหรับมนุษยชาติ พวกเรานักมานุษยวิทยาก็ยอมรับหลักการเหล่านั้นมาโดยตลอด อาจารย์อมราคงมิได้จะต้องมาถกเถียงกับผมในประเด็นปลีกย่อยเหล่านี้หรอกนะ ครับ


เช่น การที่มานุษยวิทยาหลังฟรานซ์ โบแอส บิดามานุษยวิทยาอเมริกันที่ผมมั่นใจว่าอาจารย์อมราก็จะต้องได้ศึกษามาไม่มาก ก็น้อย หรืออย่างน้อยอาจารย์ก็ต้องนับได้ว่าเป็นหลานศิษย์ของลูกศิษย์คนใดคนหนึ่ง ของโบแอส ได้ต่อสู้กับแนวคิดวิวัฒนาการที่หลงใหลในความสูงส่งของชนชาติตนเอง (ethnocentrism) แล้วเขาเสนอให้ยอมรับว่า ความแตกต่างของมนุษย์ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหนือหรือ ด้อยกว่ามนุษย์อีกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาจารย์ก็คงเคยสอนนักศึกษาว่า หลักการนี้พวกเราเรียกกันว่าวัฒนธรรมสัมพัทธ์ (cultural relativism) นอกจากนั้น หากใครร่ำเรียนมาทางมานุษยวิทยาแบบอาจารย์ ก็ย่อมทราบเช่นกันว่า โบแอสเป็นชาวยิว การที่เขาอพยพมาสหรัฐอเมริกานั้น ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากการเริ่มเกิดกระแสคุกคามชาวยิวในเยอรมนีในต้นศตวรรษที่ 20


หรือการที่นักมานุษยวิทยาอย่างโคลด เลวี-สโตรสส์ ได้รับการยกย่องจากแวดวงนักมานุษยวิทยาโลก ก็มิได้เพียงเพราะเขาแสดงความปราดเปรื่องแบบที่หลายๆ คนในโลกนี้ไม่สามารถทำได้ ด้วยการวิเคราะห์โครงสร้างความสัมพันธ์ของสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในนิทานที่ดูไร้เหตุผลของคนทั่วโลกเท่านั้น หากแต่ด้วยความที่เขายืนยันมาตลอดถึงการที่มนุษย์ทั้งผองมีความเป็นมนุษย์ อย่างเท่าเทียมกัน อันแสดงให้เห็นจากความสลับซับซ้อนของวิธีคิดในบรรดานิทานต่างๆ ตลอดจนความสลับซับซ้อนของระบบความคิดของมนุษย์ทั่วโลก ที่แสดงในระบบต่างๆ ของวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ การแต่งงานและเครือญาติ หรือแม้แต่อาหารการกิน


หากจะเล่าต่อไปเรื่อยๆ ถึงเกียรติประวัติของนักมานุษยวิทยาท่านต่างๆ ต่อการสร้างสรรค์ความเข้าใจกันและกันระหว่างมนุษย์ ผมและอาจารย์อมราก็คงจะแลกเปลี่ยนต่อกันไปได้ไม่มีวันสิ้นสุด แต่ สิ่งที่อาจารย์น่าจะเห็นตรงกับผมคือ มานุษยวิทยามิได้แยกตนเองจากกระแสโลก หลักการสำคัญๆ ของมานุษยวิทยาสอดคล้องไปกับหลักการสากล ในเรื่องของสิทธิมนุษยชนพื้นฐานก็เช่นเดียวกัน นักมานุษยวิทยาย่อมเห็นตรงกันว่า การทำลายชีวิตมนุษย์ และการปิดกั้นสิทธิในการแสดงตัวตนของมนุษย์ ย่อมเป็นสิ่งที่มิอาจยอมรับได้ ไม่ว่าจะใช้มาตรฐานทางวัฒนธรรมใดๆ ประเทศไทยจึงไม่ควรได้รับการยกเว้นจากคำวิพากษ์วิจารณ์ของหลักการสากลว่า ด้วยสิทธิมนุษยชน


บทบาทต่อเหตุการณ์รุนแรง


แต่ กระนั้นก็ตาม ผมยังไม่ได้เห็นบทบาทที่เหมาะสมของอาจารย์อมราต่อเหตุการณ์รุนแรงที่เกิด ขึ้นเลย เรื่องที่เห็นได้ชัดในลำดับแรกเลยคือการที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากในการ ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 เป็นต้นมา กระทั่งข้อเท็จจริงจำนวนมากที่ต้องการการสืบสาวหาข้อสรุป ในกรณีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 - 20 เมษายน 2553


อาจารย์ อมราที่นับถือ ผมหวังว่าอาจารย์จะไม่ใช้วาทศิลป์ทำนองเดียวกันกับถ้อยคำที่รัฐบาลใช้เรียก ปฏิบัติการเหล่านี้เลย เพราะนักเรียนมานุษยวิทยารุ่นเยาว์อย่างผม ที่คิดด้วยหลักการง่ายๆ ทางมานุษยวิทยา ก็ยังเห็นได้ไม่ยากว่า คนที่ยืนอยู่บนพื้นที่เหล่านั้นย่อมสำคัญกว่าพื้นที่และที่ว่าง หรือหากจะให้ผมอ้างนักทฤษฎีหรือใครต่อใครมายืนยันว่าคนสำคัญกว่าพื้นที่ ก็คงจะต้องยกชื่อนักมานุษยวิทยามาหมดโลกนั่นแหละ แต่คนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีและลึกซึ้งที่สุดคงไม่พ้นนักภูมิศาสตร์ชื่ออองรี เลอร์แฟบวร์ ที่วิพากษ์การทำพื้นที่ให้ไร้ความเป็นมนุษย์ เพื่อการที่ผู้มีอำนาจจะได้สามารถแปลงพื้นที่เหล่านี้ไปเป็นผลผลิตและการขูด รีดมนุษย์ ถ้าพูดแบบเลอร์แฟบวร์ ซึ่งอาจารย์ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย ถ้อยคำแบบ ศอฉ.และรัฐบาลเป็นภาษาที่นายทุนอำมหิตใช้เข่นฆ่าผู้คนอย่างไม่เห็นหัวมนุษย์ ชัดๆ


ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ผมเห็นบทบาทอาจารย์อย่างชัดเจน ว่ามิได้แสดงความกระตือรือล้นที่จะประณามการกระทำของทุกฝ่าย และมิได้พยายามมุ่งค้นหาความจริง โดยเฉพาะการตั้งคำถามกับฝ่ายรัฐบาลว่าได้ใช้กำลังติดอาวุธสงครามเข้าสลายการ ชุมนุมจนเป็นเหตุให้มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตหรือไม่ แต่อาจารย์อมราในฐานะประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกลับให้ท้ายคำอธิบายของ รัฐบาลอย่างน่าละอาย


บทบาทต่อการปิดกั้นสื่อ


ที่ น่าละอายอย่างยิ่งคือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกำลังปล่อยให้บทบาทในการค้นหาความจริงในประเทศนี้ ตกอยู่ในมือของคนส่วนน้อยของสังคมบางคน ที่นั่งอยู่บนโพเดียม เป็นนักวิชาการติดเก้าอี้ แบบที่นักมานุษยวิทยาต้นศตวรรษที่ 20 วิจารณ์นักมานุษยวิทยาวิวัฒนาการในสมัยวิคทอเรียน แต่เที่ยวไปไล่ตัดสินใครต่อใครโดยมิได้พยายามทำความเข้าใจพวกเขาจากมุมมอง ของพวกเขาเอง


ผมคงไม่ต้องเท้าความไปมากมายนักถึงเรื่องการปิด กั้นสิทธิในการ แสดงออก ด้วยการปิดสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หากเราจะไม่ยินดียินร้ายกับสื่อของ นปช. ผมก็ไม่เห็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนยินดียินร้ายกับการปิดสื่อที่เสนอความ จริงหลายด้าน หลายระดับความลุ่มลึก อย่าง "ประชาไท" แต่ประชาไทก็คงจะไม่ยินดีนักหรอกหากเขาจะได้รับการยกเว้นแต่ผู้เดียว เพียงเพราะพวกเขาเสนอมุมมองหลายด้านหลายระดับความลุ่มลึก เพราะทุกวันนี้ ศอฉ.เองนั่นแหละที่เสนอข่าวปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง ให้เกิดความแตกแยก อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน และเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ โดยปราศจากคำประณามของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน


หากอาจารย์อมรา เห็นว่าการประกาศแต่ละครั้งของ ศอฉ.จะก่อให้เกิดความมั่นคง ความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติขึ้นมาได้ อาจารย์คงจะยังไม่ได้อ่านงานที่ศึกษาเหตุหนึ่งแห่งความรุนแรงในรวันดา รวมทั้งความสลับซับซ้อนของการทำให้คนดำกลายเป็นคนอื่นจนกระทั่งสามารถ ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมได้อย่างสม่ำเสมอบนท้องถนนในสหรัฐอเมริกา หากจะยกเรื่องราวในสหรัฐฯ ประเทศที่อาจารย์อมราร่ำเรียนมาทางมานุษยวิทยาเอาไว้ก่อน เพราะต้องอาศัยกลวิธีการวิเคราะห์สื่ออย่างแยบยลพอสมควร แล้วมามองเฉพาะที่รวันดา การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่การปลุกปั่นของสื่อมวลชนมีส่วนรับผิดชอบอย่างยิ่ง นั้น ให้บทเรียนกับคนทั่วโลกอย่างตรงไปตรงมาแก่ประเทศไทย


กรณีการ เสนอข่าวของศอฉ. ก็มีทิศทางที่เป็นไปได้ว่าจะสร้างเงื่อนไขให้เกิดความแตกแยกที่นำไปสู่การ ทำลายล้างชีวิตกันอย่างในรวันดา หากว่าสื่อมวลชนไทย คณะวารสารศาสตร์ และคณะนิเทศศาสตร์ของสถาบันอันทรงเกียรติทั้งหลายในประเทศไทย ที่แสดงออกอย่างสม่ำเสมอว่าพวกเขาไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการนำเสนอข่าวด้าน เดียวของสื่อมวลชนไทย ไม่อยากเรียนรู้บทเรียนอะไรจากเพื่อนร่วมโลก ผมก็ยังหวังว่าอาจารย์อมราและคณะกรรมการสิทธิที่อาจารย์เป็นประธานอยู่ จะเข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี


การที่ผมอ้างเรื่องราวในรวันดา คงไม่ทำให้อาจารย์อมราคิดเห็นเป็นว่า เรื่องที่รวันดาจะมาเทียบกับสังคมพุทธที่รักสงบอย่างเมืองไทยของเราได้อย่าง ไร แต่เพราะวิธีการทางมานุษยวิทยาย่อมสนับสนุนให้มีการศึกษาเปรียบเทียบบทเรียน จากสังคมต่างๆ เพื่อส่องสะท้อนแก่กัน และเพื่อให้ตระหนักว่าเราก็ไม่ได้ดีเด่นต่างจากเขาเท่าไรนัก


แต่ หากอาจารย์จะอ้างแบบที่ใครต่อใครมักพูดกัน ว่า ประเทศของเรามีลักษณะพิเศษแตกต่างจากที่อื่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรามีใครต่อใครที่ค้ำจุนหลักธรรมของประเทศอยู่ อาจารย์อมราก็ควรเลิกใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ทางมานุษยวิทยาเสียเถิด เพราะนั่นเท่ากับว่าอาจารย์อมราเลิกเชื่อในหลักการทางมานุษยวิทยาว่าด้วย ความเท่าเทียมกันของมนุษย์ต่างสังคมไปแล้ว ผมเห็นว่า วิธีคิดในเชิงสัมพัทธ์นิยมดังกล่าวเป็นการบิดเบือนสัมพัทธ์นิยมมารับใช้ อำนาจนิยมอย่างสามานย์ หาใช่สัมพัทธ์นิยมเพื่อมนุษยธรรมไม่


บทบาทต่อการคุกคามนักวิชาการ


อาจารย์ อมราที่นับถือ อาจารย์คงมิได้ทำงานปกป้องสิทธิมนุษยชนจนมือเป็นระวิง จนกระทั่งไม่ทราบว่าขณะนี้มีเพื่อนนักวิชาการหลายคนกำลังถูกคุกคาม ถูกกักขัง ถูกไล่ล่า หลายคนในจำนวนนั้นอาจไม่ได้มีความผิดจริงตามข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือ ศอฉ. หลายคนยังไม่ได้ถูกตั้งข้อกล่าวหาด้วยซ้ำ แต่กลับถูกตัดสินด้วยวิธีการประโคมข่าวให้เกิดความเกลียดชังผ่านการสื่อสาร ทางเดียวของรัฐบาล และถูกกักขัง หน่วงเหนี่ยว โดยมิได้ดำเนินคดี หากนี่จะยังมิได้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างรุนแรง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่มีอาจารย์อมราผู้เป็นศาสตราจารย์ทางมานุษยวิทยา เป็นประธานอยู่ควรเปลี่ยนชื่อ ด้วยการใส่สร้อยท้ายอะไรก็ตาม ให้หมดความเป็นสากลของแนวคิดสิทธิมนุษยชนไปเสียดีกว่า


แน่ นอนว่าประเทศต่างๆ ย่อมมีกฎหมายที่รับรองหรือปกป้องอำนาจอธิปไตยของประเทศ หากใครละเมิดอำนาจอธิปไตย ก็เท่ากับว่ากำลังทำลายสังคมนั้นอยู่ แต่ในฐานะนักมานุษยวิทยาที่ปวารณาตนเองว่าจะปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนใน ประเทศ เราก็ต้องยอมรับได้ว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างกันของบุคคลต่างๆ ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการแสดงออกและได้รับการรับฟัง ตราบเท่าที่ความคิดเห็นเหล่านั้นมิได้ละเมิดสิทธิของผู้อื่น การอ้างหลักการความมั่นคงของอำนาจอธิปไตยมาเพื่อกำจัดความคิดเห็นที่แตกต่าง เท่ากับไม่เคารพในความเป็นมนุษย์ของคนบางกลุ่ม


ผมสู้อุตส่าห์ ใช้ความพยายามมากโข ในการศึกษางานรุ่นหลังทศวรรษ 1970 ที่นักมานุษยวิทยาอย่างเชอร์รี ออร์ตเนอร์ ประกาศให้พวกเราสืบสาวถึงบทบาทของมนุษย์ในการสรรค์สร้างพร้อมๆ กับถูกกระทำจากโครงสร้าง มานุษยวิทยาหลังแนวคิดมาร์กซิสม์ หลังแนวคิดโครงสร้างนิยม หลังแนวคิดสตรีนิยม จึงรุ่มรวยด้วยการยกย่องพลังในการต่อสู้กับระบบและโครงสร้างที่กดทับมนุษย์ หากนั่นจะไม่ถึงกับทำให้มานุษยวิทยากลายเป็นปัจเจกชนนิยมไปในชั่วข้ามทศวรรษ อาจารย์อมราคงเห็นด้วยกับผมว่า แนวโน้มใหม่ๆ ของมานุษยวิทยายิ่งทำให้เราเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ คุณค่าของความแตกต่างหลากหลายที่ไม่เพียงจำกัดเฉพาะความหลากหลายทางวัฒนธรรม ไปสู่การยกย่องคุณค่าความหลากหลายของการสร้างสรรค์ของผู้กระทำการทางสังคมใน โครงสร้าง (human agency) และคงไม่ใช่เฉพาะคนเล็กคนน้อยที่ยากจน ไร้อำนาจต่อรองใดๆ อยู่ชายขอบหรือใต้ถุนสังคมเท่านั้น ที่เราจะประยุกต์ใช้หลักการนี้ด้วย


หากเราในฐานะนักมานุษยวิทยา จะยอมรับร่วมกันถึงความเท่าเทียมกันของ ความคิดเห็นที่แตกต่าง เราก็ไม่สามารถตัดสินคนอื่นๆ หรือความคิดที่แตกต่างอื่นๆ จากความคิดที่แตกต่างของเราได้ ความอดกลั้นต่อความเห็นที่แตกต่าง คือมาตรฐานทางศีลธรรมแบบมานุษยวิทยาที่พวกเราสู้อุตส่าห์ฝึกฝนกันมาอย่างยาก เย็นมิใช่หรืออาจารย์อมราที่นับถือ ผมเฝ้ารอดูอยู่ว่า ในเวลานี้อาจารย์อมราจะปกป้องสิทธิมนุษยชนในด้านการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น ที่แตกต่างของเพื่อนนักวิชาการอย่างไร อย่างน้อยที่สุด จะทำอย่างไรที่จะให้พวกเขาได้รับความยุติธรรมตามกระบวนการยุติธรรมแบบปกติ ของประเทศ มิใช่กระบวนการยุติธรรมที่รัฐธรรมนูญที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกงด เว้นในสภาวะที่ใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินอยู่อย่างทุกวันนี้


บทสรุป


อันที่จริงผมไม่เคยลืมเลยว่า ผม สงสัยในความ เป็นนักสิทธิมนุษยชนของอาจารย์อมรามานานแล้ว ดังที่ได้เห็นจากเมื่อหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อาจารย์อมรารับตำแหน่งในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ผมไม่สามารถยอมรับได้ว่าการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 จะอยู่บนหลักการใดๆ ของหลักสิทธิมนุษยชน หรืออยู่บนหลักการใดๆ ของหลักมานุษยวิทยา แต่ผมก็ยังมิได้แสดงออกแต่อย่างใด เนื่องจากหวังว่า อาจารย์อมราในขณะนั้น อาจจะตัดสินใจอย่างบริสุทธิ์ใจด้วยความหวังว่าจะได้นำเอาวิชาความรู้ทาง มานุษยวิทยาเข้าไปหน่วงรั้งความเลวร้ายอันอาจจะเกิดขึ้นจากระบอบรัฐประหาร


แต่ เมื่อเกิดการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ด้วยการยกเว้นบทบัญญัติต่างๆ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ร.ก.ฉุกเฉินจึงละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างร้ายแรง แต่อาจารย์อมราและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็มิได้ประณาม หรือแม้แต่ทัดทาน ท้วงติง หรือมิได้แม้จะแสดงความเห็นตักเตือนรัฐบาลสักเพียงเล็กน้อย จนขณะนี้รัฐบาลได้บริหารประเทศในสถานการณ์ที่เรียกว่า "ภาวะฉุกเฉินร้ายแรง" ในพื้นที่เกือบครึ่งประเทศ มาเนิ่นนานจนในบางพื้นที่ อย่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ถูกปกครองด้วยระบอบภาวะฉุกเฉินมาเป็นระยะเวลาเกินกว่า 50 วันแล้ว อาจารย์อมราและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะปล่อยให้ระบอบภาวะฉุกเฉิน ที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง กลายเป็นบรรทัดฐานในการปกครองประเทศไปหรืออย่างไร


วิชา มานุษยวิทยาในปัจจุบันมิได้มุ่งเพียง เพื่อให้มนุษยชาติมีความรู้เกี่ยวกับมนุษย์ต่างๆ ทั่วโลก แต่มานุษยวิทยาปัจจุบันให้ความสำคัญกับการที่มนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างสังคม ต่างระบบคุณค่าทางวัฒนธรรม ต่างชนชั้น จะรู้สึกถึงความสุข ความทุกข์ ของเพื่อนร่วมโลก ของมนุษยชาติ หากอาจารย์อมราจะไม่รู้สึกรู้สากับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลในขณะนี้ ผมก็ยังหวังว่าอาจารย์จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่จะต้องดำรงตำแหน่งประธานคณะ กรรมการสิทธิมนุษยชนโดยไม่เคารพหลักการของวิชามานุษยวิทยา แต่หากอาจารย์ไม่รู้สึกรู้สากับประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ผมก็สงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าอาจารย์จะยังคงเรียกตนเองว่านักมานุษยวิทยาได้ หรือไม่


ด้วยความห่วงใยประเทศชาติและมนุษยชาติ
29 พฤษภาคม 2553
ยุกติ มุกดาวิจิตร


จาก "อมรา" ถึง "ยุกติ"


ตอบจดหมายเปิดผนึกของอาจารย์ยุกติ มุกดาวิจิตร


ขอบ คุณ อาจารย์ยุกติ มุกดาวิจิตร ที่ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงดิฉัน ในฐานะที่ดิฉันเป็นผู้ร่วมวิชาชีพทางมานุษยวิทยา และปัจจุบันรับทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมานุษยวิทยาและสิทธิมนุษยชนที่อาจารย์เขียนมา ดิฉันเห็นด้วยทั้งหมด และชื่นชมในความลุ่มลึกทางความคิดและความสามารถในการนำเสนอข้อคิดเห็นที่ ลุ่มลึกนี้ได้อย่างชัดเจน เข้าใจง่าย ช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ทางมานุษยวิทยาสู่สาธารณชนในวงกว้างได้อย่างทั่วถึง มากขึ้น ดิฉันได้ติดตามอ่านผลงานของอาจารย์ยุกติอย่างชื่นชมในความสามารถในการถ่าย ทอดความคิดที่น่าสนใจเสมอมา และในครั้งนี้อาจารย์ได้แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสาธารณะได้อย่างไม่ผิดหวัง


ดิฉัน ไม่มีข้อแก้ตัวในสิ่งที่ไม่ได้ทำ หรือไม่ได้ทำตามความคาดหวังของอาจารย์และเพื่อนร่วมวิชาชีพ นอกจากจะบอกว่าเมื่อมานั่งเป็นประธานคณะกรรมการขององค์กรอิสระภายใต้รัฐ ธรรมนูญ ดิฉันพบว่า ดิฉันไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเหมือนเมื่อเป็นอาจารย์ใน มหาวิทยาลัย ซึ่งมีเสรีภาพทางวิชาการสูง และอาจารย์สามารถแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคลต่อสาธารณะได้


ปัจจุบัน การแสดงความคิดเห็นของดิฉันต้องคำนึงถึง ความคิดเห็นของกรรมการร่วมคณะอีก 6 ท่าน อำนาจหน้าที่ขององค์กรที่มีจำกัดเฉพาะในบางเรื่อง ภาพลักษณ์ขององค์กรต่อสาธารณะทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในกรณีที่ข้อมูลไม่ชัดเจน การแสดงออกของดิฉันจึงมีความล่าช้า รอบคอบ และคำนึงถึงองค์กรมากกว่าส่วนตัว หลาย ครั้งดิฉัน อยากจะถอดหมวกประธานกรรมการฯ เพื่อจะได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ แต่ดิฉันก็ไม่ได้ทำตามที่อยาก ต้องขออภัยที่ทำให้อาจารย์ยุกติผิดหวัง


คณะ กรรมการสิทธิฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนและการแสดงความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ มีทั้งจากผู้ถูกละเมิดสิทธิ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ผู้สนับสนุนผู้ชุมนุม (เสื้อแดง) ผู้ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุม (เสื้อเหลือง) ผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้รักชาติ ฯลฯ ดิฉันถูกต่อว่าว่าเข้าข้างกลุ่มเสื้อแดงและถูกต่อว่าว่าอยู่ในกลุ่มเสื้อ เหลือง ที่เป็นเช่นนี้คงเป็นเพราะแต่ละคนต่างมีอัตตาและเชื่อว่าความคิดเห็นของตัว เองคือสิ่งที่ถูกต้อง และคาดหวังให้คณะกรรมการสิทธิฯ ทำตามความคิดเห็นของตน


ขอเรียนเพิ่มเติมว่า การทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีหลายอย่างที่ไม่ได้เป็นข่าว หรือเป็นประเด็นสาธารณะ แต่คณะกรรมการสิทธิฯ ได้แสดงให้รัฐบาลเข้าใจว่า เราไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง เราจะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐ และเราจะส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มแข็งตลอดไป


ใน โอกาสนี้ ดิฉันขอบคุณอาจารย์ยุกติที่ได้ทำหน้าที่ของนักวิชาการ โดยตั้งคำถามแก่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเปิดโอกาสให้ดิฉันได้ชี้แจงในส่วนที่ทำได้ ดิฉันทราบดีว่าคำตอบนี้ไม่เพียงพอและไม่ช่วยให้ท่านหายข้องใจทั้งหมด แต่หวังว่าคงจะช่วยแก้ปัญหาความคับข้องใจของท่านได้ในบางส่วน


ขอบคุณในความห่วงใยและข้อคิดเห็นที่ลึกซึ้ง
อมรา พงศาพิชญ์
2 มิถุนายน 2553

ฟัง เหยี่ยวข่าวซีเอ็นเอ็น "Ralph J. Begleiter" วิพากษ์สื่อใหม่ การเมืองใหม่

ที่มา มติชน











เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ได้มีงานเสวนา “การสื่่่อสารทางการเมือง ภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ของสื่อ: จากประสบการณ์สากลสู่สังคมไทย” จัดโดย ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศน์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ อาคารศศนิเวศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


โดยในงานได้มีปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สื่อใหม่ การเมืองใหม่: ประสบการณ์จากอเมริกาและไกลโพ้น” โดย นาย Ralph J. Begleiter อดีตผู้สื่อข่าวอาวุโสของ CNN, ผู้อำนวยการศูนย์การสื่อสารการเมืองประจำมหาวิทยาลัยเดลาแวร์ และผู้จัดและดำเนินรายการ Great Decisions ทางสถานีโทรทัศน์ PBS

นาย Ralph J. Begleiter


นาย Begleiter กล่าวว่า ทุกวันนี้มีช่องทางการสื่อสารเกิดขึ้นมากมายที่นอกเหนือไปจากสื่อกระแสหลัก ซึ่งถูกควบคุมโดยรัฐบาล และผู้คนทุกวันนี้ก็ได้เลือกที่จะหันไปรับสื่ออื่น และหลีกเลี่ยงสื่อจากรัฐบาลเมื่อทำได้ อย่างเช่นกรณีความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในอียิปต์ที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลมีแต่ความว่างเปล่า ชาวอียิปต์จึงหันไปพึ่งการสื่อสารทางเฟสบุ๊คหรือทวิตเตอร์แทน สิ่งนี้แสดงให้เห็นความสำคัญของสื่อสังคมออนไลน์ ที่ทำให้ประชาชนส่งผ่านข้อความทางการเมืองกันได้โดยปราศจากการควบคุมของ รัฐบาล และในกรณีนี้รัฐบาลอียิปต์ก็ได้ตอบโต้ด้วยการมีตั้ง account เฟสบุ๊คของรัฐบาลเองขึ้นมา ทั้งนี้ตนคิดว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อๆไป สื่อออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรือยูทูบ จะเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น


นาย Begleiter ยังได้กล่าวต่อไปด้วยว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วทางอินเตอร์เน็ตไม่ได้แปลว่าคนในประเทศนั้นจะมีการ

สื่อ สารกับคนอื่นๆมากแต่อย่างใด แต่ต้องดูจากปริมาณผู้ใช้เว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมด้วย โดยประเทศที่มีผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างเฟสบุ๊คมากที่สุดคือกลุ่มประเทศ ในยุโรปและอเมริกาเหนือ นาย Begleiter ยังกล่าวด้วยว่า “คุณไม่ควรปล่อยให้ตัวเองอยู่แต่ในกะลาภายในประเทศเท่านั้น แต่คุณต้องเปิดตาออกไปมองและสื่อสารทางการเมืองกับคนอื่นๆในโลกด้วย”


นอกจากนี้ นาย Begleiter ยังได้กล่าวถึงทิศทางในการรับสื่อในอนาคตข้างหน้าด้วยว่า ในอนาคตที่กำลังจะมาถึงนั้น ผู้คนจะไม่ได้แค่นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อรับข้อมูลข่าวสารทางการเมืองอีก ต่อไปแล้ว แต่ผู้คนจะสามารถใช้อุปกรณ์การสื่อสารอย่างสมาร์ทโฟนเพื่อเข้าไปในเครือข่าย ทางสังคมออนไลน์ต่างๆ และเลือกข้อมูลข่าวสารทางการเมืองได้ด้วยตัวเอง


“ยกตัวอย่างแคมเปญหาเสียงของโอบามาในยูทูบ ซึ่งทีมงานของโอบามาผลิตวีดีโอหาเสียงในยูทูบเป็นจำนวนมากกว่านายเเมคเคน และมีสถิติผู้ชมวิดีโอจำนวนสูงกว่า จึงทำให้นโยบายของนายโอบามาสามารถสื่อสารไปถึงผู้คนในจำนวนที่มากกว่า ซึ่งนี่ได้แสดงให้เห็นอำนาจของโซเชียลเน็ตเวิร์คในการส่งผ่านข้อความทางการ เมือง”

ภาพแสดงข้อมูลในแคมเปญการหาเสียงระหว่างโอบามากับแมคเคนโดยใช้วิดีโอคลิปบนเว็บไซต์ยูทูป


นาย Begleiter ได้หยิบยกอีกตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือปกนิตยสาร The New Yorker โดยครั้งหนึ่งนิตยสารดังกล่าวได้ขึ้นปกโอบามา ซึ่งเป็นภาพที่สื่อออกมาได้ว่า นายโอบาเป็นคนไม่ดีพอที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม นิตยสาร The New Yorker นั้นไม่ใช่นิตยสารที่มีจำนวนคนอ่านมากนัก ดังนั้นการสื่อข้อความทางการเมืองดังกล่าวจึงสื่อไปถึงผู้คนจำนวนไม่มาก ในขณะที่พรรคคู่แข่งโอบามาต้องการให้ข้อความนี้ได้รับการส่งผ่านไปยังผู้คน จำนวนมาก พวกเขาจึงก็อปปี้ภาพปกดังกล่าว แล้วส่งไปตามอีเมล์หรือเฟสบุ๊ค ซึ่งมีผู้ชมจำนวนมาก

ภาพปกนิตยสาร The New Yorker


อีกตัวอย่างหนึ่งคือ กรณีของชายคนหนึ่งในฟิลาเดเฟียที่ไม่เห็นด้วยกับโอบามา ชายคนนี้ไม่ใช่นักข่าว แต่ใช้เว็บไซต์เครือข่ายสังคมเผยแพร่ข้อความทางการเมืองของเขา ในการแสดงข้อความต่อต้านโอบามาดังกล่าว ชายผู้นี้เรียกโอบามาในชื่อ “ฮุสเซน” ซึ่งเป็นชื่อกลางของโอบามา โดยชื่อที่ว่านั้นพ้องกับชื่อของซัดดัม ฮุสเซน ที่สื่อถึงความเป็นผู้ร้ายและความเป็นเผด็จการ ซึ่งนี่ทำให้เห็นได้ว่าสงครามใต้ดินของโซเชียลมีอิทธิพลเพียงใด




วีดีโอโจมตีโอบามาในเว็บไซต์ยูทูป


อดีตนักข่าว CNN กล่าวว่า การที่ผู้คนได้รับข้อมูลซ้ำๆจากสื่อกระแสรองที่ปราศจากการตรวจสอบข้อเท็จ จริง เช่นบน feed ของเฟสบุ๊ค หรือบนทวิตเตอร์นั้น สามารถทำให้คนๆหนึ่งทึกทักไปว่าข้อมูลชิ้นหนึ่งที่ตนได้รับมานั้นเป็นความ จริง และส่งต่อข้อมูลดังกล่าวไปยังคนอื่นๆโดยปราศจากการตรวจสอบ ปราศจากคำถาม และทรงอิทธิพลอย่างมากต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของคนอื่นๆในสังคม โดยทั้งที่จริงแล้ว ข้อความที่ไม่แน่ว่าอาจเป็นจริงหรือเท็จเหล่านี้ไม่สามารถใช้ช่องทางของสื่อ หลักในการสื่อสารได้ เพราะสื่อหลักมีบรรณาธิการที่ดีที่จะคัดกรองข้อมูล

"สำหรับผมแล้ว ยิ่งมีช่องทางการสื่อสารมากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งมีโอกาสที่ประชาชนจะได้รับข้อมูลที่ผิดๆมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ได้เกิดขึ้นแล้วกับประชาชนชาวอเมริกัน"


สุดท้ายนี้ นาย Begleiter ได้เน้นย้ำเอาไว้ว่า “ผู้คนไม่ได้ต้องการแค่ “ข้อคิดเห็น” เท่านั้น แต่พวกเขาจำเป็นจะต้องได้รับ “ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง” ด้วย”

และสิ่งนี้เป็นหน้าที่ของสื่อกระแสหลักอย่างแท้จริง

นาย Begleiter ให้สัมภาษณ์กับมติชนออนไลน์





นาย Begleiter ให้สัมภาษณ์กับมติชนออนไลน์ ซึ่งมีสรุปใจความได้ว่า ตนเห็นด้วยและสนับสนุนการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองบนโซเชีย ลมีเดีย แต่ตนคิดว่า เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์นั้นไม่ใช่แหล่งที่ดีสำหรับการค้นหาข้อมูลที่ เป็นข้อเท็จจริง เนื่องจากข้อมูลบนโซเชียลมีเดียยืนอยู่บนพื้นฐานของ "ความคิดเห็น" เท่านั้น

แพ้ไม่เป็น

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
สับไก กระสุนธรรม



ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์กับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนฯ ครั้งสำคัญของไทย ซึ่งต่างประเทศจับตาอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน

ตลอดสัปดาห์ รัฐบาลหลายประเทศทยอยแสดงความยินดีกับไทยที่การเลือกตั้งผ่านมาได้ราบรื่น

และยินดีกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของพรรคเพื่อไทยที่จะได้เป็นนายก รัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ

ออง ซาน ซู จี ผู้นำฝ่ายค้านพม่า ดีใจที่ไทยได้ผู้นำเป็นผู้หญิง โดยผ่านกระบวนการประชา ธิปไตย

ฮุนเซน ผู้นำกัมพูชา แช่มชื่นว่าจะได้เริ่มความสัมพันธ์ "ยุคใหม่" ระหว่างสองประเทศ

ส่วน สื่อมวลชนตะวันตก เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นอีกปรากฏการณ์ของผู้นำหญิงในเอเชียที่สานต่อภารกิจสมาชิก ชายในครอบครัวซึ่งเคยเป็นผู้นำมาก่อน

ตามแบบ นางคอราซอน อาคีโน ของฟิลิปปินส์ นางเมกาวาตี ซูการ์โน บุตรี ของอินโดนีเซีย รวมถึงนางซู จี ของพม่า

แม้ ว่าชัยชนะของน.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ใช้เวลาหาเสียงเพียง 49 วันนับจากวันเปิดตัว จะอิงอยู่กับชื่อ พ.ต.ท. ทักษิณ พี่ชาย แต่ปฏิกิริยาของบุคคลต่างๆ นับจากวันเลือกตั้งเป็นไปในทางสร้างสรรค์

มีทั้งให้กำลังใจและจะจับตาดูต่อไป

ยกเว้นนักการเมืองของไทยเองที่ยังยึดติดอยู่กับอาการ "ตกยุค"

ประชดประชันว่า ประชาชนไปเลือกคนที่เอาแต่ ชูนิ้วและส่งจูบ

ทั้งยังลามไปถึงคนเสื้อแดงที่สนับสนุนน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า อาจเปลี่ยนแปลงการปกครองในอนาคต

ล้วนเป็นวาทะที่ไม่เคารพประชาชน และพยายาม "แบ่งแยกประชาชน" ออกจากการเป็นคนไทย

ผู้ที่ออกอาการผิดปกติเช่นนี้ แสดงถึงความไม่มีน้ำใจนักกีฬาอย่างชัดเจน

หากจะดูตัวอย่างของสปิริต นักกีฬา ในช่วงเดียวกับวันเลือกตั้ง มีการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดันที่อังกฤษ

ราฟาเอล นาดาล และ มาเรีย ชาราโปว่า นักเทนนิสคนดังซึ่งพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศ ต่างชื่น ชมผู้ชนะและพูดเหมือนกันว่า ตนเองเล่นไม่ดีพอ

เป็นการสำรวจข้อบกพร่องของตนเองก่อน

คนที่เอาแต่โทษประชาชน จึงสมควรแล้วที่ถูกประชาชนลงโทษ