WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 10, 2011

วันอาทิตย์สีแดง...พวกอยากสิ้นศรัทธา ประชาชน

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



เห็นเพื่อนเพื่อน ถามมา ว่าเบื่อไหม....
เบื่อเจอใคร จดจ้อง ต้องขัดแย้ง
เบื่ออารมณ์ ขี้ขลาด หวาดระแวง
หมดเรี่ยวแรง เบื่อมาก ไม่อยากฟัง....

เอาอัตตา แห่งตน ระคนคิด
ลืมถูกผิด มุ่งมาด ตามวาดหวัง
คำว่า"เพื่อน" เลือนลบ จบจน..พัง
เบื่อต้องนั่ง อธิบาย ขยายความ....

หาใช่เด็ก อมมือ ใยยื้อแย่ง
ทำตะแบง ขุ่นเคือง หาเรื่องถาม
เห็นแก่ได้ เห็นแก่เงิน จนเกินงาม
เลยลุกลาม เละเทะ จนเอะใจ....

หรือเดินถึง ฝั่งฝัน อันผ่องแผ้ว
จึงแหวกแนว สามานย์ ขับขานไข
หรือชื่นชม พวกเสี้ยมมา นำพาไป
หรือหัวใจ ติดหล่ม อุดมการณ์....

เหมือนสุนัข แย่งของ ประลองยุทธ์
เข้ายื้อยุด สุดระยำ ทำหักหาญ
หวังชื่นชม กลับคิดชั่ว เหมือนตัวมาร
เผยสันดาน ทาสแท้ แค่พวกเลว....

เมื่อเดินถึง จุดหมาย กลับขายเพื่อน
ช่างเลอะเลือน วิปริต จิตแหลกเหลว
ยิ่งกระพือ โหมใส่ ดั่งไฟเปลว
ยิ่งดิ่งเหว สิ้นศรัทธา ประชาชน....

๓ บลา / วันอาทิตย์สีแดงที่ ๑๐ ก.ค.๕๔

กวีตีนแดง: คนในคุก

ที่มา ประชาไท

บางพื้นที่ ที่สายลม ไม่พัดผ่าน
กรงเหล็กกั้น ความฝันเรา ได้จริงหรือ
โซ่ตรวนล่าม ถ่วงรัด มัดตีนมือ
เพียงพอหรือ ใช้คุกขัง อหังการ
หูได้ยิน ตามองเห็น ใจเต้นอยู่
บทเพลงแห่ง การต่อสู้ ยังขับขาน
เสียงเพรียกแห่ง เสรียัง ก้องกังวาน
ยังฝันใฝ่ ถึงตำนาน สามัญชน
นั่นดอกไม้ ฤดูใด เบ่งบานแล้ว
ลมตะเภา พัดโชยแผ่ว กลางหน้าฝน
คนในคุก อยู่ในคุก ทุกข์และทน
หัวอกไหม้ หัวใจหม่น ทนและรอ
บางดินแดน ที่เสรี มีตราบาป
คนถูกสาป ให้ป่วยไข้ โดยใครหนอ
อิสรภาพ ของบาดใจ ให้แหงนคอ
ตั้งบ่ารอ หลั่งลงมา จากฟ้าหรือไร
หลังม่านเหล็ก เจ็บร้าว หนาวในอก
บางคืนค่ำ น้ำตาตก สะทกไหม้
ไม่มีเสียง นกร้องเพลง ขับกล่อมใจ
โอบกอดโลก แห่งฝันใฝ่ แล้วหลับตา
ยังมองเห็น โลกใหม่ ในความมืด
เดือนชาชืด ดาวเปล่งแสง แสวงหา
ท้องทุ่งกว้าง ฟางหญ้านุ่ม หนุ่มชาวนา
สาวชาวไร่ ร่ำร้องหา สิทธิเสรี
ความเท่าเทียม อยู่ในชาย ที่เธอรัก
กลางหน้าตัก หญิงนักสู้ กู้ศักดิ์ศรี
อยู่ในเลือด อยู่ในเนื้อ อยู่ในนี้
อยู่ในใจ ในชีวี เสรีชน
มนุษย์ถูกสาป ให้มี เสรีภาพ
พันธนาการ คือบาป อันเปื้อนหม่น
คุกขังได้ เพียงกาย ให้ว่ายวน
ใจล่องลอย ผ่านพ้น ม่านลวงตา
มนุษย์ถูกสาป ให้มี เสรีภาพ
จักคอนหาบ สิ่งใด ไว้โหยหา
กฎหมายใด เขียนด้วยเลือด และน้ำตา
ค้ำจุนภาพ มายา อยุติธรรม
มองเดือนดาว ผ่านราว ลูกกรงเหล็ก
ในยามฟ้า ไร้เมฆ คืนเปลี่ยวค่ำ
เสียงกู่ร้อง ดังก้องมา ไม่ขาดคำ
คนในคุก ถูกเหยียบย่ำ ความเป็นคน
เสียงกู่ร้อง ดังก้องมา ไม่ขาดคำ
เสียงครวญคร่ำ จากคนคุก ปลุกผองชน!!

SIU: บทเรียนของ กกต. ผู้แพ้ตัวจริงในการเลือกตั้ง 54

ที่มา ประชาไท

หลัง จากปิดหีบบ่าย 3 โมงแล้ว กระบวนการประชาธิปไตยก็ดำเนินไปตามวิถี การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย 300 เสียง ความพ่ายแพ้ของประชาธิปัตย์อย่างขาดลอย หรือ ความคลาดเคลื่อนของโพลสำนักต่างๆ ยังคงมีมุมทั้งแพ้และชนะในตัวของมันเอง แต่หน่วยงานที่มีความพ่ายแพ้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.

เพราะอะไรจึงกล่าวเช่นนั้น ถึงแม้จะมีผู้ออกมาใช้สิทธิร้อยละ 75.03 เยอะเป็นประวัติการณ์ แต่การจัดการเลือกตั้งกลับประสบปัญหาและความไม่สะดวก รวมไปถึงเรื่องราวที่อาจจะกล่าวได้ว่า “ไม่เข้าท่า” ที่ควรจะนำกลับไปปรับปรุงในการเลือกตั้งครั้งหน้า

เรื่มตั้งแต่การ ประชาสัมพันธ์เรื่องการเลือกตั้งที่ทำได้อย่างไม่สมกับงบ ประชาสัมพันธ์ ทั้งในเรื่องการบอกกล่าวว่า สามารถใช้บัตรประชาชนที่หมดอายุในการเลือกตั้งได้เพียงไม่กี่วันก่อนเลือก ตั้งทั้งๆที่มีโอกาสตลอดระยะเวลา 2 เดือน หลังจากการยุบสภาเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2554

หรือการเลือกตั้งครั้ง นี้จะมียอดผู้มาใช้มากกว่านี้หากประชาสัมพันธ์ เรื่องที่มีผู้ขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตว่า จำเป็นต้องไปยกเลิกสิทธิที่เคยแจ้งไว้ในการเลือกตั้งปี 2550 ที่เดิมเสียก่อนถึงจะมีสิทธิเลือกตั้ง ทำให้มีผู้เสียสิทธิจำนวนมาก แม้กระทั่ง พล.ต. จำลอง ศรีเมือง แกนนำคนสำคัญของพันธมิตรฯ ก็ยังอดไป Vote No ตามที่ให้สัญญากับมวลชน

ประเด็นต่อมาก็คือเรื่องระยะเวลาการ จัดการเลือกตั้ง ซึ่งมีการเปิดให้เลือกตั้งล่วงหน้าลดลงเหลือเพียง 1 วัน และเลื่อนเวลาปิดหีบให้เร็วขึ้นเป็นเวลา บ่าย 3 โมง โดยส่งผลกระทบในเรื่องของปัญหารถติดในบางพื้นที่ และทำให้ผู้ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งทัน โดยที่เป็นข่าวก็คือทหารเรือทั้งกองร้อยไม่สามารถมาใช้สิทธิมัน เนื่องจากเวลาปิดหีบเลือกตั้งล่วงหน้าเร็วกว่าเดิม ทำให้คนมีคนคอยใช้สิทธิเวลานาน

แม้จะมีการอนุญาติให้ไปใช้สิทธิในภาย หลัง แต่สำหรับบางคนที่เจาะจงจะใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ก็อาจจะไม่สะดวกในการวันเลือกตั้งจริง ประเด็นนี้ได้รับการบอกเล่าจาก คุณ จิตรา คชเดช เจ้าของต้นตำรับวลี “ดีแต่พูด”ว่า เมื่อเธอได้โทรไปสอบถามยัง กกต. ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูล 2 ท่านให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนมากขึ้น

และยังมีเรื่องที่กลายเป็น “เรื่องตลก”ในวงการข่าวด้วย เมื่อมีการเผยแพร่ข่าวว่า กกต.จังหวัดโคราช และ ลำปาง ได้มีการใช้การเต้นของโคโยตี้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้คนไปเลือกตั้ง!! ดังนั้นจำนวนตัวเลขที่มีผู้ใช้สิทธิจำนวนมากนั้นไม่ใช่ชัยชนะของ กกต. แต่เป็นชัยชนะของประชาชนที่ตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง

แต่ ที่กลายเป็นเรื่องฮือฮาระดับประเทศ จนกลายเป็นโจ๊กระดับโลกกลับเป็นเรื่อง เมื่อพรรคเพื่อไทยออกมาร้องเรียนเรื่องการที่ กกต. จัดพิมพ์โลโก้บนบัตรเลือกตั้งของพรรคมีขนาดเล็กมาก และเกรงว่าประชาชนอาจจะเข้าใจผิดในการไปกาที่ช่องโลโก้พรรค โดยทางพรรคชี้แจงว่าโลโก้ต้นแบบที่ส่งไปให้ กกต.นั้นไม่ใช่แบบที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้ง

วิธี การแก้ไขก็คือพรรคจำเป็นต้องทำป้ายหาเสียงเพื่อชี้แจงให้ประชาชนที่ ประสงค์ลงคะแนนให้พรรคได้เข้าใจ แทนที่จะเป็นหน้าที่ของกกต.ในการชี้แจงให้กับสังคมเข้าใจ และสุดท้ายก็เป็นไปตามคาด ยอดบัตรเสียสูงเป็นประวัติการณ์ ถึงไม่ต่ำกว่า 2ล้านใบในแบบบัญชีรายชื่อ

ประเด็นเรื่องของความโปร่งใสและความเป็น กลาง ก็ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามของสังคม เริ่มตั้งแต่การพิมพ์บัตรเลือกตั้งกว่าจำนวนยอดผู้มีสิทธิใช้สิทธิถึง 7 ล้านใบ ตามที่กลุ่ม นปช. ได้ร้องเรียนกับสื่อและสังคม รวมไปถึงห้วงเวลาใกล้ๆกับการเลือกตั้งล่วงหน้า กกต. 4 จาก 5 ท่าน ได้เดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปดูงานต่างประเทศ ท่ามกลางข่าวลือว่าจะมีการล้มเลือกตั้งขึ้น

ที่กลายเป็นเรื่องฮือฮา ก็คือ “คลิปการเลือกตั้งล่วงหน้า” เขตพญาไท ที่มีผู้ใช้สิทธินอกคูหาเลือกตั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่และกลุ่มชายฉกรรจ์รุมกันเพื่อปิดบัง และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคม แต่มีการชี้แจงจากกกต. ว่า “เป็นการอำนวยประโยชน์ให้กับผู้ใช้สิทธิ ที่มีขนาดตัวขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าไปในคูหาได้ และควรได้รับเสียงชื่นชม” ท่ามกลางความมึนงงจากหลายๆฝ่าย

คลิปการเลือกตั้ง เขตพญาไท

หลัง จากการเลือกตั้ง นาย สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. แถลงผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ กลับพบข้อพิรุจ ว่ามีผู้ใช้สิทธิทั้ง 2 ระบบ แตกต่างกันถึง 83,222 คนและมีจำนวนบัตรที่ไม่เท่ากันถึง 95 คน จน นาย โคทม อารียา อดีต กกต.ได้ออกมาให้ความเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทางทฤษฎี

และ ล่าสุดกับ กกต.นครราชสีมา จ้องจะส่งชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคเพื่อไทย อาจจะมีความผิดฐานที่เมื่อครั้งไปหาเสียงในพื้นที่ได้มีการ “ผัดหมี่โคราช”แจกให้กับประชาชน ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดมาตรา 53 ห้ามมิให้ผู้สมัคร หรือผู้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อเป็นการโน้มน้าวให้ประชาชนลงคะแนนเสียงให้กับตนเอง

และสำหรับ ผู้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิในการเลือกตั้งจำเป็นต้องแจ้งเหตุผลที่ สมควรกับนายทะเบียนอำเภอ เพราะอาจจะทำให้เสียสิทธิ 3 ประการ ซึ่งรวมไปถึงการยื่นถอดถอน ส.ส. และ ส.ว. ด้วย ซึ่งข้อมูลดังกล่าว SIU ได้รับทราบจากการเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ กกต. แต่คำถามคือประชาชนทั่วไปที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้รับทราบข้อมูล เหล่านี้หรือไม่ !? ยังไม่รวมไปถึงการที่ห้ามรณรงค์หรือประชาสัมพันธ์เรื่องการเมือง ภายใน 6 โมงเย็นวันที่ 2 ก.ค. ผ่านทางอินเทอร์เน็ต และ social network โดยเป็นการอกข้อบังคับที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตอย่างแท้จริง

อาจ ถึงเวลาที่เราจะต้อง “ตรวจสอบ” องค์กรที่คอยตรวจสอบและจัดการเลือกตั้งให้เป็นระบอบประชาธิปไตย อย่าให้เรื่องราวดังกล่าวเงียบหายไปกับสายลม โดยอาจจำเป็นต้องเรียกร้องหาความรับผิดชอบและสปิริตของ คณะกกต. เพื่อที่เรื่องราวดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นอีกในการเลือกตั้งครั้งต่อๆไป

ประชาธิปไตยของ “เสียงส่วนน้อย”

ที่มา ประชาไท

เริ่ม จะเป็นไปตามที่คาดกันแล้วครับ พรรคการเมืองที่ได้เสียงส่วนใหญ่มาจากประชาชนกำลัง “ถูกบล็อก” ด้วย “เสียงส่วนน้อย” นั่นคือจากนี้ไปคุณจะคิด จะทำ จะขยับซ้าย ขวา คุณต้องเงี่ยหูฟังว่า อภิสิทธิชน อำมาตย์ กองทัพ นักวิชาการ ปัญญาชน สื่อ ที่มี “ต้นทุนทางสังคม” มากกว่า เสียงดังกว่า มีช่องทางการ “ส่งเสียง” มากกว่า พวกเขาจะเสนอให้ทำอะไรและอย่างไร

การเมืองกำลังเดินเข้าสู่ เกมการชิงพื้นที่ “ส่งเสียง” เพื่อสร้าง “สงครามวาทกรรม” รอบใหม่ โดยลืมไปว่าการเลือกตั้ง 3 ก.ค. เป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์มากที่สุด เป็นการเลือกตั้งในกระแสประวัติศาสตร์การปฏิเสธรัฐประหารและการเรียกร้อง “การเปลี่ยนผ่านสังคมสู่ความเป็นประชาธิปไตย”

และเสียงส่วนใหญ่ที่ เลือกพรรคเพื่อไทยก็สะท้อนความต้องการของประชาชนที่ ปฏิเสธรัฐประหาร และต้องการสร้างการเปลี่ยนผ่านสังคมสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน ซึ่งความต้องการดังกล่าวย่อมผนึกรวมความต้องการความยุติธรรมแก่ 91 ศพ คนบาดเจ็บพิการ และการปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปกติกาเกี่ยวกับสถานะ อำนาจ บทบาทขององคมนตรี และสถาบันพระมหากษัตริย์ให้สอดคล้องกับหลักเสรีภาพ หลักความเสมอภาค เพื่อปิดประตูรัฐประหารอย่างถาวร

หากความต้องการดัง กล่าวของเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้รับการตอบสนอง การเลือกเลือกก็จะมีความหมายแค่การเปลี่ยนรัฐบาลจาก “ประชาธิปัตย์” มาเป็น “เพื่อไทย” เพียงเพื่อให้มาทำนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจไปเท่านั้น ส่วนปัญหาการเปลี่ยนผ่านสังคมให้เป็นประชาธิปไตยภายใต้เงื่อนไขการให้ความ ยุติธรรมแก่ประชาชนที่บาดเจ็บล้มตาย เงื่อนไขการปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปสถาบัน ต้องขึ้นอยู่กับ “เสียงส่วนน้อย” ว่าจะยินยอมหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็บอกได้เลยว่า “ประชาชนตายฟรี” เหมือนกับที่ตายฟรีมาหลายครั้งแล้ว

ตอนนี้ “เสียงส่วนน้อย” เริ่มดาหน้าออกมา “ส่งเสียง” ดังขึ้นๆ แล้ว เช่น

1. พรรคที่เป็นรัฐบาลถ้าต้องการปรองดองต้องหยุดพูดเรื่อง “นิรโทษกรรม”

2. ต้องไม่ตั้งแกนนำเสื้อแดงเป็นรัฐมนตรี

3. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ สรุปว่าการสลายการชุมนุมด้วย “กระสุนจริง” ของรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นการกระทำที่ควรแก่เหตุ ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

4. คุณทักษิณต้องเสียสละตัวเอง ไม่ต้องกลับประเทศไทยอีก เพราะจะทำให้เกิดความแตกแยก

5. คุณยิ่งลักษณ์ต้องตัดขาดจากคุณทักษิณ

6. ฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์กำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อฟ้องยุบพรรคเพื่อไทย ด้วยข้อกล่าวหาเรื่อง “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”

7. มีการเรียกร้องการปรองดองโดยให้ลืมเรื่องเก่า สร้างสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่า แต่ไม่มีคำตอบเรื่องความยุติธรรม การปฏิรูปกองทัพ ฯลฯ

ใน ประเทศนี้ “เสียงส่วนน้อย” เช่น พวกนักวิชาการ ปัญญาชน สื่อ ที่มีต้นทุนทางสังคม มีเวทีการส่งเสียงมากกว่า และดังกว่า “เสียงส่วนน้อย” เหล่านี้ไม่เคยลงไปทำความเข้าใจจริงๆ ว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนที่เลือกรัฐบาลมาต้องการอะไร การแสดงออก 7 ข้อ เป็นต้นนั้น บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า พวกเขาสรุปง่ายๆ ว่า เสียงส่วนใหญ่เป็นแค่ “เครื่องมือทางการเมือง” ไม่ได้มี “เจตจำนงอิสระ” ของตนเอง

พูดอีกอย่างว่า เจตจำนงอิสระของเสียงส่วนใหญ่ที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพราะต้องการความ ยุติธรรม ต้องการเปลี่ยนผ่านสังคมสู่ความเป็นประชาธิปไตย กำลังถูกเสียง “ส่วนน้อย” ที่ดังกว่าบิดเบือนด้วย “วาทกรรมปรองดอง” ซึ่งความหมายจริงๆ ของการปรองดองที่พวกเขาต้องการให้เกิด คือ “การยอมทำตามข้อเสนอของเสียงส่วนน้อย และอย่าไปฟื้นฝอยหาตะเข็บกับกองทัพ และอำมาตย์”

“อคติ” ที่เห็นอย่างชัดเจนคือ เสียงส่วนน้อยที่เรียกร้องการปรองดองในความหมายดังกล่าวสร้างเงื่อนไขว่า “นักการเมืองที่ถูกทำรัฐประหารต้องเสียสละตนเอง” แต่พวกเขาไม่เรียกร้องให้ฝ่ายที่ทำรัฐประหารต้องเสียสละใดๆ

ไม่ต้อง พูดถึงว่าพวกเขาจะเรียกร้องให้เอาผิดกับฝ่ายที่ทำรัฐประหารเลย ครับ (ยอมรับการนิรโทษกรรมตัวเองของฝ่ายรัฐประหารโดยไม่ตั้งคำถามสักแอะ) แม้แต่จะเรียกร้องให้ฝ่ายทำรัฐประหาร “เสียสละตัวเองบ้าง” โดยยอมรับการปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับสถานะ อำนาจ บทบาทขององคมนตรี และสถาบัน พวกเขาก็ไม่เคยเรียกร้อง (อย่าว่าแต่จะเรียกร้องความรับผิดชอบต่อการสังหารหมู่กลางเมือง 91 ศพ เลย)

สำหรับ นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งและถูกทำรัฐประหาร “เสียงส่วนน้อย” เหล่านี้จะเรียกร้องมากขนาดไหนก็ได้ เรียกร้องโดยไม่ต้องคำนึงถึง “สามัญสำนึกในความยุติธรรม” ใดๆ เลยก็ได้ เช่น “มึงอย่ากลับประเทศไทยนะ อย่ากลับมาบ้านเกิดเมืองนอนของมึงอีกนะ หรือให้มึงตายอยู่ต่างประเทศเลยนะ” ฯลฯ

แต่สำหรับฝ่ายทำรัฐประหาร อำนาจนอกระบบ พวก “เสียงส่วนน้อย” เหล่านี้ กลับไม่กล้าแม้แต่จะเรียกร้องให้พวกเขา “เสียสละตัวเองบ้าง” เพื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปกติกาเกี่ยวกับสถานะ อำนาจ และบทบาทของพวกเขาให้อยู่ภายใต้หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย

เป็น ไปได้อย่างไรครับ “เสียงส่วนน้อย” ที่เคารพ พวกคุณเรียกร้องให้ฝ่ายนักการเมือง ฝ่ายประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต้องเสียสละอย่างไม่มีขีดจำกัด (เช่นไม่ต้องกลับประเทศ ฯลฯ) ทั้งที่พวกเขาเสียสละมามากแล้ว เสียสละชีวิตไปแล้วเกือบร้อยชีวิต (ถ้านับ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 ตายฟรีไปแล้วเท่าไรแล้ว) แต่กลับไม่เรียกร้องให้อีกฝ่ายยอม “เสียสละตัวเองบ้าง” เลย

ฉะนั้น ผมจึงงวยงงอย่างยิ่งกับ “วาทกรรมปรองดอง” ของ “เสียงส่วนน้อย” (ที่ดังกว่าเสียงส่วนใหญ่) ในประเทศนี้ ที่คำนึงถึงแค่การประนีประนอมของ “ขั้วอำนาจ” ต่างๆ แคร์เฉพาะการปั่นกระแสของกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม แต่ไม่ยอมนับ “ความต้องการ” ของเสียงส่วนใหญ่ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสังคมสู่ความเป็นประชาธิปไตย

ที่ สำคัญพวกคุณไม่สนใจว่า “ความอยูติธรรม” ที่เห็นอยู่ตำตาจะแก้อย่างไร คนไม่ได้รับความเป็นธรรมเขาควรได้รับความยุติธรรมอย่างไร และประเทศนี้ควรจะอยู่กันด้วยหลักการ กาติกาแบบไหน ปรองดองมันจำเป็นต้องไม่เถียงกันในปัญหาพื้นฐานหลักๆเหล่านี้จริงหรือครับ “เสียงส่วนน้อย” ที่เคารพ


ปล. “เสียงส่วนน้อย” ที่เคารพ เมื่อไรพวกคุณจะเลิกพูด “ความเสมือนจริง” มาพูด “ความจริง” กันอย่างตรงไปตรงมาเสียทีครับ!

สัมภาษณ์: คำ ผกา “พี่ขอลาออกจากการเป็นเฟมินิสต์ มาเป็นคน”

ที่มา ประชาไท

สัมภาษณ์ “คำ ผกา” ลักขณา ปันวิชัย ว่าด้วยเรื่องกระแส “เฟมินิสต์” ในสังคมไทย ในช่วงที่ประเทศไทยอาจจะได้มีนายกรัฐมนตรีหญิงเป็นคนแรก ชี้ “เราต้องเห็นคนเป็นคนเท่าเทียมกันก่อน ไม่เช่นนั้นอย่าหวังว่าสิทธิสตรีจะมีความหมาย”

หลังจากที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะที่เป็นผู้สมัครหมายเลขหนึ่งของพรรคเพื่อไทย ชนะการเลือกตั้งที่ผ่านมาอย่างขาดลอย และมีทีท่าว่าจะได้เป็น “นายกรัฐมนตรีหญิง” คนแรกของประเทศไทย กระแส “เฟมินิสต์” หรือสิทธิสตรีก็เริ่มเป็นที่ถูกพูดถึงในสังคมอย่างกว้างขวาง ดังจะเห็นตามหน้าสื่อไทยและต่างประเทศที่พยายามจะตอบคำถามว่า การที่เรามีผู้หญิงเป็นนายกฯ ของประเทศไทย จะแสดงถึงความก้าวหน้าของความเท่าเทียมของหญิงชายที่มากขึ้นได้หรือไม่ หรือประเด็นเรื่องสิทธิสตรีจะได้รับการส่งเสริมมากขึ้นหรือไม่อย่างไร

นักวิชาการด้านสิทธิสตรีหลายท่าน ได้ให้ความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวว่า ถึงแม้ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะมีเรือนร่างและเพศสภาพที่เป็นผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะสามารถส่งเสริมเรื่องความเสมอภาคหญิงชายได้ [1] เหล่า นักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี จึงไม่ควรไปตั้งความหวังกับเธอมากนักในการผลักดันประเด็นดังกล่าว เนื่องจากเธอมีองค์ประกอบด้านอื่นๆ ทางการเมือง ที่ทำให้เธอ “ลอยเหาะ” เข้ามาในสนามการเมืองได้มากกว่าการขึ้นมาด้วยตนเองในฐานะสตรี [2]

การที่ยิ่งลักษณ์อาจได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย มีความหมายอย่างไรต่อพื้นที่ทางการเมืองในสังคมไทย ทำไมต้องเรียกร้องสิทธิสตรีกับนายกฯ หญิง เรามาคุยกับ “คำ ผกา” นักเขียน และนักวิจารณ์สังคมแนวสตรีนิยมคนหนึ่งในประเทศไทย


ภาพโดย Sora Wong

คิด อย่างไรต่อความวิพากษ์ของนักสิทธิสตรีไทยที่มีต่อคุณยิ่งลักษณ์ เช่น คุณยิ่งลักษณ์ อยู่ในร่างกายที่เป็นผู้หญิง แต่ไม่ได้มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิสตรี จึงไม่สามารถเป็นตัวแทนกลุ่มสตรีได้ หรือคำสัมภาษณ์อื่นๆ ที่นักวิชาการให้สัมภาษณ์ว่ายิ่งลักษณ์คงเป็นความหวังมากไม่ได้เพราะเธอ “เหาะ”มาในการเลือกตั้งครั้งนี้ อยากจะขอถามความคิดเห็นพี่แขกในฐานะเฟมินิสต์คนหนึ่งว่ามีความคิดเห็นอย่าง ไร


ถ้า อย่างนั้น พี่ขอลาออกจากความเป็นเฟมินิสต์มาเป็นคน มาเป็นประชาชนค่ะ คือ การที่เราจะตอบคำถามนี้ เราต้องเริ่มที่จะต้องตอบคำถามว่า เราไม่สามารถไปเรียกร้องความเป็นเฟมินิสต์จากคุณยิ่งลักษณ์ แล้วคุณยิ่งลักษณ์ก็ไม่เคยนิยามตนเองว่าเป็นเฟมินิสต์ แล้วคุณยิ่งลักษณ์ก็ไม่เคยใช้ความเป็นเฟมินิสต์หรือความเป็นเฟมินิสม์มาหา เสียง แล้วอยู่ๆ ถ้าถามว่าอยู่ดีๆ กลุ่มเฟมินิสต์จะมากดดันจากว่าที่นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้หญิงให้ประกาศ นโยบายที่เกี่ยวกับผู้หญิงขึ้นมาในบัดดล ทั้งๆที่ตอนนี้กกต. ก็ยังไม่รองรับผลการเลือกตั้ง พี่คิดว่าไม่แฟร์ เพราะถ้าคุณมาด้วยตรรกะที่บอกว่า ความเป็น “Feminist mind” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอวัยวะเพศ เหตุใดคุณจึงไม่เคยเรียกร้องนโยบายเกี่ยวกับเฟมินิสต์กับนายกรัฐมนตรีทุกคน ก่อนหน้านี้เลย เพราะถ้าคุณคิดว่าหากความเป็น feminist mind เพราะนายกรัฐมนตรีผู้ชายก็มี feminist mind ได้ แต่ทำไมฉับพลันที่เรามีว่าที่นายกฯเป็นผู้หญิงและยังไม่ทันได้ทำงานเลย เฟมินิสต์ก็ออกมาเต้นเร่าๆเสียแล้ว่าว่าที่นายกฯของเราไม่มีเฟมินิสต์มายด์ ถ้าการไม่มีเฟมินิสต์เป็นอาชญากรรมขนาดนั้น อดีตนายกฯทุกคนของไทยก็ต้องโดนก่นด่าด้วยน้ำหนักที่เท่ากัน ความย้อนแย้งของตรรกะชุดนี้คือ การที่พวกคุณคิดว่าผู้หญิงหากไม่มีเฟมินิสต์มายด์โทษจะหนักกว่าผู้ชาย นี่คือการกดขี่กันเองของผู้หญิงด้วยกัน

ดิฉันไม่ มีอะไรจะตำหนิคุณยิ่งลักษณ์ในเรื่องนี้เพราะ คุณยิ่งลักษณ์ไม่เคยเคลมว่า ตัวเองเป็นเฟมินิสต์ คุณยิ่งลักษณ์ไม่เคยพกเอาเพศเชิงการเมืองเข้ามาหาเสียง she did not politicize her gender เธอชัดเจนว่าเธอเข้ามาเพราะครอบครัวของเธอเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะเข้ามาทำ งานการเมือง เธอประกาศชัดเจนว่า ครอบครัวของเธอเป็นหนี้ประชาชน เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาว่าประชาชนเลือกพรรคของเธอเข้ามา เราก็ต้องเคารพและให้โอกาสเธอทำงาน ทำงานไปแล้วหกเดือนแล้วห่วยแตกอย่างยิ่ง ถึงวันนั้นค่อยมานั่งวิจารณ์ืกันไปทีละเรื่อง ไม่ใช่อยู่ๆจะมานั่งด่าเรื่องเป็นหรือไม่เป็นเฟมินิสต์

ถาม ว่า priority ของปัญหาของประเทศทุกวันนี้ คืออะไร? priority ของมันก็คือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นห้าปีหลังการรัฐประหาร คนยังต้องการความจริง คนยังต้องการความยุติธรรม ยังมีคนติดคุก ยังไม่ได้รับสิทธิที่จะประกันตัว แล้วคนจำนวนมากที่โหวตให้พรรคเพื่อไทย ต้องการสิ่งนี้เป็น priority หลัก แล้วข้อสอง คือ เขาต้องการเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เพราะเศรษฐกิจซบเซาไปมาก คนไม่มีจะกิน น้ำมันแพง น้ำมันขาดตลาด น้ำตาลทรายขาดตลาด คนเข้าคิวไปตบตีกันแย่งซื้อน้ำมัน นี่เป็นปัญหาของมนุษย์

เด็กมีพ่อ แม่เป็นกรรมกร ไม่ว่าจะหญิงหรือชายมีปัญหาเหมือนกันหมด มีปัญหาเรื่องค่าแรง ค่าครองชีพที่สูงขึ้น นโยบายเรื่องเรียนฟรีก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะมีปัญหาเรื่องค่าชุดนักเรียนที่แพงขึ้น ค่ายานพาหนะ ค่าโดยสารที่แพงขึ้น คือทุกอย่างของมนุษย์ในทุกเพศทุกวัย คนไม่มีจะกิน เพราะฉะนั้น priority ที่จะแก้ปัญหา คือสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นพี่คิดว่ามัน ridiculous (น่าขัน) ที่อยู่ดีๆ จะมาบอกว่าคุณยิ่งลักษณ์จะไม่เข้าใจผู้หญิง ไม่มีนโยบายสำหรับผู้หญิง เพราะนโยบายนี้เป็นนโยบายสำหรับคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย คุณยิ่งลักษณ์กำลังพูดถึงประชาชนไทยไม่ว่าจะเพศใดก็ตาม

เคย มีนักวิชาการด้านสิทธิสตรี วิจารณ์ว่า คุณยิ่งลักษณ์ไม่มีนโยบายด้านสตรีที่ชัดเจน ถึงแม้จะเคยพูดถึงเรื่องกองทุนสตรีหมู่บ้านล่ะ 100 ล้าน แต่ก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะส่งเสริมสิทธิสตรีได้อย่างไร เช่น เรื่องสุขภาวะ หรือมิติด้านหญิงชายอื่นๆ


อัน นี้พี่ตอบได้เลยว่านายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ที่จะเสนอนโยบายที่เป็น ภาพรวม เรื่องสุขภาวะ มิติหญิง ชาย ปีกมดลูกข้างซ้ายข้างขวา เป็นเรื่องของคณะทำงาน ไม่ใช่ของนายกรัฐมนตรีในการไปลงรายละเอียดดังกล่าว เพราะฉะนั้นนายกมีหน้าที่ในการดีไซน์นโยบายขึ้นมา หลังจากนั้นจะเป็นเรื่องของทีมคณะทำงานที่จะวางแผน และลงรายละเอียด ที่จะดูว่าเงินร้อยล้านจะเอาไปใช้อย่างไร ถามว่าหลังจากยุบสภามามีเวลาหาเสียง 44 วัน ตอนนี้ กกต. ยังไม่รองรับผลเลย คุณจะให้คุณยิ่งลักษณ์ออกมาส่องมดลูกซ้ายขวาของคุณแล้วหรือคะ แล้วถ้าเหล่าเฟมินิสต์เหล่านั้นอยากจะผลักดันนโยบายสิทธิสตรีมาก ก็เชิญชวนให้เขียนโครงการและเสนอนโยบายให้แก่คณะทำงานของคุณยิ่งลักษณ์ หรือผลักดันนโยบายหรือวิสัยทัศน์ผ่านสื่อ ผ่านงานวิจัย บทความ เพื่อให้สังคมผลักดันรัฐบาลทำงาน อย่าลืมว่ารัฐบาลเป็นลูกจ้างของประชาชน รัฐบาลต้องฟังเราค่ะ อย่าไปเห็นนายกฯ เป็นเทวดา รู้ทุกเรื่อง อวตารลงมาแก้ทุกเข็ญให้มนุษย์ ไม่ใช่ แต่รัฐบาลนี้มาจากมือของประชาชน. เรามั่นใจว่าเรากดดันเขาได้ ตรวจสอบเขาได้ และเขาต้องแคร์เรา เพราะเรามีบุญคุณกับเขา เขาได้้เป็นนายกฯเพราะเรา ต่างจากรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากมือประชาชน จึงไม่แคร์ชีวิตประชาชน

ปัญหา ที่เร่งด่วนสำหรับสตรีตอนนี้ จากสายตาของเฟมินิสต์ไทยส่วนใหญ่ มักจะเป็นเรื่องสัดส่วนของผู้หญิงในสภา ความรุนแรงในครอบครัว และสุขภาวะ เป็นต้น?


ถ้า อยากมีส.ส.ผู้หญิงในสภามากขึ้น ก็อยากจะเชิญชวนให้นักสิทธิสตรีเหล่านี้มาลงสมัครส.ส. ด้วย เพราะตอนนี้พื้นที่ทางการเมืองต้องการคนเก่งๆแบบพวกคุณเข้ามาช่วยทำงานเยอะๆ ช่วยเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชน เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน

ตอนนี้ เรามีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงแล้ว ในเชิงสัญลักษณ์แล้ว มันคือแรงบันดาลใจที่สำคัญที่สุด ในการจะยกระดับหรือเปิดพื้นที่ทางการเมืองที่เคยเป็นพื้นที่ของผู้ชาย แล้วเป็นการพิสูจน์ว่าผู้หญิงสามารถทำได้ นี่มันมีพลังมากในเชิงสัญลักษณ์ แล้วถ้าเฟมินิสต์ทั้งหลาย บ่นว่าไม่มีผู้หญิงมาทำงานการเมือง ก็โปรดลงมาจากหอคอยงาช้าง ลงมาคลุกดิน คลุกฝุ่น คลุกโคลนตม ยอมลงมาแปดเปื้อนโสมมกับการเมืองที่คุณเรียกว่าสกปรกนักหนาเถิด
แต่ ถ้าไม่อยากแปดเปื้อนก็โปรดเป็นนักวิชาการที่มีมนุษยธรรม ตั้งอกตั้งใจทำงานวิชาการเพื่อเป็นฐานความรู้ให้แก่สังคม ทำงานวิจัยเพื่อให้นักการเมืองสามารถหยิบงานของพวกคุณไปออกแบบนโยบาย หรือผลักดันกม.ในรัฐสภาได้

แล้ว มิติความรุนแรงในสังคม มันไม่ได้เพิ่งมาสำคัญวันนี้เมื้อวานนี้ มันมีมาตั้งแต่ “อำแดงเหมือน กับนายริด” และก่อนหน้านั้นในเรื่องปัญหาความไม่เท่าเทียมกันหญิงชาย แล้วคุณจะมาดิ้นเป็นพิเศษอะไรตอนนี้ ในเมื่อคุณก็มีศูนย์สตรีศึกษาอะไรตั้งนานแล้ว คุณก็ทำไปสิ ผลักดันนโยบาย เสนองานวิจัย ผลักดันให้เป็นกฎหมาย ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะมีนายกเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม ฉะนั้นมันไม่แฟร์ที่อยู่ดีมาวันหนึ่งเรามีนายกฯ เป็นผู้หญิงและคุณจะให้สถานะของผู้หญิงดีขึ้นในช่วงข้ามคืน แล้วถามว่านายกที่ผ่านมาทำอะไร แล้วทำไมคุณไม่ไปเรียกร้องกับเขา แล้วคุณก็บอกเองว่า feminist mind ไม่ได้เกี่ยวกับเพศ ไม่ได้เกี่ยวกับร่างกาย อันนี้เป็นเรื่องที่พี่ยืนยันว่าเราต้องกดดันทุกรัฐบาล แต่ปัญหาความรุนแรง ปัญหาความไม่เท่าเทียม ปัญหาบ้าบอคอแตกของคุณมันมีมานานแล้ว มันมีมาตลอด อย่างปัญหาเรื่องการทำแท้งนี้ คนเขาก็สู้กันมาอยู่ตลอดเวลา คุณก็ย้อนกลับไปดูสิว่าไอการทำแท้งนี้เขาสู้กันมาในรัฐบาลกี่สมัย แล้วมันแพ้ไปเพราะอะไร เราไม่ได้แพ้ไปเพราะเรามีหรือไม่มีนายกเป็นผู้หญิง ต่อให้เอาซีโมน. เดอโบวัวร์มาเป็นนายกฯ ก็ไม่มีวันผลักดันกม.ทำแท้งได้ ถ้าโครงสร้างอำนาจทางศีลธรรมและศาสนาไทยเป็นแบบนี้

การที่ยิ่งลักษณ์เข้ามาเป็นนายก เป็นสัญลักษณ์ที่ดีของผู้หญิงในพื้นที่ทางการเมือง?


คือ คุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้เป็นเฟมินิสต์ แต่ในฐานะที่เป็นผู้หญิงในทางชีววิทยาและเราปฏิเสธไม่ได้ว่าลำพังความเป็น หญิงทางชีววิทยา การผ่านด่านเข้ามาอยู่ในตำแหน่งแคนดิเดตนายกฯไม่ใช่เรื่องง่าย ในเมื่อพื้นที่ทางการเมืองเป็นพื้นที่ของผู้ชาย (ทางชีววิทยา เช่นกัน) มาโดยตลอด

การถูกมองว่าเป็นโคลนนิ่งทักษิณ ยิ่งทำให้ยาก ถามว่าเป็นโคลนนิ่งทักษิณนี่เป็นข้อได้เปรียบไหมในสังคมไทย ต้องตอบก่อนว่า ไม่ใช่ข้อได้เปรียบโดยสิ้นเชิง ในฐานะที่เธอมาจากครอบครัวทางธุรกิจที่ดีเป็นข้อได้เปรียบไหม ไม่ ทั้งหมดนี้เป็นจุดอ่อนหมด เพราะเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะโจมตีเธอว่าไม่ได้ขึ้นมาด้วยตัวเอง ไม่ได้ยืนขึ้นมาด้วยขาของตัวเอง นี่คือข้อเสียเปรียบนะคะ. ไม่ใช่ข้อได้เปรียบ

เธอถูกวิจารณ์เร็วๆ นี้โดยเฟมินิสต์ว่าเธอเหาะมา?


ใช่ นี่เป็นข้อเสียเปรียบของเธอหมดเลย และท่ามกลางข้อเสียเปรียบแล้วนี้ ท่ามกลางสื่อทั้งหมดที่ไม่เคยเข้าข้างฝ่ายเสื้อแดง ท่ามกลางสื่อทั้งหมดที่ไม่เคยเข้าข้างฝ่ายประชาธิปไตย คุณยิ่งลักษณ์ฝ่าฟันจนชนะการเลือกตั้งมาได้ขนาดนี้ แสดงว่าเขาต้องมีดี ประชาชนทุกวันนี้ไม่โง่นะคะ ถ้าคุณสัมผัสกับคนเสื้อแดง คุณจะรู้ว่าคนเสื้อแดงเป็นประชาชนที่ระแวดระวังรักษาสิทธิของตัวเองอย่าง ยิ่ง เพราะกว่าจะได้การเลือกตั้งมา เขาเอาชีวิตเข้าแลก เพราะฉะนั่นคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้เข้ามาเพราะโชคช่วย

ชน ชั้นกลางอย่างพวกคุณทนเห็นชัยชนะของประชาชนไม่ได้ หัวใจจะวาย เกิดมาไม่เคยเห็นประชาชนฉลาด ไม่อยากยอมรับความจริง ก็หาเรื่องบ่นด่าไปเรื่อยเปื่อย มีแม้กระทั่งว่าคุณยิ่งลักษณ์พูดภาษาอังกฤษไม่เพราะ แต่ขอโทษ เป็นนายกรัฐมนตรีที่คนเลือกมา ต่อให้คุณเป็นใบ้ ก็ไม่ใช่ปัญหา อย่าว่าแต่ไม่พูดภาษาอังกฤษ คุณเป็นนาย นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นก็ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษเพราะ แล้วทุกวันนี้การวัดความรู้ภาษาอังกฤษเขาไม่ได้วัดกันที่ใครพูดเหมือนคน อังกฤษ เขาวัดกันที่ว่าใครสื่อสารได้รู้เรื่องมากน้อยแค่ไหน เขาไม่ได้มานั่งตรวจสำเนียงกันด้วย มีสำเนียงภาษาอังกฤษที่เป็นที่ยอมรับเป็นหลายร้อยสำเนียงในโลกนี้ มีแต่คนที่ตกค้างอยู่ในโลกของความรู้ในปลายศตวรรษที่ 18 เท่านั้นแหละที่สำเนียงอังกฤษเป็นสำเนียงอังกฤษที่น่าชื่นชมยกย่องอยู่

แต่ นักสิทธิสตรีในองค์กรสิทธิฯ ส่วนใหญ่ก็มักจะมองว่าปัญหาด้านสตรีในการเมืองไทยที่สำคัญ เป็นปัญหาคอร์รัปชั่น เรื่องการค้ามนุษย์ (Human trafficking) หรือความรุนแรงภายในครอบครัว (Domestic violence)?

พี่บอกว่าก่อนที่จะพูดปัญหาเหล่านี้ ช่วยพูดเรื่อง 91 ศพที่ตายไปต่อหน้าต่อตาหน่อย ว่าเป็น domestic violence แบบไหน ร้ายแรงเท่าๆกับเรื่อง human trafficking หรือเปล่า ต่อเรื่องแบบนี้ คุณเคยไปเรียกร้องกับอาจารย์อมราบ้างหรืเปล่า เึคยไปด่าอาจารย์อมราว่าสักแต่มีอวัยเพศเป็นหญิงแต่ไม่มีเฟมินิสต์มายด์ไหม? ไม่เลย มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกเราทุกคน ในยุคสมัยของเรา เกิดขึ้นต่อหน้าเรา มีคนแก่ที่อุบลฯ ถูกกล่าวหา และติดคุกไป แต่ไม่ได้รับการประกันตัว เป็นอัมพฤกษ์ อยู่ห้องไอซียู ใส่ตรวนที่ขา สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา เขาควรจะได้รับการถูกพูดถึงในฐานะผู้ถูกกระทำไหม เท่าๆกับสิ่งที่เราจะพูดถึงเมื่อพูดถึง human trafficking หรือ domestic violence ไหม domestic violence อย่างที่บอกมันมีมาตั้งแต่สมัย “อัมแดงเหมือนกับนายริด” ในยุคนั้นไม่มี domestic violence หรอ แล้วทำไมจู่ๆ คุณจะมาชักดิ้นชักงอเมื่อคุณยิ่งลักษณ์เป็นนายก ทำไมปีที่แล้วคุณไม่ชักดิ้นชักงอกับอภิสิทธิ์ล่ะคะ เรื่องความรุนแรงในครอบครัวนี่น่ะ

และ นี่คือ “domestic violence” ในครอบครัวที่เรียกว่าประเทศไทย ถ้าคุณไม่คิดว่าเพื่อนร่วมชาติเป็นครอบครัวเดียวกับคุณ ถ้าคนในครอบครัวตาย แล้วก็ไม่มีคำตอบอะไรเลย จากฝ่ายราชการ หรือฝ่ายใดที่ควรจะที่ควรจะรอบผิดชอบ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งก็มีผู้หญิง เช่นอาจารย์อมรา ก็เป็นผู้หญิง แล้วก็ไม่ได้เป็นเฟมินิสต์ที่ไหน แล้วก็ไม่เห็นจะเรียกร้องให้อมรามาสู้เพื่อ domestic violence ที่ไหนเลย นี่เป็นเรื่องของคณะกรรมการสิทธิ เอาสิ คุณไปเรียกร้องอาจารย์อมราเลย เรื่องความรุนแรง มีเมียน้อย อะไรก็ว่าไป

ประเด็นสิทธิสตรีในเมืองไทย คิดว่ามีปัญหาอะไรที่เร่งด่วน และมีข้อเสนออย่างไร

พี่คิดว่าปัญหาของสิทธิสตรีในเมืองไทยคือการมองไม่เห็นปัญหา “สิทธิมนุษยชน” ที่ใหญ่กว่าสิทธิสตรี ถ้าเรามองว่าสตรีคือมนุษย์ ปัญหาใหญ่กว่าคือ เราต้องมีสิทธิมนุษยชนเป็นเบื้องแรก ซึ่งสิทธิมนุษยชนเมืองไทยยังไม่มี ซึ่งถ้าปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนยังไม่ได้รับการดูแล อย่าหวังว่าเรื่องสิทธิสตรีจะมีความหมาย เอาแค่นี้เลย สั้นๆ เพราะผู้หญิงก็คน เป็นมนุษย์ ถ้าคุณทำปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนได้ เรื่องอื่นก็ได้ต่อได้ เรื่องเกย์ เลสเบี้ยนอะไรก็ทำต่อได้ แต่นี่ความเป็นคนยังไม่มี

ฉะนั้น ปัญหาของสิทธิสตรีในสังคมไทยตอนนี้คือยังไม่มีใครเหลียวมองเรื่องสิทธิมนุษย ชนอย่างเพียงพอ แล้วเรื่องคนไม่มีจะกิน นี่เขาไม่มาแยกหญิงแยกชายหรอกค่ะ ขอมีจะกินให้เท่ากันก่อน คุณไม่เคยเป็นกรรมกร ไม่เคยมีค่าแรงวันล่ะ 250 คุณไม่รู้หรอกว่า การจะเอาชีวิตให้รอดแต่ล่ะวันมันยากลำบากแค่ไหน



ท้ายสุดนี้อยากจะฝากบอกอะไร?


ขอ เป็นกำลังใจให้นักสิทธิสตรีทุกคนตั้งใจทำงาน หาข้อมูล อ่านหนังสือแล้วก็หาความรู้ให้ตัวเอง และออกไปสัมผัสชีวิตมนุษย์บ้าง แขกจะเป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ

[1] อาภาพร สัมฤทธิ์ อาจารย์ประจำศูนย์สตรีศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพี เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า “แม้ว่าร่างกายของเธอจะเป็นหญิง แต่เธอคิดแบบผู้ชาย และตนไม่คิดว่าเธอจะทำอะไรให้กับผู้หญิงเป็นพิเศษ"


[2] ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ ได้เสนอความคิดเห็นในเวทีสาธารณะที่ ม.ธรรมศาสตร์เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาว่า ขบวนการสิทธิสตรีอาจจะช่วยสร้างให้เกิดความตระหนักรู้เรื่องประเด็นสิทธิ สตรีกับคุณยิ่งลักษณ์ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องไม่ลืมว่ายิ่งลักษณ์มาด้วยองค์ประกอบทางการเมือง อื่นๆ ที่ทำให้เธอ “เหาะ” มาได้ จึงไม่ควรตั้งความหวังกับเธอมากนัก

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เอเอฟพีชี้ชัยชนะ "ยิ่งลักษณ์" ไม่ใช่ยุคทองสตรี อาจารย์มช.เห็นต่างชี้ "เฟมินิสต์" ไม่เข้าใจหญิงชนบท
'พลังสตรี'แนะ'ปู'เรียนรู้สังคมไทย
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ยกการเมืองหญิงสามัญชน โต้ Feminist อัด มองแค่เพศวิถี

อนุกรรมการสิทธิฯ ส่งบันทึกถึง “อมรา พงศาพิชญ์”-แนะพิจารณาร่างรายงานกสม.ให้รอบคอบก่อนเผยแพร่

ที่มา ประชาไท

หนึ่ง ในอนุกรรมการสิทธิฯติงร่างรายงานกรรมการสิทธิกรณีการชุมนุม นปช.ปี 2553 ติงการสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้ต้องเริ่มที่การกระทำของรัฐกระทบต่อสิทธิมนุษยชนหรือไม่ “ไม่ใช่วิเคราะห์ว่า การกระทำของผู้ชุมนุมเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่?”

แม้ สื่อมวลชนบางฉบับนำเอารายงานคณะกรรมการสิทธิมนุษย ชนในกรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ระหว่างวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓ ถึงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ มาเปิดเผยอย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว แต่ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า การแถลงข่าวรายงานฉบับดังกล่าวถูกยกเลิกไป เนื่องจากได้รับคำท้วงติงอย่างรุนแรงจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนด้วยกันเอง พร้อมด้วยบันทึกความเห็นต่อรายงานดังกล่าวโดยละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความไม่รอบด้านของข้อมูล ทั้งได้เสนอให้ “พิจารณาร่างรายงานนี้อย่างรอบคอบเสียก่อนการเผยแพร่ต่อไป”

โดย รศ.กิตติ ศักดิ์ ปรกติ อนุกรรมการ ใน คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ทำบันทึกเรียน ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ที่ผ่านมา แสดงความความเห็นต่อ “ร่างรายงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในกรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ระหว่างวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓ ถึงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓”

โดย ผู้เขียนบันทึกเห็นว่าร่างรายงานดังกล่าวขาดการ ลำดับข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพียงพอในบางประเด็นที่ควรเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังเสนอแนะด้วยว่า “ในการวิเคราะห์ผลกระทบหรือผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้น โดยทั่วไปต้องเริ่มจากการพิเคราะห์ว่า การกระทำของรัฐกระทบต่อสิทธิมนุษยชนหรือไม่? หรือการกระทำของผู้ชุมนุมก่อให้เกิดภยันตรายโดยละเมิดกฎหมายอย่างไร มีความมุ่งหมายที่มิชอบ หรือมีพฤติการณ์ร้ายแรงเพียงใด? ไม่ใช่วิเคราะห์ว่า การกระทำของผู้ชุมนุมเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่?”

รศ. กิตติศักดิ์ ได้ตั้งคำถามต่อประเด็นการสอบสวนข้อเท็จจริงในรายละเอียดหลายประการซึ่งยัง ขาดการลำดับข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพียงพอในบางประเด็นที่ควรเพิ่มเติม เช่น การที่คณะรัฐมนตรีได้ประกาศเขตรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรในวัน12 มีนาคมนั้น เป็นการประกาศจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนซี่งอาจกระทำได้โดยอ้างเหตุผลด้าน การรักษาความมั่นคง จึงต้องพิจารณาว่าเป็นการกระทำโดยสมควรแก่เหตุหรือไม่ โดยต้องฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่ารัฐบาลอาศัยข้อเท็จจริงใดมาประกอบการ พิจารณาในการออกประกาศดังกล่าว แต่ในรายงานไม่ได้ระบุไว้อย่างแจ้งชัดว่าได้มีการตรวจสอบในประเด็นนี้แล้ว หรือไม่

สำหรับกรณีที่ระบุว่ามีผู้บาดเจ็บให้การ ว่าระเบิดถูก ยิงมาจากด้านสวนลุมพินี และมีผู้อยู่ในเหตุการณ์และได้รับบาดเจ็บให้การว่าทิศทางการยิงมาจากกลุ่ม นปช. นั้น หากรายงานดังกล่าวจะระบุว่าน่าเชื่อถือได้ ก็ควรนำเสนอพยานที่สอดคล้องต้องกันจึงจะสรุปเช่นนั้น และควรต้องระบุไว้ด้วยว่าชั่งนํ้าหนักจากพยานบุคคลประเภทใดบ้าง และเหตุที่ฟังได้เพราะเหตุใด

นอกจากนี้ รายงานของกรรมการสิทธิฯ ยังไม่ได้สอบสวนสาเหตที่เจ้าหน้าที่โปรยแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมในบ่ายของวัน ที่ 10 เม.ย. รวมไปถึงการใช้กำลังทหารพร้อมแสดงอาการว่ามีอาวุธครบมือ และใช้ยานเกราะเพื่อขอคืนพื้นที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดหมายว่าทหารจะใ้ความรุนแรง เป็นการยั่วยุให้ประชาชนตอบโต้ด้วยความรุนแรง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องสอบสวนเพิ่มเติมเพราะการใช้อำนาจป้องกันต้องทำโดย สมควรแก่เหตุ และต้องไม่มีส่วนเร้าให้เกิดความรุนแรงด้วย

สำหรับ เหตุปะทะกันที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติในวันที่ 28 เมษายน นั้น มีเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนเล็กยาวใส่เจ้าหน้าที่ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ถึงแก่ความตาย ซึ่งน่าสงสัยว่าเป็นการกระทำของฝ่ายผู้ชุมนุมประท้วงที่ก่อความไม่สงบ หรือเป็นเหตุที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่เอง แต่รายงานได้สรุปข้อเท็จจริงไว้ค่อนข้างกำกวม ไม่น่าจะเพียงพอที่จะทำให้คนทั่วไปคลายความสงสัยได้

รศ.กิตติ ศักดิ์ยังเสนอด้วยว่า การนำเสนอรายงานของกรรมการสิทธินั้น ทำในรูปของข้อความเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อให้ชัดเจนแน่นอน และเข้าใจได้งาย จึงควรมีแผนภาพ ภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอประกอบด้วย

ท้ายที่สุด รศ. กิตติศักดิ์ได้เสนอประธาน กสม. ว่า “เห็นสมควรพิจารณาร่างรายงานนี้อย่างรอบคอบเสียก่อนการเผยแพร่ต่อไป”

โดย ร่างรายงานดังกล่าว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เลื่อนการนำเสนอออกไปแล้ว ขณะที่หนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับวันที่ 8 ก.ค. ได้ตีพิมพ์หัวข้อและใจความสำคัญของรายฉบับดังกล่าวด้วย [อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง]

‘ประชาชาติ’ สัมภาษณ์ ‘ชาญวิทย์ เกษตรศิริ’: วิเคราะห์จุดลบ-จุดบอด "ยิ่งลักษณ์"

ที่มา ประชาไท

“แน่ นอน (คนเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทย) เขาเป็นพวกเดียวกัน เขามาด้วยกัน เขาต้องช่วยกัน แต่ผมคิดว่า เมื่อคุณได้รับชัยชนะ แล้วคุณจะทำอย่างไรกับชัยชนะของคุณที่จะผลักดันให้สังคมนี้ก้าวหน้าต่อไป ไม่ใช่เป็นแต่เพียงการ "เกี้ยเซียะ" เมื่อได้อำนาจ”

เว็บไซต์ประชาชาติ 9 กรกฎาคม 2554 เผยแพร่บทสัมภาษณ์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อ่านเกมเกี้ยเซียะ "อำนาจเก่า+อำนาจพิเศษ" วิเคราะห์จุดลบ-จุดบอด "ยิ่งลักษณ์" ‘ประชาไท’ ขออนุญาตินำมาเผยแพร่ซ้ำ

0 0 0

กระแส "ยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์" ปะทะ ท้าทายทุกโครงสร้างอำนาจ

เมื่อเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ทุกอำนาจใน-นอกระบบต่างจับตา ตั้งรับ

1 ในนั้นเป็นนักประวัติศาสตร์ "กลุ่มสันติประชาธรรม" ที่เฝ้ามองการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน จนถึงวันที่ "เพื่อไทย" กวาดคะแนนถล่มทลาย

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ประชาชาติธุรกิจ" หลังการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม จบสิ้นลง

เขาคาดหวังเล็กๆ ว่า นักการเมืองจะไม่เป็นวัวลืมตีน ไม่เห็นประชาชนเป็นควาย

เขาไม่อยากเห็น "ยิ่งลักษณ์" เกี้ยเซียะ กับ "อำนาจพิเศษ" และทหาร

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ การเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่

ใน ฐานะที่ผมเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์การเมือง ไทยมานาน ก็ไม่เคยคิดว่าประเทศเราจะมีนายกรัฐมนตรีหญิงได้ เพราะประเทศถูกครอบงำโดยเพศชายมาตลอด จึงเป็นปรากฏการณ์ใหม่มาก ผมอยากจะเชื่อและหวังว่า เมื่อเกิดการตีบตันทางการเมือง ผู้หญิงจะมีความสามารถในการทำงานได้มากกว่าผู้ชาย

ผมคิดว่าถ้ามองในแง่บวกกับประเทศ นี่เป็นครั้งแรกที่เราจะมีนายกรัฐมนตรีผู้หญิง และผมก็ภาวนาเอาใจช่วย

คุณยิ่งลักษณ์อยู่ภายใต้การตัดสินใจของคุณทักษิณ จะเป็นการลดทอนภาวะผู้นำหรือเปล่า

ปฏิเสธ ไม่ได้ว่าคุณยิ่งลักษณ์เป็น "โคลนนิ่ง" ของคุณทักษิณ ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมา คุณสมัคร คุณสมชาย ก็เป็น "นอมินี" แต่ประเด็นของมันคือ "ตรา" หรือ "โลโก้" ของทักษิณยังขายได้ เหมือนอย่างที่เคยพูดกันมาก่อนว่า เอา "เสาไฟฟ้า" มาลงสมัคร แล้วเอา "โลโก้" ของทักษิณไปใส่ ก็ชนะได้ ฉะนั้นแปลว่า คุณอยากจะก้าวข้าม เดินเลยทักษิณ มันก็ทำไม่ได้

งานเลือกตั้งคราวนี้ มองลึก ๆ เป็นเสมือน "ประชามติ" ว่า "เอา" หรือ "ไม่เอา" ทักษิณ คำตอบสำหรับคนที่เชียร์คุณทักษิณ ก็บอกว่าใช่แล้ว คือ "เอา" คุณทักษิณ ส่วนคำตอบสำหรับคนที่ไม่ชอบคุณทักษิณก็รับไม่ได้ แต่หมายความว่า ประชาชนส่วนใหญ่ "หนึ่งคน หนึ่งโหวต" ไม่ว่าจะถูกเรียกว่าเป็น "เสียงสวรรค์" หรือเป็น "เสียงนรก" ก็ตาม ก็แบ่งเป็นสองพวก พวกหนึ่ง "เอาทักษิณ" อีกพวกหนึ่ง "ไม่เอาทักษิณ" อันนี้คล้ายเป็น "ประชามติ" ไปโดยที่อาจจะไม่ได้ตั้งใจ

แปลว่านายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกยังไม่พ้นเงาพี่ชาย

ประเด็น สำคัญอยู่ที่ว่า คุณยิ่งลักษณ์จะมีความเป็นตัวของตัวเองบ้างหรือไม่ ผมคิดว่าเธอก็อาจเป็นตัวของตัวเธอเองได้ไม่น้อย เธอให้ภาพ หรือปรากฏตัวในแง่ความเป็น "ผู้หญิงเก่ง" ซึ่งไม่ได้ทำตัวว่า "กูเก่ง" เหมือน "ผู้ชาย" คุณยิ่งลักษณ์ไว้ผมยาวเหมือนนางงาม หรือไม่ก็นางแบบโฆษณา "แชมพู" มีปอยผมตวัดปลายนิดหนึ่ง ดูเป็น "ผู้หญิง" เธอสู้ด้วยความเป็น "ผู้หญิง" ของเธอ

อันนี้ก็เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าสนใจมาก แล้วถ้าคุณเป็น "สุภาพบุรุษ" คุณจะไม่ยอมให้เป็นเรื่องของ lady first หรือ แล้วเรื่องที่ว่านายกรัฐมนตรีหญิง ชื่อยิ่งลักษณ์ นามสกุลชินวัตร จะก้าวพ้นทักษิณได้ยังไง ก็เขาเป็นพี่น้องกัน มันไม่พ้นหรอก เพียงแต่ว่าเธอจะทำอย่างไรกับข้อกล่าวหาอันนี้ แล้วคนทั่ว ๆ ไปจะ "แคร์" กับข้อกล่าวหาอันนี้มากน้อยแค่ไหน จะขึ้นอยู่กับผลงานมากกว่า

รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะเหมือนยุค "สมัคร-สมชาย" ที่มีตำแหน่ง แต่ไม่มีอำนาจบริหารหรือไม่

รัฐบาล ยิ่งลักษณ์คงพยายามอย่างยิ่งที่จะ "เกี้ยเซียะ" กับ "อำนาจเก่า" กับ "อำนาจพิเศษ" ผมวิตกว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์อาจจะต้องทำอะไร ๆ หลาย ๆ อย่าง เช่น เธอต้อง "เกี้ยเซียะ" กับทหาร ไม่กล้าแตะทหาร ไม่เข้าไปยุ่งกับทหาร ไม่จัดการกับทหารให้เป็นประชาธิปไตย

ในอีกด้านหนึ่ง ผมก็วิตกว่ารัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ ก็คงจะไม่เข้าไปแตะต้องเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ รัฐบาลนี้อาจจะยอม "เกี้ยเซียะ" ด้วยการไม่ปฏิรูป หรือแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 อย่างที่มีการเรียกร้องกัน

ผมคิดว่าเพื่อความอยู่รอดของ เธอ เพื่อการที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้สะดวก เธอก็อาจจะต้อง "เกี้ยเซียะ" สองประเด็นหลัก ๆ คือหนึ่ง ไม่แก้กฎหมายหมิ่นฯ ไม่ปฏิรูปเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และสอง ไม่เข้าไปยุ่งกิจการสถาบันทหาร ซึ่งผมคิดว่าอันนี้อาจจะเป็นจุดบอด จุดลบของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ประเด็น "ไพร่-อำมาตย์" คงเงียบหายไป เมื่อฝ่ายตัวเองมีอำนาจรัฐ

การ พูดเรื่องไพร่-อำมาตย์ไม่ใช่เรื่องของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นเรื่องของคนเสื้อแดง ดังนั้นถ้าคนเสื้อแดงเก่งจริง ก็ต้องดำเนินการต่อไป ด้วยการที่คิดว่าตัวเองเป็นเสื้อแดง ไม่ใช่คิดว่าตัวเองเป็นพรรคเพื่อไทย

เสื้อแดงคือคนที่โหวตให้เพื่อไทย แล้วจะไม่คิดว่าเป็นพรรคของเขาได้อย่างไร

แน่ นอน เขาเป็นพวกเดียวกัน เขามาด้วยกัน เขาต้องช่วยกัน แต่ผมคิดว่าเมื่อคุณได้รับชัยชนะ แล้วคุณจะทำอย่างไรกับชัยชนะของคุณ ที่จะผลักดันให้สังคมนี้ก้าวหน้าต่อไป ไม่ใช่เป็นแต่เพียงการ "เกี้ยเซียะ" เมื่อได้อำนาจ

เพื่อไทยได้อำนาจแล้ว จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นได้จริงไหม

ปัญหา คือว่าคนเราเมื่อได้อำนาจแล้ว ก็อาจจะลืมหลักการและอุดมการณ์ ผมก็ไม่ได้หวังอะไรมากมายจากพรรคเพื่อไทย เรื่องที่เขาเคยผลักดันเอาไว้มันอาจจะจบลง เมื่อเขาเป็นส่วนหนึ่งของคนมีอำนาจ เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครอง เขาอาจจะลืมสิ่งที่เขาได้พูด ได้ต่อสู้มา เป็นเรื่องปกติธรรมดา

ฉะนั้นประชาชนทั่วไปที่รักและบูชาประชาธิปไตยก็ต้องต่อสู้ไป เผลอ ๆ พรรคเพื่อไทยก็อาจจะไม่ช่วยนักประชาธิปไตยที่แท้จริงก็เป็นได้

นักการเมืองที่กล่าวอ้างอะไรลอย ๆ จะต้องปรับตัวหรือไม่

คำ พังเพย "ประชาธิปไตย" ที่ว่า "คุณหลอกคนได้บางครั้งบางคราว คุณหลอกคนจำนวนมากได้หลายครั้งหลายคราว แต่คุณจะไม่สามารถหลอกคนทั้งหมดได้ทุก ๆ ครั้ง" เสมอไป ต่อไปนี้ ผมคิดว่าหลอกไม่ได้ง่าย ๆ ตรงนี้ผมรู้สึกภูมิใจที่เป็นคนไทย เราไม่ได้ "โง่" อย่างที่นักการเมืองบางพวกมองว่าเราเป็น "ควาย"

"ชาวกรุง" คิดว่า "ควายโง่" ส่วน "ชาวบ้าน" คิดว่า "ควายซื่อสัตย์" เราอาจจะต้องเลือกว่าจะเชื่อฝ่ายไหนดี ส่วนตัวผมคิดว่า ควายคือความ "ซื่อ" ในขณะที่นักการเมืองส่วนใหญ่เป็น "ชาวกรุง" หรือไม่ก็เป็น "บ้านนอก" มาก่อน พอเข้ามาเป็น "ชาวกรุง" ก็เลยกลายเป็น "วัวลืมตีน" เลยคิดว่า "ควาย" หรือ "คนอื่น ๆ" โง่

พรรคประชาธิปัตย์คะแนนห่างจากพรรคเพื่อไทยเป็นสัญญาณอะไร

ผล การเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะเป็นสัญญาณบอกว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่า "ประชาธิปัตย์" เป็นพรรคการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คนทั่ว ๆ ไปอาจคิดว่า ประชาธิปัตย์จะกลับไปเล่นเกมซ้ำ ๆ ที่จะร่วมมือกับ "อำนาจพิเศษ" เพื่อกลับมามีอำนาจใหม่ ไปเล่นกับ "อำนาจเก่า" กลุ่ม "ผู้ดีเก่า" "เงินเก่า" หรือ "เจ้าที่ดินเก่า" ซึ่งถ้าไม่ทำวิกฤตให้เป็นโอกาส ไม่ปรับตัว ไม่ปฏิรูป ในหลายเรื่อง เช่น เรื่องกฎหมายหมิ่นฯ เรื่องที่ดิน ถ้าปล่อยไปอย่างนี้ กลับไปเล่นเกม "ประชานิยม" แบบที่เป็น "แบรนด์" ของฝ่ายตรงข้ามของตน ก็อาจจะถูก "มองข้าม" ไปในทางการเมืองก็ได้

การเมืองจากนี้จะปรับเปลี่ยนไปอย่างไร

ตั้งแต่ปี 2544 ที่พรรคไทยรักไทยของทักษิณ ได้เป็นรัฐบาล หลังจากนั้นถูกยุบพรรค แต่เลือกตั้งใหม่ก็ชนะ

ประเด็น จึงอยู่ที่ผู้ที่มี "อำนาจพิเศษ" ผู้ที่มี "อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ" ก็อาจจะต้องคิดว่า เฮ้ย ! จะ "เกี้ยเซียะ" หรือ "ไม่เกี้ยเซียะ" ผมว่าในด้านหนึ่ง เขาคง "เกี้ยเซียะ" กัน แต่ในอีกด้านหนึ่งต้องรอดูไปก่อน สัก 6 เดือน หรือ 12 เดือน ก็อาจจะพลิกผันใหม่ได้อีก เพราะคนที่อยู่ในอำนาจ หรือเคยมีอำนาจ จะยอมเสียอำนาจได้ง่าย ๆ หรือ เป็นไปได้ยาก

ดังนั้นก็เป็นไปได้ว่าจะมีการรัฐประหารแบบเดิม ๆ โดยเอาทหารออกมา เอารถถังออกมา ซึ่งตอนนี้ว่าไปก็ทำไม่ง่ายนัก และในช่วงระยะเวลาที่ "กระแสยิ่งลักษณ์" ยังแรงอยู่ก็คงทำไม่ได้ หรือจะทำอีกวิธีหนึ่งคือ รัฐประหารโดยรัฐสภา เช่น ปิดสภา งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ทำแบบ "โมเดล" รัฐบาลพระยามโนปกรณ์ฯทำ เมื่อปี 2476 ก็เป็นไปได้ แต่รัฐสภาเป็นพวกใคร ถ้าไม่ใช่พวกของผู้มี "อำนาจพิเศษ" หรือ "อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ" ก็ทำไม่ได้ คือยึดอำนาจ หรือทำ "รัฐประหารทางสภา" ไม่ได้

เหลืออันเดียว คือ "รัฐประหารโดยศาล" ที่เรียกกันว่า "ตุลาการภิวัตน์" แต่ผมขอใช้คำว่า "ตุลาการธิปไตย" อาจจะถูกต้องกว่า คืออำนาจสูงสุดเป็นของฝ่ายศาล พวกนี้อาจจะมายุบไอ้โน่น ยุบไอ้นี่ เผลอ ๆ อาจจะยุบให้หมดเลยก็ได้ ถ้ายุบไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ ก็ทำให้เกิดช่องว่างหรือ "สุญญากาศ" ทางการเมือง แล้วก็ตั้ง "รัฐบาลแห่งชาติ" อันนี้ก็อาจจะเป็นเป้าหมายบั้นปลายของพวกเขาก็ได้

คน ที่มีอำนาจอยู่ ในเมื่อเลือกตั้งก็แล้ว สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ก็แล้ว ก็ไม่ชนะทุกที ก็ล้มกระดานเสียให้หมดเลย แล้วตั้ง "รัฐบาลแห่งชาติ" ผมคิดว่านี่เป็น scenarios สุดท้าย อาจจะเป็นอย่างนี้ก็ได้ หากจะมองใน "แง่ร้าย" แบบสุด ๆ

ถ้าเสื้อแดงกับเพื่อไทยไปปรองดองกับ "อำนาจเก่า" จะอธิบายกับมวลชนอย่างไร

ถึง ตอนนั้น เขาก็อาจไม่สนใจที่จะอธิบายกับประชาชนหรอก เมื่อเขาได้อำนาจแล้ว เขาก็อาจเป็นเหมือนคนอื่นๆ ก็ได้ ดังนั้น เราต้องติดตาม สอดส่อง มอนิเตอร์ ต้องตามดู คุณยิ่งลักษณ์ ณัฐวุฒิ จตุพร อาจจะดูดี เพราะชนะแล้ว ต่ทันทีที่เข้าไปอยู่ในอำนาจ อยู่ในตำแหน่ง มีเก้าอี้แล้ว เขาจะเปลี่ยนไหม ก็มีสิทธิ์เปลี่ยน

ผมไม่เคยไว้ใจนักการเมืองเลย ในฐานะที่เป็นคนชื่นชมอาจารย์ปรีดี ในฐานะที่เป็นลูกน้องอาจารย์ป๋วย ในฐานะที่ศึกษาการเมืองมาจนอายุ 70 ปี ผมไม่ค่อยอยากจะเชื่อนักการเมือง เท่าไรนัก ต่อให้ "อม" พระแก้วมรกตมาพูด ผมก็ไม่เชื่อ

ทำไมคิดว่า ชนชั้นนำของ 2 ขั้วจะปรองดองกันไม่ได้ในบั้นปลาย

หมาย ความว่า ถ้าเขาจะต่อสู้กันต่อไป เพื่อบั้นปลายของความเป็นประชาธิปไตยที่มากกว่าปัจจุบัน เป็นประชาธิปไตยที่คำนึงถึงประชามหาชน คำนึงถึงคนระดับล่าง คนไม่มีที่ดินทำกิน คนที่มีช่องว่างความห่างกับคนรวยในกรุงเทพฯ ถ้าเขาสามารถจะเดินไปตามที่เขาเคยคิด เคยเชื่อ เคยพูด ผมก็ดีใจ

แต่ ผมไม่ไว้ใจ ผมไม่เคยเชื่อนักการเมือง จึงต้องติดตามดูต่อ เมื่อเขาไปมีตำแหน่งแล้วเขาก็ลืม "วัวลืมตีน" ผมหวังว่าคนแบบคุณยิ่งลักษณ์ หรือณัฐวุฒิ หรือจตุพร ซึ่งเป็นคนที่ต้องต่อสู้จริงๆ ผ่านการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย อยู่ในสมรภูมิยาวนาน ผมหวังว่า เขาจะไม่เป็น "วัวลืมตีน" กันครับ

พันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม ต่อไปเขาอาจจะจับมือกับปชป.และถล่มรัฐบาลเพื่อไทย หรือไม่

ก็ เป็นไปได้ครับ พันธมิตรฯ ก็น่าสงสาร น่าเห็นใจ นี่โชคดีนะที่ คุณสุวิทย์ คุณกิตติ ทอดสะพานให้เขาเดินลงได้ ยุติการชุมนุมกลับบ้านได้

สิ่ง ที่ผมคิดว่ามันน่าสนใจมากๆ ก็คือว่า ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง คุณสุวิทย์ โยนเรื่องการถอนตัว เดินออกจากที่ประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก แต่ท้ายที่สุด คุณสุวิทย์ กลับไม่ได้รับเลือกตั้ง แปลว่า ฝ่ายที่ปล่อยเรื่องปราสาทเขาพระวิหารออกมาช่วยหาเสียง กลับจุดไม่ติด ไม่ได้รับการโหวต และ "สอบตก" ไปเลย ส่วนฝ่ายที่ปล่อยเรื่อง "เผาบ้านเผาเมือง" ในโค้งสุดท้าย ก็ได้รับการโหวตพอสมควรในกรุงเทพฯ

“หมอประเวศ”เชื่อค่าแรงวันละ 150 บาทก็อยู่ได้หากมีที่พัก-อาหารพอเพียง

ที่มา ประชาไท

นพ.ประเวศ วะสีปาฐกถาในงานประชุมประจำปีสภาพัฒน์ฯ ชี้นโยบายค่าแรงวันละ 300 บาท ทำไม่ได้ จะทำให้สินค้าไทยสู้ต่างประเทศไทยไม่ได้ แต่หากทำให้แรงงานมีที่พัก-อาหารพอเพียง แม้ได้ค่าจ้างวันละ 150 บาทเงินก็เหลือและแรงงานก็อยู่ได้ หากเชื่อมโยงผู้บริโภคในเมืองกับผู้ทำเกษตรยั่งยืนจะเป็นพลังขับเคลื่อนไป สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา มีการประชุมประจำปี 2554 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศศช.) เรื่อง “แผนฯ 11...สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งจัดที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี

โดยการประชุมดังกล่าวเพื่อนำผลการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนปรับปรุงร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (2555-2559) ก่อนเสนอสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี และประกาศใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2554

โดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า ระหว่างการประชุม นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้กล่าวในการอภิปรายเรื่อง “ยุทธศาสตร์ การพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11” โดย นพ.ประเวศกล่าวว่า แผนฯ 11 เป็นวิวัฒนาการทางความคิด จากการพัฒนาเศรษฐกิจมาสู่การสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน เพื่อเผชิญวิกฤติการของโลกทั้งการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับคน และคนกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากเราจะไปในทิศทางนี้ ยุทธศาสตร์การสื่อสารกับทุกภาคส่วนเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด พร้อมทั้งต้องมีกลไกขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นแผนที่พูดลอยๆ แต่ไม่เคยทำได้จริง

การพัฒนาอย่างยั่งยืนอยู่ที่การสร้างดุลยภาพ เน้นการพัฒนา 8 เรื่องซึ่งเป็นกุญแจของการพัฒนาอย่างบูรณาการ คือ เศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สุขภาพ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และประชาธิปไตย ขณะที่การพัฒนาต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอากรมเป็นตัวตั้ง ต้องสร้างกลไกให้ชุมชนจัดการตัวเอง ซึ่งต้องปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ เพราะอำนาจที่รวมศูนย์ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม หากท้องถิ่นจัดการตัวเองปัญหาได้ 80-90% ก็แก้ได้ในระดับพื้นที่แล้ว ศ.นพ.ประเวศกล่าว

ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองมีนโยบายปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน เขามองว่าเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะหากค่าแรงเพิ่มสูงขึ้น ก็จะทำให้สินค้าไทยแข่งขันสู้ต่างประเทศไม่ได้ แต่หากทำให้แรงงานมีที่พัก มีอาหารพอเพียง แม้ได้รับค่าจ้างวันละ 150 บาทต่อวัน เงินก็เหลือและแรงงานก็อยู่ได้ ดังนั้น เราไม่ควรหวังในเรื่องตัวเงินมากนัก ขณะที่การเชื่อมโยงผู้บริโภคในเมือง กับผู้ทำเกษตรอย่างยั่งยืน จะเป็นพลังงานขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น

นพ.ประเวศ เสนอให้มีการตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แผนฯ 11-12 และหากคนไทยเลิกทะเลาะกันหรือเลิกทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อว่าเราจะสร้างสิ่งดีๆ ให้ประเทศได้มาก

"หากสภาพการเมืองในอีก 5 ปีข้างหน้าเหมือนกับ 5 ปีที่ผ่านมา การดำเนินการแผนฯ 11 ให้เป็นไปตามเป้าหมายคงทำไม่ได้"

นักกิจกรรมไทย-เทศชุมนุมสนับสนุนกลุ่มรณรงค์เลือกตั้งสะอาดของมาเลเซีย

ที่มา ประชาไท

นัก กิจกรรมไทยและต่างชาติหลายสิบคนมาชุมนุมที่หน้าสถานเอกอัครราชทูต มาเลเซียประจำกรุงเทพฯ เพื่อแสดงเจตจำนงสนับสนุนข้อเรียกร้องของกลุ่มรณรงค์การเลือกตั้งที่เสรีและ ยุติธรรมในมาเลเซีย พร้อมยื่นจดหมายประณามการจับกุมตัวนักกิจกรรม นักการเมืองที่ออกมารณรงค์เรียกร้องดังกล่าว

เมื่อ เวลา 13.00 น. วานนี้ (9 ก.ค.54) นักกิจกรรมไทยและต่างชาติประกอบด้วยตัวแทนจากกลุ่มประกายไฟ กลุ่มคนงาน TRY ARM, มูลนิธิศักยภาพชุมชน, องค์กรฟอร์รั่มเอเชีย และนักกิจกรรมอื่นๆ หลายสิบคนมาชุมนุมที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำกรุงเทพฯ เพื่อแสดงเจตจำนงสนับสนุนข้อเรียกร้องของกลุ่มรณรงค์การเลือกตั้งที่เสรีและ ยุติธรรม (Bersih 2.0)ในมาเลเซียที่มีการชุมนุมใหญ่ในวันเดียวกันนี้ พร้อมทั้งได้มีการยื่นจดหมายประณามการจับกุมตัวนักกิจกรรม นักการเมืองของมาเลเซียที่ออกมารณรงค์เรียกร้องดังกล่าว โดยทางสถานเอกอัครราชทูตได้ส่งนางเฟนนี่ นูลี อัครราชทูตที่ปรึกษา ประจำสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย มารับจดหมาย

ทั้งนี้ อัครราชทูตที่ปรึกษา ประจำสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย ได้ขอบคุณนักกิจกรรมที่มาแสดงความคิดเห็นอย่างสันติและรับปากว่าจะส่งจดหมาย ดังกล่าวไปรัฐบาลมาเลเซีย

โดยจดหมายประณามและเรียกร้องฉบับดังกล่าว ระบุว่า ต้องการแสดงพลังร่วมกับเพื่อนในมาเลเซียที่จะมีการเดินขบวนในวันนี้ (9 ก.ค.54) ที่นำโดนกลุ่มรณรงค์เพื่อการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม (Bersih 2.0) ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเลือกตั้งใน มาเลเซีย ให้ได้รับความเคารพในสิทธิขั้นพื้นฐานในเรื่องการชุมนุม

จดหมาย ยังระบุถึงเจตจำนงของผู้มาชุมนุมด้วยว่าต้องการสนับสนุนในประเด็น สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ในฐานนะที่มาเลเซียเป็นสมาชิกของสภาสิทธิมนุษย ชนสหประชาชาติ ดังนั้นรัฐบาลมาเลเซียจำความที่จะเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานอย่าง สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการบัญญัติไว้ ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนรวมถึงในรัฐธรรมนูญของมาเลเซียเอง

“แต่ ก่อนหน้านี้รัฐบาลมาเลเซียได้จับกุมนักกิจกรรมมากกว่า 150 คนที่เรียกร้องในประเด็นนี้โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมและยังมีการบุกค้นสำ หนักงานของกลุ่ม Bersih 2.0 เพื่อต้องการสร้างความกลัวให้เกิดแก่นักกิจกรรมอันจะนำไปสู่การยุติการ เคลื่อนไหว โดยเฉพาะการเดินขบวนใหญ่ในวันนี้ เราจึงขอประณามรัฐบาลมาเลเซียกับการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและหลัก ประชาธิปไตยนี้” จดหมายดังกล่าวระบุ

รวมถึงจดหมายฉบับดังกล่าวยังมี ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลมาเลเซีย เช่น อนุญาตให้มีการจัดการเดินขบวนรณรงค์ปฏิรูปการเลือกตั้ง โดยปราศจากการจับกุมข่มขู่จากรัฐ ขอให้รัฐบาลปล่อยนักโทษที่ถูกจับโดยกฎหมาย ความมั่นคงไม่มีเงื่อนไข ให้รัฐบาลมาเลเซียยกเลิกการใช้กฎหมายความมั่นคงตาม คำแนะนำของคณะทำงานของสหประชาชาติ ต้องไม่มีการทรมานนักโทษทุกคนและยกเลิก ข้อกล่าวหาทุกข้อกล่าวหาต่อกลุ่มผู้จัดเดินขบวนรณรงค์ในวันนี้ที่มาเลเซีย

โดยในวันเดียวกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ผู้ชุมนุมกลุ่มหนุนปฏิรูปเลือกตั้ง "Bersih 2.0" นี้ ได้นัดชุมนุมใหญ่เพื่อเรียกร้องให้ปฏิรูปเลือกตั้ง ขณะที่มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเข้าสลายการชุมนุมและได้มีการจับ ผู้ประท้วงและแกนนำไป แล้ว 1,400 ราย (ข่าวก่อนหน้านี้)

คลิป:กลุ่ม"Bersih2.0"ชุมนุมนับหมื่นเรียกร้องปฏิรูปเลือกตั้ง-ตำรวจมาเลย์จับแล้ว1,400ราย

ที่มา ประชาไท



บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่ม Bersih 2.0 และความพยายามสลายการชุมนุมของตำรวจมาเลเซีย (ที่มา: Malaysiakini/Youtube)





ตำรวจมาเลเซียยิงแก๊สน้ำตาสลายกลุ่ม สนับสนุนปฏิรูปเลือกตั้ง Bersih 2.0 ที่ย่านปูดูรายา เมื่อเวลาประมาณ 15.49 น. วันที่ 9 ก.ค. 54 (ที่มา: Less Lew, Malaysiakini/Youtube)]



บรรยากาศการชุมนุมย่านปูดูรายาช่วงบ่าย (ที่มา: Malaysiakini/Youtube)



ตำรวจมาเลเซียจับกุมผู้ประท้วงราย หนึ่ง ก่อนเข้ามารุมทำร้ายร่างกาย คลิปนี้ผู้สื่อข่าวมาเลเซียกินีเป็นผู้บันทึกไว้ได้และนำมาเผยแพร่ (ที่มา: มาเลเซียกินี/Youtube]

ผู้ชุมนุมกลุ่มหนุนปฏิรูปเลือกตั้ง "Bersih 2.0" นัดชุมนุมใหญ่กลางกัวลาลัมเปอร์เพื่อเรียกร้องให้ปฏิรูปเลือกตั้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเข้าสลายการชุมนุมและจับผู้ประท้วงและแกนนำไป แล้ว 1,400 ราย

ตามที่วันนี้ (9 ก.ค.) เป็นวันนัดหมายชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรเพื่อการเลือกตั้งเสรีและยุติธรรม หรือ "Bersih 2.0" ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเลือกตั้ง และมีรายงานการสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซียนั้น

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์มาเลเซียกินี รายงานว่าผู้ประท้วงได้รวมตัวกันอย่างน้อย 5 จุดทั่วกรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้แก่ ถนนเปตาลิง, ดายาบูมีคอมเพล็กซ์, มัสยิดจาเม็ก, สถานีรถประจำทางปูดูรายา และย่านโซโก ขณะที่ตำรวจพยายามสลายการชุมนุมด้วยแก๊ซน้ำตา

ต่อมาผู้ประท้วงได้มาสมทบกันที่บริเวณธนาคารเมย์แบงค์ ย่านปูดูรายา โดยมีผู้ชุมนุมราวหมื่นคนเศษ โดยมีการพยายามสลายการชุมนุมหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ โดยขบวนของผู้ประท้วงพยายามเดินไปที่สนามกีฬาเมอเดก้า ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านรักษาการณ์โดยรอบ

ขณะที่ผู้นำกลุ่ม Bersih 2.0 อัมพิกา สะรีนาวาซาน (Ambiga Sreenevasan), ประธานพรรค PAS อับดุล (Abdul Hadi Awang) และนายฉัว เทียน ชาง (Chua Tian Chang) หรือเทียน ฉัว (Tian Chua) ส.ส.มาเลเซีย และรองประธานพรรคยุติธรรมแห่งชาติ (Parti Keadilan Rakyat - PKR) ก็ถูกตำรวจจับกุมด้วย

สำหรับนายฉัว เทียน ชาง เมื่อ 12 พ.ค. ที่ผ่านมา เคยไปสถานทูตไทยประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้ปล่อยตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมด้านแรงงาน และบรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin ซึ่งถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วย (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

นอกจากนี้มีรายงานว่า มีกลุ่มเยาวชนของพรรคอัมโน (UMNO) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลได้จัดชุมนุมเข่นกัน เพื่อต่อต้านกลุ่มสนับสนุนการปฏิรูปการเลือกตั้ง แต่ได้รับการร้องขอจากตำรวจ จึงได้ยอมสลายตัวในเวลาต่อมา

ด้านนางฟาดิอะ นะวา ฟิครี (Fadiah Nadwa Fikri) จากกลุ่มทนายความเสรีระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ชุมนุมไปแล้วมากกว่า 1,000 คน และนำไปควบคุมตัวรวมกันที่ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจ (Pulapol) และตำรวจอาจทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของมาเลเซียมาตรา 28A วรรค 8 เพราะไม่ยอมให้ผู้ถูกจับกุมเข้าพบทนาย นอกจากนี้ตำรวจอาจจะละเมิดมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญมาเลเซียด้วย

ทั้งนี้กว่า 4 ชั่วโมงของการเผชิญหน้าและไล่จับกันแบบที่หนังสือพิมพ์มาเลเซียกินีเรียกว่า "แมวจับหนู" นั้น ล่าสุดเมื่อเวลา 16.21 น. ตามเวลาท้องถิ่น ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ได้เริ่มสลายตัวแล้ว ขณะที่กลุ่ม Bersih 2.0 เตรียมแถลงข่าวด้วย

ล่าสุดเมื่อเวลา 18.30 น. ตำรวจมาเลเซียเผยว่ามีผู้ถูกจับราว 1,410 ราย ในจำนวนนี้มีเยาวชน 13 ราย ขณะที่ตำรวจมาเลเซียคาดว่ามีผู้ชุมนุมราว 5-6 พันคน และเมื่อเวลา 18.45 น. นางอัมพิกาผู้นำกลุ่ม Bersih 2.0 ได้รับการปล่อยตัวแล้ว

สำหรับ "Bersih 2.0" (Bersih "เบอเซ" แปลว่า "สะอาด" ในภาษามลายู) เป็นแนวร่วมกับกลุ่มแนวร่วมแห่งชาติ (the Pakatan Rakyat ในภาษามลายู หรือ the People’s Pact) ซึ่งเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน 3 พรรคการเมืองใหญ่สุดในมาเลเซีย และองค์กรภาคประชาสังคมในมาเลเซีย ซึ่งเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการเลือกตั้งในมาเลเซีย

โดย Bersih 2.0 เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมาเลเซียปฏิรูป กระบวนการเลือกตั้ง เช่น ให้ชำระระเบียบการเลือกตั้ง ให้ปฏิรูประบบลงคะแนนทางไปรษณีย์ เนื่องจากเกรงว่าจะไม่โปร่งใส เรียกร้องให้ใช้หมึกที่ลบไม่ออกในการลงคะแนน ให้มีการหาเสียงเลือกตั้ง 21 วันเป็นอย่างน้อย และอนุญาตให้ทุกพรรคการเมืองเข้าถึงสื่อสารมวลชน และยุติการเมืองสกปรก

ที่มา: แปลบางส่วนจาก
Ambiga, top leaders arrested; Anwar injured, Malaysiakini, July 9, 2011