WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 10, 2011

ทนายเสื้อแดงจี้ปล่อยนักโทษการเมือง-112 เอาผิดฆาตกร-ค้านนิรโทษ เยียวยาเหยื่อ-เลิกกม.หมิ่น

ที่มา Thai E-News



ที่มา เวบไซต์สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

จดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล :กรณีการดำเนินคดีทางการเมืองและคดีอื่นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมือง

สำนัก กฎหมายราษฎรประสงค์ขอแสดงความยินดีกับสังคมไทยที่สามารถก้าว ผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ มาได้อย่างเรียบร้อย และกำลังจะได้รับรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงส่วนใหญ่ของ ประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งได้ให้คำมั่นว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหา มิได้เข้ามาเพื่อแก้แค้นผู้ใด

จากเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นใน ห้วงเวลา ๔- ๕ ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งยังนำพาประเทศถอยหลังเข้าสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางมาก เป็นประวัติการณ์

ทั้งนี้ ได้เกิดความแตกแยกของประชาชน และรัฐบาลได้ใช้อำนาจอย่างป่าเถื่อน และใช้ความรุนแรงกับประชาชน จับกุมคุมขังประชาชนผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง และดำเนินคดีกับประชาชนจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบัน ยังมีประชาชนถูกขังในเรือนจำต่างๆ ในคดีการเมืองทั่วประเทศหลายร้อยคน และมีประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่ได้รับ การเยียวยาจากรัฐจำนวนมากเช่นกัน

สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ในฐานะเป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ทางการเมือง ขอเสนอแนวทางการแก้ปัญหา และเรียกร้องต่อรัฐบาล ดังต่อไปนี้

๑. ให้รัฐบาลประสานกับสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการถอนฟ้องจำเลยในคดีที่ เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งหมดซึ่งอยู่ในชั้นพิจารณาของศาล สำหรับคดีที่อยู่ในชั้นของพนักงานอัยการให้มีคำสั่งไม่ฟ้องคดี และคดีที่อยู่ในชั้นสอบสวนก็ให้พนักงานสอบสวนมีคำสั่งไม่ฟ้อง รวมทั้งร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนหมายจับสำหรับผู้ต้องหาตามหมายจับ

ตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๒๑วรรคสอง บัญญัติว่า

“ถ้า พนักงานอัยการเห็นว่าการฟ้องคดีอาญาจะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนหรือจะมีผล กระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศให้เสนอต่ออัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องได้ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด โดยความเห็นชอบของ ก.อ.”
ซึ่งเป็นการให้อำนาจแก่พนักงานอัยการการในการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี

ใน กรณีที่พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัย หรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศ

และต่อมาสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ออกระเบียบชื่อ “ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการสั่งคดีอาญาที่จะไม่เป็นประโยชน์ต่อ สาธารณชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศ พ.ศ.๒๕๕๔” ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๔ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๔ โดยได้กำหนดหลักเกณฑ์อันเป็นสาระสำคัญสำหรับการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการ เอาไว้อย่างครบถ้วนแล้ว

สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์เห็นว่า การดำเนินคดีกับประชาชนในเหตุการณ์ทางการเมืองหาได้เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ ไม่ ซ้ำยังก่อให้เกิดความเกลียดชังและแค้นเคืองกันในหมู่ประชาชนทั้งสองฝ่าย

กล่าว โดยเฉพาะคือ จากเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและแนวร่วม ประชาชนต่อต้านเผด็การแห่งชาติก็ล้วนแต่เป็นการแสดงออกทางการเมือง และถูกกระทำจากรัฐที่เป็นขั้วตรงข้ามของทั้งฝ่ายทั้งสิ้น ผู้ได้รับผลกระทบทั้งถูกดำเนินคดี หรือได้รับความเสียหายอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นประชาชนที่เป็นมวลชนซึ่งมีเจตนาอันบริสุทธิ์ในการแสดงออกทาง การเมือง

รวมทั้งในหลายกรณีก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมโดยถูกกลั่นแกล้งจากฝ่ายการเมืองซึ่งมีอุดมกาณ์ทางการเมืองตรงข้ามกัน การกระทำที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองจนเป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดีจึงถือว่า มีลักษณะพิเศษในทางอาชญวิทยา ที่ผู้ต้องหา หรือจำเลยหาได้มีแนวคิดที่มุ่งแสวงหาประโยชน์ส่วนตน และถือเป็นการกระทำทางการเมืองซึ่งควรได้รับการผ่อนปรนในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อความสงบของสังคม ( เทียบคำสั่งไม่ฟ้องคดีกรณีเหตุการณ์ตากใบ )

สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์เห็นว่า ในปัจจุบันมีกฎหมายที่สามารถใช้เป็นทางออกให้สังคมอย่างเพียงพอแล้วดังที่ได้เรียนข้างต้น และ ไม่เห็นด้วย กับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมอันจะทำให้ความศักดิ์สิทธิของกฎหมายถูกสั่นคลอน และทำให้หลัก”นิติรัฐ” อันเป็นหัวใจของสังคมสูญสิ้นไป รวมทั้งจะเป็นเงื่อนไขที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในภายภาคหน้า

สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์เห็นว่า บรรดาคดีที่มีการกระทำอันมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งคดีหมิ่นหระบรมเดชานุภาพด้วย สมควรได้รับการถอนฟ้องหาก คดีอยู่ในชั้นพิจารณาของศาล หรือมีคำสั่งไม่ฟ้องหากอยู่ในชั้นพิจารณาของพนักงานอัยการหรือชั้นสอบสวนของ พนักงานสอบสวน และเพิกถอนหมายจับในกรณีที่ถูกดดำเนินการออกหมายจับ ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมสามารถเดินหน้าต่อไปได้และเพื่อความปรองดองในสังคมที่แท้จริง

๒. ให้รัฐบาลดำเนินการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับความเสียหายอันเกิดจากเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งหมด รวมทั้งดำเนินการเจรจาเพื่อรับผิดในกรณีที่ผู้ได้รับความเสียหายได้ยื่นฟ้อง หน่วยงานของรัฐให้รับผิดจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดในเหตุการณ์ทาง การเมือง

จากจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ทางการเมือง และความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ผ่านมา สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์เห็นว่า รัฐบาลยังไม่สามารถเยียวยาความเสียหายได้อย่างเพียงพอแต่อย่างใด

จะ เห็นได้จากการที่ผู้เสียหายบางส่วนยังมีการดำเนินการฟ้องร้องเพื่อให้ รัฐบาลรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งจากการบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บบางส่วนที่ไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทาง กฎหมายได้ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาแต่อย่างใด

เพื่อเป็นการแสดงความ รับผิดชอบในนามของรัฐบาลสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์จึงขอ เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเยี่ยวยาผู้ได้รับความเสียหายอย่างเต็มที่

และ สำรับกรณีที่ผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาล หากปรากฎข้อมูลเบื้องต้นว่า เป็นผู้เสียหายจากเหตุการณ์ทางการเมืองจริง รัฐบาลควรเข้าเจรจาเพื่อรับผิดในความเสียหาย และชดใช้ความเสียหายอย่างเต็มที่ มิควรต่อสู้คดี หรือประวิงคดีให้ล่าช้าเพื่อปัดความรับผิดชอบแต่อย่างใด

๓. ให้รัฐบาลตรวจสอบความจริงของเหตุการณ์ทางการเมือง และนำเสนอความจริงนั้นต่อสังคม รวมทั้งนำตัวผู้ที่เป็นผู้กระทำความผิดในนามรัฐมาลงโทษตามกฎหมาย

สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์เห็นว่า ความรับผิดของประชาชนกับความรับผิดของรัฐนั้น มีความแตกต่างกัน

กล่าว คือ ประชาชนเป็นผู้ถูกบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐ ส่วนรัฐนั้นเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายและมี “หน้าที่พิเศษ” ในการคุ้มครองประชาชน ดังนั้น ตามข้อเรียกร้องในข้อ ๑. ที่เสนอมิให้ดำเนินคดีกับประชาชนจึงมิได้รวมถึงการกระทำผิดโดยรัฐ และผู้อยู่เบื้องหลังรัฐแต่อย่างใด

ทั้งนี้จะเห็นได้จากเหตุการณ์ ทางการเมืองหลายครั้งที่ผ่านมา บุคคลที่เป็นผู้สั่งการให้เจ้าหน้าที่รัฐกระทำการต่อประชาชนทั้งการสลายการ ชุมนุม การฆ่าโดยเจตนา หรือการจับกุมคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ล้วนแต่ไม่ได้ถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่รัฐและผู้อยู่เบื้องหลังสั่งการได้กระทำการอันโหดร้าย ต่อประชาชนซ้ำแล้วซ้ำอีก รวมทั้งเหตุการณ์ทางการเมืองในปี ๒๕๕๓ ด้วย

สำนัก กฎหมายราษฎรประสงค์จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตรวจสอบความจริง และดำเนินการเพื่อนำผู้สั่งการให้สลายการชุมนุม เข่นฆ่าประชาชน รวมทั้งการจับกุมคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มาลงโทษตามกฎหมาย เพื่อมิได้บุคคลเหล่านั้นได้มีโอกาสกระทำความผิดอีกและเพื่อป้องปรามการใช้ อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในภายภาคหน้าด้วย

๔. ให้รัฐบาลยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายที่ละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์เห็นว่า “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือที่รัฐใช้ในการละเมิดสิทธิของประชาชนอย่างกว้างขวางในเหตุการณ์ทางการเมือง ซึ่ง กล่าวโดยเฉพาะคือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒) และพระราชกำหนดการบริการราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ รวมทั้งกฎหมายหมายที่ให้อำนาจพิเศษอื่นแก่รัฐด้วย

สำนัก กฎหมายราษฎรประสงค์เห็นว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเสมือนเครื่องมือที่รัฐใช้เพื่อปกปิดความ จริง และปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง รวมทั้งใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกลั่นแกล้งประชาชนผู้เห็นต่างทางการเมืองมา โดยตลอด อันเป็นกฎหมายที่ละเมิดสิทธิของประชาชนอย่างกว้างขวาง

และ บทบัญญัติของพระราชกำหนดการบริการราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ ในหลายมาตรายังเปิดเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจเกินกว่าความจำเป็น เป็นผลให้เกิดการละเมิดสิทธิของประชาชน รวมทั้งริดรอนเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย เช่น การให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ปิดสื่อ สั่งห้ามการชุมนุมอันเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ จับกุมคุมขังตามอำเภอใจ จำกัดสิทธิในการกระบวนการยุติธรรมของประชาชน และอื่นๆอีกหลายประการ

การ ที่รัฐยังคงให้มีกฎหมายดังกล่าวอยู่จึงเสมือน “การเลี้ยงงูพิษไว้เฝ้าบ้าน” สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์เห็นว่า รัฐบาลชุดนี้มีความชอบธรรมในการยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเพราะเป็น รัฐบาลที่ได้รับเสียงจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยทั้งประเทศ

รัฐบาล จึงควรใช้โอกาสนี้ยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้สังคมและ ประชาชนมีเสรีภาพมากขึ้นรวมทั้งกาวเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ด้วย ข้อเรียกร้องทั้ง ๔ ประการข้างต้น สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์หวังว่า จะได้รับการตอยรับจากรัฐบาลชุดใหม่นี้ ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะนำพาประเทศก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แท้จริงในไม่ช้า

เชื่อมั่นและศรัทธา

สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

๙ กรกฎคม ๒๕๕๔

แลก

ที่มา Thai E-News

หมายเหตุผู้เขียน:เขียน บทกวี บทนี้ เมื่อคิดถึงวันที่ต้อง "แลก" อิสรภาพของผู้ต้องขัง และผู้ถูกกล่าวหา กลั่นแกล้ง และเพื่อประคับประคองรัฐบาลประชาธิปไตย กับการปล่อยให้ฆาตกรสั่งฆ่าประชาชนลอยนวล ในนามปรองดอง


ความเศร้าทุบตีหัวอกจากข้างใน
แบกรับชะตากรรมผู้ถูกกระทำร่ำไป
อยุติธรรมจำแลงกายแนบเนียน
เยาะเย้ยถากถางหวังของคนทุกข์นิรันดร

ฆาตกรรมต่อเนื่อง
ลอยหน้า
ฆ่าความถูกต้อง
ปิดปากพยาน
จ่อยิงความรู้สึกกระหน่ำซ้ำ

ศพแล้วศพเล่า
คับแค้นอัดแน่นหัวอก
เขื่อนน้ำตาทะลัก
ไหลนองอย่างอิสรเสรี

ฆาตกรกระพือปีกจ้องมอง
แล้วบินฉากหายวับไปในท้องฟ้า


อรุณรุ่ง สัตย์สวี

ความพยายามดิ้นรนอีกเฮือกของพวกเผด็จการศักดินาอำมาตย์ผ่านเครือข่ายตุลาการวิบัติ

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

ข่าวความพยายามของเครือข่ายเผด็จการศักดินาอำมาตย์ และพรรคการเมืองสุนัขรับใช้ ประชาธิปัตย์ ที่จะทำให้เกิดการ Disqualify คุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย แล้วยังลามปามเลื่อนเปื้อนไปยังคุณจาตุรนท์และคุณทักษิณ ในวันนี้ ด้วยการพยายามยื่นหาเรื่องต่าง ๆ ให้ กกต.บ้าง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาบ้างฯลฯ นำเรื่องไร้สาระประเภทผัดหมี่ให้ชาวบ้าน หรือการออกมาให้ความเห็นทางการเมือง หรือตีความกฎหมายแบบไม่คำนึงถึงข้อยกเว้นทางกฎหมายในกรณีคุณจตุพร ฯลฯ มาร้องเรียนนั้น พวกนี้ตั้งเป้าหมายที่จะให้เกิดการยุบพรรคหรือการลงโทษอื่นจากขบวนการอยุติธรรม

นี่ คือการดิ้นรนอีกเฮือกของกลุ่มเผด็จการศักดินาิำมาตย์ ลูกสมุน และพรรคสุนัขรับใช้อย่างประชาธิปัตย์ ที่จะใช้ศาลอยุติธรรมที่เต็มไปด้วยพวกตุลาการวิบัติ จัดการกับคุณยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทย คุณจตุพร คุณจาตุรนท์ และคุณทักษิณ ด้วยความเชื่อมั่นว่า จะได้รับการ "จัดให้เต็ม ๆ" จากแก๊งค์ศาลอยุติธรรมกลุ่มนี้ และน่าคิดว่าจะมีความเป็นไปได้มากด้วย เพราะแก๊งค์ตุลาการวิบัติในองค์กรศาลอยุติธรรมทั้งหมด ตั้งขึ้นมาเพื่อรับคำสั่งจากอำนาจนอกระบบโดยเฉพาะ ไว้ใช้ทำลายทุกรัฐบาลที่มาจากฉันทามติของประชาชน เป็นไม้ตายหนึ่งของระบอบเผด็จการศักดินาอำมาตย์ ที่จะพิทักษ์รักษาความชั่วร้าย ที่พวกตัวเองใช้ในการปกครองประเทศนี้มาตลอด หลังจากใช้ระบอบเผด็จการทหารอย่างเก่าไม่ได้ เพราะสังคมโลกไม่ยอมรับอีกแล้ว

เคย นำคำกล่าวของพวกมือตีนและสมุนตุลาการวิบัติ มาเล่าให้ฟังหลังเลือกตั้งใหม่ ๆ ว่า พวกตุลาการชั่วกลุ่มนี้ กำลังสุมหัวกันหาทางจัดการคุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย ด้วยข้อกฎหมายงี่เง่าที่จะหาทางเต้ากันขึ้นมาเองอยู่ นี่คือหนทางสถุลถ่อยของประเทศนี้ เชื่อได้ว่าเรื่องนี้เป็นไปได้ด้วย เพราะแก๊งค์ตุลาการวิบัติและศาลอยุติธรรมเหล่านี้นั้น ได้ขึ้นมาใหญ่โตจากการชุบเลี้ยงของอำมาตย์ใหญ่ ๆ จึงไม่ต้องสนใจทั้งหลักนิติธรรม นิติรัฐ แต่ใช้หลักเดียวกับศาลสูงเยอรมันนีในยุคเผด็จการฮิตเลอร์ ที่เปลี่ยนองค์กรของตัวเองจากผู้ให้ความยุติธรรมกับประชาชน ไปเป็นโจรล่าแม่มด ทำหน้าที่ทั้งเป็นตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษาไปพร้อม ๆ กัน เพื่อจัดการประหารชีวิตและจำคุกผู้ไม่เห็นด้วยกับระบอบนาซีโดยเฉพาะ

แต่ อยากบอกให้รู้ว่า เที่ยวนี้คงไม่เหมือนสมัยพรรคไทยรักไทยในยุคคุณจาตุรนท์ หรือพรรคพลังประชาชน ในยุคคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นะ จะทำอะไรก็คิดกันให้ดี พวกนี้มีกันอยู่กี่คน มีไอ้เณรปกป้องอยู่แบบ ผบ.เหล่าทัพ หรือเปล่า ส่วน ภาคประชาชนผู้เลือกรัฐบาลนี้เข้ามาตอนนี้ มีอยู่ประมาณกว่าสามสิบล้านตีน ยังไม่รวม "ตีนที่มองไม่เห็นชัด ๆ " อีกมากมาย และยังได้รับการสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจ สังคมโลก เพราะคุณ ยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลที่จะจัดตั้งนี้ เกิดขึ้นโดยการเลือกตั้งของมหาชน ได้รับจากสากลโลกแบบท่วมท้น ทูตอังกฤษ ซี้เก่าแก่ของอภิมหาอำมาตย์ ทูตอเมริกัน ที่เปลี่ยนเป็นผู้หญิงและเป็นคนเดียวกับทูตในยุค คอราซอน อาคิโน ในฟิลิปปินส์ ที่เพิ่งชนะเลือกตั้งหลังไล่เผด็จการมาร์คอสออกไป ทูตจีน ที่ประเทศนี้มึนตึงกับรัฐบาลอำมาตย์ตั้งมาตลอด และทูตอาเซียน ที่ทุกประเทศเบื่อหน่้ายอำมาตย์ไทยกันออกนอกหน้า ต่างให้การสนับสนุนรัฐบาลนี้ทั้งนั้น ลองป่วนกันหน้าด้าน ๆ ดูก็ได้ เจอกว่าสามสิบล้านตีนแน่ และคราวนี้ประชาชนไม่ "เกรงใจ" ใครอีกแล้ว หลังผ่านศึกอย่างหนักหน่วงกันมาขนาดนี้

ไม่สนใจความพยายาม "ตั้งเรื่อง" ของแก๊งค์หมารับใช้เผด็จการศักดินาอำมาตย์มากนัก เพราะมันเหลือทางรอดอยู่แค่ทางนี้เท่านั้น แต่อยากบอกไปยังคนที่จะเต้าข้อกฎหมายทั้งหลาย ในระบอบตุลาการวิบัติและศาลอยุติธรรมอีกครั้งสั้น ๆ ว่า

"อย่าเสี่ยง ขอบอกไว้ก่อน"


จะตอบโต้อย่างไรนั้น ภาคประชาชนไม่จำเป็นต้องบอก
แต่เขาไม่ยอมพวกคุณและเจ้านายคุณแน่ ๆ คราวนี้

"ยิ่งลักษณ์" ชี้ข่าว "บรรหาร" พบ "ทักษิณ" ไม่เกี่ยวตั้ง ครม.-พร้อมเข้าพบ "ป๋าเปรม" หลังประกาศรับรอง

ที่มา มติชน

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ถึงกรณีที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมด้วยสมาชิกพรรคเพื่อไทย เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เมืองดูไบ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์เชื่อว่านายบรรหารคงไม่พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในเรื่องการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี แต่คาดว่าน่าจะเป็นการไปพบเป็นการส่วนตัวอย่างคนรู้จักกันมากกว่า โดยยืนยันว่าคณะรัฐมนตรีจะต้องจัดตั้งที่ประเทศไทย

ส่วน กรณีการขอเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ตามธรรมเนียมของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทยนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ยินดีเข้าพบผู้ใหญ่ทุกคนถ้ามีการเปิดโอกาส ภายหลังจากมีการประกาศรับรองอย่างเป็นทางการแล้ว

รุ่งอรุณ

ที่มา มติชน



′กฤตตฤณ′

รุ่งอรุณแผ่ขึงเข้าตรึงจับ
การยอมรับนับหนึ่งจำพึงต้อง
ปล่อยเป็นไปในความตามครรลอง
สู่ทางผองของประชาธิปไตย
นี่คือเสียงข้างมากจากทั้งหมด
พึงเคารพตัวกฎเอาจดใส่
ให้ชาติเดินตามระบอบกรอบวางไว้
ลบวันวานที่ไทยได้ผ่านมา
ในท่ามความสมหวังที่ตั้งก่อ
ความผิดหวังคั่งออก็แผ่หรา
อย่าเหยียบย่ำผู้แพ้ที่แลล้า
อย่าเสียใจจนพร่าสติตน
สังคมไทยต้องเกิดเปิดใจกว้าง
พึงละวางข้างฝ่ายตัวส่ายสน
ยิ่งถิ่นนี้ เท็จ – จริง อิงเกมกล
เราพึงถือเหตุผลใช่ตนตัว
กับหน้าที่ที่ต้องพึงตรองตรึก
ด้วยสำนึกหนึ่งในคนไทยทั่ว
หน้าที่เราเราต้องครองพันพัว
อย่าเมามัวผลประโยชน์จักโทษร้าย


.........


รู้ว่าเหนื่อยว่าล้ากันมามาก
รู้ว่าศรัทธาถูกลากจนผากหาย
แต่เราคือประชาชนอย่าดูดาย
สิ่งสุดท้ายที่เราเหลือ - เพื่อชาติเรา.

09 กรกฎาคม 2554

สวนดุสิตโพลเผยปชช.เห็นด้วยพท.รวม6พรรคตั้งรบ. ไม่เชื่อเป็นเผด็จการรัฐสภา ขออย่าจัดสรรรมตามโควตา

ที่มา มติชน



จาก ที่พรรคเพื่อไทยรวมพรรคการเมือง 6 พรรค ตั้งรัฐบาล 300 เสียง เพื่อความมั่นใจต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาลชุดนี้ยิ่งขึ้น และการคาดการณ์ถึงคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 1 โดยจัดสรรตามสัดส่วนของจำนวน ส.ส.แต่ละพรรคร่วม ตามความเหมาะสม หากคำนวณตามคะแนนเสียงที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาพรรคเพื่อไทยจะได้เก้าอี้ รัฐมนตรีมากที่สุด ในขณะที่ พรรคร่วมต่าง ๆ จะได้รับการจัดสรรตามโควตาตามสัดส่วนกันไป “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จึงได้สอบถาม ความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ กรณี “การจัดตั้งรัฐบาล” และ “จัดสรรรัฐมนตรี” จำนวนทั้งสิ้น 1,561 คน ระหว่างวันที่ 7-9 กรกฎาคม 2554 สรุปผลได้ดังนี้

1. ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่? กับการที่พรรคเพื่อไทยรวมพรรคการเมือง 6 พรรคตั้งรัฐบาล 300 เสียง

อันดับ 1 เห็นด้วย 55.38%
เพราะ เพื่อความมั่นคงและเสถียรภาพของรัฐบาล ,จะได้เดินหน้าทำงานตามนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชน ฯลฯ
อันดับ 2 ไม่เห็นด้วย 27.35%
เพราะ เป็นการผูกขาดทางการเมือง ,ฝ่ายค้านไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบหรือถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาล ได้อย่างเต็มที่ ฯลฯ
อันดับ 3 ไม่แน่ใจ 17.27%
เพราะ การที่มีพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือมีความเห็นไม่ ตรงกัน ,ควรดูกันที่ผลงานและความตั้งใจในการทำงานมากกว่า ฯลฯ

2. การที่มี ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลถึง 300 เสียง จาก 500 เสียง ประชาชนคิดว่าจะเป็น “เผด็จการรัฐสภา”หรือไม่?


อันดับ 1 ไม่เป็นเผด็จการรัฐสภา 64.94%
เพราะ เป็นเรื่องปกติทางการเมืองที่รัฐบาลต้องกุมเสียงข้างมากไว้ เพื่อเสถียรภาพของรัฐบาล , การเมืองปัจจุบัน ถ้าบริหารไม่ดีหรือขาดความโปร่งใส สังคมก็จะเป็นผู้ตัดสินเอง ฯลฯ
อันดับ 2 เป็นเผด็จการรัฐสภา 35.06%
เพราะ เป็นความตั้งใจของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการกุมเสียงข้างมากในสภาไว้ ,ทำให้ไม่สามารถคัดค้านหรือถ่วงดุล อำนาจของรัฐบาลได้ ฯลฯ


3. ความมั่นใจของประชาชนต่อเสถียรภาพ หรือ ความมั่นคงของรัฐบาลชุดนี้


อันดับ 1
ค่อนข้างมั่นใจ 29.37%
เพราะ รัฐบาลชุดนี้มีคนที่มีฝีมือ มีความรู้ความสามารถจำนวนมาก เชื่อว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศได้ตามที่สัญญาไว้ ฯลฯ
อันดับ 2 มั่นใจมาก 28.48%
เพราะ การเลือกตั้งครั้งนี้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เป็นการพิสูจน์ฝีมือของว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิง คนแรกของไทย และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของรัฐบาลชุดใหม่ ฯลฯ
อันดับ 3 ไม่ค่อยมั่นใจ 25.11%
เพราะ จากกระแสข่าวรัฐบาลชุดใหม่เริ่มมีปัญหาหรือความขัดแย้งภายในกันเอง มีการเรียกร้องตำแหน่งรัฐมนตรีให้กับกลุ่มคนบางกลุ่ม ฯลฯ
อันดับ 4 ไม่มั่นใจเลย 17.04%
เพราะ สถานการณ์ทางการเมืองไทยทุกวันนี้ยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ยังมีคนบางกลุ่มที่เรียกร้องหรือไม่ต้องการให้รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศ ฯลฯ


4. ประชาชนคิดว่า “การจัดสรรรัฐมนตรี” แต่ละกระทรวงควรคำนึงถึงโควตาของแต่ละพรรค แต่ละกลุ่ม ที่ได้รับเลือกเข้ามาเป็น ส.ส. หรือไม่ ?


อันดับ 1 ไม่ควรจัดสรรตามโควต้า 56.24%
เพราะ ควรพิจารณาตามคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถของผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งในแต่ละกระทรวง , อยากให้พรรคร่วมแต่ละพรรคคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก ไม่ยึดติดกับเก้าอี้ ฯลฯ
อันดับ 2 ควรจัดสรรตามโควต้า 43.76%
เพราะ เป็นมารยาททางการเมืองที่ปฏิบัติกันมา เพื่อป้องกันความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล ฯลฯ

5. ความคิดเห็นของประชาชนต่อการเสนอตัวเป็น “รัฐมนตรี” ของนักการเมืองในขณะนี้


อันดับ 1 ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจควรใช้เกณฑ์ใน การพิจารณาตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างเหมาะสม ชัดเจน และมีมาตรฐานเดียวกัน 27.76%
อันดับ 2 ทำให้การจัดตั้ง รัฐบาลชุดใหม่มีความยุ่งยาก ล่าช้ามากขึ้น /ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพื่อไม่ให้เกิด ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล 21.74%
อันดับ 3 ตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งสำคัญที่มีทั้งอำนาจและผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ใครๆก็อยากเป็น 20.29%
อันดับ 4 เป็นสิทธิของแต่ละคนที่ต้องการเสนอตัวเข้าทำงาน ต้องการพิสูจน์ความสามารถของตนเองให้เห็น 16.04%
อันดับ 5 ควรฟังเสียงของประชาชนด้วยว่ามีความคิดเห็นอย่างไร ถ้าคณะรัฐมนตรีไม่ดีก็สามารถปรับครม. ชุดใหม่ได้ 14.17%

คนไทยสุขเพิ่ม ฐานสาธารณชนหนุน"ยิ่งลักษณ์"นั่งนายกฯใกล้เคียง"แม้ว" จี้พท.ปราบยาเสพติดอันดับแรกทันที

ที่มา มติชน













ดร.นพ ดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน หรือ ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง "ความสุขคนไทยหลังเลือกตั้ง และนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในสายตาประชาชน" กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เพชรบุรี สระบุรี ราชบุรี ปทุมธานี ชลบุรี น่าน กำแพงเพชร นครสวรรค์ เชียงใหม่ อำนาจเจริญ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ ขอนแก่น สงขลาและสุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 2,562 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 5 - 9 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 พบว่า


หลังการเลือกตั้งที่ผ่านไปด้วยความสงบเรียบร้อยเป็นส่วนใหญ่ ความสุขมวลรวมของประชาชนคนไทยภายในประเทศ (Gross Domestic Happiness) หรือที่เรียกว่า GDH เพิ่มสูงขึ้นจาก 6.61 ในเดือนมีนาคม ปี 2554 มาอยู่ที่ 7.55 ในเดือนกรกฎาคม และเป็นค่าความสุขมวลรวมที่สูงกว่าช่วงเดือนเดียวกันในปี 2552 ที่ 5.92 และปี 2553 ที่ 6.77 อีกด้วย

ดร.นพดล กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบว่า มีสิ่งที่สาธารณชนต้องการให้พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้ “ทำทันที” ใน 10 อันดับแรก ได้แก่ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.7 ระบุสิ่งที่ต้องการให้พรรคเพื่อไทย “ทำทันที” คือ ปราบปรามยาเสพติด มาเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ ร้อยละ 90.9 ให้สร้างความปรองดองของคนในชาติ ทำให้บ้านเมืองสงบสุข อันดับที่สาม ถึง เก้า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาปากท้องของประชาชนทั้งสิ้นที่ต้องการให้ พรรคเพื่อไทยทำทันที ได้แก่ ร้อยละ 89.5 ลดราคาน้ำมันเบนซิน 6 – 7 บาทต่อลิตร และลดดีเซลลง 2 บาทต่อลิตร อันดับที่สี่ ได้แก่ ร้อยละ 85.5 นำโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคกลับมาใช้ใหม่ อันดับที่ห้า ได้แก่ ร้อยละ 74.0 ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน อันดับรองๆ ลงไป ได้แก่ จำนำข้าวเปลือกขาว 15,000 บาทต่อเกวียน ข้าวหอมมะลิ 20,000 บาทต่อเกวียน ขึ้นเงินเดือนผู้ที่จบปริญญาตรีเริ่มขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน หักหนี้สำหรับผู้มีหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท ไม่น้อยกว่า 3 ปี เพิ่มกองทุนหมู่บ้านเพิ่มเงินตำบลละหนึ่งล้านบาท และทำเขื่อนกั้นน้ำทะเลไม่ให้ท่วมกรุงเทพฯ แถวสมุทรสาครและสมุทรปราการ โดยไม่ต้องกู้


นอกจากนั้น ยังมีสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้และอยากให้ทำทันทีอื่นๆ อีก เช่น ทำรถไฟฟ้าให้ครบทั้ง 10 สาย คิดค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย ทำรถไฟความเร็วสูงไปโคราช ระยอง จันทบุรี แจกคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ให้เด็กนักเรียนทุกคน และออกบัตรเครดิตการ์ดให้เกษตรกร เป็นต้น


เมื่อ ถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อพรรคเพื่อไทยจะมุ่งมั่นทำงานให้ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างเท่าเทียมกันไม่เอื้อประโยชน์ให้กับพรรคพวก ของตนเอง พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.4 ค่อนข้างมั่นใจถึงมั่นใจ แต่ที่น่าพิจารณาคือ จำนวนมากหรือร้อยละ 41.6 ยังไม่ค่อยมั่นใจ ถึง ไม่มั่นใจ ยิ่งไปกว่านั้น เกือบครึ่งหรือร้อยละ 48.5 ยังคิดว่า ปัญหาคอรัปชั่นจะเหมือนเดิม และร้อยละ 20.3 จะเพิ่มขึ้น แต่เกือบ 1 ใน 3 หรือร้อยละ 31.2 คิดว่าจะลดน้อยลง


“ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.6 สนับสนุน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ตัวเลขที่สนับสนุนที่สูงขนาดนี้ค่อนข้างใกล้เคียงกับฐานสนับสนุนของสาธารณชน ที่มีต่อ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรในการเลือกตั้งครั้งแรกที่เขาได้รับและในศาสตร์ด้านการทำสำรวจถือว่า เป็นฐานเสียงสนับสนุนที่มากพอต่อการผลักดันนโยบายต่างๆ ได้โดยง่าย และผลสำรวจยังพบด้วยว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.0 ก็สนับสนุนให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ต่อไปอีกด้วย” ดร.นพดล กล่าว


ผอ.ศูนย์ วิจัยความสุขชุมชน กล่าวว่า ความสุขมวลรวมของประชาชนภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนหลังการ เลือกตั้งผ่านพ้นไปด้วยความสงบเรียบร้อยและทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เห็นการรวมพรรคการเมืองต่างๆ จัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทยและเห็นชัดว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่มี เสถียรภาพเพื่อทำให้สิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้เป็นไปตามความคาดหวัง ของประชาชน แต่โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลคือ การรวมตัวกันของพรรคการเมืองต่างๆ จนได้ 299 หรือ 300 เสียงจะเป็นหลักประกันเสถียรภาพของรัฐบาลที่แท้จริงหรือไม่

“ผู้ วิจัยมองว่า สิ่งที่จะบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาลและต้องให้ระวังคือ “อคติแห่งนครา” อันเป็นแหล่งรวมศูนย์อำนาจและความทรงอิทธิพลของกลุ่มคนเฉพาะกลุ่มที่สามารถ กดดันการตัดสินใจของฝ่ายการเมืองได้ และมักจะมีอิทธิพลอยู่ในเมืองหลวงและหัวเมืองใหญ่ของประเทศ หรืออาจอยู่ในต่างประเทศ โดยคนกลุ่มนี้พยายามกดดันการตัดสินใจของผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลให้ทำสิ่งที่จะ ปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนทั้ง ประเทศ ในขณะที่ภาคประชาชนอ่อนแอเกินที่จะต่อรองได้และจะถูกใช้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของ “ทฤษฎีเกมการเมือง” ที่ห้ำหั่นกันโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายโดยรวมของประเทศและอาจทำให้เกิด “วัฏจักรแห่งความเลวร้าย” ในสังคมไทยที่สร้างความแตกแยกของคนในชาติ ดังนั้น จึงเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ต้อง “หยุดอคติแห่งนครา” เสีย และหันมาส่งเสริมมาตรการต่างๆ ที่จะทำให้ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมเข้มแข็งอย่างแท้จริงมาเป็นตัวกำหนด ทิศทางการพัฒนาประเทศเตรียมตัวเป็นผู้นำเปิดพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของ ภูมิภาคอาเซียนและนานาชาติในอีก 4 ปีข้างหน้าเพื่อความสุขที่ยั่งยืนของสาธารณชน” ดร.นพดล กล่าว

จาก การพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 45.9 เป็นชาย ร้อยละ 54.1 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 3.6 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 21.0 อายุระหว่าง 20–29 ปี ร้อยละ 22.8 อายุระหว่าง 30–39 ปี ร้อยละ 21.6 อายุระหว่าง 40–49 ปี และ ร้อยละ 31.0 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 72.7 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 25.0 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 2.3 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 32.3 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 29.9 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 11.6 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 7.0 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 6.2 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 10.1 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 2.9 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ

เปิดโรดแมป "ปรองดอง" ฉบับ "ทักษิณ ชินวัตร"

ที่มา มติชน





หมาย เหตุ - พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งพำนักอยู่ในนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวมติชนถึงแนวทางการสร้างความปรองดองของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งกำลังจะก้าวขึ้นเป็น "ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิง"


"ก้าวแรกเอาใจก่อน ใจเราเริ่มทำใจแล้ว ที่โกรธๆ แค้นๆ กันมา ชกกระสอบทรายสัก 3-4 ทีก็ลืมแล้ว ระบายออกสักหน่อย เตะหมอนก็ได้ จากนั้นก็จะได้เริ่มพบกันพูดกัน เริ่มคุยกัน สักเดี๋ยวมันก็จะดีขึ้นไป พูดกันได้แล้ว พอปีนี้โอบไหล่กันได้ ปีหน้าจูบปากกันเลยได้ไหม เราค่อยๆ ตั้งเป้าเอาไว้"


@ เมื่อพรรคเพื่อไทยได้เข้าสู่อำนาจรัฐแน่นอนแล้ว ประเทศไทยจะไปในทิศทางไหน

รัฐบาล ต้องเร่งแก้ไขปัญหาความปรองดอง เป็นภารกิจแรก แล้วภารกิจสำคัญอีกอย่างก็คือปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ต้องแก้ไขไปพร้อมกัน ไม่สามารถแก้ไขอะไรก่อนได้เพียงอย่างเดียว


ผมว่าวันนี้ทุก ฝ่ายต้องมองเจตนารมณ์ของประชาชน ประชาชนค่อนข้างชัดเจนว่าอยากเห็นความปรองดอง นักการเมืองก็ไม่ควรจะฝืนความรู้สึกของประชาชน ที่จะไปนั่งทะเลาะเบาะแว้งกันให้ประชาชนดูแล้วกลับเข้าไปอยู่ในเกมปกติของ การเมือง มีระบบการซักค้าน ซักฟอกกันในสภาผู้แทนราษฎร ให้มันเป็นเรื่องการทำงานในสภา แล้วก็จบในสภา จะได้ไม่ทำให้เกิดการทะเลาะกันไป ขัดแย้งกันอยู่เรื่อยๆ มันไม่เกิดการสร้างสรรค์เสียที วันนี้ประชาชนแสดงพลังออกมาอย่างนี้ต้องถือว่าประชาชนอยากเห็นการเมืองที่ สร้างสรรค์


ที่ผ่านมาพอนักการเมืองทะเลาะกัน กรรมการส่วนหนึ่งก็ทำตัวไม่เป็นกลาง ไปเลือกข้าง ก็เลยทำให้การต่อสู้มีแนวร่วมกระโดดออกมาร่วมกันหลายคน เพราะกรรมการไม่เป็นกลาง มันเหมือนกับฟุตบอล พอกรรมการไม่เป็นกลาง คนดูก็ต้องลงมาในสนามด้วย ซึ่งปกติคนดูก็ไม่อยากลงมาในสนามหรอก ก็อยากดูบอลเฉยๆ อยากจะแค่เชียร์ ใครแพ้ชนะเขาก็ไม่ว่าอะไร แต่นี่มันบังเอิญว่ากรรมการมันน่าเกลียดไปหน่อย คนมันก็เลยต้องออกมา


การ จะทำให้ทุกอย่างเข้าระบบมันต้องใช้เวลา โดยเฉพาะกรรมการ ที่ถ้าเราทำให้กลับมาเข้าระบบ ต้องใช้เวลา แต่อย่างน้อยๆ คนที่คิดจะทำแย่อย่างเดิมก็ทำได้ยากขึ้น เพราะวันนี้กระแสประชาชนบอกว่าพอแล้วนะ ที่ผ่านมาไม่ไหวแล้วนะ อย่าเลย เพราะฉะนั้นทุกคนก็ต้องกลับมาคิดแล้ว


@ เมื่อพรรคเพื่อไทยกลับมามีอำนาจ ฝ่ายตรงข้ามก็เกรงเรื่องเช็กบิล


ต้อง เข้าใจเลยว่าทุกอย่างมันไม่โอเวอร์ไนท์ (ยังไม่สิ้นสุด) ก็ต้องค่อยๆ พูดกัน เพราะเราจะสมานฉันท์ ไม่ใช่ผลัดกันฉัน เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เขาปรับปรุงตัว ให้เขาแก้ไขปัญหา คนไหนที่มันไม่ถูกต้องก็ต้องย้ายไปที่เหมาะสม แต่ต้องให้มีหลักเกณฑ์ ไม่ใช่อยู่ๆ จะไปทำโน่นทำนี่ทันทีมันไม่ได้

"ต่อไป คนที่ทำไม่ดี มันจะถูกประจานมากขึ้น เกียรติยศ เกียรติภูมิที่สร้างกันมา มันก็จะหายไปเรื่อยๆ เรื่องมันจะค่อยๆ มันไม่มีอะไรโอเวอร์ไนท์ แต่สัญญาณที่จะปรับทุกอย่างให้ดีขึ้นมันจะเกิดขึ้น ที่ผ่านมาที่สู้กันจนบ้าเลือด ก็เพราะว่ากลัวเกินไป กลัวเกินเหตุ แต่ละฝ่ายกลัวจนเกินเหตุ เป็นห่วงสวัสดิภาพตัวเองมากเกินไป ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วไม่มีอะไรเลย เหมือนไปกลัวมาก แล้วก็แทนที่จะหยุดทำไม่ดี กลับไปเพิ่มการทำไม่ดี เพื่อให้ตัวเองปลอดภัย โดยสารมันเสียเลย"

@ สัญญาณที่ว่าคืออะไร


สัญญาณ ก็คือผลการเลือกตั้งที่ออกมา ที่จะบอกทุกคนว่าต้องเริ่มแล้ว ต้องเริ่มปรับ เหมือนประชาชนร่วมกันพูดออกมาดังๆ ว่าอย่างเก่าไม่เอาแล้วน่า (เสียงสูง) ...เปลี่ยนเถอะ เขาไม่ได้บอกว่าให้ใครไปฆ่าใคร ไม่ได้บอกให้ใครไปรังแกใคร เขาไม่ได้ต้องการอย่างนั้น แต่ประชาชนบอกว่า ที่ผ่านมาไม่ไหวแล้วน่า เถอะนะ !


@ มือที่มองไม่เห็น และคอยบงการเกมอยู่เบื้องหลังตามที่เคยกล่าวหาเอาไว้ จะได้ยินและแปรสัญญาณที่บอกตรงกับที่คิดหรือ

ก็...ส่วนใหญ่ก็ยังแปรถูก แต่จะมีส่วนน้อยที่ยังดื้อด้าน ก็ต้องมีบ้าง เป็นธรรมดา ...


รัฐบาล พรรคเพื่อไทยก็จะต้องส่งสัญญาณตลอดเวลา อย่างต่อเนื่อง บางทีเคาะระฆังทีเดียวมันได้ยินกัน 10 คน ถ้าเคาะ 20 หน ก็จะได้ยิน 200-300 คน ก็ต้องยอมเคาะบ่อยๆ เคาะบ่อยๆ เคาะระฆังแสดงสัญญาณการปรองดองอย่างต่อเนื่องยาวนาน


@ คนเสื้อแดงประกาศเป็นศัตรูกับอำนาจเก่า ที่ต้องเลือกเลยว่าใครจะอยู่ ใครจะไป

การ ปรองดองมันขาดการเยียวยาไม่ได้ คือมันต้องเยียวยาผู้ประสบเคราะห์กรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะสีอะไร สีเหลืองที่ตาย เจ้าหน้าที่ที่ตาย สีแดงที่ตาย สีแดงที่บาดเจ็บ มันต้องมีการเยียวยา


@ เสื้อแดงเรียกร้องมาตลอดว่าจะเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้

มัน ต้องมีขั้นตอนของมัน ก่อนอื่นคือต้องหาความจริง แล้วก็เยียวยา พอเยียวยาเสร็จเรียบร้อย มันต้องลงโทษ หรือจะต้องถือว่าไม่ลงโทษแล้วอะ...เรารู้แล้วว่านาย ก. ผิด นาย ข. ผิด แต่สำนึกผิดทั้งหมดแล้ว ยกหมดเลย พอแล้ว จบกันทุกอย่างแล้วไปเยียวยาผู้ประสบเคราะห์กรรมเสีย ซึ่งจะเอาแบบไหนอยู่ที่คณะกรรมการที่จะถูกตั้งขึ้นมามองว่าควรทำแบบไหน เหมือนในแอฟริกา มีรูปแบบของความขัดแย้งมีเยอะ มันมีรูปแบบอยู่ที่เราจะต้องไปเรียนรู้ว่ารูปแบบไหนจะเหมาะกับประเทศไทย


คือ เบื้องต้น เราต้องรู้ก่อนว่าความจริงมันเกิดอะไรขึ้น ความจริงคืออะไร เอาให้ชัดเลย ไม่งั้นจะเป็นการทำในสิ่งที่เราเดาเอา ต้องค้นให้ชัดว่าต้นเหตุมันเกิดจากตรงไหน วันหลังจะได้ไม่เกิดขึ้นอีก


@ ความจริงจะไปขัดกับการสร้างความปรองดองหรือเปล่า


มัน คงไม่ถึงขนาดเป็นอุปสรรคหรอก เพราะความจริงมันมีหลายขั้นตอน ความจริงแบบว่าเห็นช้างเดินมาตัวหนึ่ง เห็นควายเดินมาตัวหนึ่ง แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าตัวไหนช้าง ตัวไหนควาย แต่เราสามารถบอกได้ว่าเป็นสัตว์ใหญ่


"สัตว์ใหญ่เดิม มาแล้ว สีดำๆ หนังหยาบๆ มีเขาหรือมีงาสองอันเหมือนกัน ก็อาจจะบอกได้แค่นี้ อย่างน้อยๆ ก็รู้ว่า อ๋อ...ที่ นาย ก. ถูกเหยียบตายเป็นสัตว์ใหญ่แน่นอน แต่ไม่รู้ว่าสัตว์นี้เรียกช้างหรือเรียกควาย หรือมันเป็นตัวช้างหรือตัวควายเหยียบแน่ นั่นก็เป็นทรูธ (truth ความจริง) ระดับหนึ่ง แต่ถ้าทรูธถึงระดับที่รู้ว่างวงฟาด ก็เป็นทรูธที่ละเอียดขึ้น มันอยู่ที่ว่าทรูธนั้นจะไปถึงขั้นไหน ที่จะสามารถรับรู้ได้"


@ ถ้าความจริงมันชัดเจน อาจจะมีฝ่ายหนึ่งอาจจะยอมรับไม่ได้ และกระทบต่อความอยู่รอดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ดังนั้นจะจัดความสัมพันธ์ระหว่างคนเสื้อแดงและกองทัพอย่างไร


คือ มันคนไทยนะ ... ถ้ารู้แล้วว่าคนผิดเป็นใคร คนผิดก็ยอมรับผิดซะ คนไทยก็ให้อภัย คนไทยเป็นคนพุทธ ให้อภัยกันไม่ยาก บางทีประเทศไทยเวลามันมีอะไรจบ มันก็จบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


คือ ไม่ใช่ว่าคนเป็นรัฐบาล ไปถึงอยากจะปลดใครก็ปลดๆ ไม่ได้หรอก การทำงานมันมีกติกา ข้าราชการเขาก็มีระเบียบปฏิบัติเขาอยู่ ส่วนคนเสื้อแดง ผมก็คิดว่าพูดกันด้วยเหตุด้วยผลได้ คนเสื้อแดงส่วนใหญ่กับผมเนี่ยพูดกันรู้เรื่อง


@ จะกลายเป็นการตัดตอน เพื่อไม่ให้ความจริง


ก็ อย่างที่บอกไง บางทีเราเอากล้องซูมๆ อยู่ เห็นภาพเท่านี้ก็เข้าใจได้แล้ว ก็พอละ...ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องไปซื้อเลนส์พิเศษมานั่งซูมอีก ก็อาจจะไม่จำเป็น เพราะเลนส์นั้นมันอาจจะแพงเกินไป มองแค่นี้ พอได้แล้วก็จบ


@ คนไทยต้องยอมหลิ่วตาข้างหนึ่งหรือ


ไม่ต้องหลิ่ว แต่เรารู้แค่นี้ก็พอแล้ว บางทีมันรู้แค่นี้ก็พอแล้วก็จบ !


@ มั่นใจว่าแนวทางนี้จะทำให้ประเทศไทยกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้เลยหรือ


ได้... แต่มันจะไม่โอเวอร์ไนท์ไง... ต้องใช้เวลาหน่อย ต้องอย่างน้อย 2 ปีแหละ มันถึงจะเริ่มเห็นว่าใกล้เคียง 2 ปีสำหรับรัฐบาลที่มีอุปสรรคน้อย จะหวังไม่ให้มันมีอุปสรรคเลย คงเป็นไปไม่ได้ เพราะมันบอบช้ำมานาน ระบบมันเสียหายมานาน ของดีๆ ที่มีอยู่พวกก็ล้มหมด เพราะมันเป็นความคิดริเริ่มของผม ทั้งๆ ที่ประเทศหรือองค์กรขนาดใหญ่ มันต้องต่อเนื่อง แต่นี่มารื้อมันดื้อๆ ไม่สนใจอะไรเลย


@ ถ้าการเมืองยังไม่แน่นอนอย่างนี้ จะมั่นใจเรื่องปรองดองได้หรือ


ได้ ครับ...วันนี้ผมอยากให้ทุกฝ่ายมีโฮป (Hope ความหวัง) บ้าง ถ้าไม่มีโฮปปุ๊บบางคนมันไม่มีความอดทน แต่ถ้ามองในแง่ดีบ้าง คนก็อยากจะทำ ผมเลยอยากบอกว่า เราตั้งเป้าก่อนว่าวันนี้จิตใจเราอยากสมานฉันท์ มาตั้งเป้าว่าไม่ถึงขั้นที่จูบปากกัน อย่างน้อยๆ ก็โอบไหล่บ้างได้ไหม มันจะได้มีบรรยากาศที่ดีให้ชื่นใจกันหน่อย


"ก้าวแรก เอาใจก่อน ใจเราเริ่มทำใจแล้ว ที่โกรธๆ แค้นๆ กันมา ชกกระสอบทรายสัก 3-4 ทีก็ลืมแล้ว ระบายออกสักหน่อย เตะหมอนก็ได้ จากนั้นก็จะได้เริ่มพบกัน พูดกัน เริ่มคุยกัน สักเดี๋ยวมันก็จะดีขึ้นไป พูดกันได้แล้ว พอปีโอบไหล่กันได้ ปีหน้าจูบปากกันเลยได้ไหม เราค่อยๆ ตั้งเป้าเอาไว้"


@ นี่คือแผนการปรองดอง ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์หรือเปล่า


ก็ ได้คุยกันครับ (ตอบสวน) มีการคุยกันเป็นการภายใน ถึงว่าเราตั้งเป้าในการปรองดองสมานฉันท์กันอย่างไร แล้วจะทำอย่างไร ก็ค่อยๆ ทำ เขาเรียกว่ามันเป็นกระบวนการที่ต้องพยายามปรับกันไปเรื่อยๆ เพื่อให้ไปสู่จุดหมายปลายทางให้ได้ มันต้องปรับไปตามสถานการณ์


@ หวังว่าจะเห็นกระบวนการปรองดองเริ่มได้เมื่อไร


เฮ้อ (ถอนหายใจ) ... ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไป คือคนไทยเนี่ย อย่างผมเนี่ย ยกตัวอย่างง่ายๆ ผมเป็นคนใจดี ใครที่เคยทำอะไรไม่ดีกับผม บอกว่า ขอโทษนะ ผมทำอะไรไป ผมเคยเข้าใจผิดไปนะ ผมก็เอ้า ! เช็กแฮนด์จบ


@ อย่างคุณเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยล่ะครับ พออภัยให้กันได้ไหม


ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรแล้ว เราจะมาทำงานร่วมกันใหม่ได้ (ตอบสวน) มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น หมายความว่าเลิกรากันไป


@ มาร่วมรัฐบาลแบบงูเห่าไง


ไอ้ งูเห่าคงไม่มีมั้ง ! เพราะเราเองก็ไม่ชอบงูเห่าอยู่แล้ว คืออย่างนี้ ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า พรรคเพื่อไทยหลังที่โดนงูเห่าออกไปครั้งนั้น เราก็เจ็บ เราก็ไม่อยากจะไปทำอย่างนั้นอีก มันไม่ดี มันส่งเสริมให้การเมืองไร้วินัย เรามองว่ามันไม่ดี การส่งเสริมให้คนไร้วินัย ว่ามันไม่ได้ และเราก็ยังเชื่อในกฎแห่งกรรมอยู่

มติชนรายวันฉบับวันที่10ก.ค.54

เปิด 10 เทรนด์ร้อนด้านการธนาคารของผู้บริโภคยุคดิจิตอล ...รู้แล้วรวย

ที่มา มติชน



ผล สำรวจล่าสุดโดยแผนกคอนซูเมอร์ อินไซต์ ของแมคแคน เวิลด์กรุ๊ป เผยถึง พฤติกรรมการทำธุรกรรมทางการเงินของผู้บริโภคในยุคดิจิตอล พร้อมคาดการณ์ทิศทางและนวัตกรรมที่จะเข้ามาสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคในศตวรรษที่ 21(the Next Big Things in Consumer Banking of the 21st Century)


นาง สาววฤตดา วรอาคม ผู้อำนวยการ แผนกคอนซูเมอร์ อินไซต์ เปิดเผยว่า “กระแสโลกออนไลน์และบทบาทของนิว มีเดีย สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภค ในการทำธุรกรรมทางการเงินอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความล้ำสมัยของเทคโนโลยีในการชำระเงิน การสร้างประสบการณ์ร่วมแบบในเวลาและสถานที่จริงตามไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ (Real-Time Real-Location) และวัฒนธรรมการแชร์ประสบการณ์หลังการซื้อให้ผู้อื่นได้รับรู้ในสังคมออนไลน์ (Social Network) ซึ่งทั้งสามเทรนด์เป็นที่น่าจับตามองอย่างมาก

นอก จากนี้ เราเริ่มที่จะเห็นธนาคารหลายแห่ง หันมาทำแคมเปญเพื่อสร้างสรรค์สังคมอันก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางบวกผ่าน รูปแบบเทคโนโลยีที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น เช่น การแบ่งปันประสบการณ์ให้กับผู้อื่นผ่านการซื้อ การเช็คอิน (Check-ins) เพื่อระดมมวลชนในการสมทบทุนเพื่อบริจาค หรือการทำแคมเปญหาไอเดียใหม่ๆ (Crowdsource) ในการนำเงินมาช่วยเหลือในระดับชุมชน (Micro-Finance) ซึ่งจากผลสำรวจสามารถระบุ 10 เทรนด์หลักในโลกการเงินในอนาคต ดังนี้”

1.โทรศัพท์มือถือจะทำหน้าที่เสมือนกระเป๋าเงิน

จากการที่ผู้บริโภคเริ่มมีความมั่นใจและคุ้นเคยกับการทำธุรกรรมการเงินผ่านทางออนไลน์ที่หลากหลายรูปแบบมากขึ้น

ทำ ให้โทรศัพท์มือถือเป็นช่องทางใหม่ที่น่าจับตามองมากที่สุด โดยเฉพาะบทบาทที่เกี่ยวข้องกับการจับจ่ายใช้สอยผ่านมือถือที่กำลังเติบโต ขึ้นทั่วโลก ในอนาคตอันใกล้นี้ ธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดจะเกิดขึ้นผ่านโทรศัพท์มือถือ อาทิ เทคโนโลยีที่ใช้มือถือแทนเงิน การบริหารการเงินส่วนบุคคล การใช้เป็นบัตรคูปองส่วนลด ซื้อตั๋ว และเปรียบเทียบราคาสินค้า เป็นต้น

2.ปี 2554 จุดเปลี่ยนสำคัญสู่การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านโซเชี่ยลมีเดียร์

ปัจจุบัน เกือบจะทุกธนาคารได้นำโซเชี่ยล มีเดีย เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการสื่อสารเพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น โดยนำไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะการสร้างคอมมิวนิตี้ภายในกลุ่มลูกค้า การใช้เป็นพื้นที่ให้ลูกค้าได้แสดงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือเพื่อร่วมออกไอเดียและโหวตเพื่อสร้างบริการรูปแบบใหม่ๆ นอกจากนี้ยังมีการนำทวิตเตอร์ (Twitter) มารองรับงานบริการด้านลูกค้าสัมพันธ์อย่างแพร่หลายอีกด้วย

3.มีแค่ชื่อก็สามารถจ่ายเงินได้

ด้วย วิวัฒนาการของเทคโนโลยีในการจ่ายเงินที่ก้าวหน้าขึ้นไปอีกระดับ ส่งผลให้ผู้บริโภคในยุคนี้มีทางเลือกในการใช้จ่ายที่หลากหลายอีกทั้งยังทัน สมัยและสะดวกรวดเร็ว ดังนั้นการชำระเงินด้วยเงินสดก็จะเริ่มมีให้เห็นน้อยลง เทคโนโลยีที่เริ่มนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว ได้แก่ การจ่ายเงินแบบระบบสัมผัส การจ่ายเงินผ่านมือถือ อุปกรณ์เสริมแบบพกพาที่สามารถอ่านบัตรเครดิตโดยอาศัยโทรศัพท์มือถือเป็นตัว กลาง เทคโนโลยีที่มือถือใช้แทนเงิน และแอพพลิเคชั่นบนมือถือที่ช่วยให้ชำระเงินง่ายขึ้นโดยอาศัยการถ่ายรูปบิล เป็นต้น

4.การแชร์ประสบการณ์การจับจ่ายกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิต

จาก พฤติกรรมการติดต่อสื่อสารของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป บวกกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในโซเชียล มีเดีย ทำให้คนหันมาแชร์เรื่องราวต่างๆ ในชีวิตที่เกี่ยวกับสินค้าไลฟ์สไตล์และร้านค้าต่างๆ ผ่านรูปแบบนวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้น เช่น การจ่ายเงินทางมือถือพร้อมแชร์สถานที่ของร้านค้าให้คนอื่นรับรู้ หรือการแชร์ประสบการณ์ที่ได้รับจากสินค้าหรือบริการที่จับจ่ายผ่านการร่วม กันซื้อ (Group Buying) ในอนาคตการเรียนรู้ความต้องการของผู้บริโภคเหล่านี้จะก่อให้เกิดการนำเสนอ สินค้าที่ตรงกับความต้องการเฉพาะของแต่ละบุคคล ในแต่ละเวลาและแต่ละไลฟ์สไตล์ (Targeted Cross Selling) ได้มากยิ่งขึ้น

5.การทำกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ผ่านเครื่องมือระบุพิกัด

การ บริการระบุพิกัดผู้ใช้ (Location-Based Service) เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าสนใจและถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์สิ่ง ใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ โดยเน้นเรื่องการสร้างประสบการณ์ในการจับจ่ายที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าผ่านทาง การมอบส่วนลดหรือข้อเสนอพิเศษโดนใจให้เมื่อผู้บริโภคอยู่ใกล้บริเวณร้าน หรือการคืนกำไรให้กับลูกค้าประจำที่มาเช็คอิน (Check-In) เป็นต้น

6.แอพลิเคชั่นที่จะทำให้คุณรวยขึ้น

การ บริหารการเงินส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้บริโภคใน ปัจจุบัน เพราะผู้คนหันมาใส่ใจหาความรู้เกี่ยวกับการเงินมากขึ้น แอพพลิเคชั่นบนมือถือจะเป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่เข้ามาช่วยทำให้ชีวิตการเงินของผู้บริโภคมีระบบและควบคุมการใช้จ่ายได้ดี ขึ้น ในยุคนี้ที่มีตัวเลือกให้ผู้บริโภคเพิ่มขึ้นทุกวัน ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้แอพพลิเคชั่นเป็นตัวช่วยในการเลือกและเปรียบเทียบ สินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการตัวเองได้มากที่สุด

7.การธนาคารแบบมีหัวจิตหัวใจ

‘ต้อง ดีกว่าแบงค์’ คือมาตรฐานใหม่ในการบริการของแบงค์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งธุรกิจธนาคารจะต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างถ่องแท้และหันมาปรับ ปรุงการบริการที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างจริงจัง เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ และที่สำคัญที่สุดคือมิติใหม่ของความสัมพันธ์ที่จะต้องปฏิบัติกับลูกค้า เสมือนคน ไม่ใช่เลขบัญชี

8.การให้บริการทางการเงินหลากหลายช่องทาง

ใน ยุคดิจิตอล เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการสร้างปฎิสัมพันธ์กับลูกค้าในรูปแบบ การทำธุรกรรมการเงินผ่านสื่อที่มีความหลากหลายกว่าเดิม การเปลี่ยนโฉมรูปแบบการให้บริการทางการเงินถือเป็นเรื่องสำคัญมากในยุคนี้ และสิ่งที่เราจะได้เห็นมากขึ้นก็คือ แนวคิดการเชื่อมโยงบริการต่างๆ ของแบงค์จะมีความสอดคล้องกันไม่ว่าจะผ่านสาขา ผ่านระบบอัตโนมัติ ผ่านศูนย์บริการทางโทรศัพท์ ผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งนี้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก แก้ปัญหาให้กับลูกค้าได้ทุกที่ทุกเวลา และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับผู้บริโภคไม่ว่าจะผ่านช่องทางใดก็ตาม

9.การทำธุรกรรมทางการเงินเป็นเรื่องน่าสนุกมากขึ้น

การทำ ธุรกรรมทางการเงินไม่ได้เป็นเรื่องน่าเบื่อเสมอไป บางธนาคารได้เริ่มทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการใช้สื่อนอกบ้านที่ให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมได้ หรือการใช้เทคโนโลยีตอบรับการเคลื่อนไหวในการเล่นเกม หรือการออกแบบสาขาบริการให้มีลูกเล่นในด้านเทคโนโลยีเพื่อช่วยสร้างสีสันให้ กับธนาคาร

10.การร่วมแบ่งปันกับชุมชนด้วยเพียงปลายนิ้ว

“การ ทำดี” ถือเป็นปรัชญาสำคัญในการดำเนินงานธุรกิจทุกๆ ประเภทไม่เว้นแต่แม้แต่ธุรกิจการเงิน เราจะเห็นได้ว่าโครงการใหม่ๆ ที่ส่งเสริมเรื่องการตอบแทนสังคมจะมุ่งเน้นไปที่การให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วม กับการให้ความช่วยเหลือในระดับชุมชน อาทิ การแบ่งปันเล็กๆ น้อยให้กับผู้อื่นผ่านการซื้อของบางอย่าง การเช็คอิน (Check-ins) เพื่อสมทบทุนบริจาค เป็นต้น

ลุ้น"ยิ่งลักษณ์" สลัดเงาทักษิณ

ที่มา ข่าวสด




การ เลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. ถึงในภาพรวมจะราบรื่น หลายประเทศที่ส่งตัวแทนเข้าร่วมสังเกตการณ์ใกล้ชิด รวมถึงประเทศที่จับตาดูอยู่ห่างๆ ต่างให้การยอมรับ

แต่สำหรับประเทศ ไทย การเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. ได้ทิ้งหลายสิ่งหลายอย่างไว้ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนำกลับไปทบทวนถึงจุด อ่อน-จุดแข็งและข้อผิดพลาด

ไม่ว่ากกต.ในฐานะเจ้าภาพจัดการเลือกตั้ง รวมไปถึงพรรคการเมืองต่างๆ ที่ส่งผู้สมัครลงสู้ศึก โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ 2 พรรคใหญ่ที่มีบทบาทสูงต่อการเมืองไทย

โดยผล เลือกตั้งที่ออกมาคือเครื่องบ่งบอกถึงฉันทามติประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้าไปอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองและพรรคการเมืองควรเคารพ

สำหรับกกต.นั้น การเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. แม้จะน่ายินดีที่มีประชา ชนออกมาใช้สิทธิ์สูงถึง 35.2 ล้านคน คิดเป็น 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิ์ทั่วประเทศ 46.9 ล้านคน

แต่ก็มีจำนวนบัตรเสียถึง 2 ล้านใบ มากเป็นประวัติการณ์เช่นกัน เป็นการบ้านของกกต. ต้องนำกลับไปทบทวนสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร

รวม ถึงกรณีมีประชาชนอีก นับล้านที่อดไปลงคะแนนครั้งนี้ เนื่องจากไม่ได้ไปถอนชื่อออกจากทะเบียนผู้ขอใช้สิทธิ์ล่วงหน้าที่ลงชื่อไว้ เมื่อครั้งเลือกตั้งปี 2550

ยังมีข้อสังเกตของคณะกรรมาธิ การติดตามสถานการณ์บ้านเมืองของวุฒิสภา ที่สงสัยทำไมตัวเลขผู้มาใช้สิทธิ์ในระบบบัญชีรายชื่อกับระบบเขต ถึงได้ต่างกันมากกว่า 83,000 คน

ถึงการเลือกตั้งจะจบไปแล้ว แต่งานกกต.ยังไม่จบ การพิจารณาข้อร้องเรียน รวมทั้งการแจกจ่ายใบเหลือง-ใบแดง ยังเป็นสิ่งที่สังคมเฝ้าจับตามองว่า กกต.จะยึดหลักความเป็นธรรม โปร่งใส หรือจะเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่

ทั้งพรรคที่กำลังเข้ามามีอำนาจหรือพรรคที่กำลังจะพ้นจากอำนาจ

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้รับเลือกเข้ามา 159 ที่นั่ง

ถึงจะนับเป็นพรรคอันดับ 2 แต่ก็ห่างจากตัวเลข 265 ของพรรคเพื่อไทยถึง 106 ที่นั่ง

ความ ยับเยินครั้งนี้ส่งผลให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องประกาศยอมยกธงขาวหลังปิดหีบไม่กี่ชั่วโมง และต่อมายังได้ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรค เพื่อรับผิดชอบต่อความถดถอยของพรรค

แต่ขณะเดียวกันยังมีลูกพรรคบางคน ที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆ ได้ยื่นคำร้องต่อกกต.ให้ยุบพรรคเพื่อไทย กรณีนำเอาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนายจาตุรนต์ ฉายแสง บุคคลซึ่งถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง มาช่วยหาเสียงเลือกตั้ง

ทั้งยังมี บางคนแอบไปยื่นกกต.นครราชสีมา งัดเอาเรื่อง"ผัดหมี่โคราช"ขึ้นมาเป็นประเด็นเล่นงานน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หวังจะให้ตกเก้าอี้เช่นเดียวกับนายสมัคร สุนทรเวช ที่พ้นจากนายกฯ เพราะทำกับข้าวออกทีวี

พรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องนำผลเลือกตั้งนี้ มาศึกษาอย่างละเอียด โดยเฉพาะทีมยุทธศาสตร์ต้องวิเคราะห์ให้ได้ อะไรคือสาเหตุความผิดพลาดที่นำมาสู่ความยับเยิน ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลมานานถึง 2 ปี

ถึงแม้พรรคจะ สามารถ"พลิกโพล" เอาชนะพรรคเพื่อไทยได้ในสนามกรุงเทพฯ รวมถึงภาคใต้ที่พรรคคู่ต่อสู้ไม่สามารถเจาะเข้ามาได้แม้แต่ที่นั่งเดียว

แต่ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ก็มี"จุดอ่อน"อย่างหนักในภาคอีสานและภาคเหนือ ที่มีเก้าอี้ส.ส.ให้ช่วงชิงจำนวนมาก

ตรงจุดนี้เองถึงจะมีการวิเคราะห์ว่า ภาคอีสานและภาคเหนือเป็นพื้นที่สีแดงและกระแสทักษิณ บวกกับกระแสยิ่งลักษณ์ ที่มาแรง

แต่ส่วนหนึ่งก็สะท้อนว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังเข้าไม่ถึงชาวรากหญ้า ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ส่วนจะมีรายละเอียดอื่นมากกว่านี้หรือไม่ เป็นหน้าที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องหาข้อสรุปให้เจอโดยเร็ว

ทางด้านพรรคเพื่อไทย ถึงจะไม่เข้าเป้า 300 เสียง แต่ 265 เสียงก็มากพอจะเป็นเครื่องการันตีการเป็นพรรคแกนนำตั้งรัฐบาล

และการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมืองของน.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกฯคนที่ 28 และเป็นนายกฯหญิงคนแรกของไทย

เพียง แค่ข้ามวันหลังเลือกตั้ง ว่าที่นายกฯหญิงนัดแนะหัวหน้า และแกนนำ 4 พรรค เปิดแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วย ชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พลังชล และมหาชน

โดยมีประชาธิปไตยใหม่ร่วมสมทบภายหลัง ออกมาเป็นรัฐบาลผสม 6 พรรค 300 เสียง ก่อนเดินหน้าเข้าสู่โหมดการจัดโผครม.

"งานยาก"ชิ้นแรกของน.ส.ยิ่งลักษณ์

ด้วย 265 เสียงในมือทำให้พรรคเพื่อไทยมีอำนาจจัดสรรตำแหน่งในรัฐบาลแบบเต็มไม้เต็มมือ ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นแทบไม่มีพลังต่อรองใดๆ

แต่ปัญหาไม่ได้จบแค่นั้น เพราะที่ปรากฏให้เห็นคือคนในพรรคเพื่อไทยต่างเปิดศึกแย่งชิงเก้าอี้กันฝุ่นตลบ

มีทั้งการปล่อยข่าวผลักดันคนในกลุ่มตนเองในลักษณะโยนหินถามทาง บ้างก็ให้สัมภาษณ์ทวงบุญทวงคุณกันแบบซึ่งหน้า

แต่ละคนแต่ละกลุ่มอ้างว่าตนเองมีส่วนสำคัญในชัยชนะของพรรค

ทั้ง ยังมีปัญหาในส่วนแกนนำนปช.ที่ได้รับเลือกตั้ง ว่าสมควรได้รับผลตอบแทนขนาดไหนถึงจะเหมาะสม เพราะหากจัดการไม่ ได้ก็อาจทำให้กลุ่มคนเสื้อแดง ผู้สนับสนุนหลักของพรรคไม่พอใจได้

ทั้งยังมีข่าวสะพัดการวิ่งเต้นครั้งนี้เล่นเอาฝุ่นตลบไปทั้งเมืองดูไบ"ทักษิณ"กลายเป็นคนหล่อ โทรศัพท์มือถือ 3-4 เครื่องดังไม่หยุด

แม้น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเบี่ยงซ้ายเบี่ยงขวา ยืนยันยังไม่มีการหารือเรื่องจัดโผครม. เนื่อง จากต้องรอกกต.รับรองผลเลือกตั้งเป็นทางการก่อน

พร้อมย้ำว่าคนจัดโผครม.ตัวจริงอยู่ในไทย ไม่ได้อยู่ดูไบก็ตาม แต่ก็มีข่าวลูกพรรคแห่จองตั๋วเครื่องบินกันไว้แล้ว

จึง ต้องจับตากันต่อไปว่าครม."ยิ่งลักษณ์ 1" จะออกมาหน้าตาอย่างไร ซึ่งแน่นอนจะมีผลต่อการทำงานของรัฐบาลในอนาคตและตัวของน.ส.ยิ่งลักษณ์เอง ด้วยว่า

จะสลัดหลุดจากเงาคนที่อยู่ดูไบได้ หรือไม่