WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 12, 2011

ทักษิณเปิดใจ การเฉลิมฉลอง 5 ธันวา เป็นนิมิตหมายขั้นแรกในการปรองดอง

ที่มา ประชาไท

ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์บางกอกโพสต์ มองการร่วมกันถวายพระพรร่วมกันจากคนทุกฝ่าย เป็นขั้นแรกในการปรองดองและสร้างความไว้วางใจในสังคม

11 ก.ค.54 เว็บไซต์หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ได้ตีพิมพ์คลิปการสัมภาษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ที่ประเทศบรูไน โดยทักษิณได้ให้สัมภาษณ์เรื่องการสร้างความปรองดอง และวิสัยทัศน์เกี่ยวกับนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ โดยอดีตนายกฯ ได้ย้ำถึง ความสำคัญของการเฉลิมฉลองวันที่ 5 ธันวาคม และการถวายพระพรแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะเป็นเป้าหมาย และเป็นขั้นตอนแรกที่จะนำไปสู่การสร้างความปรองดอง และความไว้วางใจในสังคม

“สิ่ง ที่มันเป็นความขัดแย้งมาห้าปี คงไม่สามารถแก้ไขได้ข้ามคืน แต่จุดเริ่มต้นมันต้องมี นั่นก็คือ รัฐบาลเองต้องเป็นผู้นำในการเรียกร้องการปรองดอง และสนับสนุนคณะกรรมการกลาง คอป. อย่างเต็มที่ แล้วรัฐบาลก็ต้องมีท่าทีของตัวเองที่ชัดเจนด้วยว่าจะต้องมีการปรองดอง ไม่ได้เกิดขัดแย้งใดๆ ไม่ใช่ว่า เอาคนที่ขัดแย้งกันไปปะทะกัน เรียกว่า ต้องขอร้องทุกฝ่าย ทุกองคาพยพ และที่สำคัญคือ ทุกฝ่ายต้องรู้จักให้อภัยกัน เป็นเรื่องที่สำคัญมาก แล้วก็หันหน้ากันมาร่วมกันทำให้ได้

โดยเฉพาะ อย่างยิ่งวันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันที่สำคัญ จึงอยากให้ทุกฝ่ายลดละทิฐิที่มีต่อกัน แล้วมาพร้อมใจกัน ร่วมใจกัน ทำยังไงที่คนทุกสี ทุกความคิด ซึ่งเป็นคนไทยด้วยกัน มาถวายพระพรร่วมกัน เป็นการถวายพระทัยให้พระเจ้าอยู่หัว คือเราบังเอิญว่าเรามีวันสำคัญ เราก็เอาวันสำคัญนี้เป็นเป้าหมาย เป็นขั้นตอนแรกที่จะทำให้เกิดความปรองดอง และก้าวต่อไป ปีหน้าคือ 80 พรรษา สมเด็จ (พระราชินี) เราก็ทำให้มันสมบูรณ์ขึ้นอีก การเริ่มต้นที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นที่ดี ให้กับสังคม ให้เกิดความไว้วางใจ” อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร กล่าว

นอกจากนี้ ทักษิณ ยังกล่าวด้วยว่า จากความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา เขาให้อภัยทุกคน และไม่คิดจะแก้แค้นใคร แต่จะทำงานร่วมกันได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และย้ำว่า จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของทางออก และย้ำส่งท้ายว่า ตนไม่จำเป็นต้องรีบกลับประเทศไทยแต่อย่างใด ถ้าหากว่าจะทำให้เกิดปัญหาและความขัดแย้ง

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Govt 'must get moving': Thaksin urges all-out effort on reconciliation

บริษัทศึกษาภัณฑ์ขอนแก่น นำร่องขึ้นค่าแรง 300 บาท

ที่มา ประชาไท

บริษัท แรกนำร่อง ขึ้นค่าแรง 300 บาท พนง.บริษัทศึกษาภัณฑ์มีเฮ เสี่ยสั่งลุยขึ้นค่าแรงทุกคนทุกตำแหน่งทั้ง แม่บ้าน, รปภ., คนงาน เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลใหม่ มั่นใจ นโยบายหาเสียง "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" ดัน ศก.โดยรวมดีขึ้น

ไทยรัฐออนไลน์รายงาน ว่าเมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 10 ก.ค นายประสม ประคุณสุขใจ ประธานกรรมการบริษัทศึกษาภัณฑ์ขอนแก่น จำกัด และบริษัทฯในเครือ แถลงข่าวขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้แก่พนักงานของบริษัท ศึกษาภัณฑ์ขอนแก่น จำกัด และบริษัทฯในเครือ รวม 8 แห่ง พนักงาน 300 คน โดยเปิดเผยว่า บริษัท ศึกษาภัณฑ์ขอนแก่น จำกัด และบริษัทฯในเครือได้เรียกประชุมกรรมการบริษัทฯเป็นการด่วนเมื่อวันที่ 4 ก.ค.หลังรู้ผลการเลือกตั้ง เพื่อพิจารณาสนับสนุน และสนองนโยบายรัฐบาลใหม่ในเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ที่ประชุมมีมติตัดสินใจขึ้นค่าแรงทุกตำแหน่งงาน เช่น แม่บ้าน รปภ.แบกหาม ที่ไม่ต้องมีความรู้ได้ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท และปรับค่าแรงให้แก่พนักงานเก่าทุกแผนกทุกคน ขึ้นจากฐานเงินเดือนเดิม เริ่มต้นปรับคนละไม่น้อยกว่า 2,000 บาทขึ้นไป ซึ่งบริษัทฯต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 10.0-12.0 ล้านบาทต่อเดือน

ประสม กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมบริษัทฯ ต่างมีเหตุผลตรงกันว่า ณ วันนี้สินค้ามีราคาสูงขึ้นมาก ค่าตอบแทนในปัจจุบันไม่น่าจะเพียงพอต่อผู้ใช้แรงงาน และยิ่งครอบครัวที่มีลูกแล้ว เงินที่ได้รับจะใช้ได้ไม่ถึง 20 วัน จะต้องหยิบยืมหรือกู้เงินนอกระบบ เป็นการสร้างปัญหาครอบครัวและปัญหาสังคม บริษัทฯ จึงขอช่วยลดปัญหาเหล่านั้น และบริษัทฯยังมีความเชื่อมั่น และมั่นใจเป็น อย่างยิ่งว่า รัฐบาลใหม่พรรคเพื่อไทยภายใต้นโยบายรณรงค์หาเสียงทักษิณคิด เพื่อไทยทำ จะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศดีขึ้นอย่างมาก พี่น้องประชาชนจะมีฐานะดี มีเงินจับจ่าย มีเงินเก็บ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างมากในเวลาอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

"ที่ แน่นอนที่สุดบริษัทฯ จะมียอดขายเพิ่มขึ้น และจะเป็นอื่นไปไม่ได้ที่ผลกระทบเหล่านั้นจะไม่ทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้นตาม ยอดขาย รัฐบาลใหม่ยังจะลดภาษีเงินได้ลงเหลือ 23%ในปี 2555 และลดภาษีเงินได้ลงเหลือเพียง 20% ในปี 2556 กำไรก็ได้เพิ่มมากขึ้น ภาษีเงินได้ก็จ่ายน้อยลง เพียงเท่านี้ก็มีความมั่นใจเสียยิ่งกว่ามั่นใจว่าต้องมีกำไรเพิ่มมากขึ้น มีเงินจ่ายเพิ่มให้พนักงานได้มีความสุข และทำให้มีขวัญกำลังใจเพิ่มขึ้น บริษัทศึกษาภัณฑ์ขอนแก่น จำกัด และบริษัทฯในเครือ จึงมีมติสนองนโยบายรัฐบาลใหม่ทันที โดยขึ้นป้ายทุกบริษัทฯในเครือประกาศให้รู้ทั่วกันว่า ศึกษาภัณฑ์ขอนแก่นและบริษัทฯในเครือสนองนโยบายรัฐบาลว่าที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จ่ายค่าแรงขั้นต่ำทุกตำแหน่งงาน 300 บาทต่อวันและมีผลทันทีในสิ้นเดือนก.ค.นี้เป็นต้นไป" ประสม กล่าว

ทั้งนี้จากการที่ผู้สื่อข่าวได้สอบถามกับพนักงานตามแผนกต่างๆ ล้วนแต่มีความพอใจและดีใจที่ทางบริษัทฯจะขึ้นค่าแรงให้ตามนโยบายของรัฐบาล

แดงเชียงใหม่ฉลองชัยชนะเลือกตั้งยิ่งใหญ่

ที่มา Thai E-News



บรยากาศฉลองชัยประชาชนเชียงใหม่ หลังการเลือกตั้ง กับกิจกรรมขบวนแห่เพื่อขอบคุณชาวเชียงใหม่ที่เลือกพรรคเพื่อไทยยกจังหวัด และกิจกรรมบนเวที กิน เล่น เต้นรำ พร้อมพบปะ ส.ส.สุนัย จุลพงศธร บริเวณสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม โดยมีพี่น้องคนเสื้อแดงร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

ที่มา เว็บบอร์ดInternet freedom





*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:พท.ชนะฟ้าถล่ม จุดพลุ-เปิดแชมเปญฉลองชัยทั่วไทยทั่วโลก

ถามคณะกรรมการสิทธิฯด้วยภาพ แม่น้องเกดพ้อหูหนวกตาบอดไม่ได้ยินเสียงร่ำไห้ญาติคนเจ็บคนตาย

ที่มา Thai E-News

น.พ.ชู ชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานกรณีเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นจากการชุมนุมของ นปช.ซึ่งมีข้อสรุปว่า รัฐบาลทำตามกฎหมายไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนผู้ชุมนุมไม่ได้ชุมนุมโดยสงบ แต่ถูกคณะกรรมการสิทธิฯสั่งให้ไปแก้ไขรายงาน


โดย หรี่ฟุน


สิทธิความเป็นมนุษย์และเป็นคนไทยคนหนึ่ง ขอถามคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่า

1. มีการจับกุมหรือพบอาวุธสงครามจากผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง หรือไม่..?

2. มีการจับกุมชายชุดดำตามที่กล่าวถึง หรือไม่..?

3. กระสุนจริงแสนกว่านัด กระสุนสไนเปอร์ 2 พันกว่านัด มันหายไปไหน..?
4. ถ้าเป็นลูกหลาน,ญาติพี่น้อง หรือเป็นโคตรพ่อโคตรแม่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะมีความรู้สึกอย่างไร..?? กับผู้เสียชีวิต 92 ท่าน

*********


แม่น้องเกดบุกกสม.-อัดบิดเบือน6ศพวัดปทุมฯ

ที่มา ข่าวสด


เวลา 11.00 น. วันที่ 11 ก.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นางพะเยาว์ อัคฮาด และ นายณัทพัช อัคฮาด แม่และน้องชาย น.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม วันที่ 19 พ.ค. 2553 เข้ายื่นหนังสือถึงนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรม กสม. ขอคำชี้แจงเกี่ยวกับรายงานการตรวจสอบกรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช. ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.-19 พ.ค. 2553 ในกรณีของ 6 ศพ ที่วัดปทุมฯ โดยมีเจ้าหน้าที่ของกสม. รับหนังสือแทน

นางพะเยาว์ กล่าวว่า ตนรับทราบรายงานผลการตรวจสอบของกสม. เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา จากหนังสือพิมพ์ ที่ระบุว่าการเสียชีวิตของบุคคลทั้ง 6 คน ที่บริเวณวัดปทุมฯ ไม่มีพยานยืนยันชัดเจนว่าใครเป็นผู้ยิง แต่กลับระบุว่ามีบางศพที่เสียชีวิตนอกบริเวณวัด และลากศพมารวมกันในวัด ไม่ทราบว่า กสม. ทำหน้าที่ดูแลเรื่องสิทธิมนุษยช นหรือเป็นพนักงานสอบสวนกันแน่ ทราบถึงขนาดว่าศพไหนถูกยิงเสียชีวิตนอกวัด หากกสม. มีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ขอให้ระบุเลยว่าศพไหนเสียชีวิตบริเวณไหน อย่างไร

นางพะเยาว์ กล่าวว่า ไม่เคยคาดหวังกับการทำงานของกสม. ขนาดมีคนตายกลางกทม. แท้ๆ ก็ไม่เคยเรียกร้องสิทธิให้คนตาย ไม่เคยนำเสนอว่ามีความเป็นห่วงประชาชนอย่างแท้จริง ที่ผ่านมา ตนไม่เคยมาเรียกร้อง กสม. เพราะจะรอดูผลการตรวจสอบ 1 ปีที่ผ่านมา แทนที่ กสม.จะชี้แจงหรือให้การช่วยเหลือประชาชนที่ถูกฆ่าตาย กลับออกมาให้ข้อมูลไปอีกด้านหนึ่ง ไม่มีความเป็นกลาง ฮิวแมนไรท์ วอชท์ ยังเคยออกมาประณามการทำหน้าที่ของกสม. ไทย ให้ลาออกจากการเป็นสมาชิกสิทธิมนุษยชนสากล เนื่องจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา กสม. ไม่เคยปกป้องคนตาย 91 ศพ และช่วยเหลือคนเจ็บกว่าพันคน

“ไม่ เรียกร้องสิทธิ์ให้คนเหล่านี้แต่กลับออกมาอุ้ม เห็นดีด้วยกับรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ที่ระบุว่ารัฐบาลไม่ได้ละเมิดสิทธิประชาชน จึงมีคำถามว่ากรรมการสิทธิฯ อุ้มใครกันแน่ มัวแต่หูหนวก ตาบอด ไม่ได้ยินเสียงร้องไห้ของคนญาติของผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต อย่าให้ถึงขนาดล่ารายชื่อเพื่อถอดถอนกรรมการสิทธิฯ เลย หากจะพูดอะไรต้องคิดไตร่ตรองให้ดี เพราะเป็นผู้ใหญ่แล้ว เมื่อกรรมการสิทธิฯไม่มีความเป็นกลางก็ควรพิจารณาการทำหน้าที่ของตนเอง” นางพะเยาว์ กล่าว

นายณัทพัช กล่าวว่า คนอยู่ในวัดปทุมฯ กว่า 1,000 คน หลายคนออกมายืนยันว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ศพ เสียชีวิตมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หาก กสม. ไม่ทราบว่าเป็นคนไหนที่ยิงก็ให้ถามตน จะบอกให้ทราบว่าเป็นใคร มีกี่คน ได้รับคำสั่งจากใคร อยู่สังกัดไหน แต่ละคนทำอะไรบ้าง ที่ระบุไม่มีพยานยืนยันหากต้องการพยาน ตนก็จะหามาให้ เมื่อยื่นหนังสือแล้วก็จะขอรอความคืบหน้าในเรื่องนี้ก่อนหากไม่มี จะแถลงข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่ง ตนคาดหวังตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้แล้วว่าจะค้นหาความจริงในเรื่องดังกล่าว ก็จะรอดูรัฐบาลชุดต่อไปว่าจะใส่ใจและดูแลคดีของผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือไม่ หากไม่มีปฏิกิริยา ตนก็จะออกมาเคลื่อนไหวต่อไป

ด้านนางอมรา ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า รายงานดังกล่าว กสม.ยังไม่ได้ออกเผยแพร่อย่างเป็นทางการ เพราะต้องมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางประการอยู่ ส่วนกรณีนางพะเยาว์ มายื่นหนังสือร้องเรียน ตนก็จะเร่งตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวต่อไป

**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-กรรมการสิทธิด้วยกันใจไม่ด้านพอ เบรกรายงานฉบับหมอชูชัย92ศพผิด-ฆาตกรถูก ไล่กลับไปเขียนใหม่

-จรัล ดิษฐาอภิชัย วิพากษ์รายงานอัปยศกรณีพฤษภาเลือดของกก.สิทธิฯ:ขัดหลักสากล-ไม่เป็นกลาง

ศาลนัดสืบโจทก์คดีก่อการร้าย1มิ.ย.ปีหน้า เสื้อแดงพรึบให้กำลังใจ"ตู่"

ที่มา ข่าวสด



เมื่อ เวลา 09.30 น. วันที่ 11 ก.ค. ที่ห้องพิจารณา 704 ศาลอาญา ถ.รัชดาฯ ศาลนัดตรวจหลักฐานคดีดำ อ.2542/2533 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานกลุ่ม นปช. กับพวกที่เป็นแกนนำและแนวร่วม รวม 19 คน เป็นจำเลย นความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย, ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่ง หมายแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่ เลิก และฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการฉุกเฉิน พ.ศ.2548 จากกรณีระหว่างวันที่ 28 ก.พ.- 20 พ.ค. 2553 ต่อเนื่องกัน พวกจำเลยยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ต่อต้านรัฐบาลและบังคับขู่เข็ญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้ยุบสภา

อัยการโจทก์แถลงต่อศาลขอนำพยานเข้าสืบ 369 ปาก แต่ศาลเห็นว่า พยานบางปากซ้ำซ้อนกันจึงให้อัยการไปจัดกลุ่มพยานและตัดให้เหลือ 120-150 ปาก ใช้เวลาสืบพยาน 60 นัด ขณะที่ทนายจำเลย แถลงต่อศาลว่า จำเลยบางส่วนได้รับเลือกเป็น ส.ส.หาก มีสมัยประชุมสภา จะไม่สามารถเข้าร่วมการพิจารณาคดีได้ ศาลจึงมีคำสั่งให้สืบพยานโจทก์ก่อน ในช่วงที่ปิดสมัยประชุมสภา โดยนัดสืบพยานโจทก์ปากแรกวันที่ 1 มิ.ย.2555 เวลา 09.00 น. และนัดพร้อมคู่ความทั้งสองฝ่ายอีกครั้งก่อนสืบพยานโจทก์ วันที่ 23 เม.ย. 2555 เวลา 09.00 น.

ทนายจำเลยแถลงต่อศาล ขอรวมคดีก่อการร้ายจำเลยอื่นๆ ซึ่งเป็นแนวร่วม นปช.เข้ารวมในสำนวนคดีนี้ด้วย ศาลพิเคราะห์แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้รวมคดีก่อการร้ายทั้งหมดเป็นคดีเดียวกัน รวมแล้วจะมีจำเลยคดีก่อการร้ายทั้งหมดรวม 23 คน นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของร้านค้าและกิจการย่านราชประสงค์ทั้งบุคคล ธรรมดาและนิติบุคคล ยื่นคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้จำนวนหนึ่งด้วย โดยศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้เป็นโจทก์ร่วม

วันนี้ ศาลได้เบิกตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. และนายนิสิต สินธุไพร แกนนำนปช. จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มาร่วมพิจารณาด้วยโดยมีบรรดาคนเสื้อแดงกว่าร้อยคนเดินทางมาให้กำลังใจ

งานแรกของเพื่อไทยควรคืนรายการ "ความจริงวันนี้" ให้คุณวีระกานต์ ไปทำ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

ใคร อาจโกรธคุณวีระอย่างไรก็ตาม แต่เท่าที่ติดตามดู ผมคิดว่าคุณวีระกานต์เขามีจุดยืนที่มั่นคงของเขาและมีความเป็นผู้ใหญ่มากพอ สมควร เขาไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ในวันนั้น ซึ่งก็เป็นสิทธิที่เขาจะเห็นแตกต่าง (ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าอำมาตย์จะสั่งยิง นอกจากคาดการเอาตามประสบการณ์ พูดไปก็คงไม่มีใครเชื่อ) คือเรื่องนี้ไม่ต้องพูดกัน

ผมว่าคุณวีระกานต์ยังมีประโยชน์กับรัฐบาล หรือแม้แต่คนเสื้อแดง และมีประโยชน์ต่อฝ่ายประชาธิปไตยอย่างแน่นอน งานที่คุณวีระถนัดคือ การจัดรายการทีวี เพื่อตอบโต้กับสื่อสายอำมาตย์

เราต้องยอมรับว่า เสื้อแดงทั้งหมดเกิดขึ้นมา รายการความจริงวันนี้มีส่วนอย่างสำคัญยิ่ง

ผม ว่าคุณวีระกานต์สามารถช่วยด้านสื่อได้ และควรคืนรายการ "ความจริงวันนี้" ผ่าน NBT ให้คุณวีระเขาจัดรายการต่อไป อาจหาคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลเสริมทีม หากคุณจตุพรไม่ได้ทำงานฝ่ายบริหาร ก็ควรเข้ารับงานนี้

รายการความจริงวันนี้ จะเป็น "ป้อมปราการ" ทางด้านสื่อที่สำคัญของเสื้อแดง

เรา ไม่จำเป็นต้องยุบรายการของเจิมศักดิ์ ปล่อยให้เขามีเสรีภาพในการพูด และแสดงความเห็น อย่าไปปิดกั้น (เหมือนที่พวกเราเคยโดนมา) สุดท้ายประชาชนสามารถตัดสินได้เอง

อย่าแตะหรือปิด ASTV แต่อาจสร้างทีวีของเสื้อแดงขึ้นมาอีกสักช่อง คือ เปิดเสรีภาพของสื่อให้เต็มที่

เราโดนปิดกั้นมาแล้ว ไม่ควรปิดกั้นคนอื่นเช่นกัน

ความจริงเท่านั้นที่จะยืนยง เราไม่มีอะไรต้องปิดกั้น ให้ประชาชนเขาฟังได้ทุกด้าน
หากทำแบบนี้ผมคิดว่าจะเป็นการเปิดมิติใหม่ของระบบสื่อของไทย

ให้เสรีภาพกันเต็มที่ไปเลย

Re:

เกือบ 4 ปี ที่ร่วมงานเว็บไซต์กับเพื่อนๆ ไทยฟรีนิวส์ สิ่งที่ผมถือว่าเป็นอาชญากรรมร้ายแรงจากประสบการณ์คือ "การปิดเว็บไซต์" ผมเลยเข้าใจดีถึงการปิดหนังสือพิมพ์ มันเหมือนกับตัดช่องทางการสื่อสาร ตัดเสรีภาพในการแสดงความเห็น และรู้สึกถึงความ "อยุติธรรม"อย่างเต็มที่

แต่ จากสี่ปีที่ผ่านมาก็เป็นประสบการณ์อีกเช่นกันว่า นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป "การครอบงำมวลชนผ่านสื่อ" นั้นไม่อาจทำได้อีกแล้ว สื่ออาจครอบงำคนบางกลุ่มได้ แต่ไม่สามารถครอบงำสังคมทั้งสังคมได้ ดังนั้น การคิดจะโปรประกันดาด้วยสื่ออย่างเดียว โดยยังเป็นเผด็จการอยู่ ไม่สามารถที่จะครอบงำความคิดของคนทั้งหมดได้อีกต่อไป

คนเสื้อแดงและ คนไทยควรตระหนักว่า "เสรีภาพในการแสดงความเห็น" นั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และเราต้องไม่ปิดกั้นคนอื่นเช่นกันไม่อย่างนั้นเราก็ไม่ต่างจากพวกเขา เพียงแต่กลับด้านกันเท่านั้น

รัฐบาลที่ดีไม่มีอะไรที่ีต้องปิดบังมวลชน นอกจากทำสิ่งไม่ดีเท่านั้น ดังนั้นรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ควรเปิดเสรีภาพของสื่อให้เต็มที่

ต่อไปเนื้อหาของสาร ที่สื่อผลิตออกมาเท่านั้นที่สำคัญกว่า "ช่องทางของสื่อ"

เพื่อไทยควรทำประชาสัมพันธ์ นโยบายต่างๆ ในเชิงรุก

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย khonthai52

ทุกโครงการ โดยปกติ จะมีผู้ได้และเสียประโยชน์

ยิ่งเป็นนโยบายที่การเมือง เข้ามากำหนดด้วยแล้ว
ฝ่าย ตรงข้ามย่อมไม่ปราถนา (อาจจะเป็นเฉพาะประเทศไทย) ไม่อยากให้ทำได้สำเร็จ ย่อมจะหาช่องทางทำลายหรือขัดขวาง โดยวิถีหนึ่งก็คือการสร้างกระแส ความเข้าใจผิดให้สังคม
อย่างเช่นสมัย ทรท หลายโครงการเป็นโครงการที่ดี แต่ถูกตี จนเป็นภาพของประชานิยม

ดังนั้น โครงการเหล่านี้ จะเดินได้สะดวกขึ้น เมื่อสังคมมีความเข้าใจเป้าหมาย
และแผนดำเนินการของนโยบายนั้นๆอย่างถูกต้อง

แรงด้านจะได้น้อยลง ความร่วมมือจะมากขึ้น

ผมจึงอยากเสนอให้พรรค เมื่อมีข้อมูลพอ รีบทำโครงการประชาสัมพันธ์ แบบบูรณาการ
ให้ประชาชนเข้าใจเสียแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่รอให้ทำโครงการก่อน แล้วมีแรงต้านจึงมาแก้ปัญหาภายหลัง
เพราะประเด็นที่จะต่อต้าน มันก็พอมองออก ตั้งแต่ตอนนี้แล้ว

หลายๆโครงการ เริ่มมีการวิพากษ์ ทั้งที่เจตนา และไม่เจตนา(เพราะไม่รู็จริงๆ) เพื่อให้เสียหาย
คนที่เข้าไปช่วยชี้แจง ส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริงพอ ก็ช่วยชี้แจงได้ไม่ชัดเจนนัก

โดยประเด็นที่ประชาสัมพันธ์ นั้นควรมีสาระต่อไปนี้คือ
1. สาระหลักของการทำโครงการหรือนโยบาย ว่าทำเพื่อการแก้ปัญหาอะไร หรือต้องการพัฒนาอะไร ให้ชัดเจน อย่างเช่น
กรณี ทำเขื่อน สาระหลักคือป้องกันน้ำท่วม แต่ คนมักวิจารณ์เฉพาะเรื่องการถมที่สร้างเมืองเป็นการเปลืองงบและกระทบ
สิ่งแวดล้อม จนบางคน ตั้งคำถามว่าไปถมทำไม ที่ว่างมีอีกเยอะ ซึ่งการวิพากษ์ในขั้นนี้มันควรอยู่ที่ว่า การสร้าง
ช่วย ป้องกันนำ้ท่วมได้หรือไม่มากกว่า
หรือ เรื่องการขึ้นค่าแรง ที่เน้นวิจารณ์ ว่าเจ้าของจะเจ๊ง จนลืมไปว่า สาระหลักคือ ต้องการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของ
แรงงาน ประเด็นจึงควรอยู่ที่ ควรยกระดับหรือไม่ ถ้าควร 300 เพียงพอ หรือมากไป น้อยไป
หรือ การแจก tablet ทำเพื่ออะไร ในจุดประสงค์หลัก และวิสัยทรรศน์ในอนาคตเกี่ยวกัยการศึกษาจะเป็นอย่างไร แต่การ
วิพากษ์ปัจจุบันเน้นไปที่ความสิ้นเปลือง และไม่มีประโยชน์

2. การ finance ทำอย่างไร
เช่น รถไฟฟ้า 20 บาท วิจารณ์ว่า เป็นการใช้เงินภาษีอุดหนุน ทั้งที่ผมเข้าใจว่า กำไร หลักจะมาจาก อสังหาที่อยู่รอบ
สถานี เป็นต้น
หรือ การสร้างเขื่อน การถมที่ไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่เป็นการ หาเงิน มา finance โครงการ

3. เมื่อทำโครงการ พรรคได้เตรียมการแก้ไขผลกระทบอย่างไร เอกชนต้องมีบทบาทอย่างไร ผู้ได้ประโยชน์ มี
บทบาทอย่างไร คือทุกภาคส่วนควรมีบทบาทอย่างไรต่อปัญหา

4.อะไรคือผลประโยชน์พลอยได้ นอกเหนือจาก ปัญหาหลักที่จะแก้ ในการดำเนินนโยบายนั้นๆ เช่น
กรณี สร้างเขื่อนถมที่ นอกจากเพื่อป้องกันน้ำท่วม ยังสามารถ สร้างงาน แหล่งท่องเที่ยวใหม่ เขตเศรษฐกิจใหม่ การ
ลงทุนใหม่ เป็นต้น


ผลพลอยได้ในบางโครงการ ยิ่งใหญ่ไม่แพ้จุดประสงค์หลัก เสียอีก อย่างเช่น
กรณ๊ การแจก tablet ผลกระทบที่ตามมาในทางบวก นอกจากตัวเด็ก คือ ลดการใช้กระดาษ มาตราการสอนสูงขึ้นและ
เท่าเทียมขึ้น วงการ อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และซอพ์แวร์จะเป็นอย่างไร สร้างงานบริการเช่นการซ่อม หรืออื่นๆ
เป็นอย่างไร และอีกมากมาย

หรือ โครงการ กองทุนหมู่บ้าน หรือ แม้แต่โครงการ SML ที่ผมแทบไม่เคยได้ยิน หรือใครพูดถึงในมุมผลพลอยได้เท่า
ไหร่ แม้แต่คนของเพื่อไทยเอง ก็ไม่พูด
สิ่งที่ น่าจะเป็นประโยชน์ในการชี้แจงให้ประชาชนในสังคมทราบ ของ 2 โครงการนี้ เพื่อลดแรงต้าน หรือ
ประนามว่าเป็นการประชานิยมเฉยๆ คือ 2 โครงการนี้ ไม่ได้แค่ให้โอกาสในการทำมาหากิน แต่ 2 โครงการนี้
คือ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง เป็นโครงการที่จะทำให้ประชาชนเรียนรู้ การบริหารจัดการ มีอำนาจ
ตัดสินใจ ทำให้ชุมชนเข็มแข็ง

เมื่อ ประชาชนมีความเข้าใจ ว่านโยบายเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ อย่างไรแล้ว ประชาชนจะได้แยกออกระหว่างภาพประชานิยม นั้นแตกต่างอย่างไรกับ นโยบายที่แก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ ความร่วมมือจากสังคมก็น่าจะดีขึ้นไปด้วย

Monday, July 11, 2011

เครือข่ายนักกิจกรรมยินดีปูพิชิตชัยอำนาจนอกระบบ เร่งให้ประกันตัวนักโทษการเมือง-แก้วิกฤตยุติธรรม

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 กรกฎาคม 2554

วันนี้ (11 กรกฎาคม ) ที่พรรคเพื่อไทย เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย หรือ คกป.ได้เดินทางมายื่นจดหมายเปิดผนึกถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี โดยมีนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนในการรับจดหมาย

ซึ่งเนื้อความในจดหมายได้ระบุว่า จากการที่พรรคเพื่อไทยได้รับความเห็นชอบจากประชาชนจากการเลือกตั้ง ให้มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล พวกตนจึงขอแสดงความยินดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ให้ความสำคัญต่อกระบวนการประชาธิปไตย ไม่แสวงหาอำนาจรัฐพิเศษนอกระบบใดๆ ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือการต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งการรัฐประหารครั้งนั้นนำมาซึ่งความสูญเสียในหลายๆ ด้าน และเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง

โดยจดหมายเปิดผนึกมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
...
จดหมายเปิดผนึกถึง ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงค​นแรกของประเทศไทย คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฝ่าวิกฤติความยุติธรรม

บัด นี้ เป็นที่แน่นอนแล้วว่า พรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของคุณยิ่งลักษณ​์ ชินวัตร ได้รับความเห็นชอบจากประชาช​นส่วนใหญ่ของประเทศผ่านการเ​ลือกตั้ง ให้มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล ตามกระบวนการของประเทศที่ปก​ครองโดยระบอบประชาธิปไตย ที่ผู้ใช้อำนาจรัฐจะต้องมีท​ี่มาจากอำนาจของประชาชน

เรา ในฐานะประชาชนผู้สนับสนุนกา​รปกครองระบอบประชาธิปไตย ขอแสดงความยินดีกับพรรคเพื่​อไทยและคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ให้ความสำคัญกับกระบวนกา​รประชาธิปไตย ไม่ข้ามขั้นตอน ไม่แสวงหาอำนาจรัฐโดยคิดพึ่​งพาอำนาจพิเศษนอกระบบใดๆ

ชัยชนะของพรรค เพื่อไทยมีควา​มหมายในเชิงสัญลักษณ์ที่สำค​ัญอย่างยิ่ง นั่นคือ การต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ประชาชนไทยได้ตัดสินแล้วว่า​ จะไม่ยอมรับการแทรกแซงของกำ​ลังอำนาจนอกระบบการเลือกตั้​ง พรรคการเมืองที่อาศัยพลังอำ​นาจพิเศษได้ถูกประชาชนปฏิเส​ธและต้องตกจากเวที อำนาจไปใน​ที่สุด

อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่เกิดจากการรั​ฐประหาร 19 กันยายน 2549 ยังหาได้รับการเยียวยาไม่ ประเทศไทยสูญเสียระบบนิติรั​ฐ กระบวนการยุติธรรมถูกนำมารั​บใช้การเมือง ประชาชนจำนวนมากบาดเจ็บ สูญเสียชีวิต หลายร้อยคนถูกจับกุมคุมขังโ​ดยไร้ซึ่งสิทธิพื้นฐานของพล​เมือง การปะทะทั้งทางความคิดและทา​งกายภาพของผู้เห็นต่างทางกา​รเมือง เป็นปัญหาหลักที่รัฐบาลใหม่​จะต้องวางแผนแก้ไขอย่างรอบด​้านและยั่งยืน

ใน ระยะยาว รัฐบาลจะต้องฟื้นฟูกระบวนกา​รยุติธรรมของประเทศให้กลับม​ามีฐานะเป็นกลางได้ รับความเ​ชื่อถือดังเดิม ด้วยการดึงกระบวนการยุติธรร​มให้ปลอดจากการเมือง

เฉพาะ หน้า กรณีของผู้บาดเจ็บและเสียชี​วิตจากการปราบปรามทางการเมื​อง รัฐบาลจะต้องเร่งการสอบสวนห​าตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ เยียวยาฟื้นฟูชีวิตจิตใจครอ​บครัวของผู้ได้รับผลกระทบ ให้สามารถมีชีวิตต่อไปได้ตา​มปกติ

กรณีของนักโทษการเมือง ซึ่งหมายถึงทั้งผู้ต้องหาคด​ีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม​ทางการเมือง และคดีที่เกี่ยวข้องกับการแ​สดงออกซึ่งความคิดเห็นทางกา​รเมือง รัฐบาลจะต้องผลักดันให้เกิด​ความยุติธรรมต่อผู้ต้องหาทั​้งหมดตามหลักนิติ รัฐ

ในเบื้องต้นรัฐบาลควรสนับสน​ุนให้มีการประกันตัวตามหลัก​สิทธิ มนุษยชนพื้น ฐาน เปิดโอกาสให้มีการต่อสู้คดี​ตามกระบวนการยุติธรมต่อไป ปัญหาหลักของประเทศคือวิกฤต​ิความยุติธรรม ต้องใช้อำนาจรัฐที่ได้มาเพื​่อแก้ปัญหานี้โดยเร่งด่วน

ประชาชนจงเจริญ

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ทนายเสื้อแดงจี้ปล่อยนักโทษการเมือง-112 เอาผิดฆาตกร-ค้านนิรโทษ เยียวยาเหยื่อ-เลิกกม.หมิ่น

หมายจับกับความจริงกรณีศอฉ.สั่งจับดร.วรพล

ที่มา Thai E-News

หลัง จากถูกรัฐบาลนายอภิสิทธิ์และ ศอฉ. สั่งจับและควบคุมตัวไว้เป็นเวลา 7 วันที่ ตชด. คลองห้า ปทุมธานี เมื่อเดือนมิถุนายน 2553 ศาลได้มีคำสั่งให้ปล่อยตัว ดร. วรพล โดยไม่มีการตั้งข้อหาดำเนินคดีละเมิด พรก.ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงดังกล่าวแต่ประการใด

โดย ดร.วรพล พรหมิกบุตร

ตาม ที่ ศอฉ. อาศัยคำสั่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกหมายจับรองศาสตราจารย์ ดร. วรพล พรหมิกบุตร ว่าละเมิด พรก.ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เมื่อเดือนเมษายน 2553

ต่อมา ดร.วรพลเข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามฯ เมื่อเดือนมิถุนายน 2553 เพื่อชี้แจงและต่อสู้คดีแต่ถูกส่งตัวไปกักบริเวณไว้ที่ ตชด. คลองห้า ปทุมธานี

การดำเนินการของ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์และ ศอฉ. ทำให้ ดร. วรพล ได้รับความเสียหายร้ายแรง เช่นเดียวกับประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยอีกเป็นจำนวนมากที่ถูกกระทำโดย อำนาจรัฐคล้ายคลึงกันนั้น

ทั้งนี้ยังมีการประโคมข่าวแต่งเติม ข้อมูลและความเห็นไปในทางใส่ร้ายป้ายสี ดร. วรพล และประชาชนอีกเป็นจำนวนมากในเหตุการณ์เดียวกัน โดยสำนักสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งบุคคลทั่วไปรวมทั้งบุคคลากรและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาตร์เข้าอ่านได้ อย่างแพร่หลาย จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ดูถูกดูแคลน

เช่น สื่อบางสำนักใช้ข้อความทำนองว่า “นายวรพล คุณเป็นอาจารย์จริงหรือ” หรือ “อาจารย์วรพลถูกจับ นักศึกษารุ่นน้องในธรรมศาสตร์ ยอมรับได้หรือ” เป็นต้น

หลังจากถูกรัฐบาลนายอภิสิทธิ์และ ศอฉ. สั่งจับและควบคุมตัวไว้เป็นเวลา 7 วันที่ ตชด. คลองห้า ปทุมธานี เมื่อเดือนมิถุนายน 2553 ศาลได้มีคำสั่งให้ปล่อยตัว ดร. วรพล โดยไม่มีการตั้งข้อหาดำเนินคดีละเมิด พรก.ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงดังกล่าวแต่ประการใด

แต่ความเสียหายที่ ดร.วรพล ถูกกระทำจากการใช้อำนาจของ ศอฉ. และรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ข้างต้น รวมทั้งความเสียหายจากการถูกใส่ร้ายป้ายสีโดยสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งยังไม่เคย ได้รับตวามเยียวยาแม้แต่คำขอโทษ

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและพิจารณาต่อไป

นายวรพล พรหมิกบุตร
(ประชาชน)

*******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:อ.ธรรมศาสตร์เข้ามอบตัวตามพรก.ฉุกเฉิน

อาจารย์เสื้อแดงโต้fakebookหมอตุลย์

ที่มา Thai E-News





หมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ขณะขึ้นปลุกระดมบนเวทีพันธมิตร ตอนยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2551

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์เอกพิชัย สอนศรี


ผม อ่านข้อเขียนของหมอตุลย์ เลยอยากตอบในฐานะคนเสื้อแดง ผมได้โพสต์ในเฟสบุ๊ค แต่มันไม่สามารถส่งทางข้อความหาหมอตุลย์ไม่ได้(ไม่อยากแอดเพื่อนกับหมอ) ข้อความมันฟ้องว่ายาวเกินไป จึงส่งมาเพื่อพิจารณา

ตอบข้อเขียนคุณหมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์

ผมชื่อเอกพิชัย สอนศรี ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ เป็นข้าราชการพลเรือนในอุดมศึกษา

ขออนุญาตแนะนำตน อาจตอบข้อเขียนของคุณหมอ ในฐานะคนเสื้อแดงคนหนึ่ง เท่าที่ผมได้สัมผัสและพอเข้าใจพวกเขาแม้ไม่ทั้งหมด

ประการสำคัญ ผมเกิดและโตในชนบท พ่อ-แม่และบรรพชนผมเป็นชาวนา จึงอยากจะขอโอกาสนี้พูดแทนคนไม่มีเสียงคนอื่นๆ

ข้อ เขียนนี้ ในฐานะคนเสื้อแดงคนหนึ่ง เพื่อตอบข้อเขียน ข้อคิดเห็นของคุณหมอที่มีต่อคนเสื้อแดง ผมคนเสื้อแดงที่มีไม่ได้สังกัดแดงกลุ่มใด เพราะคนเสื้อแดงมีหลายกลุ่ม ขออธิบายเสริมโดยสังเขปดังนี้

พลันที่พันธมิตรฯชุมนุม ขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร กระทั่งเกิดการยึดอำนาจเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ในจำนวนคนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำรัฐประหารมีด้วยกันหลายกลุ่ม หลายองค์กร เช่น กลุ่มคนที่ชื่นชอบนายกฯทักษิณ (เรารักทักษิณ) สมาชิกพรรคไทยรักไทย กลุ่มคนที่ต่อต้านการรัฐประหาร และอื่นๆ โดยตัวแทนหรือคนที่มีอำนาจนำของกลุ่ม ได้ตกลงใจกันใส่เสื้อแดงเพื่อต่อต้านรัฐประหาร เมื่อมีคนกล้าประกาศว่า “ไม่กลัวเผด็จการ” “ไม่เอาเผด็จการ” การป่าวประกาศนั้นดังไปถึงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ ผมขอเรียกว่า “คนไม่มีเสียง”ในสังคม (มิใช่เพราะเขาเป็นใบ้ แต่เพราะเขาพูดแล้วคนในสังคมไม่เคยฟัง หรือฟังก็ไม่เคยได้ยิน เพียงเพราะพวกเขามีฐานะทางเศรษฐกิจ ทางสังคมต่ำกว่า) จึงพร้อมที่ร่วมทางในการต่อสู้ด้วยเท่านั้นเอง

หมอตุลย์ เขียน-ผมรู้ดีว่าพวกคุณ คนเสื้อแดง กำลังลิงโลดอิ่มใจกับผลการเลือกตั้ง ที่คนที่คุณรักพรรคที่คุณชอบได้รับการเลือกอย่างถล่มทลายเกินกว่าครึ่งของ สภา โดยได้รับเสียงส่วนใหญ่จากภาคเหนือตอนบน และภาคอีสาน จนกำลังจะได้จัดตั้งรัฐบาลในเวลาอันใกล้นี้

- นั่นคือสิ่งที่คุณหมอกับผมเห็นตรงกันว่า “เสียงส่วนใหญ่(มากกว่าครึ่งหนึ่ง) ลงมติแล้วว่าประชาชนต้องการพรรคการเมืองใดเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ราวสองปีครึ่ง นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ได้บริหารประเทศจนเกิดวิกฤติน้ำมันปาล์ม การทุจริตที่มากกว่าทุกรัฐบาล(คอรัปชั่นแม้กระทั่งชุมชนพอเพียง) มีการกู้เงินมากกว่าทุกรัฐบาล พลันที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลนั่นคือรัฐบาลของเสียง (ที่ประชาชนส่วนใหญ่)ไม่ได้เลือกเพื่อบริหารประเทศ

ประชาธิปัตย์ได้ เป็นรัฐบาลผลพวงจากคณะรัฐประหาร ซึ่งเขียนกฎหมายเอง ตั้งคณะกรรมการ(หลายคณะ)เอง ยุบพรรคการเมืองซึ่งเป็นปฏิปักษ์ ตัดสิทธิ์คณะกรรมการบริหารพรรค ตามบันได ๔ ขั้น

หมอตุลย์เขียน-ในขณะเดียวกัน พวกคุณก็ยังคงความเกลียดชังรัฐบาลเดิม และทหาร

- คนเสื้อแดงไม่ได้เกลียดประชาธิปัตย์ (ความเกลียดชังเกิดขึ้นหลังจากวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓) เขาเลือกพลังประชาชน เขาต้องให้รัฐบาลที่เขาเลือกได้บริหารประเทศด้วยเสียงข้างมาก แต่พธม.ก็ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมจนไม่อาจให้รัฐบาลสมัคร(รวมถึงรัฐบาลสมชาย) บริหารประเทศได้อย่างราบรื่น ก็โดยการขนคนของประชาธิปัตย์มิใช่หรือ (คุณหมอเป็นแกนนำเสื้อหลากสี ที่เปลี่ยนสีเสื้อมาจากเสื้อเหลืองพธม.มาก่อนน่าจะมีข้อมูลมากกว่าผมกระมัง หรือสอบถามคุณสนธิ ลิ้มทองกุลก็จะทราบ) พธม.เสื้อเหลืองต่างหากที่เกลียดชังรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย

คน เสื้อแดงรังเกียจรัฐบาลสุรยุทธ์ ที่ได้มาจากการกระทำรัฐประหาร เพียงเพื่อหยิบยื่นอำนาจนั้นให้กับพรรคประชาธิปัตย์ (บันไดสี่ขั้นคมช.)

หมอ ตุลย์เขียน-ด้วยความเชื่อในชุดข้อมูลที่ตอกย้ำว่า รัฐบาลและทหารได้ล้อมปราบล้อมยิงพวกของคุณอย่างโหดร้ายทารุณดุจฆาตกร ที่ต้องจับลากคอมาลงโทษให้ได้

- จะล้อมยิง หรือซุ่มยิงก็เกิดการตาย ๙๑ ศพ (ศพที่ ๙๒ ในต่างจังหวัด) ในจำนวนนั้นมี ๖ ศพในวัดปทุมฯ เป็นเขตอภัยทาน หากไม่มีการฆ่าย่อมไม่มีการตาย ถามว่าคนเหล่านั้นต้องการมาตายหรือ ต่อให้ผู้เสียชีวิตต้องตายตามข้อกล่าวหาล้มเจ้าก็ดี ก่อการร้ายก่อการร้ายก็ดี กระทั่งเผาบ้านเผาเมืองก็ดี ทำไมไม่ให้เขาเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อสู้คดี หากคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าโทษประหารชีวิต พวกเขาเหล่านั้นก็ตายตาหลับเพราะว่าได้ต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมแล้ว

- แน่นอนปฏิเสธไม่ได้ว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตมีเจ้าหน้าที่ทหารรวมอยู่ด้วย (พ.อ.ร่มเกล้า-ยศขณะนั้น) เจ้าหน้าที่ทหารเข้าขอคืนพื้นที่ วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ตั้งแต่ ๑๓.๐๐ น. พร้อมอาวุธประจำกาย (อาวุธสงคราม) ซึ่งการขอคืนพื้นที่จนกระทั่งมืดค่ำแล้ว ยังไม่สำเร็จ (เอาคืนพื้นที่ไม่ได้)ท้ายที่สุดนายทหารท่านนั้นเสียชีวิต เป็นความสูญเสียที่นำความเศร้าสลดใจแก่คนไทยทุกคน ในกรณีนี้ ผมมองว่าเหตุการณ์เดียวกัน สถานที่เกิดเหตุเดียวกัน พล.อ.ร่วมเกล้าได้รับบำเหน็จความดี ความชอบ ขณะเดียวกันที่ประชาชนผู้เสียชีวิตในวันเดียวกันถูกตราหน้าว่า “ฆ่ากันเอง” “ฝีมือคนชุดดำ” หากเป็นคนชุดดำยิงประชาชน ทำไมรัฐบาลปกป้องประชาชน และเยียวยาแก่ญาติผู้เสียชีวิตหลังเหตุการณ์อย่างทันท่วงที เนื่องจากเป็นเหตุการณ์เดียวกัน สถานที่เกิดเหตุเดียวกัน

หมอ ตุลย์เขียน-ในขณะที่แกนนำของพวกคุณที่มาชัดชวนให้มาร่วมการ ชุมนุม ไม่มีใครบาดเจ็บล้มตายแม้แต่คนเดียว แปลกมากใช่ไหม หากรัฐบาลและทหารเขาจะปราบ กวาดยิงพวกแกนนำไม่ดีกว่าหรือ

- เป็นคำถามที่ผมก็สงสัยว่า นั่นน่ะสิ แล้ว“ยิงประชาชนทำไม” “ฆ่าประชาชนทำไม”

- รายชื่อผู้เสียชีวิตเหล่านั้น ไม่มีสักรายเดียวที่มีชื่อใน “ผังล้มเจ้าของ ศอฉ.”

หมอ ตุลย์เขียน-ยิ่งคนทีเป็นคนสั่งการให้มีการชุมนุมด้วยความ รุนแรงบอกว่ามีเสียงปืนแตกนัดแรก จะมานำมวลชน แต่ก็ไม่เคยกลับมา แต่ให้ลูกเมียบินหนีไปต่างประเทศ

- มีความซับซ้อนของสถานการณ์ ต้องถามคนสั่งการเองให้มีการชุมนุมมีหรือไม่ กรุณาอย่าคาดคั้นเอาคำตอบจากผู้ชุมนุม

หมอ ตุลย์เขียน-ในความเห็นของผมพวกคุณอาจมีอุดมการณ์ แต่พวกคุณคือเหยื่อของผู้นำที่จิตใจอำมหิต สั่งการให้มีการชุมนุม เพียงเพื่อให้รัฐบาลต้องใช้กำลังทหาร ปราบปรามการชุมนุมด้วยความรุนแรง เพียงเพื่อให้เกิดความตายเกิดขึ้น

- ผมไม่อาจตอบคำถามนี้เพราะผมไม่ใช่แกนนำ ก็ในเมื่อคลั่งแค้น เคียดแค้น ผู้นำ หรือแกนนำคนเสื้อแดง แล้ว “ทำไมประชาชนถูกยิง” “ทำไมประชาชนถูกฆ่า” “ทำไมต้องปราบปรามด้วยความรุนแรง” “ทำไมต้องให้เกิดการตายเกิดขึ้น” เป็นคำถามที่ประชาชน และญาติของผู้เสียชีวิตได้ถามนายอภิสิทธิ์ในขณะหาเสียง จึงเป็นคำถามที่ประชาชนถามถึงรัฐบาล มิใช่คำถามที่รัฐบาลจะเค้นเอาจากประชาชนว่า “ทำไม(พวกคุณ)ถึงอยากให้ปราบปรามด้วยความรุนแรง”

หมอตุลย์เขียน-และเป็นข้อกล่าวหารัฐบาลและทหาร และใช้เป็นเงื่อนไขเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรม เพื่อให้เกิดความปรองดอง

- ตลอดระยะเวลาที่ผมติดตามเรื่องนี้มา บรรดาแกนนำทั้งหลายทั้งที่ออกจากเรือนจำแล้วและที่ถูกจองจำอยู่ (คุณจตุพรและคุณนิสิต) เขาก็ยังยืนยันไม่มีการนิรโทษกรรม

- ผมไม่เห็นด้วยในประโยคที่ว่า “ใช้เป็นเงื่อนไขเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรม เพื่อให้เกิดความปรองดอง” หากบรรดาญาติของผู้เสียชีวิต ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมคุณหมอเชื่อหรือว่า หากมีการนิรโทษกรรมแล้วจะเกิดการปรองดอง

หมอตุลย์ เขียน-พวกคุณเชื่อในคำชวนเชื่อว่า รัฐบาลเป็นอำมาตย์ กดขี่พวกคุณคือไพร่ ถูกสั่งฆ่าอย่างผักปลา โดยไม่เคยได้มีโอกาสทราบเลยว่า 91 ศพมีใครตายวันไหน ที่ไหน เป็นใครบ้าง เป็นทหาร ตำรวจ เสื้อแดง เสื้อหลากสี ประชาชนทั่วไป ฯลฯ ตายจากอาวุธชนิดใด ไม่เคยคำนึง

- ประเด็นนี้คุณจตุพร ได้อภิปรายในสภาฯ อย่างน้อย ๑๓ ศพ ระบุชัดเจนว่าใครชื่ออะไร เสียชีวิตเมื่อไร ที่ไหน สาเหตุการตายอย่างไร แม้แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษก็ยังได้สืบสวนสอบสวนตามคำสั่งของรองฯนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ถึงภารกิจของทหารแต่ละหน่วย ใครรับผิดชอบในยุทธการนั้น กระทั่งกระสุน

- คุณหมอไม่ทราบจริงๆ หรือว่ามี “เขตใช้กระสุนจริง” มีหน่วยสไนเปอร์ และคุณหมอก็คงไม่ทราบอีกว่าใช้กระสุนไปแสนกว่านัด

หมอ ตุลย์เขียน-เพียงแต่พูดตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่น่าเกลียดที่สุดคือพาดพิงถึงสถาบันว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ หรือไม่ก็เพิกเฉย

- ใช่ครับ หากมีใครก็ตามที่กล่าวพาดพิงถึงสถาบันว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ไม่เพียงน่าเกลียดที่สุด ยังชั่วช้าสามานย์ที่สุดด้วย

หมอ ตุลย์เขียน-พวกคุณฟังเขาก็เชื่อ เลยต้องออกมาเลือกตัวแทนของไพร่ ให้มาเสวยอำนาจเป็นอำมาตย์โดยคิดค้นคำขวัญน่าละอายว่า โกงแต่ทำงานเรารับได้

- ไม่เฉพาะคนเสื้อแดงกระมังครับคุณหมอที่เลือกพรรคเพื่อไทย (แม้คุณหมอมิได้กล่าวถึงชื่อพรรคตรงไหน แต่ถ้าอ่านตั้งแต่ต้นจนถึงบรรทัดนี้ ย่อมทราบว่าหมายถึงพรรคเพื่อไทย และ/หรือไทยรักไทย และพลังประชาชน)

- ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายที่เขาได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

- ผมไม่เห็นพรรคไหนเขียนนโยบาย “โกงแต่ทำงานรับได้” แต่นั่นเป็นความรู้สึกของคนสังคมส่วนหนึ่งเท่านั้น เมื่อประชาธิปไตยระบบตัวแทนประกาศตัวลงสมัคร คุณหมอย่อมเลือกคนที่คุณหมอรัก เลือกพรรคที่คุณหมอชอบ ชาวบ้านก็เหมือนกัน เพียงแต่เขาอาจมองคนดีไม่เหมือนคุณหมอ คุณหมออาจเลือกคนที่ มีคนบอกว่า “นี่คนดีผมเลือกให้แล้ว” หรือ “นี่คนดี เลือกแล้วไม่เพียงคุณจะโชคดี ประเทศก็จะโชคดีด้วย”

หมอตุลย์เขียน-แต่ไอ้ที่โกงน่ะ อย่างน้อย 4.6 หมื่นล้านบาท มากกว่าที่ให้กับประชาชนมากมาย ทั้งๆที่เงินจำนวนนี้ต้องเป็นของแผ่นดิน เป็นของประชาชน แต่กลับเข้าสู่กระเป๋าของคนครอบครัวชินวัตร พวกคุณก็รับได้ แต่ผมกับคนไทยอีกจำนวนมากยอมรับไม่ได้กับการทุจริตของทักษิณ และการที่ยิ่งลักษณ์ช่วยเหลือในการทุจริตของทักษิณ ตลอดจนให้การเท็จในศาล ซึ่งทำให้ยิ่งลักษณ์ขาดคุณสมบัติของคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี คือมีความซื่อสัตย์ สุจริต ผมและพวกจึงคัดค้านการเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 28 ของไทย ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

- ผมไม่ขอตอบความเห็นนี้ เพราะไม่เกี่ยวกับคนเสื้อแดง และคนเสื้อแดงไม่ได้ต่อสู้ เรียกร้องเพื่อให้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี หรือพรรคใดเป็นรัฐบาล พวกเราเพียงแต่ต้องการให้ประเทศนี้ปกครองในระบอบประชาธิปไตย หมายความว่า “อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย”

- ส่วนประเด็นดังกล่าวข้างต้นของคุณหมอจะติดตามตรวจสอบ ตามข้อกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯทักษิณ ที่ทนายความหรือผู้ที่มีความรู้จะว่ากันไป ผมหรือคนเสื้อแดงอื่นๆไม่ได้ต่อสู้เพื่ออดีตนายกฯทักษิณ หรือเพื่อเงินของนายกฯทักษิณ (ไม่รู้จะให้คนเสื้อแดงพูดอีกกี่ครั้งถึงจะยอมรับฟังกันบ้าง)

หมอตุลย์เขียน-แต่ผมถือว่า บ้านเมืองปกครองด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ผลการเลือกตั้ง

- ไม่ใช่กระมังครับคุณหมอ ถ้าเชื่อว่าปกครองด้วยกฎหมาย การกระทำรัฐประหารแล้วให้รัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง คุณหมอไปอยู่ไหนตอนนั้น

คุณ หมอก็คงกลัวกฎอัยการศึกเหมือนผมจึงไม่กล้าปริปากว่านั่นผิดกฎหมาย ถือเป็นการกบฏต่อราชอาณาจักร คุณหมอไม่ทราบได้อย่างไรว่า การกระทำรัฐประหาร โทษร้ายแรงถึงประหารชีวิต บทบัญญัติของกฎหมายกว่าจะตราออกมาต้องผ่านขั้นตอนต่างๆของรัฐสภาโดยสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร(๓ วาระ) สมาชิกวุฒิสภา (๓ วาระ) แล้วยังต้องนำขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงพระราชวินิจฉัย ถึงจะทรงลงพระปรมาภิไธย การประกาศให้รัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง สิ้นสุดทุกหมวด สิ้นสุดทุกมาตรา (หมวด ๒ พระมหากษัตริย์) ด้วยนะครับคุณหมอ

หมอตุลย์เขียน-จะฝาก เตือนเสื้อแดงทั้งหลายว่า ทักษิณกำลังจะทำการตามภาษิตไทยว่า “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” ซึ่งบัดนี้ได้ยินสัญญาณเตือนแล้ว เมื่อถึงวันนั้นพวกคุณก็จะเป็นเพียงกระเบื้องให้ทักษิณและครอบครัวเหยียบย่ำ ไปสู่อำนาจและการพ้นผิด กลับมาทุจริตอีก โดยมองพวกคนเสื้อแดงเป็นทางผ่าน และพูดซ้ำว่า พวกเอ็งโง่เองมาให้กูใช้เป็นบันไดเหยียบย่ำขึ้นสู่อำนาจ และอีกอย่างหากรัฐบาลทำอะไรไม่ดีไม่งามอีก คนที่ช่วยกันเลือกมาก็ช่วยรับผิดชอบด้วยก็แล้วกัน ว่าเลือกคนโกงมาบริหารบ้านเมือง

- ไม่ต้องห่วงครับคุณหมอ ถ้าอดีตนายกฯทักษิณ หรือคนหนึ่งคนใดครอบครัว หากมิได้เข้าสู่อำนาจทางการเมืองตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย เพียงแต่เพื่อต้องการเสวยอำนาจแล้วเป็นเผด็จการเสียเอง ยืนตรงข้ามกับฝ่ายประชาธิปไตย คนเสื้อแดงก็จะสู้กับอดีตนายกฯทักษิณ

ทั้ง นี้ทั้งนั้น เพื่อให้คุณหมอและกลุ่มชนชั้นนำ ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจ ทางสังคมได้เข้าใจพวกเขา หรือฟังพวกเขาบ้าง เพราะพวกเขาไม่ได้เรียกร้องที่จะมีฐานะทัดเทียมท่านหรอก พวกเขาต้องการแสดงอำนาจที่มีพวกเขามีคือ

“การเลือกคนที่เข้าใจ และได้ทำอะไรให้พวกเขา(มาแล้ว) เมื่อคนนั้นมาไม่ได้ส่งตัวแทนมาพวกเขาจึงไม่ลังเลที่จะเลือก เพราะคนนั้นคือพวกเขาแล้ว”

ด้วยความนับถือ

ผศ.เอกพิชัย สอนศรี