WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 12, 2011

ชนะที่ "แท้จริง"

ที่มา มติชน



โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 10 กรกฎาคม 2554)


ในแง่ความเป็นพี่-น้อง ระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว

ความรู้สึกหลังรับทราบผลการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม คงไม่แตกต่างไปจากคำพาดปกของ "มติชนสุดสัปดาห์" ฉบับนี้

"เราชนะแล้วพี่จ๋า.."

นั่นเป็นเรื่อง ปุถุชน

นั่นเป็นเรื่องครอบครัว

แต่สำหรับคนไทยแล้วสิ่งที่รอคอยหลัง "ชัยชนะ" ข้างต้น คือผลที่ต่อเนื่องจากนั้นมากกว่า

ผลต่อเนื่อง ที่จะได้ฟังเสียงใสๆ จาก นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ ประกาศว่า

"เราชนะแล้วประชาชนจ๋า..."

นั่นย่อมเป็น "ชัยชนะ"สูงสุด ที่ทุกคนอยากได้

และต่าง "คาดหวัง" จาก น.ส.ยิ่งลักษณ์อย่างมาก

นี่ คือสิ่งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องแบกเอาไว้บนบ่า โดยไม่มีข้อยกเว้นหรือเห็นใจว่า จะป็นบ่าอันบอบบางของหญิงสาวตัวเล็กๆ ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเธอเป็นผู้อาสาไม่ได้ถูกบีบบังคับมา

เป็นภาระอันหนักหน่วง แน่นอน

และน่าห่วงใยยิ่ง

คำชี้แนะของนักการเมืองเก๋าอย่าง นายบรรหาร ศิลปอาชา ที่ว่า "ต้องมีที่ปรึกษาเยอะๆ ใช้ดุลยพินิจสุขุมเยือกเย็น คิดสักนิด และค่อยเดินหน้า" นั่นน่าฟัง

เพราะดูสภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอนนี้ ที่ถูกมะรุมมะตุ้ม ตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงานแล้ว ก็น่ากังวล

น่ากังวลว่าจะทำได้อย่างที่ประชาชนคาดหวังหรือไม่

ต้องไม่ลืมว่า สิ่งที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอในช่วงหาเสียง ว่าจะทำ ล้วนแต่เป็นเรื่องยากๆ และขับเคลื่อนอยู่นอกกรอบที่ทุกคนไม่คุ้นเคย

เลยมีคำถาม มีความไม่เชื่อมั่น และบางเรื่องไม่เชื่อว่าจะทำได้

จำต้องมีคำอธิบายและสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งสิ้น

เมื่อตอนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะไม่ยุ่งยากเท่า

เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณทำมากับมือ และอำนาจก็เบ็ดเสร็จ สามารถจะชี้ให้เลี้ยวขวา เลี้ยวซ้ายได้

การที่ทุกคนต้องวิ่งไล่ พ.ต.ท.ทักษิณให้ทัน เท่ากับว่า พ.ต.ท.ทักษิณผู้กำหนดเกม ให้คนอื่นเล่น

ซึ่งถือเป็นจุดแข็ง ของรัฐบาลทักษิณเมื่อปี 2544 มาก

แต่ วันนี้ เมื่อภารกิจมาอยู่ในมือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แม้จะมีเสียงเกินครึ่ง แต่ก็เชื่อว่าความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่เท่า พ.ต.ท.ทักษิณ ประสบการณ์ก็น้อย แถมยังถูกมองว่าเป็นแค่นอมินี

การจะเป็น "ผู้กำหนดเกม" ให้คนอื่นวิ่งตามนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย

เมื่อไม่ง่าย แต่ต้องไปทำในสิ่งที่ยาก ถึงยากมาก

ก็ไม่แน่ใจว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะรับมือไหมหรือไม่

เอา แค่การตั้งคณะรัฐมนตรี หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ทำได้อย่างที่พูดไว้ คือ ไม่ยึดติดเรื่องโควตาภาค โควตามุ้ง จะเลือกเฟ้นเอาบุคคลที่มีความสามารถมาทำงานให้เหมาะสมกับกระทรวง ก็ต้องถือว่าเยี่ยมแล้ว

แต่ดูการเคลื่อนไหว ต่อรองภายในพรรค การต่อรองของมวลเสื้อแดง รวมถึงการต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว

ไม่ค่อยมั่นใจนักว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะทำได้อย่างที่เอ่ยปากไว้

ซึ่งถ้าหากคณะรัฐมนตรีที่ออกมา หน้าตาไม่ดี เชื่อว่าความเชื่อมั่นและศรัทธา จะลดลงไปอย่างมาก

และเมื่อดูแรงเสียดทานที่ปรากฏตามหน้าข่าวสื่อมวลชนขณะนี้แล้ว เชื่อว่าจะฉุดให้ตกต่ำกว่าเป็นจริงลงไปอีก

ยังไม่รวมกับสิ่งที่ประกาศว่าจะทำ ซึ่งไม่ต้องไปไกล เอาแค่ "6 นโยบายทำทันที" คำถามในเชิงลบ ในเชิงท้าทาย ว่าจะทำไม่ได้ ก็เซ็งแซ่

รวมทั้งเริ่มเห็นอาการรวนๆ บ้างแล้ว

การจะยืนโต้กับกระแส "ลบ" เหล่านี้ได้ ภาวะความเป็นผู้นำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องสูงยิ่ง และมีฐานที่หนักแน่น มั่นคง นั่นหมายถึงทีมที่ปรึกษาดีๆ

ขณะเดียวกัน "คณะรัฐมนตรี" ต้องดูดี ไม่ใช่แค่ "เฉลี่ย" ความสุขเฉพาะภายในพรรคหรือกลุ่มของตัวเองเท่านั้น

เราชนะแล้วพี่จ๋า...จะแผ่วเบาอย่างยิ่ง

หาก "ชัยชนะ" นั้น มรรคผลไม่ได้ตกไปถึงมือ "ประชาชน"

พี่อย่ามายุ่ง

ที่มา มติชน



โดย นฤตย์ เสกธีระ max@matichon.co.th

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 11 กรกฎาคม 2554)

หนึ่งสัปดาห์หลังวันเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลไปได้ระยะหนึ่ง

พรรคเพื่อไทยตัดสินใจจับมือกับพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคพลังชล พรรคมหาชน และพรรคประชาธิปไตยใหม่

พรรคเพื่อไทยตัดสินใจให้คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ หมายเลข 1 ของพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรี

ดังนั้นผู้คนทั่วไปจึงเริ่มเรียก คุณยิ่งลักษณ์ ว่าเป็น "ว่าที่นายกรัฐมนตรี"

ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศรับรองการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะเริ่มต้นประกาศในวันที่ 12 กรกฎาคม

รอ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก ภายใน 30 วันหลังเลือกตั้ง เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะเป็นประธานรัฐสภาอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกนี้ จะต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าร้อยละ 95 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด

หมายความว่าจากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย 475 คน

หลังจากนั้น ให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกรัฐมนตรี ภายใน 30 วันหลังจากประชุมสภาฯนัดแรก

และให้นายกรัฐมนตรีเลือกคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอรายชื่อทูลเกล้าฯ รอโปรดเกล้าฯ และถวายสัตย์ฯ ก่อนจะเริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

แต่ ขณะที่กำลังรอกระบวนการต่างๆ ให้เกิดขึ้น กลับปรากฏข่าวสารจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของคุณยิ่งลักษณ์เข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องโน้นเรื่องนี้มากขึ้นทุกวัน

แรกๆ ก็แค่ "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ"

อันนี้ยังถือว่าไม่เห็นจะเป็นอย่างไร เพราะใครจะคิดอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติก็เชิญ ...ไม่ว่ากัน

หลังจากผลการเลือกตั้งออกมา พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์สื่อ ถึงแนวทางต่างๆ ที่ตัวเองคิด

อัน นี้ก็ถือเป็นการแสดงความคิดเห็น แม้จะรู้สึกสงสัยว่าตกลงคุณทักษิณ หรือคุณยิ่งลักษณ์ ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยกันแน่ แต่ในเมื่อกระบวนการต่างๆ ยังไม่เริ่มต้น คุณยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ช่วงนี้ คุณทักษิณจะแสดงความคิดเห็นอะไรที่เป็นประโยชน์ก็เชิญ...ไม่ว่ากัน

แต่พอเริ่มมีข่าวว่า คุณทักษิณจะเป็นผู้จัดสรรตัวบุคคลลงในตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดหน้า

มีข่าวว่า สมาชิกพรรคจะเดินทางไปเพื่อสนับสนุนและคัดค้านตัวบุคคลที่จะเป็นรัฐมนตรีกันถึงต่างประเทศ

นี่เท่ากับว่า คุณทักษิณเปลี่ยนจากคิด และพูด มาเป็นทำเอง เสียแล้วครับ

พอคุณทักษิณเข้ามาดำเนินการเอง...แล้วจะเอาคุณยิ่งลักษณ์ไปไว้ไหน

ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรี 2 คนในเวลาเดียวกันได้อย่างไร?

คุณ ทักษิณในฐานะผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย และสนับสนุนคุณยิ่งลักษณ์ ควรจะรักษาทั้งพรรคและบุคคลที่ตัวเองสนับสนุนเอาไว้ ด้วยการปล่อยให้คุณยิ่งลักษณ์เป็นตัวของตัวเอง

คุณยิ่งลักษณ์ต้องเป็นคนจัดการ....ส่วนพี่ชายนั้นอย่ามายุ่ง

เพราะถ้าพี่ชายยุ่ง เรื่องยุ่งๆ อื่นๆ จะตามมาอีกมาก

ดังนั้น คุณทักษิณในเวลานี้ คิดได้ พูดได้ แต่ไม่ควรลงมือทำ

จับตา"ครม.ปู1"ใต้เงาแม้ว-เสื้อแดง

ที่มา มติชน



คอลัมน์ รายงานพิเศษ

ผ่าน มา 1 สัปดาห์กับชัยชนะถล่มทลายที่พรรคเพื่อไทยได้รับ พร้อมกับการฟอร์มทีม ครม.ปู 1 ที่มีการวิ่งล็อบบี้ฝุ่นตลบทั้งในเมืองไทยและขยายวงไปถึงต่างแดน

โฉม หน้า ครม.ปู 1 จะออกมาแจ่มแจ๋วหรือมีเสียง "ยี้" ตามมา จะหนีพ้นเงาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้หรือไม่ และหากมีการ ตั้งแกนนำคนเสื้อแดงเข้ามาเป็นรัฐมนตรีจะกระทบต่อภาพลักษณ์และการบริหาร ประเทศในอนาคตหรือไม่ ดังนี้



สิงห์ชัย ทุ่งทอง

ส.ว.อุทัยธานี


ราย ชื่อที่ออกมายังไม่นิ่ง คิดว่าลึกๆ ยังมีหลายอย่างที่ลับ ลวง พราง เดี๋ยวมีชื่อคนนั้น คนนี้หลุดออกมา แต่รายชื่อจะนิ่งจนกว่าจะถึงวันเปิดสภาแล้วเลือกนายกรัฐมนตรี

การที่มีชื่อนายโอฬาร ไชยประวัติ จะมาดูแลด้านเศรษฐกิจ คิดว่าจะหน้าตาดีเลยทีเดียว เพราะเป็นบุคคลที่มีความสามารถมาก

ส่วน ที่มีชื่อแกนนำ นปช.มานั่งรัฐมนตรีนั้น ผมคิดว่าถ้าพรรคเพื่อไทยฉลาดในการเลือกบุคคลมาเป็นรัฐมนตรี หรือตำแหน่งอื่นๆ ควรรอ 6 เดือน หรือ 1 ปี ค่อยเอาแกนนำเสื้อแดงมาเป็น จะดีกว่า ตอนนี้ไม่ควร ถ้าเอาชื่อมาแล้วบางคนอาจออกมาต่อต้านได้

ใน ส่วนว่าที่ส.ส.ใหม่ และแกนนำพรรคขนาดกลางเดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น เป็นเรื่องธรรมดา เพราะทราบดีว่าใครมีอิทธิพลตัวจริงในการตั้งรัฐบาลชุดนี้ แต่ไม่เชื่อว่าจะไปเพื่อต่อรอง บีบคอพ.ต.ท.ทักษิณ ให้ได้ตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ เพราะเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นหน้าที่ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกฯ และกุนซือ ที่จะวางตัวบุคคลไว้

แต่การที่พ.ต.ท.ทักษิณ จะให้คำแนะนำน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นเรื่องที่ถูก เพราะเขาเป็นพี่น้องกัน ถ้าน.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เชื่อพี่ชายแล้วจะเชื่อใคร

ผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยไม่ควรปล่อยเวลาตั้งรัฐบาลออกไปเรื่อยๆ ควรเร่งตั้งรัฐบาล เพื่ออุดไม่ให้มีช่องว่างออกมาต่อรองตำแหน่ง

ถ้า เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วตำแหน่งข้าราชการประจำ ทั้งผบ.ตร. ผบ.ทบ.ที่มีคนนั่งทำงานอยู่แล้ว อย่าไปปรับเปลี่ยน เพราะจะเป็นประเด็นให้ฝ่ายตรงข้ามหยิบมาโจมตีได้



สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การ จัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีอาจจะยากเพราะเป็นเรื่อง ผลประโยชน์ ซึ่งผมเห็นใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คงจะเผชิญกับความลำบาก แต่เชื่อว่าจะเลือกจากคนที่มีความสามารถอยู่แล้ว ผมอยากให้เลือกคนที่ทำงานได้ ไม่ขัดแย้งกันเอง

ส่วนพรรคร่วมที่ ขอกระทรวงเดิมนั้น ไม่ควรให้ โดยพรรคเพื่อไทยควรเอามา บริหารเองดีกว่าโดยเฉพาะกระทรวงพลัง งาน ซึ่งพรรคมีคนที่ทำงานได้อยู่แล้ว

ส่วน การวางตัว ครม. โดยข้อเท็จจริง พ.ต.ท.ทักษิณคงเข้ามาเกี่ยวข้องจริง แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเป็น คนตัดสินใจเอง หรือถ้าจะปรึกษาหารือกันก็เป็นเรื่องธรรมดา ตอนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งครม.ก็ไม่ได้ตั้งเองคนเดียว มีรายการ "คุณขอมา" มาก

ผมมองว่าการ จะเอาคนของ นปช.มาเป็นรัฐมนตรีไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะมีหลายคนที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งแล้วแต่ใครจะมองว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทนหรือไม่ ถ้ามองว่าการเข้ามาเป็นรัฐมนตรีเป็นการทำงานอย่างหนึ่ง ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร

คนเสื้อแดงหรือเสื้อสีอะไรก็ทำงานได้ ไม่อยากให้ตัดสิทธิ์ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน



สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


การ ตั้ง ครม.ครั้งนี้มีสิ่งที่เหมือนกับรัฐบาลชุดก่อนๆ คือเป็นการจัดอำนาจต่อรองของกลุ่มต่างๆ จึงต้องจัดสัดส่วนของพรรคที่เข้าร่วม แต่สิ่งที่ต่างกันคือ การบริหารจัดการ มีคนที่มีอำนาจเหนือพรรค คนที่ทำให้พรรคได้คะแนนเสียงนั่นคือ พ.ต.ท. ทักษิณเข้ามาเป็น ผู้กำหนดด้วย

รัฐบาลชุดนี้ยัง มีการวางแผนการจัดการให้รัฐมนตรี ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นขุมกำลังเท่านั้น แต่ต้องเป็นหมากตัวหนึ่งด้วย จึงต้องเป็นคนที่คุยกันรู้เรื่อง สามารถเดินตามแผน ตามกลยุทธ์ที่วาง ไว้ได้

ฉะนั้นกระทรวงสำคัญที่ เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย คงอยู่ในมือพรรคเพื่อไทย ส่วนกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณŒ อาจอยู่กับพรรคร่วม ที่ไว้ใจได้ เข้าขากันได้ เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา

ครม.ถ้า สวยอย่างเดียว หรือขี้เหร่ทั้งหมดคงอยู่ไม่ได้ ดังนั้น ครม.ที่ออกมาคงมีทั้งที่สวยและไม่สวย ที่สวยอาจเลือกจากคนภายนอก แต่ต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้

อย่างไรก็ตาม ผมไม่เชื่อว่าคนเสื้อแดงจะไม่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะเป็นกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองสูงทั้งในและนอกพรรค เขาถือว่าทำประโยชน์ให้ และต้องทวงบุญคุณแน่นอน ไม่มีทางที่จะไม่ได้อะไรเลย เพียงแต่จะได้มากหรือน้อย ถ้าได้น้อยคงชดเชยด้วยอย่างอื่นให้ แม้จะมีคนที่ไม่เห็นด้วย แต่คงทำอะไรไม่ได้



สมชัย ศรีสุทธิยากร

ผอ.ศูนย์วิจัยและติดตามนโยบายภาครัฐ มหาวิทยาลัยศรีปทุม


ทุก คนคาดหวังอยากเห็น น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง ระบอบการเมืองไทยเดิมๆ จากระบบโควตาที่ใช้จำนวน ส.ส. เป็นเครื่องชี้วัดตำแหน่ง โดยไม่คำนึงถึงคุณสมบัติ ของผู้ที่มีความเหมาะสม หันมาคัดเลือกคนที่มีความสามารถอย่างแท้จริงมาช่วยบริหารบ้านเมือง และ ในพรรคเพื่อไทยเองมีคนที่มีความรู้ความสามารถ อยู่มาก ถ้ารู้จักเลือกใช้คนการทำงานเป็นทีมจะยิ่งมี ประสิทธิภาพมากขึ้น

กรณีจะ นำตัวแทนกลุ่ม นปช.มาดำรงตำแหน่งสำคัญๆ นั้น ผมไม่อยากให้มองเป็นเรื่องของกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการ เมือง หรือการตอบแทนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่อยากให้มองที่ความสามารถและความตั้งใจจริงที่เคยประกาศไว้ว่าจะสร้างแนว ทางสมานฉันท์ ไม่คิดแก้แค้นใคร

ดังนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องออกมาแสดงบทบาทหน้าที่การบริหารประเทศให้ชัดเจนเป็นที่ ประจักษ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือต่อความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้

ประการสำคัญต้องไม่ ลืมสิ่งที่เคยสัญญาไว้กับประชาชนในนโยบายต่างๆ เพราะทุกวันนี้ดูเหมือนว่านโยบายเหล่านั้นจะมีเงื่อนไขมากขึ้น รวมถึงนโยบายสร้างความปรองดองของคนในชาติ ควรเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อให้สังคมไทยกลับมาสงบสุขและสามัคคีกันอีกครั้ง



ประจักษ์ ก้องกีรติ

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


การ จัดตั้ง ครม.ของน.ส. ยิ่งลักษณ์ประชาชนตั้งความหวังไว้มากที่จะนำความเปลี่ยนแปลงที่ดีมาสู่สังคม ไทย ดังนั้น ควรคัดเลือกผู้ที่มีความสามารถอย่างแท้จริงเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรี และต้องก้าวข้ามระบบปัญหาโควตาไปให้ได้ รวมถึงส.ส.เองต้องรู้จักเสียสละ ไม่ยึดติดจำนวนที่นั่งตามเสียงข้างมากที่ได้รับ

นอกจากนี้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ควรลดบทบาทการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการดึงตัวหรือจัดตั้งใครในครม. ถ้าอยากเห็นประเทศชาติเกิดความปรองดอง

ที่ สำคัญรัฐบาลชุดใหม่ต้องแสดงภาวะผู้นำที่ชัดเจนต่อการบริหารประเทศ ไม่อยู่ใต้คำสั่งของใคร เรื่องใดที่ควรเด็ดขาดก็ต้องเด็ดขาด ทุกฝ่ายต้องเสียสละซึ่งกันและกัน เพื่อนำพาประเทศชาติดำเนินต่อไป

หากทำได้ รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์จะเป็นรัฐบาลที่สร้างความมั่นใจแก่ประชาชนได้ในระยะยาว

หน้า 3,หนังสือพิมพ์ข่าวสด ประจำวันอังคารที่ 12 กรกฎาคม 2554

แมนๆ องครักษ์ "สาว" พิทักษ์ นายกฯหญิง

ที่มา มติชน



โดย สุชาฎา ประพันธ์วงศ์

(หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 11 กรกฎาคม 2554)



บรรยากาศ การเมืองของไทย หลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป เริ่มมีสีสัน มีความคึกคักและแปลกตามากขึ้น แต่อันที่จริงแล้วปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น ตั้งแต่ผู้สมัครออกสตาร์ตหาเสียง มาจนถึงการลงคะแนน และประกาศผลการเลือกตั้ง จนกระทั่ง ได้ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย

จะ เห็นได้ว่าตามหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ทั้งไทยและเทศ ต่างช่วยกันประโคมข่าวและภาพว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงที่ปรากฏตัวพร้อมกับ บอดี้การ์ดสาวคอยห้อมล้อม จนทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า พวกเธอเหล่านั้นเป็นใครมาจากไหน

ผู้ที่ทำหน้าที่คอยระวังภัยทั้ง ด้านหน้าและด้านหลัง ยืนประกบซ้ายขวา และแหวกหาที่ว่างและทางเดินให้ว่าที่นายกฯหญิงด้วยท่าทางทะมัดทะแมง

มี ภารกิจดูแลความรักษาปลอดภัยให้กับ น.ส. ยิ่งลักษณ์ตั้งแต่ช่วงหาเสียง กระทั่งชนะการเลือกตั้ง จนถึงขณะนี้ บอดี้การ์ดสาวเหล่านั้นก็ยังคงตามมาทำหน้าที่คอยอารักขาว่าที่นายกฯหญิง จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ

บอดี้การ์ดสาว 4 นาย ที่คอยผลัดเปลี่ยนเข้าเวร รักษาความปลอดภัยให้กับว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงกลุ่มนี้

บาง คนหน้าคมเข้มมีบุคลิกคล้ายผู้ชาย ขณะที่ บางคนคิ้วโก่ง กรีดอายไลเนอร์ ทาปาก แต่งแต้ม เติมสีสันใบหน้าแบบสุภาพสตรีที่รักสวยแต่พองาม สไตล์หญิงแกร่ง

บางครั้งต้องยืนสงบนิ่งเหมือนหุ่นยนต์ เดินผ่านไปแบบไม่แวะทักทายใครเลย แม้แต่เสียงเจรจาโต้ตอบก็ยังไม่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากบอดี้การ์ดสาวเหล่า นั้นเลย แต่อาจจะเผยให้เห็นแค่รอยยิ้มจางๆ ที่ส่งกลับมาเป็นคำทักทายแทนคำพูด



เนื่อง จากทุกคนต่างมุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจ ตั้งอก ตั้งใจทำงาน คอยระแวดระวัง สอดส่ายสายตาตลอดเวลา จับจ้องไม่ให้ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคลาดสายตาแม้แต่นาทีเดียว

จึง มีคำถามที่หลายคนสงสัยว่า บอดี้การ์ดสาวเหล่านี้เป็นใคร มาจากหน่วยงานใด ฉะนั้น ผู้ที่จะให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ได้ คือ หน่วยงานต้นสังกัด ที่ส่งบอดี้การ์ดสาวมาดูแลความปลอดภัยให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์

พล.ต.ท.ประยูร อำมฤต ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.) บอกว่า ตำรวจหญิง ที่ส่งไปดูแลความปลอดภัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น มีการส่งตัวไปตั้งแต่เมื่อครั้งเริ่มหาเสียงในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ที่ผู้สมัคร ส.ส.ทุกคนสามารถร้องขอกำลังไปช่วยคุ้มครองรักษาความปลอดภัยได้ในช่วงหาเสียง เลือกตั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะดูแลไปจนกว่าจะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นผู้แทน หรือจนกว่ามีการเข้ารายงานตัวเป็น ส.ส.อย่างเป็นทางการ แต่เมื่อไม่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แล้ว ก็เท่ากับว่าภารกิจเสร็จสิ้น

ตำรวจ หญิงที่ถูกส่งตัวไปดูแล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในครั้งนี้ มีจำนวน 4 นาย เป็นตำรวจตระเวนชายแดนจากกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ (พลร่ม) ผู้ทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับว่าที่นายกรัฐมนตรี ที่ชนะการเลือกตั้งให้เป็น ส.ส. ก่อนจะมอบอำนาจให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงดูแลต่อไป

ภารกิจ การดูแลความปลอดภัยนายกรัฐมนตรี ถือ ว่าเป็นหน้าที่ของ ตร. ในการจัดกำลังอารักขา เช่นเดียวกับที่ผ่านมา ในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ทาง สตช. ก็ต้องส่งกำลังไปอารักขาผู้นำวีไอพี

พล.ต.ท.ประยูร อำมฤต



ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าทาง ตร.จะส่งกำลังจากหน่วยใดไปรับผิดชอบ

สำหรับ ตชด. เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีการฝึกกำลังเพื่อดูแลความปลอดภัยวีไอพี เป็นภารกิจที่ต้องมีการจัดอบรมเป็นพิเศษ นอกเหนือจากภารกิจในการปราบปราม ซึ่งทุกคนจะต้องผ่านหลักสูตรเดียวกันทั้งชายและหญิง ดังนั้นทุกคนจะมีพื้นฐานแบบเดียวกัน คือ สามารถยิงปืน ขับรถ โดดร่ม และอื่นๆ ที่ตำรวจพลร่มฝึกฝน

"การฝึกของตำรวจหญิงก็เหมือนกับ ตำรวจชายทุกอย่าง เป็นพื้นฐานที่ตำรวจทุกคนต้องผ่านการฝึก แต่จะมีการอบรมหลักสูตรพิเศษสำหรับคนที่จะออกไปทำหน้าที่อารักขาคือ หลักสูตรรักษาความปลอดภัย ตำรวจที่จะไปทำหน้าที่ รปภ. จะต้องเรียนเพิ่มเติม ซึ่งจะมีการอบรมเกี่ยวกับการยืน การเดิน การสังเกต เป็นวิชาเฉพาะที่ใช้ดูแลบุคคลสำคัญ ผู้ที่จะผ่านวิชานี้ได้จะต้องมีความอดทน ในบางภารกิจอาจจะต้องอดหลับอดนอน หรือแบบว่า ตื่นก่อน นอนทีหลัง"

ฉะนั้น ทีมรักษาความปลอดภัยที่เป็นตำรวจหญิงกลุ่มนี้ จึงมีอายุประมาณ 20-35 ปี มีความคล่องแคล่ว และอยู่ในวัยทำงาน จึงเหมาะที่จะทำหน้าที่บอดี้การ์ด เพราะต้องมีความพร้อมทั้งร่างกายและวิชาการดูแลความปลอดภัยด้วย เนื่องจากภารกิจที่ต้องคอยประกบ ดูแล และบางครั้งต้องไปเฝ้าตลอดเวลา แต่ก็มีตำรวจหญิง 4 นาย ที่จะหมุนเวียนกันไป

ผู้บัญชาการตชด.ยัง กล่าวอีกด้วยว่า ภารกิจนี้ไม่ใช่ดูแลนายกฯหญิงคนเดียวเท่านั้น แต่ที่ผ่านมามีการส่งตำรวจหญิง ไปดูแลภรรยานายกฯ และแขกวีไอพี ที่ร้องขอกำลังที่เป็นสุภาพสตรีไปดูแลวีไอพีที่เป็นผู้หญิง อาจจะมีหน้าที่คุ้มครองหรือช่วยกันมวลชน หรือบางตำแหน่งก็เหมาะกับตำรวจหญิง เข้าไปปฏิบัติภารกิจในการดูแลผู้ชายก็มีเช่นกัน กรณีที่ต้องมีการพบปะกับมวลชนที่เป็นสุภาพสตรี

ทั้งนี้ ภารกิจดูแลความปลอดภัยระดับวีไอพี จึงเป็นหน้าที่ของตำรวจสันติบาล แต่หากเจ้าหน้าที่จากหน่วยสันติบาลไม่เพียงพอ ทาง ตชด.ถือว่าเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีความพร้อมในการส่งกำลังเข้าไปช่วยเสริม

อย่างไรก็ตาม บอดี้การ์ดสาวไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นในการเมืองไทย ก่อนหน้านี้สมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็เคยมีการจัดบอดี้การ์ดสาวเข้ามาคอยดูแล เมื่อเห็นว่านักข่าว ส่วนใหญ่เป็นสุภาพสตรี แต่ก็ทำได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น ก่อนจะกลับมาใช้การ์ดผู้ชาย

ขณะที่ รัฐสภา สถานที่ซึ่ง ส.ส.ทุกคนต้องนั่งประชุม ได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยผู้หญิง เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการดูแล พิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร บอกว่า ทางรัฐสภามีการจัดระบบดูแลรักษาความปลอดภัยแก่นายกรัฐมนตรี ที่อาจจะเป็นสุภาพสตรี คงมีการเสริมกำลังเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะทหาร หรือตำรวจหญิง โดยส่วนนี้เป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะจัดกำลังเข้ามาดูแล ส่วนของสภา มีทีมรักษาความปลอดภัยที่เป็นผู้หญิงดูแลอยู่ส่วนหนึ่งอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะมีการเพิ่มขึ้นอีก

หากนายกรัฐมนตรีเป็นสุภาพสตรีจริง งานนี้คงจะได้เห็นบอดี้การ์ดสาวสวย ประกบติดเป็นวอลเปเปอร์ ประดับฉากนายกฯหญิง ดูสบายตาขึ้น แม้อาจจะไม่ผุดผ่อง เพราะผิวกรำแดด ฝึกฝนมานาน แต่ก็ยังพอน่าดูชม

คลื่นแห่ง"การฆ่าตัดตอน"จะกลับมาหรือไม่ ขอวัดใจว่าที่นายกฯยิ่งลักษณ์

ที่มา มติชน



เรียบ เรียงจากรายงานข่าวของ Tania Branigan ผู้สื่อข่าวของเดอะ การ์เดียน ชื่อ "Rights groups fear wave of deaths as Thailand faces new drugs crackdown"

สันติ สุข วัย 19 ปี ลูกจ้างโรงงานทอผ้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เปิดเผยความรู้สึกเมื่อได้ลอง"ยาบ้า" เม็ดแรกว่า มันช่วยให้เขาผ่านพ้นช่วงเวลาการทำงานอันแสนยากลำบากไปได้

หลัง จากนั้นเขาสังเกตว่าตนเองเริ่มโกรธเกรี้ยวและฉุนเฉียวง่ายขึ้น เมื่อไม่ได้กินยา ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เขาถูกตำรวจจับเป็นครั้งที่สาม และถูกส่งไปบำบัดยาเสพติดที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ เขากล้าออกมายอมรับว่า เขาตัดขาดจากมันอย่างสิ้นเชิงแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกกังวลว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปหากว่าเขาออกจากศูนย์บำบัดและกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ เนื่องจากเพื่อนของเขาหลายคนยังคงเสพมันอยู่ และการใช้ยาดังกล่าวกลายเป็นเรื่องปกติของคนใช้แรงงานเช่นเขา

พระ หลายรูปที่วัดแห่งหนึ่งในย่านคลองเตย ซึ่งเป็นเขตที่มีประชาชนที่มีฐานะยากจนอาศัยอยู่มากที่สุดแห่งหนึ่ง ของกรุงเทพฯ กล่าว่าอัตราของผู้เสพยาเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อน และแพร่กระจายไปทั่วประเทศ

พล.ต.ท.อติเทพ ปัญจมานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ให้สัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนว่า จำนวน ผู้เสพยาบ้าในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นถึง 1.1 ล้านคน ภายในปีนี้ หรือเทียบเป็นสัดส่วนที่ 1 ต่อประชากร 60 คน จำนวนของผู้เสพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับ 100,000 คนต่อปี ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา

ด้านน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย เคยให้คำมั่นว่า เธอจะประกาศนโยบายสงครามยาเสพติดอีกครั้งใหม่ เพื่อขจัดยาเสพติดให้สิ้นซากภายใน 12 เดือนที่จะถึงนี้ ซึ่งสร้างความกังวลต่อกลุ่มนักสิทธิมนุษยชน ว่าเธออาจเดินซ้ำรอยพี่ชายของเธอและก่อให้เกิด"การฆ่าตัดตอน"อันโด่งดัง เมื่อปี 2546

ท้ังนี้ รายงาน ปี 2551 ของคณะกรรมการพิเศษชุดหนึ่ง ที่ดูแลนโยบายปราบปรามยาเสพติดในไทย ระบุว่า คดีฆาตกรรมช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2546 ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญ ของการรณรงค์กวาดล้างยาเสพติดสมัย "ทักษิณ" นั้น เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 88 โดยเป็นคดีฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด 1,370 ราย จากทั้งหมด 2,873 ราย

ตำรวจในสมัยนั้นกล่าวโทษว่าเหยื่อส่วนใหญ่เป็น ผู้ค้ายาเสพติด ที่ "ฆ่าตัดตอน" กันเอง เป็นต้นเหตุส่วนใหญ่ของผู้เสียชีวิตราว 2,500 คน และอีก 68 คน ถูกวิสามัญฆาตกรรม คณะกรรมการออกมากล่าวภายหลังว่ามากกว่าครึ่งของผู้เสียชีวิต ซึ่งรวมถึงเด็กชายวัย 9 ขวบคนหนึ่ง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด

หญิงชรารายหนึ่งวัย 84 ปี จากย่านคลองเตย กล่าวว่า โดย ส่วนตัวแล้ว เธอคิดว่าการ"ฆ่า"เป็นสิ่งที่ดี เพราะหากปล่อยเรื่องดังกล่าวให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ก็จะไม่สามารถตัดวงจรการค้าได้อย่างสิ้นซาก เธอสูญเสียลูกชายไปจากสงครามยาเสพติดครั้งนั้น และคนในชุมชนของเธอถูกยิงเสียชีวิตไปถึง 46 คน ปัจจุบันเธอร่วมโครงการต่อต้านการกระทำทารุณ

เธอยังกล่าว ว่า ก่อนหน้านี้ การทำร้ายร่างกายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไปในพื้นที่สลัมของกรุงเทพฯ และพฤติกรรมการดมกาวก็เป็นสิ่งปกติที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่เดี๋ยวนี้เด็กเริ่มหัดดมกาวตั้งแต่อายุ 6-7 ขวบ ก่อนที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาบ้า ซึ่งมีราคาแพงกว่า เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรม ลักเล็กขโมยน้อย และทำให้พวกเขาก้าวร้าวมากกว่าเดิม

ลูกชายของเพื่อนบ้านเธอ มักจำขโมยเงินของพ่อแม่ และขอเงินวันละ 300 บาทเพื่อไปซื้อยาทุกวัน ถ้าไม่มีให้พวกเขาก็มักถูกลูกทำร้าย ด้านคนขับรถหรือคนใช้แรงงานก็มักจะกินยาบ้าเพื่อให้ทำงานได้มากขึ้น

ด้าน พล.ต.ท.อติเทพ กล่าวว่า การใช้ยาบ้าเพื่อการผ่อนคลายถือเป็นเรื่องปกติมาก และแม้แต่เด็กวัย 13 ปี ก็สามารถซื้อหามาได้อย่างง่ายๆ ขณะที่เด็กวัย 5-6 ขวบก็ใช้กันจนเป็นเรื่องปกติ

โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่าน มา รัฐมนตรีสาธารณสุขเปิดเผยว่า มีเยาวชนวัย 7-17 ปี กว่า 6,700 คน เข้ารับการบำบัดการติดยานับตั้งแต่ช่วงต้นปี กว่าร้อยละ 70 ของยาบ้า มีต้นตอมาจากชายแดนพม่า และกล่าวโทษกองทัพของชนกลุ่มน้อยบางกลุ่ม ที่ผลิตยาเพื่อนำเงินมาสนับสนุนการต่อสู้กับรัฐบาลพม่า ขณะที่ราคายาบ้าต่อเม็ดตกอยู่ที่เม็ดละ 150 บาท หรือถูกกว่าราคาของปี 2547 ถึงครึ่งหนึ่ง โดยตำรวจปราบปรามยาเสพติดสามารถยึดยาบ้าได้กว่า 33 ล้านเม็ด ในปี 2552 และ 60 เม็ดเมื่อปีที่ผ่านมา

"วันนี้ เราจับได้ 1 ล้านเม็ด พรุ่งนี้เขาก็ผลิตเพิ่มอีก 2 ล้านเม็ด"

เมื่อ เร็วๆนี้ หนึ่งในทีมสอบสวนสามารถยึดยาบ้า 30,000 เม็ด ที่จ.นครปฐม เจ้าหน้าที่ที่แกะรอยการค้ายาครั้งนี้ สามารถสืบไปถึงหัวหน้าแก๊งค้ายาซึ่งพบว่าอยู่ระหว่างการถูกจำคุก และทำการซื้อขายยาบ้าผ่านโทรศัพท์มือถือที่ลักลอบนำเข้าไปในเรือนจำ

พล.ต.ท. อติเทพ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของค่านิยมและสังคม ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยาบ้าแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ขณะที่คนอื่นๆกล่าวว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจของไทยครั้งใหญ่เมื่อปี 2551 อันสืบเนื่องมาปัญหาเศรษฐกิจของทั่วโลก และสภาพความวุ่นวายทางการเมือง ยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงยิ่งขึ้น บ้างก็กล่าวโทษเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตฉ้อฉล ว่าเป็นผู้ที่สนับสนุนให้มีการค้าเสียเอง

พระสงฆ์ที่วัดที่จัดให้เป็นสถานที่บำบัดแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า หากเกิดนโยบายดังกล่าวขึ้นจริง ปัญหาที่แย่อยู่แล้วจะยิ่งเลวร้ายลงอีก

"เมื่อ สมัยนายทักษิณ เรื่องดังกล่าวก็หนักอยู่แล้ว มีแต่การฆ่าการยิงกัน และผลก็เป็นอย่างที่เราเห็นกัน" พระครูรายหนึ่งกล่าว "คุณรู้หรือเปล่าว่าตัวการใหญ่เป็นใคร? คุณรู้หรือเปล่าว่าเจ้าหน้าที่คนไหนมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง? จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อน แลัวค่อยไปจัดการกับปัญหาบนถนนโน่น"

"ทางแก้จริงๆคือการให้มีโครงการบำบัดยาเสพติดให้เป็นเรื่องเป็นราว รวมถึงการให้โอกาสทางการศึกษา และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีแก่ประชาชน"

เอ เอฟพี ระบุว่า "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ที่ถูกมองว่า เป็นตัวแทนของ "ทักษิณ" และกำลังหาเสียงชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวกับเอเอฟพีเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า เธอจะดำเนินนโยบายยาเสพติด โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน แต่หลายฝ่ายเกรงว่า การล่วงละเมิดสิทธิฯ อาจกลับมาอีก หากพรรคเพื่อไทยของเธอชนะการเลือกตั้ง

นายเบนจามิน ซาวัคกี้ นักวิจัยจากองค์การนิรโทษกรรมสากลประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชี้ว่า ไม่มีใครสามารถโต้แย้งความต้องการของรัฐบาลในการจัดการปัญหายาเสพติดครั้ง นี้ได้ นั่นหมายถึงสิ่งที่เราวิตกกำลังจะเกิดขึ้น

ด้านนายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์ วอทช์ ประจำประเทศไทยกล่าวว่า เชื่อ ว่าหากรัฐบาลสมัยหน้าดำเนินนโยบายดังกล่าวตามรัฐบาลชุดเดิมภายใต้การนำของ พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มผู้ต้องสงสัยก็จะถูกส่งตัวไปยังค่ายทหารเพื่อรับการฝึก โดยไม่ได้เข้ารับการบำบัดอาการติดยาอย่างเหมาะสม แต่หากว่าต้องการเดินตามรอยของนายทักษิณ พวกเขาก็อาจมีจุดจบไม่ต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่ ตกเป็นเหยื่อของการล้างแค้นส่วนตัว หรือไม่ก็การถูกจัดเข้ากลุ่มแบบเหมารวม เช่น กรณีของชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งถูกยิงตายเราเพราะว่าพวกเขามีฐานะร่ำรวยผิดปกติ ก่อนที่ต่อมาเรื่องจึงแดงว่าทั้งสองถูกล็อตเตอรี่เท่านั้นเอง

ระวังหน้าแตก

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ยังไม่มีสำนักวิจัยใดแยกแยะว่า

นอกจากฐานมวลชนคนเสื้อแดงอันหนาแน่นแล้ว

แท้จริงเป็นเพราะ 'กระแสทักษิณ' หรือ 'กระแสยิ่งลักษณ์' กันแน่ที่ช่วยให้พรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งเข้ามาถล่มทลาย

เนื่อง จากในทางการตลาดนั้น 'ยิ่งลักษณ์' ถือเป็นสินค้าใหม่ สดใสและท้าทายกว่า จึงได้รับการตอบสนองสูงจากผู้อยากเห็นนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศไทย

หลังผิดหวังมานานกับนายกฯ ชายล้วน 27 คน นับตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา โดยเฉพาะกับนายกฯ ชายคนหลังสุด

หลายคนได้แต่วิเคราะห์ปากเปล่า ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดมายืนยันว่า

ชัยชนะของเพื่อไทยน่าจะมาจากกระแสทักษิณ ที่ต่อเนื่องจากสมัยเป็นรัฐบาลนาน 6 ปี และสร้างผลงานมัดใจชาวรากหญ้าไว้เหนียวหนึบจนถึงปัจจุบัน

แต่หลายคนแย้งว่า กระแสทักษิณยังแรงอยู่ก็จริง แต่ถ้าคนนำทัพเลือกตั้งไม่ใช่ยิ่งลักษณ์ เพื่อไทยจะชนะถล่มทลายเกินครึ่งหรือไม่

หาก ไม่ใช่ยิ่งลักษณ์ แต่เป็นมิ่งขวัญ บิ๊กจิ๋ว สารวัตรเหลิม หรือต่อให้เป็นพายัพ ชินวัตร มายืนทำท่าชูนิ้วชี้เบอร์ 1 ตอนหาเสียง คงดูไม่จืด

ในสนามเลือกตั้งเพื่อไทยอาจหืดจับกว่านี้ ถึงขั้นไม่แน่ว่าจะเอาชนะประชาธิปัตย์ได้

ที่กล่าวมาไม่ได้ต้องการให้พี่ชาย-น้องสาวกินใจกัน เพียงอยากให้ลูกพรรคเพื่อไทยที่มีข่าววิ่งเต้นทวงโควตาเก้าอี้กันจนตีนพลิก

ควรให้เครดิตกับยิ่งลักษณ์มากกว่านี้

โดย เฉพาะพวกที่ไม่ค่อยหาเสียงแต่โหนกระแสเข้ามา ไม่ใช่เอะอะไปดูไบ ไปฮ่องกง ไม่รู้จะไปทำไม ในเมื่อว่าที่นายกฯ บอกแล้วว่าคนทำโผครม.ตัวจริงอยู่ที่นี่ ไม่ได้อยู่ต่างประเทศ

สมาชิกเพื่อไทยต้องไม่ลืมว่าทักษิณนั้น ถึงจะเป็นนายใหญ่ แต่ก็เป็นจุดศูนย์รวมความขัดแย้งทั้งหลายทั้งปวงตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา

ทักษิณเองก็เป็นพี่ชายของยิ่งลักษณ์ แล้วก็ไม่ใช่คนโง่

ถ้าทำอะไรลงไปแล้วเป็นเหตุให้ 'น้องปู' ต้องเดือดร้อนหรือลำบากใจ ลองคิดดูว่าทักษิณจะยอมหรือไม่

ฉะนั้นใครที่ลงทุนบินไปขอเก้าอี้รัฐมนตรี จะที่ดูไบ บรูไน หรือฮ่องกงก็แล้วแต่

ระวังจะหน้าแตก กลับมามือเปล่าก็แล้วกัน

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 12/07/54 อุ้มมาฆ่า..พามายิง ให้ตายซ้ำ

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน




สิทธิมนุษยชน บนตราบาป
เหยียบย่ำ..คราบน้ำตา พาวิบัติ
ทั้งเอนเอียง เบี่ยงเบน จนเห็นชัด
เหมือนเร่งรัด ชิบหาย ตายยกพวง....


จะโอบอุ้ม คุ้มกะลา ใครว่าเล่า
ใยงี่เง่า ทำวิปริต เหมือนติดบ่วง
อุ้มฆาตกร ฆ่าคนตาย หมายล่อลวง
ชั่วทั้งยวง แก้งค์อุบาทว์ ชาติคนเลว....


ทั้งเลียแข้ง เลียขา พวกหน้าด้าน
ทำเงอะงะ งุ่นง่าน พล่านลงเหว
ผิดเป็นถูก โหมใส่ ดั่งไฟเปลว
จึงแหลกเหลว องค์กรทราม หยามผู้คน....


ดั่งนิทาน สอพลอ นางตอแหล
ใช่เพียงแค่ เรื่องราว คราวสับสน
มันบอกว่า สิทธิ มนุษยชน
ใยสัปดน แหกคอก มีนอกใน....


จะอุ้มกัน อย่างไร ใครก็เห็น
แม้นซ่อนเร้น ด้วยเล่ห์ ทำเฉไฉ
แต่สังคม รู้เห็น ความเป็นไป
รอพวกชั่ว ตัวจัญไร ได้รับกรรม....


องค์กรสิทธิมนุษยชน บนทางเถื่อน
ยิ่งเลอะเลือน ชั่วช้า ยิ่งน่าขำ
แค่อ้าปาก เห็นลิ้นไก่ ไอ้พวกระยำ
ตั้งขึ้นมา เพื่อเหยียบย่ำ และทำลาย....


๓ บลา / ๑๒ ก.ค.๕๔

จับตาศาลโลก 18 กรกฎาคม: ความผิดพลาด เขตแดนไทย และ MOU ปี 2543 (ตอนที่ 1)

ที่มา ประชาไท

ภาพคณะตัวแทนฝ่ายไทย จากซ้ายไปขวา
ดร.วีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งราชอาณาจักรไทยประจำเนเธอร์แลนด์ ตัวแทน (agent) ฝ่ายไทย
นายอิทธิพร บุญประคอง อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย รองตัวแทน (deputy agent) ฝ่ายไทย
พร้อมนายกษิต ภิรมย์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ภาพจากศาลโลก Courtesy of the ICJ.
หลาย คนคงทราบแล้วว่าในวันจันทร์ที่ 18 ก.ค. นี้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (“ศาลโลก”) จะอ่านคำสั่งกรณีที่กัมพูชาขอให้ศาลระบุมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ศาลจะสั่งหรือไม่สั่งตามที่กัมพูชาขอหรือไม่อย่างไร ต้องรอลุ้นกัน
แต่ น้อยคนคงทราบว่าช่วงก่อนวันเลือกตั้งที่ผ่านพ้นมา ศาลโลกได้ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ (อย่างเงียบๆ) เพื่อปรับเปลี่ยนแก้ไขคำแปลคำพูดของฝ่ายไทย ซึ่งศาลเคยแปลผิดพลาดอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้
คำแปลฉบับเดิมที่ผิดพลาด
เมื่อ วันที่ 29 - 30 พ.ค. 2554 ฝ่ายไทยได้ชี้แจงด้วยวาจาต่อศาลโลกกรณีที่กัมพูชาขอให้ศาลมีคำสั่งระบุ มาตรการคุ้มครองชั่วคราว (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคดีที่กัมพูชาขอให้ศาลตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระ วิหาร พ.ศ. 2505) และศาลได้บันทึกคำชี้แจงของฝ่ายไทยส่วนหนึ่งเป็นเอกสาร CR 2011/14 เป็นฉบับ uncorrected (คือยังไม่ได้รับการตรวจสอบโดยคู่ความ)
ต่อ มาช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2554 เจ้าหน้าที่ศาลโลกได้แปลเอกสาร CR 2011/14 ดังกล่าว ซึ่งในคำแปลหน้าที่ 4 ได้แปลคำพูดย่อหน้าที่ 10 ของนายวีรชัย พลาศรัย (ตัวแทนฝ่ายไทยซึ่งชี้แจงต่อศาลเป็นภาษาฝรั่งเศส) มาเป็นภาษาอังกฤษดังนี้:
“On 19 July, work began to erect a barbed wire fence and a sign marking the boundary of the Temple area, according to the line which had been adopted by the Council of Ministers on 10 July for the purposes of implementing the 1962 Judgment...”
(เน้นคำโดยผู้เขียน, ทั้งนี้ “a sign marking the boundary of the Temple area” ถูกแปลจากคำภาษาฝรั่งเศสต้นฉบับของนายวีรชัยที่ว่า “…un panneau marquant la limite de la zone du temple…”, ดู http://bit.ly/n7fnFx และ http://bit.ly/qLpWUN)
คำ แปลข้างต้นปรากฏอยู่ในบริบทที่ว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2505 ศาลโลกได้พิพากษาว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาและไทยต้องถอนกำลังทหารออก จาก “บริเวณใกล้เคียงตัวปราสาท” (vicinity) แต่เมื่อคำพิพากษาไม่ได้ระบุขอบเขตของบริเวณดังกล่าวไว้ คณะรัฐมนตรีไทยจึง ได้กำหนด “เส้นปฏิบัติการ” เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2505 เพื่อให้ไทยสามารถปฏิบัติตามคำพิพากษา และจากนั้นเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2505 ไทยจึงเริ่มดำเนินการวางรั้วหลวดหนามรอบตัวปราสาทและตั้งป้ายเพื่อบ่งบอก “boundary” [ซึ่งอาจแปลว่า “เขตแดน” หรือ “ขอบเขต”] ของบริเวณปราสาทพระวิหาร ตาม “เส้นปฏิบัติการ” เพื่อให้เกิดความชัดเจน
ต่อ มาคำแปลดังกล่าวได้ทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับคำว่า “la limite” และ “boundary” ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้เขียนจำต้องให้ความเห็นทางกฎหมายในบทความเรื่อง “คำเตือนถึงอภิสิทธิ์: โปรดอย่าปล่อยให้ศาลโลกแปลคำผิด” (http://on.fb.me/mVaV6i) เพื่อเตือนรัฐบาลไทยว่าไม่ควรปล่อยให้ศาลใช้ถ้อยคำที่ไม่รัดกุมและอาจมีปัญหาอย่างมีนัยสำคัญ
กล่าว คือ การที่ศาลนำคำว่า “la limite” ที่นายวีรชัยใช้มาแปลเป็น “boundary” นั้นสามารถทำให้ผู้อ่าน (ซึ่งอาจรวมไปถึงผู้พิพากษาในคดี) เข้าใจไทยผิด เพราะคำฝรั่งเศส “la limite” ที่นายวีรชัยกล่าวไปนั้นหมายถึง “ขอบเขต” หรือ “the limit” ของบริเวณปราสาทพระวิหาร แต่คำอังกฤษ “boundary” ที่ศาลนำมาใช้แปล แม้ทางหนึ่งอาจแปลว่า “ขอบเขต” ได้ แต่ก็สุ่มเสี่ยงต่อการถูกเข้าใจผิดว่าหมายถึง “เขตแดน” (ระหว่างไทยและกัมพูชา) บริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งกระทบต่อรูปคดีอย่างมากเพราะหากศาลนึกว่าไทยกำลังพูดถึง “เขตแดน” ก็เสมือนว่าไทยยอมรับว่าคำพิพากษา พ.ศ. 2505 ได้ตัดสินเรื่องเขตแดนระหว่างประเทศไปแล้ว (ซึ่งผู้เขียนย้ำว่าเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะคำพิพากษา พ.ศ. 2505 นั้นศาลเพียงตีความสนธิสัญญา และมิได้ลากเส้นเขตแดนแต่อย่างใด)
ต่อ มาเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2554 กระทรวงการต่างประเทศได้เผยแพร่คำแปลภาษาไทยในส่วนที่ตรงกับข้อความดังกล่าว โดยใช้คำว่า “ขอบเขต” แทนคำว่า “la limite” เช่นกัน (http://bit.ly/oVLzUz)
ดร.วีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งราชอาณาจักรไทยประจำเนเธอร์แลนด์ ตัวแทน (agent) ฝ่ายไทย
ภาพจากศาลโลก Courtesy of the ICJ.
ศาลโลกแก้ไขคำผิด
ล่า สุดช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2554 ศาลโลกได้ดำเนินการอย่างเงียบๆ เพื่อแก้ไขคำแปลเอกสาร CR 2011/14 ฉบับ uncorrected หน้าที่ 4 ให้ปรากฏเป็นคำแปลปัจจุบัน (ฉบับ uncorrected เช่นเดิม) ดังนี้:
“On 19 July, work began to erect a barbed wire fence and a sign marking the limit of the Temple area, according to the line which had been adopted by the Council of Ministers on 10 July for the purposes of implementing the 1962 Judgment...”
(เน้นคำโดยผู้เขียน, นอกจากนี้ศาลยังได้แก้ไขถ้อยคำลักษณะเดียวกันในย่อหน้าที่ 11 คือเปลี่ยนคำว่า “boundary” มาเป็นคำว่า “limit” แทน, ดู http://bit.ly/pvX06d)
กล่าวคือ ศาลได้แก้ไขคำแปลคำชี้แจงของฝ่ายไทย จากเดิมที่ศาลใช้คำว่า “the boundary of the Temple area” มาเป็น “the limit of the Temple area” เพื่อเป็นการรับทราบจุดยืนของไทยอย่างชัดเจนว่า ไทยไม่ได้ยอมรับว่าคำพิพากษา พ.ศ. 2505 เป็นเรื่องการกำหนด “เขตแดน” (ระหว่างไทยและกัมพูชา) บริเวณปราสาทพระวิหารแต่อย่างใด แนวรั้วรอบปราสาทจึงเป็นเพียง “ขอบเขต” เท่านั้น (ผู้สนใจประเด็นดังกล่าว ดูคำอธิบายได้ที่ http://on.fb.me/oq6cUZ)
ดังนั้น “เขตแดน” ที่แท้จริงระหว่างไทยและกัมพูชา ณ วันนี้คือเส้นหรือบริเวณใด จึงมิได้เกี่ยวข้องกับศาลโลก และย่อมไม่ใช่สิ่งที่ศาลจะตีความได้ แต่ “เขตแดน” เป็นเรื่องที่ต้องว่าไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งได้แก่อนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 และเอกสารที่เกี่ยวข้อง อาทิ บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ. 2543 (ส่วนจะส่งผลดีต่อไทยหรือไม่นั้นเป็นอีกประเด็นที่สำคัญเช่นกัน)
แม้ คำแปลดังกล่าวไม่มีผลผูกพันศาลโดยตรง แต่อย่างน้อย การที่ศาลให้เจ้าหน้าที่แก้ไขคำว่า “boundary” (เขตแดน) มาเป็น “limit” (ขอบเขต) นี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าศาลให้ความสำคัญกับประเด็นละเอียดอ่อนดังกล่าวที่ไทย ต่อสู้ไว้ว่าคดีนี้มิใช่เรื่องเขตแดนดั่งที่กัมพูชาพยายามจะทำให้เป็น
คำชมถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์และกระทรวงการต่างประเทศ
ไม่ ว่ารัฐบาลจะทราบเรื่องคำแปลที่ผิดพลาดนี้มาก่อนอยู่แล้ว หรือจะได้ทราบจากบทความของผู้เขียนนั้นคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับประเด็น ที่ว่ารัฐบาลต้องรับฟังเสียงของประชาชน และทันทีที่ผู้รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งได้แก่กระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้ทราบถึงความผิดพลาดดังกล่าว ก็ได้ดำเนินการประสานงานเพื่อให้ศาลแก้ไขคำแปลดังกล่าวให้ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่อันสมควรได้รับคำชมและกำลังใจจากประชาชนเช่น กัน
จริงอยู่ ที่ผ่านมาได้มีคำถามตลอดจนเสียงต่อว่าวิพากษ์วิจารณ์ต่อกระทรวงการต่าง ประเทศในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบคดีปราสาทพระวิหารโดยตรงอยู่ไม่น้อย ไม่ ว่าจะเป็นเรื่องบันทึกความเข้าใจ MOU พ.ศ. 2543 สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ มาจนถึงแถลงการณ์ร่วม (Joint Communiqué) พ.ศ. 2551 สมัยรัฐบาลพลังประชาชน จนถึงกรณีภาคีอนุสัญญามรดกโลก (ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่ชัดว่าการถอนตัวมีผลหรือไม่ ผู้สนใจโปรดดู http://on.fb.me/lWBhHm)
แต่ในขณะเดียวกันการ ปฏิบัติหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศก็สมควรได้ รับคำชื่นชมในบางเรื่องเช่นกัน นอกจากเรื่องคำแปลข้างต้นแล้ว ยังมีตัวอย่างอื่น อาทิ
- การใช้เทคโนโลยี twitter รายงานความเคลื่อนไหวของฝ่ายไทยที่ศาลโลก คล้ายการรายงานสด ช่วงวันที่ 29 – 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา (http://bit.ly/pGjO1M) แม้เจ้าหน้าที่อาจได้ย่อข้อความจากบทแถลงที่เตรียมไว้ก่อนแล้วและเป็นการ เสนอข้อมูลข้างเดียวของฝ่ายไทยก็ตาม แต่อย่างน้อยประชาชนคนไทยก็สามารถติดตามข่าวสารได้รวดเร็วทันเหตุการณ์
- การใช้เทคโนโลยี facebook เผยแพร่รูปภาพการทำงานของคณะทำงานฝ่ายไทยที่ศาลโลก (http://on.fb.me/nSQlj5) แม้เจ้าหน้าที่อาจจะคัดมาเฉพาะภาพขณะทำงานเพียงไม่กี่รูปซึ่งไม่อาจถ่ายทอด เหตุการณ์จริงได้หมด แต่อย่างน้อยประชาชนก็ได้ทราบถึงบรรยากาศของการสู้คดีประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
- การให้ข้อมูลประชาชนในลักษณะถาม-ตอบ หรือ ย่อสรุปข้อต่อสู้ที่ฝ่ายไทยได้แถลงต่อศาล (http://bit.ly/nJOt1Q) แม้เจ้าหน้าที่จะนำเสนอข้อมูลฝ่ายเดียวโดยที่ไม่ได้สรุปข้อกล่าวหาและข้อ ต่อสู้ที่กัมพูชาอ้างในลักษณะเดียวกัน แต่ก็ถือว่าแปลและสรุปได้ดีในระดับหนึ่ง คือย่อคำแถลงของตัวแทนและทนายความฝ่ายไทยเป็นรายบุคคลและแยกเป็นประเด็น ทำให้ประชาชนผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเป็นภาษาไทยได้สะดวก
นอก จากนี้ ในฐานะผู้ที่เคยช่วยทำคดีในศาลโลกและศาลอื่นมาบ้าง ผู้เขียนมั่นใจว่ายังมีความดีของข้าราชการไทยผู้อดหลับอดนอนอีกหลายกรณีที่ อาจมิได้เปิดเผยต่อประชาชน
ที่กล่าวมา มิได้หวังให้กระทรวงการต่างประเทศรู้สึกปลื้มอกปลื้มใจ แต่ผู้เขียนประสงค์จะสื่อถึงความดังต่อไปนี้

1. ประชาชนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 56
คือ สิทธิได้รับและเข้าถึง ข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในความครอบครองของราชการ ยกเว้นมีความจำเป็นที่เปิดเผยไม่ได้ เช่น เรื่องความมั่นคง ราชการทุกหน่วยงานต้องเคารพสิทธินี้ และหน่วยงานที่ดีย่อมต้องยึดมาตรฐานที่สูงกว่าพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ของราชการ พ.ศ. 2540 (ซึ่งสมควรได้รับการแก้ไข)โดยเฉพาะการอาศัยเทคโนโลยีที่ประหยัดและรวดเร็ว ดังที่กระทรวงการต่างประเทศได้ทำเป็นตัวอย่าง
2. ข้าราชการมืออาชีพที่ทำงานฉับไวมีประสิทธิภาพและโปร่งใสต่อประชาชน มีได้อีกในประเทศไทย และประชาชนควรเรียกร้องให้ข้าราชการยึดมาตรฐานดังกล่าว มิใช่จำยอมว่า “เช้าชามเย็นชาม” คือเรื่องปกติ และไม่จำกัดเฉพาะข้าราชการประจำทั่วไปเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงข้าราชการหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น เข้าประชุมสภาตรงเวลาหรือไม่ หรือสละเวลามาพบปะประชาชนหลังวันเลือกตั้งมากน้อยแค่ไหน หรือข้าราชการในมหาวิทยาลัย เช่น สอนหนังสือ ตรวจข้อสอบและผลิตผลงานอย่างท่วงทันเหตุการณ์หรือไม่ หรือแม้แต่ข้าราชการตุลาการ ประชาชนผู้เป็นเจ้านายตัวจริงย่อมมีสิทธิถามว่า เหตุใดคดีความในศาลไทยจึงใช้เวลานานและคั่งค้างยืดเยื้อจำนวนมาก เป็นต้น
3. ในยามที่ประเทศชาติมีปัญหาต้องฝ่าฟันร่วมกัน การ มองเห็นความ ดี กล่าวชม และให้กำลังใจกันในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ นั้นไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่าการต่อว่า ตักเตือน หรือติติงกันในเรื่องที่ใหญ่ และหากเราเพ่งเล็งทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง การฝ่าฟันปัญหาร่วมกันย่อมเป็นไปโดยลำบาก
4. เมื่อผู้ใดทราบถึงความผิดพลาดของตน ไม่ว่าผู้นั้นจะสูงศักดิ์ดั่งศาลที่นานาชาติเคารพ หรือทรงอำนาจดั่งนักการเมืองที่ได้รับคะแนนท่วมท้นจากทั่วประเทศ หากผู้นั้นกล้าหาญที่จะยอมรับข้อผิดพลาดและปรับปรุงแก้ไข ย่อมมิใช่เรื่องที่จะซ้ำเติมกัน แต่เป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันสนับสนุนและชื่นชม
"มหาศาลาแห่งความยุติธรรม" (The Great Hall of Justice).
ภาพจากศาลโลก Courtesy of the ICJ.
จับตาศาลโลกวันที่ 18 ก.ค. !
นอก จากศาลโลกจะได้แก้ไขคำแปลผิดให้ถูกต้องแล้ว ล่าสุดศาลยังได้แจ้งว่าในวันจันทร์ที่ 18 ก.ค. นี้ ศาลจะอ่านคำสั่งกรณีที่กัมพูชาขอให้ศาลระบุมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งกัมพูชาขอไว้สามข้อ คือ
(1) สั่งให้ไทยถอนทหารออกไปจากดินแดนของกัมพูชา (territoire cambodgien) ในบริเวณปราสาทพระวิหาร
(2) สั่งห้ามไม่ให้ไทยดำเนินการทางทหารในบริเวณปราสาทพระวิหาร
(3) สั่งให้ไทยงดเว้นการกระทำที่อาจกระทบต่อสิทธิของกัมพูชาหรืออาจทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น
ผู้เขียนมิอาจล่วงรู้ผลของคำสั่งในวันจันทร์ที่ 18 ก.ค. นี้ได้ แต่อาจตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นดังนี้
1. จับตาเรื่อง “เขตแดน” ที่แฝงมาในคำขอของกัมพูชา
จาก คำขอทั้งสามข้อข้างต้น คำขอข้อแรกมีนัยเกี่ยวกับเรื่องเขตแดนชัดเจน คือ หากศาลสั่งตามที่กัมพูชาขอ ย่อมแปลว่ามี “พื้นที่ในบริเวณปราสาทพระวิหาร” ที่อยู่ในดินแดนของกัมพูชา ในขณะที่คำขอสองข้อหลังแม้หากศาลสั่งตามที่กัมพูชาขอ ก็มองได้ว่าไม่เกี่ยวกับเขตแดนโดยตรง เช่น อาจมองเป็นเรื่องการรักษาตัวปราสาทที่เป็นวัตถุแห่งคดี
ไม่ ว่าวันที่ 18 ก.ค. นี้ศาลจะมีคำสั่งมาตรการคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่แบบใด สิ่งที่ควรจับตามองก็ คือ ศาลจะแสดงจุดยืนในเรื่องคำขอข้อแรกที่กล่าวถึง “เขตแดน” อย่างไร? ผู้เขียนมองว่าเป็นไปได้สามแนวทาง
- แนวแรก ศาล อาจปฏิเสธคำขอข้อแรกโดยสิ้นเชิง จะด้วยเหตุผลว่าศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องเขตแดนหรือด้วยเหตุผลอื่นที่ ฝ่ายไทยอ้าง เช่น ประเด็นเขตแดนในปัจจุบันต้องว่าไปตาม MOU พ.ศ. 2543 ฯลฯ ทั้งนี้ การที่ศาลได้ดำเนินการให้เจ้าหน้าที่แก้ไขคำแปลผิด จากคำว่า “boundary” (เขตแดน) มาเป็น “limit” (ขอบเขต) นี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าศาลให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวที่ไทยต่อสู้ไว้
- แนวที่สอง ศาล อาจมีคำสั่งเป็นการทั่วไปตามที่กัมพูชาขอ โดยอาจสั่งโดยไม่อธิบายว่า “พื้นที่ในบริเวณปราสาทพระวิหาร” ที่อยู่ในดินแดนของกัมพูชา คือ พื้นที่ใด ซึ่งแม้จะไม่ชัดเจน แต่ก็เป็นความคลุมเครือที่กัมพูชาอาจนำมาใช้อ้างต่อได้
- แนวที่สาม ซึ่งน่ากังวลที่สุดและไม่น่าจะเป็น คือ ศาลอาจอ้างถึงข้อเท็จจริงหรือเอกสารบางอย่าง เช่น MOU พ.ศ. 2543 หรือ แผนที่ภาคผนวก 1 (ซึ่ง MOU ได้อ้างถึงโดยไม่เจาะจง) และกล่าวโดยตรงหรือโดยอ้อมในทำนองว่า “พื้นที่ในบริเวณปราสาทพระวิหาร” ที่อยู่ในดินแดนของกัมพูชาอาจเกี่ยวข้องกับเอกสารหรือแผนที่ดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นการตีความกฎหมายที่สุ่มเสี่ยงเรื่องเขตแดนดังที่มีผู้ห่วงใยได้ เตือนเกี่ยวกับ MOU ตลอดมา
(จบบทความตอนที่ 1)
บท ความตอนต่อไป จะวิเคราะห์ว่าในวันที่ 18 ก.ค. ศาลโลกจะมีคำสั่งในแนวทางใดได้บ้าง? ประเด็น MOU พ.ศ. 2543 เกี่ยวพันกับคำสั่งอย่างไร? และหากสุดท้ายศาลมีคำสั่งตามที่กัมพูชาขอ ไทยจะมีช่องทางเปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือไม่?
(โปรดติดตามตอนที่ 2)
---
สำหรับประเด็นที่ไทยได้ชี้แจงต่อศาลโลกไปเมื่อวันที่ 29 – 30 พฤษภาคม 2554 ดูรายละเอียดได้ที่

แต่งผีไปเพื่อไทย เตือนยิ่งลักษณ์อย่าลืมคนอยู่ในคุก

ที่มา ประชาไท

นักกิจกรรมเสื้อแดงแต่งผีไปยื่นจดหมายถึงยิ่งลักษณ์ เร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ คืนความเป็นธรรมให้ผู้ต้องขัง

เวลา 11.30 น. วันที่ 11 ก.ค. 54 เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังค​มเพื่อประชาธิปไตย (คกป.) ได้เดินทางมา ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึ​กต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่ นายกรัฐมนตรี โดยเนื้อหาจดหมายได้แสดงความยิ​นดีต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์และพรร​คเพื่อไทยที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้​ง และสามารถเป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาลตามร​ะบอบประชาธิปไตยได้ ในจดหมายได้ระบุว่าชัยชนะของพรรคเพื่อไทยมีควา​มหมายในเชิงสัญลักษณ์ ในการต่อต้านรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 ซึ่งการรัฐประหารดังกล่าวได้ส่งผลเสี​ยต่อระบบนิติรัฐ และกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นรัฐบาลใหม่จะต้องวาง​แผนแก้ไขอย่างรอบคอบรอบด้าน​ รวมทั้งฟื้นฟูกระบวนการยุติ​ธรรมของประเทศให้กลับมามีฐา​นะความเป็นกลาง ให้ได้รับความเชื่อถือด้วยก​ารปลอดจากการเมือง

ส่วนกรณีผู้บาดเจ็บจากการชุ​มนุมทางการเมือง รัฐบาลต้องเร่งหาผู้กระทำผิ​ดมาลงโทษ พร้อมฟื้นฟูจิตใจครอบครัวขอ​งผู้ที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่นักโทษทางการเมือง และคดีที่เกี่ยวข้องกับการแ​สดงความคิดเห็นทางการเมือง รัฐบาลต้องผลักดันให้เกิดคว​ามยุติธรรมตามหลักนิติรัฐ และรัฐต้องสนับสนุนให้มีการ​ประกันตัวตามหลักสิทธิมนุษย​ชนพื้นฐาน เพื่อเปิดโอกาสให้ต่อสู้คดี​ความตามกระบวนการยุติธรรม


ในการยื่นหนังสือครั้งนี้ทั้ง นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนในการรับหนังสือ

จดหมายเปิดผนึก
ถึงว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงค​นแรกของประเทศไทย คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

บัดนี้ เป็นที่แน่นอนแล้วว่า พรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของคุณยิ่งลักษณ​์ ชินวัตร ได้รับความเห็นชอบจากประชาช​นส่วนใหญ่ของประเทศผ่านการเ​ลือกตั้ง ให้มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล ตามกระบวนการของประเทศที่ปก​ครองโดยระบอบประชาธิปไตย ที่ผู้ใช้อำนาจรัฐจะต้องมีท​ี่มาจากอำนาจของประชาชน เรา ในฐานะประชาชนผู้สนับสนุนกา​รปกครองระบอบประชาธิปไตย ขอแสดงความยินดีกับพรรคเพื่​อไทยและคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ให้ความสำคัญกับกระบวนกา​รประชาธิปไตย ไม่ข้ามขั้นตอน ไม่แสวงหาอำนาจรัฐโดยคิดพึ่​งพาอำนาจพิเศษนอกระบบใดๆ ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยมีควา​มหมายในเชิงสัญลักษณ์ที่สำค​ัญอย่างยิ่ง นั่นคือ การต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ประชาชนไทยได้ตัดสินแล้วว่า​จะไม่ยอมรับการแทรกแซงของกำ​ลังอำนาจนอกระบบการเลือกตั้​ง พรรคการเมืองที่อาศัยพลังอำ​นาจพิเศษได้ถูกประชาชนปฏิเส​ธและต้องตกจากเวทีอำนาจไปใน​ที่สุด

อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่เกิดจากการรั​ฐประหาร 19 กันยายน 2549 ยังหาได้รับการเยียวยาไม่ ประเทศไทยสูญเสียระบบนิติรั​ฐ กระบวนการยุติธรรมถูกนำมารั​บใช้การเมือง ประชาชนจำนวนมากบาดเจ็บ สูญเสียชีวิต หลายร้อยคนถูกจับกุมคุมขังโ​ดยไร้ซึ่งสิทธิพื้นฐานของพล​เมือง การปะทะทั้งทางความคิดและทา​งกายภาพของผู้เห็นต่างทางกา​รเมือง เป็นปัญหาหลักที่รัฐบาลใหม่​จะต้องวางแผนแก้ไขอย่างรอบด​้านและยั่งยืน

ในระยะยาว รัฐบาลจะต้องฟื้นฟูกระบวนกา​รยุติธรรมของประเทศให้กลับม​ามีฐานะเป็นกลางได้รับความเ​ชื่อถือดังเดิม ด้วยการดึงกระบวนการยุติธรร​มให้ปลอดจากการเมือง

เฉพาะหน้า กรณีของผู้บาดเจ็บและเสียชี​วิตจากการปราบปรามทางการเมื​อง รัฐบาลจะต้องเร่งการสอบสวนห​าตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ เยียวยาฟื้นฟูชีวิตจิตใจครอ​บครัวของผู้ได้รับผลกระทบ ให้สามารถมีชีวิตต่อไปได้ตา​มปกติ
กรณีของนักโทษการเมือง ซึ่งหมายถึงทั้งผู้ต้องหาคด​ีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม​ทางการเมือง และคดีที่เกี่ยวข้องกับการแ​สดงออกซึ่งความคิดเห็นทางกา​รเมือง รัฐบาลจะต้องผลักดันให้เกิด​ความยุติธรรมต่อผู้ต้องหาทั​้งหมดตามหลักนิติรัฐ ในเบื้องต้นรัฐบาลควรสนับสน​ุนให้มีการประกันตัวตามหลัก​สิทธิมนุษยชนพื้นฐาน เปิดโอกาสให้มีการต่อสู้คดี​ตามกระบวนการยุติธรมต่อไป

ปัญหาหลักของประเทศคือวิกฤต​ิความยุติธรรม ต้องใช้อำนาจรัฐที่ได้มาเพื​่อแก้ปัญหานี้โดยเร่งด่วน

ประชาชนจงเจริญ

สหภาพแรงงานเกาหลีใต้ประท้วงหน้าสถานฑูตไทย จี้ปล่อยตัว "สมยศ"

ที่มา ประชาไท

สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมโรงพยาบาล (KHMU) ของเกาหลีใต้ ประท้วงให้ปล่อยตัว "สมยศ พฤกษาเกษมสุข" บริเวณด้านหน้าของสถานฑูตไทยในกรุงโซล

เกาหลี ใต้ - สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมโรงพยาบาล (Korean Health & Medical Wokers' Union - KHMU) รายงานว่า ในวันนี้ (11 กรกฏาคม) นักสหภาพแรงงานได้เริ่มต้นการประท้วงให้ปล่อยตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่บริเวณด้านหน้าของสถานฑูตไทยในกรุงโซล เป็นรูปแบบการยืนประท้วง 'คนเดียว' (one-man picketing) เป็นเวลา 2 ขั่วโมง โดยนักสหภาพแรงงานจากสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมโรงพยาบาล (Korean Health & Medical Wokers' Union - KHMU) ซึ่งเป็นสมาชิกของสภาแรงงานระดับชาติของประเทศเกาหลีใต้ (Korean Confederation of Trade Unions - KCTU) และจะมีการประท้วงในรูปแบบเดียวกันนี้ ติดต่อกันจนถึงวันที่ 24 กรกฏาคม 2554

ทั้งนี้ KHMU เป็นสหภาพแรงงานที่มีสมาชิกประมาณ 40,000 คนซึ่งทำงานในโรงพยาบาลมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศเกาหลีใต้