WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 13, 2011

เอาแล้วไง!กกต.ยังไม่รับรองยิ่งลักษณ์เป็นส.ส.-แขวนแกนนำแดงทั้งพวง พ่วงอภิสิทธิ์แคะหนมครก

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา INN,NATION และASTVผู้จัดการ

ที่ ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มีมติเสียงข้างมากประกาศรับรองส.ส. 358 คน จากทั้งหมด 500 คน เนื่องจากยังเห็นว่า ผู้สมัครหลายรายมีเรื่องร้องเรียนค้างอยู่ ซึ่งรวมทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร บัญชีรายชื่อลำดับ 1 ของพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคเพื่อไทยด้วย รวมทั้งแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เป็นส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด

นอกจากนี้ กกต.ยังไม่ประกาศรับรอง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ เนื่องจากกรณีการถูกร้องเรียนเช่นกัน

สำนักข่าวINN รายงานว่ากกต.รับรองส.ส.แล้ว358คนในรอบแรก ส่วนยิ่งลักษณ์,อภิสิทธิ์,จตุพรและแกนนำนปช.ยังถูกแขวน

คณะ กรรมการการเลือกตั้ง แถลงรับรอง 358 ส.ส.รอบแรก ที่ไม่มีเรื่องร้องเรียนแล้ว โดยแบ่งเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต 249 คน และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 109 คน ส่วน กรณี อภิสิทธิ์ - ยิ่งลักษณ์ และแกนนำแดง ต้องรอตั้งคณะอนุกรรมการ วินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน

ที่ ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้มีการประชุมเพื่อพิจารณา ส.ส.ในชุดแรก ที่ไม่มีเรื่องร้องเรียน เสร็จสิ้นแล้ว เบื้องต้นได้รับรายงานจากทางด้าน นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง รับผิดชอบงานด้านกิจการพรรคการเมืองว่ามีการประกาศรับรองผลทั้งสิ้นในวันนี้ รวม 358 คน แบ่งเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต 249 คน และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 109 คน เบื้องต้นยังเป็นตัวเลขที่ยังไม่มีการประกาศออกมาเป็นทางการ

ส่วน กรณีแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ น.พ.เหวง โตจิราการ บุคคลเหล่านี้ยังมีเรื่องร้องเรียน จึงยังไม่มีการพิจารณาประกาศผลรับรองในวันนี้ จะต้องมีการตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อมาทำการวินิจฉัยสืบสวนสอบสวน ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันนี้

ล่าสุด คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้แถลงข่าวประกาศรับรองผลการเลือกตั้งส.ส. อย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีทั้งสิ้น 358 คน แบ่งเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต 249 คน และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 109 คน

ส่วนกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไปแคะขนมครก หาเสียง และ กรณี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผัดหมี่โคราชแจกระหว่างหาเสียง รวมทั้ง แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ น.พ.เหวง โตจิราการ บุคคลเหล่านี้ยังมีเรื่องร้องเรียน จึงยังไม่มีการพิจารณาประกาศผลรับรองในวันนี้ จะต้องมีการตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อมาทำการวินิจฉัยสืบสวนสอบสวน ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันนี้

ทั้งนี้ ส.ส.ที่ได้รับการรับรองผล แล้ว สามารถมารับใบรับรองได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กตต. ได้ในวันที่ 14 กรกฎคม

สดศรีเผยกรณี"ปู-มาร์ค"รอพิจารณาข้อกม.

สำนักข่าวเนชั่น รายงาน ว่า รายชื่อ พรรคเพื่อไทยที่โดนแขวน กกต.ยังไม่ประกาศรับรอง เช่น นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธ์ นพ.เหวง โตจิราการ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวิภูแถลง พัฒนะภูมิไทย พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย นายพายัพ ปั้นเกตุ นายวิเชียร ขาวขำ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นางสาวจารุพรรณ กุลดิลก นายพิชิต ชื่นบาน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เจอ 3 คน คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ และศิริวรรณ ปราศจากศัตรู รวมทั้ง นายชัย ชิดชอบ จากพรรคภูมิใจไทย พัชรินทร์ มั่นปาน ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคประชาธิปไตยใหม่

นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง เปิดเผยว่า เสียง 3 ใน 2 ที่เห็นว่า กกต.ควรประกาศรับรอง ด้วยเหตุผลว่า ควรจะประกาศรับรองผล เพราะหากกกต.ทอดเวลาออกไปจะกระทบกับเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล และอาจจะส่งผลต่อสถานการณ์บ้านเมือง

ทั้งนี้การพิจารณารับรองผลการ เลือกตั้งส.ส.ในครั้งนี้ กกต.ไม่ยึดหลักระเบียบของฝ่ายสืบสวนสอบสวน ที่ให้พิจารณาเฉพาะเรื่องร้องเรียนที่ร้องมายังกกต.เฉพาะก่อนวันเลือกตั้งจน ถึงวันเลือกตั้ง แต่พิจารณาตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้งจนถึงวันที่ 11 ก.ค. ทำให้มีเรื่องร้องเรียนจำนวนมากกว่า 90 เรื่อง ซึ่งบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เป็นเป้าของการกลั่นแกล้ง

ส่วนเรื่อง ร้องเรียนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ ทางกกต.ได้ให้อนุกก.สืบสวนสอบสวนไปพิจารณาข้อกฏหมายก่อนส่งกลับมาให้กกต.ภาย ใน 7 วัน

อย่างไรก็ตาม การประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ไปแล้วบางส่วน กกต.ก็ยังจะพิจารณาได้อีก ในส่วนที่ถูกร้องเรียน หากพิจารณาไม่ทันก็ประกาศไปก่อนเพื่อให้สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฏรได้ จากนั้นค่อยสอยทีหลัง


เวบไซต์ASTVผู้จัดการ รายงานว่า เจ้าหน้าที่กกต.เปิดเผยว่าแม้บัญชีรายชื่อส่วนใหญ่จะได้รับการประกาศก็ตาม แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ กกต. มีเสียงไม่เป็นเอกฉันท์ โดยนายวิสุทธิ์ โพธิแท่น เป็น กกต. รายเดียวที่ยืนยันว่า เมื่อมีการร้องเรียนจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ที่ขอให้พิจารณายุบทั้ง 5 พรรคใหญ่ค้างอยู่ ก็ไม่ควรจะประกาศบัญชีรายชื่อใดเลย ขณะที่ กกต. อีก 4 คนเห็นต่างกันว่าควรต้องประกาศไปก่อน รวมทั้ง กรณีของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ก็น่าจะเป็นไปตามที่ฝ่ายบริหารการเลือกตั้งเสนอไว้ คือประกาศก่อนแล้วยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนภายหลัง

ส่วนกรณีของนาย อภิสิทธิ์ ซึ่งมีเรื่องร้องคัดค้านเรื่องขนมครก และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เรื่องผัดหมี่ นั้น กกต. ได้มีเสียงแตกเป็นสองส่วน โดยนายสมชัย จึงประเสริฐ และ นางสดศรี สัตยธรรม เห็นควรประกาศไปด้วยกัน ขณะที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ และนายวิสุทธิ์ โพธิแท่น ยืนยันว่าไม่ควรประกาศ สุดท้ายเสียงที่ตัดสินใจภายหลัง คือนายประพันธ์ นัยโกวิทย์ ซึ่งได้ตัดสินใจเป็นเสียงที่สาม จึงทำให้เป็นมติเสียงข้างมากกว่ายังไม่ประกาศชื่อทั้งสองราย โดยนางสดศรี สัตยธรรม เปิดเผยว่า กรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายอภิสิทธิ์ ทางกกต.ได้ให้อนุกรรมการสืบสวนฯ พิจารณาข้อกฎหมายก่อนส่งกลับมาให้กกต.พิจารณาภายใน 7 วัน

ทั้งนี้ ในส่วนของส.ส.บัญชีรายชื่อ กกต.ใช้มติเสียงข้างมากให้ประกาศในส่วนของส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่ไม่มี เรื่องร้องคัดค้านไปก่อน 109 คน จากทั้งหมด 125 คน ซึ่งเสียงข้างมากให้แขวนผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 16 คน เนื่องจากมีเรื่องร้องคัดค้านอยู่ ส่วนของส.ส.เขตประกาศรับรองผลการเลือกตั้งได้ 249 คน รวมส.ส.ทั้งสองแบบได้จำนวน 358 คนจากทั้งหมด 500 คน

Tuesday, July 12, 2011

กกต.รับรองส.ส.358 คน แขวนยิ่งลักษณ์-นปช.-มาร์ค

ที่มา ข่าวสด



เมื่อ 12 ก.ค. รายงานข่าวในที่ประชุมกกต. แจ้งว่า ระหว่างการประชุมวาระการพิจารณารับรองผลการเลือกตั้งส.ส. โดยที่ประชุมกกต.มีมติเสียงข้างมากควรประกาศรับรองผลการเลือกตั้งส.ส.ในวัน ที่ 12 ก.ค.นี้ โดยยึดมาตรฐานในการยึดยอดผู้ร้องคัดค้านถึงวันที่ 11 ก.ค. ปรากฏว่าในส่วนของส.ส.บัญชีรายชื่อ กกต.ใช้มติเสียงข้างมากให้ประกาศในส่วนของส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่ไม่มี เรื่องร้องคัดค้านไปก่อน 109 คน จากทั้งหมด 125 คน ซึ่งเสียงข้างมากให้แขวนผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 16 คน เนื่องจากมีเรื่องร้องคัดค้านอยู่

ใน 16 คนนี้ ในส่วนของพรรคเพื่อไทยมีจำนวนมาก อาทิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย และผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ที่เป็นแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประมาณ 12 คน สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และนายสุรทิน พิจารณ์ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคประชาธิปไตยใหม่

กกต.เสียงข้างน้อย 2 เสียง ประกอบด้วย นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ และนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย เห็นว่าควรประกาศรับรองผลการเลือกตั้งส.ส.บัญชีรายชื่อไปก่อนทั้งหมดและค่อย พิจารณาเรื่องร้องคัดค้านในภายหลัง ส่วนของส.ส.เขตประกาศรับรองผลการเลือกตั้งได้ 249 คน รวมส.ส.ทั้งสองแบบได้จำนวน 358 คนจากทั้งหมด 500 คน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กกต.ได้พิจารณายกคำร้องในกรณีผัดหมี่ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่พิจารณาเรื่องร้องเรียนที่น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ร้องกรณีให้การเท็จในเรื่องหุ้น และนโยบายทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ส่วนนายอภิสิทธิ์ โดนเรื่องจ้างวานให้คนอื่นไปซื้อเสียง ส่วนเรื่องแคะขนมครกของนายอภิสิทธิ์ ยังไม่เข้าการพิจารณา แต่เป็นไปได้ว่าจะยกคำร้องเช่นเดียวกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ นอกจากนี้ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ที่โดนแขวนอีก 1 คนคือ นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู

กูรูใหญ่ "ณรงค์ เพ็ชร์ประเสริฐ" มองต่างมุม หนุนขึ้นค่าแรง 300 บาท ฝากการบ้านข้อใหญ่ให้รัฐบาลปู

ที่มา มติชน



นโยบาย ค่าแรงขั้นต่ำ เป็นนโยบายสำคัญที่พรรคการเมืองต่างๆ ชูเป็นประเด็นแรกในการหาเสียง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะปรับเป็น 300 บาท

ภาย หลังที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ก็ยิ่งมีการพูดกันมากว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญคือจะทำได้หรือไม่ แม้ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ได้ชี้แจงว่า พรรคต้องการยกระดับฐานะของคนยากคนจนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และยืนยันว่า เมื่อเป็นรัฐบาลจะเร่งพิจารณาในระดับไตรภาคี เพื่อนำไปสู่การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในทุกพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมปีหน้าเป็นต้นไป

ขณะที่หลายฝ่ายก็ออกมาระบุ ว่า นโยบายดังกล่าวจะส่งผลโดยตรงทำให้นายจ้างหรือสถานประกอบการต้องแบกรับภาระ ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ธุรกิจเอสเอ็มอีจะต้องปิดกิจการ จะเกิดการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งจะทำให้แรงงาน ต่างด้าวทะลักเข้ามาในประเทศเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นปัญหาความมั่นคง แม้จะเป็นความหวังของแรงงานไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างด้าวก็ตาม

จากนโยบายการปรับค่าแรงขั้นต่ำของพรรคเพื่อไทยที่มีทั้งคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั้น รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ "มติชนออนไลน์" ถึงกรณีนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำว่า ที่ผ่านมาเราไม่ได้มองถึงปัญหาค่าจ้างขั้นต่ำว่าเป็นปัญหาหรือไม่ มากกว่านั้นการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นไปเพื่อการพัฒนาประเทศหรือไม่ ถ้าเป็นการพัฒนาประเทศก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเพื่อทำตามนโยบายอย่างเดียวโดยไม่ได้คำนึง ถึงเรื่องอื่นก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร

คำ ถามก็คือว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นการเพิ่มรายได้ด้วยหรือไม่ หากมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแล้วไม่เป็นการลดรายได้ก็จะเกิดปัญหาตามมา เพราะก่อนหน้านี้กรุงเทพมหานครขึ้นค่าแรงไปแล้ว 9 บาท เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผลปรากฎว่าค่าครองชีพสูงขึ้น กล่าวคือคือ ได้ค่าแรงเพิ่ม 9 บาทต่อวัน แต่ราคาก๋วยเตี๋ยวเพิ่มจาก 25 บาท เป็น 30 บาท ถ้าวันหนึ่งกิน 3 มื้อ ก็เท่ากับว่าต้องจ่ายค่ากินเพิ่มอีก 15 บาทต่อวัน

ฉะนั้น จึงสรุปได้ว่าค่ากินเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าจ้าง หากเทียบกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท (คิดจากฐานของกรุงเทพและปริมณฑล) ก็เท่ากับว่าเพิ่มขึ้นอีก 85 บาท เพราะเดิมเคยได้ 215 บาทต่อวัน หากสินค้าที่เรากินอยู่ต่อวันเพิ่มขึ้นเป็น 100 บาทต่อวัน การปรับขึ้นค่าแรงก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร นี่จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน

เท่า ที่ผ่านมาระบบรากฐาน เศรษฐกิจของบ้านเราจะอยู่ภายใต้อำนาจของตลาด ทำให้สินค้าหลายประเภทมีอำนาจในการปรับขึ้นราคาสินค้า ปัญหาก็คือว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมีผลต่อการขึ้นราคาสินค้า ในทางเศรษฐศาสตร์แล้วการปรับขึ้นค่าแรงแบบนี้จะเรียกว่า ค่าจ้างเพิ่มแต่รายได้ลด ในเมื่อธุรกิจในไทยมีอำนาจเหนือตลาดแล้ว การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่ค่าครองชีพหรือรายได้ไม่มั่นคง หรือสูงกว่ารายรับที่เพิ่มขึ้น ก็เสมือนเป็นการลงโทษแรงงานมากกว่า ถ้าแรงงานเพิ่มอีก 100 บาท ของอย่างอื่นก็ปรับขึ้นหมด ทำให้ค่าใช้จ่ายในการบริโภคเพิ่มตาม ถ้าถามว่ารายได้เพิ่มแล้วสินค้าแพง ก็เท่ากับว่ารายได้ลงลง แม้ปริมาณเงินจะเพิ่มขึ้น ขณะที่การเพิ่มค่าแรงขึ้นอีก 85 บาทในกรุงเทพฯ แล้วรัฐบาลสามารถดูแลไม่ให้ราคาสินค้าปรับขึ้นได้ ก็เป็นสิ่งที่ดีและสามารถทำได้

ขณะ ที่ผู้ประกอบการมีการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ก็ไม่ได้มีผลกระทบมากนัก ขณะเดียวกันผู้ประกอบการจะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะว่า การขึ้นค่าแรงเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนในการผลิต ซึ่งน้อยกว่าต้นทุนการผลิตอื่นๆ ด้วยซ้ำ เพราะการผลิตจะต้องดูภาพรวมหลายอย่างประกอบกัน ผู้ประกอบการเองก็อาศัยการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำขยับราคาสินค้าได้ แต่ในเชิงธุรกิจแล้วก็มักจะอ้างการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เพราะแท้ที่จริงแล้วค่าแรงไม่ได้มีผลต่อการทำธุรกิจ การครองชีพของแรงงานมากกว่าที่เป็นปัญหา และการดำเนินนโยบายของพรรคการเมืองก็ไม่ได้ทำความเข้าใจว่า การเพิ่มค่าจ้างจะเป็นการช่วยเหลือแรงงานนั้น เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ รศ.ดร.ณรงค์ ยังกล่าวกับ "มติชนออนไลน์" อีกว่า ปัญหา อีกอย่างหนึ่งก็คือ การปรับค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้อธิบายว่าจะเป็นค่าแรงนั้นจะเป็นรายได้ที่แท้ จริง ที่ไม่ใช่การขึ้นค่าจ้างพร้อมๆ กับการขึ้นราคาสินค้า ถ้าตั้งใจเพิ่มให้จริง จะต้องทำให้แรงงานอยู่ได้ และต้องสินค้าหรือค่าครองชีพลดลงด้วย คำถามหลังจากนี้ก็คือ ที่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นการเพิ่มหรือลดรายได้ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการหรือแรงงานที่จะได้ประโยชน์

จาก เหตุการณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้น จะทำให้การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในต่างจังหวัดยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ เพราะมีค่าแรงที่ต่ำกว่า ขณะเดียวกันสินค้าอุปโภค บริโภคทั้งหลายจะต้องมีราคาที่สูงกว่า หากมีการปรับขึ้นราคาสินค้า ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่งต่างๆ ขณะเดียวกันทางกระทรวงแรงงานได้เอาค่าครองชีพของกรรมกรไปถัวเฉลี่ยกับชาวนา ทั้งที่กรรมกรมีค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ค่าเดินทางสูงกว่า ต้องออกจากบ้านทุกวัน แต่ชาวนาอาจจะไม่ต้องออกบ้านทุกวัน ฉะนั้นจึงคิดถัวเฉลี่ยไม่ได้ และกระทรวงแรงงานก็ไม่เคยแยกแยะตรงนี้

ปัญหา ภายหลังการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำก็จะทำให้แรงงานต่างด้าว ด้าวเข้ามาประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ หากจะปรับค่าแรงให้เฉพาะคนไทย มันจะผิดหลักการอยู่ 2 หลัก คือ กฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงต่างด้าวด้วย อีกอย่างก็คือว่า ไม่เป็นการปฏิบัติตามอนุสัญญาของแรงงาน เพราะจะต้องไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ หากแบ่งแยกเชื้อชาติก็เท่ากับว่าไม่เป็นการเคารพอนุสัญญา หรือเป็นการเบี้ยวแรงงาน ยิ่งไม่ปรับค่าแรงขั้นต่ำให้แรงงานต่างด้าว ก็เสมือนเป็นการตอกย้ำว่าเราเบี้ยวค่าแรง มากกว่านั้นก็คือว่า สิ่งที่นโยบายระบุไปนั้นไม่เคารพกติกาสากล

ส่วน กรณีที่มีการขึ้นค่าแรงไปแล้วนั้น ต้องอย่าลืมว่า ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ไม่ได้คิด เพราะการมีนโยบายปรับขึ้นค่าแรง ก็เท่ากับเป็นการชี้โพรงให้กระรอก กล่าวคือ เมื่อไม่มีการขึ้นให้ต่างด้าวก็เหมือนเป็นการชี้แนะให้นายทุนหรือผู้ประกอบ การเลือกใช้แรงงานต่างด้าวมากยิ่งขึ้น อนาคตคนไทยก็จะตกงาน เมื่อเอาเข้าจริงแล้วบริษัทใหญ่โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่ภายใต้พรรคเพื่อไทย คงไม่ปรับขึ้นค่าแรงตาม และถ้าบอกว่าขึ้นให้ราชการเป็น 15,000 บาท พรรคเพื่อไทยก็คงไม่เดือดร้อนหรือทำงานหนัก เพราะราชการได้เงินเดือนจากภาษีประชาชน แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะรับราชการเพิ่มอีกกี่คน ในเมื่อมีนโยบายลดจำนวนข้าราชการอยู่


อย่าง ไรก็ตาม รศ.ดร.ณรงค์ ยังเห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่จะขึ้นอย่างไรให้เขาอยู่ได้ หรือขึ้นค่าแรงแล้วทำให้มีรายได้เพิ่มอย่างแท้จริง ค่าครองชีพไม่สูง แรงงานอยู่ได้ ที่สำคัญต้องไม่เป็นการลงโทษแรงงานจากการขึ้นค่าแรง หรือเป็นการชี้โพรงให้กระรอก


นี่จึงเป็นโจทย์ที่พรรคเพื่อไทยจะต้องคิดต่อ !!!

คนเสื้อแดงชุมนุมที่สำนักงาน กกต.เรียกร้องให้รับรอง "จตุพร" เป็น ส.ส. (ชมคลิป)

ที่มา มติชน





เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม คนเสื้อแดงยืนร้องเพลงและตะโกนเรียกร้องให้ กกต.รับรอง นายจตุพร พรหมพันธ์ เป็น ส.ส.ที่หน้าประตูทางเข้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ รปภ. ที่มายืนกันไว้ไม่ให้คนเสื้อแดงบุกเข้าไป

359นักเขียนเร่งสภาใหม่แก้112 ลั่นการอ้างสถาบันฯมุ่งร้ายผู้อื่นจักต้องไม่ได้รับความยำเกรงอีกต่อไป

ที่มา Thai E-News

359 Thai Writers 112 Manifesto from duhlagalaladum on Vimeo.

การแถลงคำประกาศของ 359 นักเขียนไทย เรียกร้องให้ทบทวนแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112

Thai Writers Article 112 Manifesto Epilogue from duhlagalaladum on Vimeo.

วรพจน์ พันธุ์พงศ์ กิตติพล สรัคคานนท์ ปราบดา หยุ่น วาด รวี ตอบบางคำถามว่าด้วยการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112 (แถมคำปิดท้ายจากซะการีย์ยา อมตยา)

ที่มา Thai Poet Society

คำประกาศ 359 นักเขียน :สิทธิ เสรีภาพ จักต้องไม่ถูกละเมิด การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองจักต้องไม่ถูกขู่เข็ญ ด้วยข้อกล่าวหาไม่จงรักภักดี

เรา – นักเขียนจำนวน 359 คน ผู้มีรายนามต่อท้ายคำประกาศนี้ มีความเห็นว่า ขณะนี้ สิทธิ เสรีภาพตามหลักการภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย กำลังตกอยู่ในภาวการณ์สุ่มเสี่ยง และกำลังดำเนินไปสู่สภาวะบอบบาง และอ่อนแอ

อันเนื่องมาจาก มีบุคคลและกลุ่มบุคคลหลายฝ่าย นำกฎหมายอาญามาตรา 112 มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการข่มขู่ คุกคาม หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายผู้อื่นโดยย่ามใจ และคึกคะนอง

ตลอดจนมีการใช้กฎหมายดังกล่าวยกอ้างสร้างความชอบธรรมในการฟ้องร้อง ดำเนินคดี คุมขังและริดรอนอิสรภาพของประชาชนจำนวนมากอย่างอยุติธรรม ทั้งนี้ โดยมีสาเหตุมาจากเรื่องทางการเมืองเป็นส่วนใหญ่

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ นอกจากจะเป็นการคุกคามและสั่นคลอนเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น แล้ว ยังละเมิดหลักการว่าด้วยสิทธิ ความเสมอภาค สิทธิมนุษยชน ความเป็นนิติรัฐ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งรังแต่จะนำพาสังคมถดถอยสู่ความป่าเถื่อน ล้าหลัง

ด้วยตระหนักว่า เสรีภาพย่อมเป็นสิ่งซึ่งสัมพันธ์และไม่อาจแยกขาดจากกัน ความงอกงามของพลังสร้างสรรค์ ย่อมได้รับการเกื้อกูลจากเสรีภาพเป็นพื้นฐาน ในฐานะนักเขียน เสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวพันกับความสามารถในการสร้าง สรรค์งานเขียนโดยตรง

การคิดและการแสดงความคิด เป็นสองสิ่งที่ไม่อาจแยกขาดจากกัน หากไร้ซึ่งการแสดงออกทางความคิดอย่างเสรีแล้ว ย่อมยากยิ่งที่ความคิดใหม่จะงอกเงยขึ้นมาได้

ผู้ที่ไม่เข้าใจว่าการริดรอนเสรีภาพในเรื่องหนึ่งย่อมกระทบกระเทือนเสรีภาพ ในอีกเรื่องหนึ่งอย่างหลีกไม่พ้น คือผู้ที่ไม่เข้าใจในเรื่องเสรีภาพ และมองไม่เห็นห่วงโซ่แห่งภูมิปัญญาที่เกี่ยวร้อยกันไว้

เมื่อเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นถูกริดรอน ผลกระทบไม่เพียงเกิดกับนักเขียน เพราะเมื่อความคิดใหม่ ๆ ถูกทำให้เฉื่อยชาและลังเลที่จะแสดงออก ภูมิปัญญาของสังคมย่อมอ่อนแอ เสื่อมถอย และสังคมย่อมไม่อาจดำรงอยู่อย่างมั่นคงได้ในโลกสมัยใหม่ ซึ่งต้องอาศัยสติปัญญาเป็นกำลังสำคัญ

เราขอเรียกร้องต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ให้เป็นผู้นำในการแก้ไขกฎหมาย

เราขอเรียกร้องความกล้าหาญที่จะแสดงสำนึกอันถูกต้องจากนักการเมือง นักวิชาการ สื่อมวลชน และปัญญาชนทุกภาคส่วน สังคมไทยมีความจำเป็นต้องตระหนักว่า การปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นและการข่มขู่ คุกคาม กดปราบ หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย เหยียดหยามผู้อื่น

ไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชนด้วยกันเอง หรือสื่อมวลชนที่มืดบอด คือภัยสังคมที่ต้องเร่งแก้ไข และสมควรเป็นวาระสำคัญแห่งชาติที่แท้จริง หากต้องการสถาปนาความมั่นคงในการอยู่ร่วมกัน

หากความล่มจมของสังคมจะเกิดขึ้น ย่อมไม่ใช่มาจากความไม่ปรองดอง ความไม่สามัคคี ความล่มจมไม่ได้เกิดจากคนในสังคมมีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน หากแต่เกิดขึ้นด้วยเหตุของการไม่เคารพสิทธิ เสรีภาพภายใต้ระบอบการปกครอง ปราศจากซึ่งความอดทนอดกลั้นในการรับรู้รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ไร้ความสามารถในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถือความคิดของตนเป็นใหญ่ เหนือหลักสิทธิ เสรีภาพ หลักกฎหมาย หรือแม้แต่หลักรัฐธรรมนูญ

ความเร่งด่วนในการเยียวยาสังคมควรจะเป็นการสถาปนาความเป็นธรรม ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค เพื่อเป็นหลักในการเรียนรู้การอยู่ร่วมและแลกเปลี่ยนซึ่งความคิดเห็นที่แตก ต่าง เพื่อเพิ่มความสามารถในการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

เรานักเขียน 359 คนผู้มีรายนามท้ายคำประกาศนี้ ขอเรียกร้องให้มีการทบทวน ปรับปรุง แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วยความปรารถนาดีอย่างแท้จริง เพื่อความงอกงามของประชาธิปไตย เพื่อความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ และเพื่ออนาคตของประเทศชาติ ต้องยุติการใช้ข้อกล่าวหาไม่จงรักภักดีหรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่อง มือทางการเมือง

ด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นนักเขียน เราขอประกาศว่า เราจักไม่ยอมจำนนต่อการกดขี่ คุกคาม ปราบปราม ข่มขู่ หรือการแสดงความอาฆาตมาดร้ายใด ๆ ไม่ว่าจะโดยบุคคล หรือกลุ่มบุคคลใด

ด้วยเกียรติภูมิของความเป็นพลเมืองไทย ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เราจักไม่สยบยอมให้กับการอ้างใช้สถาบันกษัตริย์เพื่อวางอำนาจ แสดงความดูหมิ่น หรือเพียงเพื่อปลดปล่อยจิตใจกักขฬะ ไม่ว่าจะโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชนด้วยกัน หรือสื่อมวลชนที่มืดบอด

การอ้างสถาบันเพื่อแสดงความมุ่งร้ายผู้อื่น ใช้อำนาจกดข่มผู้อื่น ภายใต้หน้ากากของความจงรักภักดี และข้อกล่าวหากระด้างกระเดื่องต่อแผ่นดิน จักต้องไม่ได้รับความยำเกรงอีกต่อไป

ประกาศ ณ วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554


บินหลา สันกาลาคีรี

ปราบดา หยุ่น

ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง

ซะการีย์ยา อมตยา

กิตติพล สรัคคานนท์

วรพจน์ พันธุ์พงศ์

วาด รวี

กฤช เหลือลมัย

สุเจน กรรพฤทธิ์

กวีอราสุ


(10)


ธีรภัทร เจริญสุข

พรสุข เกิดสว่าง

สานุ อร่ามเอกวนิช

สรายุทธ์ ธรรมโชโต

นงลักษณ์ หงส์วิเศษชัย

เฉลิมพันธุ์ หวันชิตนาย

เดือนวาด พิมวนา

ประกาย ปรัชญา

นพดล ปรางค์ทอง

นพรุจ หิญชีระนันทน์ (แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า)


(20)


กิตติกา บุญมาไชย

ภาณุ มณีวัฒนกุล

วิจักขณ์ พานิช

เกียรติศักดิ์ ประทานัง (ปั้นคำ)

สฤณี อาชวานันทกุล

ชญานิน เตียงพิทยากร

ทองธัช เทพารักษ์

“ผาดไหม”

อธิฌลา (อันธิฌา ทัศคร)

ดาราณี ทองศิริ


(30)


นิติพงศ์ สำราญคง

ศรัทธา แสงทอน

สหรัฐ พัฒนกิจวรกุล

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

ปราย พันแสง

คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์

บุญชิต ฟักมี

สิทธา วรรณสวาท

นิศากร แก่นมีผล

อาทิชา ตันธนวิกรัย


(40)


ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ (มน. มีนา)

การะเกตุ ศรีปริญญาศิลป์ (การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์)

วรัญญู อินทรกำแหง

พิชญา โชนะโต

พีระ ส่องคืนอธรรม

วรวุฒิ สัจจะปรเมษฐ

พิเชฐ แสงทอง

คำ ผกา

โคจร สมุทรโชติ

ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์


(50)


วิชัย ดวงมาลา

แก้วตา ธัมอิน

พิรุณ อนุสุริยา

พณ ลานวรัญ

ธิติ มีแต้ม

ธาริต โตทอง

ภูมิภัทร์ สงวนแก้ว

ณัฐชา วิวัฒน์ศิริกุล

มหรรณพ โฉมเฉลา

รวิวาร โฉมเฉลา


(60)


ปิยะพันธ์ เลิศคุณากร

นฤพนธ์ สุดสวาท

ณภัค เสรีรักษ์

ธนะ วงษ์มณี

อนุพงษ์ เทพวรินทร์

จรูญพร ปรปักษ์ประลัย

ระยิบ เผ่ามโน

อรุณรุ่ง สัตย์สวี

รางชาง มโนมัย

ภู กระดาษ


(70)


มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ

รน บารนี

ธีร์ อันมัย

วิวัฒน์ เลิศฯ (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา)

มูหัมหมัดฮาริส กาเหย็ม

พรพิมล ลิ่มเจริญ

ก่องแก้ว กวีวรรณ

กตัญญู สว่างศรี

หรินทร์ สุขวัจน์

สมหวัง ดังพ่อตั้งจิต


(80)


คาล รีอัล

กฤชวัชร์ เตชะวณิย์

ชานันท์ ยอดหงส์

นราวุธ ไชยชมภู

จรัส โฆษณานันท์

อนันต์ เกษตรสินสมบัติ

วิวัฒน์ จ่างตระกูล

โอปอล์ ประภาวดี

วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์

ภัทรภร วาดกลิ่นหอม


(90)


ภัควดี วีระภาสพงษ์

สุทธิดา มนทิรารักษ์

อำพล ฐาปนพันธ์นิติกุล (รินทร์ – บินนาน)

อาทิตย์ ศรีจันทร์

สิรนันท์ ห่อหุ้ม

ทินกร หุตางกูร

อธิคม คุณาวุฒิ

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล

กันต์ธร อักษรนำ

อโนชา ปัทมดิลก


(100)


วิสัย เร็วเรียบ

รชา พรมภวังค์

กุดจี่ พรชัย แสนยะมูล

ชัชชล อัจนากิตติ

อติภพ ภัทรเดชไพศาล

วิทวัส จันทร์ก้อน

นิวัต พุทธประสาท

เรืองเดช จันทรคีรี

วิภาส ศรีทอง

เด็ดเดี่ยว เหล่าสินชัย


(110)


ไกรวุฒิ จุลพงศธร

ธเรศ นวลศิริ

นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

วัชรัสม์ บัวชุ่ม

เมดินา อดุลยรัตน์

ตรีมีซีย์ ยามา

คันฉัตร รังสีกาญจนส่อง

แอลสิทธิ์ เวอร์การา

เวียง-วชิระ บัวสนธ์

ธนรรถวร จตุรงควาณิช


(120)


วรชัย เพชรคุ้ม

อุทิศ เหมะมูล

จันทร์เคียว ปริยา รัตนโยธา

วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล

จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

รัชตะ อารยะ

รุ่งฤทธิ์ เพ็ชรรัตน์

แพร จารุ

ณขจร จันทวงศ์ (อังตวน)

มงคล โรจนวิสุทธิกุล


(130)


นพพล โสภารัตนาไพศาล

วาสุเทพ เกตุเพ็ชร์

รัชดา อุษณกร

วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

สมศรี ตรังคสันต์

อรวรรณ ตรังคสันต์

ภาณุ ตรัยเวช

รุเธียร (วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์)

ภู เชียงดาว

ประชา แม่จัน


(140)


เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

ณัฐวัจน์ สุจริต

สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

อารีรัตน์ โก

หริศ ทัดมาลัย

ปรีดีโดม พัฒนชูเกียรติ

เนตรนภิส วรศิริ

ฉัตรนคร องคสิงห์

เบญจมาส วินิจจะกูล

จู พเนจร


(150)


ปราโมทย์ แสนสวาสดิ์

ณรรธราวุธ เมืองสุข

A.L. Nawaf (นาวัฟ มะมิง)

ชลธิดา พระเมเด

Travis Bickle

สุดแดน วิสุทธิลักษณ์

ไมเคิ้ล เลียไฮ

สังคม ศรีมหันต์

กานต์ ณ กานท์

สมอล์ล บัณฑิต อานียา


(160)


กิ่งกาญจน์ ศรีปริญญาศิลป์ (วาดวลี)

คำสิงห์ ศรีนอก

วัฒน์ วรรลยางกูร

ทองขาว ทวีปรังษีนุกูล

Homo erectus

เพียงคำ ประดับความ

ชัยพร อินทุวิศาลกุล

ชัชวาลย์ โคตรสงคราม

วีราภรณ์ ประสพรัตนสุข

จเด็จ กำจรเดช


(170)


พินิจ นิลรัตน์

อังกฤษ อัจฉริยโสภณ

lily CU (หลิ่มหลี)

สหรัฐ ศราภัยวานิช

มาโนช พรหมสิงห์

สุจิตต์ วงษ์เทศ

สุภาวดี สรัคคานนท์

ปฐวี วิรานุวัตร

ฮวงซีเนี้ย

เทพวุธ บัวทุม


(180)


ณรงค์ศักดิ์ นิลเขต

วรเทพ อรรคบุตร

ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล

ภาคิน นิมมานนรวงศ์

วริษฐ์ บูรณปัทมะ

วรุจ ประสพดี

พัชระ นิรันด์กาล

ริยานันท์

กฤตพจน พงศ์ถิรประสิทธิ์

ขวัญพร เจริญยิ่ง


(190)


ศิริวร แก้วกาญจน์

ประพัทธ์ จิวรังสรรค์

มาลัย 'อิสรา

อาณัติ แสนโทน

อะตอม

รอมแพง อริยมาศ

mm

From Hell

เรืองรอง รุ่งรัศมี

โมน สวัสดิ์ศรี


(200)


วรรณา สวัสดิ์ศรี (ศรีดาวเรือง)

สุชาติ สวัสดิ์ศรี (สิงห์สนามหลวง)

นาโก๊ะลี

อุรุดา โควินท์

จักรกลจินตนาการ

ธันย์ชนก นาควิโรจน์

กิ่งฟ้า เสนีวงศ์ ณ อยุธยา (ควันบุหรี่)

วรารัตน์ กระแสร์

อัจฉริยะ ใยสูง

วิชิดา ภูมิสวัสดิ์


(210)


ณัฐพงศ์ ไชยวานิชย์ผล

น้ำเพชร เชื้อชม

ชัยปภัส ไวรักษ์

ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ

รุจ ธนรักษ์

ณัฏฐา มหัทธนา

ชมพร ไชยล้อม

ปิยนารถ ธรรมวัฒนะ

เด็ด จงมั่นคง

ปิยกุล ภูศรี


(220)


วรธาร พึ่งแก้ว

จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์

นฤมล สารากรบริรักษ์

อรรถกฤษณ์ มหาเกตุ

ธัช ธาดา

ธนภัทร วชิรเมธี

เบญญภา อิ่มพร

สุจิตรา อุ่นเอมใจ

สนานจิตต์ บางสพาน

กัญญา มีบำรุง


(230)


ลัดดา สงกระสินธ์

รมิดา ตาฬวัฒน์

สมิทธิ ธนานิธิโชติ

วจีหน้ากาก

สิรินทร์ เรืองวัฒนไพศาล

ไพสิฐ พันธฺุพฤกษชาติ

พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ

ปาลิดา ประการะโพธิ์

มนต์สวรรค์ จินดาแสง

วิษณุ อินเหมย


(240)


วรวดี วงศ์สง่า

อัญชลี อุชชิน

ชาญชนะ หอมทรัพย์

สุขุมพจน์ คำสุขุม

เป็ดสววรรค์

ธวัชชัย พัฒนาภรณ์

กานต์ เกรันพงษ์

ภาวิดา ลีภาพันธ์

แสงดาว ศรัทธามั่น

มาลานชา


(250)


เมธี

วรชัย เพชรคุ้ม

ธัญลักษณ์ บุญสัมฤทธิ์

สองขา

ธิติบดี รุ่งธีรวัฒนานนท์

ศันสนีย์ ทรงเกียรติธนา

ยุวดี วัชรางกูร

รุ่งโรจน์ "อริน" วรรณศูทร (วัฒนา สุขวัจน์)

ปุณณดา สายยศ

กำพล วงศ์กุหมัด


(260)


ภาคภูมิ ลมูลพันธ์

จุรี พิพัฒนรังคะ

มาร์ค พี ภูแสง

เอกกมล เอมระดี

ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร

อัคนี มูลเมฆ

มีสเตอร์สะหวอยแมน

จักรพันธุ์ กังวาฬ

นางสาวรัตติกาล แซ่ฮ่อ

รจนา ลาร์เช่น


(270)


พิฐ บางพระ

พีรพล บางพระ

จำลอง ฝั่งชลจิตร

กิตติ จินศิริวานิชย์

อมิธา อัมระนันทน์

วินัย ชาติอนันต์

เฉลิมพล ปทะวานิช

วชิรา

อโลชา เวียงพงศ์

ศุภกร อาชว์สุนทร


(280)


ศิลาแลง

สุภาพรรณ สุตาคำ

พิชาน วรพันวาล

อนันต์ พุธซ้อน

ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

อนุชา วรรณาสุนทรไชย

ธันยนันท์ อ่อยอารีย์

เอกวิทย์ เตระดิษฐ์

Fan Faravel

อนุรักษ์ เม่นหรุ่ม


(290)


วีรยุทธ์ ธานี

ศิริโชค เลิศยะโส

มังกร

Paint the Sky

หมอกเหนือ(รพินทร์ วัฒนะ)

อัตถากร บำรุง

ขัณฑ คีรีมาศ

ธวัช ดำสอาด

สฤษดิ์ ผาอาจ

อ้าย เว่ย เหว่ย


(300)


นัฏฐกร ปาระชัย

ชนวีร์ คำมงคล

อาชญาสิตุส เดอ ซารามาแครส

กัมปนาท หัสดีวิเศษ

สมชาย จิว

วีระยศ สำราญสุขทิวาเวทย์

อนุราต ซิงห์ ดินด์ซา

นาถรพี วงศ์แสงจันทร์

กฤษฯ จินตนาการ

Thaiart


(310)


เกรียงไกร หัวบุญศาล

ทวีศักดิ์ พึงลำภู

ปิยบุตร หล่อไกรเลิศ

ดอกหญ้า บนทางดิน

พิชญา ศุภวานิช

ศุภชัย เกศการุณกุล

ชีวิน กาญจนสกุล

ทิพากร บุญอ่ำ

วิชิต หอยิ่งสวัสดิ์

อานันท์ นาคคง


(320)


ธวัชชัย ไชยวงค์สาย

จุฑามาศ อินต๊ะยา

วิทยากร โสวัตร

อุเทน ชาติภิญโญ

สมพร พงษ์พันธ์

วิชาธร วาสนาทิพย์

บุญส่ง สามารถ

สุธาสินี พานิชชานนท์

อัญชลี อนันตวัฒน์

ประมวล มณีโรจน์


(330)


อภิรดี จูฑะศร (เอื้อง ยิปโซ)

บดินทร์ จิรนันทศักดิ์

กนวิชญ์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

พีระวัจน์ เดือนฉาย

ธเนศร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

ธันวา

ฐิตา

เพ็ญศิริ จันทร์ประทีปฉาย

สุทธิภา สัมฤทธิ์ประสงค์

ลิสนารี วิชิตสรสาตร หรือ


(340)


’รัตน์ คำพร

ปภากร สิรสุนทร

สาธิต รักษาศรี

ณัฐพล สวัสดี

รตา สุวรรณทอง

วิชญ ศิริพงศ์เกษม

โรสนี แกสมาน

ธีรวัฒน์ ทัศนภิรมย์

แตออ

เอกวัฒน์ เสน่ห์พูด


(350)


ศูนย์

เอกราช ลิ่วธนมงคล

ฐิติพัฒน์ ชัยพงศ์พิพัฒน์

วายูน เหลืองรัตนะแสง

ก้อง ฤทธิ์ดี

สุวิมล คะแนนสิน

ธันย์ ฤทธิพันธ์

ยุธิษฐิระ สิงห์ศิริพร

พิสิษฐ์ ว่องสิริสุขสกุล


(359)

เก้าอี้รัฐมนตรีกลาโหม-ค่ายกลทักษิณ

ที่มา Thai E-News

พล เอกประวิตร วงษ์สุวรรณ มีชื่ออยู่ในโผรัฐมนตรีว่าการกลาโหม หลังจากมีรายงานว่า เขาเป็น 1 ใน 3 ฝ่ายที่เปิดเจรจาข้อตกลงแบ่งสรรอำนาจในไทย(อ่านรายละเอียด) ขณะที่มวลชนเสื้อแดงจำนวนมากเตือนว่า หากทักษิณยินยอมเช่นนั้น จะถูกถือว่าเป็นผู้ทรยศต่อมวลชนผู้เอาเลือดเนื้อชีวิตเข้าแลกกับประชาธิปไตย และพร้อมจะขาดกันกับทักษิณและเครือข่าย

โดย หรี่ฟุน
12 กรกฎาคม 2554

นับ เวลาถอยหลังแล้วน่ะครับที่ประชาชนชาวไทยกำลังจะมีรัฐบาลชุดใหม่ ที่มีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีที่ขณะนี้กำลังเป็นข่าวครึกโครม สับสนวุ่นวายตามสไตล์การเมืองแบบไทยๆ โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
มี รายงานข่าวจากมติชน เสนอว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ยืนยันว่า จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวหรือเลือกบุคคลใกล้ชิดเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม ในคณะรัฐมนตรี (ครม.)"ยิ่งลักษณ์ 1" รวมทั้ง พท.ก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวในตำแหน่งนี้เช่นกัน ปล่อยโควตาตำแหน่งนี้เป็นของคนนอก โดยให้กองทัพเป็นผู้พิจารณาหารือกันเอง เพื่อหาบุคคลที่เหมาะสมและเป็นที่ต้องการของกองทัพมาดำรงตำแหน่งดังกล่าว โดยที่ พ.ต.ท.ทักษิณหรือ พท.จะไม่มีการขัดขวางทั้งสิ้น เสนอใครมา พท.ก็จะแต่งตั้งบุคคลนั้น

แต่มีข้อแม้สำคัญ หากเกิดปัญหาใดขึ้นกับกองทัพ เช่น ปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน การทุจริตคอร์รัปชั่น ผิดวินัยข้าราชการ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกับกองทัพต้องรับผิดชอบ

หากข่าวดังกล่าวเป็น จริง และอดีตนายกฯทักษิณฯพูดจริง ก็ต้องถือว่า ไม่เสียแรงที่อดีตนายกทักษิณฯที่ระหกระเหินไปอยู่ต่างประเทศ ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าประโยชน์ทางการเมืองที่สามารถผลิกผันให้พรรคเพื่อไทย กลับขึ้นมาผงาดในการเป็นรัฐบาล รวมถึงการสร้างนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ที่เป็นน้องสาวสุดที่รัก ได้อย่างอัศจรรย์

คำยืนยันของอดีตนายกทักษิณฯ ถึงการที่จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวหรือเลือกบุคคลใกล้ชิดเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่า การกระทรวงกลาโหม ในคณะรัฐมนตรี (ครม.)"ยิ่งลักษณ์ 1" รวมทั้ง พท.ก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวในตำแหน่งนี้ โดยให้กองทัพเป็นผู้พิจารณาหารือกันเอง เพื่อหาบุคคลที่เหมาะสมและเป็นที่ต้องการของกองทัพมาดำรงตำแหน่ง ถือเป็นการทำลายค่ายกลทางทหารที่ชาญฉลาดและลึกซึ้ง เกมนี้อดีตนายกทักษิณฯอ่านขาด

ความ ไม่เป็นเอกภาพภายในกองทัพไทย โดยเฉพาะกองทัพบกที่มีการแบ่งขั้วอำนาจที่ชัดเจน ระหว่างค่ายวงศ์เทวัญ และ ค่าย บูรพาพยัคฆ์ ประเด็นที่หนึ่ง

ประเด็นที่สอง ความเหลื่อมล้ำของงบประมาณในสามเหล่าทัพ กองทัพบกได้สองกองพลเกิดขึ้นใหม่ ได้รถถัง และอีกสารพัดยุทโธปกรณ์ที่ใช้ได้บ้างใช้ไม่ได้บ้าง กองทัพอากาศ ได้ฝูงบินขับไล่ กริฟฟิน แต่ กองทัพเรือ กลับไม่ได้เรือดำน้ำ

ปัญหา ทั้งสองประเด็นดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการตัดสินใจของอดีตนายกทักษิณฯ ที่จะให้กองทัพเป็นผู้พิจารณาหารือกันเอง เพื่อหาบุคคลที่เหมาะสมและเป็นที่ต้องการของกองทัพมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่า การกระทรวงกลาโหม

แต่อะไรไม่ว่า กลยุทธสุดท้าย ที่ผมเชื่อว่า บรรดาทหารหาญทั้ง 3 เหล่าทัพ หัวใจคงจะร่วงมาอยู่ที่ตาตุ่มแน่ๆ กลยุทธดังกล่าวที่อดีตนายกทักษิณฯวางไว้ ก็คือ ข้อแม้สำคัญ

“แต่มี ข้อแม้สำคัญ หากเกิดปัญหาใดขึ้นกับกองทัพ เช่น ปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน การทุจริตคอร์รัปชั่น ผิดวินัยข้าราชการ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกับกองทัพต้องรับผิดชอบ”

ข้อแม้ นี้ล่ะครับ ที่จะบีบหัวใจของเหล่าบรรดาทหารหาญทั้ง 3 เหล่าทัพ รวมไปถึงมือที่มองไม่เห็นที่คอยบงการชักใยอยู่เบื้องหลัง ที่นับแต่นี้ต่อไป กระทรวงกลาโหม

-ไม่ว่าจะแต่งตั้งใครเป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ
-ไม่ว่ากองทัพใด จะผลาญงบประมาณ ทุจริตคอรัปชั่น
-ไม่ว่าจะเอารถถังออกมาปฎิวัติรัฐประหาร

รัฐมนตรี กระทรวงกลาโหมกับกองทัพต้องรับผิดชอบ หรือถ้าคิดว่ายังมีอำนาจทำได้ ผมขอแนะนำ 2 ทางตันให้พวกคุณ คือ 1.พลังมวลชน 2.ประชาคมโลก

สรุป นี่ล่ะครับ คือ “พิษทักษิณ” ของจริงเสียงจริง ที่เจ้าหนูมาร์ค พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงบุคคล กลุ่มบุคคลบ้าๆบอๆปัญญาอ่อน ต่างกลัวนักกลัวหนา ที่ทักษิณจะกลับมาประเทศไทย .......

ส่งสารจากคุกถึงคอป.ทำ5ข้อฟื้นยุติธรรม+ปรองดอง

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

หมายเหตุไทยอีนิวส์:สม ยศ พฤกษาเกษมสุข ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกจากนักโทษการเมือง ถึง คอป. เพื่อเรียกร้องให้คอป.ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน และยื่อข้อเสนอเพื่อการปรองดอง รวม 5 ข้อดังต่อไปนี้


เรือนจำพิเศษกรุงเทพ
33 งามวงศ์วาน ลาดยาว
จตุจักร กรุงเทพ 10900

วันที่ 10 กรกฎาคม 2554


เรื่อง ขอเสนอเพื่อสิทธิมนุษยชน และการปรองดอง

เรียน คณะกรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริงเพื่อแนวทางการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)

ขอ แสดงความยินดีกับการทำงานครบรอบ 1 ปีของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริงเพื่อแนวทางการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) จนเป็นที่ยอมรับในการทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระ ตรงไปตรงมา โปร่งใส หลากหลายนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรง สร้างความปรองดองในสังคม

ในฐานที่กระผม นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งทางการเมือง และความรุนแรงในสังคม ต้องถูกกล่าวหา และถูกจองจำให้สูญเสียอิสรภาพ ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ อันเกิดจากการมีส่วนร่วมต่อต้านการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงเรียนนำเสนอแนวความคิดเพื่อการปรองดองดังต่อไปนี้

1. นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สถาบันกษัตริย์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ทางการเมือง และเป็นเครื่องมือทางกฏหมายเพื่อริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทำให้มีการดำเนินคดีในข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หรือ มาตรา 112 เพิ่มมากขึ้น

มี นัการเมือง นักศึกษา นักวิชาการ สื่อมวลชนถูกดำเนินคดี และถูกจองจำ หรือต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ การนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเป็นเหตุให้มีความขัดแย้ง แตกแยกอย่างรุนแรงในสังคมไทโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา มีความคลุมเครือ และถูกตีความเกินขอบเขต มีบทกำหนดโทษเกินกว่าเหตุ ทำให้มีช่องว่างใช้จำกัดสิทธิการประกันตัว ซึ่งขัดต่อหลักปฏิญญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

ทำให้ผู้ถูกกล่าวหา เลือกวิธีการรับสารภาพ หรือไม่ต่อสู้คดี เพราะไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว และการพิจารณาคดีเป็นไปด้วยอคติทางการเมือง นำมาซึ่งความอยุติธรรม ดังนั้นจึงขอให้ คอป. ได้ศึกษาถึงปัญหาการใช้มาตรา 112 เพื่อปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความเป็นธรรม และปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน รวมทั้งให้กระบวนการยุติธรรม ให้ความเป็นธรรต่อผู้ถูกกล่าวหาด้วยการให้สิทธิประกันตัวเพื่อการต่อสู้คดี

2. กระผมได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนในการจัดทำนิตยสาร RED POWER วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และยังได้เปิดเนี้อที่เป็นเวทีการแสดงความคิดเห็นของประชาชนต่อสถานการ์บ้าน เมืองจนเป็นเหตุให้รัฐบาลพยายามสั่งปิดนิตยสาร RED POWER

กระทั่ง ใช้มาตรา 112 มาดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว นอกจากนี้รัฐบาลยังสั่งปิดวิทยุชุมชน 13 แห่ง สั่งปิดเวปไซต์กว่า 20,000 แห่ง เป็นการคุกคามเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น ปิดกั้นข่าวสารของประชาชน

จึง ขอให้ คอป. ศึกษาข้อเท็จจริงดังกล่าว และเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยให้พนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการให้ความเป็นธรรมในคดีมาตรา 112 ต่อตัวกระผม และให้รัฐบาลใหม่คืนเสรีภาพวิทยุชุมชน เวปไซต์ เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศสิทธิมนุษยชน และการปรองดองในสังคม

3. คนเสื้อแดงจำนวนมาเป็นประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย ต้องถูกกล่าวหาเป็นผู้วางเพลิง ลักทรัพย์ มีอาวุธสงคราม อันเกิดจากการจัดฉากของทหาร และตำรวจ เพื่อยัดเยียดข้อกล่าวหาดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่เป็นความบกพร่องของรัฐบาลที่ไม่มีการป้องกันทรัพย์สินเอกชน

อีก ทั้งการปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงย่อมเกิดเหตุการณ์จราจล มีผู้ฉวยโอกาสสวมรอยเข้าไปลักทรัพย์ รวมทั้งมีผู้บริสุทธิ์ซึ่งหลบหนีความตายไปหลบอยู่ภายในอาคารห้างสรรพสินค้า ดั้งนั้นรัฐบาลควรเป็นผู้ดำเนินการให้มีการประกันตัวให้ต่อสู้คดี รวมทั้งสอบสวนหาความจริงกรณีทหารและตำรวจบกพร่องต่อการทำหน้าที่ปกป้องทรัพย์สินในเหตุการ 19 พฤษภาคม 2553

4. คอป. ควรศึกษาบทเรียนกรณีรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 มี นักศึกษา เข้าร่วมกองกำลังอาวุธตอบโต้รัฐบาลเผด็จการ ต่อมารัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ออกกฏหมายนิรโทษกรรมทำให้เกิดการปรองดอง และหันกลับมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เพื่อนำมายกร่างกฏหมายนิรโทษกรรมเป็นการเร่งด่วน ให้กับประชาชนทั้งกลุ่มเสื้อเหลือง และกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกดำเนินคดีเพื่อนำมาสู่การปรองดองในที่สุด

5. คอป. ควรศึกษาการใช้ พรบ.ความมั่นคงฯ และ พรก.ฉุกเฉิน และพรบ.ชุมนุมสาธารณะ เพราะกฏหมายดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือปราบปรามประชาชน สร้างความตึงเครียด ทำการชุมนุมโดยสงบส่อเค้าบานปลายให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงได้ จึงควรทบทวนการใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อแก้ไขหรือยกเลิกต่อไป เพื่อสร้างหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน

จึงเรียนมายังคณะ กรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริงเพื่อแนวทางการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ทุกท่านเพื่อประกอบการดำเนินงานอย่างรอบด้านเพื่อสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม และปรองดองในสังคม โดยกระผมยินดีจะให้ความร่วมมือ และมีส่วนร่วมต่อการแสวงหาข้อเท็จจริง และแนวทางปรองดองต่อไป

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

(นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข)

นักโทษการเมืองคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ประเวศกับนายทุนใหญ่สหพัฒน์และค่าแรง300บาท

ที่มา Thai E-News


โดย เปลวเทียน ส่องทาง

ภาย หลังจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศนโยบายการเข้าไปตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนสินค้าของผู้ประกอบการ รวมทั้งการขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาท เพื่อช่วยเหลือเรื่องปากท้องประชาชน ผู้ประกอบการ หลาย ๆ ฝ่ายก็มีเสียงสะท้อนต่าง ๆ ตามมา รวมถึงเครือสหพัฒน์ บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่


"บุญชัย โชควัฒนา" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ แสดงทรรศนะถึงนโยบายดังกล่าวว่า นโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท รัฐไม่ควรดำเนินนโยบายเช่นนี้ หากทำจริง จะเป็นเรื่องที่เสียหายมาก ระบบจะพัง นักลงทุนจะหนีหายหมด เหมือนกับกรณีที่นักลงทุนจีนหนีมาลงทุนในตลาดไทย เพราะประเทศจีนมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ


ก่อนหน้านี้ นายประเวศ วะสี ปาฐกถาในงานประชุมประจำปีสภาพัฒน์ฯ ชี้นโยบายค่าแรงวันละ 300 บาททำไม่ได้ จะทำให้สินค้าไทยสู้ต่างประเทศไทยไม่ได้ แต่หากทำให้แรงงานมีที่พัก-อาหารพอเพียง แม้ได้ค่าจ้างวันละ 150 บาท เงินก็เหลือและแรงงานก็อยู่ได้ หากเชื่อมโยงผู้บริโภคในเมืองกับผู้ทำเกษตรยั่งยืนจะเป็นพลังขับเคลื่อนไป สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ทั้งบุญชัย ผู้บริหารเครือสหพัฒน์และประเวศ ล้วนเป็นผู้สนับสนุนระบอบอำมาตยาธิปไตย มักวิพากษ์ทุนอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นทุนสามานย์ เช่นเดียวกับ ณรงค์ เพรชประเสริฐ เจ้าทฤษฎีแห่งสำนักนี้ และเสนอทางแก้ไขปัญหาไม่ได้ใช้หลักวิชา ไม่ได้นำงานวิจัยมาแก้ไขปัญหาค่าจ้างแรงงานแต่อย่างใด ในทางกลับกันกับเสนอทางแก้เข้าข้างนายทุนที่เห็นแก่ตัวด้วยซ้ำไป

รากเหง้าทางความคิดของคนเหล่านี้ เป็นไปในทางวิธีคิดแบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง พอเพียงผสมผสานอยู่ในตัวมันเอง

หรือ อีกด้านหนึ่งให้ขูดรีดตนเองมากกว่าเรียกร้องสิทธิอันพึงมี พึงได้ของคนจนของผู้ใช้แรงงาน มากกว่าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแห่งความเหลื่อมล้ำที่หลายครั้งคนเหล่านี้พูด ถึงเพียงลมปากเท่านั้นเอง

ขณะที่นักเศรษฐศาตร์กระแสหลัก ก็เสนอให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตก่อน แล้วการกระจายรายได้จะตามมา ซึ่งไม่รู้เมื่อไหร่จะมาสักที เพราะเศรษฐกิจเติบโต แต่กลับไม่มีการกระจายรายได้ให้เห็น

จากการศึกษาของผู้ ใช้แรงงานพบว่า ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพของลูกจ้างต่อวัน ซึ่งประกอบด้วย ค่าพาหนะ , ค่าอาหาร เครื่องดื่ม , ยารักษาโรค มีค่าเฉลี่ยออกมาสูงถึง ๑๙๘ บาท ต่อวัน

ค่าใช้จ่ายประจำเดือน ซึ่งประกอบด้วย ค่าเช่าบ้าน ที่พัก , ค่าน้ำประปา กระแสไฟฟ้า , ค่ากิจกรรมทางสังคม , ค่าเลี้ยงดูครอบครัว , ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และค่าใช้จ่ายในการศึกษาเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยออกมาสูงถึง ๗,๘๐๐ บาท ต่อเดือน

คณะ กรรมการค่าจ้างกลางหรือบอร์ดค่าจ้าง ได้สำรวจ แรงงานในพื้นที่กรุงเทพฯและจังหวัดปริมณฑลรายรอบ มีรายได้ไม่พอต่อรายจ่ายตามอัตภาพ วันละ 6.8-11 บาท และไม่พอต่อรายจ่ายตามคุณภาพชีวิต วันละ 24-25 บาท ข

ณะที่โดยภาพรวม รายภาคนั้นแรงงานที่อยู่ในพื้นที่ภาคกลางมีรายได้น้อยกว่าราย จ่ายสูงที่สุด คือมีรายได้ไม่พอต่อรายจ่ายตามอัตภาพ วันละ 32.67 บาท และไม่พอต่อรายจ่ายตามคุณภาพชีวิต วันละ 48.81 บาท

การสำรวจผู้ใช้ แรงงานทั่วประเทศกว่า 23,194 คน ช่วง 1 เม.ย. - 31 พ.ค. 2554 เฉลี่ยค่าใช้จ่ายรายเดือนของแต่ละคนนั้น ค่าอาหารอยู่ที่ 2,015 บาท, ค่าที่พัก 1,400 บาท, ค่าพาหนะ 649 บาท, ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 819 บาท ซึ่งว่ากันเฉพาะค่าใช้จ่ายหลักเหล่านี้ ไม่รวมค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด-สันทนาการ รวมแล้วก็เดือนละ 4,883 บาท

รศ.ดร.แล ดิลกวิทยรัตน์ ผอ.ศูนย์พัฒนาแรงงานและการจัดการ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยแสดงความคิดเห็นไว้ว่า...
การ สำรวจอัตราค่าครองชีพกับค่าใช้จ่ายของแรงงานในแต่ละครั้ง ผลออกมาก็ ’ไม่เคยพอกิน" ยิ่งถ้ามีหนี้สิน กู้เงินนอกระบบมาใช้ ยิ่งมีปัญหา แรงงานต้องทำโอที-ทำงานล่วงเวลา

"ต้องทำโอทีอย่างน้อยวันละ 2-4 ชั่วโมง เพื่อให้ได้เงินเพิ่ม การไม่พอกินทำให้เกิดปัญหาสังคม ปัญหาครอบครัวตามมา คือไม่มีเวลากลับบ้านไปหาพ่อ-แม่ ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว ลูกเมีย หรือไม่มีเวลาไปเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาทักษะ ศักยภาพ เพื่อให้ได้ขึ้นค่าแรง ก็เลยต้องทำงานแบบย่ำอยู่กับที่ ไม่ได้ไปไหนไกล"

ดังนั้น กรณี ’ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท" ที่กำลังเป็นประเด็น ถึงขึ้นได้จริง ๆ "ก็ยังคง ไม่เพียงพอกับการดำรงชีวิตอยู่ดี ซึ่ง แต่ละวันลูกจ้างต้องจ่ายค่ารถไปทำงาน บางคนไป-กลับวันละหลายต่อ ไหนจะค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่าสังคมต่าง ๆ บางคนมีลูกมีเมียต้องดูแล ยังไงก็ไม่มีทางพอแน่นอน"

ชีวิตที่เป็นจริงของผู้ใช้แรงงานมักต้องทำ งานมากกว่าวันละแปดชั่วโมง ต้องทำโอที ต้องทำฮอลลิเดย์ ไม่มีวันหยุด ไม่มีเวลาพักผ่อน จึงไม่ได้นั่งสมาธิ จึงไม่ได้สนทนาธรรมกันที่โรงแรมหรู แต่ต้องดิ้นรนเพื่อให้มีเงินพอที่ตนเองและครอบครัวมีชีวิตอยู่รอด

แน่นอนว่า ประเวศ และบุญชัย เครือสหพัฒน์ มิได้ใช้ชีวิตดั่งผู้ใช้แรงงาน ผู้สร้างสรรพสิ่งให้โลกใบนี้

*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:บอยคอตมาม่าไตรมาสเดียวกำไรฮวบ41% ยังไร้สำนึกเป็นสว.ลากตั้งเฉยเครือสหพัฒน์ต้องเจอจัดหนัก

"แท็บเล็ต" คือการปฎิรูปการศึกษาที่เป็นรูปธรรมที่สุด (รักนะเด็กไทย)

ที่มา Voice TV



Wake up Thailand ประจำวันอังคาร ที่ 12 ก.ค. 2554

นำเสนอในประเด็น

- ยิ่งลักษณ์ คาดหวัง กกต.ให้ความเป็นธรรม รับรอง ส.ส.- ร้องยุบเพื่อไทย

- ท่าที บรรหาร - ชทพ. หลังกลับจากบรูไน

- ยิ่งลักษณ์พาน้องไปบ์ไปทำบัตรประชาชน

- ประชุม ครม.นัดสุดท้าย

- นโยบายแจก “แท็บเล็ต” ให้กับเด็กนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1ของรัฐบาล "ปู"

- บทวิเคราะห์ "ยิ่งลักษณ์จำเป็นต้องสร้างการฑูตโฉมใหม่"

- วิเคราะห์ผลต่อเนื่องจากการชุมนุมประท้วงในมาเลเซีย

ผู้หญิงกับนายกฯหญิง

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



นายก รัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย ไม่ได้ขึ้นมาเป็นนายกฯ เพราะประเด็นผู้หญิงแต่อย่างใด ดังนั้นเธอจึงไม่มีพันธะต่อเรื่องสิทธิสตรี มากไปกว่านายกฯที่เป็นผู้ชาย แต่เพราะเธอบังเอิญเป็นผู้หญิง เธอจึงถูกคาดหวังให้ใส่ใจประเด็นนี้ยิ่งกว่านายกฯที่เป็นผู้ชาย

ซวยล่ะสิครับ เพราะเท่าที่ได้สังเกตเห็น รู้สึกว่าคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นสิทธิสตรีแบบ "ขอไปที" ทุกครั้ง คือเห็นด้วยกับผู้ถาม (ซึ่งมักเป็นนักสตรีนิยม) แต่คุณยิ่งลักษณ์ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำถามจากมุมมองของเธอเอง และแน่นอนคือไม่มีคำตอบว่า แล้วจะต้องทำอย่างไรต่อไป

แสดงว่าคุณยิ่ง ลักษณ์และกุนซือไม่ได้คิดเรื่องนี้มาก่อน ไม่ได้ต่างจากนายกฯ ก่อนหน้าคุณยิ่งลักษณ์ทุกคน เพียงแต่ว่าท่านเหล่านั้นไม่ต้องแบกภาระการเป็นผู้หญิง ซ้ำเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้เป็นนายกฯเสียด้วย

ถามว่านี่เป็นจุดอ่อนทางการเมืองหรือไม่?

ผม คิดว่ายังไม่เป็นในนาทีนี้ แต่จะค่อยๆ เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต เพราะในฐานะนายกฯ เธอจะถูกบีบให้ต้องแสดงจุดยืนในเรื่องสิทธิสตรีให้ชัดเจนกว่านี้อย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้ และหากเธอแสดงได้เหมาะกับเงื่อนไขต่างๆ ในสังคมไทย (คือไม่สุดโต่ง แต่ก็ไม่สมยอมกับทรรศนะกดขี่ทางเพศ) เธอจะได้ผู้หญิงเป็นพวกอีกมาก ทั้งๆ ที่หลายคนในบรรดาผู้หญิงเหล่านั้น อาจไม่ได้เลือกเธอหรือพรรคของเธอมาก่อนก็ตาม

ฉะนั้น ในบรรดาที่ปรึกษาซึ่งเธอจะตั้งขึ้นนั้น ควรมีคนหรือสองคนที่เข้าใจเรื่องของสิทธิสตรีในโลกสมัยใหม่ แต่ก็ต้องเป็นคนที่เข้าใจการเมืองไทยด้วย (เช่น ไม่เสนอให้เธอโจมตีฮิญาบ หรือการคลุมศีรษะของมุสลิม) คุณยิ่งลักษณ์ต้องระวังตัว ไม่พลั้งแสดงปฏิกิริยาต่ออุบัติการณ์ในข่าว ที่อาจกระทบถึงเรื่องสิทธิสตรี โดยไม่ปรึกษาหารือกับที่ปรึกษาเสียก่อน คุณยิ่งลักษณ์ไม่จำเป็นต้องเชื่อคำปรึกษาของพวกเขา แต่คุณยิ่งลักษณ์ต้องซึมซับจุดยืนของฝ่ายนักสตรีนิยมต่อประเด็นให้ดีเสีย ก่อน

แล้วคุณยิ่งลักษณ์ต้องตัดสินใจเอาเองว่า จะแสดงปฏิกิริยาเหล่านั้นอย่างไรต่อคำถามของนักข่าว

นี่ เป็นการระวังในแง่ลบ คือไม่เปิดให้ถูกโจมตีเกี่ยวกับสิทธิสตรี ซึ่งเป็นนโยบายที่ใช้ได้ในระยะหนึ่งเท่านั้น ในระยะยาวใช้ไม่ได้ เพราะจุดยืนไม่ผิด แต่ก็ไม่เคยทำอะไรให้ถูกเลยสักอย่าง ก็หนีไม่พ้นที่จะถูกวิจารณ์อยู่นั่นเอง ดังที่คุณยิ่งลักษณ์คงทราบแล้วว่า เป็นนายกฯที่ไม่เคยทำอะไรผิดเลยนั้นไม่พอ ต้องทำอะไรที่ถูกบ้าง

และเพื่อจะทำอะไรให้ถูก หรือเป็นฝ่ายริเริ่มทางการเมืองในเรื่องสิทธิสตรีนั้น ไม่ง่ายครับ

ความไม่ง่ายนั้นมีอยู่สองอย่างที่ควรตระหนักให้ดี

1.โดย พื้นฐานทางวัฒนธรรมแล้ว ผู้หญิงไทยมีบทบาททางเศรษฐกิจและสังคมสูง เมื่อเทียบกับอีกหลายวัฒนธรรมในโลก รวมทั้งในโลกตะวันตกด้วย แต่ในร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ผู้นำไทยไปรับเอาวัฒนธรรมทางเพศสภาพ (Gender) มาจากฝรั่ง แล้วก็ใช้เป็นมาตรฐานสอนกุลบุตรกุลธิดาให้ยอมรับนับถือ จนกลายเป็นมาตรฐานอุดมคติของเพศสภาพและความสัมพันธ์ระหว่างเพศสภาพของชนชั้น นำไทยสืบมาจนถึงทุกวันนี้

แท้จริงแล้ว คนไทยทั่วไปไม่ได้ยึดถือมาตรฐานนี้จริงจังนัก แต่ก็ถูกคนที่อยู่ในวัฒนธรรมชนชั้นนำตำหนิติเตียน จนบางครั้งก็ใช้อำนาจรัฐที่ตัวถือครองอยู่เป็นส่วนข้างมาก เข้ามาบีบบังคับจนถึงลงโทษคนที่ไม่ยึดถือมาตรฐานทางเพศสภาพแบบฝรั่ง (โบราณ) และอย่างที่คุณยิ่งลักษณ์น่าจะซาบซึ้งอยู่แก่ใจดีว่าพวก "อำมาตย์" เหล่านี้มีอำนาจในสังคมไทยมากแค่ไหน ฉะนั้น จะทำอะไรในเชิงบวกเกี่ยวกับสิทธิสตรี ก็ต้องเข้าใจว่า อาจเผชิญกับป้อมปราการอันใหญ่ของวัฒนธรรม "อำมาตย์"

ไม่ได้แนะให้ถอย หดหัวกลับมาอยู่อย่างเดิมนะครับ แต่ต้องรู้ว่าจะตีป้อมอันใหญ่มหึมาและแข็งแกร่งได้ ต้องวางแผนให้รัดกุม และเข้าตีอย่างแนบเนียน เช่น สิทธิการทำแท้งอย่างปลอดภัยของผู้หญิงซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในสังคม ไทยปัจจุบัน อันไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการโฆษณาศีลธรรมเพียงอย่างเดียว ก็ไม่ควรเสนอในรูปของ "สิทธิ" แต่เสนอในรูปของการจัดการให้เกิดการ "เข้าถึง" บริการดังกล่าวได้สะดวกขึ้นแทน

2.สืบเนื่องกับที่กล่าว ข้างต้นว่า พื้นฐานทางวัฒนธรรมไทยแต่เดิมในเรื่องเพศสภาพ แตกต่างจากฝรั่งมาก การกดขี่ทางเพศของไทยจึงไม่เหมือนกับฝรั่งเลย ดังนั้น อย่าได้ผลักดันสิทธิสตรีตามแบบตะวันตกเฉยๆ แต่ควรมีความเข้าใจว่าในปัจจุบันการเคลื่อนไหวของเขาในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิ สตรีนั้น ไปถึงไหนอย่างไรแล้ว ไม่ใช่เพื่อลอกเลียนมาทำบ้าง แต่เพื่อความเข้าใจประเด็นให้ชัด

มีอะไรด้านบวกที่พอจะทำได้ในเมือง ไทยบ้าง โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาหนักเกินไปทางการเมือง คุณยิ่งลักษณ์ต้องตัดสินใจเอง แต่ต้องตัดสินใจด้วยความรู้ความเข้าใจทั้งเรื่องของสิทธิสตรี และความเป็นไปได้ในทางการเมือง

ดังที่นักวิชาการชาวออสเตรเลียผู้ หนึ่งได้กล่าวไว้แล้วว่า ในด้านบทบาทของผู้หญิงไทยในพื้นที่สาธารณะนั้น จะว่าไปก็อาจก้าวหน้ากว่าเกือบทุกประเทศในโลกนี้ โดยเฉพาะด้านธุรกิจ สัดส่วนของผู้บริหารหญิงระดับสูงในองค์กรภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยคือ 45% ในขณะที่อัตราของโลกอยู่ที่ไม่เกิน 25% เท่านั้น แต่ในพื้นที่ด้านการเมืองการปกครองยังค่อนข้างต่ำ คุณยิ่งลักษณ์อาจส่งเสริมใน ครม.ให้เพิ่มสัดส่วนของผู้บริหารหญิงในแต่ละกระทรวงเพิ่มขึ้นได้ เช่น สมมุติว่าจากเดิมมีเพียง 10% ก็เพิ่มเป็น 15% ในเวลากี่ปีๆ ก็ว่าไป

เด็ก ผู้หญิงไทยไม่ได้มีโอกาสทางการศึกษาน้อยกว่าเด็กผู้ชาย จากการสำรวจหลายครั้งก็พบตรงกันว่า ในด้านการลงทุนเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน ครอบครัวไทยไม่ได้เลือกปฏิบัติกับเพศใดเพศหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ลักษณะทางการศึกษาในระบบของไทยยังสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของเพศสภาพหญิง มากกว่าชาย ฉะนั้น ผู้หญิงจึงได้รับการศึกษาสูงกว่าชายโดยเฉลี่ย โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา แต่การที่ผู้หญิงกลับก้าวไม่ถึงระดับบริหารเท่าผู้ชายในกิจการสาธารณะด้าน การเมืองการปกครอง ชี้ให้เห็นความไม่เท่าเทียมที่ต้องปรับแก้อย่างปฏิเสธไม่ได้

แต่ เรื่องนี้ยังกระทบผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่มากนัก ที่กระทบมากกว่าคือการใช้ความรุนแรงในหลายรูปแบบกับผู้หญิง ซึ่งอาจแบ่งออกกว้างๆ ได้ว่ามีสองบริบท คือการใช้ความรุนแรงในครอบครัว และการใช้ความรุนแรงในพื้นที่ของรัฐ

ในด้านแรก
รัฐคงยื่นมือเข้าไปแทรกในครอบครัวโดยตรงได้ยาก แต่สามารถแทรกเข้าไปได้ผ่านการศึกษา ทั้งนี้ ต้องเข้าใจการศึกษาให้กว้างกว่าโรงเรียน หากต้องรวมไปถึงสื่อ และการเรียนรู้ในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งผู้คนได้รับอยู่ตลอดเวลา รัฐอาจให้ทุนอุดหนุนแก่องค์กรที่เฝ้าระวังสื่อ ให้เน้นประเด็นนี้เป็นพิเศษ สนับสนุนให้สื่อร่วมสร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่ที่ไม่ยกให้ความต้องการของผู้ชาย ต้องเป็นใหญ่เสมอในทุกกรณี

ในโรงเรียน รัฐอาจสนับสนุนให้จัดเพศศึกษาอย่างจริงจังมากขึ้น แต่เพศศึกษาต้องไม่มีความหมายเพียงหน้าที่ของร่างกายในการให้กำเนิดบุตรเท่า นั้น เพศศึกษาต้องรวมถึงการทำความเข้าใจกับเพศสภาพและความสัมพันธ์ระหว่างเพศสภาพ ในวัฒนธรรมไทย รวมถึงการร่วมกันสร้างอุดมคติของ "ลูกผู้ชาย" ขึ้นมาใหม่ ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างหญิง-ชาย อาจมีได้หลากหลายมิติกว่าเพศสัมพันธ์ และการเอาเปรียบทางเพศแก่ผู้หญิงในทุกรูปแบบ ไม่ถูกถือว่าเป็น "ลูกผู้ชาย" อีกต่อไป

ในด้านที่สองนั้น ที่จริงแล้วสัมพันธ์สืบเนื่องกับด้านแรกอย่างมาก แต่เป็นด้านที่รัฐสามารถกำกับควบคุมได้โดยตรง เช่น การปฏิบัติต่อนักโทษหญิงในเรือนจำ ทั้งกฎระเบียบและผู้บังคับใช้กฎระเบียบก็อยู่ในความควบคุมของผู้ชาย จึงอาจมีหลายอย่างที่ไม่สะดวกแก่นักโทษหญิง (เช่น การตั้งครรภ์ และการเลี้ยงดูลูกอ่อน) ส่วนนี้รัฐสามารถปรับแก้ได้ โดยมิได้ให้สิทธิพิเศษแก่หญิงเหนือชาย

อันที่จริงสภาพการจำขังในคุกของไทยออกจะมีลักษณะที่ไร้มนุษยธรรมไปสักหน่อย การปรับปรุงสภาพให้ดีขึ้น ก็จะมีผลแก่นักโทษทั้งหญิงและชาย

ผู้หญิง ที่ตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศ มักได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ นับตั้งแต่ระดับตำรวจขึ้นมา เหมือนถูกกระทำซ้ำเติม รากเหง้าคงมาจากทัศนคติของผู้ชายในวัฒนธรรมไทย ข้อนี้ดูเหมือนแก้ง่ายด้วยการสั่งการให้เลิกปฏิบัติอย่างนั้นเสีย แต่ในความจริงแก้ไม่ได้ง่าย เพราะฝังรากลึกอยู่ในทัศนคติของผู้ปฏิบัติงาน นอกจากการอบรมให้เกิดความเข้าใจตั้งแต่ระดับผู้บังคับบัญชาลงไปแล้ว ควรมีมาตรการที่จะช่วยประกันสิทธิของผู้หญิงด้วย เช่น ส่งเสริมให้ใช้นายตำรวจหญิงในการสอบสวน หรืออย่างน้อยก็มีตำรวจหญิงเข้าร่วมในการสอบสวน

ในส่วนการล่วงละเมิด ทางเพศในหน่วยราชการ หากมีกรณีเกิดขึ้น นายกฯหญิงต้องเอาใจใส่ให้สอบสวนอย่างเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และส่งสัญญาณให้ทราบว่า นายกฯจะไม่ปกป้องฝ่ายล่วงละเมิด ไม่ว่าเหยื่อจะเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย อย่างไรก็ตาม เป็นต้น

ทำ ได้เพียงเท่านี้ ผมก็เชื่อว่า คุณยิ่งลักษณ์จะสามารถปลดภาระความคาดหวังของผู้หญิงต่อนายกฯหญิงไปได้มาก แล้ว และน่าจะได้รับความชื่นชมจากผู้หญิงมากขึ้นด้วย