WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 13, 2011

วิวาทะประชาชนvsตัวตนประธานกรรมการสิทธิฯ

ที่มา Thai E-News

คำ ถามที่ย้อนกลับไปกระแทกตัวตนของศ.ดร.อมราได้ทันที คือ เมื่อไม่สามารถออกโรงแถลงปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้แก่แกนนำนปช.และคน เสื้อแดง โดยการอธิบายว่า ไม่อาจดำเนินการในเรื่องที่ยังไม่มี “ความชัดเจน” แล้วเหตุใดจึงสามารถปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้นายวีระ สมความคิด ได้ในขณะที่ก็ระบุเองว่า ยังไม่มีความชัดเจนเช่นกัน

โดย รศ.ดร. วรพล พรหมิกบุตร

หมายเหตุผู้เขียน:ข้อ เขียนชิ้นนี้ เขียนเมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่เก็บไว้ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน เนื่องจากคาดการณ์ไว้ว่า คณะกรรมการสิทธิฯจะต้องนำเสนอผลสรุปคำแถลงบางอย่างเกี่ยวกับกรณีรัฐบาล อภิสิทธิ์สลายการชุมนุม นปช.

ผมเห็นว่าเวลาเหมาะสมแล้วที่จะนำออกเผย แพร่ให้สาธารณชนตื่นตัวตรวจสอบการทำ งานของ กก.สิทธิฯชุด ศ.ดร.อมรา ที่ไม่เข้าใจหลักการสิทธิมนุษยชนสากล

*******

จดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ:กรณีวิวาทะประชาชน vs ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ศาสตราจารย์ ดร. อมรา พงศาพิชญ์ ได้รับการสรรหาแต่งตั้งด้วยอำนาจตามขั้นตอนวิธีการในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ (รัฐธรรมนูญรัฐประหาร ๒๕๔๙) ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สืบต่อจากศาสตราจารย์ เสน่ห์ จามริก ซึ่งได้รับตำแหน่งจากการสรรหาแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐

บทบาทของ ศาสตราจารย์ ดร. อมรา พงศาพิชญ์ ในฐานะนักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่วิพากษ์วิจารณ์ต่อต้านรัฐบาลพรรคไทยรักไทย (นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร) และรัฐบาลพรรคพลังประชาชน (นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช) แต่สนับสนุนรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ (นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เป็นที่รับรู้ทั้งในแวดวงการเมืองระดับลึก และในแวดวงสาธารณชนที่สนใจติดตามข่าวสารสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง

การ วางท่าทีเกือบนิ่งเฉยต่อการที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์และกองทัพใช้ความรุนแรง สลายการชุมนุมและสังหารประชาชนจำนวนมากในเดือนเมษายน และพฤษภาคม ๒๕๕๓ (โดยคำสั่งปฏิบัติการของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน) ทำให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและตัวประธานเองถูกตั้งข้อสังเกต วิพากษ์วิจารณ์ถึงความลำเอียง เลือกปฏิบัติ และเลือกข้างทางการเมือง

; การนิ่งเงียบเป็นเวลาหลายเดือนในปี ๒๕๕๓ (1)ต่อการที่แกนนำนปช.และประชาชนจำนวนมากที่ร่วมชุมนุมกับนปช.ถูกควบคุมตัว ในเรือนจำหลายแห่งโดยไม่มีการให้ประกันตัว (ขณะที่ผู้ต้องหาคดียึดสนามบินและทำเนียบรัฐบาลที่เป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยได้รับการคุ้มครองสิทธิให้ประกันตัว) ทำให้ประธานและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดดังกล่าวถูกตั้งข้อสงสัย

การตั้งข้อสงสัยยิ่งเพิ่มน้ำหนักมากขึ้น เมื่อประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทยออกโรงแถลงเป็นนัยเกี่ยว กับความสำคัญของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้คนไทยที่ถูกทางการกัมพูชาจับกุม ตัวในข้อหาเดินทางล่วงล้ำเขตแดนกัมพูชาอย่างผิดกฎหมายในช่วงต้นปี ๒๕๕๔ (2) โดยแถลงเหตุผลว่า พื้นที่ดังกล่าวยังมีสถานะคลุมเครือและยังไม่มีการปักปันเขตแดนที่ชัดเจน ระหว่างไทย-กัมพูชา

นอกจากจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องโดย สาธารณชนในกลุ่มคนเสื้อแดงและ นปช.แล้ว ศาสตราจารย์ ดร. อมรา พงศาพิชญ์ ยังถูกวิจารณ์โดยนักวิชาการจำนวนหนึ่งซึ่งต่อมามีการเขียน “จดหมายเปิดผนึก” โดย ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร นักมานุษยวิทยาจากคณะสังคมวิทยาและ มานุษย วิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของศาสตราจารย์อมรา ในฐานะประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโดยตรง

ศาสตราจารย์ ดร. อมรา พงศาพิชญ์ ตอบโต้จดหมายเปิดผนึกของ ดร. ยุกติ มุกดาวิจิตร ด้วยการอธิบายซึ่งมีประเด็นสำคัญส่วนหนึ่งว่าการทำงานในฐานะประธานคณะ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของตนไม่สามารถจะมี “อิสระ” เหมือนขณะที่ทำงานเป็นนักวิชาการ เพราะการทำงานในฐานะประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะต้องรับฟังสิ่ง ต่าง ๆ จากบุคคลอื่นด้วย และจะต้องให้มี “ความชัดเจน” ในประเด็นที่เป็นปัญหาพิจารณาเสียก่อนจึงจะดำเนินการได้

คำ อธิบายจากศาสตราจารย์ ดร. อมรา พงศาพิชญ์ ฟังดูสมเหตุสมผลหรือน่าเชื่อถือสนับสนุนได้ (ดูรายละเอียดจดหมายเปิดผนึกตอบโต้กันระหว่างบุคคลทั้งสองได้จากเว็บไซ ต์ต่าง ๆ ที่มีผู้นำไปเผยแพร่เป็นจำนวนมากแล้ว โดยข่าวสารตอบโต้กันกรณีนี้ไม่ได้ถูกทางการไทยสั่งปิดเหมือนกรณีอื่นเป็น จำนวนนับหมื่นรายการที่วิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง หลังรัฐประหาร ๒๕๔๙)

แต่คำอธิบายดังกล่าว อาจย้อนกลับไปทิ่มแทง “ภาพพจน์และตัวตน” ที่งดงาม ซึ่งศาสตราจารย์ ดร. อมราเองอาจพยายามสร้างและปกป้องมาโดยตลอด (3) เนื่องจากการออกโรงแถลงปกป้องสิทธิมนุษยชนให้แก่นายวีระ สมความคิดและคณะบุคคลชาวไทยที่ถูกทางการกัมพูชาจับกุมตัวดำเนินคดีดังกล่าว แม้จะเป็นการแสดงท่าทีอันเหมาะสมของนักสิทธิมนุษยชนที่สามารถปกป้องสิทธิ มนุษยชนให้บุคคลต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นนักโทษหรือยังเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหาโดยที่ข้อเท็จ จริงที่เกี่ยวข้องยังคลุมเครือหรือยังไม่มี “ความชัดเจน” ว่ากระทำผิดจริงหรือไม่

แต่คำถามเรื่อง“ตัวตน”ที่ย้อนกลับไปกระแทก ตนเอง (ตัวศาสตราจารย์ ดร. อมรา) ได้ทันที คือ ในกรณีก่อนหน้านี้เมื่อศาสตราจารย์ ดร. อมรา ไม่สามารถออกโรงแถลงปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้แก่แกนนำนปช.และคนเสื้อ แดงที่ถูกควบคุมตัวในเรือนจำไทย โดยการอธิบายว่า ไม่อาจดำเนินการในขณะที่เรื่องยังไม่มี “ความชัดเจน” (ตามที่เขียนจดหมายเปิดผนึกตอบโต้ ดร. ยุกติ) แล้วเหตุใดศาสตราจารย์ ดร. อมราจึงสามารถออกโรงแถลงเป็นนัยปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้นายวีระ สมความคิดและพวกได้ในขณะที่ศาสตราจารย์ ดร. อมราเองระบุว่า เรื่องคดีนายวีระและพวกที่ถูกจับกุมโดยทางการกัมพูชานั้นยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนที่เกี่ยวข้อง

ยิ่ง ไปกว่านั้น การที่ศาสตราจารย์อมราอธิบายถึงภาวะการทำงานที่ไม่สามารถมีอิสระเหมือนขณะ ที่เป็นนักวิชาการ แต่ต้องรับฟังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนคนอื่น ๆ ในการตัดสินใจต่าง ๆ นั้น ก็ฟังดูเหมาะสมในหลักการและระเบียบวิธีปฏิบัติงานแบบองค์กรโดยทั่วไป แต่ในกรณีนี้คำอธิบายของศาสตราจารย์อมราเองกลับมีข้อบ่งชี้ร่องรอยว่าปัญหา ความลำเอียงเลือกปฏิบัติหากมีอยู่จริง ก็อาจไม่ใช่ปัญหาเฉพาะตัวของผู้เป็นประธานเพียงท่านเดียว แต่อาจเป็นปัญหาของคณะกรรมการโดยองค์รวมทั้งคณะร่วมกัน

วรพล พรหมิกบุตร

วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔


1 ศาสตราจารย์ ดร. อมรา พงศาพิชญ์ แถลงให้สื่อมวลชนทราบและเผยแพร่คำเรียกร้องในทางคุ้มครองสิทธิการได้ รับประกันตัวชั่วคราวของแกนนำนปช.ในต้นปี ๒๕๕๔ โดยมีผู้ตั้งข้อสังเกตต่อมาว่าเป็นเพียง “การสร้างภาพพจน์” อีกเรื่องหนึ่งเท่านั้น

2 นายวีระ สมความคิด (แกนนำแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) และคณะบุคคลที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์รวมอยู่ด้วย

3 ดูคำอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติทางสังคมของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องได้จากหนังสือ “The Presentation of Self in Everyday Life” ของ Goffman หรือจากตำราทฤษฎีสังคมวิทยาว่าด้วยสภาวะ “Dramaturgy” ในสังคมมนุษย์


*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-กรรมการสิทธิด้วยกันใจไม่ด้านพอ เบรกรายงานฉบับหมอชูชัย92ศพผิด-ฆาตกรถูก ไล่กลับไปเขียนใหม่

-แม่น้องเกดพ้อกรรมการสิทธิฯหูหนวกตาบอดไม่ได้ยินเสียงร่ำไห้ญาติคนเจ็บคนตาย

-จรัล ดิษฐาอภิชัย วิพากษ์รายงานอัปยศกรณีพฤษภาเลือดของกก.สิทธิฯ:ขัดหลักสากล-ไม่เป็นกลาง


หมายเหตุไทยอีนิวส์:ขอ แนะนำให้อ่านรายงานที่องค์กรต่างๆสรุปเกี่ยว กับเหตุการณ์เม.ย.-พ.ค.53ซึ่งจะพบว่ามีเพียงคณะกรรมการสิทธิฯที่หลุดโทนออก มาแบบเดี่ยวๆว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ทำถูก ผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายผิด

-รายงานAMNESTYปี2011:ไทยกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน

-ฮิวแมนไรต์ว็อตช์:ความล้มเหลวในการเอาผิดเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลตอกย้ำปัญหาการปล่อยให้คนผิดลอยนวล

-คอป.สรุปชี้ชัดทหารฆ่าให้ลากขึ้นศาล DSIตกเป็นเครื่องมือมาร์ค-จี้ยุติขังลืมแดง-ค้านนิรโทษ

AMNESTY:ไทยกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ที่มา Thai E-News

ผู้ ประท้วง 74 คน เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจ 11 คน เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ 4 คน และผู้สื่อข่าว 2 คนถูกสังหาร กองกำลังฝ่ายความมั่นคงได้ใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ทั้งการใช้อาวุธปืนที่มุ่งหมายชีวิตและการประกาศ “เขตกระสุนจริง” เป็นเหตุให้ผู้ประท้วงและคนทั่วไปที่ไม่มีอาวุธหลายคนเสียชีวิต ..รัฐบาลได้ควบคุมตัวประชาชนกว่า 450คนในช่วงเริ่มต้นการประท้วง และยังมีอีก 180 คนที่ถูกควบคุมตัว (รายงาน-ของAMNESTY,รูปประกอบ-จากแฟ้มภาพ)

โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
13 กรกฎาคม 2554

เมื่อ ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล(Amnesty International)หรือที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปว่าองค์การนิรโทษกรรมสากล ได้จัดทำรายงานประจำปี 2554 เพื่อรายงานสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของประเทศต่างๆทั่วโลก ซึ่งรวมถึงประเทศไทยเราด้วย (อ่านรายงานฉบับภาษาอังกฤษจากเวบไซต์สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภีย แห่งสหประชาชาติ)

โดย รายงานดังกล่าวมีประเด็นที่สำคัญๆว่ายังมีการเซ็นเซอร์เว็บไซต์ วิทยุ และโทรทัศน์รวมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ มีความเข้มงวดมากขึ้น เช่นเดียวกับการควบคุมจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็น

ความรุนแรงจาก การขัดแย้งกันด้วยกำลังอาวุธภายในประเทศที่ภาคใต้ยังดำเนินต่อ ไป โดยกองกำลังฝ่ายความมั่นคงยังคงซ้อมทรมานและปฏิบัติอย่างโหดร้ายต่อผู้ต้อง สงสัย

ในขณะที่สมาชิกกลุ่มติดอาวุธยังคงโจมตีพลเรือน ส่วนผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่กรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัดต้องเผชิญกับการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของกองกำลังฝ่ายความ มั่นคง และยังคงมีการควบคุมตัวผู้ประท้วงอีกหลายร้อยคน

โดยพระราช กำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมีข้อบัญญัติหลายประการที่ ขัดต่อกฎหมาย และมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และมีการประกาศใช้ที่กรุงเทพฯ เป็นเวลาเกือบ 8 เดือน

คนงานต่างด้าวที่ไม่มีสถานภาพตามกฎหมายต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนรวมทั้งผู้ลี้ภัยก็ถูกบังคับส่งกลับพม่า


ความรุนแรงทางการเมือง

ระหว่าง วันที่ 10 เมษายน - 19 พฤษภาคม ผู้ประท้วงหรือคนทั่วไป 74 คน เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจ 11 คนเจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ 4 คน และผู้สื่อข่าว 2 คนถูกสังหาร ในระหว่างการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่กรุงเทพฯและที่จังหวัดอื่นๆ

กองกำลังฝ่ายความมั่นคงได้ใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ทั้งการใช้อาวุธปืนที่มุ่งหมายชีวิต และการประกาศ “เขตกระสุนจริง” เป็นเหตุให้ผู้ประท้วงและคนทั่วไปที่ไม่มีอาวุธหลายคนเสียชีวิต พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล ผู้นำกลุ่มประท้วงก็ถูกยิงจนเสียชีวิตจากพลแม่นปืนเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม

ผู้ ประท้วงและสมาชิกบางส่วนก็มีอาวุธ และได้ใช้อาวุธต่อต้านกองกำลังฝ่ายความมั่นคง รัฐบาลได้ควบคุมตัวประชาชนกว่า 450คนในช่วงเริ่มต้นการประท้วง

และ ยังมีอีก 180 คนที่ถูกควบคุมตัวหรือไม่ก็ได้รับการประกันตัวออกมาระหว่างรอการไต่สวนคดี เมื่อปลายปีที่ผ่านมา บางส่วนถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าก่อการร้าย


เสรีภาพในการแสดงความเห็น

รัฐบาล ได้ควบคุมเสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยอ้าง พรก.ฉุกเฉินฯ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์

• เมื่อเดือนตุลาคมนางอมรวรรณ เจริญกิจ(Amornwan Charoenkij) ถูกจับกุมตาม พรก.ฉุกเฉินฯที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากขายรองเท้าแตะที่มีรูปหน้านายกรัฐมนตรีและมีข้อความอ้างถึงผู้เสีย ชีวิตทั้ง 91 รายจากความรุนแรงเมื่อเดือนพฤษภาคม แม้ว่าขณะจับกุมจะมีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว แต่มาตรา 9 (3) ตาม พรก.ฉุกเฉินมีเนื้อหาครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งขัดกับหลักสัดส่วนความเหมาะสมตามกติการะหว่างประเทศ

พรก.ฉุก เฉินฯให้อำนาจกับศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาใหม่เพื่อเซ็นเซอร์เว็บไซต์ วิทยุ และโทรทัศน์ รวมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์โดยไม่ต้องขอหมายศาล ในช่วงการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่เข้มข้นมากที่สุด ในแต่ละสัปดาห์ของช่วงสามสัปดาห์สุดท้ายในเดือนพฤษภาคม ศอฉ.ประกาศว่าได้บล็อกเว็บไซต์ 770, 1,150 และ 1,900แห่งตามลำดับ

กระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประกาศในเดือนมิถุนายนว่าได้บล็อก เว็บไซต์ในประเทศไทย 43,908 แห่ง โดยอ้างว่าละเมิดกฎหมายหมิ่นฯ และขัดต่อความมั่นคงภายในประเทศมีการฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างน้อย 5 คดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยอ้างว่ามีเนื้อหาดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์และ/หรือเป็นภัยคุกคามต่อ ความมั่นคงภายในประเทศ เป็นเหตุให้มีคดีในเรื่องนี้ 15 คดีนับแต่ พรบ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2550

• ในวันที่ 29 เมษายน นายวิภาส รักสกุลไทยนักธุรกิจได้ถูกจับกุมหลัง จากส่งข้อความในเฟซบุ๊คในข้อหาละเมิดกฎหมายหมิ่นฯ เขาได้กลายเป็นนักโทษทางความคิด(prisoner of conscience)ไม่ได้รับการประกันตัว และจนถึงสิ้นปีที่ผ่านมายังคงถูกควบคุมตัวเพื่อรอกำหนดวันไต่สวน

• ในวันที่ 24 กันยายน นางสาวจีรนุช เปรมชัยพรผู้อำนวยการเว็บข่าวประชาไทได้ถูกจับกุมเนื่อง จากมีข้อความแสดงความเห็นในเว็บไซต์ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายหมิ่นฯ เธอได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และจนถึงสิ้นปีที่ผ่านมายังคงรอการสั่งฟ้องคดีจากอัยการ


ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพเข้าเมือง

ชาว ต่างชาติซึ่งส่วนใหญ่มาจากเอเชียและไม่ว่าจะมีสถานะเข้าเมืองอย่างไร ยังต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ ทั้งในแง่การมีงานทำ การจ่ายค่าชดเชยหากเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน และการขึ้นทะเบียนคนพิการ ทั้งยังถูกจำกัดสิทธิในการเดินทาง และต้องทำงานในสภาพที่อันตรายและไม่เหมาะสม แม้จะมีข้อกล่าวหาว่ามีการรีดไถเงิน การทรมาน และการใช้ความรุนแรงต่อคนงานต่างด้าวโดยนายจ้างและเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย

แต่ก็ไม่มีการสืบสวนสอบสวนหรือ ไม่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีแต่อย่างใดภายหลัง การหลั่งไหลเข้ามาของผู้อพยพอย่างน้อย20,000 คนในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน หลายคนเดินทางกลับพม่าอย่างสมัครใจ แต่หลายคนก็ถูกบังคับให้กลับ หรือถูกห้ามไม่ให้ข้ามเข้ามายังพรมแดนฝั่งไทยซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด ทั้งปีที่มีผู้ลี้ภัยหลบหนีการต่อสู้เข้ามาทางพรมแดนแบบประปราย


• ที่หมู่บ้านWaw Lay อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ทางการไทยบังคับให้ผู้ลี้ภัยชาวพม่า 166 คนเดินทางกลับไปเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม และบังคับส่งกลับอย่างน้อย 360 คนเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมอีก650 คนเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน และประมาณ2,500 คนเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน

การขัดแย้งกันด้วยกำลังอาวุธภายในประเทศ

การ ละเมิดสิทธิมนุษยชนจากทุกฝ่ายยังดำเนินต่อไปท่ามกลางการขัดแย้งกันด้วย กำลังอาวุธภายในประเทศที่เกิดขึ้นในจังหวัดภาคใต้ของไทย มีการขยายเวลาการประกาศใช้พรก.ฉุกเฉินเป็นครั้งที่ 21 นับแต่เดือนกรกฎาคม 2548 กองกำลังฝ่ายความมั่นคงยังคงทำการทรมานผู้ต้องสงสัย เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตหลายคนระหว่างถูกควบคุมตัว

• ในเดือนสิงหาคมตำรวจได้ยกเลิกข้อกล่าวหาทั้งหมดที่มีต่ออดีตทหารพรานที่ ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่ที่มัสยิดอัลฟุรกอน ซึ่งทำให้ชาวมุสลิมเสียชีวิตไป 10 คน และเป็นปีที่เจ็ดติดต่อกันที่ไม่มีการฟ้องร้องคดีต่อเจ้าหน้าที่ในข้อหาที่ เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้


จะเห็นได้ว่านอก เหนือจากการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ด้วยกระสุนจริงซึ่ง ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงแล้ว เรายังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่โดยทั่วไปที่เราไม่ทราบ เพราะมีการปกปิดข้อมูลข่าวสาร ทำให้ดูเหมือนว่าบ้านเมืองเราสงบเงียบเมื่อสิ้นสุดสถานการณ์ที่ราชประสงค์ แต่ในสายตาของคนนอกนั้น เรายังอยู่ในสถานการณ์ของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงอยู่ ซึ่งสวนทางกับร่างรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของไทยเกี่ยวกับเหตุการณ์ นี้ที่สนับสนุนรัฐฐบาลในการใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนอันขัดกันกับหลักการ ของสิทธิมนุษยชนอย่างสิ้นเชิง จนผมอยากตั้งคำถามต่อผู้อ่านว่าคณะกรรมการชุดนี้ว่ายังสมควรที่จะใช้ชื่อ “สิทธิมนุษยชน”อยู่ต่อไปหรือไม่

การมีรายงานจากองค์การระหว่างประเทศ ให้เราได้พิจารณาเปรียบเทียบเช่นนี้เป็น เสมือนกระเงาที่สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของเรา ซึ่งผู้ที่ฉลาดย่อมที่จะเลือกมาใช้ประโยชน์ แต่ผู้ที่โง่เขลาย่อมก่นด่าและรังเกียจผู้ที่นำเสนอข้อมูลเช่นว่านี้

---------------

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันพุธที่ 13 กรกฎาคม 2554

*******
(รายงานฉบับภาษาอังกฤษจากเวบไซต์สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัย แห่งสหประชาชาติ)

Amnesty International Annual Report 2011 - Thailand

Head of state: King Bhumibol Adulyadej
Head of government: Abhisit Vejjajiva
Death penalty: retentionist
Population: 68.1 million
Life expectancy: 69.3 years
Under-5 mortality (m/f): 13/8 per 1,000
Adult literacy: 93.5 per cent

Official censorship of websites, radio and television stations, and print publications was tightened as freedom of expression remained restricted. Violence continued in the internal armed conflict in southern Thailand, with security forces subjecting suspects to torture and other ill-treatment, and members of Muslim armed groups attacking civilians, particularly teachers. Anti-government protests in Bangkok and several other provinces were characterized by excessive use of force by security forces, violent acts by some protesters, and the detention of several hundred prisoners. An Emergency Decree containing many provisions that contravened international human rights law and standards was in effect in Bangkok for almost eight months. Migrant workers with irregular status in Thailand faced a range of human rights abuses and, along with refugees, were forcibly returned to Myanmar.

Background

A political crisis polarized Thai society for a fifth consecutive year, spiking sharply after former Prime Minister Thaksin Shinawatra, deposed in a 2006 coup and in self-imposed exile, was convicted in his absence by a court in Bangkok in late February on corruption charges. Mid-March through late May saw increasingly violent anti-government protests by the United Front for Democracy against Dictatorship, partly affiliated with Thaksin Shinawatra. More than 90 people were killed, at least 2,000 others were injured, and 37 buildings in Bangkok were burned down. The government invoked the Internal Security Act in March and the Emergency Decree in April; the latter remained in place in Bangkok and three other provinces until almost the end of the year. In the aftermath of the violence, the government established several bodies for national reform and a Truth for Reconciliation Commission.

The internal armed conflict in southern Thailand continued, reaching a death toll of 4,500 since 2004. In November, Thailand experienced its largest single influx of refugees in 25 years when at least 20,000 refugees fled fighting across the Myanmar border.

Political violence

Between 10 April and 19 May, 74 protesters or passers-by, 11 members of the security forces, four medics and two journalists were killed during sometimes violent anti-government protests in Bangkok and elsewhere. The security forces used excessive force, including lethal use of firearms and "live fire zones", which killed several unarmed protesters and bystanders. Major General Khattiya Sawasdipol, a leader of the demonstrators' defences, was shot and killed by a sniper on 13 May. Some protesters and elements seemingly aligned with them were also armed and used lethal force against the security forces. The government detained over 450 people in the wake of the protests, approximately 180 of whom remained in detention or on bail pending trial at the end of the year. Some were charged with terrorism.

Freedom of expression

The government clamped down on freedom of expression, mainly through the Emergency Decree, the lèse majesté law, and the 2007 Computer-related Crimes Act.

In October, Amornwan Charoenkij was arrested under the Emergency Decree in Ayutthaya province – despite the Decree not being in effect there – for selling slippers featuring the Prime Minister's face and a message referring to the 91 dead from the May violence.

The Emergency Decree authorized the newly established Center for the Resolution of the Emergency Situation (CRES) to censor websites, radio and television stations, and printed publications without a court warrant. During each of the last three weeks of May, as violence during anti-government protests peaked, the CRES announced that it had censored 770, 1,150 and 1,900 websites, respectively. The Ministry of Information, Communication and Technology announced in June that it had blocked access in Thailand to 43,908 websites on grounds that they violated the lèse majesté law and national security.

At least five cases were brought under the Computer-related Crimes Act for content deemed offensive to the monarchy and/or a threat to national security, bringing the total to 15 since the Act was promulgated in 2007.

On 29 April, businessman Wipas Raksakulthai was arrested for forwarding a message on the social networking site, Facebook, which allegedly violated the lèse majesté law. A prisoner of conscience, he was refused bail and at the end of the year remained in detention awaiting a trial date.

On 24 September, Chiranuch Premchaiporn, director of online newspaper Prachatai, was arrested for comments posted on the website which violated the lèse majesté law. She was released on bail and at year's end was waiting for a referral to the public prosecutor.

Refugees and migrants

Migrant workers who did not register their status before a 28 February deadline were forcibly removed to Myanmar, and were subject to trafficking and extortion by both Thai officials and a Myanmar government-backed ethnic minority militia. In November, Thailand violated the principle of non-refoulement by forcing many refugees fleeing from fighting in Myanmar to return there, placing them at risk of serious human rights abuses. A government process with the stated aim of verifying the immigration status of over 1.4 million registered migrant workers was marred by concerns for the safety of Myanmar nationals who had to return to Myanmar to take part; unregulated brokers charging extortionate fees; and insufficient provision of information to those meant to take part. The verification process excluded the roughly 1.4 million other migrant workers who did not register with the immigration authorities before the 28 February deadline.

Irrespective of their immigration status, many foreign nationals – mainly from Asia – continued to face discrimination in access to work, industrial accident compensation, and disability registration, and were subject to restrictions on their movements as well as dangerous and unhealthy working conditions. Alleged instances of extortion, torture and other violence against migrant workers by both employers and officials, including, in particular, law enforcement officers, were either not investigated or not prosecuted.

Following an influx of at least 20,000 refugees in early November, many returned to Myanmar voluntarily, but others were forced to return or were prevented from crossing the border into Thailand. This was also true throughout the rest of the year in relation to smaller groups of refugees escaping sporadic fighting across the border.

In Waw Lay village in Phop Phra district in Tak province, Thai authorities forcibly returned 166 Burmese refugees on 25 December, at least 360 on 8 December, roughly 650 on 17 November, and approximately 2,500 on 10 November.

Internal armed conflict

Human rights abuses by all sides continued in the internal armed conflict in Thailand's predominantly Muslim southern provinces, where the Emergency Decree was renewed for the 21st time since July 2005 (it was lifted in one district in late December). The security forces continued to use torture on suspects, leading to several deaths in custody. Armed groups continued to target civilians, both Buddhist and Muslim, and to carry out indiscriminate attacks, particularly during the Ramadan period. Attacks on teachers and schools reached such a level in October that nearly all schools in the south closed for a week. On the sixth anniversary of the deaths of 85 people in Tak Bai, Narathiwat province, and after a 2009 decision not to prosecute the security forces involved, 14 co-ordinated bomb attacks took place, killing two people and injuring 74 others.

The government passed legislation to empower the civilian-led Southern Border Provinces Administrative Centre to operate independently of the military and report directly to the Prime Minister, but impunity continued for the security forces.

In August, the police dropped all charges against a former paramilitary ranger alleged to have been involved in a 2009 attack on the Al-Furqan mosque in which 10 Muslims were killed. For the seventh consecutive year, no official was successfully prosecuted for human rights violations in the south.

Death penalty

There were no known executions. As of August, there were 708 people facing the death penalty whose cases were on appeal or final, 339 of them for drug offences. On 13 January, the Minister of Interior announced a campaign to extend the death penalty for drug offences under three existing laws. These developments contradicted Thailand's Second National Human Rights Plan for 2009 to 2013 which included the intention to abolish the death penalty.

In both April and May, following outbreaks of violence between anti-government protesters and security forces, the government stated that some detainees would be charged with terrorism, which could result in the death penalty.

Death row prisoners continued to be shackled in leg irons upon arrival in prison despite a 2009 court decision (since appealed) declaring it "illegal". The Truth for Reconciliation Commission recommended in July that the practice be stopped immediately.

In December, Thailand abstained from a UN General Assembly resolution calling for a worldwide moratorium on executions, having voted against the resolution in 2007-2009.

นิราศร้างห่างไกลไร้ทำเนียบ

ที่มา Thai E-News


นิราศร้างห่างไกลไร้ทำเนียบ
เย็นยะเยียบหนาวในใจสับสน
เสียงสาปแช่งไล่หลังดังอึงอล
ประชาชนก่นด่ามันน่าอาย

เหลียวแลหลังเวียงวังดังป่าช้า
ไทยคู่ฟ้าวิบวับแล้วลับหาย
แว่วแร้งร้องก้องพนาหูตาลาย
เป็นหรือตายยังไม่สู้รู้ชะตา..
หวนอาวรณ์โพเดี้ยมโอ้เรียมช้ำ
เห็นเรือนจำทมึนมารอยู่ด้านหน้า
เวรก็ทำกรรมก็ผิด..อนิจจา
ไม่นึกว่าไล่กระชั้นทันชาตินี้!


โดย ปีกซ้าย

ว่าที่นายกฯ ย้ำเดินหน้าค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท แย้มทยอยทำรายพื้นที่ ด้านสภาอุตฯมีมติไม่เห็นด้วย

ที่มา มติชน

ที่ พรรคเพื่อไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน โดยยืนยันว่า มีความตั้งใจจะผลักดันให้เกิดขึ้นจริง แต่คงต้องให้เวลาแต่ละช่วงในการปรับตัว ซึ่งจะรับฟังจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในองค์กรขนาดเล็กและตามต่างจังหวัด ที่อาจจะมีผลกระทบ จึงต้องขอฟังรายละเอียดและดูว่า ภาครัฐจะให้การสนับสนุนอย่างไร และต้องดำเนินการในพื้นที่ไหน อย่างไร รวมทั้งต้องดูการทำงานร่วมกับกระทรวงแรงงาน นอกจากนี้ต้องหารือกับฝ่ายดูแลด้านงบประมาณทั้งหมดด้วย
เมื่อถามว่า ดูเหมือนธุรกิจเอสเอ็มอียืนยันว่า ไม่สามารถแบกรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทได้ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า จะหาวิธีการช่วยเหลือ เพราะอยากเห็นการกระตุ้นและส่งเสริมภาคการผลิตควบคู่กันไปด้วย ซึ่งตามแผนที่วางไว้คือ จะดำเนินการในเดือนมกราคม 2555 เพราะอยากทำควบคู่กับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจด้วย แต่ก็ต้องหารือกับกระทรวงการคลังก่อน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นหน้าที่ของผู้จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ คลัง


เมื่อถามว่าพรรค เพื่อไทยประกาศนโยบายหลายด้านและต้องใช้เงินจำนวนมาก จำเป็นต้องปรับประมาณการงบประมาณในปี 2555 ใหม่ หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ขณะนี้ต้องไปดูสถานการณ์การเงินการคลังที่แท้จริงของประเทศ และจะต้องหารือกับกระทรวงการคลัง และผู้เกี่ยวข้องเพื่อดูว่า ที่ผ่านมามีการดำเนินการอย่างไรไว้บ้าง


ด้านนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงข้อเสนอบอร์ดค่าจ้างให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล และภูเก็ตก่อนว่า พท.ยินดีรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการพิจารณาดำเนินนโยบาย ส่วนกรณีภาคธุรกิจเป็นห่วงว่าเอสเอ็มอีจะเสียหายจากนโยบายนี้ พท.ได้เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว


วันเดียวกัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ประชุมคณะกรรมการ ส.อ.ท.นัดพิเศษเพื่อหารือประเด็นขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน โดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง เพื่อนำข้อสรุปเสนอรัฐบาลใหม่ โดยนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท.กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติไม่เห็นด้วยกับนโยบายขึ้นค่าแรงดังกล่าว โดยจะเสนอพรรคเพื่อไทยในฐานะว่าที่รัฐบาลใหม่ทบทวนนโยบายดังกล่าว โดยเห็นว่าการปรับค่าแรงควรดำเนินไปตามกลไกตลาด ที่คำนวณจากสภาพเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ คุณภาพชีวิต การขยายตัวเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อ และดำเนินการโดยคณะกรรมการค่าจ้างกลางหรือไตรภาคี ปราศจากการกดดันจากรัฐบาล


นาย พยุงศักดิ์กล่าวว่า หากรัฐบาลยืนยันจะดำเนินนโยบาย ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วยการจ่ายส่วนต่างของค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ภายในระยะเวลาหนึ่ง เมื่อผู้ประกอบการปรับตัวได้จึงหยุดช่วยเหลือ


ทั้ง นี้แนวทางทั้งหมด ส.อ.ท.จะประสานกับพรรคเพื่อไทยเพื่อหารืออย่างเป็นทางการต่อไป แต่เบื้องต้นจะนำแนวทางและผลกระทบหารือร่วมกับคณะกรรมการภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย นัดพิเศษภายในสัปดาห์หน้า

ระเบิดเวลา !?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



คาดว่าภายใน 2-3 สัปดาห์นี้คงได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ 1" ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

เพราะหลังจากกกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งส.ส.รอบแรก

ถ้ารับรองส.ส.เกิน 475 คนก็สามารถเปิดประชุมสภานัดแรกได้

วาระก็คือการเลือกประธานสภา

จากนั้นถึงเปิดสภาโหวตเลือกนายกฯ

ถ้าเป็นไปตามกระบวนการข้างต้น ก็ดูเหมือนว่าสภาวะเมืองไทยเริ่มเข้าสู่สถานการณ์ปกติ

แต่ความเป็นจริงแล้ว การเมืองยังไม่นิ่ง

ยังมีวี่แววว่าจะวุ่นวายกันต่อไปอีก

เอาง่ายๆ ถ้ากกต.รับรองส.ส.ไม่ถึง 475 คนภายในกำหนดเวลา 30 วัน

เปิดสภาไม่ได้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น !?

ยังมีเรื่องโฉมหน้าครม.ยิ่งลักษณ์ 1 ซึ่งถึงตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะออกมาแบบไหน

จะสวยปิ๊งแบบที่สังคมคาดหวังไว้ หรือจะขี้เหร่จนต้องร้องยี้

ตรงนี้ต้องยอมรับว่าโฉมหน้าครม.เป็นส่วนที่สำคัญ

บ้านเมืองจะไปรอดหรือไม่ก็อยู่ที่ว่ารมต.เป็นที่ยอมรับหรือเปล่า

ว่าที่นายกฯ หญิงคนแรกของไทยต้องไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน

จะเลือกตามใจพี่ชายที่ดูไบจนนำไปสู่ปัญหาในอนาคต

เพราะตอนนี้ก็เริ่มมีคนนำเป็นเงื่อนไขให้ยุบพรรคเพื่อไทยแล้ว

อีกเรื่องที่มีการ "ทิ้งบอมบ์" ไว้ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง

การร้องเรียน "ยิ่งลักษณ์" ข้อหาให้การเท็จคดีซุกหุ้น 4.6 หมื่นล้านของนายแก้วสรร อติโพธิ และหมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์

ซึ่งทั้งคู่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

หลายคนฟันธงว่าอาจเป็น "ไม้ตาย" ของกลุ่มอำนาจเก่าที่ยังไม่ยอมวางมือ

เป็น "ระเบิดเวลา" ที่ตั้งชนวนรอให้ระเบิดตูมหลังตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว

ในแง่ของข้อเท็จจริงก็ต้องตีความกันให้ชัดว่ากฎหมายเปิดช่องให้เอาผิด "พยาน" ที่ขึ้นเบิกความคดีอาญาด้วยหรือไม่

แต่ในเรื่องกระแสก็ถือว่าได้ผล

เพราะได้คะแนนจากกลุ่มไม่เอาเสื้อแดง ไม่เอาทักษิณ

หรือแฟนพันธุ์แท้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ฉะนั้น ช่วงเวลาหลังตั้งรัฐบาลแล้ว ต้องจับจ้องกันอย่างไม่กะพริบตา

ระเบิดเวลาคดีซุกหุ้นจะเริ่มทำงานหรือเปล่า

จะขยายผลจนนำไปสู่การยุบพรรคภาค 3 หรือไม่

ประเทศชาติจะหวนสู่วังวนเดิมๆ

เพราะความ 2 มาตรฐานและมือที่มองไม่เห็น

ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยพรรคพลังประชาชน

เป็นช่องทางให้ "อำนาจเก่า" หวนกลับมาอีกครั้ง !?

ป่วนกระแสโดย บุญชิต ฟักมี: จดหมาย (ไม่) ถึงนายกรัฐมนตรี

ที่มา ประชาไท

บุญชิต ฟักมี

แม้บัดนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง จะยังไม่ประกาศรับรอง ส.ส. ที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แต่จากจำนวน ส.ส. และธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมือง เราอาจแน่ใจได้เกินเก้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้วว่า ประเทศไทยกำลังจะมีนายกรัฐมนตรีที่มีกายภาพเป็นหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์

นั่น ก็เป็นเรื่องตื่นเต้นของประชาชนทั้งหลายเป็นธรรมดา ถ้อยคำแสดงความยินดี ข้อเรียกร้อง คำถาม ความเห็น ข้อวิพากษ์ทั้งหลายถูกส่งไปที่เธออย่างไม่ขาดสาย สื่อหลักทั้งหลายคงรายงานกันไปหมดแล้ว

แต่ก็มีจดหมายหลงๆ เขียนถึงว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงของเขา แต่ไม่รู้จะส่งไปที่ไหน เพราะไม่ระบุทั้งที่อยู่ผู้ส่งและผู้รับ มีแต่ชื่อผู้ส่งชื่อผู้รับใส่สองหยอดตู้ไปรษณีย์เฉย แสตมป์ก็ไม่ติด ไปรษณีย์ที่คัดแยกจดหมายอ่านแล้วหัวเราะจนฉี่เกือบเล็ด เลยเอามาให้ผมอ่านเล่นๆทั้งปึกก่อนจะนำไปจำหน่ายทิ้ง

ชื่อบุคคลผู้เขียนจดหมายนี้ น่าจะเป็นชื่อสมมติ แต่อาจจะไปพ้องกับบุคคลที่มีอยู่จริงที่ไหนบ้างก็ไม่รู้ ก็เพราะไม่รู้จริงๆหงะ

“ถึง นางยกนอมินี

พวก เรา ในฐานะของกลุ่มรากอนุรักษ์ เพื่ออนุรักษ์รากเหน่าเหง้าขนของปวงชนชาวไทย ที่มีสมาชิกอยู่ชุกชุมกันในเครือข่ายเฟซบุ๊ค ขอยื่นคำขาดให้ท่านทราบว่า เราจะไม่ยอมให้อ้ายอีขี้ข้าหน้าไหน โดยเฉพาะท่าน หรือ ไอ้พวกนักเขียนจังไร บังอาจแตะต้อง รัฐธรรมนูญมาตรา 112 ของเราเป็นอันขาดพวกมึงจะไปเรียกร้องสิทธิเสรีภาพที่ไหนก็ได้ อยากรู้ว่าจะเป็นจะตายไหม ถ้าไม่ได้เขียนถึง พรบ. 112

ขอให้ท่านจงสำเนียกไว้ ว่าถ้ารับลูกจากพวกนักเขียนจังไรพวกนี้เมื่อไร ได้เห็นดีกับพวกเราแน่นอน

ลงชื่อ ใหญ่ ลูกบ้านพระอาทิตย์”

เอ่อ อันนี้อ่านแล้วหนาวแหยงตั้งแต่ปลายผมถึงขนตูด เราข้ามไปก่อนดีกว่า แต่ขอแก้คำผิดหน่อยนะจ๊ะ ว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 112 เป็นเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา คงไม่เกี่ยวอะไรกับรากเหง้าของท่าน ส่วน พรบ. 112 นั้นผู้เขียนนึกไม่ออกว่าจะหมายถึงอะไร ยังไงคุณใหญ่ไปถามโคตรเหง้าสักกะหลาดคุณให้ชัดเจนก่อนแล้วเขียนมาด่าใหม่

“ถึง นายกคนใหม่

ช่วง เวลา 3-4 เดือนที่เพิ่งผ่านไป เวลาที่ผมขับรถเฟอร์รารี่มีสองราคาแสนไปบนท้องถนน ก็รู้สึกเหมือนตัวเองฝันไป มันฝันร้ายชัดๆ ที่พวกไพร่บ้านไทเมืองจะได้มีบ้านมีรถคันแรก คนพวกที่ถูกเอาของพวกนี้มาล่อ ก็หลงเชื่อไปกับลมปากนักการเมือง หิวกระหายอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง และอะไรไหนจะค่าแรง 300 บาทอีก นี่ผมฝันไปใช่ไหม ?

คน พวกนี้ไม่ได้รู้ตัวเลยว่า ชีวิตไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าปัจจัยสี่ มีข้าวราดแกงถุงนึง กับปลาทูนางแบบตัวเดียวหรือปลากระป๋องแบ่งกันกิน อยู่เพิงพักคนงานสังกะสีหรือแฟลต 15 ตารางเมตรทั้งครอบครัวห้าคน ก็อยู่ไปได้ ชีวิตที่เพียงพอแล้วเช่นนี้ ค่าแรงวันละ 150 บาทก็น่าจะพออยู่ได้

ข้าพเจ้า ทั้งสองก็หวังว่าท่าน ในฐานะของนายกคนใหม่ จะดึงสติคืนมาจากสังคมที่ฟุ้งฝัน ฝันว่าอยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเช่นนี้ ให้เรากลับไปสู่สังคมที่ผู้คนรู้จักก้มหัวต่ำแล้ว “พอ” เหมือนเช่นที่เราพยายามแช่แข็งไว้หลายปีด้วย

ลงชื่อ คู่หูดูเอ็ต เมพ เฟอร์รารี่ และ หงอก อาวุโส”

ผู้ เขียนอ่านแล้วฝันร้ายไปเลยครับจดหมายฉบับนี้ แต่ เอ่อ เลือกตั้งนี่เขาเพิ่งยุบสภากันพฤษภานี้เองครับ เพิ่งจะสองเดือนเร็วๆนี้ ไม่รู้สามสี่เดือนนั้น ท่านไปแอบหลับไม่รู้คู้ไม่เห็นอยู่ที่ไหน

“ถึง ท่านนายกปู

เรา มีคำถามสั้นๆ ถึงท่าน ว่า ท่านเป็นปูอะไรถึงประสบความสำเร็จถล่มทลายขนาดนี้ เพราะท่านคือ“ปูที่มีคริ๊” หรือเป็น“ปูพี่ค้ำโฉก” หรือไม่ และที่สื่อบางสำนักเรียกท่านว่า “ปูแดง” นั้น เป็น “แดงดื้อพ่อ” จริงไหม หรือเพราะถือว่าเป็น “แดงแข็งรอ”

ลงชื่อ สม น้ำหน้าคุณ นายกสมาคมคำผวนแห่งประเภทไทย”

อันนี้ไม่มีความเห็น แต่ว่านะ ความแรงของนางพญาปูแดง งานนี้เล่นเอาผู้ชายหลายคนเป็นปูไปตามๆกัน - ปูลงไปอยู่ในโหลก

“ถึง นายกชะนีไทย

พวก เราขอแสดงความยินดีสำหรับ หล่อนและบรรดาชะนีทั้งหลายด้วย ที่จะได้มีนายกเป็นหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ แต่ก็ขอให้รู้ว่า พวกเรานั้นมาก่อนหล่อนเกือบครึ่งศตวรรษย่ะ

ลงชื่อ ...(ลายเซ็นอ่านไม่ออก)... ผู้นำกลุ่มนายกเพศที่สามของไทย”

แรว็งค่ะ ! อิฉันหมดคำจะกล่าว

จดหมายต่อไปนี้ มาสองฉบับพร้อมๆกัน เนื้อความใกล้เคียงกันเลยขอนำมาเสนอต่อกันไว้ ดังนี้

“ถึง ว่าที่นักโทษหญิง

ใน นามของกลุ่มสมาคมสหภาพ องค์กรเครือข่ายคนไทยหัวใจเชิดชูชาติต่อต้านการทุจริตและติดตามคนผิดมาลงโทษ หรือกลุ่มคนเสื้อหลิ่มสี ขอแจ้งความร้องทุกข์ต่อท่าน นอกจากเรื่องการให้การเท็จในเรื่องการซื้อขายหุ้นของครอบครัวท่านแล้ว ท่านยังกระทำฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญในฐานะที่มี DNA ร่วมกับผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 เอกกูนวีสติ หาไม่เจอพลิกไปให้หมดเล่มหรือไม่ก็ไปซื้อรัฐธรรมนูญมาใหม่ เราจะเข้าชื่อกันยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และศาลเจ้า ตีความคุณสมบัติของท่านต่อไป

ลงชื่อ นายหมอ ตรี ตรวจหุ้น แกนนำกลุ่มพลเมืองหลากชื่อจนตัวเองยังจำไม่ได้ว่ามีกี่กลุ่ม”

...

“ถึง ไอ้ตู่ ผ่าน ว่าที่นักโทษหญิง

อย่า เพิ่งดีใจไป ที่ กกต. ประกาศว่าการไม่ไปเลือกตั้งของเจ้านั้นมีเหตุผลอันสมควร พวกข้าฯ แกนนำกลุ่มชมรมสมาคมคนไทยไม่เอาการเลือกตั้งเพื่อฟอกตัวพวกเผาบ้านเผาเมือง เพื่อดำรงไว้ซึ่งธรรมาธิปไตยอันเจริญรุ่งเรืองมลังมเลืองวัฒนาผาสุก ได้ปรึกษากับฝ่ายกฎหมายและกฎแห่งกรรมแล้วและกำลังจะสืบไปว่า ญาติโยม พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า น้า อาลุง เพื่อนย่าป้าเขย เมียน้าลูกเพื่อนพี่สะไภ้ของเจ้า มีคนใดคนหนึ่งไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่ได้แจ้งกับ กกต. หรือไม่ เพราะถึงเจ้าจะได้แจ้ง กกต. แต่เชื่อว่าญาติๆเจ้าสักคนต้องพลาดละน่า ล้างคุกรอไว้ได้เลย

ลงชื่อ นายมุดดิน ล่องลอยฟ้า ประธานกลุ่มชื่อยาวจนข้าฯเองก็ท่องไม่จบ”

อ่านชื่อกลุ่มพวกท่านตอนนั่งลงบนชักโครก พออ่านจบขี้สุดพอดี ขอชมเชยความสามารถในการตั้งชื่อกลุ่มของท่านมา ณ ที่นี้

“ถึง นายกรัฐมนตรีที่ไม่เคารพ

การ ที่ทูตสหรัฐ อังกฤษ และอีกหลายประเทศขอเข้าพบกับท่านก่อนการเลือกตั้งนั้น เป็นความผิดที่อภัยไม่ได้ หากท่านไม่ได้สมรู้ร่วมคิดต่อการหยามหมิ่นประเทศเราเยี่ยงนี้ ท่านต้องเรียกทูตพวกนี้มาพบเพื่อ ตบหน้าให้หัน บั่นคอหอย สอยลูกกระเดือก เอาเชือกขันชะเนาะ เลาะกระดูกให้หมาฟัด ตัดเงินเดือน เตือนด้วยลำแข้ง แช่งพ่องตาย ไล่ออกนอกประเทศ ตั้งเพจเสียบประจานบนเฟซบุ๊ค ด้วยโทษฐานไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่รู้จักวัฒนธรรมไทย เป็นการแทรกแซงการเมืองไทยโดยตรง เป็นการหยามเกียรติประเทศอภิมหาอำนาจเยี่ยงเรา

ลงชื่อ ดร. ยินดี ทับธานี นักวิชาการอิสระ”

ยิ่ง ใหญ่มากครับ ท่านอาจารย์ ว่าแต่ไม่ทราบท่านอาจารย์ละเมอตดคิดว่าเรามีเรือดำน้ำติดหัวรบนิวเคลียร์ แล่นตรวจการอยู่ในอ่าวไทยเหรอครัฟ !!! T_T

เรามาลากันด้วย จดหมายฉบับสุดท้าย ที่อ่านแล้วเล่นเอายิ้มจนปากฉีกถึงใบหู ดังนี้

“ถึง นายกรัฐมนตรีผู้หญิงถึงผู้หญิง

ขอ แสดงความยินดีกับตำแหน่ง ใหม่และคะแนนเสียงที่ได้รับด้วยค่ะ ในฐานะที่คาราแมลล์นั้นเป็นผู้ต่อสู้ถึงผู้หญิงถึงผู้หญิงมาตลอดศก ขอเรียกร้องให้ท่านมีนโยบายเกี่ยวกับการที่ผู้ชายมีเมียน้อยบรรจุเป็นวาระ แห่งชาติด้วย เนื่องจากการมีเมียน้อยนั้นเป็นการกระทบกระเทือนต่อผู้หญิงอย่างเราๆมากๆ ยิ่งกว่าลูกสาวใครสักคนถูกยิงตายในเขตอภัยทานหรือผัวใครถูกจับขังฟรีไม่ยอม ปล่อยเพราะจับผิดตัวเป็นไหนๆ ขอให้ท่านในฐานะตัวแทนผู้หญิงถึงผู้หญิง ช่วยผลักดันให้หนูด้วย

และก็ อย่าลืมไอแพดนะคะ จุ๊บๆ

ลงชื่อ คาราเแมลล์”

เห็น ด้วยว่าเรื่องเมียน้อยควรเป็นวาระแห่งชาติอย่างสุดถ้อยคำจะกล่าว แต่ขอบอกน้องแมลล์ หน่อยนะครัฟว่า “แท็ปเลต” ไม่ได้มีแต่ยี่ห้อ “ไอแพด” ก็เหมือน “ผ้าอนามัย” ไม่ได้มีแต่รอลิเอะนั่นแหละคร่ะ ! จุ๊ฟๆ :D.

…......................................................

หมายเหตุจากผู้เขียน :-

1. มีคนจำนวนมาก ที่ออกมา “ด่า” กรณีนักวิชาการและนักเขียนเรียกร้องขอให้ทบทวนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเรื่องนี้เป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็ถกเถียงกัน ไม่ว่ากัน

แต่เรื่องเศร้าคือว่า หลายฝ่ายที่ออกมาด่า จำผิดบ้าง สับสนบ้าง จนกลายเป็นเรื่อง รัฐธรรมนูญมาตรา 112” ไปบ้าง (ดู บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันพุธที่ 1 มิถุนายน 2554) หรือหัวข้อข่าว “แก้รัฐธรรมนูญมาตรา 112 ละเอียดอ่อนไม่ควรเกี่ยวการเมือง” ในเวบข่าวหลายเวบ

เสรีภาพในการ แสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้แต่ด่า นั้นเป็นเสรีภาพที่ไม่ควรล่วงละเมิด แต่การ “ด่าหรือวิจารณ์” ก็ควรจะมีการ “หาข้อมูล” ในเรื่องที่ “ด่า” ด้วย ให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นสื่อมวลชนผู้มีการศึกษา

2. การเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เกิดขึ้นจากการยุบสภา ตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554 ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 ดังนั้น พวกป้ายเลือกตั้งต่างๆ จะปักกันได้อย่างเร็ว ก็น่าจะประมาณ วันที่ 10 พฤษภาคม ซึ่งจนถึงวันนี้ผ่านไปประมาณสองเดือนเท่านั้น (ขอขอบคุณ @RITT41 ในทวิตเตอร์ ที่เห็นข้อสังเกตนี้)

ดังนั้นใครได้เห็นป้ายหาเสียงเลือกตั้งมากว่า “สามสี่เดือน” ก็อาจจะเพราะท่านผู้นั้นฝันไปจริงๆ

ความหมายของ “91 ศพ” ในสังคมพุทธ

ที่มา ประชาไท

เมื่อ คืนผมดูทีวีช่อง 11 เห็นนักการเมืองคนหนึ่ง จำชื่อไม่ได้ แต่เป็นนักการเมืองพรรคเพื่อไทย น่าจะอยู่ในมุ้งนายเสนาะ เทียนทอง เพราะเขาอ้างแนวทางปรอดองของนายเสนาะทำนองว่า “การตาย 91 ศพ ควรถือเป็นอุบัติเหตุทางการเมือง ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เราไม่ต้องไปตัดสินว่าใครถูกใครผิด ควรชดเชยให้ครอบครัวคนตาย แล้วทุกฝ่ายก็มาร่วมกันกล่าวปฏิญาณต่อพ่อ-แม่ทั้งสองพระองค์ของเราว่า เราจะปรองดองกันเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป”

“91 ศพ คืออุบัติเหตุ” มันช่างตลกร้ายเหลือเกิน! แต่ผมไม่เชื่อว่าจะมีนักการเมืองคนนี้หรือนายเสนาะเท่านั้นที่คิดแบบนี้ จะว่าไปแล้วมันคือความคิดของ “นักศีลธรรม” ส่วนใหญ่ของประเทศนี้ด้วยซ้ำ เห็นแล้วใช่ไหมครับว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสรุปว่า การสลายการชุมนุมทางการเมืองด้วย “กระสุนจริง” ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ก่อนหน้านั้น คุณภัควดี ไม่มีนามสกุล ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “นักสันติวิธีส่วนใหญ่ก็อุเบกขาอยู่บ้านกันหมด เมื่อมีคนตายเกือบร้อยศพกลางเมืองหลวง คนเหล่านั้นตายซ้ำสอง พวกเขาถูกนักสันติวิธีประหารทั้งเป็นไปก่อนหน้านั้นแล้ว เพราะวิธีการชุมนุมของพวกเขาไม่ต้องตรงกับบรรทัดฐานบนหอคอยงาช้างของนัก สันติวิธี” (วารสารอ่าน ม.ค.-มี.ค.2554 หน้า 113)

คณะกรรมการสิทธิฯ ส่วนหนึ่งก็มีภาพของ “คนดีมีศีลธรรม” ส่วนนักสันติวิธีก็มีทั้งพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียง แม่ชี นักปฏิบัติธรรม หรือกล่าวอย่างรวมๆ ผู้ที่มีบทบาทชี้นำทางความคิดในสังคมไทยส่วนหนึ่งนั้น เป็นชาวพุทธที่มีชื่อเสียง ชอบอ้างหลักพุทธศาสนาในการอธิบายปัญหาและเสนอทางออกแก่สังคมอยู่เสมอๆ แต่ดูเหมือนคนเหล่านั้นจะมองว่า “91 ศพ คืออุบัติเหตุ”

ทัศนะของชาว พุทธชั้นนำที่ดูเหมือนจะมองว่า “91 ศพ คืออุบัติเหตุ” จึงเป็นสิ่งบ่งชี้การให้ “ความหมาย” แก่ความตายของประชาชนที่เสียสละชีวิตเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศที่ เรียกตัวเองว่าเป็น “สังคมพุทธ” อย่างมีนัยสำคัญ

เพราะ “91 ศพ คืออุบัติเหตุ” มันมีความหมายต่างกันอย่างลิบลับกับคำว่า “เสียสละชีวิตเพื่อประชาธิปไตย” และหากจะว่าไปแล้ว อุบัติเหตุดังกล่าวก็ดูเหมือนจะเป็นอุบัติเหตุที่จงใจให้เกิดขึ้นโดยบรรดา นักศีลธรรมทั้งหลายด้วยซ้ำไป

ผมยังจำติดตาไม่ลืมเลยที่เห็น ภาพชายผู้เคร่งศีลธรรมในชุดเสื้อหม้อ ฮ่อมออกทีวีเรียกร้องให้กองทัพใช้ “กฎอัยการศึก” กับคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ เสียงของพระสงฆ์ชื่อดังที่ว่า “รัฐบาลอภิสิทธิ์จะหมดความชอบธรรมมากแค่ไหนนั้น ต้องแยกแยะให้ได้ก่อนว่า 91 ศพตายเพราะชายชุดดำกี่คน ตายพระฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐกี่คน” ยังก้องอยู่ในหูของผม และยิ่งเห็นภาพ ว.วชิรเมธี ในยูทูป พูดถึง “การเผาบ้านเผาเมือง” และสนับสนุนการใช้กฎหมายแบบเด็ดขาดของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ผมยิ่งรู้สึกหดหู่ใจ

พระ ว.ยังพูดอีกว่า “กฎหมายควรเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คนเลวควรถูกลงโทษ” แต่ไม่ได้ได้พูดในบริบทของการฉีกรัฐธรรมนูญ หรือในบริบทของการเรียกร้องให้นำฝ่ายที่ฉีกรัฐธรรมนูญมาลงโทษ ทว่าพูดในบริบทของการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง พูดในบริบทของการที่ฝ่ายรัฐประหารใช้กฎหมายเล่นงานนักการเมืองที่มาจาการ เลือกตั้ง นี่คือภาพที่น่าสะเทือนใจอย่างยิ่ง

ผมเองไม่แคลงใจใน “เจตนาดี” ต่อสังคมของพระสงฆ์ชื่อดังและชาวพุทธชั้นนำเหล่านั้น แต่บางครั้งก็อดแปลกใจไม่ได้ที่คนเหล่านี้ชอบอ้างว่า พุทธศาสนาสอน “สัจธรรม” หรือความจริงที่แท้จริงที่สุดเหนือกว่าความจริงทางวิทยาศาสตร์ หรือศาสนาใดๆ แต่เวลาที่เขาจะเสนออะไร เขากลับไม่มอง “ความเป็นจริง” เอาเสียเลย

อีกอย่าง ชาวพุทธเหล่านี้ก็ชอบอ้าง “หิริโอตตัปปะ” อยู่เสมอ แต่พวกเขาไม่ละอายบ้างหรือที่สนับสนุนทรราชเสียงข้างน้อยทั้งโดยตรงและโดย ปริยาย ไม่เกรงกลัวต่อบาปเลยหรืออย่างไรที่เรียกร้องให้ใช้ “กฎอัยการศึก” กับคนเสื้อแดง และที่ออกมาร้อง กกต.ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหลังจากล้มเหลวในการรณรงค์โหวตโนนั้น มันไม่ทำให้คุณรู้สึกทุเรศในความมีคุณธรรม ความเป็น “อริยบุคคล” ของตนเองบ้างหรือ ที่คุณธรรมความดีต่างๆ นั้นไม่ได้ทำให้คุณสามารถจะมีแม้แต่ “สปิริตเคารพเสียงส่วนใหญ่” เลย

สังคม ของเราเป็นสังคมที่นักอ้างศีลธรรม นักอ้างหลักการ หลักนิติรัฐ นิติธรรม ล้วนแต่ไม่มีสปิริตเคารพเสียงส่วนใหญ่ เห็นไหมครับพวกนี้ดาหน้าออกมาเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เตรียมร้อง กกต.ให้ยุบพรรคที่เสียงส่วนใหญ่เลือกมาเป็นรัฐบาล เราจึงมีแต่นักศีลธรรม นักอ้างหลักการที่ “มือถือสากปากถือศีล” คนเหล่านี้คือ “เสียงส่วนน้อย” แต่เป็นเสียงส่วนน้อยที่ดังกว่า และไม่เคยแคร์เสียงส่วนใหญ่ใดๆ เลย

พวก เขาเหล่านี้พูดถึงความสงบสันติของบ้านเมือง พูดถึงความดีงามต่างๆ นานา แต่เป็นความสงบสันติ ความดีงามตามนิยามของพวกเขา หรือตามที่พวกเขาต้องการจะให้เป็น ส่วนความดีงามที่ต้องอยู่บนกติกาประชาธิปไตย อยู่บนหลักการเคารพเสียงส่วนใหญ่ อยู่บนความเป็นประชาธิปไตยที่ “ทุกคน ทุกสถาบัน” ต้องอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพและความเสมอภาค ตามที่เสียงส่วนใหญ่เรียกร้องต้องการ พวกเขากลับรู้สึกเฉยๆ หรือกระทั่งเย้ยเยาะ

ฉะนั้น ในสายตาของเหล่าคนดีมีศีลธรรมทั้งหลาย ความตายของ 91 ศพ จึงมีความหมายเป็นเพียง “อุบัติเหตุทางการเมือง” มันไม่ได้มีความหมายว่าเป็น “การเสียสละชีวิตเพื่อประชาธิปไตย” เพราะโดยศาสนา ศีลธรรม และหลักการที่พวกเขามักอ้างถึง มันไม่ได้ทำให้พวกเขาสามารถเข้าใจได้ว่า ประชาชนที่บาดเจ็บล้มตายนั้นพวกเขาถูกกระทำรุนแรงยิ่งกว่ามาก่อนโดยรัฐ ประหาร

การใช้กองทัพ รถถัง ออกมาปล้นอำนาจประชาชนนั้นคือ “ความรุนแรงอย่างยิ่ง” ที่บรรดานักศีลธรรม และนักอ้างหลักการ (แกล้ง) มองไม่เห็น โครงสร้างอำนาจจารีตที่ครอบงำประชาธิปไตยอยู่คือเงื่อนไขความรุนแรงที่พวก เขามองไม่เห็น พวกเขาเห็นแต่ความรุนแรงของชาวบ้านที่ต้องสู้เพราะไม่มีทางเลือก และเมื่อมีประชาชนเลือกที่จะตายเพื่อสังคมที่ดีกว่า พวกเขาจึงมองเห็นเพียงว่า “91 ศพ คืออุบัติเหตุ”

เมื่อความหมายของ ความตายของประชาชนที่เสียสละชีวิตเพื่อประชาธิปไตยถูก มองอย่าง “บิดเบือน” โดยเหล่าบรรดาคนดีมีศีลธรรมตลอดมา วาทกรรมปรองดองของพวกเขาจึงไม่แสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อ “การเสียสละชีวิตเพื่อประชาธิปไตย” ของประชาชน และจึงไม่มีข้อเสนอว่าการปรองดองจะต้องปฏิรูปโครงสร้างอำนาจจารีตอันเป็น เงื่อนไขของความรุนแรงหลายครั้งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาอย่างไร

นิธิ เอียวศรีวงศ์: เมื่อชนชั้นนำขาดเอกภาพการนำและสองหนทางหลังเลือกตั้ง [คลิป]

ที่มา ประชาไท

นิธิ เอียวศรีวงศ์

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมใหญ่ชั้น 2 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการปาฐกถาหัวข้อ “ปฏิรูปสังคมไทยหลังการเลือกตั้ง: บทบาทชนชั้นนำและการเมืองภาคประชาชน” โดย ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ โดยตอนหนึ่งของการปาฐกถาทั้งนี้นิธิตั้งข้อสังเกตว่า ถึงกลุ่มชนชั้นนำที่ยังเห็นว่าสิ่งที่เกิดขณะนี้เป็นการต่อสู้ทางการเมือง แบบเดิม เป็นการต่อสู้ระหว่างทักษิณกับกลุ่มของพวกเขา โดยมองไม่เห็นว่ามันลึกกว่าเรื่องของทักษิณเยอะ นอกจากนี้นิธิยังเสนอว่าช่วงปี 2549 เกิดความแยกแยกในกลุ่มชนชั้นนำสูงมาก ซึ่งทำให้เอกภาพการนำหายไป และต้องยอมทำอะไรหลายเช่น “การใช้ม็อบมีเส้น” ซึ่งเป็นอันตรายในระยะยาวต่อชนชั้นนำ

ขณะที่ผลของการเลือก ตั้งก็ชี้ให้เห็นว่า ชนชั้นนำไม่สามารถหลบหลีกระบบเลือกตั้งได้ อย่างไรๆ ก็ต้องยอมรับมัน หรืออย่างน้อยไม่สามารถหลบหลีกการเลือกตั้งอย่างง่ายๆ อย่างที่เคยหลบมาแล้วได้ โดยนิธิ เสนอว่าชนชั้นนำมี 2 ทางเลือก หนึ่ง รอจังหวะที่เหมาะสมในอนาคตในการล้มรัฐบาลด้วยวิธีใดก็ตาม ซึ่งอาจจะเกิดรัฐประหารก็ได้ แต่รัฐประหารไม่ใช่คำตอบที่ถาวร รัฐประหารไม่สามารถนำดุลยภาพกลับคืนมาได้ใหม่

สอง คือ สิ่งที่ชนชั้นนำจะทำได้คือปรับปรุงตัวเอง เข้ามาอยู่ในการเมืองระบบเลือกตั้งให้ดีขึ้นกว่าเก่าแต่ไม่แน่ใจว่าเขาจะ สามารถปรับตัวได้ เพราะถ้าจะปรับตัวก็ต้องมีเอกภาพในภาวะการนำพอสมควร ซึ่งตอนนี้ชนชั้นนำไม่มี

สำหรับการปาฐกถาของนิธิ ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมเปิดตัวโครงการ “ประชาธิปไตย กับท้องถิ่น” (Sapan Project - CMU) ซึ่งเป็นโครงการรวมมือทางวิชาการระหว่างศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา (USAID) โดยประชาไทจะทยอยนำเสนอการปาฐกถาทั้งหมดของนิธิ และรายละเอียดจากการประชุมหัวข้อต่างๆ ต่อไป

สำหรับการปาฐกถาที่นิธิตั้งข้อสังเกตถึงชนชั้นนำและทางเลือกหลังการเลือกตั้ง มีรายละเอียดดังนี้

000





"ต่อ ไปที่ชนชั้นนำจะทำได้คือปรับปรุงตัวคุณเอง ให้เข้ามาอยู่ในการเมืองระบบเลือกตั้งให้ดีขึ้นกว่าเก่า แต่ทีนี้เผอิญเป็นช่วงเวลาที่มีความแตกแยกในภาวะการนำด้วย ผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะสามารถปรับตัวได้ เพราะถ้าคุณจะปรับตัวคุณต้องมีเอกภาพในภาวะการนำพอสมควร ซึ่งตอนนี้คุณไม่มี"

นิธิ เอียวศรีวงศ์

เมื่อ คนเหล่านี้ต้องการพื้นที่ทางการเมืองในการต่อรอง ก็เข้ามาสนับสนุนทักษิณ ประตูเดียวที่เปิดให้เขาสามารถเข้ามามีพื้นที่ทางการเมืองได้ก็คือระบบเลือก ตั้ง เพราะฉะนั้นการที่อยู่ๆ คุณทำรัฐประหาร เพื่อทำลายไม่ให้มีระบบเลือกตั้ง หรือเพื่อให้ระบบเลือกตั้งถูกควบคุมมันจึงรับไม่ได้สำหรับเขา และความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างนี้ อย่างไรก็หยุดไม่ได้

ทั้ง หมดนี้เกิดขึ้นโดยที่ชนชั้นนำไม่ทันได้ตั้งตัว มองเห็นเป็นเรื่องการต่อสู้ทางการเมืองแบบเดิม หลังรัฐประหารมาจนถึงทุกวันนี้ บางกลุ่มของชนชั้นนำยังย้ำอยู่ตลอดเวลาว่ามันเป็นเรื่องการต่อสู้ระหว่างคุณ ทักษิณกับกลุ่มพวกเขา มองไม่เห็นว่ามันลึกกว่าเรื่องคุณทักษิณแยะ และอย่างที่หลายท่านก็ทราบว่า กลุ่มคนเสื้อแดงก็มองว่าตัวเขาจะแยกทางคุณทักษิณ ถ้าคุณทักษิณไม่ผลักดันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

ในช่วงเวลาเดียว กันนี้เอง จะเป็นตั้งแต่ปี 2549 หรือก่อนปี 2549 ก็แล้วแต่ ผมอยากตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า เกิดความแตกแยกในกลุ่มชนชั้นนำเองสูงมากขึ้นด้วย

อย่ามองแต่ความแตกแยกระหว่างคนชั้นกลางในเมือง กับคนชั้นล่าง-คนชั้นกลางระดับล่างเท่านั้น แม้แต่ในกลุ่มพวก Elite พวก ชนชั้นนำด้วยกันเอง ก็มีความแตกแยกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็ไม่ใช่ของแปลก ชนชั้นนำมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันแยะมาก และก็มีความขัดแย้งตลอดเวลาแต่ไม่ถึงขนาดแตกแยก เพราะว่าต้องอาศัยการนำที่มีเอกภาพเพื่อทำให้ชนชั้นนำด้วยกันเองที่มีความ ขัดแย้งกันเอง สามารถที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบเรียบร้อยได้ ผมคิดว่าการนำที่เป็นเอกภาพมันหายไป ในช่วงตั้งแต่ปี 2549 หรืออาจจะก่อนหน้านั้นถึงทุกวันนี้

การนำที่ทำให้ชนชั้นนำ ด้วยกันเองไม่แตกแยก และเป็นเอกภาพนี้หายไป แล้วทำให้ชนชั้นนำต้องยอมทำอะไรหลายอย่างที่ผมคิดว่าในระยะยาวอาจเป็น อันตรายต่อชนชั้นนำเอง เช่น การใช้ม็อบมีเส้น ในโลกนี้ไม่มีใครเป็นไขควง 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีใครเป็นเครื่องมือของใคร 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม ทุกคนมีความต้องการบางอย่างในตัวที่ตัวต้องการทั้งสิ้น คือไม่มีใครพร้อมเป็นเครื่องมือให้ใครเต็มที่ ผมอาจเป็นเครื่องมือให้คุณ แล้วในขณะเดียวกันผมมีความต้องการของผมเองโดยที่อาจไม่ตรงกับของคุณ

เพราะ ฉะนั้นการที่ชนชั้นนำลงมาใช้ม็อบมีเส้นเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง นี่เป็นของใหม่นะครับ ไม่เคยมีมาก่อน แล้วอันตรายมากๆ เลย ไม่ใช่อันตรายต่อเรา แต่อันตรายต่อเขาเองนั่นแหละ เป็นต้น

กลุ่มคน ชั้นกลาง คนที่เป็นผู้ปกป้องสถาบันที่เด่นที่สุดในประเทศไทยเวลานี้ ถ้าไม่นับกองทัพนี่คือใคร คุณเนวินว่ะ โอ้โฮแปลกมากเลย และก็ต้องยอมรับเลยนะ นี่เป็นสิ่งใหม่ เพราะว่าการที่คุณยอมรับพรรคภูมิใจไทยได้ถึงขนาดนี้ มันทำให้คนชั้นกลางระดับกลางในเมือง ถอยออกมาคิดว่า "ได้เหรอ?" เป็นต้น

มันมี Contradiction มี ความขัดแย้งภายในระบบ ในปัจจุบันแยะมากๆ และผมคิดว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นก็สะท้อนความแตกแยกในกลุ่มชนชั้นนำมาพอ สมควร ผมได้ยินมาว่า การตัดสินใจที่ให้มีการเลือกตั้ง มีการยุบสภาไม่ได้เป็นที่เห็นพ้องต้องกันในหมู่ชนชั้นนำทั้งหมด ก็มีบางกลุ่มเห็นว่ายังไม่ถึงเวลา ควรจะอยู่ต่อไป อีกกลุ่มบอกว่าต้องยอมรับ เป็นต้น มันไม่ได้เป็นเอกภาพอย่างที่เคยเป็นมา และผลการเลือกตั้ง ผมเข้าใจว่าชนชั้นนำคงตระหนกเหมือนกัน คงตกใจเหมือนกัน ว่ามันได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ

เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าผลของการเลือกตั้งชี้ให้เห็นว่า คุณไม่สามารถหลบหลีกไปจากระบบเลือกตั้งได้ อย่างไรๆ คุณก็ต้องยอมรับมัน อย่างน้อยคุณไม่สามารถหลบหลีกการเลือกตั้งอย่างง่ายๆ อย่างที่เคยหลบมาแล้วได้ เพราะฉะนั้นทางเลือกของชนชั้นนำหลังการเลือกตั้งแล้ว ผมคิดว่ามีสองอย่าง

หนึ่ง รอจังหวะที่เหมาะสมในอนาคตในการล้มรัฐบาล หรือคุณจะล้มโดยวิธีตุลาการภิวัตน์ โดยอะไรก็แล้วแต่คุณ ให้ใบแดงอะไรก็แล้วแต่คุณเถิด แต่ในจังหวะที่เหมาะสมกว่านี้ เราจะเห็นว่าเขาจะล้มรัฐบาลได้หรือไม่ ให้คอยสังเกตสื่อกระแสหลักให้ดี ถ้าสื่อกระแสหลักเริ่มออกแนวในลักษณะต่อต้านรัฐบาลหนักข้อมากขึ้นๆ แสดงว่าเริ่มมีสัญญาณแล้วว่าจะล้มม็อบมีเส้นเริ่มออกมาใหม่ ระวังให้ดีเขาจะล้มรัฐบาล

เพราะฉะนั้นหลุมพรางหรือกับดักที่จะรอ รัฐบาลชุดใหม่อยู่ ผมคิดว่ามีมาก และในที่สุดอาจจะนำไปสู่การรัฐประหารก็ได้ แต่ทีนี้ ก็อย่างที่พูดไปแล้วว่ารัฐประหารไม่ใช่คำตอบที่ถาวร อย่างไรๆ คุณก็อยู่ในสภาพรัฐประหารตลอดไปไม่ได้ รัฐประหารไม่สามารถนำดุลยภาพกลับคืนมาได้ใหม่

อันที่สอง ต่อไปที่ชนชั้นนำจะทำได้คือปรับปรุงตัวคุณเอง ให้เข้ามาอยู่ในการเมืองระบบเลือกตั้งให้ดีขึ้นกว่าเก่า แต่ทีนี้เผอิญเป็นช่วงเวลาที่มีความแตกแยกในภาวะการนำด้วย ผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะสามารถปรับตัวได้ เพราะถ้าคุณจะปรับตัวคุณต้องมีเอกภาพในภาวะการนำพอสมควร ซึ่งตอนนี้คุณไม่มี

สู่ ประเด็นสุดท้าย อนาคตการเมืองจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ การเมืองจะไม่ใช่พลังหลักของการปฏิรูป ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะว่า นักการเมืองไม่ว่าจะมาจากพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ เขาไม่ได้สนใจการปฏิรูป จากการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้งหมด ชัดเจนว่าเขาไม่ได้สนใจการปฏิรูป

การปฏิรูปไม่ได้หมายถึงการแก้ไขข้อ บกพร่องแบบปะผุ เรื่องนี้เคยก็ก็อย่าโกง อะไรอย่างนั้นนะครับ จริงๆ คุณจะปฏิรูปต้องเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ ถ้าเพียงแต่แก้โน้นแก้นี้นิดๆ หน่อยๆ คุณก็ไม่สามารถหลุดพ้นไปจากวงจรอันเก่า การเมืองแบบชนชั้นนำไปได้ คุณต้องคิดถึงการเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบใหม่ทั้งหมด

ความ สัมพันธ์เชิงอำนาจในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงอำนาจที่มีอยู่ในทางกฎหมายอย่างเดียว แต่หมายถึงอำนาจทางวัฒนธรรม อำนาจที่มีอยู่เหนือทรัพย์สิน อำนาจในการที่คุณเป็นอิสระจากพันธะทางเศรษฐกิจหรือสังคมอื่นๆ ด้วยทั้งหมด

เมื่อ เราหวังการเมืองไม่ได้ ถามว่าเราหวังจากใครได้ ผมคิดว่าเราหวังจากภาคสังคมได้ เพราะในการเลือกตั้งครั้งนี้มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนหลายกลุ่มด้วย กัน ที่เรียกร้องนโยบายที่ปรับเปลี่ยนถึงระดับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อย่างน้อยที่สุดข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูป 2 ข้อด้วยกันที่พูดถึงกันมาก การเปลี่ยนเป็นการกระจายอำนาจ เป็นสิ่งที่ประชาชนหลายคนตั้งเป็นข้อเรียกร้องต่อนักการเมือง นักการเมืองคนหนึ่งบอกกับผมว่าเขาไม่เคยพบสิ่งนี้มาก่อน ไม่เคยพบมาก่อนว่า เขาออกไปหาเสียง แทนที่เขาจะเป็นฝ่ายพูด ประชาชนกลับเป็นฝ่ายบอกเขาว่าให้ทำอย่างนั้น ให้ทำอย่างนี้ อะไรก็แล้วแต่ โดยที่เขาไม่ได้เป็นฝ่ายพูด ฝ่ายเสนอให้แก่ประชาชน เขาบอกว่าไม่เคยเจอสิ่งนี้มาก่อนในชีวิตการเมืองของเขา ผมคิดว่ามันมีพลังที่เริ่มเคลื่อนไหวบางอย่างในสังคมของเราเอง ที่อาจนำไปสู่การปฏิรูปได้”

สัมภาษณ์ 'ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ': “เรียนรู้ประวัติศาสตร์ เข้าใจปัจจุบัน” แชร์ ‘อำนาจ-อนาคต’ เส้นแบ่งการเมืองยุคใหม่

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุ : ต้นฉบับคอลัมน์ “ออกแบบประเทศไทย” ที่สัมภาษณ์ ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ กรรมการบริหารวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ และอดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับเต็ม หลังจากที่เคยลงในหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม 2554 ไปแล้ว แต่เนื่องจากพื้นที่ของหนังสือพิมพ์มีจำกัดจึงมีการตัดทอนเนื้อหาไปบ้าง (สัมภาษณ์โดย อริน เจียจันทร์พงษ์ ผู้สื่อข่าวการเมือง นสพ.มติชน)

ผล การเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยชนะอันดับ 1 ทำให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 เตรียมก้าวสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

แต่ชัยชนะถล่มทลายดังกล่าว ที่มีภาพพ.ต.ท.ทักษิณ ฉายอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้งกับ อำนาจนอกระบบ “เงาทะมึน” ซึ่งฉาบอยู่เบื้องหลังการเมืองไทยตลอดช่วงที่ผ่านมา ทำให้หลายคนยังวิตกว่า การเมืองไทยข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

เพราะบรรดาความเสี่ยงการรัฐประหาร และเงื่อนไขการเผชิญหน้าทั้งหลายยังอยู่ครบ แถมตอกย้ำให้เป็นบรรยากาศแห่งความกลัวเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปีที่แล้ว ที่ฝ่ายรัฐใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลจนเสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บหลักพัน

แต่ในสายตานักประวัติศาสตร์อย่าง “ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ” กรรมการบริหารวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ และอดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลับมองอย่างมีความหวังว่า “มีโอกาสบางอย่างในการที่หลังเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็น เส้นแบ่งการเมืองยุคใหม่ของสังคมการเมืองไทย”

“เราต้องเข้าใจประวัติศาสตร์จึงจะมีความหวังกับอนาคต การไม่มีมิติประวัติศาสตร์ ทำให้ผู้ที่จะทำอะไรไม่ว่าจะเป็น ภาคการเมือง ประชาชน รัฐ ราชการ เอกชน เลยเดาไม่ได้ว่า จะเป็นอย่างไรในอนาคต”

อาจารย์ ธเนศ อธิบายว่า ถ้าประวัติศาสตร์ลงตัว เข้าใจได้ เห็นได้ มันต้องบอกได้ว่า ถ้าคุณทำอย่างนี้ ใช้อำนาจหนักไปทางนี้ อะไรมันจะเกิดขึ้น แล้วจะแก้อย่างไร ก็ดูจากประวัติศาสตร์ว่าพร่องอย่างไร ก็ไปเติมตรงนั้น แต่ของเราจะแก้ที อย่างรัฐธรรมนูญ ก็ไปเปิดดูของคนอื่น เอาพิมพ์เขียวมาใส่ เช่น พรรคไม่เข้มแข็ง ก็เอาของที่อื่นที่เข้มแข็งมาใส่ พอไทยรักไทยขึ้นมา ก็บอกแข็งเกิน แล้วก็แก้ให้อ่อน คือ เราไม่มีความเข้าใจประวัติศาสตร์ของตนเองอยู่ เลยไม่รู้ว่า ที่ผ่านมามันพร่องเพราะอะไร

ในสายตานักประวัติศาสตร์อย่างอาจารย์ธเนศ จึงเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนกังวล เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยไม่สะเด็ดน้ำ และถูกคนมาอธิบายใหม่ตั้งแต่ 2475 จึงมีภาพที่ถูกสร้างโดยนักการเมือง หรือนักประวัติศาสตร์กระแสหลักที่อยู่กับระบอบปัจจุบัน ที่อธิบายไปตามเหตุผลของตัวเอง หรือเหตุผลในตอนนั้น แต่ไม่ได้สนใจหลักฐานความจริงทางประวัติศาสตร์เลย แต่เป็นวาทกรรมใหม่ทั้งนั้น

“ปฏิวัติ อเมริกา หรือฝรั่งเศส เขาเลิกพูดกันไปแล้ว เพราะเขาสะเด็ดน้ำว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน มีรัฐธรรมนูญ หลักการใหญ่ๆจบแล้ว แต่ของเราตอนนั้นมันยังเหมือนไม่สำเร็จ แต่มันได้เยอะ เริ่มลงรากปักฐาน แต่จับพลัดจับผลู มันเริ่มเปลี่ยน ถอย ถูกยึดพื้นที่กลับ เดินไปได้แป๊บๆก็โดนเบรก คนก็เลยสงสัยว่า เอ๊ะ ตกลงเราเคยปฏิวัติประชาธิปไตยหรือเปล่า ก็เลยกลับมาพูดกันใหม่ทุกปีเมื่อถึง วันที่ 24 มิถุนายน ว่า มันเป็นเพราะอะไร เพราะระบบการเมือง วาทกรรม ความเชื่อ ค่านิยมที่มากับระบบการเมืองไทย กระทั่งวันนี้ที่มันเริ่มย้อนกลับไปก่อนยุค 2475 ซึ่งมันหนักข้อขึ้นด้วย”

อาจารย์ยกตัวอย่างให้ฟังว่า อย่างเช่นหลังปี 2490 การเมืองไทยถูกมองว่า เป็นเรื่องของชนชั้นนำกลุ่มน้อยที่ แย่งอำนาจ ใช้อำนาจมิชอบ มันก็ไม่ผิดทั้งหมด มันมีความเป็นจริงอยู่ แต่ว่า เวลาเราดูพัฒนาการ ต้องดูว่า ทำไมมันมาถึงจุดนั้น แล้วก็สกัดเอา แก่นของความจริงออกมา ที่คนชอบประณามพรรคการเมือง หรือนักการเมือง คำถามคือ คนยึดอำนาจที่มาจากสถาบันราชการ ทำไมไม่ถูกประณาม หรืออ้างว่าประณามไม่ได้เพราะมีพันธะที่จะทำ ทั้งที่พันธะที่ว่านั้นมันตรงข้ามระบอบประชาธิปไตย หรือความเป็นจริงที่ระบอบต้องการอีกแบบ แต่ก็ทำด้วย ข้ออ้างเรื่องความมั่นคง การดำรงอยู่ของสถาบัน พอคุณสร้างค่านิยมขึ้นมาจากความเชื่อ ข้อมูลสะเปะสะปะ มันเลยกลายเป็นข้อเท็จจริงที่ตอนนี้คนเชื่อกันว่า ล้มเหลวเพราะรัฐสภา นักการเมืองทำให้ล้มเหลว

“คนที่เชื่อเรื่องนี้ไม่ใช่ชาว บ้านนะ เป็นคนมีการศึกษาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ หรือคนที่ได้ไปเรียนทั่วโลก กลับมาด่านักการเมือง ผมก็บอกว่า ผมเรียนประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกา ก็ไม่ได้เห็นนักการเมืองอเมริกา มันเก่งกล้า ดี ไหนคุณไปหามาสิ มันดีแบบไม่แตะอะไรเลยจริงเหรอ เฮ้ย มันโดนคดีอยู่ทุกวัน มีเพื่อน มีพวกเหมือนกันแหละ เพียงแต่ระบบก็จัดการมันออกไปสิ ที่เหลือมันก็ทำงานต่อไป ก็เท่านั้น แต่ของเรา โห คุณจะเอาพระอรหันต์เหรอ”

พูดเรื่องนี้ก็คิดถึงวาทกรรม “คนดี” ที่เฟ้อมากในช่วง 5-6 ปี หลัง ซึ่งอาจารย์อธิบายว่า เป็นผลผลิตของการสะสมมาตั้งแต่หลังจอมพลสฤษฏิ์ (ธนะรัชต์) ค่านิยมแบบอำนาจนิยมต่างๆ มันมีพื้นฐานอยู่แล้วในวัฒนธรรม ไทย มันเลยง่ายอยู่แล้ว แต่สังคมอเมริกัน ถ้าจะบอกว่า ดีแล้วต้องเชื่อ โอย ไม่มีใครเชื่อหรอก มันต้องพิสูจน์ตัวเอง ทุกคนต้องพิสูจน์ตัวเอง แล้วก็ไม่มีอะไรที่มันเลวหมด มันจะเอาข้ออ้างทางศีลธรรมอย่างเดียวไม่ได้ แต่ของเรา ระบบมันไม่เคยทำงานได้ ฉะนั้นที่ผ่านมา อะไรที่ทำสำเร็จ เพราะอาศัยคนที่บารมีหน่อยมาเคลื่อน คนก็รู้สึกอือ ออ แต่มันมีคำถามเรื่องคุณภาพของความสำเร็จนั้นที่ไม่ค่อยพูดกัน

สำหรับเรื่อง “โอกาสบางอย่าง” ที่อาจจะเป็นเส้นแบ่งของการเมืองไทยยุคใหม่ อาจารย์ธเนศ เห็นว่า ถ้ามองจากประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ 2-3 ปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มากที่สุดในแง่การเข้าร่วมของประชาชน ความตื่นตัว ความสนใจ ความตั้งใจ รวมๆเรียกสำนึกทางการเมือง

“ตั้งแต่ 2475 จนถึงการเปลี่ยนแปลงหลายช่วง ที่ผ่านมา คนก็มาเลือกตั้งไม่น้อย คือแสดงว่า คนให้ความสนใจและอยากเปลี่ยนแปลงเยอะ รับรู้เรื่องการเมืองบ้างมากน้อยมาก ตามแต่เทคโนโลยีแต่ละยุค อย่างช่วง 2475 คนอ่านหนังสือพิมพ์ หนังสือ เยอะถ้าเทียบกับปัจจุบัน ตอนนั้นหนังสือประวัติศาสตร์โลก หรือพวกเรื่องประชาธปไตย เขาพิมพ์กันที 2,000 – 4,000 เล่ม นั่นปี 2475 นะ แสดงว่า คนสนใจมาก แต่เดี๋ยวนี้ หนังสือผมพันเล่มยังขายไม่หมดเลย มันเกิดอะไรขึ้น”

วันก่อนไปคุยกับทูตประเทศนึง เขาอ่านประวัติศาสตร์มา เขาถามว่า ตอนปี 2475 คนทีเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงเป็นพวกปัญญาชน มีการศึกษาสูงถ้าดูจากชื่อ ทั้งภาคราชการ เอกชน แต่เดี๋ยวนี้ คนคัดค้านการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประชาธิปไตยคือคนกลุ่มนี้ มันตรงข้ามกัน เกิดอะไรขึ้นในเมืองไทย !! ผมหัวเราะเลย ใช่ๆๆ

“ถ้ามองแบบเข้าใจก็รู้สึกมีความหวัง”

อาจารย์ บอกว่า ก็ต้องให้กำลังใจกัน การเมืองมันอาจจะหยุด หรือถอยหลังบ้าง อ่ะ เรียกว่า ย่ำเท้าในช่วงหลายปี แต่ว่า หลัง 2549 พลังประชาชนที่ก้าวหน้าออกมาเข้าร่วมหมด เยอะมาก ยิ่งขยายออกไป อ่ะเรื่องที่คนออกมาประท้วงเพราะถูกหลอกเป็นเครื่องมือไหมเรายังไม่พูด แต่หมายความว่า โดยปรากฏการณ์นี่มันคือ ปรากฏการณ์ทางการเมืองของมวลชนในระบอบการเมือง เขาก็มีเป้าหมาย ต้องการรัฐธรรมนูญ ต้องการเปลี่ยนรัฐบาล การเลือกตั้ง มันก็เป็นข้อเรียกร้องที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่รับได้ ไม่มีอะไรที่มันเกินเลยไปกว่านั้น ส่วนไอ้ปลีกย่อยอะไรต่างๆ ก็แล้วไป เพราะมันห้ามไม่ได้ พอมันเกิดขบวนการนี้ขึ้นมาแล้ว บางส่วนก็สุดขั้วไปบ้าง มันก็มีทั้งนั้น แต่โดยรวมๆ มันน้อย มันไม่ได้ซีเรียสถึงขนาดว่า ต้องให้บางอย่างพังทลายไปเลย

“ต้องถือว่า เป็นการตื่นตัวของมวลชนประชาธิปไตยที่สวยงามที่สุดอันนึง ถ้าเรามองสิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันอ อกกลางว่า ใบไม้ผลิ คนเรียกร้องใหญ่โต ผมก็บอกว่า ของเรามันเกิดหลายรอบแล้วนะ ตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 พฤษภาคม 2535 เสื้อเหลืองตอนแรกผมก็นับ เมษายน-พฤษภาคม 53 มันเป็นดอกไม้ประชาธิปไตยซึ่งมันบาน เราทำมาตลอดเลย ไม่ได้มีน้อยกว่าคนอื่น”

อย่างเรื่องอดีตนายกฯส่วนใหญ่ที่โดนยึดอำนาจ แล้วออกนอกประเทศก็มักไม่ได้กลับมา แต่อย่างทักษิณ ความเคลื่อนไหวทางการเมืองมันไม่หยุด หลัง 2549 แกไม่ได้ถูกตัดจาดจากความเคลื่อนไหว ทางการเมือง ถ้าจะตอบว่า เขามีเงิน ก็จริง มีเงินอย่างเดียวไม่พอนะ เพราะถ้ามายุ่งต่อ เงินจะหมดมากกว่านี้ จะมายุ่งทำไม ผมไม่ได้บอกว่า มันถูกหรือผิดนะ แต่ในแง่พัฒนการประชาธิปไตย ถ้าความเชื่อของบทบาทางการเมืองที่ มีฐานจากมวลชน มันไม่ถูกทำลาย แสดงว่า มีเชื้อของการเมืองประชาธิปไต ยที่มันแรง จัดการยังไงก็ไม่หมด แสดงว่า องคาพยพของความเป็นประชิปไตยในเมืองไทยมันมีอยู่แล้ว ทำให้ทักษิณ สร้างชีวิตทางการเมืองเขาออกมาได้ บางคนไปมองในแง่ ด่าเขา โกรธเขาก็ส่วนหนึ่ง แต่ถ้ามองในแง่วิชาการที่เห็นว่า มีพัฒนาการ ต้องมองว่า ปรากฏการณ์แบบนี้มันแสดงว่าอะไรล่ะ ทำไมคนมีเยื่อใย ก็คือการเมืองมันสร้างเขา เขาเป็นผลผลิตของการเมือง

ส่วนการย่างก้าวต่อไปนั้น อาจารย์ธเนศ เห็นว่า ที่เหลือเราต้องสรุปบทเรียนของตัวเองว่า ทำไมมันถึงไม่ทำให้มันออกดอกให้บานเต็มที่เสียที คือ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อ อุดมการณ์ สถาบัน ระบบการเมืองมันต้องรองรับที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านมันอยู่ในระบบ สงบ สันติ ไปสู่จุดหมายที่รู้ว่า คนต้องการอะไร ก็ให้ไปถึงจุดนั้น จะได้มากน้อยก็ว่ากันไป

“แต่ตอนนี้คนไม่มั่นใจว่า โครงสร้างดั้งเดิมที่รองรับ จะทำหน้าที่และให้ความมั่นใจ มวลชนทั้งหลายได้ไหม เสื้อแดงก็บอกว่า ไม่เชื่อว่า โครงสร้างที่รองรับระบอบ จะทำหน้าที่ เขาเลยพูดเรื่อง 2 มาตรฐาน ภาคธุรกิจร้อนวันพันปีไม่ค่อยอยากยุ่งการเมือง แต่นี่ออกมาตั้งกลุ่มแอนตี้คอรัปชั่น บ้าง กลุ่มเคารพเสียงเลือกตั้งบ้าง นี่ไง ! แสดงว่า สถาบันโครงสร้างเดิมที่มี มันไม่ฟังก์ชั่น ฉะนั้น ประชาชนถึงได้เอาตัวเองเข้ามา ขอเป็นคนผลักให้มันเปลี่ยนเอง แล้วก็ยืนเฝ้าดูว่า เฮ้ย มันไปจริงไหม เพาะแล้วมันโตจริงไหม จะเฝ้าเองไม่ต้องให้คนอื่นเฝ้าแล้ว แล้วยิ่งเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ สื่อใหม่มันสร้างพื้นที่สาธารณะใหม่ สร้างพลังมวลชนที่เชื่อมโยงกันรวมกลุ่มได้เหนียวแน่นมากขึ้น ระดับการตรวจสอบควบคุมการใช้อำนาจของภาคสังคมจะมากขึ้นเยอะมาก และฝ่ายการเมืองก็ต้องรับผิดชอบมากขึ้นมาก ส่วนโครงสร้างดั้งเดิมก็ต้องปรับตัว ไม่เช่นนั้นก็ชนกัน”

เป้าของเราส่วนหนึ่งน่าจะเป็นการแชร์อำนาจ อำนาจเดิมๆต้องปรับตัว ?

อาจารย์พยักหน้า แต่เล่าถึงปัญหาว่า โดยประวัติศาสตร์จริงๆของเรา มันไม่แชร์การแบ่งอำนาจ เป็นคอนเซปตะวันตกหลังยุคเรอ เนสซองซ์ ที่อำนาจมันถูกย้ายจาก อำนาจพระเจ้ามาสู่อำนาจมนุษย์ กษัตริย์ต้องเป็นมนุษย์ด้วย มันถึงแบ่งอำนาจได้ คือตอนนั้น แพ้แล้วเลยยอม แบ่งอำนาจไปให้ สภาโน่นนี่แล้วค่อยลงไปถึงชาวบ้าน

แต่คอนเซปอำนาจแบบเอเชีย อำนาจมันยังมีที่มาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหนือธรรมชาติ ของบารมี มันไม่ใช่อำนาจที่มาด้วยเหตุผล รัฐธรรมนูญของเขามันถึงอยู่ได้ คนไม่ไปแตะ ก็ไปตีความเอาเองสิโดยใช้เหตุผลว่า เขาให้คุณได้เท่าไหร่ ก็ได้เท่านั้น แต่ของเรา มันไม่ได้ เพราะสังคมวัฒนธรรมมไม่ได้สร้างด้วยเหตุผล แต่สร้างด้วยความเชื่อที่ต้องอิงอำนาจศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เราจึงไม่เคยประสบความสำเร็จในการสร้างระบบที่แยกระหว่างศาสนากับสังคม ความเชื่อศาสนากับสังคม มันอยู่ปนกันตลอดเวลา จริงๆแล้วหลังยึดอำนาจ ฝ่ายกุมอำนาจหาเหตุผลรองรับไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องกลับไปสิ่งศักดิ์สิทธิ์เก่า สถาบัน ศาสนา ชาติ

“และก็ชาตินิยมของเรา มันไม่เหมือนของคนอื่น ของคนอื่นเป็นของมวลชน แต่ความคิดชาตินิยมนี่พูดแล้วมันปลุกระดมคนข้างล่าง เขาเลยไม่อยากใช้มาก เพราะทำให้คนข้างล่างถามว่า ฉันจะต้องได้อะไร แต่ชาตินิยมของเรารับใช้คนข้างบน และสถาบันของเก่าทั้งนั้น ชาวบ้านไม่ได้ได้ ชาตินิยมแบบเขาพระวิหารดูสิ คนตายคือชาวบ้าน อ้าว รักชาติแล้วกูตายเนี่ย มันได้อะไร เพราะเราทำให้สิ่งอันนี้เป็นของเก่า เพื่อรองรับความชอบธรรมของ อำนาจนิยม ฉะนั้นฝ่ายประชาธิปไตย เจอพลังวาทกรรม ความเชื่อ ความคิด พวกนี้จัดการหมด พอเลือกตั้ง คนด่าเลย นักเลือกตั้ง”

อาจารย์ธเนศ เล่าว่า อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ บอกเลยว่า ประชาธิปไตยคือแบบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่ ระบบแบบนี้มันเกิดขึ้นใน ธรรมชาติ พร้อมกับการมีมนุษย์มีสังคม ลองไปดูชาวบ้านเวลาทำอะไร เขาก็ต้องคุยปรึกษากันแล้ว เสียงส่วนใหญ่เอาแล้วก็ทำตาม นี่ไง ระบอบประชาธิปไตยแบบบุพกาล มันมีอยู่แล้ว

“แต่ของเราไม่เคยใช้อุดมการณ์ประชาธิปไตยจริงๆในชีวิต มันจึงเปิดโอกาสให้นักวิชาการฝ่ายอำนาจ นิยม พวกนี้เขียนได้เร็วมาก ทำไมถึงยึดอำนาจ ยึดแล้วดียังไง คนอ่านก็เข้าใจแล้วเชื่อเขาด้วย เออ มันก็สงบ ความคิดของเขาไม่ได้ทำให้วุ่นวายนี่ อ้าว! ตกลงกลายเป็นฝ่ายประชาธิปไตยจริงๆ กลายเป็นพวกที่ไม่สงบ พวกวุ่นวายเหรอ เนี่ยพัฒนาการประชาธิปไตยเมืองไทย”

เมื่ออ่านประวัติศาสตร์เพื่อมองเส้นทางอนาคต อาจารย์ธเนศ เห็นว่า มันไม่มีทางจะกลับไปสู่ประชาธปไตยครึ่งใบ หรือเผด็จการอีก เพราะประชาชนไม่ยอม มันเลยเกิดปรากฏการณ์ถล่มทลายแบบเพื่อไทย ส่วนหนึ่งได้ฐานเสียงจากคนเสื้อแดง แต่มันต้องมีส่วนอื่นอีก ประชาธิปัตย์คะแนนโดยรวมเสียเมื่อเทียบกับปี 50 แสดงว่าต้องมีคนเห็นอะไรกับขบวนการที่มันเคลื่อนไหว เขาอาจไม่เห็นด้วยกับกลุ่มรักทักษิณ แต่เขาคิดว่า ไม่ควรจะมีรัฐประหาร การแทรกแซงจากกองทัพ หรือำนาจที่มองไม่เห็น ก็คือกลับไปสู่ที่ปวงชนเป็นใหญ่ กลับไปหาคำนิยามอ.ปรีดี 2477 แสดงว่า มันช้าหน่อย มันคดเคี้ยว แต่มันก็มาแล้ว เริ่มมีอนาคต

“คือถ้าดูจากการเปลี่ยนแปลงมาถึงตรง นี้ มันเป็นบวกนะ คนสนใจการเมืองดีกว่าคนไม่สนใจ คนห่วงใยทุ่มเทให้ อันนี้คือหัวใจของประชาธิปไตย ไม่ต้องไปหาทฤษฎีอะไรยากๆ เอาง่ายๆนี่แหละ ถ้าอย่างนี้ไม่มองว่ามันเป็นด้านดี แล้วจะเอาอะไร จะไปหาเทวดาที่ไหน เอาเทวดามานี่ไม่เป็นประชาธิปไตยเด็ดขาด”

ธรรมเนียมแบบประชาธิปไตยมันจะอยู่ได้ รัฐสภาต้องทำงานติดต่อกันเป็น 50 ปี 100 ปี แต่ระบบเลือกตั้งไม่ใช่เลือกเทวดา ไม่ใช่แบบที่หวังจะเอาอะไรที่มันดีแล้วก็สำเร็จเลย เพียงแต่แต่ถ้าระบบมันทำงาน ระบบเลือกตั้งคือการมาตรวจสอบครั้งใหญ่ แทนที่จะรอศาลลงโทษ ผู้ลงคะแนนเสียงตัดสินเลย ให้กลับไปนอนแล้วเอาคนใหม่เข้ามา ถ้าเปลี่ยนคนแล้วยังไม่ดีก็เปลี่ยนพ รรค เนี่ย ให้ระบบมันดำเนินไป ถ้ามันทำได้ 4- 5 ครั้ง 20 ปี มันจะเริ่มเกิดธรรมเนียม คนจะรู้แล้วว่า ส.ส.ประเภทไหนจะอยู่ได้ อยู่ไม่ได้ แล้วถึงจุดนึง มันจะไม่ใช่พรรคกำหนด แต่ประชาชนเป็นคนกำหนด และสื่อก็เป็นกลไกสำคัญ ร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ถ้าตรวจสอบหนักๆมันจะอยู่ได้อย่างไร

ของเรา รัฐสภาถูกตัดตอน สูงสุดกี่ปีเองล่ะ หลัง 35 – 49 มันสร้างธรรมเนียมอะไรได้ มันจึงกลายเป็นมวยวัด คนนั้นเข้าสายตรง อีกคนเข้าสายเหยี่ยววุ่นวายไป หมด ฉะนั้น ทุกฝ่ายต้องเข้ามาคิดกันว่า ระบบมันต้องทำเพื่ออนาคต นักการเมืองอมเริกา เขาออกมาหาเสียง เขาต้องพูดเลยว่า เพื่อที่ 5 ปี ข้างหน้า จะได้อะไร ระบอบประชาธิปไตยเพื่ออนาคตเพื่อลูกหลาน ไม่ใช่ทำเพื่อวันนี้ ระบบมันต้องอยู่เพื่อคนข้างหน้า นโยบายมันจึงเป็นระยะยาว แต่ของบ้านเราที่เราโจมตีว่า ทุกพรรคเป็นนโยบายระยะสั้น อ้าว ก็เพราะทุกคนหวังว่าอยู่ 2 ปี 4 ปี ก็บุญแล้ว มันไม่ได้คิดถึงอนาคตไง เพราะลึกๆไม่มีใครเชื่อว่าระบบรัฐสภาไทยจะอยู่นาน 100 ปี

สำหรับเรื่องการ ปรองดองที่ว่าที่นายกฯหญิงบอกว่า จะไม่ออกกฎหมายช่วยคนๆเดียว อย่างไรก็ดี มันทำอย่างนั้นไม่ได้อยู่แล้ว โดยสภาพ มันต้องยกให้ทุกฝ่ายหมด แต่เท่ากับผู้ที่ต่อสู้กับอำนาจเดิม ยอมประนีประนอม แล้วมวลชนคงไม่ยอม? อาจารย์ธเนศ บอกว่า ใช่ ซึ่งมันยาก ไม่ใช่โจทย์ง่าย สถานการณ์มันต้องลงรอยกว่านี้เยอะ จึงค่อยคิดโจทย์นี้ กว่าจะตอบอันนี้ได้ มันต้องทำอะไรมาก่อนเยอะจนเป็นรูปเป็นร่างก่อน แต่ไม่ต้องกลัวว่าตอนนี้ ยิ่งลักษณ์ มาแล้วจะได้ทักษิณกลับมาด้วย เพราะมันมีกลไกสอดส่องเยอะมาก

แม้มีเสียงข้างมากเป็นเบื้องต้น แต่มีการกำกับตรวจสอบ การกดดันให้ปฏิรูปโครงสร้างระยะยาวไม่ใช่แค่หวังระยะสั้น ทั้ง 3 ขามันดึงกันอยู่ มันก็น่าจะดำรงให้มีเลือกตั้งในระบบไปเรื่อยๆ เพราะมันไม่มีใครมายึดกุมอะไรได้ตามใจชอบแล้ว ฝ่ายไหนจะทำอะไรก็ต้องฟังปฏิกริยาจากสาธารณะ และคุณต้องรับผลของการกระทำนั้นได้

จะมาอ้างว่า เพราะความมั่นคงอะไรมันไม่พอแล้ว หรือจะอ้างว่าได้เสียงมามาก เขาก็ต้องถามตัวเอง จะพาซื่อเสียงข้างมากไม่ได้ เพราะในประชาธิปไตยเสียงข้างน้อยก็มีความหมาย ฉะนั้นเขาก็ต้องฟัง

โสมขาวเตรียมเปลี่ยนระบบการสอนเป็น 'ดิจิตอล' ในอีก 3 ปี ข้างหน้า

ที่มา ประชาไท

เกาหลีใต้ ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดจากการทดสอบการอ่านทางอุปกรณ์ดิจิตอล เตรียมพลิกโฉมการศึกษาทั้งประถม-มัธยมฯ เปลี่ยนตำรากระดาษเป็นระบบดิจิตอลและการเรียนรู้อื่นๆ ผ่านเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต

สื่อภาคภาษาอังกฤษของเกาหลีใต้รายงานว่าทางการเกาหลีจะทำการปรับเปลี่ยนให้ตำราเรียนทั้งหมดเข้าสู่รูปแบบดิจิตอล โดยรัฐมนตรีศึกษาธิการของเกาหลีกล่าวว่า เด็กนักเรียนจะสามารถใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน เครื่องคอมพิวเตอร์แทบเล็ต และสมาร์ทเทเลวิชั่น ในการศึกษาเนื้อหาของตำราเรียนได้

นอกจากนี้ รมต. ศึกษาธิการยังได้บอกอีกว่า ทางกระทรวงมีเป้าหมายในการเปลี่ยนระบบการสอบให้กลายเป็นระบบออนไลน์ด้วย

ทางกระทรวงศึกษาธิการและประธานสภายุทธศาสตร์ข้อมูลข่าวสาร พูดถึงแผน "สมาร์ท เอ็ดดูเคชั่น" ให้กับลีมุงบัง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ที่ทำเนียบ

ซึ่งนอกจากเนื้อหาจากตำราที่เป็นกระดาษแล้ว อุปกรณ์เสริมการเรียนและการเรียนรู้แบบสองทางก็จะถูกนำมาบรรจุไว้ในตำราดิจิตอลด้วย มีตำราบางส่วนที่จะถูกปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการของคนพิการ

ทางกระทรวงวางแผนไว้ว่าจะทำให้ตำราทุกวิชาสำหรับชั้นระดับประถมให้กลายเป็นระบบดิจิตอลภายในปี 2014 และสำหรับของระดับชั้นมัธยมศึกษา ภายในปี 2015 โดยพวกเขาวางแผนไว้ว่าจะเริ่มเพิ่มชั้นเรียนออนไลน์ในปี 2013 เป็นเวลา 3 ปีเพื่อให้ผู้ที่ไม่สามารถมาโรงเรียนได้ ไม่ว่าจะจากสภาพอากาศหรือจากปัญหาสุขภาพสามารถศึกษาบทเรียนได้โดยไม่ต้องเข้าชั้นเรียน

ทางกระทรวงยังได้วางแผนสนับสนุนให้นักเรียนเข้าเรียนใน "โปรแกรมระดับมหาวิทยาลัย" ซึ่งเป็นวิชาของระดับอุดมศึกษา โดยใช้โทรทัศน์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยยังมีโปรแกรมเรียนหลังโรงเรียนเลิกซึ่งจะสอนวิชาภาษาต่างประเทศ ความรู้เชิงพหุวัฒนธรรม และวิชาอื่นๆ ด้วย

เพื่อช่วยให้ครูอาจารย์สามารถใช้งาน "สมาร์ท เอ็ดดูเคชั่น" ได้ ทางรัฐบาลจึงได้เริ่มฝึกฝนครูภายในปี 2012 นี้ คิดเป็นอัตราร้อยละ 25 ต่อปี

จากการสำรวจขององค์กรความร่วมมือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) พบว่านักเรียนชาวเกาหลีมีคะแนนด้านการอ่านผ่านระบบดิจิตอลมากที่สุด ทำให้ทางกระทรวงศึกษาธิการเชื่อว่า การใช้ระบบดิจิตอลจะทำให้เกิดคลื่นความเปลี่ยนแปลงในห้องเรียนและส่งเสริมการแข่งขันด้านการศึกษาในระดับประเทศ

อย่างไรก็ตาม มีผู้ตั้งข้อสงสัยบางคนบอกว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายแอดมิชชั่นของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันที่ทำให้เกิดการแข่งขันที่บีบคั้นมากในหมู่นักเรียนและส่งเสริมให้เกิดธุรกิจการเรียนพิเศษของเอกชนแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้เกิดการพัฒนาใดๆ ในชั้นเรียนอย่างแท้จริง

เมื่อปี 2009 ที่ผ่านมาตัวแทนจากประเทศเกาหลีใต้ได้เข้ารับการทดสอบของ โครงการสอบประเมินนักเรียนนานาชาติ (PISA) ด้านการอ่านทางอุปกรณ์ดิจิตอลซึ่งได้คะแนนสูงสุดคือ 568 คะแนน สูงกว่าระดับเฉลี่ยของ OECD คือ 499 คะแนน ขณะที่ประเทศนิวซีแลนด์และออสเตรเลียได้คะแนนเท่ากันในลำดับที่ 2 คือ 537 คะแนน ตามด้วยประเทศญี่ปุ่น 519 คะแนน และจีนอยู่ที่ 515 คะแนน

........................................................
ที่มา
All textbooks to go digital by 2015, The Korean Herald, 28-06-2554
http://www.koreaherald.com/national/Detail.jsp?newsMLId=20110629000838