WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 13, 2011

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 11/07/54 สาวน้อยมหัศจรรย์..กับการเข็นครกขึ้นภูเขา

ที่มา blablabla

โดย 3บลา ประชาไท

ภาพถ่ายของฉัน



ขอ..สาวน้อย มหัศจรรย์ จงฟันฝ่า
เพื่อนำพา สิ่งดี ตามที่หวัง
อุปสรรค หักเห ประเดประดัง
ให้ผ่านพ้น สมดั่ง เธอตั้งใจ....

ทั้งปากหอย ปากกา ปากหมาเห่า
พวกงี่เง่า เจ้าเล่ห์ พวกเฉไฉ
พวกอุบาทว์ ชาติชั่ว ตัวจัญไร
ขอพวกมัน แพ้ภัย ไม่ต้องมา....

ทั้งศึกนอก ศึกใน ให้พังพาบ
ลบรอยบาป เลอะเลือน เหมือนไร้ค่า
ให้รุ่งเรือง กระเดื่องไกล ในโลกา
ให้เดินหน้า ปรองดอง ทั่วผองไทย....

อีกปัญหา มากมาย ทั้งหลายแหล่
อย่าเชือนแช หม่นหมอง จนร้องไห้
นำความสุข ทั่วเมือง เรืองวิไล
ให้สมใจ สมปอง ครรลองธรรม....

แม้นเข็นครก ขึ้นภูเขา ให้เบาหวิว
จนลอยลิ่ว บรรจบ ก่อนพลบค่ำ
ให้มีแรง ฮึดสู้ ผู้ใจดำ
ให้ชนะ ฝ่ายอธรรม ย้ำสิ่งดี....

นำความสุข คืนบ้าน ตามขานไข
นำเมืองไทย รุ่งเรือง เปรื่องศักดิ์ศรี
ให้ประชา ชื่นบาน จนนานปี
ให้สาวน้อย คนนี้ อย่ามีภัย....

๓ บลา / ๑๑ ก.ค.๕๔

แก้แค้น VS แก้ไข : ความเหมือนในความต่าง?

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะชื่นชอบสีไหน
คงจำวรรคทองในวันที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศตัวลงสู้สนามการเมือง
ด้วยการเป็นผู้สมัคร ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อหมายเลข 1 ของพรรคเพื่อไทยที่ว่า...

“พรรคเพื่อไทยนั้น ไม่คิดแก้แค้น แต่จะแก้ไข...” กันได้เป็นอย่างดี
เพราะถือว่า เป็นประโยคเด็ดที่ผู้คนยังนำมากล่าวขวัญถึงอยู่เนืองๆ ใน Social Media ต่างๆ

ต่อมาเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาจนเป็นที่มั่นใจว่า
พรรคเพื่อไทยจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
ประโยคเด็ดนี้ จึงกำลังรอการพิสูจน์จากรัฐบาลใหม่
ภายใต้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยอย่างใจจดใจจ่อ

ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 คำว่า “แก้แค้น” เป็นคำกริยา
หมายความว่า “ทําตอบด้วยความแค้นหรือเพื่อให้หายแค้น”
ส่วนคำว่า “แก้ไข” เป็นคำกริยาเช่นเดียวกัน
มีความหมายว่า “ทําส่วนที่เสียให้คืนดีอย่างเดิม, ดัดแปลงให้ดีขึ้น…”

หากดูตามคำนิยามในพจนานุกรมจะเห็นได้ว่า
คำสองคำนี้ มีความหมายที่ค่อนข้างจะแตกต่างกันอย่างชัดเจน
แต่เมื่อถูกนำมาใช้ในการตัดสินใจดำเนินกิจกรรมทางการเมืองแล้ว
หากผู้พูดไม่ระมัดระวัง อาจจะทำให้คำสองคำกลายเป็นคำๆ เดียวกันไปโดยไม่รู้ตัว

เหตุการณ์แรกภายหลังทราบผลการเลือกตั้งที่น่าจะเป็นตัวอย่าง
ให้การ “แก้ไข” กับการ “แก้แค้น” เกือบจะแยกกันไม่ออกคือ
การที่ตำรวจบุกยึดเครื่องส่งของสถานีวิทยุที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาต
ตามกฎหมายและทราบกันดีว่าเป็นสถานีที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในพรรคภูมิใจไทย
ในขณะที่สถานีวิทยุ (ที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตเช่นเดียวกัน)
ของกลุ่มคนเสื้อแดงยังคงสามารถออกอากาศได้ตามปกติ

หากจะมองในมุมของการ “แก้ไข” การปิดสถานีวิทยุดังกล่าว
ถือเป็นการดำเนินการตามกฎหมายกับสถานีวิทยุที่ยังไม่ได้ใบอนุญาต
เนื่องจากยังไม่มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์
และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มาทำหน้าที่
ออกใบอนุญาตตามกฎหมายพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียง
และกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ดังนั้น สถานีวิทยุทั้งหลาย
ไม่ว่าจะเรียกตัวดองว่า วิทยุชุมชน หรือวิทยุท้องถิ่น ต่างล้วนไม่ถูกต้องตามกฎหมายทั้งสิ้น

แต่หากจะมองว่าเป็นการ “แก้แค้น” การปิดสถานีวิทยุของกลุ่มที่หมดอำนาจทางการเมือง
แต่ยังปล่อยให้สถานีวิทยุของฝ่ายที่สนับสนุนกลุ่มที่กำลังก้าวเข้ามามีอำนาจทางการเมือง
ยังคงออกอากาศได้ตามปกติ ย่อมถือเป็นการดำเนินการในลักษณะเดียวกับยุคที่รัฐบาล
ที่กำลังจะหมดอำนาจลงไปเคยดำเนินการกับวิทยุของคนเสื้อแดง
และปล่อยให้สถานีวิทยุที่สนับสนุนรัฐบาลสามารถดำเนินการได้โดยไม่มีใครไปกวนใจ



นอกจากนี้ หากรัฐบาลที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำเข้ามาบริหารประเทศอย่างเต็มตัว
แล้วมีการสั่งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง หรือผู้บริหารรัฐวิสาหกิจที่เคยได้รับแต่งตั้ง
ในสมัยที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในแบบที่เรียกกันว่า “ล้างบาง”
ก็อาจถูกมองว่าเป็นการแก้แค้นได้เช่นกัน แม้ว่า รัฐบาลเพื่อไทยจะบอกว่า เป็นการแก้ไข
เพราะเป็นการโยกย้ายเพื่อให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการ
ที่เคยถูกโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรมในรัฐบาลก่อนก็ตาม

หรืออีกกรณีของการที่รัฐบาลใหม่จะเข้าไปรื้อโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐบาลก่อนดำเนินการอนุมัติไปแล้ว
โดยให้เหตุผลว่า การดำเนินการที่ผ่านมา ไม่โปร่งใส จึงต้องเข้ามาแก้ไข แต่ในอีกมุมหนุ่ง
การเข้าไปรื้อโครงการในลักษณะนี้ อาจถูกมองว่าเป็นการแก้แค้นที่รัฐบาลก่อน
ไม่เปิดโอกาสให้พวกพ้องของกลุ่มอำนาจใหม่ได้เข้าร่วมดำเนินโครงการกับภาครัฐ
และต้องยกเลิกสัญญาเพื่อให้พรรคพวกของตนเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์แทน

นี่ยังไม่ได้มองไปไกลถึงกรณีของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ที่ขณะนี้เริ่มมีข้อเสนอจากกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยบางส่วนแล้วว่า
น่าจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ขจัดปัญหาอุปสรรคต่างๆ
ที่ทำให้พรรคที่ก่อตั้งโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องถูกยุบครั้งแล้วครั้งเล่า
ซึ่งอาจจะไปไกลถึงการยกเลิกบทบัญญัติที่รับรองการกระทำใดๆ
ของฝ่ายที่กระทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ด้วยก็เป็นได้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว จึงอาจถูกมองว่า
เป็นการแก้ไขเพื่อเปิดช่องให้มีการแก้แค้น กลุ่มที่ทำรัฐประหารโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณให้พ้นจากอำนาจ



ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างยิ่งว่า
จะสามารถบริหารประเทศไปได้โดยให้ประชาชน “ทั้งประเทศ” สามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่า
การดำเนินนโยบายใดของรัฐบาลใหม่ถือเป็นการ “แก้ไข” ไม่ได้เป็นการ “แก้แค้น”
ตามที่ได้ประกาศเป็นสัญญาประชาคมไว้



เพราะเส้นแบ่งทางการเมืองระหว่างคำว่า “แก้แค้น” กับ “แก้ไข” มันช่างเปราะบางเสียจริงๆ

อย่างไรก็ตาม
หากมีฝ่ายที่มองว่าการดำเนินนโยบายของรัฐบาลเป็นการ “แก้แค้น” มากว่าการ “แก้ไข” แล้ว
ก็อาจเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่วังวนเดิมๆ ของการประท้วงคัดค้านรัฐบาล
ที่ล้วนแต่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว...



ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
www.twitter.com/chavarong
chavarong@thairath.co.th



http://www.thairath.co.th/column/tech/socialmediathink/185971

"มานิตย์"ลั่นเสนอยกร่างประชามติแก้ รธน.50 เข้าที่ประชุมพรรค

ที่มา มติชน

นาย มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่เสนอให้มีการยกร่างประชามติถามประชาชนว่าจะเลือกใช้รัฐ ธรรมนูญ 2550 หรือรัฐธรรมนูญ 2540 ว่า ตนจะเสนอเข้าที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เพื่อขอมติจากที่ประชุมก่อน ถ้าเสียงข้างมากเห็นด้วย ในการยกร่างประชามติฯ ก็เขียนได้ทันที ไม่ถึง 5 นาทีเสร็จแล้ว ขอเพียงที่ประชุมมีมติออกมาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าในการยกร่างจัดทำประชามติและการดำเนินการนั้น ใช้เวลาไม่นานเหมือนการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพราะนั่นเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ครั้งนี้เป็นการให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของอำนาจอธิปไตยได้ตัดสินชี้ขาดว่าจะเลือกใช้รัฐธรรมนูญฉบับไหน


"ถ้า หากไม่รีบดำเนินการแก้ไข ในที่สุดพรรคเพื่อไทยก็อาจจะโดนยุบอีก ถึงตอนนี้จะทำอย่างไร ถ้าไม่จัดการเขา เขาก็ต้องจัดการเราแน่ เพราะองค์กรที่เกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2550 นั้นยังอยู่กันครบ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง และถ้าหากพรรคเพื่อไทยถูกยุบไปก่อน ก็คงไม่มีโอกาสไปแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ อยากถามว่า เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย แล้วทำไมต้องบริหารภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 ที่มาจากเผด็จการ" นายมานิตย์กล่าว


นายมานิตย์กล่าวอีกว่า ถ้าหากพรรคมีการเสนอทำประชามติ อาจถูกกระแสต่อต้าน ดังนั้น อยากจะเชิญให้ฝ่ายที่ต่อต้านมาออกทีวีเพื่อมาพูดกัน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 13 กรกฎาคม เวลา 13.00 น. ตนได้รับเชิญให้ไปบรรยายเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ให้บรรดานักการเมืองบ้าน 111 ฟังด้วยที่มูลนิธิไทยรักไทย

อื้อฮือ!รถหรูประจำตำแหน่ง กก.สิทธิฯ Mercedes Benzป้ายแดงคันละแค่13ล้าน ซื้อจากบ.ดังก่อนปิดงบฯปี2552

ที่มา มติชน




บริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด


เสน่ห์ จามริก


อมรา พงศาพิชญ์

มิ ใช่แค่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีการจัดซื้อรถยี่ห้อเลก ซัส ประจำตำแหน่งของประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและรถประจำตำแหน่งตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญ จำนวน 13 คันในราคา 39.5 ล้านบาทซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 2548

องค์กรอิสระอีกแห่งหนึ่งที่จัดซื้อรถประจำตำแหน่งด้วยเหมือนกันคือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หากแต่ต่างยี่ห้อและราคาแตกต่างกัน


"มติชนออนไลน์"ตรวจสอบพบว่า ในช่วงปี 2552 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้จัดซื้อรถประจำตำแหน่งอย่างน้อย 4 คัน


คันแรก ยี่ห้อ Mercedes Benz ราคา 3,690,000 บาท จากบริษัท เบนซ์ บีเคเค วิภาวดี จำกัด 3,690,000 บาท เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2552

คันที่สอง ยี่ห้อ Mercedes Benz ราคา 13,198,000 บาท จาก บริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2552


คันที่สาม ยี่ห้อ BMW ราคา 3,250,000 บาท จากบริษัท มิลเลนเนียม จำกัด เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2552


คันที่สี่ ยี่ห้อ Toyota Vellfire 2.4 ราคา 3,299,500 บาท จาก บริษัท TSL Auto Corporatiom จำกัด (ที เอส แอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น) เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2552

(น่าสังเกตว่าการจัดซื้อเกิดขึ้นก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2552)

บริษัท เบนซ์ บีเคเค วิภาวดี จำกัด จด ทะเบียนวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 ทุนจดทะเบียนปัจจุบัน 64,299,900 บาท ที่ตั้งเลขที่ 99 ซอยวิภาวดีรังสิต 40 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ นายอนุพล ลิขิตพฤกษ์ไพศาล ถือหุ้นใหญ่ 62.2% บริษัท บีเคเค แกรนด์ เอสเตท จำกัด 22.2% นางสาวจีนาภักด์ เพ็ชรลือชัย 4.6% นางสุภา ลิขิตพฤกษ์ 3.8% นายเหรียญชัย ลิขิตพฤกษ์ 3.2% นายเหรียญชัย ลิขิตพฤกษ์ นางสุภา ลิขิตพฤกษ์ และนายอนุพล ลิขิตพฤกษ์ไพศาล เป็นกรรมการ (นายอนุพล เป็นกรรมการ บมจ. บริษัท ภัทรลิสซิ่ง กลุ่มตระกูลล่ำซำเป็นเจ้าของ)

บริษัท ที เอส แอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด จดทะเบียนวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 ทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาทที่ตั้งเลขที่ 78/9 หมู่ที่ 1 ถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลคลองเกลือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายวสันต์ อุดมผลวณิช ถือหุ้น 29.1% นางสาวสุรีย์ภรณ์ อุดมผลวณิช 29.1% นายพรพัฒน์ เหลืองพิพัฒนะกุล 23.3% นางสาวพิไลลักษณ์ อุดมผลวณิช 15% นายจักรดุลย์ เหล่ากุลทรัพย์ 1.6% นายพรศักดิ์ อุดมผลวณิช 1.6% มีนายพรพัฒน์ เหลืองพิพัฒนะกุล นายวสันต์ อุดมผลวณิช น.ส.สุรีย์ภรณ์ อุดมผลวณิช และ น.ส.พิไลลักษณ์ อุดมผลวณิช เป็นกรรมการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า Mercedes Benz ราคา 13,198,000 บาท จาก บริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2552 น่าจะเป็น รุ่น เอส 500 ที่บวกอุปกรณ์ครบชุด รวมประกันภัย

อย่าง ไรก็ตาม การจัดซื้อ เบนซ์ 500 ราคากว่า 13 ล้าน ดูไม่เหมาะสม เพราะมีราคาสูงเกินความจำเป็น เพราะการจัดซื้อรถประจำคณะกรรมการตุลาการ หรือ องค์กรอิสระ เฉลี่ยอยู่ประมาณ 3 ล้านกว่าบาท ทั้งนี้ อาจสะท้อนระเบียบการจัดซื้อภายในที่มีช่องโหว่

ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชุดที่ 1 (2544 - 2552) ประกอบด้วย

1.ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
2.ผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย
3.คุณหญิงจันทนี สันตะบุตร
4.นางสาวนัยนา สุภาพึ่ง
5.ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี
6.นายวสันต์ พานิช
7.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทิน นพเกตุ
8.นางสุนี ไชยรส
9.คุณหญิงอัมพร มีศุข
10.นาวสาวอาภร วงษ์สังข์

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดที่ 2 (2552 - 2558)

1.น.พ. แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ
2.น.พ. นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุบลราชธานี, ประธานมูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต
3.นาย ปริญญา ศิริสารการ อดีตรองประธานสภาอุตสาหกรรม จ.นครราชสีมา, อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ, อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
4.นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, ประธานมูลนิธิพัฒนาข้าราชการ
5.พลตำรวจเอก วันชัย ศรีนวลนัด ผู้ช่วย ผบ.ตร.
6.นางวิสา เบ็ญจะมโน ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
7.ศาสตราจารย์อมรา พงศาพิชญ์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แขวนยิ่งลักษณ์ เสื้อแดงคงต้องออกโรงอีกที

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


ตอน นี้วิชามารกำลังเริ่มแล้ว คือ ไหนๆ อภิสิทธิ์ก็ไม่ได้เป็นนายกฯ อยู่แล้ว ก็แขวนไม่รับรองรายชื่อเสียทั้งหมดในส่วนของแกนนำ หัวหน้าพรรคต่างๆ เพื่อสะกัดยิ่งลักษณ์คนเดียว

งานนี้ผมคิดว่าเสื้อแดงคงต้องออกแรงอีกรอบ

พวกอำมาตย์คงเดินเกม เพื่อให้เพื่อไทยเลือกคนอื่นเป็นนายกฯ เช่น ประชา พรหมนอก
แต่ผมไม่คิดว่าคนเสื้อแดงและคนไทยค่อนประเทศจะยอม เพราะประชามติ เขาต้องการให้ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯ ไม่ใช่คนอื่น

ดังนั้น วิกฤติการเมืองรอบใหม่คงเกิดขึ้น แผ่นดินเสะทือนแน่งานนี้

และ ผมไม่คิดว่าเสื้่อแดงควรจะยอมด้วย เพราะประชา หรือคนอื่นๆ คงไม่สามารถทำตามนโยบายได้ เราเลือกยิ่งลักษณ์ ดังนั้น มันต้องเป็นยิ่งลักษณ์เท่านั้น

วิกฤติของประเทศมันควรจบได้แล้ว แต่คนบางจำพวกไม่ยอมจบ

สงครามก็คงดำเนินต่อไป จะเหลือซากของอะไรอีกก็ไม่ทราบ หลังสงครามความขัดแย้งนี้

ฟางเส้นสุดท้ายที่ "อูฐอาจหลังหักได้" สันติภาพที่เห็น กลายเป็น "ดำมืดอีกแล้ว"

โดย ลูกชาวนาไทย

บรรยากาศ หลังเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยชนะเด็ดขาดนั้น ทำให้คนในสังคมทั้งหมดโล่งอกและคิดว่าวิกฤติที่ผ่านมา 5 ปีจะเห็นแสงสว่างเสียที ผมจับความรู้สึกนี้ได้แม้แต่พวกเสื้อเหลืองปกติทั่วไปนะครับ เพราะพวกเขาเบื่อกับความขัดแย้งที่ไม่มีทางออกนี้

พวกอำมาตย์ไม่อาจประเมินอารมณ์นี้ได้

การ ที่ กกต.ไม่รับรองยิ่งลักษณ์ ทำให้ "ภาวะที่เริ่มเห็นสันติภาพ" กลายเป็นการเริ่มสงครามรอบใหม่ไปทันที และไม่รู้ว่าจะจบเมื่อใดด้วย และหากวิกฤติขึ้นอีก ทุกคนก็คาดการได้ว่า "ต่อไปพังไม่มีเหลือแน่" เพราะความอดทนของคนมีจำกัด

ฟางเส้นสุดท้ายที่อำมาตย์วางลงมา จะทำให้อูฐหลังหักอย่างแน่นอน

ตอนนี้จะให้ใหญ่ยังไงก็คุมกันไม่ได้

รองอธิการบดี มสธ. ชี้กกต.อาจถูกฟ้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หลังเรื่องร้องเรียนไม่เคลียร์

ที่มา มติชน

วัน ที่13ก.ค. จากการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายคมสัน โพธิ์คง รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า หากกกต.ถูกฟ้องในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กกต.จะมีความผิดทางกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เนื่องจากยังไม่ได้ชี้แจงข้อเรียกร้องในเรื่องต่างๆ ให้เกิดความกระจ่าง ไม่ว่าจะเป็นกรณี การกำหนดนโยบายหาเสียงของนักและพรรคการเมือง, การควบคุมดูแลไม่ให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เช่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ, นายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือกรณีที่ประชาชนเสียสิทธิเลือกตั้งจำนวน 2 ล้านคน หลังไม่ได้ยื่นเรื่องขอเปลี่ยนการใช้สิทธินอกเขตเลือกตั้ง

ทั้ง นี้ นายคมสัน ยังกล่าวอีกว่า กกต.จงใจละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่รู้ว่าการเลือกตั้ง ปี 2554 มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและแบบเขต แต่กกต.ไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทำให้ประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 2 ล้านคนมีปัญหา ในทางกฎหมายถือว่ากกต. ไม่ใช้อำนาจจนทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อการเลือกตั้ง ดังนั้นหากกกต.จะสร้างความเป็นธรรมต้องสั่งเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศ


อย่าง ไรก็ตาม การเสียสิทธิของ 2 ล้านคนนั้น นายคมสัน มีข้อมูลว่า หากได้รับสิทธิ์เลือกตั้งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคะแนนเลือกตั้งประมาณ 21 จังหวัด และเปลี่ยนแปลงผู้ได้รับเลือกตั้งประมาณ 50 - 70 คน ขณะเดียวกันมองว่าการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นเหมือนการกระทำผิดที่สำเร็จแล้ว และอาจซ้ำรอยประวัติศาสตร์ กกต.ยุคของ คุณวาสนา เพิ่มลาภ ที่ติดคุกเพราะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

สื่อตปท.เผยยิ่งลักษณ์ลดกระแสถูกกกต.แขวน นักวิชาการชี้ถูกรัฐประหารทางกฎหมายรอบใหม่

ที่มา มติชน

สำนัก ข่าวเอพีรายงานเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งของไทยหรือกกต.ยังไม่ประกาศผลรับรองการเป็นส.ส.ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร.ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อันดับหนึ่งของพรรคเพื่อไทย และเธอเป็น 1 ในจำนวนของผู้ชนะการเลือกตั้งส.ส. 142 คนที่ยังไม่ได้การรับรองเนื่องจากต้องรอการตรวจเรื่องที่ถูกร้องเรียนเสีย ก่อน

เอพีระบุว่าการ ไม่รับรองการเป็นส.ส.น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจก่อให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่บนท้องถนนจากกลุ่มผู้สนับสนุนเธอ และจุดชนวนกระแสการเมืองระส่ำรอบใหม่ในเมืองไทยซึ่งที่ผ่านมาได้กลายเป็น ประเทศที่มีประชาธิปไตยที่เปราะบาง

อย่างไรก็ตาม เอพีรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้พยายามจะลดกระแสการถูกแขวนชื่อจากกกต.ระบุว่า เธอเชื่อว่า กกต.จะให้ความยุติธรรมแก่เธอและพรรคเพื่อไทยและว่า การถูกเลื่อนการรับรองเป็นเพียงกระบวนการตรวจสอบปกติของกกต.และกกต.มีโอกาส นับเดือนที่จะตรวจสอบและตัดสินใจสรุป

ทางด้านปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ แสดงทัศนะว่า กกต.กำลังเริ่มการรัฐประหารทางกฎหมายรอบใหม่กับกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณ และขวางไม่ให้พรรคเพื่อไทย ขึ้นสู่อำนาจถือเป็นความพยายามหลังการเลือกตั้งที่จะขัดขวางไม่ให้พรรคเพื่อ ไทยได้ขึ้นสู่อำนาจ และความเคลื่อนไหวนี้ อย่างน้อยที่สุดจะทำให้เกิดกระแสไม่ยอมรับจากกลุ่มเพื่อสนับสนุนพรรคเพื่อ ไทย และอาจจบลงด้วยวิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อของเมืองไทย

‘ยิ่งลักษณ์’หวังกกต.เป็นธรรม ยันแจงได้ทุกเรื่องที่ถูกร้อง

ที่มา ข่าวสด




เมื่อ วันที่ 13 ก.ค. ภายหลังจาก กกต. ยังไม่รับรองสถานะความเป็น ส.ส. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ได้เก็บตัวอยู่ที่บ้านพักในซอยโยธินพัฒนา 3 ในช่วงเช้า โดยมีการโทรศัพท์พูดคุยกับฝ่ายกฎหมายของพรรค ซึ่งเป็นการพูดคุยต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเมื่อคืนของวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมาถึงทิศทางที่จะทำต่อไป โดยเฉพาะการส่งเอกสารชี้แจงโดยกรณีเรื่องการถือครองหุ้น จากนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางมายังพรรคเพื่อไทยพร้อมให้สัมภาษณ์ กรณีกกต. ยังไม่รับรองสถานะ ส.ส. จากการร้องของน.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ให้ป.ป.ช. สอบสวนกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ให้การเท็จคดีซื้อหายหุ้นของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและกรณีที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ยื่นเรื่องให้ กกต.ตรวจสอบกรณีนโยบายของพรรคเพื่อไทย “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ว่าขณะนี้ยังเป็นกระบวนการปกติ เนื่องจาก กกต.ยังมีเวลาในการรับรองสถานะ ส.ส.ถึง 30 วัน ตนและพรรคเพื่อไทย จึงเชื่อมั่นว่า กกต.จะให้ความเป็นธรรมกับตัวเองและพรรคเพื่อไทย และจนถึงวันนี้ตนก็ยังไม่ทราบว่าถูกร้องเรียนเรื่องอะไรบ้าง เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องร้องเรียนใหม่ แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะชี้แจงได้

เมื่อถามว่าในส่วนคุณสมบัติที่ กกต.จะต้องตรวจสอบการถือครองหุ้นเพิ่มเติมจะทำให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง จนถึงขั้นต้องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เวลานี้คงจะยังไม่ถึงจุดนั้น เพราะจากที่ได้ฟังการแถลงข่าวของ กกต. ระบุว่ายังไม่ได้นำเรื่องนี้เข้าไปพิจารณา คงต้องรอให้อยู่ในกระบวนการดีกว่า เพราะถือว่าการดำเนินการของ กกต.ยังอยู่ในช่วง 30 วันและเมื่อถึงเวลาก็คงต้องรอให้ ทาง กกต.เป็นคนพูด


เมื่อถามว่า ในข้อกล่าวหาเรื่องทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ถือว่าเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงจะแก้เกมอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ตรงนี้เป็นเรื่องในแง่ของความคิด ซึ่งเป็นการแนะนำแต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะต้องมาร่วมในการบริหารหรือ ตัดสินใจ การบริหารทั้งหมดอยู่ที่พรรคเพื่อไทย อยู่แล้ว” เมื่อถามว่าจำเป็นต้องเตรียมเอกสารชี้แจงกกต.เพิ่มเติมหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของพรรคที่จะดำเนินการ

เมื่อถามว่า หากคิดว่าเป็นเรื่องทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ทำไมเจาะจงไม่รับรองชื่อของว่าที่นายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตนเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน ตรงนี้จึงยังไม่อยากแสดงความคิดเห็น ขอให้เป็นเรื่องของ กกต. และหากประเด็นนี้ผิดจริงๆ ก็ควรจะไม่รับรอง กก.บห.ต่างหาก ตนจึงหวังว่าทุกอย่างจะได้รับความยุติธรรมและความเป็นธรรม


เมื่อถามถึงกรณีว่าที่ ส.ส.ที่เป็นกลุ่ม นปช. ที่ยังไม่ได้รับการรับรอง อาจจะทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงไม่พอใจและกระทบต่อพรรค น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ยังไม่อยากให้สรุปแบบนั้น จะถือเป็นการไปกดดันเจ้าหน้าที่ วันนี้ยังถือว่ายังอยู่ในเงื่อนไขของเวลา เมื่อถามว่า มั่นใจว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงตามที่คาดหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ สีหน้าไม่สู้ดี และปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยพยายามเลี่ยงขออนุญาตไปประชุมร่วมกับแกนนำพรรคเพื่อไทย

น.พ.ประเวศ วะสี : อยากเห็นรัฐบาลเชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนกับมหภาคให้เกื้อกูลกัน

ที่มา ประชาไท

น.พ. ประเวศ วะสี เปิดใจถึงนโยบายเศรษฐกิจเพื่อแรงงานของเพื่อไทย ที่ตั้งเป้าหมายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท โดย น.พ.ประเวศเห็นว่าเป็นนโยบายที่ดี แต่อยากให้ส่งเสริมมากกว่านั้น คือทำให้คนจนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนไว้เพื่อรองรับการล้มเหลวจากเศรษฐกิจมหภาคด้วย

“การ ที่พรรคเพื่อไทยมีนโยบายค่าแรง 300 บาทเป็นเรื่องที่ดี เพราะคนจนในประเทศไทยมีมาก แรงงานไทยมีถึง 38 ล้านคน เกษตรกรไทยมีกว่า 40 ล้านคน คนจนนั้นมีคุณภาพชีวิตต่ำ ขาดความมั่นคงในชีวิต ซึ่งหากคนส่วนใหญ่ของประเทศขาดความมั่นคง ประเทศก็ย่อมขาดความมั่นคง การที่พรรคเพื่อไทยมีนโยบายเพื่อคนจนเป็นเรื่องที่ดี” น.พ. ประเวศ อธิบายพร้อมหัวเราะ เมื่อถูกถามเท้าความถึงประโยคที่ฮือฮา “เชื่อว่าค่าแรง 150 บาทก็อยู่ได้ หากมีที่พัก-อาหารพอเพียง” ซึ่งเขาอธิบายว่า เป็นการอ้างอิงคำพูดของแหล่งข่าวที่ขาดบริบท

“300 บาท ต่อวัน น้อยเกินไปด้วยซ้ำ จริงๆ แล้วควรได้มากกว่านั้นด้วยซ้ำ” น.พ.ประเวศกล่าว และอธิบายว่า สาระสำคัญของปาฐกถาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศศช.) เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมานั้น อยู่ที่การเสนอแนวทางให้เชื่อมโยงธุรกิจระดับมหภาคกับเศรษฐกิจในชุมชนให้ เกื้อกูลกัน ซึ่งขณะนี้ก็กำลังสะท้อนออกมาเป็นความขัดแย้ง เมื่อภาคอุตสาหกรรมเพิ่งแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าจ้าง 300 บาท วานนี้ (12 ก.ค.)

“ภาคอุตสาหกรรมบอกว่าทำไม่ได้ ก็ต้องดูว่าเขาต้องแข่งขันกับต่างประเทศ ค่าแรงประเทศอื่นต่ำกว่า ถ้าเราค่าแรงสูงกว่าเขาเราก็แข่งขันไม่ได้ นี่ก็ทำให้เกิดความขัดแย้ง”

“ทางออก ก็คือ ต้องเชื่อมโยงธุรกิจมหภาคเข้ากับเศรษฐกิจชุใชนให้เกื้อกูลกัน ถ้าผู้ใช้แรงงานสามารถอยู่ในชุมชน มีที่อยู่ มีอาหาร ทำการเกษตรไปด้วย และทำโรงงานไปด้วย จัดสวัสดิการ มีรถรับส่งก็จะไม่เป็นอุปสรรค ธุรกิจก็ได้ คนงานก็ได้ ต้องเชื่อมโยงชุชนกับเศรษฐกิจมหภาคเข้าด้วยกัน ถ้าทำได้ ค่าแรง 150-200 บาทก็เป็นเงินเหลือ”

เสนอรัฐจัดสรรที่ดินให้แรงงานทำการเกษตรควบคู่ไปด้วย
แต่แรงงานบางส่วนก็ออกจากิ่นฐานมาแล้ว จะทำอย่างไร?

คำ ถามนี้ น.พ. ประเวศ เสนอว่ารัฐบาลต้องจัดสรรที่ดินให้แรงงาน มากเท่าที่จะมากได้ เพื่อดูดซับความเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงจากการเป็นแรงงาน

“ครอบ ครัวละ 2 ไร่ก็ยังดี ให้เขาได้ทำเกษตรไปด้วย ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อย่างน้อยถ้าเขาทำเกษตรได้ เขาก็จะมีกิน ผมคิดว่ารัฐบาลทำได้ อาจจะตักบาตรที่ดิน ตั้งกองทุนซื้อที่ดิน”

น.พ.ประเวศ เชื่อว่า หากรัฐบาลเห็นด้วยกับแนวคิดเช่นนี้ ก็น่าจะทำได้ และทำได้กว้างขวาง เพราะมีอำนาจที่จะทำ ยกตัวอย่างกรณีที่รัฐและสถาบันการเงินช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนจากเงินทุน หมู่บ้านละล้านในอดีต พัฒนามาสู่การเป็นสถาบันการเงินชุมชน โดยมี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) และธนาคารออมสิน เข้าไปให้คปรึกษาและหนุนเสริมด้านการบริหารจัดการ จนกระทั่งปัจจุบันนี้หลายแห่งมีเงินทุนหลัก 40-50 ล้าน ขณะที่บางแห่งมีเงินในกองทุนเกินกว่า 100 ล้านบาท กลายเป็นสถาบันการเงินชุมชน เป็นตัวอย่างของการจัดการที่ดี

“รัฐบาล ใหม่กำลังจะอัดฉีดเงินหมู่บ้านละ 1 ล้าน รวมเป็น 80,000 ล้าน ก็ไม่ทราบว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านใหม่ จะเข้าใจประเด็นนี้หรือไม่ หากรัฐบาลอัดฉีดเงินเข้าไปในชุมชนอีก 80,000 กว่าล้านบาท ใน 80,000 กว่าหมู่บ้านจริงๆ ก็คาดหวังว่าจะใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนจริงๆ”

น.พ.ประวศย้ำว่า หากเศรษฐกิจระดับชุมชนเข้มแข็ง ก็จะช่วยซึมซับความล้มเหลวจากเศรษฐกิจของเมืองใหญ่ได้ รองรับคนที่ตกงาน คนที่ยากจนได้ รัฐบาลจึงควรจะส่งเสริมเศรษฐกิจชนชนในขนาดใหญ่และกว้างขวางและอยากจะย้ำ เรื่องการเชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจมหภาคให้เกื้อกูลกัน และก็ควรจะปรึกษาหารือกัน พูดคุยกัน เป็นการปรองดองอย่างหนึ่ง ซึ่งก็เป็นแนวทางของรัฐบาลใหม่อยู่แล้ว

“เรืองการทำเพื่อคนจนนั้นผม เชียร์ให้รัฐบาลทำ ซึ่งคนจนของไทยมีทั้งคนที่เป็นแรงงานและเกษตรกร ส่วนที่ภาคอุตสาหกรรมบอกว่าทำไม่ได้ ต้องลองคุยกัน ว่าให้ 300 บาทไม่ได้เพราะอะไรถ้าทำไม่ได้ทันที ก็ทำให้ได้ส่วนหนึ่งก่อน ผมอยากให้ทำงานร่วมกันให้ได้” น.พ.ประเวศกล่าว

เบื้องหลังการกวนตีนจากสภาหอการค้า-การต่อต้านค่าแรง300จากสภาอุตฯ องค์กรซ่อนเงื่อนของใคร..?

ที่มา Thai E-News


การ ออกมากวนตีนไม่ยินดีต้อนรับรัฐบาลใหม่ของประธานหอการค้า การออกมาต้านค่าแรง300บาทของสภาอุตฯ หากรู้ว่าที่ไปที่มาของคนพวกนี้เป็นใคร ก็คงไม่ต้องแปลกใจอะไรต่อไป บางทีก็ต้องถาม"คนที่อยู่หลังม่าน"เรื่องนี้ให้บ้างว่า จะปล่อยให้เละเทะไปทุกวงการ ผลาญชาติบ้านเมืองไปอีกขนาดไหน จึงจะหนำใจของท่าน!?

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 กรกฎาคม 2554


ทีม เศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ เท่าที่เปิดรายชื่อมารู้จักเพียงแค่ 2-3 คนเท่านั้น ที่เหลือเป็นใครก็ไม่รู้ อยากให้แต่งตั้งคนที่ฉลาด มาทำงาน และหวังให้เป็นคนดี-ดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย,INN

นั่น เป็นท่าทีรับน้องใหม่แบบไม่เต็มใจรับกันเห็นๆของประธานหอการค้า อันต่างไปจากท่าทีต่อรัฐบาลก่อน ที่สภาหอการค้าร่วมกับภาคีสมาคมพ่อค้าที่เหลือทั้งแบกทั้งอุ้มอย่างเต็ม เหนี่ยว

กล่าวได้ว่านาทีพลิกผันที่ส่งอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯแบบ"ปล้นมา"แลกกับความวิบัติของเศรษฐกิจบ้านเมือง ก็เนื่องจากสภาหอการค้าไทยนั่นเอง เป็นคนทั้งผลักทั้งดัน และออกมาเล่นบทห้ามไม่ให้พรรคการเมืองที่ชนะเสียงข้างมากได้เป็นรัฐบาลต่อไป หลังเหตุการณ์ยึดสนามบินจบลงเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 แล้วตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินอย่างลุกลนยุบพรรคพลังประชาชนทิ้ง (อ่านเรื่องนี้ในลิ้งค์ข่าวนี้:ประธานสภาอุตฯสปอนเซอร์พธม. ประธานสภาหอฯคนสายวัง นำทีมสลายขั้วรัฐบาล หนุนมาร์คนายกฯหุ่นเชิด )

หอ การค้าไทยยังคงอุ้มชูอภิสิทธิ์อย่างออกนอกหน้า ในเวลาต่อมา ที่สังคมต้องประหลาดใจมากก็คือการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้นโยบายคลั่งชาติ ประกาศลดระดับความสัมพันธ์กับกัมพูชานั้นกระทบต่อมูลค่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศซึ่งมีนับแสนล้านบาท แทนที่ประธานหอการค้าจะออกมาเรียกร้องสันติภาพจะได้ทำมาค้าขายกันต่อไป กลับออกมาสนับสนุนอย่างออกนอกหน้า

และเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง อย่างท่วมท้น แทนที่จะแสดงความยินดีตามมารยาท ก็กลับออกมา"กวนตีน"ว่าให้หารัฐมนตรีที่ฉลาดๆมาหน่อย เพราะทีมเศรษฐกิจมีแต่พวกโนเนม(ทั้งที่มีบิ๊กเนมอย่างดร.โอฬาร ไชยประวัติ กับมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ อยู่ในหัวแถวทีมเศรษฐกิจเพื่อไทยก็ตาม...)

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเมื่อต้นปี 2552 แบบ"ลึกลับ แต่รู้กันแซดในวงการพ่อค้าใหญ่ แต่ใครหละจะกล้าพูด"

ตาม คิวและตามสัญญาสุภาพบุรุษแล้ว เมื่อนายประมณฑ์ สุธีวงศ์ ประธานหอการค้าคนก่อนหมดวาระลง จะเป็นคิวของนายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานหอการค้าคนที่ 1 ขึ้นเป็นแทน แม้แต่นายประมณฑ์ก็กล่าวสนับสนุน(ดูข่าว คลิ้ก) จนมีการแจกประวัติ"ว่าที่ประธานหอการค้าคนใหม่"และเตรียมเลี้ยงฉลองยกใหญ่( ลิ้งค์ )

แต่แล้วพอใกล้วันเลือกประธานเข้าจริงๆ ก็เกิด"ข้อมูลใหม่"ขึ้น มา อันมีผลให้นายพงษ์ศักดิ์ต้องประกาศไม่ขอชิงตำแหน่งนี้ โดยอ้างเหตุผลอย่างกะทันหันว่า ต้องไปดูแลธุรกิจทอผ้าของตัวเอง เพราะเจอผลกระทบทางเศรษฐกิจ และขอให้รองประธานคนที่2คือดุสิต นนทะนาคร ขึ้นเป็นแทน...

ซึ่งคนในวงการบอกว่า เป็นเหตุผลที่ต้องประกาศไปทั้งน้ำตา และไม่มีใครเชื่อ แต่ก็ต้อง"ตามนั้น" เพราะนี่เป็นเหตุผลที่ฟังแล้วดูจะกล้อมแกล้มไปได้ที่สุดแล้วต่อสถานการณ์ พลิกผันครั้งใหญ่ของวงการหอการค้า

อะไรคือเหตุของการพลิกผัน และทำไมต้องเป็นดุสิต?


ดุสิต มีบทบาทก่อนหน้านั้น โดยออกมาพูดตอนม็อบพันธมิตรยึดสนามบินเมื่อปลายปี 2551 ว่า
"ไทย จะต้องยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ภาคธุรกิจจะมีปัญหาแน่นอน โดยมองว่า การที่รัฐบาลไม่สามารถยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ขณะที่สังคมไทยก็มีความแตกแยก ไม่มีความสามัคคี ทำให้รัฐบาลหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงควรที่จะประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดโอกาสให้นักการเมืองหรือพรรคการเมืองอื่น ๆ เข้ามาบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม หากนายกรัฐมนตรีไม่ลาออก ก็ควรที่จะประกาศยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่"


ต่อมาเมื่อมีการแก้ไขปัญหา พันธมิตรยึดสนามบินด้วยการรีบร้อนสั่งยุบพรรคพลัง ประชาชน มีผลให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 2 ธันวาคม
ตอน นั้นดุสิตซึ่งเป็นรองประธานสภาหอฯก็ออกมาเป็นตัว ตั้งตัวตีแถลงข่าวร่วมกับสภาอุตสาหกรรม กับสมาคมธนาคารไทยว่า พรรคพวกแม้วพอได้แล้ว เป็นนายกฯมา 2 คนแล้ว ทั้งสมัคร สุนทรเวช ทั้งสมชาย บ้านเมืองก็ชิบหายมากพอแล้ว ให้คนอื่นคือฝ่ายมาร์ค-ประชาธิปัตย์ลองเป็นมั่ง พวกพ่อค้าจะได้ทำมาหากินกันเป็นปกติสุข...


ต่อมาไม่ นานก็เกิดม็อบเสื้อแดงชุมนุมใหญ่ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ตอนสงกรานต์ ปี 2552 และเดือนมีนาคม-19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งหากเป็นไปตามมาตรฐานเดิม ดุสิตก็ควรต้องออกมาแถลงข่าวให้ท้ายม็อบ และไล่รัฐบาลออกเพราะคุมม็อบไม่อยู่บ้านเมืองวุ่นวาย พ่อค้าทำการค้าขายไม่ได้ แต่หนหลังนี้ดุสิตพูดอีกอย่างว่า

ภาค เอกชนเรียกร้องให้ผู้ที่ออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาล ยุติการกระทำใดๆ ที่จะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่อนที่ผลกระทบจะส่งผลเสียหายไปมากกว่านี้ เอกชนได้พยายามร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อให้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศคลี่คลาย ส่วนรัฐบาลก็ได้ดำเนินนโยบายและมาตรการเพื่อทำให้บรรยากาศด้านการค้า การลงทุน รวมทั้งความเชื่อมั่นของประเทศดีขึ้น บุคคลที่เป็นต้นเหตุของการบั่นทอน ควรจะใช้สติทบทวนและไตร่ตรองโดยรอบคอบ ต้องมองถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ มิใช่ประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง

เหลือแค่ดุสิตไม่พูดซะให้ตรงๆเหมือนสุเทพเทือกกับมาร์คว่า "ม็อบเสื้อแดงทำเพื่อทักษิณคนเดียว"...


ลูกหม้อเครือซิเมนต์ไทยผู้สืบมรดกต่อจากลูกหม้อซิเมนต์ไทยอีกราย


หลัง พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ยอมกลืนเลือดสละการชิงเก้าอี้ประธานหอแล้ว ดุสิตก็หมดก้างฉลุยขึ้นเป็นประธานสภาหอการค้าคนใหม่ฉลุยในวันที่ 26 มีนาคม 2552

ดุสิตจบปริญญาโทจากอเมริกา เป็นลูกหม้อทำงานกับเครือซิเมนต์ไทยมาแต่ต้นจนเกษียณ เขาเป็นมือบริหารปูนใหญ่ในรุ่นเดียวกับชุมพล ณ ลำเลียง มีตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของเครือซิเมนต์ไทยหลายบริษัท ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาฝ่ายจัดการ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)ขึ้นชื่อเรื่องเป็นมือการตลาดของซิเมนต์ไทย

เป็นเครือซิเมนต์ไทยอันมีสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

ก่อน หน้าดุสิตนั้น ประธานหอการค้าไทยชื่อ ประมนต์ สุธีวงศ์ โดยเขามีโควต้ามาจากการเป็นประธานคณะกรรมการโตโยต้าประเทศไทย และเป็นคนไทยคนแรกที่เป็นประธานโตโยต้า

เขาเก่งกล้าสามารถมาจากไหน? หากใครรู้จักบริษัทญี่ปุ่นดีก็จะพบว่าเขาใช้คนญี่ปุ่นเป็นประธานทั้งนั้น หรือไม่งั้นก็ต้องเรียนจบญี่ปุ่น แต่ประมนต์นี่จบตรี โทจากอเมกา...แล้วทำไมมาเป็นได้..

คำตอบคือพอดีว่าประมนต์มาจากเครือซิเมนต์ไทย

นาย ประมณฑ์เป็นลูกหม้ออยู่ที่เครือซิเมนต์ไทยมาแต่หนุ่มยันเกษียณในปี2542 ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย..ปูนซิเมนต์ไทยที่มีสำนักงานทรัพย์สินฯถือหุ้นใหญ่นั่น เอง

เครือซิเมนต์ไทยถือหุ้นใหญ่ในโตโยต้าประเทศไทย 10% เช่นเดียวกับบริษัทจากต่างประเทศที่มาลงทุนในไทยโดยทั่วไปที่เครือสำนักงาน ทรัพย์สินฯจะได้รับเกียรติให้เข้าไปร่วมถือหุ้นด้วยในฐานะเจ้าบ้านที่ดี รวมทั้งกรณีของรถไถนาคูโบต้า รถไถนาเดินตามที่มียอดขายสูงสุดในเมืองไทย ก็มีทรัพย์สินเข้าไปถือหุ้น 10 %

เมื่อประมณฑ์หมดวาระลง แทนที่เก้าอี้ประธานหอการค้าจะตกเป็นของแคนดิเดตอันดับ1 กลับถูกผูกขาดจากคนที่เป็นลูกหม้อเครือทรัพย์สินฯ จากนั้นก็มีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองสอดคล้องกับรัฐบาลอภิสิทธิ์และเครือ ข่ายอำมาตย์อย่างเป็นจังหวะจะโคน ก็ทำให้ข้อสงสัยต่างๆคลี่คลายลงว่า เพราะเหตุใดนายดุสิต นนทนาคร จึงเหมาะสมกับตำแหน่งประธานหอการค้า

ประธานสภาอุตฯก็คนปูนใหญ่ส่งมา ทำสภาแตกยับ

สำหรับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ออกมาต่อต้านนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ปัจจุบันมีนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล เป็นประธาน จากมติที่ประชุมกรรมการสภาอุตฯ เมื่อวันวันที่ 20 เมษายน 2553 แน่นอนว่าเขาเป็นลูกหม้อของปูนซิเมนต์ไทย

โดยทำงานในเครือซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ ปี 2518 - มกราคม 2553

การแข่งขันช่วงชิงตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คนใหม่อย่างดุเดือด ผ่านมานานหลายเดือน กว่าจะมาจบที่นายพยุงศักดิ์ ตามโผ

ก่อน หน้าวันเลือกตั้งประธานสภาอุตฯ ทางกลุ่มคู่แข่งขันของนายพยุงศักดิ์ ถึงกับได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลางให้ช่วยคุ้มครองการเลือกตั้ง โดยให้ระงับการเลือกตั้งออกไปก่อน เนื่องจากเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีความโปร่งใส แต่เป็นการจัดตั้งที่รู้ผลคะแนนล่วงหน้าแล้ว ซึ่งศาลปกครองฯ ได้รับคำร้องแต่ยังไม่มีการพิจารณาออกมา ทำให้สามารถเดินหน้าเลือกตั้งต่อได้ แต่ในส่วนของคดีความหลักก็ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลฯ

"การทำ งานของผมใน สภาอุตฯตลอด 20 ปีนี้ ผมเห็นว่าแย่ลงทุกวัน ซึ่งผมต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขระบบการผูกขาด เพราะเห็นได้จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มาว่า ฝ่ายที่แพ้การเลือกตั้งต้องถูกเฟดออกไปทั้งหมด ซึ่งก็มีบางคนที่ต้องย้ายไปอยู่สภาหอการค้าฯ แทน เพราะถึงอยู่ต่อก็ไม่มีเวทีให้เล่น" นายสุรพร สิมะกุลธร ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หนึ่งในผู้สมัครชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.กล่าว

บางทีก็ต้องถาม"คนที่อยู่หลังม่าน"เรื่องนี้ให้บ้างว่า จะปล่อยให้เละเทะไปทุกวงการ ผลาญชาติบ้านเมืองไปอีกขนาดไหน จึงจะหนำใจของท่าน.