ที่มา มติชน
..พื้น ฐานคนไทยชอบเห็นความแตกแยก ชอบทะเลาะ เราขายความสะใจแค่นี้ มีความสุขกันแค่นี้ แต่เคยคิดบ้างไหมว่าบ้านเมืองหลังการทะเลาะกันนั้น มีความเสียหายแค่ไหน 1-2 ปีที่ผ่านมา เราล้าหลังไปขนาดไหน การคิดตอกลิ่มนั้น ถามว่าสร้างสรรค์ตรงไหน
พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ส.ว.สรรหา ก้าวสู่ตำแหน่ง "ประธานวุฒิสภา" ตั้งแต่เบื้องแรกที่มีชื่อว่าเดินทางไปยื่นใบสมัครเข้ารับการสรรหาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ..ท่ามกลางกระแส "ล็อกสเปก
"ผมไม่เหมาะสมจริงๆ หรือ ...ถามจริงๆ เถอะผมไม่เหมาะตรงไหน" พล.อ.ธีรเดชถามกลับด้วยน้ำเสียงร้อนรนเมื่อถูกตั้งคำถามถึงการถูกเปิดชื่อว่ามี "มือที่มองไม่เห็น" จัดเตรียมตำแหน่งแห่งหนให้ทำงาน หลังจากที่พ้นจากตำแหน่ง "ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน"
"ผม บอกตรงๆ นะ วันที่ผู้ตรวจการแผ่นดินประชุมกันเพื่อเสนอชื่อผมนั้น ไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลย โดยที่ประชุมยังบันทึกไว้ในบันทึกการประชุมเลยว่าถ้าผมไม่รับ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินก็จะไม่ส่งใครเข้ารับการสรรหา ซึ่งผมยังถามกลับแสดงว่าผมต้องเสียเงิน 5 พันบาทใช่ไหม (หัวเราะ) ผมก็เข้าสู่กระบวนการสรรหาตามปกติ ไม่ได้มีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น ซึ่งเมื่อประกาศรายชื่อได้รับคัดเลือกเป็น ส.ว.สรรหา ในสัปดาห์ถัดมาก็มีการเลือกประธานวุฒิสภา
"ไม่ได้มีความคิดที่จะมา นั่งตรงนี้เลย อยากทำงานสบายๆ บอกตรงๆ ว่าไม่พร้อม ซึ่งในวันที่มี ส.ว. 2-3 กลุ่มเข้ามาพูดคุยก่อนจะถึงวันเลือกประธานวุฒิสภานั้น ผมก็ยังบอกพวกน้องๆ ไปว่า ไม่พร้อม และอยากให้มองไปที่ ส.ว.ที่มีประสบการณ์มาก่อนแล้ว ถ้าเทียบกันผมเหมือนเฟรชชี่ เป็นนักศึกษาปี 1 แต่เพื่อนสมาชิกที่อยู่ก่อนนั้นมีประสบการณ์มาแล้ว 3 ปี เท่ากับเป็นนักศึกษาปี 4 แล้ว"
พล.อ.ธีรเดชกล่าวถึงเพื่อน ส.ว.อย่างอารมณ์ดี พร้อมกับเรียกว่า "น้อง" เพราะถ้าไล่ตามลำดับอาวุโส(อายุ)แล้ว ประธานวุฒิสภา อยู่ลำดับ 3 ในชุด ส.ว.สรรหา แต่ถ้ารวมสมาชิกทั้งสภาอยู่ในลำดับที่ 4
"น้องๆ มาขอร้องผมว่า ในห้องประชุมวุฒิสภา อย่าเพิ่งปฏิเสธ ให้เก็บไปคิดก่อน แต่ที่แน่ๆ คือห้ามผมถอนตัวจากการได้รับการเสนอชื่อ ทั้งๆ ที่ผมก็บอกว่าไม่พร้อม พวกเขาก็ยังยืนยันว่าไม่มีใครที่มีวัยวุฒิและคุณวุฒิอื่นๆ อีกแล้ว ..ผมไม่ได้เป็นประธานล็อกสเปก" พล.อ.ธีรเดชยืนยัน
กับ ข้อครหานินทาที่บอกว่ามีการเลี้ยงฉลองกันล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่มีการประชุม วุฒิสภาเลือกประธานคนใหม่นั้น พล.อ.ธีรเดชบอกว่า ไม่เคยมี เพราะอยู่กันตายายสองคน บ้านก็หลังเล็ก ไม่เหมาะในการรับแขกจำนวนมากๆ ด้วยประการทั้งปวง แต่คำถามส่วนใหญ่ที่ถูกสื่อมวลชนรุมซักถามในช่วงเช้าก่อนเข้าห้องประชุมล้วน ออกมาในทิศทางเดียวกันว่า ในทำนองว่าเป็นคนที่ "ถูกส่งมารับตำแหน่ง" หรือมีการล็อบบี้ ส.ว.ให้เลือก
"ถามว่า ส.ว.ที่ทำงานร่วมกันมาก่อนผม 3 ปีแแล้ว ที่รู้จักมักคุ้นกันมาแล้วไม่ใช่แค่ ส.ว.เลือกตั้ง 76 คน แต่ยังบวกอีก 31 คนที่ได้รับการสรรหาเข้ามาใหม่ด้วยนะ ถ้าแบ่งกลุ่มกันจริงๆ แล้ว จะมี ส.ว.ที่รู้จักกันดี 100 กว่าคน ในขณะที่ผมเป็น ส.ว.ป้ายแดงนิวแบรนด์ 40 คนเศษๆ เท่านั้น.. แต่คะแนนก็ออกมาอย่างที่รู้กัน 94 ต่อ 52 เสียง"
อย่างไรก็ดี คะแนนเสียงที่ท่วมท้น มีการโหวต "ม้วนเดียวจบ" จะถือเป็นฉันทามติที่เพื่อน ส.ว.มอบให้เป็นผู้นำองค์กรแล้ว แต่บรรยากาศ "การปะทะ" ทางความคิดของ "ส.ว.รุ่นพี่" ในส่วน ส.ว.เลือกตั้ง ที่ประหนึ่งว่ายัง "อารมณ์ค้าง" กับแนวคิดการผูกขาดตำแหน่งประธานวุฒิสภาว่าจะต้องเป็นของ ส.ว.สรรหา จึงเป็นเหมือน "ตะกอน" ที่พร้อมจะทำให้ "น้ำขุ่น" ได้ทุกเมื่อนั้น
"ผม จะสร้างความรักสามัคคีให้เกิดขึ้นในองค์กร เหมือนวิสัยทัศน์ข้อแรกที่ได้ประกาศไว้ในที่ประชุม จะไม่มีการแบ่งแยก ส.ว.สรรหา หรือ ส.ว.เลือกตั้ง ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับน้องๆ ทุกคน ก็ไม่ได้ไปแบ่งแยกว่าเขามาจากการเลือกตั้ง หรือมาจากการสรรหา ทุกคนเท่าเทียมกัน ผมจะให้ความสนิทสนมโดยไม่เลือกฝ่าย ให้ความเคารพ การสร้างความเป็นหนึ่งเดียวขององค์กรต้องให้ทุกคนช่วยกัน เพราะเราคนเดียวทำไม่ได้หรอก นี่เป็นความตั้งใจ สำหรับผมใครที่พูดคำว่าแบ่งแยกนั้น ผมถือว่าไม่มีเจตนาดีต่อองค์กร"
"วุฒิสภา ของประเทศเราโชคดีมากๆ ที่ได้คนหลากหลายเข้ามาช่วยกันทำงาน อย่าเอาวุฒิสภาไปเปรียบเทียบกับสภาผู้แทนฯ เพราะมีหน้าที่คนละอย่างกัน ใครก็ตามที่คิดตอกลิ่ม ทำให้เราแบ่งแยกกันนั้น เป็นคนไม่หวังดี ถ้าเรารักชาติก็อย่าทะเลาะกัน พื้นฐานคนไทยชอบเห็นความแตกแยก ชอบทะเลาะ เราขายความสะใจแค่นี้ มีความสุขกันแค่นี้ แต่เคยคิดบ้างไหมว่าบ้านเมืองหลังการทะเลาะกันนั้น มีความเสียหายแค่ไหน 1-2 ปีที่ผ่านมา เราล้าหลังไปขนาดไหน การคิดตอกลิ่มนั้น ถามว่าสร้างสรรค์ตรงไหน" พล.อ.ธีรเดชกล่าว
ความมุ่งหวังที่อยากเห็น ในช่วงที่ปฏิบัติหน้าที่ในสภาสูงนั้น พล.อ.ธีรเดชบอกว่า สิ่งที่ต้องการเห็นและมองว่าเป็นความสำเร็จสูงสุดคือ "การถอดถอน"
"ถ้า เราสามารถถอดถอนนักการเมืองที่โกงกินได้จะทำให้สภาของเรามีความศักดิ์สิทธิ์ มาก นั่นหมายความว่าเราต้องเป็นหนึ่งเดียวกันเพราะต้องอาศัยคะแนน 3 ใน 5 หรือ 90 เสียงขึ้นไปถึงจะสามารถถอดถอนใครได้"
"ผม กำลังวางแผนที่จะทำให้อำนาจหน้าที่ในการถอดถอนสำเร็จ โดยกำลังจะประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน ซึ่งล่าสุดมีสภาหอการค้าออกมาจับมือกันออกปฏิญญาต่อต้านทุจริต ให้มาร่วมมือกับวุฒิสภา สมัยเป็นเด็กได้ยินเรื่องมาดาม 5% หรือ 10% ก็คิด โอ้โห โหดมาก แต่มาสมัยนี้ได้ยิน 30-40% แล้ว คิดว่าถ้าขืนปล่อยต่อไปประเทศไทยคงไม่ไหวแน่ ..ผมก็คิดว่าจะเริ่มจากการกวาดบ้านตัวเองให้เห็นเป็นตัวอย่าง โดยจะเข้าไปสอดส่องโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ไม่ให้มีการรั่วไหล หรือถ้ารั่วไหลก็ให้น้อยที่สุด" พล.อ.ธีรเดชย้ำ และบอกว่า ถ้าใครเห็นอะไรไม่ชอบมาพากลก็ขอให้สะกิดแจ้งวุฒิสภาได้ทันที
ปัญหา จึงเกิดขึ้นว่าจะทำอย่างไรที่ ส.ว.จะรวมใจกันหนึ่งเดียวได้ เพราะยังมีภาพความขัดแย้ง แบ่งฝักฝ่าย แล้วจะทำให้ภารกิจบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร
"มัน อาจจะมีบ้างแต่ก็เป็นส่วนน้อย ความจริงเราต้องยอมรับฟังเสียงส่วนมาก แต่เคารพเสียงส่วนน้อย ถ้าทำได้ก็จบ แต่บ้านเมืองขาดตรงที่ไม่ยอมรับเสียงส่วนมาก จึงมีม็อบ ถ้าเรายอบรับเสียงส่วนมากก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนเกี่ยวข้อง ม็อบก็ไม่เกิด ถามว่ามีประเทศไหนที่มีคนออกมาม็อบกลางถนนนานเป็นเดือนๆ ..เพราะอะไร เพราะเราคิดว่าไม่ได้ดั่งใจใช่ไหม เหมือนการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม ถ้าทุกคนยอมรับว่าผลการเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม เหมือนกับที่องค์กรนานาชาติเข้ามาสังเกตการณ์และให้การยอมรับ ถ้าคนแพ้คิดอย่างนี้ก็ไม่ร้อง แต่สิ่งที่ปรากฏคือไม่ยอมรับกัน ถ้าให้คนชนะเขาฟอร์มรัฐบาลไป ไม่มีการประท้วง เพราะมีรัฐสภา มีองค์กรอิสระและสื่อมวลชนคอยตรวจสอบฝ่ายบริหารอยู่แล้ว แต่เราไม่ยอมรับกติกากัน
เหมือนกับเหตุการณ์ภายในวุฒิสภา อย่างการเลือกตั้งประธานกรรมาธิการ คิดว่าในที่สุดคงจะคุยกันได้ คนเรามีสิทธิเห็นแย้งได้ แม้แต่ในครอบครัว ทุกองค์กรสมาชิกภายในมีสิทธิขัดแย้ง แต่ต้องมาคุยกัน และยอมกันได้หรือเปล่าล่ะที่จะถอยคนละก้าว หรือว่าจะเป็นศัตรูจนตาย เรื่องความขัดแย้งนั้น บางทีก็ขึ้นอยู่กับอุปนิสัยส่วนตัวของแต่ละคน เช่น บางคนก็ยอมได้ เพราะไม่อยากไม่มีปัญหา ขับรถเฉี่ยวกันแม้จะเป็นฝ่ายถูกยังยอมเพราะกลัวโดนของแถม ขณะที่อีกคนอาจจะไม่ใช่ ขนาดตัวเองผิดยังทำเป็นถูกก็มี"
แล้ว กรณีคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ฯ ที่มีงานใหญ่ระดับชาติรออยู่ข้างหน้าจะยื่นมือเข้าไปแก้ไขไหม พล.อ.ธีรเดชหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบว่า คงเข้าไปดู แต่ไม่ได้ว่าจะเข้าไปสั่งนะ เพราะ ทุกคนเท่ากัน เป็นเพื่อนร่วมงาน เราไม่ได้เป็นนาย เขาอุปโลกน์ให้มาทำหน้าที่แทนเพื่อนสมาชิก เดี๋ยวคงต้องหาทางจัดการให้เรียบร้อย เวทีนี้ไม่มีใครเป็นนายเป็นบ่าว ไม่เหมือนสมัยเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ถึงจะไปสั่งคนโน้นคนนี้ได้ (หัวเราะ) แต่คิดว่าไม่มีปัญหา ต้องมาคุยกัน สภาเป็นที่ที่ให้คุยกันอยู่แล้วครับ
หน้า 11,มติชนรายวันฉบับวันอังคารที่ 12 กรกฎาคม 2554
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, July 13, 2011
จากใจ"ธีรเดช มีเพียร" "ยุคผม! ต้องถอดถอนสำเร็จ"
“ความสำคัญผิดในสาระสำคัญของคำพิพากษาคดีที่ดินรัชดา”
ที่มา มติชน
สมลักษณ์ จัดกระบวนพล
สิ่งที่สังคมต้องทำ ความเข้าใจก็คือสาระสำคัญของคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองหมายเลขคดีที่ อม.๑/๒๕๕๐ ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ กับพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ที่ ๑ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่ ๒ จำเลย หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า”คดีที่ดินรัชดา” เนื่องจากผู้เขียนเคยดำรงตำแหน่งอยู่ในสถาบันตุลาการมาเป็นเวลาถึง ๓๖ ปี อดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้เมื่อมีสังคมกล่าวขวัญเป็นเชิงตำหนิ หรือวิจารณ์ ผลแห่งคำพิพากษาคดีนี้โดยมิได้ศึกษาและทำความเข้าใจสาระสำคัญในคำพิพากษาคดี นี้ให้ถ่องแท้เสียก่อน
กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาก็มักจะพูดว่า “สามี ลงชื่ออนุญาตให้ภรรยาไปทำนิติกรรมตามที่กฎหมายบัญญัติ กลับมีความผิดถึงติดคุก ๒ ปี ส่วนกลุ่มคนที่ต้องการนำผลคำพิพากษาไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายตนและทับถม ฝ่ายตรงข้ามก็พูดว่า “เพราะจำเลยทุจริตคอร์รัปชันศาลจึงพิพากษาจำคุก ๒ ปี แล้วหนีไปอยู่ต่างประเทศ” ขอทำความเข้าใจต่อสังคมให้เป็นทีประจักษ์เป็นลำดับดังนี้
(๑)กฎหมาย ที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองคือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔,มาตรา ๑๐๐ และมาตรา ๑๒๒ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “กฎหมาย ป.ป.ช.” ในกฎหมายดังกล่าว มาตรา ๑๐๐ บัญญัติว่า
มาตรา ๑๐๐ ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดดำเนินกิจการดังต่อไปนี้
๑)เป็น คู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของ รัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี
๒) ...............................
มาตรา ๑๐๐ วรรคสองบัญญัติว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งใดที่ต้องห้ามมิให้ดำเนินกิจการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด” (ซึ่งปัจจุบันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนดอยู่ ๒ ตำแหน่ง คือ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี)
มาตรา ๑๐๐ วรรคสามบัญญัติว่า “ให้นำบทบัญญัติในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับคู่สมรสของเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม วรรคสอง (นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี) โดยให้ถือว่าการดำเนินกิจการของคู่สมรสดังกล่าวเป็นการดำเนินกิจการของเจ้า หน้าที่ของรัฐ (จำเลยที่ ๒ เป็นคู่สัญญาซื้อขายที่ดินรัชดา จึงถือเป็นการดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑) ในกรณีที่ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวโดยได้วินิจฉัยว่า
“เมื่อจำเลย ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานใดมาพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ ๑ (พ.ต.ท.ทักษิณ) มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยในการที่จำเลยที่ ๒ (คุณหญิงพจมาน) ดำเนินกิจการตามมาตรา ๑๐๐ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๒ เพื่อแก้ตัวให้จำเลยที่ ๑ พ้นผิดตามมาตรา ๑๒๒ วรรคสอง เช่นนี้ผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยคะแนนเสียง ๕ ต่อ ๔ ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๐๐(๑) ซึ่งต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๒ ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น”
อธิบาย เพิ่มเติมว่าความผิดทางอาญานั้นมีทั้งความผิดโดยต้องมีเจตนา ทุจริต กับความผิดที่ไม่ต้องมีเจตนาทุจริตและต้องชี้แจงว่า การพิพากษาคดีของศาลต้องถือเสียงข้างมากขององค์คณะผู้พิพากษา คดีนี้มีองค์คณะ ๙ ท่าน เป็นผู้พิพากษาที่เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กระทำผิดมี ๕ ท่าน แต่มีความเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้กระทำความผิดมีถึง ๔ ท่าน ต้องกล่าวได้ว่าเสียงของผู้พิพากษาก้ำกึ่งกันทีเดียว
(๒)เนื่อง จากการกระทำความผิดตากฎหมายนี้ไม่จำเป็นต้องมีเจตนาทุจริต แต่เป็นความผิดเพราะมีกฎหมายบัญญัติไว้ให้เป็นความผิด และคดีนี้โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๒ และมาตรา ๑๕๗ ซึ่งผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาทุจริตด้วย แต่ศาลมีคำวินิจฉัยยกฟ้องในข้อหานี้โดยวินิจฉัยไว้ชัดเจนว่า
“ลำพัง เพียงแต่จำเลยที่ ๑ (พ.ต.ท.ทักษิณ) ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ ๒ จะรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท หาใช่เป็นการกระทำในหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ไม่ เพราะได้ความจาก นายวุฒิสิทธิ จันทสูตร เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาห้วยขวาง ว่า แม้คู่สมรสไม่มาลงลายมือชื่อให้ความยินยอม กรมที่ดินยังสามารถจัดการ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ซื้อได้ โดยเจ้าหน้าที่จะสอบถามคู่สัญญาว่าจะบันทึกยืนยันเรื่องโมฆียกรรมและและคู่ สัญญายินยอมตามนั้น องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยคะแนนเสียง ๘ ต่อ ๑ ว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๒ และมาตรา ๑๕๗ เมื่อการกระทำของจำเลยที่ ๑ ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๒ และมาตรา ๑๕๗ จำเลยที่ ๒ย่อมไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของจำเลยที่ ๑ ตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย”
ดังนั้นจึงต้องเข้าใจให้ดีว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ (เฉพาะคดีนี้)ไม่ใช่เป็นการทุจริตหรือคอร์รัปชันแต่ประการใด
(๓)ส่วน ข้อที่ว่าเมื่อไม่ใช่การกระทำความผิดโดยทุจริตแต่เหตุใดศาลจึง พิพากษาจำคุกถึง ๒ ปี ทั้งยังไม่รอการลงโทษจำคุกให้ก็ต้องตอบว่าเป็นดุลพินิจของศาล หาใช่เป็นความผิดปกติแต่อย่างใดไม่ เพราะศาลอาจใช้ดุลพินิจในการรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๕๖ ให้จำเลยหรือไม่ก็ได้ ส่วนดุลพินิจจะเหมาะควรประการใดก็ย่อมแล้วแต่ความเห็นแต่ละคนแต่ละกลุ่ม ศาลวินิจฉัยเรื่องไม่รอการลงโทษให้จำเลยที่ ๑ โดยให้เหตุผลว่า
“จำเลย ที่ ๑ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและประชาชน แต่จำเลยที่ ๑ กลับฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายทั้งที่จำเลยที่ ๑ เป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องกระทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ประพฤติตนในสิ่งที่ดีงามตามจริยธรรมของนักการเมือง ให้เหมาะสมกับที่ได้รับความไว้วางใจในตำแหน่งหน้าที่อันสำคัญยิ่งนี้ จึงไม่สมควรรอการลงโทษ”
ดังนั้นจึงอธิบาย ได้ชัดเจนว่าที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองพิพากษาจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณในคดีที่ดินรัชดา นั้นมิใช่เป็นเรื่องทุจริตหรือคอร์รัปชัน แต่เป็นความผิด เพราะมีกฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิด และความผิดตามกฎหมายหมวดนี้ ตั้งแต่ มาตรา ๑๐๐ ถึง มาตรา ๑๐๓ (รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลเกินสามพันบาท)
เมื่อกระทำไปแล้วจะอ้างว่าไม่มีเจตนาทุจริตนั้นฟังไม่ขึ้น เพราะไม่ต้องทุจริตก็มีความผิดแล้ว และต้องขอเตือนคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ได้โปรดอ่านกฎหมาย ป.ป.ช. หมวดนี้ให้เข้าใจ โดยเฉพาะกฎหมายฉบับใหม่ในหมวดนี้มีมาตรา ๑๐๓/๑ บัญญัติว่า
“บรรดา ความผิดที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ ให้ถือเป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือความผิดต่อหน้าที่ราชการหรือความ ผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย” ที่จะต้องเตือนมาก ๆ ก็คืออย่าเที่ยวไปรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเกินสามพันบาท แล้วอ้างว่าไม่มีเจตนา หากยังมีการกระทำเช่นนี้อีกก็ต้องกล่าวว่า “เราเตือนท่านแล้วนะ แต่ก็มิได้นำพา”
อนึ่ง ถ้าจะให้ดีขอให้คณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาช่วยตรวจดู พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.๒๕๔๓ ให้ดี โดยเฉพาะมาตรา ๔ มาตรา ๕ และอย่าลืมตรวจดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๖๕ เสียด้วย
เสียงครวญ "ฉายแสง" 19 ปี ไม่เคยสอบตกยกตระกูล Share42
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
ว่าที่ ส.ส. 17 ตระกูล 38 คน ภายในพรรควิ่งวุ่นทวงสิทธิ-บำเหน็จรางวัล หลังจากกรำศึกในพื้นที่จนได้รับชัยชนะ
แต่ยังมีบางตระกูลที่พ่ายแพ้ให้แก่พรรคคู่แข่ง แม้ผลสำรวจ-คะแนนเสียงจะ "นอนกิน" มาตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
หนึ่ง ในนั้นคือตระกูล "ฉายแสง" เจ้าถิ่นจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่คว้าชัยมา ตั้งแต่รุ่นพ่อ "อนันต์ ฉายแสง" ซึ่ง ดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์สมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี
กระทั่งสืบสายเลือด ส่งไม้ผลัดต่อให้ลูกหญิง-ลูกชาย 3 คน "จาตุรนต์-
วุฒิพงศ์-ฐิติมา" ทำให้ตระกูล "ฉายแสง" ยังคงวนเวียนอยู่บนเวทีการเมืองตลอดมา
ครั้งนี้แม้พี่ชายคนโต "จาตุรนต์ ฉายแสง" ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นระยะเวลา 5 ปี ตามก๊วนบ้านเลขที่ 111
แต่ยังมี "ฐิติมา-วุฒิพงศ์" ที่ยังคงลงสมัครรับเลือกตั้งในจังหวัดฉะเชิงเทรา เขต 1 และ 4 ตามลำดับ
ด้วยบารมี-ผลงานที่สั่งสมกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ทำให้ไม่มีใครคาดคิดว่า ตระกูล "ฉายแสง" จะตกเก้าอี้ ส.ส.
พ่ายแพ้อย่างหมดรูปให้กับคู่แข่งคนสำคัญ "พรรคประชาธิปัตย์" ทั้ง 2 เขต
บรรทัด ต่อจากนี้ คือความในใจของ "ฐิติมา ฉายแสง" ที่เปิดเผยผ่านสายโทรศัพท์กับนักข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงความลับ-หมัดเด็ด ที่คู่แข่งยิงตรง ล้มยักษ์ตระกูล "ฉายแสง" ได้สำเร็จ
"เรา แพ้ยกตระกูลในรอบ 19 ปี ทุกครั้งที่สมัครรับเลือกตั้ง อย่างส่ง 2 คน อาจจะมีตกบ้าง ได้บ้าง แต่ที่ผ่านมา มีเพียงปี 2535 และครั้งนี้เท่านั้น ที่ไม่มีคนนามสกุลฉายแสงอยู่ในเก้าอี้ ส.ส."
"ปี 2535 คุณพ่อ (อนันต์ ฉายแสง) ซึ่งลงสมัครด้วย แต่ไปช่วยหาเสียงในเขตพี่อ๋อย (จาตุรนต์ ฉายแสง) จนเกิดความประมาท เสียเก้าอี้ให้กับคนอื่น"
เธอบอกว่า "โพลลับ" ก่อนวันเลือกตั้งแค่ 1 วัน ชี้ชัดว่า มีคะแนนนิยมถึง 75% ขณะที่คู่แข่งมีเพียงแค่ 25% แต่ผลลัพธ์ออกมากลับพลิกล็อกสวนทาง
"ครั้งนี้ต้องพูดว่าแพ้เพราะซื้อเสียง แพ้เพราะความไม่ยุติธรรมตามกติกาการเลือกตั้ง"
ปัจจัยแรกที่ทำให้ตระกูล "ฉายแสง" แพ้ เพราะถูกอิทธิพลใหญ่จากเครือข่ายพ่อค้ายาต้องห้ามสกัดดาวรุ่ง
เธอ บอกว่า "จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นถิ่นอิทธิพลใหญ่ของพ่อค้า จากอดีตที่เคยเป็นแค่เส้นทางการค้า พัฒนาสู่การเป็นคลังกักเก็บ กระทั่งปัจจุบัน กลายเป็นฐานการผลิตรายใหญ่ในประเทศไทย"
"ในเขตของดิฉัน มีคนเขาว่าพ่อค้าขนเงิน ขนคน มาเล่นงานอย่างเต็มที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้"
เธอ ยืนยันคำพูดด้วยข้อมูลที่ได้รับจากเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้ง (แอมเฟล) ว่า การซื้อเสียงครั้งนี้ อาศัย "ยา" แทนการใช้เงินสด จึงทำให้ผลประโยชน์ของนักการเมือง-พ่อค้า เอื้ออำนวยซึ่งกันและกัน
ปัจจัยที่สอง มาจากการซื้อสิทธิ-ขายเสียงผ่านเงินสดด้วยวิธีการที่แยบยล
"เดี๋ยว นี้การซื้อเสียงมีกระบวนการที่แยบยลมากขึ้น ให้ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงเป็นหัวคะแนนรายย่อย ชนิดที่เรียกว่าดูแลเพียงแค่ 10-15 คน แล้วค่อยรวมกันเป็นเครือข่าย เรียกได้ว่าซื้อเสียงแบบแชร์ลูกโซ่"
"วิธีการซื้อเสียงเหล่านี้ก็ เพิ่งทราบหลังรู้ผลการเลือกตั้ง คืนวันเลือกตั้งเราหมดแรงแล้ว เรารู้ว่าเราแพ้ แต่มีชาวบ้านเดินถือใบแจ้งความมาให้อ่าน มีเนื้อหาสารภาพว่า ได้รับเงินจากนาย ก. มาจริงเพื่อทุจริตการเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน นาย ก. ในฐานะหัวคะแนนก็ไปสารภาพที่สถานีตำรวจ เพราะเห็นว่ายังไม่พ้น 7 วันหลังเลือกตั้ง จะถูกกัน ให้เป็นพลเมืองดีแทนผู้ต้องหา ปรากฏว่าวันนั้นวันเดียวเราได้หลักฐานเป็นใบแจ้งความทั้งผู้ซื้อผู้ขาย"
"บาง คนเคยประกาศว่าเป็นนัดล้างตา ต้องใช้เงินถล่มกันเพื่อเกณฑ์คนมาลงเลือกตั้ง ในเขต 1 ลงทุน 50 ล้านบาท ส่วนเขต 4 ของพี่ชาย ซึ่งคู่แข่งไม่ค่อย มีผลงานทางการเมืองต้องใช้เงินถึง 100 ล้านบาทในการเอาชนะเรา"
หมัด เด็ดที่เธอเชื่อว่าจะล้มคู่แข่งจนนำไปสู่การเลือกตั้งซ่อม ไม่ได้มีเพียง คำพูดจากปากพยานเท่านั้น แต่ยังมี "คลิปลับ" ที่เป็นบทสนทนาจากเจ้าตัวกับทีมงานของตนเอง
"ในบทสนทนาเขายอมรับว่า ได้มี การจัดเลี้ยงและสัญญาว่าจะให้ ขณะที่กฎหมายการเลือกตั้งระบุชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่ห้ามทำ ซึ่งเหตุการณ์นี้อยู่ในช่วงที่พรรคการเมืองสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงระบบเขต แต่มันก็ชัดเจนว่าพรรคไหนเบอร์อะไร แถมมี คำอุทานที่ว่า ตายแล้วยังไม่ได้ทำเรื่องนี้เรื่องนั้นเลย ถ้าไม่ทำเดี๋ยวจะผิดกฎหมาย"
สิ่งที่ "ฐิติมา ฉายแสง" เป็นห่วงมากที่สุด ไม่ใช่ข้อมูลจากหลักฐานไม่ชัด แต่เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
"บาง ส่วนของการคัดค้านได้แจ้งเรื่องไปถึง กกต.จังหวัดตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. ซึ่งแนบเอกสารและข้อมูลไปหมดแล้ว โดยตามหลักการจะต้องถึงมือ กกต.ใหญ่ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งก็ไม่มั่นใจว่า ขณะนี้เขารับรู้เรื่องเหล่านี้แล้วหรือยัง เพราะหากรับรู้แล้ว ส.ส.ชุดแรกที่จะได้ การรับรองสิทธิจะต้องไม่มีชื่อของเขต 1 และ 4 จังหวัดฉะเชิงเทรา"
หาก ผลลัพธ์สุดท้ายการคัดค้านครั้งนี้จะไม่สำเร็จ แต่ตระกูล "ฉายแสง" อยู่เคียงข้าง "ทักษิณ ชินวัตร" มาตั้งแต่ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เธอจึงเชื่อว่า ยังมีโอกาสได้เข้าไปทำงานในรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ 1"
"ท่าน ไม่เคยพูดกับเราโดยตรง แต่ทุกครั้งที่มีประชุมท่านมักจะพูดถึงเรา อย่างโครงการแอร์พอร์ตลิงก์ ท่านก็ถามว่า เป็นไงบ้าง จะไปถึงฉะเชิงเทราแล้ว ดีใจไหม คนในพรรคเองก็ยังพูดแซวกัน ว่า จะเอากระทรวงไหนที่เป็นอย่างนี้เพราะผู้ใหญ่ทั้งหมดก็รู้ว่าเราทำงาน"
"หาก ไม่ได้เป็น ส.ส.เราก็ไม่ทวงสิทธิทวงเก้าอี้อะไร เราก็เกรงใจ เพราะมีคนต่อสู้ ทำงานในพื้นที่มาเยอะ แต่ทุกวันนี้ยังช่วยงานพรรคอยู่ คุณปู (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ก็เรียกเราเข้าประชุมทุกวัน ท่านให้ความสำคัญกับเราตลอด ซึ่ง ตอนนี้แม้จะยังไม่ได้เป็น ส.ส. ก็รับหน้าที่ดูแลนโยบายเรื่องสตรีให้พรรค"
เธอบอกว่าตำแหน่ง "รัฐมนตรี" อาจไกลเกินไปที่จะพูดถึงวันนี้ แต่ตำแหน่ง ที่ ส.ส.เป็นไม่ได้ตามกฎหมายอย่าง "เลขาฯ-ที่ปรึกษา" คงไม่ไกลเกินไป สำหรับเส้นทางการเมืองครั้งนี้
"แม้จะเป็นผู้หญิงเหมือนหัวหน้าพรรค แต่ตำแหน่งคู่คิดใกล้ชิดอย่างเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็ทำไม่ได้หรอก มีคนเก่งอีกเยอะ อย่างท่านนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ยังครบครันมากกว่า แต่ถ้าหากเป็นรองเลขาฯเราก็พอ ได้นะ"
"ธิดา" ให้แนวร่วมเสื้อแดงอดทน รอ กกต.รับรอง ส.ส.
ที่มา มติชน
เมื่อ เวลา 13.00 น.วันที่ 13 กรกฎาคม ที่อิมพีเรียลเวิลด์ลาดพร้าว นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ภายหลังจากการเลือกตั้งแล้วทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่สามารถประกาศที่จะรับรอง ส.ส.เป็นจำนวนมาก ดังนั้น เราจะเฝ้าดู กกต. เนื่องจากการประกาศผลรับรอง ส.ส.รอบที่ 2 ทาง กกต.จะประกาศผลในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ ใครที่หวังว่านายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.จะออกมาภายใน 1-2 วันนี้นั้นยังเป็นไปไม่ได้ แต่นายจตุพรนั้นยิ้มและมีกำลังใจดี และฝากมาให้ช่วยกันเฝ้าดูเหตุการณ์ต่อไป
"เราจะต้องอดทนเพื่อให้ ทางออกประเทศไทยเกิดขึ้นได้ การเลือกตั้งที่ผ่านมามีผู้มาใช้สิทธิในการเลือกตั้ง 75 เปอร์เซนต์ เพราะฉะนั้นประชาชนคนไทยได้ช่วยกันหาทางออกให้ประเทศไทยแล้ว เราขอเตือนว่าอย่าให้เครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตยมาปิดประตูทางออกของประเทศ ไทยเลย ประชาชนคนเสื้อแดงได้อดทนมาเป็นเวลานาน" นางธิดา กล่าว
พท.ยันขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ300บาท นำร่องกทม.-พัทยา-ภูเก็ต
ที่มา ข่าวสด ที่ พรรคเพื่อไทย นายคณวัฒน์ วศินสังวร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะทีมยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ กล่าวถึงกรณีที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คัดค้านนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ว่า พรรคยังยืนยันที่จะเดินหน้านโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันต่อไป เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการ ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไปกับการลดภาษีนิติบุคคล 30 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 23 เปอร์เซ็นต์ ในปี 55 และปี 56 เหลือ 20 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าจะนำร่องในพื้นที่มีตัวเลขค่าแรงใกล้เคียงกับ 300 บาท เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล พัทยา ภูเก็ต เป็นต้น เมื่อถามถึงกรณีที่มีความเป็นห่วงว่าจะการปรับขึ้นค่าจ้างจะกระทบ เศรษฐกิจภาครวมซึ่งควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด นายคณวัฒน์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของนโยบายดังกล่าวเริ่มต้นจากที่การมองปัญหาความเดือดร้อนจากค่า ครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งเงิน 300 บาททุกวันนี้แทบไม่พอใช้ โดยที่ผ่านมาเวลาที่บริษัทมีผลประกอบการดีก็แทบจะไม่มีการขึ้นค่าจ้างให้แรง งาน และ 10 ปีที่ผ่านมาย้อนไปดูได้เลยว่าการขึ้นค่าแรงกับอัตราเงินเฟ้อไม่เคยสอดคล้อง กัน ทั้งนี้การจะออกนโยบายใดๆ ตามหลักแล้วเราต้องช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนที่สุดก่อนเพื่อไม่ให้คนเหล่า นั้นถูกเอาเปรียบและนี่เป็นหน้าที่ของรัฐบาล สิ่งนี้คือหลักคิดของเรา ดังนั้นอันดับแรกต้องดูที่หลักคิดว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าถูกต้องก็ต้องเข้าไปแก้ไขปัญหา ส่วน ส.อ.ท.ก็คงต้องมาคุยกัน
‘ประยุทธ์’ขอทหารคุมกห. ลั่นไม่กลัวถูกปลด
ที่มา ข่าวสด
ที่ กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ถึงบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรมว.กลาโหมว่า ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรมว.กลาโหม ต้องเป็นคนดี มีคุณธรรม มีจริยธรรม ให้เกียรติกองทัพ ไม่อยากใช้คำว่า ปรองดอง แต่ใช้คำว่า สร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีระว่าง พี่กับน้อง อย่างไรก็ตามคิดว่า หากรมว.กลาโหมเป็นทหารน่าจะดีกว่า เพราะจะรู้ว่า ทหารเป็นอย่างไร และเข้าใจความรู้สึกทหาร
เมื่อถามว่า รัฐบาลต้องพูดคุยกับกองทัพก่อนหรือไม่ว่า จะนำใครมาเป็นรมว.กลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แล้วแต่เขาจะให้เกียรติกัน ตอนนี้ยังมีแต่ข่าว เมื่อถามว่า ขณะนี้ยินดีที่จะพูดคุยกับน.ส.ยิงลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กกต.ยังไม่รับรอง ค่อยๆว่ากันไปทีละวัน ส่วนจุดยืนกองทัพไม่มีเปลี่ยนแปลง กองทัพเป็นของประชาชน ดังนั้นอย่าเอาทหารไปเกี่ยวข้อง เพราะไม่ว่า ใครเป็นฝ่ายบริหารก็ต้องใช้ทหารในการทำหน้าที่
เมื่อถามว่า ท่านหวั่นไหวหรือไม่ต่อการจับตามองว่า อาจจะมีการโยกย้ายตำแหน่งผบ.ทบ. หลังมีการเปลี่ยนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามกลับว่า “ทำไม ผมไม่ได้ทำความผิดอะไร และผมทำตามหน้าที่ของผม ในฐานะที่เป็นข้าราชการประจำก็ต้องให้กำลังใจ และทุกคนน่าจะให้กำลังใจทหาร ที่ผ่านมาทำให้บ้านเมืองเรียบร้อย อาจมีปัญหาอยู่บ้างก็ไปทบทวนดูว่า ต่อไปจะใช้ทหารอย่างไร จะทำให้ทหารไม่ตกเป็นจำเลยต่อสังคมอย่างไร ต้องเห็นใจทหารเพราะเป็นพี่น้องท่านทั้งนั้น คนทั้งประเทศเป็นทหารเกือบทั้งหมด ปีละ 8 หมื่นคน ถ้าท่านทำลายทหารให้อ่อนแอลง แล้ววันข้างหน้าท่านจะใช้ใคร ทหารต้องเข้มแข็ง ส่วนกรณีที่รัฐบาลจะรื้อฟื้นคดี 91 ศพ ก็รื้อกันไป เพราะขณะนี้หลักฐานเยอะแยะอยู่แล้ว มีการสอบสวนอยู่แล้วก็รื้อไปเถอะ เพราะต้องว่ากันไปตามข้อเท็จจริง
‘เต้น’ยันไม่มีแผนสำรอง ขอแนวร่วมนิ่งรอกกต.จนสุดทาง
ที่มา ข่าวสด
ที่ พรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่กกต.ไม่ประกาศรับรองส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย รวมทั้งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่ผ่านมากกต.จะรับรองส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมดออกมาก่อนจึงจะมาพิจารณา เรื่องร้องรียน แต่ครั้งนี้น่าแปลกกว่าเดิมที่กกต.กลับแขวนเรื่องรอการพิจารณา ถ้ากตต.จะอธิบายว่าเป็นเรื่องของการทำงานเราก็ต้องรอดูไปก่อนและเชื่อว่า ประชาชนได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ขอให้ประชาชนไม่ต้องไปมีอารมณ์หรือความรู้สึกอะไรในช่วงเวลานี้ ควรรอให้กกต.ทำงานให้ครบกำหนดเวลาก่อน ยังไม่ใช่วาระที่จะไปแสดงออกหรือวิตกกังวล ประชาชนต้องช่วยกันประคับประคองชัยชนะ เพื่อนำไปสู่การบริหารงานให้ได้ ช่วยกันเฝ้ามองให้กกต.เดินไปจนสุดทางก่อน และตนเชื่อว่าเมื่อเรายืนอยู่กับประชาชนเสียงข้างมากก็ไม่มีอะไรกังวล
“ตอนนี้ต้องรักษาสมาธิให้นิ่ง เพราะยังไม่มองไม่เห็นว่าเขาจะทำอย่างไร จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ผมที่บอกคือเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าเมื่อกกต.ตรวจสอบและรับรองแล้ว ไม่น่าเป็นประเด็นอะไรอีก แต่ประเด็นนี้ที่น่าสังเกตคือเมื่อก่อนกกต.จะรับรองไปก่อนแล้วจึงมาพิจารณา ใบเหลืองใบแดง แต่ตอนนี้กลับไม่พิจารณา ส่วนกรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่มีกรณีถูกร้องเรียนเรื่องหุ้นก็ไปว่ากันที่ศาล” นายณัฐวุฒิ กล่าว
นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า เรามั่นใจว่ากรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่น่าจะมีปัญหา จึงไม่ต้องมีแผนสองแผนสาม ไม่มีที่จะต้องไปตกลงกับใคร เพราะเรามากับมือที่มองเห็นคือมือของประชาชนที่ตัดสินใจแล้ว และอยากเห็นทุกคนหยุดรบรากันได้แล้ว เมื่อถามว่ามองว่าการพิจารณาของกตต.เป็นการส่งสัญญาณเปิดทางต่อรองเก้าอี้ รัฐมนตรีหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปคิดอะไรที่ซับซ้อน แต่เมื่อกกต.พิจารณาสุดทางแล้ว ประชาชนรู้สึกว่ารับไม่ได้ก็มาว่ากันอีกครั้ง เมื่อถามว่าวางแผนในฐานะแกนนำนปช.อย่างไร หากไม่ได้เป็นส.ส.นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า นปช.ยังคงความเข้มแข็ง เพื่อเดินหน้าให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และเมื่อถึงเวลานปช.ก็ทำหน้าที่สุจริตชนต่อไป แต่วันนี้ยังมีภารกิจที่เราต้องทำอยู่ ส่วนการชุมนุมอะไรก้ต้องดูสถานการณ์แต่เวลานี้ยังไม่นำไปสู่การชุมนุม แต่เมื่อได้เป็นรัฐบาลแกนนำนปช.ก็อาจมีบางเรื่องที่ต้องนำเสนอต่อรัฐบาลต่อ ไป
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 14/07/54 ขบวนการคนใจแคบ..สมองตีบ..ปากกว้าง
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
พวกใจแคบ แยบยล พวกคนถ่อย
พวกที่คอย ปลุกระดม เพื่อล้มล้าง
พวกสันดาน เลวระยำ พวกอำพราง
พวกแอบอ้าง พวกหน้าด้าน พวกมารชน....
สมองตีบ รีบลนลาน พล่านเหมือนหมา
เพราะเสียหน้า พ่ายแพ้ แย่หลายหน
อยากแจกปี้บ คลุมหัว ทั่วทุกคน
ช่างสัปดน สมพวกเปรต ทุเรศจัง....
ประชาชน เลือกอนาคต ที่สดใส
เพื่อเมืองไทย เดินหน้า พามุ่งหวัง
แต่พวกมาร ผลาญพร่า ล่าจนพัง
เห็นหรือยัง? ประเทศนี้ อัปรีย์ครอง....
พวกปากกว้าง จ้องใส่ร้้าย คอยป้ายสี
แล้วบดขยี้ ให้พังพาบ ตราบาปสนอง
สร้างกฎเกณฑ์ กติกา ไม่น่ามอง
หวังปรองดอง แต่หมกมุ่น ไร้..คุณธรรม....
สื่ออคติ บิดเบือนข่าว เรื่องราวเท็จ
แถมหมกเม็ด มุ่งหน้า มาขย้ำ
ช่างเหมาะสม พวกจัญไร ใจระยำ
จึงกระหน่ำ คำสำราก สมกากเดน....
อนาคต มืดมิด สนิทเน่า
เพราะโคตรเหง้า พวกชั่ว มั่วเห็นเห็น
ออกมาเถิด พี่น้อง ร่วมจองเวร
เพื่อเมืองไทย ให้งามเด่น จนเป็นธรรม....
๓ บลา / บ่าย ๑๓ ก.ค.๕๔
เก็บตก ท่านทูตประเทศต่างๆ เข้าพบ คุณปู ยิ่งลักษณ์ 12/07/54
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 13/07/54 บ้านนี้เสพติดอำนาจ..แพ้ไม่เป็น
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
วิชามาร สารพัด งัดเข้าใส่
สมจัญไร ตอแหลแลนด์ แดนอัปยศ
พวกคนชั่ว อวดโอ้ พวกโป้ปด
ได้เห็นหมด เพราะทาสแท้ แพ้ไม่เป็น....
หลงอำนาจ วาสนา พาวิปริต
ดั่งเสพติด หลงทาง ไม่ว่างเว้น
เหมือนพวกบ้า มึนงง หลงประเด็น
จนได้เห็น พรรคแสนชั่ว ตัวกาลี....
พวกชั่วช้า สามานย์ สันดานสถุน
สร้างว้าวุ่น ทั่วเมือง เรื่องโน่นนี่
หวังตอดเล็ก ตอดน้อย คอยย่ำยี
สมอัปรีย์ พรรคเปรต ทุเรศนัก....
ยามนารี ขี่ม้าขาว เข้ามาปราบ
แพ้ราบคาบ กลับเง้อง้า เหมือนบ้าหนัก
หาเรื่องพาล สุดระยำ ทำยึกยัก
จึงประจักษ์ พรรคมาร สันดานเลว....
พวกเบื้องหน้า เบื้องหลัง นั่งสุมหัว
วางแผนชั่ว ฉุดเมืองไทย ให้ดิ่งเหว
จ้างสื่อทราม โหมใส่ไคล้ ดั่งไฟเปลว
ช่างแหลกเหลว หมองหม่น คนระยำ....
หวังสนอง ตัณหา พวกหน้ามืด
เผยกำพืด โง่เขลา เฝ้าเหยียบย่ำ
บนเส้นทาง มืดมน คนใจดำ
บทสุดท้าย รอรับกรรม ที่ทำกัน....
๓ บลา / ๑๓ ก.ค.๕๔





