WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 14, 2011

ธกส. เผยเตรียมพัฒนากองทุนหมู่บ้านสู่องค์กรการเงินชุมชน

ที่มา ประชาไท

ลักษณ์ วัจนานวัช ผู้จัดการ ธกส.ระบุแนวทางพัฒนากองทุนหมู่บ้าน และกองทุนชุมชน เป็นองค์กรชุมชน ตั้งเป้านำร่อง 70 แห่งปีนี ด้านเอ็นนู ซื่อสุวรรณ ระบุ ถึงเวลากระจายอำนาจบริหารจัดการเงิน เช่นเดียวกับการกระจายอำนาจปกครอง

วันที่ 12 ก.ค. 2554 ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ นายลักษณ์ วัจนานวัช ผู้จัดการผู้จัดการธนาการเพื่อเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) นำเสนอเรื่อง “สถาบันการเงินเพื่อปลดปล่อยศักยภาพชุมชนท้องถิ่น” ต่อที่ประชุมคณะกรรมการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูปว่า ธกส. มีแนวคิดจะโอนงานบริการการเงินรายย่อยให้ยังสถาบันการเงินชุมชนดำเนินการ และธกส. จะปรับตัวไปสู่การบริการทางการเงินที่สลับซับซ้อนกว่านั้น โดยคิดว่าสามารถ นำร่องได้ในปีนี้เป็นปีแรก 70 แห่ง

“หากมีการกำกับ ดูแลที่ดี ก็จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นในอนาคตได้ ขณะนี้กำลังดูเรื่องการกำกับดูแลกิจการ ธปท. ก็ไม่อยากให้ใช้คำว่าธนาคาร เราจึงเลี่ยงมาใช้องค์กรการเงินชุมชน แต่อยากยืนยันว่าหลายที่เขาทำได้ดี และทำได้มีประสิทธิภาพกว่า และน่าจะให้ชาวบ้านได้ทำควบคู่กับกับการบริหารจัดการ แล้วเราถอยห่างออกมาเป็นพี่เลี้ยง"

"แล้ว ธกส. จะไปทำอะไร ก็ไปทำอะไรที่สลับซับซ้อนมากกว่า ผมก็ให้กำลังใจพนักงานว่าเรายังมีงานที่ต้องทำอีกมากมาย นี่เป็นแนวทางที่เราจะทำและจะมุ่งมั่นทำให้เกิดเป็นมรรคผลให้ได้ เพื่อเป็นต้นแบบที่ดี เพราะในหลายประเทศที่มีการพัฒนาระบบการเกษตรที่ดี ธนาคารแบบธกส. คือการให้บริการโดยตรงไม่น่าจะอยู่ได้ ส่วนใหญ่เป็นการบริการแบบสองสเต็ปท์คือให้เพื่อช่วยในการบริหารจัดการการ เงินในท้องถิ่น”

นายลักษณ์อธิบายแนวทางของ ธกส. โดยระบุว่า การทำงานของ ธกส. กว่า 45 ปี แล้ว ซึ่งมีสถิติการเข้าถึงบริการในระดับที่ติดอันดันโลก อย่างไรก็ตาม แต่การยกระดับคุณภาพชีวิตยังเป็นปัญหาที่สำคัญ ยังต้องเชื่อมโยงเรื่องการสร้างองค์ความรู้ไปสู่เกษตรกรด้วย ดังนั้นต้องมีการบูรณาการ องค์ความรู้คู่กับการทำงานชุมชน และเครือข่ายสนับสนุนงานด้านการตลาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างเครือข่ายเกษตรกร โดยต้องใช้ชุมชนเป็นฐานในการขับเคลื่อนและจัดการข้อมูล

นายลักษณ์ ยกตัวอย่าง ตำบลหนองโสน อ.สามง่าม จ.พิจิตร ซึ่งมีการพัฒนาโดยชุมชนมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มอาชีพต่างๆ และเชื่อมโยงไปถึงเรื่องที่จะให้ลูกค้า ธกส. ได้รับการดูแล ทั้งแง่การหาปัจจัยการผลิต คุณภาพของผลิตผล แล้วรวมตัวกันเป็นโรงสี ทำการสีขาว ทั้งหมดทำในรูปแบบกิจกรรมกลุ่ม เป็นกิจกรรมเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในชุมชนทั้งสิ้น และเนื่องจากกองทุนชุมชน หนองโสน มาจากกองทุนหมู่บ้าน ธกส. จึงไปหนุนเสริม ให้บริการทั้ง ดังนั้น ธกส. ทำบริการทั้งในระดับรายบุคคล กลุ่มอาชีพ สถาบันการเงินชุมชน และสินเชื่อโครงการธนาคารชุมชน เป็นผลิตภัณฑ์ของธกส. แต่สิ่งที่พยายามทำทั้งหมดในปัจจุบันคือให้ชุมชนเป็นผู้ดำเนินการสินเชื่อ ประเภทต่างๆ ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความกังวลจากลูกค้าที่เป็นเกษตรกร เพราะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยของ ธกส. สูงกว่า “ผมก็พยายามจะบอกว่า สถาบันการเงินชุมชนเป็นของชุมชน ทำแล้วเกิดประโยชน์กับชุมชน ก็พยายามชี้ให้เห็นว่าในสถาบันการเงินชุมชนมีลูกหลานของพี่น้องเกษตรกรเอง คนในชุมชนทำงานอยู่ 4-5 คน ก็จะทำให้เกิดความปร่งใสที่ดี ผลัดกันมาเป็นคณะกรรมการอนุมัติสินเชื่อ โดยคณะกรรมการ 3 คน ที่ผลัดเปลี่ยนกันมาทุกวัน มีคนหนุ่มคนสาวทำงานอยู่ในชุมชน ถ้า ธกส. แย่งมาทำเสียก็จะไม่มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น เมื่อทำแล้วก็ไม่ต้องเดินทางไปถึงในเมือง และเมื่อสิ้นปีก็จะคืนเงินปันผลด้วย และสถาบันการเงินชุมชนเหล่านี้ก็จะจัดเอาส่วนเหลือไปจัดการสวัสดิการชุมชน ซึ่งเป็นประโยชน์ที่ตกกับชุมชนทั้งสิ้น” นายลักษณกล่าวและย้ำด้วยความมั่นใจว่า หากแนวทางนี้มีความชัดเจนและสามารถอธิบายให้ประชาชนได้เข้าใจ ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงมาก

นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ อดีตผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)
กล่าวเสริมว่าการจัดการกองทุนหมู่บ้านที่ผ่านมา มีทั้งกองทุนที่เข้มแข็งและอ่อนแอ ซึ่งกองทุนที่เข้มแข็งสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรการเงินชุมชนได้ โดยมีข้อเสนอ 2 ประการคือ

1 ให้ ธกส. หรือออมสินที่เป็นแม่ใหญ่ในการดูแลกองทุนหมู่บ้านประเมินศักยภาพของกองทุนที่ดูแลอยู่ ว่าสามารถพัฒนายกระดับได้หรือไม่

2 ปฏิรูป ธกส. สู่การเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาประเทศ และลดบทบาทในฐานะ Retail Bank ที่ดูแลลูกค้ารายย่อย โดยผ่องถ่ายลูกค้ารายย่อย ไปสู่องค์กรการเงินชุมชน ถือเป็นการกระจายอำนาจการเงิน ควบคู่ไปกับการกระจายอำนาจปกครอง

“ชาวบ้านก็ไม่ต้องมาหา ธกส. เหมือนการปฏิรูปประเทศไทยที่ต้องกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น นี่ก็เหมือนกันเป็นการกระจายอำนาจการจัดการการเงิน ต้องหนุนเสริมเขา ผมเชื่อว่าทุกจังหวัดทุกอำเภอมีกลุ่มที่มีความพร้อม ผมเชื่อว่าท่านทำได้ ถ้ามีระบบการจัดการที่พวกเราเข้าไปช่วย” นายเอ็นนูกล่าว

อย่างไร ก็ตาม นายเอ็นนูระบุว่า การกระจายอำนาจการเงิน และการจัดการระบบการควบคุม ระบบการจัดการดูแลเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะรัฐบาลใหม่กำลังจะต้องดำเนินนโยบาย และจะมีงบประมาณลงไปยังกองทุนหมู่บ้านอีกจำนวนมาก

“ผมคิดว่าขณะ นี้เรามีองค์กรท้องถิ่นที่ดีอยู่เยอะพอสมควร เราไม่ต้องกลัว ถ้าเกิดทำแล้วไม่ได้ เราก็ต้องช่วยกัน ทำให้เกิดการสนับสนุนกัน เรามีความสำเร็จแบบนี้อยู่เยอะแล้ว เพียงแต่ไม่มีคนจัดการเรื่องใหญ่ ที่ผมต้องรีบพูดเพราะว่ารัฐบาลใหม่ก็จะมีลดประมาณลงไปมหาศาล ต้องมีการจัดการที่รองรับ เหมือนเรามีวัคซีนที่น่าจะลองใช้ เพราะเงินอย่างเดียว มีปัญหานะครับ ผมมาจาก ธกส. ปล่อยกู้ปีละสี่แสนล้าน ถ้าเงินอย่างเดียวแก้ปัญหาได้ ก็คงไม่มีคนจนแล้ว” นายเอ็นนูกล่าวในที่สุด

สาวเจ้าของวลีเปลี่ยนประเทศ'ดีแต่พูด'ลุยประธานกรรมการสิทธิฯถึงกับซีด:ดีแต่ปกป้องฆาตกร92ศพ

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เฟซบุ๊ค

เมื่อ วานนี้(13 ก.ค.) เวลา 14.30 ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิ​มนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ นางสาวจิตรา คชเดช เจ้าของวลีฮิต"ดีแต่พูด" และตัวแทนกลุ่มจับตาการทำงานคณ​ะกรรมการสิทธิฯ (NHRC-WATCH)ได้เข้ายื่นจดห​มายเปิดผนึกต่อคณะกรรมการสิ​ทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อร้องเรียนให้ตรวจสอบกา​รทำงานของคณะทำงานแสวงหาข้อ​เท็จจริงและรวบรวม หลักฐานกร​ณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากก​ารชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประ​ชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่​งชาติ โดยมีศาสตราจารย์ ดร.อมรา พงษาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษย​ชนแห่งชาติ รับจดห​มายด้วยตนเอง

ทั้งนี้ นอกจากจดหมายเปิดผนึ​กดังกล่าวแล้วทางกลุ่มนี้ยั​งได้มอบแบบจำลอง หนังสือเรีย​นวิชาสิทธิมนุษยชนเล่ม 1 ที่ภายในบรรจุหลักการสิทธิม​นุษยชนสากลพร้อมด้วยรายชื่อ​ผู้เสียชีวิตในเหตุ การเมษา-​พ.ค.53 จำวน 92 ราย อีกทั้งยังได้มอบแว่นขยายจำ​ลองขนาดใหญ่ รวมถึง ปืน M16 จำลองที่เขียนข้อความว่า "ร่างรายงานผลการตรวจสอบกรณ​ีเหตุการณ์ชุมนุมของ นปช. โดยกรรมการสิทธิฯ" อีกด้วย

"เราและประชาชนเห็นว่ารายงานของคณะกรรมการสิทธิฯไม่น่าเชื่อ ถือและไม่เป็น กลาง จึงมายื่นหนังสือร้องเรียน พร้อมกับหนังสือเรียนวิชาสิทธิมนุษยชนเบื้องต้น ซึ่งภายในหนังสือบรรจุรายชื่อผู้เชียชีวิต 92 ศพ พร้อมกับแว่นขยายขนาดใหญ่มาให้ เพราะกลัวว่าอาจารย์อมราจะอ่านไม่ออก"นางสาวจิตราและตัวแทนกลุ่มจับตาการทำ งานคณ​ะกรรมการสิทธิฯ กล่าวกับประธานคณะกรรมการสิทธิฯ ซึ่งประธานกรรมการสิทธิฯรับไว้แต่โดยดี

ศ.ดร.อมรา ประธานคณะกรรมการสิทธิฯกล่าวกับผู้ประท้วงโดยอ้างว่า รายงานฉบับจริงของคณะกรรมการสิทธิฯยังไม่ออกมาเลย ทาให้คนเข้าใจคลาดเคลื่อน ที่ปรากฎเป็นข่าวไปนั้น เพราะผู้สื่อข่าวตัดตรงโน้นนิดตรงนี้หน่อยนำไปเป็นข่าว ผู้ประท้วงควรรออ่านก่อน

ทั้งนี้หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 8 กรกฎาคม ได้เปิดเผยเอกสาร "ผลสอบ เมย.-19พค."ฉบับกสม." ซึ่ง น.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานกรณีเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ(นปช.) ได้รายงานผลการศึกษาผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช. ระหว่างวันที่ 12 มี.ค.2553 - 19 พ.ค.2553 ต่อที่ประชุมกสม. เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ถูกคณะกรรมการสิทธิฯคนอื่นคัดค้านไม่ให้เผยแพร่อย่างเป็นทางการ และให้เลื่อนการเผยแพร่ออกไปก่อน

อย่างไรก็ตามน.พ.ชูชัยยืนยันว่า รายงานฉบับดังกล่าว(ที่หนังสือพิมพ์ข่าวสด เผยแพร่)ถูกต้องและได้รับความเห็นชอบจากศ.ดร.อมราแล้ว โดยนำเสนอข่าวในเวบไซต์ของคณะกรรมการสิทธิฯว่า (เป็นที่น่าสังเกตว่าข่าวนี้ถูกลบออกในภายหลัง คงเหลือแต่รายงานข่าวเรื่อง กสม.จ่อแฉรายงานลับพฤษภาเลือด ปี 53 ประจานสังคม )

ก่อน หน้านี้ได้มีการหารือกับประธาน กสม. ศาสตราจารย์ ดร. อมรา พงศาพิชญ์ และได้ข้อสรุปตรงกันว่า การประชุม กสม. ในวันพุธที่ ๖ กรกฎาคม น่าจะเป็นการพิจารณารายงานครั้งสุดท้ายสามารถเสนอต่อสาธารณะได้ในวันที่ ๘ กรกฎาคม แล้ว (แต่) เนื่องจากกรรมการบางท่านเห็นว่า มีประเด็นอื่น ๆ ที่เพิ่มเติมขึ้นมาจากการประชุมครั้งที่แล้ว และที่ประชุม กสม. เห็นว่าควรพิจารณาให้ครบถ้วน และเห็นว่าเงื่อนไขเวลาในการเปิดเผยรายงานที่ขยายออกไปอีกไม่น่าจะเป็นปัญหา ใด ๆ

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ขอแนะนำให้อ่านรายงาน ที่องค์กรต่างๆสรุปเกี่ยว กับเหตุการณ์เม.ย.-พ.ค.53ซึ่งจะพบว่ามีเพียงคณะกรรมการสิทธิฯที่หลุดโทนออก มาแบบเดี่ยวๆว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ทำถูก ผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายผิด

-รายงานAMNESTYปี2011:ไทยกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ระบุว่า

ผู้ ประท้วง 74 คน เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจ 11 คน เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ 4 คน และผู้สื่อข่าว 2 คนถูกสังหาร กองกำลังฝ่ายความมั่นคงได้ใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ทั้งการใช้อาวุธปืนที่มุ่งหมายชีวิตและการประกาศ “เขตกระสุนจริง” เป็นเหตุให้ผู้ประท้วงและคนทั่วไปที่ไม่มีอาวุธหลายคนเสียชีวิต ..รัฐบาลได้ควบคุมตัวประชาชนกว่า 450คนในช่วงเริ่มต้นการประท้วง และยังมีอีก 180 คนที่ถูกควบคุมตัว



-ฮิวแมนไรต์ว็อตช์:ความล้มเหลวในการเอาผิดเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลตอกย้ำปัญหาการปล่อยให้คนผิดลอยนวล ซึ่งเผยแพร่เมื่อ3พ.ค.ที่ผ่านมาระบุว่า

แบ รด อดัมส์ ผู้อำนวยการแผนกเอเชียของฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า "เห็นชัดๆ ว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลยิงผู้ชุมนุมประท้วง ส่วนกองกำลังติดอาวุธก็ยิงทหาร แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครที่ต้องรับผิด" "คนที่ถูกสังหาร และได้รับบาดเจ็บสมควรจะได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้ รัฐบาลควรจะรับรองว่าผู้ที่ใช้ความรุนแรง และละเมิดสิทธิ์มนุษยชนจากทั้งสองฝ่ายต้องถูกสอบสวน และดำเนินคดีลงโทษ"

-คอป.สรุปชี้ชัดทหารฆ่าให้ลากขึ้นศาล DSIตกเป็นเครื่องมือมาร์ค-จี้ยุติขังลืมแดง-ค้านนิรโทษ ซึ่งคอป.ชุดศ.คณิต ณ นคร สรุปเสนอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา มีเนื้อหาสรุปว่า

ไม่ มีตอนใดเลยกล่าวถึงชายชุดดำว่าเป็นผู้สังหารเหยื่อ 10 เมษายน-19 พฤษภาคม 2553 แต่ได้ระบุชัดเจนว่า จากการตรวจสอบจนถึงขณะทำรายงานนี้พบว่าอย่างน้อย 13 ราย เกิดจาก การกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ แต่ก็ไม่มั่นใจระบบสอบสวนว่าถูกผู้มีอำนาจแทรกแซงหรือไม่เพราะไม่เคยมีการ ดำเนินคดีจึงควรนำทหารขึ้นศาลโดยเร็ว ส่วนDSIนั้นถูกตั้งข้อสังเกตว่าตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลขาดความเป็นกลาง ทำตัวเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง และศาลก็ไม่เข้าใจสถานการณ์จึงไม่ยอมให้ประกันตัว

รำลึกวีรชน19พฤษภาเชิญลงชื่อถอดกก.สิทธิฯ

ใน โอกาสรำลึกวีรชน19พฤษภาในวันที่19กรกฎาฯนี้ กลุ่มราษฎรใหม่ และกลุ่ม24มิถุนาเพื่อประชาฑิปไตย ได้แจ้งว่า ขอเชิญร่วมลงชื่อถอดถอนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรณีปฏิบัติหน้าที่มิชอบจัดทำรายงานว่ารัฐบาลสามารถฆ่าประชาชนใน เหตุการณ์10เม.ย.-19พ.ค.53ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ร่วมลงชื่อที่แยกราชประสงค์ 16.00น.เป็นต้นไป

นปช.เลื่อนฉลองชัยให้ชาร์จแบตรอสู้หากอำมาตย์ฝืนเจตนาประชาชน



ขณะที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานนปช.แดงทั้งแผ่นดินแถลงข่าวเมื่อวานนี้ว่า ได้ประกาศเลื่อนการฉลองชัยชนะที่กำหนดไว้ในว้นที่ 17 เดือนนี้ ที่สวนลุมพินีออกไปก่อนอย่างไม่มีกำหนด ภายหลังจากกกต.มีมติยังไม่รับรองน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และแกนนำเสื้อแดงเป็นส.ส. และได้ขอให้คนเสื้อแดงและผู้ลงเสียงเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย 15 ล้านเสียง อยู่ในขั้นชาร์จแบตเตอรี่เตรียมพร้อมที่จะออกมายืนหยัดสิทธิธรรมที่ประชาชน ได้ออกเสียงให้พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาล ให้ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ หากระบอบอำมาตย์ยังสมคบกับกกต.แขวนยิ่งลักษณ์กับแกนนำเสื้อแดงต่อไป โดยจะเฝ้าดูการประกาศรับรองรอบสองในว้นที่ 19 นี้ และสุดท้ายภายใน 3 สิงหาคม

**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-กรรมการสิทธิด้วยกันใจไม่ด้านพอ เบรกรายงานฉบับหมอชูชัย92ศพผิด-ฆาตกรถูก ไล่กลับไปเขียนใหม่

-แม่น้องเกดพ้อกรรมการสิทธิฯหูหนวกตาบอดไม่ได้ยินเสียงร่ำไห้ญาติคนเจ็บคนตาย

-จรัล ดิษฐาอภิชัย วิพากษ์รายงานอัปยศกรณีพฤษภาเลือดของกก.สิทธิฯ:ขัดหลักสากล-ไม่เป็นกลาง

-กรำฝนรำลึกวีรชน10เมษาเพื่อนเราคือผู้บริสุทธิ์ บก.ลายจุดไล่กก.สิทธิลาออกหลังปูดรายงานอัปยศ

Wednesday, July 13, 2011

เครื่องมือคัดค้านเจตจำนงของประชาชนของกลุ่มอำมาตย์

ที่มา Thai E-News



ในวันนี้ แกนนำนปช.แถลงข่าว ขอให้คนเสื้อแดงและผู้ลงเสียงเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย 15 ล้านเสียง อยู่ในขั้นชาร์จแบตเตอรี่เตรียมพร้อมที่จะออกมายืนหยัดสิทธิธรรมที่ประชาชน ได้ออกเสียงให้พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาล ให้ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ หากระบอบอำมาตย์ยังสมคบกับกกต.แขวนยิ่งลักษณ์กับแกนนำเสื้อแดงต่อไป โดยจะเฝ้าดูการประกาศรับรองรอบสองในว้นที่ 19 นี้ และสุดท้ายภายใน 3 สิงหาคม และได้ประกาศเลื่อนการฉลองชัยชนะในว้นที่ 17 เดือนนี้ออกไปก่อน

โดย โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

เมื่อ ค่ำวานนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งประเทศไทย ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวน 358 ราย และยังไม่ประกาศรับรองผล 142 ราย เนื่องจากมีคำร้องคัดค้านเรื่องการกระทำผิดกฎ

โดยในจำนวนส.ส.ที่ยัง ไม่ได้รับการรับรองนั้นรวมถึงผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง 16ราย ประกอบด้วยแกนนำเสื้อแดงซึ่งได้รับการเลือกตั้งส.ส.ระบบจากบัญชีรายชื่อ นายกรัฐมนตรีรักษาการอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และว่าที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร

โดยกกต.จะตรวจสอบคำร้องคัดค้านเหล่านี้ก่อนจะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 19 กรกฎาคม

หลายคนแสดงความกังวลเกี่ยวกับการตัดสินใจครั้งนี้ โดยกลัวว่า จะเป็นการเริ่มต้นกระบวนการล้มผลการเลือกตั้งที่ใสสะอาด (อีกครั้ง)

โดย เมื่อสองเดือนที่แล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง นางสดศรี สัตยธรรมได้บอกกับสื่อมวลชนถึงเรื่องแผนการทำ “รัฐประหารเงียบ” ซึ่งจะนำไปสู่ “การแต่งตั้งรัฐบาลที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด”

นอก จากเรื่องความเป็นไปได้ที่จะมีการตัดสิทธิ์ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งจาก พรรคเพื่อที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด ซึ่งอาจทำให้เกิดสถานการณ์ที่ว่าสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเปิดประชุมได้ หากส.ส.น้อยกว่า 475 คน ได้รับการรับรอง สิ่งที่ตลกร้ายคือ ความยากลำบากใจของเราที่ตัดสินใจนับรวมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไว้ในรายชื่อส.ส.ที่ยังไม่ได้รับการรับรองด้วย หลังจากที่เขาเจ็บปวดจากการพ่ายแพ้เลือกตั้ง

จึงเป็นไปได้ว่ากลุ่ม อำมาตย์ไทยจะไม่มีปัญหาในการบูชายัญนายอภิสิทธิ์ ถ้าหากนั้นจะเป็นเหตุผลเพียงพอที่พวกเขาจะสามารถกันไม่ให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง (นายกรัฐมนตรี)

เราหวังว่า ความกังกลของเราจะเป็นแค่เรื่องเหลวไหล และการตัดสินใจของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นเพียงสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความ ปรารถนาที่จะทำงานหนัก เพื่อตรวจสอบคำร้องคัดค้านที่มีต่อทุกฝ่าย

เรา ควรตระหนักด้วยว่า คณะกรรมการเลือกตั้งอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมหาศาลจากกลุ่มผู้มีอำนาจ อย่างเช่น กลุ่มผู้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำลังพยายามจะล้มผลการเลือกตั้ง

คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจจะต้องใส่ ใจข้อเท็จจริงที่ว่าคณะกรรมการชุดก่อน ถูกจำคุกหลักจากการเลือกตั้งในปี 2549 เพราะล้มเหลวที่จะยอมรับแรงกดดันจากกลุ่มอำมาตย์

อย่างน้อยที่ สุด ข่าวล่าสุดแสดงให้เห็นว่า การเลือกตั้งยังไม่สิ้นสุด และเราต้องตื่นตัวถึงความเป็นไปได้ว่า เจตจำนงของประชาชนอาจจะถูกปฏิเสธอีกครั้ง แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่อะไรนอกไปจากความล่าช้าของกระบวนการ

แต่การ ตัดสินใจครั้งนี้ย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปใน ประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตย ผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมักจะถูกอนุมานว่า มีสิทธิตามกฎหมายที่จะดำรงตำแหน่งดังกล่าว

การตัดสิทธิเรื่อง คุณสมบัติควรจะมาหลังผลสรุปการพิจารณาคดี ไม่ใช่จากการตัดสินของฝ่ายบริหาร ตราบใดที่กฎเหล่านี้ไม่ได้รับการปฏิรูป จึงหลีกเลี่ยงที่จะตีความไม่ได้ว่า กฎเกณฑ์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือคัดค้านที่ทรงประสิทธิภาพ

ที่กลุ่มอำมาตย์ใช้ต่อต้านผู้ลงสมัครที่พวกเขาไม่ยอมรับ

จากใจ"ธีรเดช มีเพียร" "ยุคผม! ต้องถอดถอนสำเร็จ"

ที่มา มติชน




..พื้น ฐานคนไทยชอบเห็นความแตกแยก ชอบทะเลาะ เราขายความสะใจแค่นี้ มีความสุขกันแค่นี้ แต่เคยคิดบ้างไหมว่าบ้านเมืองหลังการทะเลาะกันนั้น มีความเสียหายแค่ไหน 1-2 ปีที่ผ่านมา เราล้าหลังไปขนาดไหน การคิดตอกลิ่มนั้น ถามว่าสร้างสรรค์ตรงไหน

พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ส.ว.สรรหา ก้าวสู่ตำแหน่ง "ประธานวุฒิสภา" ตั้งแต่เบื้องแรกที่มีชื่อว่าเดินทางไปยื่นใบสมัครเข้ารับการสรรหาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ..ท่ามกลางกระแส "ล็อกสเปก

"ผมไม่เหมาะสมจริงๆ หรือ ...ถามจริงๆ เถอะผมไม่เหมาะตรงไหน" พล.อ.ธีรเดชถามกลับด้วยน้ำเสียงร้อนรนเมื่อถูกตั้งคำถามถึงการถูกเปิดชื่อว่ามี "มือที่มองไม่เห็น" จัดเตรียมตำแหน่งแห่งหนให้ทำงาน หลังจากที่พ้นจากตำแหน่ง "ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน"

"ผม บอกตรงๆ นะ วันที่ผู้ตรวจการแผ่นดินประชุมกันเพื่อเสนอชื่อผมนั้น ไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลย โดยที่ประชุมยังบันทึกไว้ในบันทึกการประชุมเลยว่าถ้าผมไม่รับ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินก็จะไม่ส่งใครเข้ารับการสรรหา ซึ่งผมยังถามกลับแสดงว่าผมต้องเสียเงิน 5 พันบาทใช่ไหม (หัวเราะ) ผมก็เข้าสู่กระบวนการสรรหาตามปกติ ไม่ได้มีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น ซึ่งเมื่อประกาศรายชื่อได้รับคัดเลือกเป็น ส.ว.สรรหา ในสัปดาห์ถัดมาก็มีการเลือกประธานวุฒิสภา

"ไม่ได้มีความคิดที่จะมา นั่งตรงนี้เลย อยากทำงานสบายๆ บอกตรงๆ ว่าไม่พร้อม ซึ่งในวันที่มี ส.ว. 2-3 กลุ่มเข้ามาพูดคุยก่อนจะถึงวันเลือกประธานวุฒิสภานั้น ผมก็ยังบอกพวกน้องๆ ไปว่า ไม่พร้อม และอยากให้มองไปที่ ส.ว.ที่มีประสบการณ์มาก่อนแล้ว ถ้าเทียบกันผมเหมือนเฟรชชี่ เป็นนักศึกษาปี 1 แต่เพื่อนสมาชิกที่อยู่ก่อนนั้นมีประสบการณ์มาแล้ว 3 ปี เท่ากับเป็นนักศึกษาปี 4 แล้ว"

พล.อ.ธีรเดชกล่าวถึงเพื่อน ส.ว.อย่างอารมณ์ดี พร้อมกับเรียกว่า "น้อง" เพราะถ้าไล่ตามลำดับอาวุโส(อายุ)แล้ว ประธานวุฒิสภา อยู่ลำดับ 3 ในชุด ส.ว.สรรหา แต่ถ้ารวมสมาชิกทั้งสภาอยู่ในลำดับที่ 4

"น้องๆ มาขอร้องผมว่า ในห้องประชุมวุฒิสภา อย่าเพิ่งปฏิเสธ ให้เก็บไปคิดก่อน แต่ที่แน่ๆ คือห้ามผมถอนตัวจากการได้รับการเสนอชื่อ ทั้งๆ ที่ผมก็บอกว่าไม่พร้อม พวกเขาก็ยังยืนยันว่าไม่มีใครที่มีวัยวุฒิและคุณวุฒิอื่นๆ อีกแล้ว ..ผมไม่ได้เป็นประธานล็อกสเปก" พล.อ.ธีรเดชยืนยัน

กับ ข้อครหานินทาที่บอกว่ามีการเลี้ยงฉลองกันล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่มีการประชุม วุฒิสภาเลือกประธานคนใหม่นั้น พล.อ.ธีรเดชบอกว่า ไม่เคยมี เพราะอยู่กันตายายสองคน บ้านก็หลังเล็ก ไม่เหมาะในการรับแขกจำนวนมากๆ ด้วยประการทั้งปวง แต่คำถามส่วนใหญ่ที่ถูกสื่อมวลชนรุมซักถามในช่วงเช้าก่อนเข้าห้องประชุมล้วน ออกมาในทิศทางเดียวกันว่า ในทำนองว่าเป็นคนที่ "ถูกส่งมารับตำแหน่ง" หรือมีการล็อบบี้ ส.ว.ให้เลือก

"ถามว่า ส.ว.ที่ทำงานร่วมกันมาก่อนผม 3 ปีแแล้ว ที่รู้จักมักคุ้นกันมาแล้วไม่ใช่แค่ ส.ว.เลือกตั้ง 76 คน แต่ยังบวกอีก 31 คนที่ได้รับการสรรหาเข้ามาใหม่ด้วยนะ ถ้าแบ่งกลุ่มกันจริงๆ แล้ว จะมี ส.ว.ที่รู้จักกันดี 100 กว่าคน ในขณะที่ผมเป็น ส.ว.ป้ายแดงนิวแบรนด์ 40 คนเศษๆ เท่านั้น.. แต่คะแนนก็ออกมาอย่างที่รู้กัน 94 ต่อ 52 เสียง"

อย่างไรก็ดี คะแนนเสียงที่ท่วมท้น มีการโหวต "ม้วนเดียวจบ" จะถือเป็นฉันทามติที่เพื่อน ส.ว.มอบให้เป็นผู้นำองค์กรแล้ว แต่บรรยากาศ "การปะทะ" ทางความคิดของ "ส.ว.รุ่นพี่" ในส่วน ส.ว.เลือกตั้ง ที่ประหนึ่งว่ายัง "อารมณ์ค้าง" กับแนวคิดการผูกขาดตำแหน่งประธานวุฒิสภาว่าจะต้องเป็นของ ส.ว.สรรหา จึงเป็นเหมือน "ตะกอน" ที่พร้อมจะทำให้ "น้ำขุ่น" ได้ทุกเมื่อนั้น

"ผม จะสร้างความรักสามัคคีให้เกิดขึ้นในองค์กร เหมือนวิสัยทัศน์ข้อแรกที่ได้ประกาศไว้ในที่ประชุม จะไม่มีการแบ่งแยก ส.ว.สรรหา หรือ ส.ว.เลือกตั้ง ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับน้องๆ ทุกคน ก็ไม่ได้ไปแบ่งแยกว่าเขามาจากการเลือกตั้ง หรือมาจากการสรรหา ทุกคนเท่าเทียมกัน ผมจะให้ความสนิทสนมโดยไม่เลือกฝ่าย ให้ความเคารพ การสร้างความเป็นหนึ่งเดียวขององค์กรต้องให้ทุกคนช่วยกัน เพราะเราคนเดียวทำไม่ได้หรอก นี่เป็นความตั้งใจ สำหรับผมใครที่พูดคำว่าแบ่งแยกนั้น ผมถือว่าไม่มีเจตนาดีต่อองค์กร"

"วุฒิสภา ของประเทศเราโชคดีมากๆ ที่ได้คนหลากหลายเข้ามาช่วยกันทำงาน อย่าเอาวุฒิสภาไปเปรียบเทียบกับสภาผู้แทนฯ เพราะมีหน้าที่คนละอย่างกัน ใครก็ตามที่คิดตอกลิ่ม ทำให้เราแบ่งแยกกันนั้น เป็นคนไม่หวังดี ถ้าเรารักชาติก็อย่าทะเลาะกัน พื้นฐานคนไทยชอบเห็นความแตกแยก ชอบทะเลาะ เราขายความสะใจแค่นี้ มีความสุขกันแค่นี้ แต่เคยคิดบ้างไหมว่าบ้านเมืองหลังการทะเลาะกันนั้น มีความเสียหายแค่ไหน 1-2 ปีที่ผ่านมา เราล้าหลังไปขนาดไหน การคิดตอกลิ่มนั้น ถามว่าสร้างสรรค์ตรงไหน" พล.อ.ธีรเดชกล่าว

ความมุ่งหวังที่อยากเห็น ในช่วงที่ปฏิบัติหน้าที่ในสภาสูงนั้น พล.อ.ธีรเดชบอกว่า สิ่งที่ต้องการเห็นและมองว่าเป็นความสำเร็จสูงสุดคือ "การถอดถอน"

"ถ้า เราสามารถถอดถอนนักการเมืองที่โกงกินได้จะทำให้สภาของเรามีความศักดิ์สิทธิ์ มาก นั่นหมายความว่าเราต้องเป็นหนึ่งเดียวกันเพราะต้องอาศัยคะแนน 3 ใน 5 หรือ 90 เสียงขึ้นไปถึงจะสามารถถอดถอนใครได้"

"ผม กำลังวางแผนที่จะทำให้อำนาจหน้าที่ในการถอดถอนสำเร็จ โดยกำลังจะประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน ซึ่งล่าสุดมีสภาหอการค้าออกมาจับมือกันออกปฏิญญาต่อต้านทุจริต ให้มาร่วมมือกับวุฒิสภา สมัยเป็นเด็กได้ยินเรื่องมาดาม 5% หรือ 10% ก็คิด โอ้โห โหดมาก แต่มาสมัยนี้ได้ยิน 30-40% แล้ว คิดว่าถ้าขืนปล่อยต่อไปประเทศไทยคงไม่ไหวแน่ ..ผมก็คิดว่าจะเริ่มจากการกวาดบ้านตัวเองให้เห็นเป็นตัวอย่าง โดยจะเข้าไปสอดส่องโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ไม่ให้มีการรั่วไหล หรือถ้ารั่วไหลก็ให้น้อยที่สุด" พล.อ.ธีรเดชย้ำ และบอกว่า ถ้าใครเห็นอะไรไม่ชอบมาพากลก็ขอให้สะกิดแจ้งวุฒิสภาได้ทันที

ปัญหา จึงเกิดขึ้นว่าจะทำอย่างไรที่ ส.ว.จะรวมใจกันหนึ่งเดียวได้ เพราะยังมีภาพความขัดแย้ง แบ่งฝักฝ่าย แล้วจะทำให้ภารกิจบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร

"มัน อาจจะมีบ้างแต่ก็เป็นส่วนน้อย ความจริงเราต้องยอมรับฟังเสียงส่วนมาก แต่เคารพเสียงส่วนน้อย ถ้าทำได้ก็จบ แต่บ้านเมืองขาดตรงที่ไม่ยอมรับเสียงส่วนมาก จึงมีม็อบ ถ้าเรายอบรับเสียงส่วนมากก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนเกี่ยวข้อง ม็อบก็ไม่เกิด ถามว่ามีประเทศไหนที่มีคนออกมาม็อบกลางถนนนานเป็นเดือนๆ ..เพราะอะไร เพราะเราคิดว่าไม่ได้ดั่งใจใช่ไหม เหมือนการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม ถ้าทุกคนยอมรับว่าผลการเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม เหมือนกับที่องค์กรนานาชาติเข้ามาสังเกตการณ์และให้การยอมรับ ถ้าคนแพ้คิดอย่างนี้ก็ไม่ร้อง แต่สิ่งที่ปรากฏคือไม่ยอมรับกัน ถ้าให้คนชนะเขาฟอร์มรัฐบาลไป ไม่มีการประท้วง เพราะมีรัฐสภา มีองค์กรอิสระและสื่อมวลชนคอยตรวจสอบฝ่ายบริหารอยู่แล้ว แต่เราไม่ยอมรับกติกากัน

เหมือนกับเหตุการณ์ภายในวุฒิสภา อย่างการเลือกตั้งประธานกรรมาธิการ คิดว่าในที่สุดคงจะคุยกันได้ คนเรามีสิทธิเห็นแย้งได้ แม้แต่ในครอบครัว ทุกองค์กรสมาชิกภายในมีสิทธิขัดแย้ง แต่ต้องมาคุยกัน และยอมกันได้หรือเปล่าล่ะที่จะถอยคนละก้าว หรือว่าจะเป็นศัตรูจนตาย เรื่องความขัดแย้งนั้น บางทีก็ขึ้นอยู่กับอุปนิสัยส่วนตัวของแต่ละคน เช่น บางคนก็ยอมได้ เพราะไม่อยากไม่มีปัญหา ขับรถเฉี่ยวกันแม้จะเป็นฝ่ายถูกยังยอมเพราะกลัวโดนของแถม ขณะที่อีกคนอาจจะไม่ใช่ ขนาดตัวเองผิดยังทำเป็นถูกก็มี"

แล้ว กรณีคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ฯ ที่มีงานใหญ่ระดับชาติรออยู่ข้างหน้าจะยื่นมือเข้าไปแก้ไขไหม พล.อ.ธีรเดชหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบว่า คงเข้าไปดู แต่ไม่ได้ว่าจะเข้าไปสั่งนะ เพราะ ทุกคนเท่ากัน เป็นเพื่อนร่วมงาน เราไม่ได้เป็นนาย เขาอุปโลกน์ให้มาทำหน้าที่แทนเพื่อนสมาชิก เดี๋ยวคงต้องหาทางจัดการให้เรียบร้อย เวทีนี้ไม่มีใครเป็นนายเป็นบ่าว ไม่เหมือนสมัยเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ถึงจะไปสั่งคนโน้นคนนี้ได้ (หัวเราะ) แต่คิดว่าไม่มีปัญหา ต้องมาคุยกัน สภาเป็นที่ที่ให้คุยกันอยู่แล้วครับ

หน้า 11,มติชนรายวันฉบับวันอังคารที่ 12 กรกฎาคม 2554

“ความสำคัญผิดในสาระสำคัญของคำพิพากษาคดีที่ดินรัชดา”

ที่มา มติชน



สมลักษณ์ จัดกระบวนพล

สิ่งที่สังคมต้องทำ ความเข้าใจก็คือสาระสำคัญของคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองหมายเลขคดีที่ อม.๑/๒๕๕๐ ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ กับพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ที่ ๑ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่ ๒ จำเลย หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า”คดีที่ดินรัชดา” เนื่องจากผู้เขียนเคยดำรงตำแหน่งอยู่ในสถาบันตุลาการมาเป็นเวลาถึง ๓๖ ปี อดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้เมื่อมีสังคมกล่าวขวัญเป็นเชิงตำหนิ หรือวิจารณ์ ผลแห่งคำพิพากษาคดีนี้โดยมิได้ศึกษาและทำความเข้าใจสาระสำคัญในคำพิพากษาคดี นี้ให้ถ่องแท้เสียก่อน

กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาก็มักจะพูดว่า “สามี ลงชื่ออนุญาตให้ภรรยาไปทำนิติกรรมตามที่กฎหมายบัญญัติ กลับมีความผิดถึงติดคุก ๒ ปี ส่วนกลุ่มคนที่ต้องการนำผลคำพิพากษาไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายตนและทับถม ฝ่ายตรงข้ามก็พูดว่า “เพราะจำเลยทุจริตคอร์รัปชันศาลจึงพิพากษาจำคุก ๒ ปี แล้วหนีไปอยู่ต่างประเทศ” ขอทำความเข้าใจต่อสังคมให้เป็นทีประจักษ์เป็นลำดับดังนี้

(๑)กฎหมาย ที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองคือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔,มาตรา ๑๐๐ และมาตรา ๑๒๒ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “กฎหมาย ป.ป.ช.” ในกฎหมายดังกล่าว มาตรา ๑๐๐ บัญญัติว่า

มาตรา ๑๐๐ ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดดำเนินกิจการดังต่อไปนี้
๑)เป็น คู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของ รัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี
๒) ...............................

มาตรา ๑๐๐ วรรคสองบัญญัติว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งใดที่ต้องห้ามมิให้ดำเนินกิจการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด” (ซึ่งปัจจุบันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนดอยู่ ๒ ตำแหน่ง คือ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี)

มาตรา ๑๐๐ วรรคสามบัญญัติว่า “ให้นำบทบัญญัติในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับคู่สมรสของเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม วรรคสอง (นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี) โดยให้ถือว่าการดำเนินกิจการของคู่สมรสดังกล่าวเป็นการดำเนินกิจการของเจ้า หน้าที่ของรัฐ (จำเลยที่ ๒ เป็นคู่สัญญาซื้อขายที่ดินรัชดา จึงถือเป็นการดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑) ในกรณีที่ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวโดยได้วินิจฉัยว่า


“เมื่อจำเลย ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานใดมาพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ ๑ (พ.ต.ท.ทักษิณ) มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยในการที่จำเลยที่ ๒ (คุณหญิงพจมาน) ดำเนินกิจการตามมาตรา ๑๐๐ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๒ เพื่อแก้ตัวให้จำเลยที่ ๑ พ้นผิดตามมาตรา ๑๒๒ วรรคสอง เช่นนี้ผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยคะแนนเสียง ๕ ต่อ ๔ ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๐๐(๑) ซึ่งต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๒ ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น”


อธิบาย เพิ่มเติมว่าความผิดทางอาญานั้นมีทั้งความผิดโดยต้องมีเจตนา ทุจริต กับความผิดที่ไม่ต้องมีเจตนาทุจริตและต้องชี้แจงว่า การพิพากษาคดีของศาลต้องถือเสียงข้างมากขององค์คณะผู้พิพากษา คดีนี้มีองค์คณะ ๙ ท่าน เป็นผู้พิพากษาที่เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กระทำผิดมี ๕ ท่าน แต่มีความเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้กระทำความผิดมีถึง ๔ ท่าน ต้องกล่าวได้ว่าเสียงของผู้พิพากษาก้ำกึ่งกันทีเดียว


(๒)เนื่อง จากการกระทำความผิดตากฎหมายนี้ไม่จำเป็นต้องมีเจตนาทุจริต แต่เป็นความผิดเพราะมีกฎหมายบัญญัติไว้ให้เป็นความผิด และคดีนี้โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๒ และมาตรา ๑๕๗ ซึ่งผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาทุจริตด้วย แต่ศาลมีคำวินิจฉัยยกฟ้องในข้อหานี้โดยวินิจฉัยไว้ชัดเจนว่า

“ลำพัง เพียงแต่จำเลยที่ ๑ (พ.ต.ท.ทักษิณ) ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ ๒ จะรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท หาใช่เป็นการกระทำในหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ไม่ เพราะได้ความจาก นายวุฒิสิทธิ จันทสูตร เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาห้วยขวาง ว่า แม้คู่สมรสไม่มาลงลายมือชื่อให้ความยินยอม กรมที่ดินยังสามารถจัดการ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ซื้อได้ โดยเจ้าหน้าที่จะสอบถามคู่สัญญาว่าจะบันทึกยืนยันเรื่องโมฆียกรรมและและคู่ สัญญายินยอมตามนั้น องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยคะแนนเสียง ๘ ต่อ ๑ ว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๒ และมาตรา ๑๕๗ เมื่อการกระทำของจำเลยที่ ๑ ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๒ และมาตรา ๑๕๗ จำเลยที่ ๒ย่อมไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของจำเลยที่ ๑ ตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย”

ดังนั้นจึงต้องเข้าใจให้ดีว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ (เฉพาะคดีนี้)ไม่ใช่เป็นการทุจริตหรือคอร์รัปชันแต่ประการใด

(๓)ส่วน ข้อที่ว่าเมื่อไม่ใช่การกระทำความผิดโดยทุจริตแต่เหตุใดศาลจึง พิพากษาจำคุกถึง ๒ ปี ทั้งยังไม่รอการลงโทษจำคุกให้ก็ต้องตอบว่าเป็นดุลพินิจของศาล หาใช่เป็นความผิดปกติแต่อย่างใดไม่ เพราะศาลอาจใช้ดุลพินิจในการรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๕๖ ให้จำเลยหรือไม่ก็ได้ ส่วนดุลพินิจจะเหมาะควรประการใดก็ย่อมแล้วแต่ความเห็นแต่ละคนแต่ละกลุ่ม ศาลวินิจฉัยเรื่องไม่รอการลงโทษให้จำเลยที่ ๑ โดยให้เหตุผลว่า

“จำเลย ที่ ๑ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและประชาชน แต่จำเลยที่ ๑ กลับฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายทั้งที่จำเลยที่ ๑ เป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องกระทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ประพฤติตนในสิ่งที่ดีงามตามจริยธรรมของนักการเมือง ให้เหมาะสมกับที่ได้รับความไว้วางใจในตำแหน่งหน้าที่อันสำคัญยิ่งนี้ จึงไม่สมควรรอการลงโทษ”

ดังนั้นจึงอธิบาย ได้ชัดเจนว่าที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองพิพากษาจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณในคดีที่ดินรัชดา นั้นมิใช่เป็นเรื่องทุจริตหรือคอร์รัปชัน แต่เป็นความผิด เพราะมีกฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิด และความผิดตามกฎหมายหมวดนี้ ตั้งแต่ มาตรา ๑๐๐ ถึง มาตรา ๑๐๓ (รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลเกินสามพันบาท)


เมื่อกระทำไปแล้วจะอ้างว่าไม่มีเจตนาทุจริตนั้นฟังไม่ขึ้น เพราะไม่ต้องทุจริตก็มีความผิดแล้ว และต้องขอเตือนคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ได้โปรดอ่านกฎหมาย ป.ป.ช. หมวดนี้ให้เข้าใจ โดยเฉพาะกฎหมายฉบับใหม่ในหมวดนี้มีมาตรา ๑๐๓/๑ บัญญัติว่า

“บรรดา ความผิดที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ ให้ถือเป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือความผิดต่อหน้าที่ราชการหรือความ ผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย” ที่จะต้องเตือนมาก ๆ ก็คืออย่าเที่ยวไปรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเกินสามพันบาท แล้วอ้างว่าไม่มีเจตนา หากยังมีการกระทำเช่นนี้อีกก็ต้องกล่าวว่า “เราเตือนท่านแล้วนะ แต่ก็มิได้นำพา”


อนึ่ง ถ้าจะให้ดีขอให้คณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาช่วยตรวจดู พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.๒๕๔๓ ให้ดี โดยเฉพาะมาตรา ๔ มาตรา ๕ และอย่าลืมตรวจดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๖๕ เสียด้วย

เสียงครวญ "ฉายแสง" 19 ปี ไม่เคยสอบตกยกตระกูล Share42

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ





ว่าที่ ส.ส. 17 ตระกูล 38 คน ภายในพรรควิ่งวุ่นทวงสิทธิ-บำเหน็จรางวัล หลังจากกรำศึกในพื้นที่จนได้รับชัยชนะ

แต่ยังมีบางตระกูลที่พ่ายแพ้ให้แก่พรรคคู่แข่ง แม้ผลสำรวจ-คะแนนเสียงจะ "นอนกิน" มาตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

หนึ่ง ในนั้นคือตระกูล "ฉายแสง" เจ้าถิ่นจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่คว้าชัยมา ตั้งแต่รุ่นพ่อ "อนันต์ ฉายแสง" ซึ่ง ดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์สมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี

กระทั่งสืบสายเลือด ส่งไม้ผลัดต่อให้ลูกหญิง-ลูกชาย 3 คน "จาตุรนต์-

วุฒิพงศ์-ฐิติมา" ทำให้ตระกูล "ฉายแสง" ยังคงวนเวียนอยู่บนเวทีการเมืองตลอดมา

ครั้งนี้แม้พี่ชายคนโต "จาตุรนต์ ฉายแสง" ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นระยะเวลา 5 ปี ตามก๊วนบ้านเลขที่ 111

แต่ยังมี "ฐิติมา-วุฒิพงศ์" ที่ยังคงลงสมัครรับเลือกตั้งในจังหวัดฉะเชิงเทรา เขต 1 และ 4 ตามลำดับ

ด้วยบารมี-ผลงานที่สั่งสมกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ทำให้ไม่มีใครคาดคิดว่า ตระกูล "ฉายแสง" จะตกเก้าอี้ ส.ส.

พ่ายแพ้อย่างหมดรูปให้กับคู่แข่งคนสำคัญ "พรรคประชาธิปัตย์" ทั้ง 2 เขต

บรรทัด ต่อจากนี้ คือความในใจของ "ฐิติมา ฉายแสง" ที่เปิดเผยผ่านสายโทรศัพท์กับนักข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงความลับ-หมัดเด็ด ที่คู่แข่งยิงตรง ล้มยักษ์ตระกูล "ฉายแสง" ได้สำเร็จ

"เรา แพ้ยกตระกูลในรอบ 19 ปี ทุกครั้งที่สมัครรับเลือกตั้ง อย่างส่ง 2 คน อาจจะมีตกบ้าง ได้บ้าง แต่ที่ผ่านมา มีเพียงปี 2535 และครั้งนี้เท่านั้น ที่ไม่มีคนนามสกุลฉายแสงอยู่ในเก้าอี้ ส.ส."

"ปี 2535 คุณพ่อ (อนันต์ ฉายแสง) ซึ่งลงสมัครด้วย แต่ไปช่วยหาเสียงในเขตพี่อ๋อย (จาตุรนต์ ฉายแสง) จนเกิดความประมาท เสียเก้าอี้ให้กับคนอื่น"

เธอบอกว่า "โพลลับ" ก่อนวันเลือกตั้งแค่ 1 วัน ชี้ชัดว่า มีคะแนนนิยมถึง 75% ขณะที่คู่แข่งมีเพียงแค่ 25% แต่ผลลัพธ์ออกมากลับพลิกล็อกสวนทาง

"ครั้งนี้ต้องพูดว่าแพ้เพราะซื้อเสียง แพ้เพราะความไม่ยุติธรรมตามกติกาการเลือกตั้ง"

ปัจจัยแรกที่ทำให้ตระกูล "ฉายแสง" แพ้ เพราะถูกอิทธิพลใหญ่จากเครือข่ายพ่อค้ายาต้องห้ามสกัดดาวรุ่ง

เธอ บอกว่า "จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นถิ่นอิทธิพลใหญ่ของพ่อค้า จากอดีตที่เคยเป็นแค่เส้นทางการค้า พัฒนาสู่การเป็นคลังกักเก็บ กระทั่งปัจจุบัน กลายเป็นฐานการผลิตรายใหญ่ในประเทศไทย"

"ในเขตของดิฉัน มีคนเขาว่าพ่อค้าขนเงิน ขนคน มาเล่นงานอย่างเต็มที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้"

เธอ ยืนยันคำพูดด้วยข้อมูลที่ได้รับจากเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้ง (แอมเฟล) ว่า การซื้อเสียงครั้งนี้ อาศัย "ยา" แทนการใช้เงินสด จึงทำให้ผลประโยชน์ของนักการเมือง-พ่อค้า เอื้ออำนวยซึ่งกันและกัน

ปัจจัยที่สอง มาจากการซื้อสิทธิ-ขายเสียงผ่านเงินสดด้วยวิธีการที่แยบยล

"เดี๋ยว นี้การซื้อเสียงมีกระบวนการที่แยบยลมากขึ้น ให้ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงเป็นหัวคะแนนรายย่อย ชนิดที่เรียกว่าดูแลเพียงแค่ 10-15 คน แล้วค่อยรวมกันเป็นเครือข่าย เรียกได้ว่าซื้อเสียงแบบแชร์ลูกโซ่"

"วิธีการซื้อเสียงเหล่านี้ก็ เพิ่งทราบหลังรู้ผลการเลือกตั้ง คืนวันเลือกตั้งเราหมดแรงแล้ว เรารู้ว่าเราแพ้ แต่มีชาวบ้านเดินถือใบแจ้งความมาให้อ่าน มีเนื้อหาสารภาพว่า ได้รับเงินจากนาย ก. มาจริงเพื่อทุจริตการเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน นาย ก. ในฐานะหัวคะแนนก็ไปสารภาพที่สถานีตำรวจ เพราะเห็นว่ายังไม่พ้น 7 วันหลังเลือกตั้ง จะถูกกัน ให้เป็นพลเมืองดีแทนผู้ต้องหา ปรากฏว่าวันนั้นวันเดียวเราได้หลักฐานเป็นใบแจ้งความทั้งผู้ซื้อผู้ขาย"

"บาง คนเคยประกาศว่าเป็นนัดล้างตา ต้องใช้เงินถล่มกันเพื่อเกณฑ์คนมาลงเลือกตั้ง ในเขต 1 ลงทุน 50 ล้านบาท ส่วนเขต 4 ของพี่ชาย ซึ่งคู่แข่งไม่ค่อย มีผลงานทางการเมืองต้องใช้เงินถึง 100 ล้านบาทในการเอาชนะเรา"

หมัด เด็ดที่เธอเชื่อว่าจะล้มคู่แข่งจนนำไปสู่การเลือกตั้งซ่อม ไม่ได้มีเพียง คำพูดจากปากพยานเท่านั้น แต่ยังมี "คลิปลับ" ที่เป็นบทสนทนาจากเจ้าตัวกับทีมงานของตนเอง

"ในบทสนทนาเขายอมรับว่า ได้มี การจัดเลี้ยงและสัญญาว่าจะให้ ขณะที่กฎหมายการเลือกตั้งระบุชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่ห้ามทำ ซึ่งเหตุการณ์นี้อยู่ในช่วงที่พรรคการเมืองสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงระบบเขต แต่มันก็ชัดเจนว่าพรรคไหนเบอร์อะไร แถมมี คำอุทานที่ว่า ตายแล้วยังไม่ได้ทำเรื่องนี้เรื่องนั้นเลย ถ้าไม่ทำเดี๋ยวจะผิดกฎหมาย"

สิ่งที่ "ฐิติมา ฉายแสง" เป็นห่วงมากที่สุด ไม่ใช่ข้อมูลจากหลักฐานไม่ชัด แต่เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

"บาง ส่วนของการคัดค้านได้แจ้งเรื่องไปถึง กกต.จังหวัดตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. ซึ่งแนบเอกสารและข้อมูลไปหมดแล้ว โดยตามหลักการจะต้องถึงมือ กกต.ใหญ่ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งก็ไม่มั่นใจว่า ขณะนี้เขารับรู้เรื่องเหล่านี้แล้วหรือยัง เพราะหากรับรู้แล้ว ส.ส.ชุดแรกที่จะได้ การรับรองสิทธิจะต้องไม่มีชื่อของเขต 1 และ 4 จังหวัดฉะเชิงเทรา"

หาก ผลลัพธ์สุดท้ายการคัดค้านครั้งนี้จะไม่สำเร็จ แต่ตระกูล "ฉายแสง" อยู่เคียงข้าง "ทักษิณ ชินวัตร" มาตั้งแต่ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เธอจึงเชื่อว่า ยังมีโอกาสได้เข้าไปทำงานในรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ 1"

"ท่าน ไม่เคยพูดกับเราโดยตรง แต่ทุกครั้งที่มีประชุมท่านมักจะพูดถึงเรา อย่างโครงการแอร์พอร์ตลิงก์ ท่านก็ถามว่า เป็นไงบ้าง จะไปถึงฉะเชิงเทราแล้ว ดีใจไหม คนในพรรคเองก็ยังพูดแซวกัน ว่า จะเอากระทรวงไหนที่เป็นอย่างนี้เพราะผู้ใหญ่ทั้งหมดก็รู้ว่าเราทำงาน"

"หาก ไม่ได้เป็น ส.ส.เราก็ไม่ทวงสิทธิทวงเก้าอี้อะไร เราก็เกรงใจ เพราะมีคนต่อสู้ ทำงานในพื้นที่มาเยอะ แต่ทุกวันนี้ยังช่วยงานพรรคอยู่ คุณปู (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ก็เรียกเราเข้าประชุมทุกวัน ท่านให้ความสำคัญกับเราตลอด ซึ่ง ตอนนี้แม้จะยังไม่ได้เป็น ส.ส. ก็รับหน้าที่ดูแลนโยบายเรื่องสตรีให้พรรค"

เธอบอกว่าตำแหน่ง "รัฐมนตรี" อาจไกลเกินไปที่จะพูดถึงวันนี้ แต่ตำแหน่ง ที่ ส.ส.เป็นไม่ได้ตามกฎหมายอย่าง "เลขาฯ-ที่ปรึกษา" คงไม่ไกลเกินไป สำหรับเส้นทางการเมืองครั้งนี้

"แม้จะเป็นผู้หญิงเหมือนหัวหน้าพรรค แต่ตำแหน่งคู่คิดใกล้ชิดอย่างเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็ทำไม่ได้หรอก มีคนเก่งอีกเยอะ อย่างท่านนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ยังครบครันมากกว่า แต่ถ้าหากเป็นรองเลขาฯเราก็พอ ได้นะ"

"ธิดา" ให้แนวร่วมเสื้อแดงอดทน รอ กกต.รับรอง ส.ส.

ที่มา มติชน

เมื่อ เวลา 13.00 น.วันที่ 13 กรกฎาคม ที่อิมพีเรียลเวิลด์ลาดพร้าว นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ภายหลังจากการเลือกตั้งแล้วทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่สามารถประกาศที่จะรับรอง ส.ส.เป็นจำนวนมาก ดังนั้น เราจะเฝ้าดู กกต. เนื่องจากการประกาศผลรับรอง ส.ส.รอบที่ 2 ทาง กกต.จะประกาศผลในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ ใครที่หวังว่านายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.จะออกมาภายใน 1-2 วันนี้นั้นยังเป็นไปไม่ได้ แต่นายจตุพรนั้นยิ้มและมีกำลังใจดี และฝากมาให้ช่วยกันเฝ้าดูเหตุการณ์ต่อไป

"เราจะต้องอดทนเพื่อให้ ทางออกประเทศไทยเกิดขึ้นได้ การเลือกตั้งที่ผ่านมามีผู้มาใช้สิทธิในการเลือกตั้ง 75 เปอร์เซนต์ เพราะฉะนั้นประชาชนคนไทยได้ช่วยกันหาทางออกให้ประเทศไทยแล้ว เราขอเตือนว่าอย่าให้เครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตยมาปิดประตูทางออกของประเทศ ไทยเลย ประชาชนคนเสื้อแดงได้อดทนมาเป็นเวลานาน" นางธิดา กล่าว

พท.ยันขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ300บาท นำร่องกทม.-พัทยา-ภูเก็ต

ที่มา ข่าวสด

ที่ พรรคเพื่อไทย นายคณวัฒน์ วศินสังวร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะทีมยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ กล่าวถึงกรณีที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คัดค้านนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ว่า พรรคยังยืนยันที่จะเดินหน้านโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันต่อไป เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการ ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไปกับการลดภาษีนิติบุคคล 30 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 23 เปอร์เซ็นต์ ในปี 55 และปี 56 เหลือ 20 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าจะนำร่องในพื้นที่มีตัวเลขค่าแรงใกล้เคียงกับ 300 บาท เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล พัทยา ภูเก็ต เป็นต้น

เมื่อถามถึงกรณีที่มีความเป็นห่วงว่าจะการปรับขึ้นค่าจ้างจะกระทบ เศรษฐกิจภาครวมซึ่งควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด นายคณวัฒน์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของนโยบายดังกล่าวเริ่มต้นจากที่การมองปัญหาความเดือดร้อนจากค่า ครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งเงิน 300 บาททุกวันนี้แทบไม่พอใช้ โดยที่ผ่านมาเวลาที่บริษัทมีผลประกอบการดีก็แทบจะไม่มีการขึ้นค่าจ้างให้แรง งาน และ 10 ปีที่ผ่านมาย้อนไปดูได้เลยว่าการขึ้นค่าแรงกับอัตราเงินเฟ้อไม่เคยสอดคล้อง กัน ทั้งนี้การจะออกนโยบายใดๆ ตามหลักแล้วเราต้องช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนที่สุดก่อนเพื่อไม่ให้คนเหล่า นั้นถูกเอาเปรียบและนี่เป็นหน้าที่ของรัฐบาล สิ่งนี้คือหลักคิดของเรา ดังนั้นอันดับแรกต้องดูที่หลักคิดว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าถูกต้องก็ต้องเข้าไปแก้ไขปัญหา ส่วน ส.อ.ท.ก็คงต้องมาคุยกัน

‘ประยุทธ์’ขอทหารคุมกห. ลั่นไม่กลัวถูกปลด

ที่มา ข่าวสด

ที่ กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ถึงบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรมว.กลาโหมว่า ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรมว.กลาโหม ต้องเป็นคนดี มีคุณธรรม มีจริยธรรม ให้เกียรติกองทัพ ไม่อยากใช้คำว่า ปรองดอง แต่ใช้คำว่า สร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีระว่าง พี่กับน้อง อย่างไรก็ตามคิดว่า หากรมว.กลาโหมเป็นทหารน่าจะดีกว่า เพราะจะรู้ว่า ทหารเป็นอย่างไร และเข้าใจความรู้สึกทหาร

เมื่อถามว่า รัฐบาลต้องพูดคุยกับกองทัพก่อนหรือไม่ว่า จะนำใครมาเป็นรมว.กลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แล้วแต่เขาจะให้เกียรติกัน ตอนนี้ยังมีแต่ข่าว เมื่อถามว่า ขณะนี้ยินดีที่จะพูดคุยกับน.ส.ยิงลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กกต.ยังไม่รับรอง ค่อยๆว่ากันไปทีละวัน ส่วนจุดยืนกองทัพไม่มีเปลี่ยนแปลง กองทัพเป็นของประชาชน ดังนั้นอย่าเอาทหารไปเกี่ยวข้อง เพราะไม่ว่า ใครเป็นฝ่ายบริหารก็ต้องใช้ทหารในการทำหน้าที่

เมื่อถามว่า ท่านหวั่นไหวหรือไม่ต่อการจับตามองว่า อาจจะมีการโยกย้ายตำแหน่งผบ.ทบ. หลังมีการเปลี่ยนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามกลับว่า “ทำไม ผมไม่ได้ทำความผิดอะไร และผมทำตามหน้าที่ของผม ในฐานะที่เป็นข้าราชการประจำก็ต้องให้กำลังใจ และทุกคนน่าจะให้กำลังใจทหาร ที่ผ่านมาทำให้บ้านเมืองเรียบร้อย อาจมีปัญหาอยู่บ้างก็ไปทบทวนดูว่า ต่อไปจะใช้ทหารอย่างไร จะทำให้ทหารไม่ตกเป็นจำเลยต่อสังคมอย่างไร ต้องเห็นใจทหารเพราะเป็นพี่น้องท่านทั้งนั้น คนทั้งประเทศเป็นทหารเกือบทั้งหมด ปีละ 8 หมื่นคน ถ้าท่านทำลายทหารให้อ่อนแอลง แล้ววันข้างหน้าท่านจะใช้ใคร ทหารต้องเข้มแข็ง ส่วนกรณีที่รัฐบาลจะรื้อฟื้นคดี 91 ศพ ก็รื้อกันไป เพราะขณะนี้หลักฐานเยอะแยะอยู่แล้ว มีการสอบสวนอยู่แล้วก็รื้อไปเถอะ เพราะต้องว่ากันไปตามข้อเท็จจริง

‘เต้น’ยันไม่มีแผนสำรอง ขอแนวร่วมนิ่งรอกกต.จนสุดทาง

ที่มา ข่าวสด

ที่ พรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่กกต.ไม่ประกาศรับรองส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย รวมทั้งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่ผ่านมากกต.จะรับรองส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมดออกมาก่อนจึงจะมาพิจารณา เรื่องร้องรียน แต่ครั้งนี้น่าแปลกกว่าเดิมที่กกต.กลับแขวนเรื่องรอการพิจารณา ถ้ากตต.จะอธิบายว่าเป็นเรื่องของการทำงานเราก็ต้องรอดูไปก่อนและเชื่อว่า ประชาชนได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ขอให้ประชาชนไม่ต้องไปมีอารมณ์หรือความรู้สึกอะไรในช่วงเวลานี้ ควรรอให้กกต.ทำงานให้ครบกำหนดเวลาก่อน ยังไม่ใช่วาระที่จะไปแสดงออกหรือวิตกกังวล ประชาชนต้องช่วยกันประคับประคองชัยชนะ เพื่อนำไปสู่การบริหารงานให้ได้ ช่วยกันเฝ้ามองให้กกต.เดินไปจนสุดทางก่อน และตนเชื่อว่าเมื่อเรายืนอยู่กับประชาชนเสียงข้างมากก็ไม่มีอะไรกังวล

“ตอนนี้ต้องรักษาสมาธิให้นิ่ง เพราะยังไม่มองไม่เห็นว่าเขาจะทำอย่างไร จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ผมที่บอกคือเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าเมื่อกกต.ตรวจสอบและรับรองแล้ว ไม่น่าเป็นประเด็นอะไรอีก แต่ประเด็นนี้ที่น่าสังเกตคือเมื่อก่อนกกต.จะรับรองไปก่อนแล้วจึงมาพิจารณา ใบเหลืองใบแดง แต่ตอนนี้กลับไม่พิจารณา ส่วนกรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่มีกรณีถูกร้องเรียนเรื่องหุ้นก็ไปว่ากันที่ศาล” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า เรามั่นใจว่ากรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่น่าจะมีปัญหา จึงไม่ต้องมีแผนสองแผนสาม ไม่มีที่จะต้องไปตกลงกับใคร เพราะเรามากับมือที่มองเห็นคือมือของประชาชนที่ตัดสินใจแล้ว และอยากเห็นทุกคนหยุดรบรากันได้แล้ว เมื่อถามว่ามองว่าการพิจารณาของกตต.เป็นการส่งสัญญาณเปิดทางต่อรองเก้าอี้ รัฐมนตรีหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปคิดอะไรที่ซับซ้อน แต่เมื่อกกต.พิจารณาสุดทางแล้ว ประชาชนรู้สึกว่ารับไม่ได้ก็มาว่ากันอีกครั้ง เมื่อถามว่าวางแผนในฐานะแกนนำนปช.อย่างไร หากไม่ได้เป็นส.ส.นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า นปช.ยังคงความเข้มแข็ง เพื่อเดินหน้าให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และเมื่อถึงเวลานปช.ก็ทำหน้าที่สุจริตชนต่อไป แต่วันนี้ยังมีภารกิจที่เราต้องทำอยู่ ส่วนการชุมนุมอะไรก้ต้องดูสถานการณ์แต่เวลานี้ยังไม่นำไปสู่การชุมนุม แต่เมื่อได้เป็นรัฐบาลแกนนำนปช.ก็อาจมีบางเรื่องที่ต้องนำเสนอต่อรัฐบาลต่อ ไป