WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 15, 2011

ส.ส.สุนัย จุลพงศธร:เข็มกลัดช่อสะอาดของ ปปช. มีที่มาจากความไม่สะอาดของระบอบเผด็จการ

ที่มา Thai E-News


ปปช.ชุด ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่นี้ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหารที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยเป็นผู้แต่งตั้ง และมิได้รับการโปรดเกล้าจากองค์พระมหากษัตริย์ด้วย จึงถือได้ว่ามีที่มาไม่ชอบด้วยระบอบประชาธิปไตย หรือมีที่มาโดยไม่มีความสะอาดทางการเมือง ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งอำนาจที่สกปรก จึงไม่มีความชอบธรรมใดๆทางคุณธรรมแห่งระบอบการเมืองที่จะมอบเข็มกลัดช่อ สะอาดให้แก่ผู้แทนราษฎรที่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน

โดย ส.ส.สุนัย จุลพงศธร

​ จากข่าวการไม่ยอมลงนามในหนังสือประกาศปณิธานของส.ส.ต่อปปช.ของกระผม อาจจะเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แต่แท้จริงเป็นเรื่องหลักการในการต่อสู้ทางความคิดระหว่างระบอบเผด็จการ อำมาตย์กับระบอบประชาธิปไตย และเป็นคนละเรื่องเดียวกันกับกรณีของ กกต.กั๊กตัวคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

​วันที่ 14 กรกฎาคม 2554 เป็นวันแรกที่ผู้สมัคร ส.ส. เดินทางไปรับเอกสารใบรับรองจากหน่วยงาน กกต. ตามกฎหมายเพื่อยืนยันว่าได้ผ่านการตรวจสอบของหน่วยงาน กกต. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ก่อนที่จะไปรายงานตัวต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นระเบียบพิธีตามขั้นตอนของกฎหมายที่เคยทำกันมา นับตั้งแต่มีหน่วยงานที่เรียกว่า องค์กรอิสระ กกต. แต่อยู่ๆมาปีนี้กลับมีหน่วยงานองค์กรอิสระอีกองค์กรหนึ่งที่มีชื่อย่อว่า ปปช.กลายมาเป็นแขกไม่ได้รับเชิญมาตั้งโต๊ะที่สำนักงาน กกต. กับเขาด้วย

โดย กกต.ก็ส่งตัวลูกค้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ไปลงนามในเอกสารของ ปปช. ที่นั่งโต๊ะติดกัน และเอกสารนั้นมีลักษณะเหมือนคำสาบานตนที่ใช้ชื่อว่า “ปณิธานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” โดยประกาศต่อปปช.ว่า จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีจำนวนทั้งหมด 8 ข้อ และเมื่อลงนามแล้วก็จะได้รับมอบเข็มกลัด “ช่อสะอาด” ซึ่งส.ส.หลายคนทั้งส.ส.ใหม่และส.ส.เก่าก็ลงนามให้โดยไม่รู้ และบางคนลงนามด้วยความเกรงใจ

โดยทั้งผู้เสนอและผู้สนองไม่ได้คำนึง ถึงกฎระเบียบ และสิทธิหน้าที่ของหน่วยงานที่ถูกต้องในกลไกของระบอบประชาธิปไตย ทั้งๆที่ตัวส.ส.เองจะต้องเข้าไปทำหน้าที่เป็นคนออกกฎหมาย แต่กลับไม่สนใจเรื่องหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย ซึ่ง ส.ส.เป็นตัวแทนของประชาชน ในองค์กรสูงสุดของรัฐที่เรียกว่ารัฐสภา

ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3ของอำนาจอธิปไตยของปวงชนอันประกอบไปด้วย อำนาจนิติบัญญัติอำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ซึ่งมีฐานะทางองค์กรของระบอบ อยู่เหนือองค์กรอิสระอย่าง ปปช. และ กกต.

อีกทั้งตามขั้นตอนที่ถูกต้องของระบอบประชาธิปไตยรัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้งองค์กรทั้งสองนี้

ด้วย เหตุนี้กระผมเองจึงปฏิเสธที่จะไม่ลงนามในเอกสารที่มีลักษณะคล้ายคำ สาบานตัวต่อหน่วยงาน ปปช. และไม่เห็นด้วยที่ กกต.จะร่วมกันสมคบกับ ปปช.สร้างวัฒนธรรมเช่นนี้ขึ้นมาให้อยู่เหนือรัฐสภา

อีกทั้ง ปัจจุบันทั้ง 2 หน่วยงานนี้ก็เป็นองค์กรตัวแทนของอำนาจเผด็จการที่ทำรัฐประหารล้มระบอบ ประชาธิปไตย ดังนั้นด้วยสำนึกในหน้าที่ของตัวแทนปวงชนชาวไทยในระบอบประชาธิปไตยที่แท้ จริงที่จะต้องคำนึงถึงความถูกต้องตามกฎหมายแห่งกลไกของระบอบประชาธิปไตย และจารีตประเพณีของระบอบประชาธิปไตยที่นานาอารยะประเทศปฏิบัติกัน และกระผมเห็นว่าสังคมไทยในศตวรรษที่ 21 ควรจะยึดหลักการความถูกต้องแห่งระบอบการปกครอง มากกว่าความเกรงใจส่วนบุคคลได้แล้ว

​ความวุ่นวายทั้งหมดของบ้านเมือง ที่ยาวนานมากว่า 5 ปี จนกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่แก้ยากที่สุดในวันนี้ก็เพราะเราไม่ยึด ความถูกต้องแห่งระบอบ หรือนัยหนึ่งก็คือ “คุณธรรมแห่งระบอบ” แต่เรายึดความถูกต้องแห่งตัวบุคคลโดยเฉพาะอาศัยความแก่เฒ่าเป็นความถูกต้อง

หรือ นัยหนึ่งก็คือ “คุณธรรมแห่งตัวบุคคล”จึงเกิดการอวดอ้างคุณธรรมแห่งตัวบุคคลไปทำลายระบอบการ เมืองเสมอมาด้วยการรัฐประหาร และองค์กรอย่าง ปปช. และ กกต. ก็มาจากผลผลิตของการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ที่ใช้คุณธรรมแห่งตัวบุคคลนำหน้า

หัวหน้าผู้อ้างคุณธรรมแห่งตัวบุคคล ทำการล้มระบอบประชาธิปไตยก็คือผู้นำกอง ทัพอย่าง พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน และเมื่อทำการแย่งยึดอำนาจแล้ว ก็กระโดดเข้ามาอยู่ในระบอบที่ตัวเองทำลายอีก

ระบอบการเมืองไทยจึงกลายเป็นวงจรอุบาทว์เวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น

​ ดังนั้นเพื่อความเข้าใจอันดีร่วมกันของทุกหน่วยงานในกลไกของระบอบ ประชาธิปไตย กระผมจึงขอเรียนยืนยันความไม่ถูกต้องต่อการกระทำของหน่วยงานกกต.ที่เอื้อ ประโยชน์ให้กับ ปปช.ในฐานะที่มาจากแหล่งเดียวกันเพื่อกระทำการเช่นนี้และเป็นเรื่องที่ เกี่ยวโยงไปถึงปัญหาการแทงกั๊กของ กกต. ต่อการประกาศไม่รับรอง คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยดังนี้

​1.หน่วยงาน ปปช. เป็นหน่วยงานใต้องค์กรรัฐสภา คำกล่าวหรือการลงนามใดๆที่มีลักษณะสาบานตนว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อ สัตย์สุจริตนั้น ส.ส.ทุกคนจะต้องกระทำในสภาต่อหน้าพระบรมสาธิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวอย่างมีพิธีการ มิใช่กระทำต่อ ปปช. ต่อหน้าเจ้าหน้าที่อย่างไม่มีพิธีการเช่นนี้

ดัง นั้นการกระทำของ ปปช.จึงไม่เพียงแต่ไม่ถูกต้อง แต่ยังเป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์แห่งกลไกของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์เป็นประมุข และกระทำเสมือนหนึ่งมีฐานะสูงเทียบเท่าสถาบันพระมหากษัตริย์

​ 2.หน่วยงาน ปปช.ชุดที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่นี้ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหารที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยเป็นผู้แต่งตั้ง และมิได้รับการโปรดเกล้าจากองค์พระมหากษัตริย์ด้วย จึงถือได้ว่ามีที่มา ไม่ชอบด้วยระบอบประชาธิปไตย หรือมีที่มาโดยไม่มีความสะอาดทางการเมือง ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งอำนาจที่สกปรก จึงไม่มีความชอบธรรมใดๆทางคุณธรรมแห่งระบอบการเมืองที่จะมอบเข็มกลัดช่อ สะอาดให้แก่ผู้แทนราษฎรที่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน

ดังนั้นโดยระ บอบแล้วส.ส.มีที่มาสะอาดกว่ากรรมการ ปปช. เพราะมาจากประชาชนและในวันนี้ทางออกที่ดีที่สุด คณะกรรมการ ปปช.ชุดนี้ควรจะลาออก และให้กลไกรัฐสภาที่มาจากประชาชนทำหน้าที่เลือกตั้งท่านหรือบุคคลอื่นเข้าไป ทำหน้าที่ใหม่

เนื่องจากเหตุการณ์นับแต่การยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ก็ได้ยุติไปแล้ว อีกทั้งหลักฐานทางการเมืองก็ยืนยันแล้วว่าบ้านเมืองเป็นปกติมาโดยตลอด ตั้งแต่ต้น เพียงแต่มีบุคคลกลุ่มหนึ่งต้องการมีอำนาจโดยไม่ชอบ จึงสร้างสถานการณ์ขึ้นและนำไปสู่การรัฐประหาร และคณะกรรมการ ปปช.ชุดนี้ก็ก้มหัวยอมเป็นกลไกที่เกิดจากอำนาจเผด็จการของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน

ดังนั้นในวันนี้คณะกรรมการ ปปช. จึงหมดความชอบธรรมใดๆที่จะแอบอ้างได้แล้ว (เว้นเสียแต่ท่านจะดันทุรังอยู่ด้วยกิเลสที่ยังยึดติดอยู่ในอำนาจอันไม่ชอบ เท่านั้น)

​3.ในโอกาสที่ไปรับมอบใบรับรองจาก กกต.ในวันแรกซึ่งตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคม ที่โลกยอมรับแล้วว่าเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ นั่นคือเป็นวันปฏิวัติประชาธิปไตยครั้งแรกของมนุษย์ในประเทศฝรั่งเศส คือวันที่ 14 กรกฎาคม คศ.1789 ที่มนุษย์ได้สร้างระบอบการปกครองใหม่ขึ้น และเป็นต้นแบบของระบอบการปกครองที่เลวร้ายน้อยที่สุดที่มนุษย์เคยมีมา คือระบอบประชาธิปไตย เราควรจะเริ่มต้นในระบอบที่ถูกที่ควรเพื่อหน่วยงานอิสระทั้งหลายทั้ง ปปช. และ. กกต. จะได้เข้าใจและมีสำนึกแห่งเจตนารมณ์ของมหาชนอันเป็นหลักการขั้นพื้นฐานของ ระบอบประชาธิปไตย ที่อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย

ซึ่งเมื่อเข้าใจแล้วก็ จะไม่เกิดกรณีที่จะใช้อำนาจของคนเพียง 5 คน อยู่เหนืออำนาจของประชาชน 15 ล้านคนที่สมัครใจเลือก คุณยิ่งลักษณ์ เพื่อให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยกระทำการเสมือนหนึ่งได้รับคำสั่งจากมือที่มองไม่เห็นที่จะไม่ยอมแต่งตั้ง คุณยิ่งลักษณ์ ด้วยข้อหาผัดหมี่โคราช หรือเรื่องเล็กๆน้อยๆอันเป็นการละเมิดเจตนารมณ์แห่งมหาชน

ที่กระผมนำ เสนอเช่นนี้ก็ด้วยความเป็นห่วงด้วยหวังที่จะให้สังคมไทยพัฒนาสู่ ความเจริญเช่นนานาอารยะประเทศตามกลไกแห่งระบอบประชาธิปไตยโดยยุติการบาดเจ็บ ล้มตายของประชาชนอันเป็นผลจากน้ำมือของทหารผู้กินภาษีของประชาชนและใช้อาวุธ ที่มาจากภาษีของประชาชนเข่นฆ่าประชาชนมาเป็นเวลายาวนานได้แล้ว

​ ด้วยเหตุผลแห่งกฎหมาย,จารีตประเพณี และที่มาอันไม่ชอบของ ปปช. และ กกต.ดังกล่าวข้างต้น ปปช.จึงไม่มีความชอบธรรมใดๆที่จะมาเรียกร้องให้ ส.ส.ประกาศปณิธานต่อเจ้าหน้าที่ของ ปปช. และมอบเข็มกลัดช่อสะอาดให้แก่ ส.ส.

และก็ไม่มีเหตุผลใดๆที่ กกต.จะอนุญาตให้ ปปช.มาใช้พื้นที่ของ กกต.กระทำการดังกล่าวเสมือนหนึ่งสมคบกัน

รวม ทั้ง กกต.ก็ไม่มีความชอบธรรมใดๆที่จะใช้อำนาจมาขัดขวางการเข้าสู่การบริหารของคุณ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยปฏิเสธอำนาจแห่งมหาชนที่มอบให้เธอ

ด้วยเหตุผลที่ไร้สาระที่ผู้เผด็จการเป็นผู้กำหนดขึ้น

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

สุนัยเมินลงนามปณิธาน"ช่อสะอาด"

-ปณิธาน 8 ข้อ ส.ส.ใหม่ ของปปช.

ไทยรัฐ:เยอรมันหลู่พระเกียรติพระบรมฯ อ้างสื่อผู้ดีเผยทางการอินทรีเหล็กขออภัยในความไม่สะดวก

ที่มา Thai E-News



หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันทื่ 15 กรกฎาคม พาดหัวข่าวใหญ่ว่า เยอรมันผิดพลาด สั่งอายัด โบอิ้งส่วนพระองค์ โดยมีรายละเอียดรายงานข่าวดังนี้

เผย เยอรมันลบหลู่พระเกียรติ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร สั่งอายัดเครื่องบินโบอิ้ง 737 ซึ่งเป็นเครื่องบิน ส่วนพระองค์ระหว่างจอดอยู่ที่สนามบินมิวนิก อ้างเป็นของรัฐบาลไทย จะนำไปชดใช้ให้กับบริษัทวอเตอร์ บาวน์ ของประเทศเยอรมัน ที่ฟ้องร้องกับรัฐบาลไทยเรื่องสัมปทานการก่อสร้างทางดอนเมืองโทลล์เวย์ “กษิต” บินด่วนไปเจรจาให้ถอนอายัดขอเครื่องบินคืน ยันเป็นเครื่องบินส่วนพระองค์ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ชี้เป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของกระบวนการยุติธรรมเยอรมัน ด้านกระทรวงต่างประเทศเยอรมันออกแถลงการณ์ขออภัยแล้ว

เว็บไซต์ หนังสือพิมพ์เทเลกราฟของอังกฤษ รายงานอ้างอิงคำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศเยอรมัน ระบุว่ารัฐบาลเยอรมันขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นกับสมเด็จพระบรมโอรสา ธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร อันเป็นผลจากการยึดเครื่องบินลำดังกล่าว และมิได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

ตามที่ศาลเยอรมันได้อายัด เครื่องบินโบอิ้ง 737 ที่ท่าอากาศยานนครมิวนิก เมื่อวันที่ 13 ก.ค.นั้น ที่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 14 ก.ค. นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ แถลงว่า ได้เกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัทวอเตอร์ บาวน์ ของเยอรมัน ซึ่งได้เลิกกิจการไปแล้ว แต่ได้มอบหมายให้ทนายความเป็นผู้จำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเรื่องขัดแย้งกันเกี่ยวกับสัมปทานในการก่อสร้างดอนเมืองโทลล์ เวย์ เมื่อปี 2548 และได้ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ไต่สวนที่ฮ่องกง และมาสิ้นสุดที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีคณะอนุญาโตตุลาการ ที่ดำเนินการภายใต้อนุสัญญานิวยอร์ก ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2552 ได้ชี้ขาดให้ราชอาณาจักรไทยชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัทวอเตอร์ บาวน์ เป็นเงินประมาณ 30 ล้านยูโร บวกดอกเบี้ยอีก 6 เดือน ในอัตราร้อยละ 2 ตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. 2549 รวมถึงค่าใช้จ่ายในกระบวนการอนุญาโตตุลาการของบริษัทนี้ เป็นเงินเกือบ 2 ล้านยูโร

นายกษิตกล่าวว่า โดยเหตุผลที่ชี้ขาดให้ไทยเป็นผู้แพ้คดีคือ เพราะรัฐบาลไทยผิดพันธกรณี กระทั่งเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2553 บริษัทดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการให้บังคับตามคำชี้ขาดตามคณะอนุญาโตตุลาการ ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งรัฐบาลไทยได้อุทธรณ์โดยสำนักงานอัยการสูงสุดของไทย โดยกระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าของเรื่อง และมีกระทรวงการต่างประเทศช่วยดำเนินการอุทธรณ์ด้วย ทั้งนี้ ผลออกมาบังคับให้ไทยต้องจ่ายเงินชดเชยในประเทศใดก็ได้ ที่เป็นสมาชิกของอนุสัญญานิวยอร์ก ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ อีกทั้งบริษัทดังกล่าวยังได้ฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมของเยอรมันด้วย ทำให้เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมของเยอรมันได้มีคำพิพากษาให้อายัดเครื่องบินในสมเด็จพระบรมโอรสา ธิราชฯ สยามมกุฎ ราชกุมาร ที่จอดอยู่ที่นครมิวนิก ของเยอรมัน ทั้งนี้ ตนได้ทราบเรื่องดังกล่าวตั้งแต่เช้ามืดวันที่ 13 ก.ค. จึงได้เร่งดำเนินการมาจนถึงวันนี้

“ทางเจ้าทุกข์ และศาลเยอรมัน สามารถอายัดทรัพย์สินของรัฐบาลไทยได้ แต่เครื่องบินลำนี้ที่จอดอยู่นั้นเป็นของส่วนพระองค์ ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของรัฐบาลไทย เพราะฉะนั้นในแง่กฎหมาย เราถือว่าเป็นการอายัดทรัพย์สินส่วนบุคคล ถือเป็นการผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง เราได้ยืนยันเรื่องนี้ผ่านทางการทูต ผ่านทางสถานทูตไทยที่กรุงเบอร์ลิน และตนได้มีหนังสืออย่างเป็นทางการถึง รมว.ต่างประเทศเยอรมัน ซึ่งเมื่อท่านได้รับเรื่อง ก็ส่งมอบให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเยอรมันติดต่อกลับมาหาผมในทันที แสดงว่าเขามีความห่วงใยเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน สถานทูตไทยในกรุงเบอร์ลิน ก็ได้ติดต่อกับกรมสนธิสัญญาของกระทรวงการต่างประเทศเยอรมันอย่างใกล้ชิดด้วย โดยเราได้ยื่นหลักฐานคือใบทะเบียนแสดงความเป็นเจ้าของว่าเป็นเครื่องบินของ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ไม่ใช่ของรัฐบาลไทย” นายกษิตกล่าว

รมว.ต่าง ประเทศกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายของไทย ที่ประกอบด้วยสำนักงานอัยการสูงสุด และรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปถึงนครมิวนิกแล้วเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ พร้อมกันนี้ นายจริยวัฒน์ สันตะบุตร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ได้ไปพบกับทนายความที่ฝ่ายไทยแต่งตั้งขึ้นและในคืนวันนี้ เวลา 23.00 น. ตนจะออกเดินทางไปยังกรุงเบอร์ลิน เพื่อพบกับรัฐบาลเยอรมันแสดงความกังวลใจและไม่สบายใจอย่างยิ่งต่อสิ่งที่ เกิดขึ้น และถือเป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงของกระบวนการยุติธรรมของเยอรมัน ที่ไต่สวนแต่เพียงฝ่ายโจทก์เพียงฝ่ายเดียว อีกทั้งยังได้รับข้อมูลที่คาดเคลื่อนจากทนายฝ่ายโจทก์ จนส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างมาก เชื่อว่าหากทางเยอรมันได้รับข้อมูลจากเรา คาดว่าในเร็วๆนี้ จะสามารถหาข้อยุติในเรื่องนี้ได้ โดยเป้าหมายแรกของเราคือ ต้องถอนอายัดเครื่องบินพระที่นั่งดังกล่าวในทันที ส่วนกระบวนการต่อสู้คดีก็ยังเป็นเรื่องของรัฐบาลไทยกับบริษัทวอเตอร์ บาวน์ ต่อไป


"อภิสิทธิ์" คาด 4 โมงเย็นรู้ผลศาลเยอรมันถอนอายัดเครื่องบินส่วนพระองค์หรือไม่

เวบ ไซต์ASTVผู้จัดการ รายงานความคืบหน้าว่า นายกฯ เผยอสส.แจงศาลเยอรมันขอถอนอายัดเครื่องบินส่วนพระองค์พระบรมฯ แล้ว คาด 4 โมงเย็นรู้ผล ยันไม่ใช่เครื่องบินของรัฐ เชื่อทุกอย่างคลี่คลายได้ ชี้เรื่องคดีความอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ สับผู้ฟ้องไม่ควรทำ ยันไทยพร้อมทำตามคำพิพากษาสูงสุด ระบุเป็นเรื่องเอกชนฟ้องไม่เกี่ยวรัฐบาล ไม่กระทบสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

วันนี้ (15 ก.ค.) ที่ซอยสุขุมวิท 31 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทางการเยอรมันอายัดเครื่องบินโบอิ้ง 737 ส่วนพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามกุฎราชกุมาร ว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ทางอัยการสูงสุดได้เดินทางไปยังเยอรมันเพื่อนำข้อเท็จจริงไปให้ศาล เยอรมันได้พิจารณาว่าเครื่องบินลำดังกล่าวเป็นเครื่องบินส่วนพระองค์ ซึ่งศาลได้รับฟังข้อเท็จจริงแล้วโดยเวลา 11.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นเยอรมันซึ่งตรงกับเวลา 16.00 น.ตามเวลาประเทศไทยจะมีการตัดสินว่าจะมีการถอนอายัดเครื่องบินหรือไม่

โดย ทางฝ่ายไทยหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคำตัดสิน และคงชัดเจนเพราะที่ผ่านมาศาลเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเครื่องบินลำนี้เป็นของ รัฐบาลซึ่งความจริงไม่ใช่ ทั้งนี้รัฐบาลไทยได้ประสานงานทุกช่องทางเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด ขณะที่รัฐบาลเยอรมันได้อำนวยความสะดวกทางด้านกฎหมายให้กับฝ่ายไทย และถือว่าเป็นเรื่องของเอกชนที่ไปฟ้องศาลซึ่งฝ่ายบริหารจะเข้าไปแทรกแซงศาล ไม่ได้ คิดว่าทุกอย่างน่าจะคลี่คลายได้ ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดแล้วว่าเรื่องทั้งหมดที่ เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระบรมฯ และทรัพย์สินของพระองค์ท่านไม่ควรเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

นาย อภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนคดีหลักเรื่องการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทยนั้นอยู่ระหว่างที่ กำลังยื่นอุทธรณ์ที่ศาลนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเราไม่ทราบว่าจะใช้เวลามากน้อยแค่ไหนแต่ที่ผ่านมาคดีจะใช้เวลามากพอ สมควร ขณะนี้ทางอัยการสูงสุดมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในชั้นอุทธรณ์ เมื่อถามว่า รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาที่จะอาจจะถูกอายัดทรัพย์สินของรัฐบาลอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ควรจะมีเรื่องนี้เกิดขึ้น และทางอัยการสูงสุดกำลังดำเนินการแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้เพราะเป็นช่วง รอยต่อของคดีที่ไทยเตรียมยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 29 ก.ค.นี้ ตามข้อเท็จจริงแล้วไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องมาอายัดทรัพย์สินอะไร เพราะเมื่อชั้นสุดท้ายศาลตัดสินอย่างไรหรือให้ประเทศไทยชำระหนี้เราต้อง ปฏิบัติตามอยู่แล้ว รัฐบาลไม่มีทางหนีไปไหนทรัพย์สินของรัฐบาลมีอยู่มากมาย และเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ปฏิบัติตาม ดังนั้นไม่มีความจำเป็นใดๆที่ทางการเยอรมันจะต้องมาดำเนินการอะไร

เมื่อ ถามว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการการไต่สวนของเยอรมันทำไม ไต่สวนฝ่ายเดียว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่อยากไปวิจารณ์กระบวนการยุติธรรมแต่เราข้องใจว่าทำไมถึงไต่สวนฝ่ายเดียว เข้าใจว่าฝ่ายผู้ร้องคงจะอ้างว่าเป็นเรื่องฉุกเฉิน และเป็นมาตรการชั่วคราวที่จะดำเนินการอย่างเร่งด่วน อย่างไรตาม ขณะนี้ภารกิจสำคัญคือให้มีการถอนอายัดเครื่องบินของพระองค์ท่านเสียก่อน และต่อไปไม่ควรมีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นซึ่งเป็นเรื่องของเอกชน เมื่อถามว่า ที่นายกฯระบุว่าเป็นเรื่องเอกชน และอัยการสูงสุดดำเนินการอยู่มาตรการเป็นอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทางอัยการสูงสุดเตรียมการไว้แล้วในชั้นนี้ไม่อยากให้เอามาปะปนทำให้เกิดความ สับสนเพราะภารกิจเร่งด่วนคือการถอนอายัด

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นรัฐบาลจะชี้แจงกับประชาชนเพราะส่งผลกระทบความรู้สึกประชาชน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากให้ประชาชนทราบว่ารัฐบาลให้ความสำคัญดำเนินการเรื่องนี้เต็มที่ ตลอดระยะเวลา 2 วันที่ผ่านมาดำเนินการเต็มที่ไม่ว่านายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เอกอัครราชไทยประจำเยอรมัน อัยการสูงสุด และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คิดว่าภายในวันที่ 15 ก.ค.นี้เรื่องทุกอย่างจะจบลงได้ นอกจากนั้นขอให้เข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลเยอรมัน แต่เป็นเรื่องเอกชนรายหนึ่งที่ไปฟ้องศาลและใช้อำนาจศาล ซึ่งรัฐบาลเยอรมันไม่มีอำนาจไปแทรกแซงแต่ได้อำนวยความสะดวกอย่างดีให้เราใช้ สิทธิ์ทางกฎหมาย ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เอกชนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ถึงASTVผู้จัดการ:เห็นฝีมือลูกน้องแล้วสงสารลูกพี่ลิ้ม

ที่มา Thai E-News

หนังสือ พิมพ์ASTVผู้จัดการ และเวบไซต์ASTVผู้จัดการเมื่อวานนี้พาดหัวว่า ไทยอีนิวส์โยงมั่วหอการค้า-สภาอุตฯ ค้านขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ300บาท เพราะ “อำมาตย์” ไม่ให้ขึ้น แต่กลับไม่พูดกรณีAISตั้ง “ดุสิต-ประธานหอการค้าไทย” เป็นบอร์ด ลองอ่านรายงานข่าวที่เต็มไปด้วยหลักฐานด้านล่างนี้ ก็จะได้คำตอบชัดๆว่า ใครกันแน่ที่"มั่ว"

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 กรกฎาคม 2554

ตามที่ไทยอีนิวส์นำเสนอรายงานข่าวเรื่อง เบื้องหลังการกวนตีนจากสภาหอการค้า-การต่อต้านค่าแรง300จากสภาอุตฯ องค์กรซ่อนเงื่อนของใคร..?

ใจ ความสำคัญสรุปว่า การที่หอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแสดงท่าทีคัดค้านนโยบายรัฐบาลใหม่ของยิ่ง ลักษณ์ โดยเฉพาะเรื่องขึ้นค่าแรงวันละ 300 บาท อาจมีมูลเหตุจากการที่ประธานหอการค้าไทย และประธานสภาอุตสาหกรรม มีแบ็คกราวนด์มาจากเครือซิเมนต์ไทย ทุนอำมาตย์ ด้วยกันทั้งคู่ จึงมีทัศนะท่าทีนโยบายสนับสนุนรัฐบาลประชาธิปัตย์ และคัดค้านเครือข่ายของทักษิณ ชินวัตร อย่างต่อเนื่อง

ต่อมาเวบไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ ได้นำเสนอรายงานข่าวตอบโต้เรื่อง เว็บเสื้อแดงโวยจะเอาค่าแรง 300 บาท โยงมั่วหอการค้า-สภาอุตฯ ค้านเพราะ “อำมาตย์” ไม่ให้ขึ้น โปรยข่าวว่า


เว็บ ไทยอีนิวส์ของคนเสื้อแดงโวยวายจะเอาค่าแรง 300 บาท ตามนโยบายเพื่อไทยให้ได้ จินตนาการเลอะเทอะระบุที่สภาหอการค้า-สภาอุตฯ ออกมาคัดค้านเพราะ “อำมาตย์” ส่งคนมาเตะตัดขา แต่กลับไม่พูดกรณีเอไอเอสตั้ง “ดุสิต” เป็น กรรมการบริษัท

โดยระบุว่า
อย่าง ไรก็ตาม ไทยอีนิวส์ กลับไม่กล่าวถึงกรณีเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2554 บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติการแต่งตั้ง นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าไทย ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทแทนนายศุภเดช พูนพิพัฒน์ ซึ่งได้ขอลาออก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นต้นไป แต่อย่างใด

หนังสือพิมพ์รายวันผู้จัดการASTVฉบับวันที่ 15 กรกฎาคม นำไปเป็นข่าวพาดหัวตัวไม้ว่า เสื้อแดงมั่วดึงอำมาตย์เอี่ยว สกัดค่าแรง300

ไทยอีนิวส์เห็นว่าข่าวของASTVผู้จัดการนั้น ต่ำชั้นกว่ามาตรฐานที่พึงจะเป็น จึงขอชี้แจงความจริงกรณีถูกพาดพิงดังนี้

1.ตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ AIS หรือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ที่เวบไซต์ ASTV ผู้จัดการระบุว่า ได้แต่งตั้งนายดุสิต ไปเป็นกรรมการนั้น ในปัจจุบันนี้มีผู้ถือหุ้นใหญ่ ดังนี้

1. บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 1,263,712,000 หุ้น คิดเป็น 42.52 %
2. SINGTEL STRATEGIC INVESTMENTS PTE LTD. 568,000,000 หุ้น คิดเป็น 19.11 %

ดูลิ้งค์ http://www.set.or.th/set/companyholder.do?symbol=ADVANC&language=th&country=TH

2.สำหรับ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้นใหญ่ของAIS เดิมชื่อย่อ SHIN ตอนนี้เปลี่ยนเป็นINTUCH ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรายงานว่า มีผู้ถือหุ้นใหญ่ดังนี้

1. บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด 1,742,407,239 หุ้น คิดเป็น 54.42 %

2. บริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์ จำกัด 1,334,354,825 หุ้น คิดเป็น 41.67 %

ดูลิ้งค์ http://www.set.or.th/set/companyholder.do?symbol=INTUCH&language=th&country=TH

ทั้ง นี้เมื่อต้นปี 2549 กองทุนเทมาเส็ก สิงคโปร์ เข้ามาซื้อหุ้น ชิน คอร์ปอเรชั่น จากตระกูลชินวัตร โดยปัจจุบันถือหุ้นผ่าน บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ และบริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์

3.บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของชิน คอร์ปอเรชั่น ในปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า มีผู้ถือหุ้นใหญ่ดังนี้

1.บริษัท ไซเพรส โฮลดิ้งส์ (นิติบุคคลต่างด้าว) 48.99%
2.บริษัท กุหลาบแก้ว (นิติบุคคลสัญชาติไทย) 41.1%
3.ธนาคารไทยพาณิชย์ (นิติบุคคลสัญชาติไทย) 9.9%

4.สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรายงานว่า มีผู้ถือหุ้นใหญ่ดังนี้

1. สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 722,941,958 หุ้น คิดเป็น 21.31%

ดูลิ้งค์ http://www.set.or.th/set/companyholder.do?symbol=SCB&language=th&country=TH

5.การที่ เวบไซต์ASTVผู้จัดการระบุว่า นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าไทย ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทAIS แทนนายศุภเดช พูนพิพัฒน์ นั้น ต้องดูที่ไปที่มาของนายศุภเดช ตอนที่เข้ามาในบริษัทชินฯตอนที่เทมาเส็กเข้าซื้อหุ้นไปจากตระกูลชินวัตร นั้น ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ปล่อยกู้ให้นายศุภเดชไปซื้อหุ้นจำนวน32.8ล้านบาท (รายละเอียด ดู หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10412)

ดังนั้นก็อาจมีร่องรอยว่า นายดุสิต ประธานหอการค้าไทย อดีตผู้บริหารเครือซิเมนต์ไทย ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ น่าจะเข้ามาเป็นกรรมการในบริษัทAISแทนนายศุภเดช ซึ่งเป็นโควต้าของธนาคารไทยพาณิชย์ อันเป็นธนาคารในเครือสำนักงานทรัพย์สินฯ

ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในซีดาร์ โฮลดิ้งส์
ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในชิน คอร์ปอเรชั่น
ชิน คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของAIS
AIS ซึ่งแต่งตั้งนายดุสิต นนทะนาคร มาเป็นกรรมการบริษัท
นายดุสิต ผู้ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหารและลูกหม้อของเครือซิเมนต์ไทย
เครือซิเมนต์ไทยอันเป็นธุรกิจในเครือสำนักงานทรัพย์สิน

จึง เรียนมาเพื่อให้เวบไซต์ ASTV ผู้จัดการได้รับทราบ ความจริง ณ โอกาสนี้ หากผู้เขียนข่าวของASTVผู้จัดการ ยังเข้าใจมั่วๆว่าAIS ยังเป็นของตระกูลชินวัตร ก็ย่อมแสดงว่าที่นายสนธิ ลิ้มฯทำมาตลอด 5 ปีนี้ล้มเหลวในการสื่อสารโดยสิ้นเชิง เพราะลูกน้องของนายสนธิก็ยังเข้าใจผิดถนัดขนาดนี้

เข้าใจผิดปล่อยไก่หมดเล้าว่า..นายดุสิตเข้ามาเป็นกรรมการบริษัทAISเพราะตระกูลชินวัตรแต่งตั้งมา...อนิจจาอนิจจัง


******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

ไทยอีนิวส์:เบื้องหลังการกวนตีนจากสภาหอการค้า-การต่อต้านค่าแรง300จากสภาอุตฯ องค์กรซ่อนเงื่อนของใคร..?

-ASTVผู้จัดการออนไลน์:เว็บเสื้อแดงโวยจะเอาค่าแรง 300 บาท โยงมั่วหอการค้า-สภาอุตฯ ค้านเพราะ “อำมาตย์” ไม่ให้ขึ้น

-หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม 54:เสื้อแดงมั่วดึงอำมาตย์เอี่ยว สกัดค่าแรง300 เอกชนถล่มเอสเอ็มอีสูญพันธุ์

222ปีปฏิวัติฝรั่งเศส บทเรียนสำหรับไทย

ที่มา Thai E-News


'เกิดขบถขึ้นรึ?' พระเจ้าหลุยส์ที่16ทรงถาม...'หามิได้พระเจ้าค่ะ มันคือการปฏิวัติ' มหาดเล็กตอบ


โดย Pegasus
14 กรกฎาคม 2554

สรุป แล้วการปฏิวัติฝรั่งเศสตั้งแต่ ๑๗๘๙-๑๘๗๕ ใช้เวลาทำให้ประชาชนตัดสินใจได้ในการยกเลิกระบอบกษัตริย์โดยสิ้นเชิงใช้เวลา ทั้งหมด ๘๖ ปี และการล่มสลายของระบอบกษัตริย์ในฝรั่งเศส เกิดจากกลุ่มนิยมสถาบันกษัตริย์อย่างบ้าคลั่งที่แอบอิง และอาศัยประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นเอง ไม่ใช่จากประชาชนหรือใครอื่นใดเลย ..ที่สำคัญคือเหตุการณ์ต่างๆช่างคล้ายคลึงกับประเทศไทยในปัจจุบัน


*หมายเหตุผู้เขียน:ที่ มาของเนื้อหาได้มาจากหลายแหล่ง ขออภัยที่ไม่สามารถระบุได้ครบถ้วนในคราวนี้ เป็นเพียงต้องการลำดับเรื่องเพื่อความเข้าใจในภาพสำคัญในการปฏิวัติฝรั่งเศส ที่อาจมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในประเทศไทยคล้ายคลึงกัน เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆได้พัฒนาไปในแนวทางเดียวกัน เพียงแต่ตัวละครจะเปลี่ยนจากระบอบกษัตริย์ เป็นระบอบอำมาตย์เท่านั้น จะเหมือนหรือแตกต่างอย่างไรอยู่ที่ท่านผู้อ่านแต่ละท่านจะนำไปคิดไตร่ตรอง ต่อไป

ประการสำคัญคือเมื่อประชาชนเหลืออด การนำด้วยกลุ่มหัวรุนแรงจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้แต่ฝ่ายเป็นกลางก็จะถูกขจัดไปในที่สุด การหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นี้คงอยู่ที่ฝ่ายอำมาตย์เท่านั้นที่หากมีโอกาสอ่าน เอกสารนี้ขอให้คิดใหม่ และยุติปัญหาต่างๆเสียเมื่อยังทำได้


การ ปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 มีผลต่อยุโรปโดยรวมอย่างมาก เพราะฝรั่งเศสเป็นประเทศมหาอำนาจของยุโรปในขณะนั้น (การปฏิวัติฝรั่งเศสแสดงให้เห็นว่ามนุษย์พร้อมที่จะกำหนดชะตาชีวิตและแสวงหา ความสุขของตนเองได้ด้วยการได้มาซึ่งเสรีภาพ และด้วยเสรีภาพนี้เองมนุษย์จะสร้างชุมชนที่อยู่ด้วยกันได้โดยสงบสุข สันติและเจริญรุ่งเรืองโดยไม่ต้องพึ่งพาอำนาจพิเศษจากสวรรค์หรือตัวแทนจาก สวรรค์ใดๆ...Pegasus)


พระเจ้าหลุยส์ที่16

สาเหตุของการปฏิวัติ

1. สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การที่ฝรั่งเศสพัวพันกับการทำสงครามหลายครั้งตั้งแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาจนกระทั่งถึงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ก็แพ้สงคราม 7 ปีกับอังกฤษในอเมริกา และต่อมาสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็ส่งกองทัพไปแก้แค้นอังกฤษด้วยการส่งกองทัพไปช่วยชาวอเมริกันประกาศอิสรภาพ แต่ก็ทำให้เป็นหนี้จำนวนมหาศาล

ฝรั่งเศสกู้เงินเป็นจำนวนมากมาช่วย ชาวอาณานิคมอเมริกันทำสงครามต่อต้าน อังกฤษ ทำให้ประชาชนชาวฝรั่งเศสมีแต่ความยากจนและหิวโหยไปทั่ว ในขณะที่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ไม่รู้สึกพระองค์ว่าพร้อมในการปกครองแม้ว่าจะได้รับการศึกษามาอย่างดีเนื่อง จากมีพระชนม์เพียง 20 ชันษา

(ดูการกู้เงิน การล้มละลายของระบบเศรษฐกิจ และ ความไร้เดียงสาของผู้บริหารประเทศแล้วคล้ายคลึงกัน...Pegasus)


พระนางมารีอังตัวเน็ตต์

2. สถานการณ์ทางสังคมและการเมือง ใน ปีหนึ่งเกิดการเสีย หายในผลผลิตทางการเกษตรทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งขนมปังที่ เป็นอาหารหลักของชาวฝรั่งเศส ในขณะที่ในพระราชวังยังคงมีความหรูหราฟุ่มเฟือยกันอยู่

จนมีผู้ เสนอฎีกากล่าวหาว่า ความฟุ่มเฟือยของราชสำนักเป็นสาเหตุของความยากจนของประชาชนโดยมีการกล่าวว่า อาหารในวังเพียงหนึ่งวันก็สามารถเลี้ยงประชาชนได้เป็นพันคน

โรแบสปิแอร์

ผู้อยู่เบื้องหลังฎีกาฉบับนี้คือ แมกซิมิลเลียน โรแบสปิแอร์ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติฝรั่งเศสต่อไป

ส่วน พระเจ้าหลุยส์ฯได้รับคำแนะนำที่ผิดให้สร้างฐานะความเข้มแข็งของฝรั่งเศส ด้วยการขึ้นภาษีกับฐานันดรที่ 3 ได้แก่ประชาชนโดยที่ ฐานันดรอื่นไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย

นอกจากความโกรธแค้นนี้แล้ว ธรรมชาติก็ได้ลงโทษชาวฝรั่งเศสเหมือนจะเร่งให้เกิดการปฏิวัติเร็วขึ้นด้วย การทำให้เกิดฤดูหนาวยาวนานผิดปกติตามมาเป็นเหมือนเหตุร้ายต่อประเทศฝรั่งเศส

ต่อมาฤดูร้อน ค.ศ.1788 เกิดความแห้งแล้งขาดแคลนอาหารมากขึ้นอีก ขนมปังจึงมีราคาสูงขึ้นทำให้เกิดการกักตุนอาหาร คนต้องใช้รายได้ทั้งเดือนมาหาซื้อขนมปังในวันเดียว ทำให้เกิดจลาจลขึ้นทั่วไปเพื่อปล้นขนมปัง

ด้วยความจำเป็นฝรั่งเศสจึงได้จ้างรัฐมนตรีการคลังที่มีความสามารถมาบริหารกระทรวงการคลังชื่อว่าจ้าค เนกเกอร์

ตลอด ปี 1789 เนกเกอร์กล่าวว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องหาขนมปังและข้าวสาลีมาให้ ประชาชนให้เพียงพอ ดังนั้นจึงได้เสนอให้มีการเรียกประชุมสภาฐานันดรเป็นครั้งแรกในรอบ 175 ปี ในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1789 ณ พระราชวังแวร์ซายส์

เนกเกอร์เสนอให้ เก็บภาษีที่ดินจากพลเมืองทุกคน แต่ถูกฐานันดรที่ 1(พระ) และฐานันดรที่ 2 (ขุนนางทั่วไป) ต่อต้าน ฐานันดรที่ 3 (ประชาชนทั่วไปร้อยละ97 แต่มีจำนวนสมาชิกเพียงหนึ่งในสาม) จึงเรียกร้องให้เพิ่มจำนวนผู้แทนของตนขึ้นอีกเท่าตัวเพื่อจะได้มีจำนวนเท่า กับผู้แทนฐานันดรที่ 1 และ 2 รวมกัน

ในครั้งนั้นโรแบสปิแอร์ได้นำ เหล่าฐานันดรที่ 3 เรียกร้องให้พระและขุนนางจ่ายภาษี พระเจ้าหลุยส์ฯรู้สึกว่าถูกคุกคามจากฐานันดรที่ 3หัวรุนแรง

สภา ฐานันดรแห่งชาติเปิดประชุมในวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1789 แต่ละฐานันดรถูกจัดให้แยกกันประชุม ฐานันดรที่ 3 เรียกร้องให้เปิดประชุมร่วมกัน แต่พอไปถึงพบประตูปิด เลยออกไปประกาศตนเป็นสมัชชาแห่งชาติ

ในวันที่ 20 มิ.ย. สมัชชาแห่งชาติได้จัดประชุมขึ้นบริเวณสนามเทนนิส (ที่จริงเป็นสนามแฮนด์บอลล์) ของพระราชวังแวร์ซายส์ และเรียกร้องว่าจะไม่หยุดประชุมกันจนกว่าจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และประกาศตัวเองว่าเป็นตัวแทนของประชาชนฝรั่งเศสที่แท้จริงและเริ่มเห็น โอกาสที่จะท้าทายกษัตริย์ฝรั่งเศสได้แล้วในขณะนั้น แม้ว่าความเป็นจริงจะไม่ง่ายอย่างนั้น

เพราะในที่สุดตัวแทนเหล่านี้ก็ถูกทหารปราบปรามและกำจัดในที่สุด

(ปัญหา ความอดอยาก การตกงาน ความแตกต่างทางชนชั้น หรือการครองชีพได้ปรากฏชัดขึ้นทุกขณะในสังคมไทย ฝ่ายที่มีเส้นครอบครองเศรษฐกิจสำคัญๆและผูกขาดไว้จำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะเดียวกันก็ทำให้ประชาชนยากจน เจ็บป่วยและพอใจให้ไร้การศึกษาเพื่อให้ยอมอยู่ใต้การปกครองตลอด ไป...Pegasus)


ดันตอง

3. พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 มีความผิดปกติทางสรีระบางประการทำให้ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์กับพระนางมารี อังตัวเนตได้ ก่อ ให้เกิดข่าวลือและการเหยียดหยามตลอดจนการว่าร้ายความฟอนเฟะในราชสำนักอย่าง แพร่หลาย แม้ว่าในภายหลังพระเจ้าหลุยส์ฯจะทรงได้รับการรักษาและทรงมีรัชทายาทได้แต่ ความเสียหายได้กระจายไปจนทั่วแล้ว

(ระบอบอำมาตย์ของไทยและบริวารทั้งที่เป็นข้าราชการและนักการเมืองก็มีเรื่องให้เป็นข่าวลือมากมายสุดที่จะบรรยาย...Pegasus)


4. ความแพร่หลายของความคิดใหม่ในศตวรรษที่ 18 ที่ถือกันว่าเป็นยุคแห่งความรอบรู้และเหตุผล ซึ่งกระแสความคิดเช่นนี้เองท้าทายความเชื่อเดิมเรื่องอำนาจของศาสนจักรและกษัตริย์

จิต ใจของประชาชนเอนเอียงออกจากฐานันดรของฝ่ายปกครองมากขึ้นเรื่อยๆ ระบบคิดทางวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญกับการค้นคว้าหาเหตุผลด้วยตัวเองและไม่ เชื่อในสิ่งที่ผู้อื่นบอกเล่าเสมอไป

ประเพณีเดิมที่ส่งเสริมให้เชื่อ ศาสนจักรและกษัตริย์จึงเริ่มถูกท้าทายขึ้น เรื่อยๆในความคิดของคนทั่วไป สิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติที่เริ่มต้นจากความคิดนั่นเอง

การที่ ทุกคนมีเหตุผลได้ การเรียกร้องความเท่าเทียมกัน การไม่เชื่อ ไม่นับถือสถานะพิเศษใดๆ จึงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติขึ้นจริงๆ และกลายเป็นอันตรายต่ออภิสิทธิชนในที่สุด

เพราะประชาชนเชื่อเสียแล้วว่ามนุษย์เกิดมาไม่แตกต่างกัน แนวความคิดของวอลแตร์ มองเตสกิเออร์ และสงครามประกาศอิสรภาพอเมริกันซึ่งอยู่ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา กระตุ้นให้ชาวยุโรปตื่นตัวในเรื่องเสรีภาพ มาควิส เดอ ลา ฟาแยตต์นำความนิยมในระบอบประชาธิปไตยจากการประกาศอิสรภาพอเมริกันมาเผยแพร่

มองเตสกิเออร์

{ มองเตสกิเออร์(1689-1755) เจ้า ของแนวคิด การแบ่งและคานอำนาจระหว่าง นิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ เพื่อมิให้ฝ่ายใดมีอำนาจกดขี่ได้ อำนาจทั้งสามไม่ควรอยู่ในมือคนๆเดียวหรือคณะเดียวแต่เป็นการถ่วงดุลระหว่าง กษัตริย์ ขุนนางและประชาชนโดย มองเตสกิเออร์เห็นว่าขุนนางควรมีอำนาจออกและยับยั้งกฎหมายร่วมกับสภาจาก ประชาชน รวมถึงการกำหนดงบประมาณแต่ไม่ควรเข้ามาทำงานด้านอำนาจบริหาร ส่วนกษัตริย์ไม่มีอำนาจออกกฎหมายมีแต่อำนาจยับยั้ง แต่สภาก็ยังตรวจสอบได้ว่าการใช้อำนาจบริหารเป็นอย่างไร กล่าวหาและเอาผิดที่ปรึกษาของกษัตริย์และเสนาบดีในฐานะฝ่ายบริหารแทน กษัตริย์ได้

(แนวคิดนี้สหรัฐอเมริกาได้นำไปใช้มากเรียกว่าระบบถ่วงดุลอำนาจ...Pegasus)


ใน ส่วนของเสรีภาพนั้นเห็นว่าเสรีภาพคือการที่จะทำในสิ่งที่ต้องการและไม่ บังคับให้กระทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ จะต้องมีกฎหมายมาเป็นคนกลางกำหนดว่า ประชาชนควรทำหรือไม่ควรทำอะไร เพื่อมิให้เสรีภาพของคนหนึ่งไปรบกวนเสรีภาพของคนอื่น และระบบกฎหมายนี้จะไม่เกิดกับระบอบทรราชที่ใช้กำลังอำนาจทำให้ประชาชนหวาด กลัว

(แนวคิดนี้สหรัฐอเมริกาและบางประเทศในยุโรปถือว่า มนุษย์มี เสรีภาพจะทำอะไรก็ได้ ตราบเท่าที่ไม่ไปรบกวนเสรีภาพของผู้อื่น รัฐจะเข้ามายุ่งกับประชาชนให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น...Pegasus)


วอลแตร์

วอลแตร์ (1694-1778) เป็นนักเหตุผลนิยม และใช้วิทยาศาสตร์ในการวิจารณ์ประวัติศาสตร์ ชักชวนให้ประชาชนใช้หลักเหตุผลในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆดังตัวอย่าง จดหมายจากอังกฤษ ดังนี้ จดหมายจากอังกฤษ (หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จดหมายปรัชญา) ซึ่งเป็นผลงานชิ้นแรกที่สร้างชื่อให้วอลแตร์นั้น เขียนในรูปจดหมายสมมุติ ๒๕ ฉบับ เนื้อหาเล่าถึงสังคมอังกฤษผ่านสายตาของผู้เขียน โดยที่วอลแตร์ใช้สังคมดังกล่าว เป็นเครื่องกระตุ้นให้ผู้อ่านคิดเปรียบเทียบกับสังคมฝรั่งเศส จึงเป็นธรรมดาที่ดินแดนอังกฤษ ตามบทพรรณนาในจดหมาย จะเลอเลิศไปด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนา ความสมดุลของอำนาจทางการเมือง สภาพปลอดอภิสิทธิในที่ดิน ความเสมอภาคในการเสียภาษี ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนตรงกันข้ามกับสภาวะที่เป็นอยู่ในฝรั่งเศส (และแน่นอนว่า ผู้เขียนจดหมายย่อมมองข้ามข้อบกพร่องทั้งหลาย ของสังคมอังกฤษ เพื่อขับเน้นแต่ด้านที่เป็นอุดมคติ) วอลแตร์ได้สอดแทรกการโจมตีการเอารัดเอาเปรียบประชาชน ในระบอบศักดินาเอาไว้ไม่น้อย เราลองมาฟังตัวอย่างคารมของเขาดังต่อไปนี้

"สามัญ ชนอันเป็นคนจำนวนมากที่สุด มีคุณธรรมที่สุด และควรแก่การเคารพยกย่องที่สุด อันประกอบไปด้วยผู้ศึกษากฎหมาย และวิทยาศาสตร์ พ่อค้า ช่างฝีมือ และชาวนา ผู้ประกอบอาชีพอันสูงส่งแต่ไร้เกียรติ สามัญชนเหล่านี้ เคยได้รับการเหยียดหยามจากเจ้า และพระราวกับว่าเป็นสัตว์ (...) ต้องใช้เวลานับเป็นศตวรรษทีเดียว ที่จะสร้างความยุติธรรมให้แก่มนุษยชาติ ในอันที่จะทำให้ประจักษ์ว่า เป็นความสยดสยองยิ่ง ที่คนส่วนใหญ่เป็นผู้หว่านไถ แต่คนส่วนน้อย เป็นผู้ชุบมือเปิบเอาพืชผลนั้นไป" }

(สังคมไทยปัจจุบัน ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมาก มาย แสวงหาข้อมูลและเหตุผลต่างๆอย่างเอาเป็นเอาตาย เกิดโรคตาสว่างระบาดโดยทั่วไป มีการค้นคว้าหาคำตอบจากอินเตอร์เนท การสื่อสารทางเลือก ดาวเทียม วิทยุชุมชนและจากการพบปะพูดคุยอย่างกว้างขวางและทุกหนทุกแห่ง ประชาชนไม่ยอมเชื่อฟังผู้ที่อ้างว่าตนเองมีคุณธรรมหรือมีบุญแบบพระและ กษัตริย์ในยุโรปอีกต่อไป...Pegasus)


มองเตสกิเออร์และ วอลแตร์ เป็นสองผู้มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก จากแนวคิดดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเรียกร้องสิทธิของพลเมืองและการปฏิวัติตาม มา

(แนวความคิดของ จอห์น ล๊อค ว่าด้วยเรื่อง ชีวิต เสรีภาพและทรัพย์สินและ จัง จาค รุสโซ ว่าด้วยสัญญาประชาคมก็มีความสำคัญไม่น้อย...Pegasus)


การ ปะทะกันเริ่มในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1789 หลังจากตัวแทนฐานันดรที่ 3 ได้เริ่มการปฏิวัติในที่ประชุมสภาฐานันดรแล้ว พระเจ้าหลุยส์ฯได้ส่งทหารจำนวน 3 หมื่นนายมาล้อมกรุงปารีสและไล่รัฐมนตรี จ้าค เนกเกอร์ออก

(ของไทยกองกำลังทหารในแต่ละกองทัพ คำนวณจากแถลงการณ์ว่ามีขั้น ต้น 33 กองร้อย รวมแล้วจึงควรมีกำลัง 100 กองร้อยๆละ ไม่เกิน 150 คนรวมเป็นกำลังติดอาวุธ 15,000 คน แต่อาวุธทันสมัยกว่าสมัยฝรั่งเศสมาก แต่ประชาชนที่จะแปรสภาพเป็นมวลชนของไทยมีมหาศาลกว่ามาก...Pegasus)


ข่าวลือเรื่องกษัตริย์จะใช้กำลังทหารสลายการประชุมสมัชชาแห่งชาติก็ทำให้เกิดความโกลาหล เฉพาะในหมู่ชาวปารีสหัวรุนแรง ที่เรียกว่าพวกซองกูลอต (sans-culottes) ได้มีการปล้นปืนมาได้จำนวน 28,000 กระบอก แต่ขาดดินปืน

ใน วันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 จึงยกขบวนประมาณ 800 คนไปที่คุกบาสตีย์ (Bastille) ซึ่งใช้เป็นที่ขังนักโทษการเมือง เหตุการณ์การทลายคุกบาสตีย์ (Fall of the Bastille) นี้ซึ่งต่อมาถือเป็นวันเริ่มต้นเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นวันชาติ ฝรั่งเศสในปัจจุบัน พร้อมกับธงไตรรงค์คือสีแดง น้ำเงิน และขาว เข้าฆ่าทหารในคุกด้วยมีดและหอก และนำหัวของผู้คุมคุกมาเสียบประจานบนหอก

ความ รุนแรงนี้สมาชิกสภาฐานันดรที่ 3ที่เรียกว่าสมัชชาแห่งชาติไม่ได้ห้ามปราม แต่ได้ให้การสนับสนุนและการเพิกเฉยนี้จะทำให้เกิดผลตามมาอีกมากมายในภายหลัง

ในวันเดียวกันนั้นพระเจ้าหลุยส์ฯเสด็จกลับมาจากการล่าสัตว์ มหาดเล็กได้ไปกราบทูลว่าเกิดเหตุที่คุกบาสตีย์
พระองค์ถามว่ามีกบฏใช่ไหม แต่มหาดเล็กทูลตอบว่าไม่ใช่ มันคือการปฏิวัติ


การ บุกคุกบาสตีย์ ทำให้การปฏิวัติไม่มีการหันหลังกลับ แต่เป็นการปลดปล่อยประชาชนออกจากอดีตและเป็นการโค่นล้มทรราช ประชาชนทำการพังคุกนี้ด้วยมือเปล่า ขนหินแต่ละก้อนออกมาเพื่อทำลายสัญลักษณ์แห่งการกดขี่ทั้งมวล

(ความสยดสยองเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในไทย หากฝ่ายอำมาตย์ยอมรามือ...Pegasus)


หลังจากนั้นไม่กี่วัน ได้มีกฎหมายชื่อว่า คำประกาศแห่งสิทธิของมวลมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วยหลักการสำคัญ 3 ข้อที่เป็นอุดการณ์ของการปฏิวัติฝรั่งเศส คือ เสรีภาพ (liberty) เสมอภาค (equality) และภราดรภาพ (fraternity)

เพื่อ ยกเลิกการมีชนชั้นลง ประกาศนี้ระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทั้งชาติ และไม่มีการกล่าวถึงระบอบกษัตริย์อีก เท่ากับว่าสมัชชาแห่งชาติได้ยึดอำนาจไว้กับกลุ่มของตนได้ ประกาศดังกล่าวย้ำข้อเรียกร้องฐานันดรที่ 3 เช่น มนุษย์เกิดมาเป็นอิสระ และมีสิทธิเท่าเทียมกัน การจับกุมกล่าวหาและหน่วงเหนี่ยวบุคคลใดๆจะกระทำได้เฉพาะตามที่กฎหมายกำหนด และทุกคนต้องเสียภาษีตามสัดส่วนของรายได้ที่ได้รับ ชาวฝรั่งเศสต้องการให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ มีการปกครองที่มีเหตุผล และมนุษย์มีเสรีภาพโดยเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะเสรีภาพของสื่อมวลชนที่ถูกปิดปากมาโดยตลอด

(เป็นความหวังของประชาชนไทยเมื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้เกิดขึ้น...Pegasus)


ขณะนั้นนายแพทย์ที่ผิดหวังกับสังคม มีชื่อว่า ฌัง ปอล มารา ซึ่ง ต่อมาได้ทำหนังสือพิมพ์และเป็นนักปลุกระดมอารมณ์ร้าย 5 ตุลาคม 1789 ทำให้ผู้หญิงแม่ค้าขายปลาที่แข็งแรงมากม าชุมนุมด้วยความโกรธแค้นว่า ขาดแคลนขนมปัง ขณะที่ในวังมีการจัดงานเลี้ยงจึงได้มาที่วังพร้อมปืนและหอก เพื่อถวายข้อเรียกร้องต่อพระราชา โดยมีคนมาล้อม 2 หมื่นคนเรียกร้องให้กษัตริย์กลับไปกรุงปารีส และเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ผู้หญิงก็บุกเข้ามาเพื่อปลงพระชนม์พระนาง มารี อังตัวเนต เมื่อพบทหารก็ฆ่านำมาเสียบปลายหอก 6 ตุลาคม 1789 ฝูงชนหกหมื่นคนเข้ามาบังคับให้พระราชาและพระราชินีกลับมากรุงปารีสเพื่อแก้ ปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมกับหัวของเหล่าทหารราชองครักษ์และข้าราชบริพาร ตามด้วยรถของพระราชา พระราชินี และกลายเป็นนักโทษในปารีสอย่างสิ้นเชิง และมีการปล้นเอาข้าวสาลีจำนวนมากออกจากพระราชวังแวร์ซายร์


เพื่อรักษาความสงบทั้งในเมืองและชนบทระหว่างที่ 5-11 สิงหาคม 1789 สภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติออกพระราชกฤษฎีกาหลายฉบับรวมเรียกว่า“พระราชกฤษฎีกาเดือนสิงหาคม” (August Decrees) ระบุถึงการยกเลิกระบบฟิวดัล ศาลต่างๆ มีการปรับปรุงกฎหมายอาญาโดยใช้หลักมนุษยธรรมมากขึ้นด้วยการยกเลิกการทรมานและตัดอวัยวะ

นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ. 1792 รัฐเริ่มนำเครื่องกิโยติน(guillotine) มาใช้เป็นเครื่องประหารเพื่อให้สิ้นชีวิตโดยเร็วและเจ็บปวดน้อยที่สุด สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติต้องการให้คริสตจักรฝรั่งเศสพ้นจากการควบ คุมดูและของสำนักสันตะปาปาที่ปรุงโรม และประกาศใช้ พระราชบัญญัติธรรมนูญสงฆ์ในค.ศ. 1790 บังคับให้พระปฏิญาณว่าจะรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประเทศ

(ใน ยุโรปศาสนาจักรเกี่ยวข้องกับการเมือง ของไทยก็เห็นชัดเจนว่าได้เกิดขึ้นแล้ว และจะเป็นสาเหตุสำคัญของการล่มสลายของศาสนาด้วยในที่สุด...Pegasus)


พระ เจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงเป็นบุคคลที่ยึดมั่นในศาสนา จึงไม่สบายพระทัยที่ต้องยอมรับพระราชบัญญัติธรรมนูญสงฆ์ ทรงวางแผนเสด็จหนีในวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1791 ด้วยการปลอมตัวเป็นคนใช้และหนีห่างจากปารีสไป 100 ไมล์เกือบจะถึงออสเตรียในอีกไม่กี่ไมล์ แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่จับได้เมื่อถึงเมืองวาแรน (Varennes) ก็ทรงถูกจับ และถูกส่งกลับกรุงปารีส เพราะไม่มีใครคอยช่วยอีกต่อไป และอำนาจของพระมหากษัตริย์ก็หมดไป โรแบสปิแอร์ได้เข้ามามีอำนาจแทน

(จะ เห็นได้ว่าในการปฏิวัติทุกแห่งฝ่ายหัวรุนแรงจะได้รับการยอม รับ และมักจะนำมาซึ่งความพินาศเสมอ ของไทยก็เริ่มปรากฏร่องรอยแล้ว...Pegasus)


ฝรั่งเศส ประกาศสงครามต่อออสเตรียซึ่งมีจักรพรรดิเป็นพระเชษฐาของสมเด็จพระ ราชินีมารี อังตัวเนต ในวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1792 ในเดือนต่อมาปรัสเซียจึงประกาศสงครามต่อฝรั่งเศส นับเป็นการเริ่มต้น สงครามการปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolutionary Wars, ค.ศ. 1792 – 1799)

ใน วันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1792 ออสเตรีย-ปรัสเซียได้ออกแถลงการณ์บรันสวิก (Brunswick Manifesto) เพื่อขู่ฝรั่งเศสว่า ถ้ากษัตริย์ฝรั่งเศสตกอยู่ในภาวะอันตราย พันธมิตรจะโจมตีกรุงปารีสทันที

10 สิงหาคม ค.ศ. 1792 ฝูงชนจำนวนหนึ่งด้วยการถูกกระตุ้นดังกล่าว และกองกำลังป้องกันชาติแห่งกรุงปารีสได้พากันไปที่พระราชวังตุยเลอรี เกิดการปะทะกับทหารรับจ้างชาวสวิส มีผู้เสียชีวิต 800 คน ทหารรับจ้างชาวสวิสประมาณ 1,000 คน และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ต้องเสด็จไปหลบภัยในสภาสมัชชาแห่งชาติ

แต่ระบอบกษัตริย์ได้จบสิ้น แล้วโดยพระเจ้าหลุยส์ฯได้ถูกถอดออกจากฐานันดร กษัตริย์อย่างเป็นทางการ ทหารรักษาพระองค์ที่เหลืออยู่ได้ถูกประหารด้วย กีโยตีนทั้งหมด พระราชวงศ์ถูกนำไปกักบริเวณที่เรือนจำเทมเปิล (Temple)

สภากงวองซิ งยง (Convention) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เปิดประชุมครั้งแรกวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 1792 และในวันรุ่งขึ้นก็ประกาศล้มเลิกระบอบกษัตริย์ฝรั่งเศสจึงเข้าสู่สมัย สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 (First Republic of France) ชายฝรั่งเศสทุกคนที่อายุ 21 ปีขึ้นไปมีสิทธิออกเสียง

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1792 มีการพิจารณาไต่สวนความผิดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พวกซองกูลอตถือว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตจำนวนมากของชาวฝรั่งเศสที่พระราชวังตุยเลอรี พระเจ้าหลุยส์สที่ 16 จึงถูกประหารด้วยกิโยตีนเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 1793

(พวกจิโรแดงสายกลางไม่ต้องการให้ประหารชีวิตแพ้เสียงพวก จาโคแบงโดย โรแบส ปิแอร์ ฝ่ายหัวรุนแรง) และพระนางแมรี อังตัวเนทถูกประหารชีวิตด้วยกิโยตีน 16 ตุลาคม 1793 ด้วยข้อหาเป็นชู้กับพระโอรสซึ่งไม่มีใครเชื่อว่าเป็นความจริง)

สมัยแห่งความหวาดกลัว

สภา กงวองซิยง (มี 12 ผู้ปกครอง) อ้างว่า สภาวะบ้านเมืองกำลังมีศึกทั้งภายนอกและภายใน จำต้องมีรัฐบาลปฎิวัติบริหารบ้านเมืองอย่างเฉียบขาด ซึ่งทำให้สังคมฝรั่งเศสปั่นป่วน และหวาดระแวงกันเองจนกลายเป็นช่วงเวลาของการมีชีวิตใน สมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว (Reign of Terror) ระหว่างมี.ค 1793 ถึงก.ค. 1794 มีประชาชนถูกประหารด้วย กีโยตีนนับพันคน

ช่วงเวลาแห่งความน่า สะพรึงกลัวสูงสุด (Great Terror) ของสมัยปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดขึ้นเมื่อมีการออกกฎหมายเดือนมิ.ย. 1794 ระบุว่าศัตรูของประชาชนจะต้องถูกนำตัวขึ้นศาลปฏิวัติแห่งกรุงปารีส และถูกพิพากษาตามความพอใจของคณะลูกขุนมากกว่าหลักฐานอื่นใด จำเลยจะไม่ได้รับสิทธิของคำปรึกษา แก้คดีและคำตัดสินก็มีเพียงให้ปล่อยตัวหรือให้ประหารเท่านั้น(นักโทษ นักโทษการเมือง พระ ชนชั้นสูง)

ภายใน 9 สัปดาห์ที่ใช้กฎหมายนี้จำนวนพลเมืองที่ถูกศาลปฏิวัติตัดสินประหารมีจำนวน 1,600 คนสตรีถูกข่มขืนอย่างทารุณ การกระทำนี้ถูกประณามไปทั่วยุโรป

ความตายของมารา

ต่อ มาเมื่อ ฝ่ายจิโรแดงซึ่งมีตัวแทนพื้นเพมาจากรากหญ้าชนบทเห็นว่าการปฏิวัติจะนำไปสู่ ความรุนแรงมากเกินไป นายแพทย์นักหนังสือพิมพ์หัวรุนแรงคือ ฌัง ปอล มารา ได้โจมตีฝ่ายจิโรแดงอย่างรุนแรง เนื่องจากอิทธิพลในการใช้สื่อนำให้มีการประหารด้วยกีโยตีนมาไม่น้อยกว่าสอง รัอยศพ แล้วยังต้องการให้มีการประหารต่อไปด้วยข้อหาภัยต่อการปฏิวัติ ชาลอตต์ กอเดย์ หญิงสาวชาวชนบทได้รับทราบข่าวว่า เป็นหนังสือพิมพ์ชี้นำให้ฆ่าคนไม่เลิก เธอได้มาที่ปารีสพร้อมรายชื่อที่อ้างว่าผู้ทรยศ มาราหลงเชื่อจึงถูก ชาลอตต์ฯ แทงเสียชีวิตในอ่างอาบน้ำ และกล่าวโทษว่าหนังสือพิมพ์นี้เป็นต้นเหตุของการฆ่าคนบริสุทธิ์

ในการพิจารณาคดี เธอไม่ยอมสำนึกผิด โดยอ้างว่าต้องการสันติภาพ แต่เธอกลับทำให้มารากลายเป็นนักบุญ และสันติภาพไม่เคยได้มาอีกเลย

ชน ชั้นกษัตริย์ยังถูกประหารต่อไป แม้สมาชิกในสมัชชาฯก็ถูกประหารชีวิตคนแล้วคนเล่าและเกิดกบฏต่อต้านการ ปฏิวัติและการโจมตีจากประเทศในยุโรป คณะปฏิวัติยกเลิกสิทธิของประชาชน มีตำรวจลับทั่วไปโดยใช้กฎหมายพิเศษเมื่อ 17 กันยายน 1793 ทำให้มีการประหารชีวิต การปิดปากสื่อ มีการปรักปรำ และศพเกลื่อนกลาด แม้แต่คำพูดที่ดูเป็นการวิจารณ์ใดๆก็ตาม

(กฎหมายความมั่นคง และกฎหมายหมิ่นฯของไทยน่าจะคล้ายคลึงกัน...Pegasus)


ด้วย ศาลคณะปฏิวัติ โดยคณะกรรมาธิการเพื่อความปลอดภัยของสาธารณชนจำนวน 12 คน (กงวองซิยง) ดังกล่าวมาแล้ว นำโดยโรแบสปิแอร์ ศาสนจักร รูปนักบุญถูกทำลายและแทนที่ด้วยรูปปั้นของมารา ปฏิทินยกเลิกปฏิทินของศาสนาคริสต์ และต่อต้านศาสนาคริสต์ มีการสังหารหมู่กบฏและพระนับร้อยคนด้วยวิธีการต่างๆ

นโปเลียน

ต่อมากองทัพฝรั่งเศสนำโดยนายทหารชื่อ นโปเลียน โบนาปาร์ต ขับไล่อังกฤษออกไปได้ ทำให้สงครามสงบลง 5 กุมภาพันธ์ 1794 โรเบสปิแอร์ได้กล่าวว่าความกลัวและความดีงามขาดกันและกันไม่ได้ ดังตอง เพื่อนของโรเบสปิแอร์ และคนสนิทผู้นำในการต่อสู้ป้องกันประเทศถูกจับกุมและถูกประหารเป็นพันคน

ดัง ตองก่อนตายกล่าวว่า เสียใจที่ไปก่อนโรเบสปิแอร์ หลังจากนั้น ในหน้าร้อนเมื่อ 11 มิถุนายน 1794 เริ่มการปราบปรามใหญ่มีการประหารเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณถึง เดือนละกว่า 800 ครั้งในปารีส

มิถุนายน 1794 ได้มีพิธีแห่งความดีเลิศด้วยการใช้เหตุผล ทำให้สมาชิกสมัชชาเริ่มคิดว่า โรเบสปิแอร์เสียสติ ในวันที่ 27 มิถุนายน โรเบสปีแอร์ ได้ปราศรัยถึงภัยคุกคามว่า มีรายชื่อศัตรูใหม่ของการปฏิวัติ โดยจะนำมาเปิดเผยในวันรุ่งขึ้น ดังนั้นด้วยความกลัวว่าตัวเองจะมีชื่อ วันรุ่งขึ้น โรเบสปิแอร์จึงถูกจับ ในที่สุดแมกซิมิเลียน โรแบสปิแอร์ (Maximillen Robespierre) ผู้นำการปฏิวัติคนสำคัญถูกสภาประกาศให้เป็นบุคคลนอกกฎหมาย

หลังจาก พยายามฆ่าตัวตายจนบาดเจ็บสาหัส ต่อมาจึงถูกประหารด้วยเครื่องกิโยตินในวันที่ 28 ก.ค. 1794 ก็นับเป็นการสิ้นสุดสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว

หลังจากนั้นอีก 5 ปีอำนาจได้ตกมาสู่นโปเลียน โบนาปาร์ต การปฏิวัติจึงสิ้นสุดลง

(หวัง ว่าประเทศไทยคงไม่เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกัน ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยจะระมัดระวังด้วยเสียงของมวลชนจำนวนมหาศาลไม่ยอมให้ฝ่าย ซ้ายหรือฝ่ายหัวรุนแรงหรือขวาปฏิกิริยาเผด็จการทำลายล้างกระบวนการ ประชาธิปไตยได้ ไทยก็จะได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และน่าชื่นชม ไม่ต้องเสียเวลาทอดยาวออกไปอีก...Pegasus)



เนื้อหาต่อไปปรับปรุงจากบทความของปิยบุตร แสงกนกกุล เรื่อง Ultra-royalisteกับการฟื้นฟูและล่มสลายของกษัตริย์ฝรั่งเศส โดยนำมาเสนอเฉพาะเหตุการณ์สำคัญเพื่อให้เห็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายขวาจัดนิยม เจ้ากับฝ่ายประชาธิปไตยที่ต้องมีต่อมาอีกยาวนาน

คณะราษฎร์ ปฏิวัติ พ.ศ.2475

Ultra-royaliste หรือที่ท่านปรีดี พนมยงค์ แปลว่า “ผู้เกินกว่าราชา” คือ กลุ่มการเมืองที่มีแนวคิดนิยมเจ้าอย่างสุดโต่งในฝรั่งเศสมุ่งหมายจะรื้อฟื้น สถาบันกษัตริย์กลับมาใหม่ ต้องการให้กษัตริย์มีอำนาจมาก ทั้งในทางความเป็นจริงและในทางสัญลักษณ์ มุ่งให้อภิสิทธิ์แก่พวกขุนนางรายล้อมกษัตริย์ มองประชาชนเป็นเพียง “ข้าแผ่นดิน” (Sujet) มากกว่าเป็น “พลเมือง” (Citoyen) หลายกรณี พวก Ultra-royaliste เรียกร้องอำนาจและอภิสิทธิ์ให้กษัตริย์มากกว่าที่กษัตริย์ต้องการเสียอีก

(เสื้อเหลืองที่คุ้มคลั่งน่าจะจัดเป็นกลุ่มนี้ได้...Pegasus)


ภาย หลังการล่มสลายของระบอบโบนาปาร์ต ฝรั่งเศสเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูกษัตริย์ หลุยส์ที่ ๑๘ ขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๑๘๑๕ ในยุคนี้ คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์ กษัตริย์มีอำนาจการบริหารประเทศอย่างแท้จริงโดยทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีเอง มี ๒ สภา คือ สภาขุนนางมาจากการแต่งตั้งของกษัตริย์ดำรงตำแหน่งตลอดชีพและสืบทอดตำแหน่ง ทางสายเลือด ส่วนสภาล่างมาจากการเลือกตั้งที่กำหนดให้เฉพาะผู้เสียภาษีมากๆเท่านั้นจึงจะ มีสิทธิเลือกตั้ง ประเมินกันว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นจำนวนเพียง ๑ ใน ๒๐๐ ของประชาชนทั้งประเทศ

(สรุปคือชนชั้นนำ ชนชั้นสูงที่เป็นมิตรกับระบอบกษัตริย์ ของไทยก็คงเป็นกลุ่มข้าราชการเก่า หรือชนชั้นนำ ทุนผูกขาดต่างๆที่อิงแอบกับอำมาตย์ โดยสังเกตง่ายๆจากกลุ่มสนับสนุนเหลือง และต่อต้านการถวายฎีกา...Pegasus)


กลุ่ม Ultra-royaliste ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในยุค Restauration ผ่านทางสภานิติบัญญัติซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มการเมืองนิยมเจ้าทั้งสิ้น

(เปรียบเทียบเหมือนไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2490-94 ที่ได้มีการยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญในสาระสำคัญใหม่หมดมาจนปัจจุบัน...Pegasus)


กลุ่ม Ultra-royaliste ออกกฎหมายลิดรอนเสรีภาพทางการเมืองและปราบปรามขั้วตรงข้ามทางการเมืองของตน

(ใช่กฎหมายหมิ่นฯ กฎหมายขององค์กรอิสระหรือไม่...Pegasus)


โดย เฉพาะการออกมาตรการความน่าสะพรึงกลัวสีขาว หรือ “Terreur blanche” (สีขาวเป็นสีของกษัตริย์ฝรั่งเศส) เพื่อทำลายกลุ่มนิยมสาธารณรัฐ กลุ่มนิยมระบอบโบนาปาร์ต และกลุ่มนิยมนิกายโปรเตสแตนท์

(ของไทยก็คงเป็นความน่าสะพรึงกลัวสีเหลืองที่ทำผิดร้ายแรงได้โดยไม่ต้องกลัวกฎหมาย...Pegasus)


มาตรการ Terreur blanche นำมาซึ่งการลอบสังหารนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม

(คาร์บอมบ์...Pegasus)


การปิดสื่อ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลและเรียกร้องให้กษัตริย์มีอำนาจมากขึ้นภายใต้การ “อำนวยการ” ของกลุ่ม Ultra-royaliste

(การเมืองใหม่ทั้งระบบใช่เลยอย่าลืมว่าผู้นำเป็นนักประวัติศาสตร์...Pegasus)


๑ ปีผ่านไป หลุยส์ที่ ๑๘ จำเป็นต้องยุบสภาเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง ผลจากความล้มเหลวของมาตรการ Terreur blanche ทำให้กลุ่ม Ultra-royaliste เสียที่นั่งในสภาให้กับกลุ่ม Royaliste libérale

(เปรียบเทียบได้กับไทยรักไทยเดิมหรือไม่...Pegasus)


เมื่อ กลุ่ม Royaliste libérale เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็รีบยกเลิกมาตรการ Terreur blanche ทันที และเร่งรัดออกกฎหมายปฏิรูปหลายฉบับ ต่อมา ๑๓ กุมภาพันธ์ ๑๘๒๐ Duc de Berry หลานของหลุยส์ที่ ๑๘ ถูกลอบสังหารหน้าโรงละครโอเปร่า พวกนิยมเจ้าเชื่อว่าการลอบสังหารนี้เป็นผลต่อเนื่องมาจากนโยบายของกลุ่ม Royaliste libérale ที่เอียงไปทางเสรีนิยมมากเกินไป จนทำให้ผู้นิยมสาธารณรัฐมีโอกาสตีโต้กลับ

ผลพวงของการตายของ Duc de Berry ทำให้กลุ่ม Ultra-royaliste กลับมาเป็นเสียงข้างมากในสภาอีกครั้ง และจัดการยกเลิกนโยบายเสรีนิยมทั้งหมด หันกลับไปออกกฎหมายเซ็นเซอร์สิ่งพิมพ์และกฎหมายจำกัดเสรีภาพของประชาชน กลุ่ม Ultra-royaliste ยังต้องการขจัดเสียงของกลุ่ม Royaliste libérale จึงออกกฎหมายอนุญาตให้ผู้เสียภาษีมากมีสิทธิเลือกตั้ง ๒ รอบ

(ของไทยคงใช้องค์กรอิสระดูจะได้ผลกว่า...Pegasus)


รอบ แรกเลือกสมาชิกสภา ๒๕๘ คน จากนั้นผู้เสียภาษีมากที่สุดจำนวน ๑ ใน ๔ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกอีก ๑๗๒ คนในรอบที่สองที่ทำเช่นนี้ก็เพราะว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้สนับสนุน กลุ่ม Ultra-royaliste นั่นเอง

(เทียบได้กับ สว.ลากตั้งใช่หรือไม่...Pegasus)


๑๖ กันยายน ๑๘๒๔ หลุยส์ที่ ๑๘ เสียชีวิต กลุ่ม Ultra-royaliste ได้ผลักดันน้องชายของหลุยส์ที่ ๑๘ ขึ้นครองราชย์แทนในนามชาร์ลส์ที่ ๑๐ กลุ่ม Ultra-royaliste และชาร์ลส์ที่ ๑๐ ร่วมมือกันสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบเก่าด้วยการรื้อฟื้นสัญลักษณ์ของ สถาบันกษัตริย์ก่อนปฏิวัติ ๑๗๘๙ กลับมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพิธีราชาภิเษก การก่อสร้างอนุสาวรีย์พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ซึ่งโดนคณะปฏิวัติประหารด้วยเครื่องกีโยติน การออกกฎหมายชดเชยค่าเสียหายให้แก่เจ้าและขุนนางที่ได้รับผลกระทบจากการ ปฏิวัติฝรั่งเศส ๑๗๘๙ ซึ่งคำนวณกันว่าต้องใช้งบประมาณถึง ๖๓๐ ล้านฟรังค์ ตลอดจนการออกกฎหมายกำหนดโทษแก่ผู้หลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะผู้ที่ขโมยหรือทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะมีโทษถึงประหารชีวิต นอกจากนี้ยังเพิ่มความเข้มงวดการเซ็นเซอร์สื่อและการจำกัดเสรีภาพการพิมพ์ อีกด้วย

(ยุคแห่งความกลัวฝ่ายกษัตริย์กลับมาอีกครั้ง...Peasus)



ด้วย ปัญหาทางเศรษฐกิจบีบบังคับให้ชาร์ลส์ที่ ๑๐ ต้องยุบสภา (ปกครองด้วยวิธีการเผด็จการและขวาจัดมักจัดการบริหารไม่ได้เนื่องจากไม่สอด คล้องกับระบบอุตสาหกรรมสมัยนั้น) ผลการเลือกตั้งทำให้ได้สภาที่มีสมาชิกสายปฏิรูปมากขึ้น ชาร์ลส์ที่ ๑๐ จึงจำใจต้องตั้ง Martignac นักการเมืองนิยมเจ้าสายปฏิรูป เป็นหัวหน้ารัฐบาล การดำเนินนโยบายของรัฐบาลไม่เป็นที่สบอารมณ์ของชาร์ลส์ที่ ๑๐ และกลุ่ม Ultra-royaliste ที่เห็นว่ารัฐบาลโน้มเอียงไปทางเสรีนิยม

ในขณะที่ กลุ่มเสรีนิยมก็มองว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายปฏิรูปแบบกระมิดกระเมี้ยน ในที่สุด Martignac จึงลาออกจากตำแหน่ง ชาร์ลส์ที่ ๑๐ ตัดสินใจตั้ง Prince de Polignac นักการเมืองกลุ่ม Ultra-royaliste ขึ้นเป็นหัวหน้ารัฐบาลแทน แต่ด้วยนโยบายแข็งกร้าว ทำให้อยู่ได้ไม่นานชาร์ลส์ที่ ๑๐ ก็ต้องยุบสภา

ผล การเลือกตั้งปรากฏว่าฝ่ายค้านได้สมาชิกสภาเพิ่มเป็น ๒๗๐ ที่นั่งจากเดิม ๒๒๑ ที่นั่ง ในขณะที่รัฐบาลเก่าได้เสียงลดลงเหลือ ๑๔๕ ที่นั่งจากเดิม ๑๘๑ ที่นั่ง ชาร์ลส์ที่ ๑๐ จึงตัดสินใจออกประกาศ ๔ ฉบับทันที ได้แก่ ประกาศยุบสภา (ห่างจากยุบสภาครั้งก่อนครั้งก่อนเพียง๗๐ วันและหลังเลือกตั้งไม่ถึงเดือน) ประกาศยกเลิกเสรีภาพการพิมพ์ ประกาศจำกัดผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เฉพาะคนที่เสียภาษีเกิน ๓๐๐ ฟรังค์และประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกันยายน

กล่าวกันว่า ประกาศทั้ง ๔ ฉบับเสมือนเป็นการรัฐประหารโดยชาร์ลส์ที่ ๑๐ และกลุ่ม Ultra-royaliste ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนจำนวนมาก ในที่สุดนักหนังสือพิมพ์ กรรมกร ชนชั้นกฎุมพี จึงรวมตัวกันล้มล้างการปกครองของชาร์ลส์ที่ ๑๐ โดยใช้เวลาเพียง ๓ วัน ตั้งแต่ ๒๗ – ๒๙ กรกฎาคม ๑๘๓๐

เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๑๐ ถูกเนรเทศ กลุ่มการเมืองนิยมเจ้าสายปฏิรูปยืนยันให้มีกษัตริย์ต่อไป แต่ต้องการกษัตริย์ประนีประนอม ไม่เอนเอียงไปกับกลุ่ม Ultra-royaliste เพื่อปูทางปฏิรูปประชาธิปไตย จึงตัดสินใจเอาเจ้าสายราชวงศ์ออร์เลอองอย่างหลุยส์ ฟิลิปป์ขึ้น เป็นกษัตริย์พร้อมกับออก Charte ลงวันที่ ๑๘๓๐ ใช้เป็นธรรมนูญการปกครองแทน โดยลดอำนาจของกษัตริย์ไม่ให้มีอำนาจในการเสนอกฎหมาย และให้อำนาจอธิปไตยเป็นของชาติ

เราเรียกยุคนี้ว่า “ Monarchie de Juillet” เพราะเหตุการณ์ที่ประชาชนร่วมกันขับไล่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๑๐ เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม (Juillet) นั่นเอง

(เป็นการ ตัดสินใจนำอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนกลับมาอีกครั้ง หนึ่ง หลังจากพลาดท่าเพราะมีการปฏิวัติที่หวาดกลัวสมัย แมกซิมิลเลียน โรแบสปิแอร์...Pegasus)


รัฐบาลเริ่มนโยบายก้าวหน้าขึ้น ตั้งแต่การยกเลิกระบบสืบทอดตำแหน่งสภาขุนนางทางสายเลือด

(ของไทยเปรียบเทียบเป็นระบบลากตั้ง หรือข้าราชการ หรือกลุ่มอนุรักษ์ กลุ่มจารีต ทุนผูกขาด...Pegasus)


การ ขยายสิทธิเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้งออกไป (ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นผู้ชายอายุ ๒๕ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๒๐๐ ฟรังค์ จากเดิมที่ให้เฉพาะผู้ชายอายุ ๓๐ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๓๐๐ ฟรังค์ ส่วนผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งก็เปลี่ยนเป็นผู้ชายอายุ ๓๐ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๕๐๐ ฟรังค์ จากเดิมต้องเป็นผู้ชายอายุ ๔๐ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๑๐๐๐ ฟรังค์)

การยกเลิกการปิดกั้นเสรีภาพใน การพิมพ์ ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกไม่เป็นศาสนาประจำชาติอีกต่อไป ตลอดจนการนำธงไตรรงค์ “น้ำเงิน ขาว แดง” จากเดิมที่มีแต่สีขาว มาใช้เป็นธงประจำชาติแม้หลุยส์ ฟิลิปป์จะได้การยอมรับจากประชาชนมากถึงขนาดที่ชาวฝรั่งเศสขนานนามว่าเป็น “กษัตริย์ของพลเมือง” แต่การดำเนินนโยบายของรัฐบาล Guizot ก็ยังโน้มเอียงไปทางอนุรักษ์นิยมอยู่มาก

ประกอบ กับวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี ๑๘๔๖ ถึง ๑๘๔๘ และอุดมการณ์ประชาธิปไตยตลบอบอวล ยิ่งกระตุ้นให้กลุ่มนิยมสาธารณรัฐเริ่มรวมตัวจัดตั้งองค์กรปฏิวัติกษัตริย์ ด้วยการจัดงานเลี้ยงตามหัวเมืองใหญ่ๆเพื่อรณรงค์ทางการเมือง เช่น การเรียกร้องให้ขยายสิทธิเลือกตั้งออกไปให้ทั่วถึงไม่ใช่จำกัดเฉพาะผู้เสีย ภาษีมาก

การชุมนุมทางการเมืองเริ่มขยายตัวกว้างขวางขึ้น รัฐบาล Guizot ไม่สนองตอบต่อข้อเรียกร้อง ตรงกันข้ามกลับปราบปรามการชุมนุม ยิ่งทำให้คะแนนนิยมตกต่ำลง

กว่าหลุยส์ ฟิลิปป์จะตัดสินใจเปลี่ยนหัวหน้ารัฐบาลและสัญญาว่าจะดำเนินการปฏิรูปให้เข้ม ขึ้นก็สายเกินไปเสียแล้ว ในที่สุด กลุ่มนิยมสาธารณรัฐได้โอกาสเข้ายึดอำนาจจากหลุยส์ ฟิลิปป์ และประกาศให้ฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๑๘๔๘

ฝรั่งเศสเข้าสู่สาธารณรัฐที่ ๒ ได้ไม่นาน หลุยส์ นโปเลียน หลานของนโปเลียน โบนาปาร์ตขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และจัดการรวบอำนาจไว้กับตนเอง เปลี่ยนกลับไปปกครองแบบจักรวรรดิเหมือนโปเลียน

(สมัยปัจจุบัน ระบอบนโปเลียนฯ อาจถือได้ว่าเป็นรูปแบบของเผด็จการทหารได้...Pegasus)


พร้อม กับตั้งตนเป็นจักรพรรดิตลอดชีพในนาม นโปเลียนที่ ๓ จักรวรรดินี้ดำรงอยู่ได้ ๑๘ ปี จนกระทั่งเกิดสงครามกับปรัสเซีย นโปเลียนที่ ๓ และจักรววรดิที่ ๒ ก็ล่มสลายไป

หลังนโปเลียนที่ ๓ พ่ายแพ้สงครามกับปรัสเซีย ฝรั่งเศสเปลี่ยนมาปกครองแบบสาธารณรัฐ ฝ่ายนิยมเจ้าเรียกร้องให้เพิ่มคำว่า “ชั่วคราว” ต่อท้ายคำว่า “สาธารณรัฐ” ในขณะที่ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐก็เกรงว่าหากให้พวก Ultra-royaliste ปกครองประเทศก็หนีไม่พ้นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนและเข้าข้างอภิสิทธิ์ชน ดังที่เคยเป็นมา

การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มนิยมเจ้ากับกลุ่มนิยมสาธารณรัฐดำเนินไปอย่างเข้มข้น

(การ ต่อสู้ของไทยระหว่างกลุ่มนิยมเจ้า กับกลุ่มประชาธิปไตยก็เทียบเคียงได้โดยเปรียบเทียบได้ตั้งแต่ การยึดอำนาจครั้งแรกของฝ่ายนิยมเจ้าด้วยพรรคการเมืองและทหารในปี พ.ศ. 2490 และการยึดอำนาจทุกครั้งอำนาจของฝ่ายนิยมเจ้าจะเพิ่มมากขึ้นตาม ลำดับ...Pegasus)


อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าจะเลือกปกครองในระบอบใดระหว่างสาธารณรัฐหรือประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ

(ประเทศไทยอยู่ที่ว่าจะเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบแอบแฝงเผด็จการหรือประชาธิปไตยเต็มใบ...Pegasus)


จน กระทั่งเกิดกรณี “ธงขาว” ซึ่งเริ่มจาก Comte de Chambord ออกมาเรียกร้องให้ฝรั่งเศสนำธงสีขาวที่มีดอกไม้สัญลักษณ์ประจำราชวงศ์บู ร์บ็อง (Fleur de lys) กลับมาใช้เป็นธงชาติแทนที่ธงไตรรงค์ ข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ปลุกให้กลุ่ม Ultra-royaliste กลับมาร่วมมือกันรื้อฟื้นสถาบันกษัตริย์อีกครั้ง

(ยัง ไม่มีการเรียกร้องให้ใช้ธงเหลืองแทนธงไตรรงค์ในไทย นับว่าปราณีอยู่มาก อย่างไรก็ตามกรณีธงขาว อาจเทียบได้กับกรณี สงกรานต์เลือดที่ฝ่ายใช้เสื้อเหลือง เสื้อฟ้า สร้างสถานการณ์และทำร้ายประชาชนโดยมีทหารคอยป้องกันไม่ให้หนีก็น่าคิดเช่น กัน...Pegasus)


ความจริงแล้ว แนวโน้มที่ฝรั่งเศสจะปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขก็ยังพอมี อยู่บ้าง ประชาชนบางส่วนยังคงถวิลหาให้กษัตริย์เป็นประมุขเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของ ประเทศและแสดงถึงความเป็น มาทางประวัติศาสตร์ ประธานาธิบดีแม็คมานเองก็มีแนวโน้มจะช่วยฟื้นฟูให้กษัตริย์กลับมาเป็นประมุข ของรัฐอีกครั้ง แต่ด้วยความแข็งกร้าวของ Ultra-royaliste โดยเฉพาะกรณี “ธงขาว” ซึ่งแสดงให้ เห็นว่าแม้เพียงเรื่องเท่านี้ พวก Ultra-royaliste ยังไม่ยอมประนีประนอม

(ของไทยเปรียบเทียบได้กับการค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นอย่างหัวชนฝา...Pegasus)


หากปล่อยให้ Ultra-royaliste ครองอำนาจเห็นทีคงหนีไม่พ้นการปกครองแบบระบอบเก่าเป็นแน่ ดังนั้น Henri Wallon นักการ เมืองนิยมสาธารณรัฐจึงชิงตัดหน้าด้วยการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กำหนดว่า “ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมาจากการเลือกโดยเสียงข้างมากเด็ดขาด

(เสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกไม่ใช่องค์ประชุม...Pegasus)


ของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร มีวาระ ๗ ปี และสามารถถูกเลือกได้อีกครั้ง”

ผล การลงมติเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๑๘๗๕ ปรากฏว่า ฝ่ายที่เห็นควรให้ฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐเฉือนชนะไปอย่างหวุดหวิดด้วยคะแนน เสียง๓๕๓ ต่อ ๓๕๒ จากนั้นความนิยมในสถาบันกษัตริย์ก็ลดน้อยถอยลงตามลำดับ จนกลุ่มนิยมกษัตริย์ไม่มีโอกาสกลับมามีบทบาททางการ เมืองอีกต่อไป

(ถือ ว่าเป็นโชคดีของชาวฝรั่งเศส จะเห็นได้ว่าการเฉลิมฉลองวันปฏิวัติของฝรั่งเศสนั้น ชาวฝรั่งเศสจะแสดงออกถึงการรังเกียจกลุ่มหัวรุนแรงนิยมเจ้าอย่างรุนแรงเพราะ ประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสขมขื่นอย่างมาก...Pegasus)


เป็นอันว่าฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐโดยเด็ดขาด และกลุ่ม Ultra-royaliste ก็ปลาสนาการไปจากเวทีการเมืองพร้อมๆกับสถาบันกษัตริย์

(ประเทศ ไทยคงจะหวังให้ได้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข หวังว่าเหตุการณ์เสื้อเหลืองจะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเหมือนประเทศ ฝรั่งเศสในที่สุด สำหรับผู้ที่กล่าวถึงระบอบประธานาธิบดีบ่อยๆในทำนองใส่ร้ายป้ายสีฝ่าย ประชาธิปไตย ควรระวังว่าจะทำให้สาธารณชนสนใจศึกษาระบอบนี้มากขึ้น และจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบอบที่พูดถึงได้ในที่สุด การไม่พูดถึงเลยและพยายามรักษาสถาบันด้วยการกล่าวถึงแต่เพียงระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรยิ์ทรงเป็นประมุขจะเหมาะสมกว่า...Pegasus)


การ ปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 ได้ปลุกกระแสการสร้างสำนึกทางสังคมและการเมืองให้แก่ชาวยุโรปในคริสต์ศตวรรษ ที่ 19 การปฏิวัติฝรั่งเศสมีอิทธิพลอย่างมากต่อการปฏิวัติในหลายประเทศ การปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นการทำลายความอยุติธรรม และทดแทนด้วยความยุติธรรมที่ทุกคนคิดว่าดีกว่าและยังมีการแสวงหามาจน ปัจจุบัน การทดลองระบอบประชาธิปไตยของฝรั่งเศสได้ก่อให้เกิดระบอบประชาธิปไตยไปทั่ว โลกเพื่อเรียกร้องหา เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพด้วยการปฏิวัติ

สรุป แล้วการปฏิวัติฝรั่งเศสตั้งแต่ ๑๗๘๙-๑๘๗๕ ใช้เวลาทำให้ประชาชนตัดสินใจได้ในการยกเลิกระบอบกษัตริย์โดยสิ้นเชิงใช้เวลา ทั้งหมด ๘๖ ปี และการล่มสลายของระบอบกษัตริย์ในฝรั่งเศส เกิดจากกลุ่มนิยมสถาบันกษัตริย์อย่างบ้าคลั่งที่แอบอิง และอาศัยประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นเอง ไม่ใช่จากประชาชนหรือใครอื่นใดเลย

ที่ สำคัญคือเหตุการณ์ต่างๆช่างคล้ายคลึงกับประเทศไทยในปัจจุบันจน เกือบเชื่อว่าทุกอย่างจะลงเอยเช่นเดียวกัน สิ่งนี้ไม่เป็นที่พึงปรารถนาแต่ประการใด

Thursday, July 14, 2011

'ณัฐวุฒิ'ขออยู่นิ่งๆ รอลุ้นเก้าอี้รมต.

ที่มา ข่าวสด

ลับพอสมควร
สุมณฑา บุญคุ้ม รายงาน



วันก่อน ปะหน้า เสี่ยเต้น ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แม้มีข่าวจะปิ๋วเก้าอี้รัฐ มนตรี ก็ยังยิ้มได้บอกไม่ใช่ปัญหา

ก่อนตั้งวงเม้าธ์ถึงช่วงชีวิต 9 เดือน ที่อยู่ในคุกว่า เจอมาทุกรูปแบบ

"ครั้งแรกแค่ 12 วัน แต่ครั้งนี้เป็น 9 เดือน เรียกว่าได้ประสบการณ์ชีวิตเต็มๆ"

แถมคุยฟุ้งด้วยว่า มีชื่ออยู่ในแบล็กลิสต์ว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลในคุก

"ผมไม่ได้ภูมิใจเลย ต้องรีบไปแจ้งผู้คุมให้เอาชื่อออก เพราะไม่ใช่ของดีเลย"

ก่อนเล่าว่าที่มีชื่อเพราะบรรดานักเลงเล็กใหญ่ล้วนมาขออยู่ด้วยทั้งนั้น

เสี่ยเต้น ทำหน้ายิ้มๆ ก่อนเม้าธ์ว่า

อยู่ ในคุกมีเสียวหลายรอบ เพราะอยู่ที่นั่น มีทั้งอยู่แบบผัวเมีย อยู่กันแบบแฟน แต่เวลานอนต้องนอนเปิดไฟ เลยประกาศกร้าวว่าขอร้องอย่าทำอะไรประเจิดประเจ้อ

อดถามไม่ได้ว่าแล้วเผลอเสียตัวให้ใครบ้างรึเปล่า

เสี่ยเต้น ปฏิเสธเสียงสูง "บ้า ไม่เคย"

วกเข้าเรื่องตำแหน่งอีกครั้ง เจ้าตัวรีบเอ่ย กลอนทันที

"สมาธิอยู่ที่นิ่ง ไม่ได้อยู่ที่นั่ง"

เลยถูกแย็บว่า ถ้ากลัวจะไม่มีที่นั่งก็ต้องอยู่นิ่งๆ ใช่ไหม

เสี่ยเต้น ได้แต่ยิ้มรับแฮะๆ

กลัวพูดแล้วไม่มีเก้าอี้ล่ะสิ..555

วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7532 ข่าวสดรายวัน เปิดข้อหา'แขวน'ว่าที่ส.ส.ล็อตแรก

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



ต่ำกว่าเป้ายิ่งกว่ายอดส.ส.ที่ได้มาของพรรคไซซ์กลางไซซ์เล็กเสียอีก

สำหรับ จำนวนผู้แทนที่ผ่านการประกาศรับรองจากกกต.ในล็อตแรกเมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา เพราะเอาเข้าจริงมีแค่ 358 คน จากที่คาดการณ์ไว้แต่แรกว่าจะประทับตราผ่าน 445 คน

หมายความว่าล็อตนี้อนุมัติต่ำกว่าเป้า 87 คน รวมแล้วมีคนตกขบวนถึง 142 คน ต้องรอลุ้นต่อไปล็อตหน้าในวันที่ 19 ก.ค.

ใน จำนวน 358 ส.ส.ที่ผ่านการรับรองแล้ว เตรียมใส่สูทผูกไทเดินเข้ารายงานตัวต่อ สภาได้ แบ่งออกเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 109 คน และส.ส.เขตอีก 249 คน

โดย ในส่วนของบัญชีรายชื่อ เหลือที่ยังไม่ประกาศรับรองอีก 16 คน จากยอดทั้งหมด 125 คน ขณะที่ส.ส.เขตยังมีอีก 126 คนที่ไม่ได้รับการประกาศ จากจำนวนทั้งสิ้น 375 คน

โฟกัสที่ยอดแขวนว่าที่ส.ส.ทั้งสองระบบ ปรากฏว่าคนดังตกค้างกันถ้วนหน้าและทั่วถึง ชนิดไร้ข้อกังขาเรื่องสองมาตรฐาน

โดย ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 ของสองพรรคใหญ่ ไม่ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไป ยังค้างเติ่งอยู่ขั้นตอนของกกต. ไปไม่ถึงสภาหินอ่อนด้วยกันทั้งคู่

ตามด้วยแกนนำ นปช. ในบัญชีปาร์ตี้ลิสต์เพื่อไทย ก็โดนทั้งยวง ไล่ตั้งแต่สายฮาร์ดคอร์ยันวิชาการ ไม่ว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย,

น.พ.เหวง โตจิราการ, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายวิเชียร ขาวขำ และน.ส.จารุพรรณ กุลดิลก

รวม ถึงหัวหน้าทีมกฎหมายเพื่อไทยที่ดูแลเรื่องร้องเรียนเลือกตั้งของน้องสาวนาย ใหญ่อย่าง นายพิชิต ชื่นบาน ก็ยังติดแหง็กในป้ายแขวนของกกต.ด้วยเช่นกัน

ยกเว้นก็แต่ น้องเดียร์-น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ลูกสาว 'เสธ.แดง' ผู้ล่วงลับ ที่ฝ่าด่านอรหันต์เข้าไปนั่งแป้นรอในสภาก่อนใครเพื่อน

ขณะ ที่คีย์แมนพรรคประชาธิปัตย์ระดับ สุเทพ เทือกสุบรรณ ยังไม่แยกจาก 'แพ็กคู่' นายอภิสิทธิ์ กอดคอกันโดนแขวนพร้อม หน้าแกนนำคนดัง อาทิ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ และแม่เลี้ยงติ๊ก-นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู

ด้าน พรรคภูมิใจไทยเองก็ไม่ตกกระแส แกนนำสำคัญอย่าง ปู่ชัย ชิดชอบ นางพรทิวา นาคาศัย และ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ มีชื่อเกาะกลุ่ม กับเขาด้วย

สำหรับประเด็นข้อร้องเรียนของคนดัง ที่ทำให้กกต.ไม่สามารถประกาศรับรองชื่อได้เลยทันทีนั้น

เริ่ม จาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพิ่งรอดจากข้อหาผัดหมี่โชว์แท้ๆ แต่ต้องมาเจอดาบสองด้วยเรื่องร้องคัดค้าน กรณีไปใช้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ทั้งนายสมชาย และ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ มาช่วยขึ้นรถหาเสียงแห่ทั่วเมืองเชียงใหม่

รวมถึงการให้สมาชิกคนอื่นๆ จากบ้านเลขที่ 111 และ 109 ช่วยเดินแจกแผ่นพับ หาเสียง เป็นเหตุให้คนเข้าใจผิดในคะแนนนิยมได้

ส่วน นปช. ในกลุ่มบัญชีรายชื่อทั้งหมด โดนร้องคัดค้านเรื่องขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เนื่องจากต้องคำ พิพากษาของศาลให้จำคุก

ขณะที่ นปช. กลุ่มส.ส.เขต อาทิ นายการุณ โหสกุล ว่าที่ส.ส.กทม.เขต 12

จ.ส.ต. ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ว่าที่ส.ส.สุรินทร์ เขต 6 นายวรชัย เหมะ ว่าที่ส.ส.สมุทรปราการ เขต 4 ก็โดนร้องขาดคุณสมบัติ ด้วยเหตุผลเดียวกัน

สำหรับ นายพิชิต ชื่นบาน หัวหน้าทีมกฎหมายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกร้องเนื่องจากพ้นจากการจำคุกในคดีหมิ่นศาล กรณีเงิน 2 ล้านในถุงขนม ไม่ถึง 5 ปี

ฟากประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ โดนร้องคัดค้านกรณีสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจัดงานสินค้าราคาถูก (ธงฟ้า) ที่จ.สมุทรปราการ ในช่วงที่มีการหาเสียง โดยมีประชาชนในพื้นที่ได้ประโยชน์

นายองอาจ โดนเรื่องใช้อำนาจหน้าที่เป็นรมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแล อสมท ไม่ได้ให้กิจกรรมการหาเสียงทุกพรรคออกอากาศทางโทรทัศน์อย่างเป็นธรรม

ระดับ พี่เต้บ-นายสุเทพ ก็เจอข้อหาใส่ร้าย เรื่องที่ไปกล่าวหานปช.ว่าเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง จึงเป็นเหตุให้ยังไม่ได้รับการประกาศชื่อเป็นส.ส. สุราษฎร์ธานี

ขณะที่ ปู่ชัย ชิดชอบ ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โดนข้อหาจัดเลี้ยง

รุ่งขึ้นหลังพิธีปักป้ายแขวนของกกต. มีความเคลื่อนไหวและฟีดแบ็กของเหล่าคนดัง

นาย อภิสิทธิ์ ดูจะชิลชิลกับข้อร้องเรียน นอกจากประกาศไม่วิตกกังวล พร้อมจะชี้แจงทุกข้อกล่าวหาแล้ว ยังแวะไปเยี่ยม นายชวน หลีกภัย กุนซือใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ ที่นอนป่วยอยู่โรงพยาบาลรามาธิบดี อีกต่างหาก

ส่วนนายสุเทพ ยังมึนๆ กับเรื่องโดนแขวน อ้างไม่เคยรู้เนื้อรู้ตัวมาก่อนว่าไปทำอะไรผิดมาบ้าง

ฟาก นายณัฐวุฒิ นิ่งรับคำตัดสิน แถมคิดบวกจะตั้งหลักรอดูการทำหน้าที่ของกกต. ไปจนกว่าจะถึงวันเดดไลน์ ระหว่างนี้เลยประกาศวิงวอนแฟนคลับเสื้อแดงอย่าเพิ่ง 'ปรี๊ดแตก'

ยังไม่ถึงเวลาที่จะไปกดดัน 5 เสือ!!

แต่ ในรายของ ว่าที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ แว่วมาว่าออกอาการเซ็งไม่น้อย ถึงขั้นต้องปลดปล่อยอารมณ์หญิง แว่บไปช็อปปิ้งในห้างหรูให้หายเครียด

เพราะ ตั้งแต่ทราบข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็เก็บตัวเงียบในบ้านพักซอยโยธินพัฒนา 3 ย่านวังทองหลาง พร้อมยกหูคุยกับทีม กฎหมายเพื่อเตรียมตัวเคลียร์ทุกข้อกล่าวหา

แม้ประเด็นร้องเรียน จากกกต. จะเป็นเรื่องที่ให้เมมเบอร์จากบ้าน 111 และ 109 มาจุ้นเรื่องหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ถือโอกาสจัดเตรียมเอกสารหลักฐาน ชี้แจงประเด็นอื่นๆ ที่มีผู้ร้องเรียนไว้ล่วงหน้าด้วยเช่นกัน

ทั้งเรื่องหุ้น เรื่องนโยบายพรรค 'ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ' เพื่ออุดช่องโหว่ไม่ให้อุบัติเหตุการเมืองเข้ามาเขย่าบัลลังก์นายกฯ หญิง

งานนี้ 'นารี' ไม่ยอมตกม้าตายง่ายๆ

รายงาน: สายัณห์ แสงศิริ เสื้อแดงเชียงใหม่ พ้นคุก..พบหนี้

ที่มา ประชาไท

รายงาน ชีวิตอดีตนักโทษการเมืองเสื้อแดงเชียงใหม่โดนข้อหาวางเพลิงฯ กู้หนี้นอกระบบซื้ออิสรภาพ ก่อนศาลสั่งไม่ฟ้องเพราะหลักฐานไม่พอ สภาพปัจจุบันต้องอพยพทั้งครอบครัว หนีเจ้าหนี้ทวงโหด เป็นผลกระทบต่อเนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมือง

12 ก.ค.54 มีรายงานจากอาสาสมัครในพื้นที่เชียงใหม่ของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผล กระทบกรณีสลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53 ( ศปช.) ว่า ได้พบตัวนายสายัณห์ แสงศิริ อดีตผู้ต้องขังคดีเสื้อแดงเชียงใหม่ พร้อมกระเป๋าสัมภาระพร้อมภรรยาและบุตรชายวัยสี่ขวบ ขณะกำลังจะเดินทางออกนอกเขตจังหวัด

นายสายัณห์เล่าว่า เดิมมีอาชีพเป็นคนขับรถสองแถวสี่ล้อแดงรับจ้างในตัวเมืองเชียงใหม่ เคยลงกรุงเทพไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงพร้อมกับกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เมื่อเดือนมีนาคม 2553 แต่กลับบ้านก่อนเหตุสังหารหมู่ที่คอกวัว และไม่ได้ลงไปอีก เมื่อได้ข่าวว่ามีการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์อีกก็เกิดความคับแค้นใจ จึงได้ออกจากบ้านพร้อมลูกเมียมาชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมที่บริเวณหน้า จวนผู้ว่าตรงสะพานนวรัฐร่วมกับผู้ชุมนุมอีกหลายร้อยคน แต่ต่อมาในวันที่ 23 พฤษภาคม 2553 ตนได้ถูกจับกุมโดยเจ้าพนักงานตำรวจ โดยผู้จับกุมอ้างหมายจับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2553 แจ้งข้อกล่าวหาว่า "ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป และวางเพลิงเผาทรัพย์โรงเรือนของผู้อื่น ร่วมกันชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปหรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบ ร้อย" รวมทั้งสิ้นสี่ข้อหา โดยตำรวจอ้างหลักฐานเป็นภาพถ่ายยางรถยนต์บนรถสี่ล้อแดงของตน ในชั้นสอบสวนได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

สายัณห์ถูกควบคุมตัวอยู่ ที่กองกำกับการตำรวจภูธรเชียงใหม่เป็นเวลา 4 วัน ก่อนจะถูกส่งตัวไปฝากขังที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ ภรรยาได้ยื่นประกันด้วยการ “ซื้อ” หลักทรัพย์ในอัตรา 10 บาทต่อ 100 บาทตามวงเงิน 500,000 บาท โดยต้องกู้ยืมเงินค่าเช่ามาจากแหล่งเงินกู้นอกระบบเป็นจำนวนเงินต้น 50,000 บาท และหัก “ค่าดำเนินการ” อีก 10,600 บาท จนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในวันที่ 4 มิถุนายน 2553 แต่ภายหลังพนักงานอัยการไม่ได้สั่งฟ้องคดีนี้เมื่อวันครบกำหนดฝากขังเนื่อง จากหลักฐานไม่เพียงพอ เป็นผลให้คดีสิ้นสุดลงในวันที่ 18 สิงหาคม 2553

แม้ จะไม่ได้ตกเป็นจำเลยตามกฎหมายอาญา แต่สายัณห์ก็ยังต้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์สี่ล้อแดงซึ่งถูกยึดเป็นของกลางไป ตั้งแต่วันที่ถูกจับ จนกระทั่งอัยการมีคำสั่งให้คืนในวันที่ 14 มกราคม 2554 และกว่าจะเสร็จขั้นตอนการคืนก็กินเวลารวมกว่า 9 เดือน ทำให้นายสายัณห์ไม่มีรถขับรับจ้าง ต้องอาศัยรายได้จากภรรยาที่ขายอาหาร และขายเสื้อผ้าตามตลาดนัดในบางวัน จากดอกเบี้ยจากเงินกู้นอกระบบร้อยละยี่สิบ ระยะเวลา1ปีเศษ ยอดหนี้เงินกู้นอกระบบพุ่งเป็น 150,000 บาท รถสี่ล้อแดงที่ได้คืนมาก็ถูกยึดตีใช้หนี้ในราคาเพียง 30,000 บาท ทั้งยังต้องผ่อนค่ารถคันดังกล่าวกับสหกรณ์ต่อไปอีก ทำให้ต้องติดป้ายขายบ้านที่อยู่อาศัยที่อำเภอสารภี และระหกระเหินออกมาทั้งครอบครัวในทันที ในขณะที่โรงเรียนก็ทวงค่าเทอมแม้บุตรชายกำลังจะสอบปลายภาคชั้นอนุบาล 2 ก็ต้องออกจากโรงเรียนด้วย เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัยเนื่องจากเจ้าหนี้ขู่ว่าจะมาดักรอที่หน้าโรงเรียนลูก





อดีตนักโทษการเมืองรายนี้แม้จะโชคดีกว่าผู้ต้องขังเสื้อแดงอื่นที่ได้ ประกันตัวและอัยการไม่ฟ้องคดี แต่ก็เท่ากับต้องเสียเงินซื้อหลักทรัพย์ประกันตัวไปอย่างไม่ควรต้องเสีย ตกเป็นภาระหนี้สินจนกระทบทั้งครอบครัว อันเนื่องมาจากความบกพร่องของกระบวนการยุติธรรม และยังไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานใดๆ ทั้งสิ้น

สายัณห์และ ครอบครัวกำลังจะออกเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อหางานหาเงิน อย่างไม่รู้ชะตากรรม เขากล่าวทิ้งท้ายว่า “เหลือเงินติดตัวอยู่ไม่ถึงพัน อยากปลดหนี้และได้รถคืนกลับมาทำมาหากินสุจริตเลี้ยงครอบครัวเหมือนเดิม..

"บ้านใหม่หนองผึ้ง" ร้องเจอ กอ.รมน. รื้อถอนชุมชนก่อนกำหนด

ที่มา ประชาไท

กอ.รม น.เชียงใหม่สนธิกำลังรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในชุมชนบ้านใหม่หนองผึ้ง แถลงเข้ามารื้อถอนพื้นที่ร้าง ก่อนจะรื้อถอนทั้งหมดภายใน 31 ต.ค. ขณะที่ชาวชุมชนร้องเรียนเจ้าหน้าที่เข้ามาก่อนกำหนดและมีการรื้อถอนพื้นที่ ซึ่งยังมีผู้อาศัย ทำให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย

ตามที่เมื่อวันที่ 12 ก.ค. สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า กำลังผสมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภาย ใน กองทัพภาคที่ 3 นำโดย พ.อ.อัครวัฒน์ วุฒิเดชโภคิน หัวหน้ากลุ่มข่าว กอ.รมน. สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ปกครอง เจ้าหน้าที่ สปก.และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนเข้าทำการรื้อถอนสิ่งปลูก สร้างและแปลงเกษตร ในที่ดิน สปก.บ้านใหม่หนองผึ้ง หมู่ 18 ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

โดย พ.อ.อัครวัฒน์ ระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการ 4 ระยะ คือ ปิดล้อมตรวจค้น ซึ่งดำเนินการเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ระยะนี้เป็นระยะที่สองคือขั้นตอนรื้อถอน ระยะต่อไปจะส่งมอบที่คืนให้ สปก. และรายงานผล โดยระยะที่สองจะรื้อในพื้นที่ร้าง เดือนหน้าจะรื้อบ้านร้าง และตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2554 จะตัดน้ำตัดไฟ และรื้อถอนบ้านเรือนทั้งหมดที่ปลูกและปรับพื้นที่เพื่อส่งมอบให้ สปก. โดยกระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2554 เพื่อส่งมอบพื้นที่คืน สปก. ต่อไป

ชาว บ้านชุมชนบ้านใหม่หนองผึ้ง แสดงภาพเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงเข้ามารื้อถอนชุมชน บ้านใหม่หนองผึ้งเมื่อ 12 ก.ค. โดยเป็นการดำเนินการก่อนระยะเวลาที่ กอ.รมน. เคยระบุไว้กับชาวบ้าน

พื้นที่ ปลูกดอกดาวเรืองราว 100 ตารางวาของชาวบ้านคนหนึ่งในชุมชนบ้านใหม่หนองผึ้ง ซึ่งร้องเรียนว่าถูกเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. รื้อถอนรั้วเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่ผ่านมาด้วย ทั้งๆ ที่ไม่ใช่พื้นที่ร้างตามที่ กอ.รมน.เีชียงใหม่แถลง

สภาพรั้วซึ่งล้มทับพืชผลทางการเกษตรของคนในชุมชน โดยชาวบ้านระบุว่าเกิดจากการรื้อถอนชุมชนของเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. เมื่อวันที่ 12 ก.ค.

ตัว แทนชาวบ้านได้ แสดงบัตรประจำตัวชุมชนบนพื้นที่สูงขึ้นต้นด้วยเลข 6 และมีทะเบียนบ้านอยู่ใน อ.แม่แตง เพื่อแสดงว่าไม่ได้เป็นแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองตามที่ถูกระบุในสื่อ มวลชนหลายสำนัก นอกจากนี้ชาวบ้านบางคนในชุมชนแสดงบัตรประชาชน ขึ้นต้นด้วยเลข 1 และ 3 ด้วย เพื่อยืนยันว่าเป็นคนไทย

ต่อ มามื่อวันที่ 13 ก.ค. ชาวบ้านในชุมชนบ้านใหม่หนองผึ้งได้ร้องเรียนต่อสื่อมวลชนว่า การรื้อถอนซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นการรื้อถอนพื้นที่ร้างในวันที่ 12 ก.ค. ที่ผ่านมานั้น ไม่เป็นไปตามที่ กอ.รมน. แจ้งก่อนหน้านี้ว่าให้ออกจากพื้นที่ภายในเวลา 120 วัน หลังจากวันที่ 9 มิ.ย. หรือภายใน 1 ต.ค. แต่กลับมีการเข้ามารื้อถอนทรัพย์สินของชาวบ้านก่อนกำหนด โดยชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ได้รื้อถอนเฉพาะพื้นที่ร้าง แต่บางกรณีเข้าไปรื้อถอนพื้นที่ซึ่งยังมีผู้ทำกิน เพียงแต่ช่วงกลางวันผู้อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวออกไปทำงานรับจ้างนอกชุมชน ไม่ใช่พื้นที่ร้างอย่างที่เป็นข่าว นอกจากนี้ยังมีการร้องเรียนกรณีที่เจ้าหน้าที่ล้มรั้วทับพืชผลทางการเกษตร ของชาวบ้านจนได้รับความเสียหาย

โดยนางบัว ลุงมา ชาวบ้านในชุมชนบ้านใหม่หนองผึ้งกล่าวว่าช่วงที่มีการรื้อถอนรั้วโดยเจ้า หน้าที่ ตนออกไปทำงานนอกชุมชน เมื่อกลับในช่วงเย็นจึงพบว่ามีการล้มรั้วทับไร่ดอกดาวเรืองซึ่งตนกำลังปลูก ด้วย

นอกจากนี้ชาวชุมชนบ้านใหม่หนองผึ้งยันยืนยันว่าไม่ใช่ชุมชน ต่างด้าวหลบ หนีเข้าเมือง โดยตัวแทนชาวบ้านได้แสดงบัตรชุมชนบนพื้นที่สูง เลขประจำตัว 13 หลักขึ้นต้นด้วยเลข 6 และบางคนได้แสดงบัตรประชาชน เลขประจำตัว 13 หลักขึ้นต้นด้วยเลข 1 และ 3 ด้วย

นอกจากนี้บางราย ยังร้องเรียนว่าจากการปิดล้อมตรวจค้นของเจ้าหน้า กอ.รมน. เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ให้ชาวบ้านลงลายมือชื่อในเอกสารฉบับหนึ่ง ซึ่งมาทราบภายหลังว่า เป็นเอกสารที่มีข้อความระบุให้ชาวบ้านยินยอมย้ายออกจากพื้นที่ในเวลา 120 วันนั้น โดยมีชาวบ้านลงลายมือชื่อโดยไม่รู้ข้อความในเอกสาร และเจ้าหน้าที่ยังกล่าวด้วยว่าถ้าไม่ลงชื่อในเอกสาร จะไม่มีการต่ออายุประจำตัวบุคคล

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับชุมชนบ้านใหม่หนองผึ้งดังกล่าวตั้งขึ้นในปี 2547 เมื่อเจ้าของที่ดิน สปก. เดิมที่มีที่ดินแปลงติดกันรวม 3 ราย พื้นที่กว่า 70 ไร่ ต้องการขายสิทธิที่ดิน คนเฝ้าสวนซึ่งเป็นชาวไทใหญ่ ถือบัตรสถานะชุมชนบนพื้นที่สูง จึงขอซื้อต่อ แต่เงินไม่พอจึงพากันชักชวนครอบครัวและญาติพี่น้องช่วยกันซื้อที่ดินคนละ แปลงๆ ละประมาณ 80-100 ตารางวา ราคาแปลงละ 20,000 บาท โดยไม่รู้ว่าที่ดิน สปก. ตามกฎหมายข้ามซื้อขาย แบ่งแยก โอนสิทธิ์ และต้องใช้ประโยชน์ด้านเกษตรกรรมเท่านั้น

และจากเดิมที่มีชาวบ้านไท ใหญ่เข้ามาอาศัยไม่กี่สิบราย ต่อมาก็มีการชักชวนญาติพี่น้องที่เป็นชาวไทใหญ่ด้วยกันซึ่งอาศัยอยู่แถบ ต.เปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ มาร่วมซื้อที่ดินเพื่อสร้างที่พักอาศัย

ใน ปี 2551 ชุมชนบ้านใหม่หนองผึ้งมีบ้านกว่า 150 หลังคาเรือน ประชากรกว่า 1,000 คน ส่วนใหญ่ชาวบ้านรับจ้างทำเกษตรกรรมตามฤดูกาล โดยเมื่อปี 2547 ชุมชนแห่งนี้เคยได้รับการแต่งตั้งจากนายสุวัฒน์ ตันติพัฒน์ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ ในขณะนั้น ให้เป็นหมู่บ้านชุมชนเข้มแข็งด้วย ต่อมา เมื่อเดือนเมษายนปี 2551 เคยถูกเจ้าหน้าที่ สปก. และเจ้าหน้าที่ตำรวจสนธิกำลังเข้าตรวจสอบและจับกุม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ขอให้หน่วยงานราชการในพื้นที่ชะลอการ รื้อถอนชุมชนเพื่อให้ชาวบ้านมีโอกาสหาที่อยู่ใหม่ ทำให้หลังจากนั้นสมาชิกในชุมชนบางส่วนย้ายออกไป เหลือเพียง 63 หลังคาเรือน ขณะที่เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงจาก กอ.รมน. จ.เชียงใหม่ ได้เข้ามาเร่งรัดการรื้อถอนดังกล่าวภายให้แล้วเสร็จในวันที่ 31 ตุลาคม 2554

ขณะ ที่คดีซึ่ง สปก. เคยแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่เมื่อปี 2551 นั้น ขณะนี้คดีดังกล่าวยังไม่ถึงชั้นศาลแต่อย่างใด

สมเด็จพระบรมฯเสด็จฯแทนพระองค์บำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาพรุ่งนี้

ที่มา Thai E-News

สมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯแทนพระองค์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและเทศกาลเข้าพรรษา ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันศุกร์ที่ 15 ก.ค.เวลา 18.00 น. (ที่มา:ไทยรัฐ,14 กรกฎาคม 2554)

ตีข่าวทั่วโลกทางการไทยท้วงเยอรมันยึดโบอิ้งล้างหนี้1300ล้าน:พฤติการณ์ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ที่มา Thai E-News

ทาง การเยอรมนีปิดหมายยึดเครื่องบินโบอิ้ง737ลำหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นของบุคคล ชั้นนำระดับสูงของไทยที่สนามบินมิวนิค ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยท้วงว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่าง ยิ่ง(ภาพข่าว:AP)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 กรกฎาคม 2554

เวบไซต์สำนักข่าวBBC นำเสนอข่าวเรื่อง เยอรมนีอายัดทรัพย์เครื่องบินเจ็ตของไทย

ทาง การของเยอรมันนีได้อายัดทรัพย์เครื่องบินเจ็ทที่อ้างว่าเป็นเครื่องบิน ของบุคคลระดับสูงของไทย ในข้อพิพาทหนี้ที่ค้างชำระในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา

ทาง การเยอรมนีกล่าวว่ารัฐบาลของประเทศไทยได้ปฏิเสธที่จะจ่ายเงินค่ามากกว่า 30 ล้านยูโร ( หรือ 43 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยราว1,300ล้านบาท) ให้แก่บริษัทก่อสร้างที่เลิกกิจการไปแล้วของเยอรมัน

โบอิ้ง 737 ถูกยึดตามคำสั่งศาล และเป็นไปโดยชอบด้วยเหตุผล โฆษกของสนามบินมิวนิคกล่าว

กระทรวงการต่างประเทศของไทยกล่าวว่าการยึดดังกล่าวถือว่า"ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง"

"ทาง การไทยได้แจ้งให้รัฐบาลเยอรมันรับทราบถึงความกังวลอย่างมากต่อเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น และมีการร้องขอให้แก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด"นายธานี ทองภักดี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์

แต่นายวอลเตอร์ ชไนเดอร์ ผู้บริหารของบริษัทก่อสร้างของเยอรมันซึ่งขณะนี้ล้มละลายกล่าวว่า"มาตรการที่รุนแรง"คือ"ขั้นตอนสุดท้ายแล้ว"

"รัฐบาลไทยมักจะล่าช้าและไม่ได้ตอบสนองความต้องการของเรา"เขากล่าวว่า

บริษัทเยอรมันรายนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ช่วยในการสร้างถนนยกระดับเก็บเงินระหว่างกรุงเทพฯและสนามบินดอนเมือง

ทาง การไทยเรียกร้องให้การตัดสินของศาลจะยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาเกี่ยว กับหนี้ที่มี แต่ทางการเยอรมันกล่าวว่าเรื่องดังกล่าวได้มีการตัดสินใจเป็นที่ยุติแล้ว

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บริษัทเยอรมันที่ล้มละลายนี้ชื่อ Dywidag ต่อมาถูกควบรวมกิจการโดยบริษัท Walter Bau AG

ทั้ง นี้สำนักข่าวรอยเตอร์ได้ติดต่อสัมภาษณ์หน่วยงานทางราชการของไทยแห่ง หนึ่งที่เกี่ยวข้อง แต่ได้รับการปฏิเสธจะให้ข่าวใดๆ และว่า กรณีดังกล่าวนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่เกี่ยวกับหน่วยงาน

รัฐบาลจี้บัวแก้วเจรจาเยอรมนี ปมอายัดเครื่องบิน

เวบไซต์หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจรายงาน ว่า นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้รับรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศ กรณีเครื่องบินสัญชาติไทยถูกรัฐบาลเยอรมนีอายัดที่ท่าอากาศยานมิวนิกแล้ว ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างการประสานงาน เพื่อเจรจาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะนี้รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้แถลงความชัดเจนต่อไป

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานอ้างคำพูดนายธานี ทองภักดี โฆษกกระทรวงต่างประเทศ เมื่อวานนี้ (13 ก.ค.) ว่า กระทรวงต่างประเทศอยู่ระหว่างการประสานกับทางการเยอรมนี เพื่อขอให้ปล่อยเครื่องบินสัญชาติไทย ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่เยอรมนีอายัดขณะที่จอดในสนามบินมิวนิก เพื่อใช้หนี้คดีฟ้องร้องโครงการสัมปทานดอนเมืองโทลล์เวย์

นายธานี กล่าวว่า การอายัดเครื่องบินลำดังกล่าว เป็นการเข้าใจผิดของทางการเยอรมนี ซึ่งคิดว่าเครื่องบินลำนี้เป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไทย กระทรวงการต่างประเทศจึงพยายามสร้างความเข้าใจกับรัฐบาลเยอรมนี โดยพยายามติดต่อประสานงานตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่วนคดีที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้องนั้น อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจยื่นอุทธรณ์

ทั้ง นี้ นายเวอร์เนอร์ ชไนเดอร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายคดีล้มละลายของบริษัทวอเตอร์บาวน์ บริษัทก่อสร้างสัญชาติเยอรมนี ได้อายัดเครื่องลำดังกล่าว ซึ่งเป็นเครื่องบินโบอิง 737 เพื่อกดดันให้รัฐบาลไทยชำระหนี้สินจำนวน 42.3 ล้านดอลลาร์ โดยโฆษกของนายเวอร์เนอร์ กล่าวว่า การยึดเครื่องบินโบอิงลำดังกล่าว เป็นก้าวย่างสำคัญที่จะนำไปสู่การเจรจากันอีกครั้ง ขณะที่แถลงการณ์ของบริษัทระบุว่า ฝ่ายบริหารคดีล้มละลายตัดสินใจดำเนินการครั้งนี้ หลังจากรัฐบาลไทยเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องให้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าว

ที่ผ่านมา คณะกรรมการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศของสหประชาชาติ ได้สั่งให้รัฐบาลไทยจ่ายเงินให้บริษัทวอเตอร์บาวน์กว่า 30 ล้านยูโร ฐานละเมิดกฎบัตรการลงทุนระหว่างเยอรมนีและไทย โดยคำสั่งดังกล่าวระบุว่า รัฐบาลไทยไม่ดำเนินการตามเงื่อนไขในการก่อสร้างโครงการทางยกระดับวิภาวดีรัง สิตหรือดอนเมืองโทลล์เวย์ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างวอเตอร์บาวน์และบริษัทไทย

กรมทางหลวงยันคดียังไม่สิ้นสุด

ด้าน นายวีระ เรืองสุขศรีวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาวอเตอร์บาวน์ ซึ่งเป็นอดีตผู้ถือหุ้นในบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ผู้รับสัมปทานโครงการดอนเมืองโทลล์เวย์ ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลไทยที่ศาลในนครนิวยอร์ก โดยในเบื้องต้นศาลตัดสินให้รัฐบาลไทยเป็นฝ่ายแพ้ และให้จ่ายค่าชดเชยแก่บริษัทในวงเงินประมาณ 29 ล้านยูโร แต่รัฐบาลไทยโดยสำนักงานอัยการสูงสุดได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งปัจจุบันขั้นตอนการอุทธรณ์ยังไม่สิ้นสุด จึงไม่น่าจะมีสิทธิอายัดทรัพย์สินใดๆ ของรัฐบาลไทย

นายสมบัติ พานิชชีวะ ประธานกรรมการ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วอเตอร์บาวน์ฟ้องรัฐบาลไทย ในฐานะนักลงทุนชาวเยอรมนีที่เข้ามาประกอบธุรกิจในไทย โดยก่อนหน้านี้วอเตอร์บาวน์เคยถือหุ้นในบริษัทประมาณ 9% แต่ภายหลังตนได้ซื้อหุ้นจำนวนดังกล่าวแล้ว และปัจจุบันวอเตอร์บาวน์ไม่มีสัดส่วนหุ้นใดๆ ในบริษัท อีกทั้งการฟ้องร้องระหว่างวอเตอร์บาวน์กับรัฐบาลไทยไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท เช่นกัน โดยวอเตอร์บาวน์ เห็นว่ารัฐบาลไทยทำผิดสัญญาในหลายประเด็น ส่งผลให้บริษัทได้รับความเสียหายจากการลงทุน จึงยื่นฟ้องรัฐบาลไทย

อ้างกฎหมายคุ้มครองลงทุนต่างแดนฯ

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า วอเตอร์บาวน์เป็นอดีตผู้ถือหุ้นในบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง ซึ่งได้รับสัมปทานจากกรมทางหลวงให้ดำเนินโครงการดอนเมืองโทลล์เวย์ เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรบนถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งมีปัญหาการจราจรแออัด และยังเป็นเส้นทางสู่ท่าอากาศยานหลักของไทยในขณะนั้น แต่ต่อมารัฐบาลได้อนุมัติให้ก่อสร้างโครงการอื่นๆเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจร เช่น โครงการถนนเลียบทางรถไฟ หรือ โลคอลโรด โครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด โครงการทางหลวงวงแหวนด้านตะวันออก โดยการก่อสร้างโครงการเหล่านี้ ส่งผลให้รายได้ค่าผ่านทางของบริษัทไม่เป็นไปตามเป้าหมาย อีกทั้งรัฐบาลยังไม่อนุมัติให้บริษัทปรับขึ้นค่าผ่านทางตามสัญญาสัมปทาน รวมทั้งให้ลดค่าผ่านทางเหลือ 20 บาทตลอดสาย

ที่ผ่านมา บริษัทได้เจรจากับกรมทางหลวง เพื่อหาแนวทางชดเชยรายได้ที่ลดลงจากการที่รัฐบาลไม่ดำเนินการตามสัญญา ในที่สุดกรมทางหลวงได้ขยายอายุสัมปทานให้บริษัท 2 ครั้ง ล่าสุดสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดในปี 2577 หรือเพิ่มขึ้นอีก 20 ปี จากครั้งแรกที่สัญญาจะสิ้นสุดในปี 2557 บริษัทตกลงว่าจะยุติการฟ้องร้องที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมานายสมบัติ ได้ซื้อหุ้นจำนวนดังกล่าวจากวอเตอร์บาวน์เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม วอเตอร์บาวน์เห็นว่า การไม่ปฏิบัติตามสัญญาสัมปทานของรัฐบาลไทย ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างโครงการต่างๆ รวมทั้งการไม่อนุมัติให้ปรับขึ้นค่าผ่านทาง ส่งผลให้บริษัทได้รับความเสียหาย จึงยื่นฟ้องรัฐบาลไทยในช่วงปี 2549 โดยเป็นการฟ้องในฐานะนักลงทุนเยอรมนี ซึ่งใช้สิทธิตามสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทน ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พ.ศ. 2545

"แม้ว่า วอเตอร์บาวน์ จะพ้นจากการถือหุ้นในบริษัททางยกระดับฯ ไปแล้ว แต่การฟ้องร้องที่เกิดขึ้น เป็นการฟ้องในฐานะที่ได้รับความเสียหายในช่วงที่ลงทุน ซึ่งกระทรวงคมนาคม เห็นว่าบริษัทไม่ได้เป็นคู่สัญญาสัมปทานของรัฐโดยตรง เป็นเพียงผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มารับสัมปทานจากรัฐเท่านั้น จึงไม่น่ามีสิทธิฟ้องรัฐบาลไทย และปัจจุบันการฟ้องร้องยังไม่สิ้นสุด เพราะอยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์" แหล่งข่าวกล่าว

ที่มาของปัญหาในทางลึกกรณีนี้

ทาง ด้านประชาไท รายงานข่าวเรื่อง อายัด ‘โบอิ้ง 737’ ที่มิวนิค อ้างทวงหนี้ดอนเมืองโทลล์เวย์ ว่า ในวันที่ 13 กรกฎาคม สื่อและสำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนัก อาทิ บีบีซี รอยเตอร์ นิวยอร์กไทมส์ รายงานข่าวเกี่ยวกับเครื่องบินโบอิ้ง 737 ของกองทัพอากาศไทยถูกอายัดที่สนามบินมิวนิค โดยเจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้สินของบริษัทสัญชาติเยอรมัน วอลเตอร์ บาว (Walter Bau AG)

ทั้งนี้รายงานของ ‘แอนดรูว์ แมกเกรเกอร์ มาร์แชล’ ให้รายละเอียดว่าเครื่องบินลำดังกล่าวถูกอายัดเนื่องมาจากข้อเรียกร้องทาง การเงินที่มีต่อรัฐไทย โดยเจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้ของบริษัทในเยอรมันเมื่อวันอังคาร (12 ก.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่ามาจากความพยายามเร่งรัดการทวงหนี้ในส่วนของบริษัทวอลเตอร์ บาว ซึ่งถือหุ้นจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ ในบริษัททางยกระดับดอนเมือง ซึ่งสร้างและดำเนินการทางด่วนยกระดับจากตัวเมืองกรุงเทพฯ เชื่อมต่อสนามบินดอนเมือง และต่อมาบริษัทวอลเตอร์ บาวล้มละลายในปี 2548 เจ้าหน้าที่จึงพยายามเร่งรัดหนี้ดังกล่าวให้กับเจ้าหนี้ โดยการเรียกร้องสินไหมต่อประเทศไทย สืบเนื่องจากการเปลี่ยนเงื่อนไขของข้อสัญญาในการสร้างทางด่วนและการปฏิเสธ การขึ้นค่าทางด่วนในปี 2547 ในสมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นสาเหตุให้ทำให้โครงการดังกล่าวขาดทุน

ในปี 2552 คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมีคำสั่งให้ประเทศไทยจ่ายเงินจำนวน 29.2 ล้านยูโรเป็นค่าชดเชย พร้อมค่าปรับ 1.98 ล้านยูโรเป็นค่าละเมิดสัญญา (การตัดสินใจและความเป็นมาที่เป็นปัญหาของโครงการทางยกระดับสนามบินดอนเมือง สามารถอ่านได้ที่นี่) ซึ่งรัฐบาลไทย โดยนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ยอมรับผลการตัดสินดังกล่าว และตัดสินใจสู้คดี โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาปัญหาดังกล่าว ซึ่งรายงานของ ‘แอนดรูว์ แมกเกรเกอร์ มาร์แชล’ ระบุว่า “เพื่อฝังกลบประเด็นดังกล่าวด้วยระบบราชการที่ยืดยาดและไม่มีวันจบสิ้น”

รายงาน ของอดีตผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ผู้นี้ระบุว่า เหตุพิพาทดังกล่าวและคำสั่งให้รัฐบาลไทยจ่ายเงินค่าชดเชยโดยคณะอนุญาโต ตุลาการ เป็นเหตุให้ผู้ตรวจการทางการเงินของเอาส์เบอร์ก (Ausburg) แวร์เนอร์ ชไนเดอร์ (Werner Schneider) ซึ่งดูแลเรื่องการล้มละลายของวอลเตอร์ บาว ตัดสินใจทำการอายัดเครื่องบินลำดังกล่าวเพื่อเป็นมาตรการบังคับให้ประเทศไทย จ่ายหนี้ที่ค้างชำระ

ทั้งนี้ รายงานข่าวเกี่ยวกับเครื่องบินโบอิ้ง 737 ของกองทัพอากาศไทยถูกอายัดที่สนามบินมิวนิค ถูกนำเสนอในหน้าหนึ่งของเว็บไซต์สำนักข่าวต่างประเทศชื่อดังหลายแห่ง โดยระบุด้วยว่า เครื่องบินลำดังกล่าวเป็นเครื่องบินโบอิ้ง 737 ที่(เซ็นเซอร์โดยไทยอีนิวส์) และย้ำว่าหนี้ดังกล่าวนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับ(เซ็นเซอร์โดยไทยอีนิวส์) แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม นิวยอร์กไทม์ รายงานคำสัมภาษณ์ของนายธานี ทองภักดี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศซึ่งยอมรับว่า มีการอายัด(เซ็นเซอร์โดยไทยอีนิวส์) แต่(เซ็นเซอร์โดยไทยอีนิวส์) ดังกล่าวเป็นของ(เซ็นเซอร์โดยไทยอีนิวส์) ไม่ใช่ของรัฐบาลไทยตามที่สื่อมวลชนเข้าใจ และการกระทำครั้งนี้ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง