WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 16, 2011

ปวดตับกับนายทุนห้าร้อย

ที่มา Thai E-News

การ ขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของรัฐบาลเพื่อไทยนั้น มาเป็นแพ็กเก็จคู่กับการลดภาษีกำไรธุรกิจจาก 30%ลงมาที่ 23% พูดง่ายๆว่ากำไรดีขึ้น เถ้าแก่ก็นำผลกำไรที่ไม่ต้องจ่ายภาษีนั่นเองมาจ่ายค่าจ้างลูกน้องให้สูงขึ้น สุดท้ายก็WIN-WINด้วยกันทั้งนายจ้าง-ลูกจ้างแต่ที่โดนต้านซะเยอะก็เพราะถึง จะลดภาษีลงมาเท่าไหร่ก็ช่าง นายทุนหน้าเลือดพวกที่มันหลบภาษีโกงประเทศชาติซะจนเป็นสันดานทำความเสียหาย ให้บ้านเมืองยิ่งกว่าพวกโจร500ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 กรกฎาคม 2554

การ ก่อกระแสต้านนโยบายขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท ของสภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมนั้น ที่ไทยอีนิวส์ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้ว่าอาจมีมูลเหตุจูงใจทางด้านการเมือง มากกว่าเหตุผลที่แท้จริงทางด้านธุรกิจ(ดูรายงานข่าวเรื่อง :เบื้องหลังการกวนตีนจากสภาหอการค้า-การต่อต้านค่าแรง300จากสภาอุตฯ องค์กรซ่อนเงื่อนของใคร..? ) ก็เนื่องจากว่ามีการก่อกระแสการโจมตีด้านเดียว

ไม่ มีการพิจารณาแบบองค์รวม นายทุนไทยในสภาหอฯ-สภาอุตฯยังมีมิติไม่ต่างไปจากตอนเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับแรกเมื่อ 54 ปีที่แล้วคืออาศัยแรงงานราคาถูก เป็นปัจจัยสำคัญชี้ขาดในการแข่งขัน แม้จะเต็มไปด้วยปัญหาการกระจายรายได้ และการกดขี่ผู้ใช้แรงงาน

ที่สำคัญ 54 ปีมานี้รวยกระจุกกันอยู่ที่ตระกูล จนกระจายไปทั่วหล้า เอะอะก็โยนขี้ให้คนจนกรรมกรยอมเสียสละเรื่อยมา อ้างว่าเพื่อให้ทุนไทยแข่งขันได้...ฟังแล้วปวดตับ!

และหากพิจารณา อย่างเป็นธรรมแล้ว เรื่องการขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของว่าที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้นมาเป็น แพ็กเก็จคู่กับการลดภาษีกำไรธุรกิจจาก 30%ลงมาที่23% พูดง่ายๆว่ากำไรดีขึ้น ก็นำผลกำไรนั่นเองมาจ่ายค่าจ้างที่สูงขึ้น สุดท้ายก็WIN-WINด้วยกันทั้งนายทุนและกรรมกร

ประเทศที่แข่งขันได้ หรือเจริญแล้วจะจ่ายภาษีไม่สูง อย่างสิงค์โปร์เก็บภาษีนิติบุคคล 18 % ในย่านอาเซียนมีฟิลิปปินส์กับไทยเก็บ 30 % โดยรัฐบาลเพื่อไทยจะปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30 เหลือ 23 % ในปี พ.ศ. 2555 และเหลือเพียง 20 %ในปี พ.ศ. 2556 เพื่อให้บริษัทต่างๆนำเงินกำไรที่สูงขึ้นนั้น ไปขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำของผู้ที่จบปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท แรงงานขั้นต่ำของกรรมกรเเริ่มที่ 300 บาทต่อวัน

การลดภาษีและเพิ่ม รายได้ประชาชนจะทำให้มีกำลังเงินมากขึ้น มีกำลังซื้อสูงขึ้น ในที่สุดก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้น เป็นหลัก "เก็บน้อยเพื่อได้มาก" เพราะเก็บมากก็เจอพวกหลบภาษีเพียบ

หลังจบการเลือกตั้งเมื่อ 3 กรกฎาคมนั้น เมื่อวันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทะยานสูงขึ้น 50 จุด ในวันนั้นนักลงทุนต่างประเทศซื้อหุ้นไทยสุทธิ 10,000 ล้านบาท มากที่สุดเป็นประวัติการณ์นับแต่ก่อตั้งตลาดหุ้ยไทยมา 36 ปี เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศมองในทางบวกว่านโยบายลดภาษีดังกล่าว จะส่งผลให้กำไรของบริษัทในตลาดหุ้นไทยสูงขึ้นโดยเฉลี่ย6.1%ทั้งนี้จากรายงาน บทวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์โนมูระซิเคียวริตี้

ลองดูตารางด้านล่าง นี้ ช่องแรก เป็นชื่อย่อหุ้นของบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นไทย ช่องที่สองเป็นการประมาณการณ์ว่าบริษัทไหนจะกำไรดีขึ้นเท่าไหร่หลังนำโยบาย นี้มาใช้ ช่องที่สามเป็นอัตราภาษีที่จ่ายกันอยู่ในเวลานี้ ช่องสุดท้ายเป็นอัตราส่วนของราคาต่อกำไร




เป็น ต้นว่าเดิมSCB หรือธนาคารไทยพาณิชย์เคยจ่ายภาษีกำไรธุรกิจอยู่เกือบ30%เต็มเพดาน แต่เมื่อนำนโยบายนี้มาใช้ คาดว่าจะทำให้กำไรสูงขึ้น8.8% หรือBEC(โทรทัศน์ช่อง3)เคยจ่ายเต็มเพดาน30% หากลดลงมาก็จะกำไรสูงขึ้น10.3% เป็นต้น

ภาษีเงินได้ที่จะลดลง ถ้าเอาไปขึ้นเงินเดือนให้พนักงานทั้งหมด พนักงานปูนซิเมนต์ได้คนละเท่าใด



ข้างบนนี้คุณNirvanaเขียนลงกระทู้ประชาทอล์ก ว่า ภาษีเงินได้ที่จะลดลง ถ้านำมาจ่ายเพิ่มเงินเดือนให้พนักงานทั้งหมด พนักงานของบริษัทซิเมนต์ไทย จะได้เพิ่มเงินเดือนคนละประมาณ 97,000 บาทต่อปีพนักงานของธนาคารไทยพาณิชย์จะได้เพิ่มเงินเดือนคนละประมาณ 115,000 บาทต่อปี

ถ้าทุกบริษัททำเช่นนี้ได้เงินก็จะสะพัดน่าดู แต่ย้ำว่านี่เป็นแค่การสมมุติ แต่ที่นำมาเปรียบเทียบแบบนี้ก็เพื่อจะบอกว่า การเริ่มค่าจ้างปริญญาตรีหมื่นห้า กรรมกรรายวันสามร้อย ก็เอามาจากกำไรที่สูงขึ้นนี่แหละ




*****
อย่าง ไรก็ดีคนที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรก็มี คือพวกบริษัททำกิจการด้านการส่งออก ที่ผ่านมาก็แทบไม่มีรายใดเสียภาษีเต็ม30% เพราะได้รับสิทธิพิเศษส่งเสริมการลงทุนจากBOIโปรโมชั่นลดแหลแจกแถมภาษี สารพัดอยู่แล้ว ขณะที่ต้องจ่ายค่าแรงขั้นต่ำสูงขึ้น ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำให้ได้ประโยชน์ทุกฝ่ายแบบWIN-WINกันต่อ ไป

สุดท้ายที่เสียประโยชน์แน่ๆคือไอ้พวกนายทุนที่ไม่เคยจ่ายภาษี เข้า รัฐเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำบัญชี2บัญชี3ทำกำไรให้ขาดทุน กำไรมากมายก็โชว์กำไรนิดเดียว ตั้งบริษัทในเครือยุบยับไปหมดเพื่อหมกเม็ดไม่ต้องจ่ายภาษี หากนึกไม่ออกก็เช่น เครือธุรกิจใหญ่โตที่ออกมาโวยวายเป็นเจ้าแรกว่าขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ300จะเป็น จะตายนั่นแหละ พวกนี้เขาเรียกว่าจัญไรไฟไหม้ เมื่อวานเลนโดนไหม้ให้คนเขาสมน้ำหน้าไปแล้ว เพราะอยากทำตัวเป็นนายทุนหน้าเลือดที่ดีแต่เลียอำมาตย์ จนถูกบอยคอตขนานใหญ่

บริษัท พวกนี้ถึงพรรคเพื่อไทยจะลดภาษีลงมาแค่ไหน มันก็ไม่เคยได้ประโยชน์ เพราะมันหลบภาษีเป็นอาชีพ แล้วอ้างหน้าตายว่าเป็นการจัดการทางภาษี หรือTAX MANAGEMENTนั่นเอง แต่พอจะเอากำไรที่เม้มรัฐ เอารัดเอาเปรียบสังคมมาเพื่มค่าจ้างให้ลูกจ้างก็ต่อต้านกันจะเป็นจะตาย

เพราะลดลงมายังไงมันก็ไม่ได้อะไร เพราะมันหลบเลี่ยงซะเคยตัวจนเป็นสันดาน

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

ไทยอีนิวส์:เบื้องหลังการกวนตีนจากสภาหอการค้า-การต่อต้านค่าแรง300จากสภาอุตฯ องค์กรซ่อนเงื่อนของใคร..?

-ASTVผู้จัดการออนไลน์:เว็บเสื้อแดงโวยจะเอาค่าแรง 300 บาท โยงมั่วหอการค้า-สภาอุตฯ ค้านเพราะ “อำมาตย์” ไม่ให้ขึ้น

-หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม 54:เสื้อแดงมั่วดึงอำมาตย์เอี่ยว สกัดค่าแรง300 เอกชนถล่มเอสเอ็มอีสูญพันธุ์

-ถึงASTVผู้จัดการ:เห็นฝีมือลูกน้องแล้วสงสารลูกพี่ลิ้ม

Friday, July 15, 2011

รัฐประหาร "ซ้อน" โดยกระบวนการกฎหมาย รัฐประหารกำมะหยี่

ที่มา มติชน



(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 15 กรกฎาคม 2554)


ไม่ ว่าจะเป็นการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 กำลังเป็นโรงเรียนใหญ่ทางการเมือง

เป็นโรงเรียนสอนให้รับรู้ในเรื่องของ "อำนาจรัฐ"

เป็นโรงเรียนสอนให้รับรู้ในเรื่องรายละเอียดของ "กลไก" แห่ง "อำนาจรัฐ" ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างสูง

การเคลื่อนไหวเหล่านี้ ให้การศึกษามากยิ่งกว่าที่อาจารย์ทางรัฐศาสตร์จะทำได้

สังเกตหรือไม่ว่า เหตุใดเมื่อทำรัฐประหารได้สำเร็จเมื่อเดือนกันยายน 2549 สิ่งแรกที่กระทำคือการฉีกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ทิ้ง

จากนั้น จึงตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

จาก นั้น ภายในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญก็บรรจุเนื้อหาในประกาศคณะปฏิรูปการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ลงไป

แม้กระทั่งเนื้อหาการยุบพรรค ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค

จาก นั้น สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็คัดสรรคณะกรรมการในองค์กรอิสระไม่ว่าจะเป็น ปปช. ไม่ว่าจะเป็น กกต. ไม่ว่าจะเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นี่คือกลไกแห่ง "อำนาจรัฐ" อันมาจากการรัฐประหารเดือนกันยายน 2549

จากนี้จึงเห็นได้ว่า ไม่ว่าการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ไม่ว่าการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554

เป็นการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ของคณะรัฐประหาร

เป็นการเลือกตั้งภายใต้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ อันเป็นผลผลิตจากการรัฐประหาร

อย่าได้แปลกใจหากในที่สุดแล้ว ชะตากรรมของพรรคพลังประชาชนก็ดำเนินไปอย่างเดียวกันกับที่พรรคไทยรักไทยเคยประสบ

ทั้งๆ ที่พรรคไทยรักไทยได้ ส.ส.มา 377 จากทั้งหมด 500

ทั้งๆ ที่พรรคพลังประชาชนได้ ส.ส.มา 233 จากทั้งหมด 500

น่าสนใจก็ตรงที่ พรรคเพื่อไทยประสบความสำเร็จจากการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ได้ ส.ส.มา 269 จากทั้งหมด 500

แต่ขอให้จับตาดูการเคลื่อนไหวของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ขอให้จับตาดูการเคลื่อนไหวของ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ขอให้จับตาดูการเคลื่อนไหวของ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ขอให้จับตาดูการเคลื่อนไหวของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

นี่เป็นกระบวนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยผ่านกระบวนการทางกฎหมาย

เป็นการเคลื่อนไหวภายใต้กรอบแห่ง "ตุลาการภิวัฒน์"

มีความมั่นใจสูงเป็นอย่างยิ่งจากแกนนำคนสำคัญของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

"การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม จะต้องเป็นโมฆะ เพราะไม่ถูกต้องตามกฎหมายหลายเรื่อง จะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านเลยไปไม่ได้

"หากปล่อยผ่านจะทำให้ประเทศล่มสลายแน่นอน

"ทุกอย่าง มีหลักฐานชัดเจน รวมถึงการยื่นเรื่องยุบพรรคการเมือง 4-5 พรรคด้วย หากปล่อยให้ผ่านไปประเทศจะเกิดกลียุคทันที เพราะเท่ากับว่า เรายอมให้มีคนใช้เงินซื้อประเทศ"

เป็นการกล่าวผ่านรายการวิทยุกระจายเสียง "คนเคาะข่าว"

"ผม คิดว่า เลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสโมฆะสูงและน่าจะต่อด้วยยุบพรรคทุกพรรคที่ยื่นไป เรื่องนี้ไม่ต้องดูดวงดาวแต่ดูลมพัดมาก็รู้แล้วว่า อะไรจะเกิดขึ้นแล้ว"

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า นายประพันธ์ คูณมี ยื่นยุบ 5 พรรคตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งให้วินิจฉัยว่า การจัดการเลือกตั้งของ กกต.เป็นโมฆะ

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ยื่นต่อ กกต.ให้ยุบพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคพลังชล อันล้วนแต่มีบทบาทเป็นอย่างสูงภายในกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้

เป็นการยื่นให้การเลือกตั้งโมฆะ เป็นการยื่นให้ยุบ 6 พรรคการเมืองสำคัญ

ทั้งหมดนี้คือความเคลื่อนไหว ทั้งหมดนี้คือการขยับตอบโต้เพื่อใช้กลไกทางกฎหมายให้เป็นประโยชน์

เป็น การเคลื่อนไหวเหมือนกับที่เกิดก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 เป็นการเคลื่อนไหวเหมือนกับที่เกิดหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนธันวาคม 2550

ทั้งหมดนี้ล้วนสอนวิชาการเมืองเรื่องกลไก "อำนาจรัฐ" ให้ได้สำเหนียกอย่างยอดเยี่ยมยิ่ง

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 15/07/54 สกัดความแรงของนารีขี่ม้าขาว

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

หวังสกัด นารี ขี่ม้าขาว
ด้วยเรื่องราว มารยา น่าสงสัย
ถูกจับแขวน แสนพิเรนท์ น่่าเห็นใจ
มีอคติ แค่ไหน คงได้ดู....

ขอให้แกร่ง สมดั่ง ที่หวังเถิด
คุณความดี จะบังเกิด ให้เลิศหรู
บุญบารมี ที่งดงาม ตามอุ้มชู
ด้วยนักสู้ แห่งศรัทธา ประชาชน....

หวังกอบกู้ บ้านเมืองเรา คราววิกฤติ
ทั้งชีวิต อุทิศช่วย ด้วยเหตุผล
อย่าพึ่งคิด หักเห เพราะเล่ห์กล
แม้นหมองหม่น จงอย่าท้อ สู้ต่อไป....

จะกี่ก๊วน กี่แก๊งค์ ออกแรงผลัก
แต่"คนรัก" ช่วยอุ้ม คุ้มครองให้
ขอนารี เข้มแข็ง มีแรงใจ
เพื่อเมืองไทย เดินหน้า พาร่มเย็น....

ประชาชน ร่วมสร้าง เส้นทางฝัน
ด้วยมุ่งมั่น เปี่ยมสุข ไร้ทุกข์เข็ญ
แม้นเจ็บปวด รวดร้าว คราวจำเป็น
ด้วยซ่อนเร้น พวกทราม ตามรังแก....

ขอเธอเป็น ดั่งนารี ขี่ม้าขาว
กี่เรื่องราว ผ่านมา อย่าแยแส
ประชาชน จะอุ้มชู คอยดูแล
ด้วยรักแท้ นาม"ยิ่งลักษณ์" ประจักษ์ใจ....

๓ บลา / ๑๕ ก.ค.๕๔

จับตาศาลโลก 18 กรกฎาคม: ความผิดพลาด เขตแดนไทย และ MOU ปี 2543 (ตอนที่ 2)

ที่มา ประชาไท

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
อดีตนักกฎหมายในคดีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ สำนักกฎหมาย Freshfields Bruckhaus Deringer (กรุงปารีส).
นิติศาสตรมหาบัณฑิต(รางวัลทุนฟุลไบรท์และวิทยานิพนธ์เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด.

(ต่อจากบทความตอนที่ 1)

จับตาศาลโลกวันที่ 18 ก.ค.!
ใน วันจันทร์ที่ 18 ก.ค. นี้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) จะอ่านคำสั่งกรณีที่กัมพูชาขอให้ศาลระบุมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งกัมพูชาขอไว้สามข้อ คือ
(1) สั่งให้ไทยถอนทหารออกไปจากดินแดนของกัมพูชา (territoire cambodgien) ในบริเวณปราสาทพระวิหาร
(2) สั่งห้ามไม่ให้ไทยดำเนินการทางทหารในบริเวณปราสาทพระวิหาร
(3) สั่งให้ไทยงดเว้นการกระทำที่อาจกระทบต่อสิทธิของกัมพูชาหรืออาจทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น
ผู้เขียนมิอาจล่วงรู้ผลของคำสั่งในวันจันทร์ที่ 18 ก.ค. นี้ได้ แต่อาจตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นดังนี้
1. จับตาเรื่อง “เขตแดน” ที่แฝงมาในคำขอของกัมพูชา
จาก คำขอทั้งสามข้อข้างต้น คำขอข้อแรกมีนัยเกี่ยวกับเรื่องเขตแดนชัดเจน คือ หากศาลสั่งตามที่กัมพูชาขอ ย่อมแปลว่ามี “พื้นที่ในบริเวณปราสาทพระวิหาร” ที่อยู่ในดินแดนของกัมพูชา ในขณะที่คำขอสองข้อหลังแม้หากศาลสั่งตามที่กัมพูชาขอ ก็มองได้ว่าไม่เกี่ยวกับเขตแดนโดยตรง เช่น อาจมองเป็นเรื่องการรักษาตัวปราสาทที่เป็นวัตถุแห่งคดี
ไม่ ว่าวันที่ 18 ก.ค. นี้ศาลจะมีคำสั่งมาตรการคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่แบบใด สิ่งที่ควรจับตามองก็ คือ ศาลจะแสดงจุดยืนในเรื่องคำขอข้อแรกที่กล่าวถึง “เขตแดน” อย่างไร? ผู้เขียนมองว่าเป็นไปได้สามแนวทาง
- แนวแรก ศาลอาจปฏิเสธคำขอข้อแรกโดยสิ้นเชิง จะด้วยเหตุผลว่าศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องเขตแดนหรือด้วยเหตุผลอื่นที่ ฝ่ายไทยอ้าง เช่น ประเด็นเขตแดนในปัจจุบันต้องว่าไปตาม MOU พ.ศ. 2543 ฯลฯ ทั้งนี้ การที่ศาลได้ดำเนินการให้เจ้าหน้าที่แก้ไขคำแปลผิด จากคำว่า “boundary” (เขตแดน) มาเป็น “limit” (ขอบเขต) นี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าศาลให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวที่ไทยต่อสู้ไว้
- แนวที่สอง ศาลอาจมีคำสั่งเป็นการทั่วไปตามที่กัมพูชาขอ โดยอาจสั่งโดยไม่อธิบายว่า “พื้นที่ในบริเวณปราสาทพระวิหาร” ที่อยู่ในดินแดนของกัมพูชา คือ พื้นที่ใด ซึ่งแม้จะไม่ชัดเจน แต่ก็เป็นความคลุมเครือที่กัมพูชาอาจนำมาใช้อ้างต่อได้
- แนวที่สาม ซึ่งน่ากังวลที่สุดและไม่น่าจะเป็น คือ ศาลอาจอ้างถึงข้อเท็จจริงหรือเอกสารบางอย่าง เช่น MOU พ.ศ. 2543 หรือ แผนที่ภาคผนวก 1 (ซึ่ง MOU ได้อ้างถึงโดยไม่เจาะจง) และกล่าวโดยตรงหรือโดยอ้อมในทำนองว่า “พื้นที่ในบริเวณปราสาทพระวิหาร” ที่อยู่ในดินแดนของกัมพูชาอาจเกี่ยวข้องกับเอกสารหรือแผนที่ดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นการตีความกฎหมายที่สุ่มเสี่ยงเรื่องเขตแดนดังที่มีผู้ห่วงใยได้ เตือนเกี่ยวกับ MOU ตลอดมา
2. จับตาแนวทางที่ศาลอาจสั่งได้ 3 ทาง
ไม่ว่าศาลจะมองเรื่องเขตแดนอย่างไร หากพิจารณาถึงคำสั่งในวันที่ 18 ก.ค. ในภาพรวม อาจเป็นไปได้สามแนวทาง คือ
- แนวแรก ศาลมีคำสั่งระบุมาตรการคุ้มครองชั่วคราว (ศาลอาจสั่งทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนตามที่กัมพูชาร้องขอ) ซึ่งหมายความว่าไทยต้องปฏิบัติตามคำสั่งทันที และศาลยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในส่วนคำร้องที่กัมพูชาขอให้ศาลตีความ คำพิพากษา ซึ่งไทยอาจต้องใช้เวลาสู้คดีต่อไปถึง พ.ศ. 2555
- แนวที่สอง ศาลยกคำร้องกัมพูชาในส่วนมาตรการคุ้มครองชั่วคราว กล่าวคือ ศาลปฏิเสธคำขอให้ระบุมาตรการคุ้มครองชั่วคราวทั้งสามข้อ แต่ศาลยังดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในส่วนการตีความคำพิพากษา ซึ่งอาจดำเนินต่อไปถึง พ.ศ. 2555 เช่นกัน
- แนวที่สาม ศาลยกคำร้องกัมพูชาทั้งหมด คือปฏิเสธคำขอทั้งสามข้อ พร้อมทั้งมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีที่กัมพูชาขอให้ศาลตีความคำพิพากษา (remove the case from the general list) ทั้งคดี (ในทางกฎหมายเรียกว่าคำขอ in limine ซึ่งในอดีตเคยมีการขอมาแล้วและแม้ไม่สำเร็จแต่ศาลก็มิได้ปฏิเสธว่าสั่งไม่ ได้) ซึ่งหมายความว่าไทยประสบความสำเร็จในการยับยั้งการใช้สิทธิทางศาลโดยกัมพูชา ส่งผลให้ไทยและกัมพูชาต้องกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาต่อไป
ผู้ เขียนตั้งข้อสังเกตเพิ่มว่า กัมพูชาได้ยื่นคำร้องต่อศาลตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย. และศาลนัดอ่านคำสั่งในวันที่ 18 ก.ค. หมายความว่าศาลใช้เวลาทั้งสิ้นเกือบ 11 สัปดาห์ ซึ่งถือว่าค่อนข้างนาน หากเทียบจากตัวอย่างในคดีอื่น เช่น กรณีที่เม็กซิโกเคยขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาคดี Avenaที่พิพาทกับสหรัฐฯ นั้น ศาลได้ใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์ก่อนอ่านคำสั่งมาตรการคุ้มครองชั่วคราว (ICJ Reports 2008, p. 311) หรือ กรณีที่จอร์เจียเคยขอให้ศาลโลกระบุคำสั่งมาตรการคุ้มครองชั่วคราวในคดีที่ พิพาทกับรัสเซียนั้น ศาลได้ใช้เวลาประมาณ 8 สัปดาห์ก่อนอ่านคำสั่ง (ICJ Reports 2008, p. 353) ซึ่งศาลได้มีคำสั่งระบุมาตรการในทั้งสองคดี
แม้ ระยะเวลาดังกล่าวไม่อาจนำมาเทียบกับคดีของไทยและกัมพูชาได้ชัดเพราะ บริบทต่างกัน (เช่นไม่มีช่องว่างระหว่างคำพิพากษาและการตีความถึงเกือบ 50 ปี) แต่ในทางหนึ่ง การใช้เวลาทั้งสิ้นเกือบ 11 สัปดาห์นี้อาจคาดเดาได้ว่า ศาลไม่สามารถปฏิเสธคำร้องกัมพูชาทั้งสามข้อได้โดยง่าย ซึ่งผู้เขียนยอมรับว่าคดีนี้มีแง่มุมพิเศษที่ไม่มีตัวอย่างชัดเจนให้ศาล เทียบเคียงได้ ดังนั้น ศาลจึงอาจใช้เวลาเพื่ออธิบายเหตุผลในการสั่งคำร้องตามที่กัมพูชาขอ
แต่ ในอีกทางหนึ่ง การใช้เวลานานก็อาจทำให้ไทยมีความหวังได้ว่า ศาลอาจใช้เวลาเพื่อยกคำร้องกัมพูชาทั้งหมด คือปฏิเสธทั้งเรื่องมาตรการคุ้มครองชั่วคราว อีกทั้งสั่งให้จำหน่ายคดีที่กัมพูชาขอให้ศาลตีความคำพิพากษาก็เป็นได้ ทั้งนี้เพราะการวินิจฉัยข้อกฎหมายเรื่องมาตรการคุ้มครองชั่วคราวมี 2 ขั้นตอน คือ (1) ศาลต้องพอใจในข้อสันนิษฐานเบื้องต้น (prima facie) ว่าในที่สุดศาลสามารถรับพิจารณาคดีหลัก (ซึ่งหมายถึงตีความคำพิพากษา) และ (2) ศาลต้องพอใจในเงื่อนไขของมาตรการคุ้มครองชั่วคราวเอง เช่น ความจำเป็นเร่งด่วน (urgency) หรือภัยอันตรายที่มิอาจแก้ไขเยียวยาได้ (irreparable harm)
ดังนั้น หากศาลเห็นด้วยกับฝ่ายไทยว่าไม่มีข้อสันนิษฐานเบื้องต้น (prima facie) ที่เพียงพอแก่การตีความในคดีหลัก เช่น หากศาลพิจารณาว่า กัมพูชามาขอตีความหลังเวลาผ่านมาเกือบ 50 ปี ทั้งที่กัมพูชาเองได้ยอมรับและเห็นพ้องกับการที่ไทยได้ถอนกำลังออกไป จากบริเวณรั้วลวดหนามรอบปราสาท อีกทั้งไทยและกัมพูชาในปัจจุบันได้มีการตกลง MOU พ.ศ. 2543 เพื่อดำเนินการจัดการเรื่องเขตแดนร่วมกัน จึงถือว่าไทยและกัมพูชาไม่มีข้อพิพาทระหว่างกันเกี่ยวกับตัวคำพิพากษาที่จะ ต้องขอให้ศาลตีความ ศาลย่อมสามารถยกคำร้องและจำหน่ายคดีให้เสร็จสิ้นทั้งหมดไปในเวลาเดียวกัน ก็เป็นได้
3. จับตาการเปลี่ยนแปลงคำสั่งหลังวันที่ 18 ก.ค.
แม้ สุดท้ายศาลโลกอาจจะสั่งมาตรการคุ้มครองชั่วคราวตามคำขอของกัมพูชาใน วันที่ 18 ก.ค. นี้ และแม้ที่ผ่านมาไทยจะได้แสดงเกียรติและศักดิ์ศรีในฐานะอารยประเทศที่รับปาก จะปฏิบัติตามที่ศาลสั่ง แต่กฎหมายระหว่างประเทศก็เปิดช่องให้ไทยสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลแก้คำสั่ง ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามความเป็นจริง (Rules of Court Article 76)
สังเกต ได้ว่าสถานการณ์ชายแดนไทยและกัมพูชาโดยรวมนั้นมีความตึงเครียดลด น้อยลงนับแต่กัมพูชายื่นคำร้องต่อศาล แม้ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่บ้าง แต่ผลของการเจรจาหยุดยิงในระดับพื้นที่ก็ดี ความคืบหน้าเรื่องผู้สังเกตการณ์จากอินโดนีเซียก็ดี หรือ ท่าทีความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาหลังการเลือกตั้งของไทยก็ดี อาจเป็นประเด็นที่ศาลนำมาพิจารณาในทางที่เป็นคุณต่อฝ่ายไทยได้ และแม้หากศาลมีคำสั่งตามที่กัมพูชาขอ ไทยย่อมนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์เหล่านี้ไปชี้แจงเพื่อให้ศาลเปลี่ยน แปลงคำสั่งได้เช่นกัน
ในทางกลับกัน หากวันที่ 18 ก.ค. นี้ศาลปฏิเสธที่จะสั่งตามคำร้องของกัมพูชาแต่ไม่จำหน่ายคดีการตีความ กัมพูชาก็ยังมีสิทธิยื่นคำร้องใหม่ (fresh request) หากมีข้อเท็จจริงใหม่ให้กัมพูชายกอ้างได้ เช่น มีการกลับไปใช้กำลังโจมตีกันและทำให้ตัวปราสาทเสียหายมากขึ้น เป็นต้น (Rules of Court Article 75 (3)) ดังนั้น หากศาลมิได้สั่งจำหน่ายคดีทั้งคดี การดำเนินการใดๆของไทยย่อมต้องไม่วู่วามหรือลืมคำนึงถึงความได้เปรียบเสีย เปรียบในทางศาลเช่นกัน
4. จับตาอนาคตของ MOU พ.ศ. 2543 หลัง 18 ก.ค.
ที่ ผ่านมามีหลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้ไทยยกเลิก MOU (บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำ หลักเขตแดนทางบก) พ.ศ. 2543 เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดน ในขณะที่บางฝ่ายได้ออกมาปกป้องความสำคัญและประโยชน์ของ MOU ดังกล่าว
ล่า สุดรัฐบาลไทยก็ได้นำ MOU พ.ศ. 2543 มาอ้างชี้แจงต่อศาลโลกว่า เอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานมัดกัมพูชาว่าแท้จริงแล้วการดำเนินการเกี่ยวกับ เขตแดนในปัจจุบันมิได้เป็นไปโดยผลของคำพิพากษา พ.ศ. 2505 แต่เป็นเรื่องที่ทั้งสองประเทศยังต้องเจรจาและร่วมมือกันต่อไป ดังนั้นการที่กัมพูชาอ้างว่าไทยไม่ยอมรับหรือโต้แย้งเขตแดนของกัมพูชารอบ ปราสาทพระวิหารจึงไม่เกี่ยวกับคำพิพากษา ศาลจึงไม่มีสิทธิตีความ และการที่กัมพูชารุกล้ำเข้ามาก่อสร้างหรือดำเนินการในบริเวณพื้นที่พิพาท นั้นจึงไม่ถูกต้อง (เช่น CR 2011/14 หน้า 12, 16-21 และ CR 2011/16 หน้า 25-26)
ผู้เขียนย้ำอีกครั้งว่า MOU พ.ศ. 2543 เป็นเพียงหนึ่งในเอกสารหรือการกระทำภายหลัง (subsequent agreement / subsequent practice) ที่มีผลต่อการตีความเอกสารที่เป็นคำตอบสำคัญของปัญหาเขตแดนไทยกัมพูชา คือ อนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 ผู้ใดที่ออกมาโจมตี MOU พ.ศ. 2543 โดยไม่ทราบถึงบริบทการตีความทางกฎหมายระหว่างประเทศอย่างครบถ้วน ย่อมไม่ต่างไปจากเด็กน้อยที่กรีดร้องเพียงเพราะนึกว่าเมื่อเห็นควันย่อมต้อง มีไฟ แต่ผู้ที่คิดว่าเด็กน้อยนั้นผิดเสมอไปก็อาจตกเป็นเชื้อไฟให้เด็กน้อยคอยดู เสียเอง
คำสั่งที่ศาลจะอ่านในวันจันทร์ที่ 18 ก.ค. นี้ ผู้เขียนเชื่อว่าศาลจะได้อธิบายข้อเท็จจริงเรียงเป็นเรื่องๆ (โดยศาลจะใช้คำว่า “Whereas” หรือ “ตามที่”…ทีละย่อหน้า) โปรดจับตาให้ดีว่า ศาลจะเห็นพ้อง “ตามที่” รัฐบาลไทยได้อ้างถึง MOU ฉบับนี้ไว้หรือไม่ หรือ MOU จะย้อนมาทำร้ายประเทศไทยดังที่มีผู้ย้ำเตือนไว้ และเราสมควรจะพิจารณาอนาคตของ MOU ฉบับนี้ต่อไปอย่างไร!
สุด ท้ายขอฝากกำลังใจไปยังว่าที่รัฐบาลใหม่ ให้สามารถใช้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นหนึ่งในเครื่องมือรักษาสันติภาพควบคู่ อธิปไตย และยึดชีวิตของทหารและชาวบ้านที่ชายแดนไว้เหนือความพึงพอใจ ไม่ว่าจะของใครคนไหนก็ตาม
..........................................
สำหรับประเด็นที่ไทยได้ชี้แจงต่อศาลโลกไปเมื่อวันที่ 29 – 30 พฤษภาคม 2554 ดูรายละเอียดได้ที่

ชำแหละ กสม. จากที่มาอันน่าชัง สู่ผลงานที่ต้องรับผิดชอบ

ที่มา ประชาไท

หลัง จากหนังสือพิมพ์หลายฉบับได้เปิดเผยรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษย ชนแห่งชาติ (กสม.) ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมของ นปช. เมื่อปีที่แล้ว ได้สร้างกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ กสม. อย่างมากจากในแวดวงนักสิทธิมนุษยชน นักข่าว และจากเสื้อแดงเอง

ผู้ เขียนในฐานะนักสิทธิมนุษยชนและผู้สังเกตการณ์ กสม. มีความเห็นเช่นเดียวกับเพื่อนนักสิทธิมนุษยชนหลายคน ต่อ กสม. ชุดนี้คือ ไม่ได้มีความคาดหวังกับ กสม. ชุดนี้แม้แต่น้อย ตั้งแต่ถูกแต่งตั้งเข้ามาทำงานเมื่อสองปีที่แล้วมาเพราะเห็นว่ากรรมการฯ หกคนจากเจ็ดคน (ยกเว้นหมอนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ) เป็นเพียงนักสิทธิมนุษยชนที่กินภาษีประชาชน และเป็นกรรมการสิทธิฯ เพียงแต่ชื่อ ไม่ได้ทำงานโดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน หรือต้องการทำให้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยดีขึ้นแต่อย่างใด

อย่าง ไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นควรเป็นไปมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์องค์กรนี้ อย่างเอามัน แต่ควรเป็นการทำความเข้าใจปรากฎการณ์ที่เกี่ยวข้องกับรายงานฉบับนี้ว่ามีที่ มาอย่างไร ทำไมเนื้อหาในรายงานนี้ถึงออกมาเป็นแบบนี้ รวมถึงคำถามที่ว่า ใครในกรรมการสิทธิฯ ต้องเป็นคนที่รับผิดชอบกับรายงานฉบับนี้

คณะกรรมการฯ ของ “คนที่ไม่รู้เรื่องสิทธิมนุษยชน”
หาก พูดกันจริงๆ ความล้มเหลวของ กสม. ชุดนี้เป็นผลผลิตโดยตรงจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ให้อำนาจศาลในการเลือกกรรมการฯ แทนที่จะให้มีคณะสรรหาตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่มีตัวแทนจากภาคประชาสังคมและองค์กรที่มีความหลากหลายและเข้าใจประเด็น สิทธิมนุษยชนมาเป็นกรรมการสรรหา

ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และ พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนปี 2540 กรรมการสรรหาฯที่มีความหลากหลายประกอบไปด้วยด้วยตัวแทนจากพรรคการเมือง องค์กรสิทธิมนุษยชน ผู้แทนมหาวิทยาลัย ประธานศาลฏีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด นายกสภาทนายความ ผู้แทนสื่อมวลชนรวมกันทั้งหมด 22 คน

ใน ขณะที่กรรมการสรรหา กสม. ตามในรัฐธรรมนูญ 2550 ประกอบไปด้วยตัวแทนของฝ่ายตุลาการเป็นหลัก คือ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครอง ประธานสภาผู้แทนราษฎร บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฏีกาคัดเลือก บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือก และตัวแทนฝ่ายค้าน

ผลผลิตอีกอย่างที่สำคัญจากการเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้จำนวน กสม. จากทั้งหมด 11 คนต้องลดเหลือเพียง 7 คน

ถ้า หากเราได้อ่านรายงานการสรรหากรรมการฯ ที่ทำโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน หลายคนจะต้องตั้งคำถามกับกรรมการสรรหาอย่างแน่นอนว่า ใช้หลักเกณท์อะไรในการเลือกคนเหล่านี้เข้ามา และให้ความชอบธรรมอะไรในการอธิบายว่าคนเหล่านี้เป็น “ผู้ซึ่งมีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็น ที่ประจักษ์”

ทำไมบุคคลอย่างพลตำรวจเอกวันชัย ศรีนวลนัด บุคคลที่มีพื้นเพจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (องค์กรที่เป็นคู่กรณีกับเหยื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด) หรือนายปริญญา ศิริสารการ อดีตนักธุรกิจ รองประธานสภาอุตสาหกรรมนครราชสีมา ถึงเป็นสองคนแรกที่ถูกเลือกเข้ามา ด้วยคะแนน 4 เสียงจาก 6 เสียง โดยการลงคะแนนครั้งแรก

ด้วยพื้นเพในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ ทัศนะของพลตำรวจเอกวันชัยจึงไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างความมั่นคงของรัฐ กับสิทธิมนุษยชน หลังเหตุการณ์การชุมนุมเดือนเมษา-พฤษภา 53 ยุติลง พลตำรวจเอกวันชัยได้ออกแถลงการณ์ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนใน กระบวนการยุติธรรมว่า ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการวางเพลิงสามารถมาร้องเรียน กสม.ให้ฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้วางเพลิงได้ โดยไม่ได้มีการพูดถึงสิทธิของเหยื่อจากการใช้ความรุนแรงของรัฐเลย

อีก ด้านหนึ่งนายปริญญา ศิริสารการ อดีตนักธุรกิจมีชื่ออยู่ในรายงานของ กสม. ชุดอาจารย์เสน่ห์ จามริกว่า เป็น “ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน” ให้ความเห็นระหว่างกระบวนการรับฟังวิสัยทัศน์โดยวุฒิสภาว่า รัฐบาลพม่าถูกประเทศตะวันตกละเมิดสิทธิมนุษยชน และให้ความเห็นว่า รัฐบาลพม่า “บริหารการฆ่า” ชนกลุ่มน้อยเก่ง

กรรมการสรรหาฯ มีหลักเกณท์อะไร จะสามารถให้เหตุผลและให้ความชอบธรรมอย่างไรกับการเลือกสองคนนี้เข้ามา แทนการเลือกบุคคลที่มีประสบการณ์ทางด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นที่ประจักษ์ อย่างคนอื่นๆ ที่มีประสบการณ์การทำงานทางด้านสิทธิมนุษยชนหลายสิบปีอีกหลายสิบคน เช่น บรรจง นะแส บารมี ชัยรัตน์ อังคณา นีละไพจิตร ไพโรจน์ พลเพชร ศุกาน์ตา สุขไผ่ตา สุรพงษ์ กองจันทึก วัลลภ ตังคณานุกรักษ์ มาลี พฤกษ์พงศาวลี เตือนใจ ดีเทศน์ ฯลฯ

แต่ปัญหาไม่ได้จบที่แค่สองคนนี้ กรรมการสรรหาฯ ยังเลือก นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการเมาไม่ขับที่ยังคงรณรงค์แต่เรื่องเมาไม่ขับในฐานกรรมการสิทธิฯ วิสา เบ็ญจะมโน นักสังคมสงเคราะห์ที่ให้สัมภาษณ์ว่า การทำแท้งเป็นการละเมิดสิทธิเด็กได้อย่างมั่นใจ (โดยไม่ได้ศึกษาอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ให้ความนิยามว่า สิทธิเด็กเกิดขึ้นหลังจากที่เด็กได้เกิดขึ้นแล้ว) หรือไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ อดีตเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญที่ทุกคนรู้จักผ่านวาทกรรม “รองเท้าแตะแม่ค้าเสื้อแดงละเมิดสิทธิอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

ตรวจสอบ- ติดตามการทำงานไม่ได้
ประชาชน ที่เป็นผู้เสียภาษีให้กับงบประมาณของ กสม. ปีละประมาณ 200 ล้าน รวมถึงราคารถเบนซ์-BMW ประจำตำแหน่งราคาหลายล้าน และเงินเดือนแสนกว่าๆ ให้กับกรรมการสิทธิฯ ไม่สามารถตรวจสอบได้เลยว่า ในระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา กรรมการสิทธิฯ ได้ตรวจสอบกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนอะไรไปแล้ว

หากเรา เช็คดูเว็ปไซต์กรรมการสิทธิฯ เราจะเห็นว่ารายงานการตรวจสอบที่บรรจุในเว็บไซต์เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นรายงานการทำภายใต้ กสม. ชุดอาจารย์เสนห์เป็นหลัก มีรายงานที่ตรวจสอบโดย กสม. ชุดนี้ไม่ถึง 5 กรณี

ที่ร้ายไปกว่านั้น ตั้งแต่ กสม. ชุดนี้เข้ามาทำงานตั้งแต่ปี 2552 ยังไม่เคยมีการทำรายงานประจำปีออกมาเลย มีเพียงแต่ร่างรายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไม่ถึงสิบหน้า ผู้เขียนทราบมาว่า เรื่องร้องเรียนที่ประชาชนร้องเรียนกับกรรมการสิทธิในปี 2553 กว่า 500 เรื่อง ยังไม่มีเรื่องไหนเลยที่ตรวจสอบสำเร็จแล้ว

กรรมการสิทธิฯ ไร้หลักการราคา 200 ล้านบาท
ช่วง ที่เกิดการชุมนุมของเสื้อแดง กรรมการสิทธิฯ ภายใต้การนำของอมรา พงศาพิชญ์ ได้นำคณะกรรมการสิทธิฯ ไปพบอดีตนายกรัฐมนตรี ผู้นำศาสนา แกนนำเสื้อแดง จนถึงการรณรงค์อย่างไร้เหตุผลและน่าขบขันให้ประชาชนทั่วประเทศอธิษฐานให้ สถานการณ์ในประเทศดีขึ้น ทั้งๆ ที่หน้าที่เหล่านี้ไม่ได้เป็นอำนาจหน้าที่ของ กสม. ตามรัฐธรรมนูญและตาม พ.ร.บ.กสม. แม้แต่น้อย เพราะ กสม. เป็นสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีหน้าที่ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ

ร่าง รายงานอื้อฉาวฉบับนี้ที่ได้รายงานตามหนังสือพิมพ์ นอกเหนือจากมีความ “กล้า” ในการสร้างความจริงชุดใหม่ขึ้นมา กสม. ยังมีความล้มเหลวในการเขียนให้เสร็จตามเวลาที่กำหนดด้วย

คณะอนุกรรม การสามชุดที่ตรวจสอบเหตุการณ์สลายการชุมนุมประกอบไปด้วย 1) อนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาตรวจสอบกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการ ชุมนุมของกลุ่ม นปช. 2) คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานกรณี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช. และ 3) อนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อการตรวจสอบด้านกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ถูกแต่งตั้งขึ้นวันที่ 12 พฤษภาคม 2553 โดยมีอายุการทำงานสี่เดือน กล่าวคือ รายงานที่ตรวจสอบต้องเปิดเผยตั้งแต่กันยายน 2553 แต่ตอนนี้จะเข้าเดือนสิงหาคม 2554 แล้วรายงานนี้ก็ยังไม่เสร็จซะที

รายงาน ฉบับนี้ยังมีเนื้อหาที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนโดยตรง เช่น การปฏิเสธว่า หน้าที่หลักในการส่งเสริมและคุ้มครองไม่ได้อยู่ที่รัฐแต่อยู่ที่ประชาชน โดยไม่ได้เข้าใจว่า รัฐเป็นองค์กรที่ลงนามในสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ดังนั้นระดับความรับผิดชอบในสิทธิมนุษยชนต้องอยู่ที่รัฐเป็นหลัก

ดัง นั้นรายงาน กสม. เป็นรายงานที่มีอคติ แทนที่จะตั้งคำถามว่า รัฐในฐานะองค์กรที่มีหน้าที่คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือเปล่า กลับไปตั้งคำถามว่าผู้ชุมนุมได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไหม

ปัญหาของ รายงานรวมไปถึงการไม่เข้าใจว่าสิทธิมนุษยชนไม่ได้มีความสำคัญ เท่ากันหมด มีสิทธิบางสิทธิที่เหนือกว่าสิทธิอื่นๆและเป็นสิทธิที่ละเมิดไม่ได้เป็นอัน ขาด

หากการชุมนุมของเสื้อแดงมีการใช้อาวุธ ก็นับว่าเป็นความผิดทางอาญาของคนที่มีอาวุธ แต่ไม่ได้หมายความว่าการที่คนจำนวนน้อยไม่กี่สิบคนกระทำผิดกฎหมายจะสามารถ เหมารวมอย่างง่ายๆ ว่าประชาชนที่เข้าชุมนุมอีกกว่าหมื่นคน ที่รวมถึงผู้หญิง เด็ก คนชรา หรือประชาชนธรรมดาทำผิดกฎหมายหมด และรัฐบาลสามารถสลายการชุมนุมโดยมีเป้าหมายในการสังหารประชาชนเหล่านั้นได้ เพราะสิทธิการมีชีวิตอยู่เป็นสิทธิที่สูงที่สุด และเป็นที่ยอมรับกันว่าในภาวะฉุกเฉิน รัฐไม่สามารถอ้างความมั่นคงของรัฐในการปลิดชีพประชาชนได้อย่างชอบธรรม

ความรับผิดชอบควรอยู่ที่ใคร
มาถึงคำถามที่สำคัญ ในขณะที่กระแสข่าวได้เล็งความรับผิดชอบไปให้นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ในฐานะเลขาธิการ กสม. ซึ่งผู้เขียนไม่เห็นด้วยว่า นายแพทย์ชูชัยควรเป็นคนเดียวที่ต้องถูกสังคมตั้งคำถามหรือประณาม

แต่ หากเราได้ดูรายชื่อคณะกรรมการฯ ที่เป็นตัวหลักในการเขียนรายงานฉบับนี้ เราจะเห็นว่า มีบุคคลอีกสามคนที่ต้องให้คำตอบกับสังคมกับรายงานฉบับนี้เหมือนกัน และอาจจะต้องมีความรับผิดชอบมากกว่า คือ:

ศาสตราจารย์อมรา พงศาพิชญ์ ประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาตรวจสอบกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจาก การชุมนุมของกลุ่ม นปช. และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลัก ฐานกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช.

พลตำรวจเอกวันชัย ศรีนวลนัด ประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อการตรวจสอบด้านกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช. และอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาตรวจสอบกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการ ชุมนุมของกลุ่ม นปช.

ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ ประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช. และอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาตรวจสอบกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการ ชุมนุมของกลุ่ม นปช.

ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสามชุดนี้ ทั้งสามคนนี้ต้องมีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมการตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน และปฎิเสธไม่ได้ว่า ต้องเป็นคนที่เห็นชอบแนวทางการตรวจสอบและตัวรายงานเอง

บุคคล สามคนนี้ต้องให้คำตอบกับสังคมว่าเกิดอะไรขึ้นกับรายงานฉบับนี้และใน ฐานะผู้บริหารขององค์กรฯ จะมีความรับผิดชอบอย่างไรกับรายงานฉบับนี้

ประเทศที่ไม่สามารถเคารพความจริง และความหมายของ “ความตาย” ของประชาชน

ที่มา ประชาไท

“การ ขอคืนพื้นที่ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ประชาชนทั่วไป ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการตามมาตรการที่ประกาศไว้ก่อนจริง กระทำจากเบาไปหาหนัก จึงเป็นการกระทำภายใต้กฎหมายที่ให้อำนาจไว้ แม้มีการกระทำที่ก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บต่อผู้ชุมนุมทั้งการใช้กระบอง แก๊สน้ำตา กระสุนยาง แต่เมื่อพิจารณาย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เกินกว่าเหตุ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับฝ่ายผู้ชุมนุมที่มีอาวุธและผู้สนับสนุนที่มีอาวุธ สงคราม”

เราจะไม่รู้สึกแปลกใจอะไรเลย หากข้อความข้างต้นนี้เขียนจาก “ข้อวินิจฉัย” ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ กองทัพ หรือแกนนำพันธมิตร แต่นี่เป็นข้อความในรายงานผลสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีบทบาทหลักในการปกป้องสิทธิในความเป็นมนุษย์ตาม ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
แทบ ทุกย่อหน้าของรายงานฉบับดังกล่าว (แม้จะเป็นฉบับเลื่อนการเผยแพร่) คือ ข้อความที่มีความหมายเชิงปกป้องการกระทำของรัฐบาลว่าเป็นไปตามความจำเป็น ควรแก่เหตุ และข้อความพิพากษาตัดสินการชุมนุมของ นปช.ว่า รุนแรง มีอาวุธ ละเมิดสิทธิ์คนอื่น กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ฯลฯ
ผม คิดว่า “ข้อวินิจฉัยของ” กรรมการสิทธิฯ สะท้อนอย่างชัดเจนถึง “ความไม่สามารถ” แสดงออกซึ่งความเคารพต่อ “ความจริง” และ “ความหมาย” ของความตายของประชาชน!
คำว่า “ไม่สามารถ” มีความหมายสำคัญสองย่างคือ 1) ไม่สามารถสรุปความจริงที่สัมพันธ์กับบริบทที่ซับซ้อนอย่างครบถ้วน 2) ไม่สามารถแสวงหา และ/หรือนำเสนอความจริงออกมาได้อย่างตรงไปตรงมาและรอบด้าน เพราะว่าโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่เป็นอยู่จริงไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น ได้
ไม่สามารถตามข้อ 1) เกิดจากการไม่ซื่อตรงต่อข้อเท็จจริง และไม่มีความพยายามอย่างเพียงพอ ส่วนไม่สามารถตามข้อ 2) เกิดจากข้อจำกัดเนื่องจากถูกบีบโดยโครงสร้างอำนาจที่ปิดกั้นเสรีภาพในการ แสวงหา และพูดความจริงที่กระทบต่อโครงสร้างอำนาจนั้น
ความ ไม่สามารถทั้งสองประการนี้มีความความสำคัญคือ เป็น “ความไม่สามารถแสดงออกซึ่งการเคารพความจริง” ซึ่งเป็นการสะท้อนถึง “ความเจ็บป่วย” ของสังคมอย่างรุนแรง
คือสังคมนี้ รู้อยู่หรือพอจะรู้อยู่ว่าความจริงคืออะไร แต่กลับต้องจำทนเห็นการบิดเบือนความจริง เห็นทั้งการเสแสร้งไม่พูดความจริง ทั้งถูกบังคับไม่ให้พูดความจริง ทั้งการถูกจับติดคุกเพราะพูดความจริง ความเจ็บป่วยของสังคมเช่นนี้คือ อาการสูญเสียความเชื่อถือไว้วางใจซึ่งกันและกัน อาการขัดแย้งแตกแยก อาการสับสนในการตัดสินความเป็นธรรม-ไม่เป็นธรรม อาการความรุนแรงจิกตีกันเหมือนไก่ใน “สุ่มแห่งโครงสร้างอำนาจครอบงำประชาธิปไตย” ที่ฝ่ายหนึ่งอยากออกจากสุ่ม อีกฝ่ายจิกหัวกดไว้ให้อยู่ในสุ่ม
ผลสรุปของกรรมการสิทธิฯ สะท้อนความไม่สามารถสรุปความจริงที่สัมพันธ์กับบริบทที่ซับซ้อนอย่างครบถ้วน ในประเด็นสำคัญ เช่น
ข้อ สรุปที่ว่า การชุมนุมของ นปช.ใช้ความรุนแรงนั้น เป็นการให้ความหมายของ “ความรุนแรง” ตามนิยามของฝ่ายรัฐและฝ่ายตรงข้ามกับ นปช. ที่มองความรุนแรงที่เป็นปรากฏการณ์ที่เห็นอยู่เฉพาะหน้าเท่านั้น เช่น การปลุกระดม การใช้หนังสะติ๊ก ก้อนหิน เสาธงเป็นอาวุธ การพกพาอาวุธ การยิงระเบิดเอ็ม 79 การยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ ฯลฯ แต่ไม่สนใจว่าปรากฏการณ์ความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นภายใต้บริบทอะไร มีความเป็นมาหรือสาเหตุอย่างไร ฯลฯ
ที่พูดอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่า ถ้าคนเสื้อแดงหรือฝ่ายใดๆ กระทำรุนแรงดังกล่าวเป็นการกระทำที่สมควรยอมรับ เพียงแต่ต้องการจะบอกว่า การมองความรุนแรงแบบกรรมการสิทธิฯ จะเปรียบไปแล้วก็เหมือนการมองเห็นเฉพาะน้ำที่เดือดปุดๆ แต่มองไม่เห็นถ่านเพลิงที่ลุกโหมอยู่ใต้กระทะน้ำร้อน
หาก น้ำที่เดือดปุดๆ คือความรุนแรงของคนเสื้อแดง ถ่านเพลิงที่ลุกโหมให้น้ำเดือดก็คือการทำรัฐประหารปล้นสิทธิประชาชน กระบวนการทำลายล้างพรรคการเมืองที่เสียงส่วนใหญ่เลือกโดยกลไกและเครือข่าย รัฐประหาร การก่อตั้งรัฐบาลอำมาตย์หนุน การกล่าวหาเรื่องขบวนการล้มเจ้า ขวนการก่อการร้าย การประณามเหยียดหยาม การเชียร์ให้ล้อมปราบ การล้อมปราบด้วย “กระสุนจริง” (กก.สิทธิฯเรียกตาม รบ.อย่างเซื่องๆ ว่า “ขอคืนพื้นที่”) “การกดทับ” สิทธิเสรีภาพหรืออำนาจปกครองตนเองของเสียงส่วนใหญ่โดย “เสียงส่วนน้อย” ของเหล่าอภิชน
เมื่อมี “การกดทับ” ก็เกิด “การดิ้นรน” เพื่อให้พ้นไปจากการกดทับนั้น แต่กรรมการสิทธิฯ กลับจงใจมองเห็นเพียง “การดิ้นรน” เท่านั้น และสรุปว่าการดิ้นรนเท่านั้นคือความรุนแรง!
ทัศนะ ต่อความรุนแรงที่เบี่ยงเบนเช่นนั้น ทำให้กรรมการสิทธิฯไม่สามารถเข้าใจได้ว่า ความรุนแรงในรูปแบบของการดิ้นรนเพื่อให้พ้นไปจากการกดทับนั้น 1) มีระดับความรุนแรงน้อยกว่าความรุนแรงในรูปแบบของการกดทับ 2) มีเหตุอันสามารถเข้าใจได้ และควรแก่การเห็นอกเห็นใจ (แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม)
เมื่อมีทัศนะต่อความ รุนแรงที่เบี่ยงเบนเช่นนั้น กรรมการสิทธิฯ จึงเห็นว่า ฝ่ายที่ใช้อำนาจกดทับกระทำการสมควรแก่เหตุ ไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน หมายความว่าโดย “ดุลยพินิจ” ของกรรมการสิทธิฯ อำนาจกดทับซึ่งมีธรรมชาติของความรุนแรงยิ่งกว่าอยู่แล้วมีความชอบธรรมในการ ใช้ความรุนแรงต่อประชาชนที่ดิ้นรนเพื่อให้พ้นไปจากการกดทับนั้น
ฉะนั้น จากการสรุปความจริงของ “ความรุนแรง” ที่เบี่ยงเบนดังกล่าวจึงนำไปสู่ความหมายของ “ความตาย” ที่เบี่ยงเบนไป คือในความเป็นจริงประชาชนตายเพราะการต่อสู้ดิ้นรนให้พ้นไปจากการกดทับ หรือตายเพราะยอม “สละชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย” แต่จากข้อสรุปของกรรมการสิทธิฯ เท่ากับประชาชนตายเพราะชุมนุมโดยใช้ความรุนแรง หรืชุมนุมโดยละเมิดสิทธิคนอื่น กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ จึงถูกรัฐสังหารโดยควรแก่เหตุ
นี่คือความไม่สามารถ เคารพต่อความหมายของ “ความตาย” ของประชาชนที่สละชีวิตเพื่อประชาธิปไตย เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่ไม่สามารถเคารพต่อความหมายของความตายดัง กล่าวนี้ ประชาชนจึงตายฟรีซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยทางการประเทศนี้ไม่เคยยกย่องวีรชน 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 อย่างจริงจัง
เรา จึงไม่รู้ความจริงอย่างเป็นทางการของความตายว่า ใครคือฆาตกรตัวจริง และฆาตกรนั้นถูกลงโทษจริง และความหมายอย่างเป็นทางการของความตายก็ไม่ได้ถูกนำมาศึกษาเรียนรู้ในระบบ การศึกษาของรัฐในฐานะเป็นความตายของวีรชนผู้สละชีวิตเพื่อประชาธิปไตยที่ อนุชนพึงจดจำ
จึงน่าเศร้าอย่างยิ่ง ที่ข้อสรุปของกรรมการสิทธิฯ ใน พ.ศ.นี้ สะท้อนอย่างชัดเจนว่าประเทศนี้ยังไม่สามารถเคารพ “ความหมายที่แท้จริง” ของความตายของประชาชนที่สละชีวิตเพื่อประชาธิปไตย
แล้วจะมีหลักประกันอะไรว่า ประชาชนจะไม่ตายฟรีอีก และที่ยังมีชีวิตก็ต้องจำทนอยู่ภายใต้การกดทับต่อไป!

เสวนา: การบริหารจัดการมรดกโลกในกระแสโลกาภิวัตน์

ที่มา ประชาไท

นัก วิชาการร่วมถกอนาคตการจัดการปราสาทพระวิหาร นักวิชาการ มธ. ชี้ การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ไม่มีผลต่อข้อพิพาทเรื่องดินแดน 4.6 ตารางเมตร ผอ.สำนักโบราณคดี ยัน คำตัดสินศาลโลกยังไม่ชัดเจน ชี้เป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติมากกว่าชาตินิยม

วาน นี้ (14 ก.ค. 54) เวลา 13.00 น. วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาเรื่อง “การบริหารจัดการมรดกโลกในกระแสโลกภิวัฒน์" โดยมีวิทยากรร่วมเสวนาคือ ดร. พิสิฐ เจริญวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และการจัดการวัฒนธรรม, ธราพงศ์ ศรีสุชาติ ผู้อำนวยการสำนักโบราณคดี ผู้แทนจากกระทรวงวัฒนธรรม และ อัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

พิสิฐ เจริญวงศ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคโบราณคดีและวิจิตรศิลป์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAMEO-SPAFA) มองว่า การที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาคุ้มครองแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม และธรรมชาติ หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่าอนุสัญญามรดกโลกนั้น มีประโยชน์สำหรับประเทศไทยมากกว่า เนื่องจากไทยสามารถใช้ประโยชน์จากข้อตกลงที่ระบุไว้หากมีปัญหา และสามารถท้วงติงกับภาคีสมาชิกอื่นๆ ได้ นอกจากนี้ การเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาฉบับดังกล่าว ก็ยังเป็นการส่งเสริมคุ้มครองแหล่งมรดกโลกต่างๆ ในระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกัน ทั้งในด้านความรู้ การเงิน การจัดการ เป็นต้น

“ถ้า เรายังมีปัญหาหรือข้อขัดแย้ง จะสามารถใช้ข้อตกลงในอนุสัญญาฉบับนี้ได้ ประเทศที่เป็นภาคี มี 187 ประเทศ เกือบเท่าๆ กับจำนวนประเทศสมาชิกของ UNESCO ถ้าหากอนุสัญญาฉบับนี้ไม่ดีจริง คงไม่มีประเทศต่างๆในโลกเข้ามาเป็นภาคีถึง 187 ประเทศด้วยกัน และจากภาคีที่ว่า หากตัดไปแค่กัมพูชา ก็ยังมีอีก 185 ประเทศที่เรายังสามารถใช้ประโยชน์ท้วงติงได้” พิสิฐอธิบาย

อัครพงษ์ ค่ำคูณ นักวิชาการทางด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชี้ว่า การประท้วงโดยการเดินออกจากที่ประชุมของสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรในการประชุมของ UNESCO นั้น ความจริงแล้วยังไม่มีผลใดๆ โดยทันที เนื่องจากข้อตกลงในอนุสัญญาดังกล่าวระบุไว้ว่า ประเทศไทยสามารถลาออกจากการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกได้ แต่จะต้องส่งจดหมายการบอกเลิกสัญญาแก่ผู้อำนวยการของ UNESCO และการลาออก จะมีผลหลังจากสัญญาตอบรับต่อจดหมายนั้น 12 เดือน

อย่างไรก็ตาม อัครพงษ์ได้ชี้ว่า ในจดหมายที่สุวิทย์ คุณกิตติยื่นให้นางบูรโกว่า ผู้อำนวยการของยูเนสโก ได้ระบุว่า จดหมายการบอกเลิกสัญญา จะส่งตามมาทีหลัง นั่นหมายถึงว่า จดหมายที่สุวิทย์ยื่นไป เป็นการแสดงถึงการประท้วงเท่านั้น แต่ยังไม่มีกระบวนการในการลาออกจาการเป็นภาคีอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ นักวิชาการมธ. ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของเขาพระวิหาร ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อสิทธิของกรณีข้อพิพาทที่ยังคงดำเนินอยู่

“ในอนุสัญญามรดกโลกฉบับ ปี 1972 นี้ ข้อ 11 วรรค 3 ได้บอกชัดเจนว่าว่าทรัพย์สินที่ร่วมขึ้นทะเบียน ต้องได้รับความยินยอมจากรัฐที่เกี่ยวข้อง และทรัพย์สินที่ขึ้นทะเบียนนั้น หากอยู่ในดินแดน หรืออธิปไตยที่อ้างสิทธิโดยสองรัฐขึ้นไป ไม่มีผลในการทำลายสิทธิของกรณีพิพาท แปลว่าสิทธิการอ้างเรื่องดินแดนยังมีอยู่ แต่นี่เป็นสิ่งที่เราไม่ได้รับรู้กันมากนัก” อัครพงษ์อธิบาย

ภาพประกอบจาก www.downmerng.blogspot.com

นอก จากนี้ หากเราดูแผนการจัดการวัฒนธรรมของกัมพูชา จะพบว่า พื้นที่สีเขียว คือทางด้านตะวันออกและฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ มาผนวกรวมเป็น buffer zone แต่เราจะเห็นว่าไม่รวมพื้นที่สีเหลืองซึ่งเป็นพื้นที่ 4.6 ตารางเมตรที่เป็นข้อพิพาท คำถามคือว่า ที่เราไปคัดค้านแผนการบริหารจัดการนี้ เราไปค้านตรงไหน อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีข้อถกเถียงเรื่องถนนที่ตัดเป็นทางขึ้น ซึ่งอาจไปเกี่ยวข้องกับพื้นที่ทับซ้อน

อัครพงษ์ พูดถึง ความรับรู้ ความเชื่อ และความรู้สึกของสังคมไทยที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับเขาพระวิหารสามประการ อย่างแรกคือ การที่เขาพระวิหารมีทางขึ้นเฉพาะฝั่งไทย โดยในความเป็นจริงแล้ว ทางกัมพูชาเองก็มีทางขึ้นมาสู่เขาพระวิหารเช่นเดียวกัน (ดูในคลิปวิดีโอ) อย่างที่สอง คือ ความเข้าใจผิดที่ว่า ไทยและกัมพูชา ถือแผนที่คนละฉบับ โดยไทยถือของฉบับที่ทำขึ้นโดยอเมริกัน และกัมพูชาถือแผนที่ฉบับฝรั่งเศส อย่างไรก็ตามหากดูอย่างใกล้ชิดจะพบว่า ไม่มีแผนที่ฉบับใดเลยของนานาชาติ ที่ขีดเส้นให้เขาพระวิหารอยู่ในเขตของประเทศไทย ไม่ว่าจะก่อน หรือภายหลังที่ศาลโลกได้ตัดสินในปี 2505 ว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชา นอกจากนี้ เรื่องสันปันน้ำที่เข้าใจผิดว่าสันที่สูงที่สุดต้องเป็นตัวแบ่งเขตแดน ซึ่งในความจริงแล้ว สันปันน้ำที่เอามาเป็นเส้นเขตแดนนั้นจะเป็นสันปันน้ำที่มีความต่อเนื่องและ ความสูงที่เหมาะสม ดังนั้นหากประเทศไทยต้องการจะนำประเด็นสันปันน้ำมาต่อสู้กรณีเขาพระวิหารจะ ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ให้ชัดเจน

“เรื่องการ บริหารจัดการวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่ กับมนุษย์ว่าจะอยู่ร่วมกันได้หรือไม่ ผมคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจคือ เส้นส่วนใหญ่นั้นที่ขีด จะขีดในแผนที่ ขีดในกระดาษ ในที่จริงๆมันไม่มี พอมาขีดในกระดาษมันก็มาขีดในสมองเรา ทำให้เป็นเขากับเรา ทำอย่างไรในทางวัฒนธรรม จะได้เข้าใจในแง่มุมเหล่านี้ว่า ก่อนมีเส้นเขตแดน เราก็อยู่ด้วยกันมา พอมีเส้นเขตแดน กลับอยู่ด้วยกันไม่ได้” อัครพงษ์กล่าวส่งท้าย

ในขณะที่ทางธราพงศ์ ศรีสุชาติ ผู้แทนจากกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า หากดูแผนการบริหารจัดการมรดกโลกของกัมพูชา ที่เสนอต่อยูเนสโกแล้วพบว่า กัมพูชาได้ใช้พื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็น core zone และขยาย buffer zone ให้รุกล้ำเข้ามาในเขตไทยมากขึ้น จึงมองได้ว่าเป็นการ “รุกล้ำอธิปไตยทางเอกสารโดยแผนที่” ซึ่งทางไทยยังมีปัญหาตรงนี้อยู่ ถึงแม้ว่าทางไทยจะยอมรับและสนับสนุนให้ขึ้นเขาพระวิหารในกัมพูชาในที่ประชุม ของยูเนสโกอย่างเป็นทางการแล้วในปี 2550 และ 2551 นอกจากนี้ เขายังมองว่า ในกรณีของพื้นที่พิพาท ยังคงไม่มีความชัดเจนในข้อกฎหมาย

“ในเจตนารมณ์ของคนที่ทำงานเรื่องดินแดน เราถือว่าคำตัดสินของศาลโลก เรายอมรับ ในเรื่องตัวปราสาท เรื่องพื้นที่ใต้ปราสาท ตามที่จอมพลสฤษดิ์ (ธนะรัตน์) พูดไว้ว่าเป็นสมบัติของกัมพูชา แต่ส่วนอื่นๆ ตามสนธิสัญญา 1904-1907 ตามเขตสันปันน้ำ ยังเป็นของไทยอยู่” ธราพงศ์กล่าว และอธิบายเพิ่มเติมถึงความจำเป็นที่ต้องพิจารณาแผนการบริหารจัดการเขาพระ วิหารของกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

“เนื่องจากพื้นที่รอบปราสาท ในความคิดคำนึงของฝ่ายไทย เรายังถือว่าเป็นพื้นที่ของไทยอยู่ ดังนั้น เมื่อมีแผนการบริหารจัดการ เมื่อมีการสร้างนู่นสร้างนี่ในพื้นที่ เราถือว่าเป็นการละเมิดอธิปไตย เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ไทยที่ทำเรื่องนี้กลัวว่า ถ้าแผนการบริหารจัดการฉบับนี้ได้รับการยอมรับ ก็จะเป็นปัญหาผูกพันต่ออนาคตของประเทศไทย”

นอกจากนี้ เขายังอธิบายเพิ่มเติมว่า การประท้วงเดินออกจากที่ประชุมของสุวิทย์ คุณกิตติ ถือเป็นการบอกเลิกสัญญากลางอากาศในที่ประชุม แต่ยังไม่มีผล เนื่องจากคนที่สามารถลาออกจากอนุสัญญาดังกล่าวได้ มีเพียงนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ แต่เนื่องจากวันที่ตัวแทนประเทศไทยไปบอกเลิกอนุสัญญาในตอนนั้น เป็นวันที่ประเทศไทยได้ยุบสภาไปแล้ว จึงไม่สามารถดำเนินการให้สภารับรองตามมาตรา 190 ได้ และหลังจากที่ลาออกจากอนุสัญญาดังกล่าวได้แล้ว ต้องใช้เวลาอีก 1 ปี จึงจะมีผลบังคับใช้ ในขณะนี้จึงยังไม่มีผลอะไร และผลสรุปจึงยังไม่ชัดเจน

“เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องชาตินิยม แต่เป็นเรื่องบูรณภาพของดินแดน และเป็นเรื่องผลประโยชน์ของประเทศไทย เพราะฉะนั้น เราใช้ความเป็นสากลที่เข้ามาดูแลเรื่องนี้ ความเป็นนักวัฒนธรรม มองเห็นความไร้พรมแดนกับสหภาพยุโรปได้ แต่สำหรับดินแดนแบบนี้ จะไปใช้วิธีแบบนั้นก็คงไม่ได้ บทสรุประหว่างสหภาพยุโรปกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันคนละเรื่องกัน เนื่องจาก มีกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นชนักติดหลังเรื่องโทษของการทำให้เสียดินแดน การเสียดินแดนเป็นเรื่องใหญ่ เราจึงต้องระมัดระวัง” ผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรมชี้แจง



ถึงเวลาทบทวน "ระบบค่าจ้าง"

ที่มา ประชาำไท

หมายเหตุ: ชื่อบทความเดิม
“ปัญหาค่าจ้างขั้นต่ำและการกำหนดค่าจ้างในประเทศไทย: ถึงเวลาต้องทบทวน”

1. ประเทศไทยกับพัฒนาการที่ถอยหลังลงคลองจากสังคมค่าจ้างสูงสู่สังคมค่าจ้างต่ำ

เศรษฐกิจ แบบทุนนิยมได้พัฒนาและขยายตัวในสังคมไทยภายหลังการทำสนธิสัญญา เพื่อเปิดให้มีการค้าเสรีกับนานาประเทศในสมัยรัชกาลที่ 4 ส่งผลให้มีความต้องการแรงงานรับจ้างจำนวนมาก แต่ขณะนั้นสยามมีประชากรค่อนข้างน้อยและคนไทยยังอยู่ภายใต้ระบบการเกณฑ์แรง งานโดยรัฐที่เรียกว่าระบบไพร่ ประชาชนไทยไม่มีอิสระและเสรีภาพที่จะไปเป็นแรงงานรับจ้างให้กับโรงงานหรือ สถานประกอบการต่างๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นได้ ทำให้ต้องมีการนำเข้าแรงงานข้ามชาติจากประเทศจีนจำนวนมาก แรงงานจีนจึงถือเป็นแรงงานรับจ้างรุ่นแรกในประเทศไทยและแม้ต่อมาเมื่อมีการ ยกเลิกระบบการเกณฑ์แรงงาน แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังคงพอใจกับรายได้และการใช้ชีวิตอยู่บนไร่นา เพราะภายหลังการเปิดประเทศ ข้าวได้กลายเป็นสินค้าออกสำคัญของไทย ซึ่งได้พันธนาการแรงงานไทยส่วนใหญ่ไว้กับการใช้ชีวิตอยู่บนผืนนาอีกยาวนาน นับศตวรรษเลยทีเดียว นั่นหมายความว่าแรงงานข้ามชาติจากประเทศจีนจึงยังคงเป็นแรงงานส่วนใหญ่ใน ตลาดแรงงานไทยอีกนานนับศตวรรษเช่นกัน การขาดแคลนแรงงานทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานค่อนข้าง สูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ [1]

แรง งานไทยมาเคลื่อนย้ายออกจากชนบทเข้าหางานทำในเขตอุตสาหกรรมใน เมืองอย่างจริงจังเอาก็ภายหลังการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ในปี 1958 ซึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนแนวนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจากเดิมที่เป็น “เศรษฐกิจชาตินิยม” [2] ที่รัฐเข้าไปมีบทบาทแทรกแซงและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้วยตนเอง มาเป็นเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี ที่หันมาเน้นการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม ตามคำชี้แนะของสหรัฐอเมริกาและธนาคารโลกโดยทอดทิ้งภาคเกษตรกรรม เริ่มมีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ออกมาตรการและสร้างกลไกหลายอย่างเพื่อส่งเสริมธุรกิจเอกชน สร้างสิ่งที่เรียกว่า “บรรยากาศในการลงทุน” โดยได้ทุ่มเทงบประมาณก้อนใหญ่เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับการพัฒนาภาค อุตสาหกรรม ออกกฎหมายส่งเสริมการลงทุน สร้างนิคมอุตสาหกรรม ให้สิทธิพิเศษอย่างมากมายมหาศาลแก่นักลงทุน เช่นยกเว้นการเก็บภาษีเป็นต้น ทำให้การลงทุนของภาคเอกชนขยายตัวเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด บรรษัทข้ามชาติพากันหลั่งไหลเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานในประเทศไทย ขณะที่ส่งเสริมฝ่ายทุน รัฐกลับใช้นโยบายควบคุมและจำกัดสิทธิของฝ่ายแรงงาน มีการประกาศยกเลิกกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับแรกของไทยซึ่งเพิ่งประกาศใช้ไม่ ถึงสองปีก่อนหน้า (1956) ประกาศให้สหภาพแรงงานกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย สิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมถูกลิดรอน การนัดหยุดงานเป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้อย่างเด็ดขาด และนี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่นำพาประเทศมาสู่การเป็นสังคมค่าจ้างต่ำในที่ สุด

แผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยเริ่มจากใช้นโยบายส่งเสริม อุตสาหกรรมเพื่อ ทดแทนการนำเข้าก่อนในช่วงแรก ต่อมาไทยได้หันมาใช้กลยุทธ์การพัฒนาเพื่อเน้นการส่งออก ซึ่งได้ทำให้เศรษฐกิจไทยไร้เสถียรภาพ ต้องพึ่งพิงการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศในอัตราส่วนที่สูงมากตลอดมา มาถึงทศวรรษที่ 1980 ไทยได้กลายเป็นฐานการลงทุนเพื่ออุตสาหกรรมส่งออกของนักลงทุนจากต่างชาติ ในช่วงเดียวกันนี้ประเทศไทยได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมตามชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) มีการกระจายอุตสาหกรรมสู่ภูมิภาค มีการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย เริ่มหันมาส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEsุล มีการส่งเสริมการสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรม (Industrial Cluster)

เมื่อ ประเทศไทยประสบกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 1997 ต้องเข้ารับการช่วยเหลือจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งถูกกดดันให้ต้องดำเนินนโยบายการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งนำไปสู่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก (Export-oriented Industry) ที่ใช้แรงงานเข้มข้นมากขึ้น การส่งออกของไทยมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของGDP รูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนไปเป็นแบบที่ยืดหยุ่นมากขึ้น คนงานจำนวนมากถูกผลักออกไปอยู่ในภาคเศรษฐกิจนอกระบบมากขึ้น คนงานขาดความมั่นคงในการทำงาน อำนาจการต่อรองของฝ่ายแรงงานซึ่งต่ำอยู่แล้วยิ่งตกต่ำมากยิ่งขึ้น ทิศทางการกำหนดค่าจ้างเป็นไปในแนวทางที่ฝ่ายอุตสาหกรรมและรัฐต้องการมากกว่า คำนึงถึงความจำเป็นและเหตุผลทางเศรษฐกิจของคนงาน

รศ. ดร. วรวิทย์ เจริญเลิศ แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้วิเคราะห์สถานภาพของแรงงานในประเทศไทยภายใต้ระบบ เศรษฐกิจไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า “ไทยอาศัยการใช้แรงงานราคาถูกแบบ 3 L คือ ค่าจ้างแรงงานถูก Low Wage ผลิตภาพแรงงานต่ำ Low Productivity และชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน Long Working Hour ทำให้แรงงานไทยมีคุณภาพชีวิตที่ต่ำ แรงงานไทยส่วนใหญ่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อให้มีรายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย” [3]

2. ค่าจ้างขั้นต่ำ: มาตรการเพื่อปกป้องคุ้มครองแรงงานหรือกลไกในการขูดรีดแรงงาน?

ประเทศ ไทยเริ่มมีกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ในปี 1972 กำหนดให้กระทรวงมหาดไทย (ขณะนั้นเป็นกระทรวงที่กำกับดูแลเรื่องแรงงาน) ออกประกาศกระทรวง เรื่องการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ โดยกำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการค่าจ้าง ซึ่งเป็นคณะกรรมการไตรภาคีทำหน้าที่พิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำขึ้น บังคับใช้ คณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนฝ่ายลูกจ้างและเจ้าหน้าที่รัฐบาลมาจากการแต่งตั้งของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการค่าจ้างชุดแรก ได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1973 และได้มีการประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำบังคับใช้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 เมษายน 1973 เมื่อแรกมีค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศไทย กฎหมายได้ให้นิยามของคำว่าค่าจ้างขั้นต่ำในขณะนั้นไว้ดังนี้ “...คือ อัตราค่าจ้างที่ช่วยให้แรงงานพร้อมด้วยสมาชิกในครอบครัวอีก 2 คน มีรายได้เพียงพอเพื่อการใช้จ่ายให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในสังคม” แต่ต่อมาในการประกาศใช้ค่าจ้างขั้นต่ำในปี 1975 หรืออีกสองปีถัดมารัฐบาลได้เปลี่ยนแปลงนิยามของคำว่า “ค่าจ้างขั้นต่ำ” เสียใหม่ให้หมายถึง “...อัตราค่าจ้างตามความจำเป็นที่ลูกจ้างคนเดียว (ไม่รวมสมาชิกในครอบครัว) ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้...” และนับจากนั้นเป็นต้นมาการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำก็ได้ยึดถือนิยามนี้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดเสมอมา

อัต รค่าจ้างขั้นต่ำครั้งแรกที่ได้มีการประกาศใช้ในประเทศไทยคืออัตราค่า จ้างวันละ 12 บาท เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 1973 ค่าจ้างขั้นต่ำเมื่อแรกใช้มีผลบังคับใช้เฉพาะใน 4 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญในขณะนั้น ซึ่งกรมแรงงานประมาณว่ามีลูกจ้าง ได้รับประโยชน์จากการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำครั้งแรกนี้ประมาณ 100,000 คน แต่จากการศึกษาของอารมณ์ พงศ์พงัน ผู้นำแรงงานคนสำคัญของไทยขณะนั้นพบว่า ค่าจ้างขั้นต่ำที่กำหนดในครั้งแรกยังคงต่ำกว่าค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครอง ชีพของผู้ใช้แรงงานอย่างมาก สำนักงานสถิติแห่งชาติได้เสนอรายงานสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปี 1973 พบว่าผู้ใช้แรงงานสมควรมีรายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 25 บาทจึงจะดำรงชีพอยู่ได้ [4]

ค่า จ้างขั้นต่ำในประเทศไทยเมื่อเริ่มต้นบังคับใช้เป็นอัตราเดียวและ บังคับใช้เฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑลรวม 4 จังหวัดเท่านั้น ต่อมาตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 1974 ได้เพิ่มพื้นที่บังคับใช้เป็น 6 จังหวัด (คือ เพิ่มสมุทรสาครและนครปฐม) และขยายการบังคับใช้ครบทั้งประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 1974 เป็นต้นมา

ใน ช่วงระหว่างปี 1974 - 1983 อัตราค่าจ้างข้นต่ำที่กำหนดใหม่จะประกาศให้มีผลบังคับใช้ เริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม ของแต่ละปี (ตามรอบปีงบประมาณรัฐบาล) แต่หลังจากนั้นได้เปลี่ยนมาประกาศให้มีผลบังคับใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ ทุกวันที่ 1 มกราคม หรือวันที่ 1 เมษายน (วันปีใหม่ของไทย) วาระการปรับค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้มีระบุไว้ชัดเจนในกฎหมาย แต่โดยปกติจะปรับปีละ 1 ครั้ง แต่ก็มีบางปีที่ปรับมากกว่า 1 ครั้ง หรือบางปีไม่ปรับเลยก็มี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ นโยบายทางการเมืองและอำนาจการต่อรองของขบวนการแรงงานในช่วงเวลานั้นๆ

ภาย หลังวิกฤตเศรษฐกิจการเงินครั้งใหญ่ในประเทศไทยในปี 1997 ซึ่งมีผลทำให้สถานประกอบการจำนวนมากต้องปิดกิจการลง และมีการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก รัฐบาลไทยต้องเข้ารับการช่วยเหลือทางด้านการเงินจากกองทุนการเงินระหว่าง ประเทศ จึงมีการทำหนังสือแจ้งความจำนงฯ (Letter of Intent) เพื่อเสนอแผนฟื้นฟูและการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจยื่นกับกองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ (IMF) ลงวันที่ 14 สิงหาคม 1997 มีข้อหนึ่งของหนังสือระบุเกี่ยวกับนโยบายค่าจ้างไว้ว่า "เพื่อ ที่จะลดผลกระทบต่อราคาอันอาจจะเกิดขึ้นจากการอ่อนลงของค่าเงินบาท ทางการจะเข้มงวดในการปรับเงินเดือนภาครัฐ โดยให้มีการปรับเพิ่มได้ไม่เกินอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเท่านั้น และต้องดูแลให้การปรับเงินเดือน และค่าจ้างภาคเอกชนให้เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน" นอกจากนี้ กรอบนโยบายด้านตลาดแรงงานและสวัสดิการสังคมที่รัฐบาลไทยตกลงกับธนาคารพัฒนา เอเชีย (ADB) ยังมีเงื่อนไขที่จะไม่ให้มีการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำในปี 1998 เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของตลาดแรงงาน ทำให้มีการแช่แข็งค่าจ้างขั้นต่ำยาวนานถึง 3 ปี (มกราคม 1998 - 31 ธันวาคม 2000) เพื่อควบคุมต้นทุนแรงงานให้กับสถานประกอบการต่างๆ [5]

ภาย ใต้สถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจที่มีการเลิกจ้างแรงงานจำนวนมหาศาลและขบวน การสหภาพแรงงานอยู่ในสภาวะอ่อนแอ สูญเสียอำนาจต่อรอง ทั้งค่าจ้างขั้นต่ำและค่าจ้างแรงงานอยู่ในสภาพถูกแช่แข็ง นอกจากรัฐบาลพยายามจะควบคุมไม่ให้ค่าจ้างขยายตัวเพื่อเอาใจฝ่ายผู้ประกอบการ แล้วยังได้ฉวยโอกาสทำการเปลี่ยนแปลงระบบและหลักเกณฑ์การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ เสียใหม่ เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือเพื่อทำให้บางพื้นที่ของประเทศมีค่า จ้างที่ต่ำเพื่อเปิดช่องให้ผู้ประกอบการเก็บเกี่ยวประโยชน์จากแรงงานราคาถูก สิ่งที่รัฐบาลทำคือหันไปใช้วิธีการกระจายอำนาจการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ไปในระดับจังหวัด ซึ่งแต่เดิมเป็นการกำหนดจากองค์กรไตรภาคีระดับชาติ รัฐบาลรู้ดีว่าแรงงานในต่างจังหวัดส่วนใหญ่ไม่มีการรวมตัวกัน จึงมีอำนาจต่อรองน้อย และคาดได้ว่าค่าจ้างขั้นต่ำในหลายจังหวัดที่ไม่มีสหภาพแรงงานจะไม่มีการปรับ ตัวหรือมีการปรับตัวน้อย รัฐบาลได้ดำเนินการในเรื่องนี้โดยออกเป็นประกาศของกระทรวงแรงงานก่อนในปี 1997 ในสมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต มีนายมนตรี ด่านไพบูลย์เป็นรัฐมนตรี แม้จะมีเสียงคัดค้านจากฝ่ายสหภาพแรงงานแต่ก็ไม่ได้รับการพิจารณา และต่อมาเมื่อมีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ในปี 1998 จึงได้นำเอาหลักการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำแบบใหม่นี้บรรจุเข้าไว้ในกฎหมายดัง กล่าว การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำแบบใหม่นี้ทำให้อัตราค่าจ้างที่แต่เดิมส่วนใหญ่จะ แบ่งออกเป็น 3 อัตราคือ กลุ่มที่ 1. กรุงเทพฯ, 5 จังหวัดปริมลฑลและภูเก็ต กลุ่มที่ 2. จังหวัดชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา พังงา ระนอง และสระบุรี และกลุ่มที่ 3 ได้แก่ 63 จังหวัดที่เหลือ แต่ระบบใหม่นี้ได้ทำให้เกิดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่แตกต่างกันหลายอัตรา ปัจจุบันมีถึง 32 อัตรา

3. มาทำความรู้จักกระบวนการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ

หลัก การสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานปี 1998 ซึ่งยังคงใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันมีสาระสำคัญดังนี้ [6]

1. ความหมายของ "ค่าจ้าง"
มี การเปลี่ยนนิยามของคำว่า "ค่าจ้าง" จากหลักการเดิมที่ว่า “ค่าจ้าง” อาจหมายถึงเงินหรือเงินและสิ่งของ โดยนายจ้างและลูกจ้างตกลงกันล่วงหน้าได้ หลักการใหม่ให้ความหมายว่า “ค่าจ้างหมายถึง “เงิน” ที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันว่าจะจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง” ความหมายที่เปลี่ยนไปนี้มีผลทำให้นายจ้างไม่อาจจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงิน ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยหักเป็นค่าสวัสดิการบางอย่างที่จัดให้แก่ลูกจ้างตามความพอใจได้ เช่น อาหาร ที่พัก แบบที่เคยทำ เป็นต้น

2. ขอบเขตการบังคับใช้
ค่า จ้างขั้นต่ำตามกฎหมายคุ้มครองลูกจ้างเอกชนทั่วไป แต่ยกเว้นไม่บังคับใช้กับลูกจ้างของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ลูกจ้างที่ทำงานเกษตรกรรม ได้แก่ งานเพาะปลูก งานประมง งานป่าไม้ งานเลี้ยงสัตว์ ลูกจ้างที่รับงานไปทำที่บ้าน ลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน อันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย และลูกจ้างที่ทำงานอันมิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ

3. ประเภทของค่าจ้างขั้นต่ำ
กฎหมาย ได้กำหนดให้มีอัตรค่าจ้างขั้นต่ำไว้ 2 ประเภท คืออัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน และอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานคือ อัตราค่าจ้างซึ่งคณะกรรมการค่าจ้างกลางจะเป็นผู้กำหนด เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของอนุกรรมการค่าจ้างขั้น ต่ำประจำจังหวัด ซึ่งจะต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานไม่ได้ และเสนอให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำคืออัตราค่าจ้างซึ่งคณะกรรมการค่าจ้างกลางกำหนด หรือคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการค่า จ้างกลาง แล้วแต่กรณี และเสนอให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา

4. เกณฑ์ในการพิจารณากำหนดค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศไทย
พิจารณาจากองค์ประกอบ 3 ประการคือ

  1. องค์ประกอบด้านความจำเป็นในการครองชีพของลูกจ้าง มี 5 หลักเกณฑ์ได้แก่
    1. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับอยู่
    2. อัชนีค่าครองชีพ
    3. อัตราเงินเฟื้อ
    4. ราคาของสินค้า
    5. มาตรฐานการครองชีพ
  2. องค์ประกอบด้านความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง ซึ่งมี 3 หลักเกณฑ์ ได้แก่
    1. ต้นทุนการผลิต
    2. ความสามารถของธุรกิจ
    3. ผลิตภาพแรงงาน
  3. องค์ประกอบด้านเศรษฐกิจและสังคม มี 2 หลักเกณฑ์ได้แก่
    1. ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ
    2. สภาพเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

5. โครงสร้างของคณะกรรมการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ
กฎหมายกำหนดให้มีคณะกรรมการค่าจ้าง 2 ประเภท คือ คณะกรรมการค่าจ้างกลางและคณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำจังหวัด

1) คณะกรรมการค่าจ้างกลาง ประกอบด้วยผู้แทนกระทรวงแรงงาน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นกรรมการ และกรรมการอื่นซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิสองคน ผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละเจ็ดคน และหัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการค่าจ้างของกระทรวงแรงงานเป็นเลขานุการ

หลัก เกณฑ์เกี่ยวกับที่มาของผู้แทนฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายนายจ้างในคณะกรรมการ ค่าจ้างนั้น ตามกฎหมายเดิมที่มาของผู้แทนฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายนายจ้างไม่มีหลักเกณฑ์วิธี การแน่นอน บางครั้งมาจากการแต่งตั้งโดยตรงของรัฐมนตรี บางครั้งมาจากการเลือกตั้งโดยผู้แทนสหภาพแรงงานและสมาคมนายจ้างแล้วจึงเสนอ ชื่อให้รัฐมนตรีประกาศแต่งตั้ง แต่สำหรับที่มาของผู้แทนฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายนายจ้างในคณะกรรมการค่าจ้างตาม กฎหมายใหม่นี้ได้กำหนดให้สภาองค์การลูกจ้าง [7] เป็นผู้เสนอรายชื่อผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง และสภาองค์การนายจ้างเสนอรายชื่อผู้สมัครเพื่อเข้ารับเลือกตั้งเป็นผู้แทน ฝ่ายนายจ้าง จากนั้นให้สหภาพหรือสมาคมนายจ้างเป็นผู้ออกเสียงเลือกตั้ง โดยใช้หลัก 1 องค์กร 1 เสียงเท่ากันหมด ไม่ว่าจะมีสมาชิกมากน้อยต่างกันเพียงใด
กฎหมายได้กำหนดให้คณะกรรมการค่าจ้างมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

  1. เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายค่าจ้าง
  2. เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ข้อแนะนำภาคเอกชนเกี่ยวกับการกำหนดค่าจ้างและการปรับค่าจ้างประจำปี
  3. กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน
  4. กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ลูกจ้างควรได้รับตามความเหมาะสมแก่สภาพเศรษฐกิจและสังคม
  5. เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพัฒนาระบบค่าจ้าง
  6. ให้คำแนะนำด้านวิชาการและแนวทางการประสาน ประโยชน์แก่หน่วยงานต่างๆ ในภาคเอกชน
  7. รายงานเสนอรัฐมนตรีอย่างน้อยปีละครั้งเกี่ยวกับภาวะค่าจ้างและแนวโน้มของค่าจ้างตลอดจน มาตรการที่ควรจะได้ดำเนินการ
  8. ปฏิบัติ การอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมาย อื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการค่าจ้างหรือตามที่คณะรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีมอบหมาย ในการเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการค่าจ้าง จะมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการพัฒนาระบบรายได้ของประเทศด้วยก็ได้

2) คณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด มีจำนวนไม่เกิน 15 คน ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน พาณิชย์จังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด แรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัด และผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทยประจำภาค หรือผู้แทนศูนย์พัฒนาภาค สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือผู้แทนส่วนราชการอื่นตามที่จังหวัดเห็นสมควร ผู้แทนฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายละเท่ากับจำนวนผู้แทนภาครัฐ

วิธี การสรรหาอนุกรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ให้สำนักงานแรงงานจังหวัดแจ้งให้สภาองค์การนายจ้าง สภาองค์การลูกจ้างหรือองค์กรนายจ้าง องค์กรลูกจ้างในจังหวัดทราบ กรณีไม่มีองค์กรลูกจ้าง องค์กรนายจ้างในจังหวัด ให้สำนักงานแรงงานจังหวัดประกาศให้นายจ้างและลูกจ้างอื่นๆ ให้ทราบทั่วกัน เพื่อเสนอชื่อผู้แทนหรือยื่นใบสมัครเข้ารับการคัดเลือกภายในระยะเวลาและสถาน ที่ที่คณะกรรมการสรรหาคณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำกำหนด

6. การพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด

  1. ให้ คณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด ศึกษาและพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างในจังหวัดได้รับ อยู่ประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นๆ ในจังหวัด ได้แก่ ดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ มาตรฐานการครองชีพ ต้นทุนการผลิต ราคาของสินค้า ความสามารถของธุรกิจ ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวม สภาพเศรษฐกิจและสังคม
  2. อัตราค่าจ้างขั้นต่ำของจังหวัด ต้องไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานที่คณะกรรมการค่าจ้างกลางกำหนด
  3. ก่อน พิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของจังหวัด คณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดควรสำรวจ และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับค่าจ้าง มาตรฐานการครองชีพ ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นของลูกจ้าง และข้อเท็จจริงทางสังคมและเศรษฐกิจในจังหวัด เพื่อนำมาประกอบการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของจังหวัด
  4. เมื่อ พิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของจังหวัดแล้ว ให้คณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดนำเสนอผลการพิจารณาพร้อมราย ละเอียดตามที่เห็นสมควร ให้คณะกรรมการค่าจ้างกลางพิจารณาให้ความเห็นชอบ และนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อพิจารณาลงนามประกาศใช้บังคับ

4. ปัญหาของการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศไทย

ที่ ผ่านมาด้วยนโยบายรัฐที่ต้องการรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันด้วยการ ควบคุมต้นทุนด้านค่าจ้างแรงงานให้ต่ำอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความอ่อนแอไม่เป็นเอกภาพของขบวนการแรงงานในประเทศไทยทำให้อัตราการ เติบโตของค่าจ้างในประเทศไทยมีอัตราที่ช้ามาก จากการวิเคราะห์ของสำนักงานคณะกรรมการค่าจ้าง กระทรวงแรงงานพบว่าเมื่อเปรียบเทียบการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั่ว ประเทศกับการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อทั้งประเทศ ตั้งแต่ ปี 2002 - 2011 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั้งประเทศสะสม 10 ปี มีการปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าการเพิ่มขึ้นของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยทั้ง ประเทศสะสม อยู่ร้อยละ 1.9 กล่าวคือ อัตราเงินเฟ้อทั้งประเทศสะสม มีการเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.6 ในขณะที่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั้งประเทศสะสม มีการปรับเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 25.7 นั่นคืออัตราเงินเฟ้อทั้งประเทศ มีการปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าการเพิ่มขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั้งประเทศเฉลี่ย ต่อปี อยู่ร้อยละ 0.19 กล่าวคือ อัตราเงินเฟ้อมีการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 2.76 ในขณะที่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำมีการปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 2.57 ขณะที่อัตราการเจริญเติบโตไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาในการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำใน รอบ 10 ปีที่ผ่านมา ดูภาพประกอบที่ 1

ตาราง ที่ 1 เปรียบเทียบอัตราค่าจ้างขั้นต่ำกับอัตราเงินเฟ้อทั้งประเทศและอัตราการ เปลี่ยนแปลงของ GDP 10 ปีย้อนหลัง (ตั้งแต่ปี 2002 - 2011)
ปี ค.ศ. อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
เฉลี่ยทั้งประเทศ
(บาท)
อัตราการเปลี่ยนแปลง
ของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
(ร้อยละ)
อัตรา
เงินเฟ้อ
(ร้อยละ)
อัตรา
ผลิตภัณฑ์รวม
ณ ราคาปัจจุบัน
2002 137.0 0.2 0.7 6.2
2003 138.3 0.9 1.8 8.6
2004 139.7 1.0 2.7 9.7
2005 148.1 6.0 4.5 9.3
2006 149.4 0.9 4.7 10.6
2007 154.0 3.1 2.3 8.7
2008 162.1 5.3 5.5 6.5
2009 162.1 0.0 -0.9 -0.4
2010 165.3 2.0 3.3 11.8
2011 (1มี.ค.) 175.8 6.4 3.0 7.0
รวม (2002 - 2011) 25.7 27.6 78
เฉลี่ยต่อปี 2.57 2.76 7.8

ภาพที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ อัตราเงินเฟ้อ และ GDP

ถึงเวลาทบทวน “ระบบค่าจ้าง”

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการค่าจ้าง สำนักเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน

ล่า สุดประเทศไทยได้ประกาศใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2011 ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา การปรับขึ้นค่าจ้างครั้งล่าสุดนี้นับว่าเป็นอัตราที่สูงมากเมื่อเทียบกับการ ปรับครั้งก่อนหน้า ด้วยเหตุผลของการให้สัญญาณจากรัฐบาลที่ต้องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้สูงขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มอำนาจซื้อภายในประเทศ เหตุผลอีกประการคือใกล้การเลือกตั้ง การปรับขึ้นค่าจ้างจะทำให้รัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากแรงงานไร้ฝีมือซึ่งจะ ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำแต่ละครั้ง

ตารางที่ 2 อัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2011
อัตราที่ 1 จังหวัด ค่าจ้าง (บาท)
1 ภูเก็ต 221
2 กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร 215
3 ชลบุรี 196
4 ฉะเชิงเทรา และสระบุรี 193
5 พระนครศรีอยุธยา 190
6 ระยอง 189
7 พังงา 186
8 ระนอง 185
9 กระบี่ 184
10 นครราชสีมา และปราจีนบุรี 183
11 ลพบุรี 182
12 กาญจนบุรี 181
13 เชียงใหม่ และราชบุรี 180
14 จันทบุรี และเพชรบุรี 179
15 สงขลา และสิงห์บุรี 176
16 ตรัง 175
17 นครศรีธรรมราช และอ่างทอง 174
18 ชุมพร พัทลุง เลย สตูล และสระแก้ว 173
19 ประจวบคีรีขันธ์ ยะลา สมุทรสงคราม และสุราษฎร์ธานี 172
20 นราธิวาส อุดรธานี และอุบลราชธานี 171
21 นครนายก และปัตตานี 170
22 ตราด ลำพูน และหนองคาย 169
23 กำแพงเพชร และอุทัยธานี 168
24 กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยนาท และสุพรรณบุรี 167
25 เชียงราย นครสวรรค์ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ ยโสธร ร้อยเอ็ด และสกลนคร 166
26 ชัยภูมิ มุกดาหาร ลำปาง สุโขทัย และหนองบัวลำภู 165
27 นครพนม 164
28 พิจิตร พิษณุโลก แพร่ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน อำนาจเจริญ และอุตรดิตถ์ 163
29 ตาก และสุรินทร์ 162
30 น่าน 161
31 ศรีสะเกษ 160
32 พะเยา 159

ที่มา: ประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 5)

การ ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2011 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2011 เป็นการปรับเพิ่มขึ้น เฉลี่ยทั่วประเทศวันละ 10.5 บาท จากวันละ 165.3 บาท เป็นวันละ 175.8 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6.4 ได้มีการคำนวณจากสำนักงานค่าจ้าง กระทรวงแรงงานพบว่าการปรับค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้จะมีผลทำให้แรงงานจำนวน ประมาณ 4,281,056 คน (ผู้ประกันตน/แรงงานข้ามชาติ ทั้งที่ได้รับการผ่อนผันหรือหลบเลี่ยงการทำงาน) ได้รับประโยชน์จากการปรับค่าจ้างในครั้งนี้คิดเป็นเงิน 47.1 ล้านบาทต่อวัน หรือ 1,224.5 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 14,694 ล้านบาทต่อปี และจะส่งผลให้รายได้ทั้งหมดของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.422 จากรายได้ ประมาณ 20,903 บาท/เดือน เพิ่มขึ้นเป็น 20,991.21 บาท/เดือน หรือเพิ่มขึ้น 88.21 บาท/เดือน

ระบบ การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้น ต่ำแบบกระจายอำนาจไปที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำประจำจังหวัดได้ทำให้ เกิดค่าจ้างขั้นต่ำหลายอัตรา ปัจจุบันมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่แตกต่างกันมากถึง 32 อัตรา ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ค่าครองชีพโดยทั่วไปในแต่ละพื้นที่มิได้มีความแตกต่างกันมากนัก จังหวัดที่ไม่มีสหภาพแรงงานก็จะไม่มีตัวแทนคนงานที่มีความรู้ความสามารถเข้า ไปมีส่วนร่วมกำหนดค่าจ้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจากประสบการณ์ที่เป็นจริงหลายพื้นที่ที่ไม่มีสหภาพไม่มีการปรับขึ้นค่า จ้างขั้นต่ำหรือมีการปรับขึ้นในอัตราที่น้อยมาก ตัวแทนแรงงานที่ไม่มีความรู้ความสามารถเข้าไปทำงานจึงเป็นได้แค่ไม้ประดับ การตัดสินใจจึงไปตกอยู่กับตัวแทนฝ่ายนายจ้างและรัฐบาลซึ่งมักจะเห็นไปในทิศ ทางเดียวกัน และเมื่ออนุกรรมการค่าจ้างประจำจังหวัดพิจารณาเสร็จแล้วยังต้องส่งไปให้คณะ กรรมการค่าจ้างกลางเป็นคนตัดในใจอีกครั้ง ทำให้อนุกรรมการค่าจ้างประจำจังหวัดถูกวิจารณ์โดยสหภาพแรงงานว่าเป็นการ กระจายอำนาจจอมปลอม เพราะไม่มีอำนาจตัดสินใจกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำได้จริง ต้องเสนอข้อมูลและมติอนุกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำประจำจังหวัด เข้าสู่คณะกรรมการค่าจ้างกลางตัดสินใจ ยังพบว่าในการคัดสรรอนุกรรมการค่าจ้างประจำจังหวัดยังขาดความโปร่งใสชัดเจน พบว่าผู้แทนลูกจ้างที่แสดงความเห็นมาก กล้าโต้เถียงกับนายจ้างและตัวแทนของรัฐ มีโอกาสไม่ได้รับแต่งตั้งให้กลับเข้าไปเป็นอนุกรรมการอีกครั้ง มิหนำซ้ำอนุกรรมการค่าจ้างมีผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมีทั้งความอาวุโส คุณวุฒิและอำนาจมากมาย ทำให้ไม่เกิดการบรรยากาศการปรึกษาหารือที่เสมอภาคเท่าเทียมกัน

แม้ จะมีหลักเกณฑ์ในการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ชัดเจน แต่ในความเป็นจริง การกำหนดค่าจ้างเป็นไปตามนโยบายทางการเมืองของรัฐบาลและอำนาจการต่อรองของ ฝ่ายแรงงาน

ฝ่ายแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำประจำจังหวัดไม่มีความสามารถที่ จะเข้าถึงข้อมูลพื้นฐานที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าจ้างได้อย่างครบถ้วน เพียงพอ เมื่อเทียบกับทางฝ่ายรัฐและฝ่ายนายจ้างซึ่งมีความพร้อมกว่า บางจังหวัดมีพื้นที่อยู่ติดกัน แต่กลับมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่างกัน ในขณะที่ค่าครองชีพไม่ต่างกัน ปัญหาอีกประการหนึ่งคือความแตกแยกไม่เป็นเอกภาพในการเคลื่อนไหวเรียกร้อง เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำของขบวนการแรงงาน หลายครั้งที่แต่ละองค์กรเสนอตัวเลขให้รัฐบาลปรับไม่เหมือนกัน ทำให้ไม่มีพลังในการต่อรองกับรัฐบาล

และจากการที่แรงงานไทยไม่มี อำนาจต่อรองกับนายจ้างมากนัก ทำให้สถานประกอบการส่วนใหญ่ไม่มีการเจรจาต่อรองเพื่อปรับค่าจ้าง สภาพการจ้างและสวัสดิการ ทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำ ได้กลายเป็นอัตราค่าจ้างขั้นสูง หรือเกณฑ์การปรับค่าจ้างประจำปีให้กับแรงงานระดับล่างของสถานประกอบการจำนวน มาก จากการสำรวจของกระทรวงแรงงานพบว่ามีแรงงานที่ได้รับค่าจ้างอยู่ในระดับเดียว กับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำราว 2 ล้านคน และมีอีกจำนวนมากที่ได้สูงกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่รัฐกำหนดเพียงเล็กน้อย

ปัจจุบัน พบว่านายจ้างบางส่วนหันไปจ้างแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมที่มิ ได้ขาดแคลนแรงงานเช่น ยานยนตร์ ชิ้นส่วนรถยนตร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและสิ่งทอ โดยมีการเลิกจ้างแรงงานไทยเนื่องจากเห็นว่าแรงงานข้ามชาติมีอำนาจการต่อรอง ต่ำกว่าแรงงานไทยมาก ทำให้อำนาจการต่อรองของแรงงานไทยลดต่ำลง นำไปสู่การเผชิญหน้าและความขัดแย้งระหว่างแรงงานไทยกับแรงงานข้ามชาติในบาง พื้นที่

5. ค่าจ้างไม่เป็นธรรมคือรากเหง้าของความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

ใน สังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ เห็นว่าประชาธิปไตยจะมีความหมายจริงได้ก็ต่อเมื่อ ขยายเขตวงของมันออกไปยังปริมณฑลทางเศรษฐกิจ นั่นคือการสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า Industrial Democracy ขึ้นมา ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจที่ถือว่าในระบบทุนนิยมนั้น ทุนและแรงงานเป็นหุ้นส่วนทางสังคมกัน (Social Partnership) แม้จะมีผลประโยชน์ที่แตกต่างขัดแย้งกัน (ทุนย่อมต้องการกำไรสูงสุด ขณะที่แรงงานก็ต้องการค่าตอบแทน สวัสดิการและสภาพการจ้างที่เหมาะสมจากการลงแรงของพวกเขา) แต่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องพึ่งพิงอาศัยซึ่งกันและกัน ฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการแบ่งปันส่วนแบ่งจากการทำงานร่วมกันสองฝ่ายอย่าง สมเหตุสมผล โดยทั่วไปจะอาศัยกลไกเหล่านี้เพื่อนำไปสู่แบ่งปันที่เป็นธรรมได้แก่ การตัดสินใจร่วมกัน (Codetermination) การเสวนาทางสังคม (Social Dialogue) การปรึกษาหารือ การยอมรับให้มีการเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจในการแบ่งปันผล ประโยชน์จากการทำงานร่วมกัน และการเจรจาต่อรองร่วม (Collective Bargaining) ระหว่างสหภาพแรงงานกับนายจ้างหรือองค์กรนายจ้าง กลไกเหล่านี้จะดำเนินไปได้ก็ต่อเมื่อสังคมนั้นต้องยอมรับก่อนว่าสิทธิในการ รวมตัว และการเจรจาต่อรองร่วมเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ต้องเคารพและละเมิดไม่ ได้ ซึ่งจะนำไปสู่การรวมตัวกันของผู้ใช้แรงงานและนายจ้าง เราจะพบว่าประเทศที่มีการแบ่งปันกันอย่างเป็นธรรม จะทำให้เกิดความเสมอภาคทางเศรษฐกิจมีช่องว่างระหว่างรายได้น้อยนั้นจะเป็น ประเทศที่มีการยอมรับในสิทธิในการรวมตัวกันของคนงาน มีคนงานเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานในอัตราที่สูงมาก เช่นหลายประเทศในยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสแกนดินีเวีย เช่น สวีเดน 81% ฟินแลนด์ 76 % เดนมาร์ก 74% เบลเยี่ยม 56% นอร์เวย์ 54% และออสเตรีย 37% ขณะที่ประเทศไทยมีคนงานเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเพียง 1.3% หรือ 532,468 คนจากผู้มีงานทำทั้งหมดราว 38 ล้านคน [8]

สาเหตุ ที่สหภาพแรงงานในประเทศไทยมีสมาชิกน้อยเพราะสิทธิในการรวมตัวและ เจรจาต่อรองร่วมยังไม่ได้รับการยอมรับในประเทศไทย ไทยเป็นประเทศสมาชิกองค์การแรงงานระหว่างประเทศที่เหลือเพียงไม่กี่ประเทศ ของโลกที่ยังไม่ยอมให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87และ98ที่ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วม ซึ่งทั่วโลกเขาถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน การไม่ยอมให้สัตยาบันทำให้เรามียังคงกฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่ขัดกับหลัก การของอนุสัญญา ซึ่งทำให้คนงานในประเทศไทยเข้าไม่ถึงสิทธิดังกล่าว ประกอบกับการที่วัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นแบบอุปถัมป์ ที่ไม่ยอมรับในหลักความเสมอภาคยังคงมีอิทธิพลอยู่สูงมากในสังคมไทย ในระบบแรงงานสัมพันธ์วัฒนธรรมชนิดนี้ได้ทำให้เกิดกรอบแรงงานสัมพันธ์แบบนาย กับบ่าว ที่มองว่านายจ้างหรือฝ่ายทุนเป็นผู้อุปถัมป์มีอำนาจเหนือฝ่ายแรงงาน ผู้รับการอุปถัมป์ กรอบความเชื่อชนิดนี้ได้ทำให้การเจราจาต่อรองร่วมถูกปฏิเสธจากฝ่ายนายจ้าง เสมอมา ในแต่ละปีมีข้อตกลงร่วมที่ไปจดทะเบียนกับกระทรวงแรงงานเพียง 200 – 400 ฉบับ จากสถานประกอบการเกือบสี่แสนแห่งที่อยู่ในระบบประกันสังคม นั่นหมายความว่า สถานประกอบการในประเทศไทย ส่วนใหญ่อำนาจตัดสินใจในการแบ่งปันผลประกอบการระหว่างทุนกับแรงงานตกอยู่กับ ฝ่ายทุน

ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ข้อมูลจากสำนักงานคณะ กรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปี 2007 พบว่ากลุ่มประชากรร้อยละ 20 ที่มีรายได้สูงสุดมีส่วนแบ่งรายได้ ถึงร้อยละ 54.9 ในขณะที่กลุ่มประชากรร้อยละ 20 ที่มีรายได้ต่ำสุดมีส่วนแบ่งรายได้เพียงร้อยละ 4.4 เท่านั้น คงจะไม่เป็นการสรุปที่เกินเลยไปจากความเป็นจริงนัก หากจะกล่าวว่าต้นเหตุแห่งความเหลื่อมล้ำ ในสังคมไทยแท้จริงมาจากระบบการกำหนดค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรมในสังคมไทย คนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงานไม่มีอำนาจการต่อรองอย่างเพียงพอทำให้การ แบ่งปันในกระบวนการทำงานภายใต้ระบบทุนนิยมไทยเกิดความเป็นธรรมได้ ค่าจ้างขั้นต่ำที่น่าจะเป็นเครื่องมือช่วยเหลือฝ่ายแรงงานที่มีอำนาจต่อรอง น้อยให้ได้รับการคุ้มครองให้ได้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม แต่ระบบการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำของไทยก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เพราะไม่มีกฎเกณฑ์และกลไกทำงานที่ชัดเจนเพียงพอ แต่กลับถูกบิดเบือนให้กลายเป็นเครื่องมือส่งเสริมแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม ส่งออกที่มุ่งเน้นการแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานต่ำ

6. ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูประบบค่าจ้างโดยขบวนการแรงงานไทย

องค์กร แรงงานในประเทศไทยได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นคณะทำงานปฏิรูประบบค่า จ้างแรงงานในประเทศไทยประกอบด้วยผู้แทนองค์กรแรงงานจากหลากหลายส่วน นักวิชาการ ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงานได้ร่วมกันเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการ กำหนดค่าจ้างในประเทศไทยใหม่ ด้วยการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานในส่วนที่เกี่ยวกับค่าจ้างโดยมีข้อเสนอ ร่วมกันดังนี้

  1. เสนอให้เปลี่ยนนิยามของคำว่าค่าจ้างขั้นต่ำเสีย ใหม่ คือให้หมายถึงค่าจ้างสำหรับลูกจ้างไร้ฝีมือแรกเข้าทำงาน 1 ปีแรก ซึ่งสามารถใช้ครองชีพได้เพียงพอสำหรับตนเองและครอบครัวอีกสองคน
  2. เสนอให้ยกเลิกอนุกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำประจำจังหวัด
  3. เสนอให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น % อัตราเดียวเท่ากันทั่วประเทศ หรือตามกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นประจำทุกปี
  4. เสนอ ให้รัฐออกกฎหมาย กำหนดให้สถานประกอบการต้องปรับค่าจ้างเป็นประจำทุกปี สถานประกอบการที่มีการจ้างงานจำนวนมากควรจะต้องมีการจัดทำโครงสร้างเงิน เดือนเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการวางแผนเกี่ยวกับรายจ่ายและรายได้ของฝ่าย นายจ้างและฝ่ายลูกจ้างในอนาคต
  5. เรียกร้องให้ยกเลิกการจ้างงานที่จ่ายค่าจ้างเป็นรายวัน รายชั่วโมงและรายผลงานเสีย
  6. เสนอ ให้ปฏิรูประบบการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างให้โปร่งใส และสะท้อนความเป็นตัวแทนของคนงาน เพื่อให้สะท้อนความจริงของการเป็นตัวแทน องค์กรที่มีสมาชิกมากกว่าควรจะมีสิทธิมีเสียงมากกว่าองค์กรที่มีสมาชิกน้อย กว่า และเพื่อป้องกันไม่ให้มีการจัดตั้งสหภาพเล็กๆ เพื่อเป็นฐานเสียงในการเลือกตั้ง
  7. เสนอให้มีการตกลงร่วมกันให้ชัดเจน ว่า จะใช้ตัวเลขอะไรจากแหล่งไหน? เป็นตัวชี้ขาดว่า ควรต้องขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเท่าไร? เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภคของผู้มีรายได้น้อย ตัวเลขอัตราการขยายตัวของรายได้ประชาชาติ อัตราเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์ ฯลฯ ถ้าดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่ม 3% ค่าจ้างขั้นต่ำต้องมีการประกาศเพิ่ม 3% ของอัตราเดิม โดยไม่ต้องมาพิจารณาต่อรองกัน
  8. เสนอให้ปรับปรุงโครง สร้างบริหารการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการประจำ เพื่อศึกษาพิจารณาข้อมูลประกอบการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำอย่างต่อเนื่องชัดเจน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิหรือบุคคลที่เหมาะสม ซึ่งกรรมการประจำชุดนี้จะไม่ใช่ตัวแทนผลประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน โดยมาจากการสรรหาของคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) และคณะกรรมการค่าจ้างจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและผู้สนับสนุนข้อมูลข้อคิด เห็นเท่านั้น
  9. เรียกร้องให้รัฐให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงาน ระหว่างประเทศฉบับที่ 87และ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและเจราจาต่อรองร่วมและปรับปรุงกฎหมายแรงงาน สัมพันธ์ใหม่เพื่อให้มีการยอมรับและคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง ร่วมของแรงงานและนายจ้าง จัดวางกรอบให้องค์กรแรงงานและองค์กรนายจ้างสามารถพูดคุย ปรึกษาหารือ และต่อรองกัน ด้วยข้อมูลที่โปร่งใส สามารถตัดสินใจร่วมกันด้วยเหตุด้วยผล


อ้างอิง:

  1. พอ พันธ์ อุยยานนท์ ค่าจ้างแรงงานในประวัติศาสตร์ไทย ใน ฉลอง สุนทราวาณิชย์และคณะ ประวัติศาสตร์แรงงานไทยฉบับกู้ศักดิ์ศรีกรรมกร, กรุงเทพฯ: พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย, 1998 หน้า 61-113
  2. ระบบเศรษฐกิจชาตินิยมใช้เป็นกรอบในการพัฒนาประเทศนับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 1932 ถึง 1958
  3. ดู วรวิทย์ เจริญเลิศ “วิกฤติเศรษฐกิจ 2008: กับผลกระทบต่อตลาดแรงงาน” เอกสารประกอบการสัมมนามาตรการฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจโลกอย่างมีประสิทธิภาพของ สหภาพแรงงานไทย จัดโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO) กรุงเทพฯ 5 กุมภาพันธ์ 2009
  4. อารมณ์ พงศ์พงัน "กรรมกร" สหพันธ์สหภาพแรงงานเสรีระหว่างประเทศ (ICFTU) สนับสนุนการจัดพิมพ์ (พฤศจิกายน 2522), หน้า 83 และตารางรายงานการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม ปี 2514 - 2515 รายจ่ายของผู้มีรายได้ต่ำในระดับยากจนเฉลี่ยวันละ 28.82 บาท ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ หน้า 188
  5. ดูรายละเอียดใน บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ “เหลียวหลังแลหน้า 30 ปีแห่งการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ” จัดทำโดยมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน, 2002
  6. บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ "คณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด : กระจายอำนาจจริงหรือ" วิเคราะห์การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน, น.30-43, มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน. 2545
  7. ปัจจุบัน ประเทศไทยมีองค์การสภาลูกจ้างทั้งสิ้น 13 แห่ง การลงคะแนนเสียงเพื่อลือกผู้แทนฝ่ายลูกจ้างใช้หลัก 1 สหภาพ 1 เสียง ซึ่งได้ถูกวิจารณ์ว่าไม่สะท้อนความเป็นตัวแทนที่แท้จริง เพราะสหภาพใหญ่มีสมาชิกมากก็มี 1 เสียงเท่าสหภาพเล็ก เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการจัดตั้งสหภาพเล็กๆ ขึ้นมากมายเพื่อให้มีฐานเสียงมากในการเลือกตั้งองค์กรไตรภาคีต่างๆ รวมทั้งคณะกรรมการค่าจ้างด้วย
  8. ข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2011 สำนักแรงงานสัมพันธ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

นายอำเภอกันทรลักษณ์ –ทหาร หวังนโยบายรัฐบาลใหม่อยู่กับกัมพูชาฉันมิตร

ที่มา ประชาไท

วัน ที่ 15 ก.ค. 2554 นายเพิ่มศักดิ์ ฉวีลักษณ์ นายอำเภอกันทรลักษณ์ หนุนแนวทางอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านฉันมิตร พ.อ.ธวัชชัย แจ้งประจักษ์ รองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจที่หนึ่ง กองกำลังสุรนารี ยันทหารไทย-กัมพูชายังมีความสัมพันธ์ที่ดี แต่ต้องปฏิบัติตามนโยบายรัฐเพราะทหารเป็นเครื่องมือของรัฐ

โดยนาย เพิ่มศักดิ์กล่าวในการเปิดเสวนา “ชายแดนไทย-กัมพูชา นโยบายจากรากหญ้าถึงรัฐบาลใหม่” ว่า ไทยไม่ได้อยู่เพียงคนเดียวหรือประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน และมีวิถีชีวิต มีควาสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคมการเมืองกับเพื่อนบ้าน ซึ่งแม้จะมีโอกาสกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่การดำรงชีวิตยังคงเป็นไปอย่างปกติ

“กันทรลักษณ์เป็นอำเภอชายแดน ที่ติดกับกัมพูชา มี 46 หมู่บ้าน 4 ตำบล พื้นที่นี้น่าจะเป็นอนุภูมิภาค เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่แบ่งแยกไทยกัมพูชา แต่ความเปลี่ยนแปลงทำให้แยกเป็นไทย กัมพูชา เวียดนาม ลาว เพื่อการบริหารบ้านมือง แต่ในวัฒนธรรมประเพณี เรายังเกาะเกี่ยวกันอยู่ และแม้ว่าเราเป็นชาวภูมิซรอล เสาธงชัย หรือกันทรลักษณ์ ทำมาหากิน ไหนอยู่ที่ไหนเราก็ยังรักดินแดน และเราก็ต้องไปมาหาสู่กับเพื่อนบ้าน”

นาย อำเภอกันรทรลักษณ์กล่าวว่า แม้จะมีความขัดแย้งที่ยังไม่ได้ขอยุติแต่ประชาชนในพื้นที่ก็ยังต้องดำเนิน ชีวิตอยู่ที่นี่ และหวังว่า การได้มาสะท้อนความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่น่าจะเกิดประโชน์ที่จะได้เสนอแนวคิด มุมมองให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวของ อย่างน้อยให้เห็นว่าไทยและกัมพูชาจะอยู่กันแบบไหน

ด้าน พ.อ.ธวัชชัย แจ้งประจักษ์ รองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจที่หนึ่ง กองกำลังสุรนารี เชื่อว่าการพูดคุยจะได้นำเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวของให้เป็นไปตามความ ต้องการของพี่น้องประชาชน ให้ประชาชนได้อยู่อย่างอบอุ่น ปลอดภัย ดำรงชีวิตของตนเองอย่างสงบสุข โดยหน่วยทหารที่เข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่ เป็นหน่วยจากกองกำลังสุรนารี เข้ามาดูแลพื้นที่โดยมุ่งเน้นการดำเนินการร่วมกัน ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมดำเนินการ ร่วมแก้ปัญหา ร่วมติดตามประเมินผล และได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งทางฝ่ายพลเรือน นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและพี่น้องประชาชน

“ความรู้สึกที่ดีต่อกันเรามีด้วยกัน แต่เนื่องจากความขัดแย่งชายแดนทำให้มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน อย่างไรทหารก็จะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนตลอดมา เราก็มีการวางแผนเตรียมความพร้อม พบปะพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ล่อแหลม รับฟังปัญหาความเดือดร้อน รับฟังเพื่อให้พี่น้องประชาชนมีคยวามปลอดภัยมากที่สุด และได้ชี้แจงให้พี่น้องได้เข้าใจ”

พ.อ.ธวัชชัยกล่าวด้วยว่า จากการที่ทหารทหารเข้าไปในพื้นที่ พบปะพูดคุยทำความเข้าใจกับประชาชน ขณะนี้หน่วยเฝ้าระวังสามารถติดตามและควบคุมสถานการณ์ได้ หากมีข่าวลือใดๆ ก็จะไม่ให้ประชาชนตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งใด และถือว่าทหารที่อยู่เขตประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน ก็เป็นเพื่อนบ้านกัน ดังนั้นที่ผ่านมา ทหารพยายามแก้ปัญหาในระดับพื้นที่ก่อนในระดับหน่วยงาน จากนั้นค่อยแก้ไขในระดับสูงขึ้นไป

“การปฏิบัติงานทุกวันนี้ ขอยืนยันว่าหน่วยงานทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาเรายังมีความสัมพันธ์กัน ยังพบปะพูดคุย เพื่อลดความหวาดระแวง และลดการใช้อาวุธ แต่อย่างไรก็ตาม เราทหารทั้งสองประเทศ เราเป็นเครื่องมือของรัฐบาล หากรัฐบาลมอบหมายหน้าที่ให้เราปฏิบัติหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งเราก็ต้อง ปฏิบัติตามสายการบังคับบัญชา” พ.อ.ธวัชชัยกล่าว

การเสวนา “ชายแดนไทย-กัมพูชา นโยบายจากรากหญ้าถึงรัฐบาลใหม่” จัดโดยมูลนิธิศักยภาพชุมชน ในวันที่ 15 ก.ค. 2554 ที่ ร.ร. ภูมิซรอล (ประถมศึกษา) หมู่บ้านภูมิซรอล อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีษะเกษ โดยมีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 200 คน

เล่นหนักยิ่งลักษณ์บ้า! รพ.พระราม9แจงเท็จทั้งดุ้น

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 กรกฎาคม 2554

เฟซบุ๊คของโรงพยาบาลพระราม 9 ได้ชี้แจงกรณีปลอมแปลงเอกสารใบรับรองแพทย์ของโรงพยาบาลพระรามเก้า มีรายละเอียดดังนี้

ตาม ที่ได้มีผู้ไม่หวังดีปลอมแปลงเอกสารใบรับรองแพทย์ของโรงพยาบาลพระรามเก้า เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของผู้สมัครรับเลือกตั้งท่านหนึ่งนั้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของแพทย์และโรงพยาบาล

ทางโรงพยาบาลพระรามเก้าขอชี้แจงว่า เอกสารดังกล่าวเป็นใบรับรองแพทย์ที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมาทั้งหมดด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. นพ.ประทักษ์ ลิขิตเลอสรวง ไม่เคยรักษาผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกกล่าวถึง
2. เลขใบประกอบโรคศิลป์ในใบรับรองแพทย์ไม่ใช่ของนพ.ประทักษ์ ลิขิตเลอสรวง
3. ลายมือที่เขียนไม่ใช่ของนพ.ประทักษ์ ลิขิตเลอสรวง
4.เลขทะเบียนประวัติผู้ป่วยหรือ HN ในใบรับรองแพทย์ไม่ใช่ของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกกล่าวถึง

ดังนั้นเพื่อให้เกิดความถูกต้อง โรงพยาบาลพระรามเก้าจึงใคร่ขอชี้แจงมา ณ ที่นี้

โรงพยาบาลพระรามเก้า


ทั้ง นี้ก่อนหน้านี้มีการเผยแพร่เอกสารใบรับรองแพทย์โรงพยาบาลพระราม9อ้างว่า นพ.ประทักษ์ ลิขิตเลอสรวง ได้วินิจฉัยว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นโรคจิตชนิดสุดโต่ง 2 ขั้ว มีรายละเอียดว่า

นายแพทย์ประทักษ์ ลิขิตเลอรวง แห่ง รพ.พระาม 9 วินิจฉัย เมื่อ 18 มค. 2554

ยิ่ง ลักษณ์ ชันวัตร เป็นโรคจิต ชนิดสุดโต่ง 2 ขั้ว (Biloar) โดยเฉพาะขั้วที่แย่ที่สุด Massive Depressive มีอาการซึมเศร้า ประสาทหลอน และภาพหลอน (มีคนจะมาฆ่า) เมื่อได้ยาควบคุม Lithium Carbonate และห...รือ Cabayepan แล้วจะดูเหมือนปกติ แต่ถ้าขาดยา จะมีอาการกำเริบ อีกขั้ว อาการแบบนาซี (Nazism) เอาตนเองเป็นใหญ่ (..poten) เรียกร้องความสนใจ และหลงตนเอง ไม่ยอมแพ้ใคร (แพ้ไม่ได้)

Bipolar especialyy Massive Bipolar

ต้องมาพบแพทย์ และทานยา Lithium Carboante เป็นระยะ ห้ามขาดยาเด็ดขาด

ลงชื่อ นายแพทย์ ประทักษ์ ลิขิตเลอสรวง


ทั้ง นี้มีการเผยแพร่ฟอร์เวิร์ดเมล์กล่าวโจมตีครอบครัวของยิ่งลักษณ์ด้วย โดยกล่าวหาพฤติกรรมชู้สาวสามีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ด้วย แต่ข้อมูลต่างๆนั้นขาดความน่าเชื่อถือ

มีการวิพากษ์วิจารณ์ใน เว็บบอร์ดของคนเสื้อแดงอย่างกว้างขวางถึงการให้ร้าย โจมตีน.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ออกมาในช่วงที่กกต.ยังแขวนไว้ไม่รับรองว่าอาจเป็น ขบวนการต่อเนื่องกัน