WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 17, 2011

แมลงสาบเลือกนาย

ที่มา Thai E-News


โดย ปาแด งา มูกอ
17 กรกฏาคม 2554

ความวุ่นวายทางการเมืองของประเทศไทยดูๆแล้วมันก็น่าสนุก และน่าสมเพช เวทนา

พรรค เพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง กำลังจัดตั้งรัฐบาล กำลังฟอร์มทีมรัฐมนตรี กำลังจะได้นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย ก็ดันมี กกต.ที่อำนาจล้นฟ้าล้นแผ่นดิน มาเป็นไอ้เข้ขวางคลอง

ก็ยังไม่ทราบว่าพรรคเพื่อไทย ยังต้องพบเจอกับไอ้เข้ตัวไหนอีก

ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ หลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างยับเยิน ( ซึ่งแพ้เป็นประจำอยู่แล้ว ตั้งแต่มีการเลือกตั้ง ) ก็เกิดความปั่นป่วนจากบรรดาลูกพรรค ในการสรรหา หัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ฯประกาศลาออกเพราะทนความอัปยศอดสูไม่ไหว

แต่ ถึงอย่างไรพรรคการเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นแมลงสาบ(ตามคำจำกัดความของนาย กรณ์ จาติกวณิช)ก็คงยากจะสูญพันธุ์ เพราะพรรคดึกดำบรรพ์นี้ทนได้ทุกบรรยากาศของโลก ที่สำคัญเทวดาฟ้าดินก็ประคบประหงมอุ้มชูกันมา

เรามาลองติดตามดูว่าพรรคเก่าแก่ที่ว่านี้ มันจะเลือกกบตัวไหนมาเป็นหัวหน้าพรรค

ลูกกบตัวแรกจากภาคใต้

นาย พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.เขต 3 กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ (ตัวแทนลูกพรรค ปชป.ภาคใต้) กล่าวถึงสถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ โดยยอมรับว่า สถานการณ์ภายในพรรคช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถดถอยลงไปมาก (ตั้งแต่เจ้าหนูมาร์คหัวหน้าพรรค ดำรงตำแหน่งเป็นน่ยกรัฐมนตรี) และเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปรับปรุงองค์กร ถ้าหาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค ก็ควรที่จะมีการผสมผสานคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ และต้องเป็นที่ยอมรับของคนในพรรค และควรที่จะเป็นที่พอใจของคนภาคใต้ เพราะเป็นฐานเสียงใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์

"ต่อไปพรรค ต้องไม่มีต้นบอนไซอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์อีกต่อไป ทั้งนี้ จากที่ประชุมของพรรคเสียงส่วนใหญ่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น โดยเห็นว่า ตำแหน่งของหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค ควรเป็นที่ยอมรับของประชาชนด้วย ซึ่งในตำแหน่งเลขาธิการพรรคเสียงส่วนใหญ่เห็นควรว่า คุณหญิง กัลยา โสภณพนิช มีความเหมาะสมมากที่สุด เพราะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็เป็นผู้หญิงน่าจะเข้ากันได้ และนอกจากนี้ยังเป็นในส่วนของคนใต้เอง ก็ยอมรับในตัวของคุณหญิงกัลยา"

อย่าง ไรก็ตาม หากนายอภิสิทธิ์จะมาสมัครเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งก็ไม่มีใคร รังเกียจ โดยเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ ควรจะปรับเปลี่ยนระบบในการเสนอรายชื่อของผู้เสนอตัวเป็นหัวหน้าพรรคที่เคย เสนอ 3 รายชื่อให้ที่ประชุมเลือก มันล้าสมัยไปแล้วไม่ควรเกิดขึ้นในยุคนี้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่จำเป็นต้องมีแบรนด์อีกต่อไปแต่ควรรักษาคุณค่าของ ชื่อพรรคเอาไว้

คนลิ้นคับปากว่ามา ผมขัดข้องอยู่ข้อเดียวที่เชียร์คญ.กัลยาว่าจะได้เข้ากันได้กับว่าที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ แต่ผมว่า เข้ากันไม่ได้หรอก มวยคนละชั้น ไม่เชื่อให้ไปถามหลวงพ่ออำนวย ที่วัดค้างคาวดูก็ได้


ต่อไปก็เป็นลูกกบจากภาคอีสาน

นาย ชุบ ชัยฤทธิไชย ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 116 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมสมาชิกพรรคในภาคอีสานในนามชมรมสาขาพรรคภาคอีสาน เข้ามอบดอกไม้ให้กำลังใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาการหัวหน้าพรรค ปชป. และนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ปชป.กรณีที่พรรค ปชป.ได้ ส.ส.ในภาคอีสานมาเพียง 4 คน

นายชุบ ได้ออกแถลงการณ์ว่า จากที่พรรค ปชป.แพ้การเลือกตั้งครั้งยิ่งใหญ่ เป็นการสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ของพรรคว่าไม่สามารถเข้าถึงประชาชนและไม่ประสบ ความสำเร็จ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน ในฐานะสมาชิกพรรคจากภาคอีสานได้หารือกันและมีข้อเสนอถึงพรรค 3 ประเด็น คือ

1.จาก ที่นายอภิสิทธิ์ จะแสดงความรับผิดชอบในการแพ้การเลือกตั้งด้วยการลาออกจากหัวหน้าพรรค แต่ยังหวังว่านายอภิสิทธิ์จะเป็นหนึ่งในกำลังของพรรคต่อไป

2.ขอเรียกร้องให้นายชวน และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค และผู้ใหญ่ของพรรค กลับมามีบทบาทในการนำและประคองพรรค

3.ให้หัวหน้าพรรคและผู้บริหารชุดใหม่ ทบทวนยุทธศาสตร์ในภาคอีสาน

นายชุบกล่าวว่า ยังมั่นใจในความสามารถของนายอภิสิทธิ์ และคิดว่ายังมีความเหมาะสมในการกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง แต่ก็กำลังคิดอยู่ว่าจะมีใครที่เหมาะสมอีกหรือไม่ เช่น นายศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการอังค์ถัด โดยควรให้ผู้ใหญ่ของพรรคได้เข้ามาช่วยเหลือพรรคด้วย

ในส่วนของภาคอีสานควรจะให้คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ร่วมเป็นขุนพลอีสาน เพราะ ที่ผ่านมาการให้นายวิฑูรย์ นามบุตร เป็นขุนพลอีสาน อาจจะโดดเดี่ยวไม่พอที่จะสู้ศึกใหญ่แน่นอน ที่สำคัญควรจะปรับทีมงานยุทธศาสตร์พรรคทั้งหมด
ผม ว่าเรื่องนี้ก็มอบให้พรรคประชาธิปัตย์ไปห้ำหั่นฟัดกันเองก็แล้วกัน ไอ้เรื่องที่จะเลือกใครเป็นหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค แต่ที่แน่ๆ พรรคนี้มักเสื่อมสลายด้วยมือของเลขาธิการพรรคบางคน ที่เริ่มต้นจาก หม่อมป้าคีกฤทธิ์ปราโมช , นายเทพ โชตินุชิต,นายชวลิต อภัยวงศ์,นายใหญ่ ศวิตชาติ,นาย ดำรง ลัทธพิพัฒน์, นายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรณ์,นายมารุต บุนนาค , นายเล็ก นานา ,นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ ,พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์(ผู้สถาปนากลุ่มงูเห่าอันลือลั่น) ,นายอนันต์ อนันตกุล,นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ และสุดท้ายงูเห่าภาค 2 นายเทพเทือก

สุดท้ายขอฝากเจ้าเก่า “ดีแต่พูด” ที่ยังบ้าไม่เลิกทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง เห็นทีจะรักษายากครับ ไอ้โรคกวนตีนแบบนี้

วัน ที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา ในเฟซบุคของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์บทความ "เดินหน้าประเทศไทยกับภารกิจรัฐบาลใหม่" โดยมีรายละเอียดดังนี้

เดินหน้าประเทศไทยกับภารกิจรัฐบาลใหม่

ในที่สุดการเลือกตั้งก็ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย

ผม คาดว่าสภาชุดใหม่จะเปิดประชุมได้ในช่วงต้นเดือนหน้าและรัฐบาลชุดใหม่จะ เข้ารับ หน้าที่ได้ก่อนวันที่ 11 สิงหาคม นั่นหมายถึงรัฐบาลใหม่จะสามารถบริหารราชการแผ่นดินหลังแถลงนโยบาย ได้ประมาณปลายเดือนสิงหาคม เราจะได้ช่วยกัน "เดินหน้าประเทศไทย" กันต่อไป และสิ่งที่ประชาชนคนไทยต้องการให้เดินหน้ามากที่สุดก็หนีไม่พ้น เรื่องการแก้ปัญหาปากท้องกับการปรองดอง

ช่วงนี้ผมจึงอยากเห็นพรรค เพื่อไทยแสดงจุดยืนให้ชัดเจนในสองเรื่องนี้ เริ่มจากเรื่องปากท้องก่อน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทยมีความคาดหวังสูงมาก จากนโยบายหาเสียงว่า ค่าแรงขั้นต่ำจะเพิ่มขึ้นเป็น 300 บาททันทีทั่วประเทศ เงินเดือนคนจบปริญญาตรีจะเพิ่มขึ้นเป็น 15,000 บาททั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ราคาข้าวจะอยู่ที่ 15,000 บาท น้ำมันเบนซินจะลดลงลิตรละ 7 บาท ดีเซลลดลงลิตรละ 2 บาท

แต่ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานโยบายเหล่านี้กลับมีแต่ความไม่แน่นอน ผมคงไม่คาดคั้นว่าทุกเรื่องต้องทำได้ทันที
แต่พรรคเพื่อไทยต้องมีข้อยุติที่ชัดเจนและชี้แจงให้ตรงกันว่านโยบายแต่ละเรื่อง จะทำได้หรือไม่ เมื่อใด อย่างไร มีวิธีแก้ผลกระทบด้านต่างๆหรือไม่ เพราะนโยบายเหล่านี้ถือเป็นสัญญาประชาคม

อย่าง น้อยที่สุดก็เป็นการให้ความเป็นธรรมกับประชาชน นอกจากนั้นยังเป็นการป้องกันไม่ให้ความสับสนที่มีอยู่กระทบความเชื่อมั่นและ การ คาดคะเนซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนโดยตรงจากการฉวย โอกาสขึ้นราคาสินค้าและความไม่แน่นอนในการจ้างงาน

หันมาดูเรื่อง ปรองดองบ้าง เมื่อการเลือกตั้งผ่านมาแล้ว พรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงได้รับชัยชนะ สิ่งที่จะนำไปสู่การปรองดองอย่างง่ายๆ คือการลดการเผชิญหน้าและการแบ่งแยกประชาชน ถึงเวลาที่จะสลายหมู่บ้านแดงได้แล้ว หมดเวลาที่จะใช้มวลชนไปกดดันองค์กรอิสระแล้ว

เพราะ การชี้ถูกผิดไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกตั้งหรือการค้นหาความจริง เกี่ยวกับ เหตุการณ์ต่างๆต้องให้ผู้มีหน้าที่ได้ดำเนินการอย่างอิสระ ไม่มีการชี้นำ ไม่มีการกดดัน มิฉะนั้นจะไม่มีทางได้ความจริงและความยุติธรรมอันจะนำไปสู่การปรองดอง
ส่วนสิ่งที่ไม่ควรทำและควรเลิกคิดได้แล้ว คือการหาทางนิรโทษกรรมให้คุณทักษิณ

ไม่ ว่าจะโดยการออกกฎหมายหรือการแก้รัฐธรรมนูญโดยเอาเรื่องอื่นมาบังหน้า เพราะนั่นคือการสร้างความขัดแย้งใหม่ ทำให้ประเทศเดินหน้าไม่ได้ คนส่วนใหญ่ต้องการก้าวพ้นความขัดแย้งในอตีต

เรามีโอกาสแล้ว รัฐบาลใหม่อย่าทำลายโอกาสนี้ ประเทศไทย ประชาชนไทยไม่ต้องการวิกฤติอีกรอบ

ดู มันว่า ทำยังกับว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้นั่งบ้านครองเมืองบริหารประเทศแล้ว ทำเป็นออกมายิกๆไล่จี้ ก็โถ!ตอนนี้ยังโดนกกต.แขวนต่องแต่งจะรอดมิรอดแหล่ก็ยังไม่รู้ ออกมาอย่างนี้มันแมนซะที่ไหนว๊า

อนิจจา...เจ้าหนูมาร์ค แทนที่วันพระวันเจ้า (อาสาฬหบูชา เข้าพรรษา) จะพาลูกพาเมีย ไปทำบุญฟังเทศน์ฟังธรรมเพื่อกล่อมเกลาจิตใจ ชะล้างกิเลส ความโลภ โกรธ หลง ที่มันเกาะติดแน่นอยู่ในกมลสันดาน กลับมาเสียเวลากับการเขียนเฟสบุ๊คบ้าๆบอๆที่มันสะท้อนเข้าตัวเองแท้ๆ

อย่าฝืน “โลกธรรมแปด”ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้เลย มาร์คเอ๊ยยยยย....

Saturday, July 16, 2011

อย่ายัดเยียดคนดี

ที่มา ประชาไท

นัก ปรัชญาเมธีชาวกรีกโบราณ ที่สำคัญสามคน อันได้แก่ โสเครติส เพลโต อริสโตเติล เหล่าผู้รักในความรู้เหล่านี้พยายามแสวงหาความจริงอันเป็นนิรันดร์ ว่าการเมืองการปกครองแบบใดกันแน่ที่เหมาะสมกับมนุษย์ เหล่าอาจารย์ศิษย์เหล่านี้พยายามค้นหา แต่ก็มีข้อสรุปที่ต่างกัน การพยายามหาข้อสรุปในเรื่องการเมืองการปกครองที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ยังคงมีอยู่เรื่อยมา

มีบ้างที่ได้ข้อสรุปอย่างเพ้อฝัน เลื่อนลอย การปกครองในอุดมคติที่เรียกว่า ราชาปราชญ์ (Philosopher King) ที่เพลโตสรุปได้ในท้ายที่สุด ช่างเป็นการปกครองในฝันเสียนี่กระไร เพลโตเชื่อว่ารัฐที่ดีที่สุดคือรัฐที่มีความยุติธรรมเป็นหัวใจหลักของรัฐ นั่นคือ คนในรัฐทุกคนทำหน้าที่ตามที่ของตน โดยไม่ก้าวก่ายหน้าที่ซึ่งกันและกันเพลโตกำหนดให้ราชาปราชญ์ (Philosopher King) ผู้ที่ทรงปัญญา รู้ซึ้งถึงความจริงเป็นผู้ปกครองรัฐ เพราะเพลโตเห็นว่าการเมืองเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง

ดังนั้นผู้ที่จะรู้ ซึ้งและเข้าถึงศิลปะแห่งการเมืองได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีความรอบรู้อย่างดีเลิศ และในการปกครองนั้นจะต้องใช้ความรู้ในหลักการปกครองด้วย ซึ่งผู้ทรงปัญญาก็สามารถที่จะเรียนรู้ได้โดยใช้เหตุผลเพลโตมีความเชื่อมั่น ในตัวของนักปรัชญามาก เพราะเขาเห็นว่านักปรัชญาคือผู้ที่กระหายที่จะได้มาซึ่งความรู้อย่างไม่มี วันจบสิ้น จึงทำให้เขาเห็นว่านักปรัชญาเท่านั้นที่จะมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะ เป็นผู้ปกครองและนำความยุติธรรมมาสู่รัฐได้

รัฐในอุดมคติอาจจะปกครอง ในระบบราชาธิปไตย หรืออภิชณาธิไตยก็ได้ ขึ้นอยู่กับจำนวนของผู้ปกครอง ถ้าปกครองโดยราชาปราชญ์เพียงองค์เดียวก็เป็นราชาธิปไตย แต่ถ้าปกครองโดยคณะราชาปราชญ์ก็จะกลายเป็นอภิชนาธิปไตย รัฐในอุดมคติตามจุดประสงค์ที่แท้จริงของเพลโตนั้น เขาต้องการให้อำนาจในการปกครองขึ้นอยู่กับคณะหรือกลุ่มบุคคลจำนวนพอสมควร มากกว่าที่จะขึ้นอยู่กับคนเพียงคนเดียวหรือสองสามคน เพราะเพลโตเห็นว่า การปกครองโดยคนๆเดียวหรือสองสามคน อาจจะร่วมกันใช้อำนาจไปในทางที่ไม่สุจริต กดขี่ประชาชนและแสวงหาประโยชน์เข้าตัวเองได้

ผู้เขียนเคยเชื่อว่า การปกครองแบบนี้ดีที่สุด แต่เราจะหา ราชาปราชญ์ ที่แสนดี เก่งกาจ ฉลาดเฉลียว ได้ที่ไหนในปัจจุบันและเราจะทราบได้อย่างไรว่าคนดีผู้ฉลาดดั่งปราชญ์ผู้นี้ จะทำเพื่อประชาชนและทำให้ประชาชนมีความสุขได้จริงๆ แค่คุณสมบัติที่ว่าคนดีนั้น ก็ต้องมานั่งตีความเรื่องความดีว่ามันดียังไง ดีจริงรึป่าว ประชาธิปไตยจึงเป็นการตอบคำถามเหล่าประชาชน ว่าเมื่อในรัฐประชาชน เป็นผู้อยู่อาศัย เป็นเจ้าของด้วยการเสียภาษีร่วมกัน การจะให้ใครมาปกครองพวกเค้าต้องผ่านความเห็นชอบจากประชาชนเสียก่อน เพราะประชาชนเท่านั้นที่จะรู้ได้ดีว่า ผู้นำผู้ปกครองคนไหนทำให้ประชาชนมีความสุข อย่างน้อยก็สุขที่จะได้เลือกด้วยตัวเองไม่ใช่ให้ใครก็ไม่รู้สถาปนาอำนาจ เหนือประชาชน แล้วยัดเยียดคนที่บอกว่าเป็นคนดี แล้วบอกให้เอาคนดีที่เค้าเลือกให้มาปกครองบ้านเมือง

แล้วบอกว่าไอ้คน ที่ประชาชนรากหญ้ารากเน่าเลือกนั้นมันไม่ดี มันเลวอย่าไปเลือกมัน ทำไมต้องมายัดเยียดความคิดให้ประชาชน ทำไม ต้องเอากรงขังเรื่องดีเลว มากักขังเสรีภาพทางความคิดของประชาชน เมื่อบ้านนี้เมืองนี้ได้ตกลงกัน จะปกครองโดยเคารพเสียง และยกอำนาจสูงสุดให้กับประชาชน ทำไมต้องครอบงำดูถูกประชาชนด้วย เสียงส่วนใหญ่จะด้อยคุณภาพ หรือ จะทรงคุณภาพ ไม่ได้สำคัญ วาทกรรม ดูถูกสติปัญญา ชาวบ้านพรั่งพรูออกมาหลังทราบผลคะแนนเลือกตั้งมากมาย ไม่รู้ว่าประเทศนี้คนมันโง่ลง หรือจิตใจความเป็นประชาธิปไตยมันเสื่อมถอยลงกันแน่ (จริงอยากใช้คำว่าจิตใจมนุษย์ด้วยซ้ำ) แนวคิดประเภทใครไม่จบ ปริญญาตรีห้ามเลือกตั้ง รายได้ต่ำกว่าเท่านี้ห้ามเลือกตั้ง คนภาคนั้นภาคนี้โง่ มันออกมาจากปากผู้มีการศึกษาได้อย่างไร

ถ้าจะ อธิบายให้โรแมนติก คงต้องอธิบายว่า เมื่อ อคติ และ โทสะ ฝังลงในความคิดทางการเมืองของคน เค้าก็จะไม่เลือกมองเหตุผลใดๆทั้งนั้น มองการเมืองแบบพระแอก แบบผู้ร้าย เมื่อพระเอกหนุ่มหล่อถูกรังแก คนเหล่านี้ไม่สนว่าไอ้พระเอกคนนี้จะเลวทราม ระยำแค่ไหน เพราะคนเหล่านี้เกลียดพวกผู้ร้ายในสายตาเข้า พระเอกหนุ่มหล่อลากไส้จะลากปืนมายิงผู้ร้าย ตายกลางเมืองก็ได้ จะโกหกตอแหลอะไร คนเหล่านี้ก็พร้อมเชื่อ แต่เมื่อผู้ร้ายในสายตาเขาเกิดเป็นฝ่ายชนะ (ตามกติกา) เขาก็จะออกมาดราม่าว่า ไอ้พวกที่เลือกมันโง่ เห็นแก่เงิน โดยล่ะสายตาและสมองเพื่อตรองถึงเหตุผลว่าทำไมคนไม่เลือกพระเอกรูปหล่อคนนั้น

ประชาชน คงต้องสู้กันอีกหลายยก เพราะเป็นธรรมดาที่ฝ่ายมีอำนาจนำประเทศก็ยังคงหวงอำนาจเค้าอย่างเหนียวแน่น ชัยชนะในการเลือกตั้งนี้เป็นเพียงเบื้องต้นที่ไม่ยั่งยืน ตราบใดที่ ความหมายคำว่าประชาธิปไตยคนไทยยังเข้าใจไม่เหมือนกัน การต่อสู้ยังคงมีต่อไป แต่ถ้าการต่อสู้เป็นไปโดยกติกาที่รับฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่แล้วจบแล้วถือ เอาอำนาจของประชาชนคืออำนาจสูงสุดของประเทศ ก็ถือเป็นธรรมดาของประเทศประชาธิปไตยแต่เมื่อใดมีใครลากปืนลากรถถัง หรือลากปากออกมายัดเยียดคนดีให้ประชาชนโดยประชาชนไม่ต้องการอีก เมื่อนั้นประชาชนก็จะลุกขึ้นมาบอกท่านดังๆ ให้ฟังชัดๆ ว่า “อย่าเสือก”

นาวาอากาศตรีขึ้นศาลนัดแรก ข้อหาโพสต์เฟซบุ๊กเข้าข่ายหมิ่นฯ

ที่มา ประชาไท

นาวา อากาศตรี ชนินทร์ (ขอสงวนนามสกุล) นายทหารคนแรกที่ถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขึ้นให้การต่อศาลทหารแล้วในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 ก.ค.54) ภายหลังจากที่ผู้บัญชาการทหารอากาศได้ตั้งข้อกล่าวหานาวาอากาศ ตรีชนินทร์ หัวหน้าฝ่ายกรมช่างทหารอากาศ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2553

นาวา อากาศตรีชนินทร์ ถูกตั้งข้อกล่าวหาละเมิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กฎหมายอาญามาตรา 112 และอีกหลายมาตราด้วยกัน เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ พยานฝ่ายโจทก์คนแรกที่ถูกเบิกตัวโดยอัยการทหาร คือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับอนุญาตโดยกองทัพอากาศไทย ทำการยื่นฟ้องนาวาอากาศตรีชนินทร์ และศาลทหารได้นัดหมายอีกครั้งในวันที่ 14 กันยายน

นาวาอากาศตรีชนินทร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสท์ หลังจากเข้ารับฟังการพิจารณาคดีแบบปิดลับว่า มันเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายที่เขาได้ถูกตั้งข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงขนาด นี้โดยพิจารณาจากข้อความที่ตัด แปะ ลงในหน้าเฟสบุ๊ก

ข้อความที่ ถูกกล่าวหานั้นยังรวมไปถึง ข้อความที่ถูกโพสต์ ในเดือนกันยายน และตุลาคม 2553 จากการเขียนแสดงความคิดเห็นต่อละครที่ออกอากาศทางช่อง 5 “ชิงชัง” และบทเพลงเพื่อชีวิต “ถั่งโถม”

“ผมกล่าวอ้างถึงความเป็นเผด็จการของ พ่อในละครซึ่งนำไปสู่ปัญหาต่างๆใน ครอบครัวเพลงถั่งโถมเป็นเพลงที่หาฟังได้ทั่วไปตามท้องตลอด แต่เขากล่าวหาว่าผมหมายความถึงอย่างอื่น ซึ่งมันแปลกประหลาดมาก” นาวาอากาศตรีชนินทร์กล่าว

บิดาของผู้ต้องหา ข้าราชการตำรวจเกษียณ อายุ 63 ปี ได้เดินทางมาจากจังหวัดเพชรบุรีอีกครั้ง เพื่อมาประกันตัวลูกชาย หลังจากที่เคยมาประกันตัวแล้วหนหนึ่งหลังจากที่เขาได้เข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนปีที่แล้ว

บิดาของผู้ต้องหาผู้ไม่ประสงค์ออกนาม เปิดเผยว่า “เรามาจากครอบครัวผู้รับใช้ประชาชน เขาไม่เคยโกหกผม ถ้าเขาทำผิดต่อสถาบันฯจริง ผมคงไม่ต้องวุ่นวายประกันตัวเขาหรอก เขาสมควรได้รับโทษไปแล้ว” ทั้งนี้บิดาของนาวาตรียังได้สอบถามจากหลายๆคน รวมไปถึงพี่สาวของนาวาตรีชนินทร์ด้วยว่า สิ่งที่ลูกชายเขียนไปมีจุดมุ่งหมายอย่างนั้นจริงๆหรือไม่ ซึ่งพี่สาวของนาวาตรีตอบว่าไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเลย

“ผมไม่มีความ สันทัดในสังคมออนไลน์ แต่เพื่อนในเฟสบุ๊กของนาวาตรีชนินทร์ที่มาให้กำลังใจในวันที่เขามอบตัวใน เดือนพฤศจิการยน ต่างพูดว่านาวาตรีชนินทร์ไม่ได้โพสต์ข้อความที่เป็นปฎิปักษ์ต่อสถาบันเบื้อง สูงดังข้อกล่าวหา” บิดาของนาวาตรีกล่าว

นาวาตรีชนินทร์ถูกพักราชการ ในวันที่ 12 เมษายนปีนี้ บิดาของเขากล่าวว่า เขาและภรรยา รู้สึกเป็นห่วงในชะตากรรมของลูกชายมาก “มันคงจะง่ายกว่านี้ถ้าเป็นคดีฆาตกรรม เพราะคดีนี้มีความร้ายแรงกว่า ถ้าเรื่องทั้งหมดไม่เป็นความจริง มันจะเป็นเรื่องที่น่าเกลียดมากในการใส่ความกัน”

ทางด้านนาวาอากาศ ตรีชนินทร์กล่าวว่า เขารู้สึกว่ามันเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอยมาก เนื่องจากเป็นการนำข้อความของเขามาปะติดปะต่อกันในช่วงเวลาที่ต่างกรรมต่าง วาระ

“ผมอยากให้การพิจารณาสอบสวนเป็นการพิจารณาที่เปิดสู่สาธารณะ ไม่เช่นนั้นประชาชนจะไม่ทราบเลยว่าพวกเขานำสิ่งที่ผมโพสต์4ครั้ง ที่แตกต่างกันมากล่าวหาผม” นาวาตรีชนินทร์กล่าว

คดีของนาวาอากาศตรี ชนินทร์ นับเป็นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคดีแรก ที่ถูกนำมาใช้กับข้าราชการทหาร ซึ่งโดยปกติแล้ว ศาลทหารจะมีการเปิดการพิจารณาคดีอย่างเป็นสาธารณะ แต่ในกรณีนี้ถูกสั่งให้มีการพิจารณาแบบปิดลับ

อีกคดีที่มีการพิจารณา แบบปิดลับคือกรณีของ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ “ดา ตอปิโด” เมื่อครั้งการพิจารณาคดีของดารณี มีการพิจารคดีแบบปิด โดยการอ้างว่าเพื่อความมั่นคงของชาติ แต่ในปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในเดือนกุมภาพันธ์ว่าการสอบสวนแบบปิด ในกรณีของดารณีเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามเธอก็ไม่ได้รับการประกันตัวแต่อย่างใดและกระบวนการพิจารณาก็ยัง ยืดเยื้อต่อไปขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเธอ

จำนวนคดีความที่เกี่ยวข้อง กับการหมิ่นประมาทสถาบันกษัตริย์ และการละเมิดพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ทำให้ดัชนีเสรีภาพสื่อในประเทศลดลงจากลำดับ 107 ในปี 2548 มาเป็น 153 ในปีที่แล้ว จากการจัดลำดับขององค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters without Borders)

ที่มาข่าว แปลจาก Achara Ashayagachat. Sqn Ldr's lese majeste trial begins. 14/07/54

http://www.bangkokpost.com/breakingnews/247065/chanin-lese-majeste-case-begins

นักวิชาการนิด้าชี้ ขึ้นค่าจ้าง 300 เหมาะสม

ที่มา ประชาไท

16 ก.ค. 54 สำนักข่าวไอเอ็นเอ็นรายงาน ว่า ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยถึงนโยบายการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ของรัฐบาลใหม่ว่า เป็นการปรับขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วที่ประเทศไทย ควรปรับโครงสร้างอัตราค่าแรงให้มีความสอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูง ขึ้นในปัจจุบัน แต่ทั้งนี้การปรับขึ้นค่าแรงจะต้องดูความเหมาะสมในทุกภาคส่วนด้วย อย่ามองเพียงด้านเดียว ควรมองทั้ง 3 ด้านพร้อมกันคือ ภาคประชาชน ผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงาน โดยผู้ประกอบการเอง ปัจจุบันก็มีภาระอยู่แล้ว จากภาวะเงินเฟ้ออื่นๆ รัฐบาลจะดูแลเรื่องการชดเชยภาคเอกชน

อย่างไร ก็ต้องหารือกัน ขณะประชาชนก็มีภาระเช่นเดียวกับผู้ใช้แรงงาน ซึ่งในภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น และทำอย่างไรไม่ให้ค่าครองชีพสูงขึ้นกว่านี้มากนัก

พระบรมฯทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันอาสาฬหบูชา และเทศกาลเข้าพรรษา 2554

ที่มา Thai E-News





ที่มา โทรทัศน์ช่อง 3 และ ASTV

เมื่อ วันที่ 15 กรกฎาคม 2554 เวลา 17.05 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและเทศกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช 2554 ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง

ในการนี้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ,พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ โดยเสด็จในการนี้ด้วย

เมื่อ เสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระอุโบสถ ทรงจุดเทียนพรรษาบูชาพระรัตนตรัย ถวายพุ่มธูปเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากร พระสัมพุทธพรรณี, พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ และพระพุทธเลิศหล้านภาไลย แล้วทรงจุดเทียนชนวน เพื่อพระราชทานไปจุดเทียนพรรษาที่ทรงพระราชอุทิศไว้ตามพระอารามหลวงต่างๆ แล้วทรงประเคนพุ่มเทียนแด่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก , สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ และพระภิกษุนาคหลวง

ใน การนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ตลอดจนพระราชวงศ์ทรงประเคนพุ่มเทียนแด่พระสงฆ์ ด้วย

สมศักดิ์ เจียมฯ:กรณีโบอิ้ง737ถูกเยอรมันอายัด

ที่มา Thai E-News




โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

จริงๆ วันก่อนที่ผมทักคุณแอนดรูเ​รื่อง เครื่องบิน 737 ที่ถูกอายัดที่มิวนิคว่า ไม่น่าจะเรียกว่า "private" เพราะน่าจะเป็นทรัพย์สินของหน่วยราชการใดหน่วยราชการหนึ่ง (ถ้าไม่ใช่ สำนักพระราชวัง ก็กองทัพอากาศ) ผมไม่ได้นึกว่าประเด็นนี้จะเป็น​เรื่อง"ซีเรียส"อะไรนะ

ปรากฏว่า ตอนนี้ ดูเหมือนกรณีทั้งหมดนี้จะมาลงที​่ประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่แล้ว เพราะถ้าทางการไทยสามารถ"พิสูจน์"ได้ว่า เครื่องบินดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์ส​ินของหน่วยงานรัฐบาล ทางศาลเยอรมันก็ย่อมไม่สามารถอายัดได้ (นี่คือประเด็นสำคัญที่กษิตอ้างต่อเยอรมัน)

ตามข่าวมติชนล่าสุดเมื่อคืนนี้ กองทัพอากาศได้ยืนยันว่า ได้ "ถวาย..เป็นเครื่องบินส่วนพระอง​ค์" ไปตั้งแต่ปี 2550 แล้ว (ดู http://www.matichon.co.th/news​_detail.php?newsid=1310740901&​grpid=00&catid&subcatid )

ผม ไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเรื่องน​ี้เป็นอย่างไรนะครับ แต่ตามที่คุณ Bangkok Pundit โพสต์เรื่องนี้เมื่อวันก่อน โดยอ้างแหล่งข้อมูลของกองทัพอากาศเอง ในปี 2549 ว่า กองทัพอากาศกล่าวถึงเครื่องดังก​ล่าวในลักษณะที่เป็นของกองทัพอากาศ

แหล่งข้อมูลที่คุณ BP อ้างถึงคือ http://www.rtaf.mi.th/rtafnews​/rtafnewsdetail.asp?id=582 และ http://www.rtaf.mi.th/rtafnews​/rtafnewsdetail.asp?id=820

อย่างไรก็ตาม คุณ BP ยังได้ให้ link รายชื่อเครืองบินทีจดทะเบียนกับ​กรมการบินพลเรือนล่าสุดไว้ ซึงดูได้ทีนี่ http://goo.gl/jFCPj (ไฟล์เป็น Excel นะครับ ดูยากสักนิด ผมหาอยู่ตั้งนาน วิธีดูคือ ไปที่ด้านล่างสุดของจอ มันจะมี tabs หลายอันเป็นภาษาอังกฤษ รายชื่อเจ้าของเครื่องบิน เลื่อนไปทางขวาเกือบสุด คำว่า HRH แล้ว คลิ้ก จอจะแสดงรายการเครื่องบินทั้งหม​ด 4 เครื่องที่ "เจ้าของ" คือ HRH รวมทั้งเครื่องที่กำลังเป็นปัญหาอยู่นี้ อยู่ที่หมายเลข 4 ตามข้อมูลนี้ เครื่องนี้จดทะเบียนเมื่อ 11 ตุลาคม 2548)

เมื่อดูข้อมูลเหล่านี้ทั้งหมดแล​้ว ผมรู้สึกว่า มีปัญหาชวนให้น่าคิดในแง่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอยู่ 2 ประเด็น คือ

1. ตามรายการของกรมการบินพลเรือน ซึ่ง update ล่าสุดปีนี้เอง เครื่องดังกล่าว OWNED โดย HRH จริง แต่ในการแถลงข่าวของกองทัพอากาศ​ในปี 2549 แถลงในลักษณะที่ว่า เครื่องเป็นของกองทัพอากาศ (และไม่ได้บอกในลักษณะที่ว่าจะ "ถวาย" จริงๆถ้าอ่านตามข่าวจะเห็นว่า พูดในลักษณะที่วา เครืองนี้ จะยังอยู่ในกองทัพอากาศไปจนถึงป​ี 2553 เมื่อหมดอายุใช้งาน)

แม้ในการแถลงล่าสุด ตามข่าวมติชนเมื่อคืน (link แรกข้างบน) จะบอกว่า ได้ "ถวาย...เป็นเครื่องบินส่วนพระอ​งค์" ตั้งแต่ปี 2550 แต่ปัญหาก็ยังมีว่า ทำไมในการแถลงเมื่อปี 2549 เองยังกล่าวในลักษณะที่ว่า เครื่องเป็นของกองทัพอากาศ? หรือว่า ปีต่อมา (2550) ได้ "ถวาย" ไป? (เรืองที่รายการของกรมการบินพลเรือนบอกว่า เครื่องนี้จดทะเบียนเมื่อ 11 ตุลาคม 2548 ผมว่า น่าจะไมใช่ปัญหาเพราะการจดทะเบียนครั้งแรก กับเจ้าของ ณ ปัจจุบัน อาจจะไม่ตรงกันก็ได้ รายการของกองการบินเป็นรายการ update ปีนี้ ดังนั้น อาจจะเพิ่งมาเปลี่ยน หรือไม่ รายการของกองการบินเอง ที่ใช้คำว่า OWNED นี่ ไม่แน่ใจว่า หมายถึงในทางกฎหมายหรือแค่หมายถ​ึงในแง่ที่เป็นเครื่องบินราชพาหะนะเฉยๆ)


2. ยังมีปัญหาทีตามมาสำคัญอีกประเด​็นหนึง คือ สมมตุิว่า การแถลงของกองทัพอากาศล่าสุดนี้​เป็นความจริง คือ แม้ว่า ในปี 2549 ตามข่าวเก่าของ BP กองทัพอากาศจะพูดในลักษณะว่า นีเป็นเครื่องของกองทัพอากาศ (และจะเป็นจนหมดอายุใช้งาน) แต่ในปีต่อมา 2550 กองทัพอากาศอาจจะได้ "ถวาย" ไป เป็นเครืองส่วนพระองค์ จริงๆก็ได้

แต่ ผมสงสัยว่าในทางกฎหมาย การ "เปลี่ยน" (ในกรณีนี้คือยกให้เปล่า หรือ "ถวาย") สิ่งทีเป็นทรัพย์สินราชการ (กองทัพอากาศ) ให้เป็นของ "เอกชน" (HRH) จะทำได้ในทางกฎหมายอย่างไร? ผมเคิดว่า จริงๆคงทำได้ (นึกถึงประเด็นที่ราชกาาร "แจก" สิ่งของให้ราษฎร สิ่งของนั้น เดิมก็ต้องซื้อมาในเงินราชการ) แต่ปัญหาคือมีการทำในลักษณะใดใน​ทางกฎหมายจริงๆหรือไม่?

และแน่ นอนว่า "นัยยะ" ของการ "ถวาย" เช่นนี้ รวมถึงประเด็นว่า หากได้ "ถวาย" ไปแล้วจริงๆ การบำรุงรักษา ณ ปัจจุบัน ใครเป็นผู้บำรุงรักษาและงบประมา​ณใคร (ส่วนพระองค์? หรือ ในนามงบประมาณกองทัพอากาศ?)

สรุปแล้ว ผมไม่ทราบ ข้อเท็จจริง ไม่มีข้อสรุป เพียงแต่เขียนบอกเรื่องข้อมูลไว​้เท่านั้น

ล่า สุด ผมเห็นที่เว็บไซต์บางแห่งคนไทยในเยอรมัน เขียนทำนองว่า ศาลเยอรมันเห็นว่าเรือ่งนี้ไมใช​่เรื่องเร่งด่วน จึงจะไม่เปิดการพิจารณาคำร้องของ รัฐบาลไทย จนกว่าจะปลายสัปดาห์หน้า - เรื่องนี้ ผมไม่สามารถยืนยันได้ เพราะอ่านภาษาเยอรมันไม่ได้

ลุ้นระทึก ! สูตรตั้งรัฐบาล"ปู"ส่อเขยื้อน หลังแขวน 84ส.ส.พรรคร่วมฯอื้อซ่า

ที่มา มติชน



สมการ จัดตั้งรัฐบาลผสม 5 พรรค รวม 300 เสียง ส่อเค้า "ขยับ" หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติสั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่ใน จ.หนองคาย เขต 2 เนื่องจาก "สมคิด บาลไธสง" ผู้ได้รับเลือกตั้งจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ขนคนไปฟังปราศรัย

ถือเป็นการแจก "ใบเหลือง" ใบแรกในสนามเลือกตั้งปี 2554

เป็นผลให้ "ว่าที่ ส.ส." อีก 124 คนที่ยังถูก "แขวน" อยู่ เกิดอาการอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กัน

โดยในจำนวนนี้มี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ-ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 รวมอยู่ด้วย

หาก ไล่เช็กชื่อว่าที่ผู้แทนฯ ทั้งฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้านที่ถูกแขวนอยู่ จะพบว่าแบ่งเป็น "ซีกรัฐบาล" 84 เสียง ประกอบด้วย พท. 71 เสียง พรรคพลังชล (พช.) 5 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 6 เสียง พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (ชพน.) 1 เสียง และพรรคประชาธิปไตยใหม่ (ปธม.) 1 เสียง

โดยในจำนวนนี้เป็น ส.ส.เขต 72 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 12 คน

ส่วน "ซีกฝ่ายค้าน" ถูกแขวนอยู่ 47 เสียง ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 35 เสียง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 22 เสียง โดยแบ่งเป็น ส.ส.เขต 43 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4 คน

ต่อไปนี้ คือ รายชื่อ "ว่าที่ ส.ส.เขตของพรรคร่วมรัฐบาล" 84 คนที่รอลุ้นว่าจะพ้น "บ่วง กกต." ในการประชุม กกต.นัดถัดไปหรือไม่ ?

กทม.

1.เขต 5 น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล พท.

2.เขต 12 นายการุณ โหสกุล พท.

3.เขต 16 นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ พท.

4.เขต 30 นางอรอนงค์ คล้ายนก พท.

กาญจนบุรี

5.เขต 1 พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ พท.

6.เขต 3 นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ พท.

ชลบุรี

7.เขต 1 นายสุชาติ ชมกลิ่น พช.

8.เขต 2 นายอุกฤษณ์ ตั๊นสวัสดิ์ พช.

9.เขต 3 นายรณเทพ อนุวัฒน์ พช.

10.เขต 5 นายพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา พช.

11.เขต 6 นางสุกุมล คุณปลื้ม พช.

ชัยภูมิ

12.เขต 4 นายอนันต์ ลิมปคุปตถาวร พท.

เชียงราย

13.เขต 1 นายสามารถ แก้วมีชัย พท.

14.เขต 3 น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ พท.

เชียงใหม่

15.เขต 1 น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ พท.

16.เขต 3 น.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ พท.

นครปฐม

17.เขต 5 นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ พท.

นครพนม

18.เขต 4 นายชูกัน กุลวงษา พท.

นครราชสีมา

19.เขต 5 นายโกศล ปัทมะ พท.

20.เขต 9 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ชพน.

นครสวรรค์

21.เขต 2 นายดิสทัต คำประกอบ พท.

นนทบุรี

22.เขต 1 นายนิทัศน์ ศรีนนท์ พท.

23.เขต 2 นายอุดมเดช รัตนเสถียร พท.

24.เขต 5 นายวันชัย เจริญนนทสิทธิ์ พท.

25.เขต 6 นายฉลอง เรี่ยวแรง พท.

ปทุมธานี

26.เขต 5 ว่าที่ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี พท.

พระนครศรีอยุธยา

27.เขต 1 นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ชทพ.

28.เขต 5 นายองอาจ วชิรพงศ์ พท.

พะเยา

29.เขต 3 นายไพโรจน์ ตันบรรจง พท.

พิจิตร

30.เขต 1 นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ ชทพ.

แพร่

31.เขต 1 นางปานหทัย เสรีรักษ์ พท.

มหาสารคาม

32.เขต 5 นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท พท.

มุกดาหาร

33.เขต 1 นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ พท.

ยโสธร

34.เขต 2 นายบุญแก้ว สมวงศ์ พท.

35.เขต 3 นายพีรพันธุ์ พาลุสุข พท.

ร้อยเอ็ด

36.เขต 8 นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ พท.

ลพบุรี

37.เขต 3 นายอำนวย คลังผา พท.

ลำปาง

38.เขต 2 นายวาสิต พยัคบุตร พท.

39.เขต 3 นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ พท.

ลำพูน

40.เขต 2 นายสถาพร มณีรัตน์ พท.

เลย

41.เขต 3 นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข พท.

ศรีสะเกษ

42.เขต 6 นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ พท.

สกลนคร

43.เขต 4 นายพัฒนา สัพโส พท.

สตูล

44.เขต 1 นายธานินทร์ ใจสมุทร ชทพ.

สมุทรปราการ

45.เขต 2 นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย พท.

46.เขต 3 นางอนุสรา ยังตรง พท.

47.เขต 4 นายวรชัย เหมะ พท.

สระแก้ว

48.เขต 2 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง พท.

สิงห์บุรี

49.เขต 1 ดร.สุรสาล ผาสุข พท.

สุพรรณบุรี

50.เขต 4 น.ส.พัชรี โพธสุธน ชทพ.

สุรินทร์

51.เขต 4 นายตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล พท.

52.เขต 5 นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พท.

53.เขต 6 จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ พท.

หนองคาย

54.เขต 1 ว่าที่ ร.ต.พงศ์พันธ์ สุนทรชัย พท.

55.เขต 3 นางชมภู จันทาทอง พท.

หนองบัวลำภู

56.เขต 2 นายไชยา พรหมา พท.

อ่างทอง

57.เขต 2 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ชทพ.

อำนาจเจริญ

58.เขต 1 นางสมหญิง บัวบุตร พท.

อุดรธานี

59.เขต 2 พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ พท.

60.เขต 3 นายอนันต์ ศรีพันธุ์ พท.

61.เขต 4 นายขจิตร ชัยนิคม พท.

62.เขต 5 นายทองดี มนิสสาร พท.

63.เขต 8 นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม พท.

64.เขต 9 นายเทียบจุฑา ขาวขำ พท.

อุตรดิตถ์

65.เขต 1 นายกนก ลิ้มตระกูล พท.

66.เขต 2 นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ พท.

67.เขต 3 นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย พท.

อุบลราชธานี

68.เขต 5 นายสุทธิชัย จรูญเนตร พท.

69.เขต 6 นายพิสิทธ์ สันตะพันธ์ พท.

70.เขต 10 นายสมคิด เชื้อคง พท.

71.เขต 11 นายตุ่น จินตะเวช ชทพ.

บัญชีรายชื่อ

-พท. 11 คน ประกอบด้วย 1.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2.นายจตุพร พรหมพันธุ์ 3.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 4.พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย 5.นายเหวง โตจิราการ 6.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท 7.นายพายัพ ปั้นเกตุ 8.นายพิชิฏ ชื่นบาน 9.นายก่อแก้ว พิกุลทอง 10.น.ส.จารุพรรณ กุลดิลก 11.นายวิเชียร ขาวขำ

-ปธม.1 คน คือ นางพัชรินทร์ มั่นปาน

ทั้ง หมดนี้คือ 84 ชีวิตที่รอลุ้นว่า กกต.จะแจกใบแดง-ใบเหลือง-ใบเขียว ในการประชุม กกต.ครั้งต่อไปวันที่ 19 กรกฎาคม ซึ่งทุกคำวินิจฉัยของ กกต.ที่ออกมาจะส่งผลกระทบต่อ "มูลค่า" ของพรรคต้นสังกัดที่จะใช้ต่อรอง-จองเก้าอี้ รมต.อย่างมิอาจปฏิเสธได้!!!

Many things we should know about อมรา

ที่มา Thai E-News



โดย Bugbunny
ที่มา ประชาทอล์ก

มี ข้อมูลจากเพื่อนที่เป็นสิงห์ดำ รัดสาดจุฬา เกี่ยวกับนางอมรา ฯ ก็เลยมาเล่าสู่กันฟัง ไม่ต้องเชื่อเต็ม ๆ นะ แต่บอกได้เลยว่า เพื่อนคนนี้ชาวสิงห์ดำเขาถือเป็นเพชรของคณะเม็ดหนึ่งก็แล้วกัน

ปู่ ของนางอมราชื่อ หลวงประชัญคดี บ้านอยู่ซอยเดียวกับอภิสิทธิ์ (ซ.สวัสดี-สุขุมวิท 31) แม่เป็นคุณหญิง ชื่อระเบียบ ภูมิรัตน พ่อเป็น รศ.อมร ภูมิรัตน์ เคยทำงานให้กับโครงการที่ทุกสภาห้ามตัดงบประมาณในภาคเหนือและอีสาน ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้ว

บ้านพักปัจจุบันของนางอยู่ในซอยสุขุมวิท 49 หลังโรงพยาบาลสมิติเวช ที่ดินแถบนั้นทั้งแทบเป็นของตระกูลภูมิรัตน มีธุรกิจคอร์ดแบด เทนนิส แรกเก็ต สระว่ายน้ำและร้านอาหารชื่อกลางซอย อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน เป็นคุณหนูมาแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่เล็กจนโตมีคนซักผ้าหุงข้าวให้กินตลอด

ชีวิตสมบูรณ์แบบถึงขนาดนั้น แกจะไปรู้อะไรเรื่องสิทธิมนุษยชนของประชาชน

จบ ตรีและโท จาก University of California ที่เดียวกับ สนธิ ลิ้มทองกุล ไปจบปริญญาเอกจาก University of Washington สาขา Anthropology หรือ มานุษยวิทยา ไม่ได้จบสาขารัฐศาสตร์มาเลย แต่น้าดัน ชื่อชัยอนันต์ ดันจนได้เป็นคณบดีรัดสาด คณะที่แกไม่เคยเรียนเลย เข้าเป็น อ.รุ่นพี่เมียอภิสิทธิ์ที่จุฬาฯ

นางอมรา พงศาพิชญ์ ได้รับเลือกเป็นคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ด้วยคะแนนเสียงต่ำสุด เป็นที่ 3 จากการสรรหาคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อหลายปีที่ผ่านมา โดยมี นายชัยอนันต์ สมุทรวนิช เป็นกรรมการสรรหา ( นายชัยอนันต์ สมุทรวนิช ตอนนั้นเป็นลูกจ้างหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ของนายสนธิ ) โดยอ้างว่า ผู้ที่ได้คะแนนอันดับที่ 1 (26 คะแนน) ไม่เหมาะสมแต่ นางอมรา พงศาพิชญ์ ที่ได้ที่ 3 (8 คะแนน) มีความเหมาะสมด้วยเหตุผลที่ว่า คณะรัฐศาสตร์ ควรจะลองของใหม่ๆ

นางอมรา พงศาพิชญ์ พร้อม นายชัยอนันต์ สมุทรวนิช และพวก ใช้ชื่อคณะรัฐศาสตร์ประกาศขับไล่นายกทักษิณออกจากตำแหน่ง ในวันที่ 2 กพ.2549 ก่อนที่นายสนธิ จะชุมนุมในวันที่ 4 กพ. 2549

นางอมรา พงศาพิชญ์ ในฐานะคณบดี มีคำสั่งให้มีการประชุมคณะกรรมการคณะรัฐศาสตร์นัดพิเศษ พร้อมเชิญคณาจารย์ทุกท่านในคณะรัฐศาสตร์ประชุมในบ่ายวันที่ 8 กพ. 2549 เป้าหมายเพื่อคัดกรองอาจารย์ในคณะ โดยอาจารย์ที่เข้าร่วมประชุมต้องลงชื่อเข้าร่วมประชุม แล้วนำไปรวมกับรายชื่อผู้ขับไล่นายกทักษิณ ส่วนอาจารย์ที่ไม่เข้าร่วมประชุมจะถือว่าเป็นพวกเดียวกับนายกทักษิณ

(ไปสืบกันเอาเองว่าพวกหัวหอกอาจารย์ที่ออกมาขับไล่นายกทักษิณ มีใครเคยทำงานให้กับพรรคการเมืองใดบ้างหรือไม่?)

สมาคม นิสิตเก่ารัฐศาสตร์(สรจ.) เป็นสถาบันเก่าแก่ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมายาวนาน ทำคุณประโยชน์ให้กับคณะและนิสิตปัจจุบันมากมาย ชาว สรจ. จำนวนมากไม่พอใจคนสองคนนี้อย่างมาก เพราะนาง อมรา พงศาพิชญ์ ไม่เคยเป็นศิษย์เก่าคณะนี้หรือคณะไหนในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย

ส่วน นายชัยอนันต์ สมุทรวนิช ก็มาเรียนที่รัฐศาสตร์ จุฬา เพียง 1 ปีการศึกษา แต่เอาชื่ิอเสียงของคณะไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองให้กับตัวเองและพวก จนได้รับการสมนาคุณกันทั้งสองคนอย่างเต็มที่หลังรัฐประหาร 2549

นางอมรา ที่รัฐศาสตร์ ร่วมงานการต่อต้านรัฐบาลนายกทักษิณอย่างใกล้ชิดกับ นางอุบลรัตน์ที่นิเทศศาสตร์ เป็นกลุ่มขาประจำฝั่งจุฬา นางอุบลรัตน์ เป็นประธาน คปส. (คณะกรรมการปฏิรูปสื่อ ฯ) มีนายสุริยะใส กตะศิลา เป็นกรรมการ มีเลขาชื่อ สุภิญญา กลางณรงค์ ที่ว่ากันว่าสุริยะใสเคยจี๋จ๋าอยู่พักหนึ่ง และสุภิญญาเคยถูกบ.ชินฟ้อง 400 ล้าน

ส่วนอีกคนที่อยู่ฝั่งนิด้า คือ นางกัลยาณี คูณมี (นามสกุลคุ้น ๆ ใช่ไหม)

ถึง วันที่ฝ่ายประชาชนชนะเลือกตั้งแบบใสสะอาดเช่นวันนี้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปให้ราคากับคนพวกนี้อีก เพราะประชาชนพิสูจน์แล้วว่าเลือกใคร ตอนนี้จนตรอกหนัก ดิ้นพล่านกันไปหมด ทุกกลุ่ม ทุกคน ทุกเรื่อง ที่กำลังทำกันอยู่ ก็เพียงเพื่อช่วยมหาอำมาตย์ เจ้านายและคนชนชั้นเดียวกับตัวเอง ให้รอดข้อหาสมคบกันทำฆาตกรรมประชาชนเท่านั้น

แถมทุกคนยังร้อนตัวกลัว ถูกเปิดโปงเช็คบิล ก็ขอเปิดโปงมันเสียเลยที่นี่สักคนหนึ่ง ในเมื่อมันไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งของเรา พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องยอมรับความเป็นผู้นำองค์กรของมันเช่นกัน

ไป ร่วมกันลงชื่อถอดถอน นางอมรา พงศาพิชญ์ และพวก ให้พ้นจากกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดนี้กันดีกว่า ไล่ไปให้พ้นจากองค์กรที่ควรเป็นผู้พิทักษ์สิทธิของประชาชนธรรมดา ไม่ใช่พิทักษ์ปกป้องอำมาตย์กับสมุนรับใช้อย่างที่ประชาชนกำลังรู้สึก

เทคนิคการทวงหนี้ในแบบวาลเทอร์ เบา

ที่มา Voice TV



Voice Focus วันที่ 15 กรกฎาคม 2554 (21.30น.)

- เทคนิคการทวงหนี้ในแบบวาลเทอร์ เบา
- คนไทยแห่ทำบุญวันอาสาฬหบูชา
- ลงเสาเอกหมู่บ้านเสื้อแดง
เทคนิคการทวงหนี้ในแบบวาลเทอร์ เบา
วาลเทอร์ เบา บริษัทก่อสร้างสัญชาติเยอรมันในระดับแถวหน้า ถูกเบี้ยวหนี้จากหลายประเทศในปี 48 แล้วใช้วิธีการทางยึดเครื่องบินเพื่อชำระหนี้มาแล้วทั้งไทยและเลบานอน
คนไทยแห่ทำบุญวันอาสาฬหบูชา
วัดหลายแห่งเนืองแน่นพุทธศาสนิกชนแห่ทำบุญในวันอาสาฬหบูชา ต่างตั้งจิตอธิษฐานขอให้บ้านเมืองสงบสุข
ลงเสาเอกหมู่บ้านเสื้อแดง
ตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงที่จังหวัดปทุมธานีอีกแห่งเน้นสัญลักษณ์พลังประชาธิปไตยในภาคประชาชนที่ร่วมลงขันจัดการกันเอง

เปิด "เงินเดือน-ค่าตอบแทนท่านผู้ทรงเกียรติ" ... คุ้มค่าภาษีปชช.หรือไม่?

ที่มา มติชน



คอลัมน์ เคียงข่าว



14 กรกฎาคม ฤกษ์งามยามดี กกต.เริ่มทยอยออกใบรับรอง ส.ส.อย่างเป็นทางการ ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรก็เริ่มเปิดรับรายงานตัว ส.ส. บรรยากาศคึกคัก

หลายคนคุ้นชินกับการเดินเข้าออกสภาหินอ่อน แต่หลายคนเป็นหน้าใหม่ เพิ่งเปิดซิงเป็นครั้งแรก


ซึ่ง จะประเดิมด้วยเงินประจำตำแหน่ง และเงินเพิ่มในอัตราใหม่ หลังร่าง พ.ร.ฎ.เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2554 มีผลบังคับใช้หมาดๆ


โดยทุกครั้ง เรียกง่ายๆ ว่าการขึ้นเงินเดือน ส.ส.-ส.ว. รวมทั้งตำแหน่งการเมืองในฝ่ายนิติบัญญัติ มักจะอ้างการถีบตัวขึ้นของค่าครองชีพ และความเหมาะสมต่อภาระงาน ไม่รวมสิทธิประโยชน์อื่น อาทิ ประกันสุขภาพ เบี้ยประชุมกรรมาธิการ ค่ารถไฟ รถยนต์ประจำทาง และค่าเครื่องบินภายในประเทศ ฯลฯ


ย้อนพัฒนาการฐานรายได้คร่าวๆ


-สภาปี 2535


ประธานสภา เงินประจำตำแหน่ง 48,000 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 38,000 บาท/เดือน รวม 86,000 บาท/เดือน


รองประธานสภา เงินประจำตำแหน่ง 45,000 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 36,000 บาท/เดือน รวม 81,000 บาท/เดือน


ผู้นำฝ่ายค้าน เงินประจำตำแหน่ง 45,000 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 36,000 บาท/เดือน รวม 81,000 บาท/เดือน


ส.ส. เงินประจำตำแหน่ง 30,000 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 30,000 บาท/เดือน รวม 60,000 บาท/เดือน


-สภาปี 2538


ประธานสภาเงินประจำตำแหน่ง 63,000บาท/เดือน เงินเพิ่ม 45,500 บาท/เดือน รวม 108,500 บาท/เดือน

รองประธานสภา เงินประจำตำแหน่ง 62,000 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,500 บาท/เดือน รวม 104,500 บาท/เดือน


ผู้นำฝ่ายค้าน เงินประจำตำแหน่ง 62,000 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,500 บาท/เดือน รวม 104,500 บาท/เดือน


ส.ส. เงินประจำตำแหน่ง 38,500 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 38,500 บาท/เดือน รวม 77,000 บาท/เดือน


-สภาปี 2548


ประธานสภา เงินประจำตำแหน่ง 65,920 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 50,000 บาท/เดือน รวม 115,920 บาท/เดือน


รองประธานสภา เงินประจำตำแหน่ง 63,860 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,500 บาท/เดือน รวม 106,360 บาท/เดือน


ผู้นำฝ่ายค้านเงินประจำตำแหน่ง63,860 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,500 บาท/เดือน รวม 106,360 บาท/เดือน


ส.ส.เงินประจำตำแหน่ง 62,000 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,330 บาท/เดือน รวม 104,330 บาท/เดือน


-สภาปี 2554 (ชุดปัจจุบัน)


ประธานสภาเงินประจำตำแหน่ง 75,590 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 50,000 บาท/เดือน รวม 125,590 บาท/เดือน


รองประธานสภาเงินประจำตำแหน่ง 73,240 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,500 บาท/เดือน รวม 115,740 บาท/เดือน


ผู้นำฝ่ายค้านเงินประจำตำแหน่ง 73,240 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,500 บาท/เดือน รวม 115,740 บาท/เดือน


ส.ส. เงินประจำตำแหน่ง 71,230 บาท/เดือน เงินเพิ่ม 42,330 บาท/เดือน รวม 113,560 บาท/เดือน


หลังจากนี้ ท่านผู้ทรงเกียรติที่ได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชนเหล่านี้ จะทำงานคุ้มค่าแค่ไหน ต้องติดตาม...

มติชนรายวัน ฉบับวันที่15ก.ค.54