WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 17, 2011

ขบวนการเหี้ยสามัคคี

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

Posted on 15/07/2011 by mcfah



เป็น ความพยายามของบุคคล กลุ่มคน และองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่รับลูกกันเป็นทอดๆ ที่จะขัดขวางไม่ให้พรรคเพื่อไทยขึ้นสู่อำนาจ จะเห็นได้จากหน้าสื่อ ข่าวต่างๆ ทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุ และทีวี ว่ามีใครบ้าง? ขอให้ประชาชนจดจำและแยกประเภท พร้อมทั้งติดตามการทำงานของพวกเขาในอดีต ใครเป็นใครมาจากไหน?
ก่อนการเลือกตั้ง มีแต่ยอมรับกันว่า “ยอมรับผลการเลือกตั้ง” ไม่มีกลุ่มไหน หรือใคร ออกมาพูดว่าไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

หลังการเลือกตั้ง ผลออกมาว่าเพื่อไทยชนะ ก็เริ่มมีขบวนการ “เหี้ยสามัคคี” รับลูกกันเหมือนส่งต่อไม้ผลัดต่อกันเป็นทอดๆ

ทำไม ก่อนการเลือกตั้งพวกคนเหล่านี้ไม่ออกมาพูดก่อนว่า จะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ทั้งนี้ก็เพราะเขายังไม่รู้ว่าใครจะชนะการเลือกตั้งนั่นเอง เพราะปชป.ก็มั่นใจว่าเขาจะชนะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
ถามว่าถ้าประชาธิ ปัตย์ชนะ พวกคนเหล่านี้จะออกมาคัดค้านหรือไม่? ประชาชนในยุคนี้ สมัยนี้ ต้องติดตาม ต้องรู้เท่าทัน พวกคนเหล่านี้ ต้องช่วยกันรักษาความถูกต้องชอบธรรม ต้องช่วยกันปกป้องไม่ให้คนพวกนี้มาละเมิดมติมหาชน ที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงกันทั่วประเทศ ถ้าพรรคเพื่อไทยทำไม่ดี ประชาชนก็จะลงโทษเองด้วยมติมหาชนเช่นกัน

กลุ่ม เหี้ยสามัคคี ไม่ได้มีประชาชนอยู่ในจิตใจ จึงไม่เคารพมติของประชาชน จิตใจของพวกนี้มีแต่คำว่าผลประโยชน์ของตนเองและพรรคพวก

กลุ่ม เหี้ย สามัคคี มีอยู่ในทุกองค์กรของราชการ ประมาณ 30 % เพียงแต่อยู่ในกลุ่มผู้มีอำนาจ จึงทำให้ประเทศไทยล้าหลัง ไม่เจริญเท่าที่ควรจะเป็น ประชาชนส่วนใหญ่อดอยาก ลำบากในการดำรงชีวิต

กฎหมาย ที่สำคัญทางการเมือง ถูกออกแบบมาให้เกิดช่องทางสำหรับทำลายฝ่ายตรงฃ้าม โดยอาศัยผู้ใช้กฎหมายที่ถูกแต่งตั้ง โดยขบวนการเหี้ยสามัคคี

กลุ่ม เหี้ยสามัคคี เป็นขบวนการที่ประกอบด้วยกลุ่มคนทุกสาขาอาชีพ รวมตัวกัน แบ่งกันทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยมี DNA เหมือนกันคือเพื่อผลประโยชน์แก่ตนเอง และพรรคพวก ไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม ไม่มีมนุษยธรรมในจิตใจ ไม่มีประชาชนในหัวใจ

การต่อสู้กับกลุ่มเหี้ยสามัคคีนั้น ประชาชนต้องรู้เท่าทัน และสื่อถึงกันปากต่อปาก และออกมาคัดค้าน ต่อสู้เมื่อถึงเวลาอันควร ไม่เช่นนั้นตัวเราและลูกหลาน จะถูกกลุ่มเหี้ยสามัคคีนี้ เอารัดเอาเปรียบด้วยการเอาเงินภาษีที่ประชาชนเสีย ไปใช้จ่ายเป็นผลประโยชน์แก่กลุ่มเหี้ยสามัคคี ไม่นำไปพัฒนาประเทศชาติ ที่จะคืนความผาสุกให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ลุกขึ้นเถิดประชาชน อย่างอมืองอเท้าให้กลุ่มเหี้ยสามัคคีครองเมืองอยู่เลย จงรู้ให้เท่าทัน และใช้ปากต่อปาก รวมถึงต้องออกมาต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิและความชอบธรรมของประชาชนเถิด เราหวังพึ่งใครไม่ได้อีกแล้ว นอกจากพึ่งประชาชนด้วยกันเอง ชาติกำลังต้องการพวกท่านอยู่

http://mcfah.wordpress.com/2011/07/15/%E0%B8%82%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%B5/

แถลงการณ์ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อปชต. ถึงว่าที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

Posted on 09/07/2011 by mcfah





ทราบ ว่า “กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย เกิดจากการรวมตัวของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีความคิดสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย และต่อต้านเผด็จการ ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ควรสนับสนุน
เมื่อกลุ่มนี้มีแถลงการณ์ออกมา ก็อยากสนับสนุนให้ความคิดของกลุ่มนี้ได้แพร่หลายขยายออกไป สู่ประชาชนมากขึ้นเพื่อเป็นตัวอย่างอันดีแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วยต่อไป

แถลงการณ์ดังกล่าวมีดังนี้

ถึงว่าที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล

เนื่อง ด้วยผลของการเลือกตั้งครั้งสำคัญ ของประเทศไทย เป็นกุญแจสำคัญของการกำหนดทิศทางของประเทศนับจากนี้ พวกเรา กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตยอันประกอบด้วยกลุ่มนักศึกษาที่มีความ คิดและจิตส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยนั้น ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งต่อพรรคเพื่อไทยที่ได้รับชัยในการเลือกตั้งครั้ง นี้จากการสนับสนุนของประชาชนอย่างท่วมท้น ปฏิเสธไม่ได้อย่างยิ่งที่ประชาชนจำนวนมากล้วนคาดหวังกับการแก้ไขปัญหาและ ความเปลี่ยนแปลงที่ต้องอาศัยความพยายามและความสามารถของผู้แทนของประชาชน เพื่อฝ่าฝันไปสู่อนาคตได้ และนักศึกษากลุ่มเราก็เช่นกัน ที่ได้ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองก็มีความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ไทยในทุกระดับ จดหมายเปิดผนึกฉบับนี้จึงเป็นการแสดงเจตจำนงและ จุดยืนของพวกเราต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลใหม่ ซึ่งพวกเราใคร่ขอเสนอแนวทางแก่พรรคเพื่อไทย และรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรค ได้พิจารณาประกอบการบริหารและพัฒนาประเทศและประชาธิปไตย ในประการต่อไปนี้

ประการแรก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550

เนื่อง จากรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว มีที่มาซึ่งไร้ความชอบธรรมจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 บทบัญญัติหลายข้อมีเนื้อหาคลุมเครือ สร้างระบบกลไกที่บิดเบือนต่อหลักการแยกอำนาจ เกิดความเสียสมดุลและประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้ หากตรวจสอบหรือวิพากษ์วิจารณ์ก็ล้วนถูกกล่าวหาอย่างไร้ความเป็นธรรม แน่นอนว่าเราต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวบทและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ จึงขอเสนอให้มีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยเสียงของประชาชน ด้วยเจตจำนงเสรีของประชาชน หาใช่การบังคับข่มขู่ทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้มีความเป็นประชาธิปไตยและผู้ใช้อำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญต้องเคารพการ ตัดสินใจของประชาชนในการเลือก เคารพอำนาจอธิปไตยของปวงชนเป็นหลักการสูงสุด ไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงกันได้ และเคารพชีวิต เสรีภาพและสร้างความยุติธรรมกับประชาชนทุกคนโดยไม่แบ่งแยกความแตกต่าง และ ปรับเปลี่ยนบทบาทของกองทัพที่ถือว่าเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญให้อยู่ภายใต้ อำนาจของประชาชน บทบาทของกองทัพจักต้องมุ่งปกป้องชีวิต อิสรภาพของประชาชนในประเทศและเคารพหลักสิทธิมนุษยชนเป็นอุดมการณ์สูงสุด รวมทั้งต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกองทัพทั้งหมด และกำหนดกรอบที่ไม่ให้ทหารเข้ามาแทรกแซงการเมืองของประชาชน แต่ประชาชนจะเป็นผู้กำหนดบทบาทของกองทัพ

ประการที่สอง การพิจารณาคดีที่ ทำลายเจตนารมณ์ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยและการสืบหา ความจริงในช่วงความวุ่นวายทางการเมืองตั้งแต่ กรณี 7 ตุลาคม 2551 เมษายน 2552 และเมษายน –พฤษภาคม 2553 รวมถึงคดีทางทางการเมืองที่พิจารณาอย่างไร้ความเป็นธรรม

ช่วงความ วุ่นวายทางการเมืองหลังการรัฐ ประหารนั้น ยังมีอีกหลายเรื่องที่ปกปิดและยังไม่ได้สร้างความกระจ่างเท่าที่ควร จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความยุติธรรมและหาความจริงเพื่อแก้ไขสิ่ง ที่ผิดพลาดให้ถูกต้อง ลำพังคณะกรรมค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาตินั้น เราเสนอว่าอาจไม่เพียงพอ จึงต้องการให้สาธารณชนมีส่วนร่วมค้นหาความจริง รวมถึงประชาคมโลก องค์กรระหว่างประเทศด้านความยุติธรรม สิ่งที่เราต้องการคือ (1) ให้ คอป.กลายเป็น คณะกรรมการสืบค้นความจริงแห่งชาติ (คสช.) ด้วยคณะกรรมการชุดใหม่ที่รัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้ง เพื่อลดข้อครหาเรื่องมีส่วนได้ส่วนเสีย และที่มาของกรรมการที่เข้ามาทำงาน ต้องสามารถดำเนินการตามกรอบอย่างเป็นอิสระ ผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และพยานเหตุการณ์ ต้องได้รับการคุ้มครอง อีกทั้งประชาชนต้องสามารถตรวจสอบการทำงานของ คสช.ได้อย่างเสรี (2) ลงสัตยาบันในสนธิสัญญาที่เกี่ยวกับหลักสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะธรรมนูญกรุงโรม เพื่อให้คณะอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาร่วมค้นหาความจริงกับ คสช. (3) การรัฐประหารเมื่อปี 2549 ขอเสนอให้ยกเลิก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคณะก่อการรัฐประหารในนาม คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งศาลพิเศษกรุงเทพ พิจารณาคดีตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ซึ่งจะทำให้เกิดความยุติธรรมและเผยความจริงต่อประชาชน จำเลย ผู้เสียหายทุกฝ่าย สิ่งเหล่านี้เราอาจถือว่าเป็นงานหลักที่รัฐบาลจะต้องหาความจริงและบอกกับ สาธารณชนเพื่อให้ความกระจ่างท่ามกลางความเชื่อและความเห็นที่เข้าใจกันอย่าง ผิดๆ และสำหรับเราถือว่ามันไม่ใช่การกระทำเพื่อแก้แค้น แต่มันคือการแก้ไขความผิดปกติในประเทศนี้ให้เกิดความถูกต้องและสร้างหนทาง ที่ดีต่อประชาชนทุกคน (4) นักโทษคดีทางการเมืองต่างๆ ไม่ว่าคดีความผิด มาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คดีการชุมนุมประท้วงทางการเมือง ต้องได้รับการพิจารณาคดีใหม่อย่างเปิดเผย รวมถึงชำระความจริงให้สังคมได้ทราบและสามารถตรวจสอบเนื้อหาข้อเท็จจริงใน สิ่งที่ได้บอกกับสาธารณชนได้

ประการที่สาม ปฏิรูปกฎหมายทั้งหมดที่ไม่เอื้อต่อการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน และขัดขวางการตรวจสอบการบริหารประเทศขององค์กรภาครัฐทุกส่วน

มี กฎหมายหลายฉบับที่มีเนื้อหาไม่สอด คล้องต่อยุคสมัยที่ประชาชนต้องการสิทธิ เสรีภาพในการกำหนดชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองและคนรอบข้าง ขอเสนอให้คณะรัฐมนตรีและรัฐสภาทำการพิจารณาแก้ไขกฎหมายทุกฉบับและต้องให้ ประชาชนสามารถเข้าถึงเนื้อหากฎหมายที่กำลังพิจารณาได้โดยไม่ถูกปิดกั้นและ ตรวจสอบการพิจารณาเนื้อหาของสมาชิกรัฐสภาทุกคนได้ เพราะเราเห็นว่านโยบายที่จะนำไปใช้ แต่กฎหมายไม่เอื้ออำนวยนั้น อาจทำให้การกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศมีอุปสรรคในเรื่องโครงสร้างการบริหาร

ประการที่สี่ นโยบายต่างประเทศและจุดยืนของไทยบนเวทีระหว่างประเทศ

ปัญหา ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องดินแดนและอคติต่อเพื่อนบ้านใน เรื่องเชื้อชาติ จะต้องไม่เกิดขึ้น รัฐบาลต้องสร้างความมิตรที่ดี ยอมรับความผิดพลาดในเรื่องที่ผ่านมา และร่วมมือกับประเทศต่างๆที่มีจุดยืนและปฏิบัติในเรื่องหลักสิทธิมนุษยชน อย่างจริงใจ ประเทศไทยพร้อมยินดีให้ความร่วมมือ รวมถึงการตัดสินใจในการต่างประเทศต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน และชีวิตของมวลมนุษยชาติที่มีผลกระทบต่อเหตุการณ์โลก นอกจากนี้ประชาคมอาเซียนในอีกสี่ปีข้างหน้านั้น ประเทศไทยจะต้องแสดงความกระตือรือร้นต่อการพัฒนาความสัมพันธ์และต้องสร้าง ตัวอย่างให้เห็นเป็นประจักษ์สายตาแก่นานาชาติในอาเซียนและนานาชาติ ในการกลับมาเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ดีเยี่ยมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้อีกครั้ง และร่วมมือในด้านต่างๆกับองค์กรระหว่างประเทศระดับรัฐ และองค์กรระหว่างประเทศที่ไม่ใช่รัฐด้วย

และประการสุดท้าย ต้องรักษาการเมืองระบอบประชาธิปไตยที่เน้นในเรื่อง เสรีภาพ ความเสมอภาคและความยุติธรรม เหนือกว่าอุดมการณ์ราชาชาตินิยม ไม่ให้กลุ่มการเมืองนอกระบอบประชาธิปไตยเข้ามาแทรกแซงจนเกิดความเสียหายหรือ ลิดรอน ต่อโครงสร้างการเมืองการปกครองภายใต้อุดมการณ์ประชาธิปไตย ต่อชีวิตความเป็นอยู่และสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเด็ดขาด

เราหวัง ว่ารัฐบาลใหม่นี้จะสามารถเป็น เครื่องมือให้ประชาชนสามารถสร้างอนาคต กับชีวิตและเสรีภาพที่ทุกคนใฝ่หา เสียสละด้วยเลือดเนื้อ ชีวิตที่ล้มหายตายไปมากมาย ซึ่งทุกท่านไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ประชาชนยอมได้แม้กระทั่งชีวิตของพวกเขาเอง เพื่ออนาคตของลูกหลานและตัวเขา และเราจะติดตามการทำงานของพวกท่าน อาจมากกว่าสมัยรัฐบาลก่อนหน้าหลายเท่า เพราะเมื่อเราได้ทุกท่านมาดูแลพวกเรา เราก็ต้องสามารตรวจสอบ ตั้งข้อสงสัยและชี้แนะแนวทางให้ได้เช่นกัน

จึงขอเรียน ให้พรรคเพื่อไทย และรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย อันเป็นความหวังของประชาชนและผู้รักประชาธิปไตย รับทราบความคิดเห็นและข้อเสนอของกลุ่มในฐานะประชาชนคนหนึ่งเพื่อการพิจารณา และปฏิบัติตามความเห็นชอบและสมควร
ด้วยความเคารพอย่างสูง

กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย

เขียนที่ลานปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4 กรกฎาคม 2554

http://mcfah.wordpress.com/2011/07/09/%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C-%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95/

จิตรา คชเดช ต้นตำรับวลี"ดีแต่พูด"

ที่มา มติชน



โดย เชตวัน เตือประโคน




"ไม่ใช่คนไทย...เป็นลาวโซ่ง" หญิงวัย 39 ปี กล่าวแนะนำตัวด้วยประโยคแรกที่ชวนคิด

ถือว่าเป็นการออกตัวค่อนข้างแรง หากบทสนทนานี้ใช้กับคนเพิ่งรู้จัก ยิ่งท่ามกลางภาวะ "ชาตินิยม-คลั่งชาติ" อันมีกระแสปราสาทพระวิหารจุดไฟติด, สงครามสีเสื้อซึ่งต่างฝ่ายต่างมองว่าอีกฝั่งไม่รักชาติ ฯลฯ นิยาม "ความเป็นไทย" สามารถใช้ประหัตประหารกันได้โดยไม่รู้ตัว เมื่อสิ่งที่นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์หลายท่านรณรงค์เผยแพร่ความรู้อย่าง เรื่อง "ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อหลายเชื้อชาติ" กลายเป็นสิ่งที่ฝ่าย "ชาตินิยม-คลั่งชาติ" มองข้ามหรือทำเป็นไม่สนใจ

"เพราะรู้ว่า "เครื่องมือ" นี้มีพลัง"

"บรรพบุรุษ ถูกกวาดต้อนมาอยู่แถบ จ.เพชรบุรี ต่อมารุ่นทวดได้พากันโยกย้ายมาตั้งหมู่บ้านใหม่ที่บ้านลาดมะขาม อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี" "จิตรา คชเดช" แนะนำตัวเองด้วยประโยคต่อมา เธอเล่าให้ฟังอีกว่า ในหมู่บ้านนั้นเกือบทั้งหมดเป็นคนลาวโซ่ง ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ครอบครัวของเธอก็เช่นกัน ปู่กับย่าซึ่งเป็นคนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กก็เป็นกระดูกสันหลังของชาติ

จิตรา เกิดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2515 เป็นลูกคนกลางในจำนวนพี่น้อง 3 คน ของ พ่อ-"สมุทร คชเดช" และแม่-"สีนวน ยอดสุนีย์" พ่อกับแม่ของเธอแยกทางกันตั้งแต่เธอเริ่มจำความได้ เธอกับพี่สาวอยู่ในการดูแลของปู่กับย่า ส่วนน้องชายคนเล็กแยกไปอยู่กับแม่"เติบโตมาตาม "ยถากรรม" คือคำนิยามที่เธอใช้

"เรียนหนังสือจบเพียงชั้น ป.6 จากโรงเรียนวัดใหม่พิบูลย์ผล ไม่ได้เรียนต่อ เพราะฐานะทางบ้านยากจน แม้จะเป็นคนเรียนเก่ง แต่เธอต้องหยุดเรียนในระบบ เพื่อมาทำงานเลี้ยงตนเลี้ยงครอบครัว โดยงานแรกเริ่มต้นเมื่ออายุ 12 ปี ญาติซึ่งมีร้านตัดเย็บเสื้อผ้า ที่ จ.กาญจนบุรี มาชวนไปอยู่ด้วย"

ประสบการณ์ 5-6 ปี เธอทำได้หมดทุกอย่าง ทั้งตัด เย็บ หรือแม้แต่จัดการทุกเรื่องราวในร้าน

กระทั่ง วันหนึ่ง เมื่อมีคนมาชวนไปทำงานกรุงเทพฯ จึงเป็นความท้าทายครั้งใหม่ - เริ่มมาเป็น "สาวฉันทนา" ที่โรงงานสิ่งทอ แถบบางปู แต่เหมือนชีวิตจะไม่ค่อยราบรื่น เพราะต้องเข้าโรงงานนู้น ออกโรงงานนี้อยู่เรื่อยๆ จนเมื่อมีเพื่อนมาชวนไปสมัครงานที่ ""บริษัท บอดี้ แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด"" บริษัทในเครือของ ""ไทรอัมพ์"" ซึ่งให้รายได้ดี และคนที่ตัดเย็บเสื้อผ้าได้จะมีภาษีเป็นพิเศษ จิตราจึงมาลองสมัคร

"และในที่สุดเธอก็กลายมาเป็นอีกหนึ่ง ประวัติศาสตร์ที่บริษัทต้องบันทึกไว้ (แม้ไม่อยากบันทึกก็ตาม) กลายเป็นอีกหนึ่งตำนานการต่อสู้ของภาคประชาชนที่เป็นกรณีศึกษา"

แต่สำหรับเหตุการณ์ที่ทำให้จิตราเป็นที่รู้จักในวงกว้าง - เพราะปรากฏเป็นข่าว นั่นก็คือเมื่อครั้งที่เธอไปชูป้ายซึ่งมีข้อความ "ดีแต่พูด" ต่อหน้า "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายก รัฐมนตรี จนวลีนี้ ได้เป็นสิ่งที่ตามติดตัวนายกฯไปในหลายที่ช่วงหาเสียงการเลือกตั้งทั่วไป 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยคนที่ไม่ชื่นชอบ ไม่เห็นด้วย และแน่นอนว่า "ไม่เลือก" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ จะใช้วลีนี้ในหลากหลายรูปแบบทั้งชูป้าย ทั้งเข้าไปพูดใส่โดยตรงแบบระยะประชิด

อะไร ที่ทำให้ "ดีแต่พูด" ได้รับความนิยม และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" และพรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้การเลือกตั้งในครั้งล่าสุดนี้หรือไม่

"ชวนมาค้นหาคำตอบจากต้นตำรับ- "จิตรา คชเดช""

- สาเหตุที่ตัดสินใจมาทำงานกรุงเทพฯ?

เหมือน กับคนต่างจังหวัดทั่วไป ฐานะทางบ้านไม่ดี อาชีพเดียวที่ทำคือทำนา พอไม่ใช่หน้านาก็ไม่มีอะไรทำ เลยต้องออกมาหางานในเมือง อีกอย่าง เมื่อตอนเด็กจะมีภาพของคนในหมู่บ้านที่มาทำงานกรุงเทพฯ พอวันหยุดเทศกาลกลับมาก็จะซื้อของมาฝาก มีเสื้อผ้าสวยๆ มาให้ลูกๆ หลานๆ แต่ครอบครัวเราตอนนั้นไม่มี ก็เลยเป็นภาพฝังใจ เมื่อไหร่เราจะโตจะได้ไปทำงานที่กรุงเทพฯ ได้ซื้อของกลับมาฝากคนที่บ้าน (ยิ้ม)

มาอยู่ที่ "ไทรอัมพ์" รายได้ดีจริงๆ เพราะเราเย็บผ้าเป็น ทำอะไรเกี่ยวกับเสื้อผ้าเป็นอีกหลายอย่าง เพราะทำมาตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนอยู่กับญาติที่เมืองกาญจน์ก็ทำเองเกือบทั้งหมด พอมาอยู่โรงงานรายได้มันก็เลยดีตามผลงาน

- เรื่องถูกเลิกจ้างเป็นอย่างไร?

เข้า มาร่วมงานกับไทรอัมพ์ปี 2536 ถูกเลิกจ้างปี 2551 ศาลตัดสินว่า "ไม่มีจิตวิญญาณประชาชาติไทย" คือก่อนอื่นต้องบอกว่า เป็นคนที่ทำกิจกรรมอยู่กับสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศ ไทยตลอด โดยจะมีการจัดกลุ่มศึกษาเรื่องต่างๆ ประเด็นสังคมต่างๆ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ซึ่งตรงนี้ก็ช่วยให้ได้ค้นคว้าข้อมูล ได้อ่านหนังสือ เหมือนไปเรียนหนังสือทุกวันเลย

ประเด็นหนึ่งที่ตัวเองสนใจตอนนั้น คือเรื่องสิทธิการทำแท้ง เพราะที่โรงงาน บางคนท้องไม่พร้อม ต้องไปทำแท้งเถื่อน กลับมาตกเลือด เสียชีวิตก็มี เลยออกมารณรงค์ให้มีกฎหมาย ประจวบกับวันหนึ่งก็มีน้องที่ทำกิจกรรมรณรงค์อีกเรื่องหนึ่ง เขาทำเสื้อที่มีข้อความ "ไม่ยืน ไม่ใช่อาชญากร คิดต่าง ไม่ใช่อาชญากรรม" ก็มีคนซื้อมาฝาก พอดีรายการ "กรองสถานการณ์" ชวนไปออกทีวีพูดเรื่องสิทธิการทำแท้ง ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ใส่เสื้อตัวนี้ไปออกรายการ กระทั่งเป็นเรื่อง เพราะมีเว็บไซต์ข่าวแห่งหนึ่งนำไปเขียนด่า ทำให้บริษัทไปขออำนาจศาลให้เลิกจ้าง บอกว่าทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง

- ตอนแรกเลิกจ้างคนเดียว แต่ตอนหลังมีอีกล็อตใหญ่ที่โดนด้วย?

ตัว เองถูกเลิกจ้างคนแรก เมื่อ 28 มิถุนายน 2551 พอวันต่อมา คนงานทั้งโรงงานผละงานออกมาชุมนุมคัดค้าน 46 วัน ก่อนจะกลับเข้าทำงาน เมื่อ 12 กันยายน 2551 ตัวเองก็เข้าสู่กระบวนการศาล ต่อมาอีกพักใหญ่คนงาน 1,959 คนที่เคยออกมาชุมนุมคัดค้านไม่เห็นด้วยที่เราโดนเลิกจ้าง ก็โดนเลิกจ้างด้วย คราวนี้จึงออกมาชุมนุมประท้วงกันอีกรอบเมื่อ 28 มิถุนายน 2552 ยุติ 28 กุมภาพันธ์ 2553 นานถึง 8 เดือนแต่ปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้

ต่อมาเมื่อ 12 มีนาคม 2553 "คนเสื้อแดง" เคลื่อนขบวน คราวนี้คนงานส่วนใหญ่ก็เลยไปร่วม ไม่ว่าจะที่ผ่านฟ้าหรือราชประสงค์ด้วยเห็นตรงกันในประเด็นเรื่องให้รัฐบาล ยุบสภา เพราะแก้ปัญหาบ้านเมือง และปัญหาที่เราประสบอยู่ไม่ได้แล้ว

- กลายมาเป็นคนเสื้อแดง?

เห็น ตรงกันเรื่องยุบสภา และอีกเรื่องหนึ่งคือไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งเคยออกมาต่อต้านกันตั้งแต่แรก แต่ถ้าจะบอกว่าเป็นคนเสื้อแดงมั้ย บอกได้ว่าเป็น "คนเสื้อแดงเต็มตัว" เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 เพราะตอนนั้นอยู่ที่คอกวัว เห็นเหตุการณ์สลายการชุมนุมหรือที่เรียกว่า "ขอพื้นที่คืน" กับตา เห็นคนเสียชีวิต รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว น้ำตาไหลเลยนะตอนนั้น มันไม่ยุติธรรมเลยที่รัฐบาลจะทำกับประชาชนในประเทศของตนเองแบบนี้ ประกาศกับตัวเองเลย "จะเป็นคนเสื้อแดง" แต่ไม่ใช่เสื้อแดงที่เชียร์ทักษิณนะ

เป็น คนหนึ่งที่ไม่พอใจกับเรื่องนี้เลยต้องลุกขึ้นสู้ จากวันนั้นเป็นต้นมาอยู่กับคนเสื้อแดงตลอด วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ก็ทำเวทีอยู่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพราะเข้าไปราชประสงค์ไม่ได้ รู้สึกว่าจะเป็นเวทีสุดท้ายที่ถูกปิด ประมาณบ่าย 3-4 โมง พอทราบว่ามีคนตาย คนบาดเจ็บ และคนถูกจับเป็นจำนวนมาก รู้สึกหดหู่ โกรธแค้นมาก

- แล้วตอนช่วงที่มีม็อบพันธมิตรฯ อยู่ไหน?

ก่อน เกิดรัฐประหารที่มีม็อบพันธมิตรฯก็เคยไปฟัง แต่ว่าฟังแล้วได้ข้อสรุปว่าเขาไม่ได้พูดเรื่องเรา ก็เลยไม่ได้เข้าร่วม เวลามีประเด็นเรื่องค่าจ้าง เรื่องอะไรต่างๆ ที่มีผลกับพวกเราก็เคลื่อนไหวกันเอง คือสิ่งที่พันธมิตรฯพูดไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตของคนงานดีขึ้น ยิ่งพอมีเรื่องมาตรา 7 มีเหตุการณ์รัฐประหาร ยิ่งไม่ใช่เลย

- "ดีแต่พูด" เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ตอน นั้นได้รับเชิญไปพูดเนื่องในโอกาส 100 ปีวันสตรีสากล ซึ่งโดยกำหนดเดิมแล้วจะต้องขึ้นเวทีร่วมกับวิทยากรอีกประมาณ 6-7 คน หนึ่งในนั้นก็คือคุณอภิสิทธิ์ แต่ตอนหลังเขาขอเปลี่ยนให้พวกเราพูดกันก่อน เขาขอปาฐกถาคนเดียว

คำว่า "ดีแต่พูด" เกิดขึ้นตอนกลางคืนที่เราหาข้อมูล สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์เคยพูดไว้เกี่ยวเรื่องผู้หญิง พบว่า สิ่งที่เขาเคยพูดต่างๆ เช่น การชะลอการเลิกจ้าง การปรับการเลิกจ้าง หรือเรื่องทางการเมืองก็พูดเยอะ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจริง มีความคิดเกิดขึ้นตอนนั้นว่า "เอ๊ะ! นี่ดีแต่พูดนี่นา" ตอนเช้าวันนั้นก็เลยพรินต์ใส่กระดาษเอ 4 มา 3 แผ่น ตั้งใจไว้ว่าจะชูตอนที่อยู่บนเวทีเดียวกับเขา แต่ตอนหลังเมื่อกำหนดการเปลี่ยน ก็เลยเป็นอย่างที่เห็นในโทรทัศน์ คืออยู่ข้างล่างเวที แล้วชูป้ายตอนที่เขาพูด

- ช่วงหาเสียงที่ผ่านมา "ดีแต่พูด" ถูกใช้เพื่อต่อต้านคุณอภิสิทธิ์อย่างแพร่หลาย?

คิด ว่าไม่ใช่การเลียนแบบ คนที่เอาไปใช้ย่อมต้องยั้งคิด ไตร่ตรองมาก่อนแล้วจนได้บทสรุปว่าจะทำหรือไม่ทำ เชื่อว่าถ้าลองไปถามว่า อะไรทำให้คุณชูป้ายอภิสิทธิ์ดีแต่พูด เชื่อว่าเขาตอบได้อย่างมีเหตุผล

และ ก็ไม่ใช่แค่คุณอภิสิทธิ์คนเดียว แต่เตือนถึงนักการเมืองทุกคนด้วยว่า อย่าดีแต่พูดนะ เพราะทุกวันนี้สามารถตรวจสอบกันได้ ไม่ใช่แค่นึกอยากได้เสียงเขา ยกมือไหว้ โฆษณา แล้วพอได้ก็ปล่อยปละละเลย

การ เมืองวันนี้ต่างจากอดีต ทุกอย่างที่คุณพูดถูกบันทึก มีหูทิพย์ตาทิพย์หมดแล้ว อยู่ซีกโลกหนึ่งก็มองเห็นคนอีกซีกโลกหนึ่งได้ พูดอะไรกับใครในที่ลับก็อาจถูกเอามาเผยแพร่ได้ ความลับไม่มีในโลกมันเป็นเรื่องจริงแล้ว

- เรื่องที่คุณถูกขุดคุ้ยว่าสนิทกับคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข และรับเงิน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร?

เป็น สูตรสำเร็จ จะดิสเครดิตใครสักคนก็ต้องหยิบเรื่องแบบนี้มาพูด ไม่มีอุดมการณ์-รับเงิน ไม่ก็เรื่องชู้สาว ไม่แปลกใจอะไรที่จะโดน แต่อยากจะบอกว่า คนต้องเลิกที่จะเชื่อเรื่องพวกนี้สักที และถ้ามันเป็นเรื่องจริงก็ไม่น่าแปลกใจ การที่ใครจะรับเงิน การที่ใครจะมีสัมพันธ์กับใครก็เรื่องของเขา ดูที่การกระทำดีกว่า ว่าสิ่งที่เขาทำไปเกิดประโยชน์กับสังคมแค่ไหน เพราะการกระทำบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องรับเงิน ไม่ใช่เรื่องชู้สาว แต่เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำก็มีเยอะแยะ แต่ยืนยันว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่มีเรื่องเหล่านี้ ไม่มีเรื่องเงินของคุณทักษิณ เรื่องชู้สาวกับคุณสมยศก็ไม่มี

- ครอบครัวตอนนี้?

แต่ง งานแล้วและเลิกแล้ว (ยิ้ม) มีลูก 2 คน ไม่อยากเปิดเผย เพราะจะทำให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างลำบาก ที่บ้านตอนนี้ก็มีหลายสี อย่างพ่อซึ่งไม่เข้าใจ ก็เคยบอกว่า เป็นลูกน้องทักษิณแล้วตกงาน สมน้ำหน้า ส่วนพี่สาวซึ่งเป็นเสื้อแดงก็บอกว่า ถ้าพ่อพูดมากจะให้พ่อไปอยู่หมู่บ้านเสื้อเหลืองหน้าทำเนียบ (หัวเราะ)

- ทุกวันนี้ทำงานอะไร?

พอ ถูกเลิกจ้าง ทางสหภาพฯจ้างให้เป็นเจ้าหน้าที่ คอยให้คำปรึกษาทุกเรื่อง ช่วยวางแผนการทำงาน ทำหนังสือเข้า-ออก หาข้อมูล ข่าวสารให้กับสหภาพฯ รับเงินเดือนจากสหภาพฯ เดือนละ 9,500 บาท และอีกหน้าที่หนึ่งคือ เป็นผู้ประสานงาน "ไทร์ อาร์ม (Try Arm)" คือกลุ่มคนงานที่ถูกเลิกจ้างแล้วมาผลิตสินค้าจำหน่าย มีหน้าที่ซื้อผ้า ออกแบบ ดูการตลาด ฯลฯ ได้ค่าจ้างจากตรงนี้วันละ 300 บาท มีรายได้จาก 2 ทางเท่านี้ ไม่ได้รับเงินทักษิณ

- ดีแต่พูด" ทำให้อภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้ง?

เชื่อ ว่ามีส่วน เพราะทำให้คนได้ไตร่ตรองนโยบายต่างๆ มากขึ้น อย่างในเฟซบุ๊กของตัวเองก็มีคนมาบอกว่า เมื่อก่อนเลือกพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด พอมาได้ยินเรื่อง "ดีแต่พูด" ทำให้ได้ฉุกคิด กรณีคำนี้ไม่ใช่เฉพาะกับคุณอภิสิทธิ์เท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงพรรคประชาธิปัตย์ด้วย เพราะอย่างที่เรารู้กันดี หลายคนในพรรคนี้ก็มีทีท่าแบบนี้ คือเป็นคนที่มีวาทศิลป์ดี

"ดีแต่พูด" เมื่อแพร่หลาย ก็น่าจะทำให้คนได้คิดมากขึ้นก่อนตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหน

- ว่าที่นายก และบทบาทเรื่องการพูดต่อสาธาณะควรเป็นอย่างไร?

อย่าง ที่บอกว่า "ดีแต่พูด" ใช้ได้กับทุกคน ต่อไปถ้าคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี พูดอะไรออกมาแล้วไม่รักษาคำพูด ก็โดนเหมือนกัน เชื่อว่าก็มีคนอยากที่จะใช้คำนี้กับเธอ ซึ่งต่อไปคงต้องระมัดระวังในการพูดมากขึ้น ส่วนว่าจะพูดบ่อยแค่ไหน นั่นก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเอง แต่ที่อยากเสนอก็คือ การที่นายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นองคมนตรี ผู้นำเหล่าทัพ ฯลฯ จะพูดอะไรต่อสาธารณะ ควรมีการเห็นชอบจากทุกฝ่าย

"เพราะคำพูดของผู้มีอำนาจนั้นนำมาซึ่งความรับผิดชอบ และการนำไปปฏิบัติ"



หน้า 17,มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม 2554

วิกฤต"ดอกเตอร์"ขาดตลาด มหาวิทยาลัยเกิดใหม่อื้อ ตั้งเป้า10ปีผลิตปริญญาเอก 15,000 คน

ที่มา มติชน

นาย สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้มีการขยายตัวของสถาบันอุดมศึกษาโดยก่อตั้งขึ้นมาใหม่จำนวนมาก ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ขณะที่จำนวนอาจารย์และนักวิชาการระดับศาสตราจารย์ (ศ.) และรองศาสตราจารย์ (รศ.) ที่สอนในสาขาต่างๆ ยังคงมีจำนวนเท่าเดิม ไม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาจารย์ระดับปริญญาเอกที่กำลังขาดแคลนอย่างหนัก ดังนั้น มหาวิทยาลัยเกิดใหม่จึงต้องใช้ผู้ที่จบปริญญาโทมาสอนแทน

"แต่ ขณะนี้เราต้องการให้สถาบันอุดมศึกษาเน้นเรื่องการทำวิจัยเพื่อพัฒนา ประเทศ ซึ่งผู้ที่จบปริญญาโทยังไม่มีความชำนาญเพียงพอ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังนั้น ในอีก 10 ปีข้างหน้า ต้องเร่งผลิตอาจารย์ระดับปริญญาเอกให้ได้ถึง 15,000 คน ถึงจะเพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะในสายมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ที่แม้จะให้ทุนนักศึกษาปริญญาโท เพื่อเรียนต่อปริญญาเอก ก็ยังหาคนมาเรียนยาก เพราะคนเก่งๆ ที่จะเรียนต่อในระดับปริญญาเอกทางด้านนี้มีน้อย" นายสุเมธกล่าว

ขณะ ที่นายประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ในการประเมินคุณภาพภายในของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กำหนดตัวชี้วัดเรื่องจำนวนคณาจารย์ที่ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ระดับอาจารย์ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.), รศ. และ ศ. โดยตามเป้าหมายหากสถาบันอุดมศึกษาจะมีคุณภาพควรมีจำนวนอาจารย์ไม่เกิน 30% และมีอาจารย์ที่มีตำแหน่งทางวิชาการระดับ ผศ., รศ., และ ศ.ไม่น้อยกว่า 70%

ประธาน ทปอ.กล่าวว่า ข้อมูลจำนวนอาจารย์ของทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2554 พบว่า ปัจจุบันมีอาจารย์ทั้งหมด 50,798 คน แบ่งเป็นอาจารย์ 33,503 คน, ผศ. จำนวน 11,174 คน, ผศ.พิเศษ จำนวน 25 คน, รศ. จำนวน 5,570 คน, รศ.พิเศษ จำนวน 30 คน, ศ. จำนวน 439 คน, ศ.(ระดับ 11) จำนวน 50 คน และ ศ.พิเศษ จำนวน 9 คน ซึ่งหากดูเฉพาะมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติทั้ง 9 แห่ง ซึ่งถือเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ กลับพบว่ามีอาจารย์ปกติมากกว่าอาจารย์ที่ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีอาจารย์ 37.71% ของอาจารย์ทั้งมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) 47% มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) 43.55% มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) 48.36% มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) 58.66% มทส. 49.15% มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) 46% มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) 56.11% และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) 40.73% ขณะที่จำนวนอาจารย์ที่ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ มีดังนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ที่ 3.54% ของอาจารย์ทั้งมหาวิทยาลัย มธ. 1.83% มม. 4.34% มจธ. 1.5% มก. 1.25% มทส. 3.06% มช. 0.22% มอ. 0.65% และ มข. 0.13%

จากจำนวนตัวเลขจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ดำรง ตำแหน่งทางวิชาการในบ้านเรา ยังถือว่าขาดแคลนอีกจำนวนมาก เมื่อเทียบกับความต้องการสร้างงานวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการสร้างงานวิจัยเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการนั้น มีปัจจัยหลายอย่างเช่น ต้องเป็นงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ ขณะที่งานวิจัยสายสังคมส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องที่ตีพิมพ์ได้เฉพาะในประเทศไทย

ส่วนงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ต้องอาศัยเครื่องมือในการวิจัยที่พร้อมเพียงพอ โดยจากการจัดอันดับของสถาบันเพื่อพัฒนาการจัดการ หรือไอเอ็มดี (International Institute for Management Development:IMD) พบว่า ประเทศไทยยังอ่อนเรื่องเครื่องมือพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการได้ยากขึ้น

อีก ทั้งที่ผ่านมา ยังมีข้อกังวลในเรื่องการลอกผลงานทางวิชาการเพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง โดยเฉพาะในระดับศาสตราจารย์ ซึ่งเรื่องนี้อยากให้ไปตรวจสอบเพราะถือเป็นตำแหน่งที่สำคัญ" นายประสาทกล่าว

ขณะที่ในส่วนของมหาวิทยาลัยเกิดใหม่ เช่น กลุ่ม มรภ.และกลุ่ม มทร. คงต้องใช้เวลาโดยมหาวิทยาลัยเก่าแก่ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มธ. เป็นต้น ต้องเป็นแหล่งช่วยผลิตอาจารย์ที่มีคุณภาพให้กับมหาวิทยาลัยเกิดใหม่

โพลล์ชี้คนไม่พอใจกกต.แขวน2พรรคใหญ่ ให้โอกาส‘ปู’นายกฯหญิง

ที่มา ข่าวสด

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เอแบคโพลล์สำรวจความเห็นประชาชนจากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 2,114 คน ภายหลัง กกต. ยังไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกฯ พบร้อยละ 71.3 ไม่พอใจการไม่ประกาศรับรองดังกล่าว ขณะที่ร้อยละ 54.7 เกรงว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นอีก จากการไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของ 2 แกนนำพรรคใหญ่ดังกล่าว นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 57.8 รู้สึกผิดหวังกับการไม่ประกาศรับรองครั้งนี้ด้วยเช่นกัน โดยร้อยละ 80.4 อยากให้โอกาส น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในการเข้ามาทำหน้าที่นายกฯ หญิงคนแรกของประเทศไทย ขณะที่สัดส่วนของความต้องการเปิดโอกาสให้แกนนำคนเสื้อแดงเข้ามาเป็นรัฐมนตรี หรือไม่นั้น ใกล้เคียงกัน คือ อยากให้โอกาส ร้อยละ 55.3 และไม่ต้องการให้โอกาสร้อยละ 44.7 นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 65.3 ไม่เห็นด้วยกับการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากหวั่นเกรงว่า จะเกิดการต่อต้าน และอาจบานปลายกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งได้อีกครั้ง

ขณะที่สวนดุสิตโพล สำรวจความเห็นประชาชน 1,567 คน ต่อกรณีที่ กกต. ยังไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแกนนำพรรคใหญ่ และได้จำนวนส.ส.ถึงร้อยละ 95 เพื่อเปิดสภานั้น พบว่า ประชาชนร้อยละ 45.59 มองว่า มีการร้องเรียนมาก กกต. ต้องพิจาณรายละเอียดรอบคอบ ร้อยละ 34.23 มองว่า การประกาศรับรองช้ามีการเมืองเข้าแทรกและมีเบื้องหลัง และร้อยละ 20.18 หวั่นว่าจะเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรไม่ทันตามกำหนดเวลา

ส่วนประชาชนคิดอย่างไรกับการที่ กกต. ยังไม่รับรอง แกนนำพรรคใหญ่ 2 พรรคนั้น เกี่ยวกับ นายอภิสิทธิ์ ประชาชนร้อยละ 48.61 มองว่า ควรพิจารณาตามข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และเกี่ยวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ร้อยละ 44.27 มองว่า กกต. ควรพิจารณาอย่างยุติธรรมตามข้อเท็จจริง โดยประชาชนร้อยละ 36.63 ไม่กังวลปัญหาเปิดประชุมสภาฯไม่ทันตามกฎหมาย เนื่องจากมั่นใจใน กกต. ว่าจะทำงานได้ทันตามกำหนด ส่วนทางออกที่ดีที่สุดของ กกต. ประชาชนร้อยละ 46.29 เห็นว่า ควรให้การรับรองไปก่อน เพื่อเปิดประชุมสภาฯ และค่อยดำเนินการทางกฎหมายตรวจสอบต่อไปภายหลัง

เพื่อไทย ยุทธศาสตร์รายภาค กับเลือกตั้ง 54

ที่มา Voice TV









ผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในเเต่ละพื้นที่ หากเเบ่งเป็นรายภาค พรรคเพื่อไทย พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ถือว่ามีการขยายฐานเสียงเพิ่มขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงกับกลุ่มฐานเสียงเดิม เเต่พื้นที่จุดอับอย่างภาคใต้ กลับมีที่นั่งลดน้อยลงจนไม่มีที่ยืนให้กับ ส.ส. เลยเเม้เเต่คนเดียว


ทักษิณ "โฟเบีย" กรณี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โรคเก่า กำเริบ

ที่มา มติชน





บรรยากาศทางการเมืองขณะนี้คล้ายกับบรรยากาศทางการเมืองในห้วงหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนมกราคม 2544 อย่างมิได้นัดหมาย

เป็นบรรยากาศแห่งการตรวจสอบอันเข้มข้น

คงจำกันได้ว่าก่อนการเลือกตั้งวันที่ 6 มกราคม 2544 เพียง 2 สัปดาห์ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็ออกคำวินิจฉัยความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

กรณี "ปกปิด" บัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน

การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยที่มีพื้นฐาน ส.ส. 248 จาก 500 เสียง จึงเป็นการจัดตั้งรัฐบาลบนรากฐานแห่งความไม่แน่นอน

เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในทิศทางเดียวกับ ป.ป.ช.ก็จอด

ขณะเดียวกัน บรรยากาศที่ร้อนแรงเป็นอย่างยิ่งจากเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม 2544 คือ บรรยากาศแห่งการ วิพากษ์แนวนโยบาย "คิดใหม่ ทำใหม่" ของพรรคไทยรักไทย

ไม่มีใครเชื่อว่า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคจะทำได้

ไม่มีใครเชื่อว่า โครงการพักการชำระหนี้ โครงการกองทุนหมู่บ้าน จะทำได้

คำถามจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็น นายชวน หลีกภัย ไม่ว่าจะเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือ จะเอาเงินจากไหน

เป็นคำถามเดียวกันกับที่มีต่อนโยบายพรรคเพื่อไทยในเดือนกรกฎาคม 2554



จากเดือนมกราคม 2544 มาถึงเดือนกรกฎาคม 2554 ไม่มีใครสงสัยต่อโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค อีกแล้ว

เพราะทุกพรรคการเมืองล้วนสมาทานโครงการนี้ราวกับเป็นของตนเอง

ยิ่ง โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง หากใครติดตามการเขียนนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน

ไม่เว้นแม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์

ก็จะประจักษ์ในความวิลิศมาหรา ก็จะประจักษ์ว่าทุกพรรคการเมืองล้วนยอมรับว่าแนวทางประชานิยม คือ การสร้างความนิยม

เพียงแต่ประชาชนเชื่อนโยบายพรรคเพื่อไทยมากกว่า

เพราะ ความเชื่อมั่นพรรคเพื่อไทย จึงทำให้พรรคการเมืองนี้ได้คะแนนในแบบบัญชีรายชื่อมากถึง 15 ล้านเสียง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ 11 ล้านเสียง ขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้ 1 ล้านกว่าเสียง

ในที่สุดแล้ว คือ เชื่อมั่นต่อพรรคไทยรักไทย เชื่อมั่นต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร



ความหวาดหวั่นประการหนึ่งอันเป็นความรู้สึกร่วมของขบวนการที่ต้านพรรคไทยรักไทย ต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อแปรมาเป็นพรรคเพื่อไทยคือ

ความหวาดหวั่นว่า พรรคเพื่อไทยจะเดินไปในทางสายเดียวกับพรรคไทยรักไทย

นั่น ก็คือ ความสำเร็จของพรรคไทยรักไทยในห้วงเพียง 6 เดือนแรกของการเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 ทำให้แม้กระทั่ง นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว ก็ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

น่าสนใจก็ตรงที่ทั้ง นพ.ประเวศ วะสี และเจ้าสัวระดับ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ก็ออกมาหนุนให้รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินหน้าบริหารบ้านเมืองต่อไป

เพราะ เกิดความหวาดหวั่นว่าความสำเร็จของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2544 จะถ่ายโอนมาเป็นความสำเร็จของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยการขับเคลื่อนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงได้เกิดบรรยากาศแห่งการเตะสกัดขา

เตะสกัดขาผ่านกระบวนการวินิจฉัยของ กกต.

เตะ สกัดขาผ่านกระบวนการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผ่านกระบวนการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ก.ล.ต. และที่สุดก็เข้าสู่กระบวนการของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง และเข้าสู่กระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ

เจตนาคือการทำแท้งก่อนคลอด



หากจับกระแสการเคลื่อนไหวอันเผยแสดงตัวตนออกมาอย่างเด่นชัด เปิดเผย ก็จะประจักษ์

ประจักษ์ในความวิตก ประจักษ์ในความหวาดกลัว กระทั่ง พยายามจะดึงบทเรียนและผลพวงของรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 กลับมาอีกครั้ง

ทั้งๆ ที่รู้เป็นอย่างดีว่านั่นไม่เพียงท้าทายพรรคเพื่อไทย หากแต่ยังท้าทายประชาชนด้วย

วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7535 ข่าวสดรายวัน ปู-พท.ระทึก ฝ่าด่าน"กกต."

ที่มา ข่าวสด




การเมืองไทยถูกผลักเข้าสู่บรรยากาศความไม่แน่นอนอีกครั้ง

เมื่อ ที่ประชุม กกต.มีมติรับรองผลเลือกตั้งส.ส.ทั้ง 2 ระบบ"ล็อตแรก"รวมกันแค่ 358 คน จากทั้งหมด 500 คน แยกเป็นรับรองส.ส.เขต 249 ยังไม่รับ รอง 126 คน รับรองส.ส.บัญชีรายชื่อ 109 คน ยังไม่รับรอง 16 คน

ในจำนวนนี้มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกฯหญิงคนแรกรวมอยู่ด้วย หลังจากนำพาพรรคเพื่อไทยชนะเลือก ตั้งถล่มทลาย 265 ที่นั่ง ภายใต้เสียงสนับสนุนจากประชาชนกว่า 15 ล้านคะแนนเสียง

ตามที่กก ต.ระบุ น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกร้องคัดค้าน 2 เรื่อง คือ การนำญาติพี่น้องผู้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองมาขึ้นรถขบวนแห่หาเสียง กับการขึ้นป้าย "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ"

นอกจากนี้ ยังมีว่าที่ส.ส.ที่เป็นแกนนำ นปช. ถูกแขวนยกแผง อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, พ.อ. อภิวันท์ วิริยะชัย, น.พ.เหวง โตจิราการ, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง และ นายวิเชียร ขาวขำ ซึ่งถูกคัดค้านคุณสมบัติเนื่องจากถูกคุมขังโดยคำสั่งศาล

และ แม้ในรายชื่อที่ถูกแขวนจะกระจัด กระจายหลายพรรค ทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ จากพรรคประชาธิปัตย์ นายชัย ชิดชอบ อดีต ประธานรัฐสภา จากพรรคภูมิใจไทย

แต่ จุดที่อาจทำให้บรรยากาศการ เมืองที่คลี่คลายลงหลังการเลือกตั้ง 3 ก.ค. เขม็งเกลียวขึ้นมาอีกระลอก ยังเป็น ในส่วนของการแขวนน.ส.ยิ่งลักษณ์ และแกน นำนปช.

ซึ่งไม่เพียงเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์เกือบทุกแวดวง ในสังคม ไทย แม้แต่สื่อต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ ต่างให้ความสนใจกับความไม่แน่นอนทางการเมืองไทยขณะนี้เช่นกัน ว่าสุดท้ายแล้วจะลงเอยอย่างไร

ระหว่างที่ประชาชนกำลังใจจดจ่อรอรัฐบาลใหม่เข้ามาเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศ

สํา นักข่าวรอยเตอร์วิเคราะห์ว่า ถึงแม้การเลือกตั้งใหม่จะผ่านพ้นไปแต่รัฐบาลชุดใหม่ยังไม่สามารถจัดตั้งได้ เนื่องจากการต่อสู้ของพรรคที่แพ้เลือกตั้ง

ทำให้หวั่นเกรงจะนำมาซึ่งความรุนแรงบนท้องถนนครั้งใหม่

ส่วน สำนักข่าวเอพีระบุ การไม่รับรองการเป็น ส.ส.ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจก่อให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่บนท้องถนนจากกลุ่มผู้สนับสนุน และจุดชนวนกระแสการเมืองระส่ำรอบใหม่ในไทย ซึ่งที่ผ่านมาได้กลายเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยเปราะบาง

ด้าน นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัย แห่งชาติสิงคโปร์ แสดงทัศนะว่า

กกต.กำลังเริ่ม"การรัฐประหารทางกฎหมาย" รอบใหม่ กับกลุ่มผู้สนับสนุน"ทักษิณ"

และ ถือเป็นความพยายามหลังการเลือกตั้งที่จะขัดขวางไม่ให้พรรคเพื่อไทยขึ้นสู่ อำนาจ และความเคลื่อนไหวนี้อย่างน้อยที่สุดจะทำให้เกิดกระแสไม่ยอมรับจากกลุ่มสนับ สนุนพรรคเพื่อไทย และอาจจบลงด้วยวิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อของเมืองไทย

นาย แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญไทยศึกษา มหาวิทยาลัยออสเตรเลีย มองสถานการณ์ช่วงนี้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องระมัดระวังการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อจากนี้

ส่วนอีกฝ่ายต้องคิดให้ดี เพราะการโจมตีน.ส.ยิ่งลักษณ์มากไปอาจกระตุ้นให้ประเทศเข้าสู่ช่วงวิกฤต

ขณะที่ นายพินัก รันจัน จักราวาติ เอกอัครราชทูตอินเดีย แสดงความเห็นระหว่างการเข้าพบน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า

กกต.ของอินเดียไม่มีอำนาจมากเท่ากับกกต.ของไทย เพราะถ้ามีเรื่องร้องเรียนหลังการเลือกตั้ง ที่อินเดียจะไปร้องต่อศาล

"ไทย เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีการสอบสวนโดยกกต. ซึ่งอาจทำให้เกิดช่องว่างในช่วงรอยต่อระหว่างการเลือกตั้ง ไปจนถึงการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และทำให้เกิดความหวั่นไหวในประเทศ"

ถึงแม้น.ส.ยิ่งลักษณ์ พยายาม เก็บอาการภายหลังต้องปะทะกับมรสุมการเมืองลูกใหม่ แต่เชื่อว่าในใจลึกๆ แล้วไม่ว่าเป็นใครก็ต้องหวั่นไหว

เนื่อง จากสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้สอด คล้องกับกระแสข่าวที่มีมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้วว่า ถึงอย่างไรฝ่ายตรงข้ามคงต้องมีแผนสกัดกั้นพรรคเพื่อไทยทุกวิถีทาง

ขณะ ที่ กกต.เองก็ถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของ "ไพ่อีกใบ" ที่จะถูกทิ้งลงมาหลังการเลือกตั้ง เพื่อเตะตัดไม่ให้พรรคเพื่อไทยเข้าสู่อำนาจได้โดยง่าย

แล้วก็เป็นไป ตามคาด จากจำนวน ว่าที่ส.ส.เขตที่โดนแขวน 126 คน กกต.มีมติสั่งจัดเลือกตั้งใหม่ในเขต 2 หนองคาย ชักใบเหลืองแรกให้นายสมคิด บาลไธสง จากพรรคเพื่อไทย ข้อหาขนคนไปฟังการปราศรัย

อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมที่ กกต.สั่งแขวนทั้ง "ยิ่งลักษณ์-อภิสิทธิ์" ก็ทำให้เกิดการตีความไปได้หลายทางเช่นกัน

บ้างก็ว่าเป็นการทำหน้าที่ปกติของ กกต.ตามกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจไว้ แต่สุดท้ายก็น่าจะปล่อยรอดเข้าสภาทั้งคู่

โดย เฉพาะในรายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ กกต.คงไม่กล้าหักหาญเจตนารมณ์ ของประชาชนจำนวนมากกว่า 15 ล้านเสียงทั่วประเทศ ที่ได้แสดงออกอย่าง"เด็ดขาด" ผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค.

แต่ อีกข้อสันนิษฐานที่หวั่นๆ กันอยู่และยังตัดทิ้งไปไม่ได้คือ ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับ "ใบสั่งที่มองไม่เห็น" ที่ใช้กรณีการแขวนนายอภิสิทธิ์ เป็นฉากบังหน้าหลบภาพสองมาตรฐาน

ขณะที่เป้าหมายจริงอยู่ตรงน.ส.ยิ่งลักษณ์และแกนนำนปช. ที่จะปล่อยให้เข้าสภาไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดมหกรรม "เช็กบิล" กันขนานใหญ่

หรือไม่ก็เป็นการทำไปเพื่อ"ต่อรอง"บางอย่าง เช่น ปล่อยเฉพาะน.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ไม่ปล่อยแกนนำนปช. เป็นต้น

เหล่า นี้คือเครื่องยืนยันว่า ถึงการต่อสู้ในสนามเลือกตั้งจะจบไปแล้วด้วยชัยชนะของพรรคเพื่อไทย แต่การต่อสู้ทางการเมืองในทางลึกยังดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น

บ่งบอกถึงเส้นทางของ "ยิ่งลักษณ์" ในอนาคต ไม่ราบเรียบเหมือนตอนเลือกตั้งแน่นอน

กระแสสังคมถล่ม เปิดรายงานกก.สิทธิ์ อุ้มรัฐบาล"อภิสิทธิ์" ไม่ผิด-คดีม็อบ91ศพ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ แฟ้มคดี



แม้ จะแสดงออกชัดเจนมาตั้งแต่แรกว่ายืนหยัดอยู่เคียงข้างฝ่ายรัฐบาล แต่สังคมคงคาดไม่ถึงกับบทสรุปของ "คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ" (กสม.) ที่มี นางอมรา พงศาพิชญ์ เป็นประธาน เกี่ยวกับรายงานหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช. เมื่อปี 2553

ที่คาด ไม่ถึงเพราะรายงานของกสม. อุ้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าไม่ต้องรับผิดชอบอะไรกับการตายถึง 91 ศพ และบาดเจ็บกว่า 2 พันคนในการส่งกำลังทหารพร้อมอาวุธหนักครบมือออกมาสลายการชุมนุม

ส่วนนปช.และ"ชายชุดดำ"นั้น คือตัวการความรุนแรงในรายงานของกสม.

รายงานกสม.-ช็อกสังคม

แต่เดิมกสม.เตรียมแถลงรายงานการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ระหว่างวันที่ 12 มีนาคม-19 พฤษภาคม 2553 ในวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ก่อนประกาศเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด

อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับดังกล่าวหลุดออกมาสู่สาธารณชน และสร้างความตื่นตะลึงไปทั่ว เพราะโดยสรุปกสม.เห็นว่ารัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบอะไรกับการตายของบุคคลจำนวน มากที่มาชุมนุมทางการเมือง!??

รายงานดังกล่าวเป็นผลในการประชุมเมื่อ วันที่ 6 กรกฎาคม มีทั้งหมด 9 กรณี ที่สำคัญ อาทิ เหตุการณ์ในวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่เกิดการปะทะอย่างรุนแรงบริเวณถ.ราชดำเนิน ได้ข้อสรุปว่าผู้ชุมนุมกระทำเกินกว่าการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แม้เป็นไปโดยสงบ การที่รัฐบาลขอคืนพื้นที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากลุ่มนปช.ต่อต้าน และขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ

"ทั้งยังมีกลุ่มชายชุดดำติดอาวุธปะปนอยู่กับผู้ชุมนุมอีก ถือว่าเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนที่มีอาวุธเป็นกระบวนการที่พร้อมใช้อาวุธและความ รุนแรงได้ตลอดเวลา ดังนั้น จึงมิใช่การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ"

"การขอคืนพื้นที่เมื่อวันที่ 10 เมษายน เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนทั่วไป รัฐบาลดำเนินการไปตามมาตรการที่ได้ประกาศไว้ก่อนจริง เป็นการกระทำจากเบาไปหาหนัก จึงเป็นการกระทำภายใต้กฎหมายที่ให้อำนาจไว้ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ เกินกว่าเหตุ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับฝ่ายผู้ชุมนุมที่มีอาวุธ และผู้สนับสนุนที่มีอาวุธสงคราม"

6ศพวัดปทุมฯ-ถูกลากเข้าวัด

รายงานข่าวแจ้งต่อว่าส่วนเหตุการณ์มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากระเบิดเอ็ม 79 ที่แยกศาลาแดง เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553 จากการสอบถามจากพยานบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุ 21 คน และพยานเอกสาร สรุปว่าการชุมนุมของนปช.เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ ใช้ความรุนแรงโดยระเบิดเอ็ม 79 ทั้ง 5 ลูก ถูกยิงมาจากทิศทางที่กลุ่มนปช. ชุมนุม มีการวางแผนจุดพลุ ตะไล และประทัด เพื่อบิดเบือนการยิงระเบิดเอ็ม 79

ขณะที่เหตุการณ์บริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2553 คณะกรรมการสิทธิฯ เห็นว่าทหารเสียชีวิตจากอาวุธปืน ประชาชนและทหารจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ ถือว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนทั่วไป และทหารที่เสียชีวิตแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าฝ่ายใดเป็นผู้กระทำ

รายงานของคณะกรรมการสิทธิฯ ระบุอีกว่า สำหรับเหตุการณ์ในวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2553 รวมทั้งเหตุการณ์ต่อเนื่องเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และอาคารต่างๆ สรุปว่า นปช.ชุมนุมไม่สงบและมีอาวุธปืน มีกลุ่มบุคคลติดอาวุธแฝงตัวอยู่ในกลุ่ม ส่วนมาตรการกระชับพื้นที่สี่แยกราชประสงค์และบริเวณโดยรอบนั้น เห็นว่าเป็นกรณีที่รัฐบาลกำหนดขึ้น โดยความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ของพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบถึงประชาชน ผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่รัฐ ผลที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งย่อมเป็นไปได้ว่ามาจากการกระทำของฝ่ายเจ้าหน้าที่

"ส่วนกรณี 6 ศพในวัดปทุมวนาราม วันที่ 19-20 พฤษภาคม 2553 นั้น การรวบรวมหลักฐานในชั้นนี้ ไม่มีพยานยืนยันว่าใคร ฝ่ายใดเป็นผู้ยิงทั้ง 6 ศพ และผู้เสียชีวิตบางรายได้ความว่าเป็นการเสียชีวิตนอกวัด บางศพไม่รู้ว่าเสียชีวิต บริเวณใด แต่ทั้งหมดถูกเคลื่อนย้ายมาไว้ในวัด กรณีที่เกิดขึ้นรัฐบาลไม่อาจปฏิเสธการเยียวยาชดใช้ความเสียหาย และควรสืบสวนหาข้อเท็จจริง และหาผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี

รุมสับกสม.ใส่ร้ายคนตาย

ทันทีที่รายงานฉบับนี้เล็ดลอดออกมา กสม.กลายเป็นโจ๊กโดนระเบิด เพราะใคร ก็ไม่คาดคิดว่ากสม.ซึ่งมีหน้าที่หลักดูแลคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กลับเห็นชอบที่รัฐบาลส่งทหารออกมาปราบปรามประชาชนจนตาย-เจ็บเกลื่อนเมือง หลวง

นายนที สรวารี นายกสมาคมสร้างสรรค์อิสรชน และแกนนำกลุ่มอาทิตย์ซาบซึ้ง กล่าวว่า การนำเอาผลสอบออกมาช่วงนี้กสม.ต้องการอะไร ซึ่งผิดหลักสิทธิมนุษยชนสากลมาก กสม.ควรเป็นกลาง แต่กลับมาพูดใส่ร้ายและทับถมผู้ตายรวมทั้งคนเจ็บซ้ำอีก โดยพูดเอื้อหรือสนับสนุนการกระทำของรัฐต่อเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่าถูกต้อง กสม.ก็ไม่เคยปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน จึงขอเรียกร้องให้กสม.ทั้งคณะลาออกทั้งหมด

นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานนปช. กล่าวว่า คณะกรรมการสิทธิฯ ชุดนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด ไม่เว้นแต่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสากล ถามว่าที่ผ่านมามีคนตายมากมาย เกิดการรัฐประหาร ตรงนั้นทำไมกสม.ไม่ออกมา ไปอยู่ที่ไหน ไม่ทราบว่าจะออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ทำไม

น.ส.จิตรา คชเดช ผู้ประสานงานกลุ่มคนงานไทรอาร์ม และอดีตประธานสหภาพไทรอัมพ์ ซึ่งเป็นบุคคลแรกที่ใช้วิธีชูป้าย "ดีแต่พูด" ประท้วงนายอภิสิทธิ์ ก็ทนไม่ไหวต้องออกมาเคลื่อนไหว ยื่นหนังสือถึงนางอมรา

"การจัดทำ รายงานฉบับนี้ไม่ได้ยึดหลักกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมือง และยังส่งเสริมให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับประชาชน กสม.ยังให้ความชอบธรรมในการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นำทหารและอาวุธเข้ามาปฏิบัติการกับผู้ชุมนุม"

นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชนฮิวแมนไรต์ วอตช์ มองว่าผลสรุปที่กสม.ระบุว่าเป็นการชุมนุมโดยผิดกฎหมาย อาจจะเป็นบรรทัดฐานต่อไปถึงรัฐบาลในอนาคต หากในอนาคตมีการชุมนุมอีกรัฐบาลก็อาจจะยึดหลักดังกล่าว จึงมีคำถามว่ารัฐจะใช้อำนาจตามใจชอบได้หรือไม่

นายสุณัยกล่าวต่อว่า เหตุการณ์ที่ราชประสงค์รัฐประกาศว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีผู้ก่อการร้ายปะปนอยู่ และประกาศเขตใช้กระสุนจริง ทั้งที่ในหลักการปฏิบัติสากลแล้ว จะต้องแยกแยะระหว่างพลเรือนกับทหาร ไม่ใช่ใครที่เดินเข้าไปในพื้นที่แล้วจะอาจถูกยิงได้ กรณีนี้ผิดเต็มๆ ส่วนกรณีใช้ปืนสไนเปอร์ ก็มีจริงในหลายพื้นที่

แม่-น้องกมนเกดออกโรง

ส่วนคดี 6 ศพวัดปทุมฯ ที่กสม.ระบุว่าถูกยิงด้านนอกแล้วลากศพเข้ามาภายในวัด ทำให้ นายณัทพัช อัคฮาด น้องชาย น.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือ "น้องเกด" อาสาพยาบาลและ 1 ใน 6 ศพที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม ออกมาระบุว่าผลสอบดังกล่าวนี้กสม.จะต้องรับผิดชอบ ต้องออกมาชี้แจงรายละเอียดให้ชัดว่าในแต่ละศพถูกเคลื่อนย้ายมาจากที่ใด ยืนยันว่าผลสอบของกสม.ครั้งนี้ยอมรับไม่ได้

"ผมจะนำผลสรุปของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสากล หรือฮิวแมนไรต์วอตช์ ที่เคยสรุปออกมาว่าการเสียชีวิตของพยาบาลอาสาในวัดปทุมฯ ทั้ง 6 ศพ รวมทั้งประชาชนในพื้นที่การชุมนุมล้วนเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยข้อมูลเหล่านี้จะรวบรวมเพื่อนำไปมอบให้กับกสม.ด้วย"

นายณัทพัชกล่าวอีกว่า วันนั้นคนอยู่ในวัดปทุมวนารามกว่า 1,000 คน ยืนยันได้ว่าทั้ง 6 ศพเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสหน้า วัด หากกรรมการสิทธิฯ ไม่ทราบว่าเป็นทหารคนไหนให้ถามได้ จะบอกให้ทราบว่านายทหารมีกี่คน เป็นใคร สังกัดไหน ได้รับคำสั่งจากใคร ที่กรรมการสิทธิฯ ระบุว่าไม่มีพยานยืนยันว่าใครยิงนั้น หากต้องการพยานมีคนในเหตุการณ์พร้อมมาเป็นพยานจำนวนมาก

น้องชายอาสาพยาบาลเหยื่อกระสุนระบุว่ามีหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอที่พยานในวัด ถ่ายนาทีพี่สาวและเพื่อนๆ ถูกยิง นอนดิ้นทุรนทุรายอยู่ที่พื้นหน้าโต๊ะจ่ายยาภายในเต็นท์ก่อนจะเสียชีวิต คลิปจะเป็นหลักฐานสำคัญที่จะนำมาใช้ยืนยันกับกสม. ว่าน.ส.กมนเกดและผู้เสียชีวิตคนอื่นๆ ไม่ได้ถูกลากมาจากนอกวัด ตามที่กสม.เข้าใจ

ส่วนนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาน.ส.กมนเกด ระบุว่า ไม่เคยคาดหวังกับการทำงานของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดนี้ เพราะขนาดมีคนตายกลางกทม.แท้ๆ แต่ไม่เคยเรียกร้องสิทธิให้คนตาย ไม่เคยนำเสนอว่ามีความเป็นห่วงประชาชนอย่างแท้จริง แต่กลับออกมาโอบอุ้มเห็นดีด้วยกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์

กสม.อ้างรายงานไม่สมบูรณ์

หลังโดนไล่ถล่มจากผู้เกี่ยวข้อง และนักวิชาการ ทำให้นางอมรา ประธานกสม.ต้องออกมาชี้แจงทำนองว่ารายงานดังกล่าวไม่ทราบหลุดรอดออกมาได้ อย่างไร เพราะเป็นรายงานที่ยังไม่สมบูรณ์ต้องปรับปรุงแก้ไขในบางตอน!??

อย่างไรก็ตาม มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ากสม.รับข้อมูลด้านเดียวจากฝ่ายรัฐบาล เพราะพยานหรือญาติคนเจ็บ-คนตายแทบไม่เคยได้ไปให้ข้อมูลเลย

ซึ่งหากดูจากรายงานจะพบว่าแทบจะเหมือนกับการแถลงของศอฉ. หรือฝ่ายรัฐบาลไม่มีผิด

จะว่าไปแล้วการสลายการชุมนุมนปช. มาในรูปแบบเดียวกับกรณี 14 ตุลา 16 เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 และพฤษภา 35 เพราะฝ่ายรัฐก็อ้างว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธและใช้ความรุนแรง

ยิ่งกรณีเดือนตุลาทั้ง 2 เหตุการณ์ รัฐบาลกล่าวหาว่านักศึกษาธรรมศาสตร์ ระดมอาวุธซุกซ่อนในห้องใต้ดิน และในตึกโดม แถมมีพวกญวนมาร่วมด้วย

ยังดีที่ผู้มีอำนาจในตอนนี้ไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโตในยุคนั้น รวมทั้งไม่มีกสม.ออกมาโอบอุ้ม

ไม่เช่นนั้นบรรดา"คนเดือนตุลา"และ"คนเดือนพฤษภา"คงกลายเป็นผู้ก่อการร้ายไป หมดแล้ว ส่วนวีรชนที่พลีชีพในเดือนตุลา และพฤษภา 35 ก็คงเป็นแค่คนที่ตายโดยไม่รู้ว่าใครฆ่า!??

ข่าวที่ไม่เป็นข่าวในไทย สื่อเยอรมันตีข่าวหึ่ม

ที่มา Thai E-News

นา ยกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศ จับมือทักทายนางคอร์นีเลีย เพียร์เพอร์ รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศเยอรมนี เพื่อเจรจาให้ถอนอายัดเครื่องบินส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมฯ แต่รัฐบาลเยอรมันยืนกรานว่า ต้องเป็นเรื่องที่ศาลจะพิจารณา(ภาพข่าว:AFP)


โดย ป้าพลอย
ที่มา เวบไทยฟรีนิวส์

หนังสือพิมพ์Süddeutsch Zeitung แฉค่าจอดวันละ650ยูโร

ข่าวใหม่ในหนังสือพิมพ์ ค่าเช่าจอดเครื่องบินลำที่ถูกสั่งห้ามเคลื่อนย้ายนั้นวันละ 650 ยูโร ที่ต้องจ่ายสนามบินMünchen

ข่าว ในหนังสือพิมพ์ Süddeutsche Zeitung ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของเมืองกรุงมิวนิคได้เขียนแฉหลายอย่าง เกี่ยวกับเรื่องนี้ การที่ศาลประเทศเยอรมนีสั่งยึดเครื่องบินของกองทัพอากาศไทย ซึ่งเป็นเครื่องบินพระที่นั่ง ทาง Internationales Schiedsgericht als rechtmässig anerkannt hat.ที่ทางศาลเยอรมนีได้สั่งยึดทรัพย์ ความหมายคือศาลโลกได้เห็นด้วยในกรณีนี้ เนื่องจากรัฐบาลไทยบิดพลิ้วการจ่ายเงินให้บริษัท Walter Bau AG 30 ล้านยูโร

ข่าวภาคภาษาเยอรมัน

Um im Streit um die Pfändung eines Flugzeugs von Thailands Kronprinz durch ein deutsches Gericht die Wogen zu glätten, hat Außenamts-Staatsministerin Cornelia Pieper (FDP) den thailändischen Außenminister Kasit Piromya empfangen. Im Anschluss an das Treffen erklärte Pieper, sie setze darauf, dass sich in der Angelegenheit "schnell Lösungen finden lassen".

"Ich bedaure die Unannehmlichkeiten, die dem Kronprinzen durch die Pfändung des Flugzeugs entstanden sind", erklärte Pieper. "Der Fall liegt nun in den Händen der unabhängigen deutschen Justiz."

In einer Mitteilung des Ministeriums hieß es, sowohl Pieper als auch Kasit hätten bei dem Gespräch die "besondere Qualität der deutsch-thailändischen Freundschaft" betont; die bilateralen Beziehungen sollten durch den Vorfall nicht belastet werden. Pieper vertrat bei dem Treffen Bundesaußenminister Guido Westerwelle (FDP), der Mexiko besuchte.

Die Boeing 737, die der thailändische Kronprinz Maha Vajiralongkorn häufig selber fliegt, war am Dienstag am Münchner Flughafen auf Antrag des Insolvenzverwalters des Konkurs gegangenen Bauunternehmens Walter Bau gepfändet worden. Hintergrund sind Forderungen des Unternehmens an den thailändischen Staat wegen des Baus einer 26 Kilometer langen Autobahn zum Flughafen Don Muang in Bangkok.

Die Anfänge des Rechtsstreits liegen mehr als 20 Jahre zurück. Nach Angaben von Insolvenzverwalter Werner Schneider gab es "eine Vielzahl von Vertragsverstößen seitens der thailändischen Regierung". 2007 habe die bereits insolvente Walter Bau daher Schadenersatzansprüche geltend gemacht, dabei gehe es um mehr als 30 Millionen Euro. Die thailändische Regierung habe sich aber geweigert, zu zahlen. In einem Interview mit dem ZDF-Fernsehen bekräftigte Thailands Außenminister Kasit am Abend erneut, das Flugzeug gehöre - anders als von Insolvenzverwalter Schneider angegeben - nicht der thailändischen Regierung, sondern "einer Person im Namen des Prinzen".

Seine Regierung sei "nicht glücklich" über das Verhalten der Vertreter der Walter Bau, zumal sie nicht vorhabe, sich aus ihrer Verantwortung bezüglich der Forderungen des Insolvenzverwalters zu stehlen.

Vor seinem Abflug aus Bangkok hatte Kasit am Donnerstag vor negativen Folgen des Vorfalls auf das deutsch-thailändische Verhältnis gewarnt, im Interview mit dem ZDF, das am Freitagabend ausgestrahlt werden sollte, sagte er nun, er hoffe, der Vorfall werde die "sehr gesunden" Beziehungen zwischen beiden Ländern nicht berühren.


เมื่อคืนวันที่ 15 นี้สื่อโทรทัศน์ในประเทศเยอรมนีได้ออกข่าวเกี่ยวกับการยึดเครื่องบินของไทยใว้ที่สนามบินมิวนิค

ข่าว ทางโทรทัศน์ที่ได้ดูนั้นเป็นข่าวช่อง 2 ZDF เวลา19.00.น เป็นข่าวภาคค่ำ ผู้ประกาศข่าวเป็นผู้หญิง เนื้อข่าวพร้อมทั้งภาพที่ฉายให้ดูตัวเครื่องบิน และภาพฟ้าชายวชิราลงกรณ์ และภาพนายกษิตและคณะที่กรุงเบอร์ลิน

ข่าว ที่ดูเนื้อหาบอกว่าทางรัฐบาลไทยเมื่อสิบกว่าปีก่อนได้เซ็นสัญญาว่า จ้างบริษัทก่อสร้างทางของเยอรมนีให้ไปสร้างถนนในประเทศไทย ไม่ยอมจ่ายเงินที่ค้างจำนวน 30ล้านยูโรให้ทางบริษัท ดังนั้นทางบริษัทได้ยื่นฟ้องต่อศาลเยอรมนีบังคับให้รัฐบาลไทยจ่ายค่าสร้าง ทางให้แก่บริษัท แ

ต่การทวงถามตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทางรัฐบาลไทยได้แต่ตอบผันผ่อนตลอดมา ดังนั้นทางศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนีจึงจำเป็นต้องใช้อำนาจยึดทรัพย์ที่เป็น ของรัฐบาลไทย คือเครื่องบินพระที่นั่งที่จอดอยู่สนามบินกรุงมิวนิค และคิดดอกเบี้ยอีก 10ล้านยูโร เป็น 40 ล้านยูโร ที่รัฐบาลไทยจะต้องเอาเงินมาไถ่เครื่องบินลำที่ถูกยึด หากไม่เอาเงินมาไถ่ก็ต้องยึดเครื่องบินลำนี้ใว้ก่อน

เห็นนักข่าวถ่ายกระดาษที่ศาลนำเอาไปแปะข้างตัวเครื่องบิน นั่นคือคำสั่งกฏหมายห้ามเคลื่อนย้ายเครื่องบินลำนี้เด็ดขาด

ภาพ ในจอโทรทัศน์ยังถ่ายไปยังกลุ่มที่บินมากับเครื่องบินลำที่ถูกยึดจำนวน 40 คน รวมทั้งบอดี้การ์ด ที่ไปเก็บลูกสตอเบอร์ลี่ที่สวนแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ฉายไปที่กรุงเบอร์ลินที่คณะของนายกษิตมาถึง เห็นนายกษิตสัมภาษณ์หน้าไมค์ แต่ในข่าวไม่ได้บอกว่านายกษิตพูดว่าอย่างไร และผู้ประกาศข่าวได้บอกสุดท้ายว่านายกษิตต้องกลับไปมือเปล่าหากไม่มีเงิน 40 ล้านมาไถ่เครื่องบินลำนี้

ท้ายสุดของข่าวบอกว่า ทางรัฐบาลเยอรมนีจะตรวจสอบอีกครั้งว่าเครื่องบินลำนี้ซื้อด้วยรัฐบาลไทยหรือ เปล่า? เพราะการซื้อเครื่องบินลำใหญ่ขนาดนี้การซื้อขายต้องมีหลักฐานว่าใครเป็นคน ซื้อ และซื้อจากประเทศใด สัญญาการซื้อขายต้องเด่นชัดว่าเครื่องบินลำนี้ ใครเป็นผู้ซื้อ หากในนามรัฐบาลไทยซื้อเครื่องบินลำนี้ต้องถูกยึดต่อไป หากไม่เอาเงินมาไถ่

ตอนเวลา 21.00น. ได้เปิดช่อง BRซึ่งเป็นช่องของกรุงมิวนิค ออกข่าวเช่นเดียวกัน ปรากฏว่าสถานีโทรทัศน์ในประเทศเยอรมนีทั้งหมดได้ออกข่าวพร้อมกันเกี่ยวกับ เรื่องนี้ และก็คงกระจายไปทั่วยุโรปอีกด้วย

******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:เยอรมันงดออกความเห็นอายัดโบอิ้งพระที่นั่ง

ที่มา ไทยรัฐ

เยอรมัน งดออกความเห็นกรณียึดเครื่องบิน ขณะที่ โฆษกวอลเตอร์ บาว ยันยึดเครื่องบินถูกต้องเพราะเอกสารลงทะเบียนด้านการบินระบุชัด เป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไทย

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างอิงการแถลง ข่าวประจำวันของนายมาร์ติน เชเฟอร์ โฆษกประจำกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี ระบุว่า นายกษิต ภิรมย์ รมว.กระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้เข้าพบกับนางคอร์นีเลีย เพียร์เพอร์ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนี เพื่อเจรจาหารือกรณีเจ้าหน้าที่ผู้บังคับคดีล้มละลายของ บริษัท วอลเตอร์ บาว บริษัทเอกชนของเยอรมนี สั่งยึดเครื่องบินโบอิ้ง 737 ซึ่งเป็นพระราชพาหนะส่วนพระองค์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร ของไทย แต่นายเชเฟอร์ระบุว่า รัฐบาลเยอรมนีไม่ขอแสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าว เพราะรัฐบาลเคารพต่อความเป็นอิสระในการทำงานของเจ้าหน้าที่ประจำกระบวนการ ยุติธรรม ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้

ขณะที่นายก ษิตต้องเจรจากับ นางคอร์นีเลีย แทนนายกุยโด เวสเทอร์เวลล์ รมว.กระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนี ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจเดินทางเยือนประเทศเม็กซิโก

ด้าน นายอเลกซานเดอร์ เกอร์บิง โฆษกบริษัทวอลเตอร์ บาว เอจี แถลงยืนยันการดำเนินการให้ศาลเยอรมนีสั่งอายัดเครื่องบินโบอิ้ง 737 ลำนี้ กระทำตามอำนาจกฎหมาย เพราะเอกสารลงทะเบียนด้านการบินระบุชัด เป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไทย อีกทั้งศาลเยอรมนีได้ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้ว และเห็นว่าเป็นเอกสารถูกต้อง

ขณะที่เมื่อเวลา 19.30 น. นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตามที่ไทยได้ยื่นคำร้องคัดค้านให้ถอนอายัดเครื่องบินลำดังกล่าวไปยังศาล เยอรมันนั้น ศาลเยอรมันได้พิจารณาเอกสารของฝั่งไทย ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้บริษัทบริษัทวอลเตอร์ บาว เอจี ของเยอรมัน ยื่นเอกสารมาโต้แย้งคัดค้าน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไร.