WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 18, 2011

ควรมิควร..?

ที่มา Thai E-News

พระ ฉายาลักษณ์และบทกลอนของ"พี่คนดี"กำลังระบาดในเฟซบุ๊คของสลิ่ม กับคนเสื้อเหลือง มีเนื้อหาดึงกษัตริย์ที่ทรงอยู่เหนือการเมืองลงมาเปรียบเทียบกับนักการเมือง สามัญชนที่ประชาชนเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ข้อที่ต้องพิจารณาคือ นี่เป็นการกระทำที่บังควรหรือไม่บังควร? สำนักพระราชวังกรุณาตอบด้วย เพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐานต่อไปในข้างหน้า(ที่มา:จากเฟซบุ๊คของ Suriyasai Katasila)

Sunday, July 17, 2011

ปูได้น้ำ

ที่มา Thai E-News

เคย มีการเปรียบเปรยเอาไว้ว่าพรรคเพื่อไทยเป็นดั่งปลา และประชาชนคนเสื้อแดงเป็นน้ำ เช่นนี้คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยก็น่าจะเป็นปูได้น้ำ

โดย ระยิบ เผ่ามโน
ที่มา Thais' Genuine Democracy Revival

เพราะ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคมที่ผ่านมา คนเสื้อแดงให้การต้อนรับคุณยิ่งลักษณ์อย่างล้นหลาม แม้นว่าประชาชนในภาคส่วนอื่นๆ จะคล้อยตามไปด้วยอยู่บ้างจนกลายเป็นกระแส หรือฟีเวอร์นายกฯ หญิงก็ตาม

แต่หาใช่คุณยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยจะวางใจกับอาณัติมอบหมาย (Mandate หรือที่นักวิชาการใช้คำไทยว่า “สิทธิธรรม”) นั้นได้อย่างโล่งอก ในเมื่อชัยชนะจากการเลือกตั้งมีผลกระทบข้างเคียงทำให้ทั้งคน และพรรคตกที่นั่งอยู่ในระหว่างของแข็งสองข้าง แบบที่ฝรั่งเรียกว่า “caught in between a rock and a hard place”

ข้างหนึ่งเป็นฝักฝ่ายการเมืองตรงข้าม ที่จองล้าง และกัดไม่ปล่อยคุณทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรีพี่ชายคุณยิ่งลักษณ์ ซึ่งยอมรับกันโดยถ้วนทั่วทั้งจากมิตร และศัตรูว่าคือพลังหลักขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์คราวนี้ พร้อมทั้งการเป็นตัวตนทางการเมืองของคุณปู ชนิดที่สำนักข่าวต่างประเทศใช้คำว่า “Cloning”

จะเห็นได้จากความ พยายามของนายแก้วสรร อติโพธิ์ และนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่จะใช้ช่องโหว่ของกฏหมาย และการตีความแบบศรีธนญชัยมาปรักปรำเอาผิดคุณยิ่งลักษณ์ไม่ให้สามารถรับ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ แม้แต่กรณีบ้าจี้ที่กรรมการเลือกตั้งนครราชสีมาเล่นแง่กับคุณยิ่งลักษณ์ว่า ไปผัดหมี่โคราชเลี้ยงประชาชนตอนหาเสียง*(1)

มุ่งจะตีความให้ผิด กฏหมายเลือกตั้ง แต่ว่าหลักฐานแวดล้อมต่างๆ กลับแสดงว่าเจ้าหน้าที่ กกต. นั่นต่างหากที่ไม่ได้ด้วยมนต์ก็พยายามใช้คาถาแทน

ส่วนอีกข้างหนึ่งเป็นผืนน้ำที่ทำให้คุณปูได้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์อันสำคัญทางการเมืองไทย ใน เมื่อชัยชนะที่พรรคเพื่อไทยได้มาเป็นผลพวงจากการที่คนเสื้อแดงหนุนเนื่องมา ตลอด ๕ ปี ไม่ว่าจะในส่วนของ นปช. ที่คุณทักษิณเกื้อกูล หรือในส่วนของขบวนการประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยแท้จริงทั้งรุ่นก่อนหน้า และยุคหลังๆ อาทิ คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ แดงสยาม แกนนอน บก. ลายจุด และนักรบไซเบอร์

ด้วยเหตุว่าหลังจากมีข่าวการจัดตั้งรัฐบาลอย่าง คร่าวๆ โดยนำเอาพรรคการเมืองที่เคยร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐบาลเทพประทาน เข้ามาผสมอีกสี่พรรคเป็น ๒๙๙ เสียง ก็เริ่มมีการทวงถามจากคนเสื้อแดง ว่าทำท่าจะลืมเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ยังอยู่ในคุกกันแล้วหรือเปล่า

อัน นี้เห็นจะเป็นเพราะคุณปูเธอตอบคำถามผู้สื่อข่าวเรื่องแผนปรองดองว่าจะรอ ผลการดำเนินงานของคณะกรรมการชุด ดร. คณิต ณ นคร (คอป.) จึงได้มีบันทึกของนายวิสา คัญทัพ เกิดขึ้น ตามด้วยข้อคิดของ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หนุนคุณวิสาว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์สามารถทำบันทึกถึงกระทรวงยุติธรรมให้มีการ ประกันตัวผู้ต้องหาตาม พรก. ฉุกเฉิน หรือแม้แต่ข้อหาอาญามาตรา ๑๑๒ เลย ไม่ต้องรอ คอป. ก็ได้*(2)

แถมด้วยจดหมายเปิดผนึกของนางเอลิซาเบ็ตตา โพเลนจิ*(3) พี่สาวของนายฟาบิโอ โพเลนจิ ผู้สื่อข่าวชาวอิตาลีซึ่งเสียชีวิตด้วยกระสุนของทหารไทยในการสลายชุมนุมที่ ราชประสงค์เมื่อ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ โดยที่ครอบครัวโพเลนจิได้ทวงถามรัฐบาลอภิสิทธิ์หลายครั้งถึงรายงานการ ชันสูตรศพไม่เคยได้รับความคืบหน้า มาครั้งนี้เธอได้เขียนแสดงความยินดีต่อชัยชนะของคุณปูพร้อมทั้งวิงวอนในสิ่ง ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เมินเฉย

มิหนำซ้ำนายเสนาะ เทียนทอง แห่งพรรคประชาราช อดีตผู้จัดการรัฐบาลหลายสมัย ช่วยเอาเท้ากวนน้ำให้ขุ่นมากขึ้นไปใหญ่ด้วยคำพูดหยามน้ำใจคนเสื้อแดง ว่าพรรคเพื่อไทยไม่ควรตั้งแกนนำ นปช. เข้าไปเป็นรัฐมนตรี โชคดีที่คุณปูเธอออกมาให้สัมภาษณ์ตัดไฟได้ทันท่วงทีว่าไม่มีความคิดกีดกัน แกนนำ นปช. ตามการสาระแนแต่อย่างใด

ไม่เช่นนั้นเรื่องอาจไปกันใหญ่ เมื่อสื่อสิ่งพิมพ์ระดับยักษ์อย่างไทยรัฐเล่นข่าวเสื้อแดงแตกโพละซ้ำเติม กรณีนายชินวัฒน์ หาบุญพาด เกิดของขึ้น เข้าไปเรียกร้องกลางที่ประชุมนปช. ให้ปลดนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ จากประธาน ร้อนถึงนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ต้องไปแก้ต่างให้ที่บนหน้าหนังสือพิมพ์มติชนว่า เป็นการขัดแย้งไม่ใหญ่โต และได้ไกล่เกลี่ยจนเข้าใจกันดีแล้ว

ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวแสดงถึงสภาวการณ์ “ชนะแล้วก็ยังไม่นิ่ง” ของพรรคเพื่อไทย และว่าที่นายกฯ หญิงคนแรก

อันตรง กับความรู้สึกในรายงานข่าวของสื่อต่างประเทศ ดังเช่น น.ส.พ. ดิอินดิเพ็นเด๊นท์ ซึ่งเสนอรายละเอียดการสัมภาษณ์น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า เธอได้รับความกดดันอย่างมากจากชัยชนะอันหนักอึ้งนี้*(4)

แล้วยัง ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญที่ดิอินดิเพ็นเด๊นท์อ้างว่าเป็นข้อเรียก ร้องหลักใหญ่ของเสื้อแดง ทว่าปรากฏเป็นรูปธรรมในรายละเอียดของแถลงการณ์กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อ ประชาธิปไตย ซึ่งบอกว่าเป็นกลุ่มส่งเสริมประชาธิปไตยจากการรวมตัวของนักศึกษาธรรมศาสตร์ ได้ออกจดหมายเปิดผนึกแสดงจุดยืนต่อการบริหารประเทศโดยรัฐบาลใหม่ไว้ ๕ ประการ*(5)

จุดยืนหลักของกลุ่ม มธ. เสรีฯ ต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นการเรียกร้องให้ดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ สะท้อนความต้องการประชาธิปไตยแท้จริงของประชาชน “โดยเน้นในเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรมเหนือกว่าอุดมการณ์ราชาชาตินิยม”

ข้อ เรียกร้องอื่นๆ ล้วนเกี่ยวโยงกับการค้นหาความจริงในเหตุการณ์สลายชุนุมตั้งแต่วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ เป็นต้นมาถึงการกระชับพื้นที่ครั้งใหญ่ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ที่มีประชาชนล้มตายกว่า ๙๐ คน รวมไปถึงเสนอให้ลงนามสัตยาบันสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ หรือธรรมนูญกรุงโรม เพื่อให้อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาร่วมค้นหาความจริงกับคณะกรรมการ ไทยด้วย

อันที่จริงคำให้สัมภาษณ์ที่ดิอินดิเพ็นเด๊นท์รายงานแสดงให้ เห็นพอประมาณว่า คุณปูเธอไม่ได้รังเกียจที่จะพูดถึงประเด็นร้อนบางอย่าง เช่นเรื่องเกี่ยวกับกฏหมายอาญามาตรา ๑๑๒ หรือ Les Majeste เธอบอกว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก จำเป็นต้องมีผู้ที่ชำนาญเป็นพิเศษมาพิจารณา...เราไม่อยากให้ใครๆ เอากฏหมายนี้มาใช้บ่อยเกินไป เราไม่ต้องการให้คนไทยเอามาใช้อย่างผิดๆ”

ข้อ สำคัญเมื่อการซักถามล้ำเข้าไปถึงบทบาทของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะมือที่ชักใยอยู่เบื้องหลังพรรคเพื่อไทย คุณปูเธอบอกว่า “พี่ชายดิฉันเป็นผู้ช่ำชองอย่างยิ่งในเรื่องการเมือง” แต่ “ดิฉันก็มีความสามารถพอที่จะเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง ดังนั้นดิฉันคิดว่าจะแสดงภววิสัยของผู้นำได้เองค่ะ”

การแสดงความมั่น ใจของคุณปูเช่นนี้ บังเอิญมีนักวิชาการที่ซื่อตรงต่อหลักประชาธิปไตย ไม่เข้าไม่ออกสีสันการเมืองใด อย่าง ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหนึ่งในแกนกลางของกลุ่มนักวิชาการ “สันติประชาธรรม” พูดไว้ตั้งแต่เลือกตั้งเสร็จใหม่ๆ ว่า

“เธอก็อาจเป็นตัวของตัวเธอเองได้ไม่น้อย เธอให้ภาพ หรือปรากฏตัวในแง่ความเป็นผู้หญิงเก่ง ซึ่งไม่ได้ทำตัวว่ากูเก่งเหมือนผู้ชาย”*(6)

ดร.ชาญ วิทย์ยังได้พูดถึงประเด็นความอยู่รอดของรัฐบาลใหม่ ในอันที่จะให้ปลอดจากการรังควาญโดยอำนาจเก่าด้วยว่า รัฐบาลปูได้น้ำ “ก็อาจจะต้อง เกี้ยเซียะสองประเด็นหลัก ๆ คือหนึ่ง ไม่แก้กฎหมายหมิ่นฯ ไม่ปฏิรูปเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และสอง ไม่เข้าไปยุ่งกิจการสถาบันทหาร ซึ่งผมคิดว่าอันนี้อาจจะเป็นจุดบอด จุดลบของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

และแล้วปัญหาการรังควาญก็ปรากฏ ออกมาจนได้ เมื่อมีอาการกระเพื่อมสั่นไหวด้วยแรงดิ้นของฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นพวกสะเหร่อเห่อเหิมตามสโมสรสังคมบนอินเตอร์เน็ตที่บอกว่าคะแนน เสียงที่พรรคเพื่อไทยได้มาจากพวกไร้การศึกษา หรือว่าคะแนน Popular Votes ของเพื่อไทยมากกว่า ปชป. เพียงไม่กี่ล้าน แต่เพื่อไทยไม่สามารถมีตัวแทนได้ทั่วทั้งประเทศเหมือน ปชป.*(7)

ส่วน ประเด็นความอยู่รอดนั้นขึ้นอยู่กับคุณยิ่งลักษณ์ ควบคู่ไปกับคุณทักษิณ และพรรคเพื่อไทยจะรับมือกับการรังควาญได้แค่ไหน อย่างไร แต่ก็เชื่อว่าคำของดร.ชาญวิทย์พอที่จะใช้เป็นแสงเลเซอร์ส่องหาเป้าได้บ้าง ว่า

“เรื่องที่ว่านายกรัฐมนตรีหญิง ชื่อยิ่งลักษณ์ นามสกุลชินวัตร จะก้าวพ้นทักษิณได้ยังไง ก็เขาเป็นพี่น้องกัน มันไม่พ้นหรอก เพียงแต่ว่าเธอจะทำอย่างไรกับข้อกล่าวหาอันนี้ แล้วคนทั่ว ๆ ไปจะแคร์กับข้อกล่าวหาอันนี้มากน้อยแค่ไหน จะขึ้นอยู่กับผลงานมากกว่า”

“ผล งาน” ที่ดร.ชาญวิทย์เอ่ยถึงน่าจะเป็นการปฏิบัติตามแผนงานที่พรรคเพื่อไทยประกาศ ไว้มากมาย ล้วนน่าตื่นเต้นเร้าใจ สำหรับชนชั้นกลาง และให้ความหวังที่บรรเจิดจ้าสำหรับชนชั้นรากหญ้า ไม่ว่าจะเป็นโครงการสาธารณูปโภค เม็กกะโปรเจ็ค (เช่น ระบบรถไฟทั่วประเทศ) หรือนโยบายประชานิยมเก่านำมาปรับปรุงใช้ใหม่

ล้วนเป็นจุดเด่นที่ทำให้เชื่อว่าฝีมืออย่างคุณทักษิณ และทีมงานเศรษฐกิจจะทำได้จริง ไม่ใช่ “ดีแต่พูด”

แต่ ปัญหาที่น่าจะเป็นเรื่องเล็ก กลับเป็นเรื่องใหญ่ในจิตสำนึกทางการเมืองแบบไทยๆ อยู่ที่ยังมีคนอีกฝักฝ่ายหนึ่งถึงจะเป็นเสียงข้างน้อย*(8) แต่เป็นเสียงที่ดังมาก ยังต้องการให้ “ก้าวพ้นทักษิณ” ให้จงได้ หรือไม่เช่นนั้นคุณทักษิณนั่นแหละจะต้องกลับมาด้วยการก้าวข้ามผืนน้ำฐาน เสียงของตนเอง

ข้อนี้คุณทักษิณ คุณยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยอาจจะมีทางออกไว้แล้ว แต่ยังไม่อยาก “ปากสว่าง” ก็เลยทำให้คนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยเกิดประหวั่นกันอย่างช่วยไม่ได้ว่าจะเป็น ทางออกแบบเกี๊ยเซียะ หรือเป็นทางออกที่พวกเขาถูกก้าวข้ามเสียเอง

อย่าง น้อยสิ่งที่คุณปูพูดกับสื่อต่างประเทศว่าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ (และเรื่องอื่นๆ ที่เป็นความต้องการของเสื้อแดง) จะต้องถอยไปอยู่ข้างหลังนโยบายเร่งด่วนในการรื้อฟื้นสภาพเศรษฐกิจ ก็ทำให้เกิดความรู้สึกได้เหมือนกันว่าเป็นการฟังเสียงส่วนน้อยก่อนได้ยิน เสียงส่วนใหญ่

สำหรับผู้ที่มองปัญหานี้อย่างโปร่งใสในจุดยืนที่อยู่ นอกวงการ และปราศจากผลได้ผลเสียโดยตรง จึงเกิดข้อคิดว่า ในเมื่อเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ใครต่อใครต้องก้าวข้ามคุณทักษิณ ทำไมคุณทักษิณเองไม่ทำตัวให้พ้นทางซึ่งผู้สนับสนุน และพลพรรคจะต้องมุ่งไปข้างหน้าแทนเสียเล่า พวกเขาจะได้ไม่ต้องพะวงเรื่องก้าวข้ามอะไร

ตามที่มีการเขียน และพูดกันว่า คุณทักษิณออกมาให้สัมภาษณ์บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถาบัน หรือการปรองดอง จะไม่เป็นการแสดงตัวว่าคือ “มือที่มองเห็น” ตัวจริงเสียงจริงเบื้องหลังคุณยิ่งลักษณ์มากไปสักหน่อยไหม แล้วทำให้ปูฟีเวอร์กลายเป็นกระแสฝ่อไปโดยไว

การที่คุณทักษิณจะก้าว ข้ามกลุ่มอำมาตย์ และบริวารของอำนาจเก่าได้หรือไม่ หาได้เป็นแรงกดดันจากคนเสื้อแดงรากหญ้าแต่อย่างใด แต่ถ้าคุณทักษิณ และพรรคเพื่อไทยทั้งทำ ทั้งปากสว่างในสิ่งที่กลุ่มอำนาจเก่าซึ่งเคยฟาดฟันคุณทักษิณมาอย่างบักโกรก บักอานบังเกิดความพอใจละก็ เท่ากับเป็นการถีบส่งผืนน้ำที่พร้อมจะโอบรับแม่ปูของพรรคเพื่อไทยออกไปพ้น ตัวอย่างน่าเสียดาย

แทนที่จะใช้ทางลัดของการเกี๊ยเซียะ คุณทักษิณประกาศบทบาทเพียงแค่ให้คำปรึกษาแก่น้องปู และถอยตัวเองออกไปอยู่ด้านข้างขนานเส้นทาง ช่วยผลักดันนโยบายเศรษฐกิจเอาชนะใจชนชั้นกลางให้ได้ภายในสองปี ขณะที่ดำเนินการปรับแก้ระเบียบกฏหมาย และระบบยุติธรรมให้สนองต่อประชาชนในระนาบเดียวกันถ้วนทั่ว ยุติการบังคับใช้อย่างแปลกแยกต่างระดับชั้น

เชื่อได้อีก เช่นกันว่า สภาพสังคมไทยจะมีจิตสำนึกประชาธิปไตยพอที่จะยอมรับความยุติธรรมในศักดิ์ศรี ของความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันหมด ปลอดจากการแบ่งชั้นของ “คนดี” และ “คนโง่”

เมื่อนั้นราชอาณาจักรไทยจักต้องเห็นพ้องกับข้อต่อสู้ของคุณ ทักษิณที่ว่า ถูกกลั่นแกล้ง กีดกันจากทหาร ตุลากร ด้วยการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม และเป็นฝ่ายกวักมือเรียกคุณทักษิณกลับประเทศเอง

คุณทักษิณสู้ อย่างสากัณฑ์แบบคนในที่อยู่ภายนอกมา ๕ ปีแล้วได้ สู้ในสถานภาพเดิมต่อไปอีกสองปีข้างหน้า ที่ดูหนทางราบเรียบกว่า ไม่น่าจะหนักหนาอะไร


*(1) http://www.prachatai3.info/journal/2011/07/35912

*(2) ดูบันทึกของวิสา คันทัพ ที่เตือนว่าอย่าเป็น “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” http://thaienews.blogspot.com/2011/07/blog-post_8204.html

*(3) http://www.fabiopolenghi.org/Elisabetta Polenghi

*(4) http://www.independent.co.uk/news/yingluck-shinawatra

* (5) http://www.prachatai3.info/journal/2011/07/35935

*(6) http://www.prachachat.net/ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

*(7) นายแทน เทือกสุบรรณ เขียนบนเฟชบุ๊คของเขาถึงเหตุผล ๑๐ ประการที่ชาว ปชป. ไม่ควรเสียใจอาทิ ส.ส.ของ ปชป. ๑๖๐ ล้วนมีคุณภาพ สามารถชนะในภาคใต้อย่างถล่มทลาย และในระบบบัญชีรายชื่อก็แพ้ไม่มาก http://www.prachatai3.info/journal/2011/07/35860

*(8) บทความโดย “นักปรัชญาชายขอบ” ที่ตีพิมพ์ในประชาไทออนไลน์เรื่อง ประชาธิปไตยของเสียงส่วนน้อย อ้างถึงการสรุปของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนไทย (ที่นางอมรา พงศาพิชญ์ ผู้เป็นประธาน ผลักดันออกมาทั้งๆ ที่มีการท้วงติงจากอนุกรรมการ) ว่าการสลายชุมนุม ๑๙ พฤษภา ๕๓ รัฐบาลกระทำโดยสมควรแก่เหตุ และไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งจะทำให้การเปลี่ยน ผ่านสังคมไปสู่ประชาธิปไตยถูกกำหนดโดยเสียงส่วนน้อย และ “ประชาชนตายฟรีเหมือนกับที่ตายฟรีมาหลายครั้งแล้ว” http://www.prachatai3.info/journal/2011/07/35941

ประกาศิตกกต.ปลุกกระแส "หวาดระแวง" ผวา "คลื่นแทรก"

ที่มา มติชน





แม้ มติ 3 ต่อ 2 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่ "สั่งแขวน" ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 142 คน ถือเป็นการทำหน้าที่ปกติของ กกต.


คำว่า "แขวน" หมายถึง กกต.ยังไม่รับรองการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากมีการกล่าวหาว่ากระทำผิดหรือขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง


ดังนั้น หากมองในสถานการณ์การเลือกตั้งปกติ การ "แขวน" เพื่อพิจารณาในภายหลังจึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง


แต่สำหรับสถานการณ์การเมืองที่มีความขัดแย้งกันสูง ระหว่าง "ขั้วอำนาจเก่า" กับ "ขั้วอำนาจใหม่"


ใน สถานการณ์ที่ "ขั้วอำนาจใหม่" ซึ่งมีพรรคเพื่อไทยเป็น "ตัวแทน" ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนจำนวน 265 คน มากกว่ากึ่งหนึ่ง คือ 250 คน จากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน


คำสั่ง "แขวน" ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงปลุกกระแสความหวาดระแวงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด


ทั้ง นี้ เพราะการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกจะทำได้ ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 หรือ 475 คน แต่ขณะนี้มีว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับการรับรองเพียง 358 คนเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 142 คนถูกแขวน


จำนวนว่าที่สมาชิกสภาผู้ แทนราษฎรที่ถูก "แขวน" มีชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นแคนดิเดตตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดใหม่รวมอยู่ด้วย

แม้ในรายที่ถูกแขวนจะมีชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ รวมอยู่ด้วย


แต่การแขวนชื่อนายอภิสิทธิ์ด้วยกลับมิได้ทำให้ความรู้สึกหวาดระแวงเบาบางลง


เนื่องจากนับตั้งแต่การหาเสียงเลือกตั้งเกิดขึ้น ได้เกิดกระแสการแข่งขันระหว่าง 2 ขั้วอำนาจอย่างชัดแจ้ง


ขั้วอำนาจหนึ่ง คือ ขั้วอำนาจเก่า ที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ไม่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร


อีก ขั้วอำนาจหนึ่ง คือ ขั้วอำนาจใหม่ มี พ.ต.ท.ทักษิณ ออกโรงสนับสนุน มีพรรคเพื่อไทยเป็น "ตัวแทน" และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เป็นแนวร่วม


การ แข่งขันกันระหว่าง 2 ขั้วอำนาจดังกล่าว หากดำเนินไปเป็นปกติย่อมไม่ใช่เรื่องน่าเป็นห่วง แต่ปรากฏมีข่าวคราวผุดออกมาอย่างสม่ำเสมอว่า หากพรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนเสียงชนะพรรคประชาธิปัตย์ การเมืองไทยจะเกิด "คลื่นแทรก"


กระแสข่าว "คลื่นแทรก" นี่เองที่ทำให้เกิดข่าวลือสะพัดเป็นพักๆ ว่า จะเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ต้องออกมาย้ำนักย้ำหนาหลายครั้งว่า "ไม่มีปฏิวัติ"


ขณะ เดียวกัน กระแส "คลื่นแทรก" ก็ยังพัดพาทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งถูกตั้งคำถาม เมื่อปรากฏเป็นข่าวว่า กรรมการการเลือกตั้ง 4 คน เดินทางตามคำเชิญของกรมการกงสุลไทย กระทรวงการต่างประเทศ ไปตรวจดูการเลือกตั้งของคนไทยนอกราชอาณาจักร


ขณะ ที่มีการเลือกตั้งและโพลสำนักต่างๆ ออกมาสอดคล้องกันว่า พรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนนิยมกวาดเรียบ ก็บังเกิดกระแสข่าวออกมาอีกว่า หากพรรคเพื่อไทยชนะพรรคประชาธิปัตย์แบบสูสี จะเกิด "คลื่นแทรก" เข้ามาช่วยเหลือให้พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล


กระแส "คลื่นแทรก" เพิ่งลดความร้อนแรงไปเมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏออกมาว่า พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแบบขาดลอย


พรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกตั้ง 265 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้ง 159 ที่นั่ง


กระแส "คลื่นแทรก" ลดความร้อนแรงลงไปอีก เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงสปิริต ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ และขอเป็นพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งหมายถึงว่า ไม่ต้องการจัดรัฐบาลแข่งกับพรรคเพื่อไทย


กระแส "คลื่นแทรก" ลดความร้อนแรงลงอีก เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมายอมรับผลการเลือกตั้ง และตอกย้ำอีกครั้งว่า ทหารไม่ปฏิวัติ


กระแส "คลื่นแทรก" ลดความร้อนแรงลงไปอีก เมื่อนานาชาติที่เข้ามาเฝ้าสังเกตการณ์การเลือกตั้ง เช่น อันเฟรล ประกาศยอมรับว่า กกต.จัดการเลือกตั้งได้เรียบร้อย บรรดาทูตานุทูตประเทศต่างๆ ทยอยเข้ามาแสดงความยินดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะตัวเต็งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป


กระทั่งดัชนีความ สุขของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ บรรดานักลงทุนมองเห็นลู่ทางแห่งความหวังว่าการเมืองไทยจะมีเสถียรภาพ เพื่อให้การค้าขายปลอดโปร่ง


แม้ว่าเพียงสัปดาห์เดียว คำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของนโยบายเศรษฐกิจของพรรคไทยรักไทยจะดังกระหึ่ม ขึ้น สมาคมการค้า สมาคมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มนายทุน ลุกขึ้นมาแสดงอาการคัดค้านนโยบายการขึ้นค่าแรง 300 บาททันทีและทั่วประเทศ


มี การตั้งคำถามและห่วงใยต่อนโยบายขึ้นเงินเดือนข้าราชการและพนักงาน รัฐวิสาหกิจระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาทต่อเดือน คัดค้านนโยบายยกเลิกกองทุนน้ำมัน ฯลฯ


แต่การคัดค้านทั้งหมดดำเนินไปโดยวิถีปกติตามระบอบประชาธิปไตย ไม่มีสัญญาณ "คลื่นแทรก" ใดๆ เข้ามาทำให้เกิดการบิดเบี้ยว


แต่ เมื่อปรากฏคำสั่ง กกต.มีมติให้ "แขวน" ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 142 คน กลับปรากฏความรู้สึกหวาดผวากระแส "คลื่นแทรก" ขึ้นมาในทันใด


หวาดผวาการใช้ "เทคนิค" ทำลาย "ความนิยม"


หวาดผวาการใช้ "ความรู้ทางกฎหมาย" ทำลาย "ความต้องการของเสียงส่วนใหญ่"


ภาวะ เช่นนี้มิใช่เฉพาะคนไทยเท่านั้นที่หวาดผวา แม้แต่ชาวต่างประเทศก็จับตามอง ถึงขนาดที่ทูตอินเดียเอ่ยปากสงสัยในการให้อำนาจแก่ กกต.ของไทย


ดังนั้น นับตั้งแต่วันนี้จนถึงวันเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดไม่ให้เกิน 30 วันหลังจากวันเลือกตั้ง


และวันเวลาตั้งแต่เปิดประชุมสภาครั้งแรกไปจนมีการเรียกประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี


เป็นห้วงเวลาทางการเมืองที่เปราะบาง ...สุ่มเสี่ยงต่อความหวาดระแวงอีกครั้ง


คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงระมัดระวังมิให้มีการใช้ "เทคนิคกฎหมาย" หาช่องทำลาย "ความนิยม"


ต้องระวังมิให้มีการใช้ "ความนิยม" ไปหักล้าง "การทุจริต"


คณะ กรรมการการเลือกตั้งต้องชั่งน้ำหนัก ระหว่างการ "สอยก่อน" รับรองการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับการ "สอยหลัง" รับรองการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร


คณะ กรรมการการเลือกตั้ง ต้องดำเนินการทุกอย่าง มิให้เกิดความหวาดระแวง และการแทรกแซงจากอำนาจอื่นใด เพื่อรักษาไว้ซึ่งเจตนารมณ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนร้อยละ 75 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ ที่ออกมาใช้สิทธิเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา

วิเคราะห์, มติชนรายวัน ฉบับวันที่17ก.ค.54

เอแบคโพลล์เผย 80% อยากให้โอกาส "ยิ่งลักษณ์" เป็นนายกฯ ขณะที่ร้อยละ 65 บอกให้ "ทักษิณ" อยู่เฉยๆ

ที่มา มติชน



เมื่อวันที่17ก.ค. ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ "เรื่องอารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนภายหลังการประกาศแขวน ว่าที่ ส.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"


จาก ตัวอย่างประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ เพชรบุรี สระบุรี นครปฐม ชลบุรี มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครราชสีมา เลย ขอนแก่น อุบลราชธานี นราธิวาส สงขลา และนครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 2,114 ตัวอย่าง ซึ่งดำเนินโครงการระหว่าง วันที่ 12 – 16 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 จากการเลือกตัวอย่างและวิธีการสุ่มตัวอย่างครั้งนี้

ตัวอย่าง ร้อยละ 49.7 เป็นชาย ร้อยละ 50.3 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 5.2 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 23.7 อายุระหว่าง 20–29 ปี ร้อยละ 25.2 อายุระหว่าง 30–39 ปี ร้อยละ 25.3 อายุระหว่าง 40–49 ปี และ ร้อยละ 20.6 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 86.3 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 12.6 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 1.1 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

ร้อยละ 41.3 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 29.8 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 6.8 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 4.7 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 7.8 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 6.9 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ในขณะที่ร้อยละ 2.7 ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ


จากผลการสำรวจพบว่า ส่วน ใหญ่หรือร้อยละ 71.3 รู้สึก งง สงสัย ไม่ชอบ ไม่พอใจ ภายหลังทราบข่าวที่กกต. ประกาศไม่รับรอง ขณะที่ร้อยละ 13.8 เห็นด้วย และร้อยละ 14.9 ระบุเฉยๆ ไม่รู้สึกอะไร

เมื่อ ถามถึงระดับปัญหาทางการเมืองของประเทศ ถ้า กกต. ไม่รับรองการเป็นส.ส.ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พบว่า เกินครึ่งหรือร้อยละ 54.7 เกรงว่า จะเกิดปัญหาความรุนแรงระดับมาก ถึง มากที่สุด ในขณะที่ ร้อยละ 28.9 ระบุปานกลาง และร้อยละ 16.4 ระบุ น้อย ถึง ไม่มีปัญหาเลย


ต่อ กรณีความรู้สึกผิดหวัง ของประชาชน ถ้ากกต.ไม่รับรอง ว่าที่ส.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.8 จะรู้สึกผิดหวังมาก ถึงมากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 24.1 ผิดหวังระดับปานกลาง และร้อยละ 18.1 ระบุ น้อย ถึงไม่ผิดหวังเลย


ส่วน ใหญ่หรือร้อยละ 80.4 อยากให้โอกาสน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ในทางกลับกัน ร้อยละ 19.6 ไม่ได้คิดเช่นนั้น ที่น่าสนใจก็คือ เกินครึ่งหรือร้อยละ 55.3 ก็อยากให้โอกาส แกนนำคนเสื้อแดงได้เป็นรัฐมนตรี เช่นกัน แต่ขณะที่ร้อยละ 44.7 ไม่คิดเช่นนั้น ทั้งนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.4 เชื่อว่า กกต. จะรับรองน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 23.6 ไม่คิดเช่นนั้น

เมื่อ ถามถึงความคิดเห็นต่อแนวคิดให้รับรองว่าที่ ส.ส. ไปก่อนเพื่อเปิดสภาได้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.6 ระบุเห็นด้วย ร้อยละ 24.4 ระบุไม่เห็นด้วย มากกว่านั้นก็คือความคิดเห็นของประชาชนต่อ ข่าว พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ออกมามีบทบาทในช่วงการก่อตั้งรัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทย พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.3 ไม่เห็นด้วย เพราะจะเกิดการต่อต้านจากกลุ่มที่ไม่สนับสนุน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และอาจทำให้เกิดปัญหาวุ่นวายได้

ทั้ง นี้พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ควรอยู่เบื้องหลัง และควรอยู่เฉยๆ เพราะอาจเกิดอุปสรรคทำให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ และกลัวประเทศชาติถอยหลังเกิดการยึดอำนาจอีก เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 34.7 เห็นด้วย เพราะ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนมีความสามารถ จะช่วยแก้ปัญหาแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรี และเป็นผู้มีบารมีทางการเมืองจะคุมความขัดแย้งได้ดี เป็นต้น


อย่างไรก็ตาม ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า อารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนในตอนนี้อยากเห็นประเทศชาติก้าวต่อไปข้างหน้า การฟอร์มหรือการจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทยน่าจะเป็นสิ่งที่ประชาชนส่วน ใหญ่หวังและอยากให้โอกาสพรรคเพื่อไทย และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แสดงความสามารถบริหารประเทศแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนตามที่เคย หาเสียงไว้ก่อน ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ในเวลาอาจเป็นเพียง "สมมติฐาน" และ "อคติ" ที่ต้องรอการพิสูจน์จากความเป็นจริงและข้อมูลที่เกิดขึ้นตามมาจากผลกระทบของ การทำงานโดยรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยในอนาคต

ดัง นั้น เพื่อรักษาระบบของการปกครองแบบประชาธิปไตยในสังคมไทยเอาไว้ ทุกฝ่ายน่าจะยอมรับมติของมหาชนและตั้งระบบเตรียมตัวตรวจสอบการทำงานของ รัฐบาลใหม่อย่างเข้มข้นโดยยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งประเทศให้ เพิ่มมากขึ้นกว่าอดีตที่ผ่านมา น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพการเมืองการปกครองของประเทศไทยต่อไป

อังกฤษแซงหน้า"เพื่อไทย"แจกไอแพดให้เด็กนักเรียน 1,400 ราย

ที่มา มติชน



สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 17 ก.ค.ว่า โรงเรียนมัธยม"ลองฟิลด์"ในเมืองเคนท์ของอังกฤษ ได้เตรียมแผนแจกไอแพดให้เด็กนักเรียน จำนวน 1,400 คน เป็นจำนวนเงิน 8 แสนปอนด์ (39.2 ล้านบาท) เพื่อใช้สำหรับการเรียนโดยมีจุดประสงค์ตามกระแสความก้าวหน้าของเทคโนโลยี โดยมีกำหนดจะแจกในเดือนก.ย.นี้ และนับเป็นการแจกไอแพดให้แก่เด็กนักเรียนครั้งแรกของอังกฤษ โดยเหล่าอาจารย์โรงเรียนนี้อ้างว่า โครงการบุกเบิกให้นักเรียนใช้ไอแพดนี้ จะเป็นการ"ปฎิวัติการเรียนการสอน"ของโรงเรียนแห่งนี้ ขณะที่โรงเรียนระบุว่า เด็กมัธยมของโรงเรียนจะสามารถเรียนรู้การศึกษาผ่านเทคโนโลยี และยกระดับแรงจูงใจในการเรียนของพวกเขา และจะทำให้พวกเขามีผลการเรียนที่ตามมา

รายงาน ระบุว่า โครงการนี้มีขึ้นหลังจากที่โรงเรียนลองฟิลด์ เพิ่งเปิดโรงเรียนได้เมื่อปี 2008 และอาจารย์โรงเรียนได้ปิ๋งไอเดียนำไอเดียมาใช้ในการเรียนการสอนสำหรับเด็ก นักเรียน ตามคำแนะนำของผู้ผลิตบริษัทแอปเปิล ที่เดินทางมาแสดงการอบรมยังโรงเรียนแห่งนี้ และได้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับความสามารถของไอแพด อย่างไรก็ตาม อาจารย์ใหญ่โรงเรียนเคนท์ ได้วางแผนจะเรียกคืนเงินซื้อไอแพดดังกล่าวจากผู้ปกครอง ด้วยแนวทางสองรูปแบบ คือ ให้ผู้ปกครองจ่ายเงินสดเป็นคนละ 576 ปอนด์ หรืออาจจ่ายเงิน"บริจาค"เงินสนับสนุนพิเศษด้านการศึกษา เป็นจำนวน 16 ปอนด์ต่อเดือน เป็นเวลา 3 ปี

"จาตุรนต์ ฉายแสง"วิจารณ์ กกต. ไม่รับรองยิ่งลักษณ์ กำกวม ไร้หลักฐาน

ที่มา มติชน



"จาตุรนต์ ฉายแสง" ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ทวิต วิจารณ์เรื่องการยังไม่รับรองคุณยิ่งลักษณ์ ดังนี้

กรณี ที่มีการไปแจ้งความเกี่ยวกับการให้การเท็จในศาลก็ดี การร้องให้ยุบ พท.ก็ดี เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินคดีกันไป แต่ไม่อาจเป็นเหตุให้กกต.ไม่รับรองคุณยิ่งลักษณ์ได้เลย

ตามที่เป็น ข่าวจึงเหลืออีกประเด็นเดียวคือเรื่องทักษิณคิด เพื่อไทยทำและการที่นักการเมืองที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์ช่วยคุณยิ่ง ลักษณ์หาเสียง

เรื่องนี้ประเด็นสำคัญที่สุดอยู่ที่ว่าตามกฎหมาย ผู้สมัครและพรรคการเมืองสามารถใช้ผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์ทำอะไร ได้ ทำอะไรไม่ได้หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือก ตั้ง ถูกกฎหมายห้ามไม่ให้ทำอะไรบ้าง

ผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งที่เป็นผลสืบเนื่องจากการยุบพรรคการเมืองนั้นถูกห้ามอยู่ใน 2 ส่วนด้วยกันคือ....

1.ห้ามไปก่อตั้งพรรคการเมือง ห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองใดๆ
2.ห้ามออก เสียงเลือกตั้งซึ่งมีผลให้ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งและไม่สามารถดำรง ตำแหน่งทางการเมืองบางตำแหน่งที่กำหนดคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนั้นๆ ไว้ว่าจะต้องไม่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง จากการที่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งจึงทำให้ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์จึง ไม่สามารถเป็นสมาชิกพรรคการเมืองด้วย

โดยสรุปผู้ที่ถูกเพิกถอน สิทธิ์เลือกตั้งอันเป็นผลมาจากการที่พรรคการเมืองที่ตนเป็นกรรมการบริหาร พรรคถูกยุบไปจะถูกห้ามกระทำในสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้

- ห้ามเป็นสมาชิกพรรค ห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรค ห้ามร่วมกับผู้ใดก่อตั้งพรรคการเมือง ห้ามไปออกเสียงเลือกตั้ง ห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งและ

- ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กฎหมายกำหนดคุณสมบัติไว้ว่าจะต้องไม่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งเช่นรัฐมนตรีเป็นต้น

ดัง นั้นจึงเห็นได้ว่าผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งทั้ง111 และ 109 คนนั้นไม่ได้ถูกกฎหมายห้ามไม่ให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องใดๆ ทั้งนี้รวมทั้งไม่มีกฎหมายใดห้ามบุคคลเหล่านี้หาเสียงให้แกผู้สมัครหรือพรรค การเมืองแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ผู้ที่อยู่ระหว่างการถูกเพิกถอนสิทธิ์ เลือกตั้งจึงยังคงมีสิทธิ เสรีภาพตามรํฐธรรมนูญและกฎหมายไทยที่จะแสดงความคิดเห็นหมือนคนไทยทั่วไปทุก ประการที่ผ่านมา ในระหว่างการหาเสียง ผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งก็แสดงความเห็นอยู่บ่อยๆ เกี่ยวกับผู้สมัคร ทั้งสนับสนุนและไม่สนับสนุนซึ่งก็เท่ากับเป็นการช่วยหาเสียงนั่นเอง

และ ก็ไม่มีใครว่าอะไรที่ถูกเพ่งเล็งและเป็นประเด็นถกเถียงกันเรื่อยมาก็คือการ ไปช่วยปราศัยหาเสียง ซึ่งยังไม่มีข้อยุติในเรื่องนี้ในการเลือกตั้งครั้งก่อน พรรคพปช.เคยถามกกต.ว่าผู้ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งทำอะไรได้แค่ไหน แต่กกต.ก็ตอบมาอย่างกำกวม

กกต.บอกว่าผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอน สิทธิ์เลือกตั้งถูกห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรคการจึงไม่พึงทำอะไรที่เป็น หน้าที่ของกรรมการบริหารพรรคแล้วก็เกิดการตีความเลยเถิด เลอะเทอะไปว่ารวมถึงการห้ามถ่ายรูปคู่กับผู้สมัคร ขึ้นเวทีหาเสียงหรือเดินตามช่วยหาเสียงด้วย

กกต.ไม่ได้มีระเบียบใดๆในเรื่องนี้อาจเป็นเพราะรู้ว่าตนเองไม่มีอำนาจ เนื่องจากกฎหมายไม่ได้ห้าม แต่กกต.ก็อาศัยการตีความอย่างกำกวม

เมื่อ กกต.ตีความอย่างกำกวม พรรคการเมืองและนักการเมืองก็หลังจะได้ใบเหลือง ใบแดงจึงไม่กล้าให้ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งขึ้นเวทีหรือช่วยหาเสียง

นอก จากนั้นผู้ที่อยู่ระหว่างก็มักถูกขอร้องไม่ให้ไปหาเสียงให้พรรคการเมืองหรือ ผู้สมัคร ถึงแม้จะอยู่คนละเวทีกันก็ตาม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะความกลัว ไม่มีกฎหมายอะไรรองรับแม้แต่น้อย

ถ้าจะพูดให้เฉพาะเจาะจงลงไป ก็คงต้องมาดูว่าการช่วยหาเสียงเป็นการกระทำตามหน้าที่ของกก.บห.พรรคหรือไม่

กก ต.ใช้ตรรกะว่ากก.บห.พรรคมีหน้าที่ช่วยลูกพรรคหาเสียง เพราะฉะนั้นใครที่ช่วยผู้สมัครหาเสียงย่อมกำลังทำเสมือนเป็นกรรมการปริหาร พรรคอยู่ เมื่อผู้ถูกเพิกถอนสิทธิ์ถูกห้ามเป็นกรรมการบริหารแล้วมาทำอะไรเสมือนเป็น กรรมการบริหารจึงผิดกฎหมาย

ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นได้ง่ายๆ เช่นหมอที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนใบประกอบโรคศิลป์ย่อมถูกห้ามสั่งจ่ายยาที่ เป็นอำนาจของหมอ ห้ามผ่าตัดคนไข้แต่หมอที่ถูกถอนใบประกอบโรคศิลป์ไม่ได้ถูกห้ามไม่ให้คุยกับ คนไข้ หรือห้ามทายาแดงให้คนไข้หรือเช็ดตัวให้คนไข้เพราะใครๆก็มีสิทธิ์ทำได้จะ บอกว่าเวลาหมอตรวจคนไข้ต้องคุยกับคนไข้ เพราะฉะนั้นใครคุยกับคนไข้ย่อมทำเสมือนเป็นหมอไม่ได้พลเมืองไทยจะถูกห้ามทำ อะไรก็ด้วยกฎหมายเท่านั้น การที่กกต.ห้ามผู้ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งช่วยผู้สมัครหาเสียงจึงเป็นการ กระทำเกินกว่ากฎหมาย

ว่ากันตามกม. กรณี ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ กรณี111 109 ช่วยผู้สมัครหาเสียง ไม่เป็นเหตุให้กกต.สามารถให้ใบเหลืองหรือใบแดงแก่ผู้สมัครรายใดได้เลยการไม่ รับรองคุณยิ่งลักษณ์จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลรองรับ แต่ที่แย่คือจะบอกว่ากกต.ไม่มีอำนาจก็ไม่ได้ เพราะกกต.อาจให้ใบเหลือง ใบแดงใครก็ได้กกต.สามารถให้ใบเหลือง ใบแดงใครก็ได้โดยไม่ต้องมีพยานหลักฐานว่าได้ทำอะไรผิดหรืออาจตัดสินตรงข้าม กับพยานหลักฐานก็ได้และเมื่อตัดสินแล้วก็สิ้นสุด

พท.จี้กกต.เอาผิด‘มาร์ค-เจ๊วา’ ชี้หลักฐานชัด

ที่มา ข่าวสด

ที่ พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีตัวแทนพรรคเพื่อไทยไปร้องเรียนกกต. กรณีทำผิดกฎหมายเลือกตั้งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาการนายกฯ และนางพรทิวา นาคาสัย รมว.พาณิชย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ที่ปล่อยให้มีการขายสินค้าราคาธงฟ้า ในศาลากลางจ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกับที่มีการเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 26 มิ.ย.ว่า วันนี้นายอภิสิทธิ์บอกว่าไม่ทราบไม่รู้ว่าร้องเรื่องอะไร นางพรทิวาก็บอกว่าสมาชิกพรรคเพื่อไทยร้องมั่ว ทั้งที่ข้อเท็จจริงเรามีภาพมีคลิปออกมาแสดงให้กับสื่อมวลชน เรื่องนี้นายอภิสิทธิ์กับนางพรทิวาอย่าทำไขสือ เพราะมีหลักฐานชัดเจน คนเป็นนายกฯและรมว.พาณิชย์เรื่องอย่างนี้หากไม่เข้าใจกฎหมายการเลือกตั้ง แล้วมีการไปขายสินค้าต่ำกว่าราคาท้องตลาดถือว่าจงใจเพื่อให้ประชาชนใน จ.สมุทรปราการลงคะแนนให้ตนเอง และพรรคของตนเอง ซึ่งตนเองมีหน้าที่เป็นรัฐบาลกำกับกระทรวงพาณิชย์มีผู้สมัครถือเป็นการผิด กฎหมายอย่างชัดเจน

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า พรรคเพื่อไทยร้องเรื่องนี้เพราะต้องการให้เป็นบรรทัดฐานในกรณีผู้มีอำนาจ ต้องรักษามาตรฐาน อย่าใช้อำนาจรัฐในการเอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพรรคพวก เพราะเข้าข่ายผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญส.ส.และสว.ปี 2550 มาตรา 53 ห้ามไม่ให้ผู้สมัครทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนน หรือผู้สมัครคนอื่น พรรคการเมืองใด หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้พรรคการเมืองใด โดยวิธีการดังกล่าวคือเสนอว่าจะให้สัญญาว่าจะให้หรือเตรียมจะให้

“ผมจึงอยากให้กกต.ตรวจสอบว่าผิดกฎหมายแล้วยังขัดต่อรัฐธรรมนูญ 137 ซึ่งมีโทษจำคุกนายอภิสิทธิ์และนางพรทิวา 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 2 หมื่นถึง 2 แสนบาท และศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมืองมีกำหนด 10 ปี และที่สำคัญเมื่อเป็นกรรมการบริหารพรรค ก็เข้าข่ายทำผิดมาตรา 237 กรรมการบริหารพรรคทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ส่งผลให้มีการร้องยุบพรรค ซึ่งผู้มอบอำนาจก็ร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ ตัดสิทธิ์นายอภิสิทธิ์ และยุบพรรคภูมิใจไทย และตัดสิทธิ์นางพรทิวาและกรรมการบริหารทั้งหมด อยากให้กกต.ตรวจสอบไปทุกจังหวัดว่ามีกรณีเช่นนี้อีกหรือไม่ ผมทราบว่ามีอีกหลายจังหวัดที่ทำแบบนี้ ทั้งนี้ ก่อนที่กกต.จะรับรองส.ส.รอบสองในวันที่ 19 ก.ค. นี้ ก็ขอให้ตรวจสอบและทบทวนเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพื่อสร้างมาตรฐานการเมือง” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

สดศรี’ลั่นเปิดสภาได้แน่ใน30วัน ไม่หวั่นถูกโจมตี

ที่มา ข่าวสด

นาง สดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงการพิจารณารับรองส.ส.ชุดที่ 2 ในวันที่ 19 ก.ค. นี้ว่า ยังไม่อาจตอบได้ว่าจะมีการประกาศรับรองเพิ่มเติมได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการทำงานของฝ่ายสืบสวนสอบสวน แต่หากใกล้ครบกำหนด 30 วันนับจากวันเลือกตั้งตามกฎหมายกำหนดแล้ว ส.ส.ที่ได้รับการรับรองยังมีไม่ถึงร้อยละ 95 อาจต้องประกาศส.ส.รับรองไปก่อน แล้วค่อยพิจารณาเรื่องร้องเรียนที่คงค้างภายหลัง เพื่อไม่ให้ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งครั้งนี้มีความแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากปิดการรับร้องเรียนช้ากว่าเพราะรับเรื่องร้องเรียนถึงวันที่ 11 ก.ค. ไม่ใช่ถึงวันเลือกตั้งอย่างที่เคยผ่านมา จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การสอบสวนช้าไปด้วย ทั้งนี้ยังพบว่ามีขบวนการรับร้องเรียนแทนกันด้วย

นางสดศรี ยังกล่าวถึงส่วนโพลของสำนักต่างๆ ระบุเกี่ยวกับความพึงพอใจของการทำหน้าที่ของกกต. โดยเฉพาะความเห็นต่อการยังไม่ประกาศรับรองการเลือกตั้งนั้นว่า ไม่อยากให้ความสำคัญมากนัก เพราะไม่ถือเป็นความเห็นของมหาชน และกกต.ก็ไม่สามารถทำงานได้ดั่งใจทุกฝ่าย แต่กกต.ต้องทำงานภายใต้กฎหมายมากที่สุด เนื่องจากไม่มีภูมิคุ้มกันทางกฎหมาย

he case of Walter Bau claiming damages from the Thai Government

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



The case of Walter Bau claiming damages from the Thai Government
July 15, 2011, 3:04 pm


On 14 July 2011, Foreign Minster Kasit Piromya gave a press conference at the
Ministry of Foreign Affairs about the case of Walter Bau, a German company,
claiming damages from the Thai Government. Gist as follows:

1. The said case is a legal dispute between Walter Bau and the Thai
Government. Walter Bau is a claimant seeking damages from the Thai
Government in respect of an alleged breach of the Don Muang Tollway
contract since 2005 and in accordance with the 2002 Treaty between Thailand
and Germany concerning the Encouragement and Reciprocal Protection of
Investments. On 1 July 2009, the arbitral tribunal issued an award against
Thailand to compensate damages to Walter Bau in the amount of around 30
million Euros plus interest and legal costs of around 2 million Euros.

2. As the United States is party to the 1958 Convention on the Recognition and
Enforcement of Foreign Arbitral Awards (the “New York” Convention), Walter
Bau brought the matter before the United States District Court, Southern
District of New York on 26 March 2010 seeking enforcement of the arbitral
award. The Southern District Court of New York ruled in favour of Walter Bau
and the Thai Government, through its Office of the Attorney-General, is in the
process of appealing the Court’s decision.

3. Concurrently, Walter Bau filed a claim with the German Civil Court seeking
enforcement of the arbitral award. On 11 July 2011, the German court ordered
the seizure of the assets of the Thai Government without seeking information
from the Thai side which led to the temporary impounding of the airplane
owned by HRH Crown Prince Maha Vajiralongkorn, which was parked in Munich
Airport, on 12 July 2011, under the mistaken belief that the airplane belonged
to the Thai Government.

4. The Foreign Minister said that the impounding by the German side was a
grave error based on a misunderstanding as the aforementioned airplane was
privately owned and not an asset of the Thai Government. Upon being
informed of the incident, the Thai side immediately contacted the German
authorities through every available channel to provide them with the correct
information and evidence about the private ownership of the said airplane. The
Thai Embassy in Berlin conveyed the above information to the German Federal
Foreign Office, the Foreign Minister has sent a letter to his counterpart to
express Thailand’s serious concerns and requesting the German side to
immediately revoke the impounding of the said airplane, and he also had a
telephone conversation with the State Secretary of the German Federal Foreign
Office. Furthermore, the Ministry of Foreign Affairs invited the Chargé d'affaires
of the German Embassy in Thailand to be briefed on the facts, and a team of
Thai legal experts led by the Attorney-General and Deputy Director-General of
the Department of Treaties and Legal Affairs has already arrived in Munich. At
the same time, the Thai ambassador to Berlin has arranged for a German
lawyer to be a legal advisor. Additionally, the Foreign Minister will be traveling to
Berlin on the night of 14 July 2011 to meet the German Federal Foreign Office
in the afternoon of 15 July 2011, to seek the release of the said airplane as
soon as possible.

5. The Foreign Minister emphasized that the incident was a matter between
Walter Bau and the Thai Government. The Thai Government respects and has
no intention to interfere in the judicial process of Germany as well as
understands that resolving the issue may require some time. Be that as it
may, the Thai Government hopes that the situation would be rectified as soon
as possible.

6. As for the legal case between Walter Bau and the Thai Government, the
Office of the Attorney-General, which has been appointed by the Thai
Government as the lead agency for the said case, is in the process of
appealing the decision of the Southern District Court of New York which will
proceed in accordance with the due judicial process.


เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา เว๊บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ ได้เผยแพร่
ข่าว คดีบริษัทวาลเทอร์ เบา ของเยอรมนี ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทยมีใจความว่า
วันที่ 14 กรกฎาคม 2554 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่กระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับคดีบริษัทวาลเทอร์ เบา (Walter Bau)
ของเยอรมนี ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทย สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

1. คดีดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างบริษัทวาลเทอร์ เบา ของเยอรมนีกับรัฐบาลไทย
โดยบริษัทฯ เป็นโจทก์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทย
กรณีผิดสัญญาโครงการทางด่วนดอนเมืองโทลเวย์ ตั้งแต่ปี 2548
ตามสนธิสัญญาระหว่างไทยกับเยอรมนี
เกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทน ค.ศ. 2002
ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการได้ตัดสินชี้ขาด เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2552
ให้รัฐบาลไทยชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทฯ เป็นเงินประมาณ 30 ล้านยูโร บวกดอกเบี้ย
และค่าดำเนินการของคณะอนุญาโตตุลาการอีกเกือบ 2 ล้านยูโร

2. โดยที่สหรัฐฯ เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับ
คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958
(Convention on the Recognition and Enforcement of Foreign Arbitral Awards)
บริษัทฯ จึงได้นำคดีฟ้องต่อศาลนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2553
เพื่อขอให้บังคับคดีตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ
ซึ่งต่อมาศาลนครนิวยอร์กได้ตัดสินให้ไทยปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโต ตุลาการ
รัฐบาลไทยโดยสำนักงานอัยการสูงสุดอยู่ระหว่างการอุทธรณ์คำตัดสินของศาล นิวยอร์ก

3 . ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งเยอรมนีอีกทางหนึ่งเพื่อให้มีการบังคับคดี
ซึ่งศาลเยอรมนีได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2554 ให้ยึดทรัพย์สินรัฐบาลไทย
โดยมิได้มีการสอบถามหรือไต่สวนฝ่ายไทย
ซึ่งนำไปสู่การอายัดเครื่องบินพระที่นั่งของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฏราชกุมาร
ซึ่งจอดอยู่ที่ท่าอากาศยานนครมิวนิก เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2554
โดยเข้าใจผิดว่าเป็นเครื่องบินของรัฐบาลไทย

4 . รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า
การดำเนินการดังกล่าวของฝ่ายเยอรมันเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงอันเกิดจากความเข้าใจผิด
เนื่องจากเครื่องบินลำดังกล่าวเป็นเครื่องบินส่วนพระองค์ มิใช่ทรัพย์สินของรัฐบาลไทย
ฝ่ายไทยได้ดำเนินการติดต่อทางการเยอรมันทันทีที่ได้รับทราบเรื่องในทุกช่องทาง
เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและหลักฐานยืนยันว่า เครื่องบินลำดังกล่าวเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์

โดยในการดำเนินการของฝ่ายไทยนั้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน
ได้ให้ข้อมูลข้างต้นแก่กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี และรัฐมนตรีว่าการฯ
ได้มีหนังสือถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี
แสดงความกังวลอย่างยิ่งของฝ่ายไทย
และขอให้ฝ่ายเยอรมันถอนการอายัดเครื่องบินลำดังกล่าวในทันที
และได้สนทนาทางโทรศัพท์กับปลัดกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี
กระทรวงฯ ได้เชิญอุปทูตสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย
มารับทราบข้อเท็จจริง และคณะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย
นำโดยอัยการสูงสุดและรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ ได้เดินทางไปถึงนครมิวนิคแล้ว

ขณะที่เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้ติดต่อทนายความเยอรมัน
เป็นที่ปรึกษาประเด็นด้านกฎหมาย นอกจากนั้น รัฐมนตรีว่าการฯ
จะเดินทางไปกรุงเบอร์ลินในคืนวันที่ 14 กรกฎาคม 2554
เพื่อพบกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีในบ่ายวันที่ 15 กรกฎาคม 2554
เพื่อให้มีการถอนอายัดเครื่องบินลำดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

5 . รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศย้ำว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่อง
ระหว่างบริษัทวาลเทอร์ เบา กับรัฐบาลไทย รัฐบาลไทยเคารพและไม่มีความตั้งใจ
ที่จะแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของเยอรมนี ตลอดจนเข้าใจว่าการดำเนินการเรื่องนี้
อาจต้องใช้เวลาบ้าง อย่างไรก็ตาม
รัฐบาลไทยหวังว่า กรณีที่เกิดขึ้นจะได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด

6 . สำหรับคดีฟ้องร้องระหว่างบริษัทวาลเทอร์ เบา กับรัฐบาลไทย สำนักงานอัยการสูงสุด
ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาลไทยให้เป็นผู้รับผิดชอบในคดีดังกล่าว
กำลังอุทธรณ์คำตัดสินของศาลนครนิวยอร์ก
ซึ่งเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่จะต้องดำเนินต่อไป


http://www.go6tv.com/2011/07/case-of-walter-bau-claiming-damages.html

ปินส์ปลดทหารล้ำเส้นการเมืองคิดโค่นปธน.

ที่มา ข่าวสด


เอ เอฟพีรายงานว่า เมื่อ 16 ก.ค. กองทัพฟิลิปปินส์สั่งปลดพันเอกเจเนโรโซ มาเรียโน ออกจากตำแหน่งรองผู้บัญชา การกองบังคับการทหารกองหนุนแห่งกองทัพเรือ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 15 ก.ค. พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนในข้อหาการปลุกปั่นให้ขัดขืนอำนาจปกครอง และมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กรณีมีคลิปวิดีโอที่พันเอกนายนี้กล่าวปลุกระดมให้โค่นอำนาจประธานาธิบดีเบนิ กโน อาคีโน่

พันโท โอมาร์ ทอนเซย์ โฆษกกองทัพเรือ แถลงว่า กองทัพมีคำสั่งปลดพ.อ.มาเรียโนไปแล้ว หลังพบว่า คลิปดังกล่าว พันเอกมาเรียโนกล่าวถ้อยคำต่อต้านรัฐบาล ซึ่งวิธีการโค่นล้มประธานาธิบดีแบบนี้เป็นการกระทำผิดกฎหมายร้ายแรง และไม่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพที่มีกองกำลัง 120,000 นาย

สำหรับ พันเอกมาเรียโนมีกำหนดเกษียณราชการในวันที่ 17 ก.ค.นี้แล้ว เมื่อมีอายุครบ 56 ปี แต่จากพฤติกรรมดังกล่าวทำให้ยังต้องอยู่ในกองทัพต่อไป จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสมบูรณ์

พันโททอนเซย์ กล่าวว่า ไม่ชัดเจนว่าคลิปที่พันเอกมาเรียโนบันทึกไว้อยู่ในช่วงเวลาใด แต่คลิปดังกล่าวเผยแพร่ไปยังกรมกองต่างๆ ของกองทัพบางหน่วย ซึ่งมีผู้ส่งตัวอย่างมาให้กองบัญชาการตรวจสอบ

สำหรับทหารฟิลิปปินส์ เคยก่อเหตุไม่สงบต่อรัฐบาลมาหลายครั้ง นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่มวลชนแสดงพลังขับไล่เผด็จการเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส ที่ปกครองประเทศมายาวนานกว่า 20 ปี ในปี 2529 เกิดเหตุทหารพยายามก่อรัฐ ประหาร 2 ครั้ง รวมถึงในยุคของคอราซอน อาคีโน่ ในปี 2532 แต่ไม่สำเร็จ เพราะกองกำลังสหรัฐอเมริกาเข้ามาช่วยขัดขวาง