WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 19, 2011

300 บาท

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



เสียง คัดค้านต่อต้านนโยบายค่าแรง 300 บาทของพรรค พท.ดังระงมไปทั่ว เมื่อเห็นได้ชัดแล้วว่า พรรค พท.จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแน่ โดยยังไม่มีใครสร้าง "อุบัติเหตุทางการเมือง" ขึ้นในตอนนี้ ทุกคนรู้ว่านี่เป็นก้าวที่ถอยไม่ได้ เพราะไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลต่อจาก พท. โดยผ่านการเลือกตั้งหรือยึดบ้านยึดเมือง ก็ไม่สามารถลดราคาลงจากนี้ได้ ดังนั้นอย่าปล่อยให้ย่างก้าวแรกนี้ดีกว่า

ผมไม่ทราบว่า แล้วมีใครที่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาทหรือไม่ เพราะสื่อไม่ขยันพอจะไปเที่ยวหาคนที่ไม่ใช่นักการเมืองของ พท.ที่เห็นด้วย เพื่อเอาความเห็นของเขามาเสนอบ้าง (นักหนังสือพิมพ์ไทยชอบอ้างว่าข่าวต้องมีดุลยภาพ แต่ผมไม่เคยเห็นดุลยภาพที่ว่าในข่าวสำคัญๆ เลย มีแต่เมื่อคนด่ากันผ่านสื่อนั่นแหละ ที่สื่อจะเปิดพื้นที่ของตนให้เป็นเวทีมวย) ดังนั้นในไม่ช้าสังคมไทยก็จะคล้อยตามฝ่ายทุนว่า หากขึ้นค่าแรงระดับนี้ เศรษฐกิจทั้งระบบจะพังครืน (ทั้งๆ ที่อาจพังเพราะสหรัฐกำลังจะล้มละลายก็ได้)

ผมติดตามกระแสคัดค้านต่อ ต้านแล้วก็ออกจะเศร้าใจนะครับ เพราะทางเลือกที่ผมได้จากการต่อต้านคัดค้าน มีอยู่เพียงสองทางเท่านั้น คือขึ้นหรือไม่ขึ้น ไม่มีทางเลือกอื่นๆ เช่นไม่ขึ้นแต่ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ หรือขึ้นแต่ต้องขึ้นด้วยวิธีอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ในสังคมไทย ทางเลือกถูกเสนอให้จำกัดเพียงสองเสมอ ทำไมชีวิตผมจึงเหลือให้เลือกได้แต่ทักษิณกับอภิสิทธิ์เท่านั้น

ใน ส่วนข้อคัดค้านของฝ่ายทุน เช่นสภาอุตสาหกรรมนั้น แม้ยังฟังไม่ขึ้น แต่ก็เข้าใจได้ คือเป็นความเห็นของผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง พูดอะไรก็ถูกทุกที แม้ไม่ต้องแสดงอะไรให้เห็นมากไปกว่า "กูพังแน่" ก็ตาม

ที่ ผมสนใจมากกว่าก็คือ ความเห็นของคนที่ไม่ใช่ทั้งแรงงาน (ภาคอุตสาหกรรม) และไม่ใช่ทั้งนายทุน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็อาจสรุปได้ว่า ยังไม่จำเป็นในขณะนี้ และฝากความหวังไว้กับคณะกรรมการไตรภาคีว่าจะสามารถชะลอการขึ้นค่าแรงอย่าง ฮวบฮาบนี้ได้

ผมถามตัวเองว่า 300 บาทนี้มีเหตุผลหรือไม่ ผมตอบตัวเองไม่ได้ แต่มีนักวิชาการด้านแรงงานท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อคำนวณรายจ่ายของแรงงานในกรุงเทพฯและปริมณฑล ที่พอจะทำให้เขามีชีวิตปกติสุขได้แล้ว เขาควรมีรายได้วันละ 298-299 บาท ก็คือ 300 บาทนั่นเอง (300 คูณ 26 = 7,800 บาทต่อเดือน)

อ้าว ถ้าอย่างนั้น ตัวเลข 300 ก็ไม่ใช่ตัวเลขลอยๆ ที่มาจากการหาเสียงล่ะสิครับ มีเหตุผลของ "ชีวิต" แรงงานในฐานะมนุษย์รองรับอยู่ เว้นแต่จะเห็นว่า "ชีวิต" ของแรงงานไม่ใช่ชีวิตของมนุษย์เท่านั้น ที่จะคิดได้ว่า 300 บาทเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป

แม้ตัวเลข 300 จะมีเหตุผลรองรับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำได้ทันทีโดยไม่มีผลกระทบที่เราไม่ต้องการ อย่างไรก็ตาม เราก็น่าจะยอมรับได้ว่าตัวเลข 300 เป็นเป้าหมายหรืออุดมคติ ซึ่งจะต้องบรรลุให้ได้ในเร็ววัน ในสังคมสร้างสรรค์ (อันเป็นเป้าหมายของหน่วยงานที่เอาภาษีบุหรี่ของผมไปทำงาน) ข้อถกเถียงก็น่าจะอยู่ตรงที่มาตรการอันจะนำไปสู่อุดมคติว่า ควรทำอะไรและอย่างไรบ้าง จึงจะสามารถบรรลุอุดมคติดังกล่าวได้เร็ววัน แต่ผมไม่ได้ยินใครเถียงกันเรื่องนี้เลย

หากแรงงานได้รับค่าจ้างวันละ 300 บาทแล้ว จะทำให้สินค้าไทยราคาแพงขึ้นจนกระทั่งไม่อาจแข่งขันในตลาดโลกและตลาดภายใน ใช่หรือไม่?

ค่า แรงเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิตแน่ แต่ก็มีนักเศรษฐศาสตร์อีกท่านหนึ่งเตือนว่า เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น 40 บาทต่อวัน มิได้หมายความว่าสินค้าจะเพิ่มขึ้นชิ้นละ 40 บาทไม่ เพราะในกลไกการผลิตย่อมมีการดูดซับต้นทุนระหว่างกัน จนกระทั่งราคาที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการเพิ่มค่าแรง อาจไม่มากนัก แต่เพิ่มแน่

ดังนั้น รัฐย่อมสามารถช่วยให้สินค้าไม่เพิ่มราคาขึ้นมากนักได้ ด้วยการเข้าไปหนุนช่วยในกลไกการผลิตส่วนอื่นๆ เช่นลดภาษีนำเข้าเครื่องจักรและอะไหล่ หรือตามข้อเสนอของพรรค พท.เอง คือการลดภาษีรายได้บริษัทลงเหลือ 27% เป็นต้น ข้อถกเถียงในสังคมสร้างสรรค์ก็น่าจะเป็นเรื่องบทบาทของรัฐว่า จะเข้าไปหนุนช่วยในด้านใดและอย่างไร

ยิ่งกว่านี้ การหนุนช่วยของรัฐต้องมีจุดมุ่งหมายที่มากกว่าราคาสินค้าเฉพาะหน้า แต่ควรเป็นการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถของแรงงาน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้พ้นจากการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น ไปสู่การผลิตที่ใช้ความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น

ผมคิดว่า ถ้าเราช่วยกันคิด, เสนอ และถกเถียงเรื่องนี้กันให้มากขึ้น ก็จะสามารถกลบเสียงของสภาอุตสาหกรรมที่ขอให้รัฐเข้ามาช่วยจ่ายค่าแรง ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย (ซ้ำอาจถูกมองว่าเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในตลาดโลกด้วย) นอกจากทำให้อุตสาหกรรมไทยย่ำเท้าอยู่กับที่ โดยไม่ยอมขยับหนีเวียดนาม, จีน, อินโดนีเซีย และกัมพูชา ต้องตกอยู่ใน "กับดักของประเทศรายได้ปานกลาง" ชั่วกัลปาวสาน

ยิ่งกว่านี้ ข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมยังฟังดูเหมือนว่า รัฐต้องจ้างอุตสาหกรรมมิให้กดขี่แรงงาน ตรรกะเดียวกันนี้นำเราไปสู่การจ้างโจรไม่ให้ปล้นด้วย

ผมยอม รับนะครับว่า รัฐบาลไทยได้เอาเงินไปจ้างโรงสีไม่ให้กดขี่ชาวนา จ้างโรงบ่มมิให้กดขี่ชาวสวนลำไย ฯลฯ มาแล้ว แต่นั่นคือวิธีการที่ตัวเกษตรกรไม่ได้รับความช่วยเหลือโดยตรง และน่าจะยกเลิกเพื่อหามาตรการใหม่ที่จะทำให้เกษตรกรได้รายได้ที่มั่นคง ไม่ใช่มาตรการที่อุตสาหกรรมจะมาเอาเป็นแบบอย่างได้ ในขณะที่รัฐสามารถช่วยแรงงานโดยตรงได้อีกหลายอย่าง เช่นสนับสนุนให้โรงงานสร้างที่พักอาศัยในบริเวณโรงงาน หรือจัดให้เกิดที่พักในราคาถูกใกล้แหล่งโรงงาน สร้างโรงเรียนที่ฟรีจริงให้บุตรหลาน สร้างศูนย์เรียนรู้ของกรมการศึกษานอกโรงเรียนใกล้แหล่งโรงงาน เพื่อเพิ่มทักษะความรู้ของแรงงาน ฯลฯ

300 บาทจะนำไปสู่ของแพงขึ้นหรือไม่? ก็คงมีผลให้ของแพงขึ้นในระยะหนึ่ง เพราะเมื่อครอบครัวแรงงานสามารถกินไข่ได้ทุกวัน ก็เป็นธรรมดาที่ไข่ย่อมแพงขึ้นในระยะหนึ่ง จนกว่าผู้ผลิตไข่ซึ่งขายดิบขายดีจะเร่งผลิตไข่ออกมาได้มากกว่าเดิม แต่ผมไม่แน่ใจว่า เมื่อลูกแรงงานจะซื้อรองเท้านักเรียนใหม่เพิ่มขึ้นหลายๆ ครอบครัว รองเท้าจะต้องแพงขึ้นเสมอไป เพราะโรงงานรองเท้าย่อมหันมาผลิตรองเท้าเพื่อตลาดภายในเพิ่มขึ้นอย่างรวด เร็ว แค่วางรองเท้าในตลาดปุ๊บ ก็ขายได้ปั๊บ ย่อมเพิ่มกำไรให้แก่ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายแล้ว เพราะลดต้นทุนด้านสต๊อคลงไปมาก

ในฐานะของคนที่ไม่เคยเรียน เศรษฐศาสตร์เลย ผมออกจะสงสัยทฤษฎีว่า การเพิ่มรายได้ทำให้ของแพงจังเลย ก็เมื่อสินค้าใดเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น ราคาสูงขึ้น ทำไมจึงไม่แย่งกันผลิตเพื่อโซ้ยกำไรล่ะครับ และเมื่อแย่งกันผลิต ราคาสินค้านั้นก็น่าจะลดลงมาสู่ราคาที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่หรือครับ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่รายได้ซึ่งเพิ่มขึ้น แต่น่าจะอยู่ที่ว่ากลไกตลาดของเราเองต้องมีอะไรบางอย่างบิดเบี้ยว ทำให้ไม่มีใครแย่งกันผลิต พูดอีกอย่างหนึ่งคือ การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมนั้น ไม่มีจริงในตลาดไทย เราก็น่าจะไปจัดการกับ "อำนาจเหนือตลาด" ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งครอบงำตลาดไทยอยู่ และที่จริงก็มีมากเสียด้วย การเพิ่มค่าแรงเป็น 300 บาทจึงต้องมาพร้อมกับมาตรการที่จะทำลาย "อำนาจเหนือตลาด" ในรูปแบบต่างๆ ไม่ใช่ไปห้ามไม่ให้จ่าย 300 บาท ไม่อย่างนั้นไม่ควรมีใครในโลกได้รายได้เพิ่มขึ้นสักคน รวมทั้งนักวิชาการด้วย

อันที่จริงนโยบาย 300 บาทนี้ก็เดินตามนโยบายของรัฐบาลของพี่ชายว่าที่นายกฯ เป็นการฟื้นเศรษฐกิจวิธีหนึ่ง (แทนการแจกเงินเฉยๆ แก่ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ) คือทำให้เกิดความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยในตลาดให้มากขึ้น อันจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบ เพียงแต่ว่าไม่ได้มุ่งเน้นแต่ตลาดต่างประเทศอย่างที่สภาอุตสาหกรรมให้ความ สำคัญ แต่เพิ่มกำลังซื้อภายให้สูงขึ้น อย่าลืมด้วยว่าตลาดภายในนับวันจะมีความสำคัญมากขึ้น ท่ามกลางภาวะใกล้ล้มละลายของตลาดยุโรปและอเมริกา ประเด็นที่ผมอยากชี้ในเรื่องนี้ก็คือ 300 บาทเป็นนโยบายที่มีข้อดีเหมือนกัน ไม่ใช่เหลวไหลเพราะการหาเสียงอย่างที่สมาคมนายจ้างพยายามสร้างภาพ

บาง ท่านให้ความเห็นต่อ 300 บาทที่ตลกดีในทรรศนะของผม นั่นคือ แรงงานได้แค่วันละ 150 ก็อยู่ได้แล้ว ถ้ามีที่พักในโรงงาน มีเครือข่ายกับกลุ่มเกษตรกรที่สามารถซื้ออาหารได้ในราคาถูก ฯลฯ จริงเลยครับ ถ้ามีที่พักฟรี, กินอาหารฟรีทั้งตนเองและครอบครัว, มีโรงเรียนฟรีสำหรับบุตรหลาน, มีโรงพยาบาลฟรีสำหรับครอบครัว, มีเสื้อกางเกงให้ใช้ฟรี, มีฟิตเนสและโรงหนังฟรีใกล้ๆ, แถมกล้วยแขกหรือฝรั่งดองให้อีกหนึ่งถุงหลังอาหารกลางวัน ฯลฯ จ่ายแค่ 50 บาทเป็นเงินติดกระเป๋าก็พอแล้ว

จริงที่ว่า "รายได้" ไม่ได้มีความหมายเพียงเงินค่าจ้าง แต่สวัสดิการในรูปแบบต่างๆ ก็เป็น "รายได้" ส่วนหนึ่ง และเราควรหันมาสร้าง "รายได้" ให้แรงงานในรูปสวัสดิการให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ แต่จะใช้เวลาเท่าไรล่ะครับ แม้แต่สมมุติว่ารัฐให้การสนับสนุนอย่างแข็งขัน ก็ต้องใช้เวลา 5 ปี, 10 ปี หรือชั่วอายุคนหน้า แล้วระหว่างนี้ล่ะครับ จะให้แรงงานอยู่อย่างไร ในเมื่อเพื่อจะอยู่ได้ เขาต้องมีรายได้ถึงวันละ 298 บาทต่อวัน อยู่กับเงินกู้นอกระบบหรือครับ เงินกู้นอกระบบนั้นกินรายได้ของแรงงานไปจนกระทั่งดูเหมือน 300 บาทก็จะไม่สามารถปลดเขาจากพันธะนั้นได้เสียแล้ว

แน่นอนว่า 300 บาทไม่ได้เข้ามาแทนที่สวัสดิการอันจำเป็น แต่ 300 บาททำให้เขาอยู่ได้ก่อน การพัฒนาฝีมือแรงงานและสวัสดิการควรเป็นเป้าหมายหลักที่รัฐจะต้องผลักดัน อย่างเต็มที่ เป็นก้าวต่อไปที่ไม่ควรหลีกเลี่ยงเป็นอันขาด

บาง คนแสดงความห่วงใยว่า 300 บาทจะดึงเอาพม่า, ลาว, กัมพูชา, หลั่งไหลเข้ามาอีกมากมาย ก็คงจะดึงจริงแน่ และถึงจะมีหรือไม่มี 300 บาท อีก 5 ปีข้างหน้าในเงื่อนไขของเศรษฐกิจเสรีอาเซียน การหลั่งไหลของแรงงานข้ามชาติก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่ว่าเหตุใดนายจ้างไทยจึงนิยมจ้างแรงงานต่างชาติ ส่วนหนึ่งก็เพราะแรงงานไทยขาดแคลน การมีแรงงานต่างชาติเข้ามาก็ดีแล้วไม่ใช่หรือครับ แต่สาเหตุส่วนนี้ยังไม่สำคัญเท่ากับว่า แรงงานต่างชาติรับค่าจ้างและสวัสดิการต่ำกว่าแรงงานไทย แม้กฎหมายไทยไม่ได้ยกเว้นแรงงานต่างชาติจากสิทธิทั้งหลายที่กฎหมายกำหนด แต่ในความเป็นจริงนายจ้างจ่ายค่าแรงต่ำกว่ามาก อีกทั้งไม่ได้ให้สวัสดิการใดๆ ที่กฎหมายกำหนดเลย

หากเราสามารถบังคับ ใช้กฎหมายจริง แรงงานต่างชาติจะได้ค่าตอบแทนในทุกรูปแบบเท่ากับแรงงานไทย ผมไม่เชื่อว่านายจ้างไทยยังอยากจ้างแรงงานต่างชาติอยู่อีก แม้บางคนจะบอกว่าพม่า, เขมร, ลาว หัวอ่อนกว่าแรงงานไทย แต่อย่าลืมนะครับว่า คนที่มีบ้านอยู่ต่างประเทศให้กลับ ข้อพิพาทแรงงานอาจพัฒนาไปสู่ความรุนแรงได้ง่ายกว่าแรงงานไทยอย่างเทียบกัน ไม่ได้ เผาโรงงานแล้วหนีกลับบ้านไม่ง่ายกว่าหรอกหรือครับ ที่ยังนิยมจ้างกันอยู่ในเวลานี้ ก็เพราะเอาเปรียบเขาได้ง่ายไม่ใช่หรือ

ยิ่งหากอุตสาหกรรมไทยสามารถขยับคุณภาพการผลิตให้สูงขึ้น แรงงานข้ามชาติ (กลุ่มเดิม) ยิ่งไม่เหมาะกับอุตสาหกรรมไทย

300 บาทนั้น ให้คำตอบที่สำคัญ แต่ไม่ใช่ปราศจากปัญหาเสียเลย ก็มาช่วยกันคิดแก้ไขหรือบรรเทาปัญหานั้นไม่ดีกว่าหรือครับ

นิ่ง-แน่น

ที่มา มติชน



โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 17 กรกฎาคม 2554)


น่าสังเกตว่า แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะยังไม่ได้นั่งนายกรัฐมนตรี

แต่ทูตทั้งจากประเทศมหาอำนาจ และไม่ใช่มหาอำนาจ ต่างเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างคึกคัก

นี่ถือเป็น "มุมบวก" ที่เพื่อไทยต้องตีให้แตกและใช้เป็นประโยชน์

ที่บอกตีให้แตกก็เนื่องจาก ขณะที่ "ต่างชาติ" เชื่อมั่นคนของตัวเอง

แต่เพื่อไทยซึ่งรวมถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง เช่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวชินวัตร กระทั่งมวลชนคนเสื้อแดง ดูจะไม่ได้ร่วมสร้างความเชื่อมั่นให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์นัก

ตรงกันข้ามในหลายเรื่องกลับฉุดความเชื่อมั่นของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ลงเสียอีก

อยากจะโฟกัสไปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นพิเศษ เพราะศักยภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณสามารถสร้างปัจจัยบวก หรือลบ ให้กับน้องสาว ได้มากที่สุด

อย่าง ที่รู้กัน ขณะนี้หัวใจสำคัญหลังพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม คือ 1)หน้าตาคณะรัฐมนตรี และ 2)นโยบายที่เพื่อไทยจะทำ

ทั้งสองเรื่องนี้ ควรเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์

ส่วนพรรค พ.ต.ท.ทักษิณ มวลชนสนับสนุน ควรจะอยู่ในฐาน "แบ๊กอัพ"

ไม่ใช่ออกมาเล่นบทบาท "ผู้มีบารมีนอกหน้าที่" อย่างคึกคักเสียเอง

น.ส.ยิ่งลักษณ์มีจุดอ่อนตั้งแต่ตัดสินใจเข้าเล่นการเมือง ซึ่งแก้ยากและคงแก้ไม่ได้ นั่นคือ การเป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ

แต่จุดอ่อนนี้จะลดลง หากทุกองคาพยพในพรรคเพื่อไทย รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชัดเจนในแนวทางเดียวกัน

นั่นคือให้จุดศูนย์กลางการขับเคลื่อนอยู่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์

ไม่พยายามทำให้เกิดศูนย์การนำหลายศูนย์

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สัมผัสได้ เช่น การตั้งคณะรัฐมนตรี แทนที่ถนนทุกสายจะมุ่งไปที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์

แต่กลับกลายเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ

ซึ่งดูเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณดูจะพึงใจไม่น้อยด้วย เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่เสียค่าเครื่องบิน จากดูไบ มาบรูไน เพื่อกินข้าวต้มกับใครหรอก

เสียงบ่นเรื่อง "เพื่อนเยอะ" เนื่องจากมี ส.ส.แห่ไปหานั้น ว่าที่จริง หาก พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่ให้เกิดสภาพดังกล่าวก็ทำได้

แต่ก็บ่นๆ ไปอย่างนั้นเอง เพราะประตู "ดูไบ" เปิดอ้าซ่า

ทำให้คำตอบของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เรื่องการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ที่พยายามพร่ำบอกว่าจัดกันในประเทศ ไม่ใช่ต่างประเทศ นั้น

ไม่มีใครเชื่อถือ

ไม่มีใครฟัง

คนที่กำลังจะขึ้นสู่นายกรัฐมนตรี แล้วต้องมาเผชิญกับ "ความไม่เชื่อถือในคำพูด" นั้น คงไม่ต้องบอกว่าเสียหายอย่างไร

เช่นเดียวกับเรื่อง "นโยบาย"

การเพิ่งเข้าสู่สนามเลือกตั้งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เพียง 49 วัน ทำให้ยังหลอมตัวเองเป็นหนึ่งเดียวกับนานานโยบายของพรรคไม่ได้

จะสังเกตได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ลงในรายละเอียดแต่ละนโยบายไม่ได้

ซึ่งจะโทษ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คนเดียวก็ใช่ที่

ทีมงาน รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นมันสมอง ควรจะต้องเร่งช่วยทำให้เธอเข้าใจถ่องแท้ เพื่อที่จะอธิบายกับประชาชนได้

ต้องไม่ลืมว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทย กำลังถูกมองว่าทำไม่ได้จริงมากขึ้นทุกที

ทำให้ฉุดความเชื่อมั่นของชาวบ้านลงอย่างมาก

แถมบางวันพี่ชายยังผุดนโยบายออกมาเพิ่มอีก

ทำให้สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าที่นายกฯหญิงอยู่ในภาวะอลเวง และมีหน้าที่คอยแก้ข่าวรายวัน

นี่ ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณทำตัวให้นิ่ง หลบไปอยู่ข้างหลังแล้วประสานกับพรรคเพื่อไทยช่วยติวและทำการบ้านเสริมความ แข็งแกร่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์

ทุกอย่างคงจะดีกว่านี้เยอะ

ถ้าไม่ "นิ่ง-แน่น" พอก็น่าห่วง เพราะตอนนี้ก็เริ่มเห็นขบวนการขัดขวางแปลกๆ และพิสดาร แล้วมิใช่หรือ

มองไม่พ้นหัวแม่เท้าตัวเอง

ที่มา มติชน



โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

(ที่มา คอลัมน์ที่เห็นและเป็นไป หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 17 กรกฎาคม 2554)


ใน ภาพรวมประชาชนตัดสินนำการเมืองเดินกลับสู่ประชาธิปไตยอย่างงดงาม การได้รับเสียงเกินครึ่งของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็นไปตามที่หลายฝ่ายปรารถนา

มันหมายถึงประชาชนตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เพื่อปิดช่องว่างไม่ให้อำนาจนอกระบบนำการไม่ได้รับเสียงข้างมากมาเป็นข้ออ้างในการแทรกแซง

มีความเชื่อว่า ชัยชนะของพรรคใดพรรคหนึ่งอย่างท่วมท้น จะเป็นชัยชนะของประชาชนต่อกลไกของอำนาจนอกระบบ

ให้รู้ว่าประชาชนตื่นตัวทางการเมืองในระดับที่ทุกฝ่ายควรจะรู้ว่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากมากขึ้นหากคิดจะต่อต้านกระแสประชาชน

แม้ว่าบางฝ่ายจะยังยืนยันว่า ชัยชนะเลือกตั้ง ไม่ใช่ชัยชนะทางการเมือง

ยังมีกลไกอำนาจมากมายที่จะแทรกแซงไม่ให้การเมืองเป็นไปตามการตัดสินใจของประชาชน

มีการวางแผนสกัดอำนาจของประชาชนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนอยู่ ในแต่ละจังหวะก้าวของการช่วงชิงอำนาจ

แต่คำยืนยันของฝ่ายที่ไม่มั่นใจในอำนาจการตัดสินของประชาชนนี้ คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นเพียงการปลอบประโลมของผู้พ่ายแพ้

ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง

เมื่อประชาชนตัดสินใจท่วมท้นถึงเพียงนั้น ทุกคนย่อมรู้ดีว่าการเดินสวนกระแสจะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในประเทศครั้งใหญ่หลวง

ไม่น่าเชื่อว่าคนที่สติยังดี ไม่เลอะเลือนสาหัส จะทำในสิ่งที่ส่อแววว่าจะนำความรุนแรงกลับมาสู่ประเทศ

ทว่าถึงวันนี้ ความเชื่อมั่นนั้นถูกทอนลงไปทีละน้อย

เรื่องราวที่น่าหวั่นวิตกส่อเค้าว่าจะเกิดขึ้น

ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม คณะกรรมการการเลือกตั้งได้นำความหวาดวิตกนั้นกลับมาสู่ความรู้สึกประชาชน

หลังการไม่ประกาศรับรอง "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ปาร์ตี้ลิสต์อันดับหนึ่งของพรรคเพื่อไทย แม้จะมี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" อยู่ในเข่งเดียวกัน ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าไม่มีสองมาตรฐานอย่างที่เคยถูกโจมตี

แต่นั่นไม่ทำให้อะไรดีขึ้น เพราะความเชื่อของคนทั่วไปเริ่มโน้มเอียงไปในทางที่บางฝ่ายยืนยัน

เรื่องราวของการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อสกัดอำนาจที่มาจากการตัดสินใจของประชาชน กลายเป็นประเด็นพูดคุยกันในวงกว้าง

ความไม่เชื่อมั่นเกิดขึ้นอีกแล้ว พร้อมๆ กับความหดหู่ของกลุ่มที่ต่อสู้มายาวนาน

ชัยชนะท่วมท้นกลับคล้ายว่าไม่มีอยู่จริง อำนาจที่เหนือกว่าจะพลิกคว่ำให้ระเนนระนาดเสียเมื่อไรก็ได้

ที่เราเชื่อว่า "ปรองดอง" จะต้องเป็นวาระที่ดำเนินไป เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะเป็นทางออกให้ประเทศพ้นจากวิกฤตเสียที

หลัง กกต.แขวน "ว่าที่ ส.ส." ที่เคย "ใส่เสื้อแกนนำเสื้อแดง" แบบยกกระบิ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปคือ "สัญญาณปรองดอง" คิดว่าเริ่มมองเห็นที่ปลายอุโมงค์ กลับกลายเป็นดับสลาย

สำนึกที่จะช่วยกันประคับประคองให้ประเทศเดินหน้าไปได้ในความสงบสุข กลายเป็นสัญญาณที่จับไม่ติด

คำถามที่เกิดขึ้นทั่วไปตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ "จะต้องเสียเลือดเสียเนื้อกันอีกแล้วใช่ไหม"

และ "จะต้องเสียกันอีกเท่าไร จึงจะทำประเทศชาติกลับสู่ความสงบได้"

แล้ว "คิดกันไม่ออกหรือว่าทำกันอย่างนี้จะพากันไปไปทุกส่วน"

คำ ถามด้วยความห่วงใยชะตากรรมของประเทศเหล่านี้ กระจายออกไปในคนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีสำนึกไม่อยากเห็นประเทศสู่หายนะต่อหน้าต่อตา

ก่อนหน้านั้นมีคนบอกว่า การตัดสินของประชาชนจะเป็นคำตอบว่าประเทศจะก้าวสู่วิกฤตใหญ่อีกหรือไม่

ทว่า วันนี้ประชาชนตัดสินแล้ว แต่กลุ่มคนที่ไม่ยอมให้เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเป็นผู้ชนะกลับคล้ายว่าจะมี อำนาจมากกว่าการตัดสินของประชาชน

คนกลุ่มนี้คือผู้ที่ควรจะตอบคำถามที่กลาดเกลื่อนอยู่ในแวดวงผู้ห่วงใยประเทศชาติ

และควรตอบให้ตรงคำถามว่า "นอกจากอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัว เคยคิดถึงห่วงใยชะตากรรมของชาติและประชาชนในภาพรวมบ้างหรือไม่"

ดร.นันทวัฒน์ ฝากถึง"น้องสาวทักษิณ"การบ้านข้อใหญ่ที่ไม่อาจปฎิเสธ ข้อเสนอใหม่ ม.112

ที่มา มติชน




ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์

ต้น สัปดาห์ 18 กรกฎาคม 2554 ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ แสดงทัศนะทางวิชาการ ผ่าน เว๊บไซต์กฎหมายมหาชน www.pub-law.net ในหลายประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

หลังเลือกตั้ง


ใน ที่สุด การเลือกตั้งครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็ผ่านไป อย่างเรียบร้อย ไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่พรรคเพื่อไทยยังคงรักษาความเป็นพรรคการเมืองที่มี จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากเป็นอันดับหนึ่งของการเลือกตั้งชนิดที่ทิ้ง ห่างอันดับสองไปอย่างน่าตกใจ


นี่คือสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 เพื่อล้าง “ระบอบทักษิณ” แม้จะมีความพยายามจากทุก ๆ ฝ่ายที่จะล้าง “ระบอบทักษิณ” ตลอดเวลาหลังรัฐประหารมาจนกระทั่งก่อนวันออกเสียงเลือกตั้งไม่กี่วัน แต่ความพยายามเหล่านั้นก็เป็นแค่ความพยายาม เพราะในวันนี้ ประชาชนเสียงข้างมากในประเทศได้ตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งที่จะเลือก “ระบอบทักษิณ” ให้เข้ามาบริหารประเทศอีกครั้งหนึ่ง โดยคราวนี้ชัดเจนถึงขนาดยอมให้ “น้องสาวทักษิณ” เป็นผู้นำประเทศ

ผม ก็ได้แต่หวังว่า บรรดาผู้ที่กระทำการย่ำยีเจตนารมณ์ของคนไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมาคงจะต้อง “ยอมรับ” ผลการเลือกตั้งครั้งนี้และให้ความร่วมมือกับฝ่ายบริหารและฝ่ายปกครองเพื่อนำ พาประเทศไทยเราให้หลุดพ้นไปจากภาวะแย่ ๆ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างรวดเร็วครับ

ถึงพวกที่อยากมีตำแหน่งทางการเมืองใจจะขาด

ช่วง เวลาที่ผ่านมา 2 สัปดาห์เศษภายหลังการเลือกตั้ง เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนคงจำได้ดีเพราะไม่ว่าจะเป็นหลังเลือกตั้งครั้งใดก็ตาม มักจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ทุกครั้ง นั่นก็คือ ความพยายามของคนจำนวนหนึ่งที่จะเข้าไปเป็นผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีซึ่งเป็น ตำแหน่งที่เป็นที่ต้องการของแทบจะทุกคนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาและของแทบจะ ทุกคนที่ช่วยงานการเมืองอยู่ข้างนอก รวมไปถึงพวกที่อยากมีตำแหน่งทางการเมืองใจจะขาดที่พยายามสร้างราคาให้กับตน เองด้วยการทำตัวให้เป็นข่าว

บางคนขอให้สถาบันการศึกษาจัดอภิปรายเพื่อให้ตนเองได้ไปพูด จะได้ทำให้คนทั่วไปได้รู้จัก บรรยากาศแบบนี้มีขึ้นทุกครั้งหลังจากที่มีการเลือกตั้งครับ


แต่ในบทบรรณาธิการนี้คงกล่าวถึงเฉพาะนักการเมืองก่อน ในวันนี้ นักการเมืองมีความพยายามอย่างสุดเหวี่ยงที่จะได้เข้าไปทำงานในฝ่ายบริหาร สังเกตได้จากผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาก็จะรวมกันเป็นกลุ่มภายในพรรคการ เมืองเพื่อเพิ่มศักยภาพในการต่อรองตำแหน่งของตนให้มากขึ้นกว่าการเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรคนเดียวที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวภายในพรรค


การต่อ รองให้ได้ตำแหน่งทางการเมืองเกิดขึ้นทั้งทางตรงคือการไปเจรจา กับหัวหน้าพรรคการเมืองหรือไม่ก็ทางอ้อม เช่นการให้ข่าวต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวที่ว่า ตนเองหรือคนในกลุ่มมีความเหมาะสมที่จะเป็นรัฐมนตรี เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับ “หน้าตา” และ “ความสามารถ” ของคณะรัฐมนตรี คงต้องขอให้ผู้มีอำนาจจัดตั้งรัฐบาลต้องพยายามชี้แจงให้บรรดาลูกพรรคการ เมืองที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทราบให้ชัดเจนว่า ประชาชนเลือกบุคคลเหล่านั้นเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร เข้ามาทำหน้าที่ในการผลิตกฎหมายออกมาใช้ในประเทศ ไม่ใช่เลือกให้เข้ามาบริหารประเทศ การบริหารประเทศไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ที่ใครก็ตามมีเสียงสนับสนุนจากกลุ่ม 5 - 6 คนก็สามารถเข้าไปเป็นรัฐมนตรีได้

ตั้งรัฐบาล ต้องใช้มืออาชีพมีประสบการณ์ ไม่ใช่รวมพลังนอกสภา

การ บริหารประเทศเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องการคนที่มีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างสูงมาทำ หน้าที่ วันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเรานับตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มาจนถึงปัจจุบันมีอยู่มากมายเหลือเกิน การได้คนไม่มีความเชี่ยวชาญมาทำงานนอกจากจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ อย่างรวดเร็วแล้ว ยังทำให้การก้าวเดินไปตามนโยบายที่รัฐบาลวางไว้ต้องล่าช้าไปด้วย แถมถ้าเกิดการ “รวมพลังนอกสภา” ขึ้นมาอีก ก็คงวุ่นวายไม่รู้จบกันไปอีกนานครับ


เพราะฉะนั้น การตั้งรัฐบาลหนนี้น่าที่จะเปลี่ยนวิธีการแบบเดิม ๆ ที่ใช้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาเป็นตัวชี้วัดว่าจะได้เป็นรัฐมนตรีมาเป็น คำนึงถึงคุณสมบัติ ความเป็นมืออาชีพและมีประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ ที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งอย่างจริงจังครับ

นอกจากนี้แล้ว ว่าที่รัฐมนตรีใหม่ที่นอกจากจะต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาของประเทศที่หมักหมมมา อยู่หลายปียังจะต้องเข้าไป “สร้าง” งานหรือสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ “สัญญา” ไว้กับประชาชนตอนหาเสียงเลือกตั้งอีกหลายเรื่อง เพราะในวันนี้ เสียงที่ได้ยินกันไปทั่วคือ รัฐบาลใหม่จะทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชนได้หรือไม่

เช่น จบปริญญาตรีได้เงินเดือน 15,000 บาท หรือค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทั้ง 2 เรื่องเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างเพราะจะต้องมีการปรับโครงสร้างทั้งระบบให้ สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลจะทำ รวมไปถึงการขึ้นราคาของค่าบริการและค่าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ที่ต้องปรับตามค่าแรงขั้นต่ำไปด้วย ลำพังคิดคงไม่ยากแต่ถ้าหากจะทำให้เกิดผลสำเร็จและไม่กระทบกับสิ่งที่มีอยู่ หรือเป็นอยู่ได้นั้นจะทำอย่างไรจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้คนที่มีความชำนาญ อย่างมากมาทำ ไม่ใช่นักการเมืองหัวหน้ากลุ่มที่มีเสียงสนับสนุน 5 - 6 คนให้เป็นรัฐมนตรีเป็นแน่ครับ

ปรองดองคือการตรวจสอบทุกเรื่องอย่างละเอียด...

เรื่อง ใหญ่อีกเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นแน่ ๆ หลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลคือ การปรองดอง วันนี้เป็นเรื่องที่พูดกันมากเหลือเกินว่าทำอย่างไรคนในประเทศถึงจะปรองดอง กันได้ จากบทเรียนจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมานั้น แม้จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาหาแนวทางในการปรองดองอยู่ก็ตาม แต่เมื่อคนในรัฐบาลไม่หยุดพูดมากในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความผิดของอีกฝ่าย หนึ่ง ความปรองดองก็คงเกิดขึ้นไม่ได้


รัฐบาลใหม่น่าจะทำเรื่อง ดังกล่าวได้เพราะเท่าที่สังเกตดู บุคลิกของว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็นคนที่ “นิ่ง” และ “ไม่ตอบโต้” ซึ่งก็จะทำให้การปรองดองเป็นไปได้ในระดับหนึ่ง ส่วนที่ว่า “การปรองดอง” คือ การลืมทุกสิ่งทุกอย่างแล้วมาเริ่มต้นกันใหม่นั้น ผมคงต้องบอกว่าไม่เห็นด้วย เพราะมีปัญหาหลายเรื่องที่ค้างคาใจทั้งคนไทยและคนต่างประเทศอยู่หลายเรื่อง ที่ต้องการคำตอบที่ชัดเจน

เช่น เรื่องสองมาตรฐานของหน่วยงานหลายหน่วยงาน เรื่องการสลายการชุมนุมแล้วมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากแต่ก็ไม่มีใครต้องรับผิด ชอบเพราะต่างฝ่ายต่างก็โทษกัน เรื่องการเสียชีวิตของนักข่าวต่างประเทศที่การไม่มีคำตอบจากรัฐบาลจะทำให้ ชื่อเสียงของประเทศไทยต้องมัวหมองต่อไปอีกนานไม่รู้จบเช่นคดี “เพชรซาอุ” อันลือลั่น เป็นต้น

การปรองดองจึงต้องตั้งต้นจากการตรวจ สอบทุกเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด ยุติธรรมและเป็นกลาง การตรวจสอบไม่ใช่เรื่องของการแก้แค้น แต่เป็นการกระทำที่จะช่วยให้ประเทศไทยเรากลับเข้าสู่ความเป็นนิติรัฐอีก ครั้งหนึ่งหลังจากเราได้สูญเสียสิ่งนั้นไปเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ครับ


องค์กรตรวจสอบต้องเป็นกลาง มีความชำนาญ

นอก จากนี้ หากจะเลยไปเรื่องอื่น ๆ ที่ควรต้องตรวจสอบด้วยก็จะเป็นผลดีแก่ประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันที่มีข่าวออกมามากเหลือเกิน ในสื่อทุกประเภท รัฐบาลชุดใหม่จึงควรต้องตรวจสอบโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะโครงการไทยเข้มแข็งและบรรดาโครงการจำนวนมากที่เกิดจากการประชุมคณะ รัฐมนตรีตามปกติครั้งสุดท้ายของรัฐบาลชุดก่อนว่า เป็นอย่างไรบ้าง มีการทุจริตโดยตรง มีการทุจริตเชิงนโยบายหรือไม่ ประชาชนเจ้าของประเทศควรได้รับทราบข้อมูลพวกนี้ครับ แต่การตรวจสอบควรต้องทำด้วยความระมัดระวัง ควรทำโดยใช้องค์กรที่เป็นกลาง มีความชำนาญ ไม่ใช่ทำแบบที่คณะรัฐประหารทำมาแล้วคือ การตั้ง ค.ต.ส. ซึ่งก็รู้ ๆ กันอยู่ว่า “คิดอย่างไร” กับผู้ถูกตรวจสอบครับ

มาตรา 112 ตั้งกรรมการศึกษาวิเคราะห์อย่างจริงจังเป็นระบบ

ส่วน เรื่องใหญ่มาก ๆ ที่รัฐบาลยังไม่ควรแตะทันทีก็คือเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 เรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด เพราะทั้ง 2 เรื่องเป็นเรื่องที่มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก การหักด้ามพร้าด้วยเข่ามีแต่จะสร้างความแตกแยกให้กับสังคมและจะทำให้การ ปรองดองไม่สำเร็จ หากจะให้ผมเสนอความคิดในทั้ง 2 เรื่อง รัฐบาลควรตั้งคณะกรรมการที่มีความเป็นกลางและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายเข้า มาทำการศึกษาวิเคราะห์อย่างจริงจังและเป็นระบบ เมื่อได้ข้อเสนอจากคณะกรรมการดังกล่าวก็ปล่อยให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ให้ความ เห็นในระยะเวลาที่พอสมควรแล้วจึงค่อยเสนอเข้าไปให้รัฐสภาพิจารณาครับ ถ้าทำได้ก็จะได้ข้อเสนอที่ดีเป็นรูปธรรมและผ่านการให้ความเห็นจากทุกฝ่ายที่ เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนโดยทั่วไปด้วย

ถึงเวลาต้องกระจายอำนาจการปกครองแล้ว

อีก เรื่องที่ผมคิดว่าคงปล่อยไว้ไม่ได้อีกแล้วก็คือ การกระจายอำนาจการปกครอง แม้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 และ 2550 จะวางหลักเกี่ยวกับการกระจายอำนาจการปกครองไว้ดีแล้ว แต่ทางปฏิบัติที่เกิดขึ้น รัฐบาลกลับไม่ให้ความสนับสนุนที่จะให้เกิดการกระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่น เท่าที่ควร จึงทำให้ดูเหมือนส่วนกลางยังคงหวงอำนาจเอาไว้กับตนเองอยู่ ไม่ต้องดูอื่นไกล นโยบายที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ใช้หาเสียงกับประชาชนจำนวนไม่น้อยเป็นเรื่องที่ควรอยู่ในอำนาจขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลประชาชนในด้านการศึกษา สาธารณสุข รวมไปถึงกองทุนหมู่บ้านด้วย

ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่ส่วนกลางต้องพยายามเร่งทำทุกอย่างเพื่อสร้างความ เข้มแข็งให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่กว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศ อย่าไปกลัวว่าท้องถิ่นทำไม่ได้ อย่าไปกลัวว่าท้องถิ่นจะทุจริตคอร์รัปชันเพราะเรื่องดังกล่าวส่วนกลางสามารถ ทำได้ด้วยการวางระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจและการใช้จ่ายเงินขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นให้เข้มข้นกว่าเดิม โดยการตรวจสอบควรต้องวางกลไกการตรวจสอบตั้งแต่กระบวนการจัดทำงบประมาณของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มักจะมีทั้งข้าราชการประจำและนักการเมืองทั้ง ระดับชาติและระดับท้องถิ่นเข้าไปแทรกแซงจนทำให้การจัดซื้อจัดจ้างขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นมีปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันอยู่มากครับ เรื่องนี้ถ้ามีโอกาสผมจะนำมาเขียนอีกครั้งครับ

ฝากถึงรัฐบาลใหม่ ...ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่

อยาก แสดงความเห็นส่วนตัวต่อรัฐบาลใหม่ไว้ด้วยว่า อย่าชะล่าใจกับสถานการณ์หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ มากเกินไป ในอดีต พรรคไทยรักไทยซึ่งได้รับเลือกตั้งจากประชาชนเข้ามาด้วยเสียงข้างมากก็ถูกรัฐ ประหารไปแล้ว พรรคพลังประชาชนที่ได้รับคะแนนเสียงมากละสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ก็ถูกยุบ พรรคไปแล้ว คราวนี้พรรคเพื่อไทยซึ่งได้คะแนนเสียงข้างมากเช่นกันจึงควรต้องระวังตัวไว้ ให้มากเพราะอย่างน้อย อำนาจต่าง ๆ ที่เคยทำให้เกิดปัญหากับทั้งพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน กับนายกทักษิณฯ และนายกสมัครฯ ยังอยู่ครบครับ ความไม่แน่นอนทางการเมืองจึงยังคงมีอยู่ พรรคเพื่อไทยควรต้องระมัดระวังตัวเองให้มากและปิดช่องโหว่ที่จะถูกเล่นงาน ให้ได้ครับ !!

ประชาธิปัตย์ ... เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการทำงานใหม่

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งต้องกลับไปเป็น “ฝ่ายค้าน” ในสภาผู้แทนราษฎรนั้น ไม่ทราบว่า “หลังเลือกตั้ง” มีแผนการอย่างไรบ้างหรือไม่ ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมมองว่าวิธีการที่ใช้เป็นประจำคือการตอกย้ำความผิดของอีกฝ่ายหนึ่งจนทำให้ คนเกลียดชังฝ่ายนั้นเป็นวิธีการที่ใช้ไม่ได้ผลแล้ว ขนาดโค้งสุดท้ายเอารูป “เผาบ้านเผาเมือง” มาช่วยหาเสียงก็ยังแพ้แทบจะเรียกได้ว่าไม่เห็นฝุ่น ในวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ควรต้องปรับกระบวนท่ากันใหม่ ควรทำให้ประชาชนรัก ควรนิ่งและหยุดวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตรงข้าม แค่ชี้แนะประชาชนก็มองเห็นแล้วครับ

ข้อสำคัญก็ คือต้องพยายามสร้างระบบ “ความรับผิดชอบ” ขึ้นมาทั้งภายในพรรคการเมืองและในตัวบุคคลด้วย เป็นไปได้อย่างไรที่ในการปราบปรามการชุมนุมมีคนเสียชีวิตร่วม 100 ศพ แต่สิ่งที่รัฐบาลทำนอกจากจะไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ แล้ว กลับให้ข่าวว่าเป็นเรื่องของผู้ก่อการร้าย เป็นฝีมือของชายชุดดำ หากมีระบบความรับผิดชอบที่ดีอย่างน้อยนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาของ ข้าราชการทั้งประเทศควรต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบบางอย่างต่อประชาชน หรือถือว่าประชาชนไม่ได้เลือกให้เข้ามาเป็นรัฐบาลแต่ได้มาเป็นรัฐบาลด้วย เหตุอื่นจึงไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อประชาชนก็ไม่ทราบ

เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการทำงานใหม่ดีกว่านะครับ

โอกาสมีอยู่เสมอสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ครับ !!!

ก่อน จบบทบรรณาธิการครั้งนี้ ก็ต้องขอฝากไว้กับทั้งน้องสาว เพื่อนและสื่อทั้งหลายด้วยว่า ควรทิ้งระยะให้ห่างจาก “พี่ชาย” เพราะไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สถานะของ “พี่ชาย” ในวันนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมคือ หนีการรับโทษตามคำพิพากษา การ “เข้าใกล้” มากเกินไปอาจเกิดผลเสียตามมากับรัฐบาลและประเทศได้ครับ

หลังพ่ายแพ้

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อาวุโสระดับกลางๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์เป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์อยู่ 2 วันเมื่อช่วงหยุดยาวเข้าพรรษา

ถึงปัญหาภายในพรรคที่กำลังระส่ำระสาย

ภายหลัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงสปิริตลาออกจากหัวหน้าพรรค เพื่อรับผิดชอบผลเลือกตั้งของพรรคที่แพ้ขาดลอยให้กับพรรคเพื่อไทย

มีผลให้กรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ พ้นสภาพตามไปด้วย รวมถึงตำแหน่งเลขาธิการพรรคที่เคยเป็นของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

นายพิเชษฐยอมรับว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สถาน การณ์ของพรรค 'ถดถอย' ลงไปมาก ถึงเวลาแล้วจะต้องปรับปรุงองค์กรครั้งใหญ่

หัวหน้าพรรคคนใหม่นั้น นายพิเชษฐไม่ได้พูดชัดๆ ว่าใครควรมาแทนนายอภิสิทธิ์ แล้วก็ไม่ว่าอะไรถ้านายอภิสิทธิ์จะกลับมารับตำแหน่งอีกสมัย

เพียง แต่กรรมการบริหารพรรคชุดต่อไปควรผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่กับรุ่นเก่า ต้องเป็นที่ยอมรับของคนในพรรคและชาวภาคใต้ที่เป็นฐานเสียงใหญ่

แต่ ในส่วนเก้าอี้เลขาฯ พรรค นายพิเชษฐเจาะจงเสนอชื่อ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช โดยอ้างผู้ใหญ่ในพรรค ส.ส.ส่วนมากของพรรค ประธานและกรรม การสาขาพรรคทั่วประเทศ

ต่างเห็นด้วยว่าคุณหญิงกัลยาเหมาะสมกับหน้าที่นี้

อย่างไรก็ตาม แต่ไหนแต่ไรพรรคประชาธิปัตย์มีสูตรอยู่ว่า

ถ้าหัวหน้าพรรคมาจากภาคใต้ เลขาฯ พรรคก็มาจากภาคอื่นได้ แต่หากหัวหน้าพรรคมาจากภาคอื่น เลขาฯ พรรคก็ควรมาจากภาคใต้

ยกตัวอย่างที่แล้วมา เช่น ชวน-สนั่น, บัญญัติ-ประดิษฐ์, อภิสิทธิ์-สุเทพ เป็นต้น

หนนี้ก็เช่นกัน นายพิเชษฐเห็นว่าหัวหน้าพรรคและเลขาฯ พรรคควรมาจากคนละภาคอย่างที่เป็นอยู่ โดยคนหนึ่งคนใดต้องมาจากภาคใต้

เนื่อง จากพรรคมีส.ส.ภาคใต้มากถึง 50 ที่นั่ง ถ้าไม่มีหัวหน้าหรือเลขาฯพรรคมาจากภาคใต้ ให้ระวังอีกหน่อยคนใต้จะทอดทิ้งพรรคประชาธิปัตย์

ซึ่งก็เป็นเหตุผลของนายพิเชษฐที่ไม่ตรงกับความเห็นของอีกหลายคนในพรรค

เพราะถ้าดูจากสูตรที่นายพิเชษฐเสนอให้คุณหญิงกัลยา ซึ่งเป็นคนในโควตาภาคกทม. มาเป็นเลขาฯ พรรค แสดงว่าหัวหน้าพรรคก็ต้องมาจากภาคใต้

ดูยังไงๆ นายอภิสิทธิ์ก็ไม่เหมือนคนใต้เลยสักนิด

วาระแรกของหัวโต๊ะ

ที่มา ข่าวสด

ทิ้งหมัดเข้ามุม
จ่าบ้าน



เพื่อ พิสูจน์ว่า "ชาติชายเอาไว้ลายตำรวจไทย" ต่อจากเมื่อวาน เมื่อ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั่งหัวโต๊ะประชุมคณะกรรมการตำรวจวันแรก สิ่งแรกที่ควรทำคือ ให้คำมั่นสัญญาว่าในวาระเริ่มแรกของการเป็นประธานคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ จะไม่มีการโยกย้ายแต่งตั้งนายตำรวจระดับสูงที่อยู่ในตำแหน่ง ณ วันนี้

ถูก ละ การทำงานในทุกตำแหน่งหน้าที่ของข้า ราชการประจำ "เพื่อความเหมาะสม" ผู้บังคับบัญชาจะแต่งตั้งโยกย้ายไปอยู่ในตำแหน่งอื่นของหน่วยงานเดียวกัน เมื่อใดก็ได้ แม้แต่การโยกย้ายข้ามหน่วยก็ยังได้

แต่กับตำแหน่ง หน้าที่ในระดับสูง เมื่อยังไม่ถึงวาระก็ไม่ควรโยกย้ายแต่งตั้งใหม่เพียงเพื่อสนองตอบนโยบายของ ตัวเองเท่านั้น เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงผู้นั้นไม่สามารถสนองนโยบายที่ถูกที่ควรได้

สังคมไทยวันนี้มีปัญหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงและปลอดภัยระดับชาติบางประการที่เป็นเรื่องเร่งด่วน

ประการ แรกคือการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่รัฐบาลชุดพรรคไทยรักไทยที่มี พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

ครั้งนั้นด้วยนโยบาย "ถุงมือเหล็ก" ที่ใช้กับหลายนโยบาย ทั้งนโยบายปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนโยบายปราบปรามยาเสพติด จึงทำให้มีปัญหาเรื่องลุกลามมาถึงทุกวันนี้ และมีผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบกับการปราบปรามยาเสพติด มีการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ฆ่าตัดตอนไปมากถึง 2,500 ศพ

วันนี้ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ควรมีการกำหนดนโยบายให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้เบาบางลงด้วยการมุ่งจับกุม ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ด้วยการ "จับเป็น" เพื่อจะได้สืบสาวไปยังผู้ค้ารายที่ใหญ่กว่าให้จงได้

ในวาระเริ่มแรก ของการนั่งหัวโต๊ะประชุมคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติของ นายกรัฐ มนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ควรที่จะมอบหมายนโยบายสำคัญของชาติ ตั้งแต่ยาเสพติด อาชญากรรม บ่อนการพนัน อาวุธปืนและอาวุธสงคราม ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับไปดำเนินการ โดยกำหนดระยะเวลาในแต่ละเรื่อง ไว้ด้วย

อย่างนี้เท่ากับว่าตำรวจตั้งแต่หัวขบวนใหญ่จะได้มีโอกาสส่ายหัวตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีเพื่อให้

หางส่ายตามไปในทางที่ถูกที่ควร

รองฯมั่นคงและกลาโหม

ที่มา ข่าวสด

ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


บทบาท ของตำรวจและทหาร ในการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย 3 กรกฎาคม เป็นที่จับตามองกันไม่น้อย โดยเฉพาะการที่ทั้งสององค์กรราชการนี้ เป็นหน่วยกำลัง มีอำนาจ สามารถเข้าแทรกแซงกดดันกระบวนการหาเสียงไปจนถึงวันเลือกตั้งได้เป็นอย่างดี

สุดท้ายเมื่อผ่านพ้นไปด้วยดี เรื่องราวของทหารและตำรวจ ก็ไม่ปรากฏว่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลือกตั้งอย่างโจ๋งครึ่ม

เข้าไปมีอะไรอยู่บ้างแน่นอน แต่เป็นเฉพาะราย เฉพาะจุด

โดยรวม หัวหน้าหน่วยงานทั้งสองยังวางตัวได้ดี

พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ซึ่งเข้าคุมศูนย์อำนวยการเลือกตั้งของตำรวจด้วยตัวเอง สามารถทำ ให้งานของตำรวจออกมาอย่างมืออาชีพ เป็นกลาง

ส่วนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งยืนยันเอาไว้ว่า ทหารจะไม่เข้าไปยุ่งการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

สุดท้ายกองทัพลบล้างข้อครหาได้พอสมควร

อาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ภาพรวมของการเลือกตั้ง ก็ไม่มีอะไรน่าเกลียดเกินไป

แต่อีกส่วนหนึ่ง เพราะคนไทยออกมาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างล้นหลาม

ทั้ง กว่า 15 ล้านเสียงแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่าต้อง การให้พรรคเพื่อไทยชนะขาด เพื่อให้พรรคที่ได้รับชัยชนะ ในการเลือกตั้ง ได้จัดตั้งรัฐบาลด้วยมือตัวเอง

ไม่มีอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เข้ามาแทรกแซง

ค่ายทหารก็ไม่ต้องเปิดใช้บริการเหมือนในปี 2551

ที่สำคัญเพราะพลังชาวบ้าน ทำให้อำนาจนอกระบบต้องชะงัก!

บัดนี้พรรคเพื่อไทยกำลังจัดโผตั้งครม.

การจัดเก้าอี้รัฐมนตรีกลาโหม และรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงเพื่อดูแลตำรวจ อาจจะยังไม่เห็นโฉมหน้าชัดเจนนัก

แต่ก็ไม่มีบรรยากาศขัดแย้งรุนแรงอะไร ระหว่าง รัฐบาลใหม่กับ 2 องค์กรหน่วยกำลัง!

กลาโหมนั้นไม่พ้นต้องให้นายทหารเก่าที่รัฐบาลวางใจและเป็นที่ยอมรับของกองทัพ

ส่วนรองนายกฯ ดูงานตำรวจ ก็น่าจะเป็นตำรวจเก่า และมีบารมีพอ

ย้อนกลับไปดูสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์

นายกฯ อภิสิทธิ์กับรองนายกฯ เทพเทือก รวมทั้งบริวารใกล้ชิด บริหารตำรวจกันเองอย่างสนุกไม้สนุกมือเป็นอันมาก

การแต่งตั้งลือลั่นระดับ ไม่มีผบ.ตร.เกือบปี

โดยเฉพาะกรณีผบ.ตร.เป็นบาดแผลที่ยังไม่จางหายจนวันนี้!

กกต.

ที่มา ข่าวสด

บทบรรณาธิการ


คณะ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดไว้ ว่าวันนี้จะเป็นวันประกาศผลการพิจารณา ว่าที่ผู้แทนราษฎรทั้งระบบบัญชีรายชื่อและระบบเขตที่ถูก 'แขวน' ไว้

เพราะ ในอีกด้านหนึ่งกรอบของกฎหมายก็ขีดเส้นเอาไว้ว่า กกต.จะต้องประกาศรับรองส.ส.ให้ได้ร้อยละ 95 ของสภาหรืออย่างน้อย 476 คนภายใน 30 วัน จึงจะสามารถเปิดประชุมสภาตามกฎหมายได้

ความล่าช้า หรือปัญหาที่ไม่คาดหมายอะไรก็ตามที่เกิดขึ้น จะยิ่งทำให้ 'ความอึมครึม' ทาง การเมือง ที่คนจำนวนมากคิดว่าหมดสิ้นไปแล้วตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคมย้อนกลับมาใหม่

เป็นทั้งภาระและความคาดหวังของสังคมที่กกต.จะต้องแบกรับและปฏิบัติให้ลุล่วงไป



ที่สำคัญก็คือ กกต.จะต้องเปิดกว้างรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตน เองจากสังคมให้มากขึ้น

เพราะที่ผ่านมามีปัญหาหรือข้อสงสัยหลายประการที่ยังไม่มีคำตอบ และยังไม่มีแนวทางชัดเจนว่าจะป้องกันมิให้เกิดขึ้นซ้ำอีกอย่างไร

เช่น ความขลุกขลักของการเลือกตั้งล่วงหน้า ตั้งแต่การประกาศสิทธิ์ไปจนกระทั่งความทุลัก ทุเลเนื่องจากประชาชนมาใช้สิทธิ์จำนวนมากในวันเลือกตั้ง

หรือปัญหา ตัวเลขที่ไม่สอดคล้องกันของจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ที่โดยหลักแล้วไม่ควรจะเหลื่อมผิดจากกันเลย

หลังจากนี้กกต.จะต้องมีการทบทวนการทำงานครั้งใหญ่



ยิ่ง ไปกว่านั้น เมื่อความขลุกขลักในการทำ งานเกิดขึ้นพร้อมกับพฤติกรรมที่ไม่อาจใช้เหตุผลปกติอธิบายได้ในประการอื่นๆ ข้อสังเกตต่อกกต.ก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย

ในขณะที่ กกต.ตัดพ้อว่าในสนามเลือกตั้งซึ่งมีพรรคการเมืองต่างๆ ลงแข่งขัน ควรจะต่อสู้กันตามกติกา มิใช่หันมาดึงเอากรรมการไปเป็นคู่ชกด้วย

กกต.ก็จะต้องย้อนกลับมาตรวจสอบตัวเองด้วยว่า ทำให้สังคมเกิดศรัทธาความเชื่อถือหรือเกิดข้อสงสัยมากกว่ากัน

ทองคำแท้ย่อมไม่กลัวไฟฉันใด ผู้บริสุทธิ์ย่อมไม่เกรงกลัวต่อการพิสูจน์ฉันนั้น

ถ้ากกต.มั่นใจว่าตนเองเป็นทองคำแท้ก็ย่อมไม่กลัวไฟ

จิตตา คชเดช: ค่าแรง 300 ขนหน้าแข้งนายทุนไม่ร่วง

ที่มา ประชาไท

จาก การที่พรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนเสียงข้างมากในการเลือกตั้งที่ผ่านมา นโยบายกำหนดค่าแรงขั้นต่ำที่ 300 บาทที่พรรคเพื่อไทยใช้ในการหาเสียงจึงกลายเป็นประเด็นที่ทำให้สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) แถลงค้านทันทีว่าปรับ 300 บาทไม่ได้ ด้วยหลายเหตุผลเช่น ควรปล่อยให้ค่าแรงขั้นต่ำเป็นไปตามกลไกตลาด, เป็นการทำให้ต้นทุนสูงกว่า ประเทศอื่น ต่างชาติก็หนีไปลงทุนประเทศอื่น จนอาจทำให้ SMEs ที่มีอยู่กว่า 2 ล้านรายทั่วประเทศต้องปิดกิจการลงไปกว่าครึ่ง

ส.อ.ท.ยังมีข้อต่อรอง ว่าหากจะขึ้นจะต้องมีเงื่อนไข เช่นถ้ารัฐบาลต้องการจ่ายค้าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ให้รัฐบาลไปหาค่าจ้าง 300 บาท มาจ่ายเอง แต่หากรัฐบาลยืนยันจะขึ้นจริงๆ ให้ภาครัฐช่วยเหลือค่าใช้จ่ายที่เป็นส่วนต่างของค่าจ้างที่ปรับขึ้น รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยการออกคูปองชดเชยให้ผู้ประกอบการ ในสัดส่วน 70-80 % ของค่าจ้างที่ปรับเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการนำคูปองนี้ไปใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภคต่างๆ หรือเงินที่จะจ่ายสมทบกองทุนประกันสังคม หากไม่มีมาตรการใดรองรับ และเห็นว่าเหมาะสมอยู่ที่การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 220 -240 บาท ต่อวัน

ส่วนความเห็นของกรรมกรอย่างพวกเรา เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่นายทุนต้องออกมาคัดค้าน เพราะการที่จะได้มาซึ่งกำไรก็คือการขูดรีดแรงงานซึ่งก็คือการกดค่าแรงนี่เอง ดังนั้นนายทุนก็ต้องออกมาคัดค้านเรื่องการปรับค่าจ้าง และหาข้อต่อรองเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดเสมอ บางทีเผลอๆ การเพิ่มค่าแรงเป็น 300 บาท อาจจะได้ส่วนต่างจากรัฐบาลเป็นกำไรอีกต่อ เนื่องจากรัฐบาลที่เคยหาเสียงไว้แล้วก็ต้องหาเงื่อนไขจูงใจให้เหล่าบรรดานาย ทุนเห็นด้วย

กรรมกรอย่างพวกเราเห็นว่าการปรับค่าจ้างวันละ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องของผู้ใช้แรงงานได้ทั้ง หมด เพราะเพียงแค่จะประกาศขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคคงแข่งกันขึ้นล่วงหน้าไป แล้ว ก็ทำให้คนงานก็ยังไม่พอกินอยู่ดี การปรับค่าจ้างต้องควบคู่ไปกับการควบคุมราคาสินค้า และการจัดสวัสดิการให้กับคนงาน เช่นลูกของคนงาน รัฐต้องจัดให้เรียนฟรี อาหารกลางวันฟรี ค่ารถโรงเรียนฟรี อุปกรณ์และเครื่องแบบฟรี เพื่อแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ส่วนใหญ่คนงานเป็นแรงงานย้ายถิ่นสิ่งที่จำเป็นคือที่อยู่อาศัย ค่าน้ำ ค่าไฟและรัฐต้องควบคุมราคาที่เหมาะสมกับพื้นที่และค่าจ้างเช่นค่าที่อยู่ อาศัยควรไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างเพราะปัจจุบันที่อยู่อาศัยห้องเช่าอยู่ที่ประมาณ 40-50 เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างขั้นต่ำ และแรงงานส่วนใหญ่จะส่งลูกไปให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัดดูแลจึงต้องส่งเงินค่า อาหาร และการศึกษารวมถึงเงินดูแลพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ที่ช่วยดูแลลูกให้

รัฐ ต้องควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นสำหรับคนงาน เช่น ข้าวเปล่า แกงถุง ก๋วยเตี๋ยว อาหารจานเดียว บะหมี่สำเร็จรูป ปลากระป๋อง ไข่ น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง ค่าไฟฟ้า/น้ำประปาจากห้องเช่า นมผงเด็ก สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก และร้านค้าขายปลีกตามหอพักห้องเช่าจะขายราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป รัฐก็จำเป็นต้องเข้ามาควบคุม

รัฐต้องสนับสนุนให้ลูกจ้างมีสหภาพแรง งานเพื่อจะได้นำไปสู่การรวมตัว ยื่นข้อเรียกร้องเจรจาต่อรองค่าจ้างสวัสดิการ ให้มีรายได้สวัสดิการเหมาะสมกับผลกำไรของบริษัท และทำให้ลูกจ้างเข้าถึงสิทธิของคนงาน เพราะบริษัทข้ามชาติหรือบริษัทยักษ์ใหญ่มีกำไรมหาศาลและนำเงินออกนอกประเทศ ในขณะที่คนไทยได้แค่ค่าจ้างถูกๆ ในขณะเดียวกันรัฐกลับส่งเสริมการลงทุนทำให้บริษัทเหล่านี้ไม่เสียภาษี นำเข้าเครื่องจักร และภาษีรายได้ส่วนบุคคล และเตรียมจะลดภาษีอีกซึ่งขณะนี้สัดส่วนการจ่ายภาษีของนักลงทุนต่างๆ น้อยมากอยู่แล้ว

รัฐต้องจัดให้บริษัททำกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อจะ ทำให้คนงานมีเงินออม และเมื่อเกษียณจะได้มีเงินส่วนหนึ่งไปใช้ดำรงชีพต่อไปและเงินรายได้ของ ลูกจ้างควรมีมากพอที่จะออมได้ด้วยตัวเองเพราะตอนแก่ไม่สามารถทำงานได้หรือ ความไม่มั่นคงของการทำงานเมื่อตกงานจะได้มีเงินสำรองในการกินอยู่

ใน ปัจจุบันคนงานส่วนใหญ่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ทำให้จำเป็นต้องกู้เงินนอกระบบและส่วนใหญ่มีหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะเป็นหนี้สะสมมาอย่างยาวนาน เช่นหาเงินใช้หนี้ ธกส.ให้กับครอบครัว การผ่อนสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ใช้ในการศึกษาลูก ผ่อนมอเตอร์ไซค์ เล่นแชร์ ส่วนใหญ่คนงานดำรงอยู่ได้ด้วยการทำงานล่วงเวลา หรือหาอาชีพอื่นเสริมเช่น ธุรกิจขายตรง ขายประกัน เสริฟอาหาร หรือขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง (ซึ่งค่าเสื้อวินก็แพงมาก) ขับแท็กซี่ ไม่เช่นนั้นทำให้เงินไม่พอใช้ จึงเกิดธุรกิจรายย่อยเช่นการปล่อยเงินกู้ดอกแพง หรือการตั้งตัวเป็นคนรับหวยเถื่อนเพื่อกินเปอร์เซนต์ และส่งต่อเจ้าใหญ่ เพราะมันเป็นทางออกอีกอย่างของคนที่รายได้ไม่พอใช้คือการเสี่ยงโชค

บางบริษัท มีคนงานได้รับค่าจ้างมากกว่า 300 บาท/วัน แต่หลายบริษัทขึ้นค่าจ้างตามกฎหมายขั้นต่ำไม่สนใจว่าจะอายุงานเท่าไหร่ อยากแนะนำว่าถ้าบริษัทไหนที่ปรับค่าจ้างแล้วจะทำให้อยู่ไม่ได้ควรจะเรียกดู ผลกำไรของแต่ละปีว่าเท่าไหร่ถ้าปรับขึ้นค่าจ้างจะเสียหายหรืออยู่ต่อไปได้ หรือไม่ และควรเรียกดูเป็นระบบถึงบริษัทแม่ในประเทศและต่างประเทศด้วย เพราะจะได้เห็นว่าปัญหาที่แท้จริงที่ไม่สามารถปรับค่าจ้างได้คืออะไร ไม่มีเงินหรือไม่อยากสูญเสียกำไร เพราะบางบริษัทหมดเงินไปกับการโฆษณาสินค้า จ่ายเงินค่าโฆษณานางแบบนายแบบต่อครั้งเท่ากับการทำงานของคนงาน 1 ปี การจ่ายเงินเดือนสำหรับผู้บริหารมากกว่าคนงานถึง 17 เท่าต่อเดือน การลดช่องว่างระหว่างผู้บริหารและการใช้หลักการคนงานมีคุณภาพชีวิตดีสินค้า ที่ผลิตก็ดี การที่บริษัทโฆษณาการดูแล CSR ของบริษัทปลูกต้นไม้ ทำบุญ 9 วัด สร้างโรงเรียนกลับมาสร้างCSR กับพนักงานของตัวเอง จัดค่าจ้างสวัสดิการให้กับลูกจ้างแทนสิ่งเหล่านั้นและยกภาระการสร้างวัด สร้างโรงเรียนเป็นของรัฐบาลจะดีกว่า

การปรับค่าจ้างของคนงานที่ผ่าน มาได้ปรับตามค่าจ้างขั้นต่ำยกตัวอย่าง กรุงเทพฯและปริมณฑลจากวันละ 206 บาทมาเป็น 215 บาท นายจ้างจ่ายค่าจ้างเฉพาะวันทำงานเท่ากับ 26วันต่อเดือนเท่านั้น เท่ากับคนงานมีรายได้ต่อเดือน 5590 บาทหรือเฉลี่ยวันละ 186 บาทเท่านั้นและเห็นว่ามีการปรับค่าจ้างเพิ่มมาประมาณ 4.5 เปอร์เซ็นต์ แต่มาดูการปรับค่าอุปโภคบริโภคจากปีที่แล้วมาปีนี้และอย่าลืมว่าคนต้องกิน อาหารทุกวันไม่เว้นวันหยุด

เปรียบเทียบราคาสินค้าอุปโภค บริโภค ค่าที่อยู่อาศัยที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน

ประเภทอาหาร

ลำดับ

ประเภทสินค้า

ปี 2553

ปี2554

ส่วนต่าง

เพิ่ม

1

ข้าวเปล่า1 ถุง

5

7

2

40%

2

แกงถุง 1 ถุง

20

25

5

25%

3

ก่วยเตี๋ยว+อาหารจานเดียว 1 จาน

20

25-30

5-10

25-50%

4

บะหมี่สำเร็จรูป 1 ซอง

5

6

1

20%

5

ปลากระป๋อง 1 กระป๋องสามแม่ครัว

13

17

4

30%

6

น้ำเปล่า 1 ขวด

5

6

1

20%

7

น้ำมันพืช 1 ลิตร ปาล์ม

27

44

17

ประมาณ 60%

8

ไข่เบอร์ศูนย์ 10 ฟอง

39

44

5

ประมาณ 12 %

9

น้ำตาลทรายขาว 1 กิโล

21

24

3

ประมาณ 15%

10






ประเภทที่อยู่อาศัยและค่าเดินทาง

ลำดับ

ประเภทสินค้า

ปี 2553

ปี2554



11

ค่าห้องเช่าห้องน้ำในตัวไกลถนน

1800

1900

100

ประมาณ 5 %

12

ค่าห้องเช่าห้องน้ำในตัวใกล้ถนน

2300

2350

50

ประมาณ 2 %

13

ค่ามอเตอร์ไซร์รับจ้างออกจากซอยในเมือง

10

12

2

20 %

14

ค่ามอเตอร์ไซร์รับจ้างออกจากซอยนอกเมือง

10

15

5

50%

15

ค่าน้ำประปาห้องเช่า/ยูนิค

15

16

1

ประมาณ 7%

16

ค่าไฟห้องเช่า

5

8

3

60 %

ประเภทค่าใช้จ่ายจำเป็น

ลำดับ

ประเภทสินค้า

ปี 2553

ปี2554



17

นมผงเด็กเอนฟาเลค/600กรัม

489

589

100

20%

18

ค่าเลี้ยงเด็ก/เดือน

2500

3000

500

20%

19

ค่ารถโรงเรียน/เดือน

600

700

100

17%

สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน ผู้ค้าปลีกปรับเพิ่มอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็น

ตัวอย่างค่าใช่จ่ายของคนงาน 1 คน ต่อเดือน

ค่าอาหาร 3000 บาท ค่าที่อยู่อาศัย 1800 บาท

ค่าน้ำประปา+ค่าไฟฟ้า 500 บาท ค่าอุปโภค 500 บาท

ค่าพาหนะ 1000 บาท ค่าโทรศัพท์ 300 บาท

รวม 7100 บาท

ซึ่ง ยังไม่รวมเครื่องนุ่งห่ม บันเทิง หรือผ่อนทีวี ตู้เย็นและภาษีสังคมเช่นซองผ้าป่า กฐิน งานศพ งานแต่งและที่สำคัญพ่อแม่ขั้นต่ำคนละ 1000/ เดือน เด็กเล็กเดือนละ 5000/เดือนลูกโต ขั้นต่ำ 3000/เดือน เปรียบเทียบให้เห็นว่าค่าจ้างเงินจะหมดไปกับค่าอาหารและที่อยู่อาศัย

โดย สรุปการปรับค่าจ้างวันละ 300 บาทไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับบริษัทใหญ่ๆและขนาดเล็ก และถ้าบริษัทไหนไม่พร้อมที่จะปรับค่าจ้างทำให้กำไรลดลงจนยอมไม่ได้ก็ต้องปิด กิจการ ประเทศไทยยังมีทรัพยากรเช่นที่ดินว่างเปล่าอีกมากถ้านักลงทุนต้องถอนทุนปิด กิจการ รัฐก็สนับสนุนให้คนงานบริหารจัดการทำกันเอง หรือจัดสรรที่ทำกินให้คนตกงาน จัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า ภาษีที่ดิน มรดก ลดการใช้จ่ายภาษีที่ไม่จำเป็นเช่นพิธีกรรมที่ฟุ่มเฟือย งบประมาณทหารที่ไม่เกิดประโยชน์ส่วนใหญ่ของประชาชน พวกเราก็อยู่กันได้

เพื่อให้เป็นไปได้ตามนโยบายพรรคเพื่อไทย

1. ปรับค่าจ้างทันที 300 บาทเริ่มวันที่ 1 มกราคม 2555 และพิจารณาการปรับค่าจ้างสำหรับคนงานอายุงาน 3 ปีขึ้น(ที่ยังได้ค่าจ้างขั้นต่ำมาตลอด)ไปตามฝีมือแรงงานหรือตามอายุงาน

2. ให้บริษัทที่ไม่สามารถปรับค่าจ้างได้ตามกฎหมายกำหนด ให้นำหลักฐานทางการเงินเข้ามาให้กระทรวงแรงงานตรวจสอบและเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อจะได้หาทางแก้ไขว่าปรับค่าจ้างไม่ได้เพราะอะไร

3. ให้กระทรวงแรงงานสนับสนุนให้ทุกสถานประกอบการมีสหภาพแรงงาน เพื่อจะได้เกิดการยื่นข้อเรียกร้องเจราจาต่อรองค่าจ้างสวัสดิการตามผลกำไร บริษัท

4. ค่าจ้างสำหรับคนเรียนจบปริญญาตรีต้องไม่น้อยกว่า 15000 บาทตามสาขาอาชีพที่เรียนมา

หวัง ว่าคงไม่มีใครออกมาปฏิเสธหรือคัดค้านเพราะมนุษย์เราควรจะทำงาน 8 ชั่วโมง มีรายได้ที่เป็นธรรมคือดูแลตัวเองและคนอื่นได้อีกสองคน อย่าทำตัวเป็นนายทุนหน้าเลือด บริษัทอยู่ได้ ลูกจ้างอยู่ได้ การจ้างงานที่เป็นธรรมต้องเกิดขึ้นได้จริงตาม ปฏิญญาสากลสิทธิมนุษยชน (The Universal Declaration of Human Rights, 1948)

ข้อ 23 แต่ละคน มีสิทธิมีงานทำ ที่เสรี - เป็นธรรม - เหมาะสม / ค่าจ้างเท่ากัน สำหรับการทำงานที่เท่ากัน / ค่าจ้างที่เป็นธรรมและเหมาะสม / สิทธิที่จะก่อตั้ง - เข้าร่วมในสหภาพแรงงาน

ข้อ 24 แต่ละคน มีสิทธิพัก - ผ่อนคลาย - จำกัดชั่วโมงทำงาน – วันหยุดโดยมีค่าจ้าง

จิตรา คชเดช

18 กรกฎาคม 52554

ใบแถลงข่าวศาลโลกว่าด้วยคำตัดสินกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา ฉบับภาษาไทย (ไม่เป็นทางการ)

ที่มา ประชาไท

ใบแถลงข่าวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ระบุ มีมติเป็นเอกฉันท์ ปฏิเสธไทยขอยกคำร้องกัมพูชา พร้อมแถลง มีมติ 11 ต่อ 5 ให้พื้นที่พิพาทเป็นเขตปลอดทหาร พร้อมชี้ คำสั่งศาลมีพันธะผูกพันพึงปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

ใบแถลงข่าวอย่างไม่เป็นทางการของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
คำร้องขอให้ตีความคำตัดสินวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ในกรณีเขาพระวิหาร
(ระหว่างกัมพูชาและไทย)
คำร้องขอให้มีการกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว
ศาลพบว่า ทั้งสองฝ่ายต้องถอนกำลังทหารออกจากบริเวณพิพาทโดยทันทีและให้เป็นเขตปลอดกำลังทหาร
โดยห้ามมีกองกำลังทหารในบริเวณดังกล่าวและไม่ให้มีปฏิบัติการทางทหารใด ในพื้นที่ดังกล่าวด้วย

กรุง เฮก- 18 ก.ค. 54 – ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice –ICJ) หน่วยงานหลักทางด้านตุลาการแห่งสหประชาชาติ ตัดสินคำร้องขอให้มีการมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ที่ยื่นโดยประเทศกัมพูชา โดยให้ตีความคำตัดสินของศาลโลกเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ในกรณีเกี่ยวกับเขาพระวิหาร (ระหว่างกัมพูชาและไทย)

โดยเรียงตามลำดับคำสั่ง ศาลตัดสินอย่างเป็นเอกฉันท์ ให้ปฏิเสธการร้องขอจากฝ่ายไทยให้ยกคำร้องของกัมพูชา

จาก นั้น ศาลได้กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ศาลเริ่มโดยการระบุว่า ด้วยมติ 11 ต่อ 5 ทั้งสองฝ่ายควรถอนกองกำลังทหารที่อยู่ในบริเวณเขตปลอดทหารชั่วคราวโดยทันที ดังที่ได้กำหนดไว้ในย่อหน้าที่ 62 ของคำสั่ง (สามารถดูภาพแผนที่ประกอบที่แนบมากับคำสั่งและแถลงการณ์ฉบับนี้) และห้ามมีกองกำลังทหารใดๆ ในพื้นที่ดังกล่าว และไม่ให้มีปฏิบัติการทางทหารใดๆ ในบริเวณดังกล่าวด้วย

ศาลยังกล่าว ว่า ด้วยมติ 15 ต่อ 1 ประเทศไทยไม่ควรขัดขวางทางเข้า-ออกเขาพระวิหาร หรือขัดขวางไม่ให้กัมพูชาขนส่งเสบียงอาหารให้บุคลากรทางด้านพลเรือน และศาลกล่าวว่ากัมพูชาและไทยควรจะดำรงรักษาความร่วมมือในอาเซียน โดยเฉพาะการอนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนสามารถเข้าไปในบริเวณเขตปลอด ทหารดังกล่าวได้ และให้ทั้งสองฝ่ายยุติการกระทำใดๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์และความขัดแย้งย่ำแย่ลง หรือทำให้สถานการณ์ซับซ้อนมากขึ้นในการแก้ไข

สุดท้ายนี้ ศาลตัดสินด้วยมติ 15 ต่อ 1 ว่าแต่ล่ะฝ่ายควรรายงานผลปฏิบัติการตามมาตรการดังกล่าวต่อศาล และจนกว่าศาลจะสามารถพิจารณาคำร้องให้ตีความคำตัดสินเสร็จสิ้น ศาลจะถือว่าข้อปฏิบัติดังกล่าวจะยังคงผูกมัดตามคำสั่งของศาล

เงื่อนไขทางตุลาการและกฎหมายที่จำเป็นในการกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว

ศาลสรุปว่า (ย่อหน้าที่ 19 ถึง 32 ของคำสั่ง) ว่าข้อพิพาทดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความหมายของคำตัดสินปี 2505 ดังนั้น ศาลจึงสามารถรับคำร้องขอให้ตีความของกัมพูชาได้ ตามมาตรา 60 ของบทบัญญัติ และยังประกาศด้วยว่าศาลไม่สามารถดำเนินตามคำร้องขอของประเทศไทยให้ยกเลิกคำ ร้องดังกล่าว และเสริมด้วยว่ามีมูลเพียงพอให้ศาลกำหนดให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ตามที่ร้องขอโดยกัมพูชา หากว่ามีเงื่อนไขที่จำเป็นเพียงพอ หลังจากนั้น ศาลได้พิจารณาเงื่อนไขดังกล่าวทีละข้อ (ย่อหน้าที่ 35 ถึง 56) และสรุปว่าเงื่อนไขดังกล่าวมูลเหมาะสม อย่างแรก ศาลพิจารณาว่าสิทธิที่กัมพูชาได้อ้าง ตามคำตัดสินปี 2505 ตามคำตีความนั้นสามารถเป็นไปได้ อย่างที่สอง ศาลจึงพิจารณาว่ามาตรการคุ้มครองชั่วคราวที่กัมพูชาเรียกร้องให้พิทักษ์ สิทธิ ตามการตีความและความเกี่ยวข้องตามสิทธิที่อ้างและมาตรการที่ร้องขอจึงได้ กำหนดขึ้น อย่างที่สาม ศาลพิจารณาว่า มีความเสี่ยงที่เป็นจริงและอันตรายในการเกิดความเสียหายอันแก้ไขไม่ได้ ต่อสิทธิที่อ้างโดยกัมพูชา ก่อนที่ศาลจะตัดสินครั้งสุดท้าย จึงมีความจำเป็นที่เร่งด่วน

สุดท้ายนี้ ศาลย้ำว่าคำสั่งที่กำหนดให้มีการมาตรการชั่วคราว มีภาระผูกพันและเป็นพันธะทางกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งสองประเทศจักต้องปฏิบัติตาม ศาลยังมีบันทึกด้วยว่า การตัดสินใจในกระบวนการดังกล่าว ต่อคำร้องขอให้มีมาตรการคุ้มครอง มิได้เกี่ยวข้องและมีนัยยะใดๆ ต่อสิ่งที่ศาลจักต้องตัดสินเกี่ยวกับคำร้องขอให้มีการตีความ (คำตัดสินของศาลโลกปี 2505 – ผู้แปล)


เขตปลอดทหาร: พื้นที่ล้อมกรอบด้วยเส้นสีส้ม เป็นเขตปลอดทหารในบริเวณพื้นที่
พิพาทไทย-กัมพูชา ตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
ที่มา แปลจาก International Court of Justice. Unofficial Press Release.18/07/54 http://www3.icj-cij.org/docket/files/151/16582.pdf