WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 19, 2011

..คำผกา ตีแสกหน้า ประเวศ

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ


ขนาดผมได้วันละ 700 แทบจะไม่พอใช้เลยแล้ว คนที่ได้วันละ 150 จะไปพอกินอะไร



Re:

โดย แม่ปังคุง

นับถือ และ ไม่เถียงแต่ด่า โดย คำ ผกา
.

นับถือ
โดย คำ ผกา
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1613 หน้า 89


"ส่วน กรณีที่พรรคการเมืองมีนโยบายปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน เขามองว่าเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะหากค่าแรงเพิ่มสูงขึ้น ก็จะทำให้สินค้าไทยแข่งขันสู้ต่างประเทศไม่ได้ แต่หากทำให้แรงงานมีที่พัก มีอาหารพอเพียง แม้ได้รับค่าจ้างวันละ 150 บาทต่อวัน เงินก็เหลือและแรงงานก็อยู่ได้ ดังนั้น เราไม่ควรหวังในเรื่องตัวเงินมากนัก ขณะที่การเชื่อมโยงผู้บริโภคในเมือง กับผู้ทำเกษตรอย่างยั่งยืน จะเป็นพลังงานขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น" ประเวศ วะสี (ราษฎรอาวุโส)
http://www.prachatai3.info/journal/2011/07/35942

คงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ในกรอบคิดของวิชาเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์การเมือง กรอบคิดเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณ

ใน กรอบคิดเรื่องการจัดสวัสดิการของรัฐ เถียงกันได้อีกว่าเราอยากได้รัฐบาลที่เอาใจชนชั้นล่าง กรรมกร หรืออยากได้รัฐบาลที่เลือกจะอุ้มภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม โดยกดค่าแรงในประเทศให้ต่ำเข้าไว้เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาด โลก

เถียงกันได้อีกว่าหรือเราจะเลือกรัฐบาลที่เลือกสนับสนุนกรรมกร ชนชั้นแรงงานด้วยการเพิ่มค่าแรง ในขณะเดียวกันก็เสนอแผนสนับสนุนการลงทุนแก่ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมในด้านอื่น เช่น ลดหย่อนภาษี หรือยกเว้นภาษีบางตัว

เถียง กันได้ต่อไปอีกว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศของเราจะเข้าสู่การแข่งขันตลาดโลกด้วยคุณภาพของ สินค้า มิใช่ด้วยความสามารถในการผลิตสินค้าที่ราคาถูกกว่าคนอื่น

เถียง กันได้อีกว่าแทนการแทรกแซงของรัฐ หรือเราจะปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี หรือแทนการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำโดยรัฐแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งผลของมันคือ ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการค่าแรงราคาถูกมาก อาจหันไปใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน (ส่วนจะประคองเรื่องปัญหาสิทธิมนุษยชนเรื่องการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างมี มนุษยธรรมอย่างไร ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ต้องใส่ใจ) ส่วนแรงงานในประเทศก็ยกระดับไปเป็นแรงงานมีฝีมือ

หรืออาจเถียงกันได้ อีกว่า หน ทางที่จะสร้างอำนาจการต่อรองให้กับกรรมกรและแรงงานทั้งหมด คือการเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งสหภาพแรงงาน มีอำนาจในการต่อรองกับนายจ้าง ไม่เพียงค่าแรงแต่รวมเรื่องสวัสดิการอื่นๆ เช่น ที่พัก วันลา ค่าโอที ศูนย์เด็กเล็กในโรงงาน สหกรณ์จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่คนงานทุกคนมีหุ้นส่วนในฐานะที่เป็นเจ้า ของ ฯลฯ


จะเถียงกันด้วยกรอบคิดแบบไหนก็ล้วนแต่เป็นเรื่อง ที่ดี ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่าพรรคการเมืองที่มาจากประชาชนจะ ตัดสินใจแบบไหน และหากประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจนโยบายของรัฐก็คงตัดสินกันที่การเลือกตั้ง ครั้งต่อไป

หากนโยบาย ค่าแรงวันละ 300 บาทของพรรคเพื่อไทยนำความหายนะ ล้มละลาย เศรษฐกิจตกต่ำ กรรมกรเป็นหนี้ ภาคอุตสาหกรรมเจ๊งระเนระนาด บริษัท มาม่า ผงซักฟอก ปิดกิจการ เจ้าสัวต้องไปเดินเร่ขายแซนด์วิช ลูกหลานเจ้าสัวเจ้าของบริษัทขายแฟ้บต้องมาเร่ขายพวงมาลัยอยู่ข้างถนน ถึงวันนั้น การเลือกตั้งสมัยหน้าคงไม่มีเลือกพรรคเพื่อไทยอีกกระมัง

การ ที่ คุณบุญชัย โชควัฒนา บอสใหญ่สหพัฒนพิบูล และ ณรงค์ โชควัฒนา ออกมาเตือนว่ากลัวแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ เพราะนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทนั้น ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะท่านเป็นนายทุน ท่านก็ย่อมปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มของท่านเป็นหลัก และมีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนั้นในวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือน่าตกอกตกใจแต่อย่างใด และเป็นเรื่องของท่านที่จะไปหาทางต่อรองเอากับรัฐบาลกันเอง

แต่ ที่ผิดปกติ และชวนหัวอย่างที่สามารถเป็น black comedy ได้อย่างสมบูรณ์แบบคือ ความคิดเห็นของ ประเวศ วะสี บุคคลผู้สั่งสมบารมีชื่อเสียงของตนมาจากการสร้างชื่อในฐานะของคนที่ต่อสู้ เพื่อโครงสร้างของสังคมที่เป็นธรรม บุคคลที่มีภาพของการเป็นคนดีมีศีลธรรม บุคคลที่เป็นเจ้ายุทธจักรของโครงการที่รณรงค์ให้คนเป็นคนซื่อ มือสะอาด เลิกเหล้า อดบุหรี่ มีศีล บุคคลผู้พร่ำเพ้อถึงสังคมอุดมคติ นิพพาน ปราศจากการเอารัดเอาเปรียบ บุคคลที่รังเกียจทุนสามานย์ การคอร์รัปชั่นและความหื่นกระหายตะกละของนักการเมือง

นี่คือทัศนะของบุคคลที่ชนชั้นกลาง มีการศึกษาจำนวนมากในสังคมไทยเคารพนบไหว้ว่าเป็นปูชนียบุคคล วิเศษวิโสเหลือประมาณ

นี่ คือทัศนะของท่านว่า แรงงานไทยมีค่าแรงวันละ 150 บาทก็พอแล้ว ถ้าให้แรงงานมีที่พัก และอาหาร จากนั้นโปรดอยู่ในความสงบ เอ๊ย อยู่ในความพอเพียง

พิโธ่เอ๋ย...อนิจจัง อนิจจา ท่านราษฎรอาวุโส นี่เป็นสิ่งที่ฉันหัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออก อึ้งยิ่งกว่าอ่านเจอรายงานของคณะกรรมการสิทธิฯ เรื่องสลายการชุมนุม อึ้งเสียยิ่งกว่าปริศนาว่าด้วยเงิน 600 ล้านปฏิรูปประเทศ (แบบว่าทำใจไปแล้วว่าประชาชนได้ทำทานครั้งใหญ่ไป)



ท่านราษฎร อาวุโส ฉันเชื่อว่าท่านมีลูกมีหลาน ท่านลองนั่งคำนวณในใจบ้างไหมว่ากว่าจะเลี้ยงลูกออกมาให้เป็นคน 1 คน มีการศึกษาตามสมควร นี่ยังไม่นับว่ากรรมกรรับค่าแรงวันละร้อยกว่าบาทไม่สามารถย้ายโรงเรียนลูก เป็นว่าเล่นหากลูกไม่เอาถ่าน หรือไม่มีความฟุ่มเฟือยพอจะให้ลูกไปทดลองใช้ชีวิตอินดี้ๆ

แบบว่า เออ...เบื่อโลกไปปั่นจักรยานเล่นสักปีสองปีดีกว่า หลังจากนั้น ก็ไม่ต้องดิ้นรนทำมาหากินอะไรมาก เพราะเกาะพ่อเกาะแม่กินได้

แบบ ว่า พ่อเก่งในการทำงาน เก่งเกี่ยวกับการหางบประมาณ สร้างคอนเน็กชั่น เครือข่ายสาวก สร้างลัทธิ เป็นเจ้าศาสดา สามารถแจกจ่ายงานวิจัย เงินโครงการ นู่น นั่น นี่ ส่วนลูกหลานไม่ต้องทำงานมากก็ทำให้ดูดีว่าเป็นครอบครัวไม่โลภ ไม่ทะเยอทะยาน ติดดิน ไม่ติดกับลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สมถะ พอเพียง (แต่ลูกคนจนไม่ทำงานกลายเป็นเด็กไม่เอาถ่าน ไม่รักดี ไม่เจียมตัว)

เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานของท่านมาเป็นคน ใช้เงินต่อหัวคนละกี่บาทตลอดชีวิตของพวกเขา ?

และ หากท่านมีหลานในวัยที่กำลังไปโรงเรียน หลานของท่านเดินทางด้วยยานพาหนะอะไร ค่าเดินทางวันละเท่าไหร่? ค่าเล่าเรียนเทอมละเท่าไหร่? ค่าเสื้อผ้าเดือนละเท่าไหร่? ค่าอาหารเดือนละเท่าไหร่? ค่าหาความรู้ทักษะพิเศษเพื่อเป็นต้นทุนทางสังคมต่อไป เช่น ดนตรี กีฬา เดือนละเท่าไหร่? ค่าแม่บ้าน คนใช้เดือนละเท่าไหร่? หลานของท่านเอาเงินไปโรงเรียนวันละเท่าไหร่? คำนวณออกมาคร่าวๆ คนเราใช้เงินกันวันละเท่าไหร่? อ้อ ค่าน้ำมันรถท่านเดือนละเท่าไหร่? อย่าบอกนะว่าท่านนั่งรถเมล์ติดแอร์มาทำงาน ?

ท่านอาจจะบอกว่า "อ้าว ก็อั๊วเป็นถึงหมอ ทำงานมีเงินเดือนเยอะ อั๊วจะอยู่ จะเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานยังไงก็เรื่องของอั๊ว แต่ พวกกรรมกร ไม่รู้จักเจียมตน ไม่รู้จักพอเพียง มีค่าแรงวันละร้อยกว่าบาทสะเออะจะส่งลูกเรียนโรงเรียนทางเลือก มรึงก็ส่งลูกเข้าโรงเรียนวัดใกล้ๆ บ้านสิวะ ปั๊ดดด"

กรรมกรอย่างเราก็คงก้มหัวงุด เออหนอ คนอย่างพวกเรามันไม่รู้จักเจียมกะลาหัว



ท่าน ราษฎรอาวุโสเหมือนจะ hint หรือบอกใบ้ (ตามประสานักปราชญ์ ต้องพูดอะไรให้เป็นปริศนาธรรม เพื่อให้สาวกตีความว่า ท่านพูดหมายจะให้ความหมายลึก แต่คนอย่าง คำ ผกา โง่จะตาย อ่านความนัย ความลึกซึ้งปราดเปรื่องของคนฉลาด ล้ำลึก อ่อนโยน อย่างท่านราษฎรอาวุโสไม่ออกหรอก) ว่า หาก เรากดดันให้นายทุน เจ้าของกิจการหาที่พัก และอาหารราคาถูกให้คนงานได้ เราก็ไม่ต้องขึ้นค่าแรงคนงาน แถมยังได้ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนายทุน แถมยังได้สร้างความสัมพันธ์อันดี สายใยรักพันผูกของระหว่างนายจ้าง ลูกจ้างที่เงินก็ซื้อไม่ได้

อีก หน่อยอาจเพิ่มแพ็กเกจใครเลิกเหล้าได้เด็ดขาดถึงจะมีของขวัญเป็นค่าแรงเพิ่ม ให้เป็นพิเศษ ใครไปบวช ได้เพิ่มวันละห้าบาท ใครเลิกบุหรี่เอาไปเลยอีกคนละหกบาทขาดตัว ใครวิปัสสนาทุกวันเอาไปเล้ยยยค่าแรงฟรีวันละ 10 บาท ทำเช่นนี้ นิตยสารส่งเสริมความดี รายการคนค้นสัตว์จะมาแย่งกันทำรายการสารคดีนายทุนดีมีคุณธรรมค้ำจุนโลก

แต่ คำถามคือ แล้วท่านราษฎรอาวุโสสามารถบังคับให้ทุกโรงงานทุกบริษัทสร้างแฟลตสำหรับคนงาน ได้ครบถ้วนหรือไม่ ? นายทุนที่ไหนจะกล้าแบกรับภาระด้านนี้ ? ในวงเล็บที่ว่าต้องเป็นแฟลตหรืออพาร์ตเมนต์ที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพ ชีวิตที่ดีในระดับหนึ่งมิใช่สลัมหรือแคมป์คนงานก่อสร้างที่เวลาเพื่อนข้าง ห้องมีเซ็กซ์กัน อีกคนหนึ่งต้องคอยเอามือจับวิทยุ โทรทัศน์ เอาไว้ ไม่อย่างนั้นมันจะหล่นลงมาเพราะมันเป็นเพิงหมาแหงนที่เพียงคนเดินก็สั่นไหว ราวกับมีสึนามิ

ส่วนอาหารที่โรงงานจัดให้จะออกมาในสภาพไหนก็ไม่อยาก จินตนาการ ขนาดข้าวอาหารถาดหลุมสมัยเป็นนักเรียนยังทำเอาพวกเราฝันร้าย ใจคอท่านจะให้คนงานเข้าคิวกินข้าวแบบโรงทานวันละ 3 มื้อ แล้วเก็บหอมรอมริบเอาจากเงินค่าแรงวันละ 150 บาทแล้วยิ้มหวานไปกับอาขยานที่ว่ามีสลึงพึงประจบให้ครบบาทอย่างนั้นหรือ?

ท่าน ราษฎรอาวุโส ค่าแรงวันละ 150 บาท นั้นเท่ากับเดือนละ 4,500 บาท ฉันแค่อยากรู้ว่าหลานของท่านดื่มนมเดือนละกี่บาท? กินขนมเดือนละกี่บาท



ท่าน ราษฎรอาวุโสที่เคารพ ค่าเช่าบ้านชนิดที่แค่คุ้มกะลาหัวเดือนละ 2,000 บาท ค่าน้ำค่าไฟเดือนละ 500 บาท (อันนี้ประหยัดที่สุดแล้ว และอย่าลืมว่าคนที่เช่าบ้านอยู่ใช้ค่าน้ำและไฟแพงกว่าราคาต่อยูนิตของการ ไฟฟ้าฯ และประปา), ค่าอาหาร กินอย่างเจียมตนที่สุด มื้อละ 30 บาท สามมื้อ 90 บาท เดือนละ 2,700 บาทเข้าไปแล้ว รวม 5,200

นี่ยังไม่มีค่ายาคุม ค่าถุงยางอนามัย ค่าพาราเซตามอล ค่าผ้าอนามัย ค่าสำลีแคะหู ครีมทาหน้าไม่มี อย. ราคาถูกที่ซื้อในตลาดนัด ค่ารถไปทำงาน ยังไม่ได้ส่งไปให้พ่อให้แม่ใช้ ยังไม่ได้กินโอเลี้ยงสัก 1 แก้ว นี่ยังไม่ได้ซื้อกางเกงลิงสักตัวเลยนะคะ ปาเข้าไป 5,200 บาทแล้ว

ท่าน ราษฎรอาวุโสคะ ตอนนี้ไข่ไก่ฟองสามบาทกว่าเกือบสี่บาท หมูโลละร้อยกว่าบาท ไก่โลละเกือบร้อย เนื้อวัวไม่ต้องพูดถึง ข้าวสารลิตรเท่าไหร่ กิโลละเท่าไหร่? ปลาทูตัวละเท่าไหร่? ปลานิล ปลาทับทิม อันเป็นปลาของคนจนนั้นกิโลกรัมละเท่าไหร่?

ถามว่า ท่านเคยเดินตลาดสดบ้างหรือไม่? เกิดมาท่านเคยซื้ออะไรกินด้วยตนเองบ้างหรือเปล่า? เกิดมาเคยซื้อข้าวสารด้วยตนเองซักลิตรสักกิโลฯ ไหม ก่อนจะมานั่งบอกว่าค่าแรงเดือนละ 4,500 บาทนั้นอยู่ได้ถ้าพอเพียง

อ้อ 4,500 บาทนี่จัดเต็ม ทำทุกวันไม่เว้นวันอาทิตย์และวันหยุดราชการนะคะ นี่ถ้าหากหักวันหยุดไปอาทิตย์ละวัน ก็จะเหลือแค่เดือนละ 3,600 บาท-ด้วยเงินเท่านี้ต่อการดำรงชีวิต ขอเสนอว่ากรรมกรต้องกินขี้กินเยี่ยวตนเองแล้วค่ะถึงจะอยู่ได้

อ้อ ราคาอาหารที่บอกไปข้างต้นนั้นเป็นราคาตลาดนัด ไม่ใช่ราคาในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่คนมีอันจะกินไปจับจ่าย เพราะหากบริโภคแบบคนมีอันจะกิน ไข่ไก่ออร์แกนิกส์ปลอดสารพิษมาจากไก่อารมณ์แบบที่ท่านน่าจะซื้อให้ลูกให้ หลานท่านกินนั้นราคาฟองละ 8 บาท หมูปาเข้าไปเกือบ 300 บาท ต้นหอมผักชีกำละ 20-25 บาท พริกชี้ฟ้าห้าเม็ดปาไปเกือบ 20 บาท


สุดท้ายนี้ ฉัน อยากจะบอกว่า ค่าแรงวันละ 150 บาทจากท่านนั้นเป็นความอำมหิต มันปิดไม่มิดจากหัวใจไร้ความเป็นธรรม ไร้ความปรานีจากคนที่เรียกตนเองว่าราษฎรอาวุโสที่เที่ยวป่าวประกาศว่าตนเอง รักความยุติธรรม ไม่อยากเห็นความเหลื่อมล้ำในสังคมและอยากปฏิรูปโครงสร้างประเทศ

ทุภาษิตประจำสัปดาห์ : โจรที่ซื่อสัตย์ต่อความเป็นโจรนั้นน่านับถือกว่าสังฆราชที่ฉ้อฉล

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 19/07/54 อำมาตย์คิด..ลิ่วล้อทำ..พวกระยำเชื่อ

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


อำมาตย์คิด ลิ่วล้อทำ ระยำมาก
มีหน้าฉาก หลังฉาก โคตร..กากสถุน
เขียนบทเลว สร้างภาพ ไร้บาปบุญ
พวกหมกมุ่น ไฟแค้น แน่นอุรา....

ไอ้โฆษะบุรุษ มนุษย์อุบาทว์
เหมือนผูกขาด ความระยำ สุดต่ำช้า
นรกเกรียน เวียนวน คนมารยา
เห่าเหมือนหมา หลงฝูง หวังจูงใจ....

พวกสลิ่ม หน้ามืด กำพืดชั่ว
จองเวรมั่ว ยื้อยุด สุดเหลวไหล
คิดแต่เรื่อง โคตรระยำ ทำจัญไร
จำชื่อไว้ พวกชาติหมา หน้าส้นตีน....

ยังมีพวก พันธมาร สันดานดิบ
คอยเตะถีบ ตุกติก ช่วยพลิกลิ้น
จ้องหาเรื่อง ใส่ร้าย ป้ายมลทิน
พวกบัดซบ รกแผ่นดิน สิ้นราคา....

อำมาตย์คิด ลิ่วล้อทำ ขำชิบหาย
หน้าไม่อาย ภาพด่าวดิ้น ถวิลหา
ถูกร้อยจมูก ยังสรวลเส ทำเฮฮา
เหมือนหมาบ้า เห่าใบตอง ร้องระงม....

เหลือเพียงภาพ เสื่อมทราม ตามที่เห็น
กรรมหรือเวร ดาหน้า มาทับถม
เชื่อพวกบ่าง ช่างสาระแน แค่อาจม
จึงตรอมตรม ดั่งไฟ เผาไหม้ทรวง....

๓ บลา / ๑๙ ก.ค.๕๔

ยักษ์ในตะเกียงอาละดิน

ที่มา thaifreenews

โดย poonnook

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าโลกนี้มีอากาศปกคลุมอยู่ แม้ว่าเราจะมองไม่เห็นก็ตาม.. ขณะเดียวกันเราพิสูจน์ไม่ได้ว่า “ความกลัว” รูปร่างเป็นอย่างไร แต่เรารู้ได้ว่าความกลัวมีจริงโดยพฤติกรรมที่แสดงออกของบุคคล

สถานการณ์ของบ้านเมืองขณะนี้ ได้บังเกิดสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนนับแต่ได้ก่อตั้งประเทศนี้ขึ้นมาก็คือ “อำนาจคู่” ที่เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลอย่างสูงในการกำหนดทิศทางการปกครอง และการบริหารประเทศนี้ของผู้ที่เคยมีอำนาจมาแต่ก่อน

“อำนาจคู่” ที่ว่านี้ก็คือ “อำนาจของประชาชน” ที่แสดงออกอย่างชัดเจนและกระตือรือล้น อย่างสูงในทางที่จะหวงแหนอำนาจของตนเอง และจะไม่ยอมให้อำนาจอื่นใด (ที่อยู่นอกเหนือระบอบประชาธิปไตย) เข้ามาแทรกแซงหรือทำลายได้อีก โดยพร้อมที่จะต่อสู้ด้วยจิตใจที่ “ไม่กลัว” อีกต่อไป

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 เปรียบเสมือนการเปิดตะเกียงให้ “ยักษ์ (ประชาชน) ที่อยู่ในตะเกียง” ได้มีโอกาสออกมาสู่โลกภายนอก แม้ในช่วงแรก “ยักษ์ (ประชาชน)” ยังไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรกับโลกภายนอกที่ตนเองไม่คุ้นเคย.. ก็เลยซวนเซ ไปบ้าง สับสนไปบ้าง แต่เมื่อนานวันเข้า “ยักษ์ (ประชาชน)” เริ่มที่จะเรียนรู้ว่า ตนเองมีอำนาจ และเป็นอำนาจอันชอบธรรมที่ตนมีอยู่แต่เดิม แต่ถูกใครบางคนฉกฉวยเอาไป (เอายักษ์ไปขังไว้ในตะเกียง)

ดังนั้นการเกิดขึ้นอย่างมากมายชนิดท้าทายอำนาจรัฐของ “หมู่บ้านเสื้อแดง” การชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายของพรรคเพื่อไทย ชนิดที่เกิดการช๊อค วงการมาจนขณะนี้ แสดงให้เห็นแล้วว่า “ยักษ์ (ประชาชน)” ตัวนี้กำลังสำแดงฤทธิ์ ของตนเองออกมาแล้ว..

ประกอบกับ สถานการณ์ “โลกล้อมประเทศ” ที่กำลังส่งผลให้อำนาจเผด็จการมืดที่ครอบประเทศนี้อยู่ เริ่มที่จะไม่มีที่ยืนในโลกอันคับแคบนี้.. ทำให้วิกฤติการเมือง การปกครองของประเทศไทย กำลังเข้าสู่ภาวะที่อันตรายอย่างยิ่ง..

การปะทะกันระหว่าง “อำนาจของประชาชน กับอำนาจเผด็จการเดิม” คงจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก.. จุดแตกหักคงจะอยู่ที่ว่า พรรคเพื่อไทย จะได้ตั้งรัฐบาลโดยมี คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี หรือไม่ ซึ่งถ้ามีเหตุการตุกติกใดๆ เกิดขึ้นแม้แต่เพียงนิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นการอ้างกฏหมาย (เถื่อน) มาใช้ หรือ ใช้กำลังทหาร เข้ายึดอำนาจ... ผลที่จะเกิดขึ้นมาตาม คงไม่สามารถมีใครคาดเดาได้...

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ถ้าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริง.. ประเทศไทยจะไม่ใช่ ประเทศไทยที่เราเคยรู้จักอีกต่อไป.. และธงชาติไทยที่มีสีแดง ขาว น้ำเงิน คงมีความหมายเปลี่ยนไป..

อีกไม่นานเกินรอ “ยักษ์ (ประชาชน)” ในตะเกียงตัวนี้ จะทำให้ประเทศนี้เปลี่ยนแปลงไป ในแบบที่เป็น “ดังที่ควรจะเป็นตั้งแต่แรกเริ่ม”

การตื่นตัวของประชาชนวันนี้ ยิ่งใหญ่มาก.. และเมื่อถึงวันหนึ่งในอนาคตอันใกล้ อาจจะต้องพูดกันว่า “ประเทศนี้เป็นของประชาชน..ใครไม่เกี่ยวถอยไป”

ปูนนก

ปูมาแล้ว..ต้อนรับทูตเบลเยียม ยันไม่แทรกแซงคอป.

ที่มา ข่าวสด





เมื่อ เวลา 09.30 น. วันที่ 19 ก.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมายังที่ทำการพรรคเพื่อไทย หลังจากไม่ปรากฏตัวเป็นข่าวมา 3 วัน โดยมาต้อนรับนายรูดี้ เวสตราเติน เอกอัครราชทูตเบลเยียมประจำประเทศไทย ที่ห้องรับรองชั้น 8 เพื่อแสดงความยินดีหลังที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง

เอกอัครราชทูตเบลเยียมให้ความสนใจในเรื่องของแนวทางการปรองดองตามแนวทาง ของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน โดยระบุว่าหากไทยมีความปรองดอง เศรษฐกิจก็จะเดินหน้า

นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตแสดงความเห็นในเรื่องของสิทธิมนุษยชนที่กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป หรือ อียู จับตามองอยู่ทั้งกรณีผู้อพยพ การผลักดันชาวโรฮิงยาออกนอกประเทศ อีกทั้งเรื่องการเยียวยากลุ่มคนเสื้อแดงที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวยืนยันว่า จะไม่มีการแทรกแซงการทำงานของคอป. ที่ดำเนินการอยู่ ส่วนการเยียวยากลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบต่างๆ โดยเฉพาะคนเสื้อแดงนั้น คณะกรรมการปรองดองของพรรคเพื่อไทยที่จะตั้งขึ้นเพื่อทำงานร่วมกับ คอป.จะไปดูรายละเอียด รวมทั้งงบประมาณต่างๆ ในการเยียวยาต่อไป

กระบวนการ "ข่าว" พระวิหาร ถึง 737-400 กระบวนการ มิติเดียว

ที่มา มติชน





จากกรณีถอนตัวจากภาคีอนุสัญญามรดกโลก มาถึงกรณีการอายัดเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ณ สนามบินนานาชาติเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี


ให้ "บทเรียน" อะไรบ้าง


เป็นบทเรียนทั้งในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งในเรื่องความสัมพันธ์กับองค์การระดับโลก


บทเรียน 1 คือ บทเรียนด้านการข่าว


ขณะเดียวกัน บทเรียน 1 คือ บทเรียนและกระบวนการในการนำเสนอ "ข่าว" และมุมมองต่อแต่ละประเด็น


ทั้งหมดนี้มิได้เป็นบทเรียนสำหรับ "รัฐบาล" เท่านั้น หากแต่น่าจะเป็นบทเรียนของคนไทยทั้งประเทศ


เพียง แต่หากรัฐบาลบริหารจัดการกับเรื่องราวเหล่านี้ไม่รอบคอบ รัดกุมอย่างเพียงพอ คนไทยในฐานะผู้บริโภคข่าวสาร ความเห็น ไปตามทิศทางที่รัฐกำหนด อาจผิดหวัง


ผิดหวังเหมือนกับที่เคย ผิดหวังมาแล้วในกรณีอันเกี่ยวกับการถอนตัวจาก ภาคีอนุสัญญามรดกโลก ผิดหวังเหมือนกับที่กำลังผิดหวังว่าอะไรเกิดขึ้นกับเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ที่มิวนิก


นี่ย่อมเป็นเรื่องที่สมควร "สรุป" และเก็บรับมาเป็น "บทเรียน"


ต้องยอมรับว่าการอันเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร การอันเกี่ยวกับมรดกโลก การอันเกี่ยวกับยูเนสโกคนไทยเหมือนกับถูกหลอก ถูกหลอกว่าเราจะเป็นฝ่ายชนะ


หาก ฟังจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นจากนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เหมือนกับว่าเรากำลังได้เปรียบ เหมือนกับว่าแม้กระทั่งผู้อำนวยการยูเนสโกก็เข้าข้างเรา


แต่ ความเป็นจริงที่คนไทยจำต้องยอมรับด้วยความไม่เข้าใจก็คือ ปัญหาได้ขยายจากเรื่องระหว่าง 2 ประเทศเป็นเรื่องระดับภูมิภาค เป็นเรื่องระดับสหประชาชาติ เป็นเรื่องระดับศาลโลกได้อย่างไร


และที่คิดว่านานาชาติเข้าใจไทยก็เริ่มไม่แน่เสียแล้ว


ไม่ แน่เพราะว่าภายใน 21 ประเทศ ซึ่งนั่งอยู่ในคณะกรรมการมรดกโลก ปรากฏว่ามีเพียง 7 ประเทศเท่านั้นที่เข้าข้างไทย อีก 14 ประเทศเป็นฝ่ายเดียวกับกัมพูชา


ตราบกระทั่ง ณ วันนี้ รัฐบาลไทยยังไม่ยอมรับว่าได้ให้ข้อมูลที่แท้จริงกับคนไทยมากน้อยแค่ไหนใน เรื่องอันเกี่ยวกับมรดกโลก ในเรื่องอันเกี่ยวกับการเข้ามาของอินโดนีเซีย


เช่นเดียวกับอาการนะจังงังในเรื่องการยึดเครื่องบินโบอิ้ง 737-400


หาก ฟังแต่จากปาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หากฟังแต่จากปาก นายกษิต ภิรมย์ คล้ายกับว่าสถานการณ์จะเป็นผลดีกับไทย เป็นผลดีมากกว่าอาการล่วงล้ำก้ำเกินของวอลเตอร์ บาว


แต่หากศึกษาแถลงการณ์ที่ออกโดยสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำกรุงเทพมหานครอย่างละเอียด


นี่มิได้เป็นเรื่องอันเพิ่งเกิดขึ้น


ตรง กันข้าม แถลงการณ์บอกว่า "รัฐบาลเยอรมนีได้เรียกร้องมาแล้วหลายครั้งเช่นกันให้รัฐบาลไทยดำเนินการ แก้ไขปัญหาอย่างเป็นมิตรด้วยการชำระค่าชดเชยอย่างสมเหตุสมผลให้กับบริษัท"


นี่ย่อมสอดรับกับคำแถลงของโฆษกกระทรวงต่างประเทศเยอรมนีที่ว่า


"สถานทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำกรุงเทพมหานครเคยติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของไทยเกี่ยวกับคดีนี้"


และแถลงจาก นายแวร์เนอร์ ชไนเดอร์ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ของวอลเตอร์ บาว


"หน่วยงานของรัฐบาลเยอรมนียื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วแต่ยังไร้ผล รัฐบาลไทยถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ และไม่เคยตอบสนอง"


สะท้อนว่าเรื่องนี้มิได้เป็นเรื่องใหม่ หากแต่เป็นเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่ เพียงแต่มิได้สำเหนียกเท่านั้น


กระนั้น ที่สำคัญเป็นอย่างมากคือ กระบวนการและวิธีวิทยาในการนำเสนอข่าวของรัฐบาลไทย


ไม่ ว่าจะเป็นเรื่องอันเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอันเกี่ยวกับการแพ้คดีต่อวอลเตอร์ บาว ล้วนดำเนินไปอย่างด้านเดียว ล้วนดำเนินไปอย่างไม่ครบถ้วน รอบด้าน


เท่ากับหลอกประชาชน เท่ากับนำพาประชาชนให้เข้าใจเพียงด้านเดียว ขาดมิติที่สมบูรณ์

มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 18 ก.ค.54

ประชาธิปัตย์เป็นโค้ก เพื่อไทยเป็นเป๊ปซี่

ที่มา มติชน

โลกหมุนเร็ว
เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง


ใน เชิงการตลาดคู่ต่อสู้ที่ยาวนานในประวัติศาสตร์คู่หนึ่งคือโค้กกับเป๊ปซี่ ทั้งสองเจ้านี้ผลัดกันรุกผลัดกันรับเรื่อยมา โค้กเป็นเจ้าที่มาก่อน และเป๊ปซี่มาทีหลัง เมื่อมาใหม่ๆ ไม่มีใครมีวันจะคาดคิดว่าเป๊ปซี่จะแซงหน้าโค้กได้ เพราะโค้กแข็งแกร่ง เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของโลกที่อยู่ในใจผู้คน แต่ในที่สุด เป๊ปซี่ก็สามารถขึ้นมาเทียมบ่าเทียมไหล่กับโค้กได้ และยังสามารถเอาชนะเป๊ปซี่ได้ในบางตลาด

เป๊ปซี่มาทีหลัง แต่พุ่งแรงกว่า

เป๊ปซี่มีซีอีโอเป็นหญิง เป็นคนอินเดีย ชื่อ อินทิรา นูยี ส่วนโค้กมีซีอีโอเป็นผู้ชายชื่อ ไบรอัน ไดสัน

ช่างคล้ายคลึงกับการโรมรันพันตูระหว่างประชาธิปัตย์ที่มีผู้นำเป็นชาย และเพื่อไทยที่มีผู้นำเป็นหญิง



ความ คล้ายของโค้กกับประชาธิปัตย์นอกจากเพศของผู้นำแล้วยังอยู่ที่เป็น "สถาบัน" ที่ถือกำเนิดมายาวนาน โค้กอยู่คู่อเมริกาเหมือนประชาธิปัตย์อยู่คู่ประเทศไทย

สไตล์ของโค้ก นั้นความที่เป็น "สถาบัน" ทำให้การทำงาน การสื่อสาร มีขั้นตอนมากมายซับซ้อน เป็นแบบ bureaucrat ก็ไม่ปาน การเปลี่ยนแปลงปรับตัวเป็นไปอย่างเชื่องช้า ต้องมีการเข้าที่ประชุม ตรวจสอบ เอาให้ตรงกฎข้อบังคับ

โค้กมีการทำงานแบบ Globalize และไม่ค่อย localize เช่นเดียวกับประชาธิปัตย์ที่เจาะได้ใจคนกรุงเทพ แต่ไม่เข้าถึงต่างจังหวัด

โฆษณา ของโค้กส่งมาจากศูนย์กลาง แปลงเป็นไทยน้อย ยุคหนึ่งเคยมีผู้บริหารคนไทยทำงานสื่อสารออกมาด้วยสปิริตไทย ทำท่าจะไปดี แต่แล้วก็ไม่ค่อยต้องใจผู้บริหารต่างชาติ

เป๊ปซี่มาทีหลัง แต่ทำงานโฆษณาได้เจาะใจคนยุคใหม่ในประเทศนั้นๆ ในประเทศไทยเป๊ปซี่ให้วง Body Slam เป็นพรีเซ็นเตอร์ ดูแล้วสะใจ ส่วนแบ่งการตลาดของเป๊ปซี่โตขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก เช่นเดียวกับประเทศไทย

เลขาธิการ พรรคประชาธิปัตย์ สุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมายอมรับว่า เพื่อไทยชนะ เพราะการจัดตั้ง และการตลาด เช่นเดียวกับที่เป๊ปซี่พุ่งแรงเพราะการตลาดและการจัดตั้งเหมือนกัน

แต่ คุณสุเทพไม่ได้บอกว่าต่อไปนี้โค้ก เอ๊ยประชาธิปัตย์ จะปรับการตลาดและการจัดตั้งให้เหมือนเป๊ปซี่ นอกจากข่าวคุณอภิสิทธิ์ลาออกจากหัวหน้าพรรคแล้ว ทุกอย่างก็เงียบเชียบ อึมครึม



หันมาทางเป๊ปซี่ เอ๊ย เพื่อไทย การสื่อสารเด็ดๆ ตามออกมาเป็นระลอก โดยเฉพาะจากผู้นำตัวจริงคือ ทักษิณ ชินวัตร

ฟัง ดูการให้สัมภาษณ์ในวันแรกกับไทยพีบีเอส "ผมต้องการให้บ้านเมืองสงบ สันติสุข ต้องการให้การเมืองใช้หลักยุติธรรมสากล (คำนี้แฝงนัยบางอย่างที่ทุกคนรู้กัน) และกับสรยุทธ์ใน "เรื่องเล่าเช้านี้" ที่ว่า "ไม่มีการให้ใครคิด หรือทำเพื่อผมคนเดียว ถามว่าต้องการเงินสี่หมื่นล้านคืนมั้ย ไม่เคยคิด ไม่ใช่เรื่องหลัก อะไรที่ยุติธรรมก็คือยุติธรรม (แฝงนัยตรงคำว่ายุติธรรม)" และ "ผมอยากกลับบ้านตั้งแต่เมื่อวาน ความปรารถนาของคนเราบางทีก็เป็นจริง บางทีก็ไม่เป็นจริง ถ้ากลับก็ควรเป็นส่วนหนึ่งของความปรองดอง ผมต้องการเป็น solution มากกว่า problem" และ "ถ้ายังมีโทษจำคุก ก็ยังไม่กลับ"

ทุกอย่าง ที่ผู้นำเพื่อไทยพูด เป็นเชิงรุกไปข้างหน้าทั้งนั้น และล้วนสื่อถึงการทำให้สิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ให้กลับเป็นไปได้ เป็นการเริ่มทำทันทีที่ชนะเลือกตั้ง

เหมือนกับเป๊ปซี่ที่ไม่มีใครเคยคิดว่าจะก้าวขึ้นมาเทียมเท่าโค้ก ซึ่งกว่าจะแซงโค้กได้ก็ต้องทำหลายอย่าง ปรับกระบวนท่าหลายอย่าง



ย้อนกลับมาที่คำพูดสรุปความพ่ายแพ้ของคุณสุเทพอีกที คุณสุเทพจะตีความหมาย "การจัดตั้ง" และ "การตลาด" อย่างไร

การ จัดตั้งต้องมียุทธศาสตร์ สมัยนี้แคมเปญทางทีวีไม่มีพลังหากไม่มีการสนับสนุนด้วยการเข้าถึงตัวเป้า หมาย เช่น การทำโรดโชว์ การสัมมนา เห็นหน้ากัน พูดจากัน ด้วยข้อความที่กลั่นกรองมาแล้วอย่างดี เช่น "อำมาตย์" หรือ "ไพร่" และลึกซึ้งขนาดต้องทำตัวให้ "เหมือนกัน" "เป็นพวกเดียวกัน" หรือ "มาจากรากเดียวกัน" ถ้าหัวหน้าพรรคที่มาจากออกซ์ฟอร์ดทำไม่เนียนกับคนรากหญ้าก็ต้องมีตัวแทนไป แทน

เบื้องหลังการตลาดก็มี "นักการตลาด" ชั้นเซียนอย่าง ตัน ภาสกรนที มันต้องเริ่มที่มันสมองหรือไม่ใช่ ถ้าสมองไม่ถึงก็อย่าทู่ซี้ ในแวดวงการเมือง ดาวดวงใหม่ก็เริ่มมีให้เห็นอย่าง "ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์" ลองเชิญมาใช้งาน แต่แค่นี้ใช่ว่าจะพอ ต้องไปเชิญ ไปชวน มาอีกเป็นขโยง ที่มาจากออกซ์ฟอร์ดมีพอแล้ว ไม่ต้องเอามาอีก คนเดียวก็เกินพอ

การที่ ประเทศไทยมีพรรคการเมืองที่เจนจัดและเข้มแข็งอยู่เพียงพรรคเดียวคือเพื่อไทย เป็นภาวะที่อันตรายของประเทศ เราต้องมีอีกพรรคที่เข้มแข็งใกล้เคียงกัน เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือก เหมือนอังกฤษมีพรรคแรงงานและพรรคคอนเซอร์เวทีฟ เหมือนอเมริกามีดีโมแครตและรีพับลิกัน ผลัดกันชิงเอาชัยในวิถีทางประชาธิปไตย

ถ้าหากประชาธิปัตย์ไม่เร่งสร้างพรรคให้เข้มแข็งแล้วไซร้ ไทยแลนด์ก็หมดทางเลือก

เรื่อง ของประเทศสลักสำคัญ เป็นความเป็นความตายกว่าการแข่งขันทางการค้า ถ้าไม่มีโค้ก ไม่มีเป๊ปซี่เราก็ดื่มอย่างอื่นได้ แต่ถ้าประเทศไม่มีพรรคการเมืองให้เลือก ก็อันตรายอย่างแน่นอน นี่เป็นสิ่งที่อยู่ข้างหน้าที่ต้องช่วยกันคิด มากกว่ามัวมานั่งคิดว่าทักษิณจะได้กลับบ้านหรือไม่ และนั่งแก้กันแต่เกมนี้

เลือกตั้งคราวหน้า อย่าให้เป็นว่า "กลัวทักษิณ" "ไม่เต็มใจเลือกประชาธิปัตย์ แต่ก็ต้องเลือก" มันสนุกตรงไหน อนาถใจไทยแลนด์

เอาเครื่องบินคืนมา เอาพระวิหารคืนไป!

ที่มา Voice TV



Wake up Thailand ประจำวันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม 2554

นำเสนอในประเด็น

- ลุ้นศาลโลกอ่านคำตัดสินคดีพระวิหาร "คุ้มครองชั่วคราว" ตามคำร้องกัมพูชาหรือไม่
- ปชป. เตรียมยื่นยุบ “เพื่อไทย” หากไม่ทำตามนโยบายหาเสียง
- คุณหญิงกัลยา แคนดิเดต เลขาฯ ปชป.
- โพลชี้ ประชาชนต้องการให้ กกต.รับรอง สส.ที่ถูกแขวน
- เกาะติดการพิจารณาของศาลเยอรมัน กรณียึดเครื่องบินโบอิ้ง 737
- ฟุตบอลหญิงญี่ปุ่น ฝ่าวิกฤตคว้าแชมป์โลก

300 บาท

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



เสียง คัดค้านต่อต้านนโยบายค่าแรง 300 บาทของพรรค พท.ดังระงมไปทั่ว เมื่อเห็นได้ชัดแล้วว่า พรรค พท.จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแน่ โดยยังไม่มีใครสร้าง "อุบัติเหตุทางการเมือง" ขึ้นในตอนนี้ ทุกคนรู้ว่านี่เป็นก้าวที่ถอยไม่ได้ เพราะไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลต่อจาก พท. โดยผ่านการเลือกตั้งหรือยึดบ้านยึดเมือง ก็ไม่สามารถลดราคาลงจากนี้ได้ ดังนั้นอย่าปล่อยให้ย่างก้าวแรกนี้ดีกว่า

ผมไม่ทราบว่า แล้วมีใครที่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาทหรือไม่ เพราะสื่อไม่ขยันพอจะไปเที่ยวหาคนที่ไม่ใช่นักการเมืองของ พท.ที่เห็นด้วย เพื่อเอาความเห็นของเขามาเสนอบ้าง (นักหนังสือพิมพ์ไทยชอบอ้างว่าข่าวต้องมีดุลยภาพ แต่ผมไม่เคยเห็นดุลยภาพที่ว่าในข่าวสำคัญๆ เลย มีแต่เมื่อคนด่ากันผ่านสื่อนั่นแหละ ที่สื่อจะเปิดพื้นที่ของตนให้เป็นเวทีมวย) ดังนั้นในไม่ช้าสังคมไทยก็จะคล้อยตามฝ่ายทุนว่า หากขึ้นค่าแรงระดับนี้ เศรษฐกิจทั้งระบบจะพังครืน (ทั้งๆ ที่อาจพังเพราะสหรัฐกำลังจะล้มละลายก็ได้)

ผมติดตามกระแสคัดค้านต่อ ต้านแล้วก็ออกจะเศร้าใจนะครับ เพราะทางเลือกที่ผมได้จากการต่อต้านคัดค้าน มีอยู่เพียงสองทางเท่านั้น คือขึ้นหรือไม่ขึ้น ไม่มีทางเลือกอื่นๆ เช่นไม่ขึ้นแต่ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ หรือขึ้นแต่ต้องขึ้นด้วยวิธีอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ในสังคมไทย ทางเลือกถูกเสนอให้จำกัดเพียงสองเสมอ ทำไมชีวิตผมจึงเหลือให้เลือกได้แต่ทักษิณกับอภิสิทธิ์เท่านั้น

ใน ส่วนข้อคัดค้านของฝ่ายทุน เช่นสภาอุตสาหกรรมนั้น แม้ยังฟังไม่ขึ้น แต่ก็เข้าใจได้ คือเป็นความเห็นของผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง พูดอะไรก็ถูกทุกที แม้ไม่ต้องแสดงอะไรให้เห็นมากไปกว่า "กูพังแน่" ก็ตาม

ที่ ผมสนใจมากกว่าก็คือ ความเห็นของคนที่ไม่ใช่ทั้งแรงงาน (ภาคอุตสาหกรรม) และไม่ใช่ทั้งนายทุน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็อาจสรุปได้ว่า ยังไม่จำเป็นในขณะนี้ และฝากความหวังไว้กับคณะกรรมการไตรภาคีว่าจะสามารถชะลอการขึ้นค่าแรงอย่าง ฮวบฮาบนี้ได้

ผมถามตัวเองว่า 300 บาทนี้มีเหตุผลหรือไม่ ผมตอบตัวเองไม่ได้ แต่มีนักวิชาการด้านแรงงานท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อคำนวณรายจ่ายของแรงงานในกรุงเทพฯและปริมณฑล ที่พอจะทำให้เขามีชีวิตปกติสุขได้แล้ว เขาควรมีรายได้วันละ 298-299 บาท ก็คือ 300 บาทนั่นเอง (300 คูณ 26 = 7,800 บาทต่อเดือน)

อ้าว ถ้าอย่างนั้น ตัวเลข 300 ก็ไม่ใช่ตัวเลขลอยๆ ที่มาจากการหาเสียงล่ะสิครับ มีเหตุผลของ "ชีวิต" แรงงานในฐานะมนุษย์รองรับอยู่ เว้นแต่จะเห็นว่า "ชีวิต" ของแรงงานไม่ใช่ชีวิตของมนุษย์เท่านั้น ที่จะคิดได้ว่า 300 บาทเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป

แม้ตัวเลข 300 จะมีเหตุผลรองรับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำได้ทันทีโดยไม่มีผลกระทบที่เราไม่ต้องการ อย่างไรก็ตาม เราก็น่าจะยอมรับได้ว่าตัวเลข 300 เป็นเป้าหมายหรืออุดมคติ ซึ่งจะต้องบรรลุให้ได้ในเร็ววัน ในสังคมสร้างสรรค์ (อันเป็นเป้าหมายของหน่วยงานที่เอาภาษีบุหรี่ของผมไปทำงาน) ข้อถกเถียงก็น่าจะอยู่ตรงที่มาตรการอันจะนำไปสู่อุดมคติว่า ควรทำอะไรและอย่างไรบ้าง จึงจะสามารถบรรลุอุดมคติดังกล่าวได้เร็ววัน แต่ผมไม่ได้ยินใครเถียงกันเรื่องนี้เลย

หากแรงงานได้รับค่าจ้างวันละ 300 บาทแล้ว จะทำให้สินค้าไทยราคาแพงขึ้นจนกระทั่งไม่อาจแข่งขันในตลาดโลกและตลาดภายใน ใช่หรือไม่?

ค่า แรงเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิตแน่ แต่ก็มีนักเศรษฐศาสตร์อีกท่านหนึ่งเตือนว่า เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น 40 บาทต่อวัน มิได้หมายความว่าสินค้าจะเพิ่มขึ้นชิ้นละ 40 บาทไม่ เพราะในกลไกการผลิตย่อมมีการดูดซับต้นทุนระหว่างกัน จนกระทั่งราคาที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการเพิ่มค่าแรง อาจไม่มากนัก แต่เพิ่มแน่

ดังนั้น รัฐย่อมสามารถช่วยให้สินค้าไม่เพิ่มราคาขึ้นมากนักได้ ด้วยการเข้าไปหนุนช่วยในกลไกการผลิตส่วนอื่นๆ เช่นลดภาษีนำเข้าเครื่องจักรและอะไหล่ หรือตามข้อเสนอของพรรค พท.เอง คือการลดภาษีรายได้บริษัทลงเหลือ 27% เป็นต้น ข้อถกเถียงในสังคมสร้างสรรค์ก็น่าจะเป็นเรื่องบทบาทของรัฐว่า จะเข้าไปหนุนช่วยในด้านใดและอย่างไร

ยิ่งกว่านี้ การหนุนช่วยของรัฐต้องมีจุดมุ่งหมายที่มากกว่าราคาสินค้าเฉพาะหน้า แต่ควรเป็นการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถของแรงงาน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้พ้นจากการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น ไปสู่การผลิตที่ใช้ความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น

ผมคิดว่า ถ้าเราช่วยกันคิด, เสนอ และถกเถียงเรื่องนี้กันให้มากขึ้น ก็จะสามารถกลบเสียงของสภาอุตสาหกรรมที่ขอให้รัฐเข้ามาช่วยจ่ายค่าแรง ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย (ซ้ำอาจถูกมองว่าเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในตลาดโลกด้วย) นอกจากทำให้อุตสาหกรรมไทยย่ำเท้าอยู่กับที่ โดยไม่ยอมขยับหนีเวียดนาม, จีน, อินโดนีเซีย และกัมพูชา ต้องตกอยู่ใน "กับดักของประเทศรายได้ปานกลาง" ชั่วกัลปาวสาน

ยิ่งกว่านี้ ข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมยังฟังดูเหมือนว่า รัฐต้องจ้างอุตสาหกรรมมิให้กดขี่แรงงาน ตรรกะเดียวกันนี้นำเราไปสู่การจ้างโจรไม่ให้ปล้นด้วย

ผมยอม รับนะครับว่า รัฐบาลไทยได้เอาเงินไปจ้างโรงสีไม่ให้กดขี่ชาวนา จ้างโรงบ่มมิให้กดขี่ชาวสวนลำไย ฯลฯ มาแล้ว แต่นั่นคือวิธีการที่ตัวเกษตรกรไม่ได้รับความช่วยเหลือโดยตรง และน่าจะยกเลิกเพื่อหามาตรการใหม่ที่จะทำให้เกษตรกรได้รายได้ที่มั่นคง ไม่ใช่มาตรการที่อุตสาหกรรมจะมาเอาเป็นแบบอย่างได้ ในขณะที่รัฐสามารถช่วยแรงงานโดยตรงได้อีกหลายอย่าง เช่นสนับสนุนให้โรงงานสร้างที่พักอาศัยในบริเวณโรงงาน หรือจัดให้เกิดที่พักในราคาถูกใกล้แหล่งโรงงาน สร้างโรงเรียนที่ฟรีจริงให้บุตรหลาน สร้างศูนย์เรียนรู้ของกรมการศึกษานอกโรงเรียนใกล้แหล่งโรงงาน เพื่อเพิ่มทักษะความรู้ของแรงงาน ฯลฯ

300 บาทจะนำไปสู่ของแพงขึ้นหรือไม่? ก็คงมีผลให้ของแพงขึ้นในระยะหนึ่ง เพราะเมื่อครอบครัวแรงงานสามารถกินไข่ได้ทุกวัน ก็เป็นธรรมดาที่ไข่ย่อมแพงขึ้นในระยะหนึ่ง จนกว่าผู้ผลิตไข่ซึ่งขายดิบขายดีจะเร่งผลิตไข่ออกมาได้มากกว่าเดิม แต่ผมไม่แน่ใจว่า เมื่อลูกแรงงานจะซื้อรองเท้านักเรียนใหม่เพิ่มขึ้นหลายๆ ครอบครัว รองเท้าจะต้องแพงขึ้นเสมอไป เพราะโรงงานรองเท้าย่อมหันมาผลิตรองเท้าเพื่อตลาดภายในเพิ่มขึ้นอย่างรวด เร็ว แค่วางรองเท้าในตลาดปุ๊บ ก็ขายได้ปั๊บ ย่อมเพิ่มกำไรให้แก่ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายแล้ว เพราะลดต้นทุนด้านสต๊อคลงไปมาก

ในฐานะของคนที่ไม่เคยเรียน เศรษฐศาสตร์เลย ผมออกจะสงสัยทฤษฎีว่า การเพิ่มรายได้ทำให้ของแพงจังเลย ก็เมื่อสินค้าใดเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น ราคาสูงขึ้น ทำไมจึงไม่แย่งกันผลิตเพื่อโซ้ยกำไรล่ะครับ และเมื่อแย่งกันผลิต ราคาสินค้านั้นก็น่าจะลดลงมาสู่ราคาที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่หรือครับ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่รายได้ซึ่งเพิ่มขึ้น แต่น่าจะอยู่ที่ว่ากลไกตลาดของเราเองต้องมีอะไรบางอย่างบิดเบี้ยว ทำให้ไม่มีใครแย่งกันผลิต พูดอีกอย่างหนึ่งคือ การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมนั้น ไม่มีจริงในตลาดไทย เราก็น่าจะไปจัดการกับ "อำนาจเหนือตลาด" ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งครอบงำตลาดไทยอยู่ และที่จริงก็มีมากเสียด้วย การเพิ่มค่าแรงเป็น 300 บาทจึงต้องมาพร้อมกับมาตรการที่จะทำลาย "อำนาจเหนือตลาด" ในรูปแบบต่างๆ ไม่ใช่ไปห้ามไม่ให้จ่าย 300 บาท ไม่อย่างนั้นไม่ควรมีใครในโลกได้รายได้เพิ่มขึ้นสักคน รวมทั้งนักวิชาการด้วย

อันที่จริงนโยบาย 300 บาทนี้ก็เดินตามนโยบายของรัฐบาลของพี่ชายว่าที่นายกฯ เป็นการฟื้นเศรษฐกิจวิธีหนึ่ง (แทนการแจกเงินเฉยๆ แก่ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ) คือทำให้เกิดความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยในตลาดให้มากขึ้น อันจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบ เพียงแต่ว่าไม่ได้มุ่งเน้นแต่ตลาดต่างประเทศอย่างที่สภาอุตสาหกรรมให้ความ สำคัญ แต่เพิ่มกำลังซื้อภายให้สูงขึ้น อย่าลืมด้วยว่าตลาดภายในนับวันจะมีความสำคัญมากขึ้น ท่ามกลางภาวะใกล้ล้มละลายของตลาดยุโรปและอเมริกา ประเด็นที่ผมอยากชี้ในเรื่องนี้ก็คือ 300 บาทเป็นนโยบายที่มีข้อดีเหมือนกัน ไม่ใช่เหลวไหลเพราะการหาเสียงอย่างที่สมาคมนายจ้างพยายามสร้างภาพ

บาง ท่านให้ความเห็นต่อ 300 บาทที่ตลกดีในทรรศนะของผม นั่นคือ แรงงานได้แค่วันละ 150 ก็อยู่ได้แล้ว ถ้ามีที่พักในโรงงาน มีเครือข่ายกับกลุ่มเกษตรกรที่สามารถซื้ออาหารได้ในราคาถูก ฯลฯ จริงเลยครับ ถ้ามีที่พักฟรี, กินอาหารฟรีทั้งตนเองและครอบครัว, มีโรงเรียนฟรีสำหรับบุตรหลาน, มีโรงพยาบาลฟรีสำหรับครอบครัว, มีเสื้อกางเกงให้ใช้ฟรี, มีฟิตเนสและโรงหนังฟรีใกล้ๆ, แถมกล้วยแขกหรือฝรั่งดองให้อีกหนึ่งถุงหลังอาหารกลางวัน ฯลฯ จ่ายแค่ 50 บาทเป็นเงินติดกระเป๋าก็พอแล้ว

จริงที่ว่า "รายได้" ไม่ได้มีความหมายเพียงเงินค่าจ้าง แต่สวัสดิการในรูปแบบต่างๆ ก็เป็น "รายได้" ส่วนหนึ่ง และเราควรหันมาสร้าง "รายได้" ให้แรงงานในรูปสวัสดิการให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ แต่จะใช้เวลาเท่าไรล่ะครับ แม้แต่สมมุติว่ารัฐให้การสนับสนุนอย่างแข็งขัน ก็ต้องใช้เวลา 5 ปี, 10 ปี หรือชั่วอายุคนหน้า แล้วระหว่างนี้ล่ะครับ จะให้แรงงานอยู่อย่างไร ในเมื่อเพื่อจะอยู่ได้ เขาต้องมีรายได้ถึงวันละ 298 บาทต่อวัน อยู่กับเงินกู้นอกระบบหรือครับ เงินกู้นอกระบบนั้นกินรายได้ของแรงงานไปจนกระทั่งดูเหมือน 300 บาทก็จะไม่สามารถปลดเขาจากพันธะนั้นได้เสียแล้ว

แน่นอนว่า 300 บาทไม่ได้เข้ามาแทนที่สวัสดิการอันจำเป็น แต่ 300 บาททำให้เขาอยู่ได้ก่อน การพัฒนาฝีมือแรงงานและสวัสดิการควรเป็นเป้าหมายหลักที่รัฐจะต้องผลักดัน อย่างเต็มที่ เป็นก้าวต่อไปที่ไม่ควรหลีกเลี่ยงเป็นอันขาด

บาง คนแสดงความห่วงใยว่า 300 บาทจะดึงเอาพม่า, ลาว, กัมพูชา, หลั่งไหลเข้ามาอีกมากมาย ก็คงจะดึงจริงแน่ และถึงจะมีหรือไม่มี 300 บาท อีก 5 ปีข้างหน้าในเงื่อนไขของเศรษฐกิจเสรีอาเซียน การหลั่งไหลของแรงงานข้ามชาติก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่ว่าเหตุใดนายจ้างไทยจึงนิยมจ้างแรงงานต่างชาติ ส่วนหนึ่งก็เพราะแรงงานไทยขาดแคลน การมีแรงงานต่างชาติเข้ามาก็ดีแล้วไม่ใช่หรือครับ แต่สาเหตุส่วนนี้ยังไม่สำคัญเท่ากับว่า แรงงานต่างชาติรับค่าจ้างและสวัสดิการต่ำกว่าแรงงานไทย แม้กฎหมายไทยไม่ได้ยกเว้นแรงงานต่างชาติจากสิทธิทั้งหลายที่กฎหมายกำหนด แต่ในความเป็นจริงนายจ้างจ่ายค่าแรงต่ำกว่ามาก อีกทั้งไม่ได้ให้สวัสดิการใดๆ ที่กฎหมายกำหนดเลย

หากเราสามารถบังคับ ใช้กฎหมายจริง แรงงานต่างชาติจะได้ค่าตอบแทนในทุกรูปแบบเท่ากับแรงงานไทย ผมไม่เชื่อว่านายจ้างไทยยังอยากจ้างแรงงานต่างชาติอยู่อีก แม้บางคนจะบอกว่าพม่า, เขมร, ลาว หัวอ่อนกว่าแรงงานไทย แต่อย่าลืมนะครับว่า คนที่มีบ้านอยู่ต่างประเทศให้กลับ ข้อพิพาทแรงงานอาจพัฒนาไปสู่ความรุนแรงได้ง่ายกว่าแรงงานไทยอย่างเทียบกัน ไม่ได้ เผาโรงงานแล้วหนีกลับบ้านไม่ง่ายกว่าหรอกหรือครับ ที่ยังนิยมจ้างกันอยู่ในเวลานี้ ก็เพราะเอาเปรียบเขาได้ง่ายไม่ใช่หรือ

ยิ่งหากอุตสาหกรรมไทยสามารถขยับคุณภาพการผลิตให้สูงขึ้น แรงงานข้ามชาติ (กลุ่มเดิม) ยิ่งไม่เหมาะกับอุตสาหกรรมไทย

300 บาทนั้น ให้คำตอบที่สำคัญ แต่ไม่ใช่ปราศจากปัญหาเสียเลย ก็มาช่วยกันคิดแก้ไขหรือบรรเทาปัญหานั้นไม่ดีกว่าหรือครับ

นิ่ง-แน่น

ที่มา มติชน



โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 17 กรกฎาคม 2554)


น่าสังเกตว่า แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะยังไม่ได้นั่งนายกรัฐมนตรี

แต่ทูตทั้งจากประเทศมหาอำนาจ และไม่ใช่มหาอำนาจ ต่างเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างคึกคัก

นี่ถือเป็น "มุมบวก" ที่เพื่อไทยต้องตีให้แตกและใช้เป็นประโยชน์

ที่บอกตีให้แตกก็เนื่องจาก ขณะที่ "ต่างชาติ" เชื่อมั่นคนของตัวเอง

แต่เพื่อไทยซึ่งรวมถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง เช่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวชินวัตร กระทั่งมวลชนคนเสื้อแดง ดูจะไม่ได้ร่วมสร้างความเชื่อมั่นให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์นัก

ตรงกันข้ามในหลายเรื่องกลับฉุดความเชื่อมั่นของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ลงเสียอีก

อยากจะโฟกัสไปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นพิเศษ เพราะศักยภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณสามารถสร้างปัจจัยบวก หรือลบ ให้กับน้องสาว ได้มากที่สุด

อย่าง ที่รู้กัน ขณะนี้หัวใจสำคัญหลังพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม คือ 1)หน้าตาคณะรัฐมนตรี และ 2)นโยบายที่เพื่อไทยจะทำ

ทั้งสองเรื่องนี้ ควรเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์

ส่วนพรรค พ.ต.ท.ทักษิณ มวลชนสนับสนุน ควรจะอยู่ในฐาน "แบ๊กอัพ"

ไม่ใช่ออกมาเล่นบทบาท "ผู้มีบารมีนอกหน้าที่" อย่างคึกคักเสียเอง

น.ส.ยิ่งลักษณ์มีจุดอ่อนตั้งแต่ตัดสินใจเข้าเล่นการเมือง ซึ่งแก้ยากและคงแก้ไม่ได้ นั่นคือ การเป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ

แต่จุดอ่อนนี้จะลดลง หากทุกองคาพยพในพรรคเพื่อไทย รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชัดเจนในแนวทางเดียวกัน

นั่นคือให้จุดศูนย์กลางการขับเคลื่อนอยู่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์

ไม่พยายามทำให้เกิดศูนย์การนำหลายศูนย์

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สัมผัสได้ เช่น การตั้งคณะรัฐมนตรี แทนที่ถนนทุกสายจะมุ่งไปที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์

แต่กลับกลายเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ

ซึ่งดูเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณดูจะพึงใจไม่น้อยด้วย เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่เสียค่าเครื่องบิน จากดูไบ มาบรูไน เพื่อกินข้าวต้มกับใครหรอก

เสียงบ่นเรื่อง "เพื่อนเยอะ" เนื่องจากมี ส.ส.แห่ไปหานั้น ว่าที่จริง หาก พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่ให้เกิดสภาพดังกล่าวก็ทำได้

แต่ก็บ่นๆ ไปอย่างนั้นเอง เพราะประตู "ดูไบ" เปิดอ้าซ่า

ทำให้คำตอบของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เรื่องการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ที่พยายามพร่ำบอกว่าจัดกันในประเทศ ไม่ใช่ต่างประเทศ นั้น

ไม่มีใครเชื่อถือ

ไม่มีใครฟัง

คนที่กำลังจะขึ้นสู่นายกรัฐมนตรี แล้วต้องมาเผชิญกับ "ความไม่เชื่อถือในคำพูด" นั้น คงไม่ต้องบอกว่าเสียหายอย่างไร

เช่นเดียวกับเรื่อง "นโยบาย"

การเพิ่งเข้าสู่สนามเลือกตั้งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เพียง 49 วัน ทำให้ยังหลอมตัวเองเป็นหนึ่งเดียวกับนานานโยบายของพรรคไม่ได้

จะสังเกตได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ลงในรายละเอียดแต่ละนโยบายไม่ได้

ซึ่งจะโทษ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คนเดียวก็ใช่ที่

ทีมงาน รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นมันสมอง ควรจะต้องเร่งช่วยทำให้เธอเข้าใจถ่องแท้ เพื่อที่จะอธิบายกับประชาชนได้

ต้องไม่ลืมว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทย กำลังถูกมองว่าทำไม่ได้จริงมากขึ้นทุกที

ทำให้ฉุดความเชื่อมั่นของชาวบ้านลงอย่างมาก

แถมบางวันพี่ชายยังผุดนโยบายออกมาเพิ่มอีก

ทำให้สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าที่นายกฯหญิงอยู่ในภาวะอลเวง และมีหน้าที่คอยแก้ข่าวรายวัน

นี่ ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณทำตัวให้นิ่ง หลบไปอยู่ข้างหลังแล้วประสานกับพรรคเพื่อไทยช่วยติวและทำการบ้านเสริมความ แข็งแกร่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์

ทุกอย่างคงจะดีกว่านี้เยอะ

ถ้าไม่ "นิ่ง-แน่น" พอก็น่าห่วง เพราะตอนนี้ก็เริ่มเห็นขบวนการขัดขวางแปลกๆ และพิสดาร แล้วมิใช่หรือ

มองไม่พ้นหัวแม่เท้าตัวเอง

ที่มา มติชน



โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

(ที่มา คอลัมน์ที่เห็นและเป็นไป หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 17 กรกฎาคม 2554)


ใน ภาพรวมประชาชนตัดสินนำการเมืองเดินกลับสู่ประชาธิปไตยอย่างงดงาม การได้รับเสียงเกินครึ่งของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็นไปตามที่หลายฝ่ายปรารถนา

มันหมายถึงประชาชนตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เพื่อปิดช่องว่างไม่ให้อำนาจนอกระบบนำการไม่ได้รับเสียงข้างมากมาเป็นข้ออ้างในการแทรกแซง

มีความเชื่อว่า ชัยชนะของพรรคใดพรรคหนึ่งอย่างท่วมท้น จะเป็นชัยชนะของประชาชนต่อกลไกของอำนาจนอกระบบ

ให้รู้ว่าประชาชนตื่นตัวทางการเมืองในระดับที่ทุกฝ่ายควรจะรู้ว่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากมากขึ้นหากคิดจะต่อต้านกระแสประชาชน

แม้ว่าบางฝ่ายจะยังยืนยันว่า ชัยชนะเลือกตั้ง ไม่ใช่ชัยชนะทางการเมือง

ยังมีกลไกอำนาจมากมายที่จะแทรกแซงไม่ให้การเมืองเป็นไปตามการตัดสินใจของประชาชน

มีการวางแผนสกัดอำนาจของประชาชนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนอยู่ ในแต่ละจังหวะก้าวของการช่วงชิงอำนาจ

แต่คำยืนยันของฝ่ายที่ไม่มั่นใจในอำนาจการตัดสินของประชาชนนี้ คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นเพียงการปลอบประโลมของผู้พ่ายแพ้

ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง

เมื่อประชาชนตัดสินใจท่วมท้นถึงเพียงนั้น ทุกคนย่อมรู้ดีว่าการเดินสวนกระแสจะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในประเทศครั้งใหญ่หลวง

ไม่น่าเชื่อว่าคนที่สติยังดี ไม่เลอะเลือนสาหัส จะทำในสิ่งที่ส่อแววว่าจะนำความรุนแรงกลับมาสู่ประเทศ

ทว่าถึงวันนี้ ความเชื่อมั่นนั้นถูกทอนลงไปทีละน้อย

เรื่องราวที่น่าหวั่นวิตกส่อเค้าว่าจะเกิดขึ้น

ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม คณะกรรมการการเลือกตั้งได้นำความหวาดวิตกนั้นกลับมาสู่ความรู้สึกประชาชน

หลังการไม่ประกาศรับรอง "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ปาร์ตี้ลิสต์อันดับหนึ่งของพรรคเพื่อไทย แม้จะมี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" อยู่ในเข่งเดียวกัน ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าไม่มีสองมาตรฐานอย่างที่เคยถูกโจมตี

แต่นั่นไม่ทำให้อะไรดีขึ้น เพราะความเชื่อของคนทั่วไปเริ่มโน้มเอียงไปในทางที่บางฝ่ายยืนยัน

เรื่องราวของการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อสกัดอำนาจที่มาจากการตัดสินใจของประชาชน กลายเป็นประเด็นพูดคุยกันในวงกว้าง

ความไม่เชื่อมั่นเกิดขึ้นอีกแล้ว พร้อมๆ กับความหดหู่ของกลุ่มที่ต่อสู้มายาวนาน

ชัยชนะท่วมท้นกลับคล้ายว่าไม่มีอยู่จริง อำนาจที่เหนือกว่าจะพลิกคว่ำให้ระเนนระนาดเสียเมื่อไรก็ได้

ที่เราเชื่อว่า "ปรองดอง" จะต้องเป็นวาระที่ดำเนินไป เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะเป็นทางออกให้ประเทศพ้นจากวิกฤตเสียที

หลัง กกต.แขวน "ว่าที่ ส.ส." ที่เคย "ใส่เสื้อแกนนำเสื้อแดง" แบบยกกระบิ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปคือ "สัญญาณปรองดอง" คิดว่าเริ่มมองเห็นที่ปลายอุโมงค์ กลับกลายเป็นดับสลาย

สำนึกที่จะช่วยกันประคับประคองให้ประเทศเดินหน้าไปได้ในความสงบสุข กลายเป็นสัญญาณที่จับไม่ติด

คำถามที่เกิดขึ้นทั่วไปตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ "จะต้องเสียเลือดเสียเนื้อกันอีกแล้วใช่ไหม"

และ "จะต้องเสียกันอีกเท่าไร จึงจะทำประเทศชาติกลับสู่ความสงบได้"

แล้ว "คิดกันไม่ออกหรือว่าทำกันอย่างนี้จะพากันไปไปทุกส่วน"

คำ ถามด้วยความห่วงใยชะตากรรมของประเทศเหล่านี้ กระจายออกไปในคนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีสำนึกไม่อยากเห็นประเทศสู่หายนะต่อหน้าต่อตา

ก่อนหน้านั้นมีคนบอกว่า การตัดสินของประชาชนจะเป็นคำตอบว่าประเทศจะก้าวสู่วิกฤตใหญ่อีกหรือไม่

ทว่า วันนี้ประชาชนตัดสินแล้ว แต่กลุ่มคนที่ไม่ยอมให้เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเป็นผู้ชนะกลับคล้ายว่าจะมี อำนาจมากกว่าการตัดสินของประชาชน

คนกลุ่มนี้คือผู้ที่ควรจะตอบคำถามที่กลาดเกลื่อนอยู่ในแวดวงผู้ห่วงใยประเทศชาติ

และควรตอบให้ตรงคำถามว่า "นอกจากอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัว เคยคิดถึงห่วงใยชะตากรรมของชาติและประชาชนในภาพรวมบ้างหรือไม่"