WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 19, 2011

ฮือฮา รัสเซียเรียกร้องผู้หญิง"เปลือยหน้าอก" สนับสนุน"ปูติน"เป็นปธน.อีกรอบ(ชมคลิป)

ที่มา มติชน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 19 ก.ค.ว่า เครือข่ายออนไลน์คล้ายเฟซบุ๊คของรัสเซียชื่อว่า vkontakte.ru/armiputina ได้เรียกร้องให้กลุ่มผู้หญิงรัสเซียออกมา "ถอดเสื้อเปลือยหน้าอก" เพื่อแสดงการสนับสนุนให้นายกรัฐมนตรีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้เป็นประธานาธิบดีอีกรอบ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในปีหน้า ขณะเดียวกัน ยังมีการโพสต์วีดีโอแสดงภาพหญิงสาวสวยผมบรอนด์ เรียกตัวเองว่า "ไดอาน่า" แต่งกายด้วยชุดดำและใส่รองเท้าส้นสูง ประกาศว่า จะฉีกเสื้อทิ้งเพื่อ "ปูติน" พร้อมทั้งทำท่าจะฉีกเสื้อยืดรัดรูปสีขาวที่ตนเองสวมอยู่ให้ขาด

รายงานระบุว่า นายปูตินเคยเป็นผู้นำรัสเซียในช่วงปี 2000-2008 ก่อนที่จะลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี โดยนายดิมิทรี่ เมดวีเดฟ ทายาทการเมืองของเขา ได้ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีแทน ขณะที่นายปูตินโยกตนเองไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรู้กันว่า ปูตินยังคงเป็นผู้นำตัวจริงของรัสเซีย โดยคอยบัญชาการนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล

ทั้งนี้ ในยุคของสหภาพโซเวียต การเปลือยร่างนู้ดถือเป็นสิ่งต้องห้ามในยุคนั้น แต่ปัจจุบันกลายเป็นที่นิยมกว้างขวางในรัสเซีย แต่นักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีกลับแสดงปฎิกิริยาไม่พอใจ โดยบอกว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องของวัฒนธรรมยั่วยุทางเพศ เลียนแบบสังคมของประเทศที่มีโสเภณีอยู่ดาษดื่น





Putin's Army! by agg44

Re: ยืนยัน ฮ.ตก! มทภ.1 เตรียมเดินทางเข้าจุดเกิดเหตุ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



เกิดเหตุชวนระทึก ฮ.แบบแบล็กฮอว์ก ออกกู้ศพ 5 ทหารป่าแก่งกระจาน
ขาดการติดต่อไม่รู้ชะตากรรม เจ้าหน้าที่บางส่วนอ้าง ได้ยินเสียงคล้ายการระเบิดรุนแรง...

เมื่อเวลาประมาณ 12.50 น. วันที่ 19 ก.ค. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า
ขณะนี้ได้รับรายงานเฮลิคอปเตอร์แบบ UH-60L แบล็กฮอว์กของกองทัพบก
ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจกู้ศพ 5 นายทหารจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี
ได้ขาดการติดต่อ 1 ลำ ล่าสุดอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีรายงานข้อมูลผู้อยู่บนเครื่อง



เฮลิคอปเตอร์แบบ UH-60L แบล็กฮอว์ก ของกองทัพบก 1 ใน 2 ลำ
ที่มาใช้ในภารกิจกู้ศพทหารที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน


รายงานข่าวแจ้งว่า
เมื่อเวลา 11.00 น.เฮลิคอปเตอร์แบบยูเอช 60 แอล แบล็คฮอว์ก เลขข้างเครื่องบิน 01-26-9281
ของกองบินปีกหมุนที่ 9 (ผสม) ศูนย์การบินลพบุรี ได้ออกปฏิบัติการ
โดยมีพลตรีตะวัน เรืองศรี ผบ.พล.ร.9 ในฐานะ ผบ.กกล.สุรสีห์
พร้อมด้วยทหารชุดกู้ภัย ช่างเครื่อง และนักข่าว ททบ.5 รวม 9 นาย
ได้บินออกจากกองบินฐาณฝึกรบพิเศษที่ 1 แก่งกระจาน เดินทางเข้าไปยังจุดเป้าหมาย
เพื่อนำเอาศพทหารที่เสียชีวิออกมา
โดยมีเฮลิคอปเตอร์จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ที่มีนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หน.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอีก 2 นายเป็นผู้โดยสาร
รวมทั้งเฮลิคอปเตอร์จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บินตามกันไป
เพื่อเป็นกำลังสมทบคอยให้ความช่วยเหลือ
ระหว่างนั้นฮ.ทุกลำได้มีการวิทยุสื่อสารประสานงานกันกับเจ้าหน้าศูนย์วิทยุ ที่พะเนินทุ่ง
และเจ้าหน้าที่วิทยุที่อยู่ที่ฐานต้นน้ำเพชรตลอดเวลา

ระหว่างการบินของฮ.ทั้ง 3 ลำที่เริ่มเข้าใกล้จุดเป้าหมายของฐาน
ที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 1,100 เมตร ที่เป็นฐานที่ได้มีการลำเลียงศพทั้งหมดมารวมกันไว้
ปรากฏว่าเกิดทัศนวิสัยไม่ดีขึ้นมาอย่างกระทันหัน มีทั้งเมฆหมอกปกคลุมไปทั่ว
และฝนเริ่มตกลงมา ฮ. 2 ลำ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดล้อม
ที่นักบินมีความชำนาญในพื้นที่ป่าของแก่งกระจาน
ได้ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางหันหัวเครื่องบินกลับทันที
โดย ลำของกระทรวงทรัพย์ฯ บินลงจอดที่ฐานจอดเฮลิคอปเตอร์ชั่วคราวระดับ 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล ฮ.ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บินกลับมาจอดที่ฐานพะเนินทุ่ง
ส่วน ฮ.แบล็คฮอว์ก ที่บินนำหน้าไปและเกิดบินเลยจุดเป้าหมายไป
ทั้งนี้นักบินแบล็คฮอว์กก็แจ้งว่า กำลังกลับหัวเครื่องเพื่อบิน กลับเช่นกัน

จนกระทั่งเวลาประมาณ 11.55 น.ปรากฏว่า
การติดต่อสื่อสารระหว่างฮ.แบล็คฮอว์ก กับศูนย์วิทยุของทุกฐานขาดหายไปไม่สามารถติดต่อกันได้
การตรวจสอบจากทุกหน่วยทางภาคพื้นดินจึงเริ่มขึ้นทันที
ในที่สุดศูนย์วิทยุสื่อสารของฐานพะเนินทุ่ง ก็ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุของต้นน้ำเพชร
ซึ่งอยู่ระดับ 1,100 เมตรว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังสั่นหวั่นไหวใกล้จุดที่ ฮ.ลำแรกตก
สงสัยว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น และจากกรายงานล่าสุด
คาดการณ์ว่าฮ.แบล็คฮอว์ก น่าจะเกิดอุบัติพุ่งเข้าชนกับภูเขาเช่นลำแรก
ที่บริเวณพิกัด NG 243118 ห่างจากบริเวณชายแดนไทย-พม่า ประมาณ 2 กม.
ห่างจากจุดที่เกิดเหตุเดิมไม่มากนัก

สำหรับชื่อผู้ที่อยู่บน ฮ.แบล็กฮอว์ก ลำดังกล่าว ประกอบด้วย
พลตรี ตะวัน เรืองศรี ผบ.พล.ร.9 ในฐานะ ผบ.กกล.
สุรสีห์ ร้อยเอกเจตน์ สุดใจ รอง ผบ.ร้อย.ลว.ไกล ที่ 9
ร้อยเอก จักรพันธ์ บำรุงพืช ฝอ.3 ร้อย ลว.ไกล ที่ 9
สิบตรีอิทธิศักดิ์ หิณะสุทธิ ร้อย ลว.ไกล ที่ 9
นายศรวิชัย คงตันนุกูล ช่างภาพ ททบ.5
โดยมี พันตรีประพันธ์ เจียมสูงเนิน เป็นนักบินที่ 1
พันตรีชูพันธ์ พลวรรณ เป็นนักบินที่ 2
จ่าสิบเอกสมคิด วงษ์ตกแสง ช่างเครื่องที่ 1 และ
สิบเอกอร่าม วงศ์สิงห์ ช่างเครื่องที่ 2


พลตรีตะวัน เรืองศรี ผบ.พล.ร.9 กำลังหารือกับนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หน.อช.แก่งกระจาน
ที่ถ่ายไว้เมื่อช่วงเย็นวันที่ 18 ก.ค.2554 ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานที่ กจ.19 (พะเนินทุ่ง)
ด้านหลังเป็นเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก



http://www.thairath.co.th/content/region/187500

บก.ข่าวช่อง 5 ทวิต ลูกน้องอยู่ในแบล็คฮอล์ก มีเสียงระเบิดก่อนขาดการติดต่อ ทบ.ชี้เป็นเครื่องใหม่

ที่มา มติชน



บก.ข่าวช่อง5ทวิต"ลูกน้องผมอยู่ใน ฮ."มีเสียงระเบิด ก่อนแบล็กฮอว์กขาดการติดต่อ

ภาย หลังจากเครื่องเฮลิคอปเตอร์แบบแบล็คฮอว์ก ซึ่งลำเลียงเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนไปรับศพเจ้าหน้าที่ ทหารทั้ง 5 นาย ที่ประสบอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกไปก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขาดการติดต่อและคาดว่า น่าจะประสบอุบัติเหตุตกไปเมื่อช่วงเวลาประมาณ 12.00 น. วันที่ 19 กรกฎาคม นั้น

นายสุรกิต ปิ่นชวนิจ บรรณาธิการข่าว ททบ.5 ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ในชื่อ @beaver_ch5 ตั้งแต่เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ด้วยข้อความว่า

" ลงจอดฉุกเฉิน " หรือ " ตก " _/\_

"มีเสียงระเบิด ก่อนแบล็กฮอว์คขาดการติดต่อ.."

"ลูกน้องผมอยู่ใน ฮ. ลำนั้น!!!"

"คุณพระคุณเจ้า มือไม้ ใจสั่นไปหมด....."

"ทหารลาดตระเวนพบกลุ่มควันจุดที่ได้ยินเสียงคล้ายระเบิด ห่างจากจุดตกเดิม 1.5 กม. รอภาพยืนยัน"

"ขอปาฏิหารย์......"

และ "เป็นห้วงเวลาที่หายใจลำบากที่สุด....."

โฆษกทบ.ยันแบล็คฮอว์กรับศพ 5 ทหารตกเครื่องใหม่ เชื่อเหตุเพราะอากาศแปรปรวน

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ผ่านสำนักข่าวสปริงค์นิวส์ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ถึงรายงานอุบัติเหตุเครื่องเฮลิคอปเตอร์แบล็คฮอว์ก ซึ่งลำเลียงเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนไปรับศพเจ้าหน้าที่ ทหารทั้ง 5 นาย ที่ประสบอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกไปก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า เมื่อวาน(18 ก.ค.) ได้มีการสั่งให้ทีมชุดลำเลียงศพเจ้าหน้าที่ทหารที่เสียจำนวน 5 นาย ว่าถ้าสามารถนำเครื่องขึ้นได้ก็ให้นำเครื่องขึ้น แต่ถ้าสภาพอากาศปิดก็ให้ใช้ทีมเดินเท้าเข้าไปแทน สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคาดว่า ในช่วงที่นำเครื่องบินสภาพอากาศยังเปิดอยู่ แต่เมื่อเข้าไปจุดที่เกิดเหตุอาจจะเจอกับสภาพอากาศที่แปรปวน อย่างไรก็ตามตนขอยืนยันว่าเครื่องเฮลิคอปเตอร์แบล็คฮอว์กรุ่นนี้เป็นเครื่อง ใหม่ จึงไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการตกในครั้งนี้ ตนคิดว่าสาเหตุที่ตกมาจากสภาพอากาศมากกว่า

แบล็คฮอล์ก รับศพ5ทหารตกซ้ำฝั่งพม่า ยังไม่ทราบชะตากรรม

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. วันที่ 19 กรกฎาคม ว่า เฮลิคอปเตอร์ แบบ UH-60L แบล็คฮอล์ก ซึ่งกำลังเดินทางไปรับศพ 5 นายทหารที่เฮลิคอปเตอร์ประสบอุบัติเหตุเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ยังอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่ผ่านมา ได้ขาดการติดต่อหลังขึ้นบินไปเพียงไม่กี่นาที โดยคาดว่า น่าจะตกลงไปยังบริเวณป่าเขาที่ประเทศพม่า บริเวณใกล้เคียงกับ ฮ.ที่ตกวันที่ 16 ก.ค.


อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ในแบล็คฮอล์ก ลำดังกล่าวซึ่งขึ้นบินตั้งแต่ช่วงเช้า มีผู้โดยสารและผู้ควบคุมเครื่องรวม 9 ราย ทั้งสื่อมวลชน และผบช.กองพลทหารราบ ขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม

สำหรับ รายชื่อผู้ที่อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ แบบแบลคฮอว์คดาวน์ ที่ขึ้นบินในภารกิจ ที่จะกู้ศพผู้เสียชีวิตจำนวนผู้โดยสารทั้งหมด 9 คน ยืนยันชื่อเป็นทางการ ได้แก่

นักบินที่ 1 พันตรีประพันธ์ เจียมสูงเนิน
นักบินที่ 2 พันตรีชูพันธ์ พลวรรณ
ช่างเครื่อง จ่าสิบเอกสมคิด วงษ์ตาแสง,สิบเอกอร่าม พงษ์สิงห์

ผู้โดยสารร่วม


พลตรีตะวัน เรืองวงศ์
ร้อยเอกเจษ สุขใจ
ร้อยเอกจักรพันธ์ บำรุงพืช
สิบตรีอิทธิศักดิ์ หิณะสุทธิ์
สื่อมวลชน ที่ร่วมภารกิจ นายศรชัย คงตันนุกูล ช่างภาพจากช่อง 5

..คำผกา ตีแสกหน้า ประเวศ

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ


ขนาดผมได้วันละ 700 แทบจะไม่พอใช้เลยแล้ว คนที่ได้วันละ 150 จะไปพอกินอะไร



Re:

โดย แม่ปังคุง

นับถือ และ ไม่เถียงแต่ด่า โดย คำ ผกา
.

นับถือ
โดย คำ ผกา
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1613 หน้า 89


"ส่วน กรณีที่พรรคการเมืองมีนโยบายปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน เขามองว่าเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะหากค่าแรงเพิ่มสูงขึ้น ก็จะทำให้สินค้าไทยแข่งขันสู้ต่างประเทศไม่ได้ แต่หากทำให้แรงงานมีที่พัก มีอาหารพอเพียง แม้ได้รับค่าจ้างวันละ 150 บาทต่อวัน เงินก็เหลือและแรงงานก็อยู่ได้ ดังนั้น เราไม่ควรหวังในเรื่องตัวเงินมากนัก ขณะที่การเชื่อมโยงผู้บริโภคในเมือง กับผู้ทำเกษตรอย่างยั่งยืน จะเป็นพลังงานขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น" ประเวศ วะสี (ราษฎรอาวุโส)
http://www.prachatai3.info/journal/2011/07/35942

คงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ในกรอบคิดของวิชาเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์การเมือง กรอบคิดเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณ

ใน กรอบคิดเรื่องการจัดสวัสดิการของรัฐ เถียงกันได้อีกว่าเราอยากได้รัฐบาลที่เอาใจชนชั้นล่าง กรรมกร หรืออยากได้รัฐบาลที่เลือกจะอุ้มภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม โดยกดค่าแรงในประเทศให้ต่ำเข้าไว้เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาด โลก

เถียงกันได้อีกว่าหรือเราจะเลือกรัฐบาลที่เลือกสนับสนุนกรรมกร ชนชั้นแรงงานด้วยการเพิ่มค่าแรง ในขณะเดียวกันก็เสนอแผนสนับสนุนการลงทุนแก่ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมในด้านอื่น เช่น ลดหย่อนภาษี หรือยกเว้นภาษีบางตัว

เถียง กันได้ต่อไปอีกว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศของเราจะเข้าสู่การแข่งขันตลาดโลกด้วยคุณภาพของ สินค้า มิใช่ด้วยความสามารถในการผลิตสินค้าที่ราคาถูกกว่าคนอื่น

เถียง กันได้อีกว่าแทนการแทรกแซงของรัฐ หรือเราจะปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี หรือแทนการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำโดยรัฐแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งผลของมันคือ ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการค่าแรงราคาถูกมาก อาจหันไปใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน (ส่วนจะประคองเรื่องปัญหาสิทธิมนุษยชนเรื่องการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างมี มนุษยธรรมอย่างไร ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ต้องใส่ใจ) ส่วนแรงงานในประเทศก็ยกระดับไปเป็นแรงงานมีฝีมือ

หรืออาจเถียงกันได้ อีกว่า หน ทางที่จะสร้างอำนาจการต่อรองให้กับกรรมกรและแรงงานทั้งหมด คือการเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งสหภาพแรงงาน มีอำนาจในการต่อรองกับนายจ้าง ไม่เพียงค่าแรงแต่รวมเรื่องสวัสดิการอื่นๆ เช่น ที่พัก วันลา ค่าโอที ศูนย์เด็กเล็กในโรงงาน สหกรณ์จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่คนงานทุกคนมีหุ้นส่วนในฐานะที่เป็นเจ้า ของ ฯลฯ


จะเถียงกันด้วยกรอบคิดแบบไหนก็ล้วนแต่เป็นเรื่อง ที่ดี ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่าพรรคการเมืองที่มาจากประชาชนจะ ตัดสินใจแบบไหน และหากประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจนโยบายของรัฐก็คงตัดสินกันที่การเลือกตั้ง ครั้งต่อไป

หากนโยบาย ค่าแรงวันละ 300 บาทของพรรคเพื่อไทยนำความหายนะ ล้มละลาย เศรษฐกิจตกต่ำ กรรมกรเป็นหนี้ ภาคอุตสาหกรรมเจ๊งระเนระนาด บริษัท มาม่า ผงซักฟอก ปิดกิจการ เจ้าสัวต้องไปเดินเร่ขายแซนด์วิช ลูกหลานเจ้าสัวเจ้าของบริษัทขายแฟ้บต้องมาเร่ขายพวงมาลัยอยู่ข้างถนน ถึงวันนั้น การเลือกตั้งสมัยหน้าคงไม่มีเลือกพรรคเพื่อไทยอีกกระมัง

การ ที่ คุณบุญชัย โชควัฒนา บอสใหญ่สหพัฒนพิบูล และ ณรงค์ โชควัฒนา ออกมาเตือนว่ากลัวแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ เพราะนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทนั้น ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะท่านเป็นนายทุน ท่านก็ย่อมปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มของท่านเป็นหลัก และมีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนั้นในวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือน่าตกอกตกใจแต่อย่างใด และเป็นเรื่องของท่านที่จะไปหาทางต่อรองเอากับรัฐบาลกันเอง

แต่ ที่ผิดปกติ และชวนหัวอย่างที่สามารถเป็น black comedy ได้อย่างสมบูรณ์แบบคือ ความคิดเห็นของ ประเวศ วะสี บุคคลผู้สั่งสมบารมีชื่อเสียงของตนมาจากการสร้างชื่อในฐานะของคนที่ต่อสู้ เพื่อโครงสร้างของสังคมที่เป็นธรรม บุคคลที่มีภาพของการเป็นคนดีมีศีลธรรม บุคคลที่เป็นเจ้ายุทธจักรของโครงการที่รณรงค์ให้คนเป็นคนซื่อ มือสะอาด เลิกเหล้า อดบุหรี่ มีศีล บุคคลผู้พร่ำเพ้อถึงสังคมอุดมคติ นิพพาน ปราศจากการเอารัดเอาเปรียบ บุคคลที่รังเกียจทุนสามานย์ การคอร์รัปชั่นและความหื่นกระหายตะกละของนักการเมือง

นี่คือทัศนะของบุคคลที่ชนชั้นกลาง มีการศึกษาจำนวนมากในสังคมไทยเคารพนบไหว้ว่าเป็นปูชนียบุคคล วิเศษวิโสเหลือประมาณ

นี่ คือทัศนะของท่านว่า แรงงานไทยมีค่าแรงวันละ 150 บาทก็พอแล้ว ถ้าให้แรงงานมีที่พัก และอาหาร จากนั้นโปรดอยู่ในความสงบ เอ๊ย อยู่ในความพอเพียง

พิโธ่เอ๋ย...อนิจจัง อนิจจา ท่านราษฎรอาวุโส นี่เป็นสิ่งที่ฉันหัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออก อึ้งยิ่งกว่าอ่านเจอรายงานของคณะกรรมการสิทธิฯ เรื่องสลายการชุมนุม อึ้งเสียยิ่งกว่าปริศนาว่าด้วยเงิน 600 ล้านปฏิรูปประเทศ (แบบว่าทำใจไปแล้วว่าประชาชนได้ทำทานครั้งใหญ่ไป)



ท่านราษฎร อาวุโส ฉันเชื่อว่าท่านมีลูกมีหลาน ท่านลองนั่งคำนวณในใจบ้างไหมว่ากว่าจะเลี้ยงลูกออกมาให้เป็นคน 1 คน มีการศึกษาตามสมควร นี่ยังไม่นับว่ากรรมกรรับค่าแรงวันละร้อยกว่าบาทไม่สามารถย้ายโรงเรียนลูก เป็นว่าเล่นหากลูกไม่เอาถ่าน หรือไม่มีความฟุ่มเฟือยพอจะให้ลูกไปทดลองใช้ชีวิตอินดี้ๆ

แบบว่า เออ...เบื่อโลกไปปั่นจักรยานเล่นสักปีสองปีดีกว่า หลังจากนั้น ก็ไม่ต้องดิ้นรนทำมาหากินอะไรมาก เพราะเกาะพ่อเกาะแม่กินได้

แบบ ว่า พ่อเก่งในการทำงาน เก่งเกี่ยวกับการหางบประมาณ สร้างคอนเน็กชั่น เครือข่ายสาวก สร้างลัทธิ เป็นเจ้าศาสดา สามารถแจกจ่ายงานวิจัย เงินโครงการ นู่น นั่น นี่ ส่วนลูกหลานไม่ต้องทำงานมากก็ทำให้ดูดีว่าเป็นครอบครัวไม่โลภ ไม่ทะเยอทะยาน ติดดิน ไม่ติดกับลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สมถะ พอเพียง (แต่ลูกคนจนไม่ทำงานกลายเป็นเด็กไม่เอาถ่าน ไม่รักดี ไม่เจียมตัว)

เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานของท่านมาเป็นคน ใช้เงินต่อหัวคนละกี่บาทตลอดชีวิตของพวกเขา ?

และ หากท่านมีหลานในวัยที่กำลังไปโรงเรียน หลานของท่านเดินทางด้วยยานพาหนะอะไร ค่าเดินทางวันละเท่าไหร่? ค่าเล่าเรียนเทอมละเท่าไหร่? ค่าเสื้อผ้าเดือนละเท่าไหร่? ค่าอาหารเดือนละเท่าไหร่? ค่าหาความรู้ทักษะพิเศษเพื่อเป็นต้นทุนทางสังคมต่อไป เช่น ดนตรี กีฬา เดือนละเท่าไหร่? ค่าแม่บ้าน คนใช้เดือนละเท่าไหร่? หลานของท่านเอาเงินไปโรงเรียนวันละเท่าไหร่? คำนวณออกมาคร่าวๆ คนเราใช้เงินกันวันละเท่าไหร่? อ้อ ค่าน้ำมันรถท่านเดือนละเท่าไหร่? อย่าบอกนะว่าท่านนั่งรถเมล์ติดแอร์มาทำงาน ?

ท่านอาจจะบอกว่า "อ้าว ก็อั๊วเป็นถึงหมอ ทำงานมีเงินเดือนเยอะ อั๊วจะอยู่ จะเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานยังไงก็เรื่องของอั๊ว แต่ พวกกรรมกร ไม่รู้จักเจียมตน ไม่รู้จักพอเพียง มีค่าแรงวันละร้อยกว่าบาทสะเออะจะส่งลูกเรียนโรงเรียนทางเลือก มรึงก็ส่งลูกเข้าโรงเรียนวัดใกล้ๆ บ้านสิวะ ปั๊ดดด"

กรรมกรอย่างเราก็คงก้มหัวงุด เออหนอ คนอย่างพวกเรามันไม่รู้จักเจียมกะลาหัว



ท่าน ราษฎรอาวุโสเหมือนจะ hint หรือบอกใบ้ (ตามประสานักปราชญ์ ต้องพูดอะไรให้เป็นปริศนาธรรม เพื่อให้สาวกตีความว่า ท่านพูดหมายจะให้ความหมายลึก แต่คนอย่าง คำ ผกา โง่จะตาย อ่านความนัย ความลึกซึ้งปราดเปรื่องของคนฉลาด ล้ำลึก อ่อนโยน อย่างท่านราษฎรอาวุโสไม่ออกหรอก) ว่า หาก เรากดดันให้นายทุน เจ้าของกิจการหาที่พัก และอาหารราคาถูกให้คนงานได้ เราก็ไม่ต้องขึ้นค่าแรงคนงาน แถมยังได้ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนายทุน แถมยังได้สร้างความสัมพันธ์อันดี สายใยรักพันผูกของระหว่างนายจ้าง ลูกจ้างที่เงินก็ซื้อไม่ได้

อีก หน่อยอาจเพิ่มแพ็กเกจใครเลิกเหล้าได้เด็ดขาดถึงจะมีของขวัญเป็นค่าแรงเพิ่ม ให้เป็นพิเศษ ใครไปบวช ได้เพิ่มวันละห้าบาท ใครเลิกบุหรี่เอาไปเลยอีกคนละหกบาทขาดตัว ใครวิปัสสนาทุกวันเอาไปเล้ยยยค่าแรงฟรีวันละ 10 บาท ทำเช่นนี้ นิตยสารส่งเสริมความดี รายการคนค้นสัตว์จะมาแย่งกันทำรายการสารคดีนายทุนดีมีคุณธรรมค้ำจุนโลก

แต่ คำถามคือ แล้วท่านราษฎรอาวุโสสามารถบังคับให้ทุกโรงงานทุกบริษัทสร้างแฟลตสำหรับคนงาน ได้ครบถ้วนหรือไม่ ? นายทุนที่ไหนจะกล้าแบกรับภาระด้านนี้ ? ในวงเล็บที่ว่าต้องเป็นแฟลตหรืออพาร์ตเมนต์ที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพ ชีวิตที่ดีในระดับหนึ่งมิใช่สลัมหรือแคมป์คนงานก่อสร้างที่เวลาเพื่อนข้าง ห้องมีเซ็กซ์กัน อีกคนหนึ่งต้องคอยเอามือจับวิทยุ โทรทัศน์ เอาไว้ ไม่อย่างนั้นมันจะหล่นลงมาเพราะมันเป็นเพิงหมาแหงนที่เพียงคนเดินก็สั่นไหว ราวกับมีสึนามิ

ส่วนอาหารที่โรงงานจัดให้จะออกมาในสภาพไหนก็ไม่อยาก จินตนาการ ขนาดข้าวอาหารถาดหลุมสมัยเป็นนักเรียนยังทำเอาพวกเราฝันร้าย ใจคอท่านจะให้คนงานเข้าคิวกินข้าวแบบโรงทานวันละ 3 มื้อ แล้วเก็บหอมรอมริบเอาจากเงินค่าแรงวันละ 150 บาทแล้วยิ้มหวานไปกับอาขยานที่ว่ามีสลึงพึงประจบให้ครบบาทอย่างนั้นหรือ?

ท่าน ราษฎรอาวุโส ค่าแรงวันละ 150 บาท นั้นเท่ากับเดือนละ 4,500 บาท ฉันแค่อยากรู้ว่าหลานของท่านดื่มนมเดือนละกี่บาท? กินขนมเดือนละกี่บาท



ท่าน ราษฎรอาวุโสที่เคารพ ค่าเช่าบ้านชนิดที่แค่คุ้มกะลาหัวเดือนละ 2,000 บาท ค่าน้ำค่าไฟเดือนละ 500 บาท (อันนี้ประหยัดที่สุดแล้ว และอย่าลืมว่าคนที่เช่าบ้านอยู่ใช้ค่าน้ำและไฟแพงกว่าราคาต่อยูนิตของการ ไฟฟ้าฯ และประปา), ค่าอาหาร กินอย่างเจียมตนที่สุด มื้อละ 30 บาท สามมื้อ 90 บาท เดือนละ 2,700 บาทเข้าไปแล้ว รวม 5,200

นี่ยังไม่มีค่ายาคุม ค่าถุงยางอนามัย ค่าพาราเซตามอล ค่าผ้าอนามัย ค่าสำลีแคะหู ครีมทาหน้าไม่มี อย. ราคาถูกที่ซื้อในตลาดนัด ค่ารถไปทำงาน ยังไม่ได้ส่งไปให้พ่อให้แม่ใช้ ยังไม่ได้กินโอเลี้ยงสัก 1 แก้ว นี่ยังไม่ได้ซื้อกางเกงลิงสักตัวเลยนะคะ ปาเข้าไป 5,200 บาทแล้ว

ท่าน ราษฎรอาวุโสคะ ตอนนี้ไข่ไก่ฟองสามบาทกว่าเกือบสี่บาท หมูโลละร้อยกว่าบาท ไก่โลละเกือบร้อย เนื้อวัวไม่ต้องพูดถึง ข้าวสารลิตรเท่าไหร่ กิโลละเท่าไหร่? ปลาทูตัวละเท่าไหร่? ปลานิล ปลาทับทิม อันเป็นปลาของคนจนนั้นกิโลกรัมละเท่าไหร่?

ถามว่า ท่านเคยเดินตลาดสดบ้างหรือไม่? เกิดมาท่านเคยซื้ออะไรกินด้วยตนเองบ้างหรือเปล่า? เกิดมาเคยซื้อข้าวสารด้วยตนเองซักลิตรสักกิโลฯ ไหม ก่อนจะมานั่งบอกว่าค่าแรงเดือนละ 4,500 บาทนั้นอยู่ได้ถ้าพอเพียง

อ้อ 4,500 บาทนี่จัดเต็ม ทำทุกวันไม่เว้นวันอาทิตย์และวันหยุดราชการนะคะ นี่ถ้าหากหักวันหยุดไปอาทิตย์ละวัน ก็จะเหลือแค่เดือนละ 3,600 บาท-ด้วยเงินเท่านี้ต่อการดำรงชีวิต ขอเสนอว่ากรรมกรต้องกินขี้กินเยี่ยวตนเองแล้วค่ะถึงจะอยู่ได้

อ้อ ราคาอาหารที่บอกไปข้างต้นนั้นเป็นราคาตลาดนัด ไม่ใช่ราคาในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่คนมีอันจะกินไปจับจ่าย เพราะหากบริโภคแบบคนมีอันจะกิน ไข่ไก่ออร์แกนิกส์ปลอดสารพิษมาจากไก่อารมณ์แบบที่ท่านน่าจะซื้อให้ลูกให้ หลานท่านกินนั้นราคาฟองละ 8 บาท หมูปาเข้าไปเกือบ 300 บาท ต้นหอมผักชีกำละ 20-25 บาท พริกชี้ฟ้าห้าเม็ดปาไปเกือบ 20 บาท


สุดท้ายนี้ ฉัน อยากจะบอกว่า ค่าแรงวันละ 150 บาทจากท่านนั้นเป็นความอำมหิต มันปิดไม่มิดจากหัวใจไร้ความเป็นธรรม ไร้ความปรานีจากคนที่เรียกตนเองว่าราษฎรอาวุโสที่เที่ยวป่าวประกาศว่าตนเอง รักความยุติธรรม ไม่อยากเห็นความเหลื่อมล้ำในสังคมและอยากปฏิรูปโครงสร้างประเทศ

ทุภาษิตประจำสัปดาห์ : โจรที่ซื่อสัตย์ต่อความเป็นโจรนั้นน่านับถือกว่าสังฆราชที่ฉ้อฉล

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 19/07/54 อำมาตย์คิด..ลิ่วล้อทำ..พวกระยำเชื่อ

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


อำมาตย์คิด ลิ่วล้อทำ ระยำมาก
มีหน้าฉาก หลังฉาก โคตร..กากสถุน
เขียนบทเลว สร้างภาพ ไร้บาปบุญ
พวกหมกมุ่น ไฟแค้น แน่นอุรา....

ไอ้โฆษะบุรุษ มนุษย์อุบาทว์
เหมือนผูกขาด ความระยำ สุดต่ำช้า
นรกเกรียน เวียนวน คนมารยา
เห่าเหมือนหมา หลงฝูง หวังจูงใจ....

พวกสลิ่ม หน้ามืด กำพืดชั่ว
จองเวรมั่ว ยื้อยุด สุดเหลวไหล
คิดแต่เรื่อง โคตรระยำ ทำจัญไร
จำชื่อไว้ พวกชาติหมา หน้าส้นตีน....

ยังมีพวก พันธมาร สันดานดิบ
คอยเตะถีบ ตุกติก ช่วยพลิกลิ้น
จ้องหาเรื่อง ใส่ร้าย ป้ายมลทิน
พวกบัดซบ รกแผ่นดิน สิ้นราคา....

อำมาตย์คิด ลิ่วล้อทำ ขำชิบหาย
หน้าไม่อาย ภาพด่าวดิ้น ถวิลหา
ถูกร้อยจมูก ยังสรวลเส ทำเฮฮา
เหมือนหมาบ้า เห่าใบตอง ร้องระงม....

เหลือเพียงภาพ เสื่อมทราม ตามที่เห็น
กรรมหรือเวร ดาหน้า มาทับถม
เชื่อพวกบ่าง ช่างสาระแน แค่อาจม
จึงตรอมตรม ดั่งไฟ เผาไหม้ทรวง....

๓ บลา / ๑๙ ก.ค.๕๔

ยักษ์ในตะเกียงอาละดิน

ที่มา thaifreenews

โดย poonnook

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าโลกนี้มีอากาศปกคลุมอยู่ แม้ว่าเราจะมองไม่เห็นก็ตาม.. ขณะเดียวกันเราพิสูจน์ไม่ได้ว่า “ความกลัว” รูปร่างเป็นอย่างไร แต่เรารู้ได้ว่าความกลัวมีจริงโดยพฤติกรรมที่แสดงออกของบุคคล

สถานการณ์ของบ้านเมืองขณะนี้ ได้บังเกิดสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนนับแต่ได้ก่อตั้งประเทศนี้ขึ้นมาก็คือ “อำนาจคู่” ที่เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลอย่างสูงในการกำหนดทิศทางการปกครอง และการบริหารประเทศนี้ของผู้ที่เคยมีอำนาจมาแต่ก่อน

“อำนาจคู่” ที่ว่านี้ก็คือ “อำนาจของประชาชน” ที่แสดงออกอย่างชัดเจนและกระตือรือล้น อย่างสูงในทางที่จะหวงแหนอำนาจของตนเอง และจะไม่ยอมให้อำนาจอื่นใด (ที่อยู่นอกเหนือระบอบประชาธิปไตย) เข้ามาแทรกแซงหรือทำลายได้อีก โดยพร้อมที่จะต่อสู้ด้วยจิตใจที่ “ไม่กลัว” อีกต่อไป

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 เปรียบเสมือนการเปิดตะเกียงให้ “ยักษ์ (ประชาชน) ที่อยู่ในตะเกียง” ได้มีโอกาสออกมาสู่โลกภายนอก แม้ในช่วงแรก “ยักษ์ (ประชาชน)” ยังไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรกับโลกภายนอกที่ตนเองไม่คุ้นเคย.. ก็เลยซวนเซ ไปบ้าง สับสนไปบ้าง แต่เมื่อนานวันเข้า “ยักษ์ (ประชาชน)” เริ่มที่จะเรียนรู้ว่า ตนเองมีอำนาจ และเป็นอำนาจอันชอบธรรมที่ตนมีอยู่แต่เดิม แต่ถูกใครบางคนฉกฉวยเอาไป (เอายักษ์ไปขังไว้ในตะเกียง)

ดังนั้นการเกิดขึ้นอย่างมากมายชนิดท้าทายอำนาจรัฐของ “หมู่บ้านเสื้อแดง” การชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายของพรรคเพื่อไทย ชนิดที่เกิดการช๊อค วงการมาจนขณะนี้ แสดงให้เห็นแล้วว่า “ยักษ์ (ประชาชน)” ตัวนี้กำลังสำแดงฤทธิ์ ของตนเองออกมาแล้ว..

ประกอบกับ สถานการณ์ “โลกล้อมประเทศ” ที่กำลังส่งผลให้อำนาจเผด็จการมืดที่ครอบประเทศนี้อยู่ เริ่มที่จะไม่มีที่ยืนในโลกอันคับแคบนี้.. ทำให้วิกฤติการเมือง การปกครองของประเทศไทย กำลังเข้าสู่ภาวะที่อันตรายอย่างยิ่ง..

การปะทะกันระหว่าง “อำนาจของประชาชน กับอำนาจเผด็จการเดิม” คงจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก.. จุดแตกหักคงจะอยู่ที่ว่า พรรคเพื่อไทย จะได้ตั้งรัฐบาลโดยมี คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี หรือไม่ ซึ่งถ้ามีเหตุการตุกติกใดๆ เกิดขึ้นแม้แต่เพียงนิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นการอ้างกฏหมาย (เถื่อน) มาใช้ หรือ ใช้กำลังทหาร เข้ายึดอำนาจ... ผลที่จะเกิดขึ้นมาตาม คงไม่สามารถมีใครคาดเดาได้...

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ถ้าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริง.. ประเทศไทยจะไม่ใช่ ประเทศไทยที่เราเคยรู้จักอีกต่อไป.. และธงชาติไทยที่มีสีแดง ขาว น้ำเงิน คงมีความหมายเปลี่ยนไป..

อีกไม่นานเกินรอ “ยักษ์ (ประชาชน)” ในตะเกียงตัวนี้ จะทำให้ประเทศนี้เปลี่ยนแปลงไป ในแบบที่เป็น “ดังที่ควรจะเป็นตั้งแต่แรกเริ่ม”

การตื่นตัวของประชาชนวันนี้ ยิ่งใหญ่มาก.. และเมื่อถึงวันหนึ่งในอนาคตอันใกล้ อาจจะต้องพูดกันว่า “ประเทศนี้เป็นของประชาชน..ใครไม่เกี่ยวถอยไป”

ปูนนก

ปูมาแล้ว..ต้อนรับทูตเบลเยียม ยันไม่แทรกแซงคอป.

ที่มา ข่าวสด





เมื่อ เวลา 09.30 น. วันที่ 19 ก.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมายังที่ทำการพรรคเพื่อไทย หลังจากไม่ปรากฏตัวเป็นข่าวมา 3 วัน โดยมาต้อนรับนายรูดี้ เวสตราเติน เอกอัครราชทูตเบลเยียมประจำประเทศไทย ที่ห้องรับรองชั้น 8 เพื่อแสดงความยินดีหลังที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง

เอกอัครราชทูตเบลเยียมให้ความสนใจในเรื่องของแนวทางการปรองดองตามแนวทาง ของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน โดยระบุว่าหากไทยมีความปรองดอง เศรษฐกิจก็จะเดินหน้า

นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตแสดงความเห็นในเรื่องของสิทธิมนุษยชนที่กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป หรือ อียู จับตามองอยู่ทั้งกรณีผู้อพยพ การผลักดันชาวโรฮิงยาออกนอกประเทศ อีกทั้งเรื่องการเยียวยากลุ่มคนเสื้อแดงที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวยืนยันว่า จะไม่มีการแทรกแซงการทำงานของคอป. ที่ดำเนินการอยู่ ส่วนการเยียวยากลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบต่างๆ โดยเฉพาะคนเสื้อแดงนั้น คณะกรรมการปรองดองของพรรคเพื่อไทยที่จะตั้งขึ้นเพื่อทำงานร่วมกับ คอป.จะไปดูรายละเอียด รวมทั้งงบประมาณต่างๆ ในการเยียวยาต่อไป

กระบวนการ "ข่าว" พระวิหาร ถึง 737-400 กระบวนการ มิติเดียว

ที่มา มติชน





จากกรณีถอนตัวจากภาคีอนุสัญญามรดกโลก มาถึงกรณีการอายัดเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ณ สนามบินนานาชาติเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี


ให้ "บทเรียน" อะไรบ้าง


เป็นบทเรียนทั้งในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งในเรื่องความสัมพันธ์กับองค์การระดับโลก


บทเรียน 1 คือ บทเรียนด้านการข่าว


ขณะเดียวกัน บทเรียน 1 คือ บทเรียนและกระบวนการในการนำเสนอ "ข่าว" และมุมมองต่อแต่ละประเด็น


ทั้งหมดนี้มิได้เป็นบทเรียนสำหรับ "รัฐบาล" เท่านั้น หากแต่น่าจะเป็นบทเรียนของคนไทยทั้งประเทศ


เพียง แต่หากรัฐบาลบริหารจัดการกับเรื่องราวเหล่านี้ไม่รอบคอบ รัดกุมอย่างเพียงพอ คนไทยในฐานะผู้บริโภคข่าวสาร ความเห็น ไปตามทิศทางที่รัฐกำหนด อาจผิดหวัง


ผิดหวังเหมือนกับที่เคย ผิดหวังมาแล้วในกรณีอันเกี่ยวกับการถอนตัวจาก ภาคีอนุสัญญามรดกโลก ผิดหวังเหมือนกับที่กำลังผิดหวังว่าอะไรเกิดขึ้นกับเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ที่มิวนิก


นี่ย่อมเป็นเรื่องที่สมควร "สรุป" และเก็บรับมาเป็น "บทเรียน"


ต้องยอมรับว่าการอันเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร การอันเกี่ยวกับมรดกโลก การอันเกี่ยวกับยูเนสโกคนไทยเหมือนกับถูกหลอก ถูกหลอกว่าเราจะเป็นฝ่ายชนะ


หาก ฟังจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นจากนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เหมือนกับว่าเรากำลังได้เปรียบ เหมือนกับว่าแม้กระทั่งผู้อำนวยการยูเนสโกก็เข้าข้างเรา


แต่ ความเป็นจริงที่คนไทยจำต้องยอมรับด้วยความไม่เข้าใจก็คือ ปัญหาได้ขยายจากเรื่องระหว่าง 2 ประเทศเป็นเรื่องระดับภูมิภาค เป็นเรื่องระดับสหประชาชาติ เป็นเรื่องระดับศาลโลกได้อย่างไร


และที่คิดว่านานาชาติเข้าใจไทยก็เริ่มไม่แน่เสียแล้ว


ไม่ แน่เพราะว่าภายใน 21 ประเทศ ซึ่งนั่งอยู่ในคณะกรรมการมรดกโลก ปรากฏว่ามีเพียง 7 ประเทศเท่านั้นที่เข้าข้างไทย อีก 14 ประเทศเป็นฝ่ายเดียวกับกัมพูชา


ตราบกระทั่ง ณ วันนี้ รัฐบาลไทยยังไม่ยอมรับว่าได้ให้ข้อมูลที่แท้จริงกับคนไทยมากน้อยแค่ไหนใน เรื่องอันเกี่ยวกับมรดกโลก ในเรื่องอันเกี่ยวกับการเข้ามาของอินโดนีเซีย


เช่นเดียวกับอาการนะจังงังในเรื่องการยึดเครื่องบินโบอิ้ง 737-400


หาก ฟังแต่จากปาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หากฟังแต่จากปาก นายกษิต ภิรมย์ คล้ายกับว่าสถานการณ์จะเป็นผลดีกับไทย เป็นผลดีมากกว่าอาการล่วงล้ำก้ำเกินของวอลเตอร์ บาว


แต่หากศึกษาแถลงการณ์ที่ออกโดยสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำกรุงเทพมหานครอย่างละเอียด


นี่มิได้เป็นเรื่องอันเพิ่งเกิดขึ้น


ตรง กันข้าม แถลงการณ์บอกว่า "รัฐบาลเยอรมนีได้เรียกร้องมาแล้วหลายครั้งเช่นกันให้รัฐบาลไทยดำเนินการ แก้ไขปัญหาอย่างเป็นมิตรด้วยการชำระค่าชดเชยอย่างสมเหตุสมผลให้กับบริษัท"


นี่ย่อมสอดรับกับคำแถลงของโฆษกกระทรวงต่างประเทศเยอรมนีที่ว่า


"สถานทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำกรุงเทพมหานครเคยติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของไทยเกี่ยวกับคดีนี้"


และแถลงจาก นายแวร์เนอร์ ชไนเดอร์ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ของวอลเตอร์ บาว


"หน่วยงานของรัฐบาลเยอรมนียื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วแต่ยังไร้ผล รัฐบาลไทยถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ และไม่เคยตอบสนอง"


สะท้อนว่าเรื่องนี้มิได้เป็นเรื่องใหม่ หากแต่เป็นเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่ เพียงแต่มิได้สำเหนียกเท่านั้น


กระนั้น ที่สำคัญเป็นอย่างมากคือ กระบวนการและวิธีวิทยาในการนำเสนอข่าวของรัฐบาลไทย


ไม่ ว่าจะเป็นเรื่องอันเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอันเกี่ยวกับการแพ้คดีต่อวอลเตอร์ บาว ล้วนดำเนินไปอย่างด้านเดียว ล้วนดำเนินไปอย่างไม่ครบถ้วน รอบด้าน


เท่ากับหลอกประชาชน เท่ากับนำพาประชาชนให้เข้าใจเพียงด้านเดียว ขาดมิติที่สมบูรณ์

มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 18 ก.ค.54

ประชาธิปัตย์เป็นโค้ก เพื่อไทยเป็นเป๊ปซี่

ที่มา มติชน

โลกหมุนเร็ว
เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง


ใน เชิงการตลาดคู่ต่อสู้ที่ยาวนานในประวัติศาสตร์คู่หนึ่งคือโค้กกับเป๊ปซี่ ทั้งสองเจ้านี้ผลัดกันรุกผลัดกันรับเรื่อยมา โค้กเป็นเจ้าที่มาก่อน และเป๊ปซี่มาทีหลัง เมื่อมาใหม่ๆ ไม่มีใครมีวันจะคาดคิดว่าเป๊ปซี่จะแซงหน้าโค้กได้ เพราะโค้กแข็งแกร่ง เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของโลกที่อยู่ในใจผู้คน แต่ในที่สุด เป๊ปซี่ก็สามารถขึ้นมาเทียมบ่าเทียมไหล่กับโค้กได้ และยังสามารถเอาชนะเป๊ปซี่ได้ในบางตลาด

เป๊ปซี่มาทีหลัง แต่พุ่งแรงกว่า

เป๊ปซี่มีซีอีโอเป็นหญิง เป็นคนอินเดีย ชื่อ อินทิรา นูยี ส่วนโค้กมีซีอีโอเป็นผู้ชายชื่อ ไบรอัน ไดสัน

ช่างคล้ายคลึงกับการโรมรันพันตูระหว่างประชาธิปัตย์ที่มีผู้นำเป็นชาย และเพื่อไทยที่มีผู้นำเป็นหญิง



ความ คล้ายของโค้กกับประชาธิปัตย์นอกจากเพศของผู้นำแล้วยังอยู่ที่เป็น "สถาบัน" ที่ถือกำเนิดมายาวนาน โค้กอยู่คู่อเมริกาเหมือนประชาธิปัตย์อยู่คู่ประเทศไทย

สไตล์ของโค้ก นั้นความที่เป็น "สถาบัน" ทำให้การทำงาน การสื่อสาร มีขั้นตอนมากมายซับซ้อน เป็นแบบ bureaucrat ก็ไม่ปาน การเปลี่ยนแปลงปรับตัวเป็นไปอย่างเชื่องช้า ต้องมีการเข้าที่ประชุม ตรวจสอบ เอาให้ตรงกฎข้อบังคับ

โค้กมีการทำงานแบบ Globalize และไม่ค่อย localize เช่นเดียวกับประชาธิปัตย์ที่เจาะได้ใจคนกรุงเทพ แต่ไม่เข้าถึงต่างจังหวัด

โฆษณา ของโค้กส่งมาจากศูนย์กลาง แปลงเป็นไทยน้อย ยุคหนึ่งเคยมีผู้บริหารคนไทยทำงานสื่อสารออกมาด้วยสปิริตไทย ทำท่าจะไปดี แต่แล้วก็ไม่ค่อยต้องใจผู้บริหารต่างชาติ

เป๊ปซี่มาทีหลัง แต่ทำงานโฆษณาได้เจาะใจคนยุคใหม่ในประเทศนั้นๆ ในประเทศไทยเป๊ปซี่ให้วง Body Slam เป็นพรีเซ็นเตอร์ ดูแล้วสะใจ ส่วนแบ่งการตลาดของเป๊ปซี่โตขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก เช่นเดียวกับประเทศไทย

เลขาธิการ พรรคประชาธิปัตย์ สุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมายอมรับว่า เพื่อไทยชนะ เพราะการจัดตั้ง และการตลาด เช่นเดียวกับที่เป๊ปซี่พุ่งแรงเพราะการตลาดและการจัดตั้งเหมือนกัน

แต่ คุณสุเทพไม่ได้บอกว่าต่อไปนี้โค้ก เอ๊ยประชาธิปัตย์ จะปรับการตลาดและการจัดตั้งให้เหมือนเป๊ปซี่ นอกจากข่าวคุณอภิสิทธิ์ลาออกจากหัวหน้าพรรคแล้ว ทุกอย่างก็เงียบเชียบ อึมครึม



หันมาทางเป๊ปซี่ เอ๊ย เพื่อไทย การสื่อสารเด็ดๆ ตามออกมาเป็นระลอก โดยเฉพาะจากผู้นำตัวจริงคือ ทักษิณ ชินวัตร

ฟัง ดูการให้สัมภาษณ์ในวันแรกกับไทยพีบีเอส "ผมต้องการให้บ้านเมืองสงบ สันติสุข ต้องการให้การเมืองใช้หลักยุติธรรมสากล (คำนี้แฝงนัยบางอย่างที่ทุกคนรู้กัน) และกับสรยุทธ์ใน "เรื่องเล่าเช้านี้" ที่ว่า "ไม่มีการให้ใครคิด หรือทำเพื่อผมคนเดียว ถามว่าต้องการเงินสี่หมื่นล้านคืนมั้ย ไม่เคยคิด ไม่ใช่เรื่องหลัก อะไรที่ยุติธรรมก็คือยุติธรรม (แฝงนัยตรงคำว่ายุติธรรม)" และ "ผมอยากกลับบ้านตั้งแต่เมื่อวาน ความปรารถนาของคนเราบางทีก็เป็นจริง บางทีก็ไม่เป็นจริง ถ้ากลับก็ควรเป็นส่วนหนึ่งของความปรองดอง ผมต้องการเป็น solution มากกว่า problem" และ "ถ้ายังมีโทษจำคุก ก็ยังไม่กลับ"

ทุกอย่าง ที่ผู้นำเพื่อไทยพูด เป็นเชิงรุกไปข้างหน้าทั้งนั้น และล้วนสื่อถึงการทำให้สิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ให้กลับเป็นไปได้ เป็นการเริ่มทำทันทีที่ชนะเลือกตั้ง

เหมือนกับเป๊ปซี่ที่ไม่มีใครเคยคิดว่าจะก้าวขึ้นมาเทียมเท่าโค้ก ซึ่งกว่าจะแซงโค้กได้ก็ต้องทำหลายอย่าง ปรับกระบวนท่าหลายอย่าง



ย้อนกลับมาที่คำพูดสรุปความพ่ายแพ้ของคุณสุเทพอีกที คุณสุเทพจะตีความหมาย "การจัดตั้ง" และ "การตลาด" อย่างไร

การ จัดตั้งต้องมียุทธศาสตร์ สมัยนี้แคมเปญทางทีวีไม่มีพลังหากไม่มีการสนับสนุนด้วยการเข้าถึงตัวเป้า หมาย เช่น การทำโรดโชว์ การสัมมนา เห็นหน้ากัน พูดจากัน ด้วยข้อความที่กลั่นกรองมาแล้วอย่างดี เช่น "อำมาตย์" หรือ "ไพร่" และลึกซึ้งขนาดต้องทำตัวให้ "เหมือนกัน" "เป็นพวกเดียวกัน" หรือ "มาจากรากเดียวกัน" ถ้าหัวหน้าพรรคที่มาจากออกซ์ฟอร์ดทำไม่เนียนกับคนรากหญ้าก็ต้องมีตัวแทนไป แทน

เบื้องหลังการตลาดก็มี "นักการตลาด" ชั้นเซียนอย่าง ตัน ภาสกรนที มันต้องเริ่มที่มันสมองหรือไม่ใช่ ถ้าสมองไม่ถึงก็อย่าทู่ซี้ ในแวดวงการเมือง ดาวดวงใหม่ก็เริ่มมีให้เห็นอย่าง "ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์" ลองเชิญมาใช้งาน แต่แค่นี้ใช่ว่าจะพอ ต้องไปเชิญ ไปชวน มาอีกเป็นขโยง ที่มาจากออกซ์ฟอร์ดมีพอแล้ว ไม่ต้องเอามาอีก คนเดียวก็เกินพอ

การที่ ประเทศไทยมีพรรคการเมืองที่เจนจัดและเข้มแข็งอยู่เพียงพรรคเดียวคือเพื่อไทย เป็นภาวะที่อันตรายของประเทศ เราต้องมีอีกพรรคที่เข้มแข็งใกล้เคียงกัน เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือก เหมือนอังกฤษมีพรรคแรงงานและพรรคคอนเซอร์เวทีฟ เหมือนอเมริกามีดีโมแครตและรีพับลิกัน ผลัดกันชิงเอาชัยในวิถีทางประชาธิปไตย

ถ้าหากประชาธิปัตย์ไม่เร่งสร้างพรรคให้เข้มแข็งแล้วไซร้ ไทยแลนด์ก็หมดทางเลือก

เรื่อง ของประเทศสลักสำคัญ เป็นความเป็นความตายกว่าการแข่งขันทางการค้า ถ้าไม่มีโค้ก ไม่มีเป๊ปซี่เราก็ดื่มอย่างอื่นได้ แต่ถ้าประเทศไม่มีพรรคการเมืองให้เลือก ก็อันตรายอย่างแน่นอน นี่เป็นสิ่งที่อยู่ข้างหน้าที่ต้องช่วยกันคิด มากกว่ามัวมานั่งคิดว่าทักษิณจะได้กลับบ้านหรือไม่ และนั่งแก้กันแต่เกมนี้

เลือกตั้งคราวหน้า อย่าให้เป็นว่า "กลัวทักษิณ" "ไม่เต็มใจเลือกประชาธิปัตย์ แต่ก็ต้องเลือก" มันสนุกตรงไหน อนาถใจไทยแลนด์

เอาเครื่องบินคืนมา เอาพระวิหารคืนไป!

ที่มา Voice TV



Wake up Thailand ประจำวันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม 2554

นำเสนอในประเด็น

- ลุ้นศาลโลกอ่านคำตัดสินคดีพระวิหาร "คุ้มครองชั่วคราว" ตามคำร้องกัมพูชาหรือไม่
- ปชป. เตรียมยื่นยุบ “เพื่อไทย” หากไม่ทำตามนโยบายหาเสียง
- คุณหญิงกัลยา แคนดิเดต เลขาฯ ปชป.
- โพลชี้ ประชาชนต้องการให้ กกต.รับรอง สส.ที่ถูกแขวน
- เกาะติดการพิจารณาของศาลเยอรมัน กรณียึดเครื่องบินโบอิ้ง 737
- ฟุตบอลหญิงญี่ปุ่น ฝ่าวิกฤตคว้าแชมป์โลก