WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 20, 2011

ฉลุยสู่นายกหญิง รับรองปู แต่กกต.ยื้อ12นปช.

ที่มา thaifreenews

โดย bozo




รับรองแล้ว - น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางเข้าพรรคเพื่อไทย
เมื่อวันที่ 19 ก.ค. เป็นการปรากฏตัวครั้งแรกหลังเก็บตัวอยู่ในบ้านพักช่วงหยุดยาว 3 วัน
ล่าสุดกกต.ประกาศรับรองน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นส.ส.แล้ว


ดีใจ- กองเชียร์พรรคเพื่อไทย ส่งเสียงไชโยโห่ร้อง ชูรูปและป้ายแสดงความดีใจ
หลังกกต.ประกาศรับรองน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 1
ระหว่างไปรอลุ้นผลที่ทำการพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 19 ก.ค.

กกต.ขอใบสมัคร 12 แกนนปช.

ส่วนที่พรรคเพื่อไทย นายพิชิฏ ชื่นบาน ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า
ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจที่กกต.ยังไม่รับรอง 12 แกนนำนปช.
เพราะกกต.ต้องการใช้เวลาตรวจสอบกรณีที่มีผู้ร้องเรื่องคุณสมบัติ
ไม่ได้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไร
สุดท้ายกกต.จะให้ความยุติธรรมกับแกนนำเสื้อแดงทั้งหมด
เพราะกกต.มีคำสั่งที่ 212/ 2554 แต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนเรื่องร้องเรียน ลงวันที่ 14 ก.ค.
ให้นายพงษ์ศักดิ์ พลายเวช เป็นประธานคณะกรรมการ

นายพิชิฏ กล่าวต่อว่า ล่าสุดนายพงษ์ศักดิ์
ทำหนังสือด่วนที่สุด ลต.2004 /1072 ลงวันที่ 19 ก.ค. ถึงหัวหน้าพรรคเพื่อไทย
ให้ส่งสำเนาใบสมัครของ 12 แกนนำนปช.ที่เป็นผู้สมัครส.ส. ของพรรคเพื่อไทย
ประกอบด้วย
นายจตุพร พรหมพันธุ์
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
น.พ.เหวง โตจิราการ
พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท
นายพายัพ ปั้นเกตุ
นายก่อแก้ว พิกุลทอง
นายวิเชียร ขาวขำ
จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศีรษะ
นายวรชัย เหมะ
นายการุณ โหสกุล
และ
นายสถาพร มณีรัตน์
ก่อนวันที่ 21 ก.ค. เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ เนื่องจากสงสัยว่า
บุคคลเหล่านี้เป็นสมาชิกพรรคอยู่หรือไม่
เพราะถูกร้องว่าคุณสมบัติไม่ครบเนื่องจากถูกจำคุกไปก่อนหน้านี้

นายพิชิฏ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 20 ก.ค. ฝ่ายกฎหมายของพรรคจะทำหนังสือไปยังกกต.
เพื่อยืนยันสถานภาพการเป็นสมาชิกพรรคของบุคคลเหล่านี้ให้เรียบร้อย
ส่วนกรณีนายจตุพรที่มีข้อสงสัยว่าอาจจะมีปัญหาเพราะไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
เนื่องจากถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำนั้น ทางฝ่ายกฎหมายพรรคจะชี้แจงกับกกต.อีกครั้งหนึ่ง

ว่าที่นายกฯจัดโปรแกรมยาว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกกต.รับรองการเป็นส.ส.เรียบร้อยแล้ว
น.ส.ยิ่งลักษณ์และแกนนำพรรคเพื่อไทยวางกำหนดการคร่าวๆ ว่า
วันที่ 20 ก.ค.ช่วงเช้าจะไปรับเอกสารรับรองการเป็นส.ส. ที่สำนักงานกกต.
จากนั้นจะเข้ารายงานตัวต่อสภาผู้แทนฯทันที
ต่อด้วยการถวายสักการะพระสยามเทวาธิราช และพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 7 ที่รัฐสภา
จากนั้นให้สัมภาษณ์รายการวิทยุของรัฐสภา 10 นาที
ก่อนเข้ามาพรรคเพื่อไทย เพื่อประชุมร่วมกับแกนนำพรรค
เตรียมพร้อมเรื่องนโยบายของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล
รวมทั้งหารือความชัดเจนในการแต่งตั้งครม.ยิ่งลักษณ์ 1
จากนั้นจะกำหนดวันประชุมส.ส.ของพรรคเพื่อไทยนัดแรก คาดว่า จะเป็นวันศุกร์ที่ 22 ก.ค.นี้

รายงานข่าวจากแกนนำพรรคที่ใกล้ชิดกับนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ พี่สาวน.ส.ยิ่งลักษณ์
เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดครม.ยิ่งลักษณ์ 1 ว่า
อาจมีชื่อนางนลินี ทวีสิน อดีตส.ว. กทม. ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 125 เป็นรมต.
โดยมีแนวโน้มนั่งเก้าอี้รมช.ต่างประเทศ
เนื่องจากมีความสามารถและประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจในเวทีนานาชาติ


http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNVEl3TURjMU5BPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE1TMHdOeTB5TUE9PQ==

คาเธย์ แปซิฟิกห้ามหมา แมวจมูกสั้นขึ้นเครื่องบิน

ที่มา ข่าวสด



ซี เอ็นเอ็นรายงานว่าสายการบินคาเธย์ แปซิฟิก ห้ามนำสุนัขพันธุ์ปั๊กและสุนัขพันธุ์อื่นๆ เช่น บูลด็อก บ๊อกเซอร์ หิมาลายัน รวมทั้งแมว เปอร์เซียและแมวขนสั้นที่มีจมูกสั้นขึ้นเครื่องบิน เนื่องจากเกรงว่าพวกมันจะมีปัญหาด้านการหายใจเพิ่มขึ้นในสภาวะความกดอากาศ สูงบนเครื่องบิน และอาจทำให้อุณหภูมิในร่างกายสัตว์สูงขึ้น

สายการบินคาเธย์ แปซิฟิกเป็นสายการบินล่าสุดที่ออกกฎห้ามดังกล่าว หลังจากสายการบินอื่นๆ ประกาศบังคับใช้ข้อห้ามนี้ไปก่อนหน้าแล้ว เช่น สายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ และสายการบินอเมริกันอีกหลายบริษัท

หน่วยงานการขนส่งสหรัฐพบว่าจำนวนสัตว์ที่มีจมูกสั้นตายเพิ่มขึ้นขณะอยู่ บนเครื่องบิน ระหว่างปี 2548-2553 ซึ่งครึ่งหนึ่งของสุนัขที่เสียชีวิตเป็นพันธุ์ปั๊กและบูลด็อก

ด้านนายโธมัส เหลา ผู้่ช่วยผู้จัดการสายการบินคาเธย์ แปซิฟืก กล่าวว่ามาตรการดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดอันตรายใดๆขึ้น และขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับเสียงตำหนิจากผู้โดยสาร

ช่างภาพเอเอฟพี คว้ารางวัลใหญ่ ส่งภาพ'เสื้อแดง'ประกวด

ที่มา thaifreenews

โดย bozo





ประกวดภาพข่าวทั่วโลกที่เกาหลีใต้
ช่างภาพเอเอฟพีประจำกรุงเทพฯ คว้า 1 ใน 6 รางวัลโกลด์ ไพรซ์
ส่งภาพกลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเข้าประกวด...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 19 ก.ค. ว่า
สำนักข่าวยอนฮัพของเกาหลีใต้ จัดประกวดภาพข่าวทั่วโลกในกรุงโซลของเกาหลีใต้
เพื่อสนับสนุนภารกิจเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของสหประชาชาติ (เอ็มดีจี)
ผลปรากฎว่า 1 ในผู้คว้ารางวัลโกลด์ ไพรซ์ 6 คน
เป็นช่างภาพข่าวของสำนักข่าวเอเอฟพีประจำกรุงเทพฯ
นายนิโคลาส อัสฟูรี ผู้รับผิดชอบด้านการข่าวในอาเซียน
และส่งภาพข่าวเข้าประกวด 10 ภาพ เป็นภาพข่าว
เหตุการณ์กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเมื่อปีที่ แล้ว
ก่อน ลุกลามเป็นเหตุรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 90 คน



ส่วนอีก 5 คนคือ โมฮัมหมัด โมนิรัสซามานจากเดลี ซามาคัล ของบังกลาเทศ,
เบธานี คลาร์ค ช่างภาพอิสระ, อเลกซ์ มาซี จากนสพ.คอร์บิส,
ฮิโรโตะ เซกิกูจิ จาก นสพ.โยมิอูริ ชิมบุนของญี่ปุ่น และ
โช ยัง-โฮ จากนสพ.ฮันกุก อิลโบของเกาหลีใต้
ทั้งหมดรับเงินรางวัลคนละ 5,000 ดอลลาร์
ขณะที่ผู้ได้รับรางวัลใหญ่ แกรนด์ ไพรซ์ มูลค่า 30,000 ดอลลาร์
เป็นของช่างภาพข่าวสำนักข่าวเอพี เอมิลิโอ โมเรนัตติ

ข่าวระบุด้วยว่าเวทีประกวดภาพข่างดังกล่าว
มีช่างภาพข่าวจากทั่วโลก 17 ประเทศ ส่งภาพข่าวเข้าร่วมประกวดกว่า 5,500 ภาพ
ส่วนภาพข่าวชนะรางวัลสาขาต่าง ๆ จะนำจัดแสดงในกรุงโซล
ตั้งแต่ 10 ส.ค. - 30 ก.ย. และที่สหประชาชาติหรือยูเอ็น ตั้งแต่ 22 ส.ค. - 9 ก.ย.


http://www.thairath.co.th/content/oversea/187673

ช่างสลุงตีลาย "ยิ่งลักษณ์" เผยส่วนตัวคุ้นเคยกันดี

ที่มา มติชน



นาย สงวน ปัญโญสุข ประธานสภาวัฒนธรรม อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ช่างสลุง (ภาชนะใส่น้ำ ส่วนใหญ่ทำด้วยโลหะ) ตีลายแผ่นแร่ร่างภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกประเทศไทย บนแผ่นอลูมิเนียม ขนาด 30 คูณ 50 เซนติเมตร ที่วิสาหกิจชุมชน กลุ่มหัตถกรรมตีลายแผ่นแร่ บ้านป่าสักขวาง หมู่ 13 ต.สันกำแพง อ.สันกำแพง เพื่อตีเป็นลายนูนสูงรูป น.ส.ยิ่งลักษณ์ และจะมอบเป็นที่ระลึกและให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คาดใช้เวลา 1 เดือนแล้วเสร็จ

นาย สงวน เผยว่าตั้งใจตีสลุงรูป น.ส.ยิ่งลักษณ์ภายหลังพรรคเพื่อไทย(พท.) ชนะเลือกตั้ง "ผมเป็นอดีตกำนันต.สันกำแพงมาก่อน ส่วนตัวคุ้นเคย น.ส.ยิ่งลักษณ์ และเคยพบกันบ่อย สมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นประธานมูลนิธิไทยคม ก็ได้เชิญไปเป็นวิทยากรหรือครูต้นแบบ ในฐานะภูมิปัญญาท้องถิ่น สอนตีสลุงบนลายแผ่นแร่ให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านสันกำแพง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังสนับสนุนการศึกษาและกีฬา คัดเลือก ด.ญ.นิภาวรรณ ปัญโญสุข หลานสาว ตอนอายุ 13 ปี นักเรียนโรงเรียนบ้านสันกำแพง เป็น 1 ใน 15 นักเตะเยาวชน และเป็นเด็กผู้หญิงคนเดียวของไทย ไปหาประสบการณ์และฝึกซ้อมที่สโมสรแมนเชส เตอร์ซิตี้ ที่อังกฤษ เมื่อปี 2551 มาแล้ว ปัจจุบันหลานสาวเป็นนักเตะเยาวชนหญิงทีมชาติชุด 16 ปี และติดทีมชาติหญิงชุด 19 ปี และเป็นนักเรียนโรงเรียนกีฬาชลบุรี ด้วย จึงอยากตอบแทนบุญคุณ ด้วยการแกะสลักภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์"นายสงวน กล่าว

อวดอ้างฤทธี

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
กระสา มันเสมอ



ประเทศชาติเกิดสุญญากาศเพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

องค์กรอิสระผู้สูงส่งอีกแห่งหนึ่งของประเทศที่กำลังพัฒนา

ใครว่า กกต.ไม่มีฤทธิ์? ชูแต่หางเองอ้า อวดอ้างฤทธีนั่นเทียว

มีแต่คำถามยามว่างเปล่า ทั้งที่รู้กันว่า ถึงที่สุดแล้ว ผู้ชนะการเลือกตั้งก็คงสอบผ่าน

ถามว่า ทำไมไม่ผ่านให้ไปก่อน มีเหตุ มีกรณี มีเรื่องอันควรสงสัย กกต.เรียกเรื่องย้อนหลังดำเนินการได้

ไม่เท่อยากเอาเท่

สร้างความสำคัญให้คน 19 ปี คน 49 วันขึ้นมาสำคัญทัดเทียมกัน

19 ปี กลายเป็นสินค้าไร้ราคา ก็ติดป้ายสร้างราคาไว้หน่อย

49 วันนี่น่าลองของนัก แขวนยืดเวลาท้าถามสังคมดู

ถามกันอีกว่า กกต.เคยสอบทานบ้างไหม เสียงร้องมาจากใคร กลุ่มไหน เบื้องหน้า เบื้องหลังเป็นอย่างไร

หรือลูกชนตีน กูต้องเตะ?

ถาม ว่า เมื่อมี กกต.เป็นเครื่องกลั่นกรองการเมือง ไฉนไอ้พวกคราบคาวกาม ไอ้พวกเผด็จการ ไอ้พวกอ้างจงรักภักดีแล้วโกง จึงเล็ดลอดเข้ามาในสภาเป็นวรรคเป็นเวร

กกต.พร้อมล้างหู สำรอก ล้างขั้นตอนงานเพื่อประ โยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริงบ้างหรือไม่

ไม่ก็ไม่เป็นไร

ไม่เป็นไร ลืมเสียเถิด องค์กรอิสระอันสูงส่ง

แต่อย่างน้อย ก็ไม่ควรลืม ตะละแม่สดศรี สัตยธรรม ซึ่งดูเหมือนเป็นผู้เป็นคนอยู่คนเดียว ท่ามกลางเทวดาผู้อาศัยฤทธิ์คนอื่นทั้งหลาย

สุญญากาศสลัว สตรีก็เป็นประทีปดวงน้อยได้

เล่าเรียนสูง รู้น้อยเพราะอำนาจ ผลประโยชน์ครอบไว้ก็ได้

คิดว่ารู้ทั้งหมด

ตะบันไม่รู้กาลเทศะเลยก็มี

คำสั่งศาลโลก 18 กรกฎาคม: ประเด็นที่คนไทยควรรู้

ที่มา ประชาไท

ภาพบรรยากาศขณะศาลอ่านคำสั่ง เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2554 (ภาพจากศาลโลก)

1. ศาลโลกทำอะไรเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม?

ตอบ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก มี “คำสั่งมาตรการชั่วคราว” เท่านั้น และไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น (อ่านคำสั่งฉบับเต็มได้ที่ http://www3.icj-cij.org/docket/files/151/16564.pdf)

ข้อสังเกต ศาลโลกไม่ได้มี “คำ พิพากษา” และศาลโลกยังไม่ได้ “พิพากษา” หรือ “วินิจฉัย” คดีหรือข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาแต่อย่างใด ทั้งนี้ “คำสั่งมาตรการชั่วคราว” (provisional measures order) เป็นเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะหน้าและมีผลในเวลาจำกัด ศาลมีอำนาจยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้ตลอดเวลา ต่างกับ “คำพิพากษา” (judgment) ซึ่งมีผลผูกพันและสิ้นสุดในการวินิจฉัยข้อกฎหมาย (adjudge) ซึ่งศาลไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ยกเว้นภายใต้เงื่อนไขที่จำกัดเท่านั้น

2. ศาลโลกจะมีคำพิพากษาหรือไม่ และเรื่องอะไร?

ตอบ คำสั่งวันที่ 18 กรกฎาคมนี้เป็นเพียงกระบวนพิจารณาส่วนหนึ่ง (incidental proceedings) ของ คดีหลักซึ่งกัมพูชาขอให้ศาลตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2505 ซึ่งยังต้องรอศาลพิจารณาต่อไปและอาจใช้เวลาถึงปีหน้า ทั้งนี้ คำขอตีความของกัมพูชามีนัยทางเขตแดน เช่น ประเด็นบริเวณปราสาทพระวิหารที่เป็นของกัมพูชากว้างขวางเพียงใด เป็นต้น

ข้อสังเกต การ ที่ศาลมีคำสั่งชั่วคราวเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ไม่ได้หมายความว่าปีหน้าศาลจะต้องรับตีความคำพิพากษา กล่าวคือ ศาลยังคงมีอำนาจปฏิเสธคำขอของกัมพูชาในคดีหลัก (คือไม่รับตี ความคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2505) นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างคดีศาลโลกในอดีตที่แม้ในตอนแรกศาลมีคำสั่งมาตรการ ชั่วคราว แต่ในท้ายที่สุดศาลก็ปฏิเสธไม่รับตีความในคดีหลัก

ดังนั้น ศาลโลกจะรับตีความคำพิพากษาหรือไม่ และจะกระทบเขตแดนอย่างไร ต้องรอดูไปถึงช่วงปีหน้า

3. ศาลโลกมีคำสั่งเรื่องใดบ้าง?

ตอบ ศาลระบุคำสั่งในบทปฏิบัติการมีทั้งสิ้น 7 ข้อ โดยเป็นคำสั่งมาตรการชั่วคราว 4 ข้อ และคำสั่งทั่วไป 3 ข้อ

ข้อสังเกต สื่อมวลชนไทยหลายแขนงรายงานว่าศาลมีคำสั่งมาตรการชั่วคราว 3 หรือ 4 ข้อ ซึ่งเป็นรายงานที่ไม่ครบถ้วน

4. คำสั่งมาตรการชั่วคราว 4 ข้อ มีอะไรบ้าง?

คำสั่งมาตรการชั่วคราวข้อ (1) สั่งให้ไทยและกัมพูชา ถอนกำลังทหารออกจาก “เขตปลอดทหารชั่วคราว” ทันที ตามขอบเขตของพื้นที่ที่ศาลโลกได้กำหนด รวมทั้งห้ามวางกำลังทหารในเขตหรือดำเนินกิจกรรมทางอาวุธใดๆที่มุ่งไปยังเขตดังกล่าว

ข้อสังเกต

- ศาลได้ระบุพิกัดเส้นรุ้งเส้นแวงเพื่อให้ “เขตปลอดทหารชั่วคราว” มีขอบเขตชัดเจน และศาลได้วาด “ร่างแผนที่” (sketch-map) ดังนี้

(ภาพจากศาลโลก http://www3.icj-cij.org/docket/files/151/16564.pdf)

รูปเปรียบเทียบจากกรุงเทพธุรกิจ:

*** ขอ ย้ำว่าศาลวาด “ร่างแผนที่” (sketch-map) ดังกล่าวเพื่อให้ไทยและกัมพูชาพอเห็นเป็นตัวอย่างเท่านั้น (ดังที่ศาลระบุไว้ชัดเจนในคำสั่งหน้า 17 ว่า “this sketch map has been prepared for illustrative purposes only”) ดังนั้นไทยและกัมพูชาจึงมีหน้าที่ต้องนำพิกัดเส้นรุ้งเส้นแวง ซึ่งศาลระบุไว้ในคำสั่งไปร่วมหารือเพื่อทำแผนที่หรือเส้นปฏิบัติการตามคำ สั่งของศาลต่อไป ศาลมิได้สั่งให้นำ “ร่างแผนที่” ของศาลไปใช้เสมือนแผนที่สำเร็จรูปแต่อย่างใด และดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไทยและกัมพูชายังไม่อาจถอนกำลังทหารได้ทันที แต่ต้องหารือกันก่อนว่าจะนำพิกัดที่ศาลกำหนดไปปฏิบัติอย่างไร ***

- “เขตปลอดทหารชั่วคราว” (provisional demilitarized zone) ย่อม ไม่ได้ห้ามประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทั่วไปจากเขต ทั้งนี้ศาลอธิบายในคำสั่งย่อหน้าที่ 61 ว่าเขตดังกล่าวย่อมไม่กระทบต่อการดำเนินการทางปกครองตามปกติ เช่น การส่งเจ้าหน้าที่ที่มิใช่ทหารเข้าไปประจำในพื้นที่เพื่อรักษาความสงบเรียบ ร้อยของประชาชนและทรัพย์สิน ย่อมทำได้

- อย่างไรก็ดี มองได้ว่าศาลใช้อำนาจกำหนด “เขตปลอดทหารชั่วคราว” ในลักษณะค่อนข้างกว้าง และมีผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยในศาลไม่เห็นด้วยถึง 5 ท่าน ซึ่งผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยเหล่านี้แสดงความกังวลว่าศาลได้ก้าวล่วงเข้าไป กำหนดคำสั่งที่ครอบคลุมเขตที่มิได้เป็นพื้นที่พิพาท จึงเป็นการใช้อำนาจศาลที่เกินความจำเป็น

คำสั่งมาตรการชั่วคราวข้อ (2) สั่งให้ไทยไม่ขัดขวางกัมพูชาในการเข้าถึงปราสาทพระวิหารอย่างอิสระ (free access) รวมทั้งการส่ง “เสบียง” (fresh supplies) ให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่ทหารของฝ่ายกัมพูชาในปราสาทพระวิหาร

ข้อสังเกต

- ศาลใช้คำว่า fresh supplies (ต้องแปลตามคำฝรั่งเศสที่ศาลใช้ว่า ravitailler) ซึ่งกินความถึงเสบียง ทั่วไปที่ต้องเปลี่ยนเป็นระยะ เช่น อาหาร เชื้อเพลิง หรือวัสดุสิ้นเปลืองในการก่อสร้างหรือซ่อมแซมปราสาท และไม่ได้จำกัดแต่เพียงอาหารดังที่สื่อมวลชนหรือหน่วยงานได้รายงานไปเท่า นั้น แต่ทั้งนี้ย่อมต้องตีความไปตามคำสั่งเรื่อง “เขตปลอดทหารชั่วคราว” หมายความว่า หากกัมพูชานำเสบียงดังกล่าวเข้าไปในบริเวณเพื่อดำเนินกิจกรรมทางทหาร ไทยย่อมขัดขวางได้

- ที่ศาลสั่งว่าไทยต้อง “ไม่ขัดขวางกัมพูชาในการเข้าถึงปราสาทพระวิหารอย่างอิสระ” (free access) มิได้หมายความว่า กัมพูชาสามารถล่วงเข้ามาใช้ดินแดนของไทยโดยอิสระเพื่อผ่านเข้าไปยังปราสาท แต่หมายความว่า หากกัมพูชามีความจำเป็นต้องขอผ่านดินแดนของไทยเพื่อเข้าไปยังปราสาทตามความ มุ่งหมายของคำสั่งศาล ไทยย่อมไม่สามารถปฏิเสธหรือขัดขวางอย่างไร้เหตุผล แต่ไทยย่อมมีดุลพินิจที่จะสอบถามหรือตรวจสอบให้ชัดก่อนการอนุญาต (เช่น เป็นไปตามพื้นฐานของความจำเป็นเร่งด่วนในการรักษาสิทธิของกัมพูชาตามคำสั่ง ศาล อาทิ การซ่อมแซมรักษาตัวปราสาท มิใช่เข้าไปเพื่อการทหาร) ส่วนที่ว่าอย่างอิสระ (free access) หมายความเพียงว่าไทยไม่สามารถตั้งเงื่อนไขการเดินทางเข้าไปที่ตัวปราสาท เช่น จะบังคับให้ต้องมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยตามเข้าไปที่ปราสาทด้วยไม่ได้

คำสั่งมาตรการชั่วคราวข้อ (3) สั่งให้ไทยและกัมพูชาร่วมมือกันตามกรอบของอาเซียน และต้องอนุญาตให้คณะผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนสามารถเข้าไปยังเขตปลอดทหาร ชั่วคราวดังกล่าวได้

ข้อสังเกต ศาลไม่ได้สั่งว่าคณะผู้สังเกต การณ์จากอาเซียนต้องเข้า ไปได้อย่างอิสระ (free access) ดังนั้นไทยและกัมพูชาย่อมสามารถประกบติดตามหรือดูแลการดำเนินการโดยคณะผู้ สังเกตการณ์จากอาเซียนได้

คำสั่งมาตรการชั่วคราวข้อ (4) สั่งให้ไทยและกัมพูชาละเว้นจากกิจกรรมใด ๆ ที่จะทำให้สถานการณ์ข้อพิพาทเลวร้ายหรือรุนแรงมากขึ้น หรือทำให้ปัญหาข้อพิพาทมีความยากลำบากยิ่งขึ้นที่จะแก้ไข

ข้อสังเกต ศาล ไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่ากิจกรรมต้องห้ามดังกล่าว ได้แก่สิ่งใด ซึ่งหากไทยและกัมพูชามีปัญหาในประเด็นดังกล่าว ศาลย่อมมีคำสั่งเพิ่มเติมได้

5. นอกจากคำสั่งมาตรการชั่วคราว4 ข้อข้างต้นแล้ว คำสั่งทั่วไปอีก 3 ข้อมีอะไรบ้าง?

คำสั่งทั่วไป ข้อ (1) สั่งไม่จำหน่ายคดี คือ ไม่ถอนคดีออกจากศาล

ข้อสังเกต ศาล หมายความว่า คดีหลักซึ่งกัมพูชาขอให้ศาลตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2505 ยังต้องรอศาลพิจารณาต่อไปถึงปีหน้า ซึ่งสุดท้ายศาลอาจไม่รับตีความก็เป็นได้

คำสั่งทั่วไป ข้อ (2) สั่งให้ไทยและกัมพูชาต้องรายงานให้ศาลทราบถึงการปฏิบัติตามมาตรการชั่วคราวที่ศาลสั่งทั้ง 4 ข้อ

ข้อสังเกต ในทางปฏิบัติ ผู้ที่จะมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลต่อศาลก็คือคณะผู้สังเกตการณ์จากอาเซียน แม้ผู้ที่มีหน้าที่รายงานคือไทยและกัมพูชา แต่ข้อมูลที่หน้าเชื่อถือย่อมต้องอาศัยข้อมูลจากคณะผู้สังเกตการณ์จากอา เซียนประกอบด้วย

คำสั่งทั่วไป ข้อ (3) สั่งว่าศาลยังคงสามารถพิจารณาประเด็นใดๆที่มีสาระเกี่ยวข้องกับมาตรการชั่วคราวต่อไปได้ (remain seised of the matters) จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษากรณีที่กัมพูชาขอให้ศาลตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2505

ข้อสังเกต หลังศาลมีคำสั่งวันที่ 18 กรกฎาคม หากมีเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงใหม่ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นมาตรการชั่วคราว ที่ศาลสั่งไว้ ไทยหรือกัมพูชาย่อมสามารถนำเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงใหม่เหล่านั้นมาขอให้ ศาลพิจารณา และศาลย่อมอาจเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขคำสั่งได้ (Rules of Court Article 76) เช่น หากไทยเห็นว่ามีความจำเป็นต้องขัดขวางกัมพูชาในการเข้าถึงปราสาทพระวิหารอย่างอิสระ ไทยย่อมสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาเปลี่ยนแปลงคำสั่งเรื่องดังกล่าวได้

6. ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้าง เช่น วัด ตลาด หรือชุมชน ที่ตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่พิพาท (ที่มีผู้เรียกว่า 4.6 ตารางกิโลมตร) หรือไม่?

ตอบ ศาล มิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้าง เช่น วัด ตลาด หรือชุมชน โดยเจาะจง อีกทั้ง “เขตปลอดทหารชั่วคราว” นั้นศาลก็อธิบายว่าสามารถมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่ไม่ใช่ทหาร รวมถึงผู้คนหรือทรัพย์สินอยู่ในบริเวณดังกล่าวได้ (คำสั่งย่อหน้าที่ 61)

ข้อสังเกต อย่าง ไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่าคำสั่งอีกข้อหนึ่งที่ศาลสั่งก็คือ สั่งให้ไทยและกัมพูชาร่วมมือกันตามกรอบของอาเซียน ไทยจึงย่อมสามารถเรียกร้องว่ากัมพูชาไม่ควรดื้อดึงเดินหน้าดำเนินกิจกรรมที่ สร้างปัญหาต่อกระบวนการเจรจาดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น ศาลสั่งว่าศาลยังคงสามารถพิจารณาประเด็นใดๆที่มีสาระเกี่ยวข้องกับมาตรการ ชั่วคราวต่อไปได้ (remain seised of the matters) ดังนั้นหากไทยเห็นว่ามีเหตุสมควรให้ศาลสั่งให้กัมพูชาหยุดการก่อสร้างชุมชน หรือสิ่งปลูกสร้าง ไทยย่อมสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาเปลี่ยนแปลงคำสั่งเรื่องดังกล่าวได้ เช่นกัน (Rules of Court Article 76)

7. ศาลโลกนำอำนาจมาจากไหนและไทยต้องปฏิบัติตามคำสั่งหรือไม่?

ตอบ ทุก ประเทศในโลกนี้อยู่ร่วมกันภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศไทย จึงย่อมมีทั้งสิทธิและหน้าที่ตามสนธิสัญญาที่ไทยเคยตกลงผูกพันไว้ ซึ่งกรณีนี้ได้แก่สนธิสัญญาที่เรียกว่า “กฎบัตรสหประชาชาติ” และ “ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ” ซึ่งกำหนดให้ไทยมีสิทธิต่างๆ เช่น สิทธิที่จะเรียกร้องให้ประเทศอื่นเคารพอธิปไตยและไม่แทรกแซงกิจการภายในของ ไทย แต่ในขณะเดียวกันสนธิสัญญาก็กำหนดให้ไทยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล โลกเช่นกัน นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของไทย ก็ได้กำหนดเจตจำนงให้ไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีที่ได้ทำไว้กับนานาประเทศและ องค์การระหว่างประเทศ (รัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ประกอบกับจารีตประเพณีการปกครองที่ไทยปฏิบัติมายาวนาน) ดังนั้น ไทยจึงย่อมมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลก

ข้อสังเกต หากผู้ใดยังคิดว่าไทยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ ไม่ต้องฟังคำสั่งศาลโลก ขอให้ลองถามตัวเองว่า หากวันหนึ่งประเทศอื่นใดละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติและละเมิดสิทธิหรือรุกราน ไทย และศาลโลกสั่งมาตรการชั่วคราวให้ประเทศที่กระทำต่อไทยต้องหยุดการกระทำดัง กล่าว (แม้ประเทศนั้นจะยืนยันความบริสุทธิของตนก็ตาม) เราจะบอกว่าประเทศที่กระทำต่อไทยนั้นไม่ต้องทำตามกฎบัตรสหประชาชาติ ไม่ต้องฟังคำสั่งศาลกระนั้นหรือ?

8. ศาลขีดเส้นล้ำเข้าในดินแดนไทยหรือไม่ และศาลพูดถึงเรื่อง เขตแดน” ที่แฝงมาในคำขอของกัมพูชาอย่างไร?

ตอบ หากพิจารณา “ร่าง แผนที่” เขตปลอดทหารชั่วคราวที่ศาลสั่งด้วยสายตา มองได้ว่าเขตดังกล่าวครอบคลุมบริเวณดินแดนของไทยและกัมพูชามากยิ่งไปกว่า บริเวณพื้นที่พิพาท (ที่มีผู้เรียกว่า 4.6 ตารางกิโลมตร) ดังตัวอย่างที่เทียบเคียงอย่างไม่เป็นทางการดังนี้

ภาพจาก facebook ของ Noppanan Arunvongse Na Ayudhaya

ข้อสังเกต อย่างไรก็ดี เขตปลอดทหารชั่วคราวดังกล่าว เป็นเพียงเรื่องมาตรการชั่วคราวที่มุ่งป้องกันการปะทะกันด้วยอาวุธ แต่ไทยและกัมพูชามีสิทธิขอให้ศาลแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้หากมีเหตุผลจำเป็น ที่สำคัญ พิกัดและ “ร่างแผนที่” มิได้มีผลทางกฎหมายต่อเขตแดนแต่อย่างใด ดังที่ศาลได้ย้ำอย่างชัดเจนในคำสั่งหลายครั้ง (เช่น ย่อหน้าที่ 21, 38 และ 61) ว่าการพิจารณาออกคำสั่งครั้งนี้ ศาลย่อมไม่ก้าวเข้าไปวินิจฉัยประเด็นที่กัมพูชาอ้างว่าดินแดนส่วนใดเป็นของ ใครหรือเขตแดนจะต้องเป็นไปตามเส้นหรือแผนที่ใด (ซึ่งอาจต้องรอการพิจารณาของศาลในปีหน้า)

ดังนั้น คำสั่งของศาลโลกเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2554 จึงมิได้เปลี่ยนแปลงเขตแดนไทย-กัมพูชาแต่อย่างใด

9. กัมพูชาถอนฟ้องได้หรือไม่?

ตอบ กฎหมายเปิดช่องให้ไทยและกัมพูชาสามารถตกลงถอนคดีออกจากศาลได้ (Rules of Court Article 88)

ข้อสังเกต ที่ผ่านมาก็มีหลายคดีที่รัฐคู่พิพาทได้ดำเนินการเจรจาระหว่างคดีกำลังอยู่ใน ระหว่างการพิจารณา และเมื่อแต่ละฝ่ายถอยไปคนละก้าวจนการเจรจามีความคืบหน้า ก็ถอนคดีออกจากศาล และเป็นโอกาสอันดีให้ผู้นำทั้งสองประเทศได้แถลงข่าวเพื่อประกาศชัยชนะร่วม กัน

---

บทวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าคดีปราสาทพระวิหาร ติดตามได้ที่

http://www.facebook.com/verapat.pariyawong

ชาตินิยม พลโลก

ที่มา ประชาไท

สัญญา สันติภาพเวสต์ฟาเลีย หรือสนธิสัญญาโอสนาบรึคและมึนสเตอร์ (เยอรมัน: Westfälischer Friede, อังกฤษ: Peace of Westphalia หรือ Treaties of Osnabrück and Münster) เป็นสนธิสัญญาที่ลงนามกันเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1648 ที่เมืองโอสนาบรึค และต่อมาในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1648 ที่เมืองมึนสเตอร์

สัญญาสันติภาพที่เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส เป็นการยุติสงครามสามสิบปีในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และสงครามแปดสิบปีระหว่างสเปน สาธารณรัฐดัตช์ และรัฐทั้งเจ็ด ผู้เข้าร่วมในการสร้างสัญญาสันติภาพ ได้แก่ สมเด็จพระจักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 3 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (ฮับส์บวร์ก) ราชอาณาจักรสเปน ฝรั่งเศส สวีเดน สาธารณรัฐดัตช์ และพันธมิตรของแต่ละฝ่าย

สัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลีย เป็นผลของการประชุมทางการทูตสมัยใหม่ และถือเป็นการเริ่มวิถีการปฏิบัติสมัยใหม่ (New Order) ของยุโรปกลางในบริบทของรัฐเอกราช กฎที่ปฏิบัติของสัญญาสันติภาพ กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายรัฐธรรมนูญของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ สนธิสัญญาพิเรนีสที่ลงนามกันในปี ค.ศ.1659 ในการยุติสงครามฝรั่งเศส-สเปน ปี ค.ศ. 1635 ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาสันติภาพ (วิกิพีเดีย) นับแต่นั้น โลกก็เข้าสู่สังคมระหว่างประเทศสมัยใหม่ การพัฒนาการในการเมืองระหว่างประเทศผ่านการทดสอบมามากทั้งในเรื่องความร่วม มือประสานประโยชน์ และความขัดแย้ง

ความขัดแย้ง หมายถึง ความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างกลุ่มมนุษย์

การ ประสานประโยชน์ หมายถึง การร่วมมือกันเพื่อรักษาและป้องกันผลประโยชน์ของตน หรือระงับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการแข่งขันทางการเมือง และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

โลกผ่านสงครามที่ทำลายล้างชีวิตมนุษยชาติ นับล้านมาถึง 2 ครั้ง ผ่านสงครามตัวแทนแห่งความกลัวที่เรียกว่า ‘สงครามเย็น’ และโลกก็เข้าสู่สงครามก่อการร้าย

โลกเริ่มรังเกียจ สงครามมากขึ้นเรื่อยๆ หันไปเน้นหนักในเรื่องของการร่วมมือกันเป็นหนึ่งในลักษณะประชาคมระหว่าง ประเทศมากขึ้น เช่น ประชาคมยุโรป หรือประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้

โลกพยายามลด เรื่องเขตแดนลง ความพยายามของมนุษย์มุ่งหน้าเข้าไปสู่ความร่วมมือกันในฐานะ ‘พลโลก’ มากขึ้น เมื่อโลกไปทางนี้ แล้วเราไปทางไหน

ประเทศเรายังไม่สามารถคิดผ่านอุดมการณ์ชาตินิยม พาตัวเองผ่านจากความเป็นพลเมืองของชาติไปสู่ความเป็นพลเมืองของโลกได้

แนว คิดชาตินิยมคลั่งชาติ ถูกหล่อหลอมมาว่า เรารบไม่เคยแพ้ใคร เราไม่เคยรุกรานใคร ภายใต้ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้างขึ้นเมื่อไม่นานเพื่อตอบสนองการปกครองของ ชนชั้นสูงในฐานะเทวสิทธิ์ มีบุคคลหลายกลุ่มในสังคมที่มีความคิดแนวคิดที่แตกต่างกัน ท่านจะยอมรับนับถืออะไรย่อมเป็นสิทธิของท่าน เพราะเราเป็นประชาธิปไตย แต่เมื่อใดที่ท่านเอาแนวคิดของท่านมาเคลื่อนไหวผูกพันกับนโยบายต่างๆ ของรัฐแล้วก่อให้เกิดความเสียหายย่อมเป็นเรื่องผิด

แกนนำกลุ่มใดที่เอาอุดมการณ์ชาตินิยมคลั่งชาติสุดโต่งมาครอบงำประชาชน โจมตีฝ่ายตรงข้ามว่าไม่รักชาติ ถือเป็นเรื่องเลวทรามอย่างยิ่ง

ความ รักชาติตั้งอยู่บนพื้นฐานของประโยชน์สูงสุดของประชาชนในชาติ คนเรารักชาติ แต่ต้องรักให้ถูกทาง ในกรณีข้อพิพาทกับกัมพูชา เราเคยดำเนินการให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ แบ่งปันผลประโยชน์รายได้ซึ่งกันและกันซึ่งเป็นปกติที่นานาอารยะประเทศทำ เพื่อมุ่งเน้นเรื่องการประสานประโยชน์

แต่วันหนึ่งที่แนวคิดฝั่ง ชาตินิยมออกมาบอกว่าไม่ได้ ประโยชน์ที่ว่าต้องเป็นของเราทั้งหมด หากไม่ได้ก็ต้องรบกัน อีกทั้งยังเชื่อมั่นว่ากองกำลังของเราเต็มเปี่ยมไปด้วยแสนยานุภาพ เรากำลังอยู่ในยุคไหนของโลก สมัยสงครามเย็น สงครามโลก หรือสมัยอาณาจักรอโยธยากันแน่

ในขณะที่โลกชวนกันร่วมมือ เป็นเพื่อนเพื่อต่อสู้ในสงครามเศษฐกิจ เรากลับเลิกคบเพื่อน และเตรียมต่อสู้ในสงครามอาวุธ

หากมีข้อพิพาทใดๆ เกิดขึ้นแล้ว ความเก่งกาจทางด้านการทหารสำคัญสู้ความเก่งกาจในทางการทูตไม่ได้

การทูตอันเก่งกาจของเราที่ผ่านมาในรัฐบาลที่แล้ว ทำให้ไม่รู้ว่า เราเหลือเพื่อนในเวทีโลกกี่คน

โลก ได้ก้าวไปสู่ความเป็นพลโลก แต่ไทยยังก้าวไม่พ้นความเป็นพลเมือง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้คลั่งชาติไม่เข้าใจ และจะถามเรากลับว่า “ทำไมมึงไม่รักชาติ”

เรารักชาติ และจะทำให้ชาติมีเกียรติภูมิในเวทีโลก หรือเราจะรักชาติที่ยืนอยู่โดดเดี่ยวไร้เพื่อน

เมื่อโลกเปลี่ยนไป เหตุใดเราไม่เปลี่ยนตามโลก

มีคำตอบแบบกวนๆ กลับมาว่า

“ประเทศเรามันอินดี้ ไม่เน้นค้าขายกับใคร เก็บไว้กินกันเอง

สื่อ การตลาด การเมือง: ย้อนดูงบประชาสัมพันธ์ “ทรท. vs ปชป.”

ที่มา ประชาไท

จาก การที่พรรคเพื่อไทยเปรยที่จะตัดงบ “โฆษณารัฐมนตรี” หาเงินซื้อ “แทบเล็ต” ให้เด็กตามนโยบายที่ถูกปรามาสไว้ ลุ้นว่าจะทำได้ไหม และลองย้อนไปดูการใช้งบประชาสัมพันธ์รัฐบาลในช่วง “ไทยรักไทยขาลง” กับ “ประชาธิปัตย์ขาขึ้น”

ในขณะที่หลายฝ่ายกำลัง “จับตา-จับผิด” นโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้ประกาศขณะรณรงค์เลือกตั้ง โดยเฉพาะเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน และการซื้อแทบเล็ตแจกเด็กประถม ว่าจะหาวิธีการและเงินจากที่ไหนมาขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้

เมื่อ วันที่ 18 ก.ค. 54 ที่ผ่านมา นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรค เปิดเผยความคืบหน้ากับสื่อมวลชนในการจัดทำนโยบายรัฐบาลว่า อยู่ในช่วงกำหนดรายละเอียด หาทางเลือกและเงื่อนเวลาที่จะนำไปปฏิบัติ นโยบายบางเรื่องทำได้ทันที บางเรื่องต้องออกกฎหมาย แต่หลักๆ จะยึดตามที่หาเสียงเอาไว้ โดยในกรณีของ แจกแทบเล็ตให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 800,000 เครื่องนั้นจะใช้งบประมาณเพียง 4,000 ล้านบาท ประโยชน์ที่จะได้รับคือลดค่าพิมพ์ตำราเรียนลงได้ เล็งหั่นงบโฆษณารัฐมนตรี

"ผม กำลังคิดว่าจะห้ามบรรดารัฐมนตรีทำโฆษณาตัวเองเหมือนที่รัฐบาลที่ผ่าน มาทำ เพราะมองว่าไม่เกิดประโยชน์ เพื่อเอาเงินเหล่านี้ซื้อแทบเล็ตแจกเด็ก และน่าจะได้งบมากกว่านี้ซื้อแทบเล็ตแจกเด็ก และน่าจะได้งบมากกว่าที่ต้องจ่ายด้วยซ้ำ" สุชาติ กล่าวกับสื่อ

ทั้ง นี้เมื่อย้อนอดีตดูการใช้งบประมาณภาษีของประชาชน ในการนำเสนอผลงานของตนเองเมื่อเป็นรัฐบาล “พรรคไทยรักไทย” (ช่วงขาลงก่อนถูกทำรัฐประหาร) และ “พรรคประชาธิปัตย์” (ช่วงพีคสุดขีดเมื่อก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำพรรครัฐบาล) จะพบว่ามีการใช้เงินจำนวนมหาศาล และพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยตรวจสอบและก่นด่าพรรคไทยรักไทยนั้น ก็ใช้เม็ดเงินที่สูงไม่แพ้กัน ซึ่งอาจเป็นความพยายามสร้างภาพลักษณ์กลบข้อครหาที่ถูกกล่าวว่าเป็น “รัฐบาลที่ตั้งในค่ายทหาร”

0 0 0

6 ​เดือนแรกรัฐบาลไทยรักไทย (ช่วงขาลงก่อนการรัฐประหาร 2549) ใช้งบประมาณกว่า 1,100 ล้านบาท โฆษณาผลงานตัว​เอง

สิงหาคม 2549 - ทีมโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ระบุถึงการใช้งบประมาณประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานภาค รัฐ (ภายใต้การนำของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย) มีตัวเลขที่เป็นเงินภาษีประชาชนเป็นจำนวนมาก ล่าสุดตั้งแต่เดือนมกราคม — มิถุนายน 2549 พบว่า 6 เดือนที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐออกสปอตโฆษณาใช้งบประมาณไปทั้งหมด 1,020 ล้านบาท

โดย หน่วยงานที่ใช้งบประมาณสูงสุดในการโฆษณาประชาสัมพันธ์คือ สำนักนายกรัฐมนตรีใช้ถึง 291 ล้านบาท รองลงมาคือ กระทรวงศึกษาธิการ 111 ล้าน กระทรวงพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์ตามลำดับ

9 เดือนแรกรัฐบาลประชาธิปัตย์ ใช้งบประมาณ 2,848.5 ล้านบาท

ตุลาคม 2552 - บริษัท AC Nielsen ทำการสำรวจการใช้งบประมาณผ่านสื่อหลักของหน่วยงานภาครัฐช่วง 9 เดือนแรก ภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ พบว่ามีการใช้เม็ดเงินมากถึง 2,848.5 ล้านบาท ในขณะที่กันยายนเดือนเดียวมีการใช้งบประมาณมากถึง 399.3 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนเป็นสื่อทีวี ประมาณ 56.3% วิทยุ 19.7% หนังสือพิมพ์ 19.0% แมกกาซีน 1.1% โรงภาพยนตร์ 0.5% เอาต์ดอร์ 1.2% ทรานสิต 0.1% และสื่อในห้างสรรพสินค้า 0.1% ขณะที่สื่ออินเตอร์เน็ต ยังถือเป็นงบที่ใช้น้อยมาก ไม่ถึง 1%

หน่วย งานที่ใช้ งบโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสูงสุดได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี 29.7% จากตัวเลข 9 เดือนแรก 2,848.5 ล้านบาท และหน่วยงานที่ใช้รองลงมาคือ กระทรวงสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาภาครัฐจะกระจายงบผ่านสถานีโทรทัศน์ของภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ คือ ช่อง 5, 9 และ 11 หรือเอ็นบีที แต่เนื่องจากปีนี้ ภาครัฐมีความต้องการเข้าถึงกลุ่มประชาชนทั่วไปมากขึ้น ทำให้เริ่มมีการใช้งบกับสถานีโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมสูง คือ ช่อง 3 และช่อง 7 โดยสถานีโทรทัศน์ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ใช้งบสูงสุด คือ ช่อง 5 ประมาณ 28.5% ช่อง 9 ใช้ 26.8% ช่อง 11 ใช้ 22.1% ช่อง 3 ใช้ 11.7% และช่อง 7 ใช้ 10.9%


วาทะเด็ด
“หาก จะ​ให้​การ​เมืองสร้างสรรค์ ต้องปรับช่องทาง​การสื่อสาร​ให้​เป็นธรรมมากกว่านี้ ​เปิด​โอกาส​ให้ฝ่าย​ซึ่งอาจจะ​เห็น​ไม่ตรงกับรัฐบาล ​หรือ​เห็น​ไม่ตรงกับฝ่ายอื่น มี​โอกาสออก​ในช่องทาง​การสื่อสารมวลชน ผมคิดว่าจะลดวิกฤต​ได้ ผมคิดว่าสื่อสารอย่าง​ไร​ให้​การ​เมืองสร้างสรรค์นั้น ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของทุกฝ่ายเป็นสำคัญ ​และขึ้นอยู่กับ​การ​ให้​ความ​เป็นธรรม​ในช่องทาง​การสื่อสาร​เป็นสำคัญ”
สาทิตย์ วงศ์หนอง​เตย
อภิปรายงานสัมมนา ม.​เกริก
หัวข้อ ‘สื่อสารอย่าง​ไร ​ให้​การ​เมือง​ไทยสร้างสรรค์’
23 ส.ค.49
ดูบทวิจารณ์เกี่ยวกับ "สาทิตย์ วงศ์หนองเตย" ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ...
ชำแหละคอนเน็กชั่นยุค “สาทิตย์” ฟาดงบ ปชส.รัฐ 141 ล้าน
“สาทิตย์-มล.พอยศ” และงบ พี.อาร์.รัฐกว่า 39 ล้าน

สัมภาษณ์ นิพนธ์ บุญญามณี: 3 สาเหตุเพื่อไทยแพ้ที่ชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มี “นิพนธ์ บุญญามณี” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญ ในฐานะผู้ดูแลพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2544

“นิพนธ์ บุญญามณี” บอกเล่าถึงที่มาของชัยชนะคราวนี้อย่างไม่ปิดบังว่า มาจาก 3 สาเหตุด้วยกัน 3 สาเหตุที่ว่ามีอะไรบ้าง เชิญอ่านได้ ณ บัดนี้

0 0 0 0 0

เข้ามารับผิดชอบดูแลการเลือกตั้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่เมื่อไหร่

ตั้งแต่ ปี 2544 พอปี 2547 ผู้สมัครของพรรคใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ย้ายไปอยู่พรรคไทยรักไทยหลายคน มีแพทย์หญิงพรพิชญ์ พัฒนกุลเลิศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส นายเจ๊ะอิสมะแอ เจ๊ะโมง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี นายวัยโรจน์ พิพิธภักดี อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี

ผมเป็นคนคัดตัวผู้สมัครรับ เลือกตั้งคนใหม่ของพรรคแทนคนเก่า ก็ได้นายอันวาร์ สาและ นายซาตา อาแวกือจิ และนายอิสมาแอล เบญอิบรอฮีม ผลการเลือกตั้งผมพลาดไปหนึ่งที่นั่งเท่านั้น

สมัย นั้น นายกูเฮง ยาวอฮาซัน ที่ครั้งล่าสุดลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส เขต 1 พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นประธานสาขาพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานสาขาพรรคที่ผมรักมาก

เดิมทีผมวางตัวให้นายกูเฮงลงสมัครรับ เลือกตั้งเขต 3 สู้กับนายนัจมุดดีน อูมา จากพรรคไทยรักไทย วางตัวหมอพรพิชญ์ ลงเขตเมือง หรือเขต 1 ส่งนายเจะอามิงไปสู้กับนายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ จากพรรคไทยรักไทย ที่เขต 4 นายเจะอามิงยอมไปทั้งๆ ที่รู้ว่าโอกาสแพ้มีมากกว่าโอกาสชนะ เพราะคะแนนนายเจะอามิงดีที่เขต 1 ไม่ใช่เขต 4

พอหมอพรพิชญ์ ออกจากพรรคประชาธิปัตย์ พ่อของนายกูเฮงคือ นายกูเซ็ง ยาวอหะซันบอกว่า จะให้นายวัชระ ยาวอหะซัน น้องชายนายกูเฮงลงเขตเมืองคือ เขต 1 แทนหมอพรพิชญ์ ผมบอกว่าไม่ได้ ผมต้องให้นายเจะอามิง โตะตาหยง ลงเขต 1 เพราะในวันที่พรรคให้นายเจะอามิงไปสู้กับนายอารีเพ็ญ ที่เขต 4 นายเจะอามิง ยังไปตามที่พรรคสั่ง ทั้งที่มีแนวโน้มจะแพ้สูงมาก ถ้าผมไม่ให้นายเจะอามิงกลับมาลงเขต 1 ผมไม่มีเหตุผลที่จะพูดกับนายเจะอามิง ผมทำแบบนั้นไม่ได้

พอเป็นแบบนี้ นายกูเฮงก็ไม่อยากลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ ทางพรรคชาติไทยก็รับไป ผมเตรียมใครไม่ทัน เลยพลาดให้พรรคชาติไทยไป 1 ที่นั่ง ผมได้ไป 11 ที่นั่ง จากทั้งหมด 12 ที่นั่ง เป็นช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

พอปี 2550 พรรคประชาธิปัตย์ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แค่ 5 ที่นั่ง จาก 12 ที่นั่ง พลาดไป 7 ที่นั่ง ในจำนวนนี้พลาดให้กับพรรคเพื่อแผ่นดิน 3 คน เนื่องจากกระแสของหมอแว หรือนายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะมาแรงมาก

ส่วนอีก 4 ที่นั่ง เราไปแพ้นายนัจมุดดีนกับกลุ่มของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ลงสมัครในนามพรรคพลังประชาชน ช่วงนั้นเหตุการณ์รุนแรงมาก เราไม่กล้าปราศรัยในพื้นที่ ออกปราศรัยได้ไม่มากเท่ากับรอบนี้

รอบ นี้ ผมรับผิดชอบดูแลการเลือกตั้งในจังหวัดนราธิวาส กับจังหวัดยะลา ส่วนจังหวัดปัตตานี ทางเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับทีมงานเป็นผู้รับผิดชอบ

คราวนี้ เราปราศรัยได้มากกว่าครั้งก่อน ลงพื้นที่พบปะผู้คนตามตลาดได้มากขึ้น จึงได้รับการต้อนรับจากประชาชนดีขึ้น เราจึงมั่นใจมากขึ้นและทำให้คนมั่นใจเรามากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในตัวเมือง เช่น อำเภอสุโหงโก–ลก จังหวัดนราธิวาส อำเภอเบตง จังหวัดยะลา นอกเมืองเสียงพรรคประชาธิปัตย์ไม่คอยดี แต่ในตัวเมืองคะแนนเสียงเราดี

ผม ไปปราศรัยที่เบตง ผมรู้และมั่นใจมากเลยว่า คนเบตงเลือกเรา สมัยก่อน 5–6 โมงเย็นคนก็ไม่อยู่ฟังเราปราศรัยแล้ว แต่คราวนี้คนอยู่กับเรา จนถึง 4–5 ทุ่ม แรกๆ ผมบอกบ่ายๆ เลิกได้แล้ว แต่คนก็ยังอยู่ ที่สุไหงโก–ลก คิดจะเลิกปราศรัยช่วงบ่ายๆ แต่คนยังอยู่อีก

ปราศรัยเสร็จเรายังเดิน ต่อในตลาด ตอนกลางคืนปราศรัยอีกรอบ ทำให้เรามั่นใจมากขึ้น เพราะคนมาฟังปราศรัยมากขึ้น ได้มีโอกาสพูดคุยทำความเข้าใจกันมากขึ้น ทำให้คนเข้าใจเรามากขึ้น

พรรคประชาธิปัตย์อธิบายให้รู้ว่า ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา เราได้ทำอะไรที่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นที่บ้าง บางครั้งลงพื้นที่กับนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ พอมีโอกาสพูดคุยกับชาวบ้าน จากประสบการณ์เรามองสายตาชาวบ้าน เรารู้และมั่นใจเลยว่า เราจะได้คะแนนจากเขาแน่นอน

มองความความพ่ายแพ้ของวาดะห์อย่างไร ในฐานะที่ต่อสู้กันมานานหลายปี

ผม คิดว่า การที่กลุ่มวาดะห์ในพรรคเพื่อไทย เสนอนโยบายนครปัตตานี ถึงแม้กลุ่มคนข้างบนตอบรับก็จริง แต่องค์กรปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ไม่ยอมรับ เพราะชูแต่นครปัตตานีอย่างเดียว ไม่ได้เสนอรูปธรรมที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาสามจังหวัด เสนอแต่รูปแบบนครปัตตานี

นครปัตตานีมีต้นคิดจากพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตประธานพรรคเพื่อไทย เมื่อพล.อ.ชวลิตลาออกจากพรรคเพื่อไทย กลับไปพรรคความหวังใหม่ คนของพรรคเพื่อไทยไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้ ขณะที่พรรคความหวังใหม่ก็เสนอนโยบายนี้ด้วย ทำให้เกิดความสับสนระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคความหวังใหม่ว่า ใครเป็นเจ้าของนโยบายนครปัตตานีกันแน่

ขณะเดียวกันรูปแบบนครปัตตานี ก็ยังไม่ชัดว่าเป็นอย่างไร มีภารกิจอะไรบ้าง ต่างกับองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วอย่างไร นักการเมืองท้องถิ่นปัจจุบันจะอยู่ หรือจะไป จะมีบทบาทในนครปัตตานีอย่างไร นครปัตตานีจะทำหน้าที่ซ้ำซ้อนกับเทศบาลหรือไม่ องค์การบริหารส่วนตำบลจะยังมีอยู่ไหม จะเหมือนกรุงเทพมหานครหรือเปล่า

ถ้า นครปัตตานีเหมือนกรุงเทพมหานคร ก็เท่ากับเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั่นเอง ต่างกันเพียงแค่อำนาจบางตัวเท่านั้น คุณต้องตอบให้ได้ว่า นครปัตตานีจะมีอำนาจจัดกำลังทหารเองได้ไหม มีอำนาจออกหนังสือเดินทางเองได้ไหม มีอำนาจดำเนินการต่างประเทศได้ไหม มีอำนาจจัดเก็บภาษีได้แค่ไหน หรือยังต้องให้ส่วนกลางจัดเก็บให้

ถ้า คุณบอกว่า คุณมีทุกอย่างที่ผมพูดมาแสดงว่า คุณเป็นรัฐอิสระแล้ว ถ้าคุณบอกว่าไม่มี ก็ไม่ต่างอะไรกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน

ที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอว่า จะกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ด้วยการถ่ายโอนภารกิจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น ถ่ายโอนงบประมาณให้มากขึ้น อันนี้พรรคประชาธิปัตย์พูดชัดเจน ไม่เสนออะไรใหม่ เราเดินหน้ากระจายอำนาจ เดินหน้ากระจายรายได้ให้กับองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น

ผมคิดว่านอกจาก เรื่องนครปัตตานีแล้ว สาเหตุที่กลุ่มวาดะห์ หรือพรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้ ยังมีส่วนสำคัญมาจากการเสียชีวิตครั้งใหญ่ ในเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ และการประท้วงที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส และการจับกุมปราบปรามผู้ต้องสงสัยอยู่ในขบวนการก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง ในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อันนี้เราได้จากปากของผู้นำมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยตัวเอง

อีกประเด็นที่มีการพูดกันมากก็คือ การชูผู้หญิงขึ้นมาเป็นผู้นำของพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่ได้รับการยอมรับจากคนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อคะแนนของพรรคเพื่อไทยพื้นที่นี้

ข้อเสนอของพรรคมาตุภูมิเรื่องทบวงบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างไร

ถ้า ดูดีๆ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ไปไกลแล้ว ขณะที่ทบวงมีรัฐมนตรีดูแล แต่ศอ.บต.กลับขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี มีนายกรัฐมนตรีดูแลโดยตรง ทั้งด้านความมั่นคงและการพัฒนา

เหตุที่ พรรคประชาธิปัตย์เลือกใช้รูปแบบนี้ เพราะนายกรัฐมนตรีดูแลด้านความมั่นคง ผ่านกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยนั่งเป็นผู้อำนวยการกอ.รมน.ด้วยตัวเอง

ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีก็ ดูแลด้านการพัฒนา ผ่านศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่พระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2554 ถึงแม้นายกรัฐมนตรีสามารถมอบอำนาจให้ใครดูแลแทนก็ได้ แต่ก็ไม่ได้มอบหมายให้ใครดูแล นายกรัฐมนตรีเลือกที่จะดูแลศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยตัวเอง

เราจึงพูดได้ว่า พื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นกับนายกรัฐมนตรี ทั้งด้านความมั่นคง ด้านการพัฒนา และงบประมาณโดยตรง ไม่ต้องผ่านรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง เท่ากับตลอด 5 – 6 เดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีดูแลปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยตัวเอง

มีความเห็นอย่างไร ต่อแนวคิดจะยุบศูนย์อำนวยการบริหารจังวัดชายแดนภาคใต้

พรรคเพื่อไทยจะยุบศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาเป็นนครปัตตานี

เรา ต้องเขาใจบทบาทก่อนว่า ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ราชการส่วนท้องถิ่น เป็นราชการส่วนกลางที่มาอยู่ในส่วนภูมิภาค มีเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ลงมาอยู่ในพื้นที่ ลงมาประสานหน่วยราชการส่วนภูมิภาค และส่วนกลางที่มาปฏิบัติอยู่ในพื้นที่

กฎหมาย เขียนว่าการพัฒนาใดๆ ที่จะทำใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ จะต้องปรากฏอยู่ในแผนเสียก่อน ถึงจะของบประมาณได้ เท่ากับให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นผู้ประสานโครงการพัฒนาพื้นที่ทั้งหมด เพื่อความเป็นเอกภาพ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนในอดีต

ในอดีตศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ไม่มีอำนาจหน้าที่อย่างนี้ จะของบประมาณก็ต้องขอผ่านองค์กรอื่น แต่กฎหมายใหม่ให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ของบประมาณได้เอง พัฒนาพื้นที่ได้เอง เพื่ออุดช่องว่างของการพัฒนาที่เป็นอยู่

นอกจาก จัดงบประมาณได้เองแล้ว ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลข้าราชการที่ย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่ ถ้าคนไหนสร้างเงื่อนไขไม่ดี สร้างเงื่อนไขให้เกิดความไม่เป็นธรรมในพื้นที่ พูดตรงๆ คือรังแกชาวบ้าน สร้างเงื่อนไขให้เกิดความเกลียดชังรัฐ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถย้ายข้าราชการคนนั้นออกจากพื้นที่ได้ทันที ยาชนิดนี้ออกฤทธิ์แล้ว ขณะนี้เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ย้ายตำรวจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 9 คน ออกนอกพื้นที่ไปแล้ว 9 คน

อำนาจ นี้เป็นเขี้ยวเล็บของศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าข้าราชการคนไหนทำดี ดูแลบ้านดูแลเมือง ดูแลประชาชน แม้ไม่ได้สังกัดศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถเสนอให้เลื่อนขั้นได้ ทุกกระทรวง จะมาบอกว่าศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นยักษ์ไม่มีกระบองไม่ได้แล้ว

นอกจากนั้น ศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังทำเรื่องเศรษฐกิจด้วย ผมเป็นคนเพิ่มเติมมาตรานี้เข้าไปในกฎหมาย ให้ศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถกำหนดพื้นที่ใดเป็นเขตพัฒนาพิเศษได้ เช่น ประกาศให้พื้นที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เป็นเขตอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล เป็นต้น

จะประกาศพื้นที่ใด อำเภอใดอำเภอหนึ่งก็ได้ จะประกาศให้อำเภอเบตง จังหวัดยะลา อำเภอสุไหงโก–ลก เป็นเขตท่องเที่ยวท่องเที่ยวพิเศษก็ได้ โดยไม่ต้องขอส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment: BOI) ศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถกำหนดเงื่อนไขเองได้เลย

ทำไมถึงทำได้ เพราะศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ถ้าศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้อนุมัติ ก็เท่ากับคณะรัฐมนตรีอนุมัติ

มองอนาคตของกลุ่มวาดะห์อย่างไร

ผม คิดว่าเขาก็คงต้องปรับกลยุทธ์ วันนี้มันเร็วเกินไปถ้าจะบอกว่า เขาต้องปรับอะไร ต้องลองดูว่า หลังจากพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินแล้ว จะแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร สิ่งใดบ้างที่เขาจะเพิ่มเติม สิ่งใดบ้างที่เขาจะรื้อออก ต้องรอดูความชัดเจนก่อนว่า จะมีการสร้างเงื่อนไขอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

วันนี้ ถ้าผมส่งสัญญาณบอกรัฐบาลใหม่ได้ ผมอยากจะบอกว่า ต้องระมัดระวังในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลใหม่จะต้องไม่สร้างเงื่อนไขให้เกิดความหวาดระแวงขึ้นในพื้นที่

ต้อง ยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมา มีความไม่เชื่อมั่นกันในพื้นที่ พี่น้องไทยพุทธ กับพี่น้องมุสลิมหวาดระแวงกัน เจ้าหน้าที่รัฐทำหลายสิ่งหลายอย่างให้เกิดความระแวง เช่น โจรนินจา จำได้ไหม คำว่านินจามาจากคนแต่งชุดดำ ไม่รู้เป็นใคร แต่ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ พฤติกรรมอย่างนี้อย่าทำ

รวม ทั้งส่งสัญญาณผิดๆ ว่า ใครที่ลงไปในพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าผลงานการปราบปรามดี จะได้ขึ้นเงินเดือนเร็วๆ ได้เลื่อนตำแหน่งเร็วๆ จากรองผู้กำกับเป็นผู้กำกับ จากรองสารวัตรเป็นสารวัตร อย่างนี้อย่าทำ เพราะนั่นคือการวัดที่ปริมาณ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการอุ้มฆ่า ซ้อมทรมาน อย่าทำให้เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นในพื้นที่

คงต้องรอดูก่อนว่า รัฐบาลใหม่จะแถลงนโยบายดูแลแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร จะสานต่อหรือจะรื้อโครงสร้างที่มีอยู่ ต้องดูความชัดเจนก่อน เรื่องเหล่านี้ทั้งหมด มันมีผลต่อการดำรงอยู่ของกลุ่มวาดะห์

มองสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร

ผม เชื่อว่าสถานการณ์ดีขึ้น แม้จะมีเหตุร้ายอยู่บ้าง ดูจากความมั่นใจของประชาชน มองจากการจับจ่ายซื้อของที่ตลาด การค้าขายในพื้นที่ ดูที่ร้านค้ารู้เลยว่าดีขึ้น ร้านค้าสมัยก่อนปิดหมด คนอพยพหนีหมด

ต้องเข้าใจว่า ทำไมการเลือกตั้งรอบนี้ จังหวัดสงขลา มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มจาก 8 ที่นั่ง เป็น 9 ที่นั่ง ขณะที่จังหวัดนราธิวาสลดลงจาก 5 ที่นั่ง เหลือ 4 ที่นั่ง เพราะผู้คนอพยพหนีออกจากนราธิวาสมาอยู่สงขลา

นั่นชี้ให้เห็นว่า คนขาดความมั่นใจในพื้นที่ เป็นตัวชี้ว่าพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีความมั่นใจในชีวิตและทรัพย์สิน เขาจึงย้ายมาอยู่ในที่ที่ปลอดภัยมากกว่า อย่าว่าแต่คนไทยพุทธที่ย้าย พี่น้องมุสลิมก็ย้ายเข้าไปอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไปซื้อหมู่บ้านจัดสรรที่นั่น นี่คือตัวชี้วัดว่า ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา คนไม่มั่นใจความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ดังนั้นต้องหาที่ปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะคน 4,000 กว่าคน ที่ตายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ไม่ใช่พี่น้องไทยพุทธเท่านั้น พี่น้องมุสลิมก็เสียชีวิตด้วย บางคนยังไม่รู้ว่า เกิดจากการกระทำของใคร ยิ่งเราชี้ชัดไม่ได้ว่าใครทำ ยิ่งสร้างความหวาดระแวงระหว่างพี่น้องไทยพุทธและพี่น้องมุสลิม

เมื่อ เราไม่รู้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จึงประกาศชัดว่า ต้องไม่สร้างเงื่อนไข เจ้าหน้าที่รัฐคนไหนสร้างเงื่อนไขอยู่ในพื้นที่ไม่ได้ เราไม่ปล่อยให้ไปสร้างความหวาดระแวงขึ้นในพื้นที่ ความมั่นใจก็มีมากขึ้น ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีมากขึ้น แต่มันก็ไม่หมดไปเสียทีเดียว

สำหรับ เหตุร้าย ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศมุสลิมก็ยังมีเหตุร้ายเกิดขึ้น ในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซีย ยังต้องรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ตามโรงแรมต่างๆ มีการใช้เครื่องตรวจ มากกว่าในประเทศไทยด้วยซ้ำ

ประเทศปากีสถาน ประเทศอินเดีย เหตุร้ายมีไหม มี แต่ประเทศเหล่านั้นล้วนสร้างเงื่อนไข ก่อให้เกิดความหวาดระแวงกับมุสลิมคือ ไปรับใช้ประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เป็นต้น

เราต้องระมัด ระวัง เงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ จะต้องไม่เกิด เราจะใช้ 2 มาตรฐานกับพี่น้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้ การบังคับใช้กฎหมายต้องมาตรฐานเดียว ใครทำผิด ไม่ว่าพุทธหรือมุสลิม จะต้องถูกดำเนินคดีโดยกฎหมายฉบับเดียวกัน และทุกคนต้องได้รับความคุ้มครอง นี่คือหลักการที่พรรคประชาธิปัตย์ยึดถือ

ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้มาก เพราะถ้าความมั่นใจเกิดขึ้น ทุกอย่างจะตามมา การลงทุนจะตามมา การใช้จ่ายก็ตามมา ตอนนี้ในเขตเมืองเป็นอย่างนี้ ทั้งเมืองปัตตานี ยะลา เบตง สุโหงโก–ลก นราธิวาส แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับปี 2547–2549 อันนี้ผมกล้ายืนยัน

นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ไปเดินในตลาดเทศบาลตำบลคอกช้าง อำเภอธารโต จังหวัดยะลา บนเส้นทางไปอำเภอเบตง เดินทุกแผงลอยแจกบัตรหแนะนำตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วยตัวเอง ถ้าเป็นปี 2547–2548 ไม่มีใครกล้าเดิน

สิ่งเหล่านี้บ่งบอกว่า ความมั่นใจของคนมีมากขึ้น เมื่อเรามีโอกาส เราเชื่อว่า ราคาพืชผลการเกษตร ราคายางพาราราคาดีขึ้น ราคมปาล์มน้ำมันราคาดีขึ้น ส่งผลให้พี่น้องใน 3 จังหวัด ซึ่งส่วนมากเป็นเกษตรกรสวนยางพารา และเริ่มปลูกปาล์มกันมากขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน

เรามั่นใจว่า เราทำให้เศรษฐกิจชุมชนดีขึ้น สามารถไปดูได้ เช่น การวางปะการังเทียม ทำให้ชาวบ้านจับปลาได้มากขึ้น ไปดูได้เลยที่อำเภอปะนาเระ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี โครงการต่างๆ ที่ลงไปมีผลต่อเนื่อง พี่น้องชาวประมงชายฝั่ง ตั้งแต่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ถึงจังหวัดนราธิวาส มีชีวิตที่ดีขึ้น จับปลาได้มากขึ้น มีรายได้เข้าครัวเรือนมากขึ้น อันนี้เป็นตัวชี้วัดตัวหนึ่งว่า ทำไม สถานการณ์ถึงได้ดีขึ้น

นโยบายอื่นๆ มีผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ เช่น นโยบายเรียนฟรี 15 ปี

เป็น นโยบายที่จับต้องได้ เช่นเดียวกับนโยบายดูแลผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุถามว่าพรรคอะไรนะที่ให้เงินผู้สูญอายุเดือนละ 500 บาท เราก็บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์

ที่นราธิวาส เราทุ่มเทกับพื้นที่นี้พอสมควร ผมจะพูดเรื่องความยุติธรรมเป็นหลัก เพราะเป็นหัวใจหลักของจังหวัดชายแดนภาคใต้

เรา ขอชี้แจงว่า เราไม่ได้สร้างเงื่อนไข อุ้มฆ่าไม่มี ทุกอย่างให้ดำเนินไปตามตัวบทกฎหมาย ถ้าผิดก็คือผิด ไม่ผิดก็ไม่ผิด ปล่อยตัวไปแล้วมาเยียวยา เยียวยาคนที่ถูกกระทำ กระทรวงยุติธรรมลงไปดูแลทั้งหมด คนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกจับกุมแล้วศาลตัดสินว่าไม่ผิด หรือว่าถูกจับกุมแล้วปล่อยตัวไป กระทรวงยุติธรรมลงมาดูแล ทั้งหมด นี่คือนโยบายของรัฐบาล

ผมคิดว่าวันนี้หลังจากทุกฝ่ายลงมาทำงาน แม้บางนโยบายจะมีความบกพร่องอยู่บ้าง เราก็ต้องยอมรับ การรั่วไหลของงบประมาณถ้าจะเกิดขึ้นบ้าง เราต้องยอมรับไปแก้ไขปรับปรุง รัฐบาลที่จะมารับงานต่อก็ต้องระวัง ต้องดูแลเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การอ้างประชาชนในพื้นที่ แล้วของบประมาณมากๆ อันนี้ก็ต้องระวัง

งบประมาณการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วง 2 ปี ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเป็นอย่างไร

มี งบประมาณลงมามากทุกปี ตั้งแต่สมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ถึงแม้รัฐบาลปัจจุบันให้งบกับจังหวัดชายแดนภาคใต้มาก แต่ว่าช่วงก่อนโน้นใช้ไปใช้ในเรื่องความมั่นคงมาก ซื้ออุปกรณ์ทางการทหาร มากกว่าใช้ในการพัฒนา แต่ในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เราปรับงบประมาณมาใช้ในด้านการพัฒนา มากกว่าด้านความมั่นคง

แม้ให้งบ ด้านพัฒนามากกว่าด้านความมั่นคง ก็ยังมีคนถามว่า ทำไมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ยังใช้งบประมาณมาก จริงๆ แล้วกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ใช้งบประมาณด้านการข่าวกับการพัฒนาชาวบ้านมากขึ้น ใช้ด้านการทหารน้อยลง

มี การปรับสัดส่วนตัวเลขงบประมาณคือ ดูตัวเลขกลมๆ อาจจะเท่ากับในอดีตคือ ประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี แต่เดิมใช้ในเรื่องความมั่นคงหรือการทหารมาก เราก็ปรับลดสัดส่วนนี้ลง มาใช้ในเรื่องการพัฒนามากขึ้น ในวงเงินที่ใกล้เคียงกับวงเงินเดิม

ถ้าลดกำลังทหารลง จะมีผลต่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร

การ ลดกองกำลังลงเป็นสิ่งที่จำเป็น สำหรับกำลังที่มาจากต่างถิ่น ปัญหาคือ เราต้องมีความมั่นใจให้ได้ว่า ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ต้องได้รับการดูแล รัฐต้องดูแลให้ได้ ถ้ารัฐไม่สร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้น ก็ไปเข้าทางฝ่ายตรงข้ามที่ต่อต้านอำนาจรัฐ

เพราะฉะนั้น การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ ประชาชนในพื้นที่ จึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ในอนาคตเราไม่จำเป็นต้องเอาทหารจากต่างถิ่นมา เพราะมีความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม การดำเนินชีวิต การเอาคนต่างถิ่นมา พอครบหกเดือน หรือปีหนึ่ง เขาก็ต้องกลับไปบ้าน คนมาใหม่ก็ต้องเริ่มต้นงานใหม่ เราจึงหันมาใช้กำลังในท้องถิ่นแทน

กำลัง ท้องถิ่นที่ว่าคือ จากทหารก็มาใช้ อส. (กองอาสาสมัครรักษาดินแดน) กองกำลังพัฒนา หรือกองพลพัฒนาที่มาตั้งในพื้นที่ จะเป็นแค่กองกำลังที่มาดูแลเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

อย่าง น้อยที่สุด พี่น้องประชาชนในพื้นที่ต้องมีความอดทน หากเกิดเหตุอะไรขึ้นมา รัฐจะได้ช่วยคุ้มครอง แต่ถ้าไม่มีความมั่นใจก็จะมีเหตุการณ์ย้ายถิ่น หรือทิ้งพื้นที่เกิดขึ้นอีก เราไม่ต้องการให้คนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ทิ้งพื้นที่ ระยะหลังมานี้ การทิ้งพื้นที่มีน้อยลงมากแล้ว เรียกว่าเลือดหยุดไหลแล้วก็ได้

วันนี้ คนที่เคยขายที่ดินอยากจะกลับไปอยู่ที่เดิมด้วยซ้ำ เพราะเศรษฐกิจดีมาก ทุกอย่างผมไม่ได้พูดเอง เรื่องเศรษฐกิจต้องว่าด้วยตัวเลข ต้องลงไปดูในเชิงประจักษ์ให้ได้ว่า วิถีชีวิตเป็นอย่างไร

บทบาทในฐานะฝ้ายค้าน จะดูแล 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร

ฝ่ายค้านเองต้องดูแลไม่ให้รัฐทำอะไรตามอำเภอใจ รัฐจะทำอะไรตามอำเภอใจหรือจะทำเลยเถิดตามที่ตัวเองต้องการไม่ได้

วันนี้ ตัวบทกฎหมาย ตามหลักการยุติธรรมต้องมีอยู่ ฝ่ายค้านเองต้องควบคุม นโยบายของรัฐบาล ต้องควบคุมการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ เราตั้งกระทู้ถามปัญหาชายแดนภาคใต้กับรัฐบาลได้ ไม่ว่ากระทู้สดหรือ หรือกระทู้แห้ง

มากไปกว่านั้น เราเอาเรื่องนี้มาเป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสภาได้ ถ้ารัฐบาลทำอะไรที่จะนำไปสู่ความแตกแยกมากขึ้น ทำแล้วจะทำให้สถานการณ์ในพื้นที่รุนแรงขึ้น ฝ่ายค้านขอเปิดอภิปรายได้ ถามรัฐมนตรีหรือรัฐบาลได้ นี่คือแนวทางในการควบคุมดูแลของฝ่ายค้าน

การเคลื่อนไหวในพื้นที่จะทำอย่างไร

การ จัดตั้งองค์กรเพื่อดูแลพื้นที่ อันนี้สำคัญ พรรคต้องทำต่อเนื่องอยู่แล้ว ไม่ว่าในฐานะพรรคการเมืองหรือผู้แทนราษฎร พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องยอมรับว่า เสียงข้างมากคือเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ยังไงเราก็ไม่ทิ้งพื้นที่นี้ ไม่ว่าเป็นการลงมาเยี่ยมพบปะพี่น้องประชาชน หรือการหยิบยกปัญหาต่างๆ เสนอต่อรัฐบาล

เวลาพิจารณางบประมาณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเอง ก็ต้องเข้าไปเป็นกรรมาธิการการพิจารณางบประมาณอยู่แล้ว แม้จะของบประมาณเพิ่มเติมไม่ได้ แต่ก็มีงบประมาณที่จะไปดูแลพื้นที่ให้เป็นไปตามความต้องการของพื้นที่ได้

ตอน นี้ไม่มีตัวแทนฝ่ายรัฐบาล หรืออาจจะไม่มีรัฐมนตรีจากภาคใต้ด้วยก็ได้ ในขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่นี้เป็นพรรคฝ่ายค้านทั้งหมด ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคมาตุภูมิ วันนี้ รัฐบาลจะทำอะไรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ต้องระมัดระวัง ยิ่งไม่มีตัวแทนของตัวเองอยู่ในพื้นที่ ก็ยิ่งต้องฟังฝ่ายค้านมากขึ้น

หนังสือต้องอ่าน(ยังไม่ต้องห้าม):เทวาสายัณห์

ที่มา Thai E-News


ที่มา zenjournalist

หนังสือ“เท วาสายัณห์: มรณกรรมของประชาธิปไตยแบบไทย” (แปลจาก Thailand Unhinged: The Death of Thai-Style Democracy) เป็นหนังสือที่วิพากษ์การเมืองและความเป็นไปในสังคมไทยอย่างถึงแก่น

โดยเฉพาะในช่วงที่เมืองไทยตกอยู่ในภาวะวุ่นวายหลังจากการรัฐประหารขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร

ผู้ เขียนมองว่า วิกฤตการณ์การเมืองไทยที่เป็นมาอย่างต่อเนื่อง สามารถอธิบายได้จากการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงเวลาหลังจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกโค่นล้มไป

ซึ่งจะพบว่าเต็มไปด้วยความพยายาม อย่างเป็นระบบของพวกชนชั้นปกครองที่ไม่ได้ มาจากการเลือกตั้ง ที่จะขัดขวางไม่ให้ประชาธิปไตยในเมืองไทยพัฒนาไปได้ เนื่องจากหวังจะกุมอำนาจไว้ในมือตน สถาบันการเมืองถูกบ่อนทำลาย ทำให้ไร้พลังอย่างต่อเนื่อง ความหวังหรือความพยายามใดๆของประชาชนที่จะได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริงก็ ถูกปราบปรามตลอดเวลา

ในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนมองว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2553 ซึ่งหลายอย่างเป็นโศกนาฏกรรม เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงมรณกรรมของ “ประชาธิปไตยแบบไทย” ซึ่งเป็นระบอบการปกครองของประเทศมาได้ 50 ปีแล้ว

แม้ ระบอบการปกครองแบบนี้จะหยิบยืมเปลือกนอกบางอย่างของประชาธิปไตยมาใช้ แต่ก็สงวนสิทธิ์ในการบริหารประเทศให้อยู่ในมือ “คนดี” ที่มีชาติตระกูล มีสถานะทางสังคมสูงและมีฐานะร่ำรวย

แต่ละบทในหนังสือเล่มนี้มีลีลาการเขียนที่ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม และวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่ไว้หน้าใคร

หนังสือ เล่มนี้จึงเป็นงานเขียนที่แปลกออกไปจากปกติทั่วไป เพราะเป็นการผสมผสานระหว่างงานเขียนทางวิชาการ งานเขียนทางวารสารศาสตร์ และงานเขียนที่โจมตีความอยุติธรรมและกระตุ้นให้เกิดความต้องการเปลี่ยนแปลง สังคมในทางที่ดีขึ้น
สารบัญ:

คำนำ

1. รัฐประหารประชาธิปไตย
2. ในนามของพ่อ..
3. เผด็จการผู้ใหญ่
4. ขายตัวขายชาติ
5. แบบไทยโดยแท้
6. กบฏไพร่
7. พระเจ้าตายแล้ว

-อ่านฉบับย่อที่ zenjournalist
-ดาวน์โหลดฉบับเต็มตามลิ้งค์ http://khikwai.com/blog/wp-content/uploads/TEWASAYAN.pdf