WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 21, 2011

DeepSouthWatch: ไฟใต้หลังเลือกตั้ง (1): รัฐบาลใหม่กับ 3 ประเด็นใหญ่ใน ‘กระบวนการสันติภาพ’

ที่มา ประชาไท

การ เลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไปดูจะสำคัญโดดเด่นกว่าการเลือกตั้งหลาย ครั้งที่ผ่านมาหลายประการ เพราะในด้านหนึ่งมันเกิดขึ้นในท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองระดับชาติชนิด ที่สังคมการเมืองไทยไม่เคยประสบมาก่อน ผู้กำชัยชนะที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาบริหารการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จึง ถูกคาดหวังทั้งให้ทำและไม่ทำบางอย่างจากแทบทุกฝ่าย

ความขัดแย้งที่ ชายแดนใต้ก็เช่นกัน แม้ดูเหมือนว่าจะถูกจัดวางให้มีความสำคัญในระดับรองลงมา แต่บทบาทของรัฐบาลในการจัดการกับความรุนแรงก็สำคัญเสียจนกระทั่งว่าหลายพรรค การเมืองจำต้องหยิบยกนโยบายขึ้นมาประชันขันแข่งกันก่อนหน้าวันเลือกตั้ง กระทั่งสร้างประเด็นอภิปรายไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะบทสนทนาว่าด้วยการปรับโครงสร้างอำนาจการบริหารปกครอง การพูดคุยเพื่อสันติภาพ และการรื้อฟื้นและสถาปนาความยุติธรรมให้ผู้คนในพื้นที่สามารถสัมผัสได้จริง

ซึ่งทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่สัมพันธ์กับทิศทางของ “กระบวนการสันติภาพ” แทบทั้งสิ้น

ไม่ ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นใคร และจะเดินหน้าการดับไฟใต้อย่างไร จังหวะก้าวต่อจากนี้ เรื่องสำคัญอาจไม่ใช่การตั้งรับวิกฤตความรุนแรงเฉพาะหน้าและผลักดันการพัฒนา อย่างแยกส่วนดังที่ผ่านมา หากแต่คือเจตนารมณ์ทางการเมืองที่มุ่งมั่นผลักดัน “กระบวนการสันติภาพ” อย่างแน่วแน่ ซึ่งสิ่งนี้จะสะท้อนผ่านการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ภาคส่วนของสังคมได้ ร่วมกันมีบทบาทหาทางออก อันเป็นหนึ่งในปัจจัยชี้วัดดัชนีของสันติภาพในอนาคต

ก่อนวันเลือกตั้งราว 1 สัปดาห์ (27 มิถุนายน) ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และเครือข่ายได้ร่วมกันจัดงานเสวนาผสมนิทรรศการ “แสงเงากลางไฟใต้; ภาพอนาคตและการเมืองชายแดนใต้” (คลิกดูกำหนดการ) ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) ซึ่งในด้านหนึ่งเป็นการเปิดตัวหนังสือภาพ In Between; Restive South ของเครือข่ายช่างภาพข่าวชายแดนใต้ ในขณะที่ช่วงท้ายก็มีวงเสวนาที่มีหัวข้อว่า “ไฟใต้หลังเลือกตั้ง: ภาพอนาคตที่ควรเป็น” ก็มีเนื้อหาแหลมคมน่าสนใจ เนื่องจากเป็นการเปิดอภิปรายโดยผู้คลุกคลีกับการขับเคลื่อนผลักดันนโยบาย สาธารณะคนสำคัญ โดยสะท้อนประเด็นแนวทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงสำคัญ 3 เรื่องใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ควรเพ่งพิจารณา

ข้อเสนอและบทสนทนาที่เกี่ยว กับการสถาปนาความยุติธรรม การผลักดันการกระจายอำนาจ และกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพที่ไม่ว่าใครจะนั่งตำแหน่งหัวโต๊ะขององค์กร ฝ่ายบริหารควรต้องสนใจวางอยู่บนสมมติฐานเบื้องต้นว่า ประเด็นเหล่านี้นี่เองที่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะคลี่คลายความขัดแย้งที่ รุนแรงให้ทุเลาลงไป หรืออย่างน้อยก็นำพาความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันไปยังพื้นที่การต่อสู้ ต่อรองด้วยหนทางที่ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธห้ำหั่นกัน

รายงานชุดนี้ เป็นการเก็บประเด็นที่นำเสนอในการอภิปรายครั้งดังกล่าว โดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน โดยในตอนแรกจะเป็นการนำเสนอของผู้อภิปรายเป็นรายคน ส่วนในตอนหลังจะเป็นการแลกเปลี่ยนขัดเกลาประเด็นต่างๆ ให้ชัดเจนขึ้น

- กระจายอำนาจ -

เมธัส อนุวัตรอุดม

เมธัส อนุวัตรอุดม

นักวิชาการประจำสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า
คณะทำงานฝ่ายวิชาการ เครือข่ายประชาชนเพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ดาวน์โหลดไฟล์นำเสนอ
คลิกชมคลิปการเสวนา

ผม พูดในฐานะที่เป็น “คนนอก” แต่เป็นคนนอกที่เข้าไปทำงานกับเครือข่ายฯ ซึ่งอาจารย์ศรีสมภพ ก็เป็นหนึ่งในเครือข่ายที่ทำงานเรื่องการกระจายอำนาจ หลักๆ เรา (สถาบันพระปกเกล้า) อยากเข้าไปสนับสนุนให้ “คนใน” ทำงาน ถ้าทำอะไรได้ก็จะสนับสนุนกันไป วันนี้ผมจะพูดอยู่ 2-3 ประเด็น คือ ภาพในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจจะเป็นอย่างไร การกระจายอำนาจในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีอนาคตหรือหมดอนาคต? ภาพอนาคตดังกล่าวนี้สามารถแบ่งออกเป็น 3 ภาพ ได้แก่ ภาพแรก คือ ภาพการเคลื่อนไหวภายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เอง ภาพที่สอง คือ ภาพของการเคลื่อนไหวของคู่ขัดแย้งในที่นี้ คู่ขัดแย้งหลักก็คือ รัฐกับกลุ่มขบวนการ และภาพสุดท้าย ภาพของการเคลื่อนไหวที่เชื่อมต่อกับสังคมใหญ่

๐ ปัตตานีมหานครและประชาสังคม

ก่อน ที่จะพูดถึงภาพของการเคลื่อนไหว ผมอยากพูดถึงที่มาของการขบวนการขับเคลื่อนการกระจายอำนาจในจังหวัดชายแดนภาค ใต้ก่อน ว่าเริ่มต้นมาได้อย่างไร มีสมมติฐาน และฐานคิดอย่างไร มุมมองหนึ่งที่มาจากการศึกษาของคนที่ทำงานเรื่องกระจายอำนาจ เรามองว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้น หลักๆ แล้วเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ และศาสนา คู่ขัดแย้งหลักในที่นี้ก็คือรัฐไทยกับกลุ่มขบวนการฯ

เมื่อ เรามองความขัดแย้งเป็นแบบนี้ คำถามในใจของเรา คือ คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้คิดอะไร? ต้องการอะไร? อยากจะได้อะไร? และอยากจะเห็นการเมืองการปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างไร? สิ่งนี้เป็นคำถามตั้งต้น

หลังจากนั้นเราก็เปิดเวที 50 เวที มีผู้เข้าร่วม 1,427 คน ทั้งพุทธและมุสลิม มีเครือข่ายจากหลายกลุ่มที่ร่วมกันทำ เราพยายามที่จะเข้าถึงและรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับความ ขัดแย้ง ทั้งกลุ่มเยาวชน อุสตาส โต๊ะครู ทหาร ตำรวจ ปกครอง ฯลฯ โดยหลักการที่ว่า “คนในทำ คนนอกหนุน”

สิ่งที่เราได้จาก 50 เวที คือ ความต้องการของประชาชน 8 ประการ (ดู ร่างรายงานฉบับเต็มที่ เอกสารเพื่อการปรึกษาหารือ ร่างที่ 7 - ปัตตานีมหานครภายใต้รัฐธรรมนูญไทย: ความพยายามในการแสวงหาแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาค ใต้ผ่านการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ) สิ่งนี้เราจะใช้เป็นฐานในการมองภาพอนาคต แต่ก็ต้องเน้นย้ำด้วยว่านี่คือความต้องการส่วนหนึ่งของประชาชนในพื้นที่ เพราะว่าเราทราบดีว่าการฟังความคิดเห็น 50 เวทีเองก็ก็มีข้อจำกัดหลายประการ ความต้องการของประชาชนทั้ง 8 ข้อ มีดังนี้

ประการแรก พวกเขาต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ และยังอยู่ภายใต้รัฐไทย

ประการที่สอง คือ มีความเป็นธรรม มีการปกครองที่เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติคำนึงถึงอัตลักษณ์ ทั้งของคนส่วนใหญ่และคนส่วนน้อยในพื้นที่

ประการ ที่สาม เกี่ยวกับผู้บริหารสูงสุด เสียงที่สะท้อนในเวทีบางส่วนไม่ได้บอกว่าเขาอยากจะให้มีการเลือกตั้ง แต่ก็มีบ้างที่บอกว่าอยากเลือกตั้งผู้ว่าหรือผู้บริหารสูงสุด แต่หัวใจก็คืออยากได้คนในพื้นที่เป็นผู้นำของพวกเขา ซึ่งจะต้องเป็นคนที่เข้าใจวิถีชีวิตและความต้องการของท้องถิ่นจริงๆ นอกจากนี้ ยังต้องการให้จำนวนข้าราชการในท้องถิ่นนั้นสอดคล้องกับสัดส่วนของคนใน พื้นที่

ประการที่สี่ มีกลไกทีเอื้อให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้ จริงๆ กลไกเรามีอยู่แล้ว ในแง่นี้คือการกระจายอำนาจปกติอยู่แล้ว แต่พวกเขาต้องการเน้นก็คือต้องเป็นกลไกที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้า ของอำนาจจริงๆ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขามีอำนาจในการจัดการจริงๆ นี่คือจุดที่ต่างและเป็นจุดที่เราได้จากเวที

ประการที่ห้า มีระบบการคัดเลือก คัดกรอง ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่สามารถที่จะคัดให้บุคคลที่มีคุณธรรมเข้าสู่ระบบได้

ประการ ที่หก มีการใช้ 2 ภาษา เป็นข้อเสนอที่มีมานานแล้ว ทั้งภาษาไทยและภาษามลายูควบคู่กันไป เป็นข้อเสนอส่วนหนึ่งของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ด้วย

ประการที่เจ็ด หลักสูตรการศึกษาบูรณาการสายสามัญและสายศาสนา รวมถึงมีการสอนวิชาภาษามลายูอย่างเป็นระบบ ถามว่าต้องสอนเป็นภาษามลายูหรือไม่ ข้อมูลจากเวทีที่ได้มาตอบว่าไม่จำเป็น อาจสอนเป็นภาษาไทยได้ แต่อยากให้มีวิชาภาษามลายูในหลักสูตรอย่างเป็นระบบ

และประการสุดท้าย บังคับใช้กฎหมายอิสลามเฉพาะกับคนมุสลิม

เมื่อ เครือข่ายฯ ได้สังเคราะห์ผลออกมาเป็นอย่างนี้ ปรากฏว่าไปสอดคล้องกับข้อเสนอของหะยีสุหลง ที่เคยเสนอมาตั้งแต่ 60 ปีที่ผ่านมาโดยไม่ได้ตั้งใจ มีคนถามว่า 60 ปีผ่านไปมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปแล้วบ้าง มีอะไรที่เกิดขึ้นจริงได้แล้วบ้าง ก็ได้แต่หวังว่านี่คือภาพอนาคตในเชิงเนื้อหาว่านี่คือสิ่งที่ประชาชนใน พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการ

อย่างไรก็ตาม เราตระหนักดีว่านี่คือเสียงส่วนหนึ่ง คำถามก็คือแล้วเสียงส่วนใหญ่ จะเหมือนหรือต่างกับเสียงส่วนหนึ่งที่เราได้จาก 50 เวทีหรือไม่? แล้วเราจะขยายวงจากเสียงส่วนหนึ่งไปเป็นเสียงส่วนใหญ่ได้อย่างไร? เป็นคำถามที่ทางเครือข่ายฯ ตั้งคำถามกับตัวเองพยายามผลักดันให้เกิดจากเสียงส่วนหนึ่งให้เป็นเสียงส่วน ใหญ่ให้ได้

ถัดไปคือรูปแบบการปกครองใดสามารถตอบสนองกับสิ่งที่เป็นความต้องการของประชาชนได้ทั้ง 8 ข้อ (กรุณาคลิกดูแผนภาพข้อเสนอโครงสร้างปัตตานีมหานคร) เราไม่ได้มีรูปแบบการปกครองใดเป็นพิเศษในใจ เราเอาฐานของความต้องการของประชาชนเป็นตัวตั้ง แล้วรูปแบบใดค่อยมาออกแบบกันและร่วมคิดกัน สิ่งที่เครือข่ายเสนอ คือ “ปัตตานีมหานคร” ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเพียงตุ๊กตาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงซึ่งกันและกัน ถกเถียงในส่วนของคนที่เกี่ยวข้อง ถกเถียงในส่วนของสังคม เปิดประเด็นให้มองว่า นี่อาจจะเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

ถามว่า ความเป็นไปได้ในอนาคตของปัตตานีมหานคร ในฐานะที่เป็นการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ นั้นมีอยู่ 4 หนทาง นั่นคือ ทางแรก ยังเป็นข้อเสนอที่อยู่บนกระดาษเหมือนเดิม ทางที่สอง ประชาชนร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายให้สภาพิจารณา ทางที่สาม ให้รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายเอ หรือทางสุดท้าย ให้ ส.ส. รวมตัวกันเข้าชื่อเสนอ ที่จริงแล้วก็มีความเป็นไปได้เพียงเท่านี้ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

๐ กระจายอำนาจที่ชายแดนใต้ในอนาคต

ก่อน ที่จะมองภาพอนาคต ผมมองว่าปัจจุบันมันเป็นภาพแบบนี้ ปัจจุบันเป็นภาพที่มันวุ่นวาย (ภาพประกอบที่ 1) เหมือนที่ทุกท่านเห็น มองว่าเป็นภาพที่มันวุ่นวาย ไร้ระเบียบ แต่ก็ยังมีกลุ่มประชาสังคมอยู่ข้างนอก ที่ทำหน้าที่คอยตบให้เข้ารูปได้ ประชาสังคมที่ว่านี้จะก่อรูปอะไรบางอย่างที่ทำให้ความยุ่งเหยิงเหล่านี้ไปใน ทิศทางที่ควรจะเป็น

ภาพประกอบที่ 1

ความ ยุ่งเหยิงที่เป็นเส้นสีแดงๆ นั้นอาจหมายถึงความหวาดระแวงของสังคมใหญ่ในประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ว่า “ปัตตานีมหานคร” คืออะไร? “นครปัตตานี” คืออะไร? “นครรัฐปัตตานี” คืออะไร? ส่วนที่เขียนไว้ว่า “อนุรักษ์นิยมและเสรีนิยม” นั้น คือ ความขัดแย้งแย่งชิงกันระหว่างกลุ่มอำนาจ นอกจากนี้ ยังมีบริบทของ “การเมือง 2 ขั้ว ไร้เสถียรภาพ” และ “ผู้เกี่ยวข้องยังเห็นต่าง” ซึ่งอย่างหลังหมายถึงความเห็นที่แตกต่างกันในกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคนนอกพื้นที่และคนในพื้นที่ เห็นต่างทั้งภายในภาครัฐเองและภายในขบวนการ ตลอดจนภายในกลุ่มประชาสังคมด้วยกันเอง ทั้งหมดเหล่านี้ยังเห็นแตกต่างกันอยู่ว่าข้อเสนอในทำนองนี้เป็นทางออกจริง หรือไม่? และที่สำคัญภายในขบวนการฯ บางส่วนก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้

เมื่อ กล่าวถึงภาพอนาคตของการเคลื่อนไหวภายใน ดังที่เกริ่นไปแล้วว่าผู้เกี่ยวข้องยังมองปัญหาด้วยมุมที่ต่างกัน สิ่งที่ภาคประชาสังคมต้องทำ คือต้องขยายวงการถกเถียงในเรื่องนี้ให้ครอบคลุมในทุกภาคส่วนให้ได้ สื่อสารกับสังคมใหญ่ให้เริ่มเห็นว่าทางการกระจายอำนาจเป็นทางออกหนึ่งของการ แก้ปัญหา

ประเด็นถัดไปก็คือ เสียงสะท้อนจากกลุ่มขบวนการฯ บางส่วนที่มองว่าการเคลื่อนไหวผลักดันข้อเสนอนี้เป็นการฉวยโอกาส พวกเขาเป็นคนปลูกต้นไม้ แต่เครือข่ายเหล่านี้เข้ามาเก็บเกี่ยวผลเอาไปกิน ซึ่งไม่แปลกที่พวกเขาจะคิดอย่างนี้ แต่สิ่งที่เครือข่ายประชาสังคมจะต้องทำก้นคือการเปิดพื้นที่ที่จะสื่อสารกับ กลุ่มขบวนการฯ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน เปิดพื้นที่ให้พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการและรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มขบวนการฯ เท่านั้น แต่ต้องทำให้ทุกๆ คน ที่เกี่ยวข้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งและเป็นเจ้าของที่ว่าด้วยเช่นกัน

เรา จะทำอย่างไรที่จะเปิดพื้นที่ให้กลุ่มขบวนการฯ เข้ามาในกระบวนการได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่อาจารย์ศรีสมภพจะคุยกันต่อไป ซึ่งก็คือการพูดคุย (dialogue)

ประเด็นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เป็นข้อถกเถียงและข้อ ท้าทายของกลุ่ม ประชาสังคม ก็คือ การเคลื่อนไหวตรงนี้เป็นเพียงการเคลื่อนไหวของกลุ่มชนชั้นนำ (elite) เท่านั้น ทั้งที่เป็นอาจารย์หรือเป็นปัญญาชน ในขณะที่ชาวบ้านเองก็ไม่รู้เรื่องเลย ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งที่เครือข่ายและคนที่ทำงานต้องขยับขยายเพื่อสร้าง พื้นที่ถกเถียงให้ครอบคลุมมากที่สุดและลงไปถึงฐานชุมชนให้ได้ ไม่เช่นนั้นพลังการต่อรองจะไม่เกิดขึ้นเต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น

ประเด็น ถัดมาที่สำคัญ คือ หลายฝ่ายไม่เชื่อว่าข้อเสนอเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริง ทั้งกลุ่มขบวนการฯ บางส่วนเองที่แม้จะเห็นว่าข้อเสนอนี้น่าจะเป็นทางออกได้ แต่ก็มองไม่เห็นความเป็นไปได้ในความเป็นจริง ปัญหาตรงจุดนี้ภาคประชาสังคมคือทางออก โดยเราจะต้องเกาะกลุ่มกันให้แน่นและหนุนเสริมกันและกัน ถ้ามันระเบิดจากข้างในออกมา ข้างนอกก็ต้องฟัง ในขณะเดียวกันต้องมีการสื่อสารในวงเล็กกับกลุ่มพลังต่างๆ ในสังคม เพื่อให้เห็นว่าข้อเสนอนี้ไม่ได้หลุดไปจากกรอบรัฐธรรมนูญหรือหลุดไปจาก ประเทศไทย

นอกจากนี้ เราจะผลักดัน “พื้นที่เย็น” ให้เป็นมหานครก่อนก็เป็นไปได้ เช่น เชียงใหม่มหานคร หรือในกรณีของมหานครราชสีมา ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เองก็เคยเสนอไว้ ประเด็นสุดท้ายที่การเคลื่อนไหวภายในที่เครือข่ายประชาสังคมต้องคิด คือ ปัตตานีมหานครถูกมองว่าเป็นงานที่รับมาจากนักการเมืองและขยับคู่กันไป จริงๆ คงไม่ต้องพูดอะไรมาก ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการทำงานขับเคลื่อนของภาคประชาสังคมตรงจุดนี้ จะมีความต่อเนื่องและยั่งยืนมากน้อยเพียงใด อย่างที่เรียนว่าปัตตานีมหานครไม่ได้เป็นรูปแบบที่ตายตัว เป็นตุ๊กตาที่เปิดโอกาสให้ถกเถียงกัน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่เป็นงานของเครือข่ายที่จะหมุนไปได้เรื่อยๆ

๐ คู่ขัดแย้งหลักและพื้นที่กลาง

ใน ส่วนของการเคลื่อนไหวภายในระหว่างคู่ขัดแย้ง การเคลื่อนไหวระหว่างคู่ขัดแย้ง เราจะเห็นว่ารัฐกับขบวนการเป็นขั้วขัดแย้งหลัก และมีตัวที่สำคัญคือภาคประชาสังคมอยู่ตรงกลางข้างล่าง (ภาพประกอบที่ 2) จะเห็นว่าปีกหนึ่งคือ การรวมศูนย์อำนาจ อีกฝั่งหนึ่งคือ เอกราช แต่ละคู่ขัดแย้งยืนกันคนละฝั่ง แน่นอนตอนนี้เป็นแบบนี้ สิ่งที่ภาคประชาสังคมพยายามทำ คือ พยายามที่จะให้เกิดพื้นที่ตรงกลางขึ้นมา เราจะเห็นมีตั้งแต่การรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ขั้วหนึ่ง แต่ตรงกลางจะไล่มาตั้งแต่การกระจายอำนาจตามระบบปกติที่ยังคงมีองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นตามปกติ ต่อจากนั้นก็มีการกระจายอำนาจที่มีลักษณะเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ และต่อจากนั้นคือเขตปกครองพิเศษ ในขณะที่อีกขั้วหนึ่งคือ คือ เป็นเอกราช

ภาพประกอบที่ 2

ตาม แผนภาพนี้ ขบวนการฯ ยืนอยู่ฝั่งเอกราช อย่างน้อยก็เป็นอุดมการณ์ที่ประกาศ รัฐยืนอยู่ฝั่งรวมศูนย์ เราจะเห็นเส้นสีแดงที่วางเป็นกรอบซึ่งก็คือ พื้นที่ต่อรอง พื้นที่ต่อรองดังกล่าวนี้อยู่ระหว่างการกระจายอำนาจในองค์กรปกครองท้องถิ่น ธรรมดา รูปแบบพิเศษ หรือเขตปกครองพิเศษ เหล่านี้ คือ ขอบเขตพื้นที่การต่อรองระหว่างรัฐกับขบวนการ สิ่งที่ภาคประชาสังคมทำ ก็คือ เปิดพื้นที่ทางการเมือง คือ เส้นสีเขียวด้านล่าง ผมคิดว่าภาคประชาสังคมต้องเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้หมด รวมถึงเอกราชด้วยก็ได้ ถ้าอยากจะพูด ถ้ารู้สึกว่าพูดแล้วนี่คือสิ่งที่ตัวเองต้องการ ภาคประชาสังคมต้องเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้พูด

แม้ว่าในความเป็นจริง การเปิดพื้นที่ดังกล่าวก็มีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย กล่าวคือคงไม่มีพื้นที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถึงอย่างนั้น หากภาคประชาสังคมทำได้ โดยเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้หมด ตั้งแต่ขั้วหนึ่งไปสุดอีกขั้วหนึ่ง สิ่งนี้จะทำให้พื้นที่แต่ละฝ่ายเลือกจะใช้ความรุนแรงหดไป ความชอบธรรมของการใช้ความรุนแรงก็จะหมดไป น้อยลง ลดน้อยลง มีพื้นที่ที่ให้พูดอย่างสันติ และมีพื้นที่ที่ภาคประชาสังคมจะขับเคลื่อนผลักดันไปได้ พร้อมทั้งสร้างอำนาจต่อรองกดดันทั้งรัฐและขบวนการฯ ให้หันมาใช้สันติวิธี

เมื่อ กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน (ก่อนวันเลือกราวตั้ง 1 สัปดาห์) หากเราลองพิจารณาว่าแต่ละพรรคการเมืองอยู่ตรงไหนในมุมมองดังกล่าว เราจะพบว่า ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา จะเอียงมาทางด้านรวมศูนย์และกระจายอำนาจตามปกติ ในขณะที่เพื่อไทยจะอยู่โดดออกมา โดยมีความหวังใหม่ แทนคุณแผ่นดินอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกัน ส่วนมาตุภูมิและชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินจะอยู่กึ่งกลาง (ภาพประกอบที่ 3) ตำแหน่งของนโยบายพรรคเหล่านี้สะท้อนว่าพรรคการเมืองนั้นมีความโน้มเอียงไป ทางไหน จะมีพื้นที่ต่อรองจะอยู่ตรงไหน

ภาพประกอบที่ 3

จะ เห็นว่าเพื่อไทยจะโดดออกมา เนื่องจากเพื่อไทยเสนอนครปัตตานี เช่นเดียวกับพรรคความหวังใหม่ ในขณะที่พรรคมาตุภูมิยังก้ำๆ กึ่งๆ เพราะเสนอให้มีการจัดตั้งทบวงชายแดนใต้ โดยให้มีผู้บริหารมาจากคนในพื้นที่ แต่ก็ไม่ปฏิเสธเรื่องมหานคร ส่วนพรรคประชาธรรมอยู่อีกมุมหนึ่งพร้อมมีเครื่องหมายคำถาม เพราะไม่แน่ใจว่ามีนโยบายอย่างไร เพราะดูจากนโยบายที่ระบุว่ามีการบริหารการปกครองที่ต้องสอดคล้องกับอัต ลักษณ์ของคนในพื้นที่ ซึ่งเป็นได้กว้างมาก

๐ การขับเคลื่อนที่เชื่อมต่อกับสังคมใหญ่

การ เคลื่อนไหวกับสังคมใหญ่มักจะเชื่อมโยงกับคำถามที่ว่าข้อเสนอที่ว่า ด้วยการกระจายอำนาจในลักษณะนี้ (ปัตตานีมหานคร) จะเป็นได้จริงหรือไม่? จริงๆ แล้ว หากมองเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เราอาจพบว่าจะติดล็อคเยอะแยะไปหมด แต่หากเราเปิดออกไปและมองไปทั่วประเทศจะพบว่ามีการเคลื่อนไหวอยู่ทั่วประเทศ เช่น เครือข่ายจังหวัดจัดการตัวเอง 26 จังหวัด ภาคเหนือมี 8 จังหวัด ภาคอีสานมี 8 จังหวัด ภาคกลางมี 5 จังหวัด และในภาคใต้เองอีก 5 จังหวัด ซึ่งยังไม่รวม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

เครือข่ายเหล่านี้เคลื่อนไหว เพื่อผลักดันให้ “จังหวัด” หรือในอีกแง่หนึ่งก็คือ “ท้องถิ่น” สามารถจัดการตนเองได้ ซึ่งในแง่ของการนิยามความหมายแล้วคงมีอยู่อย่างหลากหลาย แต่โดยพื้นฐานการคิดเรื่องนี้เพื่อการขับเคลื่อนแล้วก็คือความต้องการให้ ประชาชนมีสิทธิ มีเสียง มีส่วนจริงๆ ในการใช้อำนาจ บางคนก็บอกว่าต้องมีการเลือกตั้งผู้ว่า ซึ่งไปสอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย (ดูรายงาน ปรับตัวเพื่อรับมือ: เปิดรายงานคณะกรรมการปฏิรูป "ข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ") ที่ต้องการที่จะยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค เช่นเดียวกับเครือข่ายประชาสังคมที่ขับเคลื่อนเรื่องการกระจายอำนาจในชายแดน ใต้ สื่อมวลชน และสภาพัฒนาการเมือง ภาพเหล่านี้สามารถทำให้เห็นอย่างคร่าวๆ ได้ว่าการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ล้วนเชื่อมโยงกันหมด และกระจายตัวไปในขอบเขตทั่วประเทศ

ในเวทีที่เกี่ยวกับนโยบายการ กระจายอำนาจก่อนหน้าการเลือกตั้งวันเลือก ตั้ง (ในรายการนับถอยหลังเลือกตั้ง ’54 หัวข้อ “กระจายอำนาจ กระจายโอกาสทำกิน” ดูเนื้อหาข่าวที่ “กก.ปฏิรูปจี้ พรรคการเมืองทำให้จริงเรื่องการกระจายอำนาจ”) ทางพรรคประชาธิปัตย์ โดยคุณชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ที่จะนำเสนอมหานครราชสีมา มหานครขอนแก่น มหานครหาดใหญ่ ในขณะที่คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เสนอมหานครปัตตานี ในขณะเดียวกันภาคประชาสังคมก็เสนอเชียงใหม่มหานคร อำนาจเจริญมหานคร และในกรณีปัตตานีมหานครก็เช่นเดียวกัน ทั้งหมดนี้คือทิศทางที่มุ่งไปสู่การจัดการตัวเอง ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประชาสังคม

ผมอาจจะมองโลกในแง่ดีไปนิดนึง แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและมีความเคลื่อนไหวจริง ทางเครือข่ายเชียงใหม่มหานครตั้งเป้าที่จะยื่นร่างกฎหมายเข้าสู่สภาปี 2555 ถ้าพื้นที่อื่นๆ เกิดไปก่อน ในกรณีปัตตานีที่จะเกิดตามมาอาจมีความเชื่อมั่นในระดับหนึ่ง

สุดท้าย คือภาครัฐต้องสนับสนุนภาคประชาสังคม อย่าดึงเรื่องเหล่านี้ไปทำเอง แต่ต้องเปิดให้ประชาสังคมยื่นกฎหมายเข้าสภา ถ้ารัฐบาลเห็นด้วยก็ปล่อยให้ประชาชนจัดการกันเอง จังหวัดไหนอยากได้ก็เดินหน้าไป แต่จังหวัดไหนไม่พร้อมก็ไม่ต้องทำอะไร

(อ่านบทสนทนาแลกเปลี่ยนในตอน 2)

- พูดคุยเพื่อสันติภาพ -

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี

ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW)
ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD)

ดาวน์โหลดไฟล์นำเสนอ
คลิกชมคลิปการเสวนา

ผม จะพูดใน 3 ประเด็นใหญ่ๆ ได้แก่ ประเด็นแรก เริ่มจากสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร ทั้งในเรื่องของความขัดแย้งความรุนแรงที่จะนำมาสู่การประนีประนอม หรือนำมาสู่การลดเงื่อนไขความขัดแย้ง ประเด็นที่สอง เกี่ยวกับกระบวนการในแง่ของการเจรจาในฐานะที่เป็นการหาทางออก และประเด็นที่สาม บทบาทของภาคประชาสังคมในกระบวนการเจรจา

๐ ถึงปัจจุบัน: คุณภาพของความรุนแรง

เริ่ม จากประเด็นแรก สรุปสถานการณ์ในปัจจุบันเพื่อจะทำให้เราเห็นภาพรวมทั้งหมดก่อน ฐานข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ที่ได้รวบรวมไว้ตั้งแต่มกราคม 2547 ถึง 16 มิถุนายนที่ผ่านมา พบว่ามีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นแล้ว 10,891 ครั้ง มีคนตายบาดเจ็บประมาณ 12,536 ราย (ภาพประกอบที่ 4) เฉพาะผู้เสียชีวิต 4,750 ราย และผู้ที่บาดเจ็บ 7,786 ราย

ภาพประกอบที่ 4

นอก จากนี้ ภาพรวมของการประมวลเหตุการณ์ล่าสุด จากข้อมูลชี้ให้เห็นแนวโน้มเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยที่ภาพรวมเหตุการณ์หลังปี 2550 ถึงปี 2551 เหตุการณ์ความไม่สงบดูเหมือนว่าจะลดลง (ภาพประกอบที่ 5) รัฐบาลเองก็พูดอย่างนั้นและข้อมูลก็ชี้ให้เห็นอย่างนั้นจริงๆ ซึ่งเราก็ต้องยอมรับ อาจเนื่องมาจากมีมาตรการหลายอย่างทั้งทางการทหาร กฎหมาย และการควบคุมอย่างเข้มข้น ทั้งนี้ แม้ว่าแนวโน้มของจำนวนเหตุการณ์จะลงมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้หายไป กลับเป็นลักษณะของการลงแล้วกระดกขึ้น หรือขึ้นๆ ลงๆ ปัจจุบันก็ยังเป็นอย่างนั้น บางครั้งก็จะสูงโด่งขึ้นมา อันนี้เป็นลักษณะที่เกิดขึ้น

ภาพประกอบที่ 5

ภาพประกอบที่ 6

ถ้า ดูอีกแง่หนึ่ง โดยมองในจากจำนวนผู้ไดรับบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งก็จะพบว่ามีความสูญเสียทุกฝ่ายพลเรือน ทหาร และตำรวจ และจากทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เราจะพบว่าการแกว่งไกวของจำนวนผู้ที่สูญเสียทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิตนั้นมี อยู่สูงกว่าการแกว่างไกวของจำนวนครั้งของเหตุการณ์ กล่าวคือ มีลักษณะขึ้นๆ ลงๆ ที่สูงกว่า (กรุณาเปรียบเทียบภาพประกอบที่ 5 และ 6)

เมื่อดูสัด ส่วนของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ (ภาพประกอบที่ 7) จากภาพจะเห็นได้ว่าส่วนที่เป็นสีแดง คือ จำนวนของผู้ที่ที่เสียชีวิต จำนวนผู้เสียชีวิตรายเดือนปกติแล้วจะมีความคงที่ไม่ค่อยเปลี่ยนมากนัก ไม่ว่าจะหลังปี 50 หรือ 51 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พบว่าจำนวนเหตุการณ์ลดลง ในขณะที่จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บก็แกว่งมากขึ้น (ส่วนที่เป็นลายเส้นสีน้ำเงิน) เนื่องจากยังมีเหตุการณ์เกิดขึ้นตลอดเวลา ในแง่ของการวิเคราะห์เราจึงมองว่าเป็นความรุนแรงเชิงคุณภาพที่เกิดขึ้นใน ระยะหลัง

ภาพประกอบที่ 7

ใน ขณะเดียวกัน เราก็พบว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ยังเห็นภาพอยู่ตลอดเวลา ข่าวการยิง การระเบิด และการฆ่ารายวันจากเหตุการณ์ความไม่สงบจะเกิดขึ้นตลอดเวลาในระยะหลัง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการการป้องกัน การใช้กำลังทหาร การใช้กฎหมายพิเศษ และให้อำนาจเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมากในการจัดการนั้นควบคุมเหตุการณ์ได้ใน ระดับหนึ่ง จากนั้นแล้วยังมีสภาพการณ์ของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขึ้นๆ ลงๆ

ภาพ ถัดไปเป็นจำนวนเหตุการณ์ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตเป็นรายเดือน (ภาพประกอบที่ 8) จะเห็นได้ว่าเส้นสีน้ำเงินที่เป็นจำนวนเหตุการณ์นั้นมีแนวโน้มลดลง แต่จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตก็ยังไม่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงแกว่งขึ้นแกว่งลงอยู่ ถึงแม้ว่าจะลดลงมาส่วนหนึ่ง แต่ว่ามันก็ไม่เห็นภาพที่ชัดเจน ผมเคยลองวิเคราะห์ในทางสถิติถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้พบว่ายังไม่ค่อย สัมพันธ์กันมากนักกับเหตุการณ์ก่อนและหลังปี 50 แสดงให้เห็นว่าความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ยังมีอยู่

ภาพประกอบที่ 8

อีก ภาพหนึ่ง จะพบว่าครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตจะเป็นพลเรือน (ภาพประกอบที่ 9) ในขณะเดียวกัน เมื่อดูการสูญเสียของพลเรือนเป็นรายปีแล้ว จะพบว่าจำนวนผู้สูญเสียยังแกว่งไปแกว่งมาเช่นกัน (ภาพประกอบที่ 10) เมื่อดูโดยภาพรวมแล้วก็สะท้อนให้เห็นข้อคิดที่ว่าในสถานการณ์ความรุนแรงที่ ยืดเยื้อหรือในภาษาวิชาการจัดการความขัดแย้งที่เรียกว่า Protracted Conflicts ซึ่งหมายถึงความขัดแย้งที่ไม่ว่าเกิดที่ไหนในโลก เมื่อเกิดขึ้นแล้ว มีความน่ากลัวตรงที่ไม่สามารถหยุดได้และพร้อมจะกลับมาอยู่เรื่อยๆ สถานการณ์จะขึ้นๆ ลงๆ (ภาพประกอบที่ 11)

ภาพประกอบที่ 9

ภาพประกอบที่ 10

ภาพประกอบที่ 11

มาตรการ ที่รัฐทำตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา คือ ความพยายามจะลดความเข้มข้นของเหตุการณ์ความรุนแรง (de-escalate) แต่ก็สามารถลดได้ในระดับหนึ่ง เพราะก็ยังมีภาวะที่ขึ้นๆ ลงๆ ความรุนแรงก็ยังคงเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้องมองย้อนกลับไปว่าตัวปัญหาของความรุนแรงนั้นเกิดขึ้น จากอะไร และจะแก้อย่างไร ถ้าหากเราลดความรุนแรงไม่ได้ ก็ต้องดูว่าอะไรคือสาเหตุของปัญหาจริงๆ

๐ มุ่งไปยังสาเหตุรากเหง้า

ดู จากสถิติการเสียชีวิตของพลเรือน (ภาพประกอบที่ 12) และสถิติของการใช้ระเบิด (ภาพประกอบที่ 13) แล้ว จะเห็นได้ว่ามีแนวโน้มขึ้นๆ ลงๆ อยู่กระทั่งถึงปัจจุบัน เราอาจเรียกว่าลักษณะของความขัดแย้งทำนองนี้ว่าเป็น ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเรื้อรัง (Protracted Conflicts) คือ เป็นความขัดแย้งที่ไม่หยุดลง ความยืดเยื้อเรื้อรังของสิ่งเหล่านี้ดูจากการที่เหมือนจะมีเส้นๆ หนึ่งที่เคลื่อนไปแล้วตกลง หลังจากนั้นก็กระดกขึ้น เป็นเส้นที่มีความต่อเนื่องบนพื้นฐานของความคงที่ของสถานการณ์ความรุนแรง

ภาพประกอบที่ 12

ภาพประกอบที่ 13

การ แก้ไขปัญหาจะต้องเป็นการแก้ปัญหาเชิงรากเหง้า หรือว่าสิ่งที่เป็นสาเหตุรากเหง้า(root cause) ของเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งหมด ที่คุณเมธัสพูดถึงประเด็นปัญหาเรื่องชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ ฯลฯ เป็นเรื่องใหญ่ที่ถือว่าเป็นปมของปัญหาอีกหลายๆ อย่าง ที่จะต้องแก้จากจุดนี้ แต่ดูโดยภาพรวมแล้วประเด็นปัญหาอัตลักษณ์กลายเป็นเรื่องใหญ่กลายเป็นสิ่งที่ เป็นสาเหตุรากเหง้าของปัญหาใหญ่ๆ อื่นๆ ที่ตามมา ความพยายามในการแก้ไขปัญหาต้องดูที่รากเหง้านี้

ปัญหารากเหง้าทำให้ เกิดปัญหาที่ตามมาที่สำคัญ คือว่า ในแง่ของการจัดการของรัฐที่ตามมา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม โครงการเศรษฐกิจ โครงการพัฒนา ไม่ว่าอะไรต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เพื่อที่จะลดความรุนแรง หรือแม้แต่ใช้มาตรการทางกฎหมายที่ลงไปควบคุมไม่สามารถลดความรุนแรงได้ เพราะว่ามันจะกลายเป็นเรื่องของความไร้ความชอบธรรมของรัฐในการจัดการปัญหา

๐ จุดเปลี่ยนและช่องทางทั้งสาม

โมเดล ของการจัดการความขัดแย้งซึ่งเป็นของ ดร.โนเบิร์ธ โรเปอร์ส (Norbert Ropers) ที่เคยใช้ในหลายๆ ประเทศ (ภาพประกอบที่ 14) เราก็เห็นว่าหากเหตุการณ์ความขัดแย้งมันเกิดขึ้น โดยมีลักษณะสูงๆ ต่ำๆ แล้วจะพบว่ามีอยู่จุดหนึ่งที่เราเรียกว่าจุดเปลี่ยน (turning point) ของเหตุการณ์จะนำมาสู่การที่ทุกๆ ฝ่ายของความขัดแย้งถูกบีบจากสถานการณ์ให้หาทางออกร่วมกัน

ภาพประกอบที่ 14

สิ่ง ที่จะเกิดขึ้นก็คือการที่มีข้อเสนอเกี่ยวกับวิธีการจัดการกับปัญหา หลายทาง (Tract) แต่ถึงอย่างนั้นก็มีหลักใหญ่อยู่ 3 ทาง (แทร็ค) ด้วยกัน การใช้วิธีการนำเสนอทางเลือกของการแก้ปัญหาที่มีอยู่หลายช่องทางเหล่านี้จะ นำไปสู่การเจรจาหรือการพูดคุยกัน เพื่อจะหาทางออก และเพื่อลดความขัดแย้งหรือความรุนแรงที่เกิดขึ้น หลังจากขั้นตอนการเจรจาแล้ว ก็จะมีการตกลงกันหาทางที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน

นี่ คือขั้นตอนที่โดยปกติแล้วจะเกิดขึ้นในทุกประเทศ ไม่ว่ากระบวนการเหล่านั้นจะล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จก็ตาม ในส่วนของบ้านเรา จริงๆ แล้วยังอยู่ในขั้นตอนก่อนที่จะถึงจุดเปลี่ยนที่ว่านี้ หรืออาจจะอยู่ในช่วงนี้ก็ได้ ซึ่งเรายังไม่รู้ จนกว่าภายในปีสองปีนี้เราถึงจะเห็น มันจะเข้าไปสู่ “กระบวนการเจรจาพูดคุย” (peace dialogue) หาทางออกเพื่อจะนำไปสู่ “การเจรจา” (peace negotiation) อีกทีหนึ่ง

ในตอนนี้หากว่ามีการพูดคุยในลักษณะอย่างนี้ เราอย่าเพิ่งเรียกว่ามีการเจรจา จริงๆ แล้วยังไม่มีการเจรจาจริงๆ เกิดขึ้น จะมีก็แต่การเตรียมการเพื่อนำไปสู่การเจรจาจริงๆ ซึ่งเราเรียกว่าเป็นช่วง pre-negotiation เราไม่รู้ว่าเรามาถึงจุดนี้หรือเปล่า อาจจะยังไม่ถึงก็ได้ แต่ว่าเราพยายามผลักดันให้เกิดสิ่งนี้ คือ การเดินไปพร้อมกันทั้ง 3 เส้นทางด้วยกัน (ภาพประกอบที่ 15)

ภาพประกอบที่ 15

สาม เส้นทางที่พูดถึงนี้ ได้แก่ แทร็คที่ 1 (Track 1) คือ การพูดคุยเจรจากับตัวแสดงหลักของความรุนแรงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตอนนี้ คือ ระหว่างฝ่ายรัฐกับฝ่ายขบวนการใต้ดิน หรือขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่ทั้งสองฝ่ายเป็นคู่ต่อสู้หลัก สองฝ่ายนี้ต้องพูดคุยกันเพื่อจะหาทางออก ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง โดยจะมีมาตรการที่ตกลงกันว่าจะจัดการอย่างไร

ส่วน แทร็คที่ 2 คือ กระบวนการที่องค์กรภาคประชาสังคม กลุ่มผู้นำ ปัญญาชน เอ็นจีโอ หรือกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ที่เป็นภาคพลเมืองหรือภาคสังคมจะเป็นคนที่สร้างพื้นที่ในการเจรจา หรือการพูดคุยกัน โดยจะเป็นเส้นทางหรือพื้นที่ที่สอง โดยที่แทร็คที่ 1 เองนั้นเมื่อพูดคุยกันไปก็อาจจะประสบความสำเร็จก็ได้หรือล้มเหลวก็ตาม แต่แทร็คที่ 2 ที่จะเป็นตัวที่ควบคุมให้แทร็คที่ 1 ให้เดินไปสู่หนทางที่ควรจะเป็นตามความต้องการของคนส่วนใหญ่ของสังคม

คุณ เมธัสพูดถึง “พื้นที่กลาง” ปีกหนึ่ง คือ รัฐจะรวมศูนย์อำนาจ อีกปีกหนึ่ง คือ ขบวนการต้องการแยกดินแดน เอกราช แล้วตรงกลางคือคนส่วนใหญ่ต้องการอะไร กระบวนการตรงนี้กำลังก่อเกิดขึ้นผ่านขั้นตอนหลายๆ อย่างที่เราทำกันมาภายในปีสองปีที่ผ่านมา โดยการสร้างกลไกเครือข่ายภาคประชาสังคมและมีการขับเคลื่อนข้อเสนอในเรื่อง ของการการจัดการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ ที่เราเรียกว่า การปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ หรือว่า เขตปกครองพิเศษ หรือทบวงปกครองพิเศษ หรือจะเรียกอย่างไรก็ตาม แต่ก็เป็นอะไรสักอย่างที่เป็นรูปแบบพิเศษที่จัดการในพื้นที่ภาคใต้ในเรื่อง ของการปกครอง ซึ่งมีข้อเสนอที่เกิดขึ้น

ในบริบททั้งหมดที่ข้อเสนอ ซึ่งเราพูดกันในเรื่องของการจัดการปกครองของ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างโดดๆ หากแต่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของกระบวนการพยายามลดเงื่อนไขของความรุนแรง หรือความขัดแย้งในพื้นที่โดยจะนำไปสู่สันติภาพ โดยกระบวนการเหล่านี้เราเรียกว่าการเปลี่ยนความขัดแย้งให้ไปสู่ความขัดแย้ง ที่ใช้วิธีการที่ไม่รุนแรงหรือลดความรุนแรงที่เกิดขึ้น (Conflict Transformation) เพื่อจะหาทางไปสู่สันติ นี่คือแทร็คที่ 2 ที่เรากำลังทำ

แต่ ถ้าหากว่ากลุ่มผู้นำ ปัญญาชน หรือกลุ่มประชาสังคมนั้นกลับลอยจากพื้น ทำกันแต่กลุ่มของตัวเองโดยขาดฐานล่างจากรากหญ้าก็หมายความว่ากระบวนการ สันติภาพที่ว่านี้ขาดช่องทางในแทร็คที่ 3 ซึ่งก็คือ ประชาชนในระดับรากหญ้า หรือองค์กรชุมชน หรือกลุ่มคนต่างๆ ที่เป็นประชาชนตัวเล็กตัวน้อยทั้งหลายที่มีอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก ซึ่งก็ต้องการแสดงออกด้วยเหมือนกัน ทำอย่างไรถึงจะให้แทร็คที่ 2 และแทร็คที่ 3 เดินไปด้วยกันได้

ความจริงแล้วงานของเครือข่ายช่างภาพ ข่าวชายแดนใต้ ก็คือ ความพยามยามที่จะให้เกิดแทร็กคที่ 3 ด้วยเหมือนกัน คือ ให้คนธรรมดาสามัญสามารถที่จะแสดงออกได้ซึ่งภาพชีวิต อารมณ์ ความรู้สึก และความต้องการอันจะนำไปสู่สังคมที่ดี สังคมที่มีสันติภาพ ซึ่งมีกระบวนการหลายอย่างที่จะทำให้เกิดแทร็คที่ 3 รวมไปถึงกระบวนการที่ทำให้คนในระดับรากหญ้า ทั้งคนไทยพุทธและคนมุสลิมให้เข้าใจกระบวนการสันติภาพและมีศักยภาพมีความเข้ม แข็ง

ถ้าแทร็คที่ 2 และแทร็คที่ 3 พัฒนาไปด้วยกัน ก็จะสามารถดึงหรือเหนี่ยวรั้งแทร็คที่ 1 ให้เดินไปสู่วิถีทางของสันติภาพ โดยมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมในการจัดการปัญหามากยิ่งขึ้นรวมทั้งกรณีความ เคลื่อนไหวผลักดันให้เกิดความยุติธรรม เช่น สิ่งที่ทางกลุ่มทนายความกำลังทำอยู่ คนสามัญธรรมดาชาวบ้านทุกข์ยากเดือดร้อนที่ต้องการยุติธรรม พวกเขาจำนวนมากถูกทำร้าย ถูกละเมิดสิทธิ และต้องการทางออกในการแก้ปัญหาเพื่อความยุติธรรม ไม่ว่าสิ่งที่ถูกกระทำเหล่านั้นจะมาจากทั้งฝ่ายรัฐและขบวนการฯ ซึ่งในแง่นี้แล้วก็ไม่ใช่ฝ่ายรัฐทำอย่างเดียว แต่โดนด้วยกันทั้งคู่จากทั้งสองฝ่าย

เราจะทำอย่างไรให้แทร็คที่ 3 ตื่นขึ้นมา และร่วมกับแทร็กที่ 2 ทำให้เกิดพลังในการควบคุมความปั่นป่วนโกลาหลต่างๆ ที่เกิดขึ้น นี่เป็นกระบวนการหรือขั้นตอนต่อไปที่เราพยายามจะทำให้เกิดขึ้น ความจริงเราทำไปบ้างแล้วในแทร็คที่ 2 และ 3 ซึ่งก็เกิดความตื่นตัวของประชาชนอยู่ไม่น้อย

การแก้ไขปัญหาความ รุนแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งในแง่นี้รวมถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์ และคนที่ก่อเหตุความรุนแรงหรือคนที่เป็นตัวเงื่อนไขของความรุนแรงกระทำจริงๆ หลัก ๆ ก็มี 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐ กับ ฝ่ายขบวนการฯ ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องถูกควบคุม ถูกตรวจสอบ และถูกแปรเปลี่ยนเงื่อนไขของความขัดแย้งให้ยอมรับกระบวนการที่นำไปสู่การไม่ ใช่ความรุนแรง กระบวนการทั้งหมดนี้สำคัญมากในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ เรากำลังทำกันอยู่หลายๆ อย่างในขณะนี้

(อ่านบทสนทนาแลกเปลี่ยนในตอน 2)

- ยุติธรรม -

อนุกูล อาแวปูเตะ

อนุกูล อาแวปูเตะ

ประธานคณะทำงานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม
ประจำจังหวัดปัตตานี

คลิกชมคลิปการเสวนา

ขอ ความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่าน ผมในนามของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ต้องขอขอบคุณศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ที่เชิญเข้าร่วมพูดคุยและแลก เปลี่ยนเกี่ยวกับสภาพของปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วเราจะไปข้างหน้าอย่างไร มีส่วนในการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในตอนนี้อย่างไร เนื่องจากศูนย์ทนายความมุสลิมทำหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผล กระทบในทางคดี ในการทำงานเรามีการวางแนวทางการทำงานอยู่ 3 ส่วน เพื่อให้เข้าถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจริงๆ เราจะมีส่วนทนายความทำหน้าที่ว่าความในศาล ในคดีที่เป็นคดีความมั่นคง คดีก่อการร้าย โดยเราให้ความช่วยเหลือโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้กลุ่มทนายความ เราจะมีสำนักงานอยู่ทั้ง 3 จังหวัด และ 4 อำเภอของสงขลา

นอกจากมีกลุ่มทนายความ ยังมีกลุ่มทนายความผู้ช่วย คนกลุ่มนี้เรียนจบทางนิติศาสตร์บัณฑิต และกำลังขอใบอนุญาตในการว่าความ เราจะฝึกฝนให้เค้าว่าความได้ด้วยตัวเองให้ได้ ส่วนกลุ่มที่ 3 มีความใกล้ชิดกับพื้นที่มากที่สุด คือ กลุ่มผู้ช่วยทนายความ กลุ่มนี้ไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่ได้จบทางกฎหมาย แต่ว่าพวกเขาคืออาสาสมัครที่จะมาร่วมช่วยกันทำงาน บางคนก็พ่อถูกจับ ญาติเดือดร้อน เคยมาร้องเรียนกับเรา เห็นเราทำงานก็อยากทำงานด้วย กลุ่มนี้ก็จะมีเครือข่ายอยู่ในพื้นที่ เป็นเครือข่ายผู้ช่วยทนายความ

ทั้ง 3 ส่วนมีการทำงานสัมพันธ์กัน ไม่ว่าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนของผู้ช่วยทนายความ หรือว่าตัวแทนในพื้นที่ นอกเหนือจากการทำงานเราแล้ว ยังมีองค์กรเครือข่าย เช่น มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) และมูลนิธิคอนราด อเดนาวร์ สิ่งที่เราทำและสามารถทำงานอย่างนี้ได้เพราะส่วนใหญ่เราอยู่ในพื้นที่ เป็นมุสลิมที่สามารถสื่อสารกับชาวบ้านที่ไม่เข้าใจภาษาไทยได้ ทำให้มีคนมาร้องเรียนกับเราเป็นจำนวนมาก ด้วยความเชื่อถือในองค์กรของเรา ทั้งๆ ที่หน่วยงานของรัฐก็มี อย่างในส่วนของ ศอ.บต. มีส่วนที่รับเรื่องร้องทุกข์อยู่ต่างๆ แต่ชาวบ้านบางทีต้องเข้าใจว่าไม่สามารถที่จะพูดภาษาไทยได้ พอไปแล้วต้องพูดภาษาไทยทำให้เกิดอุปสรรคและปัญหา นั่นคือประเด็นหนึ่ง

อีก ประเด็นหนึ่งก็คือว่าช่องว่างระหว่างรัฐกับชาวบ้านมีสูงมาก ทุกอย่างที่รัฐทำ ชาวบ้านจะไม่ไว้วางใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ พวกเขามองว่ารัฐไม่มีความจริงใจ อันนี้เป็นความคิดของพวกเขาที่ถูกปลูกฝังมานานกับเรื่องอย่างนี้ ดังนั้น เมื่อเราตั้งองค์กรขึ้นมา เราก็สามารถทำการช่วยเหลือเค้าได้ เมื่อพวกเขาเชื่อถือในตัวองค์กรของเรา พวกเขาก็มีความเชื่อมั่นที่จะต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม หลายต่อหลายคนพอโดนหมายจับก็อยากจะหนีไปอยู่มาเลเซีย แต่ด้วยความที่เราดึงไว้พวกเขาก็สามารถเข้ามอบตัวและต่อสู้ตามกระบวนการ ยุติธรรมแล้ว เราก็ให้ความช่วยเหลือกับเค้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

จาก การทำงานของเราตรงนี้ ทำให้เราสามารถเข้าถึงในปัญหากระบวนการยุติธรรม การทำงานของเราสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกับทางฝ่ายศาลก็ดี อัยการก็ดี และก็ทางฝ่ายทหาร กอ.รมน. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เราพยายามอธิบายการทำงานของเราให้พวกเขาเหล่านี้เข้าใจว่าเรากำลังช่วยเหลือ ทางรัฐในการช่วยดึงมวลชนให้เข้ามาอยู่ในแนวทางดีกว่าในชาวบ้านหันหลังให้เรา นึ่คือภารกิจของเรา

๐ ปัญหาของ (กระบวนการ) ยุติธรรม

สิ่ง ที่เป็นปัญหามากที่สุดของกระบวนการยุติธรรม ก็คือการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ ปัจจุบันกฎหมายพิเศษที่ใช้อยู่ในพื้นที่ คือ กฎอัยการศึก (พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457) กับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548) กฎหมาย 2 ฉบับนี้ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่สามารถเอาตัวบุคคลที่สงสัยเข้าไปทำการควบคุมหรือกัก ตัวได้ เมื่อบุคคลถูกควบคุมก็เท่ากับว่าเขาได้สูญเสียอิสรภาพ ถึงแม้จะบอกว่าไม่ใช่ตัวผู้ต้องหายังไม่ถูกคดีเพียงแต่ผู้ต้องสงสัย แต่ว่าสูญเสียอิสรภาพแล้ว มองในมุมของชาวบ้าน พวกเขาก็จะมองว่ากลุ่มพวกนี้เป็นคนร้ายแล้ว คือ เป็นคนทำผิดกฎหมายแล้ว อันนี้คือสิ่งที่พวกเขาได้รับผลกระทบที่เห็นได้ชัด

กระบวนการของการ ใช้กฎหมายพิเศษที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ตัวกฎหมาย เช่น กฎอัยการศึก เอาตัวไปกักได้ 7 วัน ไม่ว่าจะไปกักไว้ที่ไหนที่ฐาน ฉก. ที่ต่างๆ ได้ กฎหมายให้กักตัวได้ในฐานะที่เขาเป็นคนหนึ่งที่ถูกสงสัย และคือส่วนหนึ่งของแหล่งข่าวของเจ้าหน้าที่ ดังนั้น เวลาเจ้าหน้าที่ซักถาม พวกเขาก็ให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ก็บันทึกคำซักถาม คำซักถามของพวกเขาคือส่วนหนึ่งของข้อมูลของเจ้าหน้าที่ ในการที่จะไปดำเนินการแสวงหา จะให้ค่าความเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่กลับใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้อง เพราะกฎอัยการศึกไม่ได้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายหรือซ้อมทรมานเขา ได้ แต่วิธีการที่เจ้าหน้าที่ทำปฏิบัติต่อเขา มันเป็นผลที่ทำให้ตัวเค้าได้รับความเสียหาย

และที่สำคัญก็คือว่า สิ่งที่พวกเขาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ สมมติว่าเขาคือคนที่อยู่ในขบวนการจริง มีความคิดจริง รับสารภาพต่อเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่กลับเอาเอกสารที่รับสารภาพในชั้นกฎอัยการศึกมาใช้เป็นพยานหลัก ฐาน ดำเนินคดีกับเค้า อันนี้คือปัญหา เพราะอย่าลืมว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงมีความแตกต่างกับคดีทั่วๆ ไป เพราะคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงนั้นเกี่ยวข้องกับแนวความคิดหรือ อุดมการณ์ ลำพังมีแนวความคิดหรือมีอุดมการณ์ นั้นไม่ผิดกฎหมาย แต่ถ้าลงมือกระทำความผิด ถึงจะผิดกฎหมาย ถ้าผิดกฎหมายการดำเนินการทางกฎหมายก็ต้องใช้วิธีการสอบสวน ศาลจะพิพากษาก็ต้องแสวงหาพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุต่างๆ เหล่านี้ นำมารวบรวมเพื่อให้ศาลลงโทษตัวผู้กระทำความผิด

แต่ที่ผ่านมา เราไม่สามารถแสวงหาพยานหลักฐาน แล้วคนที่ทำก็ไม่ได้ถูกจับ คือ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถป้องกันเหตุร้ายได้ แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่กลับนำเอาข้อมูลที่มีการซัดทอดก็ดี ข้อมูลที่ได้จากการซักถามก็ดี คิดว่าคนนี้อยู่ในกลุ่มไหนมาเอาตัวพวกเแล้วมาบีบบังคับให้รับสารภาพ แล้วมาดำเนินคดีกับพวกเขานับหลายร้อยคน

ข้อมูลศูนย์ทนายความมุสลิม ตอนนี้ใน 3 จังหวัดมีประมาณ 448 คดี ทั้งหมดนี้กระจายอยู่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของสงขลา (ศาลจังหวัดอำเภอนาทวี) คดีเหล่านี้บางคนไม่ได้ถูกคดีเดียว บางคนถูกหลายข้อหา เช่น คนหนึ่งถูกดำเนินคดี 4-5 คดี ในข้อหาซ้ำๆ ก็คือ ก่อการร้าย อั้งยี่ ซ่องโจร เพราะข้อหาเหล่านี้กล่าวหาได้ง่ายมาก แล้วไม่มีมาตรฐานหรือบรรทัดฐานที่มันชัดเจน แต่พอมาสืบในชั้นศาล ไม่มีพยานหลักฐานอะไรเลย ยกเว้นผลซักถามที่เขาสารภาพ ในชั้นของการควบคุมของกฎหมายพิเศษ ซึ่งไม่ใช่ชั้นสอบสวน เพราะจริงๆ แล้ว กฎหมายจะรับฟังแต่ชั้นสอบสวนเท่านั้น แต่ชั้นการควบคุมตามกฎหมายพิเศษนั้น เช่น กฎอัยการศึก หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น ถือว่าไม่มีมีคุณค่าในทางพยานหลักฐานที่จะรับฟังได้ เพราะไม่ได้ผ่านกระบวนการสอบสวนตามกระบวนการของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา

ในส่วนของกระบวนการยุติธรรม ณ ปัจจุบัน จำเป็นที่ต้องเร่งสะสางคดีที่มันมีปัญหาอยู่ในศาลตอนนี้ คือ จะใช้วิธีอะไรก็แล้วแต่ จะเพิ่มจำนวนผู้พิพากษา จะเพิ่มจำนวนของอัยการก็แล้วแต่ เราก็ต้องทำ จำเป็นต้องทำ ที่ผ่านมาคดีล่าช้าเพราะหลายเหตุ บางครั้งพอนัดแรกที่มีการสืบพยานต้องสืบพยานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตำรวจ บางทีก็ขอเลื่อนคดีบ้าง อ้างเหตุว่าต้องไปอบรมติดราชการ ทำให้คดีต้องเลื่อนไปเหตุล่าช้าไป การเข้มงวดคดีให้มันจบโดยเร็วเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ นั่นคือประเด็นที่หนึ่ง

ประเด็นที่สอง วันนี้ทางการมองว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ คงใช้ไม่ได้แล้ว และเล็งที่จะใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง (พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551) แต่รายละเอียดและปัญหาใน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ใช่ว่าจะไม่มี วันนี้ที่ยังไม่ประกาศใช้เป็นทางการก็เพราะว่าเรายังถามถึงเรื่องข้อห่วงใย เราไม่อยากให้เกิดซ้ำเหมือน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพราะในช่วงก่อนที่จะเริ่มใช้ในในสมัยรัฐบาลทักษิณ เราไม่ได้ตั้งคำถามว่าเราจะคุ้มครองสิทธิของผู้ที่ถูกเอาตัวไปอย่างไร ตอนนี้ก็ใช้กันแบบเละเทะ

อย่างไรก็ตาม ศูนย์ทนายความมุสลิมและองค์กรในเครือข่ายก็มีข้อเสนอต่อทางการมาโดยตลอด โดยเฉพาะข้อเสนอต่อศาลฏีกาที่สุดท้ายทำให้มีข้อแนะนำของศาลฏีกา [กรุณาดูเอกสาร คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรา 21 (พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ) และกรณีหมาย ฉฉ. (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)] เหตุผลหนึ่งที่ศาลอยากจะเข้ามามีบทบาทการที่จะคุ้มครองสิทธิของคนที่ถูกควบ คุมตัว ก็เพราะการยอมรับว่า มีการปฏิบัติตัวต่อบุคคลเหล่านี้ไม่ถูกต้องตามวิธีการของกฎหมาย หลายต่อหลายครั้งที่เรายื่นคำร้องต่อศาล บางครั้งศาลก็ไม่ได้ทำการไต่สวน

อย่าง เช่น มีกรณีที่ผมเคยยื่นคำร้องขอให้ศาลปล่อยตัว เพราะว่ามีเหตุว่ามีการไปซ้อมทำร้ายทรมาน พอในวันรุ่นขึ้นก็ถูกแจ้งข้อหาเลย ไม่ได้ควบคุมตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ แล้ว พอแจ้งข้อหา กระบวนการขอปล่อยตัวก็สิ้นสุดไป สิ้นผลไปตามกฎหมาย แต่หากว่าศาลอยากใช้บทบาทในการคุ้มครองสิทธิจริงๆ ศาลควรจะไต่สวนให้ได้ความก่อนว่า เจ้าหน้าที่ไปซ้อมทำร้ายร่างกายหรือไม่ นั่นคือประเด็นที่หนึ่ง ในส่วนของการดูแลคนที่ถูกควบคุมตัวเค้าก็ใช้อำนาจของศาล เพราะเวลาควบคุมตัวตามกฎหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ต้องใช้หมายศาล แต่ว่าขอหมายของศาล เวลาเอาไปควบคุม กลับเอาไปควบคุมที่ค่ายอิงคยุทธฯ หรือไม่ก็ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอยู่นอกเหนือสายตาของศาล

ในส่วนของ พ.ร.บ.ความมั่นคง วันนี้ที่ยังไม่มีการใช้อย่างเป็นจริงเป็นจัง แม้ว่าใน 4 อำเภอของสงขลาเริ่มใช้บังคับแล้ว แต่ว่าแนวทางปฏิบัติยังไม่ชัด ประเด็นที่เราเป็นห่วงก็เพราะว่า บุคคลที่ถูกออกหมายจับหรือว่าเป็นผู้ต้องหา กฎหมายบอกว่า ถ้าเขาคนนั้นกลับใจเข้ามามอบตัวหรือพนักงานสอบสวนเห็นว่าเป็นผู้หลงผิดรู้ เท่าไม่ถึงการณ์ พนักงานสอบสวนสามารถที่จะเสนอคำร้องต่อศาล ให้ศาลพาตัวบุคคลเข้ารับการอบรมแทนการดำเนินคดีตาม ป.วิอาญา

ดูอย่าง นี้ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหามันจะมีอยู่ว่า คนนี้ตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว เมื่อไหร่ที่เขากลับใจ เข้ามามอบตัว เขาจะมีทางเลือกสองทาง ทางที่หนึ่ง เลือกที่จะไปอบรม ทางที่สอง เลือกที่จะถูกดำเนินคดี ถ้าเลือกที่จะไปอบรม เขาต้องรับสารภาพในข้อหานั้น แต่ว่าถ้าเลือกที่จะถูกดำเนินคดีก็ต้องให้การปฏิเสธ ต้องว่าไปตามกระบวนการของกฎหมายไป ปัญหาก็มีอยู่ว่า ถ้าเขารับสารภาพ โดยเลือกที่จะเข้ารับการอบรม มีการเอาตัวไปอบรมตามโครงการหกเดือน เพราะว่ากฎหมายกำหนดหกเดือน อบรมเสร็จแล้วต้องมีการประเมินด้วย ว่าคนเหล่านี้ผ่านหรือไม่ ถ้าไม่ผ่านก็ต้องกลับเข้าไปสู่กระบวนการการดำเนินคดี

คำถาม ก็คือว่า ที่เขารับสารภาพตั้งแต่ตอนแรกจะทำอย่างไร เพราะในทางคดีเขารับสารภาพไปแล้ว อันนี้คือปัญหาของ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ

เวลา เราสอบข้อเท็จจริง เราก็ต้องดูข้อเท็จจริงที่ผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาให้ข้อมูลกับเรา ในกรณีที่เขาบอกว่าเขาทำผิดจริง เราต้องให้เขารับสารภาพ แต่ว่าในคดีความมั่นคงบางครั้ง มันยากมากที่จะให้รับหรือไม่รับ เพราะในบางคดี เขาอาจจะไม่ได้ทำผิดก็ได้ แต่ไปมีส่วนร่วมในส่วนใดส่วนหนึ่ง อยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่เจ้าหน้าที่ก็มาคลุมว่าเขามีส่วนร่วมกัน เราต้องแนะนำ ถ้าเขาทำผิดจริงต้องให้การรับสารภาพ แต่ถ้ายืนยันที่จะปฏิเสธก็เป็นสิทธิของเขา เพราะว่าทางกฎหมายนั้นจะตั้งสันนิฐานในเบื้องต้นว่าเขาบริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

ในกรณีที่มีผู้ต้องหาตามหมายจับ พอเห็นว่าตัวเองมีทางเลือกอยู่สองทาง หนึ่ง คือ เข้าอบรม กับสองคือ ถูกดำเนินคดี ถ้าเกิดทำผิดจริง เขายอมรับว่าทำผิดและยินดีที่จะเข้าอบรม เราก็ไม่มีปัญหาตรงนั้น แต่บางคนไม่ได้ทำผิด แต่เลือกที่จะเข้าอบรมเพราะว่าถ้าถูกดำเนินคดีจะต้องไปหาประกัน ต้องถูกขัง อยู่ในเรือนจำ เป็นเรื่องที่น่าคิดมากในทางกฎหมาย มันเหมือนคดียาเสพติดเมื่อก่อนที่บอกว่าฟื้นฟู เยียวยา ให้ทางเลือก บางครั้งจำเป็นจำใจต้องรับสารภาพ ทั้งๆ ที่ไม่ได้กระทำความผิด เพราะว่าถ้าไม่รับสารภาพจะต้องถูกคุมขัง หลักทรัพย์ก็ไม่มีที่จะประกันตัว ผมเกรงว่าจะมีลักษณะอย่างนี้ ลักษณะว่าถูกบังคับให้รับสารภาพ เหมือนลักษณะของการต่อรอง

แต่ถึงอย่างนั้น ในแง่หลักการแล้ว เราก็เห็นด้วยที่จะใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง อย่างน้อยมันก็เบากว่ามาตรการของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ข้อห่วงใยของเราก็มีอยู่เหมือนกัน

ผมยกตัวอย่าง อย่างคดีที่ออกหมายจับเป็นกลุ่มในอำเภอสายบุรี ประมาณ 40 คน ที่ออกหมายจับ ตาม ป.วิ อาญา ข้อหา อั้งยี่ ซ่องโจร คดีนี้มีคนไปมอบตัวสู้คดี 35 คน อีก 5 คนหนี ไม่ได้เข้ามอบตัว 35 คนสู้คดีในชั้นศาล ปรากฏว่าศาลพิพากษายกฟ้อง อัยการไม่อุทธรณ์ คดีก็จบ แล้วอีก 5 คนล่ะ ถูกคดีเดียวกัน เพราะว่าออกหมายจับเดียวกัน พยานหลักฐานก็ชุดเดียวกัน ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ที่มาเบิกความก็คนเดียวกัน ผลของคดีถ้าเขามอบตัว มันก็ต้องยกฟ้องอยู่ดี แต่ถามว่าตัวเขาตราบใดที่ยังมีหมายจับ มันก็คาอยู่อย่างนั้น กลับบ้านก็ไม่ได้ ต้องหนีระหกระเหิน มีทางเดียวคือต้องหาหลักทรัพย์เตรียมไว้เพื่อมอบตัวและประกันตัวเองออกมา แต่ถ้าไม่มีหลักทรัพย์ เขาต้องยอมที่ต้องอยู่ในห้องขัง ในเรือนจำ กว่าที่ตำรวจส่งสำนวนให้อัยการ กว่าที่อัยการสั่งไม่ฟ้องเค้า ถ้าอัยการสั่งฟ้องก็เป็นปัญหาแก่เค้าอีก เพราะถูกขังระหว่างพิจารณาคดี

(อ่านบทสนทนาแลกเปลี่ยนในตอน 2)

เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://www.deepsouthwatch.org/node/2124

ประจักษ์ ก้องกีรติ: แนวโน้ม 7 ประการหลังการเลือกตั้ง 3 ก.ค.

ที่มา ประชาไท

วิเคราะห์ ผลการเลือกตั้งมี 2 พรรคการเมืองใหญ่ แต่การแข่งขันไม่สูสี ชี้สร้างเสถียรภาพการเมืองไทย ต้องช่วยให้ ปชป.อยู่ในสภาพแข่งขันได้จริง พร้อมแนะพรรคใหญ่กระจายฐานเสียง สร้างความชอบธรรมในการบริหารประเทศ

(20 ก.ค.54) ศูนย์ติดตามประชาธิปไตยไทย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จัดเสวนาโต๊ะกลม "วิเคราะห์ผลเลือกตั้ง และแนวโน้มรัฐบาลใหม่" ดำเนินรายการโดย สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า จากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา สะท้อนความต่อเนื่องของเทรนด์บางประการของระบบการเมืองและการเลือกตั้งไทย ตั้งแต่หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา โดยมีแนวโน้ม 7 ประการ ได้แก่ 1) มุ่งสู่ระบบสองพรรคการเมืองใหญ่อย่างชัดเจน แม้จะมีการเปลี่ยนไปใช้รัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อทำลายระบบสองพรรคการเมืองใหญ่และความเข้มแข็งพรรคการเมือง
2) แม้ว่าจะมี 2 พรรคการเมืองใหญ่ แต่การแข่งขันระหว่าง 2 พรรคไม่สูสี ตั้งแต่ก่อนใช้รัฐธรรมนูญ 40 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แพ้การเลือกตั้ง 6 ครั้งต่อเนื่อง ขณะที่การเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้งสองครั้ง ปชป.ไม่เคยได้ที่นั่งเกิน 165 ขณะที่จุดที่เลวร้ายที่สุดของพรรคเพื่อไทย (พท.) ยังมี 233 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่าจุดที่ ปชป.ทำได้สูงสุด ดังนั้น ช่องว่างของ 2 พรรคใหญ่ มีถึง 80 ที่นั่งเป็นอย่างต่ำ โดยเทรนด์นี้เกิดตั้งแต่ 2544
ประจักษ์เสนอว่า หากต้องการสร้างเสถียรภาพการเมืองไทย ต้องช่วยให้ ปชป.อยู่ในสภาพที่แข่งขันได้จริง โดยไม่ใช่เพียงแต่แฟนคลับ แต่ผู้ที่รักประชาธิปไตยจะต้องช่วย ปชป.ปฏิรูปพรรคให้มีความเข้มแข็ง เพื่อจะได้ไม่เป็นที่สองตลอดกาล พร้อมยกตัวอย่างว่า ในสหรัฐอเมริกาการเมืองมีเสถียรภาพเพราะพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคมีศักยภาพใน การแข่งขัน ผลัดกันแพ้ชนะ
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ชี้ ว่า หากทั้งสองพรรคยังคงครองอันดับเดิมตลอด การเมืองไทยจะไม่มีเสถียรภาพ โดยชนชั้นนำไทยจะพยายามใช้วิธีไม่ปกติแทรกแซงการเลือกตั้งเพื่อให้พรรคที่ สนับสนุนขึ้นมามีอำนาจ และสภาพนี้จะอยู่ตลอดไปตราบที่ ปชป.ไม่อาจแข่งขันในระบบ
3) อนาคตของพรรคขนาดกลางและเล็กไม่โปร่งใส โดยมีผลงานแย่ตั้งแต่ 2544 เป็นต้นมา โดยอาจปรับได้โดยการรวมพรรคทั้งหมดให้เหลือพรรคเดียว เพื่อเป็นพรรคขั้วที่สามหรือคงสภาวะนี้ต่อไป ปรับไปเป็นพรรคของจังหวัด แบบ "พลังชลโมเดล" ซึ่งจะมีฐานเสียงอยู่ในพื้นที่แคบๆ ตัวเลขที่นั่งต่ำสิบ
4) เริ่มเกิดภูมิภาคนิยม บางภาคเป็นฐานเสียงที่ชัดเจนของพรรคการเมืองบางพรรค เหนือ-อีสาน พท.ช่องว่างชนะห่างมาก ปชป.มีฐานเสียงเหนียวแน่นในภาคใต้ ทิ้งห่างคู่แข่งเยอะมากกว่าที่เพื่อไทยชนะคู่แข่งในเหนือและอีสาน ปรากฏการณ์นี้คงจะอยู่กับการเมืองไทยไปอีกพักใหญ่ อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์นี้เพิ่งเกิดขึ้นหลังพฤษภาทมิฬ ดังนั้น จึงยังเปลี่ยนแปลงได้
5) การแข่งขันในกรุงเทพฯ สูสีกว่าที่คิด โดยเมื่อดูตัวเลขปาร์ตี้ลิสต์ และ ส.ส.เขตสูสีสูง สะท้อนความเป็นคนกรุงเทพฯ ที่ไม่เคยจงรักภักดีต่อพรรคการเมืองใด เปลี่ยนไปทุกการเลือกตั้ง ไม่เคยมีพรรคใดครองเสียงคนกรุงเทพฯ ได้เกิน 2 สมัย
6) ความตื่นตัวในการเลือกตั้งของประชาชนคนไทย จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงขึ้นตลอด แม้แต่ในภาคใต้ที่มีความรุนแรง สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ สะท้อนความผูกพันกับการเลือกตั้ง ประชาชนไม่ได้มองว่าการเลือกตั้งสกปรกเลวร้าย แต่คนที่มองว่าเลวร้ายเป็นนักวิชาการกลุ่มเล็กมากกว่า
7) สะท้อนการลดบทบาทของตระกูลการเมืองเก่าๆ โดยพบบางตระกูลสูญพันธุ์ไป กรณีที่บอกว่ามี ส.ส. 38 ตระกูล เข้าสภานั้น ไม่ได้สะท้อนอิทธิพลของตระกูล ที่มี ส.ส.นามสกุลซ้ำ พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในปาร์ตี้ลิสต์และระบบเขต มีรายที่ชนะด้วยอิทธิพลตระกูล เหลือเพียง 2-3 ตระกูลเท่านั้น
ประจักษ์ เสนอว่า การใช้ความรุนแรงในช่วงเลือกตั้งไม่ได้มากกว่าที่ผ่านมา จำนวนผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต น้อยลง โดยที่ผ่านมา เหยื่อความรุนแรงกลายเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งในที่สุด เนื่องจากได้รับความเห็นใจ อาทิ ประชา ประสพดี หรือ นายกอบจ.ที่ลพบุรี ที่พี่ชายถูกยิงเสียชีวิต ดังนั้น การใช้ความรุนแรงจึงเป็นวิธีที่ไม่ได้นำมาสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง ส่วนการซื้อเสียงเริ่มลดลงและไม่ได้เป็นตัวชี้ขาด
อาจารย์ คณะรัฐศาสตร์ เสนอว่า ถ้าอยากมีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ทั้งสองพรรคใหญ่ต้องพยายามกระจายฐานเสียงของตัวเองให้กระจายทั้งประเทศ มากกว่ากระจุกตัวบางจังหวัด
ประจักษ์ สรุปว่า การเมืองไทยมาถึงจุดที่ระบบการเลือกตั้งลงหลักปักฐานมีเสถียรภาพ มุ่งสู่การมีพรรคการเมืองใหญ่สองพรรค ไม่ว่าจะใช้วิธีพิเศษ รัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์ก็ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนไทยและความนิยม ต่อพรรคการเมืองนี้ได้ ทางออกทางเดียวของชนชั้นนำที่ไม่ชอบทักษิณ หรือพรรคเพื่อไทย อยู่ที่การมาแข่งขันในระบบเท่านั้น โดยต้องทำให้ ปชป. เข้มแข็งกว่านี้และแข่งขันได้จริงในระบบ

ศาลแพ่งสั่งกลาโหม-ทัพบกชดเชยครอบครัวอิหม่ามยะผา กาเซ็ง 5.2 ล้าน เหตุตายระหว่างคุมตัว

ที่มา ประชาไท

ผล การฟ้องร้องหน่วยงานรัฐของครอบครัวอิหม่ามยะผา กาเซ็งที่ตายในระหว่างคุมตัว ศาลแพ่งไกล่เกลี่ยจำเลยยอมรับทำผิดจริง และอิหม่ามยะผาไม่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุการณ์ไม่สงบ ยอมชดเชย 5.2 ล้าน

มูลนิธิ ผสานวัฒนธรรมเผย วันนี้ศาลแพ่งได้รายงานกระบวนพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ 1084/2552 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 มีความว่า นางนิม๊ะ กาเซ็งและพวกรวม 4 คน โจทก์ และกระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติรวม 3 หน่วยงาน จำเลย นัดพร้อมไกล่เกลี่ย โดยศาลได้ไกล่เกลี่ยคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้วคดีสามารถตกลงกันได้โดยจำเลยทั้ง สามแถลงว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีนี้ที่ทำให้นายยะผา กาเซ็ง เสียชีวิต เป็นการปฏิบัติการร่วมกันของจำเลยทั้งสามภายใต้กรอบของกฎหมายตามสถานการณ์ ที่เป็นอยู่ขณะเกิดเหตุ เมื่อมีการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดจนข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว พบว่านายยะผา กาเซ็งผู้ตายและครอบครัวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้น แต่อย่างใด จำเลยทั้งสามรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โดย จำเลยที่1 และที่ 2 ยอมรับที่จะเยียวยาความเสียหายให้กับฝ่ายโจทก์ตามที่ศาลได้มีการไกล่เกลี่ย และเป็นที่ยอมรับของฝ่ายโจทก์ เป็นค่าเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียงของนายยะผา กาเซ็ง ผู้ตาย เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท ค่าปลงศพเป็นจำนวนเงิน 87,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นจำนวนเงิน 4,624,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 5,211,000 บาท และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน

คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่า คดีสามารถตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ยื่นต่อศาล ขอให้ศาลพิพากษาตามยอม

ศาลตรวจสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วเห็นว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงพิพากษาตามยอมให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไป

สภาลูกจ้างออกโรงหนุนค่าแรง300 เหลือทนนายทุน500เห็นแก่ได้ครอบสื่อเหยียบหัวคนจน

ที่มา Thai E-News




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
21 กรกฎาคม 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:สภา องค์การลูกจ้างสภาศูนย์กลางแรง งานแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสมาชิก 130 สหภาพแรงงาน มีลูกจ้างที่จะต้องดูแลถึง 60,000 คน ประกาศขอสนับสนุนนโยบายพรรคเพื่อไทยในการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทั่วประเทศ และสังคมต้องฟังเสียงผู้ใช้แรงงานด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้แต่นายทุนนายจ้างเสียงดังอยู่ข้างเดียว โดยมีรายละเอียดดังนี้
แถลงการณ์ ฉบับที่ 1/2554
สภาองค์การลูกจ้างสภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย
เรื่อง “สนับสนุนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท


เสียง คัดค้านต่อต้านนโยบายค่าแรง 300 บาท ของพรรคเพื่อไทยดังไปทั่ว เมื่อเห็นได้ชัดแล้วว่า พรรคเพื่อไทยจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน

โดยเฉพาะในส่วน ข้อคัดค้านของฝ่ายทุน เช่น สภาอุตสาหกรรมนั้น แม้ยังฟังไม่ขึ้น แต่ก็เข้าใจได้คือเป็นความเห็นของผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง พูดอะไรก็ถูกทุกที

แล้วมีใครที่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาทบ้างนอกจากแรงงาน เพราะสื่อไม่ขยันพอจะไปเที่ยวหาคนที่ไม่ใช่นักการเมือง ที่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรง 300 บาท เพื่อเอาความเห็นของเขามานำเสนอบ้าง มีแต่คนด่ากันผ่านสื่อนั้นแหละที่สื่อจะเปิดพื้นที่ของตนให้

หาก เป็นเช่นนี้ในไม่ช้า สังคมไทยก็จะคล้อยตามฝ่ายทุนว่า หากขึ้นค่าแรงระดับนี้ เศรษฐกิจทั้งระบบจะพังครืน (ทั้งๆ ที่อาจพังเพราะสาเหตุอื่น เช่นสหรัฐกำลังจะล้มละลายก็ได้)

นโยบายค่า แรง 300 บาท ของพรรคเพื่อไทย สภาองค์การลูกจ้างสภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย เห็นว่าไม่ใช่ตัวเลขลอยๆ ที่ได้มาจากการหาเสียง มีเหตุผลของชีวิตแรงงานในฐานะมนุษย์รองรับอยู่ เว้นแต่คนที่จะเห็นว่าชีวิตของแรงงานไม่ใช่ชีวิตของมนุษย์เท่านั้นที่คิดว่า 300 บาท เป็นตัวเลขที่สูงเกินไป หากแรงงานได้รับค่าจ้างวันละ 300 บาท แล้วจะทำให้สินค้าไทยราคาแพงขึ้นจนกระทั่งไม่อาจแข่งขันในตลาดโลกและตลาดภาย ในได้จริงหรือ ?

ค่าแรงเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิตก็จริง แต่ยังมีอีกหลายปัจจัย เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น 40 บาทต่อวัน มิได้หมายความว่าสินค้าจะเพิ่มขึ้นชิ้นละ 40 บาท เพราะในกลไกการผลิตย่อมมีการดูดซับต้นทุนระหว่างกันจนกระทั่งราคาที่เพิ่ม ขึ้นเนื่องจากการเพิ่มค่าแรงอาจไม่มากนัก หากรัฐเข้าไปหนุนช่วยในกลไกการผลิตในส่วนอื่น

เช่น ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักรและอะไหล่ หรือลดภาษีรายได้บริษัทลงเหลือ 23% ตามพรรคเพื่อไทยเสนอก็จะช่วยได้มาก

ยิ่ง กว่านี้การหนุนช่วยของรัฐต้องมีจุดมุ่งหมายที่มากกว่าราคาสินค้าเฉพาะ หน้า ควรเป็นการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถของแรงงาน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้พ้นจากการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นไปสู่การผลิต ที่ใช้ความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น

ไม่ใช่ข้อเสนอของสภา อุตสาหกรรมที่จะให้รัฐเข้ามาช่วยจ่ายค่าแรง เสมือนรัฐต้องจ้างอุตสาหกรรมมิให้กดขี่แรงงาน อาจจะเป็นตรรกะเดียวกันที่นำเราไปสู่การจ้างโจรไม่ให้ปล้นด้วย

การ ปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท จะนำไปสู่ของแพงขึ้นจริงหรือไม่ ก็คงมีผลให้ของแพงขึ้นในระยะหนึ่ง เพราะเมื่อครอบครัวแรงงานสามารถกินไข่ได้ทุกวัน ก็เป็นธรรมดาที่ไข่ย่อมแพงขึ้นในระยะหนึ่ง จนกว่าผู้ผลิตไข่ซึ่งขายดิบขายดีจะเร่งผลิตไข่ออกมาให้มากกว่าเดิม การเพิ่มรายได้ทำให้ของแพง ก็เมื่อสินค้าใดเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น ราคาสูงขึ้น ทำไมจึงไม่แย่งกันผลิตเพื่อทำกำไร และเมื่อแย่งกันผลิตราคาสินค้านั้น ก็น่าจะลดลงมาสู่ราคาที่สมเหตุสมผล

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่รายได้ซึ่งเพิ่มขึ้น แต่น่าจะอยู่ที่ว่ากลไกตลาดของเราเองต้องมีอะไรบางอย่างบิดเบี้ยวทำให้ไม่มีใครแย่งกันผลิต

ดัง นั้นการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมนั้นไม่มีจริงในตลาดไทย เราน่าจะไปจัดการกับการเก็งกำไรของอำนาจเหนือตลาดในรูปแบบต่างๆ ซึ่งครอบงำตลาดไทยอยู่ และที่จริงก็มีมากเสียด้วย

การเพิ่มค่าแรง เป็น 300 บาท จึงต้องมาพร้อมกับมาตรการที่จะทำลายอำนาจเหนือตลาดในรูปแบบต่างๆ ไม่ใช่ไปห้ามไม่ใช้จ่าย 300 บาท มิเช่นนั้นไม่ควรมีใครในโลกได้รายได้เพิ่มขึ้นสักคนรวมทั้งนักวิชาการด้วย

การ ลดดอกเบี้ยเงินกู้แก่ผู้ประกอบการ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการลดต้นทุนการผลิต ปัจจุบันธนาคารเอาเปรียบผู้ประกอบการและประชาชนมาก ธนาคารสามารถขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ตามใจชอบ แต่ดอกเบี้ยเงินฝากถูกกดให้ต่ำติดดิน

นักวิชาการ นายทุน ผู้ประกอบการ น่าจะถามคำถามว่า ทำไมธนาคารจึงมีเสรีภาพในการเอารัดเอาเปรียบเช่นนี้ แทนที่จะโจมตีค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ต่อวัน

อันที่จริง นโยบาย 300 บาท นี้ก็เดินตามนโยบายของรัฐบาลของพี่ชายว่าที่นายกฯ เป็นการฟื้นเศรษฐกิจวิธีหนึ่ง (แทนการแจกเงินเฉยๆ แก่ข้าราชการและลูกจ้างและพนักงานรัฐวิสาหกิจ) คือทำให้เกิดความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยในตลาดให้มากขึ้น อันจะเป็นแรงขับเคลื่อน เศรษฐกิจทั้งระบบ เพียงแต่ว่าไม่ได้มุ่งเน้นแต่ตลาดต่างประเทศอย่างที่สภาอุตสาหกรรมให้ความ สำคัญ แต่เพิ่มกำลังซื้อภายในให้สูงขึ้น อย่าลืมด้วยว่าตลาดภายในนับวันจะมีความสำคัญมากขึ้น

บางคนแสดงความ ห่วงใยว่า 300 บาท จะดึงเอา พม่า ลาว กัมพูชา หลั่งไหลเข้ามาอีกมากมายก็คงจะดึงจริงแน่ และถึงจะมีหรือไม่มี 300 บาท อีก 5 ปีข้างหน้า ในเงื่อนไขของเศรษฐกิจเสรีอาเซียน การหลั่งไหลของแรงงานข้ามชาติ ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว

ปัญหา อยู่ว่าเหตุใดนายจ้างไทยจึงนิยมจ้างแรงงานต่างชาติ ส่วนหนึ่งก็เพราะแรงงานไทยขาดแคลน และงานบางอย่างแรงงานไทยไม่ทำ การมีแรงงานต่างชาติเข้ามาก็ดี เป็นการช่วยอุตสาหกรรมบางประเภทให้อยู่ได้

แต่สาเหตุส่วนนี้ยังไม่สำคัญเท่ากับว่า แรงงานต่างชาติรับค่าจ้างและสวัสดิการต่ำกว่าแรงงานไทย แม้กฎหมายไทยไม่ได้ยกเว้นแรงงานต่างชาติจากสิทธิทั้งหลายที่กฎหมายกำหนด แต่ในความเป็นจริงนายจ้างจ่ายค่าแรงต่ำกว่ามาก อีกทั้งไม่ได้ให้สวัสดิการใดๆ ที่กฎหมายกำหนดเลย

หยุดกดขี่แรงงาน หยุดขูดรีดแรงงาน หยุดการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน
คืนความเป็นธรรมให้คนในสังคม แล้วความสันติสุขจะกลับคืนมา
ขอบพระคุณพรรคเพื่อไทยที่มีนโยบายดี

สภาลูกจ้างยังได้ส่งเอกสารประกอบเรื่อง เปรียบเทียบราคาสินค้าอุปโภค บริโภค ค่าที่อยู่อาศัยที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันของแรงงานไทยเพื่อให้พิจารณาดังนี้
******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง: ปวดตับกับนายทุนห้าร้อย


การ ขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของรัฐบาลเพื่อไทยนั้น มาเป็นแพ็กเก็จคู่กับการลดภาษีกำไรธุรกิจจาก 30%ลงมาที่ 23% พูดง่ายๆว่ากำไรดีขึ้น เถ้าแก่ก็นำผลกำไรที่ไม่ต้องจ่ายภาษีนั่นเองมาจ่ายค่าจ้างลูกน้องให้สูงขึ้น สุดท้ายก็WIN-WINด้วยกันทั้งนายจ้าง-ลูกจ้างแต่ที่โดนต้านซะเยอะก็เพราะถึง จะลดภาษีลงมาเท่าไหร่ก็ช่าง นายทุนหน้าเลือดพวกที่มันหลบภาษีโกงประเทศชาติซะจนเป็นสันดานทำความเสียหาย ให้บ้านเมืองยิ่งกว่าพวกโจร500ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

การ ก่อกระแสต้านนโยบายขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท ของสภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมนั้น ที่ไทยอีนิวส์ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้ว่าอาจมีมูลเหตุจูงใจทางด้านการเมือง มากกว่าเหตุผลที่แท้จริงทางด้านธุรกิจ(ดูรายงานข่าวเรื่อง :เบื้องหลังการกวนตีนจากสภาหอการค้า-การต่อต้านค่าแรง300จากสภาอุตฯ องค์กรซ่อนเงื่อนของใคร..? ) ก็เนื่องจากว่ามีการก่อกระแสการโจมตีด้านเดียว

ไม่ มีการพิจารณาแบบองค์รวม นายทุนไทยในสภาหอฯ-สภาอุตฯยังมีมิติไม่ต่างไปจากตอนเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับแรกเมื่อ 54 ปีที่แล้วคืออาศัยแรงงานราคาถูก เป็นปัจจัยสำคัญชี้ขาดในการแข่งขัน แม้จะเต็มไปด้วยปัญหาการกระจายรายได้ และการกดขี่ผู้ใช้แรงงาน

ที่สำคัญ 54 ปีมานี้รวยกระจุกกันอยู่ที่ตระกูล จนกระจายไปทั่วหล้า เอะอะก็โยนขี้ให้คนจนกรรมกรยอมเสียสละเรื่อยมา อ้างว่าเพื่อให้ทุนไทยแข่งขันได้...ฟังแล้วปวดตับ!

และหากพิจารณา อย่างเป็นธรรมแล้ว เรื่องการขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของว่าที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้นมาเป็น แพ็กเก็จคู่กับการลดภาษีกำไรธุรกิจจาก 30%ลงมาที่23% พูดง่ายๆว่ากำไรดีขึ้น ก็นำผลกำไรนั่นเองมาจ่ายค่าจ้างที่สูงขึ้น สุดท้ายก็WIN-WINด้วยกันทั้งนายทุนและกรรมกร

ประเทศที่แข่งขันได้ หรือเจริญแล้วจะจ่ายภาษีไม่สูง อย่างสิงค์โปร์เก็บภาษีนิติบุคคล 18 % ในย่านอาเซียนมีฟิลิปปินส์กับไทยเก็บ 30 % โดยรัฐบาลเพื่อไทยจะปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30 เหลือ 23 % ในปี พ.ศ. 2555 และเหลือเพียง 20 %ในปี พ.ศ. 2556 เพื่อให้บริษัทต่างๆนำเงินกำไรที่สูงขึ้นนั้น ไปขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำของผู้ที่จบปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท แรงงานขั้นต่ำของกรรมกรเเริ่มที่ 300 บาทต่อวัน

การลดภาษีและเพิ่ม รายได้ประชาชนจะทำให้มีกำลังเงินมากขึ้น มีกำลังซื้อสูงขึ้น ในที่สุดก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้น เป็นหลัก "เก็บน้อยเพื่อได้มาก" เพราะเก็บมากก็เจอพวกหลบภาษีเพียบ



หลัง จบการเลือกตั้งเมื่อ 3 กรกฎาคมนั้น เมื่อวันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทะยานสูงขึ้น 50 จุด ในวันนั้นนักลงทุนต่างประเทศซื้อหุ้นไทยสุทธิ 10,000 ล้านบาท มากที่สุดเป็นประวัติการณ์นับแต่ก่อตั้งตลาดหุ้ยไทยมา 36 ปี เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศมองในทางบวกว่านโยบายลดภาษีดังกล่าว จะส่งผลให้กำไรของบริษัทในตลาดหุ้นไทยสูงขึ้นโดยเฉลี่ย6.1%ทั้งนี้จากรายงาน บทวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์โนมูระซิเคียวริตี้

ลองดูตารางด้านล่าง นี้ ช่องแรก เป็นชื่อย่อหุ้นของบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นไทย ช่องที่สองเป็นการประมาณการณ์ว่าบริษัทไหนจะกำไรดีขึ้นเท่าไหร่หลังนำโยบาย นี้มาใช้ ช่องที่สามเป็นอัตราภาษีที่จ่ายกันอยู่ในเวลานี้ ช่องสุดท้ายเป็นอัตราส่วนของราคาต่อกำไร




เป็น ต้นว่าเดิมSCB หรือธนาคารไทยพาณิชย์เคยจ่ายภาษีกำไรธุรกิจอยู่เกือบ30%เต็มเพดาน แต่เมื่อนำนโยบายนี้มาใช้ คาดว่าจะทำให้กำไรสูงขึ้น8.8% หรือBEC(โทรทัศน์ช่อง3)เคยจ่ายเต็มเพดาน30% หากลดลงมาก็จะกำไรสูงขึ้น10.3% เป็นต้น

ภาษีเงินได้ที่จะลดลง ถ้าเอาไปขึ้นเงินเดือนให้พนักงานทั้งหมด พนักงานปูนซิเมนต์ได้คนละเท่าใด



ข้างบนนี้คุณNirvanaเขียนลงกระทู้ประชาทอล์ก ว่า ภาษีเงินได้ที่จะลดลง ถ้านำมาจ่ายเพิ่มเงินเดือนให้พนักงานทั้งหมด พนักงานของบริษัทซิเมนต์ไทย จะได้เพิ่มเงินเดือนคนละประมาณ 97,000 บาทต่อปีพนักงานของธนาคารไทยพาณิชย์จะได้เพิ่มเงินเดือนคนละประมาณ 115,000 บาทต่อปี

ถ้าทุกบริษัททำเช่นนี้ได้เงินก็จะสะพัดน่าดู แต่ย้ำว่านี่เป็นแค่การสมมุติ แต่ที่นำมาเปรียบเทียบแบบนี้ก็เพื่อจะบอกว่า การเริ่มค่าจ้างปริญญาตรีหมื่นห้า กรรมกรรายวันสามร้อย ก็เอามาจากกำไรที่สูงขึ้นนี่แหละ




*****
อย่าง ไรก็ดีคนที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรก็มี คือพวกบริษัททำกิจการด้านการส่งออก ที่ผ่านมาก็แทบไม่มีรายใดเสียภาษีเต็ม30% เพราะได้รับสิทธิพิเศษส่งเสริมการลงทุนจากBOIโปรโมชั่นลดแหลแจกแถมภาษี สารพัดอยู่แล้ว ขณะที่ต้องจ่ายค่าแรงขั้นต่ำสูงขึ้น ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำให้ได้ประโยชน์ทุกฝ่ายแบบWIN-WINกันต่อ ไป

สุดท้ายที่เสียประโยชน์แน่ๆคือไอ้พวกนายทุนที่ไม่เคยจ่ายภาษี เข้ารัฐเต็ม เม็ดเต็มหน่วย ทำบัญชี2บัญชี3ทำกำไรให้ขาดทุน กำไรมากมายก็โชว์กำไรนิดเดียว ตั้งบริษัทในเครือยุบยับไปหมดเพื่อหมกเม็ดไม่ต้องจ่ายภาษี หากนึกไม่ออกก็เช่น เครือธุรกิจใหญ่โตที่ออกมาโวยวายเป็นเจ้าแรกว่าขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ300จะเป็น จะตายนั่นแหละ พวกนี้เขาเรียกว่าจัญไรไฟไหม้ เมื่อวานเลนโดนไหม้ให้คนเขาสมน้ำหน้าไปแล้ว เพราะอยากทำตัวเป็นนายทุนหน้าเลือดที่ดีแต่เลียอำมาตย์ จนถูกบอยคอตขนานใหญ่

บริษัท พวกนี้ถึงพรรคเพื่อไทยจะลดภาษีลงมาแค่ไหน มันก็ไม่เคยได้ประโยชน์ เพราะมันหลบภาษีเป็นอาชีพ แล้วอ้างหน้าตายว่าเป็นการจัดการทางภาษี หรือTAX MANAGEMENTนั่นเอง แต่พอจะเอากำไรที่เม้มรัฐ เอารัดเอาเปรียบสังคมมาเพื่มค่าจ้างให้ลูกจ้างก็ต่อต้านกันจะเป็นจะตาย

เพราะลดลงมายังไงมันก็ไม่ได้อะไร เพราะมันหลบเลี่ยงซะเคยตัวจนเป็นสันดาน

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

ไทยอีนิวส์:เบื้องหลังการกวนตีนจากสภาหอการค้า-การต่อต้านค่าแรง300จากสภาอุตฯ องค์กรซ่อนเงื่อนของใคร..?

-ASTVผู้จัดการออนไลน์:เว็บเสื้อแดงโวยจะเอาค่าแรง 300 บาท โยงมั่วหอการค้า-สภาอุตฯ ค้านเพราะ “อำมาตย์” ไม่ให้ขึ้น

-หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม 54:เสื้อแดงมั่วดึงอำมาตย์เอี่ยว สกัดค่าแรง300 เอกชนถล่มเอสเอ็มอีสูญพันธุ์

-ถึงASTVผู้จัดการ:เห็นฝีมือลูกน้องแล้วสงสารลูกพี่ลิ้ม

อึ้งทึ่งเสียว!จะใช้เงินภาษีประชาชน20ล้านยูโรไถ่โบอิ้งส่วนพระองค์หรือไม่? เพราะสู้คดีแล้วว่าไม่ใช่ของรัฐ

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
20 กรกฎาคม 2554


ศาลเยอรมนียอมถอนอายัด “โบอิ้ง 737” พร้อมขอเงินค้ำประกัน 20 ล้านยูโร

สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลเยอรมนีมีคำสั่งวันนี้ (20 กรกฎาคม) ให้ถอนอายัดเครื่องบินโบอิ้ง 737 ของไทย โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องวางเงินเป็นหลักประกันมูลค่า 20 ล้านยูโร (ประมาณ 850 ล้านบาท) เพื่อยุติความผิดพ้องหมองใจของทั้งสองฝ่าย

เครื่องโบอิ้ง 737 ลำดังกล่าวถูกอายัด ณ ท่าอากาศยานนครมิวนิก เมื่อวันอังคาร (12 กรกฎาคม) ที่แล้ว สืบเนื่องจากกรณีพิพาทเชิงพาณิชย์ระหว่างทางการไทย กับ วอลเตอร์ บาว (Walter Bau) บริษัทก่อสร้างสัญชาติเยอรมนี ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสถานะล้มละลาย

ศาลเยอรมนีแถลงว่า ได้รับคำยืนยันภายใต้คำสัตย์สาบานจาก นายสมชาย จันทร์รอด อธิบดีกรมการบินพลเรือน (บพ.) ว่า เครื่องบินลำดังกล่าว รวมทั้งเอกสารกรรมสิทธิ์ เป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และไม่ใช่ทรัพย์สินของทางการไทย

คริสตอฟ เฟลล์เนอร์ รองประธานศาลเยอรมนี กล่าวว่า เอกสารเหล่านี้เป็น “ข้อสันนิษฐานถึงการเป็นเจ้าของ” เท่านั้น เพราะฉะนั้นจะต้องมีการฝากเงิน 20 ล้านยูโร (ประมาณ 850 ล้านบาท) ในรูปแบบหนังสือค้ำประกันของธนาคาร พร้อมทั้งกล่าวว่า “ไม่มีการค้ำประกัน ก็นำเครื่องขึ้นไม่ได้”

ศาล เยอรมนีแถลงว่าจำเป็นต้องมีการวางเงินประกัน เนื่องจากยังไม่ได้ตัดสินชี้ขาดว่า เครื่องโบอิ้ง 737 ลำนี้เป็นสมบัติของผู้ใด และเหตุที่ต้องใช้เงินค้ำประกันมากถึง 20 ล้านยูโร เนื่องจากจำนวนดังกล่าวเท่ากับราคาประเมินของเครื่องบิน

การอายัด เครื่องโบอิ้ง 737 ดังกล่าว ทำให้ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องเดินทางไปยังกรุงเบอร์ลิน เขาได้นิยามถึงเหตุการณ์ที่เกิดว่า “ความผิดพลาดใหญ่หลวง” และได้เข้าพบเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศระดับสูงของเยอรมนี เพื่อเรียกร้องให้ถอนอายัดเครื่องบินลำดังกล่าว

รัฐบาลเยอรมนี แถลงว่า เสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนทำให้ระคายเคืองต่อพระยุคลบาท แต่ไม่มีอำนาจสั่งการได้ โดยย้ำว่าอำนาจทั้งหมดขึ้นอยู่กับศาล


กระทรวงต่างประเทศว่าเป็นความสำเร็จงดงาม แต่อ้ำอึ้งเรื่องจ่ายเงินประกัน

เดลินิวส์รายงาน ปฏิกริยาของทางการไทยว่า ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายเจษฎา กตเวทิน รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังศาลเยอรมนีได้มีคำสั่งในเบื้องต้นให้เพิกถอนอายัดเครื่องบิน โบอิ้ง 737 เครื่องบินส่วนพระองค์ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ว่า ศาลเยอรมนีมีคำสั่งดังกล่าวออกมา เนื่องจากคณะนักกฎหมายของไทยประสบความสำเร็จในขั้นสำคัญคือการทำให้ศาลเชื่อ ว่า เครื่องบินลำนี้เป็นเครื่องบินส่วนพระองค์จริง แต่ถ้าทางการไทยต้องการนำเครื่องบินดังกล่าวออกมาทันที จะต้องวางเงินประกัน 20 ล้านเหรียญยูโร หรือประมาณ 845 ล้านบาท ส่วนในขั้นตอนการดำเนินการนั้น จะต้องรอคณะทำงานทางด้านกฎหมายที่นครมิวนิก และกระทรวงการต่างประเทศ ศึกษาก่อน ซึ่งในขั้นนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดใดๆได้

โยนกลองกันวุ่นยังอ้ำอึ่งรัฐควักจ่ายหรือไม่

ไทยรัฐ รายงาน ว่า นายปณิธาน วัฒนายากร เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ว่า ขณะนี้กำลังรอคำสรุปอย่างเป็นทางการจากคณะทำงานของกระทรวงการต่างประเทศไทย ในเรื่องคำสั่งของศาลเยอรมนี เพื่อนำมาพิจารณาประกอบ และรัฐบาลไทยอาจมีคำสั่งไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะกรณีต้องวางเงินประกันจำนวน 20 ล้านยูโร ก่อนนำเครื่องบินออกจากเยอรมนี หลังศาลเยอรมนีมีคำสั่งให้ถอนอายัดเครื่องบิน

ด้านนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่ศาลเยอรมนีถอนอายัดเครื่องบิน โบอิ้ง 737-400 ว่าไม่ใช่ของรัฐบาลไทย แต่ต้องมีการวางเงินประกันจำนวน 20 ล้านยูโร ก่อนจึงจะสามารถนำเครื่องบินออกมาได้นั้น เรื่องดังกล่าวถือว่าอยู่ในขั้นตอนของรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงคมนาคมคงต้องหารือร่วมกันกับอัยการสูงสุด ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของการอุทธรณ์ในการบังคับคดีที่ศาล นิวยอร์ก

สมศักดิ์ เจียมฯ:ว่าแต่ รัฐไทย จะให้เงินค้ำประกัน กับเครื่องที่รัฐยืนยันว่าไ​ม่ใช่ของรัฐหรือเปล่าล่ะ?

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการ ได้เขียนในเฟซบุ๊คของ เขาว่า ข่าวเยอรมันยอมให​้ 737 ออกได้แต่ต้องวางประกัน 20 ล้านยูโรนั้น "แล้วถ้าเป็นเครื่องที่ไม่ใช่รัฐ​เป็นเจ้าของ จะเอาเงินอะไรเป็นเงินประกันล่ะ​เนี่ย ถามไปงั้นแหละ"

ตามข่าวว่าศาล เยอรมันยอม หลังจากได้รับการยืนยันเรื่​องเป็น "เครือ่งส่วนพระองค์" ผมยัง งง นะ ถ้าศาลเยอรมันยอมรับว่า เป็น "ส่วนพระองค์" ไมใช่ของรัฐจริงๆ ก็ไม่ควรต้องมีเรื่องเงินปร​ะกันใดๆทั้งสิ้นสิ เพราะ รัฐต้องไม่เกี่ยว ไม่มีสิทธิมายึดเครื่องบินที่​ีไม่ใช่ของรัฐ มาให้รัฐจ่ายหนี้ที่ค้างไว้​ ดังนั้น จึงควรต้องอนุญาตให้เครื่อง​ออกได้โดยไม่มีเงื่อนไขเลย

ที่ จริง ถ้าผมจำไม่ผิดนะ ตอนมีเรื่องใหม่ๆ ก็มีข่าวออกมาแต่แรกแล้วว่า​ ทางเยอรมัน ยินดีให้เครื่องออก ขอแต่ให้รัฐบาลไทย วางเงินค้ำประกันส่วนหนึง แต่ทางไทยเองไม่เอา option นี้เอง เพราะพยายามจะยืนยันว่า นี่ไมใช่เครืองของรัฐ ไม่สามารถยึดมาทวงหนี้รัฐได​้ และดังนั้น จึงไม่ต้องวางค้ำประกันอะไร

แต่นี่ดูเหมือนว่า จริงๆเท่ากับเราไปรับเอา option นี้ ที่เขาเสนอไว้แต่แรก (ซึงก็คือ รับโดยปริยาย ในความ ...จะเรียกอะไรดี?... เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เครือ​่งของรัฐ?)

ถ้าศาลเยอรมันเชื่อว่า เครื่องไม่ใช่ของรัฐจริงๆ จะต้องเรียกเงินค้ำประกันทำไม ดูข่าวผู้จัดการ http://www.manager.co.th/Aroun​d/ViewNews.aspx?NewsID=9540000​089507 ผมว่า ชัดเจนว่า ศาลเยอรมันไม่ได้เชื่อเรื่องนี้​แต่อย่างไร และที่ยืนยันให้ค้ำประกัน ก็เพราะยังถือว่าเป็นเครือ่งของ​รัฐนั่นแหละ ดร.สมศักดิ์เขียนเพิ่มเติมในเฟซบุ๊ค

(ว่าแต่ว่า รัฐไทย จะให้เงินค้ำประกัน กับเครื่องที่รัฐยืนยันว่าไ​ม่ใช่ของรัฐหรือเปล่าล่ะ?)

นี่นะครับ ตามข่าว ผู้จัดการ รายงานชัดเจนว่า ศาลเยอรมัน เรียกเงินประกัน เพราะไม่ได้ยอมรับว่า เป็นเครื่องเอกชน

"คริ สตอฟ เฟลล์เนอร์ รองประธานศาลเยอรมนี กล่าวว่า เอกสารเหล่านี้เป็น “ข้อสันนิษฐานถึงการเป็นเจ้​าของ” เท่านั้น เพราะฉะนั้นจะต้องมีการฝากเ​งิน 20 ล้านยูโร (ประมาณ 850 ล้านบาท) ในรูปแบบหนังสือค้ำประกันขอ​งธนาคาร พร้อมทั้งกล่าวว่า “ไม่มีการค้ำประกัน ก็นำเครื่องขึ้นไม่ได้”

ทหารแตงโมปูดภาพลับฝึกชายชุดดำในร.11 CTWแฉกลางศาลแต่งทหารพรานบอมบ์ห้างแล้วเผา

ที่มา Thai E-News



มี ผู้ส่งภาพมาให้ไทยอีนิวส์ อ้างว่าถ่ายภาพไว้ได้ในค่ายทหารราบที่ 11 เป็นการฝึกยุทธวิธีรบในเมืองให้ชายที่แต่งเป็นชุดดำ ใน 3 ภาพบน โดยอ้างว่าเป็นการฝึกก่อนลงมือปฏิบัติการในช่วงการชุมนุม 10 เมษายน -19 พฤษภาคม 2553

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
20 กรกฎาคม 2554

ได้ มีผู้ส่งภาพมาให้ไทยอีนิวส์ อ้างตัวว่าผู้ถ่ายเป็น"ทหารแตงโม"โดยถ่ายภาพไว้ได้ในค่ายทหารราบที่ 11 เป็นภาพการฝึกยุทธวิธีรบในเมืองให้ชายที่แต่งเป็นชุดดำ ใน 3 ภาพบน โดยอ้างว่าเป็นการฝึกเล่นBB GUN ก่อนลงมือปฏิบัติการในช่วงการชุมนุม 10 เมษายน -19 พฤษภาคม 2553

"ที่ราบ 11 บางเขน จะมีสนามฝึก กลุ่ม บีบี กัน มีมาหลายปีแล้ว แต่ช่วงที่เกิดเหตุการณ์สลายแดงที่แยกคอกวัว ปรากฏว่าไอ้เทือกนำลูกน้องจากสุราษฎร์ มาฝึก บีบีกัน ประมาณ 20 คน ฝึกอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ แต่ไม่มีใครเอะใจ พอมาเกิดเหตุการณ์ชายชุดดำที่ไอ้เทือกออกมายืนยันเป็นกระต่ายขาเดียวว่า เป็นคนยิง จนท.และกลุ่มเสื้อแดง พร้อมมีหลักฐานรูปถ่าย ก็เลยทำให้พวกนายพลบางคน เริ่มคิดออกว่า แผนนี้ไอ้เทือกลึกซึ้งมาก"ทหารแตงโมที่ไม่เปิดเผยนามระบุที่มาของภาพ

"ดู แล้ว มันก็เป็นไปได้ เพราะการฝึก บีบีกัน มันเป็นลักษณะแบบล่าสังหาร ปืนก็เหมือนกับของจริงทุกอย่าง ดังนั้นถ้าลงมือปฎิบัติการจริง ก็เพียงแต่เอาปืนของจริงให้มันไปคนละกระบอก มันก็เอาไปใช้ได้เลย ซึ่งตอนนั้น ไอ้เทือก มันจะเอาซักกี่กระบอกก็ได้ ขนาดเอามาโชว์เป็นสิบๆกระบอกที่หาว่ายึดมาจากคนเสื้อแดงมันยังทำได้ และน่าจะเป็นปืนล๊อทที่เอามาโชว์ให้บรรดาทูตต่างประเทศที่ ราบ 11 ด้วย"ทหารแตงโมเผย แต่ไม่ได้บอกว่า"ไอ้เทือก"รายนี้คือใคร แต่ได้ให้ความเห็นว่า "เรื่องนี้ถ้ารัฐบาลใหม่สั่งให้สันติบาล ดีเอสไอคนใหม่ สืบสวนให้ดี จนสามารถลากคอชายชุดดำออกมาซักตัว รับรองเรื่องแตกแน่ ไอ้เทือกเสร็จแน่ จะไปขุดรูอยู่ไหนก็คงไม่รอด"

จนท.CTWเบิกความคดีเผา เผยมีชายชุดดำคล้ายทหารพรานขว้างระเบิดในอาคาร

เวบไซต์ประชาไท รายงานว่า เมื่อ 19 ก.ค.54 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ห้องพิจารณาคดี 501 มีการสืบพยานโจทก์ในคดีเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ คดีหมายเลขดำที่ อ.2478/2553 ซึ่งพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้อง นาย สายชล แพบัว อายุ 28 ปีอาชีพรับจ้าง และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ อายุ 26 ปี อาชีพรับจ้าง ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ร่วมกันเผาทรัพย์โรงเรือนอันเป็นที่เก็บสินค้าของผู้อื่นเป็นเหตุให้บุคคล อื่นถึงแก่ความตาย โดยมีการสืบพยานโจทก์ 3 ปาก ได้แก่ นายธีรพงษ์ เมธาพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายก่อสร้างของห้างเซ็น , นางนงเยาว์ ฟูพรรณ เลขานุการผู้จัดการห้างเซ็น สาขาราชประสงค์ และนายชูพันธ์ อนงค์จรรยา ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายอาคารและสถานที่ ของห้างเซ็นทรัลเวิลด์

นายชู พันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายอาคารและสถานที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นพยานคนเดียวในวันนี้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ เบิกความว่า ในวันที่ 19 พ.ค.53 เวลาประมาณบ่ายโมงได้ประจำการอยู่ที่ลานจอดรถใต้ดินชั้นบี1 บริเวณห้องเก็บอุปกรณ์ดับเพลิง และทราบข่าวว่า แกนนำ นปช.ได้ประกาศสลายการชุมนุม เข้ามอบตัวแล้ว จากนั้นประมาณ 10 นาทีก็ได้รับแจ้งว่าฝั่งห้างเซ็นถูกไฟไหม้ จึงนำหน่วยผจญเพลิง 5 คน ไปช่วยเสริมกำลังดับไฟที่ห้างเซ็น ระหว่างทางเห็นมีการนำยางรถยนต์มาเผาบริเวณถนนราชดำริหลายจุด ทั้งยังมีการนำกระดาษมาสุมเป็นกองเล็กๆ เผาอยู่หน้าประตูห้างเซ็นทรัลเวิลด์ มีการทุบกระจกร้าน Adidas ด้วย เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุได้ไปสมทบกับทีมของทางห้างเซ็นช่วยกันดับไฟ เสร็จแล้วจึงถอนตัวออกมา จากนั้นได้รับแจ้งอีกว่า บริเวณประตูถนนพระราม 1 ถูกทุบและเผา เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบว่าสปริงเกอร์ทั้งหมดทำงาน กระจายน้ำในการดับไฟแล้ว แม้ตัวอาคารจะโดนตัดไฟเนื่องจากมีคำสั่ง ศอฉ.มาก่อนหน้าหลายสัปดาห์แล้วก็ตาม

ผู้ช่วยผู้จัดการฯ เบิกความต่อว่า จากนั้นได้เห็นคนที่บุกรุกเข้ามาในห้างประมาณ 5-6 คน จึงร่วมกับ รปภ.ภายในห้างเชิญตัวออก พร้อมกำชับกับชายคนหนึ่งในนั้นว่า “ขอร้องอย่าซ้ำเติมกันเลย ทางห้างเสียหายเยอะแล้ว” ซึ่งทั้งหมดก็ยอมออกโดยดี จากนั้นเจ้าหน้าที่ของห้างได้รวมกลุ่มกันบริเวณดังกล่าวประมาณ 50 คนเพื่อเฝ้าดูสถานการณ์ ขณะเดียวกันเริ่มเห็นกลุ่มควันขนาดใหญ่ในตัวห้างเซ็น เมื่อไปดูพบเห็นคนนำถังแก๊สโยนเข้าไปในอาคาร โดยกลุ่มผู้กระทำการ 3-4 คน คนใส่หมวกไหมพรมปกปิดใบหน้า จากนั้นไม่นานมีคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ประมาณ 40-50 คน เดินเข้ามาบริเวณหน้าประตูอีกด้านหนึ่งบางคนถือไม้ ถืออิฐ ขว้างเข้ามา บางคนยิงหนังสติ๊กเข้ามาใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของห้าง แต่ไม่ได้เข้ามาภายในอาคาร กระทั่งมีกลุ่มชายชุดดำ แต่งกายคล้ายทหารพรานจำนวนหนึ่งแหวกฝูงชนขึ้นมาแล้วขว้างระเบิดลูกเกลี้ยง เข้ามาภายในบริเวณที่เจ้าหน้าที่ห้างยืนอยู่ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 8-9 คน และนำส่งโรงพยาบาลในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ คดีเผา CTW ยังมีผู้ต้องการอีก 2 คน ซึ่งเป็นเยาวชน และศาลเยาวชนนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 20 ก.ค.นี้ ส่วนคดีของนายสายชล และนายพินิจ อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 1 ก.ย.2553 สืบพยานไปแล้ว 5 ปาก รวมกับวันนี้ (19 ก.ค.) เป็น 8 ปาก

ในคำฟ้องคดีระบุว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกับพวก ร่วมกันชุมนุมและมั่วสุมกันบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ในช่วงที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยพวกจำเลยได้เข้าไปในบริเวณอาคารห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วใช้กำลังทำลายบานกระจกผนังอาคาร บานกระจกประตู อาคารเซ็นทาวเวอร์ อาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณห้างสรรพสินค้าดังกล่าวจนแตกเสียหายและยังเป็นการกีด ขวางการจราจร ขัดขวางต่อการประกอบกิจการของห้าง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเสียหายและเกรงกลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน

นอกจากนี้ จำเลยทั้งสองกับพวก ยังได้ร่วมกันเข้าไปภายในบริเวณอาคารเซ็นทาวเวอร์และอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นทรัพย์โรงเรือนอันเป็นที่เก็บสินค้าของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหา กษัตริย์ แล้วพวกจำเลยได้ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์จนทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ เผาอาคารเซ็นทาวเวอร์และไฟไหม้เผาทรัพย์สินต่างๆของผู้เสียหายที่ 1 ถึงผู้เสียหายที่ 270 รวมค่าเสียหายจำนวน 8,890,578,649.61 บาท และยังเป็นเหตุให้นายกิติพงษ์หรือกิตติพงษ์ สมสุขที่อยู่ภายในอาคารดังกล่าวถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่แขวง- เขตปทุมวัน กทม.

********
วิดิโอคลิปเกี่ยวเนื่อง



-ข้อมูลมัดแน่นสังหารหมู่10เมษา-19พฤษภา ใครฆ่าเสธ.แดง ใครเหี้ย..มสังหารหมู่วัดปทุม ใครเผาCTW?

ผบ.ฮ.ตกเกี่ยวไหมกับการสังหารผู้ชุมนุมเสื้อแดง?

ที่มา Thai E-News

เกี่ยวไหม? -(ภาพ บน)พล.ต.อุทิศ สุนทร ผบ.กองพลทหารราบที่ 9 ผู้รับผิดชอบในช่วงสลายการชุมนุม 10 เม.ย.-19พ.ค.53 แถลงร่วมกับผู้นำกองทัพที่มีบทบาทสลายการชุมนุม (ภาพล่าง) พล.ต.ตะวัน เรืองศรี ผบ.พล.ร.9 คนปัจจุบัน ช่วงเหตุการณ์สลายชุมนุมมีตำแหน่งเป็นเพียงผู้บังคับการจังหวัดทหารบก กาญจนบุรี ขณะร่วมแถลงข่าวว่าไม่มีเสื้อแดงถูกคุมขังในค่ายทหารกาญจนบุรี(ซ้ายสุดใน ภาพ)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
20 กรกฎาคม 2554

เหตุการณ์ เฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ค ที่บินเข้าไปรับศพเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อ วันที่ 16 ก.ค. ได้เกิดอุบัติเหตุตกในพื้นที่ป่าในฝั่งประเทศพม่า มีชื่อ พล.ต.ตะวัน เรืองศรี ผบ.พล.ร.9 นำคณะไปนั้น จุดประกายความสนใจในหมู่คนเสื้อแดงครั้งใหญ่

เนื่องจาก พล.ร.9กาญจนบุรี ถือเป็นหน่วยทหารหลักหน่วยหนึ่งที่มีบทบาทปราบปรามสลายการชุมนุมอย่างนอง เลือดในช่วงวันที่ 10 เมษายน -19 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา
พล.ต.ตะวัน เรืองศรี

อย่าง ไรก็ตามจากการตรวจสอบแล้วพบว่า พล.ต.ตะวันอาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรับผิดชอบต่อการสลายชุมนุมแต่อย่างใด เพราะเวลานั้นไม่ได้มีตำแหน่งเป็นผบ.พล.ร.9 แต่คนที่เป็นผบ.พล.ร.9ช่วงนั้นคือ พล.ต.อุทิศ สุนทร

ส่วน พล.ต.ตะวัน เรืองศรี ในช่วงนั้นยังคงดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.จทบ.กาญจนบุรี (ผู้บังคับการจังหวัดทหารบก)ไม่มีหน้าที่ และไม่มีกำลังพลรบอยู่ในมือ เพิ่งจะได้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน พล.ต.อุทิศ ในช่วงหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม

จากการตรวจสอบมีชื่อของพล.ต.ตะวันเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ชุมนุมปีที่ แล้วเพียงดังนี้คือ ภายหลังเหตุการณ์สงบลงแล้ว เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2553 นายเริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี ผวจ.กาญจนบุรี พล.ต.ต.เรวัช กลิ่นเกษร ผบก.ภ.จ.กาญจนบุรี พ.ต.อ.มนต์ชัย เรืองจรัส ผกก.ตชด.13 ค่ายพระพุทธยอดฟ้า พล.ต.อุทิศ สุนทร ผบ.กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ พล.ต.ตะวัน เรืองศรี ผบ.จทบ.กาญจนบุรี ร่วมกันแถลงข่าวกรณีที่มีข่าวว่ากลุ่ม นปช. บางส่วนถูกคุมขังที่ฝ่ายทหารแห่งหนึ่งของ จ.กาญจนบุรี

โดย พล.ต.อุทิศ แถลงว่า ข่าวการควบคุมตัว นปช. ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ขอยืนยันว่าไม่มีแต่อย่างใด ส่วนที่มีการอ้างถึงค่ายทหารไทรโยค หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ค่ายฝึกสิงคโปร์ ที่ตั้งอยู่ ต.ศรีมงคล อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี มีการยืนยันว่ามี นปช. ถูกคุมขัง ขอย้ำว่าค่ายแห่งนี้เป็นค่ายฝึก ตนเองก็เคยฝึกสมัยเป็นนักเรียนเตรียมทหาร และยืนยันว่าไม่มีการควบคุม นปช. แต่อย่างใด

ทั้งนี้เมื่อวันก่อน เฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ค ที่บินเข้าไปรับศพเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อ วันที่ 16 ก.ค. ได้เกิดอุบัติเหตุตกในพื้นที่ป่าในฝั่งประเทศพม่า ตรงข้าม บ้านเขาไม้แดง อ.แก่งกระจาน รวมทั้งมีรายงานว่า ได้เกิดเสียงระเบิดขึ้นก่อนที่เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวจะขาดการติดต่อไป ซึ่งจุดได้ยินเสียงระเบิดอบู่ห่างจากจุดเดิมที่เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกครั้ง ก่อนราว 2 ก.ม.

ในเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวมีผู้โดยสารและนักบินรวม ทั้งช่างเครื่องทั้งหมด 9 คนเป็น นักบิน 2 คน ช่างเครื่อง 2 คน ส่วนที่เหลือเป็นผู้โดยสาร ซึ่งมี พล.ต.ตะวัน เรืองศรี ผบ.พล.ร.9 พร้อมคณะเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนจากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง รวมอยู่ด้วย ขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมที่แน่ชัด ข

Wednesday, July 20, 2011

2011-07-20@1628 ศาลเยอร์มัน สั่งวางเงินประกัน20ล้านยูโร ยอมปล่อยBoeing737

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

"ณัฐวุฒิ"ซัดกกต.ทำมิชอบ เหมาเข่งแขวน"เสื้อแดง" ขู่อย่ากดดันประชาชนเล่นเกมบีบหัวใจ

ที่มา มติชน

นาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง แถลงเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่พรรคเพื่อไทย ถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ประกาศรับรองว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ในกลุ่มคนจำนวน 12 คน ว่าตนและทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยมีข้อมูลหลักฐานที่จะอธิบายความเรื่องนี้ไม่ ได้ซับซ้อนอะไร แต่ไม่ทราบว่า กกต.มีเจตนาอื่นหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องขบคิดกัน ทั้งนี้ หากพิจารณาตามคำสั่ง 212/2554 ของ กกต. วันที่ 14 กรกฎาคม ลงนามโดยนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการว่าให้ไต่สวนว่าที่ ส.ส.กรณีคุณสมบัติที่ถูกร้องคัดค้านว่าขาดสมาชิกภาพตามข้อบังคับพรรคเพื่อ ไทยข้อที่ 10 (5) หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อดูรายชื่อที่ถูกแขวนอยู่ 12 รายชื่อ มี 7 รายชื่อ ประกอบด้วย พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายพายัพ ปั้นเกตุ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายวิเชียร ขาวขำ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายการุณ โหสกุล ว่าที่ ส.ส.กทม. จ.ส.ต. ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ว่าที่ ส.ส.สุรินทร์ นายวรชัย เหมะ ว่าที่ ส.ส.สมุทรปราการ และนายสถาพร มณีรัตน์ ว่าที่ ส.ส.ลำพูน ซึ่งบุคคลทั้ง 7 นี้ไม่เคยถูกคุมขังตามคำสั่งศาลหรือตามหมายใดๆ ทั้งสิ้น บางคนไม่ได้ถูกดำเนินคดีด้วยซ้ำไป แต่ กกต.กลับเอามารวมไว้ในเรื่องเดียวกันโดยแขวนไว้ทั้งหมด

นอก จากนี้ ในส่วนของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งยังคงอยู่ในเรือนจำนั้น ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยไม่ถือว่ากรณีดังกล่าวเป็นการขาดจากสมาชิกสภาพของ พรรคเพื่อไทยเพราะการถูกคุมขัง กรณีนี้ต้องถูกคุมขังจากคำสั่งพิพากษาของศาลเท่านั้น และยังชัดเจนว่าผู้ถูกคุมขังมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ได้ เช่นเดียวกับกรณีของนายก่อแก้ว พิกุลทอง ที่มีแนวปฏิบัติเช่นนี้ ซึ่ง กกต.ได้เคยรับรองคุณสมบัติของนายก่อแก้วเป็นผู้สมัครไปแล้วครั้งหนึ่ง และครั้งนี้ก็รับรองนายจตุพรเช่นเดียวกัน ส่วนกรณีของตน นพ.เหวง โตจิราการ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่มีการกล่าวหาว่าถูกคุมขังและออกมาจากเรือนจำทำให้ขาดสมาชิกภาพนั้น เรื่องนี้ต้องย้อนไปตอนต้นว่าหลังจากที่พวกตนได้รับการประกันตัว เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็เข้าใจสถานภาพตัวเองดีว่าอยู่ในพื้นที่เสี่ยงทางการเมือง เลยทำในสิ่งที่เป็นการตัดปัญหาและความรำคาญโดยการยื่นหนังสือลาออกจากพรรค เพื่อไทย ในวันที่ 2 พฤษภาคม และสมัครเป็นสมาชิกพรรค ในวันที่ 3 พฤษภาคมทันที ซึ่งมีเอกสารหลักฐานครบถ้วนทุกประการ ส่วน นพ.เหวงนั้นไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยตั้งแต่ต้นจึงได้สมัครเป็นสมาชิก พรรค ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองไม่ได้เคารพกติกา ไม่ได้ยอมรับเรียนรู้และเคารพในพลังประชาชนแม้แต่น้อย แต่ยืนยันว่าเราไม่ได้กดดัน กกต.แต่ กกต.กำลังกดดันประชาชนเพราะสิ่งที่ทำไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงหรือหลักเหตุผล อย่างนี้จะให้เข้าใจได้อย่างไร กรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ คดีอยู่ในชั้นศาลแต่ กกต.ได้รับรองแล้ว ขณะที่ของพวกตนมีหลักฐานชัดเจน แต่ กกต.เล่นเกมบีบหัวใจ ซึ่งเกมนี้บีบความรู้สึกของประชาชนให้ตึงเครียดและเกิดอารมณ์เคียดแค้นชิง ชัง

'ยิ่งลักษณ์' พ้นพงหนาม

ที่มา Voice TV



Voice Focus ประจำวันที่ 19 ก.ค. 2554

- "ยิ่งลักษณ์" พ้นพงหนาม

- ปักธูปไม่ลง ลางบอกเหตุเครื่องบินตก

- ชาวไทยภูเขา จ.น่าน เจอผลกระทบแผ่นดินแยก

"ยิ่งลักษณ์"พ้นพงหนาม

ยิ่งลักษณ์ -อภิสิทธิ์ พ้นพงหนาม กกต.ยกคำร้อง ส่วนแกนนำ นปช. 12 คน ถูกแขวนเพราะอยู่ในระหว่างการไต่สวนของอนุกรรมการเตรียมมีมติภายในสัปดาห์ นี้

ปักธูปไม่ลง ลางบอกเหตุเครื่องบินตก

เครื่องบินแบล็คฮอว์กสมรรถนะการบินดีเยี่ยมของกองทัพไทยตก ขณะออกไปขนศพเหนือแก่งกระจาน เจอลางบอกเหตุ ปักธูปไม่ลงก่อนขึ้นเครื่อง

ชาวไทยภูเขา จ.น่าน เจอผลกระทบแผ่นดินแยก

ปัญหาแผ่นดินแยกตัวในอำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่านส่งผลให้ชาวบ้าน10 หลังคาเรือนเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐจัดหาที่อยู่ใหม่